Home Blog Page 484

เที่ยว 3 จังหวัดชายแดนใต้ ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

0

แอดมินกุ้ง มีโอกาสลงใต้ เที่ยว 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

เชื่อว่า หลายคนคงรู้สึกว่า การไปเที่ยวที่นี่ เสี่ยงไปมั้ย อันตรายหรือเปล่า แต่เมื่อได้ไปแล้ว กลับพบว่า มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดไว้เลย

ทริปนี้ เราเดินทางด้วยการขับรถยนต์ส่วนตัว แวะนอนที่หาดใหญ่หนึ่งคืน พอตื่นมาก็กินมือเช้าเป็นติ่มซำในตัวเมือง แล้วขับรถต่อไปปัตตานีใช้เวลาประมาณชั่วโมงเศษ แวะเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว,

แวะนมัสการหลวงปู่ทวด วัดช้างให้ หรือใครอยากได้บรรยากาศนั่งรถไฟเที่ยว ก็สามารถเดินทางมาถึงได้เลย เพราะมีสถานีรถไฟอยู่หน้าวัด

ตลอดเส้นทางการเดินทาง จะมีด่านทหารตั้งจุดตรวจเป็นระยะๆ ทำให้แอดมินรู้สึกอุ่นใจขึ้นนิดนึง เป้าหมายต่อไป คือ เบตง เส้นทางไม่น่ากลัว ขับรถไปเรื่อยๆ ผ่านทะเลสาบฮาลาบาลา สามารถแวะชมความงามของทะเลสาปได้ สวยงามทีเดียว

ทะเลสาบฮาลาบาลา

พอใกล้ถึงเบตง ระยะทางเกือบๆ 60 กิโลเมตร ทางจะคล้ายเหมือนเส้นทางไปแม่ฮ่องสอน มีโค้งขึ้นเขาเยอะมาก จนอาจเวียนหัวได้ อีกอย่างที่เบตงเหมือนแม่ฮ่องสอน คือ เบตง เป็นเมืองเล็กๆ ในหุบเขา มีเสน่ห์ในตัว ชวนให้มาสัมผัส

ตกค่ำ ต้องมาเดิน และเก็บภาพที่อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ อุโมงค์นี้เป็นอุโมงค์รถยนต์ลอดภูเขาแห่งแรกของเมืองไทย ตอนเย็นถึงค่ำจะเปิดไฟประดับสวยงาม ใครมาเที่ยวเบตง ก็ต้องมาถ่ายรูปหน้าอุโมงค์กันเป็นที่ระลึก จากกนั้น ก็เดินชมหอนาฬิกาคู่บ้านคู่เมืองอำเภอเบตง และระหว่างทาง เราจะเห็นว่า มีป้อมทหาร จุดตรวจ คอยทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัย อยู่เป็นระยะๆ

วันรุ่งขึ้น เราออกเดินทางตั้งแต่เช้ามืด ตีห้านิดๆ เพื่อเดินทางไปดูทะเลหมอกอัยเยอร์เวง โดยขับรถออกจากตัวเมืองไปประมาณเกือบชั่วโมง คนเยอะมาก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากจังหวัดใกล้เคียง เพื่อพากันมาชมความงามของทะเลหมอก

ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวอื่่นๆ ใกล้เมืองเบตง เรายังได้แวะเที่ยวที่อุโมงค์ปิยะมิตร อุโมงค์ดินสร้างขึ้นสมัยมีขบวนการต่อสู้เรื่องดินแดน สำหรับเป็นฐานปฏิบัติการต่อสู้ทางการเมือง ที่นี่จะได้ดูต้นไทรยักษ์ อายุพันปี กับแวะเที่ยวบ่อน้ำร้อนเบตง

เก็บภาพประทับใจหลายๆ จุดเแล้ว ก็ถึงเวลาเดินทางกลับมาทำงาน เพื่อหาเงินเที่ยวในทริปต่อไป ปิดทริปหาดใหญ่(สงขลา),ปัตตานี,เบตง(ยะลา) ด้วยการแวะขึ้นกระเช้าชมเมืองที่เขาคอหงส์ ที่หาดใหญ่ ซึ่งเป็นทางผ่านในขากลับค่ะ

แอดมินกุ้ง ประทับใจกับทริปนี้มาก อยากให้เพื่อนๆ ได้เดินทางมาเที่ยวที่นี่กัน ลบภาพจำเดิมๆ กับคำว่า พื้นที่สีแดง เพราะเมื่อเราได้มาสัมผัสจริงๆ จะพบว่า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เที่ยวได้ไม่น่ากลัวอย่างที่คิดค่ะ

เขาคอหงส์ ที่หาดใหญ่

สิงห์อาสา จัดบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ จ้างงานอาสาสมัครฟื้นฟูชุมชนหลังน้ำลดที่สุโขทัย

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า สิงห์อาสา โดย มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี และ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ร่วมกับ หจก.พูนศรีสุโขทัย ,องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเกาะ ,เทศบาลเมืองศรีสำโรง ,หน่วยป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย จังหวัดสุโขทัย ,ชมรมผู้ประกอบการร้านอาหาร จังหวัดสุโขทัย ,เครือข่ายนักศึกษาสิงห์อาสามหาวิทยาลัยนเรศวร และเครือข่ายนักศึกษาสิงห์อาสามหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ลงพื้นที่บิ๊กคลีนนิ่งในโครงการสิงห์อาสาสู้น้ำท่วม จ้างงานอาสาสมัครกว่า 100 คน ลงพื้นที่ทำความสะอาด ฟื้นฟูหลังน้ำลดที่ โรงเรียนประชาอุทิศ ต.บ้านเกาะ อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย ซึ่งโครงการสิงห์อาสาสู้น้ำท่วม เป็นหนึ่งในโครงการการจ้างงานตามนโยบายเร่งด่วนของ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ในการจ้างอาสาสมัครดูแลท้องถิ่นตนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนตั้งแต่ช่วงเริ่มเกิดวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้จากเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือในช่วงเดือนสิงหาคม ได้สร้างความดือดร้อนให้กับชาวบ้านได้รับผลกระทบมากมายกว่า 17,055 ครัวเรือน สิงห์อาสาจึงได้ร่วมมือกับหน่วยงานราชการประจำจังหวัด, เครือข่ายกู้ภัยฯ, ผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตราสิงห์, ชมรมผู้ประกอบการร้านอาหารต่างๆ และเครือข่ายนักศึกษาสิงห์อาสาจากมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยอาชีวศึกษา ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดภาคเหนือถึง 9 อำเภอ 5 จังหวัด ได้แก่ อ.เมือง อ.เชียงคาน อ.ปากชม จ.เลย อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย อ.เวียงสา จ.น่าน อ.วังชิ้น จ.แพร่ และ อ.ศรีสำโรง อ.เมือง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย โดยได้ส่งมอบ น้ำดื่ม 50,000 ลิตร ข้าวสารตราพันดี 2,000 กิโลกรัม และ อาหารปรุงสุกกว่า 1000 ชุด ให้แก่พี่น้องผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้

โดยหลังจากนี้เครือข่ายสิงห์อาสาทั่วประเทศ ยังคงติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด ในการเฝ้าระวังและเตรียมแผนการช่วยเหลืออย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือบรรเทาทุกข์พี่น้องประชาชนได้อย่างทันท่วงที แม้จะเป็นพื้นที่ห่างไกล แต่น้ำใจคนไทยย่อมไปถึงแน่นอน

ซีพีเอฟ มั่นใจ “กุ้งซีพี แปซิฟิก” คุณภาพสูง ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ซีพีเอฟ เดินหน้าขับเคลื่อน “ความยั่งยืน” มุ่งผลิตอาหารที่มีคุณภาพได้มาตรฐานปลอดภัย ด้วยความรับผิดชอบตลอดห่วงโซ่อุปทาน นำ “กุ้งซีพี แปซิฟิก” ผลิตภัณฑ์อาหารเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคในคุณภาพของสินค้าและสุขอนามัยที่ดี จากระบบการเลี้ยงที่ช่วยรักษาสมดุลสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

นายสัตวแพทย์สุจินต์ ธรรมศาสตร์ ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการธุรกิจสัตว์น้ำ ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทฯ มุ่งมั่นส่งเสริมกระบวนการผลิตกุ้งบนพื้นฐานของความยั่งยืน ของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยนำเทคโนโลยีขั้นสูงและนำนวัตกรรมการเลี้ยงกุ้ง 3 สะอาด ระบบหมุนเวียนน้ำและระบบไบโอซีเคียวริตี้มาเชื่อมโยงกันในกระบวนการเลี้ยงกุ้ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง ลดความเสี่ยงจากโรคของกุ้ง โดยไม่ใช้ยาปฏิชีวนะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นายสัตวแพทย์สุจินต์ ธรรมศาสตร์ ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการธุรกิจสัตว์น้ำ ซีพีเอฟ

ระบบการเลี้ยงกุ้งของซีพีเอฟ ให้ความสำคัญต่อการดูแลห่วงโซ่อุปทานอย่างรอบด้าน เริ่มตั้งแต่การส่งเสริมการใช้วัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์ที่ตรวจสอบแหล่งที่มาได้ สู่ฟาร์มเลี้ยงตามหลักวิชาการและมาตรฐานสากล เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การพัฒนาพันธุ์กุ้งที่โตไวด้วยเทคโนโลยีการผลิตลูกพันธุ์กุ้งที่ทันสมัย ได้ลูกพันธุ์ที่โตไว สะอาด แข็งแรง ต้านทานโรค ไร้สารตกค้าง และวิธีการเลี้ยงอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการตามมาตรฐานสากล เพิ่มผลผลิต ลดความเสี่ยงจากวิกฤตของโรคระบาดต่างๆ สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต เพื่อความยั่งยืนของอุตสาหกรรมกุ้ง ตลอดจนการจ้างแรงงานถูกกฎหมาย

สำหรับหลักการเลี้ยงกุ้ง 3 สะอาด ประกอบด้วย การใช้ลูกพันธุ์กุ้งที่สะอาด ปลอดโรค น้ำที่ใช้เลี้ยงกุ้งสะอาดปราศจากเชื้อก่อโรค และมีการบำบัดเพื่อลดปริมาณสารอินทรีย์ก่อนนำมาใช้ รวมทั้งการจัดการบ่อเลี้ยงให้สะอาด และมีระบบการจัดการพื้นบ่อที่ดีไม่เป็นแหล่งสะสมเชื้อก่อโรค

นอกจากนี้ ระบบหมุนเวียนน้ำหรือการรีไซเคิลน้ำมาใช้ในฟาร์มเลี้ยงกุ้ง ช่วยลดการพึ่งพาน้ำจากภายนอก ลดความเสี่ยงของโรคที่มาจากแหล่งน้ำ ซึ่งเป็นระบบที่ไม่ปล่อยของเสียจากการเลี้ยงออกไปสู่สิ่งแวดล้อม

น.สพ.สุจินต์ ยังได้กล่าวถึง ภาพรวมการผลิตในอุตสาหกรรมกุ้งของไทยปีนี้ การผลิตใกล้เคียงกับปีที่แล้วอยู่ที่ 2.8 แสนตัน ขณะที่การผลิตทั่วโลกอยู่ที่ 3 ล้านตัน ในส่วนของซีพีเอฟปีนี้ผลิตได้ดีกว่าปีที่แล้ว เพราะเราสามารถบริหารจัดการเรื่องโรคได้เป็นอย่างดี

ซีพีเอฟ ร่วมสนับสนุนการทำฟาร์มกุ้งใส่ใจสิ่งแวดล้อม สร้างความมั่นใจให้กุ้งไทยในตลาดโลก

0

รายงานข่าวจากคณะพัฒนาระบบการผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ประมงไทย (Thai Sustainable Fisheries Roundtable : TSFR) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งขาวของไทยให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในปัจจุบัน มีการปรับปรุงการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่อาหารสัตว์ การปรับปรุงฟาร์มและกระบวนการเลี้ยง การบริหารจัดการน้ำและพลังงาน เพื่อลดการปล่อยของเสียสู่ธรรมชาติ โดยเฉพาะการผลิตอาหารสัตว์มีการใช้ปลาป่นที่มาจากการประมงที่รับผิดชอบและได้รับมาตรฐานสากลระดับโลก ขณะเดียวกันยังมีการพัฒนาระบบการเลี้ยงเพื่อบำบัดน้ำให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้

และ ยังร่วมมือกับภาครัฐในการปรับปรุงการบริหารการประมงให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมุ่งควบคุมเครื่องมือจับปลา วิธีการจับปลา ตลอดจนการพัฒนาระบบติดตามเรือประมง ให้สอดคล้องกับแนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลด้วยความรับผิดชอบที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีการรายงาน และมีการควบคุมเป็นอย่างดี

คณะพัฒนาระบบการผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ประมงไทย ได้ร่วมดำเนินโครงการพัฒนาการประมงอย่างยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงสภาวะการประมงและการปฏิบัติต่างๆ ทั้งฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทยเพื่อความยั่งยืนสูงสุด มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและการทำประมงของไทยด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โปร่งใส ตรวจสอบย้อนกลับได้ทั้งห่วงโซ่อุปทาน

และได้ดำเนินการร่วมกับกรมประมง สนับสนุนและผลักดันให้เกิดการปรับปรุงการทำประมงเพื่อให้ได้วัตถุดิบในการผลิตอาหารกุ้งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและถูกต้องกฎหมาย ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบการทำฟาร์มกุ้งของไทยอย่างต่อเนื่องเพื่อลดการปล่อยของเสีย นอกจากจะช่วยให้การประมงไทยได้รับการปลดใบเหลืองจากสหภาพยุโรปแล้ว ยังส่งผลให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยได้รับการจัดอันดับล่าสุด จากโครงการ Seafood Watch ของพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำมอนเทอเรย์เบย์ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งจัดทำรายงานผลการการประเมินการทำฟาร์มกุ้งในประเทศไทยว่า มีความคืบหน้าและปรับปรุงได้ดีขึ้นหลายด้านโดยเฉพาะการจัดหาปลาป่นเพื่อนำไปผลิตเป็นอาหารสัตว์และลดผลกระทบต่อชุมชนได้คะแนนจากการประเมินดีกว่าที่ผ่านมา ทำให้การประเมินในภาพรวมของไทยอยู่ในระดับสีเหลือง ซึ่งหมายถึงกุ้งขาวของไทยเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้บริโภคในสหรัฐ

ทั้งนี้ คณะพัฒนาระบบการผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ประมงไทย ประกอบไปด้วย 8 สมาคม ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย สมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทย สมาคมผู้ผลิตปลาป่นไทย สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย สมาคมกุ้งไทย สมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย และสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป มีเป้าหมายยกระดับสถานะกุ้งไทยในสหรัฐให้อยู่ในระดับสีเขียว (Best Choices หรือ Green) ซึ่งเป็นกุ้งที่มาจากการบริหารจัดการฟาร์มที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และต้องเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้บริโภคทั่วโลก

น.สพ.สุจินต์ ธรรมศาสตร์ ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ ธุรกิจสัตว์น้ำ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ  เปิดเผยว่า ซีพีเอฟ มีนโยบายและแนวทางการจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน เพื่อให้การจัดหาปลาป่นเพื่อผลิตอาหารสัตว์น้ำของบริษัทฯ เป็นไปด้วยความรับผิดชอบ ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งปัจจุบันซีพีเอฟใช้ปลาป่นที่ได้มาจากผลพลอยได้จากโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ปลาและเป็นปลาที่จับมาอย่างถูกต้องภายใต้มาตรฐานของ MarinTrust Standard Version 2.0 ซึ่งสอดคล้องกับ Code of Conduct for Responsible Fisheries ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)

นอกจากนี้ ยังได้มีส่วนร่วมริเริ่มโครงการ FIPs เพื่อร่วมพัฒนาการประมงในอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ตลอดจนการร่วมมืออย่างต่อเนื่องกับ MarinTrust ในการพัฒนาหลักเกณฑ์การประเมินการบริหารจัดการประมงอวนลากสำหรับสัตว์น้ำหลากหลายสายพันธุ์ (Mixed Trawl Fisheries) เพื่อนำร่องสร้างมาตรฐานการประมงอย่างรับผิดชอบมาตรฐานแรกของโลก ที่ใช้ได้กับอาเซียนอย่างเหมาะสม ซึ่งครอบคลุมการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทาน เช่น ภาคเอกชน ภาครัฐบาล ภาคประชาสังคม

เอไอเอส จับมือ TG FONE เพิ่มช่องทางจำหน่าย 200 สาขาทั่วประเทศ

0

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป บริษัท เอไอเอส เปิดเผยว่า เอไอเอส ร่วมมือกับ TG FONE ผู้นำการจัดจำหน่ายมือถือและดีไวซ์ไอที ในฐานะเอ็กซ์คลูซีฟ พาร์ทเนอร์ ผสานความแข็งแกร่งในการจัดจำหน่ายสินค้าและบริการดิจิทัลของเอไอเอส ผ่านร้าน TG FONE ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ, ปริมณฑล และจังหวัดหัวเมืองใหญ่ทุกภูมิภาคทั่วไทย

ทั้งนี้ ถือเป็นการขยายช่องทางการให้บริการ (Touch Point) แบบลงลึก เติมเต็มไลฟ์สไตล์คนเมือง ให้เข้าถึงสินค้าและบริการจาก AIS และ TG FONE ได้อย่างง่ายดาย สะดวกสบายยิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยสร้างการเติบโตให้กับทั้งสองธุรกิจไปในตัว

ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว  จะร่วมกันจัดจำหน่ายสินค้าและบริการดิจิทัลจาก AIS แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ในร้าน TG FONE และสาขาใน Big C  รวมกว่า 200 สาขาทุกภูมิภาคทั่วประเทศ พร้อมโปรโมชั่นพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อลูกค้าของ AIS และ TG FONE โดยเฉพาะ รวมถึงการจัดดิสเพลย์ภายในร้าน ทั้งมุมโชว์เครื่องมือถือให้ลูกค้าได้ทดลองใช้งานจริง ตลอดจนการตกแต่งที่ให้ความรู้สึกเเหมือนมาใช้บริการที่ AIS Shop ตลอดจนการทำธุรกรรมให้ลูกค้าเอไอเอสได้ ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายบิล เปิดเบอร์ใหม่ ย้ายค่ายเบอร์เดิม หรือเปลี่ยนจากเติมเงินเป็นรายเดือน ที่ร้าน TG FONE

ซีพีเอฟ พัฒนาถาดพลาสติกใสชีวภาพ PLA ย่อยสลายง่าย ปลอดภัยต่อผู้บริโภค

0

นายกิตติ หวังวิวัฒน์ศิลป์ ในฐานะประธานคณะทำงานบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ  เปิดเผยว่า ซีพีเอฟให้ความสำคัญกับการออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ใช้วัสดุแทนพลาสติก หรือ พลาสติกที่ผลิตจากวัสดุธรรมชาติที่สามารถย่อยสลายได้ ควบคู่กับการพัฒนาบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่เอื้อต่อการนำกลับมาใช้ใหม่ได้(Recycle) ให้มากที่สุด ทั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายและแนวทางปฏิบัติด้านบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนของบริษัท

กิตติ หวังวิวัฒน์ศิลป์ ประธานคณะทำงานบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน ซีพีเอฟ

ที่ผ่านมา ซีพีเอฟ ริเริ่มการใช้พลาสติกชีวภาพ PLA ในประเทศไทยโดยเริ่มต้นใช้กับเนื้อหมู และไก่สดแช่เย็น ที่CP Butcher ทั่วประเทศในปี 2558 และได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่น การปรับปรุงรูปแบบบรรจุภัณฑ์ในปี 2562ให้มีความหนาลดลงร้อยละ 17ช่วยลดการใช้พลาสติก โดยไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการเก็บอาหาร และในปีนี้ ได้ต่อยอดโดยการเป็นผู้ริเริ่มในการเปลี่ยนมาใช้ฟิล์มยืดหุ้มถาดที่เป็นวัสดุ Non-PVCทำให้สามารถรีไซเคิลได้ง่ายขึ้น และปลอดภัยกว่าการใช้ วัสดุ PVC ที่มีสารกลุ่มคลอรีนเป็นองค์ประกอบ ซึ่งอาจก่อให้เกิดสารพิษเมื่อถูกเผาทำลาย หรือเข้าสู่กระบวนการที่มีความร้อนสูงมากๆ เพื่อให้เป็นบรรจุภัณฑ์ที่มีความปลอดภัยด้านอาหารและความยั่งยืนอย่างสมบูรณ์

ในช่วง 5ที่ผ่านมา ซีพีเอฟ ได้ใช้ถาดชนิดนี้ไปแล้วกว่า 20ล้านชิ้น ช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า  807,700กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จากความสำเร็จนี้ นวัตกรรมถาดPLA ของซีพีเอฟ ยังได้รับรางวัลชมเชย จากกิจกรรม Thailand Research Expo 2020 Award ในมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2563

นอกจากถาดชีวภาพแล้ว ซีพีเอฟยังเดินหน้าศึกษาและออกแบบบรรจุภัณฑ์อาหารเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เช่น การใช้วัสดุชนิดเดียว  (mono material) ตลอดทั้งชิ้นกับสินค้าไก่ปรุงสุกแช่แข็ง ตรา Kitchen Joy ที่วางจำหน่ายในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เพื่อให้สามารถนำบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ 100% และมีการต่อยอดใช้กับสินค้าอื่น ๆ ต่อไป

จากเป้าหมายนโยบายบรรจุภัณฑ์พลาสติกของบริษัทฯที่นำมาใช้จะต้องสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ  (Reusable) นำมาใช้ใหม่  (Recyclable) นำไปผลิตเป็นสินค้าอื่นใหม่ได้  (Upcyclable) หรือ สามารถย่อยสลายได้  (Compostable) 100%สำหรับกิจการในประเทศไทย ในปี 2568 และกิจการในต่างประเทศจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จในปี2573  ปัจจุบันซีพีเอฟได้ออกแบบบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารทำมาจากพลาสติกที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่  (Recyclable plastic) คิดเป็นร้อยละ99.5 ของปริมาณบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ทั้งหมดสำหรับกิจการในประเทศ

เอไอเอส จับมือธนาคารออมสิน กำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างยั่งยืน

0

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส เปิดเผยว่า เอไอเอส ร่วมกับธนาคารออมสิน รณรงค์สร้างการตระหนักรู้ สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และบอกต่อการทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกวิธี พร้อมเชิญชวนคนไทยร่วมใจคัดแยก E-Waste และนำไปทิ้งในจุดรับทิ้งซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 1,800 จุด รวมถึงจุดทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่ ถนนพหลโยธินด้วย

โดยการร่วมมือครั้งนี้เป็นการต่อยอดจาก ความร่วมมือกับ “ภาคีเครือข่ายกรีนพหลโยธิน” เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา ซึ่งจะช่วยให้พนักงาน ครอบครัวพนักงาน รวมไปถึงประชาชนทั่วไป เข้าใจ รู้ถึงอันตรายที่แฝงมากับขยะอิเล็กทรอนิกส์

ทั้งนี้ ขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) ที่แคมเปญ “คนไทยไร้ E-Waste” มุ่งเน้นมีทั้งหมด 5 ประเภท ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ/แท็บเล็ต, แบตเตอรี่มือถือ, พาวเวอร์แบงก์, สายชาร์จ หูฟัง โดยขยะ E-Waste ทั้งหมดที่เข้าสู่โครงการจะถูกรวบรวมและนำไปกำจัดแบบถูกวิธีด้วยกระบวนการ Zero Landfilled ปัจจุบัน “คนไทยไร้ E-Waste” มีจุดรับทิ้งขยะ E-waste กระจายอยู่ทั่วประเทศ อาทิ ธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่, เอไอเอสช็อป, ไปรษณีย์ไทย, ศูนย์การค้าในเครือเซ็นทรัล, อาคารชุดและคอนโด ฯลฯ
รวมทั้งสิ้นกว่า 1,800 จุด สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ E-Waste ได้ที่ https://ewastethailand.com

ทดสอบวิ่งรถไฟฟ้าสายสีทองแล้ว พร้อมเปิดบริการจริงปลายต.ค.นี้

0

รายงานข่าว เปิดเผยความคืบหน้าของโครงการรถไฟฟ้าสายสีทอง (สถานีกรุงธนบุรี-สำนักงานเขตคลองสาน) ว่า ขบวนรถไฟฟ้า APM รุ่น Bombardier Innovia APM 300 ได้จัดส่งและขนย้ายมาที่โรงจอดรถไฟฟ้ากรุงธนบุรีครบทั้ง 3 ขบวนแล้ว และบริษัทกรุงเทพธนาคม จำกัด ได้ทำการทดลองเดินรถไปเมื่อเร็วๆนี้ โดยวิ่งออกจากสถานีเป็นครั้งแรก และวิ่งทดสอบบนทางวิ่งจริง (Running Path) ครั้งแรก และการสับราง Track Switch โดยมีรถไฟฟ้า ในระยะทางสั้น ๆ ระหว่างชานชาลาที่ 1 และ 2

รถไฟฟ้าสายสีทองรุ่น Bombardier Innovia APM 300 เป็นระบบที่ใช้เป็นรถไฟฟ้ารูปแบบไร้คนขับโดยใช้รางนำทาง มีผิวสัมผัสระหว่างล้อและทางวิ่งเป็นยาง ซึ่งจะทำให้เกิดความนุ่มนวลและก่อให้เกิดเสียงรบกวนต่ำ ความเร็วการทำงานสูงสุดที่ 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง ขบวนรถที่ใช้ในระบบมีทั้งหมด 3 ขบวน ขบวนละ 2 ตู้ โดยใช้รับส่งผู้โดยสารจำนวน 2 ขบวน และสำรองไว้ในระบบ 1 ขบวน ความจุผู้โดยสาร 137 คน/ขบวน รถไฟฟ้ามีความกว้าง 2.8 เมตร ความยาว 12.75 เมตร ความสูง 3.5 เมตร ประตูมีความกว้าง 1.9 เมตร ความสูงของพื้นรถ 1.1 เมตร น้ำหนัก 16.3 ตัน

ส่วนความก้าวหน้างานก่อสร้างโรงจอดและซ่อมบำรุง รวมถึงสถานีกรุงธนบุรี สถานีเจริญนคร และสถานีคลองสาน ในภาพรวม 94.84 % แบ่งเป็นงานโยธา มีความก้าวหน้า 97.36 % และงานติดตั้งระบบเดินรถ มีความก้าวหน้า 91.31 %

เส้นทางรถไฟฟ้าสายสีทอง  ระยะทาง 1.8 กิโลมตร เฟสแรก  แบ่งออกเป็น 3 สถานี ได้แก่  1.สถานีกรุงธนบุรี 2.สถานีเจริญนคร 3. สถานีคลองสาน มีกำหนดเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ ปลายเดือนตุลาคมนี้  โดยเส้นทางวิ่งของสายสีทอง จะเชื่อมถึงไอคอนสยาม ห้างสรรพสินค้าใหญ่ย่านฝั่งธนบุรี  และยังรองรับการเดินทางของผู้ใช้บริการข้ามไปยังฝั่งพระนครได้ โดยเชื่อมโยงเส้นทางกับรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่สถานีกรุงธนบุรี

ขอบคุณ ภาพจากโครงการรถไฟฟ้าสายสีทอง กรุงธนบุรี-สำนักงานเขตคลองสาน

ซีพีเอฟ จับมือกรมประมง กับชุมชนลุ่มน้ำป่าสัก ปล่อยพันธุ์ปลาลงเขื่อน

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมกับกรมประมง และชุมชนในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำป่าสัก สานต่อความร่วมมือฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ เติมความสมบูรณ์ของแหล่งอาหารชุมชน และส่งเสริมให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งนำองค์ความรู้อนุบาลปลาก่อนปล่อยลงเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ช่วยเพิ่มอัตราการรอดของปลาที่ปล่อยสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

นายธณพล สกุลวิวรรธน์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายธุรกิจเป็ดเนื้อ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า การดำเนินโครงการยุทธศาสตร์สร้างสุข ปล่อยปลาลงเขื่อน เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ เป็นกิจกรรมที่บริษัทฯ ร่วมมือกับกรมประมง และชุมชนพื้นที่เขตลุ่มน้ำป่าสัก ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มปริมาณปลาในแหล่งน้ำ สร้างความมั่งคงทางอาหารของชุมชน และเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนเชื่อมโยงกับโครงการด้านสิ่งแวดล้อมของซีพีเอฟในพื้นที่ลุ่มน้ำป่าสัก ภายใต้โครงการซีพีเอฟรักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง ที่ร่วมอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำ 5,971 ไร่

นายถาวร จิระโภสณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กรมประมงมีนโยบายสร้างผลผลิตเพิ่มในแหล่งน้ำธรรมชาติ เหมือนธนาคารผลิตสัตว์น้ำ ที่ไหนมีน้ำ ที่นั่นมีปลา และสร้างความยั่งยืนด้านแหล่งอาหารของชุมชน ซึ่งความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน ต้องได้รับความร่วมมือจากคนในพื้นที่ ขณะเดียวกัน ความช่วยเหลือจากภาคเอกชนที่ให้ความร่วมมือในการดำเนินโครงการต่างๆ ถือว่าทุกภาคส่วนมีการบูรณาการกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลดีต่อพื้นที่ ชุมชน และประชาชนต่อไป

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2563 รองอธิบดีกรมประมง ได้เป็นประธานปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำออกจากกระชังอนุบาลลงสู่แหล่งน้ำ และปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำลงสู่กระชังอนุบาลเพื่ออนุบาลต่อ โดยมี นายจุมพล สงวนสิน อดีตอธิบดีกรมประมง ในฐานะที่ปรึกษากรมป ระมง นายจรูญศักดิ์ เพชรศรี ผู้อำนวยการกองตรวจการประมง นายเขมชาติ จิวประสาท หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมประมง ว่าที่ร้อยตรี ทรงพล แป้นแก้ว นายอำเภอพัฒนานิคม ชุมชนในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำป่าสัก ผู้บริหารสายธุรกิจเป็ดเนื้อของซีพีเอฟและพนักงาน ร่วมกิจกรรม ณ อ่างเก็บน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี

เผยรายงานเตือนภัยร้ายโลกร้อน ละลายโลกขั้นวิกฤติ

0

รายงานพิเศษ ซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) หน่วยงานขององค์การสหประชาชาติ (UN) เมื่อช่วงปลายปี 2562 ได้เปิดเผยเนื้อหาเกี่ยวกับ ภาวะสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง โดยระบุว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโดยฝีมือมนุษย์ กำลังส่งผลร้ายแรงต่อมหาสมุทร ทั้งในเรื่องของระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น การละลายของน้ำแข็ง และผลกระทบต่อสรรพชีวิตในทะเล

โดยรายงานฉบับนี้ ยังระบุด้วยว่า แผ่นน้ำแข็งของกรีนแลนด์กำลังละลายอย่างต่อเนื่อง และหากน้ำแข็งของกรีนแลนด์ละลายทั้งหมด จะทำให้น้ำทะเลอาจสูงขึ้นถึง 6 เมตร และระดับน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้นอีก 1.1 เมตรภายในปี 2100 หรืออีก 81 ปีข้างหน้า ส่งผลให้พื้นที่ต่ำตามแนวชายฝั่งต้องเผชิญกับน้ำท่วมอย่างน้อยปีละครั้งภายในปี 2050

เมืองใหญ่ทั่วโลกอย่าง จาการ์ตา ธากา เชนไน มุมไบ เซี่ยงไฮ้ ลอนดอน นิวยอร์ก รวมทั้ง กรุงเทพฯ เสี่ยงถูกน้ำท่วม และยังคาดการณ์ด้วยว่า น้ำแข็งในพื้นที่ต่างๆ ก็จะยังคงละลายเช่นเดียวกับธารน้ำแข็งอัลไพน์ของสวิตเซอร์แลนด์ โดยจากบันทึกของนักวิทยาศาสตร์ที่เริ่มติดตามธารน้ำแข็งในภูมิภาคนี้มาตั้งแต่ปี 2436 ระบุว่า บางจุดสูญเสียปริมาณน้ำแข็งไปแล้วถึง 90% และมีความเป็นไปได้อย่างมากที่ธารน้ำแข็งอัลไพน์ อาจหายไปทั้งหมดในช่วงปลายศตวรรษนี้ หากไม่ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้ง เทือกเขาแอลป์ อาจจะสูญเสียมวลน้ำแข็ง อย่างน้อยครึ่งหนึ่งภายในปี 2643

ความสูญเสีย โดยเฉพาะในรูปแบบของภัยพิบัติ ที่มีสาเหตุสืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือโลกร้อนไม่ใช่สถานการณ์เกินจริงที่พบได้เพียงในตำนาน งานเขียน หนังสือนิยาย หรือเป็นภาพที่จำลองขึ้นในภาพยนตร์ แต่กำลังปรากฏให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมและสามารถระบุตัวเลขวันเวลาที่จะเกิดภัยพิบัติจากจากปรากฏการณ์นี้ได้ชัดเจนขึ้นทุกปี.

อ่านต่อ :

  • https://ngthai.com/environment/15214/the-myth-of-great-flood/2/
  • https://www.greenpeace.org/thailand/press/7774/ipcc-report-land-use-change/