Home Blog Page 393

ซีพีเอฟ จัดการอาหารส่วนเกิน “Circular Meal…มื้อนี้เปลี่ยนโลก” สร้างโอกาส​ให้ผู้ขาดแคลน

0

นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า บริษัทได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดทำอาหารปรุงพิเศษจากอาหารส่วนเกิน (Food Surplus) กว่า 7,600 ชุด ส่งถึงมือศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ผู้ยากไร้และผู้ได้รับกระทบจากวิกฤตโควิด 19 สร้างความมั่นคงทางอาหารและโอกาสในการเข้าถึงอาหารอย่างเท่าเทียมกัน  

โดยระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซีพีเอฟ มูลนิธิสโกลาร์ส ออฟ ซัสทีแนนซ์ หรือ SOS และบริษัท จีอีพีพี สะอาด จำกัด หรือ GEPP ส่งมอบอาหารในโครงการ “Circular Meal…มื้อนี้เปลี่ยนโลก” ให้กับมูลนิธิเด็ก ผู้ยากไร้ ผู้มีรายได้น้อยและผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิค 19 จำนวน 6 แห่ง มีสมาชิกกว่า 5,000 คน ประกอบด้วย ชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่ ชุมชนคลองส้มป่อย ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กชุมชนมักกะสัน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กชุมชนสวนรื่น ศูนย์สร้างโอกาสพระราม 8 และมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก เพื่อส่งต่อให้กับชุมชนดวงแข ตรอกสลักหิน  รวมทั้งชุมชนกลุ่มเปราะบางที่มีรายได้น้อยอีก 7 ชุมชน ผ่านการปรุงอาหารจากครัวรักษ์อาหาร เพื่อมอบให้แก่ชุมชนบ้านครัวเหนือ ชุมชนคลองส้มป่อย ครัววัดแข ครัววัดโสม ครัววัดภาชี ชุมชนจักรพรรดิพงศ์ และชุมชนมาชิม ซึ่งเป็นการนำอาหารส่วนเกินไปสร้างสรรค์เมนูที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนต่อการบริโภค บนพื้นฐานมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหาร ถูกหลักอนามัย  

นอกจากนี้ โครงการยังให้ความสำคัญกับการรณรงค์ให้องค์กรพันธมิตรและผู้บริโภคเก็บและคัดแยกบรรจุภัณฑ์ เช่น ถุงพลาสติกจากการมอบอาหารของโครงการ แล้วกว่า 3,000 ชิ้น ซึ่ง GEPP เป็นผู้รับผิดชอบนำไปส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สู่การบริหารจัดการตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน อาทิ การนำไปสร้างประโยชน์ใหม่ (Upcycling) รวมทั้งการนำไปใช้เป็นพลังงาน เพื่อตัดวงจรขยะลงสู่หลุมฝังกลบ ตามเป้าหมายของโครงการฯ ที่มุ่งเน้นลดผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรเกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งโครงการฯสามารถลดขยะอาหารสู่หลุมฝังกลบได้มากกว่า 1.8 ตัน ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 3,441 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 

นายวุฒิชัย กล่าวว่า ซีพีเอฟ มุ่งมั่นสนับสนุนการนำอาหารส่วนเกินไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและชุมชน ด้วยการบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน (Food Surplus Management)) สอดคล้องกับเป้าหมายของ ซีพีเอฟ ที่มุ่งมั่นลดขยะอาหารเป็นศูนย์ในปี 2573 (Zero Waste to Landfill) ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากขยะอาหารและบรรจุภัณฑ์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศ อีกทั้งยังเป็นการสร้างโอกาสในการเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการเพื่อความมั่นคงทางอาหารให้กับคนทุกกลุ่ม ซึ่งโครงการนี้ มีเป้าหมายส่งมอบอาหารตลอดปี 2564 จำนวน 10,000 ชุด ให้กับผู้ด้อยโอกาสและขาดแคลนอาหารในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 

“ในฐานะผู้ผลิตอาหารชั้นนำ ซีพีเอฟ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตที่ยั่งยืนและการบริโภคด้วยความรับผิดชอบ เพื่อร่วมมือกับประชาคมโลกในการขจัดความหิวโหย การขาดแคลนอาหาร และสร้างสมดุลธรรมชาติให้คืนกลับมา จากการบริโภคอย่างรู้คุณค่าโดยไม่เหลือเป็นขยะอาหารหรืออาหารส่วนเกิน” นายวุฒิชัย กล่าว  

โครงการ “Circular Meal…มื้อนี้เปลี่ยนโลก” เป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้กลยุทธ์ความยั่งยืน 3 เสาหลัก ประกอบด้วย อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน และดินน้ำป่าคงอยู่ เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงอาหารทุกสถานการณ์ สอดคล้องตามเป้าหมายการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ที่ซีพีเอฟให้ความสำคัญมาโดยตลอด โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด 19 บริษัทฯมีการดำเนินงานควบคู่ไปกับกิจกรรมการส่งมอบอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและปลอดภัย ในโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19”  ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี 2563 ตามนโยบายของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ภายใต้โครงการ “ซีพีร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19” ร่วมรับผิดชอบสังคมและสนับสนุนการทำงานของบุคลากร อาทิ บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข อาสาสมัครสาธารณสุข ที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลรัฐและภาคสนาม  

ภายใต้โครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” ยังได้ส่งอาหารให้แก่ผู้กักตัว ผู้ป่วย กลุ่มที่ต้องเฝ้าระวัง รวมส่งอาหารไปแล้วหลายล้านแพ็ค และทำโครงการ “ลดจริง..ไม่ทิ้งกัน” โดยร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ลดราคาสินค้าอาหารและจำหน่ายข้าวกล่องๆ ละ 20 บาท จำนวน 1 ล้านกล่อง  โครงการ Food Truck นำข้าวกล่องไปแจกเป็นอาหารกลางวันให้กับชุมชนต่างๆ ในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพ นอกจากนี้ ซีพีเอฟ ดูแลส่งอาหารให้แก่โรงพยาบาลสนาม ศูนย์ฉีดวัคซีน กลุ่มเปราะบาง จุดตรวจโควิด และหน่วยงานต่างๆมากกว่า 500 แห่งทั่วประเทศ

โออาร์ ส่งกำลังใจผู้ป่วยโควิดรักษาตัวที่บ้าน ผ่านกล่อง tOgetheR Box 1 หมื่นชุด

0

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ มอบกล่อง “tOgetheR Box” (ทูเกเตอร์ บอกซ์) ซึ่งเป็นชุดยาและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยโควิด- 19 ที่ต้องแยกกักตัวที่บ้าน (Home Isolation Kit) จำนวนรวม 10,000 ชุด รวมมูลค่า 5 ล้านบาท แก่ นายแพทย์วิชาญ ปาวัน ผู้อำนวยการสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง (สปคม.) กรมควบคุมโรค รศ.ดร.ณัฐชา ทวีแสงสกุลไทย รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้านการวางและกำหนดยุทธศาสตร์ นวัตกรรม และพันธกิจสากล และ นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย นายกสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กรมการแพทย์ รวมไปถึงเพจ เราต้องรอด และ อีจัน เพื่อนำกล่อง tOgetheR Box ไปส่งให้ผู้ป่วยที่กักตัวที่บ้านต่อไป

จิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ โออาร์

ทั้งนี้ โออาร์ได้จัดโครงการ ส่งกำลังใจ .. สู้ไปด้วยกัน #ORStayStrongTogether โดยมอบความช่วยเหลือให้แก่หน่วยงานและชุมชนที่ประสบความเดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 มาอย่างต่อเนื่อง และภายหลังจากที่ภาครัฐมีนโยบายให้ผู้ป่วยโควิด- 19 ที่อาการไม่รุนแรง และสามารถให้แยกกักตัวที่บ้านได้ โออาร์จึงได้จัดทำกล่อง “tOgetheR Box” ซึ่งประกอบไปด้วยปรอทวัดไข้ เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว ยาพาราเซตามอล ยาฟ้าทะลายโจร หน้ากากอนามัย และเจลแอลกอฮอล์ รวมทั้งระบบติดตามอาการสำหรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ของแต่ละหน่วยงาน เพื่อส่งมอบให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ที่ดูแลผู้ป่วยที่ต้องแยกกักตัวที่บ้าน เพื่อนำกล่อง tOgetheR Box ไปมอบให้กับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ทราบผลจากการตรวจเชิงรุกของรถวิเคราะห์ผลด่วนพิเศษพระราชทาน (Express Analysis Mobile Unit) สำหรับใช้ดูแลรักษาตนเองที่บ้านขณะรอเตียง รวมทั้งช่วยเหลือชุมชนในพื้นที่คลองเตยและชุมชนที่ได้รับผลกระทบ

นางสาวจิราพร กล่าวอีกว่า “ที่ผ่านมา โออาร์ ได้ส่งมอบความช่วยเหลือแก่ชุมชนและสังคมในรูปแบบต่าง ๆ ภายใต้โครงการ ส่งกำลังใจ .. สู้ไปด้วยกัน #ORStayStrongTogether อย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคเงินและสิ่งของจำเป็นต่าง ๆ ให้กับทั้งหน่วยงานและชุมชนโดยเฉพาะชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ที่มีสถานประกอบการของ โออาร์ ตั้งอยู่ การจัดพื้นที่ในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น พระราม 2 (ขาออก) เป็นจุดฉีดวัคซีน การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนไปฉีดวัคซีน การร่วมกับผู้แทนจำหน่ายสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น บริจาคเงินให้กับโรงพยาบาลในแต่ละจังหวัด เป็นต้น คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้นกว่า 80 ล้านบาท นอกจากนี้ โออาร์ยังได้มอบความช่วยเหลือให้แก่คู่ค้า ลูกค้า ผู้แทนจำหน่าย และพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 ในรูปแบบต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกคนสามารถผ่านพ้นวิกฤติในครั้งนี้ไปด้วยกัน” 

ทิพยประกันภัย ผนึก ทรูบิสิเนส หนุน SMEs ฝ่าโควิด มอบประกันภัยไซเบอร์ คุ้มครอง 1 ปี

0

ดร.สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้ร่วมกับ ทรูบิสิเนส ซึ่งเป็นผู้ให้บริการสื่อสารและโซลูชันครบวงจรสำหรับธุรกิจ จัดแพ็กเกจสุดคุ้ม มอบสิทธิพิเศษ แผนประกันภัยไซเบอร์ คุ้มครองการถูกโจรกรรมเงินจากบัญชีส่วนตัวผ่านช่องทางออนไลน์ และการถูกฉ้อโกงจากการซื้อสินค้าออนไลน์ โดยลูกค้าทรูบิสิเนสที่สมัครแพ็กเกจ SME Go Online จะได้รับประกันภัย TIP Personal Cyber วงเงินสุงสุด 50,000 บาท คุ้มครองนานสูงสุด 1 ปี

“ทิพยประกันภัย เป็นบริษัทประกันวินาศภัยของไทยที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการรับประกันภัยและเป็นผู้นำทางด้านดิจิทัลอินชัวรันส์ เรามุ่งมั่นในการเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาการให้บริการอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดประกันภัยในยุคดิจิทัล (Digital Insurance) ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าและอุตสาหกรรม ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันประชาชนได้ให้ความสนใจและหันมาทำธุรกิจ รวมถึงใช้บริการธุรกรรมออนไลน์เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ทำให้กลุ่มมิจฉาชีพก็ได้เข้ามาหาประโยชน์จากช่องทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน เพื่อเป็นการดูแลและลดความเสียหายจากปัญหาการฉ้อโกงหรือการโจรกรรมข้อมูล ทิพยประกันภัยจึงมอบความคุ้มครองฟรี “ประกันภัย TIP Personal Cyber” ให้ลูกค้ากลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีของทรูบิสิเนส ที่ใช้แพ็กเกจ SME Go Online จำนวน 5,000 สิทธิ์ ในวงเงินคุ้มครองสูงสุด 50,000 บาท”

ด้านนายพิชิต ธันโยดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ประกอบกับวิกฤตโควิด-19 เป็นตัวเร่งให้การค้าผ่านออนไลน์ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งจากการวิเคราะห์โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ธุรกิจ e-Commerce เป็น 1 ใน 12 ธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตน่าสนใจในปี 2564 ภาคธุรกิจต่างๆ จึงต้องเร่งปรับตัว เพิ่มช่องทางการตลาดผ่านระบบออนไลน์มากยิ่งขึ้น ทรูบิสิเนส ผู้นำบริการสื่อสารและโซลูชันครบวงจรสำหรับธุรกิจ เดินหน้าส่งเสริมองค์กรธุรกิจ และ SMEs ในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ดึงศักยภาพความพร้อมบริการสื่อสารโทรคมนาคมดิจิทัลของกลุ่มทรู จัดแพ็กเกจ SME Go Online ช่วย SMEs ขายออนไลน์ง่าย รายได้พุ่ง มอบความคุ้มค่าให้ใช้ได้ทั้งโทรและดาต้า และใช้เน็ตฟรีสำหรับ 4 แอปดัง ทั้งไลน์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ และ ช้อปปี้ (Shopee) รวมถึงสิทธิพิเศษในแพ็กเกจอีกมากมาย พร้อมจับมือกับ ทิพยประกันภัย มอบฟรีแผนประกันภัย TIP Personal Cyber สำหรับลูกค้าทรูบิสิเนสที่สมัครแพ็กเกจ SME Go Online เพิ่มความมั่นใจในการทำธุรกิจ ช่วยบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดจากการทำธุรกรรมออนไลน์ เสริมแกร่งกลุ่มเอสเอ็มอีและวิสาหกิจขนาดย่อย ซึ่งเป็นอีกกลุ่มผู้ประกอบการที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

แพ็กเกจ SME Go Online ตัวช่วยสุดปังจากทรูบิสิเนส มีให้เลือก 4 แพ็กเกจ ราคาสบายกระเป๋าเพียง 599 – 1,499 บาทต่อเดือน ใช้งานได้ทั้งโทรและอินเทอร์เน็ต และใช้เน็ตฟรีสำหรับ 4 แอปดัง ทั้งไลน์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และทวิตเตอร์ รวมทั้ง Shopee พร้อมสิทธิ์ซื้อสมาร์ทโฟนราคาพิเศษ ส่วนลดเน็ตบ้านไฟเบอร์ True Gigatex Smart SME Plus รวมทั้งอุปกรณ์และระบบช่วยส่งเสริมการขายออนไลน์ อาทิ ระบบจัดการคำสั่งซื้อและสต๊อกสินค้า ระบบบริการส่งสินค้า และระบบแชตบอต เป็นต้น พร้อมฟรี แผนประกันภัยไซเบอร์ TIP Personal Cyber รับสิทธิ์ความคุ้มครองฟรี 30 วัน เมื่อสมัครแพ็กเกจ SME Go Online 599 บาท หรือ 899 บาท หรือ รับสิทธิ์ความคุ้มครองฟรี 1 ปี เมื่อสมัครแพ็กเกจ SME Go Online 1,099บาท หรือ 1,499 บาท รับสิทธิ์ง่ายๆ เพียงแอด LINE Official @Truebusiness และเลือกเมนู bizfriend พร้อมกรอกข้อมูล และเลือกสิทธิพิเศษที่ต้องการ

สำหรับผู้ที่สนใจแพ็กเกจ SME Go Online สมัครได้ที่ทรูช็อป ทรูพาร์ทเนอร์ และตัวแทนที่ร่วมรายการ หรือ โทร.1239 กด 1 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://truebusiness.truecorp.co.th/SMEGoOnline ตรวจสอบรายละเอียดและเงื่อนไขแผนประกันภัย TIP Personal Cyber ได้ที่ TIP Call Center 1736

ทิพยประกันภัย หนุนศูนย์พักคอย ยานนาวา ดูแลผู้ป่วยโควิด

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ให้ความสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์พักคอย (Community Isolation) ที่สามารถรองรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 100 เตียง ในพื้นที่ยานนาวา พระรามสาม โดยเมื่อเร็วๆนี้ คุณอาคม ไม้ดัดจันทร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทิพยประกันภัย ได้เป็นตัวแทนบริษั ส่งมอบอุปกรณ์ของใช้ สำหรับผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 อาทิ ที่นอนพร้อมชุดเครื่องนอน มุ้ง พัดลม ในโครงการ TIP ZONE จำนวน 100 ชุด ให้กับ คุณภาวนา ใจเสงี่ยม ผู้อำนวยการเขตยานนาวา โดยมี คุณอรชา มุ้ยเสมา ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตยานนาวา และ คุณอิทธิพล อิงประสาร ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตยานนาวา ร่วมรับมอบ ณ ศูนย์พักคอย หอประชุมโรงเรียนวัดดอกไม้ ยานนาวา กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ ศูนย์พักคอยดังกล่าว จัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับผู้ป่วยที่มีผลตรวจรับรองว่าติดเชื้อโควิด-19 แยกผู้ป่วยออกมาจากบ้าน มีการคัดกรองอาการและดูแลในเบื้องต้น เพื่อรอการส่งต่อไปรักษายังโรงพยาบาลต่อไป เป็นการลดปัญหาการแพร่ระบาดและติดเชื้อของคนในครอบครัวและในชุมชน

โออาร์-แฟลช กรุ๊ป-กลุ่มธุรกิจ TCP จับมือทำโครงการ “คิดถึง ส่งถึง” สู้ภัยโควิด

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ , กลุ่มธุรกิจแฟลช (Flash Group)  และกลุ่มธุรกิจ TCP ร่วมกันจัดทำโครงการ “คิดถึง ส่งถึง”  ซึ่งมีที่มาจากแนวคิด การแบ่งปันสู่สังคมอย่างยั่งยืนเพื่อต่อสู้กับสถานการณ์โควิด-19 ระลอก 4 ที่ทำให้ประชาชนหลายกลุ่มทั้งแรงงาน ลูกจ้าง ต่างได้รับผลกระทบจากการถูกเลิกจ้าง หรือปิดกิจการจึงไม่สามารถมีรายได้มาเลี้ยงชีพ และครอบครัว  ทั้งนี้ ทางโออาร์, แฟลชกรุ๊ป และ TCP ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยบรรเทาทุกข์ให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ตามแหล่งชุมชน โดยเป้าประสงค์หลักของโครงการจะมุ่งไปที่การประสานไปยังพื้นที่ในเขต กทม., ปริมณฑล และในบางจังหวัด รวมกว่า 20 พื้นที่  เพื่อส่งมอบข้าวกล่อง ขนมจากคาเฟ่อเมซอน น้ำดื่มจิฟฟี่ น้ำเกลือแร่  รวมถึงเครื่องดื่มจากกลุ่มธุรกิจ TCP อาทิ กระทิงแดง โสมพลัส เรดดี้ บู้ท แมนซั่ม วิตามิน วอเตอร์  ไฮ่! และ เพียวริคุ ให้แหล่งชุมชนที่ประสบความเดือดร้อนอยู่ นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ร้านอาหารขนาดเล็กที่ไม่ได้เข้าร่วมกับ food delivery platform เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อทำข้าวกล่อง ซึ่งจะสามารถช่วยให้ร้านอาหารมีรายได้เพื่อประคองตนเองภายใต้วิกฤตนี้ต่อไปได้

ทั้งนี้ โครงการ “ คิดถึง ส่งถึง” ภายใต้ความร่วมมือของ 3 องค์กร ตั้งเป้าดำเนินโครงการเพื่อส่งมอบกำลังใจและความช่วยเหลือให้แก่เพื่อนคนไทยที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากได้มีอาหารสดใหม่รับประทานให้อิ่มท้อง รวมถึงร้านอาหารที่จำเป็นต้องปิดร้านให้สามารถมีรายได้เลี้ยงชีพ เลี้ยงดูครอบครัว  โดยกำหนดระยะเวลาโครงการเป็นเวลา 1 เดือน โดยเชื่อมั่นว่าการแบ่งปันคือการให้ที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งโครงการฯนี้ขึ้น

ออมสิน พักหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย สูงสุด 6 เดือน ช่วยลูกหนี้รายย่อย

0

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้สถาบันการเงินของรัฐ ออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนโดยการพักชำระหนี้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของ COVID-19 ธนาคารออมสินตระหนักถึงความเดือดร้อนของลูกหนี้กลุ่มที่เป็นลูกค้ารายย่อย จึงออกมาตรการพักชำระหนี้ สูงสุด 6 งวด (พักชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย) เพื่อช่วยเหลือแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในช่วงสถานการณ์ยากลำบาก ซึ่งจากฐานข้อมูลลูกค้าสินเชื่อของธนาคาร ประเมินว่าจะสามารถช่วยเหลือลูกค้าที่มีสิทธิ์พักหนี้ตามมาตรการนี้ ในจำนวนมากถึงกว่า 750,000 ราย เป็นยอดหนี้คงเหลือกว่า 50,000 ล้านบาท

มาตรการพักชำระหนี้ลูกค้าสินเชื่อรายย่อย ที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 200,000 บาท และไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน สำหรับผู้ได้รับผลกระทบทำให้ต้องเลิกกิจการ ถูกเลิกจ้าง ขาดรายได้ ฯลฯ (ยกเว้นข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ) โดยพักเงินงวดผ่อนชำระให้สูงสุด 6 งวด เริ่มตั้งแต่งวดเดือนกรกฎาคม – เดือนธันวาคม 2564 หลังจากนั้นเมื่อสิ้นสุดระยะการพักชำระหนี้ ให้กลับมาจ่ายเงินงวดตามเงื่อนไขเดิม โดยเงินต้นและดอกเบี้ยที่ได้พักไว้ จะถูกนำไปรวมชำระในงวดสุดท้ายของสัญญาเงินกู้หรือข้อตกลงที่ทำกับธนาคาร ทั้งนี้ ช่วงระยะเวลาที่พักชำระหนี้ ไม่ถือเป็นการผิดนัดชำระและไม่ส่งผลต่อข้อมูลเครดิตของลูกค้า รวมถึงไม่มีดอกเบี้ยผิดนัดชำระและค่าปรับใด ๆ โดยธนาคารแบ่งความช่วยเหลือเป็น 2 เฟส เริ่มเฟสแรกวันที่ 25 กรกฎาคม 2564 และเฟสที่สองช่วงเดือนสิงหาคม ลูกค้าจะทยอยได้รับ SMS หรือ Notification แจ้งทางแอป MyMo ให้สามารถกดรับสิทธิ์เพื่อขอพักชำระหนี้ผ่านแอป MyMo จนเสร็จสิ้นกระบวนการ กรณีที่ลูกค้ายังไม่มีแอป สามารถดาวน์โหลดและลงทะเบียนใช้งานด้วยตนเอง หรือ ติดต่อที่ธนาคารออมสินทุกสาขา

ทั้งนี้ มาตรการพักชำระหนี้ลูกค้าสินเชื่อรายย่อยครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของชุดมาตรการพักชำระหนี้ทั้งหมด ที่ธนาคารออมสินประกาศให้ความช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มต่าง ๆ ได้แก่ (1) มาตรการพักชำระหนี้ 2 เดือนแก่ลูกค้าสินเชื่อธุรกิจ SMEs ที่ทางราชการประกาศให้ปิดกิจการ (ให้สิทธิ์พักชำระหนี้ทั้งนายจ้างและลูกจ้าง) (2) มาตรการพักชำระหนี้ 6 เดือนแก่ลูกค้าสินเชื่อธุรกิจ SMEs ประเภทกิจการร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ต เกสต์เฮาส์ และเซอร์วิสอพาร์ตเมนท์ (3) มาตรการมหกรรมแก้หนี้ครูและบุคลากรทางการศึกษา และ (4) มาตรการแก้หนี้ สำหรับลูกค้าทั่วไปที่ประสบปัญหาการชำระเงินงวด อันเนื่องจากผลกระทบของการแพร่ระบาด  ของ COVID-19

กรมชลฯ ร่วมถก เร่งแก้ปัญหาลดผลกระทบจากผักตบชวา

0
ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน

รายงานข่าว เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 19 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการบูรณาการเพื่อแก้ไขปัญหาผักตบชวา ครั้งที่ 2/2564 โดยมี ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เข้าร่วมประชุม ผ่านระบบ Video Conference

สำหรับผลการดำเนินงานกำจัดผักตบชวาและวัชพืช ในส่วนของกรมชลประทาน ได้ดำเนินการกำจัดวัชพืชในทางน้ำชลประทานและทางน้ำสายหลัก บริเวณแม่น้ำท่าจีน เหนือเขื่อนเจ้าพระยารวมทั้งแม่น้ำน้อย แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำนครนายก และแม่น้ำบางประกง ซึ่งที่ผ่านมากรมชลประทานได้ระดมเครื่องจักร เครื่องมือ สำหรับปฏิบัติงานกำจัดผักตบชวาและวัชพืช จำนวน 60 คัน ประกอบด้วย รถขุดตีนตะขาบ 18 คัน เรือขุดแบบปูตัก 17 คัน เรือกำจัดวัชพืช 9 คัน และเรือกำจัดวัชพืชขนาดเล็ก (เรือนวัตกรรม) 16 คัน เป็นต้น ซึ่งจากข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมของ GISTDA (ครั้งที่ 1) เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2564 พบว่ามีวัชพืชที่อยู่ในเขตรับผิดชอบของกรมชลประทานจำนวน 184 จุด มีแผนการดำเนินงาน 79,724 ตัน ตรวจพบจริง 108,527 ตัน ปัจจุบันดำเนินการกำจัดผักตบชวาไปแล้ว 60,444 ตัน และข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมของ GISTDA (ตรวจพบเพิ่มเติม) เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา พบว่ามีวัชพืชที่อยู่ในเขตรับผิดชอบของกรมชลประทานจำนวน 1,203 จุด มีแผนการดำเนินงาน 594,348 ตัน ตรวจพบจริง 487,741 ตัน ปัจจุบันดำเนินการกำจัดผักตบชวาไปแล้ว 53,628 ตัน ทั้งนี้กรมชลประทาน จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกลางเดือนสิงหาคม 2564 นี้

กรมชลประทาน เร่งแก้ไขปัญหาผักตบชวา โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ด้วยการวางมาตรการแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้การดำเนินงานมีความต่อเนื่องและเป็นระบบแบบแผนที่ชัดเจน ภายใต้สโลแกน “หยุด เก็บ บ่อย” โดยทำการติดตั้ง Log boom(ทุ่น) เพื่อดักหรือหยุดผักตบชวาและวัชพืชไม่ให้ไหลไปตามแม่น้ำลำคลอง ทำให้ง่ายต่อการจัดเก็บ และนำเครื่องจักรกลขนาดใหญ่เข้าดำเนินการจัดเก็บวัชพืชที่ไหลเข้ามาสะสมในแม่น้ำและทางน้ำชลประทานสายต่างๆ พร้อมทั้งจัดรอบเวรเก็บเล็กอย่างต่อเนื่อง โดยใช้เรือนวัตกรรมกำจัดวัชพืชขนาดเล็ก เพื่อเป็นการป้องกันและบรรเทาความเดือดร้อนลดผลกระทบกับประชาชนให้ได้มากที่สุด และติดตั้งป้ายแสดงชื่อและเบอร์โทรศัพท์ของผู้รับผิดชอบ ในการกำจัดผักตบชวาและวัชพืช ไว้ที่อาคารชลประทาน และทางน้ำชลประทานที่มีความเสี่ยงต่อการสะสมของผักตบชวา เพื่อให้ประชาชนที่พบเห็นได้ สามารถแจ้งให้หน่วยงานชลประทานในพื้นที่เข้าไปทำการจัดเก็บได้อย่างทันท่วงที หรือสามารถแจ้งผ่านช่องทางสื่อสารสังคมออนไลน์ Page Facebook “กรมชลประทาน” หรือสายด่วนกรมชลประทาน 1460 ได้ตลอดเวลา

ทิพยประกันภัย จับมือ ShopeepPay แจกประกันแพ้วัคซีนโควิดฟรี 1 แสนสิทธิ์

0

ดร.สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ TIP เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ส่งเสริมให้ประชาชนมีความมั่นใจในการเข้ารับการฉีดวัคซีน รวมถึงให้เข้ารับการฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุด เพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ เห็นได้จากที่ผ่านมา ได้มีการจัดโครงการ “TIP ห่วงไทย สู้ภัยCOVID” มอบประกันแพ้วัคซีนให้กับประชาชนฟรี มีผู้ลงทะเบียนเกือบสามล้านคนรวมถึงอีกหลายโครงการ และล่าสุด TIP ได้ร่วมกับ ‘ShopeePay’ เพื่อส่งต่อความห่วงใย รวมถึงสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในการฉีดวัคซีน โดยมอบประกันแพ้วัคซีนโควิด-19 ฟรี! 1 แสนสิทธิ์ ซึ่งเมื่อประชาชนได้รับการฉีดวัคซีน ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อ COVID-19 ลดความรุนแรงจากการติดเชื้อ รวมถึงลดการแพร่ระบาด และการเสียชีวิตลง ซึ่งถือว่าเป็นภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ทั้งนี้ เพื่อให้การฉีดวัคซีนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ก็ต้องดูแลตัวเองด้วยการสวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง ล้างมือด้วยแอลกอฮอล์บ่อยๆ และหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีคนอยู่เป็นจำนวนมากด้วย

นายศุภวิทย์ หงส์อมรสิน ผู้อำนวยการ ช้อปปี้เพย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ShopeePay มุ่งดำเนินงานด้วยการยึดหลักพันธกิจสำคัญในการช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในทุกมิติ ผ่านเทคโนโลยีการชำระเงิน Mobile Wallet เพื่อเป็นการรวมพลังกันฝ่าฟันสถานการณ์โควิด-19 สุดท้าทายครั้งนี้ ShopeePay เล็งเห็นถึงความสำคัญของการฉีดวัคซีนที่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการช่วยลดจำนวนผู้ป่วยสาหัสและการเสียชีวิตลง เพราะความปลอดภัยและสุขภาพของทุกคนถือเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงมากที่สุด จึงขอเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงที่สนับสนุนให้คนไทยมาร่วมกันฉีดวัคซีนช่วยชาติ โดยการนำเทคโนโลยีมาช่วยอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงสิทธิประกันภัยคุ้มครองการแพ้วัคซีนโควิด-19 ฟรีแก่ผู้ใช้งาน ShopeePay เพื่อเป็นการเสริมสร้างความมั่นใจและคลายความกังวลให้แก่ประชาชนที่ได้เข้ารับการฉีดวัคซีน ทั้งนี้ บริษัทมุ่งหวังว่าการส่งมอบสิทธิประกันภัยครั้งนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งในการบรรเทาความเสี่ยง และเป็นการส่งต่อความห่วงใยและกำลังใจให้ชาวไทยมีแรงใจในการต่อสู้กับโควิด-19 ต่อไป

ผู้ใช้งาน ShopeePay สามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์ประกันฟรีได้ง่ายๆ ตั้งแต่วันนี้ – 31 กรกฎาคม 2564

1. กด ‘ลงทะเบียนรับสิทธิ์’ บนแอปพลิเคชัน ShopeePay

2. กรอกรายละเอียดเพื่อรับประกันภัยความคุ้มครองจากทิพยประกันภัย โดยให้การคุ้มครองในกรณีเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือผลข้างเคียงจนเกิดอาการโคม่า ภายใน 60 วัน หลังจากการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในวงเงิน 100,000 บาท

3. รับอีเมลยืนยันการรับประกันภัย

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสิทธิประโยชน์อื่นๆ จาก ShopeePay ได้ที่https://www.facebook.com/ShopeePayTH

โออาร์ สนับสนุน Food for Fighters มอบเงิน-ถุงยังชีพ สู้โควิด

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้  บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ โดยนายสุนทร เชื้อสุข รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ปฏิบัติการคลังปิโตรเลียม โออาร์ เป็นตัวแทนบริษัท มอบเงินบริจาคและถุงยังชีพจำนวน 500 ถุง รวมมูลค่า 375,000 บาท แก่ นางสาวพัชนะ วัฒนเสถียร ผู้ก่อตั้งโครงการ Food for Fighters “ศูนย์ข้าวเพื่อหมอ” เพื่อนำไปใช้ซื้อข้าวสารและไข่ไก่ สนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์ฯ และมอบให้ 5 ชุมชนในพื้นที่คลองเตย ร่วมดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19

นายสุนทร  เปิดเผยว่า โออาร์ เห็นถึงความสำคัญของภารกิจที่โครงการ Food for Fighters “ศูนย์ข้าวเพื่อหมอ” ได้ดำเนินการเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจในการดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ของบุคลากร อาสาสมัคร ตลอดจนช่วยเหลือประชาชนที่อยู่ในชุมชนแออัดและกลุ่มเปราะบางที่ได้รับความเดือดร้อน จึงได้มอบเงินบริจาคภายใต้โครงการ “ส่งกำลังใจ .. สู้ไปด้วยกัน” (#ORStayStrongTogether) ให้กับ Food for Fighters “ศูนย์ข้าวเพื่อหมอ” สำหรับนำไปใช้ซื้อข้าวสาร จำนวน 500 ถุง และไข่ไก่ จำนวน 500 แผง สนับสนุนการดำเนินงานของโครงการ อีกทั้งยังได้มอบถุงยังชีพ จำนวน 500 ถุง สำหรับบรรเทาความเดือดร้อนให้ชุมชนในพื้นคลองเตย 5 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนบ้านมั่นคง ชุมชนริมคลองวัดสะพาน ชุมชนวัดไผ่สิงโต ชุมชนพัฒนาใหม่ และชุมชน 70 ไร่ ซึ่งเป็นชุมชนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับสำนักงานพระโขนง คลังน้ำมันพระโขนง และคลังปิโตรเลียมบางจากของโออาร์ รวมมูลค่าทั้งสิ้น 375,000 บาท ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจของโออาร์ ที่มุ่งเน้นการดูแลคุณภาพชีวิตของชุมชน ร่วมสร้างชุมชนน่าอยู่ และเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

“ที่ผ่านมา โออาร์ ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ร่วมดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 รวมถึงดูแลความเป็นอยู่ บรรเทาความเดือดร้อนของคนในชุมชนและส่งมอบความช่วยเหลือแก่ชุมชนบริเวณโดยรอบสถานประกอบการของ โออาร์ ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคเงินและเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่าง ๆ  เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ในหน่วยงานต่าง ๆ หรือช่วยดูแลชุมชนและเป็นกำลังใจให้ชุมชน สำหรับชุมชนคลองเตยถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่โออาร์ร่วมดูแลเนื่องจากมีสำนักงานพระโขนงและคลังน้ำมันพระโขนงตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียง สอดคล้องกับแนวทางดำเนินธุรกิจของโออาร์ที่มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าและการมีส่วนร่วมกับชุมชน เป็นศูนย์กลางพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน และพร้อมเคียงข้างคนไทยในการสู้ภัยโควิด -19 ไปด้วยกัน” 

AIS PLAY คว้าสิทธิ์ถ่ายทอดสด ‘โอลิมปิก โตเกียว 2020’

0

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS เปิดเผยว่า เอไอเอส โดย AIS PLAY คว้าสิทธิ์ถ่ายทอดสด “โอลิมปิก โตเกียว 2020” ในฐานะ Official Broadcaster อย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ คอนเทนท์ประเภทกีฬา เป็นคอนเทนท์มหาชนที่ทุกเพศ ทุกวัยชื่นชอบ และ มหกรรมกีฬาโอลิมปิก ก็นับเป็นอีกเวทีการแข่งขันที่คนทั่วโลกเฝ้ารอคอยเพื่อส่งใจเชียร์นักกีฬาของประเทศตนเอง พร้อมชมความมหัศจรรย์ของศักยภาพจากนักกีฬาระดับโลกอีกด้วย  เห็นได้จากการถ่ายทอดสดและชมย้อนหลังของโอลิมปิก ริโอเกมส์ ในปี 2016 บน AIS Play ที่ได้รับเสียงตอบรับจากคนดูอย่างดียิ่ง เพราะสามารถมอบอรรถรสในการรับชมได้ตามความคาดหวังอย่างครบถ้วน

ปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS

“อย่างที่เรารู้กันดีว่า การแข่งขัน โอลิมปิก โตเกียว 2020 ในครั้งนี้จะต้องถูกบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ของโลก เพราะถูกจัดขึ้นภายใต้ข้อจำกัด จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19และไม่มีผู้ชมในสนาม ดังนั้นการได้สิทธิ์ถ่ายทอดสดครั้งนี้จึงมีความหมายอย่างมาก เสมือนหนึ่งการเป็นตัวแทนประเทศ นำคอนเทนท์นี้มาให้คนไทยได้รับชมอย่างครบถ้วนที่สุด เราจึงเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ตั้งแต่เครือข่ายไร้สาย 5G,4G และไฟเบอร์บรอดแบนด์, ระบบการถ่ายทอดที่รองรับ Full HD, การจัดช่องทางชมสดบน AIS PLAY ถึง 16 ช่อง ที่ทำให้ไม่พลาดทุกประเภทกีฬา ทุกรายการแข่งขัน ทุกสนาม อีกทั้งยังจับมือกับนักพากย์ชื่อดังจัดรายการไฮไลท์ พร้อมให้รับชมย้อนหลัง เพื่อให้คนไทยได้ร่วมเชียร์นักกีฬาไทยอย่างจุใจ เนื่องจากมีหลายประเภทกีฬาที่เรามีโอกาสคว้าเหรียญรางวัล รวมถึงได้รับชมการแข่งขันกีฬายอดนิยมระดับโลกได้อย่างไม่พลาด”

โดยคนไทย สามารถรับชมการถ่ายทอดสดและย้อนหลังการแข่งขัน และร่วมเชียร์นักกีฬาไทยทุกรายการแข่งขัน ฟรี ทุกเครือข่าย ผ่าน AIS PLAY ทุกช่องทาง ทั้งบนมือถือและเว็บไซต์ พร้อมคอนเทนท์พิเศษสำหรับลูกค้า AIS ที่แอปพลิเคชันบนมือถือ, กล่อง AIS PLAYBOX, SAMSUNG Smart TV, Apple TV และเว็บไซต์ aisplay.ais.co.th นอกเหนือจากนี้ยังได้ร่วมมือกับ Media Partner ชั้นนำของเมืองไทย ในการเปิดให้คนไทยได้รับชมผ่านทางเว็บไซต์ของสื่อพันธมิตรอาทิ มติชน, ข่าวสด, ผู้จัดการ, SIAM Sport และ PPTV HD อีกด้วย

นายปรัธนา กล่าวในตอนท้ายว่า “AIS ขอร่วมเป็นสื่อกลาง นำพากำลังใจพร้อมความห่วงใย จากคนไทยทุกคน มอบให้สุดยอดฮีโร่นักกีฬาไทย ขอให้คว้าชัยจากการแข่งขันในครั้งนี้และปลอดภัยจากการแพร่ระบาด โดยเรายืนยันที่จะทำหน้าที่ถ่ายทอดทุกภาพความทรงจำจากการแข่งขันครั้งประวัติศาสตร์สู่สายตาคนไทยอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด”