พิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน INVESTORY ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ชวนผู้สนใจรู้จักบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ฯ ผ่านกลไกตลาดทุน จากคลิปซีรีส์ “Money คนรุ่นใหม่ #3” รวม 5 ตอน ที่จะถ่ายทอดเรื่องราวตั้งแต่กลไกของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่เชื่อมโยงผู้มีเงินออมกับธุรกิจ ทำให้ธุรกิจเติบโตผ่านตลาดทุน ทำให้การลงทุนเป็นเรื่องใกล้ตัว ผู้มีเงินออมก้าวไปสู่การเป็นผู้ลงทุน และกลายเป็นผู้ลงทุนคุณภาพที่ลงทุนอย่างมีความรู้และรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินอย่างยั่งยืน ติดตามชมซีรีส์ทั้ง 5 ตอนได้ทาง YouTube: SET Thailand หรือ https://www.youtube.com/playlist?list=PLQtlXHTArVHtSx1YJ7_EJp6qdHcN5wtcz
“สาระ ล่ำซำ” คว้า 2 รางวัลเกียรติยศ “สุดยอดผู้นำองค์กร” ประจำปี 2568 จากงานประกาศรางวัล CEO ECONMASS Awards 2025
นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เข้ารับ 2 รางวัลเกียรติยศสุดยอดผู้นำองค์กร ประจำปี 2568 ได้แก่ รางวัล “สุดยอดซีอีโอรุ่นกลาง” สาขาธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง และธุรกิจภาคบริการ และรางวัล “เดอะเบสท์ซีอีโอรุ่นกลาง” จากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในงานมอบรางวัลCEO ECONMASS Awards 2025 ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย งานจัดขึ้น ณ โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ
ทั้งนี้รางวัลสุดยอดซีอีโอ จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างต้นแบบผู้นำองค์กรที่เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างแรงกระตุ้นของสังคม การดำเนินธุรกิจที่ดี และมีความรับผิดชอบต่อสังคมตามแนวทาง ESG ตลอดจนเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนผู้นำองค์กรที่เข้มแข็ง อีกทั้งยังเป็นการยกย่องและเชิดชูเกียรติให้กับสุดยอดผู้นำองค์กรที่มีคุณสมบัติครบถ้วนที่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาจากคณะกรรมอย่างรอบด้านจนนำมาซึ่งการได้รับรางวัลในครั้งนี้

โดยการได้รับรางวัลในครั้งนี้ “นายสาระ ล่ำซำ” ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำที่มีคุณสมบัติครบถ้วนทั้งความสามารถในการกำหนดทิศทางธุรกิจด้วยวิสัยทัศน์อันกว้างไกล ความมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรในทุกด้านอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และเป็นผู้นำแบบอย่างที่ให้ความสำคัญต่อการสร้างความยั่งยืน ด้วยการเดินหน้าธุรกิจควบคู่ไปกับนโยบายด้าน ESG สะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทในการสร้างผลกระทบเชิงบวกในมิติด้านสิ่งแวดล้อม มิติด้านสังคม มิติด้านบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ โดยได้บูรณาการแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนผนวกเข้ากับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ทุกหน่วยงานในบริษัทฯ ได้นำไปเป็นแนวปฏิบัติในการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายมีความสุขอย่างยั่งยืน .
แพทย์ชวนคนไทยกินไข่ไก่ให้ได้อย่างน้อย วันละ 1 ฟอง เนื่องในวันไข่โลก
แพทย์ ชี้ ไข่ไก่ เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดี มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เหมาะสำหรับทุกช่วงวัย โดยเฉพาะวัยเด็กที่อยู่ในช่วงเจริญเติบโต ควรกินไข่ให้ได้วันละ 1 ฟอง หรือมากกว่านั้น ขณะที่ผู้ใหญ่ที่ไม่มีโรคประจำตัว สามารถบริโภคได้อย่างน้อยวันละ 1 ฟอง เช่นกัน
ผศ.พญ.กัลย์สุดา อริยะวัตรกุล กุมารแพทย์ (โรคระบบต่อมไร้ท่อ) ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า “ไข่ไก่” เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดี ย่อยง่าย คุณค่าทางโภชนาการสูง ทั้งไขมันดี วิตามิน แร่ธาตุครบถ้วน มีสารอาหารสำคัญบำรุงสมอง ดวงตา และหัวใจ เช่น โคลีนในไข่แดง ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ทั้งยังหาซื้อง่าย ราคาเข้าถึงได้ ประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู

ไข่ไก่ แหล่งอาหารที่ให้โปรตีนเป็นหลัก สามารถบริโภคได้ทุกช่วงวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัยเด็กที่อยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโต ซึ่งโปรตีนและธาตุเหล็กเป็นสารอาหารที่สำคัญ เด็กจึงควรรับประทานโปรตีนให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ซึ่งวัยเด็กสามารถกินไข่ไก่ได้ทุกวัน อย่างน้อยวันละ 1 ฟอง หรือมากกว่านั้นได้
สำหรับปริมาณโปรตีนที่แนะนำ ในเด็กที่มีอายุ 2-12 ปี ควรบริโภคไข่ไก่ วันละ 1 ฟอง ร่วมกับ เนื้อสัตว์ประมาณ 6-9 ช้อนโต๊ะต่อวัน เช่น เนื้อไก่ หรือเนื้อหมู เพื่อให้มีโปรตีนที่หลากหลายสลับกันไป รวมถึงนมจืด 2-3 กล่องต่อวัน สำหรับเด็กวัยรุ่น เพิ่มเนื้อให้เป็น 4 ช้อนโต๊ะต่อมื้อ และเพิ่มนมเป็น 3-4 กล่องต่อวัน อาหารในปริมาณนี้เด็ก ๆ ก็จะได้รับโปรตีนได้อย่างครบถ้วน

วัยผู้ใหญ่ที่ไม่มีโรคประจำตัว สามารถกินไข่ได้วันละ 1 ฟอง แม้ว่าคอเลสเตอรอลในไข่แดงจะมีปริมาณ 200 มิลลิกรัม แต่คอเลสเตอรอลในอาหารไม่ได้ทำให้ไขมันในเลือดสูง โดยมีงานวิจัยยืนยันว่าคอเลสเตอรอลในเลือดที่สูงไม่ได้เกิดจากอาหารที่รับประทานเข้าไป เพราะคอเลสเตอรอลในเลือดส่วนใหญ่มาจากการที่ร่างกายผลิตขึ้นมาเอง แต่สิ่งที่ควรระวังคือ การกินไปพร้อมกับอาหารอื่น ๆ ที่มีไขมันสูงร่วมด้วย ซึ่งจะทำให้ได้รับปริมาณไขมันที่มากเกินไป
ไข่ไก่ แม้เป็นโปรตีนคุณภาพดี หาซื้อง่าย ราคาเข้าถึงได้ แต่อย่างไรก็ตาม อัตราการบริโภคไข่ไก่ ของประเทศไทย ปี 2568 (ม.ค.-มิ.ย.) ข้อมูลจากกรมปศุสัตว์ คนไทยบริโภค ไข่ไก่ เฉลี่ยอยู่ที่ 236.63 ฟองต่อคนต่อปี ซึ่งยังต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ และเนื่องในวันไข่โลก (World Egg Day) โดยกำหนดให้เป็นวันศุกร์ที่ 2 ของเดือนตุลาคมของทุกปี จึงอยากให้คนไทยหันมาบริโภคไข่ไก่ให้ได้อย่างน้อยวันละ 1 ฟอง เพื่อให้ได้รับโปรตีนที่เพียงพอต่อร่างกาย
ใช้ภาพเท็จ – ข้อมูลเท็จใส่ความผู้อื่น ถูกฟ้องหมิ่นประมาทได้เสมอ
บทความโดย พิทักษ์พล ช่อผกาพงษ์
ในยุคที่ข่าวสารแพร่กระจายเร็วกว่าความคิด หลายครั้งเพียงไม่กี่ประโยคในโซเชียลมีเดียก็สามารถเปลี่ยนชีวิตของใครบางคนไปอย่างสิ้นเชิง เรามักคุ้นเคยกับคำว่า “เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น” และใช้มันเป็นเกราะป้องกันเวลาจะโพสต์หรือแชร์อะไรสักอย่าง แต่สิ่งที่หลายคนลืมคือเสรีภาพนั้นไม่ได้ไร้ขอบเขต หากคำพูดหรือข้อความทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง กฎหมายอาญาก็พร้อมจะทำหน้าที่เข้ามาปกป้อง
กฎหมายหมิ่นประมาทในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 เขียนไว้ชัดว่า หากใครใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามในลักษณะที่ทำให้เขาเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้กระทำอาจต้องโทษจำคุกสูงสุดหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นี่ไม่ใช่ถ้อยคำลอยๆ ที่อยู่บนกระดาษ แต่เป็นกฎหมายที่ถูกนำมาใช้จริงในหลายกรณีที่เราเห็นในหน้าหนังสือพิมพ์และหน้าจอข่าวอยู่บ่อยครั้ง
หรือหากมีการ live สด หรือนำไปพูดในเวทีสาธารณะที่มีบุคคลที่สามจำนวนมากเป็นผู้ฟังความเท็จนั้น และเกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง ก่อให้เกิดการดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง คดีจะขยับความรุนแรงขึ้นไปเป็น “หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา” ซึ่งมีโทษทั้งจำทั้งปรับที่หนักขึ้น
ลองนึกถึงคดีดาราที่ถูกพาดพิงว่าเอี่ยวกับยาเสพติด แม้เจ้าหน้าที่จะยืนยันในภายหลังว่าไม่จริง แต่ภาพลักษณ์ที่เสียไปนั้นยากจะกู้คืน หรือกรณีนักธุรกิจที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตในโครงการใหญ่ เมื่อพิสูจน์ได้ว่าเป็นเพียงข่าวลือ คนที่โพสต์ก็ต้องเผชิญการฟ้องร้องและชดใช้ค่าเสียหายจำนวนมหาศาล เรื่องเหล่านี้สะท้อนว่า การพิมพ์คอมเมนต์หนึ่งบรรทัดอาจกลายเป็นต้นทุนที่ต้องจ่ายไปทั้งชีวิต
หลายคนยังเชื่อว่าการโพสต์บนโซเชียลก็แค่เรื่องเล่นๆ คำพูดบนโลกออนไลน์ไม่ต่างจากการพูดในที่สาธารณะ เมื่อข้อความหลุดไปถึง “บุคคลที่สาม” มันก็เข้าหลักหมิ่นประมาททันที ไม่ว่าจะด้วยเจตนาดีหรือหวังจะเตือนสังคม หากข้อมูลไม่จริงหรือบิดเบือน ก็เป็นความผิดทั้งนั้น สิ่งที่น่ากลัวคือผลลัพธ์ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในศาล แต่ความเสียหายต่อชื่อเสียงและศักดิ์ศรีมนุษย์เป็นสิ่งที่ยากจะประเมิน
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเรามีสิทธิพูดหรือไม่ แต่คือเราจะใช้อิสระนั้นอย่างไร กฎหมายหมิ่นประมาทไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปิดปากคน หากแต่เพื่อเตือนเราว่า เสรีภาพต้องเดินคู่กับความรับผิดชอบ ก่อนจะกดโพสต์อะไร ลองถามตัวเองว่า ข้อมูลนี้มีหลักฐานหรือไม่ สิ่งที่เขียนเป็นเพียงความเห็นหรือเรากำลังอ้างเป็นข้อเท็จจริง และถ้อยคำที่ใช้แรงเกินไปหรือเปล่า คำถามง่ายๆ เหล่านี้อาจช่วยให้เราไม่ต้องเจอกับหมายเรียกศาลในอนาคต
ท้ายที่สุด กฎหมายหมิ่นประมาทคือเครื่องมือคุ้มครองเกียรติและชื่อเสียงของทุกคนในสังคม และยังเป็นกำแพงที่กั้นไม่ให้การใส่ร้ายแพร่กระจายอย่างไร้ขอบเขต การสร้างภาพเท็จหรือเผยแพร่ข้อมูลเท็จอาจทำให้ใครบางคนต้องเสียอนาคต แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันก็ทำให้ผู้กระทำเองต้องจ่ายราคา ทั้งค่าเสียหาย ความน่าเชื่อถือ และอาจถึงขั้นสูญเสียอิสรภาพ นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราทุกคนควรหยุดคิดสักครู่ก่อนจะปล่อยคำพูดหรือข้อความใดๆ ออกไป อย่าให้ปลายนิ้วบนคีย์บอร์ดเป็นตัวการทำลายทั้งชีวิตคนอื่น และย้อนกลับมาทำลายตัวเราเอง
AIS 5G จับมือ favstay ยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยครบวงจร มอบส่วนลด AIS TOURIST eSIM 20%
AIS 5G ร่วมมือกับ favstay หนึ่งในผู้นำด้านการบริหารรายได้และกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลสำหรับโรงแรม เปิดตัวแคมเปญใหม่ ภายใต้แนวคิด ผสานพลังการสื่อสารไร้รอยต่อและที่พักคุณภาพ เพื่อยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวในไทย อย่างครบวงจร เติมเต็มช่วงไฮซีซันของการท่องเที่ยว มอบส่วนลดพิเศษ 20% สำหรับซื้อ AIS TOURIST eSIM สำหรับลูกค้าที่จองที่พักกับโรงแรมที่อยู่ภายใต้การบริหารของ favstay กว่า 150 แห่ง และโรงแรมในเครือพันธมิตรทั่วประเทศไทย ผ่าน OTA Platforms ชั้นนำ อาทิ Agoda, Booking.com, Traveloka, Tiket.com เพื่อการเชื่อมต่อดิจิทัลไลฟ์สไตล์แบบไร้สะดุดตลอดทั้งทริป ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสื่อสาร การค้นหาข้อมูลท่องเที่ยว หรือการแชร์ประสบการณ์ ผ่านโซเชียลมีเดีย เติมเต็มประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยให้สมบูรณ์แบบ เริ่มตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2568
คุณเบญจพร กำเพ็ชร หัวหน้าส่วนงานการตลาดกลุ่มลูกค้าพรีเพด AIS กล่าวว่า “ความร่วมมือกับ favstay ในครั้งนี้ เป็นการเสริมศักยภาพความแข็งแกร่งของสองบริการ โดย AIS เข้ามาเติมเต็มด้านการสื่อสารแบบไร้รอยต่อด้วย AIS TOURIST eSIM ที่ใช้งานง่าย รองรับการใช้งานหลายหมายเลขในอุปกรณ์เดียว และสามารถใช้งานได้ทันที แบบไร้รอยต่อเมื่อมาถึงประเทศไทยผ่านเครือข่าย 5G ความเร็วสูงของ AIS ขณะที่ favstay นำเสนอที่พักคุณภาพ หลากหลายและเข้าถึงได้ง่าย เป็นการเชื่อมโยงประสบการณ์การท่องเที่ยวครบวงจร เพื่อตอบรับความต้องการของกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการวางแผนการเดินทางของนักท่องเที่ยวอย่างการจองที่พัก ตั๋วเครื่องบินเดินทาง ตลอดจนการเลือกใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทำให้ AIS เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ท่องเที่ยวตั้งแต่ก่อนเดินทางมาถึงไทย ช่วยให้นักท่องเที่ยวได้รับความสะดวกสบาย ท่องเที่ยวได้เต็มอิ่ม และคุ้มค่าตลอดทริป”
คุณสุชาดา เตโชติรส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร favstay กล่าวว่า “ในฐานะบริษัทที่มุ่งมั่นพัฒนาโซลูชันด้านการบริหารรายได้และการตลาดดิจิทัลสำหรับโรงแรม favstay มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ AIS 5G เพื่อสนับสนุนการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวไทย เราเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีศักยภาพสูงที่จะพัฒนาเป็นจุดหมายปลายทางที่โดดเด่น ทั้งสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ

การจับมือกันครั้งนี้ ไม่เพียงช่วยยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยวให้ครบวงจรยิ่งขึ้น แต่ยังสะท้อนถึงความตั้งใจของ favstay ที่จะร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างแข็งแกร่ง เราพร้อมที่จะสนับสนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างเต็มที่ และสร้างคุณค่าร่วมกับทุกภาคส่วนต่อไป”
ในช่วงแคมเปญ AIS x favstay นักท่องเที่ยวที่จองห้องพักโรงแรมในเครือพันธมิตรของ favstay ผ่าน OTA Platforms ที่ร่วมรายการ จะได้รับโค้ดส่วนลดพิเศษ 20% สำหรับการซื้อ AIS TOURIST eSIM เพียงส่งหลักฐานการจองไปยังอีเมลของ favstay หลังจากตรวจสอบแล้วจะได้รับโค้ดส่วนลดเพื่อซื้อ eSIM ผ่าน AIS TOURIST eSIM Website พร้อมรับประสบการณ์การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทันทีเมื่อมาถึงประเทศไทย ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 ธันวาคม 2568 นักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมของแคมเปญได้ที่ https://www.ais.th/esim-traveller/#/
เกษตรกรปากพนังพลิกวิกฤตเป็นโอกาส! ใช้ปลาหมอคางดำเลี้ยงปูขาว ลดต้นทุน-สร้างรายได้ชุมชน
เกษตรกรในอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส มอง “ปลาหมอคางดำ” ซึ่งถูกมองว่าเป็นปลาต่างถิ่นชนิดพันธุ์รุกรานในแหล่งน้ำธรรมชาติ เป็น “ทรัพยากที่มีมูลค่า” ของชุมชน โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในลุ่มน้ำปากพนังมากกว่า 30 ราย ได้นำปลาหมอคางดำที่จับได้ใช้เป็นอาหารเลี้ยงปูขาว แทนการใช้ปลาทะเลสด ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลกำไรจากการเลี้ยงปู พร้อมทั้ง สร้างรายได้เสริมให้กับชาวบ้านในพื้นที่จับปลามาขายเกษตรกร เป็นอีกแนวทางที่เป็นกลไกสำคัญในการควบคุมและลดจำนวนปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติและบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างเป็นระบบ สะท้อนการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจชุมชนและสิ่งแวดล้อม
นายณัฏฐชัย นาคเกษม หรือ “พี่โชค” เกษตรกรผู้เลี้ยงปูขาว กลุ่มวิสาหกิจชุมชนในลุ่มน้ำปากพนัง เปิดเผยว่า ศูนย์เรียนรู้เชิงประยุกต์น้ำเค็มเพื่อการผลิตปูขาว บ้านเนินหนองหงส์ ตำบลเกาะเพชร อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นแหล่งเรียนรู้และทดลองเลี้ยงปูขาวในบ่อกุ้งเดิมของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน โดยได้ดำเนินการศึกษาและทดลองใช้ “ปลาหมอคางดำ” เป็นอาหารเลี้ยงปูขาวมานานกว่า 2 ปี
แนวทางนี้เกิดจากความต้องการแก้ปัญหา ต้นทุนการใช้ปลาทะเลสดเป็นอาหารปูขาวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน “ปลาหมอคางดำ” กลับมีจำนวนมากในแหล่งน้ำธรรมชาติ จึงเป็นโอกาสในการนำทรัพยากรที่มีอยู่มาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ ทั้งช่วย ลดต้นทุนการผลิต และ หาแนวทางควบคุมการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในบ่อเพาะเลี้ยงปู ควบคู่กันไปอย่างเป็นระบบ

ปัจจุบัน ฟาร์มปูขาวของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงปูขาวที่มีสมาชิกกว่า 30 ราย เลี้ยงปูขาวครอบคลุมพื้นที่กว่า 300 ไร่ ต้องการใช้ปลาหมอคางดำรวมกันวันละไม่ต่ำกว่า 600-900 กิโลกรัม สามารถลดต้นทุนค่าอาหารจากเดิมที่ต้องซื้อปลาทะเลกิโลกรัมละ 14 บาท เหลือเพียง 10 บาทต่อกิโลกรัม จากการรับซื้อปลาหมอคางดำจากชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งยังช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับชาวบ้านที่จับปลามาขายให้กับเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง
“การใช้ปลาหมอคางดำเป็นอาหารเลี้ยงปู ถือเป็นแนวทางที่ช่วยลดจำนวนปลาหมอคางดำในธรรมชาติได้รวดเร็ว โดยกลุ่มเกษตรกรจะนำปลามาแช่แข็งก่อนบดละเอียดเพื่อป้องกันการแพร่พันธุ์ในบ่อเพาะเลี้ยง” นายณัฏฐชัย กล่าว พร้อมอธิบายว่า แนวทางนี้สอดคล้องกับผลงานวิจัยของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย (มทร.ศรีวิชัย) ซึ่งพบว่า การแช่ปลาหมอคางดำในอุณหภูมิ –20 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 24 ชั่วโมง สามารถทำลายไข่ปลาได้ทั้งหมด ป้องกันการแพร่พันธุ์ในระบบฟาร์ม หากไม่มีตู้แช่แข็ง สามารถใช้การแช่น้ำแข็งหรือแช่ในตู้เย็นนาน 3 วันแทนได้
วันนี้ เกษตรกรผู้เลี้ยง “ปูขาว” ที่หัวไทรได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “ปลาหมอคางดำ” มีคุณค่า เป็น “โอกาสใหม่” ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะ “ปูขาว” ที่เติบโตได้ดีเมื่อใช้ปลาหมอคางดำเป็นอาหาร ผลการทดลองพบว่า อัตราแลกเนื้ออยู่ที่ 4 กิโลกรัมของปลาหมอคางดำต่อเนื้อปู 1 กิโลกรัม
การเปลี่ยนมุมมองจาก “ปัญหา” สู่ “โอกาส” พร้อมกับการวิจัยเชิงวิชาการและการจัดการปลาหมอคางดำอย่างเป็นระบบ เป็นต้นแบบของการพัฒนาเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่ภาคใต้ ที่ช่วยควบคุมปลาหมอคางดำและฟื้นฟูสมดุลระบบนิเวศ ผ่านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน.
Money กับคนรุ่นใหม่#3 ตอน ตลาดหุ้นใกล้ตัว
สินค้าและบริการรอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นอาหาร มือถือ เสื้อผ้า ฯลฯ ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ล้วนมาจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ การลงทุนจึงเป็นเรื่องใกล้ตัว โดยผู้ลงทุนสามารถเป็น “เจ้าของธุรกิจร่วมลงทุน” ในฐานะเป็นผู้ถือหุ้น เพียงเริ่มต้นลงทุนในบริษัทจดทะเบียนที่ผลิตสินค้าหรือบริการที่ตนเองคุ้นเคยหรือสนใจ ดังนั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด และสร้างโอกาสในการต่อยอดเงินออมของเราให้เติบโตได้
Money กับคนรุ่นใหม่ #3 จะแนะนำให้รู้ว่าในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมประเภทอะไรบ้าง
ตลาดหลักทรัพย์ฯ รับหุ้น ONSENS เข้าเทรด 7 ต.ค. นี้
นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์ และสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยินดีต้อนรับ บมจ. ออนเซ็น รีทรีต แอนด์ สปา กรุ๊ป เข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในกลุ่มบริการ หมวดการท่องเที่ยวและสันทนาการ โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “ONSENS” ในวันที่ 7 ตุลาคม 2568 เพื่อใช้ประโยชน์จากการระดมทุนในการขยายธุรกิจลงทุนในโครงการ Social Wellness Space ตอบรับนโยบายการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ของภาครัฐเพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพและการท่องเที่ยวระดับโลก
ONSENS ประกอบธุรกิจให้บริการออนเซ็นและสปาเพื่อสุขภาพ ภายใต้ 2 แบรนด์ ได้แก่ “ยูโนะโมริ ออนเซ็น แอนด์ สปา” (Yunomori) และ “คลาย สปา” (KLAI) โดยแบรนด์ Yunomori ถือเป็นผู้ให้บริการออนเซ็นสไตล์ญี่ปุ่นแห่งแรกของประเทศไทย มีความโดดเด่นด้วยประเภทบ่อออนเซ็นที่มีความหลากหลาย ภายใต้มาตรฐานการบริหารจัดการด้านความสะอาดและระบบการหมุนเวียนน้ำที่มีประสิทธิภาพ และให้บริการโดยพนักงานที่ผ่านการฝึกอบรมด้านเทคนิคและความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ปัจจุบันมีทั้งหมด 4 สาขา แบ่งเป็น ในประเทศไทย 3 สาขา ได้แก่ สุขุมวิท 26, สาทร 10 และพัทยา และในประเทศสิงคโปร์ 1 สาขา สำหรับแบรนด์ KLAI มุ่งเน้นให้บริการนวดเพื่อสุขภาพด้วยศาสตร์การนวดแผนไทยโบราณ เปิดให้บริการสาขาแรกซึ่งเป็นสาขา Flagship Store ที่เยาวราชเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา
นอกจากธุรกิจหลักแล้ว ONSENS ยังต่อยอดไปยังธุรกิจอื่น ประกอบด้วย 1) ธุรกิจจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มภายใต้ชื่อร้าน “Happy Rice” เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์โฮมเมด ตั้งอยู่ในสาขาของ Yunomori ทุกสาขา และ 2) ธุรกิจจำหน่ายผลิตภัณฑ์ต่างๆ ประเภทของใช้ในชีวิตประจำวันที่ออกแบบร่วมกับศิลปินที่มีชื่อเสียง เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์สวยงามและใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน เช่น ชุดยูกาตะ ผ้าพันคอ ร่ม แก้วกาแฟ เป็นต้น
นายสมิทธิ์ เมฆอรุณกมล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ออนเซ็น รีทรีต แอนด์ สปา กรุ๊ป เปิดเผยว่า บริษัทมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่หุ้น ONSENS จะได้เข้าเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และเชื่อมั่นว่าจะสนับสนุนให้ ONSENS ก้าวสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจ Wellness & Spa แบบครบวงจร (Holistic Wellness) เพื่อรองรับเมกะเทรนด์ด้านการดูแลสุขภาพที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากกระแสผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพและคุณภาพชีวิตมากขึ้น การระดมทุนในครั้งนี้ จึงเป็นการเสริมความแข็งแรงด้านเงินทุนให้บริษัท ใช้สำหรับลงทุนในโครงการ Social Wellness Space สาขาทองหล่อ ประกอบด้วยพื้นที่สำหรับให้บริการออนเซ็นและสปาและพื้นที่เชิงพาณิชย์ ส่วนที่เหลือจะใช้เพื่อชำระคืนเงินกู้ยืมกับสถาบันการเงิน และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ
ONSENS มีทุนชำระแล้วหลัง IPO 300 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก จำนวน 80 ล้านหุ้น โดยเสนอขายให้แก่บุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์และนักลงทุนสถาบัน ผู้มีอุปการคุณของบริษัท พนักงานของบริษัทและบริษัทย่อย และบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับบริษัท ระหว่างวันที่ 29 กันยายน – 1 ตุลาคม 2568 ในราคาหุ้นละ 2.05 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 164 ล้านบาท และมีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 615 ล้านบาท ทั้งนี้ ราคาเสนอขายหุ้น IPO คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E Ratio) ที่ 29.21 เท่า โดยคำนวณจากกำไรสุทธิ 4 ไตรมาสล่าสุด (ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2567 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2568) หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท ภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ (Fully Diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 0.07 บาท โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นสามัญ
ONSENS มีผู้ถือหุ้น 3 ลำดับแรกหลัง IPO ได้แก่ 1) กลุ่มนายสมิทธิ์ เมฆอรุณกมล ถือหุ้น 23.05% 2) นายไตรรัตน์
ธนารุ่งโรจน์ ถือหุ้น 13.43% และ 3) นายวรเวช ไตรกิศยเวช ถือหุ้น 10.72% โดยบริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิตามงบการเงินเฉพาะกิจการหลังหักสำรองต่างๆ ทุกประเภทที่กฎหมายและข้อบังคับของบริษัทกำหนดไว้ โดยคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ เพื่อประโยชน์ของกิจการและผู้ถือหุ้นเป็นหลัก
ผู้ลงทุนและผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดจากหนังสือชี้ชวนของบริษัทได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงาน ก.ล.ต. ที่ www.sec.or.th และข้อมูลทั่วไปของบริษัทที่ www.onsengroup.co.th และที่ www.set.or.th
สศค. – ก.ล.ต. – ตลาดหลักทรัพย์ฯ – FETCO เปิดตัว “ชุดมาตรการสร้างเสน่ห์ตลาดทุนไทย” เดินหน้าขับเคลื่อน 4 มาตรการหลัก
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลาดหลักทรัพย์ฯ) และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ร่วมแถลงข่าวเปิด “ชุดมาตรการสร้างเสน่ห์ตลาดหุ้นไทย” พร้อมเดินหน้าผลักดัน 4 มาตรการหลัก ได้แก่ Quality Demand – Attractive Supply – Trusted Market – Supportive Ecosystem เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ลงทุน ยกระดับขีดความสามารถ และเพิ่มความน่าสนใจของตลาดทุนไทยในระดับสากล
จากการประชุมร่วมของคณะทำงานเพื่อพิจารณามาตรการปฏิรูปตลาดทุนไทย (Taskforce) ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจาก สศค. ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ FETCO เพื่อระดมความเห็น วิเคราะห์ปัญหา และหาแนวทางส่งเสริมความสามารถของตลาดหุ้นไทย ให้แข่งขันได้และยืดหยุ่นต่อความท้าทาย เพื่อยังคงบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเศรษฐกิจไทย โดยคณะทำงาน Taskforce ได้ข้อสรุปร่วมกันและเสนอ “ชุดมาตรการสร้างเสน่ห์ตลาดหุ้นไทย” ซึ่งมี 4 มาตรการหลัก พร้อมแผนการดำเนินการที่สำคัญเร่งด่วนในแต่ละมาตรการ ดังนี้
Quality Demand ประกอบด้วย (1) การสร้างวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาวผ่านบัญชีการลงทุนส่วนบุคคล (Individual Investment Account) เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถเปลี่ยนเงินออมเป็นเงินลงทุนระยะยาวและกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย มีการขยายฐานผู้ลงทุนกลุ่มใหม่ เพิ่มการให้บริการการลงทุนในตลาดหุ้นและผลิตภัณฑ์ของบริษัทหลักทรัพย์ รวมถึงสร้างศูนย์รวมข้อมูลพอร์ตของผู้ลงทุน (wealth aggregator) และ (2) การส่งเสริมบทบาทผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ เพื่อเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดทุนไทย
Attractive Supply ประกอบด้วย (1) การดึงดูดกิจการที่มีศักยภาพและคุณภาพเข้าสู่ตลาดทุนไทย (2) การยกระดับคุณภาพของบริษัทจดทะเบียนในปัจจุบัน ผ่านโครงการ Jump+ และ Value Up Program (3) การปรับขั้นตอนการออกและเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ให้มีประสิทธิภาพและทำให้ตลาดทุนไทยเป็นที่น่าสนใจและสามารถแข่งขันในระดับภูมิภาคได้ (4) การปรับปรุงเกณฑ์การเข้าถึงแหล่งระดมทุนของ SMEs และ New Economy ให้น่าสนใจ และ (5) การเปิดเผยข้อมูล ESG ตามมาตรฐาน ISSB และมุ่งผลให้เกิดการปฏิบัติจริง เพื่อดึงดูดผู้ลงทุนที่คำนึงถึงความรับผิดชอบด้าน ESG ในระดับสากล
Trusted Market ประกอบด้วย (1) การสร้างความเข้มแข็งในการกำกับดูแลกิจการของบริษัทจดทะเบียนและการบังคับใช้กฎหมาย (2) การยกระดับการกำกับดูแลผู้ประกอบวิชาชีพในตลาดทุน (gatekeepers) เพื่อป้องปรามการกระทำที่ไม่เหมาะสม และ (3) การใช้เทคโนโลยีเพิ่มช่องทางเข้าถึงข้อมูลทางการเงินของบริษัทขนาดกลางและเล็ก
Supportive Ecosystem ประกอบด้วย (1) การเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุนในการสร้างผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลาย (2) นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มการเข้าถึงการลงทุนของผู้ลงทุนรายย่อยและเปลี่ยนผ่านตลาดทุนสู่ตลาดทุนดิจิทัล (3) ทบทวนหลักเกณฑ์การซื้อขายให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ลงทุน และ (4) การให้ผู้ลงทุนต่างประเทศสามารถใช้สิทธิ e-proxy ได้สะดวกยิ่งขึ้น
ดร.วโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สศค. กล่าวว่า “ชุดมาตรการสร้างเสน่ห์ตลาดทุนไทยนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเสริมสร้างศักยภาพให้ตลาดทุนไทยมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว เพราะเมื่อตลาดทุนสามารถดึงดูดธุรกิจที่มีศักยภาพให้เข้ามาระดมทุน จะช่วยเพิ่มโอกาสของประเทศในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในด้านต่าง ๆ รวมทั้งเพิ่มจำนวนนักลงทุนในตลาดมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ตลาดทุนไทยมีประสิทธิภาพในการเป็นแหล่งระดมทุนเพื่อพัฒนาประเทศต่อไป ซึ่งมาตรการเหล่านี้ยังสอดคล้องกับแผนพัฒนาตลาดทุนไทย ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2565 – 2570) ที่หน่วยงานด้านตลาดทุนได้ดำเนินการมาโดยตลอด และขณะเดียวกันก็ถือเป็นมาตรการ Quick Win ที่จะก่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ในระยะสั้น แต่ส่งผลต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจด้านนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงการพัฒนาตลาดทุนในภาพรวม พร้อมที่จะร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินการกับทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันและสานต่อมาตรการที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป”
ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า “ก.ล.ต. ได้ริเริ่มจัดตั้งคณะทำงาน Taskforce ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของภาครัฐและหน่วยงานภาคเอกชน เพื่อร่วมกันผลักดันมาตรการพัฒนาตลาดทุนไทยอย่างเป็นรูปธรรม ส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันระยะยาวอย่างยั่งยืน สอดรับกับสภาพเศรษฐกิจและบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมทั้งยกระดับความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุนไทย โดยเชื่อมั่นว่าการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบต้องอาศัยความร่วมมือทำงานของทุกภาคส่วนในตลาดทุน โดยชุดมาตรการสร้างเสน่ห์ตลาดหุ้นไทย ที่เสนอโดยคณะทำงาน Taskforce ครอบคลุมทั้งฝั่งอุปสงค์และอุปทาน ซึ่งจะมีการตั้งคณะทำงานย่อย (Working Group) ในการติดตามและผลักดันมาตรการต่อเนื่อง เพื่อเร่งขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในระยะสั้น พร้อมกันนี้ ในระยะถัดไป ก.ล.ต. จะเดินหน้าพัฒนาตลาดทุนในส่วนอื่น ทั้งตลาดตราสารหนี้ หน่วยลงทุน ตลอดจนการเปลี่ยนผ่านตลาดทุนสู่ตลาดทุนดิจิทัล โดยจะมีการจัดตั้งคณะทำงานชุดอื่นเพิ่มเติมต่อไป ซึ่ง ก.ล.ต. พร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ”
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า “ความร่วมมือของคณะทำงาน Taskforce ครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับศักยภาพ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และความน่าสนใจของตลาดทุนไทย ตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมผลักดันมาตรการสร้างเสน่ห์ตลาดทุนไทยอย่างเต็มที่ ตั้งแต่การดึงดูดกิจการ New Economy ที่มีศักยภาพเข้าจดทะเบียน การยกระดับคุณภาพบริษัทจดทะเบียนผ่านโครงการ Jump+ การใช้เทคโนโลยีเพิ่มการเข้าถึงข้อมูลของผู้ลงทุน ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลายตอบโจทย์ผู้ลงทุนทุกกลุ่ม ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งมั่นให้ตลาดทุนไทยเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง พร้อมรับมือความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และการแข่งขันระดับภูมิภาค โดยเน้นการพัฒนาคุณภาพตลาด สร้างความน่าเชื่อถือ และยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแล เพื่อให้ตลาดทุนไทยเป็นแหล่งระดมทุนที่มีประสิทธิภาพ”
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า “การขับเคลื่อน ‘ชุดมาตรการสร้างเสน่ห์ตลาดหุ้นไทย’ เป็นความร่วมมือสำคัญจากทุกภาคส่วนในตลาดทุน ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพการแข่งขันของตลาดหุ้นไทยให้แข็งแกร่ง พร้อมรับต่อความท้าทาย และยังคงบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเศรษฐกิจไทยต่อไป โดยเฉพาะการมุ่งเน้นการสร้าง Quality Demand ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมนั้น จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาว ทั้งการพัฒนาบัญชีการลงทุนส่วนบุคคล ซึ่งจะช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถเปลี่ยนเงินออมเป็นการลงทุนระยะยาวให้เพียงพอพร้อมรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ รวมถึงการสร้างศูนย์รวมข้อมูลพอร์ตเพื่อการบริหารความมั่งคั่งของผู้ลงทุนอย่างครบวงจร นอกจากนี้ การส่งเสริมบทบาทของผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ ถือเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะช่วยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดทุนไทยให้มีเสถียรภาพและยั่งยืนยิ่งขึ้น เราเชื่อมั่นว่ามาตรการเหล่านี้จะทำให้ตลาดหุ้นไทยเป็นหนึ่งในเสาหลักของการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนในอนาคต”
AIS คว้า 3 รางวัล HR Asia 2025 ต่อเนื่อง 7 ปีซ้อน ยืนหนึ่งผู้นำด้านบริหารบุคลากรการันตีสถานะองค์กรน่าทำงานที่สุดในเอเชีย
เอไอเอสคว้า 3 รางวัลจากเวที HR Asia Best Companies to Work for in Asia Awards 2025 ตอกย้ำความเป็นเลิศด้านการดูแลบุคลากรแบบครอบคลุมทุกมิติด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมที่ยอมรับคุณค่าของความแตกต่างของพนักงานแต่ละคน พร้อมยกระดับประสบการณ์การทำงานด้วยเทคโนโลยี และพัฒนาศักยภาพคนให้เติบโตเคียงข้างธุรกิจ สู่การเป็น Cognitive Tech-Co โดยเฉพาะ Best Companies to Work for in Asia 2025 (Gold Winner) ที่ครองรางวัลนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 และเป็นองค์กรเดียวในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของไทยที่รักษามาตรฐานนี้อย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งต่อคุณค่าสู่สังคม ผ่านพลังของบุคลากรและเทคโนโลยี เพื่อความยั่งยืนของประเทศ

สำหรับรางวัลแห่งความภาคภูมิใจที่เอไอเอสได้รับจากเวที HR Asia Best Companies To Work For In Asia Awards 2025 ในครั้งนี้คือ
- รางวัล Best Companies To Work For in Asia 2025 (Gold Winner) นับเป็นปีที่ 7 ติดต่อกันที่เอไอเอสได้รับการยกย่องให้เป็นองค์กรที่น่าร่วมงานที่สุดในเอเชีย และเป็นองค์กรเดียวในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของไทยที่ได้รับรางวัลนี้อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงศักยภาพด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลของเอไอเอส ที่มุ่งเน้นการดูแลพนักงานในทุกมิติ
- รางวัล HR Asia DEI Award รางวัลที่สะท้อนถึงความสำเร็จในการวางนโยบายด้านการบริหารคนอย่างรอบด้าน เพื่อส่งเสริมความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการยอมรับความแตกต่าง (Diversity, Equity, and Inclusion: DEI) ภายในองค์กร
- รางวัล HR Asia Tech Empowerment Award เป็นการยืนยันถึงความสามารถของเอไอเอสในการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน สร้างความพึงพอใจและความผูกพันของพนักงาน พร้อมผลักดันนวัตกรรมด้านการบริหารงานบุคคล ซึ่งส่งผลต่อการปรับปรุงประสิทธิภาพองค์กรโดยรวมและความสุขในการทำงานของบุคลากร
นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร กล่าวว่า “การได้รับรางวัลจากเวที HR Asia ติดต่อกัน 7 ปี สะท้อนมาตรฐานและศักยภาพของเอไอเอสในฐานะผู้นำด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล เรามุ่งพัฒนาสภาพแวดล้อมการทำงานให้เอื้อต่อการเติบโตของพนักงานอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ความเชื่อที่ยึดมั่นมากว่า 10 ปี ว่าความหลากหลายและความเท่าเทียมคือพลังขององค์กร พนักงานทุกคนคือหัวใจสำคัญ การเปิดรับมุมมองและประสบการณ์ที่ต่างกันหล่อหลอมเป็นวัฒนธรรมที่แข็งแรง นอกจากรางวัล Best Companies to Work for in Asia 2025 (Gold Winner) แล้ว เรายังได้รับอีก 2 รางวัลในด้าน DEI (Diversity, Equity, Inclusion) และ Tech Empowerment ที่นำเทคโนโลยีมายกระดับประสบการณ์ทำงาน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการก้าวสู่การเป็น Cognitive Tech-Co ที่เติบโตอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล
“นอกจากการพัฒนาศักยภาพภายในองค์กร เอไอเอสยังมุ่งมั่นในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม ผ่านเครือข่าย “อุ่นใจอาสา” ที่รวมพลังพนักงานจากหลากหลายสายงานและความเชี่ยวชาญ ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการ AIS ACADEMY for THAIs ภายใต้แนวคิด “ภารกิจคิดเผื่อ” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและทักษะดิจิทัลให้คนไทยทุกเพศทุกวัยสามารถปรับตัวและสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับชีวิตได้อย่างมั่นใจท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพผ่านโครงการ JUMP THAILAND Hackathon 2025 โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาร่วมพัฒนาแนวคิดและนวัตกรรมที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและผู้พิการ เอไอเอสยังคงเดินหน้าพัฒนาแนวทางการทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยยึดมั่นในหลักการ DEI และ Tech Empowerment เพื่อใช้เป็นพลังขับเคลื่อนองค์กรสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมไทยที่แข็งแกร่งและเท่าเทียม”












