Home Blog Page 37

พันธมิตรคู่ค้า CPF แสดงพลังสร้างอาหารมั่นคง ยกระดับขีดความสามารถอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่ตลาดโลก

0

พันธมิตรคู่ค้าธุรกิจของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กว่า 500 ราย ร่วมแสดง “พลังแห่งการผนึกกำลัง” ที่ช่วยยกระดับธุรกิจอาหารไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ในงาน CPF Partner Day 2025 ที่จัดขึ้นเพื่อยกย่องความสำเร็จของคู่ค้าทั้งกลุ่ม SME และผู้ประกอบการรายใหญ่ รวมทั้งมอบรางวัลเชิดชูเกียรติให้คู่ค้าที่มีผลงานโดดเด่นในปีที่ผ่านมา พร้อมเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายธุรกิจทุกระดับ เพื่อเสริมศักยภาพร่วมกันและผลักดันอุตสาหกรรมอาหารของไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า งาน CPF Partner Day 2025 จัดขึ้นเพื่อนำเสนอทิศทางการดำเนินงานของบริษัทให้แก่คู่ค้า พร้อมเปิดพื้นที่ให้มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ระหว่างกัน นำไปต่อยอดเพื่อพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารด้วยนวัตกรรมที่ยั่งยืน (Sustainovation) ร่วมกับซีพีเอฟ เพื่อส่งมอบนวัตกรรมอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัยแก่ผู้บริโภคกว่า 50 ประเทศทั่วโลก งานนี้ยังเป็นเวทีแสดงความขอบคุณและยกย่องคู่ค้าที่มีผลงานโดดเด่น เพราะพันธมิตรคู่ค้าถือเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตอาหารคุณภาพและการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่ระดับสากล

ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ

ความสำเร็จของอุตสาหกรรมอาหารไทยเกิดขึ้นจากพลังของพันธมิตรทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่และรายย่อยที่ร่วมเติบโตไปด้วยกัน ซีพีเอฟจึงให้ความสำคัญกับการสนับสนุนและเพิ่มศักยภาพคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการความร่วมมือในหลากหลายมิติ ร่วมกับการลงพื้นที่พัฒนาร่วมกัน ยกระดับกระบวนการทำงานในทุกด้าน ทั้งด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี การจัดการพลังงาน และการปฏิบัติธุรกิจตามแนวทางความยั่งยืน รับผิดชอบต่อสังคมสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของคู่ค้าทั้งในประเทศและระดับโลก ร่วมกันผลักดันอุตสาหกรรมไทยก้าวสู่เวทีระดับสากล

นายประสิทธิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า “พลังของการผนึกกำลังกับพันธมิตรคู่ค้า ผ่านการแบ่งปันองค์ความรู้และการยกระดับธุรกิจด้วยนวัตกรรมที่ยั่งยืน ทำให้ซีพีเอฟและคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานก้าวทันเทรนด์โลก และสร้างความมั่นคงให้แก่อุตสาหกรรมอาหารไทยได้อย่างแท้จริง”

สำหรับงานในปีนี้ รางวัล Best Business Partner (CEO Award) เป็นรางวัลสูงสุดที่มอบให้คู่ค้าที่ผลการดำเนินงานที่โดดเด่นในทุกด้าน โดย กลุ่มสยามบรรจุภัณฑ์ ได้รับรางวัลนี้เป็นปีที่สองติดต่อกันในกลุ่มผู้ประกอบการขนาดใหญ่ กลุ่มสยามบรรจุภัณฑ์เป็นคู่ค้าที่ร่วมกับซีพีเอฟพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์อาหารยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ บริษัท ยิ่งไพศาล การเกษตร จำกัด ได้รับรางวัลในกลุ่มผู้ประกอบการ SME จากการผู้ผลิตกระเทียม พริก และหัวหอมที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ซึ่งมีความโดดเด่นในการร่วมพัฒนาศักยภาพเกษตรกรกว่า 2,000 รายในภาคเหนือยกระดับการเพาะปลูกได้มาตรฐานสากล ทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงขึ้น สามารถส่งมอบวัตถุดิบที่ปลอดภัยและตอบโจทย์ลูกค้า อีกทั้งยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรเครือข่ายได้อย่างมีนัยสำคัญ

ภายในงานยังมีการมอบรางวัลอื่น ๆ อาทิ รางวัล Rising Star สำหรับคู่ค้าที่มีพัฒนาการโดดเด่นแบบก้าวกระโดด รางวัล Best Quality and Supply สำหรับคู่ค้าที่มีความเป็นเลิศด้านคุณภาพและการส่งมอบ รางวัล Best Cost Competitiveness สำหรับคู่ค้าที่พัฒนาสินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่แข่งขันได้ รางวัล Best Sustainability สำหรับคู่ค้าที่ดำเนินธุรกิจบนแนวทางความยั่งยืน และรางวัล Best Innovation สำหรับคู่ค้าที่สร้างสรรค์นวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

ความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่างซีพีเอฟและพันธมิตรคู่ค้าเป็นรากฐานสำคัญของความสำเร็จ ในขณะเดียวกัน ซีพีเอฟจะยังคงเดินหน้าสนับสนุนคู่ค้าให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว โดยยึดหลักการเติบโตเคียงข้างกันไปสู่อนาคตของอาหารไทยบนเวทีโลก

“ปลาซัคเกอร์” จากปลาตู้ – สายมู – สู่ภัยเงียบของแหล่งน้ำ

0

ปลาซัคเกอร์ หรือ Suckermouth Fish เป็นปลาที่นิยมอยู่ในกลุ่มปลาตู้ หน้าตาให้ความรู้สึกถึงดึกดำบรรพ์ จุดเด่นที่สำคัญ คือชอบอยู่ใต้น้ำนิ่งๆ แทบไม่ขยับ ไม่รบกวนปลาตัวอื่นในตู้ กินอาหารตามพื้นตู้ ทำหน้าที่ดูดทำความสะอาดตู้ปลา คนทั่วไปรู้จักกันในชื่อว่า ปลาเทศบาล บางทีเรียกว่า ปลาภารโรง (Janitor fish) หรือ ปลาดูด ในวงการปลาสวยงาม ในช่วงเมื่อ 40 ปีก่อนปลาชนิดนี้ เป็นไอเท็ม “ของมันต้องมี” สำหรับวงการคนเลี้ยงปลาตู้ เรามักพบเห็นได้ทุกตู้ปลา ทุก 1 ตู้ต้องพบปลาซัคเกอร์อย่างน้อย 1 ตัว เหตุใดปลาชนิดนี้จึงหมดยุครุ่งเรือง และถูกกล่าวหาว่าเป็นปลาต่างถิ่นอีกหนึ่งชนิดที่กำลังคุกคามระบบนิเวศของแหล่งน้ำธรรมชาติไทยอย่างเงียบๆ
ปลาซัคเกอร์มาจากไหน ปลาชนิดนี้เป็นปลาที่มีถิ่นกำเนิด ทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้ แถบลุ่มน้ำอะเมซอน พบปลาชนิดนี้อยู่มาก จากข้อมูลหลายแหล่งรายงานว่าปลาชนิดนี้ถูกนำเข้ามาในประเทศไทยจากบราซิลประมาณปี 2520 ในกลุ่มปลาสวยงามเป็นปลาในวงศ์ Pterygoplichthys (Siluriformes: Loricariidae) มีหลากหลายสายพันธุ์ แต่ละพันธุ์มีสีสัน รูปลักษณ์แปลกตา

เหตุผลที่ทำให้ปลาซัคเกอร์ออกจากตู้ปลาไปอยู่แหล่งน้ำธรรมชาติ คือ แรกเริ่มที่นำเข้ามาเลี้ยงในปลาตู้มักมีขนาดเล็ก รักสงบ นอนนิ่งๆ อยู่ที่พื้นตู้ปลา แต่พอเลี้ยงไปไม่นาน ผู้เลี้ยงพบว่าปลาชนิดนี้โตเร็วกว่าที่เคยคิด ตัวใหญ่โตได้ถึง 2 ฟุต เริ่มใหญ่กว่าตู้ปลา แถมยังเป็นปลากินจุ กินเยอะ กินทุกอย่าง และที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบว่า ปลาซัคเกอร์มีนิสัยก้าวร้าว แม้จะนอนนิ่ง จะขยับตัวเมื่อจะกินอาหาร แต่ข้อเสียของมันเมื่อกินไม่อิ่ม หรืออาหารไม่พอ มันจะผุดนิสัยก้าวร้าวรุกราน ไล่ดูดกินเหงือกปลาชนิดอื่นในตู้แทน จึงกลายเป็นปลาที่ไม่พึงประสงค์ของผู้เลี้ยงอีกต่อไป ซัคเกอร์ตัวใหญ่จึงถูกนำไปทิ้งขว้างในคลองข้างบ้านแทน และผู้เลี้ยงปลาตู้ก็ไปซื้อปลาซัคเกอร์ตัวเล็กๆ มาเลี้ยงแทน เมื่อปลาขนาดใหญ่ขึ้นก็นำไปทิ้งหมุนเวียนเป็นวัฏจักรแบบนี้

อีกความจริงที่เกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ในช่วงเวลาหนึ่ง ปลาชนิดนี้ได้รับความนิยมในกลุ่มสายมู ใช้ปลาซัคเกอร์ หรือ เรียกกันว่า “ปลาดำราหู” ใช้ปล่อยสะเดาะเคราะห์ ก็เป็นอีกที่มา ที่ช่วยให้เกิดแพร่พันธุ์ปลาตัวนี้ในแหล่งน้ำธรรมชาติของบ้านเราแบบเร่งด่วน

จนถึงวันนี้นับเป็นเวลามากกว่า 40 ปีได้ ปลาที่ถูกปล่อยทิ้งในแหล่งน้ำได้ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว เพราะด้วยจุดแข็งของปลาเทศบาล คือ ความถึกทน อยู่ได้ทุกสภาพน้ำ แม้ในน้ำที่มีออกซิเจนน้อยจนปลาพื้นถิ่นก็ยังทนอยู่ไม่ได้ อย่างคลองน้ำเสีย ปลาเทศบาลก็ปรับตัวอยู่ได้ เป็นปลาที่กินอาหารได้ทุกประเภท กินดะ ทั้งเนื้อ ทั้งพืช ดูดกินทั้งตะไคร่น้ำ เนื้อ ไส้เดือน ไข่ปลา รวมถึงลูกปลา

อีกความจริงที่ทำให้ปลานี้ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว ปลาเทศบาลจะวางไข่ในโพรงดิน และมีตัวผู้คอยเฝ้าไข่ที่วางไว้ในโพรงอย่างอดทน จึงทำให้ไม่มีศัตรูมากินไข่ และแหล่งน้ำบ้านเราไม่มีปลาล่าตามธรรมชาติ แตกต่างจากแหล่งน้ำในถิ่นกำเนิดของปลาที่มีปลาผู้ล่าจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้ปลาซัคเกอร์จึงขยายพันธุ์จำนวนประชากรได้อย่างรวดเร็ว

จนปัจจุบัน การปล่อยทิ้งโดยปราศจากการควบคุม หรือการจัดการอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ปลาซัคเกอร์พบอยู่เป็นจำนวนมากเต็มไปหมด ได้ครอบครองอาณาจักรแหล่งน้ำในธรรมชาติหลายแห่ง ส่งผลกระทบให้ระบบนิเวศเสียหาย จากนิสัยกินเก่งจึงแย่งกินอาหารและที่อยู่อาศัยของปลาพื้นถิ่น และด้วยนิสัยขุดโพรงเพื่อวางไข่ ก็มีส่วนทำพื้นแหล่งน้ำธรรมชาติเสียหาย และความจริงอีกประการ คือ นอกจากมีนิสัยก้าวร้าวแล้ว ตัวปลาซัคเกอร์มีเกร็ดเป็นเกราะที่แข็งแรง หลายประเทศที่ถูกปลาชนิดนี้รุกรานสร้างปัญหาเหมือนประเทศไทยเรา เรียกชื่อมันว่า ปลาหุ้มเกราะ ((Suckermouth armed catfish) และการชอบอยู่ติดพื้นน้ำ ทำให้กำจัดยาก ปลาซัคเกอร์จึงเป็นปลาตู้ที่กำลังคุกคามระบบนิเวศของไทยมาอย่างเงียบๆ เป็นทศวรรษ

ดร.สหภพ ดอกแก้ว รองหัวหน้าภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ออกมายืนยัน ปลาซัคเกอร์เป็นปลาต่างถิ่นสายพันธุ์รุกรานอีกชนิดหนึ่งที่มาจากวงการปลาสวยงาม เมื่อกว่า 40 ปีก่อน วันนี้เจอว่าได้กระจายพันธุ์ไปมาก สามารถพบเห็นปลาชนิดนี้ในแหล่งต้นน้ำอีกด้วย แม้ว่าจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความพยายามที่จะกำจัดแต่ยังกำจัดได้ยาก เพราะปลาชอบอยู่ตามพื้นดินใต้ท้องน้ำ มองเห็นยาก แถมเนื้อของปลาชนิดนี้ยังไม่เป็นที่นิยม เพราะเนื้อมีน้อย ลำตัวเป็นเกราะแข็ง ไม่เหมาะนำไปทำอาหารสัตว์เพราะมีค่าโปรตีนน้อย

นอกจากประเทศไทยแล้ว ปลาซัคเกอร์ยังคุกคามระบบนิเวศในหลายประเทศทั่วโลก อาทิ อินเดีย ในรัฐอันธรประเทศ บังคลาเทศ และอีกหลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญ ที่เริ่มต้นจาก “ปลาตู้น่ารัก ๆ” และถูกนำปล่อยในแหล่งน้ำธรรมชาติ กลับกลายเป็นภัยเงียบที่ทำลายสมดุลระบบนิเวศได้อย่างคาดไม่ถึง จึงเป็นอีกกรณีศึกษาที่บ่งชี้ว่า การนำเข้าปลาต่างถิ่นในวงการปลาสวยงาม ควรต้องมีการสร้างความตระหนักรู้ และระบบกำกับดูแล ตรวจสอบ และบริหารจัดการอย่างรับผิดชอบตั้งแต่ต้นทางจนถึงผู้เลี้ยงปลายทาง

บจ. mai รายงานผลการดำเนินงาน ไตรมาส 3/2568 ยอดขายรวม 5 หมื่นล้านบ. กำไรสุทธิ 620 ล.

0

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียนใน mai จำนวน 222 บริษัท คิดเป็น 97% จากทั้งหมด 229 บริษัท (ไม่รวมบริษัทในกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน หรือ NC และบริษัทที่ปิดงบไม่ตรงงวด) นำส่งผลการดำเนินงาน โดยไตรมาส 3 ของปี 2568 เปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน มียอดขายรวม 50,719 ล้านบาท ลดลง 5.6% ต้นทุนขาย 37,206 ล้านบาท ลดลง 7.3% กำไรขั้นต้น 13,514 ล้านบาท ลดลง 0.7% โดยมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 0.1% ส่งผลให้มีกำไรจากการดำเนินงาน 3,232 ล้านบาท ลดลง 3.0% และมีกำไรสุทธิรวม 620 ล้านบาท ลดลง 10.9% ทั้งนี้ หากพิจารณาความสามารถในการทำกำไรพบว่า บจ. มีอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) เพิ่มขึ้นจาก 25.3% เป็น 26.6% ขณะที่อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (OPM) เพิ่มขึ้นจากระดับ 6.2% มาอยู่ที่ระดับ 6.4% ส่วนอัตรากำไรสุทธิ (NPM) ลดลงเล็กน้อยจาก 1.3% เป็น 1.2% ตามลำดับ

สำหรับผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปี 2568 เปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน มียอดขายรวม 151,127 ล้านบาท ลดลง 3.6% ต้นทุนขาย 111,422 ล้านบาท ลดลง 4.0% กำไรขั้นต้น 39,705 ล้านบาท ลดลง 2.2% โดยมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 2.2% ส่งผลให้มีกำไรจากการดำเนินงาน 9,702 ล้านบาท ลดลง 13.5% และมีกำไรสุทธิรวม 3,722 ล้านบาท ลดลง 38.9%

“ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนปี 2568 บจ. มียอดขายและกำไรสุทธิลดลง โดยสาเหตุหลักของการลดลงของผลการดำเนินงาน เกิดจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บจ. บางแห่งมีการส่งมอบโครงการตามสัญญาเกือบจะครบแล้ว บางแห่งมีการตั้งสำรองการลดลงของสินทรัพย์ทางการเงินและด้อยค่าเงินลงทุน ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับผลประกอบการรวมของ บจ. ใน mai อย่างไรก็ดี ยังมี 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่โดดเด่นสามารถรักษาการเติบโตของยอดขาย ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มบริการ และกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร โดยกลุ่มบริการมีการเติบโตของกำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิอีกด้วย” นายประพันธ์กล่าว

ด้านฐานะทางการเงิน บจ. mai มีสินทรัพย์รวม 328,167 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% จากสิ้นปี 2567 และโครงสร้างเงินทุนรวมยังอยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแรง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio) อยู่ที่ 0.79 เท่า ใกล้เคียงกับสิ้นปี 2567

ปัจจุบันมี บจ. ใน mai 229 บริษัท (ข้อมูล ณ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568) ดัชนี mai ปิดที่ระดับ 214.32 จุด มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (market capitalization) อยู่ที่ 211,347.63 ล้านบาท มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 572.86 ล้านบาทต่อวัน

งานวิจัยชิ้นเดียว…อย่าด่วนตัดสินปลาหมอคางดำ

0

เกือบสองปีแล้วที่สังคมไทยตั้งคำถามว่า “ปลาหมอคางดำ” ที่กระจายไปหลายจังหวัด มาจากที่ไหน? นำเข้ามาครั้งเดียว หรือหลายครั้ง? และบริษัทที่เกี่ยวข้องเป็นต้นทางจริงหรือไม่? คำถามเหล่านี้ จำเป็นต้องตรวจสอบอย่างละเอียดและได้รับยอมรับ

แม้จะมีงานวิจัยของกรมประมงชิ้นหนึ่งที่ถูกอ้างถึงบ่อยๆ ว่า “ดีเอ็นเอ ของปลาหมอคางดำในไทยน่าจะมาจากแหล่งเดียวกัน” แต่ในความจริงเรายังไม่มีหลักฐานทางพันธุกรรมที่ชัดเจนพอจะยืนยันข้อสรุปนี้ได้ โดยงานวิจัยดังกล่าวพบว่า ค่าความหลากหลายของ haplotype (Hd) บางพื้นที่ค่อนข้างสูง แต่ความแตกต่างเชิงลึกของลำดับนิวคลีโอไทด์ (Pi) ต่ำมาก แปลว่ามี “หลายแบบแต่คล้ายกันมาก” ซึ่งตีความได้หลายอย่าง ไม่ใช่เฉพาะกรณี “นำเข้ามาครั้งเดียว”

ผลการตีความจากงานชิ้นเดียว ไม่อาจตอบคำถามระดับประเทศได้ครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศไทยยังไม่มีฐานข้อมูลพันธุกรรมปลาหมอคางดำที่เป็นมาตรฐานสากล และยังไม่เคยมีหน่วยงานกลางรับรองข้อมูลงานวิจัยอย่างเป็นทางการ

การพิสูจน์ดีเอ็นเอของสัตว์ต่างถิ่น (Invasive species) ไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบด้านและทำซ้ำหลายรอบเพื่อความแม่นยำและไม่ผิดพลาด หากแต่บทความวิจัยที่ถูกกล่าวถึงมีข้อจำกัดสำคัญ 5 ประการ ที่สังคมควรรับรู้ คือ

  1. ใช้เครื่องหมายพันธุกรรมเพียงชนิดเดียว (mtDNA – D-loop) เนื่องจาก mtDNA บอกข้อมูลเฉพาะ “สายแม่” ไม่ครอบคลุมโครงสร้างประชากรทั้งหมด และไม่พอสำหรับการยืนยันต้นทางของประชากร
  2. จำนวนตัวอย่างน้อยไปเพียง 125 ตัว ไม่ครอบคลุมพื้นที่ที่ปลาหมอคางดำระบาดทั้งหมด ทำให้ภาพรวมอาจคลาดเคลื่อน
  3. ไม่ได้ใช้ marker ที่ให้ข้อมูลลึก เช่น microsatellite หรือ SNP ซึ่งเครื่องหมายเหล่านี้จำเป็นต่อการแยกประชากรย่อย และตรวจสอบว่ามีการนำเข้าหลายครั้งหรือไม่
  4. ไม่มีตัวอย่างจาก “ต้นทางต่างประเทศ” มาเปรียบเทียบ หากไม่มี reference จากประเทศที่ถูกอ้างว่าเป็นแหล่งนำเข้า ก็ไม่สามารถระบุต้นกำเนิดได้เด็ดขาด
  5. การตีความ Hd สูงแต่ Pi ต่ำ ต้องวิเคราะห์เชิงลึกมากกว่าแค่ค่าตัวเลข ซึ่งจำเป็นต้องใช้การวิเคราะห์โครงสร้างประชากร เช่น Bayesian clustering เพื่อยืนยันว่ามาจากแหล่งเดียวหรือหลายแหล่ง

ดังนั้น การอ้างผลวิจัยเบื้องต้นเพียงชิ้นเดียวและด่วนสรุปไปชี้นำสังคม โดยที่ “ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ยังไม่ยืนยัน” อาจทำให้เกิดผลกระทบหลายด้าน โดยเฉพาะการสร้างความเข้าใจผิดให้กับสาธารณะ

นอกจากนี้ ยังไม่มีข้อมูลทางพันธุกรรมที่รับรองโดยหน่วยงานกลาง ว่าปลาหมอคางดำที่ถูกส่งออกโดย 11 บริษัทไทย มีต้นทางพ่อแม่พันธุ์มาจากประเทศใดกันแน่

สิ่งที่ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งดำเนินการตอนนี้ เพื่อสร้างความกระจ่างให้กับกรณีปลาหมอคางดำ และพิสูจน์ความจริงในประเด็นนี้อย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่าย คือ

  1. สร้างฐานข้อมูลพันธุกรรมปลาหมอคางดำที่เป็นมาตรฐานสากล ทั้งจากประเทศไทยและประเทศต้นทาง
  2. การตรวจสอบซ้ำโดยใช้หลายเครื่องหมายพันธุกรรม เช่น microsatellite และ SNP เพื่อให้ผลแม่นยำและตรวจสอบได้
  3. หาหน่วยงานกลางที่น่าเชื่อถือรับรองผลวิจัย เพื่อให้สังคมมั่นใจว่าข้อสรุปเป็นกลางและตรวจสอบได้จริง
  4. การสื่อสารข้อมูลอย่างโปร่งใส ไม่ชี้นำก่อนมีหลักฐานเพียงพอ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลหรือองค์กรใดโดยไม่จำเป็น ความจริงต้องอาศัย “ข้อมูลที่ตรวจสอบได้” ไม่ใช่ความเชื่อหรือแรงกดดันทางสังคม

กรณีปลาหมอคางดำเป็นตัวอย่างชัดเจนว่าผลการวิจัยหนึ่งชิ้น ไม่ว่าจะด้วยวัตถุประสงค์ใดก็ตาม ไม่ควรเป็นคำตอบสุดท้ายของทั้งประเทศ หากแต่การใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แม่นยำ โปร่งใส และผ่านการตรวจสอบจากหลายฝ่าย จะช่วยให้สังคมเข้าใจด้วยข้อเท็จจริง ช่วยคลี่คลายข้อสงสัยได้อย่างสันติ และยุติธรรมกับทุกฝ่าย

ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญกับการใช้ “ข้อมูลพันธุกรรมที่ได้รับการรับรอง” เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏอย่างถูกต้อง ไม่ใช่การด่วนสรุปจากผลการศึกษาเบื้องต้นที่อาจทำให้สังคมหลงทาง ความจริงทางวิทยาศาสตร์ต้องมาจากข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่จากงานวิจัยเพียงชิ้นเดียว.

เอไอเอส มอบสิทธิ์ซ่อมเครื่อง–เปลี่ยนหน้าจอมือถือและแท็บเล็ต ฟรี ผ่านบริการ AIS Care+ แบ่งเบาภาระลูกค้าผู้ประสบภัยน้ำท่วมใต้

0

จากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดภาคใต้ที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน เอไอเอสตระหนักดีว่าการสื่อสารคือสิ่งจำเป็นในยามวิกฤต จึงได้ส่งต่อความห่วงใยไปยังลูกค้าในพื้นที่ประสบภัย ด้วยการมอบสิทธิ์ดูแลอุปกรณ์สื่อสาร มือถือ และแท็บเล็ตเป็นกรณีพิเศษให้กับลูกค้าในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ฟรี 1 ครั้ง ระหว่างวันที่ 1–31 ธันวาคม 2568 โดย เปลี่ยนหน้าจอ และซ่อมตัวเครื่องฟรี พร้อมบริการรับส่งเครื่องซ่อมถึงบ้านฟรี ไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

สิทธิพิเศษดังกล่าว เป็นบริการพิเศษสำหรับลูกค้าที่ใช้บริการ AIS Care+ (รวมถึงบริการ AIS Care+ with Apple Care Services และ AIS Care+ with Samsung Care Services) ที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งมือถือหรือแท็บเล็ตอาจได้รับความเสียหาย อาทิ เครื่องจมน้ำ หน้าจอชำรุด เปิดไม่ติด เสียงลำโพงหรือไมโครโฟนมีปัญหา หรือโครงสร้างตัวเครื่องเสียหาย โดยมาตรการดังกล่าวนับเป็นการขยายการดูแลเพิ่มเติมจากเงื่อนไขปกติของบริการ AIS Care+ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระด้านทรัพย์สิน โดยเอไอเอสเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมทั้งหมด เพื่อทำให้ลูกค้ายังคงติดต่อประสานงานกับคนสำคัญได้อย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

ลูกค้าที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบและต้องการใช้สิทธิ์ สามารถติดต่อขอรับการดูแลได้ผ่าน LINE @AISCarePlus หรือศูนย์บริการ AIS Care+ โทร. 098-585-1175 ทุกวัน เวลา 09.00–20.00 น. โดยจะมีการตรวจสอบสิทธิ์ตามข้อมูลการลงทะเบียนและพื้นที่ประสบภัย

รู้เก็บรู้ออม : ESG สร้างโอกาสธุรกิจ!!

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง" หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

เป็นเวลานานพอสมควรที่นักลงทุนรู้จักคำว่า ESG จากที่หลายคนเคยมองว่า เป็นแค่กระแสประเดี๋ยวประด๋าว หุ้นที่ชูเรื่อง ESG เป็นเพียงหุ้นรางวัลหรือหุ้นโลกสวย แต่ไม่ได้ทำกำไรจากการลงทุนให้สักเท่าไร ซึ่งปัจจุบันเป็นที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า หุ้นยั่งยืนเป็นเทรนด์การลงทุนของโลกสมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และมีธรรมาภิบาล

หุ้นยั่งยืน ได้ผ่านกาลเวลาที่เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นคุณค่าของแนวทางการลงทุนแบบยั่งยืน จากเดิมที่นักลงทุนอาจกังวลเรื่องการเข้มข้นของกฎระเบียบ ประเด็นสิ่งแวดล้อมที่สูงขึ้นทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศอย่าง IFRS S1 และ S2, กฎหมายด้านสภาพอากาศอย่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM)

จนมองว่าเป็นอุปสรรคของการดำเนินงาน หรือทำให้ต้นทุนดำเนินงานของบริษัทเพิ่มสูงขึ้น แต่มีตัวอย่างของผู้ประกอบการหลายรายที่แสดงให้เห็นว่า หากปรับตัวได้เร็วจะสามารถพลิกความเสี่ยงเหล่านี้ให้เป็นโอกาส

SET investNow ได้รวบรวมตัวอย่างธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในการสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจจาก ESG “คุณนายพารวย” เห็นว่า น่าจะทำให้นักลงทุนหรือคนทั่วไปเห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้นว่า บริษัทจดทะเบียน หรือผู้ประกอบการที่ปรับตัวได้เร็ว จะสร้างศักยภาพและโอกาสทองอย่างไรบ้าง จึงขอนำมาถ่ายทอดเล่าสู่กันฟัง

มีโชว์เคสที่น่าสนใจจากธุรกิจในหลายอุตสาหกรรมที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีปรับตัวสู่ความยั่งยืน อย่างศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (STA) ที่พัฒนาแอปฯติดตามย้อนกลับที่มาของยางได้ทุกขั้นตอน ตั้งแต่หน้าสวนยางจนถึงโรงงาน เป็นไปตามมาตรฐานยุโรปที่กำหนดว่าสินค้าที่จะวางขายในยุโรปต้องไม่มาจากการทำลายป่า ทำให้ STA คว้าออเดอร์ในยุโรป และมีกำไรสุทธิได้ถึง 627 ล้านบาทในไตรมาสที่ 2 ปี 67

อีกรายเป็นบริษัทเจ้าของแบรนด์ชุดชั้นใน ซาบีน่า (SABINA) ที่ใช้แนวคิดองค์กรแบบ Lean Enterprise เพิ่มมูลค่า และลดของเสีย สามารถวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าได้แม่นยำและลดขั้นตอนการผลิตโดยที่ปริมาณการผลิตสินค้าเท่าเดิม ช่วยลดค่าไฟได้ถึงปีละ 2 ล้านบาท

รวมถึง ไทยคม (THCOM) ที่ใช้ดาวเทียมร่วมกับ AI ช่วยดูแลโลก พัฒนาแพลตฟอร์ม ช่วยคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงแล้งหรือน้ำท่วม, Carbonwatch ติดตามการดูดซับคาร์บอน ช่วยคำนวณการลดคาร์บอนของรัฐและเอกชน THCOM ตั้งเป้ารายได้จากดาวเทียมและ AI จะโตถึง 20% ของรายได้ทั้งหมด

หรือ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ที่ปล่อยกู้ให้กับธุรกิจสีเขียวกว่า 7.3 หมื่นล้านบาท และตั้งบริษัทลูกคือ เคไคลเมท 1.5 ให้บริการเป็นที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมแก่ภาคธุรกิจ ทั้งพลังงานสะอาด และการลดก๊าซเรือนกระจก

ที่กล่าวมาเป็นแค่น้ำจิ้ม ยังมีโชว์เคสอีกหลายสิบรายที่แสดงให้เห็นว่า การลงทุนใน ESG ไม่ใช่แค่ต้นทุน แต่เป็นการลงทุนในอนาคต เป็นกลยุทธ์สำคัญที่นำไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืนและผลตอบแทนธุรกิจที่แข็งแกร่ง แสดงถึงศักยภาพในการแข่งขัน และการจัดการ ความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ที่ผู้ประกอบการได้รับประโยชน์จากต้นทุนการเงินที่ต่ำกว่า

ส่วนนักลงทุนก็สามารถใช้เป็นเกณฑ์ร่วมกับปัจจัยอื่น เช่น ผลดำเนินงาน สถานะการเงินและกลยุทธ์ระยะยาว เพื่อวิเคราะห์และคัดกรองหุ้นที่ดีเก็บสะสมในพอร์ตลงทุน!!

คุณนายพารวย

เอไอเอส ร่วมกับ กสทช. ดูแลลูกค้าภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย มอบเน็ต–โทรฟรีเพิ่ม พร้อมขยายระยะเวลาการใช้งาน ให้ติดต่อสื่อสารในช่วงวิกฤต

0

เอไอเอส ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เดินหน้าดูแลลูกค้าในพื้นที่ภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง โดยขยายมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมจากเดิม เพื่อให้ลูกค้าสามารถติดต่อสื่อสารได้อย่างไม่ติดขัดในช่วงเวลาวิกฤต ทั้งลูกค้าระบบเติมเงินและรายเดือน ครอบคลุมพื้นที่เดิมที่ได้รับสิทธิและยังคงได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง มาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมในครั้งนี้ ได้แก่

1. มอบเน็ตฟรี 10GB + โทรฟรี 100 นาที นาน 15 วัน ถึง 12 ธ.ค. 68 : สำหรับลูกค้าระบบเติมเงินและรายเดือน เริ่มใช้งานอัตโนมัติทันที โดยลูกค้าไม่ต้องกดรับสิทธิ์ โดยจะได้รับ SMS ยืนยันการได้รับสิทธิ์ดังกล่าว

2. ขยายระยะเวลาการใช้งานเพิ่มอีก 30 วัน : ขยายวันใช้งานออกไปเพิ่ม 30 วัน สำหรับลูกค้ามือถือระบบเติมเงิน และขยายเวลาชำระค่าบริการออกไป 30 วัน เพื่อไม่ให้บริการสะดุดสำหรับลูกค้ามือถือระบบรายเดือน และลูกค้าเน็ตบ้าน AIS 3BB FIBRE 3

การขยายการดูแลในครั้งนี้ เป็นส่วนต่อเนื่องจากมาตรการที่เอไอเอสได้เร่งดำเนินการไปก่อนหน้า ซึ่งได้มอบเน็ตและค่าโทรฟรีให้กับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบแล้ว เพื่อให้การสื่อสารเป็นไปได้อย่างราบรื่น ช่วยให้ลูกค้าสามารถติดต่อประสานงานและติดตามสถานการณ์ได้ตลอดเวลา

ไทยคม–เอไอเอส หนุนกระทรวงสาธารณสุข เสริมระบบสื่อสาร รพ.สนามที่หาดใหญ่ 8 แห่ง รองรับผู้ป่วยน้ำท่วม

0

เอไอเอส ผนึกกำลัง ไทยคม ระดมสรรพกำลังเทคโนโลยีดาวเทียมและโครงข่ายสื่อสาร ลงพื้นที่ภาคใต้ หนุนกระทรวงสาธารณสุข เสริมระบบสื่อสารในช่วงวิกฤตอุทกภัย รุดเสริมศักยภาพเครือข่ายและอินเทอร์เน็ตให้โรงพยาบาลสนามที่หาดใหญ่ จำนวน 8 แห่ง ได้แก่ หอประชุมอาคารอเนกประสงค์ สนามบินหาดใหญ่, โรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์, หอประชุมเทศบาลนครหาดใหญ่, บริเวณลานบริษัทหาดทิพย์, โรงเรียนเทศบาลวัดคลองแห, โรงเรียนเทศบาล 4 วัดคลองเรียน, โรงพยาบาลรัตภูมิ และโรงพยาบาลหาดใหญ่ สนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของหน่วยแพทย์ เจ้าหน้าที่ภาคสนาม และการช่วยเหลือประชาชนในภาวะวิกฤตได้อย่างเต็มศักยภาพ ตอกย้ำความห่วงใยและความมุ่งมั่นยืนหยัดเคียงข้างพี่น้องประชาชนในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

พร้อมกันนี้ คณะผู้บริหาร AIS พร้อมด้วยทีมวิศวกรและพนักงานจากส่วนกลาง ลุยลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อช่วยเหลือและให้กำลังใจประชาชนและพนักงานในพื้นที่ โดยตรวจสอบคุณภาพสัญญาณโครงข่ายสื่อสาร และวางแผนแนวทางฟื้นฟูต่อไป ท่ามกลางภาวะอุทกภัยในหลายจุดของอำเภอหาดใหญ่ แม้สถานการณ์น้ำท่วมจะเริ่มคลี่คลายลง โดยระดับน้ำลดลงในบางพื้นที่แล้ว แต่การเข้าช่วยเหลือยังคงมีข้อจำกัด เนื่องจากบางเส้นทางถูกปิดกั้นจากรถที่ประสบภัยและสภาพจราจรที่ยากต่อการเข้าถึง ทำให้ต้องเร่งประสานและลงพื้นที่อย่างรอบด้านเพื่อให้การสนับสนุนเป็นไปอย่างเต็มกำลัง

เมืองไทยประกันชีวิตและมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม ระดมจิตอาสาจัดถุงยังชีพ ส่งต่อกำลังใจช่วยผู้ประสบอุทกภัย ภาคกลางและภาคใต้

0

เมืองไทยประกันชีวิต และมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม ได้เชิญชวนคณะผู้บริหารและพนักงานจิตอาสาร่วมกันจัดถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็น รวมจำนวนกว่า 5,000 ชุด เพื่อส่งมอบความช่วยเหลือและกำลังใจให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้ สะท้อนถึงความตั้งใจในการเป็นพลังสนับสนุนสังคมไทยในยามวิกฤต

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บริษัทฯ ตระหนักดีว่าสถานการณ์น้ำท่วมส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนจำนวนมาก เมืองไทยประกันชีวิตและมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม จึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนดังกล่าว การระดมจิตอาสามาร่วมจัดถุงยังชีพ คือ พลังแห่งความห่วงใยที่เราอยากส่งต่อให้พี่น้องประชาชนทุกคน เราพร้อมยืนเคียงข้างสังคมไทยและพร้อมช่วยเหลือในทุกช่วงเวลาที่จำเป็น”

สำหรับที่ผ่านมาในภาคกลาง บริษัทฯ มอบถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็นที่จัดเตรียมในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งได้ส่งมอบผ่านภาครัฐ เพื่อให้การช่วยเหลือสามารถเข้าถึงประชาชนที่กำลังประสบความเดือดร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุด เพื่อให้ความช่วยเหลือถูกกระจายไปถึงผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว ครอบคลุมและทั่วถึงที่สุด  โดยส่งมอบผ่าน นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อให้กระทรวงฯ นำไปมอบต่อแก่

  • ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุวาสนะเวศม์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  • สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดที่ประสบอุทกภัย ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง ชัยนาท และอุทัยธานี

พร้อมกันนี้ เมืองไทยประกันชีวิตและมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม มีแผนที่จะร่วมลงพื้นที่ใน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดอ่างทอง จังหวัดชัยนาท และจังหวัดอุทัยธานี เพื่อส่งต่อถุงยังชีพและกำลังใจให้แก่ประชาชนที่กำลังเผชิญภาวะน้ำท่วม โดยทีมงานได้พูดคุย รับฟัง และให้กำลังใจแก่ชาวบ้านในแต่ละชุมชน เพื่อให้ทุกคนรู้สึกว่ามีคนคอยอยู่เคียงข้าง พร้อมช่วยเหลือและเป็นพลังสนับสนุนในช่วงเวลาที่ลำบากนี้

นอกจากนี้ในสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในภาคใต้ เมืองไทยประกันชีวิตและมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม ยังได้มอบถุงยังชีพไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยในเบื้องต้นได้เร่งส่งความช่วยเหลือไปยังอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งกำลังเผชิญภาวะน้ำท่วมอย่างหนักในขณะนี้ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเร่งด่วน พร้อมส่งต่อกำลังใจให้แก่ผู้ประสบภัย ตลอดจนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ เพื่อให้ทุกคนสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้อย่างปลอดภัยและเร็วที่สุด   สำหรับในจังหวัดอื่นที่ได้รับความเดือดร้อน บริษัทฯ ได้เร่งมอบความช่วยเหลือต่อไปอย่างเร็วที่สุด

โดยทำการส่งมอบผ่านศูนย์อำนวยการช่วยเหลือเครือข่ายวายุภักษ์ กระทรวงการคลัง  มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ   รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย นางสาววสุมดี วสีนนท์ รองเลขาธิการ ด้านกำกับคนกลางและประกันภัยภูมิภาค สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยร่วมรับมอบ ณ อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง

รวมถึงการลงพื้นที่โดยจิตอาสาเมืองไทยประกันชีวิต ที่เดินทางไปส่งมอบและกระจายถุงยังชีพให้กับประชาชนที่เดือดร้อนในพื้นที่โดยตรง  ด้วยการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานในจังหวัด เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยอย่างตรงจุด

การดำเนินการในครั้งนี้สะท้อนเจตนารมณ์ของเมืองไทยประกันชีวิตและมูลนิธิเมืองไทยยิ้มในการทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่มุ่งมั่นดูแลประชาชนอย่างต่อเนื่อง ด้วยหัวใจแห่งความเข้าใจ และความพร้อมที่จะลงมือช่วยเหลืออย่างแท้จริง เพื่อให้ทุกชุมชนสามารถก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างเข้มแข็งและมั่นคง

AIS ผสานกำลัง กอช. ชวนคนไทยออมเงินผ่านแอป myAIS เริ่มต้นเพียง 50 บาท เสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินในวัยเกษียณ พร้อมลุ้นโชคใหญ่และของรางวัล

0

AIS ร่วมกับ กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เดินหน้าขับเคลื่อนสังคมไทยสู่สังคมแห่งการออมอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างหลักประกันทางการเงินในวัยเกษียณให้กับกลุ่มแรงงานอิสระและประชาชนทั่วไป ผ่านช่องทางดิจิทัลที่เข้าถึงง่าย สะดวก และปลอดภัยบนแอปพลิเคชัน myAIS ภายใต้แนวคิด “ออมวันนี้ เพื่อเกษียณมั่นคงในวันหน้า” เปิดโอกาสให้คนไทยเริ่มต้นออมได้ง่าย ๆ เพียง 50 บาท พร้อมรับสิทธิประโยชน์จาก กอช. และลุ้นรับของรางวัลสุดพิเศษจาก AIS ตอกย้ำบทบาทของภาคเอกชนที่ร่วมพัฒนาสังคม ส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงระบบการออมภาครัฐได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว และสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ

นางสาวจารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) กล่าวว่า “กอช. เป็นองค์กรหลักในการส่งเสริมและขับเคลื่อนการออมภาคสมัครใจสำหรับแรงงานนอกระบบทั่วประเทศ ครอบคลุมกลุ่มผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ค้าขาย และผู้ประกอบอาชีพอิสระ ตลอดจน นักเรียน นักศึกษา ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ร่วมออมเงินกับ กอช. เพียงวันละ 10 บาท ส่งออมกับ กอช. เดือนละ 300 บาท ในเดือนถัดไปรัฐจะช่วยสมทบให้ 150 บาท (อายุ 15 – 30 ปี สมทบ 50 % สูงสุดไม่เกินปีละ 1,800 บาท) และเมื่อจบการศึกษา หรือเข้าทำงานในระบบ เป็นข้าราชการ หรือพนักงานบริษัทเอกชน สิทธิการเป็นสมาชิก กอช. ยังคงอยู่ สามารถส่งเงินออมต่อเนื่องกับ กอช. และสามารถนำไปลดหย่อนภาษีประจำปีได้”

ด้าน นางสาวโอปอล เลิศอุทัย หัวหน้าฝ่ายงานประสบการณ์และความผูกพันลูกค้า AIS กล่าวว่า “AIS ในฐานะผู้นำโครงข่ายอัจฉริยะและดิจิทัลไลฟ์แพลตฟอร์ม มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐกับประชาชน ผ่านช่องทางดิจิทัลที่ปลอดภัยและเข้าถึงง่าย อย่างแอปพลิเคชัน myAIS ที่เข้าถึงลูกค้าเอไอเอสมากกว่า 51.5 ล้านราย ครอบคลุมทุกช่วงวัยและอาชีพ ตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา พ่อค้าแม่ค้า เกษตรกร ไปจนถึงแรงงานอิสระ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของ กอช. ทำให้เป็นแพลตฟอร์มที่มีศักยภาพสูงในการสื่อสารและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด เพื่อส่งต่อโอกาสในการออมได้อย่างเหมาะสม ทั่วถึง เท่าเทียม อีกทั้งยังสะท้อนบทบาทของภาคเอกชนในการขับเคลื่อนความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสังคมไทย

ความร่วมมือกับ กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของการดำเนินการร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการร่วมพัฒนาสังคม สร้างวินัยทางการเงิน ผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมแห่งการออมอย่างยั่งยืน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้น ด้วยการสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวผ่านการออมเพื่อการเกษียณ ให้ประชาชนมีเงินบำนาญและความมั่นคงในอนาคต”

“โดยการออมเงินกับ กอช. เริ่มต้นออมอายุระหว่าง 15 – 60 ปี เพียง 50 บาทต่อครั้ง สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี พร้อมรับเงินสมทบจากรัฐสูงสุดถึง 100% ตามช่วงอายุ ดังนี้

อายุ 15 – 30 ปี รัฐสมทบให้ 50% ของเงินออม แต่ไม่เกิน 1,800 บาทต่อปี

อายุ >30 – 50 ปี รัฐสมทบให้ 80% ของเงินออม แต่ไม่เกิน 1,800 บาทต่อปี

อายุ >50 – 60 ปี รัฐสมทบให้ 100% ของเงินออม แต่ไม่เกิน 1,800 บาทต่อปี

กอช. ยังคงมุ่งเน้นการสร้างความตระหนักรู้เรื่องการออม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ให้กับกลุ่มแรงงานนอกระบบเมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงของกลุ่มเป้าหมายในรูปแบบออนไลน์มากขึ้น และด้วยศักยภาพในการเข้าถึงผู้ใช้งานจำนวนมากของ AIS ในรูปแบบบริการออนไลน์ผ่านแอป myAIS ที่ครอบคลุมผู้ใช้งานทั่วประเทศ รวมถึงความหลากหลายในสาขาอาชีพ จึงเชื่อมั่นได้ว่าสมาชิก กอช. รวมถึงกลุ่มเป้าหมาย จะสามารถเข้าถึงบริการทางการเงิน ตลอดจนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ด้านการออมได้อย่างต่อเนื่องและทั่วถึงต่อไป” นางสาวจารุลักษณ์ กล่าวเสริม

บริการออมเงินกับ กอช. บนแอป myAIS ช่วยอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถ “สมัครสมาชิก เปิดบัญชีออมเงิน เช็กยอด และบริหารการออม” ได้ง่าย ๆ ทุกที่ ทุกเวลา สามารถเริ่มต้นออมเงินได้ตั้งแต่ 50 บาท พร้อมตรวจสอบยอดเงินออมสะสมด้วยตนเองได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยรัฐจะสมทบเงินเพิ่ม 50-100% ตามอายุ สูงสุด 1,800 บาท/ปี
ช่วยให้เงินออมเติบโตเร็วขึ้น อีกทั้งยังสามารถยื่นเพื่อลดหย่อนภาษีได้เต็มจำนวน สูงสุด 30,000 บาท/ปี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนภาษีควบคู่ไปกับการออม และเมื่ออายุครบ 60 ปี จะได้รับบำนาญรายเดือนตลอดชีพ ยิ่งออมมาก ยิ่งมีสิทธิ์ได้รับเงินบำนาญสูงขึ้น ช่วยสร้างหลักประกันความมั่นคงของชีวิตในวัยเกษียณ

นอกจากนี้ เพื่อส่งเสริมให้คนไทยเริ่มต้นออมเงินอย่างต่อเนื่อง AIS ยังมอบโอกาสพิเศษให้ลูกค้าได้สิทธิ์ลุ้นรับทองคำและของรางวัลอีกมากมาย เมื่อสมัคร เชื่อมบัญชี หรือออมเงินกับ กอช. ผ่านแอป myAIS ตั้งแต่วันนี้ – 15 กุมภาพันธ์ 2569 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ais.th/consumers/lifestyle/apps-and-services/nsf-saving-lucky-draw

อย่างไรก็ตาม สำหรับความร่วมมือนี้ AIS ยังต่อยอดบริการร่วมกับ กอช. เพิ่มเติม โดยอยู่ระหว่างการพัฒนาให้แอป myAIS เป็นช่องทางจำหน่าย “สลาก กอช.” หรือ “หวยเกษียณ” เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้า AIS สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์การออมรูปแบบใหม่ของภาครัฐได้สะดวกและครอบคลุมยิ่งขึ้น คาดว่าจะพร้อมให้บริการเร็ว ๆ นี้