Home Blog Page 351

กรมชลฯ คุมเข้มแผนปลูกข้าวนาปรังปี 65 เตรียมจัดสรรน้ำให้เพียงพอตลอดแล้งนี้

0

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบัน (7 ม.ค. 65) ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 57,117 ล้าน ลบ.ม. (75% ของความจุอ่างฯรวมกัน) เป็นน้ำใช้การได้ 33,187 ล้าน ลบ.ม. (64% ของความจุอ่างฯรวมกัน) เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 13,858 ล้าน ลบ.ม. (56% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) มีปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 7,162 ล้าน ลบ.ม. (39% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) ผลการจัดสรรน้ำฤดูแล้ง(1 พ.ย. 64 – 30 เม.ย. 65) ขณะนี้ทั้งประเทศมีการใช้น้ำไปแล้ว 7,762 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 35 ของแผนฯ คงเหลือปริมาณน้ำที่ต้องจัดสรรอีก 14,518 ล้าน ลบ.ม. ในส่วนของลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 1,864 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 33 ของแผนฯ คงเหลือปริมาณน้ำที่ต้องจัดสรรอีก 3,836 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ ได้วางแผนจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนในแต่ละพื้นที่ พร้อมจัดลำดับความสำคัญของกิจกรรม โดยจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคในช่วงฤดูแล้ง เป็นอันดับแรก และน้ำเพื่อการรักษาระบบนิเวศ ตามลำดับ ส่วนหนึ่งจะสำรองไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2565 ด้านการเกษตรกรรมได้จัดสรรน้ำตามปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ในแต่ละพื้นที่อย่างเหมาะสม

สำหรับการดำเนินการตามมาตรการที่ 5 (วางแผนเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง) ตามข้อสั่งการของพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ปัจจุบัน กรมชลประทานได้วางแผนการเพาะปลูกข้าวนาปรัง ปี 2564/65 ทั้งประเทศ รวมทั้งสิ้น 6.41 ล้านไร่ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีแผนการเพาะปลูก ข้าวนาปรัง 2.81 ล้านไร่  จนถึงขณะนี้ (7 ม.ค. 65)  มีการเพาะปลูกข้าวนาปรังทั้งประเทศไปแล้ว 4.05 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 63.16 ของแผน เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการทำนาปรังไปแล้ว 2.80 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 99.68 ของแผน ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้ทุกโครงการชลประทาน ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำให้กับเกษตรกรได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การเพาะปลูกพืชฤดูแล้งเป็นไปตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด

ด้านสถานการณ์ค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา ล่าสุด(7 ม.ค. 65 เวลา 06.00น) ที่สถานีประปาสำแล  วัดค่าความเค็มได้ 0.25 อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง  (มาตรฐานเพื่อการผลิตน้ำประปาไม่เกิน 0.50 กรัมต่อลิตร) ยังไม่กระทบต่อสถานีสูบน้ำดิบสำแล ของการประปานครหลวง ด้านแม่น้ำบางปะกง แม่น้ำท่าจีน  และแม่น้ำแม่กลอง อยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังควบคุมคุณภาพน้ำ เนื่องจากยังอยู่ในช่วงน้ำทะเลหนุนสูง (6 -10 ม.ค. 65) 

อธิบกรมชลประ่ทาน กล่าวว่า กรมฯ จะบริหารจัดการน้ำ ด้วยความประณีตและเกิดประโยชน์สูงสุด ตามข้อสั่งการของรัฐบาล และกอนช. เพื่อให้ทุกพื้นที่มีน้ำใช้ตลอดช่วงฤดูแล้งนี้ อย่างเท่าเทียม และเป็นธรรม

กรมชลฯ เจ๋ง เปิดตัวนวัตกรรม “อุทกชลประทาน 1” เรือเก็บตัวอย่างตะกอนและคุณภาพน้ำลำแรกของไทย

0

กรมชลประทาน คิดค้นนวัตกรรมเรือ “อุทกชลประทาน 1” เรือเก็บตัวอย่างตะกอนดินและคุณภาพน้ำลำแรกของไทย ปลอดภัย ทุ่นแรง ลดเวลาการทำงานให้รวดเร็วขึ้น นำร่องทดลองเก็บตัวอย่างตะกอนและคุณภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำบางพระ จังหวัดชลบุรี แห่งแรก

นายทินกร เหลือล้น ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 เปิดเผยว่า อ่างเก็บน้ำบางพระ ถือเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญที่สุดในพื้นที่จ.ชลบุรี และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ความจุเก็บกัก 117 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีการจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ การเกษตร การท่องเที่ยว และการอุตสาหกรรม ประมาณ 80 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี แต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่รับน้ำของอ่างฯ ส่งผลให้ปริมาณน้ำท่าไหลลงอ่างฯ เฉลี่ยเหลือประมาณ 40 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี สวนทางกับการคาดการณ์ในอีก 5 ปี ข้างหน้า ที่ความต้องการใช้น้ำในอ่างฯ บางพระจะเพิ่มขึ้นเป็น 150 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี จึงจำเป็นต้องนำน้ำต้นทุนจากแหล่งน้ำอื่น ๆ มาเสริมน้ำต้นทุนในอ่างฯ บางพระ โดยการสูบผันน้ำส่วนเกินจากแหล่งอื่นในช่วงฤดูฝน ได้แก่ ระบบสูบผันน้ำจากคลองพระองค์ไชยานุชิต จังหวัดสมุทรปราการ และระบบสูบผันน้ำจากแม่น้ำบางประกง จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมติดตามและควบคุมคุณภาพน้ำให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเป็นประจำ แต่ในส่วนของอ่างฯ บางพระจะพิเศษกว่าแหล่งน้ำอื่น ๆ ที่มีระบบโทรมาตรตรวจวัดคุณภาพน้ำ ที่สามารถตรวจวัดได้แบบ Real Time ทั้งบริเวณอ่างเก็บน้ำและปลายท่อสูบผันน้ำที่สูบมาจากแหล่งน้ำอื่นก่อนที่น้ำจะไหลลงอ่างเก็บน้ำบางพระ

นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับตะกอนดินและคุณภาพน้ำ เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการเชิงปริมาณและคุณภาพของน้ำในอ่างเก็บน้ำ โดยคิดค้นนวัตกรรมเรือเก็บตัวอย่างตะกอนและคุณภาพน้ำ “อุทกชลประทาน 1” ซึ่งเป็นเรือลำแรกของประเทศไทย โดยได้รับความร่วมมือจาก ฝ่ายตะกอนและคุณภาพน้ำ สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา และสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USGS : United States Geological Survey) ด้านการจัดการตะกอนในอ่างเก็บน้ำ และ The Australian Partnership (AWP) ด้านการจัดการคุณภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ เพื่อพัฒนาการจัดการตะกอนและคุณภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำของกรมชลประทานในการนํามาวิเคราะห์วางแผนการระบายและขุดลอกตะกอนดิน รวมไปถึงการควบคุมคุณภาพน้ำ เนื่องจากอ่างเก็บน้ำที่มีค่าความขุ่นมากหรือมีอายุการใช้งานมายาวนาน จะเกิดการตกตะกอนมาก ซึ่งส่งผลให้พื้นที่เก็บกักน้ำในอ่างเก็บน้ำลดน้อยลง อีกทั้งตะกอนยังสามารถดูดซับค่าความเค็มสะสมไว้จนน้ำมีค่าความเค็มสูงขึ้นในช่วงที่ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำมีน้อย

ด้าน นายไวรุจน์ เอี่ยมโอภาส ผู้อำนวยการศูนย์อุทกวิทยาชลประทาน ภาคตะวันออก เปิดเผยว่า เรือเก็บตัวอย่างตะกอนดินและคุณภาพน้ำ “อุทกชลประทาน 1” จะเป็นเครื่องมือสนับสนุนการเก็บตัวอย่างตะกอนดินและคุณภาพน้ําได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีความปลอดภัย ทุ่นแรง และใช้เวลาดําเนินการลดลง สำหรับคุณสมบัติของเรืออุทกชลประทาน 1 ได้ดำเนินการออกแบบโดยสำนักเครื่องจักรกล ความยาวของเรือตลอดลำ 6.35 เมตร พื้นเรือกว้าง 2.50 เมตร สามารถรองรับน้ำหนักเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์การตรวจวัดคุณภาพน้ำได้มากถึง 1,200 กิโลกรัม และมีช่องเปิดบริเวณท้องเรือสำหรับหย่อนอุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บตะกอนอีกด้วย

รู้เก็บรู้ออม : DW อ้างอิงการลงทุนหุ้นต่างประเทศ!!

0

ด้วยเป้าหมายที่ต้องการให้นักลงทุนไทยได้มีโอกาสและทางเลือกในการกระจายการลงทุนในตลาดทุนที่หลากหลายทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนในหุ้นและตลาดหุ้นต่างประเทศ ผ่านช่องทางของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ตลาดหลักทรัพย์ฯในยุคของ “ภากร ปีตธวัชชัย” ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯคนปัจจุบัน จึงได้มุ่งพัฒนาสินค้าและบริการที่เชื่อมโยงต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ลงทุนได้มีทางเลือกในการลงทุนและเป็นเครื่องมือบริหารพอร์ตลงทุน ตัวอย่างเช่น DW หรือใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (Derivative Warrants : DW) ที่อ้างอิงดัชนีตลาดหุ้นต่างประเทศ ได้แก่ Nasdaq 100 index และ Hang Seng Tech Index

และล่าสุด นักลงทุนไทยสามารถลงทุนในหุ้นต่างประเทศได้แล้ว หลังตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ปรับปรุงเกณฑ์ของ DW โดยเพิ่มหุ้นต่างประเทศให้สามารถเป็นสินทรัพย์อ้างอิงของ DW ได้ จากเดิมที่กำหนดให้เป็นเฉพาะหุ้นและดัชนีหุ้นในประเทศ และดัชนีหุ้นตลาดต่างประเทศเท่านั้น และได้ปรับเกณฑ์ราคาเสนอซื้อขายสูงสุดและต่ำสุด (Ceiling & Floor) สำหรับ DW ที่อ้างอิงสินทรัพย์ต่างประเทศ รวมทั้งเพิ่มมาตรการการกำกับดูแลการซื้อขาย DW มีผลตั้งแต่ 13 ธ.ค. 64

และเมื่อวันที่ 16 ธ.ค.64 ที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ฯได้เปิดให้ซื้อขาย DW โดยอ้างอิงหุ้นต่างประเทศเป็นครั้งแรก โดย บล.แมคควอรี (ประเทศไทย) ได้ออก DW อ้างอิงบนหุ้นของบริษัทในตลาดหุ้นฮ่องกง จำนวน 6 หลักทรัพย์ ซึ่งล้วนเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่กำลังเติบโตและคนไทยรู้จักกันดี

ประกอบด้วย หุ้นของ Alibaba (อาลีบาบา) e-commerce ยักษ์ใหญ่สัญชาติจีนที่ครอบคลุมยอดขายออนไลน์แทบจะทั้งหมดของจีน ซึ่งเป็นเจ้าของเว็บ shopping online ที่ใหญ่ที่สุดในจีน คือ Taobao (เถาเป่า) ในประเทศไทยก็คือ Lazada นั่นเอง

นอกจากนั้น ยังมีหุ้นของ บริษัท Tencent (เทนเซ็นต์) เจ้าของ WeChat, WeTV, เกม PUBG หรือเกม League of Legends รวมทั้งหุ้นของ บริษัท Meituan (เหม่ยถวน) อีกหนึ่งแพลตฟอร์ม e-commerce ชั้นนำของจีน, หุ้น บริษัท Great Wall Motor (เกรท วอลล์ มอเตอร์) ผู้ผลิตรถเอสยูวีและรถกระบะ ที่มียอดขายอันดับ 1 ในจีน รวมทั้งหุ้นบริษัท JD.com ผู้นำด้าน online shopping ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในจีน ที่ได้เข้ามาร่วมมือกับกลุ่มเซ็นทรัล เปิดตัวเว็บไซต์และแอปพลิเคชันเพื่อการ Shopping Online

ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และกลุ่มยานยนต์ยักษ์ใหญ่ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด นั่นหมายถึงโอกาสของคนไทยที่จะสามารถเข้าถึงการลงทุนในหุ้นในตลาดหุ้นฮ่องกง โดยเฉพาะในธุรกิจหรือบริษัทที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและหลายบริษัทเราอาจเป็นลูกค้าที่ใช้บริการเขาอยู่ โดยนักลงทุนไทยสามารถซื้อขาย DW ที่อ้างอิงหุ้นฮ่องกงนี้ได้ ในกระดานซื้อขายของตลาด หลักทรัพย์ไทย จากบัญชีซื้อขายหุ้นที่เดิมมีอยู่แล้วกับบริษัทหลักทรัพย์ โดยไม่จำเป็นต้องเปิดบัญชีใหม่

ซึ่งในอนาคต บล.แมคควอรี (ประเทศไทย) ยังมีแผนจะเพิ่มหลักทรัพย์อ้างอิงที่เป็นหุ้นฮ่องกงมากยิ่งขึ้น รวมทั้งบริษัทหลักทรัพย์อื่นๆก็อาจจะออก DW ที่อ้างอิงหุ้นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ หรือตลาดหุ้นอื่นๆได้เพิ่มขึ้นอีก

ถือเป็นอีกก้าวของความสำเร็จในการเปิดโลกการลงทุนให้กับนักลงทุนไทย ได้มีโอกาสเข้าถึงการลงทุนในหุ้นต่างประเทศ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่หลากหลายและกระจายความเสี่ยงในการลงทุน!!

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ออมสิน งดจัดงานวันเด็กฯ ปี 65 ชวนน้องๆหนูๆ ร่วมกิจกรรมออนไลน์แทน

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า ธนาคารออมสิน แจ้งประกาศว่า สำหรับวันเด็กแห่งชาติ ปีพ.ศ.2565 นี้ ธนาคารออมสิน ของดการรับฝากเงิน การแจกของที่ระลึก และการจัดกิจกรรมวันเด็กฯ เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ที่มีแนวโน้มแพร่ระบาดในหลายพื้นที่ ทำให้มีความเป็นห่วงใยในสุขภาพของลูกค้าและประชาชน และเพื่อให้เป็นไปตามแนวปฏิบัติในการยกระดับมาตรการป้องกันและควบคุมโรค

อย่างไรก็ตาม ธนาคารออมสินขอเชิญชวนเยาวชนและประชาชนทั่วไป ร่วมสนุกกับกิจกรรมวันเด็กในรูปแบบออนไลน์ “ออมสินแลนด์ ดินแดนมหัศจรรย์” เกมออนไลน์เสริมสร้างทักษะต่าง ๆ และส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยสามารถร่วมสนุกผ่านช่องทาง Facebook : GSB Society หรือ เว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th เพื่อร่วมลุ้นรางวัลเซตกระปุกออมสินสุดน่ารัก ได้ตั้งแต่วันที่ 8 – 14 มกราคม 2565

วัตถุดิบราคาพุ่งแรง อุปสรรคสำคัญคนเลี้ยงสัตว์

0

บทความโดย ธนา วรพจน์วิสิทธิ์

ต้นทุนการผลิตหมูของไทยพุ่งสูงมากจากหลายสาเหตุ โดยสาเหตุหลักมาจากโรคระบาดที่ทำให้ปริมาณหมูหายไปจากระบบ 30-40 % ขณะที่การยกระดับมาตรการป้องกันโรคนั้นต้องใช้เงินลงทุนไม่น้อย  แต่สิ่งหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้ก็คือ “ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์” ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของการเลี้ยงสัตว์ เพราะปี 2564 เป็นปีที่ระดับราคาวัตถุดิบทุกตัวพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ กระทบต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ถึง 30% ทั้งหมดเป็นต้นทุนการผลิตหมูที่เรียกว่าสูงเกินกว่าเกษตรกรจะคุ้มทุน

ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ ปรับขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของ 2563 โดยราคาเมล็ดถั่วเหลืองและกากถั่วเหลืองแพงขึ้น 30% จากกิโลกรัมละ 13 บาท เป็นกิโลกรัมละ 18 บาท ส่วนราคาข้าวโพด ณ เดือนกันยายน 2564 ขยับพุ่งสูงถึง 11.50 บาท/กก. อาหารเสริม-วิตามิน-เกลือแร่ที่นำเข้าจากต่างประเทศ ล้วนมีการปรับตัวสูงขึ้นกว่า 20-30%    

ถ้าเจาะลึกมาที่วัตถุดิบหลักอย่าง “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์”  ซึ่งเป็นสินค้าการเมืองที่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์และโรงงานอาหารสัตว์ต้องรับซื้อที่ราคาขั้นต่ำ กก.ละ 8 บาท แต่ไม่เคยมีเพดานราคา ส่งผลให้ราคาข้าวโพดพุ่งต่อได้อย่างไม่จำกัด ที่สำคัญ รัฐบาลยังทำประกันราคาข้าวโพด ปี64/65 รวม 1,863 ล้านบาท บวกกับมาตรการคู่ขนานอีก 45 ล้านบาท ยิ่งสะท้อนให้เห็นการที่รัฐให้ความสำคัญกับเกษตรกรพืชไร่มากกว่าเกษตรกรภาคปศุสัตว์ซึ่งไม่เคยได้รับการประกันราคาใดๆ  ไม่เพียงเท่านั้นการประกันราคาข้าวโพดนี้มีมูลค่าน้อยที่สุดในบรรดาพืชไร่ 5 ชนิดที่รัฐให้การประกัน ก็เพราะบังคับเกษตรกรคนเลี้ยงสัตว์ทำประกันขั้นต่ำไว้ให้แล้วนั่นเอง  เมื่อมีทั้งประกันรายได้โดยรัฐและมีทั้งประกันรายได้จากการบังคับโรงงานอาหารสัตว์เช่นนี้ จึงหมายถึงการรับประกัน 2 ชั้นช่วยเหลือเกษตรกรพืชไร่อย่างเต็มที่

ขณะเดียวกัน ตลอดเวลาที่ผ่านมารัฐบาลกลับละเลยผู้เลี้ยงสัตว์ มีมาตรการคุมราคาสินค้าประเภทเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อสุกรหน้าฟาร์มที่ราคา 80 บาท/กก. ซึ่งไม่สะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริง ปัจจุบันที่สถานการณ์โรคระบาดหมู ทำให้หมูหายไปจากระบบ 30-40% ส่งผลให้ปริมาณไม่สอดคล้องความต้องการบริโภคในช่วงเทศกาล จึงได้เห็นราคาหมูหน้าฟาร์มสูงเกินกว่า 80.- บาทเพราะไม่มีหมูเพียงพอ เกิดการแย่งซื้อหมู ราคาจึงขยับตามหลักอุปสงค์-อุปทาน กระทบตั้งแต่หน้าฟาร์มไปจนถึงเขียง และร้านอาหารต่างๆ

ซึ่งถ้ารัฐยอมรับว่าราคาต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้ต้นทุนการผลิตหมูสูงขึ้น นอกเหนือจากต้นทุนการป้องกันโรคและการสูญเสียหมูที่ต้องรวมเป็นต้นทุนของฟาร์ม การแก้ปัญหาของภาครัฐจะเป็นไปอย่างถูกทาง สามารถช่วยลดต้นทุนให้ผู้เลี้ยงหมูได้ลืมตาอ้าปากและส่งผลให้สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติได้เร็วยิ่งขึ้น

ข้าวโพดไทยมีต้นทุนการผลิตสูงกว่าในหลายประเทศ รัฐบาลไทยยังมีนโยบายและมาตรการต่างๆ ในการกำกับดูแล ไม่เพียงการขอความร่วมมือโรงงานอาหารสัตว์ให้ซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในราคาไม่ต่ำกว่า 8 บาท/กก., แต่มีการจำกัดเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมีมาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลี 3 : 1 ส่วนด้วย ล้วนทำให้ที่ผ่านมาราคาข้าวโพดไทยสูงกว่าราคาตลาดโลกเสมอ  ต่อมาเมื่อรัฐบาลมีโครงการประกันรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2562/2563 เป็นปีแรก รัฐบาลกลับไม่ยกเลิกมาตรการเดิมที่เคยใช้ เกษตรกรเลี้ยงสัตว์จึงต้องแบกรับภาระราคาข้าวโพดตลอดมา

ดังนั้น เพื่อให้ห่วงโซ่การผลิตอาหารเป็นไปอย่างสอดคล้องเป็นเหตุเป็นผล และช่วยให้อุตสาหกรรมอาหารของประเทศสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก รวมถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ไม่ล้มหายตายจาก เช่นที่เกิดขึ้นกับกลุ่มผู้เลี้ยงหมู รัฐบาลควรมีมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การกำหนดเพดานราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” ไม่ใช่ปล่อยให้พุ่งสูงขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด รวมถึง ควรทบทวนมาตรการอื่นๆที่เป็นอุปสรรคด้วย   

นอกจากนี้ รัฐควรมีแผนระยะกลางและระยะยาว ที่คำนึงถึงเกษตรกรพืชไร่และเกษตรกรปศุสัตว์ทั้งระบบ เช่น การเพิ่มผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ โดยควรเร่งปรับประสิทธิภาพการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อลดต้นทุน ควบคู่ไปกับการสร้างมาตรฐานการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์ประเทศคู่ค้า จะช่วยให้การดาเนินธุรกิจทั้งห่วงโซ่ปศุสัตว์เดินหน้าต่อไปได้

สำหรับ “กากถั่วเหลือง” เป็นหนึ่งในวัตถุดิบนำเข้าที่ยังต้องเสียภาษีนำเข้า 2% ซึ่งถือเป็นภาระเมื่อเทียบกับหลายประเทศที่ไม่มีภาษี ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์ของไทยสูงกว่าประเทศอื่นๆ และมีผลต่อเนื่องไปถึงต้นทุนในภาคปศุสัตว์และอุตสาหกรรมอาหารของไทยดังที่กำลังปรากฏเป็นปัญหาของผู้เลี้ยงหมูในขณะนี้ ดังนั้น การช่วยลดต้นทุนค่าวัตถุดิบอาหารสัตว์ด้วยการยกเว้น “ภาษีนำเข้าวัตถุดิบ” จะเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะทำให้ต้นทุนการผลิตเนื้อสัตว์ของเกษตรกรลดลง ขณะที่ปัจจุบันฟาร์มปศุสัตว์กว่า 90% ใช้อาหารสัตว์สำเร็จรูป การยกเว้นภาษีนำเข้าวัตถุดิบจึงเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างทั่วถึง

จากบทเรียนสถานการณ์หมูที่กำลังเกิดขึ้น รัฐควรพิจารณานโยบายให้เอื้อต่อการควบคุมต้นทุนการผลิตของเกษตรกรปศุสัตว์ และจูงใจให้เกษตรกรกล้าที่จะลงหมูเข้าเลี้ยง เมื่อผนวกกับแนวทางอื่นๆ เช่น การปล่อยให้ราคาขายเป็นไปตามกลไกตลาด การสนับสนุนเกษตรกรเข้าถึงสินเชื่อหรือแหล่งทุน ฯลฯ ก็จะช่วยให้สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วและสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก.

กรมชลฯ จับมือญี่ปุ่น ปรับปรุงระบบการบริหารจัดการน้ำเขื่อนป่าสักฯ

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 ม.ค. 65 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MoC) ระหว่างกรมชลประทาน กับกระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารแห่งประเทศญี่ปุ่น ว่าด้วยการปรับปรุงระบบการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ด้วยระบบเรดาร์ Solid-State Polarimetric X-band ซึ่งมีนายโนซากิ มาซาโตชิ อธิบดีกรมวิทยุ สำนักงานสื่อสารโทรคมนาคม กระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารแห่งประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้ลงนามฝ่ายญี่ปุ่น โดยมี ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา นายโฮโซโนะ เคสุเกะ เลขานุการเอกด้านดิจิทัล สารสนเทศ เทคโนโลยีการสื่อสาร วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม ประจำสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย นายสุรัช ธนูศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 10 และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในพิธี

อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การลงนาม MoC ในวันนี้ เป็นการริเริ่มความร่วมมือระหว่างกรมชลประทานกับกระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารแห่งประเทศญี่ปุ่น เพื่อร่วมมือกันกำหนดแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพระบบการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี-สระบุรี ด้วยระบบเรดาร์ Solid-State Polarimetric X-band ด้วยการปรับปรุงการบริหารจัดการอุทกภัยและการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อาทิ การหาความสัมพันธ์ของน้ำฝน-น้ำท่า การประเมินปริมาณน้ำที่จะไหลลงอ่างเก็บน้ำฯ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้การบริหารจัดการน้ำเกิดประสิทธิภาพสูงสุดและทันต่อสถานการณ์ ตอบสนองต่อภารกิจของกรมชลประทาน รวมทั้งสนับสนุนให้กรมชลประทานนำระบบดังกล่าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในแผนการป้องกันภัยพิบัติของประเทศไทยต่อไปในอนาคต

สำหรับระบบเรดาร์ X-Band จะมีการส่งข้อมูลเป็นระบบ Real time มีความละเอียดสูงในการประเมินปริมาณฝน ส่งสัญญาณด้วยระบบ Dual polarization ส่งคลื่นออกไปได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน สามารถเพิ่มศักยภาพในการวัดปริมาณฝนได้อย่างถูกต้องมากขึ้น ใช้ประเมินปริมาณน้ำที่จะไหลลงอ่างเก็บน้ำ เพื่อใช้ในการบริหารจัดการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดทันต่อเหตุการณ์ ปัจจุบัน สถานีตรวจวัดอากาศดังกล่าวได้ทำการก่อสร้างแล้วเสร็จกว่า 80% โดยรอการติดตั้งเรดาร์ตรวจอากาศซึ่งนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น และติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมใช้งานภายในฤดูฝนปี 2565 นี้

กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงติดตามความก้าวหน้าโครงการตามพระราชดำริ จ.บุรีรัมย์

0

วันนี้ (5 มกราคม 2565) สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงติดตามความก้าวหน้าโครงการตามพระราชดำริ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนชมรม 9 สมาคมจีนแห่งประเทศไทย เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม 2542 บ้านโรงเลื่อย หมู่ที่ 6 ตำบลละหานทราย อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีนายลลิต ถนอมสิงห์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน นายเกรียงไกร ภาคพิเศษ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 8 นายสัณฐิต พีรานนท์ ผู้อำนวยการกองประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และคณะ เฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จ ณ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเฉลิมพระเกียรติฯ บ้านโรงเลื่อย

ปัจจุบันโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนชมรม 9 สมาคมจีนแห่งประเทศไทย เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม 2542 มีแหล่งน้ำจำนวน 5 สระ ความจุรวมทั้งสิ้น 14,600 ลบ.ม. สำหรับใช้ทำกิจกรรมภายในโรงเรียน โดยสามารถรับน้ำจากอ่างเก็บน้ำลำจังหัน มาเพิ่มเติมได้ในกรณีที่น้ำในสระลดลงสำหรับแหล่งน้ำอุปโภค – บริโภค ภายในโรงเรียน มีการใช้น้ำบาดาลที่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพแล้ว สามารถใช้งานได้เพียงพอตลอดทั้งปี โดยในส่วนของแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภค – บริโภค และภาคการเกษตรของชุมชน มีแหล่งน้ำตามธรรมชาติที่อยู่ในพื้นที่ ได้แก่ หนองละหานทราย หนองน้ำบ้านชลประทาน มีปริมาณน้ำเพียงพอสำหรับกิจกรรมต่างๆ ได้ตลอดปี

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กราบบังคมทูลรายงานผลการดำเนินงานโครงการแก้ไขปัญหาของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนชมรม 9 สมาคมจีนแห่งประเทศไทย เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม 2542 บ้านโรงเลื่อย หมู่ที่ 6 ตำบลละหานทราย อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ และราษฎรในพื้นที่ใกล้เคียง โดยกรมชลประทานได้ดำเนินการปรับปรุงถนนบนคันคลองส่งน้ำ 7L-RMC เขื่อนลำนางรอง ที่ได้มีการปรับปรุงสภาพถนนจากผิวจราจรลูกรังบดอัดแน่น เป็นผิวจราจรแบบแอสฟัลติกคอนกรีต (Asphatic Concrete) ที่จะส่งผลให้นักเรียน คุณครูตำรวจตระเวนชายแดน และหมู่บ้านข้างเคียง จำนวน 3 หมู่บ้าน 582 ครอบครัว ประชากร 2,361 คน ให้สามารถเดินทางสัญจรไป – มา ได้สะดวก

จากนั้นในช่วงบ่าย ทรงติดตามการดำเนินงานของศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนทรัพย์ทรายทอง หมู่ที่ 7 ตำบลโคกมะม่วง อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์ โอกาสนี้ ทรงติดตามการดำเนินงานของโรงเรียนฯ ความก้าวหน้าของโครงการตามพระราชดำริ สถานการณ์และแนวทางแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำอุปโภค-บริโภค ในโรงเรียน และทอดพระเนตรกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย , กิจกรรมห้องพยาบาล , กิจกรรมโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน , กิจกรรมแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร , กิจกรรมประกอบเลี้ยงอาหารกลางวันและอาหารเสริมนม , กิจกรรมสหกรณ์นักเรียน , กิจกรรมฝึกวิชาชีพนักเรียน และกิจกรรมอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินไปทรงฉายพระฉายาลักษณ์ร่วมกับคณะครู นักเรียน และผู้บังคับบัญชาตำรวจตระเวนชายแดน ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับ

กรมชลฯ​ คุมเข้มแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้ง ย้ำทุกฝ่ายช่วยกันประหยัดน้ำ

0

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยหลังการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ว่า ปัจจุบัน (5 ม.ค. 65)  อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 57,757 ล้าน ลบ.ม. หรือ​ 75% ของความจุอ่างฯ รวมกัน มีน้ำใช้การได้ 33,639 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 7,557 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 34% ของปริมาณน้ำใช้การได้  เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 7,891 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 59% ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 4,094 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 1,797 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 32% ของปริมาณน้ำใช้การได้ 

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน

สำหรับผลการเพาะปลูกข้าวนาปรัง ปี 2564/65 ทั้งประเทศเพาะปลูกข้าวไปแล้ว 3.59 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 56 ของแผนฯ  เฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา เพาะปลูกไปแล้ว 2.51 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 89 ของแผนฯ ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้โครงการชลประทาน โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา พิจารณาเก็บกักน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติและจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติม เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในการปรับปฏิทินการเพาะปลูกข้าวนาปี ปี 65 ตามข้อสั่งการของรัฐบาล โดยกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) และนายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน

ด้านคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลัก ได้เน้นย้ำให้ติดตามสถานการณ์น้ำและควบคุมคุณภาพน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด สอดคล้องกับสถานการณ์ ตลอดจนประชาสัมพันธ์ถึงสถานการณ์น้ำและแผนบริหารจัดการน้ำ เน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันในการใช้น้ำอย่างประหยัดและเป็นไปตามแผนที่วางไว้ เพื่อให้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอตลอดฤดูแล้งนี้

กรมป่าไม้ – ซีพีเอฟ เปิดพื้นที่ต้อนรับน้องๆ ค่ายSMART-i CAMP ศึกษาระบบนิเวศ “เขาพระยาเดินธง”

0

การสร้างความตระหนักรู้ถึงคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเริ่มต้นตั้งแต่เด็กและเยาวชน นอกจากช่วยสร้างความภาคภูมิใจให้กับเด็กๆแล้ว ยังเป็นพื้นฐานของการปลูกจิตสำนึกการมีส่วนร่วมดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

โดยเมื่อเร็วๆนี้ ค่าย SMART-i CAMP ได้พาเด็กๆ อายุ 6-14 ปี ลงพื้นที่ศึกษาและทำกิจกรรมที่ “โครงการซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง” ต.พัฒนานิคม อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี โครงการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และปลูกป่าเพิ่มเติม ซึ่งเป็นความร่วมมือ 3 ประสาน โดยภาครัฐ คือ กรมป่าไม้ ชุมชนรอบพื้นที่เขาพระยาเดินธง และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ โดยมี นายถนอมพงษ์ สังข์ธูป หัวหน้าโครงการฟื้นฟูสภาพป่าไม้เขาพระยาเดินธง กรมป่าไม้ และนายอนุชิต ศรีสุระ คณะทำงานโครงการซีพีเอฟรักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง ให้การต้อนรับ และให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการฯ รวมทั้งกระบวนการฟื้นฟูป่า

นายถนอมพงษ์ สังข์ธูป หัวหน้าโครงการฟื้นฟูสภาพป่าไม้เขาพระยาเดินธง กล่าวว่า ประสบการณ์จากกิจกรรมภาคปฏิบัติที่น้องๆ ค่าย SMART-i CAMP ได้รับ นอกจากเรียนรู้รูปแบบการปลูกป่าในพื้นที่ ซึ่งประกอบด้วย 4 รูปแบบ ตามสภาพของพื้นที่ การฟื้นฟูป่า การเพาะกล้า เด็กๆยังได้ร่วมกิจกรรมฐานการเรียนรู้ อาทิ การสร้างฝายชะลอน้ำ การทำ Seed Ball ที่ถูกตามหลักวิชาการของกรมป่าไม้ กิจกรรมยิง Seed Ball เดินเทรลศึกษาระบบนิเวศป่าในเวลากลางคืน ฯลฯ โดยเด็กๆให้ความสนใจสอบถามเกี่ยวกับเรื่องการปลูกป่า การทำ Seed Ball และสัตว์ที่เข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่

ด้านนายศิริภพ โสมาภา หรือคุณครูแก๊ป ผู้ก่อตั้ง SMART i -Academy กล่าวว่า วัตถุประสงค์หลักของการจัดค่าย 7 Habits for teens By SMART-i Camp เป็นการพัฒนาภาวะผู้นำ เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้เรียนรู้จากสิ่งรอบๆตัว รวมถึงทีม Trainer ครูพี่เลี้ยง เพื่อนๆ พี่ๆ น้อง ๆในค่าย เด็กๆได้เรียนรู้จาก การตั้งเป้าหมาย ลงมือทำ ผ่านการลองผิด ลองถูก ซึ่งกิจกรรมลงพื้นที่ที่เขาพระยาเดินธงในครั้งนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการจัดค่ายฯ ที่ถือเป็นแบบทดสอบกำลังใจ เพื่อให้เด็กๆ รู้จักผนึกพลังผสานความต่าง ด้วยการลงมือปฏิบัติจริง อาทิ กิจกรรมสร้างฝายชะลอน้ำ ซึ่งเด็กๆต้องช่วยกันยกก้อนหินมาวางเสริมความแข็งแรงของฝาย กิจกรรมเดินเทรลในเวลากลางคืน ที่สำคัญ คือ กระบวนการถอดบทเรียน ด้วยการชวนเด็กๆคุยเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากบทเรียนที่น่าประทับใจ

สำหรับโครงการซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง เป็นความร่วมมือ 3 ประสาน โดยภาครัฐ คือ กรมป่าไม้ ชุมชนรอบพื้นที่เขาพระยาเดินธง และซีพีเอฟ อนุรักษ์ ฟื้นฟู และปลูกป่าเพิ่มเติม บริเวณผืนป่าต้นน้ำลุ่มน้ำป่าสัก ซึ่งดำเนินการไปแล้วรวม 6,971 ไร่ เริ่มต้นโครงการเมื่อปี 2559 ปัจจุบันเข้าสู่ระยะที่สอง (ปี 2564-2568) เป็นผืนป่าต้นแบบให้กับผืนป่าอื่นๆของประเทศ จากความสำเร็จในการปลูกป่า 4 รูปแบบ ตามความเหมาะสมของพื้นที่ ต่อยอดจากการอนุรักษ์และฟื้นฟูผืนป่า ให้เป็นห้องเรียนธรรมชาติให้กับเด็ก เยาวชน ประชาชนที่สนใจ และหน่วยงานต่างๆ สามารถเข้ามาเรียนรู้กระบวนการฟื้นฟูป่า และสร้างความตระหนักถึงคุณค่าของความหลากหลายทางชีวภาพและความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า

นอกจากนี้ เพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืนของโครงการ และสอดรับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) บริษัทฯ ต่อยอดสู่การสร้างความมั่นคงทางอาหาร สนับสนุนกิจกรรมของชุมชน คือ โครงการปลูกผักวิถีธรรมชาติ ส่งเสริมชุมชนปลูกผักปลอดสารเคมี และจัดตั้งธนาคารเมล็ดพันธุ์ตามภูมิปัญญาชุมชน และโครงการปล่อยปลาลงเขื่อน คนในชุมชนผลิตอาหารปลอดภัยไว้บริโภค สร้างความมั่นคงทางอาหาร สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน และสนับสนุนการอยู่ร่วมกับป่าอย่างยั่งยืน ./

ทรีนีตี้ มั่นใจไตรมาสแรก ดัชนีวิ่งขึ้นต่อ ลุ้นมีโอกาสแตะ 1,680 – 1,800 จุด

0

“ทรีนีตี้” ฟันธง January effect มาแน่ เหตุสภาพคล่องเงินไหลเข้าหนุนดัชนีวิ่งขึ้นต่อไตรมาสแรก มีโอกาสแตะ 1,680 จุด และ 1,800 จุด ทั้งปีให้กรอบ 1,500-1,800 จุด พร้อมแนะจัดพอร์ตเน้นหุ้น อิงการบริโภคภายในประเทศและหุ้นในดัชนี SETHD ซึ่งเตรียมเข้าสู่ช่วงเวลาดีที่สุดของปี

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยถึงทิศทางการลงทุนเดือน ม.ค.2565 ว่า มีโอกาสสูงมากที่จะเกิดปรากฎการณ์ January effect จากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ที่เอื้ออำนวย ทั้งสภาพคล่องที่อยู่ในระดับสูง เงินทุนไหลเข้า ช่วงต้นปีและการซื้อกลับของนักลงทุนสถาบันภายในประเทศ ซึ่งจะหนุนให้ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นต่อได้จากระดับปิดปี 2564 ที่1,657.62 จุดและภายในไตรมาสแรกของปี 2565 มีโอกาสเห็นดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นไปแตะที่ระดับ 1,680 จุดในกรณีฐานและระดับ 1,800 จุดในกรณีดีสุด

ทั้งนี้ ทรีนีตี้ ประเมินเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยปี 2565 บนสมมติฐาน EPS ของตลาดปี 2566 ที่ 107 บาท และพี/อี กรณีฐานที่ 15.7 เท่า จะได้ระดับดัชนีที่ 1,680 จุด ส่วนในกรณีดีสุด เทียบเคียงพี/อี ที่ 16.8 เท่า และสมมติฐาน EPS เดียวกัน จะได้ระดับดัชนีดีสุดที่ 1,800 จุด ซึ่งหากจะเห็นตัวเลข 1,800 จุดนี้ มองว่าจะต้องเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 1 นี้ ซึ่งประเมินว่าจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของปี

ในทางกลับกัน มองแนวรับดัชนีกรณีฐานที่ระดับ 1,600 จุด ซึ่งเป็นระดับเทียบเคียงพี/อี 16.8 เท่า และสมมติฐาน EPS ปี 2565 ที่ 96 บาท ส่วนในกรณีเลวร้ายสุด หากเกิดกรณีลบเช่น Fed ขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในไตรมาส 1 และรัฐบาลไทยหันกลับมาใช้มาตรการ Lockdown คนในประเทศอีกครั้ง มองระดับแนวรับที่ลึกที่สุดของ SET อยู่ที่ 1,500 จุด ซึ่งเป็นระดับเทียบเท่าพี/อี 15.7 เท่า บนสมมติฐานตัวเลข EPS เดียวกัน

นายณัฐชาต กล่าวว่า ในเชิงกลยุทธ์ ยังคงแนะนำนักลงทุนให้ถือครองหุ้นไทยเพื่อ Let profit run ได้ต่อไป ซึ่งคาดว่าจะเป็นหนึ่งในประเทศเกิดใหม่ที่ปรับตัวได้ดีในช่วงต้นปีนี้ รับการไหลกลับเข้ามาบางส่วนของเงินทุนจากประเทศพัฒนาแล้ว ในฐานะที่เป็นประเทศที่ยังคง Laggard ทั้งในด้านการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและระดับ Valuation ที่ยังอยู่ต่ำโดยเปรียบเทียบ พร้อมทั้งยังไม่มีความเสี่ยงด้านการเข้มงวดของนโยบายการเงินและนโยบายการคลังแต่อย่างใด

ในส่วนธีมการลงทุนประจำเดือนมกราคมนี้ แนะนำนักลงทุนถือครองหุ้น 2 กลุ่มเดิมต่อไป นั่นก็คือ 1) กลุ่มที่อิงกับการบริโภคภายในประเทศที่มีสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่องและมีปัจจัยกระตุ้นรออยู่ เช่น มาตรการช้อปดีมีคืน อาทิ KBANK, BBL, BJC, CPALL, HMPRO, DOHOME, COM7, M, ORI, SPALI, SIRI, BEM, BTS, PLANB, MAJOR, VGI, PF&REIT และ 2) กลุ่มหุ้นปันผลสูงที่มีความเชื่อมั่นเกินกว่า 80% ว่าจะให้ผลตอบแทน Total return เป็นบวกในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ ได้แก่ SCC, TISCO, AP, ADVANC, PTT, INTUCH, BBL, LH, GUNKUL, PTTEP, SIRI, SENA, SC, MAJOR, TOG, PSH

สำหรับกรณีที่กองทุน LTF ที่ผู้ลงทุนถือครองมาครบ 7 ปีจะไถ่ถอนนั้น ประเมินว่าในเดือนมกราคมจะมีมูลค่าเม็ดเงินราว 11,000 ล้านบาท ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดแต่อย่างใด เพราะกองทุนต่างๆ น่าจะเตรียมสภาพคล่องไว้รองรับแล้ว เห็นได้จากการขายหุ้นไทยของนักลงทุนสถาบันช่วงปลายปีที่ขายสุทธิไปกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท เชื่อว่าสามารถรองรับ LTF ที่จะไถ่ถอนได้เพียงพอแล้ว ที่สำคัญ น่าจะทำให้นักลงทุนกลุ่มนี้ หันกลับมาซื้อสุทธิหุ้นไทยได้ในช่วงเดือนมกราคม ดังภาพที่เคยเกิดขึ้นมาตลอด 8 ปีที่ผ่านมาที่เปิดให้มีการไถ่ถอนกองทุน LTF ที่ครบกำหนด