Home Blog Page 338

เปิดวิธีคิด ฉายมุมมอง Women Empowerment ของทีม ‘ผู้บริหารหญิง AIS’

0

ภายใต้ความท้าทายแบบ Women In Tech กับภารกิจ Digital Literacy ด้วยการขับเคลื่อนองค์กร ในฐานะผู้ให้บริการดิจิทัลเทคโนโลยีชั้นนำ

บทบาทของผู้หญิงต่อการทำงานภายใต้องค์กรธุรกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เราเห็นถึงศักยภาพความเป็นผู้นำในฐานะ หัวหน้างาน หรือ ผู้บริหารระดับสูง ที่สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนองค์กรให้ไปถึงเป้าหมายได้  แม้ที่ผ่านมาในอดีตสายงานเทคโนโลยีอาจจะมีบทบาทของผู้หญิงไม่มาก แต่ปัจจุบันผู้หญิงเก่งในองค์กรด้านเทคโนโลยีมีจำนวนที่มากขึ้นเป็นลำดับ พร้อมแสดงความสามารถได้อย่างโดดเด่นทัดเทียมกับผู้ชาย ตอกย้ำว่าข้อจำกัดจากเพศสภาพที่เคยเป็นกรอบจำกัดบทบาทการทำงานของผู้หญิงในอุตสาหกรรมนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว และ ทุกคน ทุกเพศสามารถแสดงความสามารถได้อย่างเท่าเทียม   

สำหรับ AIS นับว่าเป็นองค์กรด้านเทคโนโลยีชั้นนำของประเทศ ที่มีพนักงานกว่า 14,000 คน และเป็นบริษัทที่รวมคนในสายงาน Tech  อย่าง Engineering, IT, Programmer, Data Scientist, ฯลฯ  ตลอดจน non tech   ไว้มากมาย โดยภาพรวมวันนี้มีพนักงานและผู้บริหารหญิงสัดส่วนเกินครึ่ง และสำหรับสายงาน tech ที่  AIS ก็มีปริมาณพนักงานหญิงสาย Tech เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้องค์กรเน้นที่ความสามารถเป็นหลัก โดยไม่มีเรื่องเพศเข้ามาเป็นปัจจัย

ที่ AIS เรามีทีมผู้บริหารหญิง ที่แข็งแกร่ง และเป็นหนึ่งในผู้กุมบังเหียนของสายงานหลักขององค์กรได้อย่างมั่นคง อาทิ  พี่เจี๊ยบ “กานติมา เลอเลิศยุติธรรม” ดูแลสายงานด้านทรัพยากรบุคคลและการ Transform Skill set พนักงาน เพื่อให้สามารถรับมือ Digital Disruption ได้อย่างดี, พี่อ๊อบ “นัฐิยา พัวพงศกร” ดูแลงานด้านกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน รวมถึงการสื่อสารกับนักลงทุนในด้านทิศทางธุรกิจและภาพรวมการดำเนินงานขององค์กร, พี่เอื้อง “สายชล ทรัพย์มากอุดม” ดูแลงานประชาสัมพันธ์ พร้อมสร้างโอกาส ความเข้าใจ และทักษะด้านดิจิทัลให้กับคนไทย และ พี่เจี้ยม “รุ่งทิพย์ จารุศิริพิพัฒน์” ผู้อยู่เบื้องหลังในการสร้าง Digital Service รวมถึงการสร้างนวัตกรรมใหม่ที่ส่งเสริมการเติบโตของ Digital Ecosystem เพื่อให้พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนในยุคปัจจุบัน

โดยมุมมองจาก Women Empowerment ทั้ง 4 ท่าน ในฐานะผู้นำที่ต้องแบกรับความคาดหวังของทีมและเป้าหมายของบริษัท คือ ภารกิจในการผลักดัน Digital Literacy พร้อมด้วยการวางรากฐานทางด้านดิจิทัล ให้คนไทยได้เข้าถึงประสบการณ์การใช้งาน ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสและยกระดับสังคมไทยให้ก้าวทันโลกดิจิทัล

กานติมา เลอเลิศยุติธรรม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล AIS และกลุ่มอินทัช เล่าให้ฟังว่า “ที่ AIS เรายึดในความเท่าเทียมของการทำงาน และวัดคนที่ความสามารถเป็นหลัก โดยเฉพาะ Tech Company อย่าง AIS วันนี้ไม่ว่าคุณจะเป็นเพศใด ไม่ได้เป็นตัวจำกัดความสามารถและโอกาสที่คุณจะได้รับ เรามีจำนวนผู้บริหารหญิงซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่อันเป็นหัวใจสำคัญและก้าวขึ้นมามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายหรือแม้แต่การดำเนินภารกิจตามเป้าหมายหลักขององค์กร ที่ต้องการสร้างความแข็งแรงด้านดิจิทัลเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ สร้างสังคมแห่งการแข่งขันที่เป็นธรรม ผ่านนวัตกรรมและดิจิทัลแพลตฟอร์มใหม่ๆ จนได้รับการยอมรับจากทั้งภายในและภายนอกองค์กร แต่หัวใจสำคัญที่สุดไม่ว่าคุณจะเป็นเพศใด เมื่อได้รับโอกาส คุณมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ความสามารถของตัวเอง และแสดงศักยภาพอย่างไม่มีขีดจำกัด นั่นจึงเรียกว่าความเท่าเทียมภายในองค์กร”

นัฐิยา พัวพงศกร หัวหน้าฝ่ายงานนักลงทุนสัมพันธ์และกำกับดูแลการปฏิบัติงาน AIS มองว่า “ในฐานะที่ทำงานด้านนโยบายภาพรวมด้านความยั่งยืนที่เกี่ยวข้องกับ Stakeholder ทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อผลักดันทิศทางของบริษัทให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน การทำงานร่วมกับหลายหน่วยงานและหลากกลุ่มบุคคลต้องบริหารความเข้าใจของทุกฝ่าย เพื่อสร้างสมดุลระหว่างคนทำงานและทิศทางของบริษัท เป้าหมายด้านความยั่งยืนในแต่ละด้านไม่ว่าจะเป็นการพัฒนานวัตกรรมและเศรษฐกิจดิจิทัล การสนับสนุนให้สังคมเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างเท่าเทียม และการยืนหยัดเพื่อส่งเสริมสิ่งแวดล้อม ล้วนต้องอาศัยความเข้าใจในบริบทและมุมมองของแต่ละ Stakeholder ที่ย่อมมีความแตกต่าง ความเห็นต่างซึ่งเป็นธรรมชาติ แต่ทำอย่างไรให้สอดประสานร่วมสู่เป้าหมายเดียวกันได้ สิ่งสำคัญคือเน้นการพูดคุยด้วยทัศนคติที่เปิดกว้าง ทำความเข้าใจในความต่างและสร้างความชัดเจนของเป้าหมายร่วม ทำให้ทุกฝ่ายพร้อมใจสนับสนุนเพื่อผลักดันภารกิจด้านความยั่งยืนให้ได้ตามเป้าหมาย” 

ในขณะที่ สายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าฝ่ายงานประชาสัมพันธ์ AIS ที่ดูแลงานด้านสังคม ชุมชนสัมพันธ์ และการสร้างโอกาส การเข้าถึงดิจิทัลเทคโนโลยีให้กับคนไทย อธิบายเสริมว่า “บทบาทของผู้หญิงวันนี้ไม่ได้แตกต่างจากผู้ชายเพราะทุกคนสามารถสร้างสรรค์ผลงานในแบบฉบับของตัวเองได้ แต่ความท้าทายของการทำงานวันนี้คือเมื่อเรื่องเพศไม่มีผล เราจะทำอย่างไรให้ทุกคนสามารถเข้าถึงดิจิทัลและสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และให้คนไทยมีทักษะด้านดิจิทัลที่ต้องรู้เท่าทันภัยไซเบอร์รูปแบบต่างๆ  ซึ่งถือเป็นการทำงานเชิงรุก เพื่อเชื่อมต่อภาคสังคม ชุมชน และประชาชน กับนโยบายของภาครัฐ โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากพนักงานทุกเพศ ทุกวัย พร้อมผู้บริหาร ทุกท่าน ซึ่งแน่นอนว่า จะทำให้การสร้างทักษะด้าน Digital ให้แก่คนไทย สามารถขยายผลในวงกว้าง และสร้างทักษะ พร้อมภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพแน่นอน”

ทางด้าน รุ่งทิพย์ จารุศิริพิพัฒน์ รักษาการ กรรมการผู้จัดการ พันธมิตรธุรกิจด้านบันเทิงและคอนเทนต์ AIS ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของงานด้าน Digital content และ Digital service  ให้มุมมองต่อไปอีกว่า “AIS เป็นองค์กรที่ให้โอกาสพนักงานทุกเพศ ทุกวัย ในการเรียนรู้ ทดลองทำเรื่องใหม่ๆ อย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การออกแบบ Digital Service เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา รวมถึงการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ เพื่อส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนของ Ecosystem ในทุกอุตสาหกรรม อาทิ วงการกีฬา, เกม, และอีสปอร์ต ที่เป็นเทรนด์ซึ่งกำลังเติบโตและเป็นที่นิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่  ซึ่งการผลักดันงานด้านนี้ ไม่เคยมีเรื่องเพศเข้ามาเป็นเงื่อนไข ตรงกันข้าม กลับได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่ง จนทำให้เชื่อมั่นว่าการส่งต่อ Digital Service ที่จะสร้างประโยชน์ ต่อยอดการเติบโตของทุกอุตสาหกรรม จะเป็นผลสำเร็จและเสริมความแข็งแกร่งของ Digital Economy ประเทศได้อย่างแน่นอน”

เนื่องในวันสตรีสากล International Women’s Day 8 มีนาคม 2565  ชาว AIS ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อพลังความคิดและแรงบันดาลใจ ผ่านมุมมองของผู้บริหารหญิงทั้ง 4 ท่าน ในฐานะ Women In Tech ซึ่งมีบทบาทต่อการขับเคลื่อน Digital Literacy ภายใต้เป้าหมายหลักขององค์กรที่ต้องการนำ Digital มายกระดับประเทศ โดยขอร่วมส่งต่อพลังแก่ “ผู้หญิง” ให้เชื่อมั่นในศักยภาพ พร้อมก้าวข้ามทุกขีดจำกัด และ อคติต่างๆ อีกทั้งกล้าที่จะแสดงขีดความสามารถ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกแก่ตนเองและส่วนรวมต่อไป

OR ผนึกกำลัง มิตซูบิชิ และปณ.ไทย ทำเอ็มโอยูศึกษาการใช้รถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่เพื่อขนส่ง

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (โออาร์) ร่วมกับ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) ผนึกความร่วมมือ โดยได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ เพื่อดำเนินโครงการศึกษานำร่องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ (BEV) ในการดำเนินธุรกิจการขนส่ง

โดยภายใต้โครงการศึกษานำร่องเป็นระยะเวลา 1 ปี บ.มิตซูบิชิ มอเตอร์ส จะจัดส่งรถมิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ จำนวน 2 คัน มาใช้ในการดำเนินธุรกิจการขนส่งไปรษณีย์และพัสดุ เพื่อศึกษาและทำความเข้าใจถึงการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่เพื่อวัตถุประสงค์ด้านการพาณิชย์ รวมถึงการเก็บข้อมูลการใช้งานเครื่องชาร์จไฟฟ้า พฤติกรรมการใช้งานในกลุ่มของรถขนส่งพัสดุ และศึกษาความเป็นไปได้ที่จะขยายการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย อีกทั้งยังมีเป้าหมายเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคอุตสาหกรรมตั้งแต่ระดับการปฏิบัติงาน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ส่งเสริมการจัดส่งสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

สำหรับสถานที่จะใช้ที่ทำการไปรษณีย์นำร่อง 2 แห่ง ได้แก่ ที่ทำการไปรษณีย์หลักสี่ กรุงเทพฯ และ ที่ทำการไปรษณีย์คลองหลวง จังหวัดปทุมธานี  และ โออาร์ จะติดตั้งสถานีชาร์จไฟ EV Station PluZ ณ ที่ทำการไปรษณีย์นำร่องทั้งสองสาขา เพื่อชาร์จไฟรถมิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ ด้วยการชาร์จไฟแบบปกติ (AC) ซึ่งจะช่วยประหยัดพลังงาน และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยไปรษณีย์ไทยจะรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้รถยนต์ไฟฟ้าจากการใช้งานรถมิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ และการชาร์จไฟฟ้าที่ EV Station PluZ ตลอดจนร่วมกันจัดการฝึกอบรมและลงพื้นที่เพื่อให้พนักงานของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ไปรษณีย์ไทย และ โออาร์  ได้แลกเปลี่ยนความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านเทคนิคร่วมกัน 

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ โออาร์ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ สอดคล้องกับหนึ่งในเป้าหมายปี 2030 (พ.ศ. 2573) ของ โออาร์ คือการมุ่งสร้างสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ โดยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินธุรกิจ และเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด ตลอดจนวิธีการอื่น ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2030 (พ.ศ. 2573) )

และยังเป็นหนึ่งในพันธกิจในด้านการสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจพลังงานแบบผสมผสานเพื่อการเคลื่อนที่อย่างไร้รอยต่อ (Seamless mobility) เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งมุ่งเน้นการใช้พลังงานสะอาดและเป็นแนวทางการใช้พลังงานในอนาคต โดยในปีนี้ โออาร์ มีแผนเปิดให้บริการสถานีชาร์จไฟ EV Station PluZ เพิ่มขึ้นอีก 350 แห่ง ทั้งภายในและภายนอก พีทีที สเตชั่น เพื่อรองรับความต้องการของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือกับ ไปรษณีย์ไทย และ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ถือได้ว่าเป็นการยกระดับการขนส่งพัสดุให้ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นายกำพุธ อยู่คง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานระบบไปรษณีย์ และปฏิบัติการนครหลวง บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) กล่าวว่า ที่ทำการไปรษณีย์หลักสี่ ตั้งอยู่ใกล้กับศูนย์ราชการ ซึ่งมีการจราจรหนาแน่นเกือบตลอดเวลา ปณท. จึงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่ดังกล่าว ส่วนที่ที่ทำการไปรษณีย์คลองหลวง ซึ่งตั้งอยู่นอกเขตเมืองหลวง ครอบคลุมพื้นที่บริการจัดส่งขนาดใหญ่ และตั้งอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงสามารถแสดงความเป็นผู้นำด้านการบริการของเราให้แก่คนรุ่นใหม่ได้เห็นด้วยการนำรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง มิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ มาใช้ในบริการจัดส่งไปรษณีย์และพัสดุ ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่า จะสามารถช่วยประหยัดพลังงานและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ไปพร้อมกัน

ทั้งนี้ มิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ รองรับการชาร์จไฟแบบเร็วด้วยหัวชาร์จ CHAdeMO ซึ่งสามารถชาร์จไฟได้สูงสุดถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ภายในเวลาเพียง 35 นาที หรือด้วยระบบการชาร์จไฟแบบปกติจนเต็มแบตเตอรี่ 100 เปอร์เซ็นต์ในเวลา 7 ชั่วโมง อีกทั้งยังมีระบบคืนพลังงานขณะเบรกที่จะช่วยแปลงพลังงานจากการเบรกเป็นกระแสไฟฟ้าเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ในขณะขับขี่ มิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ มีความคล้ายคลึงกับมิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ที่สามารถเป็นแหล่งพลังงาน ภายใต้คอนเซ็ปต์ระบบนิเวศพลังงานไฟฟ้าแห่งอนาคต หรือ เดนโด ไดร์ฟ เฮ้าส์ (Dendo Drive House) ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดด้านเทคโนโลยี V2X ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส อีกด้วย

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ได้จัดส่งรถ มิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ จำนวน 9,000 คัน ให้กับบริษัทขนส่งต่าง ๆ รวมถึงบริษัทค้าปลีก และหน่วยงานรัฐในประเทศญี่ปุ่น รวมถึงยังจัดส่งอีก 1,500 คัน เพื่อเป็นรถยนต์ที่ใช้ในกรมไปรษณีย์ของญี่ปุ่นอีกด้วย ก่อนหน้านี้ ในเดือนกรกฎาคม 2564 มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ร่วมกับ บริษัท อีเทอร์นิตี้ แกรนด์ โลจิสติคส์ จำกัด (มหาชน) เพื่อดำเนินโครงการศึกษานำร่องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ในประเทศไทย โครงการศึกษานำร่องทั้งหมด เกิดขึ้นหลังจากการเปิดตัว รถมิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของการส่งเสริมยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าของบริษัทฯ ในประเทศไทย ในช่วงสองปีที่ผ่านมา โดยรถมิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ปล่อยมลพิษในระดับต่ำจนถึงศูนย์ และช่วยคลายความกังวลด้านระยะทางการขับขี่ พร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมในระดับเดียวกับรถยนต์เอสยูวีที่ดีที่สุดในปัจจุบัน มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ยังเป็นรถยนต์ที่ตอบโจทย์กับสถานการณ์ความพร้อมและความสะดวกสบายด้านโครงสร้างพื้นฐานของการชาร์จไฟฟ้าในปัจจุบัน

OR เดินหน้าลงทุน 5 สตาร์ทอัพ ร่วมผนึกกำลังต่อยอดธุรกิจ

0

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยว่า กองทุน “ออร์ซอน เวนเจอร์ส” (ORZON Ventures, L.P.)  ซึ่งจัดตั้งโดย โออาร์ ร่วมกับกองทุน 500 TukTuks ได้ตกลงที่จะลงทุนในสตาร์ทอัพ 5 รายแรก ได้แก่ Pomelo, Carsome, Freshket, GoWabi และ Protomate  ทั้งหมดเป็นสตาร์ทอัพที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งในประเทศไทยและในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดำเนินธุรกิจที่จะมอบประสบการณ์ใหม่ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์หรือการใช้ชีวิตของผู้บริโภค อีกทั้งยังสอดคล้องกับทิศทางในการดำเนินธุรกิจของ OR ที่มุ่งเติมเต็มโอกาสเพื่อทุกการเติบโตร่วมกัน ด้วยการเสาะแสวงหาธุรกิจใหม่ ๆ โดยให้ความสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือกับ ‘คนตัวเล็ก’ ทั้งในรูปแบบของการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ และการลงทุนใน SMEs หรือสตาร์ทอัพซึ่งมีจุดแข็งในด้านศักยภาพการใช้เทคโนโลยี มีความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะพัฒนาต่อยอดธุรกิจให้ก้าวไกลกว่าธุรกิจน้ำมันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การร่วมงานกับ 500 Tuktuks ในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสที่ OR ได้ใช้เครือข่ายสตาร์ทอัพทั้งในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดโอกาสการร่วมมือกันพัฒนาโครงการ Synergy กับสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพ ในการนำเทคโนโลยีมาเป็นตัวขับเคลื่อนช่วยต่อยอดธุรกิจ OR ที่มีอยู่เดิม

นายกระทิง พูนผล ผู้บริหารกองทุน ORZON Ventures และ 500 TukTuks กล่าวว่า การได้สนับสนุนสตาร์ทอัพทั้ง 5 ราย จะเป็นโอกาสดีที่สตาร์ทอัพเหล่านี้จะได้ร่วมมือกับ OR ในการพัฒนาธุรกิจให้ก้าวข้ามขีดจำกัดไปอีกขั้น นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในอุตสาหกรรมสตาร์ทอัพไทย นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการลงทุนเพราะนี่คือยุคทองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจะมียูนิคอร์นเกิดขึ้นอีกมากมายในภูมิภาคนี้อย่างแน่นอน โดย ORZON Ventures มุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันผู้ประกอบการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร่วมกับ OR ด้วยโครงสร้างการทำงานที่มีความยืดหยุ่น รวดเร็ว เคลื่อนไหวได้คล่องตัวเหมือนกองทุน VC อิสระ แต่ในขณะเดียวกันสตาร์ทอัพก็ยังได้รับประโยชน์จากขับเคลื่อนด้าน Synergy ร่วมกับ OR ดังเช่นกองทุน CVC (Corporate Venture Capital) ถือว่าเป็นโมเดลการทำงานที่ผสมผสานความแข็งแกร่งของทั้ง 2 รูปแบบเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ สตาร์ทอัพที่ได้ทำงานร่วมกับ OR ในระยะทดลอง (Pilot) แล้วเกิดผลลัพธ์ที่ดี มีโอกาสทาง Synergy สูง ยังมีโอกาสได้รับเงินทุนต่อเนื่องจาก OR โดยตรง อันเป็นโอกาสอันดีที่จะเติบโตร่วมกับ OR ไปในระยะยาว

สำหรับสตาร์ทอัพทั้ง 5 บริษัทแรกที่ ORZON Ventures ร่วมลงทุน มีดังนี้

1.  Pomelo แพลตฟอร์มและแบรนด์ฟาสต์แฟชั่นชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มาพร้อมกับ concept “Tap Try Buy” ซึ่งแตกต่างและเป็นที่สนใจของลูกค้า ครอบคลุมการซื้อขายทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ ปัจจุบันได้ผันตัวมาเป็น Omnichannel Enabler ที่มีแบรนด์เข้าร่วมแล้วมากกว่า 500 รายทั้งในและต่างประเทศ

2.  Carsome แพลตฟอร์มที่มีซื้อ-ขายรถยนต์มือสองออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเป็นตัวกลางในการซื้อหรือขายรถยนต์มือสอง มีนำเสนอบริการแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นจนจบสำหรับลูกค้า และดีลเลอร์รถยนต์มือสองทุกราย ตั้งแต่การตรวจสภาพรถยนต์ การโอนกรรมสิทธิ์ ไปจนถึงบริการทางด้านสินเชื่อ

3.  Freshket แพลตฟอร์มจำหน่ายวัตถุดิบครบวงจร สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการ HoReCa (โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจจัดเลี้ยง) และกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป ที่มีเทคโนโลยีทันสมัยเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารจัดการระบบอย่างมืออาชีพ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ปัจจุบัน freshket มีสินค้าทั้งของสด และของแห้งให้เลือกกว่า 7,000 รายการ มีผู้ใช้งาน HoReCa กว่า 10,000 ราย มีบริการจัดส่งที่รวดเร็ว และสามารถเลือกเวลาจัดส่งได้ตามสะดวก

4.   GoWabi แพลตฟอร์มชั้นนำของไทยที่รวบรวมทุกสิ่งอย่างเกี่ยวกับบริการทางด้านความงามและสุขภาพไว้ในที่เดียว โดยผู้ใช้สามารถหาข้อมูล ดูส่วนลด จองเวลา และจ่ายเงินออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย สอดคล้องกับทิศทางการดำเนินธุรกิจของโออาร์ ที่ช่วยเสริม Lifestyle Ecosystem ให้กับลูกค้า นอกจากนี้ยังมีซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้ผู้ให้บริการบน GoWabi กว่าพันรายสามารถบริหารจัดการธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น

5.  Protomate ผู้พัฒนาฮาร์ดแวร์และเทคโนโลยี AI สัญชาติไทยที่ได้ประยุกต์นำเทคโนโลยีขั้นสูงมาพัฒนาสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สมาชิกทีมประกอบไปด้วยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานที่องค์กรเทคโนโลยีชั้นนำของโลกที่ Silicon Valley อย่าง Apple, Waymo และ UC Berkeley มีเป้าหมายในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการเดินทางและการขนส่งทั่วโลก สอดคล้องกับธุรกิจโออาร์ในด้าน Mobility ให้กับลูกค้า

ทั้งนี้ นอกเหนือไปจากเงินลงทุนแล้ว สตาร์ทอัพใน ORZON Ventures จะได้รับโอกาสในการทำงานร่วมกับ OR ในการต่อยอดธุรกิจ สร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดดผ่านระบบนิเวศ (Ecosystem) ขนาดใหญ่ของ OR ซึ่งมีฐานลูกค้าหลายสิบล้านรายทั้งในไทยและในต่างประเทศ รวมทั้งความช่วยเหลือด้านพื้นฐานอื่น ๆ จากผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ภายใต้กรอบ Mobility & Lifestyle หรือธุรกิจที่ตอบโจทย์คนเดินทาง (Mobility) และตอบโจทย์การใช้ชีวิตทุกไลฟ์สไตล์ อีกทั้งยังสามารถเข้าถึงเครือข่ายระดับโลกของ 500 Global ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในกองทุนที่ได้ลงทุนในสตาร์ตอัพในจำนวนมากที่สุดในโลก อีกทั้งยังมีเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจของ 500 TukTuks ทั้งในไทยและต่างประเทศ และการให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์ธุรกิจอย่างใกล้ชิดจากผู้บริหารกองทุน ได้แก่ นายกระทิง พูนผล นายณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ และนางสาวปารดา ทรัพย์ประเสริฐ ซึ่งล้วนเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันระบบนิเวศน์สตาร์ทอัพไทยมาตั้งแต่ระยะแรกเริ่มอีกด้วย

‘TNITY’ เจ๋ง กำไรปี 64 พุ่ง 250 ล้าน รายได้โตทุกช่องทาง แจกปันผล 1 บาทต่อหุ้น

0

นายชาญชัย กงทองลักษณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ทรีนีตี้ วัฒนา (TNITY) เปิดเผยว่า บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิในปี 2564 จำนวน 250.14 ล้านบาท คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 1.18 บาท  เพิ่มขึ้น 91.75 % จากงวดปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 130.45 ล้านบาท กำไรที่เพิ่มขึ้นหนุนให้ส่วนของผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1,755.85 ล้านบาท จากเมื่อสิ้นปี 2563 ที่มีจํานวน 1,579.18 ล้านบาท ขณะที่อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ขึ้นมาอยู่ที่ 14.92 % ต่อปี สูงกว่าปี 2563 ที่มีอัตรา    8.21% ต่อปี

“ผลการดำเนินงานของบริษัทเพิ่มขึ้นตามตลาดหุ้นไทยปี 2564 ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น 14.4 % โดยดัชนีสิ้นเดือน ธ.ค.ปิดที่ 1,657.62 จุด เพิ่มขึ้นจาก 1,449.35 จุด เมื่อปีก่อน เป็นผลจากรัฐบาลทั่วโลกยังคงอัดฉีดสภาพคล่องและมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เป็นปีที่สอง ทําให้ปริมาณเงินส่วนเกินบางส่วนไหลเข้าสู่ตลาดทุน โดยเฉพาะสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์ หนุนให้มูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยต่อวันทั้งปีอยู่ที่ 93,846 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.79% จากปี 2563 ที่ 68,607 ล้านบาท”  

นายชาญชัย กล่าวว่า ในปี 2564 บริษัทและบริษัทย่อย มีรายได้รวมทั้งสิ้น 1,008.03 ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 40.50% จากปี 2563 ที่มีรายได้ 717.44 ล้านบาท โดยแหล่งรายได้ที่สำคัญที่เติบโตในทุกช่องทาง  ประกอบด้วย รายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 45.23% รายได้ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพิ่มขึ้น 37.15%  รายได้ค่าที่ปรึกษาเพิ่มขึ้น 287% และกำไรและผลตอบแทนรวมจากเงินลงทุนรวมเพิ่มขึ้น 22.60%

จากผลการดำเนินงานของบริษัทที่เติบโตท่ามกลางวิกฤตโควิด-19  ที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัทได้มีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลอีกในอัตราหุ้นละ 0.75 บาทต่อหุ้น คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 160.80 ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมกับเงินปันผลระหว่างกาลที่จ่ายไปแล้วในเดือนกันยายน 2564 ในอัตราหุ้นละ 0.25 บาทเป็นเงิน 53.60 ล้านบาท รวมทั้งปีบริษัทจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 1 บาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลในอัตรา 84.74% ของกำไรสุทธิ รวมเป็นเงินที่จ่ายปันผลทั้งสิ้น 214.40 ล้านบาท โดยกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับเงินปันผล (Record date) ในวันที่ 28 มี.ค.2565 ซึ่งวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) คือวันที่ 25 มี.ค.2565 และกำหนดจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นในวันที่ 18 พ.ค 2565 พร้อมอนุมัติเพิ่มวงเงินในการออกและเสนอขายหุ้นกู้วงเงิน 5,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจในปีนี้ โดยจะขออนุมัติต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ในวันที่ 29 เม.ย.2565

“ร้านกาแฟเด็กน้อย” รร.บ้านห้วยหัน ปูทางสู่อาชีพยั่งยืน ซีพีเอฟ สนับสนุนนักธุรกิจน้อย CONNEXT ED

0

บรรยากาศร้านกาแฟขนาดย่อมที่ร่มรื่น ปกคลุมด้วยต้นไม้ใหญ่ มีที่นั่งลานพักผ่อนรองรับการบริการแก่ลูกค้า พนักงานที่ให้บริการในร้านเป็นกลุ่มน้องๆ นักเรียน “โรงเรียนบ้านห้วยหัน” ตำบลวังชมภู อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ ที่ผ่านการฝึกอบรมใน “โครงการร้านกาแฟเด็กน้อย สู่อาชีพยั่งยืน” ฝึกอาชีพการทำกาแฟ เครื่องดื่ม น้ำผลไม้ โดยมี บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ สนับสนุนการดำเนินโครงการฯ ของโรงเรียนแห่งนี้ ในฐานะหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง มูลนิธิสานอนาคตการศึกษาไทย CONNEXT ED ที่มีเป้าหมายยกระดับคุณภาพการศึกษาของไทย สร้างเด็กดีและเด็กเก่ง

“ร้านกาแฟเด็กน้อย สู่อาชีพยั่งยืน” ตั้งอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวของชุมชนบ้านห้วยหัน-ไทรงาม จากการที่โรงเรียนได้รับเลือกให้เข้าโครงการหมู่บ้าน D-HOPE โดยหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของจังหวัดชัยภูมิ โรงเรียนเป็นจุดรับนักท่องเที่ยว ด้วยทำเลที่ตั้งของโรงเรียนใกล้ชิดเส้นทางธรรมชาติ มีน้ำตกแก่งดาดาด ผ่านด้านหลังโรงเรียน ในพื้นที่บริเวณโรงเรียนมีพิพิธภัณฑ์ชุมชนรอยเท้าไดโนเสาร์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกมากกว่า 210 ล้านปี การวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าชาวบ้าน ของดีประจำชุมชน เช่น ผ้าขาวม้าทอมือ หลามปลาแม่น้ำชี ฯลฯ ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือนที่นี่ จะได้รับการต้อนรับจากยุวมัคคุเทศก์น้อยพาเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ สัมผัสธรรมชาติที่สวยงาม และยังได้อุดหนุนร้านกาแฟของเด็กๆ อีกด้วย ที่สำคัญ คือ ร้านกาแฟที่นี่ ใช้กระบอกไม้ไผ่ที่ซื้อจากชาวบ้านเป็นภาชนะ ถือเป็นการช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนอีกด้วย

รร.บ้านห้วยหัน เป็นโรงเรียนขยายโอกาสที่เปิดการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตั้งอยู่ในชุมชนที่ประกอบอาชีพเกษตรและรับจ้างทั่วไป ซึ่งโรงเรียนส่งเสริมให้นักเรียนมีทักษะด้านการประกอบอาชีพ ทักษะในการค้าขาย ด้วยการนำนักเรียนเข้าอบรมการทำกาแฟและน้ำผลไม้ เพื่อให้นักเรียนนำความรู้ไปประกอบอาชีพได้ สร้างรายได้ให้แก่ตัวเอง โรงเรียน และชุมชน นักเรียนได้ใช้เวลาว่างเกิดประโยชน์ นอกจากนักเรียนเรียนรู้วิธีทำกาแฟแล้ว ได้เรียนรู้การบันทึกรายรับ-รายจ่าย คำนวณผลกำไรและขาดทุนที่เกิดจากการดำเนินโครงการ สู่การเป็นนักธุรกิจน้อยและประกอบอาชีพที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต

“น.ส.วาสิตา นุยจันทึก” ครูที่ปรึกษาโครงการ ร้านกาแฟเด็กน้อย กล่าวว่า กิจกรรม “ร้านกาแฟเด็กน้อย” เน้นส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะอาชีพจากการลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งปัจจุบัน การเปิดร้านกาแฟกำลังได้รับความนิยม และมีผู้ที่ชื่นชอบดื่มกาแฟจำนวนมาก มีการปลูกเมล็ดกาแฟพันธุ์ดีในประเทศ และในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ “สัมผัสรสชาติเมล็ดกาแฟเข้มข้น Arabica ผสมผสานกับ Robusta ที่มีกลิ่นหอมชวนดื่ม” เมื่อนำมาใส่ในแก้วไม้ไผ่ ก็ยิ่งทำให้มีรสชาติกลมกล่อมลงตัว ไม่เหมือนใคร ส่งเสริมทักษะการมีอาชีพให้กับนักเรียน สิ่งสำคัญเพื่อเป็นการส่งเสริมการสร้างรายได้ระหว่างการศึกษาอย่างยั่งยืนให้แก่นักเรียน โดยใช้เวลาในช่วงพักกลางวัน และหลังเลิกเรียนให้นักเรียนทำกิจกรรมที่เกิดประโยชน์ มีความสามัคคี ร่วมมือทำงานเป็นทีม เมื่อลูกค้าซื้อเครื่องดื่มที่ใส่แก้วกระบอกไม้ไผ่จากทางร้าน ถ่ายรูปเช็คอินลงเพจ “กาแฟเด็กน้อย By Huayhun School” จะได้รับส่วนลดทันทีแก้วละ 5 บาท มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์โปรโมชั่นที่ดึงดูดลูกค้า เพิ่มทักษะในการวางกลยุทธ์การขายสินค้า ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้ฝึกการคำนวณงบประมาณต้นทุน-กำไร รายได้จากการขาย ฝึกให้นักเรียนมีจิตใจในการให้บริการ(Service mind) ยิ้มแย้มแจ่มใสมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี และกิจกรรมการเขียนเพ้นท์แก้วบนกระบอกไม่ไผ่เอกลักษณ์เฉพาะตัว มีการใช้แก้วไม้ไผ่ซึ่งเป็นวัสดุธรรมชาติโดยมีปลูกไว้ในชุมชน เพื่อเป็นการส่งเสริมรายได้ให้กับชาวบ้าน ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน และช่วยลดขยะพลาสติกรักษาสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย

“ด.ญ. จิวาพร สิงห์ทอง หรือ น้องกิ่ง” นักเรียนชั้น ม.1 ซึ่งเข้าร่วมโครงการร้านกาแฟน้อย สู่อาชีพยั่งยืน กล่าวว่า นักเรียนที่ให้บริการในร้านกาแฟน้อย ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนชั้น ม. 1 แบ่งหน้าที่กัน เปิดร้าน จัดร้าน บดกาแฟ ชงกาแฟ ดูแลลูกค้า รับออเดอร์ กิจกรรมต่างๆที่เราได้เรียนรู้จากการเข้าร่วมโครงการฯ ทำให้มีประสบการณ์การทำงานเป็นทีม มีความสามัคคี มีใจในการให้บริการ ใช้เวลาว่างทำกิจกรรมให้เกิดประโยชน์ และเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับน้องๆ ได้เรียนรู้การคำนวณต้นทุน-กำไรจากการขาย รู้สึกภูมิใจเมื่อได้รับคำชมจากลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ ขอขอบคุณมูลนิธิสานอนาคตการศึกษาไทย CONNEXT ED ที่มอบโอกาสดีๆให้กับพวกเรา

ด้าน ด.ญ. สุธิดา น้อยปัญญา หรือ น้องเมย นักเรียนชั้น ม.1 เป็นอีกคนหนึ่งที่เข้าร่วมโครงการฯและได้ฝึกอบรมการทำกาแฟ กล่าวว่า ได้ประสบการณ์หลายอย่าง สามารถนำความรู้จากการฝึกทำกาแฟ และการชงเครื่องดื่มต่างๆ ไปประกอบอาชีพในอนาคต สร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัวในระหว่างเรียน รายได้ที่ได้รับนำไปฝากบัญชีออมทรัพย์ และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง มีความรับผิดชอบในการทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จ รู้จักอดทนต่อการทำงาน

นายหารศึก ภาระหันต์ ผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ รร. บ้านห้วยหัน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 กล่าวว่า เรามองว่าการศึกษา คือ การลงทุน ทำให้นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการกาแฟเด็กน้อย สู่อาชีพยั่งยืน จะต้องลงทุนในการพัฒนาพฤติกรรมที่แสดงถึง ความขยัน การประหยัด ความซื่อสัตย์ ความมีวินัย ความสุภาพ ความสะอาด ความสามัคคี ความมีน้ำใจ แต่สิ่งที่ไม่ต้องลงทุน คือ ทุนในการเปิดร้านกาแฟเด็กน้อย ซึ่งซีพีเอฟเป็นผู้ลงทุนให้ ซึ่งโรงเรียนคาดหวังว่าโครงการกาแฟเด็กน้อย สู่อาชีพยั่งยืน จะเป็นธุรกิจเล็กๆ ในโรงเรียนที่จะส่งเสริมให้นักเรียนมีทางเลือก และมีเป้าหมายหลังจากที่จบการศึกษาจากโรงเรียนแห่งนี้แล้ว สามารถนำประสบการณ์ไปต่อยอด หรือเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น หรือหากไม่ได้ศีกษาต่อก็สามารถนำไปประกอบอาชีพ เป็นรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัว ต้องขอขอบคุณ ซีพีเอฟและSchool Partner (SP) ของซีพีเอฟ ช่วยประสานงาน ให้คำแนะนำ และเป็นที่ปรึกษา ทำงานร่วมกัน

“นอกจากโครงการฯ จะเป็นการปูทางอาชีพให้กับเด็กๆ สามารถนำไปใช้ในอนาคตแล้ว โรงเรียนมีการสั่งภาชนะไม้ไผ่จากชาวบ้าน เป็นการสร้างรายได้สู่ชุมชนในพื้นที่ ซึ่งเท่าที่ประเมินความต้องการใช้ภาชนะไม้ไผ่ คาดว่าจะต้องใช้ประมาณ 200 กระบอกต่อเดือน เป็นการช่วยอุดหนุนและสร้างรายได้สู่ชุมชนในพื้นที่ได้ด้วย ” นายหารศึก กล่าว

“โครงการร้านกาแฟเด็กน้อย สู่อาชีพยั่งยืน” เป็นโครงการสร้างอาชีพที่ซีพีเอฟให้การสนับสนุนโรงเรียนบ้านห้วยหัน ภายใต้การขับเคลื่อนการทำงานของมูลนิธิสานอนาคตการศึกษาคอนเน็กซ์ อีดี (CONNEXT ED) ซึ่งมีทั้งโครงการที่ส่งเสริมศักยภาพของนักเรียน ด้านวิชาการ ด้านอาชีพ การทำเกษตรอินทรีย์รักษ์สิ่งแวดล้อม โครงการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นต้น โดยปัจจุบัน มีโรงเรียนภายใต้การดูแลของซีพีเอฟ 301 โรงเรียน ในพื้นที่ 4 จังหวัด คือ นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสระบุรี ผ่านการดำเนินงานของ School Partner ของซีพีเอฟ 65 คน ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ 5 ด้านหลัก คือ 1. การเปิดเผยข้อมูลโรงเรียนสู่สาธารณะอย่างโปร่งใส 2. กลไกตลาดและวัฒนธรรมการมีส่วนร่วม 3. การพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน 4. เด็กเป็นศูนย์กลาง เสริมสร้างคุณธรรมและความมั่นใจ 5. การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของสถานศึกษา ด้วยความเชื่อมั่นว่า การศึกษาเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืน สามารถสร้างและพัฒนาความรู้ ความสามารถ นวัตกรรม ความคิด ตลอดจนพฤติกรรมของเด็กไทยให้เป็นทั้ง “เด็กดีและเด็กเก่ง”

เปิดเคล็ดลับ “ซันซุ เยลลี่ บุก 0 แคล” SME ดาวรุ่ง พุ่งแรง แค่ปีกว่าขึ้นแท่นความปังในร้านเซเว่นฯ

0

“ซันซุ เยลลี่ บุก 0 แคล” ขนมทานเล่น ภายใต้สโลแกน “อยากทำให้คนทั้งโลก ได้กินของอร่อยแบบที่ไม่รู้สึกผิด” ยังคงฮิตติดกระแสลมบน แบบแรงดีไม่มีตก แม้ว่าจะวางจำหน่ายใน เซเว่น อีเลฟเว่น มาแล้วถึงปีกว่าๆ ก็ตาม แต่ยังคงเป็นที่กล่าวถึงของเหล่านักชิมและบรรดานักรีวิว รวมไปถึงผู้บริโภคทั้งหลายอย่างต่อเนื่อง จนขึ้นแท่นหนึ่งใน SME ดาวรุ่ง พุ่งแรง น่าจับตามองของเซเว่น อีเลฟเว่น ที่มียอดขายสูงถึงกว่า 170 ล้านบาทในระยะเวลาเพียงปีกว่าๆ เท่านั้น

อะไรที่ทำให้ “ซันซุ เยลลี่ บุก 0 แคล” กลายเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมในระยะเพียงไม่นาน ซึ่งผู้ที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุด คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก 2 ยูทูปเบอร์ชื่อดัง ซารต์ – ปัทมพร ปรีชาวุฒิเดช และ กานต์ – อรรถกร รัตนารมย์ จากช่องแบร์ฮัก (Bearhug Channel) ที่มีผู้ติดตามกว่า 3.7 ล้านคน และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ซันซุโซลูชั่น จำกัด เจ้าของแนวคิดและผลิตภัณฑ์ ภายใต้แบรนด์ “ซันซุ” (Sunsu)

คิดต่าง ปลดล็อกทุกขีดจำกัด เติมเต็มสิ่งที่ขาด
2 ผู้บริหารแห่ง ซันซุโซลูชั่น เล่าย้อนความให้ฟังว่า “ซันซุ เยลลี่ บุก 0 แคล” เกิดขึ้นจากความชื่นชอบส่วนตัวของ ซารต์ ที่ชอบทานเยลลี่สไตล์ญี่ปุ่นที่มีเนื้อสัมผัสหนึบ เหนียว นุ่มมาก แต่ติดที่มีปริมาณแคลอรี่สูง หากรับประทานในปริมาณมากก็จะทำให้ร่างกายได้รับแคลอรี่สูงเกินไป จึงปรึกษากับกานต์ ถึงความเป็นไปได้ในการพัฒนาสินค้า จนได้มาเจอกับซัพพลายเออร์ที่จะสามารถพัฒนาสินค้าให้เราได้ ภายใต้เงื่อนไข เนื้อสัมผัสต้องหนึบ เคี้ยวเพลิน จะทานแบบแช่เย็นหรือไม่แช่เย็นก็ได้ และที่สำคัญคือต้อง หอมและอร่อย

“เราถือว่าเป็นเยลลี่ บุก 0 แคล เจ้าแรกของประเทศไทย ทำให้เราไม่มีคู่แข่งในตลาด ตอนแรกเรากำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายไว้ที่กลุ่ม Gen Z และกลุ่ม Gen Y ที่รักการกินของหวาน แต่แคร์เรื่องน้ำหนัก มีการใส่บุกเข้าไปเพื่อเพิ่มคุณประโยชน์ ทำให้อิ่มท้อง มากกว่าแค่ขนมทานเล่น” ซารต์ กล่าว

กานต์ กล่าวเสริมว่า นอกจากการพัฒนาสินค้าให้ได้ตามที่ตั้งใจแล้ว การศึกษาตลาดก็เป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เราได้มีการดูตลาดว่า ผู้บริโภคนิยมรสชาติใด เราจึงพัฒนาสินค้าออกมาทั้งหมด 6 รสชาติ คือ องุ่น สตรอเบอร์รี่ แอปเปิ้ลเขียว ส้มยูซุ พีช และลิ้นจี่ โดยเริ่มวางจำหน่ายในช่วงปลายเดือนกันยายน 2563 ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี วางจำหน่ายเพียง 3 เดือนกว่า ก็สามารถทำยอดขายได้สูงถึงกว่า 30 ล้านบาท และในปี 2564 มียอดขายอยู่ที่ 140 ล้านบาท โดยในปี 2565 ตั้งเป้ายอดขายโต 100%

“พันธมิตรดี-บริหารสต๊อก-สำรองเงินทุน-สร้างจุดขาย” 4 คีย์ลัดความสำเร็จ
หลายคนคงจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า กว่าที่ “ซันซุ เยลลี่ บุก 0 แคล” จะประสบความสำเร็จได้นั้น เราทั้ง 2 คนได้ผ่านบทเรียนอันสำคัญของการทำธุรกิจของมาแล้วและบทเรียนนั้นก็ทำให้ได้เรียนรู้ว่า อะไรคือกุญแจสำคัญของการทำธุรกิจแบบโมเดิร์นเทรด

“กุญแจดอกแรกเลยก็คือ พันธมิตร พันธมิตรที่ดีจะคอยช่วยเหลือเราในทุกด้าน และเซเว่น อีเลฟเว่น ถือเป็นพันธมิตรคนสำคัญที่สอนและให้ความรู้เราตั้งแต่เริ่มต้น แบบนับหนึ่งใหม่ตั้งแต่การบริหารจัดการสต๊อกสินค้า การบริหารจัดการต้นทุนการผลิต การพัฒนาสินค้า การดูแลระบบหลังบ้านทั้งหมด ซึ่งเซเว่น อีเลฟเว่น ให้ความรู้เราในทุกด้าน แบบไม่หวงความรู้” ซารต์ กล่าว

ด้าน กานต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า องค์ความรู้ที่ได้ ทำให้เรารู้ว่ากุญแจดอกสำคัญถัดมาคือ การดูแลสต๊อกสินค้า เพราะส่งผลต่อการวางแพลนการสั่งวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต ซึ่งจะส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บ หากดูแลในส่วนนี้ได้ก็จะช่วยเราคุมต้นทุนและบริหารกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ควรจะมี เงินทุนสำรอง เตรียมไว้ ในกรณีที่เกิดความผิดพลาดจะได้ไม่เดือดร้อนในอนาคต

สำหรับกุญแจดอกสุดท้ายที่จะทำให้สินค้าของเราประสบความสำเร็จได้ก็คือ การสร้างจุดขาย สินค้าจะต้องมีจุดขายที่ชัดเจน เพื่อให้สามารถโฟกัสกลุ่มเป้าหมายได้ นำไปสู่การวางแผนการตลาดที่ตรงกลุ่ม เนื่องจากเราเป็นเพียงแค่ SME ไม่ได้มีงบการตลาดมากพอที่จะทุ่มทำการตลาดเหมือนบริษัทใหญ่ๆ ดังนั้น เราต้องรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายเราคือใคร เหมาะกับกลยุทธ์การตลาดแบบไหน อย่าไปตามกระแสสังคม ที่บอกให้ขายผ่านออนไลน์ ถ้ากลุ่มลูกค้าคุณไม่ได้อยู่บนโลกออนไลน์ก็ไม่มีประโยชน์

“หลายคนสอบถามเข้ามาว่า ทำอย่างไรตัวเองถึงจะประสบความสำเร็จในช่วงที่อายุยังน้อย เราทั้ง 2 คนอยากจะบอกว่า คุณต้องกล้าที่จะออกจากเซฟโซน และกล้าลองทำสิ่งใหม่ๆ บนพื้นฐานของความรู้ที่คุณได้ศึกษาอย่างแท้จริง ซื่อสัตย์กับสิ่งที่คุณทำ จริงใจกับผู้บริโภค และอย่ากดดันตัวเองเกินไป ขอให้ตั้งใจเดินในทางของเรา แล้วคุณก็จะประสบความสำเร็จ” คำกล่าวทิ้งท้ายที่ ซารต์ – ปัทมพร ปรีชาวุฒิเดช และ กานต์ – อรรถกร รัตนารมย์ ขอฝากไว้เป็นข้อคิดให้กับ SME รุ่นใหม่ที่อยากประสบความสำเร็จเหมือนดังเช่นตน

‘ทรีนีตี้’ ชี้ 4 ปัจจัยสำคัญกำหนดทิศทางตลาดหุ้นเดือนมี.ค.

0

มองกรอบดัชนีแนวต้าน 1,700 และ1,740 จุด แนวรับ1,635 และ1,600 จุด หุ้นเด่นแนะนำกลุ่มการแพทย์เลือก BDMS, BCH, CHG, IMH และกลุ่มบริหารหนี้ เลือก BAM, JMT, CHAYO

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ประเมินภาพ SET Index เดือนมีนาคมเคลื่อนไหวไปตามพัฒนาการของ 4 ปัจจัยหลัก ซึ่งได้แก่ 1. Geopolitical risk ระหว่างรัสเซียและยูเครน 2. แนวนโยบายการเงินของ Fed 3. ทิศทางของเศรษฐกิจไทย และ 4. ความเป็นไปได้ที่รัสเซียอาจถูกถอดออกจากดัชนี MSCI EM มองกรอบแนวต้านของดัชนีในเดือนนี้ที่ระดับ 1,700 จุด และ1,740 จุด ซึ่งระดับ 1,740 จุดนี้ถือเป็นระดับที่ยืดสุดแล้วตามวิธีคำนวณด้วยโมเดล Earning yield gap ในขณะเดียวกัน มองกรอบแนวรับ ที่น่าสนใจของดัชนีสำหรับการเพิ่มน้ำหนักที่ระดับ 1,635 จุด และ1,600 จุดตามลำดับ
นายณัฐชาต กล่าวว่า สำหรับกลุ่มหุ้นแนะนำประจำเดือนนี้ ยังคงเน้นต่อเนื่องจากเดือนก่อนไปยังกลุ่ม Defensive ที่มี Alpha เฉพาะตัว เหมาะกับการเลือก Selective ในช่วงเวลาที่ Valuation ของดัชนีอยู่ในโซนสูง และยังมีความไม่แน่นอนของปัจจัยรอบด้านอยู่ คือกลุ่มการแพทย์ (Healthcare) และกลุ่มบริหารหนี้ (AMC) ซึ่งในส่วนของกลุ่ม Healthcare นั้น เลือก BDMS, BCH, CHG, IMH และกลุ่ม AMC เลือก BAM, JMT, CHAYO
สำหรับ 4 ปัจจัยใหญ่ที่จะมีอิทธิพลต่อ SET Index ในเดือนนี้ได้แก่

  1. ความขัดแย่งด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical risk) ระหว่างรัสเซียและยูเครน ประเมินตราบใดที่ปัจจัยดังกล่าวยังยืดเยื้อและลากยาวออกไป จะเป็นผลบวกทางอ้อมต่อตลาดหุ้นไทยที่จะเห็น Fund flow ไหลเข้าเพื่อหลบภัยในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม หากทั้ง 2 ฝ่ายหาข้อตกลงร่วมกันได้ คาดว่าจะเห็น Fund flow ไหลย้อนกลับไปยังประเทศที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยดังกล่าวอย่างมากก่อนหน้านี้ เช่น ยุโรป และสหรัฐฯ เป็นต้น
  2. แนวนโยบายการเงินของ Fed โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลการประชุม FOMC ในวันที่ 15-16 มี.ค.นี้ หากในที่ประชุมดังกล่าว Fed มีมติขึ้นดอกเบี้ยเพียง 0.25% คาดว่าตลาดหุ้นจะตอบรับเชิงบวก ในระยะสั้นได้ เนื่องจากเป็นสิ่งที่อยู่ในราคาไปหมดแล้ว แต่หาก Fed ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยถึง 0.50% เพื่อยับยั้งเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ประเมินจะเป็น Negative surprise ต่อตลาดหุ้นในระยะสั้น ผ่านการปรับสูงขึ้นของ Bond yield แบบฉับพลัน เนื่องจาก ณ ขณะนี้ตลาด Price in ปัจจัยดังกล่าวไปเพียงแค่ 7% เท่านั้น อย่างไรก็ดี มองประเด็นการขึ้นดอกเบี้ย 0.50% จะมีผลต่อตลาดหุ้นในลักษณะ “เจ็บแล้วจบ” ซึ่งจะถือเป็นเรื่องดีต่อภาพตลาดหุ้นในระยะกลางได้
  3. พัฒนาการของเศรษฐกิจไทย ซึ่งส่วนหนึ่งอิงอยู่กับสถานการณ์ Covid ในประเทศที่ล่าสุดยังคงเห็นจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตในระดับสูง มองประเด็นดังกล่าวเมื่อมาประกอบกับแรงส่งของนโยบายภาครัฐที่ลดลง และระดับราคาสินค้าโดยรวมที่อยู่สูง จะส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนทยอยลดลงได้ ซึ่งไม่เป็นผลดีนักต่อกลุ่ม Domestic consumption โดยรวม สอดคล้องกับดัชนี Mobility ปัจจุบันที่บ่งชี้ว่าคนเริ่มออกมาดำเนินชีวิตและมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจนอกบ้านในระดับต่ำอีกครั้ง รวมถึงรายงานของธปท.ล่าสุด ที่เริ่มบ่งชี้ถึงสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัว มองปัจจัยนี้จะมีผลโดยตรงต่อ EPS ของ SET ในช่วงถัดไปได้ โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีก ธนาคาร และกลุ่ม Consumer discretionary ต่างๆ และมีโอกาสกระทบกับระดับเป้าหมายของ SET ในท้ายที่สุด
  4. ความเป็นไปได้ที่รัสเซียอาจถูกถอดออกจากการคำนวณดัชนี MSCI Emerging Market (MSCI EM) ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะทำให้เห็นเม็ดเงิน Fund flow ไหลเข้าสู่ประเทศ EM อื่นๆได้ ซึ่งไทยเราถือเป็นหนึ่งในนั้น โดยจากการคำนวณของทรีนีตี้ล่าสุดพบว่า หากเกิดกรณีดังกล่าว น้ำหนักหุ้นไทยในดัชนี MSCI EM นี้จะขยับสูงขึ้นจาก 1.85% สู่ระดับ 1.89% คิดเป็นเม็ดเงินไหลเข้าราว 140 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 4,600 ล้านบาท หากอิงกับเม็ดเงินลงทุนที่อิงอยู่กับดัชนี MSCI EM ราว 3.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ

AIS จับมือคณะแพทย์ศิริราช และวิศวฯ มหิดล จัด Mobile Stroke Unit สู่พื้นที่ห่างไกล สร้างโอกาส ช่วยผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า จากความร่วมมือของ AIS 5G กับ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล และ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหิดล ในการพัฒนารถ Mobile Stroke Unit หรือ หน่วยรักษาอัมพาตเคลื่อนที่ ตั้งแต่ปี 2561 ที่ผ่านมา สร้างโอกาสให้คนไทยสามารถเข้าถึงระบบสาธารณสุขได้อย่างเท่าเทียม เพราะมาตรฐานเวลาที่แพทย์สามารถวินิจฉัยและรักษาได้อย่างเหมาะสม ทันท่วงที กับอาการและความรุนแรง คือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การรักษาโรคนี้ประสบผลสำเร็จ ความร่วมมือดังกล่าวทำให้มีรถ Mobile Stroke Unit ที่พร้อมในการทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองรวมแล้ว 5 คัน ซึ่งทยอยกระจายการให้บริการในภูมิภาคต่างๆ ในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ 

นายวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ AIS กล่าวว่า AIS เดินหน้าด้วยงบลงทุนกว่า 30,000 – 35,000 ล้านบาทในทุกปี เพื่อพัฒนาโครงข่ายอัจฉริยะ 5G ให้เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่มีความสามารถในการยกระดับการทำงานของภาคส่วนต่างๆ ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ ภาคสาธารณสุข ผ่านการคิดค้นบริการดิจิทัลและโซลูชันส์ที่สามารถสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ในมิติต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาเราได้ทำงานร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในการร่วมกันพัฒนารถ Mobile Stroke Unit รถพยาบาลที่มีความสามารถในการช่วยเหลือ ปฐมพยาบาล ผู้ช่วยโรคหลอดเลือดสมอง

AIS ได้ร่วมกับคณะทำงาน พัฒนาอุปกรณ์ภายในรถเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและกระจายสัญญาณ อาทิ 5G CPE ที่รองรับสัญญาณการแจ้งเหตุได้อย่างรวดเร็ว การเพิ่มคุณภาพของสัญญาณการส่งภาพจากกล้องภายในรถ หรือแม้แต่ภาพ CT Scan ที่มีความจำเป็นต้องส่งขึ้น Cloud อย่างเร็วที่สุด เพื่อให้ทีมแพทย์ได้วินิจฉัยรวมถึงประเมินอาการระดับความรุนแรง หรือแม้แต่การปฐมพยาบาลเพื่อรักษาในเบื้องต้นได้ทันเวลา

ล่าสุดคณะทำงานได้ขยายผลความสำเร็จของรถ Mobile Stroke Unit ไปยังพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ อาทิ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชจอมบึง จ.ราชบุรี, โรงพยาบาลคีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี, โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ จังหวัดเชียงราย, โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม จ.นครพนม 

รศ.นพ.ยงชัย นิละนนท์ ประธานศูนย์โรคหลอดเลือดสมองศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การรักษาคนไข้โรคหลอดเลือดสมอง มีปัจจัยหลักอยู่ที่มาตรฐานเวลา หมายความว่า หากพบอาการเร็ว ได้รับการวินิจฉัยเร็ว ก็จะได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อัตราของโอกาสการหายก็จะมีเพิ่มขึ้น จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาเป็นเครื่องมือในการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์

รถ Mobile Stroke Unit ได้ให้บริการแก่ผู้ป่วยไปแล้วกว่า 700 ราย  พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองได้จริง รถ Mobile Stroke Unit สามารถวินิจฉัยผู้ป่วยได้ตั้งแต่อยู่บนรถโดยสามารถส่งผล CT Scan ไปยังทีมแพทย์เฉพาะทางให้สามารถทำการตรวจรักษาผ่านจอมอนิเตอร์ที่ถ่ายทอดภาพของผู้ป่วยในรถได้อย่างคมชัด เพื่อให้แพทย์สามารถแนะนำการรักษาได้ตรงตามอาการและความรุนแรงของโรคได้อย่างทันท่วงที  ซึ่งกระบวนการทั้งหมดจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยนวัตกรรม และดิจิทัลเทคโนโลยีอย่าง 5G เข้ามาเป็นตัวช่วยในการผลักดันการทำงานให้เกิดความต่อเนื่อง และสามารถช่วยชีวิตหรือลดอาการความรุนแรงของโรคหลอดเลือดสมองได้จริง

ผศ.ดร.พรชัย ชันยากร รองคณบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพกระบวนงาน ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า  Mobile Stroke Unit ถูกพัฒนาขึ้นโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ ศูนย์โรคหลอดเลือดสมอง รพ.ศิริราช และพันธมิตร ผ่านการคิด การออกแบบ และการทดสอบที่เข้าใจ Journey การทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ในการรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน โดยตัวรถและระบบต่าง ผ่านการทดสอบสมรรถนะ มาตรฐานความปลอดภัยด้านยานยนต์ มาตรฐานความปลอดภัยด้านรังสี ติดตั้งและทดสอบระบบกู้ชีพ ระบบการแพทย์ทางไกล หรือ Telemedicine และสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์สื่อสารภายในรถกับโครงข่ายสื่อสารสัญญาณ 5G ได้อย่างเป็นเนื้อเดียวกัน

ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา รถ Mobile Stroke Unit เริ่มทยอยให้บริการรักษาและส่งต่อผู้ป่วยแล้วอย่างต่อเนื่อง จากพื้นที่ให้บริการในกรุงเทพฯ สู่การขยายพื้นที่การให้บริการไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ในขณะนี้มีรถ Mobile Stroke Unit พร้อมปฏิบัติการจำนวน 5 คัน และอยู่ระหว่างการผลิต ติดตั้งระบบ กำหนดแล้วเสร็จอีก 1 คันในปีนี้ โดยเป้าหมายการทำงานของเราไม่เพียงแค่คิดค้นนวัตกรรมด้านสาธารณสุขเพื่อยกระดับมาตรฐานวงการสาธารณสุขไทยให้เป็น Medical Tech เท่านั้น แต่เรายังมองถึงความยั่งยืนในการช่วยเหลือชีวิตของผู้ป่วย ที่สามารถลดอาการรุนแรงและอัตราการเสียชีวิตของคนไทยได้

ทั้งนี้ คณะทำงานได้ขยายผลความสำเร็จของรถ Mobile Stroke Unit ไปยังพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ อาทิ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชจอมบึง จ.ราชบุรี, โรงพยาบาลคีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี, โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ จังหวัดเชียงราย, โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม จ.นครพนม  ด้วยการยกระดับศักยภาพการทำงานของฟังก์ชั่นและอุปกรณ์ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพของโครงข่าย 5G ทั้งคุณภาพของสัญญาณและความครอบคลุมของพื้นที่ให้เกิดการเชื่อมต่อขั้นตอนการทำงานทั้งระบบ ได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น  โดยในตอนนี้รถ Mobile Stroke Unit มีความพร้อมในการทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองรวมแล้ว 5 คัน ซึ่งจะทยอยกระจายการให้บริการในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศในปี 2565 นี้

OR ประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ “เติมเต็มโอกาส เพื่อทุกการเติบโต ร่วมกัน” เติบโตเคียงข้างผู้คน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม

0

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR  เปิดเผยว่า OR ได้กำหนดวิสัยทัศน์ใหม่ คือ “เติมเต็มโอกาส เพื่อทุกการเติบโต ร่วมกัน” หรือ “Empowering All Toward Inclusive Growth”    ทั้งนี้ เพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงทางด้านภูมิอากาศ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงวิถีในการดำเนินชีวิตและพฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งให้ความสำคัญต่อสุขอนามัยและความปลอดภัย การใช้พลังงานสะอาด และปัญหาสังคมอย่างเรื่องความเหลื่อมล้ำ OR จึงได้ปรับทิศทางในการขับเคลื่อนธุรกิจ และตอกย้ำถึงเจตจำนง (Purpose) ในการสร้างการเติบโตของธุรกิจควบคู่ไปกับการเติบโตของผู้คนและสิ่งแวดล้อม

วิสัยทัศน์ใหม่นี้จะเป็นทิศทางในการดำเนินธุรกิจของ OR รวมทั้งตั้งเป้าหมายในปี 2030 (พ.ศ.2573) หรือ OR 2030 Goals ใน 3 ด้าน คือ

1) การยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชน (Living Community) ซึ่งครอบคลุมทั้งในพื้นที่ที่ OR ดำเนินธุรกิจและชุมชนรอบพื้นที่ธุรกิจ มากกว่า 15,000 ชุมชน หรือกว่า 12 ล้านชีวิต

2) การสร้างสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ (Healthy Environment) โดยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ครอบคลุมตลอดทั้งการดำเนินธุรกิจ เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในสถานประกอบการ และลดปริมาณขยะที่เกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจ โดยตั้งเป้าที่จะลดให้ได้มากกว่า 1 ใน 3 หรือประมาณ 33% เมื่อเทียบกับปี 2018 รวมทั้งตั้งเป้าที่จะบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon-Neutrality) ภายในปี 2030 และบรรลุการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Carbon) ภายในปี 2050

3) การสร้างการเติบโต สร้างอาชีพ และการกระจายความมั่งคั่ง (Economic Prosperity) สู่คู่ค้า ผู้ถือหุ้น ผู้ประกอบการขนาดย่อม (MSMEs) พนักงาน และชุมชนมากกว่า 1 ล้านราย ผ่านการเติบโตโดยการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ (Partnership) เป็นหลัก

การเติบโตรูปแบบใหม่ของ OR จะเป็นการเติบโตแบบ Outside-In หรือการเติบโตโดยการเข้าไปร่วมมือกับธุรกิจที่สร้างจากพันธมิตรภายนอก สนับสนุนกันและกันผ่านการใช้ Asset ของ OR ที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็นทางกายภาพ (Physical) ทางดิจิทัล (Digital) ตลอดจนความสามารถในการขยายธุรกิจให้เติบโต (Scalability) เช่น การบริหารงานแบบมืออาชีพ ความเชี่ยวชาญด้านการตลาด การขยายฐานลูกค้า และการต่อยอดความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์ของ OR โดย OR ต้องการสร้างจุดยืนที่ชัดเจนในการเป็น Inclusive Growth Platform เพื่อรองรับการเติบโตร่วมกับพันธมิตร ซึ่งจะเป็นธุรกิจใดก็ตามที่ OR สามารถเข้าไปสนับสนุนได้แล้วก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้ง 2 ฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจขนาดเล็ก ธุรกิจขนาดกลาง หรือธุรกิจที่ต้องการการสนับสนุน โดย OR ได้พัฒนาโมเดล “OR Inclusive Partnership” ซึ่งประกอบด้วยการนำความต้องการของลูกค้าของพันธมิตรเป็นที่ตั้ง แสวงหาสิ่งที่พันธมิตรต้องการเพื่อตอบโจทย์ลูกค้า และการเข้าไปเติมเต็มได้ด้วยศักยภาพที่ OR มีอยู่ ตลอดจนพัฒนาระบบการปฏิบัติงานที่ยืดหยุ่นให้สามารถรองรับการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน และสอดคล้องกับพันธกิจทั้ง 4 ด้าน คือ การสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจพลังงานแบบผสมผสานเพื่อการเคลื่อนที่อย่างไร้รอยต่อ (Seamless Mobility) การสร้างทางเลือกสำหรับการดำเนินชีวิตอย่างครบวงจรเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตทุกรูปแบบ (All Lifestyles) การขยายฐานธุรกิจเพื่อสร้างความสำเร็จและการยอมรับในตลาดโลก (Global Market) และการแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมเพื่อยกระดับสู่นวัตกรรมในแบบฉบับของ OR (OR Innovation)

ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายปี 2030 และผลักดันให้เกิด Inclusive Growth Platform ที่จะนำไปสู่การเติบโตร่วมกันทั้งระบบนิเวศ OR ได้เตรียมงบประมาณลงทุนกว่า 200,000 ล้านบาทในช่วง 10 ปีข้างหน้า โดยตั้งเป้าหมายและคาดหวังว่าในปี 2030 จะมี EBITDA มากกว่า 40,000 ล้านบาท โดยกว่าร้อยละ 50 มาจากการเติบโตร่วมกับพันธมิตรของ OR

“วันนี้ OR พร้อมที่จะเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจเข้ามาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ (Partnership) เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน และในขณะเดียวกันก็สามารถเติมเต็มความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครบครัน ตอบโจทย์การชีวิตในทุกรูปแบบ ตลอด 24 ชั่วโมง ที่สำคัญ OR จะไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจที่มุ่งเน้นแสวงหากำไร แต่ยังเป็นอีกเสาหลักของสังคมในยุคนี้ ที่ไม่ได้มองว่าผู้คนเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจ แต่ล้วนเป็นชีวิตที่เราอยากให้เติบโตไปด้วยกัน 

สิงห์อาสา สนับสนุนทีมแพทย์ฝ่าวิกฤตโอมิครอน กระจายความช่วยเหลือ 62 ศูนย์แพทย์ทั่วประเทศ

0

สถานการณ์ผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ในช่วงโค้งสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์เข้าสู่ขั้นวิกฤต สถิตินิวไฮต่อเนื่องส่งผลให้บุคลากรด้านสาธารณสุข หน่วยอาสาสมัคร ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในโรงพยาบาลหลัก-สนาม ศูนย์พักคอยและหน่วยงานอาสาสมัครหลายแห่งต้องทำงานต่อเนื่องอย่างหนัก เพราะยังมีผู้ป่วยรายใหม่อีกจำนวนมากรอเข้ารับการรักษา

สิงห์อาสา โดย มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี และ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เร่งลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลหลัก-สนาม และหน่วยงานอาสาสมัครในหลายแห่ง โดยนำน้ำดื่มสิงห์กว่า 160,000 ขวด อาหารพร้อมทาน (ข้าวรีทอร์ท) กว่า 1,700 ชุด ส่งมอบให้แก่โรงพยาบาลหลัก โรงพยาบาลสนาม ศูนย์พักคอยฯ และหน่วยงานอาสา เพื่อสนับสนุนการทำงานพร้อมส่งกำลังใจสู่ทีมแพทย์ พยาบาล และอาสาสมัครที่เสียสละทุ่มเทช่วยเหลือประชาชนที่ติดเชื้อโควิด-19 อย่างไม่ได้หยุดพักรวมแล้ว 62 แห่งทั่วประเทศภายในระยะเวลาเพียง 4 วัน นับตั้งแต่วันที่ 23 ก.พ.-26 ก.พ. 65 ในหลายจังหวัดทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สิงห์บุรี สุพรรณบุรี ฉะเชิงเทรา นครราชสีมา สมุทรปราการ ระยอง ชลบุรี สมุทรสาคร พระนครศรีอยุธยา ชัยนาท สระบุรี ลพบุรี ขอนแก่น นครสวรรค์ ชัยภูมิ กำแพงเพชร ลำพูน เชียงใหม่ เชียงราย มุกดาหาร กาญจนบุรี กาฬสินธุ์ บุรีรัมย์ กระบี่ สตูล และสงขลา ภายหลังจากที่ เมื่อวันที่ 22 ก.พ.65 คุณปิติ ภิรมย์ภักดี กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “โรงพยาบาลสนามและอาสาสมัครหน่วยไหนต้องการน้ำและอาหารพร้อมทาน ติดต่อผมหรือสิงห์อาสาฯ โดยตรงได้เลยครับ” ซึ่งโพสต์ดังกล่าวได้รับคำชื่นชมและกำลังใจเป็นจำนวนมาก รวมถึงได้มีการขอรับการสนับสนุนเข้ามาเป็นจำนวนมาก

โดยสิงห์อาสาและเครือข่ายจะเดินหน้าส่งต่อความช่วยเหลือต่อไปอย่างต่อเนื่อง 4 วัน ช่วยเหลือไปถึง 62 แห่งทั่วประเทศ ประกอบด้วย พื้นที่กรุงเทพฯ 8 แห่ง ศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อคลองสามวา, รพ.สนามแขวงทางหลวงธนบุรี, องค์ทำดี (บุ๋ม ปนัดดา), รพ.สนามเอราวัณ 1, ศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อวัดสะพาน, ชุมชนซอยสีน้ำเงิน, ชุมชนบ้านครัว, ชุมชน101บึงทองหลาง, จ.นนทบุรี 5 แห่ง รพ.สนามบางบัวทอง, รพ.สนามเทศบาลเมืองพิมลราช, รพ.สนามวัดบัวขวัญ, รพ. พระนั่งเกล้า, หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสยามนนทบุรี, จ.ปทุมธานี 2 แห่ง รพ.สนามลานโพธิ์, รพ.ลาดหลุมแก้ว, จ.สมุทรปราการ 2 แห่ง ศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อวัดแหลมวัดแหลมฟ้าผ่า, ศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อตำบลบางโปร่ง, จ.สุพรรณบุรี 2 แห่ง รพ.สนามสุวรรณภูมิ, รพ.สนามวัดตรีสุทธิธรรม, จ.อยุธยา 2 แห่ง รพ.สนามอำเภอท่าเรือ, ศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อ อบต.บ้านพลับ, จ.นครสวรรค์ 3 แห่ง รพ.สนามอำเภอพยุหะคีรี, รพ.ท่าตะโก, รพ.บรรพตพิสัย, จ.ชลบุรี 3 แห่ง เทศบาลเมืองแสนสุข, ศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อเทศบาลเมืองปรกฟ้า, มูลนิธิธรรมรัศมีมณีรัตน์ (หน่วยกู้ภัยมังกร), จ.นครราชสีมา 2 แห่ง รพ.แก้งสนามนาง, หน่วยกู้ภัยมูลนิธิฮุก 31, จ.ชัยภูมิ 3 แห่ง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชัยภูมิ, รพ.บ้านเขว้า, รพ.สนามอำเภอหนองบัวแดง, จ.ขอนแก่น 2 แห่ง อบต.หินตั้ง, อบต.บ้านลาน, จ.เชียงราย 4 แห่ง รพ.พญาเม็งราย, สมาคมกู้ชีพธรรมนันท์, รพ.ศูนย์การแพทย์ ม.แม่ฟ้าหลวง, มูลนิธิสยามรวมใจ (ปู่อินทร์), จ.เชียงใหม่ 3 แห่ง ศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อชุมชนบ้านแม่ฮักพัฒนา, ศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อ รร.บ้าวแควมะกอก, ชุมชนบ้านแปลง 5, จ.นครศรีธรรมราช 2 แห่ง รพ.ทุ่งใหญ่, รพ.สนามเทศบาลลานสกา และจ.บุรีรัมย์ 1 แห่งรพ.บ้านกรวด รวมถึง รพ.สนามศูนย์10 สภาอุตสาหกรรม จ.สมุทรสาคร, รพ.สนามนครชัยศรี จ.นครปฐม, รพ.สนามท่าช้าง จ.สิงห์บุรี, ศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อเทศบาลตำบลธรรมามูล จ.ชัยนาท, ศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อ รร.วัดตะเฆ่ จ.สระบุรี, ศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อ อบต.หลุมข้าว จ.ลพบุรี, รพ.สนาม วัดสิงห์สุทธาวาส จ.สิงห์บุรี, รพ.สนามศูนย์พุทธโสธรประชารักษ์ จ.ฉะเชิงเทรา, รพ.สนามโรงแรมระยองซิตี้ จ.ระยอง, ศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อ อบต.เกาะสำโรง จ.กาญจนบุรี, ศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อ อบต.ห้วยแม่เพรียง จ.เพชรบุรี, รพ.สต.บ้านโนนสังข์ศรี จ.มุกดาหาร, รพ.สมเด็จพระยุพราชกุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์, รพ.สต.ลำไพล จ.สงขลา, อบต.ควนสตอ จ.สตูล, รพ.สนามพลบดี จ.กระบี่, รพ.สนามโรงเรียนอนุบาลคลองลาน จ.กำแพงเพชร, รพ.ป่าซาง จ.ลำพูน

สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ อาสาสมัคร รวมไปถึงประชาชนที่กำลังทุกข์ร้อนซึ่งเป็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือโดยส่งข้อมูลมาได้ที่เพจสิงห์อาสาตลอด 24 ชั่วโมง สิงห์อาสาจะอยู่เคียงข้างคนไทยจนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดจะคลี่คลายและทุกคนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข

ทั้งนี้ ตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 “สิงห์อาสา” โดย มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี และ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด พร้อมด้วยบริษัทในเครือ และเครือข่ายสิงห์อาสาทั่วประเทศ ได้ช่วยเหลือด้วยการสนับสนุนน้ำดื่มสิงห์ กว่า 3 ล้านขวด รวมถึงอาหารแช่แข็ง อาหารพร้อมทาน (ข้าวรีทอร์ท) และอาหารปรุงสุก พร้อมทั้งส่งมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น เช่น เครื่องผลิตออกซิเจน ชุดป้องกัน PPE, หน้ากาก N95 ให้โรงพยาบาลต่างๆ ทั้งโรงพยาบาลหลัก โรงพยาบาลสนาม และศูนย์บริการประชาชนกว่า 160 แห่งทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังช่วยเหลือประชาชนตามชุมชนต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบกว่า100 ชุมชน โดยสั่งข้าวกล่องจากร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบจากการล็อคดาวน์มอบให้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน หรือทำแปลงเกษตรในบริษัทในเครือบุญรอดฯ ทั่วประเทศ นำผลผลิตส่งมอบให้ โรงพยาบาลในท้องถิ่น และชุมชนใกล้เคียง เพื่อช่วยเหลือ ดูแลผู้ป่วยและผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ที่สำคัญสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่อาสาสมัคร ตลอดจนวัดและศาสนสถาน หลายจุดทั่วประเทศ หากพิจารณาตั้งแต่โควิดการแพร่ระบาดช่วงแรกปลายปี 2562 บริษัทฯ ดำเนินการช่วยเหลือผ่านกิจกรรมและโครงการต่างๆ รวมเป็นมูลค่ากว่า 250 ล้านบาท