Home Blog Page 336

‘โออาร์’ เดินหน้าเปิดเพิ่มสถานีชาร์จรถไฟฟ้า 24 จุด รับเทรนด์พลังงานสะอาด

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า นายชุมพล สุรพิทยานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่การตลาดพาณิชย์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (โออาร์) และ นายประเสริฐ ศรีอุฬารพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล จำกัด และ บริษัท สยาม รีเทล ดีเวลล็อปเม้นท์ จำกัด ร่วมพิธีลงนามสัญญาติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้า EV Station PluZ ในพื้นที่ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ เดอะพรอมานาด เทอร์มินอล21 สาขา อโศก พระราม 3  พัทยา และโคราช รวมทั้งสิ้น 24 จุดจ่าย ถือเป็นการขยายการให้บริการสถานีชาร์จไฟฟ้า EV Station PluZ นอกสถานีบริการ PTT Station และคาดว่าจะเริ่มใช้งานได้ในไตรมาส 3 ของปี 2565 

นายชุมพล กล่าวว่า แนวโน้มการเติบโตของรถไฟฟ้าในไทย เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โออาร์ พร้อมตอบสนองความต้องการของผู้ใช้รถไฟฟ้า (EV) โดยความร่วมมือในการขยายการติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้า EV Station PluZ จะช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้รถไฟฟ้าสามารถเข้าถึงสถานีชาร์จไฟฟ้า EV Statoin PluZ ได้สะดวกยิ่งขึ้น และสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่นิยมมาใช้บริการที่ห้างสรรพสินค้าและให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานสะอาด โดย โออาร์ จะติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้าในรูปแบบ Normal Charge โดยผู้ใช้รถ EV สามารถลงทะเบียนผ่านโมบายแอปพลิเคชั่น ‘EV Station PluZ’ ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งาน ทั้งการจองเข้าชาร์จ ชำระเงิน และตรวจสอบประวัติการใช้งานได้อย่างสะดวกง่ายดาย รองรับการใช้งานทั้งบนระบบปฏิบัติการ iOS, Android และเว็บแอปพลิเคชัน https://evstation.pttor.com/  นอกจากนี้ ยังสามารถแจ้งข้อมูลสถานะของสถานีชาร์จแต่ละแห่ง เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุมเวลาการเข้าชาร์จได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในพันธกิจของ โออาร์ ในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจพลังงานแบบผสมผสานเพื่อการเคลื่อนที่อย่างไร้รอยต่อ (Seamless Mobility) ตอบโจทย์คนเดินทางทุกรูปแบบ และก้าวสู่การเป็นผู้นำในระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ต่อไปในอนาคต อีกทั้งยังสอดคล้องกับหนึ่งในเป้าหมายของโออาร์ในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ (Healthy Environment) โดยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ครอบคลุมตลอดทั้งการดำเนินธุรกิจ เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด ผ่านการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าอีกด้วย 

นายประเสริฐ กล่าวว่า ศูนย์การค้าเทอร์มินอล21 แฟชั่นไอส์แลนด์ และเดอะพรอมานาด เป็นศูนย์การค้าที่ออกแบบมาเพื่อสร้างประสบการณ์ความสุขที่มากกว่าการชอปปิ้งเพื่อให้สมาชิกในครอบครัวได้มาใช้เวลาและแบ่งปันความสุขร่วมกัน พร้อมตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ การติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้า EV Station PluZ ที่ศูนย์การค้าทั้ง 6 แห่ง ตอบโจทย์ของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคปัจจุบันที่มีแนวโน้มในการเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น โดยลูกค้าสามารถนำรถเข้ามาชาร์จไฟระหว่างที่เข้ามาใช้บริการในศูนย์การค้าได้อย่างสะดวกสบาย 

รู้เก็บรู้ออม : พิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน INVESTORY โฉมใหม่

0

เชื่อว่า สายออมเงิน สายลงทุน ที่ใฝ่เรียนรู้ ชอบค้นหาความรู้เรื่องการลงทุน ถึงแม้ว่าทุกวันนี้ โลกการเรียนรู้จะอยู่ในอินเตอร์เน็ต อยากรู้อะไร ก็เคาะๆ จิ้มๆ เสิร์จหาในกูเกิลเอา แต่การได้สัมผัสบรรยากาศการเรียนรู้ด้วยการเดินเข้าชมพิพิธภัณฑ์ก็ยังเป็นประสบการณ์และเสน่ห์สำหรับคนจำนวนไม่น้อยในปัจจุบัน

หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า บ้านเรามีแหล่งเรียนรู้ด้านการวางแผนการเงินและการลงทุนแห่งแรกของประเทศ ชื่อว่า พิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน (INVESTORY) ตั้งอยู่ที่ชั้นใต้ดินอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บนถนนรัชดาภิเษก นี่เอง

ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีวัตถุประสงค์ที่จะก่อตั้งที่นี่ให้เป็นแหล่งการเรียนรู้ และสร้างแรงบันดาลใจในการวางแผนการเงินและการลงทุนให้กับเยาวชนและประชาชนทั่วไปที่สนใจการลงทุน รวมทั้งสร้างความเข้าใจกลไกการทำงานของตลาดทุนไทยและพัฒนาการของตลาดหลักทรัพย์ฯ

เมื่อเปิดให้บริการเข้าสู่ปีที่ 5 ตลาดหลักทรัพย์ฯจึงได้มีการปรับปรุง พิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน โดยเพิ่มเติมเนื้อหาความรู้ อัปเดตข้อมูลความรู้การลงทุนต่างๆให้สมบูรณ์ และทันกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เพิ่มคอนเทนต์ด้านการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบ โดยเฉพาะเรื่อง “หุ้นยั่งยืน” และแนะนำ 2 ตัวละครใหม่ คือ Power G ตัวแทนผู้ลงทุนยุคใหม่ กับ Money Monsters ศัตรูร้ายทางการเงินตัวใหม่ ที่จะมาช่วยสร้างสีสันและความสนุกในการถ่ายทอดความรู้เรื่องการลงทุนมากยิ่งขึ้น

พร้อมๆกับการปรับลุคใหม่ของตัวสถานที่ให้ดูสดใส กว้างขวาง และทันสมัยขึ้น ตลอดจนการใช้สื่อการเรียนรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ และความสนใจ ชวนคนให้อยากมาหาความรู้ที่นี่มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาปรับปรุงชุดนิทรรศการ ทั้งนิทรรศการถาวรและนิทรรศการชุดพิเศษ ภายใต้แนวคิด สร้างแรงบันดาลใจสู่การลงทุนเพื่อความยั่งยืน (Inspire to Invest for Sustainability) เพิ่มเติมเนื้อหาความรู้เกี่ยวกับการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบและพัฒนาการตลาดทุนไทยจนถึงปัจจุบัน

โดยมีไฮไลต์สำคัญ คือ นิทรรศการชุดพิเศษ นครหุ้นยั่งยืน หรือ INVESTOPIA ที่จะทำให้ผู้เข้าชมเข้าใจบทบาทของผู้ลงทุนยุคใหม่ที่ต้องใส่ใจกับธุรกิจที่ดูแลสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) แบ่งออกเป็น 4 โซนย่อย โซนความเสี่ยงด้านความยั่งยืน, โซนกลไกธุรกิจยั่งยืน, โซนพลังของผู้ลงทุนที่มีความรับผิดชอบ และโซนพิชิตการลงทุนเพื่อโลกที่ยั่งยืน

นอกจากได้รู้จัก “หุ้นยั่งยืน” มากขึ้นแล้ว ยังสามารถทดลองลงทุนในหุ้นยั่งยืน จากข้อมูลจริงในโปรแกรม Settrade Streaming อีกด้วย จะได้เห็นว่าพอร์ตลงทุนของเราและโลกสามารถเติบโตอย่างสวยงามและยั่งยืนไปพร้อมกัน

เตรียมพบกับโฉมใหม่ของพิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน เร็วๆนี้ หรือถ้าอดใจไม่ไหวจริงๆ ก็สามารถเข้าไปทดลองเที่ยวแบบเสมือนจริงทางออนไลน์ก่อนได้ที่ www.set.or.th/INVESTORY ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นวันเวลา และรอบบริการ ได้ที่อีเมล [email protected] หรือโทร.0-2009-9865 อีกไม่นานเกินรอ!

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ลูกค้า AIS – บางจากฯ -ซิตี้แบงก์ ผูกบัญชีคะแนนผ่าน myAIS รับสิทธิพิเศษมากมาย

0

นางภูมิใจ  กฤติยานนท์ หัวหน้าแผนกงานบริหาร คะแนน AIS เปิดเผยว่า  AIS Points  ยกระดับการให้บริการการแลกคะแนนเพื่อรับสิทธิพิเศษไปอีกขั้นภายใต้แนวคิด Seamless Redemption หรือ การแลกพอยท์แบบไร้รอยต่อ โดยผนึกกำลังร่วมกับพาร์ทเนอร์ได้แก่ บางจากฯ และซิตี้แบงก์ เข้าร่วมโครงการ AIS Point Plus ให้ลูกค้าสามารถผูกบัญชีคะแนนสะสมจาก บางจากฯ หรือ ซิตี้แบงก์ เข้ามาที่แอป myAIS ก็จะสามารถใช้คะแนนเพื่อแลกรับสิทธิพิเศษได้อย่างมากมาย สแกนง่าย แลกสะดวก ณ ร้านค้าแบรนด์ชั้นนำที่ร่วมรายการ AIS Points Plus กว่า 9,000 สาขา

“เรามุ่งมั่นที่จะเป็นที่ 1 ตัวจริงในทุกมิติของการให้บริการลูกค้ากว่า 44.1 ล้านเลขหมายที่ไว้วางใจ ทั้งในแง่ของคุณภาพเน็ตเวิร์ค บริการดิจิทัลต่างๆ รวมถึงด้านสิทธิพิเศษและงานดูแลลูกค้า ทำให้เราพยายามมองหาโอกาสและช่องว่างใหม่ๆ ที่จะสามารถเติมเต็มการใช้ชีวิตของลูกค้าได้อย่างครบถ้วน ซึ่งแน่นอนว่าภายใต้พฤติกรรมของลูกค้า AIS ยังมีการเชื่อมต่อกับไลฟ์สไตล์ด้านอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งการเดินทาง การใช้จ่ายช้อปปิ้งต่างๆ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้วันนี้เราได้เริ่มต้นโครงการ AIS Points Plus จากโจทย์ที่เราต้องการให้ลูกค้า AIS สามารถใช้คะแนนสะสมของพาร์ตเนอร์ในการแลกรับสิทธิพิเศษต่างๆ ได้แบบ Seamless บน myAIS

โดยวันนี้เราได้เริ่มต้นให้บริการ AIS Points Plus กับ 2 พาร์ทเนอร์แรกอย่าง บางจากฯ และ ซี้ตี้ แบงก์ ด้วยจำนวนลูกค้าสมาชิกสะสมคะแนนของทั้ง 2 ราย เป็นลูกค้า AIS กว่า 50% ทำให้เป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันว่าสิ่งที่ทำทำนั้นจะสามารถตอบโจทย์ดิจิทัลไลฟ์สไตล์ของลูกค้าได้อย่างตรงจุด สำหรับลูกค้า AIS ที่ใช้บริการของบางจากฯ และซิตี้แบงก์ สามารถผูกบัญชีคะแนนบนแอป myAIS ก็จะสามารถเบิร์นพอยท์ แลกคะแนนทั้งจากบางจากฯ หรือ ซิตี้แบงก์ ได้ง่ายๆ ภายใต้สิทธิพิเศษที่จัดเต็มกว่า 30 แบรนด์ รวมกว่า 9,000 สาขา รวมถึงยังสามารถแลกเป็น  AIS Package ต่างๆ เช่น ค่าโทร ค่าเน็ต แพ็ก 5G AIS Play Disney+ Plus Hot Star ได้อย่างไร้รอยต่ออีกด้วย”

นายเสรี อนุพันธนันท์ รักษาการผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานธุรกิจค้าปลีก บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นมิติใหม่ในการแลกคะแนนสะสมของลูกค้าแบบไร้รอยต่อ บางจากฯ เองมีฐานสมาชิกจำนวนมาก และมีการจัดหาสิทธิประโยชน์รูปแบบใหม่ๆ ให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง นับว่าเป็นการทำงานที่มีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า สร้างทางเลือกใหม่ๆ ที่หลากหลายและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ากลุ่มต่าง ๆ ทุกช่วงวัยมากยิ่งขึ้น สำหรับลูกค้าบางจาก ที่ใช้บริการจากทาง AIS ด้วย ก็สามารถผูกบัญชีเพื่อนำ บางจาก พอยท์ จำนวน 8 คะแนน มาคำนวนเพื่อให้เทียบเท่ากับ คะแนนเอไอเอส พอยท์ จำนวน 1 คะแนน ในการแลกรับสิทธิพิเศษต่างๆ ได้มากมาย

มร.ปราติ๊ก บัตตาชาร์จี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย กล่าวต่อไปอีกว่า จากความร่วมมือกับ AIS  จะทำให้ลูกค้าของซิตี้แบงก์ มีช่องทางในการแลกคะแนนที่หลากหลายขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าเป็นไปตามเป้าหมายการทำงานของ ซิตี้แบงก์ อย่างแท้จริงในการส่งมอบบริการที่หลากหลายและครอบคลุมไลฟ์สไตล์ของลูกค้า  ทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่วันนี้ลูกค้า ซิตี้แบงก์ จะสามารถนำคะแนนจากการใช้จ่ายมาแลกรับสิทธิพิเศษบนช่องทางแอปพลิเคชั่น myAIS เพียง 10 คะแนนจาก ซิตี้ รีวอร์ด พอยท์ จะเทียบเท่า 1 คะแนนของ AIS Points ที่สามารถเลือกความพิเศษต่างๆ ในการเบิร์นพอยท์อย่างมากมาย

โรงงานแปรรูปเนื้อไก่ ซีพีเอฟ ผ่านการรับรอง ซาอุฯ เตรียมนำเข้าไก่ไทย

0

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ตามที่ รัฐบาลซาอุดิอาระเบียได้ประกาศยกเลิกมาตรการห้ามนำเข้าเนื้อไก่ ไข่ไก่ และผลิตภัณฑ์ไก่แบบสด แช่เย็น และแช่แข็งจากประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2547 ล่าสุด องค์การอาหารและยา ซาอุฯ ได้ออกประกาศทางเว็บไซต์อนุญาตให้นำเข้าผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกของไทยจากโรงงาน 11 แห่ง โดยมีโรงงานผลิตเนื้อไก่ของซีพีเอฟ จำนวน 5 แห่งได้ผ่านการรับรองมาตรฐานจากองค์การอาหารและยาของซาอุฯ ช่วยตอกย้ำความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และสร้างความมั่นใจให้กับประเทศผู้นำเข้ารายอื่นต่อผลิตภัณฑ์ไก่ของซีพีเอฟที่มาจากกระบวนการผลิตได้มาตรฐานอาหารปลอดภัย ตามหลักศาสนาอิสลาม (ฮาลาล) มีการตรวจสอบคุณภาพอย่างเข้มงวดทุกขั้นตอน และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่ต้นทาง

ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ

“ขอขอบคุณรัฐบาลไทย นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ช่วยผลักดัน ดำเนินการกับหน่วยงานของรัฐบาลซาอุฯ อย่างเต็มที่ รวมทั้งติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด ส่งผลให้ผู้ประกอบการของไทยสามารถส่งออกไก่ไทยไปยังซาอุฯ ได้ ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของอุตสาหกรรมไก่เนื้อของไทย โดยตลาดซาอุฯ มีการนำเข้าผลิตภัณฑ์ไก่สูงสุดถึงปีละ 5.9 แสนตัน จึงเป็นโอกาสที่ดีของผู้ประกอบการไทยอีกด้วย”

โรงงานชำแหละไก่ และโรงงานแปรรูปไก่เนื้อของซีพีเอฟ 5 แห่งผ่านการรับรองให้ส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่เนื้อไปที่ซาอุฯ ได้ ประกอบด้วย โรงงานชำแหละไก่มีนบุรี โรงงานแปรรูปไก่เนื้อมีนบุรี 1 โรงงานแปรรูปไก่เนื้อมีนบุรี 2 โรงงานชำแหละไก่สระบุรี และโรงงานแปรรูปไก่เนื้อสระบุรี หลังจากที่หน่วยงานองค์การอาหารและยาได้เดินทางมาตรวจสอบมาตรฐานกระบวนการผลิตของโรงงานของซีพีเอฟล่วงหน้าตั้งแต่ปี 2562 ที่ผ่านมา

ซาอุดิอาระเบีย ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงเพราะมีประชากรมากถึง 35.6 ล้านคน และภายในกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (Gulf Corporation Council) ซาอุฯ ยังเป็นประเทศที่มีสัดส่วนนำเข้าอาหารสูงที่สุดถึง 52.7% โดยมีอัตราการบริโภคเนื้อไก่มากถึง 45 กิโลกรัมต่อคนต่อปี หรือทั้งประเทศที่ 1.5 ล้านตันต่อปี ในอดีต ซีพีเอฟเองเคยเป็นผู้ส่งออกไก่แปรรูปไปยังซาอุฯ เป็นอันดับ 1 ของไทย ก่อนที่มีมาตรการห้ามนำเข้าจากประเทศไทย และด้วยความพร้อมและศักยภาพของทางซีพีเอฟทำให้ทางบริษัทฯ มีความสามารถในการผลิตและส่งออกไก่แปรรูปได้ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมหรือต้นเดือนเมษายนนี้

ซีพีเอฟมุ่งมั่นพัฒนากระบวนการผลิตเนื้อไก่มีคุณภาพได้มาตรฐานสากล โรงงานชำแหละและแปรรูปเนื้อไก่ทุกแห่งของซีพีเอฟ ผ่านการรับรองมาตรฐานการผลิตในระดับสากล อาทิ GMP, HACCP, ISO 9001, IFS(International Food Standard),BRC (British Retail Consortium),HALAL, ISO 14001(Environment Management System) รวมถึง Thai Labor Standard TLS 8001 (มาตรฐานแรงงานไทย-มรท. 8001), ISO 45001 (Occupational Health and Safety Management Systems) ที่สำคัญ มีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานตามหลักศาสนาอิสลาม ตั้งแต่การเชือดไก่โดยพนักงานที่นับถือศาสนาอิสลาม หรือการแปรรูปเนื้อไก่โดยใช้วัตถุดิบที่ไม่มีของต้องห้ามตามหลักศาสนาอิสลาม ส่งผลให้ ผลิตภัณฑ์ไก่เนื้อของซีพีเอฟได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้าทั่วโลก โดยเฉพาะ ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป ที่นำเข้าไก่จากซีพีเอฟมาตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี

ดีเดย์เกณฑ์ “ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์” มีผล 31 มี.ค. 65 สร้างโอกาสเติบโต SMEs และ Startups

0

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ออกเกณฑ์การจดทะเบียนและการซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx) เพื่อสร้างโอกาสและสนับสนุนการเติบโตให้ผู้ประกอบการ SMEs และ Startups เข้าถึงแหล่งทุนในตลาดทุน หลังเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และผ่านความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. แล้ว โดยจะมีผลบังคับใช้ 31 มีนาคม 2565 เป็นต้นไป พร้อมมอบหมาย นายประพันธ์ เจริญประวัติ เป็นผู้จัดการ LiVEx เพิ่มเติมอีกหนึ่งตำแหน่ง มีผล 15 มีนาคม 2565

นายแมนพงศ์ เสนาณรงค์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ออกเกณฑ์การจดทะเบียนและการซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx) ซึ่งมีความแตกต่างจาก SET และ mai ทั้งในส่วนของคุณสมบัติของผู้ออกหลักทรัพย์ และหน้าที่ภายหลังการเข้าจดทะเบียน รูปแบบและวิธีการลงทุนสำหรับกลุ่มผู้ลงทุนที่มีความรู้ ประสบการณ์ และฐานะการเงินในระดับที่สามารถรับความเสี่ยงได้ ตามที่สำนักงาน ก.ล.ต. กำหนด รวมถึงบทบาทการกำกับดูแลของตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายใต้แนวคิด Light-touch Supervision

และได้มอบหมายให้นายประพันธ์ เจริญประวัติ เป็นผู้จัดการ LiVEx เพิ่มเติมจากปัจจุบันที่นายประพันธ์ เป็นผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ซึ่งนายประพันธ์มีส่วนขับเคลื่อนและพัฒนา LiVEx ตั้งแต่เริ่มแรก โดยมีผลตั้งแต่ 15 มีนาคม 2565 เป็นต้นไป

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการ LiVEx กล่าวว่า LiVEx ออกแบบขึ้นเพื่อธุรกิจ SMEs และ Startups ที่ต้องการเติบโต แต่ยังขาดโอกาสต่อยอดธุรกิจ ได้เข้ามาสร้างการเติบโตและก้าวไปสู่เส้นทางตลาดทุน ภายใต้เงื่อนไขที่ยืดหยุ่นมากขึ้น และเมื่อธุรกิจสามารถสร้างการเติบโตยกระดับไปจนถึงการเข้าจดทะเบียนใน SET และ mai เราก็พร้อมที่จะสนับสนุนผลักดันไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่ขึ้น นอกจากนี้ LiVEx เป็นอีกทางเลือกในการเพิ่มโอกาสลงทุนสำหรับผู้ลงทุนในตลาดทุนไทยอีกด้วย โดยสรุปสาระสำคัญของเกณฑ์การจดทะเบียนและการซื้อขายหลักทรัพย์ใน LiVEx มีดังนี้

• เกณฑ์ที่เกี่ยวกับการเข้าจดทะเบียนและการเป็นบริษัทจดทะเบียน เป็นบริษัทมหาชนจำกัดที่ได้รับอนุญาตให้เสนอขายหุ้นในวงกว้างจาก ก.ล.ต. และเป็น SMEs ขนาดกลางขึ้นไป ตามนิยาม สสว. หรือ เป็น Startups ที่มี VC (Venture Capital) หรือ PE (Private Equity) ร่วมลงทุน นอกจากนี้ ผู้บริหารบริษัทต้องผ่านหลักสูตรอบรมการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดทุนด้วย ซึ่งภายหลังเข้าจดทะเบียนแล้ว บริษัทมีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลตามรอบระยะเวลา และตามเหตุการณ์

• เกณฑ์ที่เกี่ยวกับการซื้อขาย กำหนดให้ซื้อขายผ่านสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์ฯ เฉพาะผู้ลงทุนที่สำนักงาน ก.ล.ต. กำหนด ในรูปแบบ Prepaid โดยต้องมีหุ้น หรือเงินเพียงพอสำหรับการซื้อขาย โดยเปิดให้ซื้อขายแบบ Auction ด้วยวิธีจับคู่อัตโนมัติ (Automatic Order Matching : AOM) วันละ 1 รอบ ระหว่าง 9.30–11.00 น. พร้อมชำระราคาและส่งมอบแบบ Gross Settlement ภายในวันเดียวกันกับวันที่ซื้อขาย (วันที่ T) และไม่มีการกำหนด Ceiling & Floor และ Circuit Breaker

“เกณฑ์ดังกล่าวได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และผ่านความเห็นชอบจากสำนักงาน ก.ล.ต. แล้ว โดยจะเริ่มมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2565 สำหรับ SMEs และ Startups ที่สนใจสามารถยื่นแบบไฟลิ่ง ได้ที่ www.live-platforms.com ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2565 เป็นต้นไป โดยคาดว่าจะมีบริษัทยื่นไฟลิ่งในไตรมาส 2 ปีนี้ และจะเริ่มซื้อขายใน LiVEx ประมาณไตรมาส 3 เป็นต้นไป และสำหรับ SMEs และ Startups ที่เข้าจดทะเบียนตั้งแต่ปี 2565 – 2567 ยังจะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการเข้าจดทะเบียนอีกด้วย นอกจากนี้ LiVEx จะเดินสายให้ข้อมูลผู้เกี่ยวข้องทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง เริ่มจาก 31 มีนาคม 2565 จัดสัมมนาออนไลน์ “เจาะเกณฑ์เข้าจดทะเบียน และการลงทุนตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx)” สำหรับผู้ประกอบการและผู้สนใจ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.live-platforms.com” นายประพันธ์กล่าว

รู้เก็บรู้ออม : ETF เปิดโลกการลงทุน!!

0

ปัจจุบันประชาชนทั่วไปได้เข้ามาเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น เห็นได้จากจำนวนบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ ของบุคคลธรรมดาที่เพิ่มขึ้นมาอย่างมากช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะปี 2564 มีจำนวนบัญชีใหม่เพิ่มขึ้นถึง 1.7 ล้านบัญชี ทำให้ล่าสุดมีจำนวนบัญชีซื้อขายหุ้นของบุคคลธรรมดาเพิ่มขึ้นมาเป็นมากกว่า 5 ล้านบัญชี

ผู้คนสนใจเข้ามาลงทุน หาผลตอบแทนให้กับเงินออมมากขึ้น เพราะสามารถหาความรู้ด้านการลงทุนได้ง่ายขึ้นในโลกออนไลน์ ขณะเดียวกันการเปิดบัญชีซื้อขายหุ้น ผ่านระบบออนไลน์ก็มีความสะดวกสบายมากขึ้น

นอกจากประชาชนจะให้ความสำคัญกับการลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้นแล้ว ยังมีความสนใจและต้องการออกไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศมากขึ้นด้วย ซึ่งนอกจากการลงทุนผ่านกองทุนรวม FIF หรือกองทุนรวมที่นำเงินไปลงทุนในหุ้นต่างประเทศแล้ว ผู้ที่มีความรู้หรือมีเงินจำนวนมาก ก็อาจออกไปเปิดพอร์ตเพื่อซื้อขายหุ้นในตลาดหุ้นต่างประเทศได้โดยตรง

อย่างไรก็ตาม หากนักลงทุนรายย่อยที่ยังไม่พร้อมที่จะไปลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ แต่มีความสนใจและต้องการลงทุนในหุ้นต่างประเทศ ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยได้มีทางเลือก เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักลงทุนสามารถลงทุนในหุ้นต่างประเทศได้แล้ว

โดยตลาดหลักทรัพย์ฯมีนโยบายสนับสนุนให้มีการพัฒนากองทุนรวมอีทีเอฟ (Exchange Traded Fund: ETF) และตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Depositary Receipt : DR) เพื่อเป็นเครื่องมือให้ผู้ลงทุนได้กระจายการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศได้ง่าย สะดวก มากขึ้น โดยสามารถซื้อขายได้ผ่านตลาดหุ้นไทย โดยใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ปกติที่นักลงทุนมีอยู่แล้ว

ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์ฯได้ร่วมกับ บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) พัฒนา กองทุนเปิดยูไนเต็ด ฮีโร่ อีทีเอฟ หรือ UHERO ซึ่งได้เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 7 ก.พ.ที่ผ่านมา

โดยกองทุน UHERO ถือเป็นกองทุน Thematic ETF กองแรกของไทยที่เปิดโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมเกมและอีสปอร์ต ซึ่งเป็นธีมการลงทุนที่เป็นเมกะเทรนด์ เกาะกระแสการเติบโตของธุรกิจเกมและอีสปอร์ตโลก โดยเน้นลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศคือ กองทุน Global X Video Games & Esports ETF (กองทุนหลัก) ซึ่งเป็นกองทุนที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้น NASDAQ สหรัฐอเมริกา

โดยกองทุนนี้จะไปลงทุนตามดัชนี Solactive Video Games & E-sports Index และในดัชนีนี้จะประกอบด้วย 30-40 บริษัท ที่มีรายได้มาจากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับเกมและอีสปอร์ต

ซึ่งหลังจากนี้ เราจะได้เห็น ETF หรือผลิตภัณฑ์การลงทุนที่จะนำพานักลงทุนไทยได้มีโอกาสออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้นเพราะเป็นนโยบายของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ต้องการผลักดัน ส่งเสริมและสนับสนุนให้สถาบันการเงินและบริษัทหลักทรัพย์ออกผลิตภัณฑ์การลงทุนเหล่านี้มากขึ้น เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับนักลงทุนไทยได้มีโอกาสออกไปลงทุนหาผลตอบแทนในกิจการหรือธุรกิจในต่างประเทศได้ผ่านตลาดทุนไทย

สนใจเรียนรู้หรือรู้จักเครื่องมือการลงทุนอย่าง ETF และ DR มากขึ้น กดไปที่ www.setinvestnow.com ทันทีอย่ารีรอ โอกาสการลงทุนทั่วโลกเปิดรอเราอยู่แล้ว!!

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

รู้เก็บรู้ออม : DR …โอกาสลงทุนหุ้นต่างประเทศ

0

สัปดาห์ก่อน เราพูดถึงผลิตภัณฑ์การลงทุน ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯส่งเสริมให้มีการพัฒนาขึ้นมาเพื่อเพิ่มโอกาสกระจายการลงทุนและเป็นทางเลือกในการลงทุนหลักทรัพย์หรือหุ้นต่างประเทศ ให้นักลงทุนไทย ทั้ง ETF และ DR

วันนี้เรามาทำความรู้จักกับ DR (Depositary Receipt) หรือตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ กันแบบง่ายๆ ว่า DR เป็นหลักทรัพย์ที่ซื้อขายในตลาดหุ้นไทย ได้เหมือนหุ้นตัวหนึ่งในตลาดเลย

การออก DR ผู้ออกอาจออก DR ที่อ้างอิงกับหุ้นตัวใดตัวหนึ่งหรือกองทุน ETF ในต่างประเทศ โดยไปซื้อสินทรัพย์ต่างประเทศนั้นๆมาเก็บไว้ เพื่อใช้ออก DR หรือ “ใบรับฝาก” แล้วนำมาเสนอขายให้นักลงทุนทั่วไป (IPO) ก่อนจะนำมาจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ

จะเห็นว่า ผู้ออก DR ไม่ใช่บริษัทเจ้าของหลักทรัพย์ในต่างประเทศ แต่จะทำหน้าที่เป็นผู้ที่ถือหลักทรัพย์ต่างประเทศแทนนักลงทุน ดังนั้น นักลงทุนที่ถือครอง DR จึงเปรียบเสมือนกับถือครองหลักทรัพย์ต่างประเทศผ่าน DR นั่นเอง

เรียกง่ายๆ ว่า เหมือนเป็นการยกหุ้นต่างประเทศ ให้มาซื้อขายได้บนตลาดหุ้นไทย ในรูปแบบของการซื้อขาย “ใบรับฝาก” หรือ DR ทำให้เราสามารถซื้อขายหุ้นต่างประเทศ ด้วยบัญชีเดียวกับที่ซื้อขายหุ้นไทยที่มีอยู่แล้ว และจ่ายหรือชำระเงินค่าซื้อเป็นเงินบาทปกติเหมือนซื้อขายหุ้นไทย

ส่วนผลตอบแทนและความเสี่ยงของ DR นั้น ผู้ที่ถือ DR จะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนเสมือนถือหุ้นหรือหลักทรัพย์ต่างประเทศนั้นๆโดยตรง แบ่งเป็น 2 ส่วน คือกำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) ที่นักลงทุนจะได้รับหากขาย DR ได้ในราคาที่สูงกว่าราคาตอนที่ซื้อมา แต่ก็มีโอกาสขาดทุนได้เช่นกันหากราคาลดลงซึ่งก็ถือเป็นความเสี่ยงในการลงทุน

และผู้ถือ DR ยังมีโอกาสได้รับเงินปันผลหรือสิทธิประโยชน์ที่เกิดจากหุ้นแม่ หรือ ETF ที่ต่างประเทศประกาศจ่ายเงินปันผล แต่มีเงื่อนไข คือ เงินปันผลที่จะได้รับนั้น จะถูกหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามที่ระบุไว้ในสัญญารับฝาก (ถ้ามี) เราจึงต้องศึกษารายละเอียดเงื่อนไขต่างๆ ให้ชัดเจน

ปัจจุบัน มี DR ที่ซื้อขายในตลาดหุ้นไทย ออกโดย บล.บัวหลวง อ้างอิงกองทุน ETF ดัชนี VN30 ที่ประกอบไปด้วยหุ้นชั้นนำ 30 ในตลาดหุ้นโฮจิมินห์ และล่าสุดมีการเสนอขาย IPO เสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 14-17 ก.พ. 65 คือ ธนาคารกรุงไทย ได้ออกและเสนอขาย Alibaba DR (BABA80) อ้างอิงในหุ้น Alibaba Group Holding Limited ที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นฮ่องกง ซึ่งถือเป็นบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก

เป็นการเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทย โดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อยได้เข้าถึงการลงทุนหุ้นต่างประเทศชั้นนำได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ผ่านตลาดหุ้นไทย โดยไม่จำเป็นต้องเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นต่างประเทศ และปีนี้นอกจาก Alibaba DR แล้ว คาดว่าจะมีผู้ออก DR ที่อ้างอิงกับหุ้นและ ETF อื่นๆ ที่น่าสนใจ เพื่อให้นักลงทุนไทยมีทางเลือกที่หลากหลายและเพิ่มโอกาสการลงทุนในหุ้นต่างประเทศ

คุณนายพารวย กดไปที่ www.setinvestnow.com/th/newdr พร้อมชวนนักลงทุนรุ่นใหม่ไปศึกษาหาข้อมูล เพื่อหาโอกาสเพิ่มผลตอบแทนในการลงทุนใหม่ๆ.

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

สายออมจัดด่วน บัญชีเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 10 ธนาคารออมสิน ดอกเบี้ยปัง ไม่เสียภาษี

0

เงินฝากดีมีเฮ ดอกเบี้ยสุดปัง แถมยังไม่เสียภาษี
กับบัญชีเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 10

จุดเด่น คือ เก็บเงินไว้ใช้จ่ายทั่วไป เพื่อผลตอบแทนเพื่อเป็นหลักประกัน และเงินสำรองในอนาคต ให้ควบคุมการใช้เงินได้มากขึ้น อุ่นใจยิ่งขึ้นกว่าเดิม กับบริการเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ ที่เก็บออม และใช้จ่ายได้เมื่อต้องการ พร้อมยังได้รับผลตอบแทน ที่น่าพึงพอใจ บุคคลธรรมดาไม่หักภาษี

  • เก็บเงินไว้ใช้จ่ายทั่วไป
  • ฝากเพิ่มครั้งละไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท
  • ถอนเงินเท่าใดก็ได้
  • คำนวณดอกเบี้ยเป็นรายวันจากยอดเงินฝาก

✅ อัตราดอกเบี้ย 0.40% ต่อปี* (บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลไม่แสวงหากำไร)
✅ อัตราดอกเบี้ย 0.30% ต่อปี* (นิติบุคคลอื่น)
✨ ดอกเบี้ยไม่เสียภาษี*
✨ ได้ดอกเบี้ยเมื่อฝากครบ 10 เดือน
✅ ไม่จำกัดวงเงินรับฝากสูงสุด

คุณสมบัติผู้เปิดบัญชี

1. บุคคลธรรมดาอายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป
2. นิติบุคคลทุกประเภท

ระยะเวลาเปิดรับฝากตั้งแต่วันที่ 1 – 31 มีนาคม 2565

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม > https://bit.ly/3vOSqim

บุคคลธรรมดาไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย
*เงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

AIS – ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์บน ‘LiVE Platform’ เสริมแกร่งผู้ประกอบการ

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า AIS โดย AIS The StartUp และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้ร่วมกันพัฒนา ‘LiVE Platform’ ให้เป็นพื้นที่รวมองค์ความรู้ที่ช่วยในการสร้างกิจการในโลกยุคดิจิทัล เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับ SMEs และ Startups ก่อนเข้าสู่ตลาดฯ ล่าสุด AIS ได้ขยายผลความร่วมมือ โดยผู้บริหารระดับสูงจากสายงานต่างๆ ตั้งใจมาร่วมถ่ายทอดมุมมอง และวิธีคิดจากประสบการณ์จริง เพื่อให้ผู้ประกอบการไทย สามารถเติบโตต่อไปได้ท่ามกลางสถานการณ์ที่ท้าทายและเป็นกำลังหลักในการสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้แข็งแกร่งต่อไป

ดร.ศรีหทัย พราหมณี ผู้จัดการ AIS The StartUp

ดร.ศรีหทัย พราหมณี ผู้จัดการ AIS The StartUp กล่าวว่า ที่ผ่านมา AIS The StartUp ได้ทำงานร่วมกับ SMEs และ Startups มาอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปี ภายใต้แนวคิดการทำงานแบบพาร์ทเนอร์ ที่พร้อมเคียงข้างในทุกความท้าทาย และต่อยอดสู่การร่วมพัฒนา LiVE Platform ให้เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ เพื่อบ่มเพาะผู้ประกอบการ SMEs – Startups ให้แข็งแกร่งก่อนเข้าสู่ตลาดทุนและสร้างการเติบโตต่อไปในอนาคต โดยล่าสุดได้ร่วมมือในการส่งเสริมทักษะใหม่ๆ จากประสบการณ์จริงของทีมผู้บริหารจาก AIS แบบที่ไม่สามารถหาเรียนรู้จากที่อื่นได้ เสมือนเป็นการเรียนลัด ในหลากหลายสายงานสำคัญ อาทิ คุณกานติมา เลอเลิศยุติธรรม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล Intouch Group, คุณธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าองค์กร, คุณสุปรีชา ลิมปิกาญจนโกวิท ผู้จัดการทั่วไปด้านพัฒนาธุรกิจดิจิทัล และผู้บริหารมากความสามารถอีกหลายท่าน มาร่วมกันแชร์มุมมอง บนรายการ LiVE Guru Sharing ผ่านช่องทาง LiVE Platform ซึ่งนับเป็นการทำงานที่เชื่อมโยงกับเส้นทางการเติบโตของผู้ประกอบการอย่างครอบคลุม ทั้งการเสริมทักษะและองค์ความรู้ใหม่ๆ การเติมเต็มด้านเครื่องมือการทำงาน Digital Service ที่หลากหลายและตอบโจทย์ และที่สำคัญ AIS ยังสนับสนุนการขยายตลาดของ Startups ไปยังฐานลูกค้าใหม่ๆ ผ่านการทำ Business Matching ซึ่งสะท้อนเป้าหมายการทำงานของ AIS ที่ต้องการหนุนให้ Startup เติบโตได้ในฐานะ Digital Partner

ประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้ช่วยผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้ช่วยผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า AIS เป็นพันธมิตรรายแรกที่ร่วมพัฒนาและออกแบบบริการ LiVE Guru Sharing ซึ่งเป็นบริการใหม่ของ ‘LiVE Platform’ นำเสนอเนื้อหาองค์ความรู้ในการดำเนินธุรกิจเพื่อเพิ่มศักยภาพและโอกาสการแข่งขัน ผ่านการถ่ายทอดจากวิทยากรซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการดำเนินธุรกิจ มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ ซึ่งเชื่อว่าข้อมูลและความรู้ที่ได้จากผู้บริหารของ AIS ในครั้งนี้ จะช่วยเสริมทักษะใหม่ๆ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญต่อการขยายการเติบโตทางธุรกิจให้กับ SMEs และ Startups อย่างยั่งยืน

สำหรับบริการ LiVE Guru Sharing ซีรีย์ที่ 1 การแบ่งปันประสบการณ์จาก AIS เพื่อให้ชุดความรู้ชิ้นนี้เป็นสะพานเชื่อมที่สำคัญให้กับกลุ่ม SMEs และ Startups สามารถนำไปปรับใช้จริง ผ่านผู้บริหารทั้ง 5 ท่าน ครอบคลุมใน 3 หมวดที่สำคัญสำหรับการพัฒนาองค์กรยุคใหม่ ได้แก่ Business Development, Product Development และ People Development ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

  • คุณธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าองค์กร ในหัวข้อ 5G Business Opportunity เรื่อง ทำความรู้จักเทคโนโลยี 5G และโอกาสการสร้าง Business สำหรับ Startups และ SMEs
  • คุณสุปรีชา ลิมปิกาญจนโกวิท ผู้จัดการทั่วไปด้านพัฒนาธุรกิจ ในหัวข้อ Financial Services in The Digital Landscape เรื่อง เรียนรู้การปรับตัวและการใช้ Financial service ในการยุค Digital
  • ดร.ศรีหทัย พราหมณี ผู้จัดการส่วนงานเอไอเอส สตาร์ทอัพ ในหัวข้อ Strategy between corporate and startup and SMEs เรื่อง กลยุทธ์การสร้างโอกาสในการเติบโตกับ Corporate
  • คุณยศสยา วาณิชเสนี หัวหน้าส่วนงานเทเลคอมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ในหัวข้อ Products MKT & Services Development in Digital Era เรื่อง มารู้จักการพัฒนาสินค้าและบริการให้ตรงใจคนในยุค Digital
  • คุณกานติมา เลอเลิศยุติธรรม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล Intouch Group ในหัวข้อ New World Leadership in Digital Economy and People Management เรื่อง เรียนรู้การเป็นผู้นำในยุค Digital Economy และ การจัดการบริหารบุคลากรในโลกปัจจุบัน

โดยผู้ประกอบการ SMEs และ Startups สามารถเข้าร่วมรับฟังและติดตามประสบการณ์จริงจากทีมผู้บริหารจาก AIS รับชมได้ฟรี ผ่านรายการ LiVE Guru Sharing ทุกวันอังคาร ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม -12 เมษายน 2565 ที่เฟซบุ๊ก LiVE Platform , SET Thailand และ AIS The StartUp หรือผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลความรู้ สำหรับผู้ประกอบการได้ที่ www.live-platforms.com

“TNITY” โชว์ผลดำเนินงานปี 64 กำไรพุ่ง 250 ล.

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทรีนีตี้ วัฒนา จำกัด (มหาชน) (TNITY) พร้อมด้วย นางณิยะดา จ่างตระกูล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด   ร่วมนำเสนอข้อมูลผลประกอบการปี 2564 และนำเสนอแผนงานปี 2565 ในงานบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Opportunity Day) กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผ่านช่องทางออนไลน์

เผยผลประกอบการปี 2564 บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้รวม 1,008.03 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 250.14 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 91.75 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สามารถเติบโตได้ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 จากรายได้ค่าธรรมเนียม และกำไรจากเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้น พร้อมจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 0.75 บาท ซึ่งเมื่อรวมกับเงินปันผลระหว่างกาลที่จ่ายไปแล้วในเดือน ก.ย.2564 ในอัตราหุ้นละ 0.25 บาท รวมทั้งปีบริษัทจ่ายเงินปันผล ให้กับผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 1 บาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลร้อยละ 84.74 ของกำไรสุทธิ มีกำหนดจ่าย ในวันที่ 18 พ.ค.2565 โดยจะขออนุมัติต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ในวันที่ 29 เม.ย.2565 นี้