Home Blog Page 335

“แม็คยีนส์” ผนึก มศว. เซ็น MOU พัฒนาบุคลากรในระบบการเรียน การสอน

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า นายปิยะ โอฬารริกสุภัค ประธานเจ้าหน้าที่ด้านบัญชีและการเงิน บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)   ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย สันติวัฒนกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อมอบวัสดุและอุปกรณ์จากกระบวนการผลิตสินค้า สำหรับใช้เป็นประโยชน์ในการเรียน การสอน การวิจัย การบริการวิชาการ และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมเพื่อสร้างองค์ความรู้ในการปฏิบัติการสร้างสรรค์ กระบวนการ เทคนิคและเทคโนโลยี ทางด้านนวัตกรรมการออกแบบ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถแก่คณาจารย์ บุคลากรและนิสิตของมศว.นำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง อันเป็นการสร้างความเข้มแข็งแก่อุตสาหกรรม ด้านการออกแบบ ประดิษฐ์และสร้างสรรค์เครื่องแต่งกาย พร้อมส่งเสริมความสัมพันธ์อันดี ระหว่าง 2 หน่วยงาน เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2565  ที่ห้องปฐมบริบท ชั้น 1 อาคารประสานมิตร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

CPF ร่วมฟื้นฟูป่าต้นน้ำ-ป่าชายเลน ปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ “วันป่าไม้โลก” 21 มี.ค.

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า วันที่ 21 มีนาคมของทุกปี ตรงกับวันป่าไม้โลก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ สานต่อโครงการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และปลูกป่าต้นน้ำและป่าชายเลนเข้าสู่ระยะที่สอง ร่วมปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ เดินหน้าสร้างความมั่นคงทางอาหาร บนพื้นฐานของการร่วมดูแลทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่อย่างสมบูรณ์ ลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เผยผลสำเร็จของโครงการฟื้นฟูป่า ส่งผลเชิงบวกครอบคลุมมิติเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม สร้างงาน สร้างอาชีพ ส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของชุมชน

นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านการพัฒนาความยั่งยืนองค์กร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า บริษัทฯดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง มุ่งมั่นสร้างความมั่นคงทางอาหารควบคู่กับการมีส่วนร่วมดูแลทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่อย่างสมบูรณ์ โดยได้ดำเนินโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า ทั้งป่าต้นน้ำ ป่าชายเลน ส่งเสริมการปลูกต้นไม้ในสถานประกอบการ ซึ่งปัจจุบัน ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ประเทศไทยไปแล้วรวมมากกว่า10,000 ไร่ พร้อมกันนี้ มีการติดตามและประเมินผลทางสังคมและสิ่งแวดล้อมของโครงการที่ดำเนินการควบคู่ไปกับการสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับชุมชนโดยรอบ พบว่าโครงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำและป่าชายเลนที่บริษัทฯดำเนินการ ส่งผลเชิงบวกทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม

ซีพีเอฟ ติดตามและประเมินผลทางสังคมและสิ่งแวดล้อมของโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำและป่าชายเลน รวมทั้งโครงการที่ต่อยอดจากการปลูกป่า ทั้งการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวิถีชุมชน และการสร้างความมั่นคงทางอาหารของชุมชน ประกอบด้วย โครงการ ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน อนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน พื้นที่ จ.ระยอง และ พื้นที่ จ.สมุทรสาคร และ โครงการซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง จ.ลพบุรี อนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำลุ่มน้ำป่าสัก ต่อยอดสู่โครงการเพาะพันธุ์และอนุบาลปลาน้ำจืดและโครงการปลูกผักวิถีธรรมชาติ โดยทั้งโครงการซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน และ โครงการซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง เป็นโครงการระยะยาวที่มีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง และสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างยั่งยืน

ผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น ด้านเศรษฐกิจ ทำให้คนในชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นซึ่งมาจากการท่องเที่ยว รายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของชุมชน ค่าแรงจากการจ้างงานในชุมชน เพาะกล้า ปลูกป่า รวมทั้งมีแหล่งอาหารที่มั่นคงของชุมชนเพิ่มขึ้น ด้านสังคม ชุมชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า มีการรวมกลุ่มในการทำกิจกรรมและถ่ายทอดองค์ความรู้ คนในสังคมมีคุณภาพชีวิตด้านสังคมดีขึ้น ด้านสิ่งแวดล้อม ช่วยรักษาและปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ ป่าชายเลนมีความอุดมสมบูรณ์ เป็นกำแพงธรรมชาติช่วยป้องกันการกัดเซาะแนวชายฝั่ง เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำตามธรรมชาติ ด้านป่าต้นน้ำ ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งในปี 2564 องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ให้การรับรองพื้นที่ปลูกป่าโซนส่งเสริมการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติ 1,500 ไร่ ของโครงการ ซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ 18,800 ตัน

นายวุฒิชัย กล่าวอีกว่า ซีพีเอฟยังได้กำหนดนโยบายความมุ่งมั่นด้านความหลากหลายทางชีวภาพและการต่อต้านการตัดไม้ทำลายป่า 100% เป็นหนึ่งในนโยบายด้านความยั่งยืนของซีพีเอฟ เพื่อร่วมปกป้องและรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ
เป็นไปตามเป้าหมายกลยุทธ์ CPF 2030 Sustainability in Action ที่ยึด 3 เสาหลัก อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน และ ดิน น้ำ ป่าคงอยู่ โดยเสาหลักด้าน ดิน น้ำ ป่าคงอยู่ มีเป้าหมายสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในเชิงบวกตลอดห่วงโซ่คุณค่า นอกจากนี้ การรักษาและปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ ยังสอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาติ (SDGs) ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน และส่งเสริมการใช้ประโยชน์ที่ยั่งยืนของระบบนิเวศบนบก

ทั้งนี้ ปัจจุบัน ซีพีเอฟสานต่อโครงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำและป่าชายเลนเข้าสู่ระยะที่สอง โดยมีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์และฟื้นฟู พื้นที่ยุทธศาสตร์รวม 20,000 ไร่ ผ่านการดำเนินโครงการ ซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง เพิ่มเติมพื้นที่อนุรักษ์ ฟื้นฟู และ ปลูกป่าเพิ่มเติมจากที่ดำเนินการไปแล้ว 5,971 ไร่ เป็น 6,971 ไร่ และ โครงการซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน มีพื้นที่อนุรักษ์ จ.ระยอง 614 ไร่ และมีเป้าหมายฟื้นฟูและปลูกป่าใหม่ (ระยะที่ 2 ระหว่าง ปี 2562-2566 ) 54 ไร่ พื้นที่จ.สมุทรสาคร มีพื้นที่อนุรักษ์ 604 ไร่ มีเป้าหมายฟื้นฟูและปลูกป่า (ระยะที่ 2) 266 ไร่ โดยในปีนี้ ได้ขยายพื้นที่อนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน ต.ท่าพริก จ.ตราด และเตรียมขยายพื้นที่ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าที่จ.กำแพงเพชร อีกด้วย

ซีพี ออลล์-เซเว่น วางเป้าพัฒนาทักษะเยาวชน เดินหน้าปั้นโรงเรียนต้นแบบ 4 ด้าน

0

นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (รษก) บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่นและเซเว่น เดลิเวอรี่ กล่าวว่า ในฐานะหนึ่งในพันธมิตรผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี (CONNEXT ED) เพื่อร่วมขับเคลื่อนแผนงานสร้างอนาคตการศึกษาไทย ซีพี ออลล์ ยังคงมุ่งมั่นดูแลและยกระดับการศึกษาของโรงเรียนและชุมชนต่างๆ เพื่อร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้เยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ บริษัทยังคงพยายามต่อยอดให้โรงเรียนที่ดำเนินโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือ Best Practice สามารถพัฒนาขึ้นมาจนเป็นโรงเรียนต้นแบบ หรือ School Model ใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1.ด้านไอซีทีและวิชาการ 2.ด้านวิชาชีพ 3.ด้านการเกษตร และ 4.ด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดต้นแบบที่โรงเรียนต่างๆ ทั้งในและนอกโครงการ CONNEXT ED สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาผู้เรียน โรงเรียน และชุมชนได้ต่อไป 

“ที่ผ่านมา เราขับเคลื่อนโครงการ CONNEXT ED อย่างต่อเนื่อง จนเกิด School Model ขึ้นมาแล้วทั้งสิ้น 16 แห่ง วันนี้ เราดึงสุดยอดโครงการที่โดดเด่นของ School Model แต่ละด้านขึ้นมา เพื่อนำความสำเร็จของโรงเรียนเหล่านั้นไปเป็นทั้งแรงบันดาลใจ เป็นแนวทาง และเป็นทางลัดให้โรงเรียนและชุมชน สามารถนำไปปรับใช้กับโรงเรียนและชุมชนของตัวเอง” 

สำหรับโรงเรียนต้นแบบที่จะนำมาเป็นโมเดลในการส่งมอบโอกาสดีๆ ให้แก่โรงเรียนต่างๆ ในปี 2565 มี 4 โรงเรียน ซึ่งมีคุณลักษณะโดดเด่นแตกต่างกันในแต่ละด้าน ประกอบด้วย ด้านไอซีทีและวิชาการ ได้แก่ ห้องปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์ (AI Lab) โรงเรียนบ้านหนองแสงโคกน้อย จ.ขอนแก่นที่สามารถเรียนรู้ด้าน IT และ Digital Technology โดยการพัฒนาหลักสูตรด้านเทคโนโลยีวิทยาการสมัยใหม่ทั้งหุ่นยนต์หรือ Robotics , AI (Artificial Intelligence Lab) และ IoT (Internet of Things) อย่างง่าย นำมาสู่การสร้างสรรค์ผลงานที่น่าชื่นชม อาทิ เครื่องจ่ายเจลล้างมืออัตโนมัติ ราวตากผ้าอัตโนมัติ ถังขยะอัจฉริยะ เป็นผลงานที่สามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวัน

ด้านวิชาชีพได้แก่โครงการ ร้านกาแฟสร้างอาชีพ ของโรงเรียนโสตศึกษา จ.นนทบุรี และ โรงเรียนบ้านนาคู จ.กาฬสินธุ์อีกหนึ่งโมเดลโรงเรียนต้นแบบที่นำทักษะที่จำเป็นสำหรับนักเรียน ในยุคการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 อย่าง 3R 8C มาใช้ในการสร้างร้านกาแฟ เด็กๆ จะได้ลงมือปฏิบัติจริง จนนำมาสู่การสร้างอาชีพของตนเองและชุมชน 

ขณะที่โรงเรียนต้นแบบด้านการเกษตรคือ โรงเรียนบ้านวังดินสอ จ.ปราจีนบุรี ในโครงการโคกหนองนาโมเดลที่เป็นการบูรณาการชีวิตจากท้องนาสู่ห้องเรียน บนพื้นฐานของการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ เพื่อนำมาสู่ความยั่งยืน ภายใต้ทฤษฎีบันได 9 ขั้น พัฒนาจากขั้นพื้นฐาน (พอกิน พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น) สู่ขั้นก้าวหน้า (ทำบุญ ให้ทาน เก็บไว้เมื่อขาด ค้าขาย เครือข่าย) เด็กๆ จะได้เรียนรู้หลักการการทำเกษตร รูปแบบใหม่ที่ไม่ได้นั่งอยู่ในห้องเรียน แต่เป็นการเรียนรู้ที่สามารถต่อยอดสู่ความยั่งยืน 

สำหรับ ด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ โครงการต้นกล้าไร้ถัง โรงเรียนอนุบาลทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ประสบความสำเร็จจากที่ปลูกฝังเด็ก เยาวชน พ่อค้าแม่ค้าในโรงเรียน ให้ร่วมกันลด ละ เลิก ใช้สิ่งของที่สามารถกลายเป็นขยะและใช้ครั้งเดียวทิ้ง เช่น แก้วน้ำพลาสติก หลอด จานกระดาษ จนสามารถลดปริมาณขยะจาก 15 ตันต่อเดือน เหลือเพียง 2 กิโลกรัมต่อเดือน พร้อมทั้งมีการบูรณาการจัดการขยะเข้าสู่หลักสูตรการเรียนการสอนและให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการจัดการ ด้วยการคัดแยกวัสดุออกจากขยะจนสามารถหมุนเวียนรายได้กลับสู่โรงเรียน มีการต่อยอดเป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชน 

นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า โรงเรียนต้นแบบทั้ง 4 โรงเรียน มีคุณสมบัติสำคัญตามกรอบยั่งยืน 3 มิติด้วย ได้แก่ 1.เป็นโรงเรียนที่พึ่งพาตนเองได้ ปลูกฝังให้โรงเรียนและชุมชนมีทักษะความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) แม้หลังเสร็จสิ้นโครงการ CONNEXT ED แล้ว ก็ยังสามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ให้โรงเรียนและโครงการของโรงเรียนเดินหน้าต่อไปได้ 2.บูรณาการความรู้สู่หลักสูตรสถานศึกษา 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้หรือหลักสูตรท้องถิ่น 3.พัฒนาสู่ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน สร้างการเรียนรู้แบบ Life long Learning หากโรงเรียนใดมีความสนใจที่จะนำโมเดลเหล่านี้ไปใช้หรือพัฒนาต่อยอดให้เข้ากับโรงเรียนและชุมชนของตนเอง ซีพี ออลล์ ก็พร้อมให้การสนับสนุนและส่งเสริม เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับการศึกษา พร้อมส่งต่อสู่ชุมชน สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน 

คาดว่าในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2565 จะเดินหน้าขยายผลโครงการต้นกล้าไร้ถัง เพิ่มเติมอีกกว่า 200 โรงเรียน ในโซนภาคตะวันอออกเฉียงเหนือ และโรงเรียนภายใต้สังกัดกทม. คาดว่าจะช่วยต่อยอดแก้ปัญหาด้านการจัดการขยะอย่างเป็นรูปธรรม  พร้อมปั้น “ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน” เปิดกว้างให้ผู้สนใจเข้าศึกษาดูงาน เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการจัดการขยะไปสู่ชุมชนและโรงเรียนอื่นๆ หากในอนาคตขยายภาคีเครือข่ายไปสู่วงกว้างได้ จะช่วยให้ประเทศกลายเป็นสังคมไร้ขยะได้ ขณะที่ในปีนี้ซีพี ออลล์ตั้งเป้าพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ในโรงเรียน CONNEXT ED ให้ได้สะสม 495 โรงเรียน คิดเป็นจำนวนนักเรียนที่เข้าร่วมสะสม 126,436  คนทั่วประเทศ  

ผู้สนใจสามารถเข้าไปศึกษาโรงเรียนต้นแบบทั้ง 4 ด้าน ภายใต้โรงเรียน CONNEXT ED ได้ที่ https://youtu.be/NL2Ptl_EV38  

ทั้งนี้ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในพันธมิตรผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์ อีดี (CONNEXT ED) และเป็น 1 ใน 44 องค์กรเอกชนที่เล็งเห็นความสำคัญและตอบรับการมีส่วนร่วมทางการศึกษา โดยขับเคลื่อนโครงการตามปณิธานองค์กร “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสต่อกัน” วางเป้าดูแลโรงเรียนในโครงการ CONNEXT ED 5 เฟส จำนวนกว่า 600 แห่งทั่วประเทศ ร่วมสนับสนุนโรงเรียนให้สามารถดำเนินโครงการด้านต่างๆ ทั้งโครงการที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ โครงการพัฒนาคุณภาพคน โครงการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน โครงการส่งเสริมอาชีพ โครงการด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีผู้นำรุ่นใหม่ หรือ School Partner ซึ่งเป็นอาสาสมัครจากในองค์กรร่วมลงพื้นที่และคอยให้คำแนะนำในการพัฒนาโครงการของโรงเรียนต่างๆ อย่างใกล้ชิด  

‘AIS อุ่นใจCyber’ ชวนคนไทยรู้เท่าทันภัยไซเบอร์ เพิ่มดัชนีความสุข ใน “วันความสุขสากล”

0

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าฝ่ายงานประชาสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า “AIS ให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างความสุขให้แก่คนไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมมองเห็นถึงปัญหาจากเทคโนโลยีและการใช้งานอย่างไม่เหมาะสมที่ส่งผลกระทบต่อสังคมในการใช้ชีวิตปัจจุบัน เช่น การกลั่นแกล้งบนไซเบอร์ การล่อลวงผ่านช่องทางออนไลน์ หรือการใช้งานอย่างไม่เข้าใจและไม่เหมาะสมจนส่งผลต่อคนรอบตัว จึงทำให้เรามีโซลูชันในการป้องกันดูแลผู้คนให้มีภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์ อาทิ AIS LearnDi ในการรู้เท่าทันดิจิทัล  AIS Secure Net ปกป้องภัยอันตรายจากการใช้งาน ที่จะทำให้สังคมไทยใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัย ไร้กังวล ซึ่งเราเชื่อว่าการมีสุขภาวะด้านดิจิทัลที่ดี จะช่วยให้คนไทยสามารถใช้งานบนโลกออนไลน์ได้อย่างมีความสุข”

โดยปัจจุบันข้อมูลจาก We Are Social ประจำปี 2022 พบว่า คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตถึง 9.06 ชั่วโมงต่อวัน สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่มีเพียง 6.58% และมีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตกว่า 77.8% ของประชากรในประเทศ ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก 62.5% จากตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้น นอกจากความเสี่ยงที่จะกระทบกับการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขแล้ว ยังอาจเปิดโอกาสให้มิจฉาชีพใช้ช่องทางนี้หาผลประโยชน์ อีกด้วย

ดังนั้นสำหรับ “วันความสุขสากล” หรือ International Day of Happiness” ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เพราะความสุขคือระดับสูงที่สุดบนพื้นฐานของจิตใจ จากรายงานของ World Happiness Report ประจำปี 2021 เผยไทยติดอันดับที่ 54 จากทั้งหมด 149 ประเทศ เมื่อเทียบดัชนีความสุขจากปีที่แล้ว อยู่ที่อันดับ 48 แสดงให้เห็นว่าหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ดึงให้ระดับความสุขมวลรวมลดลง อันเนื่องมาจากผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลสู่ภาวะความเครียดโดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y และ Gen Z

ดังนั้นในปีนี้ เราจึงสื่อสารแนวคิดเรื่อง “กรอบความสุข” ที่ย้ำเตือนว่า ในขณะที่เราอาจกำลังใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์ผ่าน Device ต่างๆ อย่างเสมือนเป็นกรอบความสุขของตัวเอง แต่หากเราไม่มีสติยั้งคิด เราอาจไปทำลายความสุข และสร้างกรอบความทุกข์ให้แก่คนในสังคมอย่างไม่รู้ตัว

นางสายชล ย้ำว่า “ภูมิคุ้มกันไซเบอร์และจิตสำนึกในการใช้งานเทคโนโลยีอย่างเหมาะสม ไม่สร้างผลกระทบให้แก่คนอื่น เป็นส่วนหนึ่งของ Digital Literacy ที่ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการอยู่บนโลกออนไลน์ ที่มีทั้งพื้นที่ของความสร้างสรรค์ แบ่งปันโอกาส สร้างประโยชน์ ในขณะเดียวกันก็อาจมีความเสี่ยงหากขาดการรู้เท่าทัน” ดังนั้น เอไอเอส อุ่นใจCyber จึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้คนไทยมีความสุข และร่วมเป็นอีกหนึ่งเสียงที่จะกระตุ้นเตือนสังคมอย่าใช้งานเทคโนโลยีไปสร้างความทุกข์ทำร้ายกัน พร้อมสร้างสังคมให้เป็นสุขร่วมกันอย่างยั่งยืน

สามารถรับชมวีดีโอคอนเทนต์เนื่องในวันความสุขสากลได้ที่ https://m.ais.co.th/0WH8oW7U8 และสามารถติดตามกิจกรรมจาก เอไอเอส อุ่นใจCyber ได้ที่ Facebook : AIS Sustainability

AIS เชิดชู อสม. เดินหน้ายกระดับแอปฯ ออนไลน์ สู่เครื่องมือช่วยพิทักษ์คนไทย

0

พร้อมหนุน อสม.ที่เป็นลูกค้า AIS ให้สิทธิ์ฟรีดาต้า เมื่อใช้ แอป อสม.ออนไลน์และสมาร์ท อสม.

ผู้สื่ิิ​อข่าวรายงานว่า บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ได้พัฒนาแอปพลิเคชั่น อสม. ออนไลน์ เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยให้การทำงานของ อสม. เกิดความคล่องตัวและรวดเร็ว ด้วยฟังก์ชันการใช้งานที่เชื่อมต่อข้อมูล เก็บข้อมูล การรายงานผล รวมถึงการพัฒนาฟีเจอร์ที่สอดรับต่อสถานการณ์ด้านสาธารณสุขที่คนไทยมีความต้องการในทุกช่วงเวลา อาทิ การคัดกรอง ,ติดตามผลกลุ่มเสี่ยงผู้ติดเชื้อ COVID-19 ในชุมชน ,ระบบรายงานคัดกรองสุขภาพจิต ที่สามารถเฝ้าระวังผู้มีความเสี่ยงจากภาวะความเครียด  ซึมเศร้า หรือเสี่ยงฆ่าตัวตายเข้าสู่การให้คำแนะนำและรักษาได้อย่างทันท่วงที รวมถึงรายงานลูกน้ำยุงลาย บ่อเกิดไข้เลือดออก ภัยเงียบทำร้ายคนไทย

ทำให้ระยะเวลากว่า 7 ปี ที่ เอไอเอส ทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านสาธารณสุข โรงพยาบาล และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อส่งเสริมการทำงานของ อสม. อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องได้รับการยอมรับ โดยวันนี้ แอป อสม.ออนไลน์ ได้ถูกยกระดับมาตรฐานการใช้งานขึ้นไปอีกขั้นให้เป็นเครื่องมืออย่างเป็นทางการจากการรับรอง โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข  ช่วยให้เหล่านักรบด่านหน้า อสม. มีทางเลือกในการใช้งานที่สะดวก รวดเร็ว สามารถเชื่อมโยงขั้นตอนการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับแอป สมาร์ท อสม. ที่วันนี้ อสม. ที่เป็นลูกค้า AIS ก็ได้รับสิทธิ์ฟรีดาต้าเช่นเดียวกับการใช้งาน แอป อสม.ออนไลน์ แล้วด้วยเช่นกัน 

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าฝ่ายงานประชาสัมพันธ์ เอไอเอส กล่าวว่า “หนึ่งในเป้าหมายที่สำคัญของ AIS คือ มุ่งพัฒนาบริการด้านดิจิทัลเพื่อสร้างโอกาสและการเข้าถึงด้านเทคโนโลยี รวมถึงการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเพื่อสร้างประโยชน์ต่อสังคมและคนไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทำงานเคียงข้างภาคสาธารณสุข ผ่านการนำเทคโนโลยีมาเชื่อมต่อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการทำงานบริการกับคนไทยได้อย่างทั่วถึง นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่เราได้เริ่มต้นพัฒนาแอปพลิเคชั่น อสม. ออนไลน์ เมื่อ 7 ปีก่อน เพื่อให้เหล่า อสม. ใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการปฏิบัติงาน จนถึงปัจจุบันมี อสม. ใช้งานแล้วกว่า 5 แสนราย จากวันที่ประเทศไม่ได้มีวิกฤตด้านสาธารณสุขแต่ AIS ก็ยังมองเห็นถึงประโยชน์ของการนำเทคโนโลยีเข้ามาเสริมการทำงาน จนถึงวันที่ประเทศต้องเผชิญกับโรคระบาดครั้งใหญ่ รวมถึงปัญหาด้านสุขภาพที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า อสม. คืออาวุธสำคัญของระบบสาธารณสุขไทยในการรับมือปัญหา และเราก็ได้ร่วมพัฒนาฟีเจอร์และฟังก์ชันการทำงานของแอป อสม.ออนไลน์ ให้สอดรับกับบริบทของสถานการณ์และตอบโจทย์การใช้งานของ พี่ๆ อสม.มาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้วันนี้เรามีความภาคภูมิใจอย่างมากที่ได้รับความไว้วางใจจาก กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข รับรองให้แอป อสม.ออนไลน์ ให้เป็นเครื่องมือดิจิทัลอย่างเป็นทางการสำหรับพี่ๆ อสม.”

โดยอสม. สามารถใช้แอป อสม.ออนไลน์ ในการส่งแบบรายงานผลการปฏิบัติงาน ให้กับหน่วยงานสาธารณสุขชุมชน โรงพยาบาล เพื่อดำเนินการเบิกค่าป่วยการ  ซึ่งจะช่วยให้ อสม.มีความคล่องตัวในการใช้งาน เพิ่มทางเลือกใช้เครื่องมือตามความถนัดของตนในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้ อสม.มีทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้จะเพิ่มโอกาสและศักยภาพให้ อสม.สามารถขับเคลื่อนการทำงานด้านสุขภาพให้กับภาคประชาชนได้มากขึ้นอีกทางหนึ่ง 

นอกจากนี้ เพื่อร่วมอยู่เคียงข้างครอบครัว อสม. เอไอเอส จึงขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการศึกษาและสร้างบุคลากรในสายวิชาชีพด้านสาธารณสุขของบุตรธิดา อสม. ด้วยการมอบทุนการศึกษา  ภายใต้ชื่อโครงการ “ทุนการศึกษา เอไอเอส คนเก่งหัวใจแกร่ง เพื่อบุตร อสม.สานต่องานสาธารณสุขไทย”  ทั้งนี้จะมอบทุนให้แก่ บุตรธิดา อสม.ที่กำลังจะเข้าศึกษาในระดับชั้นปีที่  1 ของคณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก ในปีการศึกษา 2565 นี้ จนจบปริญญาตรี (เป็นเวลา 4 ปีติดต่อกัน) จำนวน 5 ทุน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้แก่พี่น้อง อสม. รวมถึงส่งเสริมสายงานและบุคลากรด้านสาธารณสุขไทยต่อไป

“ต้องยอมรับว่า อสม. ถือเป็นฟันเฟืองที่แข็งแกร่งของระบบสาธารณสุขไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงของการแพร่ระบาด COVID-19 พี่ๆ นักรบเสื้อเทา อสม.คือด่านหน้าในการเคาะประตูบ้านเพื่อดูแลประชาชน เสมือนกับเป็นวัคซีนชีวิตที่คุ้มครองคนไทยทั่วประเทศด้วยความกล้าหาญและเสียสละยิ่ง และเนื่องในวันอาสาสมัครสาธารณสุขแห่งชาตินี้ เอไอเอส  ขอชื่นชม ยกย่องและขอบคุณพี่น้อง อสม.ที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจเสียสละในการปฎิบัติหน้าที่เพื่อดูแลคนไทยมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยความไม่เหน็ดเหนื่อย และจากอุดมการณ์ความเป็นอาสาสมัครที่แน่วแน่นี้ เราชาวเอไอเอสทุกคนขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่อพลังและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและพี่น้อง อสม.ทุกคนและพร้อมอยู่เคียงข้างสนับสนุนการทำงานของพี่น้อง อสม.ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องด้วยการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล อสม.ออนไลน์ ให้เป็นศูนย์กลางเครือข่ายสื่อสารการทำงานสาธารณสุขสู่ชุมชนที่พร้อมทำงานเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป”

ซีพีเอฟ ยกระดับการเลี้ยงปลารูปแบบ CARE Aquaculture Model สร้างความปลอดภัยทางอาหารและสิ่งแวดล้อม

0



บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ยกระดับมาตรฐานการเลี้ยงปลาด้วยรูปแบบ CARE Aquaculture Model โดยนำหลักสวัสดิภาพสัตว์ (Animal welfare) ที่ใส่ใจต่อสุขภาพสัตว์ เพื่อผลิตเป็นอาหารที่มีคุณภาพ ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต ตลอดจนคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและชุมชน ตามแนวทางการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน


นายไพโรจน์ อภิรักษ์นุสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ธุรกิจสัตว์น้ำครบวงจร ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญในด้านสวัสดิภาพสัตว์ในการเลี้ยงปลา ตั้งแต่การส่งมอบลูกปลา การเลี้ยงปลาเนื้อ การจับผลผลิตปลา จนส่งมอบถึงมือผู้บริโภค เริ่มตั้งแต่การผลิตลูกปลาที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ใส่ใจในการส่งมอบลูกปลาจนถึงฟาร์มเกษตรกรด้วยรถควบคุมอุณหภูมิที่เหมาะสม มีขั้นตอนการลงปลาที่นุ่มนวล ไม่ให้เกิดการบอบช้ำ นอกจากนี้ ก่อนการลงลูกปลาได้มีการเตรียมคุณภาพน้ำให้เหมาะสมกับปลา ทำให้ลูกปลาที่ลงเลี้ยงมีสุขภาพดี


นอกจากนี้ ในระหว่างการเลี้ยงมีการจัดการด้านคุณภาพน้ำให้มีคุณภาพดีตลอดเวลา มีระบบการหมุนเวียนกลับมาใช้ คุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงจึงไม่เปลี่ยนแปลง มีการใช้เครื่องให้อากาศเพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนในน้ำให้เพียงพอ ทำให้ปลาสุขสบายและมีสุขภาพแข็งแรง และยังนำโปรไบโอติก ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์มาใช้ในน้ำเลี้ยงและอาหาร โดยใช้อาหารปลาสำเร็จรูปที่มีคุณภาพสูง มีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการในทุกช่วงอายุ สอดคล้องกับการเลี้ยงปลาในรูปแบบ CARE Aquaculture Model ซึ่งประกอบด้วย C – Consumer Need คือ การผลิตที่ใส่ใจความต้องการของผู้บริโภค A – Achieve Easily and Consistently ระบบที่ง่ายต่อการเลี้ยง สามารถผลิตได้อย่างต่อเนื่อง R – Reliable System ผลผลิตมีคุณภาพ แน่นอน และ E – Environmental Friendly ระบบการเลี้ยงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้  
สำหรับขั้นตอนของการจับและการส่งมอบเพื่อจำหน่าย ซีพีเอฟ มีเครื่องมือและเทคโนโลยีในการจับปลาโดยการควบคุมอุณหภูมิที่เหมาะสมทำให้ปลาสงบนิ่ง สามารถจับได้อย่างนุ่มนวลไม่ทำให้ปลาบอบช้ำ จึงไม่เกิดความเครียดระหว่างการขนส่งสู่ตลาด ส่งผลให้ได้เนื้อปลาคุณภาพดีเหมาะสำหรับการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่อไป

นายไพโรจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ซีพีเอฟ มีนโยบายในการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับหลักสวัสดิภาพสัตว์ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ รวมทั้งในทุกขั้นตอนการเลี้ยงจะคำนึงถึงเรื่องประหยัดพลังงาน การรักษาสมดุลสิ่งแวดล้อม และลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกร ชุมชน ผู้บริโภค และประเทศชาติอย่างยั่งยืน

AIS เตรียมวางจำหน่าย iPhone SE รุ่นใหม่ในราคาที่เป็นเจ้าของได้ง่าย และ iPhone 13 Pro สีอัลไพน์กรีนที่สวยงาม กับ iPhone 13 สีเขียวสะดุดตา

0

AIS 5G เตรียมวางจำหน่าย iPhone SE รุ่นใหม่ที่ทรงพลัง ในราคาที่เป็นเจ้าของได้ง่าย และ iPhone 13 Pro สีอัลไพน์กรีนที่สวยงาม และ iPhone 13 สีเขียวสะดุดตา

โดย iPhone SE รุ่นใหม่มาพร้อมกับการอัพเกรดที่น่าประทับใจ รวมถึงประสิทธิภาพของชิป A15 Bionic, 5G, ระบบกล้องใหม่หมด, แบตเตอรี่ที่มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้นและทนทานยิ่งขึ้น

iPhone 13 Pro และ iPhone 13 มาพร้อมสองสีใหม่ที่สวยงามคือ สีอัลไพน์กรีน และ สีเขียว เพิ่มตัวเลือกให้กับ iPhone รุ่นที่ทันสมัยที่สุดในดีไซน์ขนาดกะทัดรัด, ชิป A15 Bionic ที่ทรงพลัง, กระจกด้านหน้าแบบ Ceramic Shield ที่ทนทาน, ประสบการณ์เหนือระดับของ 5G และระบบกล้องอันล้ำสมัยเพื่อการถ่ายภาพและวิดีโอที่สวยสะดุดตา

ลูกค้าสามารถสั่งจอง iPhone SE, iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max สีอัลไพน์กรีน และ iPhone 13 และ iPhone 13 mini สีเขียว ได้ในวันที่ 18 มีนาคม 2565 โดยจะวางจำหน่ายในวันที่ 25 มีนาคม 2565 ดูรายละเอียดและราคาได้ที่ www.ais.th/iPhone หรือที่ AIS Shop และตัวแทนจำหน่ายทุกสาขาทั่วประเทศ

ผู้เลี้ยงไก่พ้อรัฐ ยกเลิกมาตรการข้าวโพด-ข้าวสาลี 3:1 ไม่เกิดประโยชน์กับเกษตรกร

0

นางฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า มติที่ประชุมร่วมกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ไก่เนื้อ สุกร และไก่ไข่ และตัวแทนเกษตรกรด้านการเพาะปลูก เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาผลกระทบจากวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าสูงขึ้น ทั้งวัตถุดิบอาหารสัตว์ ปุ๋ยและผลไม้ โดยที่ประชุมเห็นชอบยกเลิกมาตรการ 3:1 ที่กำหนดให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์ซื้อข้าวโพดในประเทศ 3 ส่วนต่อการนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน เป็นการชั่วคราว และให้นำเข้าข้าวสาลีได้เสรีจนถึงวันที่ 31 ก.ค. 65 ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตข้าวโพดยังไม่ออกสู่ตลาดและต้องนำเข้าภายใต้โควต้าที่กำหนดเท่านั้น

“ภาครัฐ ยังต้องกำหนดรายละเอียดนำเข้าและวันที่เริ่มนำเข้าซึ่งต้องใช้เวลา ยังโดนจำกัดด้วยโควต้านำเข้าและระยะเวลา เพื่อปกป้องชาวไร่ข้าวโพด แต่ทอดทิ้งเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ให้แบกภาระต้นทุนอาหารสัตว์ที่สูงขึ้นจากราคาวัตถุดิบที่พุ่งสุงขึ้นแรงมากในปีนี้และเป็นต้นทุนการเลี้ยง 60-70% ของการเลี้ยง ขณะที่อาหารสัตว์และเนื้อสัตว์ โดนควบคุมราคาทั้งห่วงโซ่การผลิต”

สำหรับวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลกระทบต่อภาคปศุสัตว์ทั่วโลกรวมทั้งไทย เนื่องจากทั้งสองประเทศเป็นผู้ผลิตธัญพืชรายใหญ่ของโลกทั้งข้าวโพดและข้าวสาลี ทำให้ไทยไม่สามารถนำเข้าข้าวสาลีได้ตามปกติขณะที่ราคาพุ่งขึ้น 43% จาก 8.91 บาท/กก. เป็น 13 บาท/กก. และข้าวโพดจาก 10.05 บาท/กก. เป็น 13 บาท/กก.

นางฉวีวรรณ กล่าวย้ำว่า แม้ภาครัฐจะยกเลิกมาตรการ 3:1 เป็นการชั่วคราว ก็ไม่เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการภาคปศุสัตว์ ที่ผ่านมาสมาคมฯในฐานะตัวแทนเกษตรกเรียกร้องไปยังภาครัฐให้พิจารณานำกลไกการตลาดมาใช้แทนมาตรการควบคุมราคา เพื่อให้ราคาปรับขึ้นลงอย่างสมดุลตลอดห่วงโซ่การผลิตตามหลักการอุปสงค์ (Demand) และอุปทาน (Supply) จึงควรยกเลิกการคุมราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์และราคาเนื้อสัตว์ ให้ราคาขึ้นลงตามกลไกตลาด โดยมีภาครัฐเป็นผู้กำกับดูแล

ทั้งนี้ กรมการค้าภายใน ใช้มาตรการกำหนดราคาจำหน่ายไก่มีชีวิตหน้าฟาร์ม และราคาจำหน่ายปลีกชิ้นส่วนไก่สด เป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่เดือนมกราคม 2565 ไปสิ้นสุดในเดือนมิถุนายน 2565 เพื่อลดภาระค่าครองชีพของผู้บริโภค ขณะที่คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ กำหนดให้ผู้ประกอบการ ผู้ค้า และฟาร์มเลี้ยงไก่ต้องปฏิบัติตามมาตรการดังนี้ 1.ผู้เลี้ยงไก่ที่มีปริมาณการเลี้ยงตั้งแต่ 100,000 ตัวขึ้นไป และโรงชำแหละไก่ที่มีกำลังการผลิตมากกว่า 4,000 ตัว/วัน ต้องแจ้งปริมาณ สต็อกและต้นทุนราคาจำหน่ายทุกเดือน 2.โรงงานผลิตอาหารสัตว์ ทั้ง 55 โรง ต้องแจ้งต้นทุนราคาจำหน่าย ปริมาณการผลิตและสต็อก และ 3.การปรับราคาสินค้าจะต้องได้รับอนุญาตจากกรมการค้าภายใน

ภาคผู้เลี้ยงสัตว์ขาดทุนสะสมต่อเนื่องจากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ทั้งข้าวโพดและกากถั่วเหลืองสูงขึ้นโดยตลอด ในปี 2564 ราคาปรับสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง 30-40% ร่วมถึงปัจจัยการผลิตและการป้องกันโรคระบาดปรับราคาสูงขึ้นทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นตามไปด้วย การปล่อยให้ราคาเนื้อไก่ที่ปรับสูงขึ้นตามกลไกตลาดจะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ให้มีต้นทุนการผลิตที่เหมาะสมและขายสินค้าได้ในราคาที่สอดคล้องกับต้นทุน ที่สำคัญยังสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

“หากรัฐบาลยังคงใช้มาตรการการคุมราคาสินค้าภาคปศุสัตว์ทั้งห่วงโซ่การผลิตต่อไป จะส่งผลกระทบต่อผู้เลี้ยงรายย่อยและรายเล็กไม่สามารถแบกภาระต้นทุนที่สูงขึ้นได้ ที่ผ่านมาเนื้อไก่เป็นอาหารโปรตีนคุณภาพดีย่อยง่าย เป็นทางเลือกทดแทนยามเนื้อหมูราคาแพงและขาดแคลน และยังคงเป็นอาหารที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ทั่วไปในราคาที่เป็นธรรม หากราคาเนื้อสัตว์โดนควบคุมต่อไปไม่สอดคล้องกับต้นทุนการผลิต ผู้เลี้ยงไม่สามารถอยู่ได้ก็ต้องหยุดเลี้ยง อาจทำให้เกิดปัญหาอาหารขาดแคลนได้”

“พรีบิลท์” ลุยพัฒนาโครงการอสังหาฯ แนวราบ ตั้งเป้าเปิดปีละ 4 โครงการ

0

“พรีบิลท์” สุดปลื้ม 2 โครงการบ้านเดี่ยว “พิมนารา-พรรณนา” ลูกค้าตอบรับล้นหลาม โดยเฉพาะโครงการพรรณา ที่คาดว่าจะปิดโครงการเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ก่อนเดินหน้าเปิดตัวโครงการใหม่ พิมนารา ธรรมศาสตร์ รังสิต บ้านเดี่ยว 2 ชั้น และ พรี วิลเลจ ธรรมศาสตร์ รังสิต ทาวน์โฮม 2 ชั้น บนทำเล ติดทางด่วน เชียงราก และใกล้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต ในช่วงไตรมาส 2 – 3 ของปีนี้ พร้อมประกาศแผนธุรกิจปี 2565 ลุยหาที่ดินพัฒนาโครงการอสังหาฯ ตั้งเป้าปีละ 4 โครงการ มุ่งโครงการแนวราบ ก่อนขยายทุกเซ็กเมนต์ทั้งทาวน์เฮ้าส์ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด  และโฮมออฟฟิศ ในอนาคต

นายวิโรจน์ เจริญตรา กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีบิลท์ จํากัด (มหาชน) หรือ PREB เปิดเผยว่า ในปี 2565 บริษัทจะโฟกัสไปที่โครงการ “พิมนารา ศรีนครินทร์ – บางนา” ภายใต้การพัฒนาของ บริษัท พรีบิลท์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด บริษัทลูกของพรีบิลท์ ซึ่งเปิดให้ชมบ้านตัวอย่างปลายปี 2564 โดยโครงการได้รับการตอบรับจากลูกค้าจำนวนมาก ปัจจุบันสามารถขายบ้านได้แล้ว 20 % ของเฟสที่เปิดขาย และยังมียอดจองทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

โครงการ “พิมนารา ศรีนครินทร์ – บางนา” เป็นบ้านเดี่ยวระดับราคา 6.7 – 8 ล้านบาท เจาะกลุ่มลูกค้ารายได้ระดับปานกลาง ที่ต้องการเลือกซื้อโครงการที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้อย่างลงตัว มีความโปร่ง โล่งสบาย มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบครัน ทั้งห้องนอนที่มีห้องน้ำในตัวพร้อม Bathtub ในห้องน้ำ Master ห้องเอนกประสงค์ ห้อง Living Room พร้อมกับ LDK Function Design ที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการที่ครบครัน

ทั้งนี้ ด้วยแบบบ้านและคอนเซ็ปต์ที่มีอัตลักษณ์ความเป็น JAPANDI สไตล์ญี่ปุ่น ผสมผสานวัสดุร่วมสมัยในงานสถาปัตยกรรม ภายใต้แนวคิด LESS FOR MORE LIVING พิเศษสุด ด้วยบ้านเลขที่ เริ่มต้นด้วย 999 และขนาดของโครงการที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก เพียง 99 ยูนิต จึงสามารถตอบโจทย์ความเป็นส่วนตัวของลูกค้าได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ ในส่วนของโครงการพรรณนา บ้านเดี่ยวระดับไฮเอนด์ ย่านพุทธมณฑลสาย 3 ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทลงทุนเองเป็นโครงการแรก โดยเปิดตัวไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2563 ถือเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง จากความต้องการของลูกค้าที่ล้นหลาม โดยบริษัทคาดว่าจะสามารถปิดการขายได้ภายในไตรมาส 2 – 3 นี้ และจะสามารถโอนบ้านให้ลูกค้าทั้งหมดได้ภายในไตรมาส 3  ซึ่งจากการตอบรับดังกล่าว บริษัทจึงมีแผนที่จะพัฒนาโครงการพรรณนา 2 ในเร็วๆ นี้

สำหรับแผนงานในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทเตรียมที่จะเปิดตัวโครงการพิมนารา ธรรมศาสตร์ รังสิต บ้านเดี่ยว 2 ชั้น และพรี วิลเลจ ธรรมศาสตร์ รังสิต ทาวน์โฮม 2 ชั้น บนทำเล ติดทางด่วน เชียงราก และใกล้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต ในช่วงไตรมาส 2 – 3 ของปีนี้ นอกจากนี้ ยังมีแผนในการหาที่ดินเพื่อทำการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่วางแผนไว้ปีละ 4 โครงการ เบื้องต้น  จะเน้นไปที่แนวราบ ส่วนอนาคตมีแผนจะขยายไปในทุกเซ็กเมนต์ทั้ง ทาวน์เฮ้าส์ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด และโฮมออฟฟิศ

จากแผนงานตลอดปีนี้ บริษัทมั่นใจว่าจะสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน พรีบิลท์ ดีเวลลอปเมนท์ มีงานในมือรอรับรู้รายได้ (backlog) ทั้งงานรับเหมาก่อสร้างและธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มูลค่ารวม 8,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้ตั้งแต่ปี 2564-2566 โดยปี 2565 คาดว่า จะรับรู้รายได้ประมาณ 1,005 ล้านบาท จากส่วนงานพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทฯ ลงทุนเอง ซึ่งคาดว่าจะสามารถสร้างรายได้จากโครงการพรรณนาในส่วนที่เหลือ 727 ล้านบาท และจากโครงการ “พิมนารา ศรีนครินทร์ – บางนา”  อีกประมาณ 278 ล้านบาท

รู้เก็บรู้ออม : จับคู่ธุรกิจเพื่อสังคม

0

การคบหาใครสักคนไว้เป็นมิตรนั้น ต้องอาศัยระยะเวลา ประสบการณ์ และเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เป็นตัวกลั่นคอยกรองให้สิ่งไม่ดีตกตะกอนไป การเป็นมิตรที่ดีนั้น ไม่ถึงขั้นต้องพิสูจน์ให้เห็น แต่เพียงแค่การหยิบยื่นมิตรภาพดีๆให้ต่อกัน การแสดงน้ำใจ หรือความช่วยเหลือแม้เพียงเล็กๆน้อยๆ ด้วยความจริงใจ ก็เพียงพอแล้ว

ดังเช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ทำหน้าที่เป็นมิตรที่ดีต่อสังคม ด้วยการทำงานร่วมกับภาคสังคมมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ในการแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม และขยายผลลัพธ์ที่ดีทางสังคม ผ่านบทบาทนำของผู้ประกอบการทางสังคม

และภารกิจหนึ่งในการดำเนินงานบน SET Social Impact Platform คือ การส่งเสริมการให้ความรู้ ทักษะ การประกอบธุรกิจแก่ผู้ประกอบการทางสังคม และงานด้านการส่งเสริมธุรกิจของ Social Enterprise โดยตลาดหลักทรัพย์ฯจะคอยทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการขยายเครือข่าย ตลอดจนความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างภาคธุรกิจและนักธุรกิจเพื่อสังคม

ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้จัดงาน Social Business Matching Day : The Impact Opportunity #1 เมื่อวันที่ 24-25 ก.พ.2565 จัดขึ้นที่สวนเนรมิตรเกษตร หรือแดนเนรมิตเก่า ด้วยการจัดให้ผู้ประกอบการเพื่อสังคมใน 3 ด้าน คือ ด้านพัฒนาเกษตรกรรม ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านพัฒนานวัตกรรมบริการแก่ผู้สูงวัย ที่มีผลงานโดดเด่น มาเปิดตัวให้เป็นที่รู้จัก มีโอกาสได้แนะนำธุรกิจ นำเสนอแผนธุรกิจ สินค้าและบริการของตัวเองให้แก่ภาคธุรกิจที่สนใจร่วมมือ

เรียกได้ว่า เป็นการเปิดประตูไปสู่การพัฒนาความร่วมมือด้านสังคมร่วมกัน โดยตลาดหลักทรัพย์ฯยังได้เชิญภาคธุรกิจต่างๆมาเข้าร่วมงานด้วย ทั้งบริษัทจดทะเบียน หน่วยงานภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา

การจัดงานครั้งนี้ ทำตามมาตรการป้องกันโควิดแบบเคร่งครัด โดยผู้เข้าชมงานต้องตรวจ ATK ก่อนเข้างาน สวมหน้ากากอนามัย และเว้นระยะห่างการเข้าฟัง กำหนดให้มีผู้เข้าร่วมงานไม่เกิน 60 รายต่อวัน

กิจกรรมในงาน ยังมีการออกบูธของบรรดาผู้ประกอบการสังคมต่างๆ ผู้เข้าชมจะได้เห็นสินค้าและบริการที่น่าสนใจ ยกตัวอย่างเช่น กิจการของบริษัท ธัญญโอสถ ที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชาวนาให้ปลูกข้าวหอมอินทรีย์ให้มีคุณภาพสูง ยกระดับรายได้เกษตรกรให้มีรายได้เฉลี่ย 300,000 บาท/ปี

หรือธุรกิจการให้บริการรับ-ส่งแท็กซี่ผู้สูงวัย ของ บ.บางกอกแนนนี่เซ็นเตอร์, การพัฒนาแอปฯ Young Happy ให้เป็นระบบเชื่อมโยงบริการผู้สูงอายุให้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าและพึ่งพาตัวเองได้ ของ บ.เพย์ อิท ฟอร์เวิร์ด และยังมีธุรกิจอื่นๆที่น่าสนใจไม่แพ้กันของผู้ประกอบการเพื่อสังคมรายอื่นๆ

ตลาดหลักทรัพย์ฯเองก็นำ โครงการ Care the Wild มาออกบูธด้วย เพราะเป็นอีกหนึ่งโครงการเพื่อสังคมที่สร้างผลงานได้โดดเด่นของตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยเกิดจากความร่วมมือในการระดมทุนปลูกป่า เพื่อให้ได้ผืนป่าอย่างแท้จริง และต้นไม้ที่ปลูกต้องอยู่รอด 100% ด้วยการใช้แนวคิดในการดำเนินงาน ธรรมาภิบาล เปิดเผยข้อมูล และติดตามการปลูกป่า 6-10 ปี ผ่าน Application Care the Wild

ตลอดระยะเวลาการจัดงาน 2 วัน ถือได้ว่าประสบความสำเร็จ กระแสการตอบรับดีมาก โดยมีองค์กรต่างๆให้ความสนใจเข้าร่วมงาน เกือบๆ 60 องค์กรเลยทีเดียว งานนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ คาดหวังว่าจะเกิดการจับคู่ และเชื่อมโยงทางธุรกิจ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 จากจำนวนองค์กรภาคธุรกิจที่เข้าร่วมทั้งหมด

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ