Home Blog Page 305

รู้เก็บรู้ออม : รู้เรื่องลงทุนด้วย Maruey Library App

0

“คุณนายพารวย” พูดมาตลอดว่า อยากเห็นการลงทุนที่มีประสิทธิภาพของนักลงทุนไทย การตัดสินใจลงทุนซื้อหุ้นตัวไหน จะตัวแรกในชีวิต หรือที่เท่าไหร่ในใจเธอก็ตามที ขอให้ผ่านกระบวนการคัดกรอง เพื่อให้ได้หุ้นตัวที่ลงทุนแล้ว ตอบโจทย์เป้าหมายการเงินของแต่ละคนได้ ก็จะสามารถจัดตัวเองให้เป็นนักลงทุนพันธุ์ดีได้

ทั้งหมดทั้งปวงนั้นก็ต้องอาศัยการศึกษา ติดตามข้อมูลและข่าวสารการลงทุน ซึ่งที่ผ่านมา ทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเอง ถือเป็นภารกิจสำคัญในการเผยแพร่ข้อมูลและการส่งเสริมความรู้ให้กับผู้ลงทุนและประชาชนที่มีความสนใจ

ดังเช่น “ห้องสมุดมารวย” ซึ่งตั้งอยู่ในอาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ นอกจากจะทำหน้าที่เป็นแหล่งความรู้ด้านการลงทุนชั้นเยี่ยมและแหล่งรวบรวมหนังสือ นิตยสารด้านการเงินการลงทุน ประกอบกับพื้นที่กว้างขวาง บรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการนั่งอ่านหนังสือ ห้องสมุดที่นี่จึงได้ให้บริการต้อนรับผู้รักการอ่านและผู้สนใจเรื่องการเงินการลงทุนมาด้วยดีโดยตลอด

ขณะเดียวกัน ยังได้มีการปรับเปลี่ยนให้ก้าวทันยุคสมัยและครบวงจร โดยเปิดให้บริการ Maruey eLibrary ห้องสมุดออนไลน์ที่ส่งตรงคลังความรู้จากหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ และ สื่อมัลติมีเดียต่างๆให้นักลงทุนและประชาชนได้เข้าถึงมากขึ้น ไม่ว่าจะอยู่จังหวัดไหน จะใกล้หรือไกล ทุกคนก็สามารถเรียนรู้เรื่องการลงทุนได้ทุกที่ ทุกเวลา ตลอด 24 ชม.

นอกจากนี้ ห้องสมุดมารวยยังมีการจัดกิจกรรม Facebook live Maruey Book Talk ในหัวข้อต่างๆที่น่าสนใจ พร้อมเชิญนักเขียนมากหน้าหลายตา หมุนเวียนมาร่วมพูดคุย ให้ความรู้ ความคิดเห็น และประสบการณ์ แบบฟังกันสดๆทางออนไลน์ โดยกิจกรรมนี้จัดให้ฟังกันเป็นประจำเดือนละ 2 ครั้ง แบบไม่มีค่าใช้จ่าย

หรือหากไม่ได้ชมตอนถ่ายทอด Live สด ก็สามารถติดตามดูย้อนหลังได้ที่ช่อง YouTube : SET Thailand ได้เช่นกัน และยังมี Podcast “มารวยชวนฟัง” เป็นอีกช่องทางสำหรับคนที่ชอบฟังเรื่องราวต่างๆที่นำสาระความรู้ที่น่าสนใจในหัวข้อที่หลากหลายมาถ่ายทอดผ่านทางเสียงให้ฟังเข้าใจกันเพลินๆ

เพื่อเป็นการต้อนรับการกลับมาเปิดให้บริการใหม่อีกครั้ง พร้อมกับร่วมฉลองในโอกาสที่ตลาดหลักทรัพย์ฯก้าวสู่ปีที่ 48 ห้องสมุดมารวย ได้เปิดตัวแอปฯ Maruey Library App เพื่อเป็นตัวช่วยของนักอ่านขาประจำ โดยได้รวบรวมหนังสือ นิตยสารออนไลน์ที่สามารถอ่านได้ทุกที่ ทุกเวลา เพียงแค่สมัครเป็นสมาชิก SET MEMBER ก็เข้าอ่านหนังสือหมวดฟรีได้ ซึ่งสามารถเข้าอ่านได้ทั้งทางแอปฯ หรือทางเว็บ www.maruey.com

หากยังไม่จุใจ อยากอ่านหนังสือทั้งหมดที่มีกว่า 10,000 รายการ ก็สามารถสมัครเป็นสมาชิกห้องสมุด จ่ายแค่ปีละ 100 เดียว ก็จะได้คลังขุมทรัพย์ความรู้มาอยู่กับตัวเอง รีบไปหาดาวน์โหลดแอปฯดีๆ มีประโยชน์แบบนี้กันได้ ทั้งใน App Store และ Google Play

หรือถ้าอยากค้น อยากหยิบจับ หนังสือเล่ม ก็สามารถมาใช้บริการได้ที่ห้องสมุดมารวย ที่นี่เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เก้าโมงเช้าถึงห้าโมงเย็นที่ชั้นใต้ดิน อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ บนถนนรัชดาฯ แนะนำให้เดินทางด้วยบริการขนส่งสาธารณะ รถไฟฟ้าใต้ดิน สะดวกสุด แล้ว มารู้…ไปด้วยกันที่…มารวย!

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

รู้เก็บรู้ออม : ลงทุนหุ้นตัวแรกในชีวิต!!

0

เหล่านักลงทุนยังจำกันได้มั้ยเอ่ยว่าหุ้นตัวแรกที่ตัวเองเลือกซื้อ ตัดสินใจลงทุนคือ หุ้นตัวไหน และทำไมถึงเลือกซื้อหุ้นตัวนั้น บางคนอาจได้ชื่อหุ้นมาจากศึกษาติดตามหุ้น เรียกว่าทำการบ้านมาอย่างดี ขณะที่มีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่เลือกหุ้นจากลายแทงที่ได้จากเพื่อนในกรุ๊ปไลน์ หรือลิสต์รายชื่อหุ้นที่ได้จากการฟังข่าวสารตามสื่อต่างๆ หรือบทวิเคราะห์จากบริษัทโบรกเกอร์

สำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ การจะเลือกซื้อหุ้นตัวแรกในชีวิต อาจจะเก้ๆกังๆ คิดไม่ตกเสียทีว่าจะซื้อหุ้นตัวไหนดีจากที่มีอยู่กว่า 700 ชื่อในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพราะกลัวว่า ถ้าเลือกหุ้นผิด แล้วไม่สามารถให้ผลตอบแทนได้อย่างที่หวัง ปะเหมาะเคราะห์ร้ายราคาหุ้นสาละวันเตี้ยลงๆ ก็คงจะบั่นทอนความมั่นใจในการลงทุนครั้งต่อๆไปไม่น้อย

บทความเรื่อง “มาเลือกหุ้นลงทุนตัวแรกกัน” โดย setinvestnow ช่วยชี้ทางสว่างให้กับนักลงทุนที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกหุ้นตัวไหนดี ซึ่งสำคัญตรงก้าวแรก หากเริ่มต้นดีย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง ดังนั้น การเลือกหุ้นพื้นฐานดี จึงเป็นการเริ่มต้นที่ถูกต้องและก่อนที่จะซื้อหุ้นตัวใดตัวนึง ต้องศึกษาหุ้นตัวนั้นก่อน อย่าซื้อหุ้นเพียงเพราะ “เค้าว่า” หุ้นตัวนั้นตัวนู้นดี แต่ควรนำ ข้อมูลของคนอื่นมาประกอบการวิเคราะห์

แนะนำให้เลือกลงทุนหุ้นในแนวทางแบบเน้นคุณค่า หรือการลงทุนแบบเป็นเจ้าของธุรกิจและลงทุนระยะยาว โดยเริ่มต้นด้วยการเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานดี

แต่เราจะรู้ได้ยังไงว่า หุ้นตัวไหนพื้นฐานดี บทความนี้ยก ทฤษฎีแรงกดดัน ทั้ง 5 ที่มีต่อหุ้น มาใช้ในการเลือกหุ้น โดยให้ดูว่าบริษัทหรือหุ้นตัวนั้น อึด ถึก ทนต่อแรงกดดันแต่ละข้อได้มากน้อยแค่ไหน เมื่อเปรียบเทียบกับหุ้นตัวอื่นในกลุ่มเดียวกัน นั่นคือ 1.การแข่งขันกันภายในอุตสาหกรรมเดียวกัน โดยดูว่า บริษัทที่เราสนใจถือสัดส่วนครองตลาดอยู่เท่าไร เป็นเบอร์ไหนในธุรกิจ 2.อำนาจต่อรองของลูกค้า บริษัทที่ลูกค้ามีอำนาจต่อรองน้อย มีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ย่อมสามารถสร้างกำไรได้ดีในระยะยาว

3.อำนาจต่อรองของซัพพลายเออร์ บริษัทยิ่งมีอำนาจต่อรองผู้ขายวัตถุดิบมากเท่าไร จะได้เปรียบบริษัทคู่แข่งที่มีอำนาจต่อรองน้อยกว่า 4.คู่แข่งรายใหม่ อุตสาหกรรมที่เราจะลงทุน มีคู่แข่งเข้ามาได้ง่ายหรือยาก การลงทุนในบริษัทที่เป็นผู้นำในธุรกิจและมีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีสำหรับแรงกดดันเรื่องคู่แข่งที่จะเข้ามาใหม่ได้เป็นอย่างดี

และ 5. สินค้าทดแทน ธุรกิจนั้นมีโอกาสถูก Disruption หรือไม่ เพราะหากวันใดวันนึงธุรกิจนั้นถูกแทนที่ด้วยสินค้าหรือบริการอย่างอื่น นักลงทุนก็ต้อง พร้อมที่จะขายหุ้นทันที

หากเราสามารถตอบคำถามได้ว่า บริษัทหรือหุ้นตัวนั้นทนทานต่อแรงกดดันทั้ง 5 ได้หรือไม่ อย่างไรแล้ว ก็น่าจะเป็นการแสดงให้เห็นถึงก้าวแรกที่ถูกต้องสำหรับการเลือกหุ้นตัวแรก

“คุณนายพารวย” อยากเห็นนักลงทุนวิเคราะห์หุ้นได้คัดกรองหุ้นเป็นก่อนที่จะตัดสินใจลงหุ้นในหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง นักลงทุน และผู้สนใจ สามารถศึกษาความรู้เรื่องการลงทุนผ่านทาง e-Learning หลักสูตร “ลงทุนหุ้นฉบับมือใหม่” ของตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อเพิ่มความพร้อมในการลงสนามจริง และ พัฒนาไปสู่การลงทุนที่มีประสิทธิภาพได้ในที่สุด!!

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ซีพีเอฟ หนุนศูนย์ FLEC สร้างโอกาสการศึกษาลูกหลานแรงงานข้ามชาติ ลดความเหลื่อมล้ำ ต่อต้านการใช้แรงงานเด็ก

0

รัฐบาลไทยมีนโยบายสนับสนุนให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม หากด้วยข้อจำกัดด้านต่างๆ ทั้งความพร้อมของเด็กและผู้ปกครอง ส่งผลให้เด็กข้ามชาติที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทยจำนวนมากเข้าไม่ถึงโอกาสทางการศึกษา ศูนย์สวัสดิภาพและธรรมาภิบาลแรงงานประมงสงขลา (Fishermen Life Enhancement Center) หรือ ศูนย์ FLEC คือความร่วมมือภาคีเครือข่ายรัฐ-ประชาสังคม-เอกชน ที่เข้ามาช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งตลอด 6 ปีของการดำเนินงานของศูนย์ฯ สามารถสนับสนุนให้ลูกหลานของแรงงานข้ามชาติในจังหวัดสงขลา ได้รับสิทธิเข้าเรียนหนังสือและพัฒนาทักษะเพื่อเติบโตอย่างมีคุณภาพ สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของศูนย์ฯ ในการลดความเสี่ยงการค้ามนุษย์อย่างยั่งยืน ตามที่ภาคีเครือข่ายร่วมกันประกาศเจตนารมณ์เนื่องในวันต่อต้านการใช้แรงงานเด็กสากล ตรงกับวันที่ 12 มิถุนายน 2565 ด้วยแคมเปญ “”I raise my hand for a world without child labor””

นางสาวนาตยา เพชรรัตน์ ผู้จัดการศูนย์อภิบาลผู้เดินทางทะเลสงขลา ในฐานะกรรมการศูนย์ FLEC กล่าวว่า ศูนย์ FLEC เป็นความร่วมมือของภาคีพันธมิตร 7 องค์กร เพื่อร่วมจัดการปัญหาการค้ามนุษย์และการใช้แรงงานผิดกฎหมาย ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานข้ามชาติครอบคลุมทุกมิติ ศูนย์ FLEC มีส่วนช่วยสนับสนุนให้บุตรหลานแรงงานเข้าถึงสิทธิทางการศึกษา ผ่าน “ห้องเรียนรู้เพื่อเด็กและครอบครัวแรงงานเพื่อนบ้าน” ณ อาคารท่าเทียบเรือสงขลา เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าเรียนต่อในโรงเรียนรัฐในจังหวัด ซึ่งตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา มีลูกหลานแรงงานข้ามชาติรวม 240 คนได้เข้าถึงการศึกษาในระบบตามมาตรฐานการศึกษาของไทย โดยกว่าร้อยละ 90 ของเด็กสอบผ่านเกณฑ์ประเมินการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ 45 คนได้เข้าเรียนต่อในโรงเรียนเทศบาล 2 อำเภอเมือง จังหวัดสงขลาร่วมกับนักเรียนไทย

ห้องเรียนรู้ฯ ของศูนย์ FLEC เปิดเรียนทุกวันไม่เว้นแม้ในช่วงสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 เพื่อช่วยดูแลเด็กแทนผู้ปกครองที่ต้องทำงานในบริเวณท่าเทียบเรือประมง และในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 ห้องเรียนรู้ฯ ยังจัดกลุ่มนักเรียนหมุนเวียนเข้ามาเรียน และมอบหมายการบ้าน เพื่อให้การเรียนของเด็กๆ ต่อเนื่องไม่ขาดตอน โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ปกครองเป็นอย่างดีในการติดตามลูกหลานส่งการบ้านอย่างครบถ้วน

สำหรับในปีนี้ ลูกหลานแรงงานข้ามชาติในสงขลาเข้ามาเรียนกับศูนย์ FLEC ทั้งหมดจำนวน 42 คน ช่วงอายุตั้งแต่ 4-15 ปี ซึ่งมี “ครูพาตีเมาะ หะแว” ครูประจำห้องเรียนรู้ฯ และเจ้าหน้าที่ศูนย์ฯ ช่วยจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมตามวัย โดย เด็กอนุบาลจะสอนในรูปแบบบูรณาการเพื่อเสริมพัฒนาการและสร้างอุปนิสัยการเรียนรู้ที่ดี ส่วนเด็กวัยประถมขึ้นไป จะสอนรายวิชาหลัก ได้แก่ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และสอนภาษากัมพูชาให้อ่านออกเขียนได้ รวมทั้งสร้างเสริมทักษะการใช้ชีวิต เช่น การเรียนรู้แยกขยะต่างๆ การดูแลและปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อนำไปรับประทานร่วมกับผู้ปกครอง เป็นต้น รวมทั้ง มีเด็กข้ามชาติสามารถผ่านการประเมินเพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนของรัฐ ทั้งระดับอนุบาลและระดับประถมศึกษาได้ 15 คน

“ลูกหลานของแรงงานข้ามชาติที่มาเรียนกับศูนย์ FLEC มีทักษะการใช้ภาษาไทย และคณิตศาสตร์ที่ดีขึ้น นอกจากนี้ เด็กๆ กล้าแสดงออก กล้าพูดคุยกับคนนอกครอบครัวมากขึ้น และที่สำคัญ เด็กๆ สามารถดูแลตัวเองได้ในเวลาที่ผู้ปกครองไปทำงาน ใช้ชีวิตประจำได้อย่างปลอดภัย” นางสาวพาตีเมาะกล่าว

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมกับ 6 องค์กรภาคีพันธมิตร ได้แก่ องค์การสะพานปลา กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ศูนย์อภิบาลผู้เดินทางทะเลสงขลา (บ้านสุขสันต์) บริษัท ปตท. โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) และ บริษัท จีอีพีพี สะอาด จำกัด ที่ร่วมก่อตั้งและดำเนินการ ศูนย์ FLEC มาตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน โดยศูนย์ FLEC มีเป้าหมายพัฒนาต้นแบบการบูรณาการทำงาน เพื่อขจัดปัญหาการค้ามนุษย์และการใช้แรงงานผิดกฎหมาย ควบคู่กับร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของแรงงานข้ามชาติ ตลอดจนป้องกันการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายในระดับท้องถิ่น เพื่อสร้างความเท่าเทียมการศึกษา ส่งเสริมสิทธิเด็ก ช่วยให้แรงงานข้ามชาติและบุตรในภาคประมงมีความรู้ ทักษะทางอาชีพที่จำเป็น สามารถสร้างรายได้ พึ่งพาตนเอง และมีความเป็นอยู่ที่ดีต่อไป

CPF จับมือจ.ชลบุรี จัด ‘คาราวานลดค่าครองชีพประชาชน’ ปีที่ 14

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า จังหวัดชลบุรี ร่วมกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ จัดมหกรรม “คาราวานซีพีเอฟ ลดค่าครองชีพแก่ประชาชน” ปีที่ 14 ด้วยการยกขบวนผลิตภัณฑ์สินค้ามาตรฐานระดับโลกและตรวจสอบย้อนกลับได้ จากบริษัทในเครือซีพีและซีพีเอฟ อาทิ ห้าดาว (FIVE STAR) Hi-Pork Star Coffee เชสเตอร์ ซีพี-เมจิ มหาลาภ ทรู มากกว่า 200 รายการ ทั้งอาหารสด อาหารแช่แข็ง อาหารพร้อมทาน อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารทานเล่น ขนม ผักและผลไม้ มาจำหน่ายในราคาพิเศษ เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงอาหารคุณภาพดี สด สะอาด ปลอดภัย ให้ชาวชลบุรีและจังหวัดใกล้เคียง รวมถึงร้านค้าธงฟ้า ของดีประจำจังหวัด และสินค้า OTOP รวมทั้งช่วยลดภาระค่าครองชีพให้แก่พี่น้องประชาชน ระหว่างวันที่ 19-23 กรกฎาคม 2565 ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. โดยมี นายนิติ วิวัฒน์วานิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ให้เกียรติเป็นประธานพิธีเปิด และ นายพงษ์ วิเศษไพฑูรย์ ประธานกรรมการ กลุ่มธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ เขตประเทศอินเดีย ซีพีเอฟ เป็นประธานจัดการแข่งขันชกมวย ณ ลานหน้าศาลากลางจังหวัดชลบุรี

บรรยากาศเต็มไปด้วยประชาชนที่มาช็อป ชิม อาหารคุณภาพตลอดทั้งวัน รวมทั้งกิจกรรมนาทีทอง ที่นำผลิตภัณฑ์ต่างๆ มาร่วมสนุกถูกใจผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก สำหรับครั้งต่อไป คาราวานซีพีเอฟ จะยกขบวนไปยัง จ.นครราชสีมา ชาวโคราชเตรียมพบกับกิจกรรมดีๆ อีกมากมาย

สำหรับการแข่งขัน “ศึกซีพีเอฟยอดมวยโลก” ผลการแข่งขันปรากฏว่า ‘น็อคเอ้าท์ ซีพีเอฟ’ แชมป์โลกรุ่นมินิมัมเวท (105 ปอนด์) สภาคมมวยโลก (WBA) ป้องกันแชมป์ไว้ได้เป็นสมัยที่ 12 เอาชนะคู่ปรับที่ทุกคนรอคอย ‘วันเฮง มีนะโยธิน’ อดีตแชมป์โลกรุ่นสตรอว์เวท WBC แบบเอกฉันท์ 3-0 เสียง ณ สนามมวยชั่วคราวบริเวณลานหน้าศาลากลางจังหวัดชลบุรี

AIS จับมืออีมาร์เก็ตเพลส MyWaWa หนุนเอสเอ็มอีไทยสู่โลกการค้ายุคดิจิทัล

0

นายนวชัย เกียรติก่อเกื้อ หัวหน้าส่วนงานการตลาดลูกค้าองค์กรและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS เปิดเผยว่า AIS จับมือกับ MyWaWa (มายวาวา) สตาร์ทอัพด้านอีคอมเมิร์ซรายแรกและรายเดียวของไทยที่ขยายโอกาสสู่ตลาด B2B ผ่านแพลตฟอร์ม mywawa.me มอบสิทธิพิเศษส่วนลดค่าธรรมเนียมการซื้อขาย สำหรับสมาชิก AIS BIZ UP ที่เข้าร่วมขายของบน แพลตฟอร์ม MyWaWa เหลือเพียง 3.5% จาก 5% นาน 1 ปี เพื่อช่วยกันลดต้นทุน เสริมความสะดวกสบายในทุกขั้นตอนการซื้อขาย และส่งเสริมช่องทางจำหน่ายใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการไทยในอนาคต

ทั้งนี้ จะเป็นการส่งเสริมให้กลุ่ม SMEs ได้มีช่องทางหรือเครื่องมือดิจิทัลในการสร้างการเติบโตทางธุรกิจ อย่างเช่น โครงการ AIS BIZ UP ที่จัดทำขึ้นเพื่อให้ลูกค้า SMEs ได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งความร่วมมือกับทาง MyWaWa ถือเป็นอีกหนึ่งการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับภาคธุรกิจดังกล่าว ทั้งในแง่ของการช่วยลดต้นทุน รวมทั้งเพิ่มศักยภาพให้ผู้ประกอบการปรับตัวเองสู่โลกการค้ายุคดิจิทัลได้อย่างเท่าทัน

นายกร เธียรนุกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วาวา เซอร์วิส แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป จำกัด และผู้ร่วมก่อตั้ง MyWaWa กล่าวว่า MyWaWa มีหมุดหมายที่สำคัญในการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการที่เป็นภาคการผลิตของประเทศเข้าสู่ระบบการค้าบนโลกออนไลน์มากขึ้น และมีเป้าหมายในอนาคตสู่การเป็น Trade and Investment Gateway to Southeast Asia ซึ่งหลังจากเปิดใช้งานมาได้เพียงไม่นาน www.mywawa.me มีผู้ขายโรงงานผู้ผลิต ผู้จำหน่ายและซัพพลายเออร์ในระบบมากกว่า 100 ราย มีสินค้ากว่า 3,000 รายการ (SKUs) จากหลากหลายหมวดอุตสาหกรรม ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม ชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ งานพิมพ์ บรรจุภัณฑ์ และอุปกรณ์สำนักงาน บ้านและวัสดุก่อสร้าง เคมี ยาง และพลาสติก สุขภาพและความงาม แบบเรียนและอุปกรณ์การศึกษา และอื่นๆ โดยปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนเป็นผู้ซื้อมากกว่า 2,000 ราย มียอดซื้อ-ขาย (Transaction) ผ่านแพลตฟอร์มแล้วมากกว่า 1,500 ล้านบาท การที่สมาชิกของ AIS BIZ UP เข้ามาเป็นผู้ขายใน www.mywawa.me เชื่อว่าจะเป็นการร่วมกันส่งเสริมและขยายช่องทางเข้าถึงผู้ซื้อที่มีประสิทธิภาพ พร้อมผลักดันให้ธุรกิจไทยเติบโตต่อไปได้ในอนาคต

“กลุ่ม SMEs ถือเป็นรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจประเทศ AIS พร้อมที่จะสนับสนุนและส่งเสริมให้ SMEs ไทยสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องในหลากหลายมิติ เพื่อเป็นการตอกย้ำว่า AIS พร้อมยืนเคียงข้างผู้ประกอบการในทุกสถานการณ์”

สำหรับสมาชิก AIS BIZ UP เมื่อลงขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม MyWaWa โดยสามารถกดรับสิทธิ์ USSD 545800*161# และกรอก Code ที่ได้รับ ลงระบบหลังบ้านของ MyWaWa จะได้รับส่วนลดค่าธรรมเนียมการซื้อขาย จาก 5% เป็น 3.5% คิดระยะเวลา 1 ปี นับจากวันที่ได้รับส่วนลด ทั้งนี้สำหรับท่านที่สนใจเกี่ยวกับโครงการ AIS BIZ UP สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง https://business.ais.co.th/bizup/

เลือกบ้านได้ถูกใจ ดอกเบี้ยถูกจัง ผ่อนสบายด้วย “โปรโมชั่นสินเชื่อเคหะ ซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติมซ่อมแซม หรือ Re-Finance”

0

“บ้าน” หนึ่งในปัจจัยสี่ที่มีความสำคัญของมนุษย์ และเป็นส่วนสำคัญในการสร้างรากฐานของครอบครัว ซึ่งเป็นสถาบันพื้นฐานของสังคม การมีบ้านเป็นของตัวเอง จึงเป็นความฝันของของคนจำนวนไม่น้อยทีเดียวที่ต้องการเริ่มต้นการใช้ชีวิตครอบครัว

อย่างไรก็ตาม การมีบ้านเป็นของตัวเอง เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน และรอบคอบ เพราะบ้าน จัดเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าอย่างหนึ่งในชีวิต ดังนั้น นอกจากจะต้องตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ให้ดี ไม่ว่าจะเป็น แบบบ้าน ทำเลที่ตั้ง การเดินทาง แต่สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึง คือ ความพร้อมด้านการเงิน ไม่ว่าจะเป็นงบสำหรับค่าบ้าน ค่าก่อสร้าง ความสามารถในการชำระหนี้กรณีกู้ซื้อบ้านกับธนาคาร ตลอดจนต้องสำรวจสถานะการเงินของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเงินเก็บ บัญชีเงินออมสำหรับกรณีฉุกเฉิน และภาระหนี้สินที่มีอยู่

ธนาคารออมสิน เข้าใจและทราบดีถึงความต้องการมีบ้าน ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของการเริ่มต้นชีวิตที่ดี จึงได้มีผลิตภัณฑ์สินเชื่อเคหะ เพื่อส่งเสริมและช่วยสานฝันของคนอยากมีบ้านให้เป็นจริง และที่สำคัญ ตอนนี้ ทางธนาคารฯ กำลังมี “โปรโมชันสินเชื่อเคหะ สำหรับซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติมซ่อมแซม หรือ Re-Finance”

โปรโมชันพิเศษนี้ เพื่อผู้ที่ต้องการ ซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติมซ่อมแซม และ Re-Finance ด้วยเงื่อนไขสบายๆ คือ 1. ผ่อนต่ำ 6 เดือนแรก เพียงล้านละ 4,000 บาท/เดือน 2. ดอกเบี้ยเริ่มต้นปีแรกเพียง 1.75% (MRR – 4.495%) และ 3. ฟรี ค่าจดจำนอง ค่าจัดทำนิติกรรมสัญญา และค่าบริการสินเชื่อ

กำหนดระยะเวลาโปรโมชั่น ต้องยื่นกู้ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2565 อนุมัติและจัดทำนิติกรรมสัญญาให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2565 ทั้งนี้ กรณี ฟรีค่าจดจำนอง เฉพาะกรณี Re-Finance ที่มีวงเงินกู้สินเชื่อเคหะ ตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป และเลือกอัตราดอกเบี้ยแบบฟรีค่าจดจำนอง

สำหรับผู้กู้ต้องมีคุณสมบัติดังนี้

  1. อายุครบ 20 ปีขึ้นไป และเมื่อรวมอายุผู้กู้กับระยะเวลาที่ชำระเงินกู้ ต้องไม่เกิน 70 ปี
  2. มีอาชีพและรายได้แน่นอน

กรณีกู้ร่วมกับบุคคลอื่น กำหนดเงื่อนไข คือ

  1. กู้ร่วมกับบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์เป็นคู่สมรส บุตร บิดา มารดา หรือ พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องถือกรรมสิทธิ์ร่วมในหลักประกันทุกคนก็ได้
  2. กู้ร่วมกับบุคคลอื่นที่นอกเหนือจากข้างต้น ต้องถือกรรมสิทธิ์ร่วมในหลักประกันทุกคน

คนอยากมีบ้าน ต้องรีบคว้าโอกาสพิเศษนี้ที่จะช่วยให้เราได้มีบ้านอย่างที่หวังไว้ ไม่ต้องกังวลเรื่องดอกเบี้ยและการผ่อนชำระ โดยสามารถติดต่อที่ธนาคารออมสินทุกสาขา หรือ สมัครใช้บริการสินเชื่อที่ https://rebrand.ly/ngk86z8

หรืออ่านรายละเอียดสินเชื่อได้ที่ https://rebrand.ly/9hwxyvt

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ GSB Contact Center โทร. 1115 หรือติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ www.gsb.or.th และ Facebook: GSB Society

AIS eSport เปิดเวทีแข่งขัน Pokémon Unite ครั้งแรกในไทย

0

นางสาวรุ่งทิพย์ จารุศิริพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการพันธมิตรธุรกิจด้านบันเทิงและคอนเทนต์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS เปิดเผยว่า AIS eSports ร่วมกับ The Pokémon Company จากประเทศญี่ปุ่น จัดกิจกรรม AIS 5G eSports Open Thailand 2022 : Pokémon Unite หรือ การแข่งขันเกม Pokémon Unite ที่จัดขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกในไทย เพื่อฉลองครบรอบ 1 ปีสำหรับการคิกออฟเกมดังกล่าวในตลาดเกม ซึ่งตอบโจทย์เหล่าเกมเมอร์ที่ชื่นชอบตัวละครสุดน่ารักอย่างโปเกมอนที่นำทีมโดย Pikachu (พิคาจู), Cinderace (เอสเบิร์น) , Venusaur (ฟุชิงิบานะ) , Charizard (ลิซาร์ดอน) , Snorlax (คาบิกอน) และผองเพื่อนโปเกมอนอีกมากมาย ซึ่งตัวเกมเป็นแนว MOBA แนวใหม่ ที่ไม่ใช่สู้เพื่อทำลายป้อมฝั่งตรงข้าม แต่เน้นทีมเวิร์คในการวางแผนโจมตี รวมถึงเก็บ Aeos energy มาสะสม เพื่อดังก์ป้อมเก็บแต้มให้ได้มากที่สุด ภายในเวลา 10 นาที ที่มีลักษณะการเล่นแบบแบ่งทีมทีมละ 5 คนและเน้นการวางแผนอย่างแยบยล อย่าง Pokémon Unite หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทาง บริษัท โปเกมอน ได้ปล่อยเกม Pokémon Go ออกไป ซึ่งได้เสียงตอบรับอย่างล้นหลามมีแฟนๆ เข้ามาร่วมผจญภัยค้นหาในโลกโปเกมอนบนหน้าจอมือถืออย่างมากมาย

“เกมดังกล่าวในไทย ขณะนี้มีเหล่าสาวกโปเกมอนโหลดและเล่นแล้วกว่า 1 ล้านไอดี ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์การเล่นเกมบนมือถือในรูปแบบ MOBA (multiplayer online battle arena) หรือเกมประเภทวางแผนเรียลไทม์กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในประเทศไทย ผนวกกับความตั้งใจในการพัฒนาต่อยอดอีสปอร์ต อีโคซิสเต็ม ของไทย รวมทั้งการเป็นจุดเชื่อมสำคัญในการสร้างคอมมูนิตี้ให้กับกลุ่มเกมเมอร์ได้มีพื้นที่ในการฝึกฝนทักษะเพิ่มขีดความสามารถ เราจึงผสานความร่วมมือให้เกิดการแข่งขันในครั้งนี้อย่างเป็นทางการและถือเป็นการแข่งขันอีสปอร์ตในเกม Pokémon Unite ที่ใหญ่ที่สุดครั้งแรกในไทย”

เกม Pokémon Unite พัฒนาขึ้นจากบริษัท โปเกมอน จำกัด (The Pokémon Company) ของประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นเกม MOBA (multiplayer online battle arena) หรือเกมประเภทวางแผนเรียลไทม์ ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมียอดดาวน์โหลดเกมแล้วกว่า 1 ล้านครั้งในประเทศไทย ซึ่งในวันที่ 21 กรกฎาคม 2565 นี้ เป็นวันเฉลิมฉลองครบรอบ 1 ปี ของเกม Pokémon Unite

การแข่งขัน “AIS 5G eSports Open Thailand 2022 : Pokémon Unite” ถือเป็นทัวร์นาเมนต์ Esports Pokémon Unite ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยจะเปิดรับสมัครเหล่าเกมเมอร์ที่มีอายุตั้งแต่ 15 – 35 ปี เข้าร่วมการแข่งขัน จัดแข่งในรูปแบบทีมทีมละ 5 คน สมัครเข้าร่วมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ชิงเงินรางวัลมูลค่าสูงกว่า 600,000 บาท รวมทั้งได้รับสิทธิพิเศษต่างๆจาก Item Code และของรางวัล Premium มากมาย จาก The Pokémon Company นอกจากนี้เพื่อสนับสนุนเหล่าเกมเมอร์เครือข่ายผู้ใช้ AIS สามารถใช้สมัครหรือใช้งานแพ็คเกจอินเตอร์เน็ตเกม Maomao Game Package ที่สามารถเล่นเกม Pokémon UNITE บนมือถือได้โดยไม่เสียอินเตอร์เน็ตอีกด้วย

เหล่าเกมเมอร์สาวกโปเกมอนที่สนใจสามารถสมัครได้แล้วผ่านทาง https://bit.ly/3PkbM5Y หรือช่องทาง Facebook AIS eSports Tournament เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ – 10 กันยายน 2565 โดยจะเริ่มจัดการแข่งขันตั้งแต่ 16 กันยายน 2565

“การจัดการแข่งขันเกม Pokémon Unite ในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำได้เป็นอย่างดีว่าวันนี้ AIS eSports เรามุ่งมั่นตั้งใจในการพัฒนาอีสปอร์ต อีโคซิสเต็ม ของไทย ซึ่งการมองเห็นโอกาสในเกมดังกล่าว นอกจากมิติของผู้เล่นที่เพิ่มมากขึ้น ในอนาคต Pokémon Unite อาจถูกบรรจุให้มีการแข่งขันในทัวร์นาเม้นต์ระดับสากล ซึ่งเมื่อถึงวันนั้น ประเทศไทยจะพร้อมต่อการส่งตัวแทนเข้าร่วมการแข่งขัน โดยเราเชื่อมั่นว่าการแข่งขันนี้จะเป็นการเริ่มนับหนึ่งที่ดีและเหมาะสมให้กับวงการอีสปอร์ตไทยในอนาคตต่อไป ฉะนั้นแล้วเป้าหมายของเราในการทำงานเพื่อยกระดับและสร้างคอมมูนิตี้อีสปอร์ตไทยให้เติบโตขึ้นในอนาคตยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างต่อเนื่องสอดรับกับการเติบโตของอุตสาหกรรมอีสปอร์ตและเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ” นางสาวรุ่งทิพย์ กล่าว ทิ้งท้าย

มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ชู “ทุเรียนป่าละอู” ผลผลิตคุณภาพสหกรณ์ฯ ห้วยสัตว์ใหญ่ หนุนโครงการตามพระราชประสงค์ฯ

0

“ทุเรียนป่าละอู” จากทุเรียนพันธุ์หมอนทองที่ปลูกในพื้นที่ ป่าละอู ตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ อำเภอหัวหิน พื้นที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุจากดินและแหล่งน้ำธรรมชาติ กลายเป็นสายพันธุ์ทุเรียนที่มีความเป็นเอกลักษณ์ ด้วยเนื้อหนาสีเหลืองอ่อน กลิ่นไม่ฉุน รสชาติมันมากกว่าหวาน เนื้อแห้งเนียนละเอียด ไม่มีเส้นใย เนื้อเยอะ เมล็ดเล็ก เมื่อปี 2554 ทุเรียนป่าละอูจึงได้รับการขึ้นทะเบียน Geographical Indication (GI) เป็นแบรนด์สินค้าท้องถิ่นที่บ่งบอกถึงคุณภาพและแหล่งที่มาของสินค้า

ปัจจุบันทุเรียนป่าละอูเป็นที่รู้จักของผู้ที่ชื่นชอบทุเรียน และถือเป็นผลผลิตขึ้นชื่อของ สหกรณ์การเกษตรห้วยสัตว์ใหญ่ จำกัด ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่บริหารงานโดยโครงการหมู่บ้านสหกรณ์ห้วยสัตว์ใหญ่ โดย นายพรไชย บัวคล้าย ประธานสหกรณ์ฯ ผู้นำที่มีความเข้มแข็ง มุ่งสร้างการถ่ายทอดงานและเชื่อมโยงให้เกิดความต่อเนื่อง มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ปัจจุบันมีชาวสวนทุเรียนขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิก 50 ราย มีจำนวนต้นทุเรียนกว่า 15,000 ต้น เกษตรกรสมาชิกส่งให้กับสหกรณ์ในฐานะธุรกิจรวบรวมผลผลิตและเป็นผู้จำหน่าย โดยมีกระบวนการการทำงานร่วมกันที่มีประสิทธิภาพ มีการควบคุมคุณภาพสินค้า อาทิ การตัดทุเรียนที่ความสุก 80% และติดบาร์โค้ดไว้ทุกผลเพื่อรับประกันผลผลิต โดยปี 2564 สามารถจำหน่ายผลผลิตรวม 44 ตัน มูลค่า 7.7 ล้านบาท และในปี 2565 นี้ คาดการณ์ว่าจะได้ผลผลิตทั้งหมด จำนวน 60 ตัน

“การรวมกลุ่มของเกษตรกร โดยมีสหกรณ์รับซื้อผลผลิตและจัดจำหน่าย ทำให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด เกษตรกรจึงมีรายได้ที่ดี มีผลประกอบการเพิ่มสูงขึ้น สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการดำเนินงานที่มีคุณภาพของสหกรณ์ฯ นำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี ส่งผลให้เศรษฐกิจของชุมชนดีขึ้น โดยมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ต่อยอดเสริมสร้างความเข้มแข็ง ส่งเสริมความรู้และพัฒนาอาชีพตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ถ่ายทอดองค์ความรู้ รวมถึงประสานความร่วมมือโครงการแก้ไขปัญหาช้างป่าตามแนวพระราชดำริ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัสให้กับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาช้างป่าให้คนกับช้างอยู่ร่วมกันได้ ซึ่งมูลนิธิฯ เป็นผู้ประสานหน่วยธุรกิจของเครือซีพี มอบตู้คอนเทนเนอร์ 3 ตู้ ให้กับสหกรณ์ฯ ไว้ใช้เก็บผลผลิตในฤดูกาลเก็บเกี่ยว โดยเฉพาะทุเรียนป่าละอู เพื่อรอส่งจำหน่าย ช่วยป้องกันปัญหาช้างป่าได้” นายพรไชย กล่าว

นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังถ่ายทอดองค์ความรู้ ส่งเสริมผู้ปลูกกาเเฟให้แก่สมาชิกกลุ่มสหกรณ์ฯ เพื่อเพิ่มช่องทางการสร้างรายได้ใหม่ที่มั่นคงเเละยั่งยืน รุ่นแรกมีเกษตรกร เข้าร่วม 50 คน โดยอบรมในหัวข้อ การคัดเลือกสายพันธุ์กาแฟให้เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ วิธีการเตรียมแปลงและขั้นตอนในการปลูกพร้อมการดูแลบำรุงต้น และการเก็บเกี่ยว นอกจากนั้นยังถ่ายทอดให้เห็นถึงประโยชน์ เเละแนวโน้มทิศทางการตลาดของกาแฟ ซึ่งเกษตรกรมีทั้งผู้ที่ปลูกกาแฟอยู่แล้ว และไม่เคยปลูกกาแฟเลยแต่มีความสนใจ โดยส่วนมากเป็นการปลูกแซมไม้ผลชนิดอื่น เช่น ทุเรียน มะนาว มะม่วง สำหรับผู้ที่ปลูกกาแฟมีทั้งที่ได้ผลผลิต และยังไม่ได้ผลผลิต สิ่งที่เกษตรกรกังวลจะเป็นห่วงเรื่องการดูแลรักษา และด้านการตลาด การอบรมครั้งนี้จะทำให้เกษตรกรได้เรียนรู้เทคนิคการเพิ่มผลผลิตและคุณภาพการเกษตร

สหกรณ์การเกษตรห้วยสัตว์ใหญ่ เป็นหนึ่งในความสำเร็จของโครงการตามพระราชประสงค์หมู่บ้านสหกรณ์ ที่ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ภาคภูมิใจ จากวัตถุประสงค์ในระยะแรกเน้นด้านความมั่นคงของชาติเป็นหลัก และปรับสู่การดำเนินโครงการฯ ตามแนวพระราชดำริ โดยใช้สหกรณ์เป็นศูนย์กลางในการยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจ สังคม และพัฒนาสมาชิกให้รู้รักสามัคคี ยึดหลักช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ส่งผลให้เกิดประโยชน์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ประเพณีและวัฒนธรรมที่ดีงามของท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไป สะท้อนความสำเร็จตามแนวพระราชดำริอย่างแท้จริง

จอมกิตติ ศิริกุล

นายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และผู้ช่วยบริหาร สำนักประธานคณะกรรมการบริหาร บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือซีพีเอฟ บอกถึงปัจจัยแห่งความสำเร็จด้านการพัฒนาหมู่บ้านสหกรณ์การเกษตรว่า เกิดจากการพัฒนาผู้นำสหกรณ์ฯ ให้มีความรู้อย่างต่อเนื่อง และสร้างชุมชนมีความเข้มแข็ง มีความมุ่งมั่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันที่จะพัฒนาท้องถิ่นชุมชนให้มีความเป็นอยู่ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การที่มูลนิธิฯ ส่งเสริมทักษะความรู้ สนับสนุนให้คนในชุมชนเกิดการทำงานร่วมกัน เชื่อมต่อถ่ายทอดการดำเนินงานจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้นำสามารถส่งไม้ต่อคนรุ่นถัดไปได้อย่างดี นำไปสู่ผลดำเนินงานที่เกิดความคล่องตัว

“มูลนิธิฯ มุ่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาของสรกรณ์ฯอย่างบูรณาการ ทำให้ชุมชนและหน่วยงานต่างๆ มีทัศนคติที่ดี สามารถพัฒนาโครงการได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมปลูกฝังให้เยาวชนลูกหลานสหกรณ์มีแนวคิดที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรม สร้างจิตสำนึกรักแผ่นดินถิ่นเกิด ผ่านการจัดกิจกรรมค่ายเยาวชนอย่างต่อเนื่อง ทำให้พวกเขาได้ให้เห็นความสำคัญของการรวมกลุ่มระบบสหกรณ์ และสร้างสมาชิกผู้นำรุ่นใหม่ให้เกิดขึ้นต่อไป ส่วนเรื่องอาชีพ มูลนิธิฯ ได้ดำเนินการส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์มีทางเลือกอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ ด้วยการจัดหลักสูตรการปลูกกาแฟ โดยมีแผนที่จะสร้างอาชีพนี้ให้ยั่งยืน โดยมีสหกรณ์เป็นผู้รวบรวม นำไปสู่การแปรรูป และเพิ่มมูลค่าผลผลิตในอนาคตด้วย” นายจอมกิตติ กล่าว

มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของหมู่บ้านสหกรณ์ฯอย่างต่อเนื่อง ด้วยการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพให้แก่สมาชิกสหกรณ์ ควบคู่กับกิจกรรมด้านสังคม ในโครงการตามพระราชประสงค์หมู่บ้านสหกรณ์จำนวน 7 แห่ง ใน 4 จังหวัด ได้แก่ เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ พระนครศรีอยุธยา และเชียงใหม่ โดยเน้นรูปแบบการดำเนินงาน 3 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาศักยภาพและผู้นำสหกรณ์ ผ่านการฝึกอบรมศึกษาดูงาน และส่งเสริมอาชีพเสริม อาทิ การปลูกไม้ผลผสมผสาน การเลี้ยงไก่พื้นเมือง และการเลี้ยงแพะ พร้อมพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างชุมชนเข้มแข็ง ดำเนินการคู่ขนานไปกับการพัฒนาผู้นำและสมาชิกสหกรณ์ โดยการส่งเสริมการทำธุรกิจเกษตร สนับสนุนให้ผู้นำและสมาชิกมีความรู้ความเข้าใจการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ร่วมกันผลิตและจำหน่าย ช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการตลาด ควบคู่กับการจัดค่ายสร้างเสริมคุณธรรม สืบสานและต่อยอด โครงการตามพระราชประสงค์หมู่บ้านสหกรณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อปลูกจิตสำนึกสร้างทัศนคติเยาวชนลูกหลานสหกรณ์ รักแผ่นดินถิ่นเกิด

ความสำเร็จของ สหกรณ์การเกษตรห้วยสัตว์ใหญ่ เป็นภาพสะท้อนความมุ่งมั่นในการสืบสาน รักษา ต่อยอดพระราชดำริ ในด้านการพัฒนาหมู่บ้านสหกรณ์การเกษตร เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิต อยู่ดีกินดี มีความสุข นับเป็นอีกผลลัพธ์ของเป้าหมายสร้าง 4 ดี “คนดี พลเมืองดี อาชีพดี และสิ่งแวดล้อมดี” ที่มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ร่วมสานต่อความมุ่งมั่นเพื่อขจัดความยากจนอย่างยั่งยืนแก่ชาวไทย

พรีบิลท์ รุกเปิด 2 โครงการใหม่รับไตรมาส 3 หลังบ้านเดี่ยว “พรรณนา พุทธมณฑล สาย 3” ขายเกลี้ยง

0

นายวิโรจน์ เจริญตรา กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีบิลท์ จํากัด (มหาชน) หรือ PREB เปิดเผยว่า ในช่วงต้นไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ บริษัทเตรียมเปิดตัว 2 โครงการใหม่ล่าสุด บนทำเลทองย่านรังสิต-คลองหลวง ประกอบด้วยโครงการพิมนารา ธรรมศาสตร์ รังสิต บ้านเดี่ยว 2 ชั้น ขนาด 117 ยูนิต ในราคา 5.69 – 7 ล้านบาท และโครงการพรีวิลเลจ ธรรมศาสตร์ รังสิต ทาวน์โฮม 2 ชั้น ขนาด 250 ยูนิต ในราคา 2.6 – 3 ล้านบาท ซึ่งเน้นจำนวนยูนิตที่พอเหมาะในสังคมกำลังพอดี เพื่อให้ความส่วนตัวแก่ผู้พักอาศัย โดยมีแผนเปิดขายแก่ลูกค้าในช่วงต้นไตรมาสที่ 3 ของปีนี้

สำหรับที่ตั้งทั้ง 2 โครงการอยู่ใกล้สถานที่สำคัญต่างๆ และสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ทั้งสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต, มหาวิทยาลัยกรุงเทพ, ตลาดไท ฯลฯ เช่นเดียวกับการเดินทางที่สามารถเดินทางเข้าออกได้หลายเส้นทาง ทั้งถนนพหลโยธิน, ทางด่วน เชียงราก, คลองหลวง ตัดออกถนนวงแหวนกาญจนาภิเษก สามารถตอบโจทย์ความสะดวกสบายของผู้พักอาศัยได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ การเปิดตัวโครงการบ้านเดี่ยว 2 โครงการใหม่นี้ ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จของ 2 โครงการบ้านเดี่ยว “พรรณนา พุทธมณฑล สาย 3” และ “พิมนารา ศรีนครินทร์-บางนา” ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ โดยทั้ง 2 โครงการได้รับการตอบรับจากลูกค้าอย่างล้นหลาม ซึ่งเป็นผลจากทำเลที่ตั้งโครงการที่สะดวก คอนเซ็ปต์รูปแบบบ้าน คุณภาพที่ตอบโจทย์ลูกค้า ตลอดจนความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อบริษัท โดยเฉพาะโครงการพรรณนา พุทธมณฑล สาย 3 บ้านเดี่ยวระดับไฮเอนด์ เปิดตัวเมื่อเดือนมิถุนายน 2563 ซึ่งถือเป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทลงทุนเองเป็นโครงการแรก ปัจจุบันสามารถปิดการขาย และการโอนกรรมสิทธิ์ไปให้ลูกบ้านแล้วกว่า 70% ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลจากรูปแบบ ดีไซน์บ้าน และคอนเซ็ปต์โครงการ ตลอดจนฟังก์ชั่นการใช้งานที่ตอบโจทย์ลูกค้า ตลอดจนทำเลที่ตั้งโครงการที่อยู่ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งสถาบันการศึกษา, คอมมูนิตี้มอลล์ ฯลฯ บวกกับการเดินทางสะดวกอยู่ใกล้กับจุดเชื่อมต่อถนนตัดใหม่ พรานนก พุทธมณฑล สาย 4 ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างถนนจรัญสนิทวงศ์ ช่วงสามแยกไฟฉาย กับถนนราชพฤกษ์, ถนนวงแหวนกาญจนาภิเษก และ ถนนพุทธมณฑล สายน 1 – 4 ทำให้โครงการสามารถปิดการขายได้เร็วกกว่ากำหนดที่วางไว้

สำหรับโครงการพิมนารา ศรีนครินทร์-บางนา บ้านเดี่ยวระดับราคา 6.7 – 8 ล้านบาท เจาะกลุ่มลูกค้ารายได้ระดับปานกลาง ปัจจุบันสามารถขายได้แล้วกว่า 50 % ของเฟสที่เปิดขาย และได้ทำการโอนกรรมสิทธิ์ ไปบางส่วนแล้ว มาจากรูปแบบ ดีไซน์บ้านที่มีความแปลกใหม่ ไม่เหมือนใคร รวมถึงคอนเซ็ปต์โครงการที่โดนใจกลับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย บวกกับฟังก์ชั่นการใช้งานที่ตอบโจทย์ หัวใจสำคัญยังเป็นเรื่องของทำเลที่ตั้งโครงการ ซึ่งอยู่ใกล้สถานที่สำคัญ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งสถาบันการศึกษา, คอมมูนิตี้มอลล์ ฯลฯ การเดินทางสามารถเข้าออกได้หลายเส้นทาง ทั้งถนนศรีนครินทร์, กิ่งแก้ว และบางนา – ตราด, เทพารักษ์

นายวิโรจน์ กล่าวว่า บริษัทยังมีแผนในการหาที่ดินที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาอีก 2 ทำเล โดยที่ดินผืนแรกตั้งอยู่ในย่านทวีวัฒนา พัฒนาเป็นบ้านเดี่ยวขนาด 100 ตารางวาขึ้นไป ราคา 15 -20 ล้านบาท แวดล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ใกล้มหาวิทยาลัยกรุงเทพฯ ธนบุรี, มหาวิทยาลัยมหิดล, เซ็นทรัลศาลายา ใกล้กับจุดเชื่อมต่อ ถนนพรานนก-พุทธมณฑลสาย 4 และถนนบรมราชชนนี ส่วนที่ดินผืนที่ 2 ตั้งอยู่ในย่านศาลายา พัฒนาเป็นบ้านเดี่ยวขนาด 50 – 70 ตารางวาขึ้นไป ราคา 5.5 – 7 ล้านบาท อยู่ใกล้มหาวิทยาลัยมหิดล, เซ็นทรัลศาลายา เดินทางสะดวก สามารถเข้าออกได้ทั้งถนนบรมราชชนนี และถนนกาญจนาภิเษก พร้อมเชื่อมต่อกับทางด่วนศรีรัช
สำหรับทิศทางในอนาคต บริษัทมีแผนที่จะพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในทุกเซ็กเมนต์ ทั้งทาวน์เฮ้าส์ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด และโฮมออฟฟิศ ซึ่งจากความสำเร็จและแผนงานต่างๆ ทำให้บริษัทมั่นใจว่าจะสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

ซีพีเอฟ จับมือ FIT พัฒนาศักยภาพเกษตรกรปลูกข้าวโพด ลดคาร์บอน

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมกับ กลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ เอฟไอที (FIT) เดินหน้าพัฒนาศักยภาพเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 สนับสนุนเกษตรกรเพิ่มผลผลิต คุณภาพข้าวโพดดีตรงตามตลาดได้ราคาดี รวมทั้งเข้าถึงเทคโนโลยีทันสมัย หนุนปลูกที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ตัดไม้ทำลายป่า ลดการปลดปล่อยคาร์บอนจากการเพาะปลูก ไม่เผาหลังเก็บเกี่ยว

นายวรพจน์ สุรัตวิศิษฎ์ รองกรรมการผู้จัดการ FIT กล่าวว่า ปีนี้ บริษัทฯ เดินหน้าจัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้แก่กลุ่มเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่แหล่งเพาะปลูกข้าวโพดสำคัญของประเทศ อาทิ จังหวัดนครราชสีมา อุทัยธานี และพิษณุโลก ภายใต้ โครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” สนับสนุนเกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดบนพื้นที่มีเอกสารสิทธิ์ ได้มีความรู้และความเข้าใจในการเพาะปลูกที่ดีและมีความรับผิดชอบ รวมถึงได้เข้าถึงเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ช่วยสร้างยั่งยืนให้กับตัวเกษตรกร และสิ่งแวดล้อม โดยปีนี้มุ่งพัฒนาผู้ปลูกมีความรู้เกี่ยวกับเพิ่มผลผลิต และมีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาดเพื่อขายได้ราคาที่ดี พร้อมทั้ง ช่วยให้เกษตรกรเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ด้วยการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยลดค่าใช้จ่าย และสามารถบริหารจัดการต้นทุนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเพาะปลูก

“ในการอบรม นอกจากจะช่วยเพิ่มพูนความรู้ให้เกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิตแล้ว เกษตรกรยังมีความรู้และเข้าใจเพิ่มขึ้นในแนวทางการเพาะปลูกที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตั้งแต่การไถพรวนเตรียมดิน การลดการใช้ปุ๋ยเคมี การไถกลบเศษซากทดแทนการเผาหลังเก็บเกี่ยว และสนับสนุนการปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ของดิน”

เกษตรกรที่เข้าการอบรมได้ความรู้การวางแผนการปลูกที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้คุณภาพ ลดการสูญเสียจากสภาพอากาศแปรปรวน โดยบริษัทฯ ช่วยวิเคราะห์ธาตุอาหารในดินให้กับเกษตรกรโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อนำไปสู่การใช้ปุ๋ยในปริมาณที่เหมาะสม ความร่วมมือกับทรู ดิจิทัล นำโดรนพ่นยาให้บริการเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรได้สัมผัสกับเทคโนโลยีด้านการเกษตรที่ทันสมัย ช่วยบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ และในช่วงการเก็บเกี่ยว บริษัทฯ จะเปิดจุดรับซื้อเข้ารับซื้อผลผลิตที่ใกล้แหล่งเพาะปลูกเกษตรกร ส่งเสริมเกษตรกรนำผลผลิตมาจำหน่ายตรงกับโรงงาน และเป็นการช่วยลดภาระค่าขนส่งผลผลิตให้เกษตรกรอีกด้วย

นายเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ธุรกิจอาหารสัตว์บก ซีพีเอฟ กล่าวว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นรากฐานของความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ และ เป็น 1 ในวัตถุดิบการเกษตรหลักของบริษัทฯ ที่มีความเสี่ยงต่อประเด็นการบุกรุกพื้นที่ป่า บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับกลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ กำหนดการรับซื้อตามแนวทาง “ไม่เขา ไม่เผา เราซื้อ” โดยพัฒนาระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Corn Traceability) ตั้งแต่ปี 2560 เพื่อให้มั่นใจว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไม่ได้มาจากแหล่งที่บุกรุกหรือตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งใน 2564 ที่ผ่านมา ซีพีเอฟสามารถจัดซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผ่านการตรวจสอบย้อนกลับมีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง ไม่ได้มาจากแหล่งปลูกที่บุกรุกพื้นที่ป่าไม้ ได้ทั้งหมด 100%

“ความร่วมมือดำเนินโครงการ ”เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” เป็นแนวทางหนึ่งจะช่วยจัดการปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าอย่างยั่งยืน สร้างความสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ช่วยให้เกษตรกรสามารถผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีคุณภาพ จำหน่ายตรงให้กับผู้ใช้ที่มีระบบการซื้อที่โปร่งใส ช่วยให้เกษตรกรได้ราคาขายผลผลิตที่เป็นธรรม และเกษตรกรได้อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น”

ซีพีเอฟ โดยโรงงานอาหารสัตว์ ยังได้นำเทคโนโลยีบล็อกเชน ช่วยดำเนินการยกระดับการจัดการข้อมูลให้เชื่อมต่อเข้าสู่กระบวนการผลิตเพื่อช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับคู่ค้าและลูกค้าว่าบริษัทฯ ใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากแหล่งปลูกที่รับผิดชอบ ปราศจากการตัดไม้ทำลายป่า ไม่เผาหลังเก็บเกี่ยว นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ขยายการดำเนินการตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไปยังกิจการต่างประเทศที่สำคัญ ได้แก่ จีน อินเดีย และเวียดนาม อีกด้วย