Home Blog Page 3

3 สินเชื่อกู้วิกฤติ ให้ทุกขั้นของชีวิตได้ไปต่อ

0

ใครที่กำลังรู้สึกว่าชีวิตช่วงนี้เหมือนกำลังเจอทางตัน หรือมีปัญหาการเงินให้ต้องคิดหนักอยู่บ้าง ลำพังการใช้ชีวิตในยามปกติ ก็มีปัญหามากพอแล้ว แต่หากเกิดเหตุที่อยู่นอกเหนือการควบคุม ไม่ว่าจะเป็น ภัยพิบัติจากธรรมชาติ, สภาพเศรษฐกิจที่ถดถอยลงทุกปี ยิ่งสร้างแรงกดดัน จนทำให้เกิดปัญหาทางการเงินที่ถาโถมเข้าใส่ตัวเรา

แม้จะมีแหล่งเงินกู้ในระบบและถูกต้องตามกฎหมาย แต่มีคนจำนวนไม่น้อยที่ประสบปัญหาในการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ดังกล่าว เพราะมีอุปสรรคเรื่องการแสดงเอกสารประกอบการพิจารณาสินเชื่อ เช่น สลิปเงินเดือน, หนังสือรับรองเงินเดือน, รายการเดินบัญชีธนาคาร  หรือเอกสารอื่นๆ ที่แสดงความสามารถในการชำระหนี้ จนทำให้ไม่สามารถกู้เงินได้

ธนาคารออมสินเห็นถึงปัญหาที่หลายคนกำลังเผชิญ และต้องการช่วยให้คนกลุ่มนี้ได้รับโอกาสและเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม จึงได้เปิดตัว 3 สินเชื่อ ที่จะช่วยเหลือคนเดือดร้อนให้ก้าวต่อได้อย่างมั่นคง

สินเชื่อเพื่อกู้วิกฤต สำหรับคนรายได้ไม่พอใช้ ธุรกิจสะดุด หรือมีปัญหาหนี้นอกระบบ ออกมาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่กำลังประสบปัญหาต่างๆ  เป็นการให้ความช่วยเหลือเรื่องการเงินอย่างจริงใจ เพื่อให้ทุกคนได้ก้าวผ่านช่วงยากลำบากนี้ไปได้ภายใต้แนวคิด Financial Inclusion คือการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยสินเชื่อทั้งสามประกอบด้วย

1.สินเชื่อธุรกิจรายย่อย  เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง หรือเติมทุนให้ธุรกิจขนาดเล็ก กลับมามีแรงได้อีกครั้ง  ให้วงเงินกู้สูงสุด 1,000,000 บาท ดอกเบี้ยเริ่มต้น 7.945% ต่อปี** และผ่อนได้นานสูงสุด 10 ปี

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครออนไลน์ได้ที่ > https://to.gsb.or.th/EKmTrC  หรือติดต่อได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
**อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี MRR+1.75 ถึง MRR+3.25 (7.945%-9.445% ต่อปี)
***ปัจจุบัน MRR เท่ากับ 6.195% ต่อปี (ตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป) ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยลอยตัว สามารถเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้

2. สินเชื่อธนาคารประชาชน เพื่อเป็นเงินหมุนเวียนใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ช่วยให้ชีวิตที่เคยไม่ราบรื่น ยังยิ้มออกได้ วงเงินกู้สูงสุด 200,000 บาท ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.50% ต่อเดือน และผ่อนนานสูงสุดถึง 8 ปีดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครออนไลน์ได้ที่ > https://to.gsb.or.th/9or5JfY หรือติดต่อได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
**อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 0.50%-1.00% ต่อเดือน (Flat Rate) เทียบเท่าอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) 10.80%-21.60% ต่อปี

และ 3. สินเชื่อธนาคารประชาชนเพื่อแก้ไขหนี้นอกระบบ เพื่อใช้ปิดหนี้นอกระบบ และมีเงินทุนเพื่อเริ่มชีวิตใหม่ วงเงินกู้สูงสุด 50,000 บาท ดอกเบี้ยเริ่มต้น ร้อยละ 0.75 ต่อเดือน (Flat Rate)** ผ่อนนานสูงสุด 5 ปี ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครได้ที่ https://to.gsb.or.th/fDN3u7 หรือติดต่อได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
**เทียบเท่าอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) ร้อยละ 16.20 – 21.60 ต่อปี

สินเชื่อกู้วิกฤติทั้ง 3 ประเภทนี้ เป็นสินเชื่อที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ เพื่อให้ทุกขั้นของชีวิตได้ไปต่อ ตอกย้ำถึงการเป็น “ธนาคารเพื่อสังคม” ของธนาคารออมสิน ที่พร้อมยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ และเชื่อว่า ทุกคนสามารถก้าวผ่านวิกฤติไปได้

หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ GSB Contact Center โทร. 1115 หรือ ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ www.gsb.or.th และ Facebook Fanpage  : GSB Society

⚠️ รู้ก่อนกู้ .. กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว

#ให้ทุกขั้นของชีวิตได้ไปต่อ #Youcandoit

#สินเชื่อธุรกิจรายย่อย #สินเชื่อธนาคารประชาชน #สินเชื่อธนาคารประชาชนเพื่อแก้ไขหนี้นอกระบบ

#เป็นลูกค้าเราเท่ากับช่วยสังคม #GSBsocialbank

เปิดแผนกลยุทธ์ 3 ปี (2569-2571) ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยกระดับตลาดทุนไทยทุกมิติ เร่งฟื้นความเชื่อมั่น เพิ่มโอกาสลงทุนด้วยสินค้าใหม่ ดึงดูดกระแสทุนต่างประเทศ

0

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อความท้าทายที่เผชิญอยู่ ทั้งความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทยที่ลดลง สภาพคล่องการซื้อขายที่หดตัว การขาดจำนวนธุรกิจอุตสาหกรรมใหม่เข้าจดทะเบียน การแข่งขันจากต่างประเทศ และสินทรัพย์ทางเลือก รวมถึงปัจจัยความเสี่ยงหลาย ๆ ด้านที่เพิ่มมากขึ้น อาทิ ความไม่แน่นอนทางการเมือง เศรษฐกิจชะลอตัว ความขัดแย้งระหว่างประเทศ เป็นต้น โดยจากการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบด้าน ตลาดทุนไทยต้องปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อให้กลับมาเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจ แผน 3 ปีนี้จะดำเนินการเชิงรุกในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความน่าดึงดูดของตลาด (Attractiveness) การเพิ่มสภาพคล่อง (Liquidity) การเพิ่มมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน (Valuation) และที่สำคัญคือการฟื้นฟูความเชื่อมั่น พร้อมสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้ทุกภาคส่วน”

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

แผนกลยุทธ์กลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯ ระยะ 3 ปี (2569-2571) ภายใต้แนวคิด “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ดังนี้

1. รุกสร้างโอกาส เสริมสภาพคล่อง เพิ่มความเชื่อมั่น (Exciting Markets with Confidence)
• ดึงดูด Fund Flow: ผนึกกำลังกับพันธมิตรกระตุ้นให้ผู้ลงทุนกลับมาซื้อขายและขยายฐานผู้ลงทุนใหม่ หลังปี 2568 สภาพคล่องปรับลดลงจากหลายปัจจัยที่กดดัน โดยจะมีการเพิ่มสินค้าใหม่ Bond Connect Platform, Crypto ETF พร้อมขยาย DR และ L&I ETF เพื่อตอบโจทย์ผู้ลงทุนกลุ่มต่าง ๆ ที่มีความต้องการที่หลากหลาย ควบคู่ไปกับการพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ให้เป็นศูนย์รวมพอร์ตลงทุนสินทรัพย์ทุกประเภท เพื่อเพิ่มความสะดวก
ผู้ลงทุน นอกจากนี้ เตรียมจัดโรดโชว์ inbound และ outbound เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการทบทวนกฎเกณฑ์เพื่อปลดล็อกอุปสรรคการลงทุนจากต่างประเทศ
• ยกระดับบริษัทจดทะเบียนด้วยคุณภาพ: ผนึกหน่วยงานกำกับฯ ทบทวนกฎเกณฑ์และกระบวนการ IPO ให้รวดเร็วขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพและดึงดูดธุรกิจที่มีศักยภาพเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย และ ผลักดันให้สามารถแข่งขันกับตลาดหุ้นต่างประเทศได้ พร้อมร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ดึงดูดบริษัทกลุ่ม New Economy, บริษัทต่างชาติ รวมถึง SME และ Startup เข้าสู่ตลาดทุนไทย ขณะเดียวกัน มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่ม บจ. ปัจจุบัน เดินหน้าสร้าง visibility แผนงานของ บจ. ในโครงการ JUMP+ ต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านบรรษัทภิบาลของ บจ. ไทย
• รุก TFEX เสริมกลยุทธ์ลงทุน: ส่งเสริมการใช้ TFEX เสริมพอร์ตหุ้นอย่างจริงจัง สร้างกลยุทธ์การลงทุน พร้อมเพิ่มสินค้าอนุพันธ์ใหม่ๆ ขยายโอกาสการลงทุน เช่น ตราสารอนุพันธ์ระยะสั้น (Short-dated products) Crypto-based product เป็นต้น ตลอดจนเพิ่มสภาพคล่องทางการซื้อขายผ่านการทำงานของ Market Maker และ Professional Trader พร้อมร่วมมือกับบริษัทหลักทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศขยายฐานผู้ลงทุนในวงกว้าง

2. ผนึกกำลัง ขยายการเติบโต (Grow Business with Stakeholders)
• สร้าง SET Climate Ecosystem: ร่วมกับพันธมิตรขยายการใช้งาน SETCarbon ในกลุ่ม บจ. รวมถึง Supply chain ของ บจ. ธนาคาร และลูกค้าธนาคาร โดยมีแผนพัฒนาฟังก์ชันให้ครบวงจรตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจ ตั้งเป้า บจ. ใช้งานระบบเพิ่มขึ้นอีก 100 บริษัท พร้อมมุ่งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาฐานข้อมูลคาร์บอนกลางของประเทศด้วยมาตรฐานข้อมูลเดียวกันสำหรับทุกภาคส่วน รวมทั้งสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการซื้อขายคาร์บอนเครดิต และเตรียมพร้อมทุกภาคส่วนให้รองรับ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
• ต่อยอดธุรกิจ Market Data & Access: นำ AI มาพัฒนาข้อมูลให้ตอบโจทย์การใช้งานทั้งภายในและให้บริการภายนอกองค์กร พัฒนานโยบายสำหรับการให้บริการเชิงพาณิชย์ให้เทียบเคียงสากล

3. เสริมแกร่งโครงสร้างพื้นฐาน ขับเคลื่อนพัฒนาคน (Great Process and People)
• พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับการบริการ: พัฒนาระบบ Clearing ใหม่เพื่อเตรียมการที่จะเริ่มให้บริการในปี 2570 เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของระบบ และยกระดับ TSD e-Service เช่น QR Code Sealer,
e-Proxy, e-Document, Investor Portal
• วางรากฐานพัฒนาคน: ขับเคลื่อนบุคลากรเพื่อสอดรับกับทิศทางองค์กรและธุรกิจ พร้อมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี สร้างสรรค์นวัตกรรมและโมเดลธุรกิจใหม่ๆ นำการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม และตระหนักถึงความยั่งยืน

ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งหวังว่าการดำเนินการตามแผนกลยุทธ์ทั้ง 3 ด้าน จะช่วยให้ตลาดทุนไทยกลับมามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่จะเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าสู่ตลาดทุน และสร้างโอกาสการลงทุนที่ยั่งยืนอย่างทั่วถึงสำหรับทุกคน

ตามรอยเซียน โดย เจี๊ยบ บางกรวย “เหลี่ยมเก่า ”

0

พระอาจารย์สอนเซียนเจี๊ยบ เจอพระสมเด็จวัดระฆังเห็นหลังพระมีรอยเหลี่ยมเก่า เปิดหลังใช้มาหลายสิบปี มีโอกาสแท้สูง แต่ต้องดูให้เป็นธรรมชาติแห้งเก่า จากรอยสึกช้ำจากการใช้มา จนเหงื่อเข้าไปในเนื้อ ที่เหลี่ยมมา

ต้องดูอย่าโลภ ของเก๊ทำเหมือนมีออกมาเยอะ เลือกดูเก่าแห้งเป็นธรรมชาตินะเธอ

มาดูพระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ วันนี้ เห็นหลังไม่ต้องส่องหน้า เหลี่ยมใช้มานานมากหลายสิบปี เก่าเป็นธรรมชาติ เห็นขอบสีน้ำตาลดำติดเนื้อพระ จนเนื้อเน่า จากเหงื่อเข้าไปผสมเทียนที่ใช้ยึดกรอบพระ หลายปีจนเนื้อเทียนเน่าซึมเข้าไปในเนื้อพระ เนื้อที่ไม่โดนกรอบออกสีขาวนวล เป็นฝ้าของเนื้อหรือที่เรียกแป้งโรยพิมพ์ แต่จริงแล้วคือธรรมชาติ ของปูนย์เปือกหอยที่ใช้เป็นส่วนผสมหลักในพระสมเด็จ ดูด้านหน้าสวยแจ่ม ก้อนดำเม็ดแดงก้อนขาวมีหมด หลุมบ่อเล็กๆ ทั่วองค์พระ จากการล่อนหลุดของมวลสาร ข้างตอกตัด องค์นี้ตัดบานบนเหมือนพิมพ์ฐานแซม บานบนกว้างกว่าขอบล่างของพระ แบบนี้จำให้แม่น พระสมเด็จแท้ ต้องขอบตอกตัด เท่านั้นนะจ๊ะเธอ

“พระอาจารย์สอนเซียนเจี๊ยบบอกต่อ” หวานเจี๊ยบนะจ๊ะเธอ

เจี๊ยบบางกรวยเดินตามรอยพระอาจารย์ 087 0030897

ความหลากหลายทางชีวภาพไทยกับความท้าทายจากเอเลี่ยนสปีชีส์

0

2-3 ปีที่ผ่านมา สังคมไทยให้ความสนใจอย่างมากกับปลาต่างถิ่นชนิดหนึ่ง จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของปัญหาสิ่งแวดล้อมในสายตาสาธารณะ การตั้งคำถาม การตรวจสอบ และการจับผิดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในหน้าสื่อและพื้นที่สาธารณะ จนบางครั้งทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยเผลอเชื่อว่า ปัญหาความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ ถูกย่อให้เหลือเพียงเรื่องของสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวแต่ในความเป็นจริง ปัญหาที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่นั้น มีขอบเขตกว้างและซับซ้อนมากกว่านั้น

“Alien Species” หรือชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในแหล่งน้ำ ไม่ได้มีเพียงปลา และไม่ได้เกิดขึ้นเป็นกรณีโดดเดี่ยว ประเทศไทยในฐานะประเทศเขตร้อนที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง กำลังเผชิญกับการแพร่กระจายของสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นหลากหลายชนิด ทั้งพืช สัตว์น้ำ สัตว์บก และแมลง ซึ่งหลายชนิดกำลังส่งผลกระทบอย่างเงียบๆ ต่อระบบนิเวศที่สังคมแทบไม่รับรู้

ที่ผ่านมา ความสนใจของสาธารณะถูกดึงไปจดจ่ออยู่กับการหาคำตอบว่า “ใครผิด” หรือ “เริ่มจากไหน” ในกรณีใดกรณีหนึ่ง เราอาจกำลังละเลยคำถามที่สำคัญกว่านั้น คือ “ระบบของเราพร้อมรับมือกับ Alien Species ทั้งหมดหรือไม่”

สิ่งมีชีวิตต่างถิ่นหลายชนิดในประเทศไทยกำลังแข่งขันกับชนิดพันธุ์ท้องถิ่น แย่งพื้นที่ แย่งอาหาร และเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของระบบนิเวศอย่างช้าๆ แต่ต่อเนื่อง ผลกระทบเหล่านี้อาจไม่ปรากฏในรูปของข่าวด่วนหรือภาพที่หวือหวา หากแต่สะสมเป็นความเสื่อมถอยของความหลากหลายทางชีวภาพในระยะยาว ซึ่งยากจะฟื้นฟู

บทเรียนจากกรณีที่สังคมเคยให้ความสนใจอย่างเข้มข้น ควรทำให้เราเข้าใจตรงกันว่า ปัญหา Alien Species ไม่ใช่เรื่องของการชี้ตัวผู้ร้าย แต่เป็นเรื่องของการจัดการเชิงระบบ ตั้งแต่การกำกับดูแลการนำเข้า การตรวจสอบห่วงโซ่การค้า การเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยง ไปจนถึงการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องกับสาธารณะ

การโฟกัสกับสิ่งมีชีวิตเพียงชนิดเดียว อาจทำให้เรารู้สึกว่ากำลัง “แก้ปัญหา” แต่ในเชิงโครงสร้าง นั่นอาจเป็นเพียงการแก้ที่ปลายเหตุ ขณะที่ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นอื่นๆ ยังคงแพร่กระจายต่อไปโดยไม่ถูกพูดถึง

ที่สำคัญการปราบปรามขบวนการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย โดยเฉพาะในกลุ่ม “สายพันธุ์ต่างถิ่น” กลายเป็นภารกิจที่ยากกว่าที่สังคมตระหนัก สินค้าประเภทเดียวกันนี้สามารถเข้าสู่ประเทศได้ทั้งในช่องทางที่ถูกต้องตามกฎหมายและผ่านการลักลอบนำเข้าโดยแทบไม่ทิ้งร่องรอยผู้กระทำผิด เมื่อกระบวนการสืบสวนไม่อาจสาวไปถึงต้นตอได้อย่างชัดเจน การพิสูจน์ความผิดจึงแทบเป็นไปไม่ได้ และในหลายกรณี ผู้ที่ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายกลับต้องแบกรับภาระการชี้แจงแทนผู้กระทำผิดตัวจริง

ความท้าทายที่แท้จริงของประเทศไทย ไม่ใช่การรับมือกับ Alien Species ตัวใดตัวหนึ่ง แต่คือการสร้างระบบที่สามารถตรวจจับ ป้องกัน และจัดการกับความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามจนยากควบคุม บทเรียนที่ผ่านมาแสดงให้เห็นแล้วว่า เมื่อสังคมมีข้อมูลที่ถูกต้อง มีการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน และมีการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่ การจัดการ Alien Species สามารถเกิดขึ้นได้จริงและมีประสิทธิภาพ
วันนี้ สิ่งที่สังคมควรทำคือการใช้บทเรียนเหล่านั้นเป็นฐาน ไม่ใช่เพื่อตอกย้ำความขัดแย้งในอดีต แต่เพื่อขยายมุมมองไปสู่ภาพรวมของความหลากหลายทางชีวภาพทั้งระบบ

การตั้งคำถามใหม่ เช่น “ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นใดกำลังเป็นความเสี่ยงที่ถูกมองข้าม” หรือ “ระบบกำกับดูแลของเรามีช่องว่างตรงไหน” แม้จะเป็นคำถามในหลักการไม่กระตุ้นความรู้สึกของสังคมเท่าการจับผิดรายกรณี แต่เป็นคำถามที่จำเป็นของประเทศไทยที่ต้องการปกป้องทุนทางธรรมชาติของตนเองในระยะยาว

สังคมที่เข้มแข็ง คือสังคมที่ไม่ยึดติดกับปัญหาเพียงด้านเดียว แต่สามารถเรียนรู้จากอดีต และขยายบทเรียนไปสู่การรับมือกับความท้าทายที่ซับซ้อนกว่า

ถึงเวลาที่ต้องพูดถึงเรื่อง Alien Species ในประเทศไทยอย่างจริงจัง เพื่อก้าวพ้นจากการโฟกัสเฉพาะจุด ไปสู่การมองภาพรวมของระบบนิเวศทั้งประเทศ เพราะความหลากหลายทางชีวภาพ ไม่ได้ถูกคุกคามจากสิ่งมีชีวิตชนิดเดียว แต่จากช่องว่างของระบบที่เราทุกคนมีส่วนร่วมในการแก้ไข.

TFEX แต่งตั้ง “ตรีวิทย์ วังวรวุฒิ” เป็นกรรมการผู้จัดการคนใหม่ มีผล 5 ม.ค. 2569

0

บมจ. ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) หรือ TFEX เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติแต่งตั้ง นายตรีวิทย์ วังวรวุฒิ ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

นายตรีวิทย์ วังวรวุฒิ เป็นผู้บริหารที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์รอบด้านกว่า 20 ปี ครอบคลุมทั้ง Financial Markets, Investment Banking และการพัฒนาโซลูชันเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับตลาดทุน มีความเข้าใจโครงสร้างระบบนิเวศตลาดทุน ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์หลักของ TFEX ทั้งการรุกขยายฐานผู้ลงทุนให้กว้างขวางขึ้น การพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ที่ตอบโจทย์โลกการลงทุนยุคใหม่ ตลอดจนการยกระดับสภาพคล่องและประสิทธิภาพของตลาดโดยรวม

ตรีวิทย์ วังวรวุฒิ

นายตรีวิทย์ร่วมงานกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตั้งแต่ปี 2563 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการสายงานการตลาด นอกจากนี้ ยังเคยดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็ทเทรด ดอท คอม จำกัด (Settrade) และบริษัท ดิจิทัล แอคเซส แพลตฟอร์ม จำกัด (DAP) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่สำคัญของตลาดทุนไทย

แผนการเงินปีม้า 2569 ล็อคเป้ารับมือ 3 ภัย ศก.แย่, แสกมเมอร์ และ ลูกหนี้อันตราย

0

สรุปสถานการณ์เศรษฐกิจและหลักการเบื้องต้น

จากการวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปี 2569 (2026) พบว่าการเติบโตยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต และยังคงมีความผันผวนและความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัย (เช่น นโยบายทางการค้า, ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์) ซึ่งส่งผลให้เราต้องวางแผนการเงินด้วยความระมัดระวังและเน้นการสร้าง “กันชนทางการเงิน” ให้แข็งแกร่ง

หลักการ 3 ข้อ เพื่อความมั่นคง:

  1. ความยืดหยุ่น (Flexibility): เตรียมเงินสดสำรองให้พร้อมรับมือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
  2. การป้องกัน (Protection): ปกป้องทรัพย์สินจากภัยคุกคามทางไซเบอร์และมิจฉาชีพ
  3. ความเด็ดขาด (Decisiveness): มีนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการให้ผู้อื่นยืมเงิน

1. แผนการเงินเพื่อรับมือเศรษฐกิจที่ไม่ดี (Financial Security Plan)

ในภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตช้า ความเสี่ยงในการถูกเลิกจ้างหรือรายได้ลดลงมีสูง ดังนั้นเป้าหมายหลักคือการสร้างสภาพคล่องและลดภาระหนี้

1.1 การสร้างงบประมาณและการควบคุมค่าใช้จ่าย (Budgeting & Cost Control)

ขั้นตอนรายละเอียดการปฏิบัติหมายเหตุ
จัดทำงบประมาณรายเดือนติดตามรายรับ-รายจ่ายจริงอย่างละเอียด (ใช้แอปพลิเคชันหรือ Excel) โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน: จำเป็น (ค่าอาหาร, ผ่อนบ้าน), ยืดหยุ่น (ค่าเดินทาง, ช้อปปิ้ง), เงินออม/ลงทุนระบุค่าใช้จ่าย “ยืดหยุ่น” ที่สามารถลดลงได้ทันทีหากเกิดวิกฤต
ทบทวนสัญญาบริการยกเลิกบริการสมัครสมาชิก (Subscription) ที่ไม่จำเป็น, พิจารณาแพ็กเกจโทรศัพท์/อินเทอร์เน็ตที่ถูกลงการลดรายจ่ายเล็กน้อยอย่างต่อเนื่องมีผลรวมที่สูง
ลดหนี้ดอกเบี้ยสูงมุ่งเน้นชำระหนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีดอกเบี้ยสูงให้หมดโดยเร็วที่สุด เพื่อลดภาระในระยะยาวหากมีเงินก้อน ให้พิจารณาปิดหนี้ก่อนการลงทุน

1.2 การสร้างเงินสำรองฉุกเฉิน (Emergency Fund)

นี่คือหัวใจสำคัญในการรับมือเศรษฐกิจซบเซา

  • เป้าหมาย: สะสมเงินสดหรือสินทรัพย์สภาพคล่องสูงให้เพียงพอต่อการใช้จ่าย 6-12 เดือน (จากเดิม 3-6 เดือน) เพื่อให้มีเวลาเพียงพอในการหางานใหม่หรือปรับตัวหากรายได้หยุดชะงัก
  • แหล่งเก็บ: ควรเก็บไว้ในบัญชีออมทรัพย์ที่ถอนง่าย หรือกองทุนตลาดเงิน (Money Market Fund) ที่มีความเสี่ยงต่ำ

1.3 การจัดการความเสี่ยงด้านการลงทุน (Investment Management)

  • เน้นความปลอดภัย: ชะลอการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง (เช่น หุ้นรายตัว, คริปโตเคอร์เรนซี) หากเงินสำรองฉุกเฉินยังไม่เต็มจำนวน
  • กระจายความเสี่ยง: หากลงทุนแล้ว ควรมีการกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ประเภทต่างๆ เช่น พันธบัตร, กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์, หรือกองทุนรวมที่มีการกระจายการลงทุนไปทั่วโลก
  • ทบทวนประกัน: ตรวจสอบกรมธรรม์ประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ และประกันชีวิต ให้ครอบคลุมภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล เพราะการป่วยฉุกเฉินคือหนึ่งในสาเหตุหลักของวิกฤตทางการเงิน

2. มาตรการป้องกันสแกมเมอร์ (Anti-Scammer Measures)

กลโกงทางการเงินในประเทศไทยที่พบบ่อยและสร้างความเสียหายสูงสุดคือ การหลอกให้ลงทุน (Investment Scams) และ การหลอกลวงผ่าน Call Center/SMS/ลิงก์ปลอม

2.1 การป้องกันภัยไซเบอร์ (Digital Security)

กลโกงยอดนิยมวิธีการป้องกันที่เข้มงวด
หลอกให้ลงทุน (Pig Butchering Scam)1. ไม่ลงทุนตามคนแปลกหน้า: ไม่ว่าจะเป็นจากแอปหาคู่ หรือการติดต่อส่วนตัวผ่านโซเชียลมีเดีย 2. ผลตอบแทนสูงผิดปกติ: หลีกเลี่ยงการลงทุนที่อ้างว่าให้ผลตอบแทนสูงและแน่นอน (เช่น 20-30% ต่อเดือน) เพราะมักเป็นแชร์ลูกโซ่ 3. ตรวจสอบบริษัท: ตรวจสอบชื่อบริษัทและใบอนุญาตกับสำนักงาน ก.ล.ต. (SEC Thailand) ก่อนเสมอ
Call Center / SMS ปลอม1. ไม่ให้ข้อมูลส่วนตัว: ห้ามให้รหัสผ่าน (Password), รหัส OTP, เลขบัตรประชาชน, หรือเลขบัญชีธนาคาร แก่ผู้ที่โทรมาแอบอ้าง 2. ไม่คลิกลิงก์ที่ไม่รู้จัก: หากได้รับ SMS ที่อ้างว่ามาจากธนาคาร, หน่วยงานราชการ (เช่น สรรพากร, ตำรวจ) หรือบริการขนส่ง ห้ามคลิกลิงก์โดยเด็ดขาด ให้โทรกลับไปยังเบอร์ทางการของหน่วยงานนั้นๆ เอง
บัญชีม้า1. เปิดใช้งานการแจ้งเตือน ทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหวในบัญชี 2. ตั้งค่าจำกัดวงเงินการโอนต่อวัน ให้ต่ำที่สุดเท่าที่จำเป็น เพื่อจำกัดความเสียหายหากถูกดูดเงิน
หลอกขายสินค้า/งานออนไลน์ระวังสินค้าที่ราคาถูกผิดปกติ หรือการเสนองานออนไลน์ที่อ้างว่า “แค่กดไลก์ก็ได้เงิน” ซึ่งมักเป็นขั้นตอนแรกของการหลอกให้โอนเงิน

2.2 การจัดการโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์

  • ติดตั้งแอปป้องกัน: พิจารณาติดตั้งแอปพลิเคชันที่ช่วยกรองเบอร์โทรและ SMS มิจฉาชีพ
  • ใช้ Two-Factor Authentication (2FA): เปิดใช้งานการยืนยันตัวตนสองชั้นสำหรับทุกบัญชีสำคัญ (ธนาคาร, อีเมล, โซเชียลมีเดีย)
  • แยกบัญชี: ไม่ควรใช้โทรศัพท์มือถือเครื่องเดียวทำธุรกรรมทุกอย่าง หากเป็นไปได้ ให้แยกบัญชีเงินจำนวนมากออกจากบัญชีที่ใช้ในชีวิตประจำวันหรือผูกกับแอปพลิเคชันที่ไม่ปลอดภัย

3. นโยบายการให้ยืมเงินแล้วไม่ได้คืน (Lending Policy)

ความสัมพันธ์ทางการเงินกับคนรอบข้างมีความสำคัญ การให้ยืมเงินควรทำด้วยนโยบายที่ชัดเจนเพื่อป้องกันความขัดแย้งและความเสียหายทางการเงิน

3.1 กำหนด “งบประมาณความช่วยเหลือ”

  • เปลี่ยนความคิด: ให้คิดว่าการให้ยืมเงินคือ “การให้ความช่วยเหลือ” ที่คุณพร้อมจะเสียเงินก้อนนั้นไปได้ หากลูกหนี้ไม่สามารถคืนได้จริง
  • วงเงินที่พร้อมเสีย: กำหนดวงเงินสูงสุดที่คุณ “สามารถให้ยืม” ได้ตลอดทั้งปี โดยไม่กระทบต่อเป้าหมายทางการเงินหลักของคุณ (เช่น ไม่แตะเงินสำรองฉุกเฉิน) หากคำขอเกินกว่าวงเงินนี้ ให้ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด

3.2 การพิจารณาคำขออย่างมีหลักการ (Due Diligence)

ก่อนตัดสินใจให้ยืมเงิน ให้พิจารณาคำถามเหล่านี้:

  • 1. ยืมไปทำอะไร?: หากยืมไปใช้หนี้พนัน, ลงทุนผิดกฎหมาย, หรือใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ควรปฏิเสธ
  • 2. แผนการคืนเงิน?: ขอให้ลูกหนี้ระบุวันที่แน่นอนและจำนวนเงินที่คืนเป็นงวดๆ อย่างชัดเจน
  • 3. ความสามารถในการชำระหนี้?: พิจารณาจากรายได้และภาระหนี้สินปัจจุบันของบุคคลนั้น (แต่ไม่ควรล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวมากเกินไป)

3.3 การจัดทำเอกสารและข้อตกลง (Documentation)

เพื่อให้การให้ยืมเงินมีความชัดเจนและเป็นไปตามกฎหมาย (แม้จะเป็นคนรู้จัก)

  • ทำสัญญากู้ยืมเป็นลายลักษณ์อักษร: ระบุยอดเงิน, อัตราดอกเบี้ย (หากมี), กำหนดชำระ, และลายเซ็นของผู้ยืมและผู้ให้ยืม อย่าให้ยืมเงินก้อนใหญ่ด้วยวาจาเด็ดขาด
  • หลักฐานการโอน: โอนเงินผ่านธนาคารเท่านั้น และเก็บบันทึกสลิปการโอนและข้อความที่ระบุว่า “โอนเพื่อการกู้ยืม” ไว้เป็นหลักฐาน
  • หลีกเลี่ยงการค้ำประกัน: หลีกเลี่ยงการเป็นผู้ค้ำประกันให้ผู้อื่น เพราะหากเขาผิดนัดชำระ คุณต้องรับผิดชอบหนี้สินทั้งหมดแทน

ทั้งหมดนี้ เราสามารถนำแผนการนี้ไปปรับใช้เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินเพื่อปี 2569 ดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย

รู้เก็บรู้ออม : ปรับพอร์ตรับปีม้า!!

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง" หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

สวัสดีปีใหม่แฟนๆคอลัมน์ “รู้เก็บรู้ออม” ทุกท่านค่ะ ตอนนี้หลายคนคงปรับโหมดกลับสู่ชีวิตการทำงานกันแล้ว หลังจากที่ได้ชาร์จแบต เที่ยวพักผ่อน ฉลองปีใหม่กับครอบครัว และเพื่อนสนิทมิตรสหายกันเต็มที่ ก็ได้เวลากลับมาทำงาน หารายได้เลี้ยงตัวเองและครอบครัวกันต่อ

“คุณนายพารวย” ย้ำทุกปีว่า อยากให้ใช้โอกาสปีใหม่นี้ในการทบทวน และวางแผนการเงินใหม่ในแต่ละปี โดยสามารถเริ่มต้นด้วยการสำรวจพอร์ตลงทุนของตัวเองว่า ปีนี้ต้องปรับเปลี่ยนแนวทางและสัดส่วนการลงทุนอย่างไร ถึงแม้ว่าหลายคนอาจพอใจกับผลตอบแทนจากการลงทุนของปีที่ผ่านมา แต่การทบทวนสัดส่วนสินทรัพย์ลงทุนนั้นเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อปรับให้เข้ากับสถานการณ์ลงทุนปัจจุบัน และบริหารความเสี่ยงในอนาคต

 เว็บ SET investnow ได้แนะนำเทคนิคกระจายความเสี่ยง ปรับพอร์ตให้แกร่ง เพิ่มผลตอบแทน โดยให้เหตุผลว่าถึงแม้ปีที่แล้ว หุ้นเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) สร้างผลตอบแทนให้ได้อย่างโดดเด่นตลอดปี แต่พอร์ตลงทุนที่ดูดีในวันนี้ อาจกลายเป็นพอร์ตลงทุนที่เสี่ยงกระจุกตัวเกินไปได้เหมือนกัน หากไม่ได้ทบทวนสัดส่วนสินทรัพย์ลงทุน

5 วิธีง่ายๆในการกระจายพอร์ตลงทุน และทำให้พอร์ตเราแข็งแกร่งขึ้นสำหรับปี 2569 เริ่มด้วย 1.ปรับสมดุลพอร์ต ปรับสัดส่วนพอร์ตลงทุนให้กลับมาอยู่ในสัดส่วนเดิม เพื่อไม่ให้รับความเสี่ยงมากเกินไป เพราะตอนหุ้นขึ้นแรงๆ พอร์ตเราก็จะมีสัดส่วนลงทุนสินทรัพย์ที่เป็นหุ้นเพิ่มขึ้น แต่หากตลาดหุ้นเกิดตกลงมาแรงๆ พอร์ตของเราจะเสียหายหนักกว่าที่คิด 

ซึ่งการปรับสัดส่วนสามารถทำได้ 2 แบบ คือ แบบแรก Overweight ขายสินทรัพย์ลงทุนประเภทที่เกินสัดส่วนเดิม แล้วนำไปซื้อสินทรัพย์อื่นเพื่อให้สัดส่วนเหมือนเดิมกับแบบ Under weight นำเงินมาเติมในพอร์ต เพื่อซื้อสินทรัพย์ที่มีสัดส่วนลดลงให้กลับมาเท่าเดิม

2.เพิ่มน้ำหนักพันธบัตร สร้าง “แนวกันชน” คุ้มครองพอร์ตรับวัยเกษียณ ช่วงวัยนี้ควรเริ่มลดความเสี่ยงในพอร์ตลงทุนลงบางส่วน และสร้างแนวกันชนด้วยสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น เช่น พันธบัตรคุณภาพดี อายุสั้นถึงปานกลาง และเงินสดบางส่วน ช่วยให้พอร์ตปลอดภัยมากขึ้นและมีโอกาสเติบโตระยะยาว 3.เพิ่มหุ้นต่างประเทศ (หุ้นนอกสหรัฐอเมริกา หรือ Non-US) ช่วยกระจายความเสี่ยงประเทศหรือสกุลเงิน และเปิดโอกาสได้รับผลตอบแทนจากหุ้นที่มีแนวโน้มให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดสหรัฐอเมริกา

4.เพิ่มหุ้นคุณค่าและหุ้นขนาดเล็ก ลดความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีหรือหุ้นยักษ์ใหญ่ (Mega cap) มากเกินไป และเป็นการเพิ่มโอกาสทำกำไรจากหุ้นที่ยังปรับตัวขึ้นไม่มาก

และ 5.เพิ่มหุ้นปันผล สร้างกระแสเงินสดและเสริมเสถียรภาพให้พอร์ตลงทุน ลดการพึ่งพาแค่ธีม AI หรือหุ้นเทคเท่านั้น ขณะเดียวกัน รายได้จากเงินปันผลก็ช่วยเพิ่มเสถียรภาพให้ผลตอบแทนรวมของพอร์ตลงทุนในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาหุ้นผันผวน

เริ่มต้นปีใหม่ด้วยการทำตามเทคนิคง่ายๆนี้ ก็จะช่วยบริหารความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน ขณะเดียวกันก็ทำให้พอร์ตแข็งแกร่งขึ้น และเติบโตไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ในปี 2569 ได้แน่ๆ.

คุณนายพารวย

AIS ยืนยัน เบอร์โทรเข้าจาก 1175 และ .AIS1175 ไม่ใช่มิจฉาชีพ อย่าหลงเชื่อ และโปรดอย่าส่งต่อข้อมูลอันเป็นเท็จ

0

AIS ขอชี้แจงกรณีที่มีการส่งต่อข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ อ้างว่า “หากรับสายจากหมายเลข 1175 หรือ .AIS1175 จะทำให้มิจฉาชีพเข้าถึงบัญชีการเงินและดูดเงินได้ทันที แม้ไม่ได้สนทนา” นั้น ไม่เป็นความจริง

ทาง AIS ขอยืนยันว่า “1175” เป็นเบอร์โทรของศูนย์บริการคอนแทคเซ็นเตอร์ของบริษัทฯ ใช้สำหรับให้ข้อมูลและอำนวยความสะดวกด้านบริการของ AIS เท่านั้น เช่น การสอบถามบริการ การสมัครแพ็กเกจ และการติดต่อดูแลการใช้งาน ไม่สามารถเข้าถึงบัญชีหรือแอปพลิเคชันทางการเงินของลูกค้าได้จากการรับสาย

ทั้งนี้ ชื่อผู้โทรเข้าอาจแสดงได้หลายรูปแบบ เช่น 1175, .AIS1175 หรือ .AIS Call Center ซึ่งอาจเคยถูกบันทึกไว้ในซิมเพื่อความสะดวก และลูกค้าสามารถ ลบหรือแก้ไขชื่อที่บันทึกได้ด้วยตนเอง หากลูกค้าสงสัยว่ามีความเสี่ยงจากการหลอกลวง สามารถแจ้งมาได้ที่ บริการ *1185# แจ้งอุ่นใจ ตัดสายโจร เพียงกด *1185# โทรออก หรือ 1185 AIS Spam Report Center ตลอด 24 ชั่วโมง โดย AIS จะประสานงานร่วมตรวจสอบกับฝ่ายความมั่นคงอย่าง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ตำรวจไซเบอร์ ตลอด 24 ชั่วโมง

ขอความร่วมมือประชาชนหยุดส่งต่อข้อความที่ไม่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด

เมืองไทยประกันชีวิต จัดพิธีทำบุญเสริมสิริมงคล ต้อนรับปีใหม่ ปี 2569

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) จัดพิธีทำบุญเสริมสิริมงคล เนื่องในโอกาสต้อนรับปีใหม่  ปี 2569  โดยมี นายโพธิพงษ์ ล่ำซำ ประธานกรรมการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนางยุพา ล่ำซำ  นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดร.สุธี โมกขะเวส กรรมการผู้จัดการ นายภูมิชาย ล่ำซำ   ที่ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  คณะผู้บริหารและพนักงานร่วมในพิธี 

พร้อมประกาศเดินหน้าดำเนินธุรกิจด้วยความมุ่งมั่นในการส่งมอบความสุขและรอยยิ้มให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ควบคู่ไปกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติ  ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ ช่องทางการขาย คุณภาพการให้บริการที่ดี เข้าถึงได้ง่าย นวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างลงตัว และการพัฒนาด้านบุคลากรรอบด้าน  โดยมีเป้าหมายในการเป็นคู่คิดด้านการวางแผนชีวิตและสุขภาพที่ลูกค้าวางใจ พร้อมอยู่เคียงข้างดูแลในทุกช่วงของชีวิต อีกทั้งยังรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจที่เติบโตอย่างมั่นคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง พิธีจัดขึ้น ณ เมืองไทยประกันชีวิต สำนักงานใหญ่ 

สรุปภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์เดือนธันวาคม และปี 2568

0
ในเดือนธันวาคม 2568 ตลาดหลักทรัพย์ไทยได้รับแรงหนุนจากหลายปัจจัย เช่น มูลค่า (Valuation) ของหลักทรัพย์ที่ปรับลดลงมาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์อื่นในภูมิภาค อัตราปันผลตอบแทนอยู่ในระดับที่น่าสนใจ  การเข้าซื้อกองทุน Thai ESG เพื่อได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ประกอบกับการกลับมาซื้อสุทธิของผู้ลงทุนต่างชาติ อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการลงทุนยังคงได้รับแรงกดดันจากความกังวลหลายประการ อาทิ การยุบสภา ผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อภาคส่งออกและการท่องเที่ยว และแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวในปี 2569 ดัชนี SET Index ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 ปิดที่ระดับ 1,259.67 จุด เพิ่มขึ้น 0.2% จากสิ้นเดือนก่อนหน้า แต่ลดลง 10.0% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2567

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เดือนธันวาคมได้รับปัจจัยสนับสนุนจากเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชียจากการปรับลดดอกเบี้ยของ Fed และการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาภาพรวมของปี 2568 ดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ แสดงถึงความยืดหยุ่นทางนโยบาย (Policy space) ที่เริ่มจำกัด ทำให้เห็นสัญญาณเงินลงทุนต่างชาติไหลออกจากหุ้นและพันธบัตรระยะสั้น ในส่วนของดัชนี SET Index ปรับตัวลงค่อนข้างมากจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์น่าสนใจ บริษัทจดทะเบียนหลายแห่งจึงดำเนินการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารสภาพคล่องและสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ลงทุน นอกจากนี้ ในภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ ผู้ที่สนใจการลงทุนระยะยาวอาจพิจารณาให้ความสำคัญกับกลุ่มหุ้นปันผล ทั้งนี้ Total Return Index (TRI) โดยเฉพาะ SETHD TRI สะท้อนผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สะสมมาอย่างสม่ำเสมอ

ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทยเดือนธันวาคม และปี 2568

  • SET Index ปิดที่ 1,259.67 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.2% จากเดือนก่อนหน้า แต่ลดลง 10.0% จากสิ้นปี 2567 โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2567 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี และ กลุ่มการเงิน
  • มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ mai อยู่ที่ 31,474 ล้านบาท ลดลง 22.7% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ในปี 2568 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมอยู่ที่ 41,405 ล้านบาท
  • ผู้ลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิ 6,202 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ยอดขายสุทธิสะสมทั้งปีอยู่ที่ 107,096 ล้านบาท
  • ผู้ลงทุนต่างประเทศยังคงมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ระดับ 54.08% ของมูลค่าการซื้อขายรวม ตามด้วยผู้ลงทุนรายย่อยในประเทศ 28.98% ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ 10.67% และบริษัทหลักทรัพย์ 6.27%
  • มีบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ซื้อขายใน mai 1 หลักทรัพย์ ได้แก่ บมจ. เอ็นทีเอฟ อินเตอร์กรุ๊ป (ประเทศไทย) (NTF)
  • Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 13.9 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 15.1 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 13.5 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 16.9 เท่า
  • อัตราเงินปันผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 4.04% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 2.85%

ภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) เดือนธันวาคม และปี 2568

  • ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 430,800 สัญญา เพิ่มขึ้น 30.9% จากเดือนก่อน ที่สำคัญจากการเพิ่มขึ้นของ Single Stock Futures  SET50 Index Futures และ Currency Futures ส่งผลให้ ในปี 2568 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 416,352 สัญญา ลดลง 13.9% จากปีก่อน ที่สำคัญจากการลดลงของ Single Stock Futures และ SET50 Index Futures