Home Blog Page 3

เปิดเทรดแล้ว Mini Gold Online Futures ทองคำออนไลน์รูปแบบใหม่

0

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ศ. ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. และ ตรีวิทย์ วังวรวุฒิ กรรมการผู้จัดการ บมจ. ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) (TFEX) พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมพิธีเปิดการซื้อขายสินค้าใหม่ Mini Gold Online Futures ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า ที่ย่อขนาดสัญญาให้เล็กลงเหลือ 1 ใน 10 ของสัญญาเดิม ช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถเข้ามาซื้อขายทำกำไรหรือบริหารพอร์ตลงทุนด้วยทองคำได้ง่ายขึ้น เริ่มต้นง่าย ใช้เงินน้อย วางเงินหลักประกันประมาณ 15,000 บาทต่อสัญญา แต่เทียบเท่าการซื้อขายทองคำหนักประมาณ 2 บาททองคำ พร้อมจุดเด่นของสินค้า ที่ราคาซื้อขายอิงตามราคาทองในตลาดโลก และเปิดโอกาสให้ทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นขาลง แบบไร้ความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.TFEX.co.th

ระยองลงแขกลงคลอง จับปลาหมอคางดำ 484 กก. ส่งต่อเรือนจำใช้ทำอาหาร-ปุ๋ยชีวภาพ

0

สำนักงานประมงจังหวัดระยองจัดกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” ที่บริเวณสวนศรีเมือง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง เพื่อช่วยกันจับปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำ หลังพบการแพร่กระจายในพื้นที่ โดยกิจกรรมครั้งนี้มีเป้าหมายทั้งลดปริมาณปลาในคลอง และนำปลาที่จับได้ไปใช้ประโยชน์ต่อผลการจับปลาตลอดกิจกรรม ได้ปลาหมอคางดำรวม 484 กิโลกรัม

นอกจากนี้ยังพบปลาน้ำจืดและสัตว์น้ำชนิดอื่นปะปนอยู่ด้วย เช่น ปลาช่อน ปลาดุก ปลาหมอ ปลานวลจันทร์ ปลาสร้อย ปลากระดี่ ปลากด เต่า รวมถึงปลาซัคเกอร์ปลาหมอคางดำที่จับได้ทั้งหมดในวันนี้ ถูกส่งมอบให้ เรือนจำเขาไม้แก้ว เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยปลาขนาดใหญ่จะนำไปประกอบอาหาร ส่วนปลาขนาดเล็กจะนำไปหมักเป็นปุ๋ยชีวภาพ แทนการกำจัดทิ้ง ซึ่งช่วยลดของเสียและเพิ่มมูลค่าจากปลาที่จับได้.

ในเบื้องต้น ยังมีการเสนอแนวคิดต่อยอดเป็นโครงการฝึกวิชาชีพการทำน้ำปลาจากปลาหมอคางดำให้กับผู้ต้องขัง โดยผู้อำนวยการเรือนจำเขาไม้แก้วให้ความสนใจ และเตรียมหารือรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการนำไปดำเนินการจริง

กิจกรรมครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งความพยายามของจังหวัดระยองในการจัดการปลาหมอคางดำแบบลงมือทำในพื้นที่ ควบคู่กับการหาช่องทางใช้ประโยชน์จากปลาที่จับได้ ทั้งในด้านอาหาร ปุ๋ยชีวภาพ และการต่อยอดเป็นอาชีพในอนาคต.

เมืองไทยประกันชีวิต มอบ “เรือยาง” แก่หอการค้าจังหวัดพิจิตร เสริมศักยภาพกู้ภัยและบรรเทาสาธารณภัย

0

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เดินหน้าสานต่อพันธกิจด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) พร้อมมุ่งสนับสนุนการช่วยเหลือสังคมไทยในยามวิกฤต โดยล่าสุดได้มอบ “เรือยาง” ให้แก่หอการค้าจังหวัดพิจิตร และทีมกู้ภัยจังหวัดพิจิตร เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านการกู้ภัยและบรรเทาสาธารณภัย โดยมี นายจาตุรนต์ เหลืองสว่าง ประธานหอการค้าจังหวัดพิจิตร เป็นผู้รับมอบ พร้อมด้วย นายปราโมทย์ ศักดิ์กำจร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส นายสหพล พลปัถพี รองกรรมการผู้จัดการ นายธีรชัย ด่านศรีประเสริฐ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) นายพัธนะพล ปัทมานันท์ ผู้แทนจากประธาน YEC จังหวัดพิจิตร นายธนพันธ์ บำรุงศรี  เลขาธิการหอการค้าจังหวัดพิจิตร  นางสาวภฤชฎา ศรีเหนี่ยง เลขาธิการหอการค้าจังหวัดพิจิตร และนางสาวเจนนิสา เคาไวยกุล กรรมการหอการค้าจังหวัดพิจิตร ร่วมในพิธี ณ เมืองไทยประกันชีวิต สำนักงานใหญ่

ทั้งนี้ เรือยางที่ทาง บริษัทฯ มอบให้เป็นเรือยางคุณภาพสูง รองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 6 คน ตัวเรือผลิตจากวัสดุ Hypalon พร้อมตัวถังอลูมิเนียม น้ำหนักเบา แข็งแรงทนทาน เหมาะสำหรับการใช้งานในภารกิจกู้ภัยและพื้นที่น้ำท่วม พร้อมเครื่องยนต์ขนาด 20 แรงม้า และอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการใช้งานครบชุด

โดยการสนับสนุนในครั้งนี้ สืบเนื่องจากความมุ่งมั่นของทีมหอการค้าจังหวัดพิจิตร พร้อมด้วยนายผาสุข ทองพิมพ์ หัวหน้าสมาคมกู้ภัยสรรเพชญจังหวัดพิจิตร และทีมกู้ภัยฯ ได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ณ อำเภอหาดใหญ่  จังหวัดสงขลา เมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา สะท้อนถึงจิตอาสาและความพร้อมในการเข้าช่วยเหลือประชาชนในทุกสถานการณ์ เมืองไทยประกันชีวิตจึงมอบเรือยางเพื่อเสริมศักยภาพการปฏิบัติภารกิจของทีมกู้ภัยในโอกาสต่อไป

“เมืองไทยประกันชีวิตยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจควบคู่การดูแลสังคม ภายใต้กรอบแนวคิด ESG (Environmental Social and Governance) พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อความห่วงใย และสร้างสังคมไทยที่เข้มแข็งอย่างยั่งยืน เราเชื่อมั่นว่าการสนับสนุนในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพของทีมกู้ภัย ให้สามารถเข้าถึงและช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” นายสาระ กล่าว

ตลาดหลักทรัพย์ฯ โรดโชว์ลอนดอน นำ 5 บจ. ไทยพบกองทุนโลกกว่า 20 แห่ง ตอกย้ำโอกาสลงทุนระยะยาว

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ บล. ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) และ CITIC Securities จัดงาน “CLSA ASEAN Access Day in London” ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ในวันที่ 20-21 พฤษภาคม 2569 นำ 5 บริษัทจดทะเบียนไทยชั้นนำ เข้าพบกองทุนสถาบันระดับโลกเพื่อนำเสนอข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคและศักยภาพตลาดทุนไทย

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน โดยการส่งออกไตรมาสแรกขยายตัว 17.6% และมีแนวโน้มที่ดีในระยะยาวจากมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศและมูลค่าคำขอส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI ที่เพิ่มขึ้น ด้านตลาดทุน SET Index ปรับตัวขึ้นกว่า 22% ตั้งแต่ต้นปี พร้อมเงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้าสุทธิ โดยจุดแข็งของประเทศไทยคือ มีความยืดหยุ่นที่สามารถรองรับความผันผวนได้ดี การลงทุนในตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนที่โดดเด่น และหุ้นก็ยังมีระดับราคาที่น่าสนใจอยู่ ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้นำเสนอโครงการ JUMP+ เพื่อยกระดับความน่าดึงดูดใจของตลาดทุนไทยด้วย

“การโรดโชว์ครั้งนี้ ได้รับการตอบรับที่ดีจากกองทุนชั้นนำกว่า 20 แห่งเข้าร่วมงาน ส่วนใหญ่เป็นกองทุนขนาดใหญ่จากยุโรปที่ลงทุนในตลาดโลกและตลาดเกิดใหม่ ผู้ลงทุนสถาบันให้ความสนใจกับตลาดไทยในบริษัทที่มีอัตราการเติบโตสูงและกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความทนทานต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจ ข้อมูลที่นำเสนอ ช่วยตอกย้ำความน่าสนใจของตลาดทุนไทยในฐานะแหล่งลงทุนระยะยาวที่มีเสถียรภาพและมีศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับพันธกิจของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการเป็น The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” นายอัสสเดชกล่าว

บจ. ไทย 5 แห่ง ที่ร่วมโรดโชว์ครั้งนี้ ได้แก่ บมจ. บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) บมจ. เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) บมจ. ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) บมจ. เอสซีบี เอกซ์ (SCB) และ บมจ. เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP) ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีกำหนดเข้าร่วมโรดโชว์กับ บล. ยูบีเอส (ประเทศไทย) ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ณ ฮ่องกง และงานสัมมนาประจำปี Thailand Focus 2026 ในเดือนสิงหาคม 2569

Mini Gold Online Futures

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง"   หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

สัปดาห์นี้ “คุณนายพารวย” มีข่าวดีและโอกาสการลงทุนใหม่แกะกล่องมาฝากกันค่ะ สำหรับใครที่ชื่นชอบ “ทองคำ” แต่ติดปัญหาว่า ราคาทองคำโลกปรับสูงขึ้นจนเงินในกระเป๋าสู้ไม่ไหว หรือจะเข้าไปเทรดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าก็ต้องวางเงินหลักประกันสูงลิ่ว ตอนนี้เตรียมเฮกันได้เลยค่ะ! เพราะ TFEX หรือบริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เตรียมเปิดตัวเครื่องมือลงทุนใหม่ล่าสุด ชื่อว่า Mini Gold Online Futures (ชื่อย่อสัญญา MGO) ซึ่งช่วยให้เข้าถึงการลงทุนทองคำได้ง่ายขึ้น

พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ Gold Online Futures หรือสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้าแบบออนไลน์ ที่นำมา “ย่อขนาด” ให้เล็กลงเหลือเพียง 1 ใน 10 โดยสัญญา Gold Online Futures นั้นมีขนาดเทียบเท่าทองคำแท่งน้ำหนักประมาณ 10 ทรอยออนซ์ แต่ Mini Gold Online Futures จะย่อส่วนลงมาเหลือขนาดเพียง 1 ทรอยออนซ์ (หรือเทียบเท่าทองคำแท่งน้ำหนักประมาณ 2 บาท) เท่านั้น

พอขนาดสัญญาย่อเล็กลง สิ่งที่ตามมาคือ เงินวางหลักประกัน (Margin) ก็ลดลงตามไปด้วย จากเดิมที่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ แต่สำหรับ MGO คาดว่าจะใช้เงินหลักประกันเริ่มต้นเพียงประมาณ 15,000 บาท (หรือประมาณ 10-15% ของมูลค่าสัญญา) ก็สามารถเข้ามาส่งคำสั่งซื้อขายได้แล้ว โดยเป็นสัญญาที่ชำระราคาด้วยเงินสด ไม่มีการส่งมอบทองคำแท่งจริง

แม้ว่าขนาดจะจิ๋วลง แต่คุณภาพและจุดเด่นยังอยู่ครบถ้วน คือ เป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงทองคำแท่งความบริสุทธิ์ 99.5% เทรดตามราคาทองคำในตลาดโลกที่เป็นสกุลเงินดอลลาร์ สหรัฐฯต่อทรอยออนซ์ ส่วนการวางเงินหลักประกันและชำระกำไรขาดทุนเป็นสกุลเงินบาท

แต่ที่ต่างจากสัญญาเดิม คือ มีตัวคูณราคา (Multiplier) อยู่ที่ 30 เท่าของราคาซื้อขาย หรือกำหนดให้ทุกๆดอลลาร์สหรัฐฯที่เปลี่ยนแปลงไปมีค่าเท่ากับกำไร/ขาดทุน 30 บาท ทำให้ผู้ลงทุนไม่ต้องปวดหัวเรื่องความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ง่ายในการติดตาม วิเคราะห์ราคา และซื้อขาย

นอกจากจะใช้เงินลงทุนน้อยกว่าการไปซื้อทองคำจริงแล้ว ยังสามารถเทรดกันได้ทั้งวันทั้งคืน โดย MGO เปิดให้เทรด 2 ช่วงเวลา คือ ช่วงกลางวัน (09.15-16.55 น.) และช่วงกลางคืน (18.45- 03.00 น.ของวันถัดไป) ที่สำคัญคือเป็นระบบการซื้อขายทองคำที่ได้มาตรฐานสากล โปร่งใส ตรวจสอบได้ เทรดผ่านโบรกเกอร์ที่ได้รับใบอนุญาต และอยู่ภายใต้กฎหมาย พ.ร.บ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า

ใครที่สนใจอยากลุย TFEX จะเปิด Mini Gold Online Futures ให้ซื้อขายจริงตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 นี้ แต่ก่อนลงสนามจริง อยากชวนไปเติมความรู้กันก่อนกับสัมมนาพิเศษ “Gold Trading Day : วิกฤติ VS โอกาส เสริมพอร์ต สร้างกำไร ด้วยทองคำ” ในวันอาทิตย์ที่ 24 พ.ค.2569 ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย เวลา 09.00-12.30 น. ที่อาคาร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

แอบกระซิบอีกนิดว่ายังมีโปรฯพิเศษ “เทรดทองได้ทอง” สำหรับผู้ที่เปิดบัญชี TFEX ใหม่ และซื้อขาย Mini Gold Online Futures ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม สามารถเข้าไปดูได้ที่ www.TFEX.co.th หรือโทร. 0–2009–9999.

คุณนายพารวย

CPF เปิดโลกนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต ในงาน THAIFEX – Anuga Asia 2026

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF เตรียมยกทัพนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ ร่วมจัดแสดงในงาน THAIFEX – Anuga Asia 2026 ภายใต้แนวคิด “FOOD INNOVATION FOR WELLNESS” ผ่านการหลอมรวมโลกอาหาร เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว พร้อมไฮไลต์ “3D SPACE LANDMARK – THE FIRST AT THAIFEX” ภารกิจอวกาศเสมือนจริงครั้งแรกในงาน ในรูปแบบ Interactive Experience ให้ผู้เข้าชมได้ร่วมสัมผัสอาหารแห่งอนาคต เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ “ไส้กรอกข้าวกะเพราไก่ ซีพี เพลย์” คว้ารางวัล WINNER จากเวที THAIFEX – ANUGA TASTE INNOVATION SHOW 2026 ที่ต่อยอดจาก “กะเพราไก่ไทย” เมนูที่ได้รับคัดเลือกสู่ภารกิจอวกาศ Axiom Mission 4 สะท้อนศักยภาพอาหารไทยและมาตรฐานความปลอดภัยอาหารระดับอวกาศ (Space Food Standard) ของ CPF บนเวทีโลก

ภายในบูธแบ่งเป็น 3 โซนหลัก ประกอบด้วย โซนสินค้าส่งออก แบรนด์ “Authentic Asia” นำเสนอรสชาติอาหารเอเชียต้นตำรับในรูปแบบ Food Innovation ป้อนตลาดโลก อาทิ Thai Chicken Roll, Duck Karaage และ Mini Ebi Katsu ขณะที่ “Kitchen Joy” ขนเมนู Asian Fusion ที่ผสานความสนุก ความสะดวก และรสชาติสไตล์เอเชียร่วมสมัย ผ่านเมนูข้าวและเส้นหลากหลายสไตล์ ทั้ง Thai Cube, Indian Cube และ Green Cube พร้อมเมนูเด่นอย่าง ข้าวแกงพะแนงไก่ บะหมี่ต้มยำไก่ครีมมี่ และข้าวไก่ซอสสวีทชิลลี่ ที่รวมทั้งความอร่อยและทางเลือกเพื่อสุขภาพไว้ในมื้อเดียว

นอกจากนี้ ยังมีโซนสินค้านำเข้าพรีเมียม ที่รวบรวมสินค้าคุณภาพจากทั่วโลก อาทิ “ซีพี-อูโอริกิ” ปลาสดจากตลาดปลาโทโยสุ ประเทศญี่ปุ่น เนื้อวากิว เนื้อออสเตรเลีย พาสต้า Barilla ชีสเมจิ และไวน์ รวมถึงโซนสินค้าในประเทศ ที่รวบรวมผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ เช่น “ซีพี-นิปปอน” อาหารญี่ปุ่นพร้อมปรุงและพร้อมทาน พร้อมเมนูเด่นอย่าง เกี๊ยวซ่าชีสเบิร์น และแฮมเบิร์กซอสเดมิกลาส รวมถึง U Farm มีโอเมก้า 3 สูงจากธรรมชาติ ทั้งเนื้อหมู เนื้อไก่ และ “ไข่เบญจา” ผลิตภัณฑ์ไข่ไก่รายแรกของโลกที่ได้รับการรับรองฉลาก Net Zero Product จาก อบก. กุ้งซีพีแปซิฟิก หมูดำ ซีพี-คูโรบูตะ สินค้าพร้อมปรุง อาหารทานเล่น ซุป ซอส และเครื่องดื่มสายเฮลท์ตี้ ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจทั้งสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

ร่วมสัมผัส Food Innovation และ Space Food Standard ได้ที่บูธ CPF ภายในงาน THAIFEX – Anuga Asia 2026 โดยแบ่งวันจัดแสดงออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ วันเจรจาธุรกิจ (Trade Days) ระหว่างวันที่ 26 – 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00–18.00 น. และวันจำหน่ายปลีกสำหรับประชาชนทั่วไป (Public Day) วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00–20.00 น. ณ บูธ CPF หมายเลข 1-RR01 ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 อิมแพ็ค เมืองทองธานี./

ประมงจังหวัดจันทบุรี ร่วมกับประมงอำเภอนายายอาม ลงพื้นที่สำรวจความชุกชุมของปลาหมอคางดำ

0

ประมงจังหวัดจันทบุรี ร่วมกับประมงอำเภอนายายอาม ลงพื้นที่สำรวจความชุกชุมของปลาหมอคางดำ และทำการจับปลาหมอคางดำ ในพื้นที่ท่าน้ำวัดย่านซื่อ ต.นายายอาม อ.นายายอาม จ.จันทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พบปลาหมอคางดำชุกชุม โดยในช่วงที่กรมประมงประกาศรับซิ้อปลาหมอคางดำในช่วงปี 2568 ชาวบ้านแถวนี้ จับปลาได้วันละ 300-500 กิโลกรัม ซึ่งระหว่างที่นั่งรอและสังเกตการณ์ก็พบปลาหมอคางดำบริเวณท่าน้ำ ค่อนข้างชุกชุม

วิธีการ

ให้ชาวประมงพื้นบ้าน ในพื้นที่ ใช้อุปกรณ์จับปลา(เฝือก) ซึ่งชาวบ้านจะมีการไปวางเฝือกในช่วงที่น้ำขึ้นสูงสุดคือเวลาประมาณ 22.00 น. และจะเก็บกู้เฝือกช่วงน้ำลง

ผลการเก็บกู้เฝือก
📌ได้ปลาหมอคางดำประมาณ 15 กิโลกรัม📌
และพบสัตว์น้ำชนิดอื่นๆอีกหลายชนิด เช่น
✔️ปลาช้างเหยียบหลังควาย
✔️ปลาตะกับ/เสือดาว/กะทะ
✔️ปลากะพงข้างปาน
✔️ปลาเสือพ่นน้ำ
✔️ปลากระบอก
✔️ปลาบู่
✔️กุ้งกุลาดำ
✔️ปูขาว
✔️ปูดำ
✔️ปลาใบขนุน/สลิดหิน

ลุงคนที่ลงจับปลาบอกว่า สาเหตุที่วันนี้ดักปลาหมอได้น้อย เนื่องจาก ในช่วงเช้าวันนี้มีการปล่อยน้ำจากฟาร์มเลี้ยงกุ้งของเกษตรกรแถวๆนั้น ทำให้ทิศทางน้ำเปลี่ยนไม่มาจุดที่วางเฝือกไว้

ประมงจังหวัดจันทบุรีบอกว่า วิธีการนี้ก็เป็นอีกวิธีในการกำจัดปลาหมอคางดำ ในจุดที่แหล่งน้ำไม่เหมาะสมกับการลงแขกลงคลองเพราะบริเวณนี้น้ำลึกมาก และข้างล่างก็เต็มไปด้วยตอไม้ไผ่ที่เคยมีชาวบ้านปักเลี้ยงหอยเต็มพื้นที่ ซึ่งวิธีนี้ นอกจากจับปลาหมอคางดำได้แล้ว ยังจะเป็นการสร้างรายได้ให้ชาวบ้านด้วย

สำหรับปลาที่จับได้ในวันนี้ ประมงจังหวัดส่งให้ พด.จันทบุรีเพื่อทำปุ๋ยชีวภาพต่อไป

CMDF เดินหน้าผลักดัน New Economy ยกระดับตลาดทุนไทย ปี 2569

0

กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) เผยผลงาน 6 ปี สนับสนุน 172 โครงการ มูลค่า 3,580 ล้านบาท โดยมี 125 โครงการที่ดำเนินการแล้วเสร็จ พร้อมสนับสนุน 20 โครงการในปี 2568 ที่สร้างผลกระทบจริงทั้งในระดับองค์กร บุคลากร และนโยบายประเทศ อาทิ โครงการ JUMP+ ดึง 142 บริษัทจดทะเบียนเข้าร่วม ยกระดับขีดความสามารถองค์กร งานวิจัยโครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล (TISA) และ Financial Hub รวมถึงสนับสนุนพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิต พร้อมเดินหน้าแผนปี 2569 มุ่งสนับสนุนธุรกิจในกลุ่ม New Economy สะท้อนความมุ่งมั่นของ CMDF ในการพัฒนาตลาดทุนไทยอย่างต่อเนื่อง

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ CMDF กล่าวว่า CMDF พัฒนาระบบนิเวศตลาดทุนไทยในเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ มุ่งผลักดันและสร้างโอกาสใหม่ให้กับตลาดทุนไทยในระยะยาวผ่าน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การขับเคลื่อนตลาดทุนไทยสู่อนาคต สนับสนุนธุรกิจกลุ่ม NewEconomy พร้อมนำ AI มาใช้ยกระดับความโปร่งใสในตลาดทุน การพัฒนาบุคลากรและองค์ความรู้ด้านการเงินการลงทุน และการต่อยอดงานวิจัยสู่นโยบายและการปฏิบัติจริง ครอบคลุมทั้ง ESG การบริหารความเสี่ยง และการพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมาย
Net Zero และเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ (Nationally Determined Contributions : NDC) โดยส่งต่อองค์ความรู้และข้อเสนอเชิงนโยบายให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผลงานวิจัยนำไปใช้ได้จริงทั้งเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติ รวมถึง
ต่อยอดสู่นวัตกรรมการลงทุน

นายจักรชัย บุญยะวัตร ผู้จัดการ CMDF กล่าวว่า ปี 2568 CMDF สนับสนุน 20 โครงการที่สร้างผลลัพธ์เป็นรูปธรรม สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และแผนกลยุทธ์ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ส่งเสริมให้มีการพัฒนาองค์กรและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน (Infrastructure) บริษัทจดทะเบียน 142 แห่งเข้าร่วมโครงการ JUMP+ เพื่อยกระดับขีดความสามารถและเพิ่มมูลค่าองค์กร รวมทั้งสนับสนุนโครงสร้างการลงทุนในธุรกิจกลุ่ม New Economy ส่งเสริมให้มีการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน (Professionals) พัฒนาทักษะและขยายจำนวนบุคลากรในตลาดทุนโดยนักศึกษา 1,419 คน สอบผ่านการทดสอบจำลองใบอนุญาตผู้แนะนำการลงทุน และส่งเสริมการศึกษาของบุคลากรในตลาดทุน โดยผู้รับทุน CFA ชาวไทยมีอัตราสอบผ่านสูงขึ้นทั้ง 3 ระดับ เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตลาดทุน ให้แก่ผู้ลงทุน ประชาชน หน่วยงาน และองค์กรที่เกี่ยวข้อง (General public)  มียอดการเข้าถึงประชาชนและนักลงทุนรวมมากกว่า 18 ล้านครั้ง และสนับสนุนงานวิจัย (Research) โครงการ TISA อยู่ระหว่างการหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) และกระทรวงการคลัง เพื่อผลักดันเป็นนโยบายส่งเสริมการออมระยะยาวรองรับสังคมผู้สูงอายุ ขณะที่งานวิจัยเพื่อพัฒนาตลาดทุนไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศถูกนำไปใช้ประกอบการออกแบบ Financial Hub Act ภายใต้นโยบาย Ignite Finance

สำหรับแผนงานปี 2569 CMDF เดินหน้าสนับสนุนธุรกิจ New Economy จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ครอบคลุมธุรกิจเทคโนโลยี สตาร์ทอัพ และธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เพื่อเปิดโอกาสให้ธุรกิจกลุ่มนี้เข้าถึงแหล่งทุนในตลาดทุนได้มากขึ้น ควบคู่กับการเสริมความพร้อมเพื่อปรับตัวนำเทคโนโลยี AI มายกระดับความโปร่งใสและความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน รวมถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในตลาดทุนและขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของตลาดทุนไทยในเวทีโลก

สรุปการดำเนินงานที่สำคัญของ CMDF ปี 2563-2568

  • การส่งเสริมการพัฒนาองค์กร: ครอบคลุมกว่า 3,800 องค์กร
  • การพัฒนาทักษะและการศึกษาของบุคลากรในตลาดทุน
  • พัฒนาบุคลากร: รวมกว่า 16,000 รายในตลาดทุน
  • ยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ: สนับสนุนการศึกษาในระดับ Global และ Local Certificates รวมกว่า 1,300 ราย
  • การส่งเสริมความรู้ด้านการเงินการลงทุน: สร้างความตระหนักรู้ในเรื่องการลงทุนผ่านสื่อออนไลน์ มียอดเข้าถึงรวมกว่า
    80 ล้านครั้ง
  • การสนับสนุนงานวิจัย
  • เผยแพร่งานวิจัยผ่านเว็บไซต์สถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน (CMRI): เผยแพร่บทความวิจัยรวมกว่า 65 บทความ
    ยอดเข้าชมมากกว่า 36,000 ครั้ง
  • เผยแพร่งานวิจัยผ่านหน่วยงานต่าง ๆ: เผยแพร่งานวิจัยมากกว่า 664 เล่ม ให้แก่หน่วยงานมากกว่า 30 แห่ง

สามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.cmdf.or.th/grant/result-announcement/

ประวัติศาสตร์หน้าใหม่! CLICX รับใบอนุญาต Virtual Bank รายแรกของไทย เตรียมเปิดตัว มิ.ย. 2569 นี้!

0
นางสาวสุพร สุนทรโรหิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารคลิกซ์ จำกัด (มหาชน)

คณะผู้บริหารและกรรมการ ธนาคารคลิกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ “CLICX” (คลิกซ์) เข้ารับใบอนุญาตประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา หรือ Virtual Bank จาก ธนาคารแห่งประเทศไทย อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ณ ธนาคารแห่งประเทศไทย นับเป็นก้าวสำคัญของ CLICX ภายใต้ความร่วมมือของ KTB, AIS และ OR ในการเดินหน้าสู่การเป็นธนาคารไร้สาขารายแรกของไทย การเข้ารับใบอนุญาตครั้งนี้สะท้อนความพร้อมของ CLICX ในการก้าวสู่ธุรกิจธนาคารดิจิทัลเต็มรูปแบบ ทั้งด้านเทคโนโลยี ความปลอดภัย มาตรฐานการให้บริการ และความเข้าใจพฤติกรรมทางการเงินของคนไทยยุคใหม่ เพื่อพัฒนาบริการการเงินดิจิทัลที่เข้าถึงง่าย ปลอดภัย และตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของผู้ใช้งาน

นางสาวสุพร สุนทรโรหิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารคลิกซ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การเกิดขึ้นของ CLICX ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับระบบการเงินให้พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล และสร้างโอกาสใหม่ให้คนไทยเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างทั่วถึง เป็นธรรม และปลอดภัยมากขึ้น เราเชื่อว่าธนาคารรูปแบบใหม่ไม่ใช่เพียงช่องทางทำธุรกรรม แต่ต้องเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่ช่วยลดข้อจำกัดเดิมของประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย ทำให้ทุกคนสามารถบริหารเงิน วางแผนอนาคต และเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้น CLICX จึงมุ่งเชื่อมพลังของเทคโนโลยีเข้ากับระบบการเงิน เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ธนาคารไทย และเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศอย่างยั่งยืน”

CLICX มุ่งออกแบบบริการผ่านแอปพลิเคชันที่เข้าใจไลฟ์สไตล์และความต้องการทางการเงินที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล ครอบคลุมตั้งแต่การออม การบริหารเงิน ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมกับผู้ใช้งานแต่ละรายพร้อมขับเคลื่อน Financial Inclusion ให้คนไทยเข้าถึงบริการทางการเงินที่มีคุณภาพได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมมากขึ้น โดย CLICX มีแผนเปิดให้บริการภายในเดือนมิถุนายน 2569 พร้อมเดินหน้าสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการธนาคารไทย และยกระดับประสบการณ์ทางการเงินของคนไทยในยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

ติดตามข่าวสารของธนาคาร CLICX ได้ที่ Website: www.clicxbank.com, Facebook: CLICX Bank และ Instagram: CLICX_Bank

AIS x Dutch Mill เปิดสมรภูมิเดือด! S Series 2026 เฟ้นหาแชมป์อีสปอร์ตมัธยม ขยายสนามสู่ 77 จังหวัดทั่วไทย ชิงทุนการศึกษารวมกว่า 1.6 ล้านบาท

0

AIS เดินหน้าขับเคลื่อนวงการอีสปอร์ตไทย สร้างโอกาสและผลักดันเยาวชนไทยสู่เส้นทางนักกีฬาอีสปอร์ตระดับมืออาชีพ ผ่านโครงการ AIS eSports S Series Thailand Championship 2026 by Dutch Mill เวทีการแข่งขันอีสปอร์ตระดับประเทศสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษา การแข่งขันอีสปอร์ตระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศที่กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 พร้อมการสนับสนุนจากนมเปรี้ยวดัชมิลล์ และ ZEED 5G ซิม ที่เข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพด้านการเชื่อมต่อ เพื่อให้เยาวชนสามารถเข้าถึงการแข่งขันได้อย่างต่อเนื่องและเต็มประสิทธิภาพ โดยปีนี้มีการยกระดับการแข่งขันให้เข้มข้นและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ผ่านการขยายความร่วมมือกับภาครัฐระดับจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมาคม สโมสร ชมรมอีสปอร์ต และสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ เพื่อร่วมสร้าง Ecosystem อีสปอร์ตระดับเยาวชนให้แข็งแรง ตั้งแต่ระดับโรงเรียน จังหวัด ภูมิภาค ไปจนถึงรอบชิงแชมป์ประเทศไทย ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ

เปิดรับสมัครนักเรียนมัธยมศึกษาอายุ 11-18 ปี เข้าร่วมแข่งขันฟรีใน 2 เกมยอดนิยม ได้แก่ Arena of Valor (ROV) และ EA SPORTS FC Mobile (FCM) เพื่อชิงทุนการศึกษารวมมูลค่ากว่า 1,600,000 บาท พร้อมถ่ายทอดสดผ่าน AIS PLAY, YouTube AIS PLAY และ Facebook AIS eSports Tournament โดยจะเริ่มเปิดรับสมัครเข้าร่วมแข่งขันตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป พร้อมกิจกรรม Roadshow ตามสถานศึกษาในพื้นที่ต่างๆ ก่อนเข้าสู่การแข่งขันรอบคัดเลือก เพื่อเฟ้นหาตัวแทนแต่ละจังหวัดและแต่ละภูมิภาค ในช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2569 ก่อนปิดท้ายด้วยการแข่งขันรอบชิงแชมป์ประเทศไทย ระหว่างเดือนกันยายน – พฤศจิกายน 2569

นางเบญจพร กำเพ็ชร หัวหน้าส่วนงานการตลาดกลุ่มลูกค้าพรีเพด เอไอเอส กล่าวว่า “AIS มองเห็นศักยภาพของเยาวชนไทยในโลกเกมและอีสปอร์ตที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่เพียงสะท้อนความสามารถด้านการแข่งขัน แต่ยังช่วยพัฒนาทักษะสำคัญของคนรุ่นใหม่ ทั้งการคิดวิเคราะห์ การทำงานเป็นทีม ความรับผิดชอบ การเคารพกติกา และน้ำใจนักกีฬา โครงการ AIS eSports S Series จึงเป็นมากกว่าเวทีแข่งขัน แต่เป็นแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้เด็กมัธยมทั่วประเทศได้ค้นพบศักยภาพของตัวเอง และต่อยอดสู่เส้นทางอีสปอร์ตในระดับที่สูงขึ้น โดยอีกหนึ่งความพิเศษของปีนี้ คือการสนับสนุนจาก ZEED 5G ซิม ในฐานะซิมสำหรับวัยทีน ที่เหมาะกับกลุ่มเกมเมอร์ ที่เข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้โครงการแบบครบวงจร ทั้งการสนับสนุนเงินรางวัล, แพ็กเกจ Unlimited Internet Data ระยะเวลา 3 เดือน จำนวนกว่า 300 ซิม สำหรับผู้ชนะการแข่งขันรอบ Qualifier รวมถึงการสนับสนุนซิมสำหรับผู้สมัครแข่งขันกว่า 15,000 ซิม เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการเชื่อมต่อและการเข้าถึงการแข่งขันตลอดโครงการ นอกจากนี้ ZEED 5G ซิม ยังร่วมสนับสนุน กิจกรรม Bootcamp สำหรับนักกีฬาอีสปอร์ตที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงแชมป์ประเทศไทย ครอบคลุมทั้งสถานที่ การเดินทาง ที่พัก อาหาร และชุดแข่งขัน เพื่อให้นักกีฬาได้เตรียมความพร้อมอย่างมืออาชีพก่อนขึ้นสู่เวทีตัดสินแชมป์ประเทศ”

 คุณปนัสยา พันธาภา ผู้จัดการผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยวดัชมิลล์ กล่าวว่า “ดัชมิลล์ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนเยาวชนไทยในหลากหลายมิติ และรู้สึกยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ AIS eSports S Series อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 เพราะเราเชื่อว่าอีสปอร์ตเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สร้างสรรค์ที่ช่วยให้เยาวชนได้แสดงความสามารถ ฝึกฝนวินัย เรียนรู้การทำงานเป็นทีม และต่อยอดความฝันของตัวเองได้อย่างจริงจัง สอดคล้องกับแนวทางของดัชมิลล์ที่มุ่งส่งเสริมให้เยาวชนเติบโตอย่างมีคุณภาพ ทั้งด้านร่างกาย ความคิด และทักษะสำคัญสำหรับอนาคต การร่วมมือกับ AIS ในปีนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันวงการอีสปอร์ตระดับมัธยมของไทยให้เติบโตอย่างแข็งแรงและยั่งยืน พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนรุ่นใหม่กล้าคิด กล้าลงมือทำ และก้าวสู่เป้าหมายของตัวเองอย่างมั่นใจ”

สำหรับการแข่งขันในปีนี้ AIS ออกแบบรูปแบบการแข่งขันให้เข้าถึงนักเรียนได้กว้างและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น ผ่าน 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ การคัดเลือกตัวแทนกรุงเทพฯ และปริมณฑล ครอบคลุมกรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ, การแข่งขันรอบ Open ระดับภูมิภาค 9 ภูมิภาคทั่วประเทศ และการคัดเลือกตัวแทนระดับจังหวัด เพื่อค้นหาทีมเข้าสู่รอบต่อไป โดยเกม ROV จะมีทั้งการแข่งขัน Offline คัดเลือกตัวแทนระดับจังหวัด และ รอบ Online Open คัดเลือกตัวแทนระดับภูมิภาค ขณะที่ EA SPORTS FC Mobile จะจัดแข่งขันในรูปแบบออนไลน์ทั้งหมด เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงเวทีอีสปอร์ตให้กับเยาวชนทั่วประเทศ ผ่านศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ครอบคลุมและเชื่อถือได้ และเปิดโอกาสให้เยาวชนจากทุกพื้นที่ได้แสดงศักยภาพอย่างเท่าเทียม นอกจากนี้ ผู้ชนะการแข่งขันเกม EA SPORTS FC Mobile รอบชิงแชมป์ระดับประเทศ ยังจะได้รับรางวัลพิเศษจาก AIS PLAY เป็นแพ็กเกจรับชมฟุตบอล Premier League ฟรี นาน 1 ปี

AIS eSports S Series Thailand Championship 2026 by Dutch Mill จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับอีสปอร์ตระดับมัธยมศึกษาของไทย จากเวทีการแข่งขันสู่ระบบนิเวศที่เชื่อมโยงเยาวชน โรงเรียน ภาครัฐ ภาคเอกชน สื่อ แพลตฟอร์ม และคอมมูนิตี้เกมเมอร์เข้าด้วยกันอย่างครบวงจร พร้อมตอกย้ำเป้าหมายของ AIS ในการสร้างเวทีอีสปอร์ตระดับประเทศที่เข้าถึงเยาวชนทั่วไทย และผลักดันนักกีฬาอีสปอร์ตหน้าใหม่ให้ก้าวสู่อนาคตได้อย่างมั่นใจ โรงเรียนและนักเรียนที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดการรับสมัครและข่าวสารการแข่งขันได้ที่ Facebook: AIS eSports Tournament รวมถึงช่องทางประชาสัมพันธ์ของแต่ละโรงเรียนและจังหวัดที่เข้าร่วมโครงการ