Home Blog Page 3

เปลี่ยนมื้อธรรมดา ให้มีความหมายมากขึ้น กับ “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้”

0

เหตุเพลิงไหม้ที่โรงพยาบาลบ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ส่งผลให้โรงพยาบาลได้รับความเสียหาย และต้องการการสนับสนุนด้านเครื่องมือและอุปกรณ์ เพื่อให้การดูแลและฟื้นฟูผู้ป่วยดำเนินต่อไปได้

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF จึงจัดโครงการ “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” ระหว่างวันที่ 7–9 ตุลาคม 2569 ณ C.P. Tower สีลม ชวนผู้บริโภคเปลี่ยนการจับจ่ายในชีวิตประจำวันให้เป็นอีกหนึ่งพลังของการแบ่งปันและช่วยเหลือสังคม

ภายในงาน CPF นำผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล มาจำหน่ายในราคาพิเศษ ทั้งอาหารพร้อมปรุง อาหารพร้อมทาน ของกินเล่น ซุป ซอส และผลิตภัณฑ์อีกหลากหลายรายการ โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปสมทบทุนจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ด้านกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์ฟื้นฟูให้แก่โรงพยาบาลบ้านแพ้ว เพื่อสนับสนุนการดูแลและฟื้นฟูผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่อง

ผู้ร่วมโครงการรายหนึ่ง กล่าวว่า “ปกติก็ซื้อผลิตภัณฑ์พวกนี้อยู่แล้วค่ะ ของที่นำมาขายก็ดูดี ตรงปก ราคาน่าสนใจ พอรู้ว่าการซื้อครั้งนี้ยังได้มีส่วนช่วยโรงพยาบาลบ้านแพ้วและผู้ป่วยด้วย ก็ยิ่งรู้สึกดีค่ะ”

อีกหนึ่งเสียงจากผู้ร่วมโครงการ กล่าวเช่นกันว่า “เป็นของที่เราซื้อทานกันอยู่แล้วค่ะ พอรู้ว่าการซื้อครั้งนี้ยังได้ร่วมทำสิ่งดี ๆ ไปพร้อมกัน ก็รู้สึกว่าการซื้อของธรรมดามีความหมายมากขึ้น”

บรรยากาศภายในงานมีประชาชนและคนทำงานย่านสีลมทยอยเข้ามาเลือกซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง สะท้อนการนำเรื่องใกล้ตัวอย่างการเลือกซื้ออาหารมาเชื่อมโยงกับการมีส่วนร่วมช่วยเหลือสังคม ในรูปแบบที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วมได้

โครงการ “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” สานต่อการทำดีเพื่อสังคมของ CPF ด้วยการส่งต่อความช่วยเหลือไปยังโรงพยาบาลต่าง ๆ ทั่วประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติหรือต้องการการสนับสนุน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการแบ่งปัน

ผู้สนใจสามารถร่วมโครงการ “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” ได้ถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2569 เวลา 07.00–18.00 น. ณ โถงชั้น 1 C.P. Tower สีลม.

100 ปีชาตกาล ศ.สังเวียน อินทรวิชัย ปูชนียบุคคลผู้วางรากฐานบรรษัทภิบาลตลาดทุนไทย

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดพิธีบำเพ็ญกุศลและงานรำลึก เนื่องในวาระครบรอบ 100 ปีชาตกาล ศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย ปูชนียบุคคลผู้วางรากฐานบรรษัทภิบาลตลาดทุนไทย โดยได้รับเกียรติจาก ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในวาระดังกล่าว และอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวเปิดงานพร้อมย้ำจุดยืนการทำงานภายใต้แนวคิด Integrity Always ที่เป็นหนึ่งในค่านิยมของชาวตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยมีผู้บริหาร อดีตผู้บริหาร บุคลากรในตลาดทุน ครอบครัวอินทรวิชัย และผู้สนใจร่วมงาน เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ณ หอประชุมศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ

AIS ครององค์กรน่าทำงานที่สุดในเอเชีย 8 ปีซ้อน คว้า 3 รางวัล HR Asia 2026 เดินหน้าสร้างองค์กรแห่งอนาคต ด้วยกลยุทธ์ “คน” ที่เติบโตไปพร้อมกับธุรกิจ

0

AIS คว้า 3 รางวัลจากเวที HR Asia Best Companies to Work for in Asia Awards 2026 พร้อมครองตำแหน่งองค์กรเดียวในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของไทยที่ได้รับรางวัล Best Companies to Work for in Asia ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ตอกย้ำกลยุทธ์การสร้างองค์กรและพัฒนาบุคลากรให้พร้อมรับโลกการทำงานแห่งอนาคต โดยให้ “คน” เป็นหัวใจสำคัญ ผ่านการดูแลพนักงานทุกเจเนอเรชัน การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง การส่งเสริมความหลากหลายและการยอมรับความแตกต่าง รวมถึงการนำเทคโนโลยีมายกระดับประสบการณ์การทำงานให้ตอบโจทย์พนักงานในแต่ละกลุ่ม

รางวัลแห่งความภาคภูมิใจที่ AIS ได้รับในปีนี้

  1. HR Asia Best Companies to Work for in Asia 2026 ตอกย้ำแนวทางการสร้างประสบการณ์การทำงานที่ตอบโจทย์พนักงานทุกเจเนอเรชัน ผ่านการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการทำงานและการมีส่วนร่วม ควบคู่กับการดูแลสุขภาพ การเรียนรู้ พัฒนาทักษะ และการเติบโตในสายอาชีพ โดยนับเป็น ปีที่ 8 ติดต่อกัน ที่เอไอเอสได้รับการยกย่องให้เป็นองค์กรที่น่าร่วมงานที่สุดในเอเชีย
  2. HR Asia Diversity, Equity & Inclusion Awards 2026 สะท้อนการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างและยอมรับความแตกต่าง ผ่านแนวทางการบริหารคนตามหลัก Diversity, Equity & Inclusion (DEI) ที่ส่งเสริมความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม พร้อมเปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนสามารถแสดงศักยภาพและเติบโตได้อย่างเท่าเทียม
  3. HR Asia People Transformation Awards 2026 องค์กรที่ให้ความสำคัญกับ “การเรียนรู้” เป็นหัวใจของกลยุทธ์ด้านบุคลากร โดยส่งเสริมให้พนักงานพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกระดับศักยภาพด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล เพื่อให้พร้อมรับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

ดร.ปรง ธาระวานิช หัวหน้าหน่วยธุรกิจด้านบริหารทรัพยากรบุคคล AIS กล่าวว่า “โลกธุรกิจวันนี้เปลี่ยนเร็วมาก โดยเฉพาะ AI ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ เราจึงเชื่อว่าการพัฒนาคนต้องเดินไปควบคู่กับการพัฒนาธุรกิจ เพราะต่อให้องค์กรมีเทคโนโลยีที่ดีแค่ไหน หากคนไม่พร้อมเรียนรู้และปรับตัว เราก็ไม่สามารถดึงศักยภาพของเทคโนโลยีออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่

“สิ่งที่ AIS พยายามทำจึงไม่ใช่การเตรียมคนให้พร้อมสำหรับงานใดงานหนึ่ง แต่คือการสร้างคนที่พร้อมเรียนรู้ได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราอยากให้พนักงานทุกเจเนอเรชันได้เติบโตในแบบของตัวเอง ได้ทำงานที่มีความหมาย จึงสร้างวัฒนธรรมและเวทีให้พนักงานได้เป็นตัวเอง กล้าคิด กล้าลอง และพร้อมที่จะใช้ AI มาต่อยอดความสามารถ ใช้ศักยภาพและความเชี่ยวชาญของตนเองสร้างคุณค่าให้กับองค์กรและสังคม”

“การได้รับ 3 รางวัลจาก HR Asia 2026 รวมถึงรางวัล Best Companies to Work for in Asia ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและความพยายามที่จะสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ ความเท่าเทียม และการเตรียมคนให้พร้อมสำหรับอนาคต เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความได้เปรียบที่ยั่งยืนไม่ได้อยู่ที่การมีเทคโนโลยีที่ดีที่สุด แต่อยู่ที่คนของเราที่พร้อมเรียนรู้ ปรับตัว และกล้ากำหนดอนาคตของตัวเอง”

ม.เกษตรฯ–ซีพีเอฟ ต่อยอดองค์ความรู้พันธุกรรม พัฒนาพันธุ์ปลาเศรษฐกิจตอบโจทย์เกษตรกรและตลาด

0

ม.เกษตร- ซีพีเอฟ ผสานความเชี่ยวชาญดำเนินโครงการวิจัยเพื่อปรับปรุงพันธุกรรมปลาเศรษฐกิจที่สำคัญ เพื่อยกระดับขีดความสามารถภาคเกษตรไทยและความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อดำเนินโครงการวิจัยเพิ่มประสิทธิภาพการปรับปรุงพันธุกรรมสัตว์น้ำ โดยผสานองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านการเพาะเลี้ยงและพันธุศาสตร์สัตว์น้ำ สร้างองค์ความรู้ในการปรับปรุงพันธุกรรมปลาเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้เกษตรกร ได้มีพันธุ์สัตว์น้ำที่เติบโตเร็ว มีอัตรารอดสูงขึ้น ทนต่อโรค ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ตลอดจนช่วยลดต้นทุนการผลิต พร้อมศึกษาการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง ทั้งสภาพภูมิอากาศ โรคระบาด และคุณภาพน้ำ

ผศ.ดร.สุริยัน ธัญกิจจานุกิจ คณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ในแต่ละปี การเพาะเลี้ยงปลาช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศนับหมื่นล้านบาท และเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่สำคัญของคนไทย ขณะเดียวกัน เกษตรกรต้องรับมือกับต้นทุนการเลี้ยง สภาพอากาศที่แปรปรวน และความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไป ความร่วมมือวิจัยครั้งนี้จึงมุ่งสร้างข้อมูลและองค์ความรู้ด้านการปรับปรุงพันธุ์ที่เหมาะกับสภาพการผลิตจริง เพื่อเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงพันธุ์สัตว์น้ำที่ให้ผลผลิตดีและมีลักษณะตรงตามความต้องการของตลาด


“การนำความรู้ด้านพันธุกรรมมาผสานกับประสบการณ์จากภาคการผลิตและการตลาด จะช่วยกำหนดแนวทางพัฒนาพันธุ์สัตว์น้ำให้ตอบโจทย์การเลี้ยงจริง ผลการวิจัยยังอาจนำไปต่อยอดระบบและเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว” ผศ.ดร.สุริยัน กล่าว

นายพงษ์ วิเศษไพฑูรย์ รองประธานธุรกิจสัตว์น้ำ ซีพีเอฟ กล่าวว่า “ซีพีเอฟให้ความสำคัญการพัฒนาพันธุ์สัตว์น้ำที่มีคุณภาพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรมีพันธุ์สัตว์น้ำที่ให้ผลการผลิตที่ดีและสม่ำเสมอ ทั้งด้านการเติบโตและอัตรารอด มีต้นทุนการเลี้ยงที่เหมาะสม บริษัทนำความรู้ด้านการผลิตและการตลาดร่วมกับผู้เชี่ยวชาญของคณะประมงซึ่งมีเชี่ยวชาญด้านการปรับปรุงพันธุ์สัตว์น้ำ เพื่อให้ได้พันธุกรรมปลาเศรษฐกิจที่ตอบโจทย์ทั้งเกษตรกร และผู้บริโภค”

การเพิ่มประสิทธิภาพโครงการปรับปรุงพันธุกรรมปลาเพื่อรวบรวมข้อมูลและประเมินแนวทางปรับปรุงพันธุกรรมปลาเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย ทั้งด้านการเติบโต อัตรารอด และลักษณะที่ตลาดต้องการ ผลการศึกษาจะใช้ประกอบการพัฒนาสายพันธุ์และแนวทางการเพาะเลี้ยง ทดสอบในสภาพการเลี้ยงจริงเพื่อประเมินผลต่อผลผลิตและต้นทุนของเกษตรกรต่อไป.

‘ปลาหมอคางดำ’ แค่กระพี้! ส่องวิกฤต 3,500 เอเลี่ยนสปีชีส์ยึดไทย

0

ประเทศไทยกำลังพูดกันในวงกว้างเรื่อง “ปลาหมอคางดำ” แต่สิ่งที่สังคมไม่ควรมองข้ามคือ ปลาชนิดนี้เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างของปัญหาที่ใหญ่กว่ามากก็คือ วิกฤตชนิดพันธุ์ต่างถิ่น (Alien Species) ของประเทศไทย

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ระบุว่า ประเทศไทยมีชนิดพันธุ์ต่างถิ่นไม่น้อยกว่า 3,500 ชนิด และในจำนวนนี้มี 323 ชนิดที่มีศักยภาพรุกราน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ

แต่ต้องเข้าใจให้ถูกต้องก่อนว่า Alien Species ไม่ได้หมายความว่า Invasive Alien Species ทุกชนิด

“ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น” คือสิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในพื้นที่นั้นและถูกนำเข้ามาไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ขณะที่ “ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน” คือส่วนหนึ่งของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่สามารถตั้งถิ่นฐาน แพร่กระจาย และก่อผลกระทบในทางลบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศ เศรษฐกิจ หรือสุขภาพของมนุษย์

IPBES ประเมินว่า ทั่วโลกมีชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มีการบันทึกแล้วมากกว่า 37,000 ชนิด และมากกว่า 3,500 ชนิดเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานที่สร้างผลกระทบ ขณะที่ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานเป็นหนึ่งในห้าปัจจัยขับเคลื่อนโดยตรงที่สำคัญของการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ

ที่สำคัญ IPBES ระบุว่า ไม่ใช่ Alien Species ทุกชนิดจะกลายเป็น Invasive Species ดังนั้นการบริหารจัดการที่ถูกต้องจึงไม่ใช่การ “กำจัดสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นทุกชนิด” แต่ต้องเป็นระบบ เฝ้าระวัง ประเมินความเสี่ยง ป้องกัน ควบคุม กำจัด หรือจำกัดการแพร่กระจายตามระดับความเสี่ยง

ประเทศไทยมีตัวอย่างมากมายที่อยู่กับเรามานานหลายสิบปี ในน้ำมี ปลาซัคเกอร์หรือปลากดเกราะ ซึ่งมีรายงานการนำเข้ามาในไทยตั้งแต่หลายทศวรรษก่อน และปัจจุบันแพร่กระจายในแหล่งน้ำหลายพื้นที่ งานวิจัยพบว่าพฤติกรรมการหากินบริเวณพื้นท้องน้ำอาจกระทบต่อไข่ปลาพื้นเมืองและโครงสร้างระบบนิเวศ สผ. เองก็ระบุว่าปลาซัคเกอร์แพร่กระจายในแหล่งน้ำทั่วประเทศและอาจกินไข่ปลาท้องถิ่น รวมทั้งแข่งขันกับสิ่งมีชีวิตพื้นเมือง

หอยเชอรี่ ก็เป็นอีกตัวอย่างที่อยู่กับสังคมไทยมาหลายทศวรรษ งานศึกษาพบการแพร่กระจายครอบคลุมทุกภูมิภาค และมีผลกระทบต่อพื้นที่เกษตร โดยเฉพาะนาข้าว

บนบก เราพบ ไมยราบยักษ์ สาบเสือ ผกากรอง กระถิน และพืชต่างถิ่นรุกรานอีกจำนวนมาก ขณะที่ในแหล่งน้ำมี ผักตบชวา จอกหูหนูยักษ์ และวัชพืชน้ำอื่น ๆ ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น และบางชนิดอยู่กับประเทศไทยมานานหลายสิบปีแล้ว
ดร.สรณัฐ ศิริสวย อาจารย์ประจำคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า “ปัญหาชนิดพันธุ์ต่างถิ่นของไทยมีขนาดใหญ่กว่าปลาหมอคางดำมาก ปลาหมอคางดำเป็นเพียงหนึ่งกรณีในปัญหาที่ต้องบริหารจัดการทั้งระบบ”

กรณีปลาหมอคางดำควรรับฟังและพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะปลาชนิดนี้แตกต่างตรงที่มีเส้นทางการนำเข้าที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ในระดับหนึ่ง จึงเกิดคำถามเรื่องผู้รับผิดชอบและการชดใช้ความเสียหายอย่างกว้างขวาง แต่ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นจำนวนมากในอดีตเข้ามาผ่านการค้าสัตว์สวยงาม การปล่อยสัตว์ การขนส่ง หรือการลักลอบนำเข้า ทำให้วันนี้เราอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ใครคือผู้ก่อให้เกิดต้นทางของปัญหา

ดังนั้น อย่าปล่อยให้การถกเถียงเรื่อง “จะเรียกค่าเสียหายจากใคร” กลบคำถามที่สำคัญกว่า ที่ว่าประเทศไทยจะป้องกันไม่ให้ปัญหาแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกได้อย่างไร

คำตอบมีอยู่แล้วในหลักวิทยาศาสตร์ของ IPBES ระบุว่า ต้องป้องกันก่อนเกิดปัญหา ตรวจจับให้เร็ว และตอบสนองให้เร็ว เพราะการป้องกันการนำเข้าและการตั้งถิ่นฐานเป็นมาตรการที่คุ้มค่าที่สุด เมื่อชนิดพันธุ์รุกรานตั้งหลักและแพร่กระจายไปแล้ว การกำจัดให้หมดอาจทำได้ยากหรือเป็นไปไม่ได้

.​…บทเรียนราคาแพงจาก “ปลาหมอคางดำ” ในวันนี้ มันไม่ใช่แค่คดีตื่นตระหนกรายวัน ที่พอผ่านไปสองสามเดือนแล้วเรื่องก็เงียบหายไปกับสายน้ำ!
​และมันไม่ใช่แค่การชวนกันจับปลามาแปรรูปเป็นต้ม ยำ ทำ ปลาร้า เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ
​เพราะในทางวิทยาศาสตร์ระดับสากล IPBES เขายืนยันชัดเจนว่า “เมื่อสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นรุกรานมันตั้งถิ่นฐานได้แล้วการไล่กำจัดให้หมดสิ้น… แทบจะเป็นไปไม่ได้!”

​ต้นทุนที่สังคมต้องจ่ายในการตามเช็ดตามล้างวันนี้ มันสูงกว่าต้นทุนในการกักกันและป้องกันตั้งแต่แรกหลายเท่าตัว!

ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องมีระบบประเมินความเสี่ยงก่อนนำเข้า ระบบตรวจสอบเส้นทางการค้าและการขนส่ง ฐานข้อมูลระดับชาติ การเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง การตรวจจับตั้งแต่ระยะแรก และมาตรการตอบสนองที่รวดเร็ว รวมถึงกฎระเบียบที่ชัดเจนและบทลงโทษที่เหมาะสม

อย่าปล่อยให้ปลาหมอคางดำเป็นแค่ “ข่าวกระแส” แต่จงใช้เป็น “จุดเปลี่ยน” ครั้งใหญ่ของประเทศ!​ เพราะถ้ายังทำงานแบบตามแก้รายเคส… อีกไม่นาน เอเลี่ยนสปีชีส์อีกกว่า 3,500 ชนิดที่ซุ่มรออยู่ จะกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ที่ถล่มระบบนิเวศและปากท้องของคนไทยจนยากจะฟื้นฟู!

เมืองไทยประกันชีวิต จับมือ โนวาร์ตีส ยกระดับองค์ความรู้เสริมแกร่งตัวแทนประกันชีวิตจัดสัมมนา “Know the Now รู้รอบ นอกกรอบประกัน” ดูแลสุขภาพหัวใจ และ LDL-C ไขมันร้าย

0

เมืองไทยประกันชีวิต จับมือ โนวาร์ตีส เดินหน้าส่งเสริมองค์ความรู้ด้านสุขภาพแก่ตัวแทนประกันชีวิต ผ่านเวที “Know the Now รู้รอบ นอกกรอบประกัน” ชูประเด็นการดูแลสุขภาพหัวใจและการจัดการ LDL-C เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านสุขภาพสู่การดูแลลูกค้าและการวางแผนความคุ้มครองอย่างรอบด้าน

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เดินหน้ายกระดับศักยภาพตัวแทนประกันชีวิตสู่การเป็นที่ปรึกษาการเงินและสุขภาพมืออาชีพ ที่คอยอยู่เคียงข้างดูแลในทุกช่วงของชีวิต ล่าสุดจับมือ บริษัท โนวาร์ตีส (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทชั้นนำด้านเวชภัณฑ์ จัดงานสัมมนา “Know the Now รู้รอบ นอกกรอบประกัน” ในหัวข้อ “ปิดสวิตช์ LDL-C ไขมันร้าย หยุดวิกฤตโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ” ชี้ภัยเงียบอันดับต้น ๆ ของคนไทย พร้อมเจาะลึกมิติค่ารักษาพยาบาลและการวางแผนด้านประกันสุขภาพที่ครอบคลุม โดยมี นายศรายุธ ทินกร ณ อยุธยา รองกรรมการผู้จัดการ กล่าวเปิดงาน และ นพ.วุฒิวงศ์ สมบุญเรืองศรี รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ร่วมให้การต้อนรับ พร้อมด้วย ดร. อรชร อิงคานุวัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท โนวาร์ตีส (ประเทศไทย) จำกัด และ นพ.นิทัศน์ วิศวชัยพันธ์ อายุรแพทย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ร่วมในกิจกรรม งานจัดขึ้น ณ หอประชุมเมืองไทยประกันชีวิต สำนักงานใหญ่

โดยการสัมมนา “Know the Now รู้รอบ นอกกรอบประกัน”ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นศูนย์รวมองค์ความรู้ใหม่ ๆ ในทุกมิติ โดยไม่จำกัดอยู่เพียงแค่เรื่องผลิตภัณฑ์ประกันภัย ซึ่งการถ่ายทอดความรู้ในครั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่ภัยเงียบของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ซึ่งมักสะสมตัวโดยไม่แสดงอาการ โดยได้รับเกียรติจาก นพ.นิทัศน์ วิศวชัยพันธ์ อายุรแพทย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ มาร่วมถ่ายทอดความรู้เรื่องไขมันตัวร้าย (LDL-C) การอ่านผลตรวจเลือดเบื้องต้น และเวิร์กช็อปประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจ เพื่อให้ตัวแทนนำไปประยุกต์ใช้ในการให้คำแนะนำลูกค้าได้อย่างเหมาะสม พร้อมเน้นย้ำว่าเป้าหมายของระดับไขมัน LDL-C ของแต่ละคนจะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับความเสี่ยง ถ้าเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจแล้วต้องควบคุมให้ต่ำกว่า 55mg/dL ปัจจุบันมีทางเลือกในการรักษาเพื่อควบคุมค่า LDL-C โดยสามารถปรึกษาแพทย์เพิ่มเติมได้

ภายในงานยังมีการให้ความรู้ด้านการวางแผนค่าใช้จ่ายเมื่อเจ็บป่วย รวมถึงการอัปเดตสิทธิประโยชน์การบริการทางการแพทย์ไร้รอยต่อผ่านโครงการ MTL Smile Hospital Network และการเจาะลึกผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในยุคปัจจุบัน โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากเมืองไทยประกันชีวิตที่อัดแน่นไปด้วยเนื้อหาสาระที่มีคุณภาพอย่างเต็มอิ่ม

สำหรับความร่วมมือระหว่าง เมืองไทยประกันชีวิต และ โนวาร์ตีส ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการสร้างความตระหนักรู้ด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันเท่านั้น แต่ยังถือเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของเมืองไทยประกันชีวิต ในการยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืนให้กับสังคมไทย ผ่านบทบาทของตัวแทนประกันชีวิตยุคใหม่ที่เป็นมากกว่าผู้ขายประกัน

ปมส่งออกปลาหมอคางดำยังแคลงใจ เครือข่ายเสียงจากป่า เดินหน้ายื่น ป.ป.ช. ฟ้องรัฐอีกระลอก

0

ประเด็นปลาหมอคางดำกำลังขยับไปสู่การตรวจสอบบทบาทของภาครัฐอย่างเข้มข้นขึ้น หลังภาคประชาสังคมเดินหน้าตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผ่านทั้งศาลปกครองและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ก่อนหน้านี้ ดร.ชัยภัฏ จันทร์วิไล ประธานเครือข่ายเสียงจากป่า ยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง ขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของกรมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำกับดูแลการนำเข้า–ส่งออกสัตว์น้ำต่างถิ่น โดยเฉพาะข้อมูลช่วงปี 2556–2559 ที่พบรายการส่งออกซึ่งระบุชื่อวิทยาศาสตร์ Sarotherodon melanotheron รวมกว่า 320,000 ตัว จากบริษัทปลาสวยงาม 11 แห่ง จำนวน 222 ครั้ง

ดร.ชัยภัฏ ถามถึงระบบกำกับดูแลของรัฐว่า เหตุใดการส่งออกสัตว์น้ำต่างถิ่นที่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบ จึงปรากฏข้อมูลการส่งออกปลาชนิดดังกล่าวเป็นจำนวนมากและต่อเนื่องในช่วงหลายปี แต่หน่วยงานรัฐชี้แจงข้ออ้างว่าเป็น “ความเข้าใจคลาดเคลื่อนของผู้ส่งออก” โดยตั้งข้อสังเกตว่าการส่งออกสัตว์น้ำต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและถูกส่งไปยังกว่า 10 ประเทศ เหตุใดการระบุชนิดปลาคลาดเคลื่อน จึงเกิดขึ้นซ้ำมากกว่า 200 ครั้ง ตลอดช่วงเวลา 4 ปี

ล่าสุด ดร.ชัยภัฏ โพสต์ Facebook เพจเสียงจากป่า ยื่นเรื่องถึง “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ” หรือ ปปช. ฟ้องหน่วยงานราชการเกี่ยวกับการปล่อยปละ ละเลย การนำเข้า ส่งออก สัตว์น้ำต่างถิ่น (เอเลี่ยนสปีชี่ส์) จนเกิดการระบาดไปทั่ว ปล่อยให้มีการนำเข้าและซื้อขายกันอย่างโจ่งแจ้ง อย่างที่สำคัญ มีการออกเอกสาร ที่อาจจะเป็นการปกป้องผู้ส่งออกเอเลี่ยนส์สปีชี่ที่ไม่มีที่ไปที่มาจำนวนมหาศาล

การดำเนินการฟ้องทั้งศาลปกครอง และป.ป.ช. นี้ สะท้อนให้เห็นความคลางแคลงใจของภาคประชาสังคมต่อการปฏิบัติหน้าที่ และกลไกกำกับดูแลของรัฐ โดยเฉพาะข้อสงสัยว่ารัฐปล่อยให้มีการนำเข้า ครอบครอง ซื้อขาย และส่งออกสัตว์น้ำต่างถิ่นได้อย่างไร รวมถึงมีระบบตรวจสอบที่สามารถติดตามแหล่งที่มาและเส้นทางการเคลื่อนย้ายหรือไม่

AIS เปิดตัว “SMART Pets Phone” พลิกโฉม Pet Tracker สู่ “สมาร์ตโฟนประจำตัว” ของสัตว์เลี้ยง เชื่อมต่อแบบเรียลไทม์ พร้อม GPS และ Video Call ไม่มีค่า Subscription รายเดือน

0

AIS เดินหน้าขยายระบบนิเวศดิจิทัลสู่ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ เอาใจลูกค้า Pet Lover เปิดตัว “AIS SMART Pets Phone” เครื่องติดตามและติดต่อสัตว์เลี้ยงอัจฉริยะ ภายใต้แนวคิด “More Than Tracking, It’s Caring” ยกระดับจากการ “ติดตามตำแหน่ง” สู่การ “เชื่อมต่อและสื่อสาร” แบบเรียลไทม์ ด้วยการผสานเทคโนโลยีการสื่อสารและ IoT ให้เจ้าของสามารถติดตามและสื่อสารกับสมาชิกสี่ขาได้แม้อยู่ห่างกัน พร้อมฟังก์ชันด้านความปลอดภัยและการค้นหา ตอบโจทย์กลุ่ม Pet Parent ที่มองสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกสำคัญของครอบครัว และต้องการเทคโนโลยีที่ช่วยดูแลได้มากกว่าการระบุตำแหน่งเพียงอย่างเดียว โดยเปิดตัวครั้งแรกภายในงาน “Pet Run Club” กิจกรรมที่ชวนคนรักสัตว์พาสมาชิกสี่ขาออกมา Walk – Jog – Run พร้อมใช้เวลาร่วมกันใจกลางสยามสแควร์ที่ AIS SIAM

ปัจจุบันเจ้าของสัตว์เลี้ยงจำนวนมากต้องใช้ชีวิตนอกบ้านและไม่สามารถดูแลสัตว์เลี้ยงได้ตลอดเวลา ขณะเดียวกัน เหตุการณ์ไม่คาดคิดอย่างการหลุดออกจากบ้าน หรือวิ่งหนีเมื่อเกิดความตกใจ อาจทำให้การตามหาทำได้ยาก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคยหรือช่วงเวลากลางคืน AIS จึงต่อยอดจากประสบการณ์ในการให้บริการ AIS Pet Tracker สู่ AIS SMART Pets Phone เปลี่ยนจากการรับรู้ตำแหน่ง สู่การเห็นภาพ ส่งเสียง และสื่อสารโต้ตอบกันได้แบบเรียลไทม์ ช่วยให้เจ้าของรับรู้สถานการณ์และดูแลสมาชิกสี่ขาได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น แม้อยู่ห่างกัน

AIS SMART Pets Phone ทำหน้าที่เสมือน Smart Pet Companion ที่ผสานการติดตามตำแหน่งแบบเรียลไทม์เข้ากับการสื่อสารผ่าน Two-Way Video & Voice พร้อมฟังก์ชันด้านความปลอดภัยและการค้นหา เพื่อให้เจ้าของสามารถดูแลสัตว์เลี้ยงได้อย่างครอบคลุม โดยมีคุณสมบัติสำคัญ ได้แก่

  • เชื่อมต่อและสื่อสารได้แบบเรียลไทม์ วิดีโอคอลและโทรคุยแบบ 2 ทาง พร้อมระบบตอบกลับอัตโนมัติ ช่วยให้เจ้าของติดต่อสัตว์เลี้ยงได้โดยไม่ต้องรอกดรับสาย และสามารถดูภาพรอบตัวสัตว์เลี้ยงผ่านฟังก์ชัน Video Location เพื่อช่วยให้เห็นสถานการณ์และสภาพแวดล้อมขณะติดตาม
  • ติดตามแม่นยำ พร้อมฟังก์ชันเพื่อความปลอดภัย ติดตามตำแหน่งด้วย Real-Time Precision GPS พร้อมตั้ง Safe Zone และรับการแจ้งเตือนเมื่อสัตว์เลี้ยงออกนอกพื้นที่ที่กำหนด ค้นหาได้ง่ายขึ้นด้วยแสงและเสียงผ่าน Pet Flash Locator รวมถึงปุ่ม One-Touch SOS ที่ผู้พบเห็นสามารถกดเพื่อส่งสัญญาณและติดต่อเจ้าของได้ทันที พร้อมมาตรฐานกันน้ำ IP67 รองรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน
  • ดูแลได้ต่อเนื่อง ไม่มีค่ารายเดือน เจ้าของสามารถดูแลและติดตามสัตว์เลี้ยงผ่านแอปพลิเคชันได้จากทุกที่ โดยไม่มีค่า Subscription พร้อมแบตเตอรี่ความจุ 800 mAh ใช้งานต่อเนื่องสูงสุด 4 วัน

ด้านการเชื่อมต่อ รองรับ AIS One-2-Call! Gadget SIM ซิมเน็ตรายปีสำหรับอุปกรณ์ IoT โดยสามารถเลือกแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตให้เหมาะกับการใช้งาน และไม่ต้องผูกมัดด้วยสัญญาระยะยาว ตัวเครื่องมีน้ำหนักเพียง 38 กรัม เหมาะสำหรับสัตว์เลี้ยงที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 8 กิโลกรัมขึ้นไป พร้อมรับประกันสินค้า 1 ปี วางจำหน่ายในราคา 1,990 บาท ที่ AIS Shop และ AIS Online Store และสามารถซื้อ Gadget SIM ควบคู่เพื่อเริ่มใช้งานได้ทันที
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่
https://www.ais.th/consumers/store/accessories/benco/benco-pet-phone-p1 และ https://www.ais.th/consumers/package/prepaid/gadgetsim

“ขอบคุณที่มาช่วย” เสียงเล็กๆ สะท้อนหัวใจยิ่งใหญ่ซีพี-ซีพีเอฟ เดินหน้าส่งอาหาร เคียงข้างผู้ประสบภัยน้ำท่วม

0

“กล่องเดียวก็พอครับ แค่ให้เพื่อนๆ พี่ๆ ผมได้กินข้าวด้วยกันก็พอแล้ว ขอบคุณมากครับที่เอาอาหารอร่อยๆ มาให้พวกเรา”

เสียงเล็กๆ ของเด็กชายที่อาศัยอยู่ในแฟลตคลองจั่น เอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม ขณะตักข้าวไก่ห้าดาวรับประทานร่วมกับเพื่อนๆ อย่างเอร็ดอร่อย ท่ามกลางบรรยากาศการฟื้นฟูชุมชนหลังระดับน้ำลดลง

มื้ออาหารธรรมดาๆ หนึ่งกล่อง จึงไม่ได้เติมเพียงความอิ่มท้อง แต่ยังเป็นกำลังใจเล็กๆ ให้ผู้ประสบภัยรู้ว่า ในวันที่ต้องเผชิญกับความยากลำบาก ยังมีผู้คนอีกมากที่พร้อมอยู่เคียงข้าง

ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซีพีอาสาและซีพีเอฟจิตอาสาเดินหน้าภารกิจ “ซีพี-ซีพีเอฟ ส่งอาหารจากใจ สู้ภัยน้ำท่วม” อย่างต่อเนื่อง ทั้งการนำอาหารปรุงสุกไปถึงมือประชาชน สนับสนุนวัตถุดิบให้โรงครัวอาสา และร่วมแรงกับหน่วยงานและชุมชนในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบ.

ที่แฟลตคลองจั่น จิตอาสากว่า 50 คน ลงพื้นที่พร้อมอาหารจากห้าดาว ส่งต่อถึงชาวชุมชนที่กำลังเร่งฟื้นฟูบ้านเรือนและพื้นที่โดยรอบหลังน้ำลด ก่อนเดินทางต่อไปยังเคหะร่มเกล้า เพื่อส่งมอบอาหารและกำลังใจให้กับประชาชนในอีกพื้นที่หนึ่ง

ขณะเดียวกัน ที่สถานสงเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถี เขตราชเทวี นายเอนกชัย เรืองรัตนากร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นผู้แทนรับมอบไข่ไก่สดและเนื้อไก่จากซีพีเอฟจิตอาสา เพื่อสนับสนุนโรงครัว “ศูนย์สร้างสุข พม.” สำหรับประกอบอาหารส่งต่อไปยังชุมชนต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ

ด้านสมุทรปราการ จิตอาสาจากโรงคัดไข่ไก่บ้านนา นำไข่ไก่สดไปสนับสนุน โรงครัวอาสาในหมู่บ้านกรีนวัลเล่ย์ บางนา อำเภอบางพลี ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขังนานร่วมหนึ่งสัปดาห์ เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบประกอบอาหารแจกจ่ายแก่ประชาชนในชุมชนที่ยังได้รับผลกระทบและมีข้อจำกัดในการเดินทางออกจากพื้นที่

ส่วนจังหวัดปราจีนบุรี ซีพีเอฟส่งมอบเนื้อไก่และไข่ไก่ผ่าน มูลนิธิ “เพจอีจัน” เพื่อสนับสนุนโรงครัวอีจัน ณ มณฑลทหารบกที่ 12 (ค่ายจักรพงษ์) สำหรับจัดทำอาหารกล่องแจกจ่ายแก่ประชาชนในศูนย์พักพิงและพื้นที่ประสบภัย อาทิ กรมทหารราบที่ 2 กองพันที่ 2 (ร.2 พัน 2) กรมทหารราบที่ 2 กองพันที่1 (ร.2 พัน 1) ชุมชนท้ายตลาดหลวง ศูนย์วัดโรงเกวียน และชุมชนต่างๆ

ขณะที่จังหวัดฉะเชิงเทรา จิตอาสาจากโรงงานแปรรูปสุกร แปดริ้ว ร่วมกับกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) นำผลิตภัณฑ์สุกรแปรรูปและไข่ไก่สดไปช่วยเหลือชาวตำบลคลองนครเนื่องเขต พร้อมกันนี้ โรงงานอาหารสำเร็จรูป แปดริ้ว ยังสนับสนุนผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปให้เทศบาลตำบลนครเนื่องเขต เพื่อร่วมดูแลประชาชนในพื้นที่

ด้านจังหวัดสระบุรี ทีมงานจิตอาสาจากซีพี-เมจิ ร่วมจัดเตรียมและบรรจุถุงยังชีพส่งต่อให้ประชาชนตำบลหนองนาค ซึ่งเป็นชุมชนรอบโรงงาน พร้อมส่งมอบผ่านนายอำเภอหนองแค นายสันทัศน์ รันดาเว เพื่อกระจายความช่วยเหลือไปยังประชาชนในพื้นที่ และร่วมกับนายอำเภอมวกเหล็ก นางสาวอ้อยทิพย์ ปานสอาด ลงพื้นที่มอบผลิตภัณฑ์นมแก่ผู้ประสบภัยในหมู่บ้านท่าเสากว่า 100 ครัวเรือน รวมถึงมอบน้ำดื่มให้จิตอาสาอำเภอหนองแคที่ร่วมกันเร่งระบายน้ำจากคลองหนองนาก เพื่อป้องกันผลกระทบจากน้ำท่วมในพื้นที่ 5 ตำบล.

จากกรุงเทพฯ และปริมณฑล สู่จังหวัดใกล้เคียง ภารกิจของจิตอาสายังคงเดินหน้าต่อเนื่อง เพื่อให้ทั้งอาหาร วัตถุดิบ และสิ่งของจำเป็นเดินทางไปถึงมือผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยมีหน่วยงาน ภาคส่วนต่างๆ และคนในชุมชนร่วมกันเป็นพลังสำคัญ รอยยิ้มและคำว่า “ขอบคุณที่มาช่วย” จึงเป็นกำลังใจสำคัญในการร่วมเคียงข้างทุกชุมชน ก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน

รำลึก..ศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง" หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ใครที่เป็นแฟนคอลัมน์ “รู้เก็บรู้ออมฯ” คงจำได้ว่า คุณนายพารวยเคยนำเสนอเรื่องราวของท่าน ศ.สังเวียน อินทรวิชัยและการจัดนิทรรศการพิเศษ “100 ปี ชาตกาล ศ.สังเวียน อินทรวิชัย” โดยห้องสมุดมารวย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อให้คนรุ่นหลังได้มาร่วมน้อมรำลึกถึงผลงานและคุณูปการอันยิ่งใหญ่ของท่าน

ศ.สังเวียน ได้รับการยอมรับในฐานะปรมาจารย์ผู้บุกเบิกการศึกษาด้านบริหารธุรกิจของไทย ท่านเป็นผู้ริเริ่มจัดตั้งหลักสูตร MBA และ Mini MBA รุ่นแรก ๆ ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นผู้นำทางความคิดด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Corporate Governance)  โดยเคยดำรงตำแหน่งคณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมถึงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ คนที่ 8 ระหว่างปี 2535–2538

คุณูปการของท่านยังได้รับการจารึกไว้ผ่านอนุสรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น “หอประชุมศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย” ที่ชั้น 7 อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงจิตวิญญาณแห่งบรรษัทภิบาลตลาดทุนไทย รวมถึงการจัดตั้ง “มูลนิธิศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย” เพื่อมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ และมอบรางวัลเพื่อเชิดชูเกียรติอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 15 ปี

สิ่งสำคัญที่ทำให้คนในแวดวงการเงินยึดถือเป็นแบบอย่างมาโดยตลอด คือหลักคิดและปรัชญาอันเฉียบคมของท่านที่ว่า “สิ่งที่ถูกต้องคือถูกต้อง แม้ไม่มีใครทำสิ่งนั้น สิ่งที่ผิดคือผิด แม้ทุกคนทำสิ่งนั้น”  ซึ่งสะท้อนถึง ความกล้าหาญทางจริยธรรม และการยึดมั่นในความถูกต้องโดยไม่ยอมอ่อนข้อให้กับกระแสความมักง่าย แนวคิดการสร้างวัฒนธรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีจากภายในองค์กร ของท่านสอดคล้องอย่างยิ่งกับแนวทาง ESG ในปัจจุบัน

ในวาระพิเศษโอกาสครบรอบ 100 ปีชาตกาล ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอเชิญชวนร่วมงาน “พิธีบำเพ็ญกุศล และร่วมรำลึกในวาระ 100 ปีชาตกาล ศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย” ในวันพุธที่ 7 ตุลาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 09:30–11:00 น. ที่หอประชุมศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย  ชั้น 7 อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อร่วมเชิดชูเกียรติและรำลึกถึงปูชนียบุคคลแห่งตลาดทุนไทย

ภายในงานมีพิธีเจริญพระพุทธมนต์โดยคณะสงฆ์วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก และกล่าวเปิดงานโดยคุณอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมฟังปาฐกถาพิเศษจาก ดร. สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกฯ ที่จะมาร่วมแบ่งปันมุมมองและรำลึกถึงคุณูปการของท่านร่วมกัน ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สามารถจัดเตรียมข้าวสาร อาหารแห้ง หรือชุดสังฆทาน มาร่วมตักบาตรและถวายพระสงฆ์ภายในงานได้

หัวใจแห่งการยึดมั่นในความถูกต้องและทำเพื่อส่วนรวมของศ.สังเวียน ไม่ต่างจากน้ำใจของเหล่าจิตอาสาที่กำลังลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ที่กำลังเดือดร้อนจากสถานการณ์น้ำท่วมตอนนี้ คุณนายพารวยขอส่งกำลังใจให้ผู้ประสบภัยทุกคนก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปได้โดยเร็วค่ะ

คุณนายพารวย