Home Blog Page 3

ใครจะกล้าพูดความจริง? ถ้าตรวจสอบร้องเรียนรัฐแล้วต้องเสี่ยง

0

ราคาที่ประชาชนต้องจ่ายเมื่อลุกขึ้นมาตรวจสอบทุจริต

หากอุปมา ‘การตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชัน’ เป็นดั่งการเปิดไฟในห้องมืด สิ่งแรกที่ประชาชนต้องมีคงไม่ใช่ความกล้าหาญเปิดสวิตช์ไฟเพียงอย่างเดียว แต่สวิตช์ไฟที่กดไปแล้ว ‘ต้องทำงาน’ เพื่อให้สังคมได้ตรวจสอบ แต่การจะไปถึงจุดนั้นได้ ประชาชนต้องเข้าถึง ‘สิทธิ’ ในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การร้องเรียนเมื่อพบความไม่โปร่งใส และสิทธิในการตั้งคำถามต่อโครงการ งบประมาณ สัญญาจ้าง หรือการตัดสินใจใดๆ ที่ใช้เงินสาธารณะและส่งผลต่อชีวิตของผู้คน 

อย่างไรก็ดี ในรัฐราชการไทย สิทธิที่ควรเป็นเรื่องปกติมักถูกทำให้กลายเป็นเรื่องผิดปกติ ประชาชนที่ขอข้อมูลอาจถูกมองว่า ‘ยุ่ง’ หากถามเรื่องงบประมาณอาจถูกมองว่าไม่ไว้ใจรัฐ หรือลุกขึ้นมาร้องเรียนอาจถูกมองว่าเป็นปัญหาเสียเอง ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญได้รับรองสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะของรัฐ รวมถึง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการก็วางหลักว่า ข้อมูลรัฐควรเปิดเผยเป็นหลัก และปกปิดเป็นข้อยกเว้น

คำถามที่สำคัญคือ เหตุใดสิทธิที่เรามีอยู่ จึงยังใช้ยากเย็น เหตุใดการขอข้อมูลจึงเหมือนขอความกรุณา เหตุใดการร้องเรียนจึงยังต้องอาศัยความกล้าระดับเสี่ยงภัยอันตราย และเหตุใดระบบที่บอกว่าประชาชนตรวจสอบได้ จึงมักทำให้ประชาชนรู้สึกตั้งแต่ต้นว่า … ‘ตรวจไปก็เท่านั้น’ 

‘ข้อมูลเปิดภาครัฐ’ คืออำนาจตรวจสอบของประชาชน

ในเชิงหลักการ การตรวจสอบรัฐไม่ใช่การต่อต้านรัฐ แต่เป็นการบังคับให้รัฐกลับไปอยู่ในที่ทางที่ควรอยู่ นั่นคือภายใต้กฎหมาย 

หากประชาชนไม่มีสิทธิเห็นข้อมูลเบื้องหลังการใช้อำนาจ การตรวจสอบก็ย่อมเหลือเพียงการคาดเดา ส่วนความโปร่งใสก็กลายเป็นเพียงสโลแกนสวยๆ ที่รัฐใช้ประดับรายงานประจำปีเท่านั้น

ในทางการบริหารงานภาครัฐ ปัญหานี้มักถูกอธิบายผ่านแนวคิดเรื่อง ‘ความไม่สมดุลของข้อมูล’ หรือ information asymmetry กล่าวคือ รัฐเป็นฝ่ายถือครองข้อมูลจำนวนมาก ทั้งงบประมาณ สัญญา โครงการ กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และเหตุผลในการตัดสินใจ ขณะที่ประชาชนซึ่งเป็นผู้รับผลกระทบกลับมักมีข้อมูลน้อยกว่าอย่างมาก 

งานวิจัยเรื่อง Open Government Data: The Key to Promoting Public Participation, and Fighting Against Corruption โดย ฐาลินี สังฆจันทร์ จากคณะรัฐประศาสนศาสตร์ NIDA ชี้ว่า ความไม่สมดุลเช่นนี้ เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ประชาชนลังเล ไม่เชื่อมั่น  เพราะเมื่อไม่มีข้อมูลเพียงพอ ความเห็นหรือข้อโต้แย้งของประชาชนก็มักถูกลดทอนให้กลายเป็นเพียง ‘ความรู้สึก’ มากกว่าจะถูกนับเป็นข้อเสนอที่มีน้ำหนัก

การทุจริตคอร์รัปชันจึงไม่ใช่แค่เรื่องคนโกงเงิน หากคือสภาวะที่พื้นที่สาธารณะถูกทำให้มืดพอให้อำนาจทุจริตเคลื่อนไหวได้โดยไม่มีใครเห็น นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไม  Open Government Data หรือข้อมูลเปิดของภาครัฐ ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงนโยบายดิจิทัลหรือแดชบอร์ดที่เอาไว้อวดความทันสมัย แต่ควรเป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานของการตรวจสอบอำนาจ’ อย่างที่ข้อค้นพบของ ฐาลินี ชี้ให้เห็นว่า ข้อมูลเปิดจะมีความหมายก็ต่อเมื่อประชาชนนำไปใช้ได้จริง ไม่ว่าจะใช้เพื่อตั้งคำถาม ตรวจสอบ เปรียบเทียบ หรือกดดันให้รัฐต้องตอบ

งานวิจัยยังพบว่า เมื่อข้อมูลเปิดทำงานร่วมกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งสองปัจจัยสามารถอธิบายประสิทธิภาพในการควบคุมการทุจริตได้ถึงร้อยละ 54.2 ตัวเลขนี้สำคัญ เพราะมันบอกเราว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่รัฐมีข้อมูลมากหรือน้อยเท่านั้น แต่อยู่ที่ประชาชนมีอำนาจเข้าถึง ใช้ และบังคับให้รัฐต้องรับผิดจากข้อมูลนั้นได้จริงหรือไม่

แนวคิดนี้ยังสอดคล้องกับกรอบระหว่างประเทศอย่างอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต หรือ United Nations Convention against Corruption: UNCAC ซึ่งให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของสังคมและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชน โดยเฉพาะมาตรา 13 ที่มองว่า การเปิดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมในการป้องกันคอร์รัปชัน เป็นเงื่อนไขสำคัญของการต่อต้านการทุจริต ส่วนมาตรา 10 ยังเน้นให้รัฐเพิ่มความโปร่งใสในการบริหารราชการ ทั้งในแง่โครงสร้าง การดำเนินงาน และกระบวนการตัดสินใจ

ดังนั้น ข้อมูลเปิดที่ดีจึงต้องมีหน้าที่ทำให้ประชาชน ‘ตรวจสอบรัฐได้จริง’ ไม่ใช่เป็นเพียงชุดเอกสารที่ถูกนำไปวางไว้บนเว็บไซต์ราชการ แต่ต้องสามารถใช้เป็นเครื่องมือติดตาม วิเคราะห์ โต้แย้ง และกดดันให้รัฐต้องรับผิดชอบต่ออำนาจที่ตนใช้อยู่

การมีส่วนร่วมที่ไร้อำนาจตรวจสอบ

เมื่อข้อมูลคือเงื่อนไขพื้นฐานของการตรวจสอบ คำว่า ‘การมีส่วนร่วม’  จึงไม่ควรถูกลดเหลือเพียงการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น แต่ต้องหมายถึงการเปิดอำนาจให้ประชาชนเห็น ตรวจสอบ โต้แย้ง และติดตามผลได้จริง 

ทว่าในทางปฏิบัติ กระบวนการมีส่วนร่วมส่วนใหญ่มักถูกออกแบบให้อยู่ในกรอบที่รัฐควบคุมได้ ประชาชนอาจได้พูดในเวทีรับฟังความคิดเห็น กรอกแบบสอบถาม เข้าร่วมประชุม หรืออยู่ในภาพถ่ายของกิจกรรม แต่พื้นที่เหล่านั้นมักไปไม่ถึงคำถามที่สำคัญกว่า เช่น งบประมาณถูกใช้ไปอย่างไร สัญญาจ้างเอื้อประโยชน์ให้ใคร มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ และใครต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจนั้น การมีส่วนร่วมเช่นนี้จึงมัก ‘ปลอดภัยสำหรับรัฐ’ แต่แทบไร้พลังสำหรับประชาชนในท้ายที่สุด

งานวิจัยของฐาลินี สังฆจันทร์ จากคณะรัฐประศาสนศาสตร์ NIDA ชี้ว่า ข้อมูลเป็นทรัพยากรพื้นฐานของการมีส่วนร่วม เพราะเมื่อประชาชนขาดข้อมูลหรือเผชิญความไม่สมดุลของข้อมูล ความเห็นและข้อโต้แย้งของประชาชนย่อมถูกลดน้ำหนักลง และทำให้การมีส่วนร่วมกับรัฐไม่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีความหมาย

การมีส่วนร่วมที่ไม่มีข้อมูลรองรับ คือการมีส่วนร่วมในฐานะผู้ชม ไม่ใช่พลเมือง

หลักการนี้ไม่ได้เป็นเพียงข้อเรียกร้องเชิงอุดมคติ แต่ปรากฏอยู่ในกรอบต่อต้านคอร์รัปชันระดับสากลโดยตรง นั่นคือ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต หรือ UNCAC มาตรา 13 ว่าด้วยการมีส่วนร่วมของสังคมในการต่อต้านคอร์รัปชัน ไม่ได้หมายถึงแค่การเปิดเวทีให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นเท่านั้น แต่รัฐต้องทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น เห็นการทำงานของรัฐได้ชัดขึ้น และสามารถแสวงหา รับรู้ หรือเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตได้โดยไม่ถูกปิดกั้น

ด้าน รายงาน OECD ว่าด้วยความซื่อสัตย์สุจริตภาครัฐไทย ระบุว่า แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายและเครื่องมือดิจิทัลสำหรับรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เช่น ระบบกลางทางกฎหมาย แต่การทำงานของระบบเหล่านี้ยังไม่สม่ำเสมอ และยังไม่ทำให้ประชาชนเห็นกระบวนการตัดสินใจของรัฐได้ชัดพอ

รายงานฯ จึงเสนอให้ไทยเพิ่มความโปร่งใสในจุดที่มักถูกมองไม่เห็น เช่น เปิดเผยว่าในกระบวนการออกกฎหมายหรือกำหนดนโยบาย มีใครเข้าพบ พูดคุย หรือให้ข้อมูลกับผู้มีอำนาจตัดสินใจบ้าง เปิดเผยวาระการทำงานของผู้กำหนดนโยบาย และเปิดเผยว่า ‘คณะที่ปรึกษา’ ของรัฐมีใครบ้าง ทำงานเรื่องอะไร และเสนอความเห็นอย่างไร

ในทางหนึ่ง สิ่งนี้สะท้อนปัญหาที่ลึกกว่าเรื่องช่องทางหรือเทคนิค เพราะรัฐที่ไม่คุ้นชินกับการถูกตรวจสอบ มักมองเสียงของประชาชนเป็นความรบกวนมากกว่าข้อมูลสาธารณะ มองคำถามเป็นการจับผิดมากกว่าการถ่วงดุล มองการร้องเรียนเป็นภาระทางธุรการมากกว่ากลไกป้องกันการใช้อำนาจโดยมิชอบ

ผลที่ตามมาคือ ประชาชนจำนวนมากไม่ได้รู้สึกว่าตนกำลังใช้สิทธิ แต่รู้สึกเหมือนกำลังรบกวนรัฐ ทั้งที่ในทางหลักการควรเป็นตรงกันข้าม รัฐต่างหากที่ต้องตอบคำถามประชาชน ไม่ใช่ประชาชนต้องอธิบายยืดยาวว่าทำไมตนจึงมีสิทธิตั้งคำถามต่อรัฐ เพราะการมีส่วนร่วมที่ตรวจสอบไม่ได้ สุดท้ายก็อาจเป็นเพียงพิธีกรรมอีกแบบหนึ่งของระบบราชการที่ทำให้รัฐดูรับฟัง ขณะที่อำนาจตัดสินใจยังเคลื่อนไปตามเส้นทางเดิมโดยแทบไม่ต้องรับผิดอะไร

เมื่อการ ‘ร้องเรียน’ ไม่ควรเป็นความกล้าหาญลำพัง

เดินมาถึงจุดนี้ คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “ประชาชนมีสิทธิตรวจสอบหรือร้องเรียนไหม” แต่ต้องเป็นคำถามว่า “เมื่อประชาชนตัดสินใจใช้สิทธินี้จริง ระบบของรัฐพร้อมรองรับเขาแค่ไหน”

นั่นเพราะการร้องเรียนเรื่องทุจริตหรือความไม่โปร่งใสไม่เหมือนการส่งแบบฟอร์มทั่วไป หลายครั้งผู้ร้องเรียนไม่ได้เผชิญแค่ขั้นตอนราชการ แต่ต้องเผชิญความสัมพันธ์เชิงอำนาจ โดย ‘ผู้ถูกร้อง’ อาจเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หน่วยงานที่ยังมีอำนาจตัดสินใจต่อชีวิตของผู้ร้อง ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ หรือเครือข่ายผลประโยชน์ที่ประชาชนธรรมดาไม่มีต้นทุนพอจะต่อรองด้วย

จึงไม่แปลกนักที่ประชาชนไม่ได้ถามเพียงว่า “ร้องเรียนได้ไหม ร้องเรียนอย่างไร” แต่ยังต้องถามต่ออีกว่า… 

“ร้องแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับฉันไหม”
“เขาจะรู้ไหมว่าฉันเป็นคนร้อง”
“ฉันจะถูกตอบโต้ไหม จะปลอดภัยไหม”
และ “ถ้าเรื่องเงียบไป ฉันจะตามต่อได้อย่างไร”

คำถามเหล่านี้สำคัญ เพราะการทุจริตไม่ใช่แค่ความผิดทางการเงินหรือความบกพร่องทางศีลธรรมของคนบางคน หากเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์เชิงอำนาจโดยตรง บทความของ กนกกาญจน์ อนุแก่นทราย เรื่อง Corruption: The Catalyst for Violation of Human Rights ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ป.ป.ช. อธิบายคอร์รัปชันผ่านมุมมองความสัมพันธ์เชิงอำนาจว่า การทุจริตสะท้อนความสัมพันธ์ที่ไม่สมดุลระหว่างผู้ใช้อำนาจกับผู้ที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจ และผู้ที่ออกมาเปิดโปงการทุจริตมักเผชิญการคุกคามได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่การข่มขู่ การคุกคามทางร่างกายและจิตใจ ไปจนถึงความรุนแรง เพราะการเปิดเผยความจริงย่อมกระทบต่อผู้ที่ได้ประโยชน์จากอำนาจเดิม

เช่นเดียวกับรายงาน Anti-Corruption and Human Rights in ASEAN ของ OHCHR ที่ชี้ไปในทางเดียวกันว่า ผู้เปิดโปงการทุจริต พยาน นักข่าว นักกิจกรรม และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน มีบทบาทสำคัญในการตรวจพบและผลักดันให้เกิดการดำเนินการต่อการทุจริต แต่ในเวลาเดียวกัน คนกลุ่มนี้ก็มักเผชิญการตอบโต้ ทั้งการคุกคาม การทำร้าย การดำเนินคดี และคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน หรือ SLAPP

กล่าวคือ ถ้าระบบต้องการให้ประชาชนช่วยตรวจสอบคอร์รัปชัน ระบบก็ต้องไม่ปล่อยให้ประชาชนต้องกล้าหาญตามลำพัง

มาตรฐานระหว่างประเทศจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การเปิดช่องให้ประชาชนแจ้งเบาะแสการทุจริต แต่ยังมองว่าช่องทางนั้นต้องเข้าถึงได้ ปลอดภัย และมีระบบคุ้มครองคนที่กล้าให้ข้อมูลด้วย โดย UNCAC มาตรา 13(2) พูดถึงการเปิดให้ประชาชนเข้าถึงหน่วยงานต่อต้านการทุจริต รวมถึงการรายงานแบบไม่เปิดเผยตัวตน มาตรา 33 วางหลักเรื่องการคุ้มครองผู้รายงานจากการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม และมาตรา 32 วางหลักเรื่องการคุ้มครองพยาน ผู้เชี่ยวชาญ และเหยื่อในกระบวนการทางกฎหมาย

ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะ ‘ผู้ร้องเรียน’ ‘ผู้เปิดโปง’ และ ‘พยาน’ ไม่ใช่สถานะเดียวกันเสมอไป บางคนอาจเป็นพนักงานในหน่วยงานที่พบความผิดปกติ เป็นประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เป็นนักข่าวหรือนักกิจกรรม และบางคนอาจต้องกลายเป็นพยานในกระบวนการสอบสวนหรือศาลในภายหลัง ดังนั้น หากรัฐคุ้มครองทุกกรณีด้วยมาตรการแบบเดียวกัน หรือเริ่มคุ้มครองเฉพาะเมื่อบุคคลนั้นเข้าสู่สถานะ ‘พยาน’ แล้วเท่านั้น คนจำนวนมากที่เสี่ยงตั้งแต่ช่วงแรกของการร้องเรียนหรือเปิดเผยข้อมูล ก็อาจหลุดออกจากระบบคุ้มครองไปโดยปริยาย

นี่คือเหตุผลที่รายงาน OECD เสนอให้ไทยพัฒนากรอบคุ้มครองผู้เปิดโปงการทุจริตให้ชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้น โดยต้องแยกให้ชัดว่าอะไรคือการคุ้มครองผู้เปิดโปง และอะไรคือการคุ้มครองพยาน รวมถึงกำหนดให้ชัดว่าข้อมูลแบบใดควรได้รับความคุ้มครอง การกระทำแบบใดถือเป็นการตอบโต้ผู้รายงาน ผู้ร้องเรียนควรรายงานผ่านช่องทางใดได้บ้าง และหากถูกตอบโต้ รัฐจะเยียวยาอย่างไร เพราะถ้าระบบคุ้มครองยังคลุมเครือ คนที่เห็นความผิดปกติก็ต้องชั่งน้ำหนักเองว่า การพูดออกไปคุ้มกับความเสี่ยงหรือไม่

ในทางปฏิบัติ ช่องทางร้องเรียนที่ดีจึงต้องมีทั้งประตูและหลังคา ในความหมายที่ว่า มีประตูให้ประชาชนเดินเข้าไปใช้สิทธิได้จริง และมีหลังคาคุ้มกันไม่ให้คนที่กล้าเดินเข้าไปต้องยืนตากฝนอยู่ลำพัง

ระบบที่มีแต่ช่องทางรับเรื่อง แต่ไม่มีกรอบเวลาที่ตรวจสอบได้ ไม่มีการแจ้งความคืบหน้า ไม่มีคำอธิบายเมื่อเรื่องไม่เดินหน้า ไม่มีการคุ้มครองตัวตน และไม่มีหลักประกันว่าผู้ร้องเรียนจะไม่ถูกตอบโต้ ย่อมเป็นได้เพียง ‘กล่องรับเรื่อง’ มากกว่าจะเป็นกลไกตรวจสอบอำนาจที่ใช้การได้จริง

ถ้าสิทธิในการตรวจสอบคือสวิตช์ไฟของประชาชน รัฐประชาธิปไตยก็มีหน้าที่ทำให้สวิตช์นั้นกดแล้วติดจริง ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนกดซ้ำๆ อยู่ในห้องมืด แล้วบอกว่าอย่างน้อยรัฐก็ได้ติดตั้งสวิตช์ไว้ให้แล้ว

เชิงอรรถ 

  1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 41(1) และมาตรา 59; พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540.
  2. ฐาลินี สังฆจันทร์, “ข้อมูลเปิดของภาครัฐ: กุญแจสำคัญในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนและการต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชัน,” วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 2, 2564.
  3. ฐาลินี สังฆจันทร์, เรื่องเดียวกัน. ดูข้อค้นพบเรื่องผลของข้อมูลเปิดต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนและการควบคุมการทุจริต.
  4. United Nations Convention against Corruption (UNCAC), Articles 10 and 13.
  5. OECD, Advancing Public Integrity in Thailand: Recent Progress and Priorities for Reform, OECD Public Governance Reviews, 2026, Chapter 6.
  6. วิษณุพงษ์ โพธิพิรุฬห์ และอังศุธร ศรีสุทธิสอาด, ราชการไทยไร้คอร์รัปชัน: การสำรวจความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่รัฐต่อการแจ้งเบาะแสการทุจริต, รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์, 30 เมษายน 2563.
  7. Kanokkan Anukansai, “Corruption: The Catalyst for Violation of Human Rights,” NACC Journal.
  8. OHCHR, Anti-Corruption and Human Rights in ASEAN: Areas of Overlap based on the UNCAC Implementation Review Mechanism and UN Human Rights Mechanisms Recommendations, August 2025.
  9. UNCAC, Articles 13(2), 32 and 33; UNODC, Whistle-blower Protection in ASEAN Member States.
  10. OECD, Advancing Public Integrity in Thailand, 2026, Chapter 7.

SET เปิดตัวแอปวิเศษ “wiset” รวมครบจบทุกพอร์ตการลงทุนในที่เดียว! ครั้งแรกในไทย เชื่อมพอร์ต หุ้น-พันธบัตร-หุ้นกู้-กองทุนลดหย่อนภาษี และบริการผู้ถือหุ้น

0

ปัจจุบันผู้ลงทุนไทยต้องเผชิญกับความยุ่งยากในการติดตามข้อมูลและใช้บริการด้านการลงทุนผ่านหลายแพลตฟอร์ม ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงได้พัฒนา wiset” (วิเศษ) แอปพลิเคชันนวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่รวมทุกข้อมูลและบริการสำคัญสำหรับผู้ลงทุนไทยไว้ในที่เดียวเป็นครั้งแรก เพื่อทลายข้อจำกัด ยกระดับความสะดวก และเชื่อมต่อการลงทุนให้เป็นเรื่องง่ายในชีวิตประจำวัน ภายใต้แนวคิด ‘ให้ทุกการลงทุนของคุณเป็นเรื่องวิเศษ

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ลงทุนเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย แต่ความท้าทายคือข้อมูลเหล่านั้นกระจัดกระจาย ทำให้ยากต่อการเห็นภาพรวมการลงทุนที่แท้จริง แอปพลิเคชัน wiset จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็น Solution ที่เชื่อมทุกสิ่งสำคัญเข้าด้วยกัน ทั้งข้อมูลพอร์ตการลงทุน บริการ ข้อมูลและความรู้จากตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อช่วยให้ผู้ลงทุนตัดสินใจได้ดีขึ้นและทันท่วงทีในทุกช่วงเวลา สอดรับกับวิสัยทัศน์ ‘The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities’ ผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์มที่เชื่อมการลงทุนอย่างไร้รอยต่อ (Seamless Infrastructure) พร้อมยกระดับคุณภาพบริการที่มั่นใจได้ (Trusted Marketplace) ช่วยเสริมสร้างศักยภาพผู้ลงทุนทุกกลุ่ม (Empowering Market Participants) ตามพันธกิจสำคัญของตลาดหลักทรัพย์ฯ

ฟีเจอร์สำคัญของ wiset ที่จะช่วยเปลี่ยนประสบการณ์การลงทุนของผู้ใช้งาน คือ ครั้งแรกของไทยกับบริการ My Wealth หรือ One-Stop Portfolio Consolidation ที่รวบรวมข้อมูลการถือครองหลักทรัพย์ ทั้งหุ้น พันธบัตร หุ้นกู้ และกองทุนลดหย่อนภาษี จากทุกช่องทางมาแสดงผลรวมกันบนหน้าจอเดียวอัตโนมัติโดยไม่ต้องกรอกข้อมูลเอง อีกทั้ง ยังสามารถจัดการธุรกรรมผู้ถือหุ้นครบวงจรด้วย TSD e-Service ที่เชื่อมต่อระบบของศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ฯ ทำให้สามารถตรวจสอบการถือหุ้น ขอเอกสารเครดิตภาษีเงินปันผล และรับการแจ้งเตือนเงินปันผลเข้าบัญชีได้ทันทีผ่านแอปเดียว นอกจากนี้ wiset ยังเป็นศูนย์รวมข้อมูลและองค์ความรู้จากตลาดหลักทรัพย์ฯ ช่วยให้ผู้ลงทุนติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดได้แบบ real-time ทั้งข่าวสาร ข้อมูลสถิติ และการแจ้งเตือนสำคัญ พร้อมเข้าถึงคอนเทนต์คุณภาพ อาทิ วิดีโอไลฟ์สด Earnings Call และ SET e-Learning ที่คัดสรรมาให้เฉพาะบุคคลตามความสนใจ

wiset พร้อมให้ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ทั้งบนระบบ Apple App Store และ Google Play Store หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.set.or.th/wisetapp หรือ SET Contact Center โทร. 0 2009 9999 โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมนำ wiset ไปร่วมออกบูธในงาน SET in the City 2026 วันที่ 20-21 มิถุนายน 2569 ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ เพื่อให้ผู้ลงทุนได้สัมผัสประสบการณ์การใช้งานฟีเจอร์สำคัญ และกิจกรรมพิเศษจากแอปอย่างใกล้ชิด

‘ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้’ CPF ร่วมสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์และช่วยเหลือผู้ป่วย รพ.มหาราชนครราชสีมา

0

นายแพทย์ทวีชัย วิษณุโยธิน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา และ นายแพทย์สมชัย อัศวสุดสาคร ประธานมูลนิธิ 100 ปี โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา รับมอบเงินสนับสนุนจาก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF เพื่อนำไปจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์และสนับสนุนการรักษาพยาบาลผู้ป่วยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ณ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา โดยมี นายสมรักษ์ จองสุวรรณ ผู้จัดการภาคทีมขาย พร้อมคณะจิตอาสา เป็นผู้แทนมอบ.

เงินสนับสนุนดังกล่าวมาจากกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” ที่จัดขึ้น ณ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมอุดหนุนอาหารคุณภาพมาตรฐานสากล สะอาด ปลอดภัย ในราคาพิเศษ โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายสมทบทุนมูลนิธิ 100 ปี โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านสาธารณสุขและช่วยเหลือผู้ป่วยให้เข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่องกิจกรรมดังกล่าวได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชนที่ร่วมอุดหนุนอาหารคุณภาพในราคาคุ้มค่า พร้อมมีส่วนร่วมในการสร้างโอกาสทางการรักษาพยาบาลแก่ผู้ป่วย สะท้อนพลังแห่งการแบ่งปันที่เกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วมของทุกคนในสังคม

‘ทุจริต เส้นสาย ใต้โต๊ะ’ เมื่อการทุจริตขโมยสิทธิในการมีชีวิตที่ดีของคนไทย

0
พรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
พรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

เวลาพูดถึง ‘การทุจริตคอร์รัปชัน’  เรามักนึกถึงการโกงงบประมาณ การรับสินบน หรือความไม่โปร่งใสของรัฐ แต่สำหรับคุณพรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ การทุจริตไม่ใช่เพียงแค่เรื่องเงินภาษีที่รั่วไหล แต่เป็นปัญหาใหญ่ที่แทรกอยู่ในชีวิตประจำวันของประชาชน ตั้งแต่โรงเรียน โรงพยาบาล สิ่งแวดล้อม กระบวนการยุติธรรม ไปจนถึงโอกาสในการมีชีวิตที่ดี

เวลาพูดถึงการทุจริต คนส่วนใหญ่มักนึกถึงการโกงงบประมาณหรือการใช้อำนาจโดยมิชอบ แต่ถ้ามองจากมุมสิทธิมนุษยชน การทุจริตควรถูกมองว่าเป็นการพรากสิทธิของประชาชนด้วยหรือไม่ และพรากสิทธิในความหมายใดบ้าง

ภาพจำของการทุจริตสำหรับคนทั่วไปในสังคม คือภาพของนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง ที่ใช้อำนาจหน้าที่โกงกินงบประมาณแผ่นดิน การจัดซื้อจัดจ้างโครงการของรัฐที่ไม่ได้มาตรฐานเพราะต้องจัดแบ่งไว้สำหรับเงินทอน หรือการที่ต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่ออำนวยความสะดวกในการติดต่อราชการหรือการทำกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งในภาครัฐและเอกชน 

แต่การทุจริตคอร์รัปชั่นไม่ใช่ความเสียหายของตัวเลขของงบประมาณของรัฐ หรือการฝ่าฝืนหรือหลบเลี่ยงกฎหมายหรือเรื่องจริยธรรมที่เสื่อมถอยเท่านั้น แต่อาจเรียกว่าเป็นอาชญากรรมที่พรากสิทธิขั้นพื้นฐานไปจากประชาชน เพราะงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีของประชาชนควรถูกนำมาใช้เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิ มีสวัสดิการ มีคุณภาพชีวิตที่ดี การทุจริตที่เกิดขึ้นทุกครั้ง จึงเป็นการพรากสิทธิอันชอบธรรมของประชาชนในมิติที่ลึกซึ้งและกว้างขวาง ที่สามารถยกตัวอย่างได้ เช่น

  • สิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลและการมีสุขภาพวะที่ดี (หรือที่เรียกว่า Right to Health) งบประมาณสาธารณสุขที่ถูกทุจริต ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อยาราคาสูงเกินจริง การสร้างโรงพยาบาลที่ไม่ได้มาตรฐาน การจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีค่าหัวคิว ส่งผลให้ประชาชนที่ยากจนได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากบริการทางการแพทย์ การทุจริตจึงไม่ใช่แค่การโกงเงิน แต่คือการพรากโอกาสในการรอดชีวิตของเพื่อนมนุษย์
  • สิทธิในการศึกษา การทุจริตในระบบศึกษา การจ่ายเงินใต้โต๊ะ งบประมาณค่าอาหารกลางวันของเด็กนักเรียนที่ถูกยักยอก การทุจริตที่ลดทอนโอกาสที่จะได้รับสื่อการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ ทำให้เด็กจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาที่ดีที่จะช่วยยกฐานะทางเศรษฐกิจสังคม ต้องตกอยู่ในวงจรความยากจนอย่างต่อเนื่อง
  •  สิทธิในชีวิตที่ปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมที่ดี ถนนหนทางที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งเป็นผลจากการรับเงินเพื่อลดมาตรฐานในการก่อสร้าง การก่อมลพิษของโรงงานอุตสาหกรรมมากมายโดยไม่มีการแก้ไขรับผิดชอบ ปล่อยให้ประชมชนต้องทนกับสภาวะแวดล้อมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะการทุจริตได้แผ้วถางทางให้กับการต้องรับผิดชอบของผู้ที่มีอำนาจหน้าที่แล้ว
  • สิทธิในความเสมอภาคและไม่เลือกปฏิบัติ การทุจริตเป็นตัวแปรหลักในการทำลายหลักการนี้อย่างสิ้นเชิง จากระบบอุปถัมภ์ เส้นสาย และพวกพ้อง ขึ้นมาแทนหลักนิติธรรม ซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนที่ทุกคนควรได้รับ การเข้าถึงบริการของรัฐ การได้รับความคุ้มครองจากกระบวนการยุติธรรม ถูกเปลี่ยนให้เป็นสิทธิพิเศษที่สงวนไว้สำหรับผู้ที่มีเงินจ่ายหรือมีเส้นสายเท่านั้น
  • สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง การทุจริตในมิติทางการเมืองไม่ได้จำกัดเพียงการจ่ายสินบนเท่านั้น แต่รวมถึงการทุจริตเชิงนโยบาย การบิดเบือนกระบวนการประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการพรากสิทธิทางการเมืองของประชาชนอย่างร้ายแรง ตัวอย่างที่เห็นชัดเจน เช่น การปิดกั้นและคุกคามสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและการตรวจสอบ เพื่อให้การทุจริตดำเนินไปได้อย่างราบรื่น การปกปิดสัญญาของรัฐ การข่มขู่คุกคาม หรือการฟ้องปิดปาก เป็นต้น สิทธิในการรับรู้ความจริงและการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีจึงถูกพรากไปจากประชาชน

เราจะเห็นได้ว่าการทุจริตอยู่รอบตัวเรา เป็นภัยคุกคามต่อสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคน การทุจริตสร้างความเหลื่อมล้ำในสังคม กดทับกลุ่มเปราะบาง พรากสิทธิของประชาชนในการมีชีวิตที่ดี

ในชีวิตจริง ประชาชนจำนวนมากไม่ได้เสียสิทธิเพราะกฎหมายไม่รับรอง แต่เสียสิทธิเพราะต้องเจอด่านใต้โต๊ะ เส้นสาย ดุลยพินิจ หรือระบบที่เอื้อคนมีอำนาจ แบบนี้เราควรเรียกมันว่า ‘ปัญหาทุจริต’ หรือ ‘ปัญหาการละเมิดสิทธิ’ หรือเป็นทั้งสองอย่างพร้อมกัน

ในชีวิตจริง ปัญหาทุจริตกับปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นวงจรที่หนุนเสริมซึ่งกันและกัน อาจเรียกได้ว่า ทุจริตสร้างการละเมิดและการละเมิดเอื้อให้เกิดการทุจริต 

ทุจริตทำให้เกิดการละเมิดสิทธิ เมื่อระบบราชการหรือการบังคับใช้กฎหมายถูกแทรกแซงด้วยเงินและเส้นสาย สิทธิตามกฎหมายของประชาชนจะถูกยึดเป็นตัวประกันทันที  เช่น หากไม่จ่ายใต้โต๊ะ คดีจะไม่คืบหน้า คำร้องจะถูกดอง หรือไม่ได้รับสิทธิในการดำเนินการต่าง ๆ ที่พึงได้

การละเมิดสิทธินำไปสู่การทุจริต เมื่อประชาชนถูกลิดรอนสิทธิ โดยเฉพาะสิทธิในการได้รับข้อมูลข่าวสารและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐได้ หรือการกลัวจากการถูกคุกคามทำให้ไม่กล้าเปิดโปง ส่งผลให้การทุจริตเพิ่มขึ้นและขยายวงกว้าง

นอกจากนี้ ในระบบที่ขับเคลื่อนด้วยสินบนและเส้นสาย คนที่ต้องแบกรับผลพวงมากที่สุด คือกลุ่มเปราะบางและคนยากจน เงินใต้โต๊ะสร้างระบบสองมาตรฐาน คนรวยสามารถซื้อความสะดวก ปลอดภัย ความยุติธรรม แต่คนจนไม่มีเงินจ่าย จึงถูกปฏิเสธสิทธิ เพราะสำหรับคนจน เงินแม้เป็นเพียงหลักร้อยหลักพัน อาจหมายถึงค่าอาหาร ค่าเทอมลูก การทุจริตจึงซ้ำเติมผู้ด้อยโอกาส สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำ เป็นการละเมิดหลักการไม่เลือกปฏิบัติซึ่งเป็นหัวใจของสิทธิมนุษยชน

พรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ถ้ารัฐปล่อยให้ระบบราชการเต็มไปด้วยดุลยพินิจ เส้นสาย และผลประโยชน์จนประชาชนต้องขอความเมตตาแทนที่จะ ‘ใช้สิทธิ’ ปัญหานี้สะท้อนความล้มเหลวของรัฐในเชิงสิทธิมนุษยชนอย่างไร

ในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ภายใต้หลักนิติธรรม ไม่ควรให้ระบบราชการที่เต็มไปด้วยดุลพินิจ เส้นสายและผลประโยชน์ เข้ามามีอิทธิพลต่อการทำหน้าที่และการบริการประชาชนของรัฐ หน้าที่ของรัฐคือการคุ้มครอง ส่งเสริม และเติมเต็มสิทธิมนุษยชนและสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมายให้ประชาชนทุกคนอย่างเสมอ แต่ด้วยสภาพการณ์ที่ทำให้ประชาชนเปลี่ยนสถานะเป็นผู้สยบยอมหรือขอความเมตตา ย่อมสะท้อนถึงความไร้ประสิทธิภาพของการบริหารราชการแผ่นดินและความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงของรัฐในด้านสิทธิมนุษยชน ล้มเหลวอย่างไรบ้าง เริ่มจาก 

  • ล้มเหลวในการยอมรับและคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ลองนึกภาพของชาวบ้านรากหญ้าที่ไปติดต่อราชการเพื่อขอรับสวัสดิการที่รัฐพึงจัดให้ เกือบทั้งวันถูกปฏิบัติด้วยคำพูดที่ย่ำยีศักดิ์ศรี หากไม่กราบกรานอ้อนวอนหรือขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ ชาวบ้านก็จะไม่ได้รับบริการที่เป็นสิทธิพื้นฐานของตัวเอง
  • ล้มเหลวต่อหลักความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่รับรู้กันทั่วไป ก็คือกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ หรือการขอใบอนุญาตประกอบกิจการ (เช่น สิ่งแวดล้อม ก่อสร้าง) ที่ดุลพินิจสามารถเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือให้ผลประโยชน์อื่น ๆ ในขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยจะถูกกีดกันออกจากการแข่งขัน เป็นการเลือกปฏิบัติทางเศรษฐกิจและสังคม
  • ล้มเหลวในการรักษาหลักนิติธรรมและความแน่นอนทางกฎหมาย ตัวอย่างเช่น การตั้งด่านของตำรวจ การตัดสินที่จะฟ้องหรือไม่ฟ้องบุคคลใด ๆ การประกันตัวซึ่งเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้ดุลพินิจอย่างกว้างขวาง ซึ่งสุดท้ายประชาชนคนธรรมดาต้องติดคุกเพราะเข้าไม่ถึงดุลพินิจที่เป็นคุณ สภาวะ ‘คุกมีไว้ขังคนจน’ จึงสะท้อนถึงความล้มเหลวในการรักษาหลักนิติธรรมอย่างรุนแรง
  •  ล้มเหลวในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการตรวจสอบ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการที่ชาวบ้านคัดค้านโครงการก่อสร้างต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ แต่หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบกลับใช้ดุลพินิจอนุมัติโครงการด้วยกระบวนการที่ไม่โปร่งใส และหากขาวบ้านร้องเรียนก็อาจถูกคุกคามข่มขู่ ซึ่งสะท้อนถึงความล้มเหลวของรัฐในการปกป้องสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของประชาชน

การแก้ไขในบริบทนี้เราต้องมุ่งเน้นใน 3 ด้าน คือ ลดการใช้ดุลพินิจและนำเทคโนโลยีทางดิจิทัลมาใช้ให้มากขึ้น เสริมสร้างความเข้มแข็งของกลไกการตรวจสอบ และสุดท้ายก็คือการปลูกฝังวัฒนธรรม “สิทธิมนุษยชน” ในระบบราชการ

ในสังคมอารยะ ประชาชนต้องได้รับสิทธิตามกฎหมาย ไม่ใช่ต้องรอ “ความเมตตา” จากผู้ถืออำนาจรัฐ

การทุจริตทำให้คนบางกลุ่มเจ็บหนักกว่าคนอื่น เช่น คนจน คนไร้สถานะ แรงงานข้ามชาติ ผู้พิการ หรือชุมชนชายขอบ เพราะพวกเขาต่อรองกับรัฐได้น้อยกว่า กสม. มองความไม่เท่าเทียมนี้อย่างไร และรัฐควรมีหน้าที่อย่างไรในการป้องกันไม่ให้การทุจริตซ้ำเติมคนที่เปราะบางอยู่แล้ว

การทุจริตทำให้คนบางกลุ่มเจ็บหนักกว่าคนอื่น เพราะมีอำนาจต่อรองน้อย ในมุมมองของ กสม. ความเหลื่อมล้ำนี้เป็นปัญหาความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้าง เพราะกลุ่มเปราะบางทั้งคนจน คนไร้สถานะ ผู้พิการ คนชายขอบ ล้วนเป็นคนที่ไม่มีเสียงในสังคม ไม่มีทางเลือก ต้องทนรับบริการของรัฐที่มีข้อจำกัด หรือยอมตกเป็นเหยื่อของการถูกขูดรีดเพราะไม่มีอำนาจต่อรอง มีตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมในกรณีนี้ เช่น การทุจริตสวมสิทธิและกระบวนการพิสูจน์สิทธิของกลุ่มคนไร้สถานะและกลุ่มชาติพันธุ์ ที่ต้องเผชิญกับขบวนการทุจริตเรียกรับสินบนในการออกเอกสารสิทธิ บัตรประชาชน หรือใบสำคัญต่าง ๆ

 การเรียกรับผลประโยชน์จากแรงงานข้ามชาติ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีข้อจำกัดด้านภาษา กฎหมาย และอคติทางสังคม ทำให้ตกเป็นเหยื่อของการขูดรีดได้ง่าย ทั้งในขั้นตอนการขึ้นทะเบียนแรงงาน การออกใบอนุญาตทำงาน การตรวจคนเข้าเมือง มีการเรียกเก็บ “ค่าหัวคิว” หรือเงินใต้โต๊ะ หากแรงงานคนใดไม่สามารถจ่ายได้ จะถูกผลักให้เป็นแรงงานผิดกฎหมาย ถูกบังคับใช้แรงงานที่เข้าข่าย “การค้ามนุษย์”

การอำนวยความสะดวกให้ “ผู้พิการ” ซึ่งมีน้อยและด้อยคุณภาพ เนื่องจากงบประมาณของรัฐที่จัดสรรเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้พิการ มักเป็นเป้าของการจัดซื้อจัดจ้างที่ทุจริตและไม่ได้มาตรฐาน จึงเป็นการพราก “สิทธิในการมีอิสรภาพและการพึ่งพาตนเอง” ของผู้พิการ

ในเรื่องนี้ รัฐต้องปรับปรุงระบบการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติ การขอสัญชาติ การจัดสวัสดิการผู้พิการ ให้เป็นระบบดิจิทัลเบ็ดเสร็จ มีเกณฑ์การพิจารณาที่ชัดเจน สร้างกลไกร้องเรียนที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้ โดยในส่วนของ กสม. มีคลินิกสิทธิมนุษยชนที่ทำงานและประสานกับหน่วยงานของรัฐ เพื่อช่วยเหลือกลุ่มชายขอบ กลุ่มไร้สถานะ และกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ

ถ้าหน่วยงานรัฐมีงบประมาณ มีนโยบาย และมีหน้าที่ต้องจัดบริการสาธารณะ แต่บริการนั้นไปไม่ถึงประชาชนเพราะการรั่วไหล การเลือกปฏิบัติ หรือผลประโยชน์ทับซ้อน กรณีแบบนี้ถือเป็นความล้มเหลวด้านสิทธิมนุษยชนของรัฐได้หรือไม่ อย่างไร

คำตอบสั้น ๆ คือ แน่นอน เป็นความล้มเหลวและสั่นคลอนรากฐานสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นรูปธรรมใน 4 มิติ คือ

  • ความล้มเหลวต่อพันธกรณีในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งหมดอย่างสูงสุดเพื่อบรรลุเป้าหมายในการให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น การศึกษา สาธารณสุข แหล่งน้ำสะอาด และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นพันธกรณีภายใต้กติกาสากลระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR)
  • ความล้มเหลวต่อหลักการไม่เลือกปฏิบัติและการเข้าถึงอย่างเท่าเทียม
  • ความล้มเหลวในการทำหน้าที่คุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน
  • ความล้มเหลวในการสร้างกลไกความรับผิดชอบและความโปร่งใส

กสม. ไม่ใช่องค์กรตรวจสอบการทุจริตโดยตรงเหมือน ป.ป.ช. ดังนั้น บทบาทของ กสม. จะทำให้สังคมเห็นได้อย่างไรว่า การต่อต้านการทุจริตไม่ใช่แค่เรื่องความโปร่งใส แต่เป็นเรื่องศักดิ์ศรี ความเสมอภาค และสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

แม้ กสม. จะไม่ได้มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการไต่สวนหรือปราบปรามการทุจริตเช่นเดียวกับ ป.ป.ช. แต่ กสม. มีบทบาทสำคัญในการทำให้สังคมตระหนักว่า “การทุจริต” ไม่ใช่เพียงปัญหาเรื่องความโปร่งใส การบริหารงบประมาณ หรือการลงโทษผู้กระทำผิดเท่านั้น หากแต่เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และคุณภาพชีวิตของประชาชน

ตามพันธกิจของ กสม. ในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน รวมถึงเสนอแนะแนวทางเพื่อให้เกิดการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบ กสม. จึงมีบทบาทสำคัญในการสะท้อนให้สังคมเห็นความเชื่อมโยงระหว่าง “การทุจริต” กับ “การละเมิดสิทธิมนุษยชน” โดยชี้ให้เห็นว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้สิ้นสุดที่ตัวงบประมาณหรือหน่วยงานของรัฐ แต่ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ควรได้รับสิทธิตามกฎหมาย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น คนจน ผู้พิการ ผู้สูงอายุ เด็ก แรงงานข้ามชาติ หรือชุมชนชายขอบ ซึ่งมักมีอำนาจต่อรองน้อยและได้รับผลกระทบจากความไม่เป็นธรรมในระบบมากกว่าคนกลุ่มอื่น 

หน้าที่ของ กสม. ในบริบทนี้ จึงเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของสังคมโดย  การทำรายงานเชิงประเด็น ซึ่งจะเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าทุจริตไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นการพรากสิทธิขั้นพื้นฐานไปจากประชาชน การผลักดันแนวคิด Human Rights-Based Anti-Corruption โดยจะเสนอให้รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐนำเกณฑ์ด้านสิทธิมนุษชนใส่ไว้ในมาตรการป้องกันการทุจริต การปกป้องผู้แจ้งเบาะแสและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน  การสร้างความตระหนักสู้ผ่านหลักสูตรสิทธิมนุษยชนศึกษา การปรับมุมมองและบทบาทของประชาชนจาก “เหยื่อ” เป็น “ประชาชนตื่นรู้” (active citizen) ที่พร้อมจะลุกมาปกป้องสิทธิของตนเองและชุมชนจากการทุจริต


ล่องจักรวาลหุ้นปันผล

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง"  หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

สัปดาห์นี้ “คุณนายพารวย” มีเครื่องมือเด็ดที่จะมาช่วยนักลงทุนเลือกช็อปหุ้นปันผลเข้าพอร์ตได้ง่ายและมั่นใจยิ่งขึ้นมาฝากกันค่ะ จากรายงาน SET Note ล่าสุด “Dividend Universe 2026” ที่ฝ่ายวิจัยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพิ่งเผยแพร่ออกมา บอกได้เลยว่าจะเป็นตัวช่วยคัดกรองหุ้นปันผลชั้นดี ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯได้จัดทำการคัดเลือกนี้มาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559

หลายคนคงมีคำถามว่า แล้วหุ้นในจักรวาลปันผลนี้เค้าคัดกันยังไง ขอบอกว่าบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่จะติดลิสต์ในจักรวาลนี้ได้ ต้องผ่านเกณฑ์ที่เป็น 4 ด่านสำคัญ คือ 1.ผลประกอบการดีมีกำไร ต้องมีกำไรสุทธิต่อเนื่อง 2.มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวก ซึ่งสะท้อนถึงสภาพคล่องและความอยู่รอดของกิจการ 3.จ่ายปันผลสม่ำเสมอและต่อเนื่อง และ 4.ธรรมาภิบาลเด่น ต้องมีคะแนนบรรษัทภิบาล (CG Score) ตั้งแต่ระดับ “ดี” หรือ 3 ดาวขึ้นไป

แถมปีนี้เค้ายังเพิ่มเกณฑ์ให้เข้มขึ้นอีกคือจะไม่นำบริษัทที่มีประเด็นด้านธรรมาภิบาลที่มีนัยสำคัญ หรือพวกที่มีเครื่องหมายดอกจันตามหลังคะแนน CG มารวมด้วย เพื่อความโปร่งใสและปลอดภัยของนักลงทุน

ตลาดหลักทรัพย์ฯได้เปิดเผยรายชื่อ กลุ่มหุ้น Dividend Universe 2026 จำนวน 3 ชุด ได้แก่ ชุดข้อมูล 3, 5 ปี และ 7 ปี เพื่อให้มีความสอดคล้องกับช่วงระยะเวลาในการลงทุนที่แตกต่างกันของนักลงทุน เมื่อลองซูมดู “ชุดข้อมูล 5 ปี” จะพบว่า มี บจ.สอบผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 160 บริษัท จากทั้งหมด 840 บริษัท แบ่งเป็น บจ.ใน SET 136 บริษัท และใน mai 24 บริษัท เพิ่มขึ้นจาก 150 บริษัท จากการคัดเลือกในปีก่อน

โดย บจ.ในกลุ่มอุตสาหกรรมบริการ ผ่านเกณฑ์จำนวนมากที่สุด คือ 40 บริษัท รองลงมา คือ กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร และ บจ.ในตลาด mai เท่ากันที่ 24 บริษัท ตามมาด้วยกลุ่มทรัพยากรและกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม เท่ากันที่ 18 บริษัท

เมื่อวัดจากอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังแล้ว พบว่าหุ้นปันผลในกลุ่มทรัพยากรมีค่าเฉลี่ยของอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ย 5 ปี สูงถึง 5.25% ตามมาติดๆด้วย กลุ่มธุรกิจการเงินที่ตัวเลข 5.06% ซึ่งทั้งสองกลุ่มนี้ให้ผลตอบแทนแซงหน้ากลุ่มอุตสาหกรรมอื่น

และยังพบว่า บจ.ในกลุ่มหุ้น Dividend Universe มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ย 5 ปี อยู่ที่ 4.46% เทียบกับตลาดที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยอยู่แค่ 2.97% หรือพวกหุ้นนอกจักรวาลปันผลที่มีตัวเลขแค่ 2.33% เห็นตัวเลขต่างกันชัดเจนขนาดนี้ ยิ่งย้ำว่าการคัดหุ้นผ่านเกณฑ์นี้จะช่วยเพิ่มโอกาสที่นักลงทุนจะได้รับปันผลแบบเนื้อๆเน้นๆ ยิ่งไปกว่านั้น ใน 160 บริษัทที่ผ่านเกณฑ์มีตั้ง 59 บริษัทที่มี Dividend Yield เฉลี่ยสูงเกิน 5% ต่อปี และถ้าไปดู Top 15 อันดับแรกที่จ่ายหนักจัดเต็มปันผล ตัวเลขพุ่งไปอยู่ในช่วง 7.06% ถึง 12.26% (เฉลี่ยสูงถึง 8.43%) เลยทีเดียว

แม้ว่า “Dividend Universe 2026” จะเป็นตัวช่วยชั้นยอด แต่อย่าลืมว่าการลงทุนมีความเสี่ยง และอดีตไม่ได้การันตีอนาคต ก่อนตัดสินใจควักเงินซื้อหุ้นตัวไหน ต้องเช็กปัจจัยพื้นฐานอื่นๆ แนวโน้มธุรกิจในอนาคต ประกอบการตัดสินใจให้รอบด้านเพื่อที่จะได้หุ้นที่ตรงใจ ตอบโจทย์เป้าหมายการเงินที่วางไว้.

คุณนายพารวย

เปิดรายชื่อหุ้นติดโผ FTSE SET Index Series รอบทบทวนเดือนมิถุนายน 2569

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และฟุตซี่ รัสเซล (FTSE Russell) ประกาศผลการทบทวนรายชื่อหลักทรัพย์ชุดใหม่ที่จะใช้ในการคำนวณ FTSE SET Index Series มีผลวันที่ 22 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป สรุปได้ดังนี้

  • ดัชนี FTSE SET Large-Cap Index มี 1 หลักทรัพย์ใหม่ที่เข้าร่วมคำนวณ
  • ดัชนี FTSE SET Mid-Cap Index มี 2 หลักทรัพย์ใหม่ที่เข้าร่วมคำนวณ
  • ดัชนี FTSE SET Shariah Index มี 11 หลักทรัพย์ใหม่ที่เข้าร่วมคำนวณ
หลักทรัพย์ที่เข้า FTSE SET Large-Cap Indexหลักทรัพย์ที่ออก FTSE SET Large-Cap Index
กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล (DIF)บมจ. ซีพี แอ็กซ์ตร้า (CPAXT)
หลักทรัพย์ที่เข้า FTSE SET Mid-Cap Indexหลักทรัพย์ที่ออก FTSE SET Mid-Cap Index
ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรม เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้(FTREIT)บมจ. แอ๊บโซลูท คลีน เอ็นเนอร์จี้ (ACE)
บมจ. มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) (MRDIYT)บมจ. ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (TIPH)
 กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล (DIF)
บมจ. ดูโฮม (DOHOME)
บมจ. ไดนาสตี้เซรามิค (DCC)
บมจ. จีเอฟพีที (GFPT)
บมจ. จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS)
บมจ. พีทีจี เอ็นเนอยี (PTG)
บมจ. ราชธานีลิสซิ่ง (THANI)
บมจ. เซ็ปเป้ (SAPPE)
บมจ. เอสไอเอสบี (SISB)
หลักทรัพย์ที่เข้า FTSE SET Shariah Indexหลักทรัพย์ที่ออก FTSE SET Shariah Index
บมจ. เอิร์ธ เท็ค เอนไวรอนเมนท์ (ETC)บมจ. แอ็ดวานซ์อินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยี (AIT)
บมจ. ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น (FORTH)บมจ. ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส (HANA)
ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรม เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้(FTREIT)บมจ. อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ (ILM)
หลักทรัพย์ที่เข้า FTSE SET Shariah Indexหลักทรัพย์ที่ออก FTSE SET Shariah Index
ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อิมแพ็คโกรท(IMPACT)บมจ. จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS)
บมจ. ไออาร์พีซี (IRPC)บมจ. เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ (PCE)
บมจ. เดอะคลีนิกค์ คลินิกเวชกรรม (KLINIQ)บมจ. เอสไอเอสบี (SISB)
บมจ. มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) (MRDIYT)บมจ. ศรีราชาคอนสตรัคชั่น (SRICHA)
บมจ. ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ (TITLE)บมจ. ไวส์ โลจิสติกส์ (WICE)
บมจ. สกาย ไอซีที (SKY) 
บมจ. ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ (TFM) 
บมจ. ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป (THG) 

ติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับดัชนีชุด FTSE SET Index Series และหลักเกณฑ์ในการคำนวณ ได้ที่เว็บไซต์   https://www.ftserussell.com/products/indices/set และ https://www.set.or.th/th/market/index/ftse-set/profile

การทบทวนหลักทรัพย์ที่ใช้ในการคำนวณดัชนีชุด FTSE SET Index Series จัดทำขึ้นปีละ 2 ครั้ง ตามหลักเกณฑ์ที่มีการกำหนดไว้เป็นการล่วงหน้า โดยมีกำหนดทบทวนรายชื่อหลักทรัพย์ครั้งต่อไปในเดือนธันวาคม 2569

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต่อยอดโมเดล “ครูกระบวนกร” มุ่งขยายผลความรู้การเงินการลงทุนสู่โรงเรียนทั่วประเทศ

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยส่งเสริมความรู้การเงินการลงทุนแก่เยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งพัฒนา “ครูกระบวนกร” ให้สามารถออกแบบการเรียนการสอนด้านการเงินการลงทุนได้อย่างสร้างสรรค์และนำไปใช้ได้จริง ผ่านโครงการ INVESTORY Investment Learning Design Bootcamp ล่าสุดจัดกิจกรรม “Show&Share” พร้อมจัดทำ “Handbook โมเดลห้องเรียนลงทุนต้นแบบระดับมัธยม” เพื่อขยายผลความรู้สู่โรงเรียนทั่วประเทศ

นางพรรณวดี ลดาวัลย์ ณ อยุธยา รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานทรัพยากรบุคคลและพัฒนาองค์กร ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า “การเงินและการลงทุนเป็นทักษะชีวิตที่เยาวชนไทยในทุกภูมิภาคควรเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมและเหมาะสมกับบริบทของแต่ละห้องเรียน ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงมุ่งสร้างครูกระบวนกรสอนการลงทุน เพื่อส่งต่อองค์ความรู้การเงินและการลงทุนในวงกว้าง พร้อมเดินหน้าต่อยอดและขยายผลองค์ความรู้สู่ครู ทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรมผ่านเวที “Show&Share” เปิดโอกาสให้ครูกระบวนกรเสนอผลงานและแลกเปลี่ยนประสบการณ์สู่สาธารณชน อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมบทบาทครูกระบวนกรในโครงการที่สามารถออกแบบห้องเรียนการลงทุนและนำไปใช้ได้เป็นตัวอย่างแก่ครูที่สนใจ จึงได้จัดทำ “Handbook โมเดลห้องเรียนลงทุนต้นแบบระดับมัธยม” คู่มือดิจิทัลที่รวบรวมองค์ความรู้จากผลงานของครูในโครงการ เพื่อเป็นคลังความรู้สำหรับครูนำไปประยุกต์ใช้และออกแบบห้องเรียนการลงทุนได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องพันธกิจของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการยกระดับความรู้และทักษะแก่ผู้เกี่ยวข้องทั้งในตลาดทุนและกลุ่มที่กว้างออกไป โดยเฉพาะด้านการเงินการลงทุน (Purposeful People Who Transform) ภายใต้วิสัยทัศน์ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” เพื่อโอกาสที่เท่าเทียมสำหรับทุกคน”

กิจกรรม Show&Share #ห้องเรียนลงทุนสำหรับนักเรียนมัธยม ในโครงการ INVESTORY Investment Learning Design Bootcamp ประจำปี 2569 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยมีครู อาจารย์ นักเรียน และผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานกว่า 300 คน ภายในงานมีการสาธิตห้องเรียนลงทุน 7 ห้องเรียน จากครูที่ผ่านการอบรมในโครงการได้ออกแบบการเรียนรู้ขึ้นเองและทดลองสอนจริงแล้ว ซึ่งเนื้อหาดังกล่าวจะถูกนำมาจัดทำเป็น “Handbook โมเดลห้องเรียนลงทุนต้นแบบระดับมัธยม” เพื่อให้ครูและผู้ที่สนใจนำไปต่อยอดและปรับใช้ในการเรียนการสอนของตนเองต่อไป ปัจจุบันมี Handbook โมเดลห้องเรียนลงทุนแล้ว 30 ห้องเรียน และภายในปีนี้จะจัดทำเพิ่มอีก 7 ห้องเรียน รวมเป็น 37 ห้องเรียน ดาวน์โหลดได้ฟรีที่ https://investory.setgroup.or.th/knowledges

โครงการ INVESTORY Investment Learning Design Bootcamp ดำเนินการตั้งแต่ปี 2566 ปัจจุบันมีครูกระบวนกร 237 คน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงเดินหน้าสร้างครูกระบวนกรสอนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยมีกำหนดจัดรุ่นที่ 8 ในเดือนตุลาคม 2569 ครูอาจารย์ที่สนใจเข้าร่วมโครงการติดตามรายละเอียดที่เว็บไซต์พิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน INVESTORY

AIS ชวนคนไทยเปลี่ยน E-Waste เป็นพลังสร้างสรรค์ ในกิจกรรม “E-Waste to PRIDE” ยกระดับขยะอิเล็กทรอนิกส์สู่แฟชั่นแห่งความภาคภูมิใจ เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก

0

AIS เดินหน้าตอกย้ำบทบาทผู้นำด้าน Digital Infrastructure ที่ขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่กับความยั่งยืน จัดกิจกรรม “E-Waste to PRIDE: เปลี่ยนขยะ E-Waste เป็นแฟชั่นแห่งความภาคภูมิใจ” เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก หรือ World Environment Day วันที่ 5 มิถุนายน เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นให้คนไทย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่และกลุ่มคนเมืองที่มีไลฟ์สไตล์ดิจิทัล หันมาให้ความสำคัญกับการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Waste อย่างถูกวิธี โดยประชาชนสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมผ่านการบริจาค E-Waste อาทิ โทรศัพท์มือถือเก่า สายชาร์จ หูฟัง และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ได้ที่ AIS SIAM และ AIS Shop ทั่วประเทศ เพื่อนำกลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิล ลดผลกระทบจากการทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ผิดวิธี พร้อมต่อยอดสู่การสร้างสรรค์เป็นชุด Pride เชิงสัญลักษณ์ ที่จะร่วมเฉิดฉายในขบวน Pride Parade ณ สยามสแควร์ เพื่อเฉลิมฉลอง Pride Month ด้วยกิมมิคแฟชั่นจาก E-Waste ภายใต้แนวคิดว่า “สิ่งที่เคยถูกทิ้ง ไม่ได้ไร้คุณค่า” สะท้อนทั้งคุณค่าของทรัพยากรที่สามารถกลับมาสร้างประโยชน์ได้อีกครั้ง และคุณค่าของความหลากหลายของผู้คนในสังคมที่ควรได้รับการยอมรับอย่างเท่าเทียม โดยทุกคนสามารถเฉิดฉายได้อย่างภาคภูมิใจ โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร AIS กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะที่อยู่ใกล้ชิดกับชีวิตประจำวันของคนไทย AIS เชื่อว่าความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จริงเมื่อทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้อย่างง่าย เข้าใจได้ และเห็นคุณค่าของการเปลี่ยนแปลง กิจกรรม E-Waste to PRIDE จึงไม่ใช่เพียงการรณรงค์ให้ทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกวิธี แต่เป็นการสร้างบทสนทนาใหม่ในสังคมว่า สิ่งที่เคยถูกมองว่าไร้ค่า สามารถกลับมาสร้างประโยชน์และแรงบันดาลใจได้ เช่นเดียวกับทุกความหลากหลายในสังคมที่ล้วนมีคุณค่าและควรได้รับการยอมรับ เป้าหมายสำคัญของ AIS คือการสร้าง Sustainability Ecosystem ที่เชื่อมโยงผู้บริโภค ภาคธุรกิจ และระบบรีไซเคิลเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม เราต้องการให้ผู้บริโภคมีแรงจูงใจในการเปลี่ยนพฤติกรรม พันธมิตรมีส่วนร่วมในการสนับสนุน Circular Economy และระบบรีไซเคิลได้รับ E-Waste เข้าสู่กระบวนการอย่างถูกต้อง เพราะทุกชิ้นส่วนที่ถูกส่งต่ออย่างรับผิดชอบ คือก้าวสำคัญของการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว”

ภายในกิจกรรม ประชาชน กลุ่มคนรุ่นใหม่ และพันธมิตร AIS HUB of E-Waste ได้ร่วมส่งมอบ E-Waste เพื่อนำไปสร้างสรรค์เป็นชุด Pride เชิงสัญลักษณ์ ก่อนที่ E-Waste ทั้งหมดจากกิจกรรมและจากจุดรับทิ้งจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกต้อง เพื่อให้ชิ้นส่วนต่างๆ ได้กลับมาสร้างประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมอีกครั้ง โดย AIS มุ่งให้กิจกรรมนี้เป็นมากกว่าการสร้างการรับรู้ แต่เป็นการให้ความรู้และกระตุ้นการลงมือทำจริง โดยสื่อสารให้สังคมเข้าใจว่า E-Waste ไม่ใช่ขยะไร้ค่า หากได้รับการจัดการอย่างถูกต้องจะสามารถนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลและต่อยอดเป็นประโยชน์ได้ พร้อมผลักดันให้การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนสามารถเริ่มต้นได้จากอุปกรณ์ดิจิทัลที่ไม่ได้ใช้งานในบ้าน

กิจกรรม “E-Waste to PRIDE” ยังเป็นอีกหนึ่งก้าวของ AIS ในการยกระดับการสื่อสารด้านความยั่งยืนให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น ผ่านรูปแบบที่สร้างสรรค์ เข้าใจง่าย และมีพลังในการสร้างการมีส่วนร่วมในวงกว้าง สะท้อนบทบาทของ AIS ในฐานะองค์กรไทยที่ไม่เพียงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ แต่ยังขับเคลื่อนความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมไปพร้อมกัน

AIS ขอเชิญชวนคนไทยร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง ด้วยการนำ E-Waste มาทิ้งอย่างถูกวิธี เพื่อส่งต่อทรัพยากรกลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิล ลดการทิ้งขยะผิดวิธี และร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน

เปิดผลศึกษากรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ชี้ระบบนิเวศทางทะเลไม่เกิดความเสียหายจากปลาหมอคางดำ

0

เรื่องโดย ชาญศึก ผดุงความดี นักวิชาการอิสระ

การประชุมคณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 นอกจากจะมีการหารือเรื่องการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบและการสืบหาต้นตอการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำแล้ว อีกหนึ่งประเด็นที่ได้รับความสนใจ คือข้อสรุปจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เกี่ยวกับผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล

ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า ตลอดระยะเวลาร่วม 2 ปีที่ผ่านมา ทช. ได้ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับแหล่งหญ้าทะเล แนวปะการัง สัตว์น้ำวัยอ่อน และสัตว์ทะเลหายาก ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศ

จากการสำรวจภาคสนามและการรวบรวมข้อมูลจากเครือข่ายในพื้นที่ พบว่า ปลาหมอคางดำส่วนใหญ่กระจายตัวอยู่ในคลอง ปากแม่น้ำ และอ่าวปิดที่มีสภาพน้ำนิ่ง ขณะที่พื้นที่ทะเลเปิดและแนวปะการังไม่พบการแพร่กระจายของปลาชนิดนี้ ส่วนแหล่งหญ้าทะเลจะพบปลาหมอคางดำเพียงบางช่วงเวลา โดยเฉพาะช่วงน้ำลง หรือพื้นที่อ่าวปิด เช่น อ่าวคุ้งกระเบน จังหวัดจันทบุรี

ทช. อธิบายว่า พฤติกรรมของปลาหมอคางดำมีความชอบสภาพแวดล้อมที่เป็นน้ำนิ่ง จึงไม่สามารถปรับตัวหรือดำรงชีวิตในพื้นที่ทะเลเปิดที่มีคลื่นลมแรงได้ดี ส่งผลให้การแพร่กระจายออกสู่ทะเลมีข้อจำกัดตามธรรมชาติ

หนึ่งในพื้นที่ศึกษาสำคัญคือ อ่าวคุ้งกระเบน จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นแหล่งหญ้าทะเลขนาดใหญ่ของประเทศ ผลการติดตามพบว่า ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พื้นที่หญ้าทะเลไม่ได้ลดลงหรือเสื่อมโทรมตามที่หลายฝ่ายกังวล ตรงกันข้ามกลับมีพื้นที่เพิ่มขึ้นจากประมาณ 2,300 ไร่ เป็นมากกว่า 2,400 ไร่ ขณะที่ความหลากหลายทางชีวภาพยังคงเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ และยังพบสัตว์น้ำอาศัยอยู่ในระดับที่สมบูรณ์

ด้วยข้อมูลดังกล่าว ทช. จึงสรุปว่า “ในปัจจุบันยังไม่พบหลักฐานที่ชี้ว่าปลาหมอคางดำสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างมีนัยสำคัญ” และยังไม่สามารถนำมาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ มาใช้ดำเนินการเรียกค่าเสียหายต่อทรัพยากรทางทะเลได้ เนื่องจากยังไม่ปรากฏความเสียหายที่พิสูจน์ได้ในทางวิชาการ

อย่างไรก็ตาม ข้อสรุปดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าปัญหาปลาหมอคางดำสิ้นสุดลงแล้ว เพราะแม้จะไม่พบผลกระทบต่อระบบนิเวศทะเล แต่ในพื้นที่น้ำกร่อย คลองธรรมชาติ ป่าชายเลน และแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ยังคงมีเสียงสะท้อนจากชาวประมงพื้นบ้านและเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจำนวนมาก ที่กังวลต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับสัตว์น้ำท้องถิ่น รวมถึงผลกระทบต่อการประกอบอาชีพในระยะยาว

ด้วยเหตุนี้ หลายฝ่ายในที่ประชุมจึงเห็นตรงกันว่า เป้าหมายสำคัญในเวลานี้ไม่ใช่การถกเถียงว่าปลาหมอคางดำส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศหรือไม่ แต่ควรเร่งกำหนดยุทธศาสตร์ควบคุมประชากรปลาหมอคางดำให้อยู่ในระดับต่ำที่สุด เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

อีกหนึ่งแนวคิดที่ได้รับความสนใจ คือการเปลี่ยน “ปัญหา” ให้กลายเป็น “มูลค่า” ผ่านการนำปลาหมอคางดำมาใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตปลาป่น อาหารสัตว์ น้ำหมักชีวภาพ น้ำปลา หรือการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปริมาณปลาในธรรมชาติแล้ว ยังช่วยสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำจัดอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว

ขณะเดียวกัน หลายฝ่ายยังเสนอให้มีการสนับสนุนงานวิจัยเพิ่มเติม ทั้งด้านเทคโนโลยีการกำจัด เครื่องมือควบคุมประชากรปลา การศึกษาพฤติกรรมการแพร่กระจาย ตลอดจนการพัฒนาตลาดรองรับผลผลิต เพื่อให้การจัดการปลาหมอคางดำเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
แม้วันนี้ข้อค้นพบของ ทช. จะช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อทะเล แนวปะการัง และแหล่งหญ้าทะเล แต่ยังมีคำถามสำคัญอีกหลายเรื่องที่รอคำตอบ ทั้งผลกระทบในพื้นที่น้ำกร่อย ความเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อาหาร ตลอดจนประเด็นต้นตอการแพร่ระบาดที่ยังอยู่ระหว่างการศึกษาทางวิชาการและกระบวนการทางกฎหมาย

ในอีกมุมหนึ่ง การประชุมครั้งนี้ยังมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาภาพรวมของปัญหา โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบริษัทผู้นำเข้ารายแรก ซึ่งที่ประชุมยอมรับตรงกันว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานโดยตรงที่ยืนยันว่าบริษัทเป็นผู้ปล่อยปลาหมอคางดำลงสู่ธรรมชาติ หรือเป็นผู้ทำให้เกิดการแพร่กระจายของปลาในพื้นที่ต่าง ๆ สิ่งที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันยังเป็นเพียงข้อสงสัย หลักฐานแวดล้อม และความเชื่อมโยงจากข้อมูลทางวิชาการเท่านั้น

ขณะเดียวกัน ยังมีงานวิจัยด้านพันธุกรรมบางส่วนที่พบความหลากหลายของกลุ่ม DNA มากกว่าหนึ่งแหล่งกำเนิด จนนำไปสู่ข้อสันนิษฐานว่า อาจมีการนำเข้าหรือการแพร่กระจายจากหลายแหล่ง ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการนำเข้าเพียงครั้งเดียว นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการส่งออกปลาหมอคางดำจากประเทศไทยไปยังต่างประเทศจำนวนมากในอดีต ซึ่งทำให้เกิดคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับเส้นทางการเคลื่อนย้ายปลาในช่วงเวลาต่าง ๆ

ส่วนกรมประมงก็ยังดำเนินมาตรการควบคุมปลาหมอคางดำ การปล่อยปลานักล่าและกิจกรรมฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำในหลายพื้นที่ ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าหลายประเด็นยังอยู่ระหว่างการพิสูจน์ข้อเท็จจริง และจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และกระบวนการยุติธรรมในการหาข้อสรุปที่ชัดเจนต่อไป

ท้ายที่สุด ข้อสรุปสำคัญจากการประชุมครั้งนี้ คือ ปลาหมอคางดำยังไม่ปรากฏหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าเป็นภัยคุกคามต่อระบบนิเวศทางทะเลในระดับที่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลในการชะลอหรือละเลยการบริหารจัดการ เพราะในมิติของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การป้องกันย่อมมีต้นทุนต่ำกว่าการแก้ไขความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วเสมอ ดังนั้น แนวทางที่เหมาะสมในระยะต่อไป คือ การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ นักวิชาการ ภาคเอกชน เกษตรกร ชาวประมง และชุมชนท้องถิ่น เพื่อควบคุมประชากรปลาหมอคางดำอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการสนับสนุนงานวิจัย การติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่อง และการส่งเสริมการใช้ประโยชน์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม หากดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง แนวทางนี้จะช่วยเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นโอกาส ลดแรงกดดันต่อภาคประมงและชุมชนในพื้นที่ และสร้างกลไกการจัดการชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มีความรับผิดชอบมากขึ้นในระยะยาว

พี่หนุ่ม-กรรชัย จับมือ MONSTER LAB และ Morena Solutions ทุ่มลงทุนงานวิจัยและนวัตกรรม ลุยอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง

0

นับเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญของอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงไทย เมื่อ “หนุ่ม–กรรชัย กำเนิดพลอย” พาร์ทเนอร์ของ MONSTER LAB ร่วมกับ บริษัท มอนสเตอร์ แล็บ จำกัด บริษัทย่อยของ บริษัท 88(ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ 88TH ภายใต้การนำของ นพรัตน์ มาลัยวงค์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริษัท และ Morena Solutions บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชีวภาพและนวัตกรรมสำหรับสัตว์เลี้ยง นำโดย น.สพ.ดร.กษิดิ์เดช ธีรนิตยาธาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับอุตสาหกรรม Pet Care

ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของ MONSTER LAB ในการเดินหน้าลงทุนด้านงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เลี้ยง ผ่านการนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้มาต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ในอนาคตโดย MONSTER LAB ได้รับสิทธิในการใช้งานและต่อยอดเทคโนโลยีเชิงพาณิชย์ในฐานะ “ผู้ได้รับสิทธิในการใช้งานเทคโนโลยี เป็นรายแรกและรายเดียวในประเทศไทย” ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว เพื่อนำมาต่อยอดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ระดับ Premium ของบริษัท

ไฮไลต์สำคัญของโครงการ คือการนำ Glyco-SOS™ Technology และ NMG™ Technology มาใช้เป็นองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยมุ่งเน้นการยกระดับระบบโภชนาการสัตว์เลี้ยงผ่านองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีระดับนาโน ระบบทางเดินอาหาร และการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสารอาหารอีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญ คือ Glyco-SOS™ Technology ซึ่งถูกออกแบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงและการดูดซึมสารอาหาร ผ่านการออกแบบระบบการทำงานขององค์ประกอบสำคัญในระดับโครงสร้าง Nano ขณะที่ NMG™ Technology มุ่งเน้นการดูแลสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของสุขภาพสัตว์เลี้ยง ทั้งด้านภูมิคุ้มกัน การดูดซึมสารอาหาร และคุณภาพชีวิตโดยรวม

นพรัตน์ มาลัยวงค์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการ บริษัท มอนสเตอร์ แล็บ จำกัด กล่าวว่า“MONSTER LAB ไม่ได้ต้องการเป็นเพียงแบรนด์อาหารสัตว์ แต่ต้องการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรม Pet Care ผ่านนวัตกรรม งานวิจัย และการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพราะเราเชื่อว่าอนาคตของอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง จะไม่ได้แข่งขันกันเพียงแค่ราคา แต่จะแข่งขันกันด้วยคุณภาพ เทคโนโลยี และความแตกต่างที่สร้างคุณค่าได้จริง”

ด้านหนุ่ม–กรรชัย กำเนิดพลอย กล่าวว่า “จริง ๆ ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในฐานการผลิตและส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงที่สำคัญของโลก เรามีศักยภาพทั้งด้านการผลิต คุณภาพ และมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับจากหลายประเทศทั่วโลก สิ่งที่ผมมองว่าน่าสนใจคือ วันนี้เราไม่ได้หยุดแค่การผลิต แต่เรากำลังก้าวไปอีกขั้น คือการนำนวัตกรรมและองค์ความรู้จากทีมวิจัยของคนไทย มาพัฒนาให้ผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ได้มากขึ้น ทั้งในเรื่องสุขภาพ คุณภาพชีวิต และปัญหาที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงพบเจอจริงในชีวิตประจำวัน สัตว์เลี้ยงไม่ใช่แค่สัตว์เลี้ยงอีกต่อไป สำหรับหลายคนเขาคือคนในครอบครัว เพราะฉะนั้นถ้าจะทำ ก็ต้องทำให้ดีที่สุด”

ขณะที่ น.สพ.ดร. กษิดิ์เดช ธีรนิตยาธาร กล่าวว่า “ทุกเทคโนโลยีและทุกงานวิจัยที่เราพัฒนาขึ้น ต้องผ่านการทดสอบและการประเมินผล เรามองที่ผลลัพธ์หลังการใช้งาน ทั้งเรื่องสมดุลของระบบทางเดินอาหาร กลิ่น และค่าต่าง ๆ ที่สามารถตรวจวัดและเปรียบเทียบได้ เราอยากให้คนเห็นว่านวัตกรรมไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่ต้องสามารถช่วยแก้ปัญหาและสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ อุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงในอนาคตจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง และสิ่งที่จะสร้างความแตกต่าง คือการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานและแก้ปัญหาได้จริง”

สำหรับ MONSTER LAB มีแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ภายใต้กลุ่ม Pet Care ภายในไตรมาส 3 ครอบคลุมอาหารเม็ด อาหารเปียก ขนม และผลิตภัณฑ์กรูมมิ่งสำหรับสุนัขและแมว เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดสัตว์เลี้ยงในอนาคตทั้งนี้ พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) จะจัดขึ้นในวันที่ 2 มิถุนายน 2569 เพื่อประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการ และเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณชนต่อไป.