Home Blog Page 3

โรดโชว์ ! นายก ฯ อนุทิน จับมือสภาธุรกิจตลาดทุน–ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินสายโตเกียว-นิวยอร์ก-ลอนดอน ไทยพร้อมต้อนรับการลงทุนทั่วโลก

0

นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า  การเดินทางไปสหรัฐฯ ครั้งนี้  เพื่อเข้าร่วมการประชุม UNGA 81 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ดำริให้จัดกิจกรรมคู่ขนาน โรดโชว์ (Roadshow) ร่วมกับภาคเอกชน สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เร่งสร้างความเชื่อมั่น (trust) ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทย รวมทั้งเชิญชวนนักลงทุนเข้ามาลงทุนในไทย โดยเฉพาะตลาดทุนไทย ที่ในปีนี้มีการเติบโตอย่างโดดเด่น ส่วนหนึ่งผลจากนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น ดิจิทัล เอไอ  รวมทั้ง ยอดตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน และล่าสุดบริษัทจัดลำดับความน่าเชื่อถือ ทั้ง 3 บริษัทใหญ่ ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) เป็น ‘Stable’ (มีเสถียรภาพ) กลายเป็นปีทองของตลาดทุนไทย ซึ่งเมื่อบริษัทจดทะเบียนเติบโตและมีจำนวนมากขึ้น มีการขยายกิจกรรมเศรษฐกิจ สู่การลงทุนในอุตสาหกรรมจริง  (real sector) ภาคผลิต จะส่งผลต่อการใช้จ่ายและการจ้างงานในประเทศด้วย

โอกาสนี้  นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย  กล่าวถึงการร่วมคณะนายกรัฐมนตรีอนุทิน ฯ เยือนญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ว่า เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะสื่อสารศักยภาพและโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไทยกับนักลงทุนต่างประเทศ  จากที่ปีนี้มีสัญญาณสะท้อนถึงการไหลเข้าของเงินลงทุนจากต่างประเทศมายังประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างชัด ตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อเศรษฐกิจไทย

“ปีนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 3-4 ปีที่ตลาดหุ้นไทยมีกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้าเป็นบวกสุทธิ หลังจากที่เรารอคอยมานาน และที่น่าสนใจคือ เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียทั้งหมดที่มีการประกาศตัวเลขในปีนี้ ไทยเป็นประเทศเดียวที่มีกระแสเงินไหลเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งตอกย้ำความเชื่อมั่นที่นักลงทุนมีต่อเรา นอกจากนี้ ปีนี้ยังเป็นปีแรกในรอบ 4 ปีเช่นกัน ที่ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาดโลก โดยดัชนี SET Index ปรับขึ้นมาแล้วเกือบ 30% ขณะที่ตลาดหุ้นโลกโดยรวมปรับขึ้นเพียงประมาณ 10-12% เท่านั้น”

นายไพบูลย์กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตค่อนข้างต่ำ ขณะที่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ฯ  มีเป้าหมายที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงและส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทย จึงได้รับการตอบรับที่ดีจากต่างประเทศ เห็นได้จากข้อมูลตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพิ่มสูง แสดงถึงความเชื่อมั่น  ส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมและการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภาคส่วนต่าง ๆ  ตลอดจนกระจายประโยชน์ไปยังภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ ได้มากขึ้น

ขณะที่ นายอัสสเดช กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีความยินดีที่ได้ร่วมเดินทางกับคณะของนายกรัฐมนตรี  ที่กรุงโตเกียวได้มีโอกาสหารือร่วมกับทีมไทยแลนด์ รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและหารือถึงแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือกับภาคธุรกิจและนักลงทุนต่างประเทศให้มีความใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะญี่ปุ่น ซึ่งมีบริษัทจำนวนมากให้ความสนใจและมีศักยภาพที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย

สำหรับการเดินทางไปสหรัฐอเมริกาของนายกรัฐมนตรีเพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (UNGA81)  และได้จัดสรรเวลาให้กับภารกิจด้านตลาดทุนเพื่อพบปะนักลงทุนสถาบันในนิวยอร์กกว่า 30 ราย ทั้งในรูปแบบการประชุมกลุ่มและการหารือรายบริษัท ถือเป็นเรื่องที่ดีสะท้อนความสนใจของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง โอกาสนี้จึงเป็นอีกเวทีสำคัญที่เราจะสื่อสารให้นักลงทุนต่างชาติเห็นถึงศักยภาพและทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ยังมีความผันผวน

นอกจากนี้ SET ยังเตรียมนำเสนอปัจจัยบวกของตลาดทุนไทยให้นักลงทุนต่างชาติเห็นใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยที่กลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งเป็นครั้งแรกในรอบ 3-4 ปี (2) การเปลี่ยนผ่านเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยสู่อุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องราวการเติบโตระยะยาว (Long-Term Story) ที่นักลงทุนสถาบันให้ความสนใจ และ (3) การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตามนโยบายที่นายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญ

“เป้าหมายสำคัญของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในการเดินทางครั้งนี้ คือ การสื่อสารและสร้างความเข้าใจเพื่อส่งเสริมการลงทุนระยะยาวในตลาดทุนไทย การที่มีเงินลงทุนเข้ามาทำให้ทุกครั้งที่ SET Index ปรับเพิ่มขึ้น 100 จุด จะมีมูลค่าหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นประมาณ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งมาจากการซื้อขายหลักทรัพย์ เมื่อผู้ขายมีกำไร จะทำให้เกิดการใช้จ่ายหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว และสร้างประโยชน์ต่อประเทศไทยในภาพรวม” นายอัสสเดชกล่าว

โฆษกรัฐบาล กล่าวสรุปว่า  การเดินทางครั้งนี้  เป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพของประเทศไทย ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างประเทศถึงโอกาสในการเข้ามาลงทุนและเติบโตร่วมกับประเทศไทยในระยะยาวโดยเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชน ร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเติบโตต่อไป

ถอดรหัสคำสั่ง 2 ศาล ‘ปลาหมอคางดำ’ ศาลโซเชียล อย่าด่วนชี้นำ…กระบวนการพิสูจน์เพิ่งเริ่มต้น!

0

ภายหลังศาลปกครองและศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยสำคัญในคดีการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ เมื่อวันที่ 8 และ 14 กันยายน 2569 ตามลำดับ โดยศาลปกครองมีคำสั่งให้กรมประมงดำเนินการตามแผนเพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ขณะที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนให้คดีแพ่งดำเนินต่อไปในรูปแบบคดีแบบกลุ่ม (Class Action)

การตีความที่เกิดขึ้นกับกรณีนี้ สิ่งหนึ่งที่ต้อง “ขีดเส้นใต้” ให้ชัดเจนคือ คำวินิจฉัยของทั้งสองศาลยังไม่ได้ชี้ขาดว่าเอกชนรายใดเป็นต้นเหตุของการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ หรือมีหน้าที่ต้องชดใช้ความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้น สังคมต้องเข้าใจให้เรื่องนี้อย่างถูกต้องด้วยนี่คือจุดที่สังคมไม่ควรมองข้าม เพราะคำพิพากษาของสองศาล แม้เกี่ยวข้องกับปัญหาปลาหมอคางดำเหมือนกัน แต่กำลังตอบ “คนละคำถาม” และอยู่บนฐานของคดีที่มีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน

ศาลปกครองพิจารณาหน้าที่ของรัฐ ว่าหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย โดยเฉพาะกรมประมง ได้ปฏิบัติหน้าที่ในการควบคุม ป้องกัน ระงับ และแก้ไขการแพร่ระบาดอย่างเพียงพอหรือไม่ จึงเป็นที่มาของศาลมีคำสั่งให้กรมประมงและผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามแผนและมาตรการที่กฎหมายกำหนด โดยมีกรอบเวลาในการดำเนินการ

ดังนั้น สิ่งที่ควรพูดให้ถูกต้องอย่างแม่นยำคือ ศาลได้ยืนยันความรับผิดชอบของรัฐในการจัดการปัญหาตามอำนาจหน้าที่ ไม่ใช่กำลังพิพากษาว่าเอกชนรายใดเป็นผู้ก่อให้เกิดการระบาด

ส่วนศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาอีกคำถามหนึ่งซึ่งแตกต่างกันออกไป นั่นคือ คดีแพ่งที่ประชาชนฟ้องเอกชนมีเงื่อนไขเพียงพอที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาในรูปแบบคดีแบบกลุ่มหรือไม่ โดยศาลอุทธรณ์ยืนให้ดำเนินคดีแบบกลุ่มต่อไป และต้องขีดเส้นใต้ซ้ำอีกครั้ง “Class Action” คือเรื่องของรูปแบบและกระบวนวิธีพิจารณาคดี ไม่ใช่คำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด

การเปิดทางให้คดีเดินหน้าจึงไม่ได้หมายความว่า ศาลได้วินิจฉัยแล้วว่าเอกชนเป็นผู้ก่อเหตุ หรือมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายตามที่มีการกล่าวหา

ขณะเดียวกัน การอ่านคำพิพากษาศาลปกครองก็ต้องระมัดระวังไม่ให้เกินขอบเขตของสิ่งที่ศาลวินิจฉัย เพราะศาลปกครองไม่ได้มีคำวินิจฉัยทั่วไปว่าเอกชนรายใด “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกมิติ” แต่ในประเด็นต้นเหตุของการแพร่ระบาด มีรายงานสาระสำคัญจากคำพิพากษาว่า ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงยืนยันว่าปลาที่แพร่ระบาดอยู่ในปัจจุบันหลุดรอดจากฟาร์มของผู้ร้องสอด หรือมีบุคคลใดเป็นผู้ทำให้ปลาหลุดรอดจนเป็นสาเหตุของการแพร่ระบาด

นี่จึงเป็นเรื่องที่ต้องแยกให้ออกระหว่าง “ยังพิสูจน์ไม่ได้จนเป็นข้อยุติ” กับ “พิสูจน์แล้วว่าไม่เกี่ยวข้อง” ซึ่งเป็นคนละความหมายกันอย่างสิ้นเชิง

หากยังมีคำถามต่อไปอีกว่า “แล้วใครต้องรับผิด?” คำตอบจำเป็นต้องกลับไปสู่กระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริง ไม่ใช่กระแสสังคมตัดสินเองตามความเชื่อพื้นฐานของแต่ละคน มากกว่ารอขั้นตอนการพิสูจน์ความจริงอย่างรอบคอบและรอบด้าน

การพิสูจน์ จำเป็นต้องเริ่มตั้งแต่ แหล่งที่มาของปลา เส้นทางการหลุดรอดหรือแพร่กระจาย การกระทำหรือหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้อง ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับความเสียหาย ตลอดจนจำนวนและประเภทของความเสียหาย รวมถึงต้องพิจารณาว่า ฐานกฎหมายใด ทำให้บุคคลหรือหน่วยงานนั้นต้องรับผิด

คำถามที่ว่า “ใครต้องรับผิดชอบ?” หรือ “ใครเป็นตัวการ?” เรื่องนี้ยังไม่จบ! ต้องว่ากันด้วยพยานหลักฐานล้วนๆ ตั้งแต่ผลตรวจ DNA เส้นทางปลาหลุด ไปจนถึงข้อกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องที่จะมาใช้ “ศาลโซเชียล” ลงคะแนนโหวตตัดสินกันเอาเอง

ในยุคที่ข่าวสารไวเกินสติ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ปลาหมอคางดำ… แต่อยู่ที่การด่วนสรุป “สร้างความจริงขึ้นมาเอง” ทั้งที่กระบวนการพิสูจน์ในศาลยังไม่จบต่างหาก!

เลิกมโน เลิกปั่น… แล้วติดตามพยานหลักฐานตามกระบวนการยุติธรรมไปพร้อมกัน!

“สาระ ล่ำซำ” คว้า THE BEST CEO 2026 รางวัลสูงสุดเวที DAILYNEWS TOP CEO ต่อเนื่องปีที่ 3 เดินหน้าวิสัยทัศน์ Longevity เพื่อชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ

0

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัลเกียรติยศสูงสุด “THE BEST CEO 2026” จากเวที DAILYNEWS TOP CEO 2026 นับเป็นการได้รับรางวัล THE BEST CEO ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ตั้งแต่ปี 2024–2026 จากการพิจารณาของกองบรรณาธิการเดลินิวส์ ซึ่งพิจารณาผู้นำองค์กรจากผลงานด้านการบริหารธุรกิจ วิสัยทัศน์ นวัตกรรม และการสร้างคุณประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม

นโยบายการดำเนินงานที่ผ่านมา นายสาระ นำเมืองไทยประกันชีวิตเดินหน้าเติบโตอย่างแข็งแกร่งท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และโครงสร้างประชากร โดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ ช่องทาง นวัตกรรม และเครือข่ายพันธมิตร เพื่อให้ธุรกิจประกันชีวิตสามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้คนได้มากกว่าการให้ความคุ้มครอง

หนึ่งในเรื่องที่ นายสาระ ให้ความสำคัญ คือ Longevity หรือการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ เพราะเมื่อคนไทยมีอายุยืนขึ้น การวางแผนชีวิตก็ต้องมองไกลกว่าเดิม ทั้งการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงได้นาน การเตรียมพร้อมรับค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล และการมีเงินเพียงพอสำหรับชีวิตหลังเกษียณ เพื่อให้ช่วงชีวิตที่ยาวขึ้นเป็นช่วงเวลาที่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจและในแบบที่ต้องการ

แนวคิดดังกล่าวถูกนำมาต่อยอดสู่การดำเนินงานของเมืองไทยประกันชีวิต ผ่านการเชื่อมโยง Lifespan – Healthspan – Wealthspan เข้าด้วยกัน โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และเครือข่ายด้านสุขภาพที่ดูแลลูกค้าตั้งแต่การป้องกัน การรักษา การฟื้นฟู ไปจนถึงการดูแลระยะยาว ควบคู่กับการสร้างทางเลือกด้านความคุ้มครอง การออม และรายได้หลังเกษียณ เพื่อให้ลูกค้าสามารถวางแผนชีวิตได้อย่างเหมาะสมในแต่ละช่วงวัย

นายสาระ ล่ำซำ กล่าวว่า “การได้รับรางวัล THE BEST CEO ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เป็นกำลังใจให้ผมและคนเมืองไทยประกันชีวิตเดินหน้าพัฒนาองค์กรต่อไป โลกวันนี้เปลี่ยนเร็วมาก ความต้องการและการใช้ชีวิตของลูกค้าก็เปลี่ยนตาม สิ่งที่เราต้องคิดจึงไม่ใช่เพียงว่าจะสร้างความคุ้มครองอย่างไร แต่ต้องมองไปถึงว่า เราจะช่วยให้ลูกค้าใช้ชีวิตที่ยืนยาวขึ้นอย่างมีคุณภาพได้อย่างไร”

“สำหรับผม Longevity ไม่ได้หมายถึงแค่การมีอายุยืนขึ้น แต่คือการมีชีวิตที่ยืนยาวพร้อมกับสุขภาพที่ดีและความพร้อมทางการเงิน เมืองไทยประกันชีวิตจึงต้องมองไปข้างหน้าและเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และระบบการดูแล เพื่อให้เราสามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ตลอดช่วงชีวิต”

เวที DAILYNEWS TOP CEO 2026 จัดขึ้น ณ ห้องเวิลด์บอลรูม บี โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อยกย่องผู้บริหารที่มีผลงานโดดเด่น ถ่ายทอดแนวคิดและวิสัยทัศน์ในการบริหารองค์กร และนำเสนอผู้นำที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนองค์กร เศรษฐกิจ และสังคมไทย # #

ตลาดหลักทรัพย์ฯ – จุฬาฯ ยกระดับธุรกิจครอบครัวไทย สร้างความรู้ธุรกิจ และผู้นำธุรกิจรุ่นใหม่ ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านธุรกิจครอบครัว

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ว่าด้วยการยกระดับมาตรฐานการศึกษา การวิจัย และการพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจครอบครัวในประเทศไทย มุ่งพัฒนาหลักสูตรด้านธุรกิจครอบครัว (Family Business) การบริหารสินทรัพย์และความมั่งคั่งของครอบครัว (Family Wealth Management) ทั้งระดับปริญญาตรี และบัณฑิตศึกษา ให้มีความเป็นเลิศระดับสากล พร้อมจัดทำกรณีศึกษา งานวิจัยเชิงลึก ตลอดจนส่งเสริมธรรมาภิบาล เพื่อเสริมสร้างศักยภาพผู้นำธุรกิจครอบครัวรุ่นใหม่ และผลักดันให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาบุคลากรด้านธุรกิจครอบครัวระดับประเทศและภูมิภาค

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Who Will Lead Thailand’s Family Businesses Tomorrow? สร้างคน ยกระดับความรู้ สู่อนาคตธุรกิจครอบครัวไทย” ว่า ธุรกิจครอบครัวคือรากฐานสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย การเตรียมความพร้อมให้รับมือกับความท้าทายในอนาคตจึงเป็นสิ่งจำเป็น ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการผสานจุดแข็งระหว่างภาคตลาดทุนและสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาธุรกิจครอบครัวไทยผ่าน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ (1) การพัฒนาเนื้อหาองค์ความรู้ (2) การวิจัย การจัดทำกรณีศึกษาธุรกิจครอบครัวไทย (3) การส่งเสริมธรรมาภิบาลและความยั่งยืนของธุรกิจครอบครัว (4) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย องค์กรภาคธุรกิจ และสถาบันชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ และ (5) การแลกเปลี่ยนและพัฒนาบุคลากร รวมถึงทรัพยากรทางวิชาการของทั้งสององค์กร สิ่งเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในพัฒนาศักยภาพผู้นำรุ่นใหม่ให้ก้าวขึ้นมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน ตอกย้ำบทบาทการเป็น “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” เส้นทางแห่งความเชื่อมั่นสู่โอกาสของทุกคน

ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จุฬาฯ โดยสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ฯ (SASIN) และวิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CUii) พร้อมบูรณาการความเชี่ยวชาญทางวิชาการ เพื่อร่วมพัฒนาหลักสูตรและสร้างองค์ความรู้ที่ได้มาตรฐานสากล ยกระดับงานวิจัยและกรณีศึกษาธุรกิจครอบครัวไทยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมนำนวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการศึกษา จุฬาฯ เชื่อมั่นว่าความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยยกระดับการศึกษาไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการพัฒนาบุคลากรด้านธุรกิจครอบครัวที่มีคุณภาพและได้รับการยอมรับตามมาตรฐานสากล

บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) นี้มีระยะเวลา 5 ปี นับเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญระหว่างภาคตลาดทุนและ ภาคการศึกษา เพื่อยกระดับศักยภาพของทายาทและผู้บริหารธุรกิจครอบครัวไทย พร้อมขยายเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย สถาบันการเงิน และองค์กรธุรกิจชั้นนำทั้งในประเทศ ระดับนานาชาติ และภูมิภาค CLMV เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจครอบครัวไทยเติบโตและสร้างความเข้มแข็งแก่เศรษฐกิจของประเทศได้อย่างยั่งยืน

ออมสิน ส่งท้ายโรดโชว์ 4 ภาค “ออม-เรียน เธชัน” สร้างภูมิการเงินวัยทีน

0

นางสาววชิรา การสุทธิ์ รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และนางสาวนวลนารถ สายสุทธิวงษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินและมอบรางวัลการแข่งขันประชันไอเดียสร้างสรรค์คอนเทนต์ส่งเสริมการออม ในกิจกรรมโรดโชว์ “ออมสิน Presents ออม-เรียน เธชัน” ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “ปฐมบทเฟ้นหาเด็กฝึกงาน Special EP.” สนามปิดท้าย ณ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เร็วนี้ ๆ โดยเดินสายครบ 4 มหาวิทยาลัย 4 ภาค ได้แก่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ และมหาวิทยาลัยกรุงเทพ มีนักศึกษาเข้าร่วมตลอดโครงการกว่า 6,000 คน

โดยกิจกรรมมุ่งเสริมทักษะความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) สร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้คนรุ่นใหม่ก่อนก้าวสู่โลกการทำงาน ผ่านรูปแบบ Edutainment ทั้งการออม การวางแผนการเงิน และการสร้างรายได้ โดยมีโค้ชการเงิน CMC by GSB เป็นกำลังสำคัญในการถ่ายทอดความรู้ด้านการเงิน และชวนนักศึกษา เช็กสุขภาพทางการเงินเพื่อให้เข้าใจสถานะทางการเงินของตนเอง และนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้กับชีวิตจริง การ ประชันไอเดียสร้างสรรค์ด้านคอนเทนต์ส่งเสริมการออม กับอินฟลูเอนเซอร์ “มอสมัดจุก” สัมผัสบอร์ดเกมจำลองวางแผนการเงิน “มันนี่ปังปัง” และแอปพลิเคชัน CoachAom โดยนักศึกษาที่แสดงศักยภาพด้านการสร้างคอนเทนต์ผสานกับความรู้ด้านการเงินได้อย่างโดดเด่นและผ่านการคัดเลือกจากกิจกรรมโรดโชว์ทั้ง 4 ภาค ยังจะได้ร่วมผลิตคอนเทนต์ต่อฝีปากกับมอส ลงช่องมอสมัดจุก ก่อนต่อยอดสู่กิจกรรม Rising Creator ในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อเฟ้นหา Content Creator รุ่นใหม่จากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ มาร่วมสร้างสรรค์คอนเทนต์การเงินที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่

เช็กสุขภาพการเงินโค้งสุดท้าย

0

ที่มา คอลัมน์ “รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งค้่ง” หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

เผลอแป๊บเดียว “คุณนายพารวย” ทำหน้าที่รับใช้คุณผู้อ่านมาจนถึงโค้งสุดท้ายของไตรมาส 3 แล้ว อีกไม่กี่สัปดาห์จะก้าวเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี 69 เชื่อว่าหลายท่านพอเริ่มเห็นสัญญาณปลายปี ก็นึกถึงช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองและเงินโบนัสที่ตั้งตารอคอย แต่ก่อนที่จะวาดฝันไปไกล อยากชวนทุกคนใช้โอกาสนี้มาเช็กอัปสุขภาพทางการเงินกันก่อน เพื่อให้ 3 เดือนสุดท้ายของปีราบรื่น ไม่ต้องมานั่งเครียดกับปัญหาเงินขาดมือหรือภาระภาษีที่บานปลาย

เริ่มด้วย “การเช็กเป้าหมายและเตรียมงบรายจ่ายปลายปี” เราลองหยิบสมุดบันทึกหรือไฟล์เป้าหมายทางการเงินที่ตั้งไว้ตั้งแต่ต้นปีขึ้นมาทบทวนดูค่ะว่าเป้าหมายไหนสำเร็จ เป้าหมายไหนยังต้องลุยต่อ แล้วกางรายจ่ายไตรมาส 4 ที่รออยู่ออกมาดูให้ชัดเจน เพราะช่วงปลายปีมักมีรายจ่ายดักรออยู่เพียบ ไม่ว่าจะเป็นค่าทริปท่องเที่ยว ค่าของขวัญจับสลาก ตลอดจนค่าเดินทางกลับบ้านช่วงเทศกาล หรือใครที่มีลูกวัยเรียนก็ต้องเตรียมเงินไว้จ่ายค่าเรียนเทอมสองกันด้วย โดยควรวางแผนงบประมาณไว้ล่วงหน้าตั้งแต่วันนี้

ลำดับต่อมาคือ การเช็กพอร์ตลงทุนและทบทวนความเสี่ยง ในช่วงเวลา 9 เดือนที่ผ่านมา สภาวะเศรษฐกิจ ตลาดหุ้น และอัตราดอกเบี้ย เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาสินทรัพย์บางรายการในพอร์ตอาจเติบโตขึ้น หรือบางรายการอาจลดลง จึงจำเป็นต้องทบทวนและปรับสมดุลพอร์ต ตรวจสอบว่าสัดส่วนการลงทุนยังคงเหมาะสมกับตัวเราหรือไม่ หากสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงเติบโตจนเกินสัดส่วนที่ตั้งไว้ อาจพิจารณาโยกการลงทุนไปอยู่ในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคง เพื่อรับมือกับความผันผวนในช่วงไตรมาสสุดท้าย

ตามมาด้วย “การเช็กสิทธิประโยชน์ทางภาษี” ซึ่งเป็นเรื่องที่คุณนายพารวยคอยเตือนเสมอ ตอนนี้ถือว่ายังมีเวลาพอสำหรับการทยอยซื้อกองทุนประหยัดภาษี รวมถึงการซื้อประกันชีวิตและประกันสุขภาพ เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงและลดทอนภาระเงินก้อน

ช่วงปลายปี อย่ามัวแต่รอจนถึงครึ่งหลังของเดือนธันวาคม เพราะอาจทำให้ลนลานจนคำนวณหรือลงทุนผิดพลาด ตลอดจนทำรายการไม่ทันเวลา อย่างไรก็ตาม ในระหว่างนี้เราอาจแบ่งเงินลงทุนส่วนหนึ่งไว้สำหรับโครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล (TISA) มาตรการลดหย่อนภาษีตัวใหม่ ซึ่งน่าจะมีความชัดเจนออกมาในเดือนก.ย.นี้

และสุดท้ายคือ “การเช็กสภาพคล่องและเงินสำรองฉุกเฉิน” ว่าเรายังมีสภาพคล่องเพียงพอรองรับค่าใช้จ่าย 3-6 เดือนหรือไม่ คำนวณดูว่าในแต่ละเดือนมีภาระต้องจ่ายอะไรบ้าง ทั้งค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เบี้ยประกัน และค่าใช้จ่ายครอบครัว แล้วคูณด้วยจำนวนเดือนที่ต้องสำรองไว้ เพื่อที่จะได้เติมเงินสำรองให้เต็มในไตรมาส 4 การจัดทัพทางการเงินไม่ใช่เรื่องยาก แค่เราจัดสรรเวลาที่เหลือ เพื่อปรับแผนให้เข้าที่เข้าทาง เชื่อว่าจะช่วยให้เราก้าวเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ได้อย่างสบายใจ และพร้อมต้อนรับปีใหม่อย่างมั่นคง!!

“คุณนายพารวย” ขอฝากทุกท่านช่วยตอบแบบสอบถาม เพื่อสำรวจความคิดเห็น และนำข้อมูลไปปรับปรุงเนื้อหาของคอลัมน์ “รู้เก็บรู้ออมฯ” ให้ตอบโจทย์ความต้องการของคุณผู้อ่านได้ดียิ่งขึ้น โดยสามารถสแกน QR Code ด้านล่างนี้ได้เลยค่ะ

คุณนายพารวย

ชวนเที่ยวนิทรรศการ ‘CORRUPTOPIA มหานครคอร์รัปชัน’ ที่จะพาคุณไปรู้จักเมืองจำลองที่การทุจริตคอร์รัปชันกลายเป็นเรื่องปกติ เมืองสมมติที่หลายมุมคุ้นจนอยากหันไปถามคนข้าง ๆ ว่า “คิดเหมือนกันใช่ไหม ? ” 

0

“เก่งมาจากไหน ก็แพ้คนมีเส้นสายอย่างเธอ” ใครเคยแพ้คนมีเส้น อยากให้มาเดินงานนี้ เพราะบางครั้งสิทธิที่เราพึงมีพึงได้ อาจถูกพรากไปเพราะการทุจริตคอร์รัปชัน 

หรือถ้าใครอยากมีเส้นจริง ๆ ในมหานครนี้เขาก็มีโรงงานผลิตเส้น (สาย) ให้นะ

ชวนไปเที่ยวนิทรรศการ ‘CORRUPTOPIA มหานครคอร์รัปชัน’ ที่จะพาคุณไปรู้จักเมืองจำลองที่การทุจริตคอร์รัปชันกลายเป็นเรื่องปกติ เมืองสมมติที่หลายมุมคุ้นจนอยากหันไปถามคนข้าง ๆ ว่า “คิดเหมือนกันใช่ไหม ? ” 

รับพาสปอร์ตแล้วเดินเช็กอินให้ครบ 6 จุด ลองสำรวจว่า เราชินกับเรื่องที่ไม่ควรชินไปแล้วแค่ไหน

ชวนเพื่อนมา แล้วลองเทียบคำตอบกัน บางทีเรื่องเดียวกันเราอาจรู้สึกไม่เหมือนกันก็ได้

🌆CORRUPTOPIA: มหานครคอร์รัปชัน

📍 ห้องนิทรรศการ ชั้น 3 หอศิลปกรุงเทพฯ (BACC)
🗓 15–27 กันยายน 2569
🎟 เข้าชมฟรี

จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.)

7Delivery เสริม “น้องง่วง” ร่วมทัพขนส่งรักษ์โลกตอบโจทย์การช้อปสินค้า “คู่บ้าน คู่ครัว” ส่งตรงถึงหน้าบ้าน

0

เซเว่น อีเลฟเว่น ในฐานะร้านสะดวกซื้อที่เป็น “เพื่อนที่รู้ใจ…ใกล้ๆ คุณ” เข้าใจไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างของลูกค้าแต่ละคน จึงได้ยกระดับสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ทุกๆ กลุ่ม โดยยังคงให้ความสำคัญกับความสะดวกสบาย อีกทั้งยังไม่ทิ้งคุณค่าที่ร้านและลูกค้าจะร่วมกันส่งมอบให้สังคมและโลกของเรา

          ล่าสุด 7Delivery เพิ่งต้อนรับ “น้องง่วง” CHANGAN LUMIN พาหนะขับเคลื่อน 4 ล้อพลังงานไฟฟ้า เข้าเป็นสมาชิกใหม่เสริมทัพขนส่งรักษ์โลก ทำให้ตอนนี้สามารถกระจายการให้บริการได้ถึง 700 สาขา และเมื่อรวมกับที่มีอยู่เดิมเป็น 84 คัน จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 470.12 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี หรือเท่ากับการปลูกต้นไม้ใหญ่เพิ่มขึ้นถึง 47,012 ต้น ยังไม่รวมรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ปัจจุบันมีใช้งานอยู่อีก 2,100 คัน

          สำหรับน้องง่วง หรือ CHANGAN LUMIN จะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ 7Delivery โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าคู่บ้าน คู่ครัว ไม่ว่าจะเป็นอาหารเครื่องดื่ม ของใช้ส่วนตัว ของใช้ภายในบ้าน ซึ่งปัจจุบันเซเว่น อีเลฟเว่น ได้เปิดโซนใหม่ ALL Grocer’s คู่บ้าน คู่ครัว เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของคุณพ่อบ้านแม่บ้าน และผู้ประกอบการด้วยสินค้าที่หลากหลายครบของใช้ในบ้าน และในครัว สินค้ายกแพ็ค ในราคาสุดคุ้ม เรียกว่า คุ้ม ครบ ใกล้บ้าน 24 ชม. พร้อมส่งตรงให้ลูกค้าถึงหน้าบ้าน   โดยสามารถติดตามโปรโมชั่น และเลือกซื้อสินค้าคู่บ้าน คู่ครัว ผ่านบริการ 7Delivery กดไอคอน ALL Grocer’s คู่บ้านคู่ครัว ได้ที่ 7APP    

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ผนึกกำลัง สหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยฯ และภาคีเครือข่าย ส่งเสริมความรู้ทางการเงินแก่สมาชิกทั่วประเทศ ก้าวสู่ปีที่ 11

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยฯ ร่วมส่งเสริมความรู้การวางแผนการเงิน โดยจัดอบรมหลักสูตร “ก้าวสู่คัมภีร์พี่เลี้ยงการเงิน” และ “อัปเดตเทรนด์ 2H2026 สร้างพอร์ตแกร่ง รับมือความผันผวน” เมื่อวันที่ 15 – 16 ก.ย. 69 ที่ผ่านมา โดยมีสมาชิกภาคีเครือข่ายเข้าร่วม 210 คน พร้อมทั้งมอบรางวัลเกียรติคุณนำร่องประจำปี 2569 แก่องค์กรทั้ง 12 แห่ง ที่ประสบความสำเร็จในการใช้แนวทาง “Happy Money สุขเงินสร้างได้” สร้างวินัยทางการเงินในองค์กร

ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ชนก จันทาทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล ประธานสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยฯ และประธานคณะกรรมการอำนวยการสภาองค์การพัฒนาเด็กและเยาวชนฯ และภาคีเครือข่าย ร่วมพิธีเปิดงาน องค์กรที่สนใจส่งเสริมความรู้ทางการเงินของตลาดหลักทรัพย์ฯ ดูรายละเอียดได้ที่ www.set.or.th/happymoney

ถ้าโลกนี้มีอาการป่วยจากการคอร์รัปชัน โกงกิน หรือ ‘Corruption Syndrome’ ประเทศไทยถือว่าป่วยขั้นไหนแล้ว

0

“เวลาที่เราพูดถึงคำว่า ‘syndrome’ หรือกลุ่มอาการของโรค เรามักจะนึกถึงความเจ็บป่วยเรื้อรังที่รักษาไม่หาย เป็นความทรมานที่ผู้ป่วยต้องก้มหน้าทนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต จนมีคำถามว่าแล้วถ้าโลกนี้มีอาการป่วยจากการคอร์รัปชัน โกงกิน หรือ ‘Corruption Syndrome’ ประเทศไทยถือว่าป่วยขั้นไหนแล้ว”

ส่วนหนึ่งจากปาฐกถาพิเศษ : “คอร์รัปชันซินโดรม” ประเทศไทยป่วยขั้นไหน ? โดย คุณบรรยง พงษ์พานิช กรรมการและกรรมการบริหาร องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ในงาน ‘CORRUPTOPIA’ มหานครคอร์รัปชัน Exhibition & Forum โดยสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งจัดขึ้นที่ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) เมื่อวันที่ 16 กันยายน ที่ผ่านมา
.
“ข้อมูลจากดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index) ขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ระบุว่า ในปี 2015 ซึ่งเป็นปีที่ก่อตั้งองค์การต่อต้านคอร์รัปชันขึ้นมา ประเทศไทยสอบได้ 38 คะแนน รั้งอันดับ 76 ของโลก ตัดภาพมาวันนี้คะแนนของประเทศไทยลดลงไปอยู่ที่ 33 คะแนน ดูเผิน ๆ เหมือนจะไม่มีความเปลี่ยนแปลงเท่าไรนัก แต่สิ่งที่ฟ้องว่าโรคลุกลามคืออันดับที่มันหล่นเร็วยิ่งกว่าศรัทธาของประชาชนที่หลุดไปอยู่อันดับที่ 116 จาก 182 ประเทศอย่างน่าอับอาย
.
“สาเหตุไม่น่าจะเป็นเพราะคนไทยโกงกันเก่งมากขึ้น เพราะเวลาที่เราอ่านข่าวทุกวัน เราก็จะเห็นว่าเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น มันเป็นเรื่องเดิม ๆ ที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาหลายสิบปี โกงแล้วก็สอบสวน สอบสวนแล้วก็ลืม ลืมแล้วเดี๋ยวก็โกงกันใหม่ ดังนั้น ขณะที่โลกก้าวไปข้างหน้า รักษาเนื้อรักษาตัวจนแข็งแรงและวิ่งปร๋อแซงเราไปกันหมด เราก็ยังนอนให้น้ำเกลืออยู่ในห้อง ICU ห้องเดิม
.
“หลายท่านอาจจะแย้งว่าที่ผ่านมาเราก็พยายามรักษากันอยู่มิใช่หรือ ใช่ เราซื้อยาราคาแพง
เราขยายโครงสร้างหน่วยงานตรวจสอบ เพิ่มเจ้าหน้าที่ป.ป.ช. อัดฉีดงบประมาณปราบปรามอย่างมโหฬาร เขียนรัฐธรรมนูญตั้งหน่วยงานและขั้นตอนรัฐเพื่อสกัดกั้นการโกงไม่รู้กี่รูปแบบ ทุกวันนี้เรามีงบประมาณต้านโกงรวม ๆ กันปีละกว่า 6 พันล้านบาท แต่ทำไมโรคถึงไม่สงบ และมีแต่จะรุนแรงขึ้น เพราะฉะนั้นคำตอบตามสามัญสำนึกสำหรับผมจึงชัดเจนว่าเรากำลังรักษาโรคผิดวิธี หรือจ่ายยาผิดขนาน อาการป่วยเราจึงทรุดลงเรื่อย ๆ
.
“การเพิ่มจำนวน เพิ่มงบ เพิ่มแผนกจับผิดของประเทศ เพื่อแลกกับความปกติ ในขณะที่คนทำผิดก็จ่ายเพื่อซื้อสิ่งที่ผิดปกติได้ การหวังเอาอำนาจรัฐไปตั้งหน่วยงานตรวจสอบรัฐด้วยกัน โดยมากจึงมักจะมีผลเป็นแค่การเลี้ยงไข้ ที่มีแต่จะทำให้โรคนี้แผ่ขยายไปได้เรื่อย ๆ ผลข้างเคียงที่ร้ายแรงที่สุดของอาการป่วยนี้ไม่ใช่แค่ตัวเม็ดเงินที่สูญไปกับการโกงกินเท่านั้น แต่คือภาวะชินชาของคนในสังคม
.
“คนไทยอาจไม่ได้ไร้ศีลธรรมกว่าใคร แต่เรากำลังถูกโครงสร้างบีบคั้นให้ต้องยอมและคุ้นเคยกับการจ่ายใต้โต๊ะ เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งบริการพื้นฐาน จนความวิปริตกลายเป็นความปกติ และความรู้สึกเฉื่อยเฉยมาแทนความรู้สึกทุกข์ร้อน
.
“สำหรับผมในเมื่อเราพึ่งกลไกของรัฐอย่างเดียวไม่ได้ ยาเดียวที่ยังเหลืออยู่จึงมีแต่ระบบภูมิคุ้มกันของภาคประชาชน แต่อยู่ดี ๆ จะให้ชาวบ้านลุกขึ้นมาสู้กับรัฐ มันก็ไม่ต่างอะไรกับการแก้มะเร็งด้วยยาหม้อ ซึ่งมันอาจจะไม่ใช่ว่าไม่มีผล แต่มันออกฤทธิ์ช้าเกินไป เราจึงต้องยกระดับการรักษา Corruption Syndrome ของเราใหม่ ด้วยกลไกการรักษาที่ผมขออนุญาตตั้งชื่อให้ว่า ‘ยาเทพ (TEPP)’
.
“T ตัวแรก คือ Transparency เริ่มด้วยการทำลายความมืดมิด คือบังคับให้รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลในรูปแบบ Open Data เพราะแสงสว่างคือยาฆ่าเชื้อที่ทรงประสิทธิภาพมากที่สุด แต่ข้อมูลภาครัฐมันซับซ้อนและดูยาก เราจึงต้องเติม E หรือ Expertise ดึงผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคนิคมาช่วยกันถอดรหัสและชี้เป้าความผิดปกติที่เกิดขึ้น
.
“P ตัวแรก คือ Participation (การมีส่วนร่วม) รัฐต้องยอมเปิดพื้นที่ให้ภาคส่วนอื่น ๆ ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ว่าจะเป็นเอกชนหรือภาคประชาสังคม เข้ามาช่วยในกลไกการตรวจสอบ ไม่ผูกขาดความถูกต้องไว้เพียงผู้เดียว และรัฐยังต้องจัดหาทรัพยากรให้พวกเขาอย่างเพียงพอด้วย
.
“และ P ตัวสุดท้าย คือ Public หรือ พลังของมวลชนและความตื่นรู้ที่กล้าจะสลัดทิ้งความชินชาได้ ก็ต่อเมื่อพวกเขามีหลักประกันความปลอดภัย เช่น ต้องมีกฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส มีกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก (SLAPP) และต้องควบคุมงบประมาณประชาสัมพันธ์ภาครัฐ ไม่ให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือแทรกแซงสื่อมวลชน เพื่อไม่ให้คนที่กล้าลุกขึ้นมาสู้ต้องสู้อย่างเสียเปรียบและโดดเดี่ยว
.
“ท้ายที่สุดแล้วเนื้อแท้ของระบอบประชาธิปไตยย่อมไม่อาจแยกขาดจากประชาชนได้ มีประโยคภาษาละตินโบราณที่กล่าวไว้ว่า ‘Vox Populi, Vox Dei’ แปลความได้ว่า ‘เสียงของประชาชน คือเสียงของพระเจ้า’ ในอดีตเรามักเชื่อกันว่า เพียงแค่ประชาชนรวมตัวกันส่งเสียง ก็ศักดิ์สิทธิ์และทรงอานุภาพเหมือนประกาศิตจากสวรรค์แล้ว แต่ในโลกความเป็นจริงโครงสร้างคอร์รัปชันนั้นสลับซับซ้อน และฝังรากลึก การตะโกนปาว ๆ โดยไร้แบบแผนจึงมักถูกทำให้กลายเป็นเพียงเสียงนกเสียงกา ที่รัฐสามารถเมินเฉยได้โดยง่าย
.
“ดังนั้น หากเราต้องการให้เสียงของประชาชน ‘ศักดิ์สิทธิ์’ เหมือนเป็น ‘เสียงเทพ’ ที่มีประกาศิตสั่งการ กำหนดความเป็นไปของสังคม และถอนรากถอนโคนโรคร้ายนี้ได้ ก็ต่อเมื่อมันถูกเปล่งออกมาจากความโปร่งใส (Transparency) เฉียบขาดด้วยความเชี่ยวชาญ (Expertise) เกิดจากการผนึกกำลังร่วมตรวจสอบ (Participation) และมาจากการตื่นรู้ของมวลชนที่เลิกยอมจำนน (Public Action) เพราะไม่มีอำนาจผูกขาด หรือระบบอุปถัมภ์ใด จะทานประกาศิตของการตรวจสอบที่แหลมคมได้
.
“ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องติดอาวุธให้เสียงของเรา เลิกชินชาแก่การถูกปล้นสิทธิพื้นฐาน และลุกขึ้นมาส่ง ‘เสียงเทพ’ เพื่อรักษาคนไข้ที่ชื่อประเทศไทยให้กลับมามีชีวิตที่แข็งแรงอีกครั้ง”
…