Home Blog Page 3

เมืองไทยประกันชีวิตและมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม มอบผ้าห่มต้านภัยหนาว ส่งต่อความห่วงใย สร้างความอบอุ่นให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ร่วมกับมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม จัดกิจกรรมมอบผ้าห่มต้านภัยหนาว ภายใต้ “โครงการอบอุ่นกับเมืองไทยประกันชีวิต” เพื่อส่งต่อความอบอุ่นและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศหนาวเย็นและภัยพิบัติ

ในโอกาสนี้ นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ได้มอบผ้าห่มต้านภัยหนาวให้แก่ โครงการ “ห่มรัก” ของบริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด ซึ่งบริษัทได้สนับสนุนอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 โดยในปีนี้โครงการห่มรักได้ส่งมอบผ้าห่มเพื่อสร้างความอบอุ่นแก่ประชาชนในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี ดร.อรุโณชา ภาณุพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด เป็นผู้รับมอบ

นอกจากนี้ เมืองไทยประกันชีวิตยังได้มอบผ้าห่มต้านภัยหนาวให้แก่ รายการสถานีประชาชน สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 เพื่อสนับสนุนโครงการ “สถานีประชาชนสัญจร เพื่อน้องที่ห่างไกล” ณ โรงเรียนบ้านนาบง อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน โดยมีเป้าหมายส่งต่อผ้าห่มและกำลังใจให้แก่ประชาชนในพื้นที่กว่า 2,000 ครัวเรือน โดยมี นางกานดา จำปาทิพย์ บรรณาธิการรายการสถานีประชาชน และ นางสาวธิดารัตน์ อนันตรกิตติ พิธีกรรายการสถานีประชาชน เป็นผู้รับมอบ

สำหรับผ้าห่มที่นำมามอบในโครงการฯ ผลิตโดย วิสาหกิจชุมชนบ้านวัดจากแดงเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยกระบวนการ Upcycling โดยผ้าห่ม 1 ผืน ใช้ขวดพลาสติกขนาด 1 ลิตร จำนวน 11 ขวด มีความหนา 280 GSM (Gram per Square Meter) ซึ่งในโครงการ “อบอุ่นกับเมืองไทยประกันชีวิต” ประจำปี 2568 สามารถช่วยลดขยะขวดพลาสติกได้รวม 15,708 ขวด และผ้าห่มจำนวนดังกล่าวเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ใหญ่ 157.08 ต้น สะท้อนการดำเนินงานตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม

ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายปราโมทย์ ศักดิ์กำจร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) และ นางพิตราภรณ์ บุณยรัตพันธุ์ รองประธานกรรมการ มูลนิธิเมืองไทยยิ้ม ร่วมเป็นผู้แทนในการมอบผ้าห่มต้านภัยหนาวให้แก่หน่วยงานพันธมิตรด้านสื่อสารมวลชน เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือไปยังประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ

กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเมืองไทยประกันชีวิตและมูลนิธิเมืองไทยยิ้มในการดำเนินงานควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม ภายใต้แนวคิด “ส่งมอบความสุขให้กับทุกชีวิต” โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ ผ่านการสร้างความอบอุ่น ความห่วงใย และการช่วยเหลือผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง พร้อมยืนหยัดเคียงข้างสังคมไทยในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน และร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน

เกษตรกรเพชรบุรี เพาะเลี้ยง “ปูทะเล” สัตว์น้ำเศรษฐกิจ เพิ่มความมั่นคงทางอาชีพ

0

เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในจังหวัดเพชรบุรี เดินหน้าต่อยอดอาชีพด้วยการเลี้ยง “ปูทะเล” สัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีความต้องการสูงในตลาด โดยประยุกต์แนวทาง “เปลี่ยนปัญหาเป็นโอกาส” นำ “ปลาหมอคางดำ” ใช้เป็นเหยื่อ-อาหารเลี้ยงปู ช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มความมั่นคงทางอาชีพ และส่งเสริมการนำปลาต่างถิ่นออกจากระบบนิเวศอย่างต่อเนื่อง พร้อมบันทึกข้อมูลเพื่อการขยายผลให้เกษตรกรรายอื่น

นางสาวกาญจนา โชติช่วง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน บ้านหนองบัว หมู่ที่ 3 ตำบลบางเค็ม อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี เปิดเผยว่า เกษตรกรในพื้นที่เริ่มจากการเลี้ยงปลากะพงขาวในบ่อเพื่อช่วยกำจัดปลาหมอคางดำ ซึ่งช่วยลดภาระต้นทุนอาหารและควบคุมปลาต่างถิ่นได้ผลดี จึงขยายผลสู่การเลี้ยง “ปูทะเล” เนื่องจากปูทะเลเป็นสินค้าที่ตลาดต้องการสูง และบางช่วงมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 750 บาท โดยเกษตรกรได้รับการสนับสนุนจากประมงจังหวัดเพชรบุรี ภายใต้ โครงการส่งเสริมการเลี้ยงปูทะเล “พลิกวิกฤตพิชิตปลาหมอคางดำ”

นายประจวบ เจี้ยงยี่ ประมงจังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า โครงการนี้เป็นไปตามมาตรการของกรมประมงในจัดการปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำด้วยการนำมาบดเป็นอาหารเลี้ยงปูทะเล เพื่อลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและชาวประมง

“เกษตรกร 25 ราย ในตำบลบางเค็ม อำเภอเขาย้อย ได้รับสนับสนุนลูกพันธุ์ปูจากสำนักงานประมงเพชรบุรี รายละ 800 ตัว นำไปเลี้ยง โดยการสนับสนุนครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการจะมีการบันทึกข้อมูลการให้อาหารปูเป็นประจำทุกวัน โดยข้อมูลดังกล่าวประมงอำเภอเขาย้อยจะได้นำไปใช้ประเมินผลและจัดทำสถิติประกอบการขยายผลในอนาคต” นางสาวกาญจนากล่าว

ก่อนหน้านี้ กลุ่มเกษตรกรใช้หัวปลา เศษปลา หรือปลาเป็ดที่ซื้อจากเรือประมงเป็นอาหารเลี้ยง แต่ปัจจุบันเปลี่ยนมาใช้ปลาหมอคางดำเป็นเหยื่อเลี้ยงแทน ช่วยลดต้นทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเหยื่อเลี้ยงได้ทั้งจากการจับในแหล่งน้ำธรรมชาติ หรือรับซื้อจากชุมชน ทำให้เกิดการจับปลาหมอคางดำออกจากระบบนิเวศอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรได้ประโยชน์ และชุมชนก็มีรายได้จากการจับปลาเหยื่อมาจำหน่าย

ทั้งนี้ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านยังกล่าวเสริมว่า “โครงการปูทะเล” เป็นโครงการที่เกิดประโยชน์ต่อผู้เพาะเลี้ยงอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านการลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และสามารถเป็นต้นแบบให้พื้นที่อื่นที่กำลังเผชิญปัญหาปลาต่างถิ่น นำแนวทางไปปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของชุมชนได้

ทั้งนี้ รอบการเลี้ยงปูทะเลใช้เวลาประมาณ 2 เดือนครึ่ง ก็สามารถจับจำหน่ายได้ ทำให้เป็นอีกทางเลือกในการกระจายความเสี่ยงและเพิ่มรายได้ควบคู่กับการเลี้ยงปลากะพงขาว และยังช่วยให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรในชุมชนที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนและเกษตรกรในพื้นที่

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดโครงการ New Breed 2026 รุกปั้นนักการเงินรุ่นใหม่ มอบทุนสอบ AISA ฟรี

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ชวนนิสิต นักศึกษา และผู้ที่สนใจเริ่มต้นเส้นทางวิชาชีพด้านการเงิน กับ “โครงการทุน New Breed Capital Market Financial Professionals 2026” เพื่ออัปสกิลความรู้ และพัฒนาทักษะสู่การเป็นบุคลากรคุณภาพในตลาดทุน ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้เรียนรู้การวิเคราะห์ทางการเงินและการจัดการลงทุนผ่านหลักสูตร AISA และรับ e-Book ครบชุด ฟรี พร้อมโอกาสคว้าทุนสอบคุณวุฒิ AISA 2 ครั้ง มูลค่า 14,000 บาท จำนวน 250 ทุน นอกจากนี้ยังมีสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรม Exclusive Financial Career Camp สัมผัสโลกธุรกิจและการทำงานของมืออาชีพผ่านการเยี่ยมชมกิจการ พร้อมร่วมแข่งขันวิเคราะห์เคสด้านการเงินการลงทุน ชิงทุนสอบ CISA และเงินรางวัลรวม 200,000 บาท ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้ – 15 มีนาคม 2569 ไม่มีค่าใช้จ่าย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.set.or.th/newbreed2026

ประเดิมกิจกรรมแรกกับ “New Breed Open House” เจาะลึกโอกาสอาชีพในตลาดทุนยุคใหม่ วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14.00-16.00 น. รับชมสดทาง Facebook: SET Young Gen

AIS Academy ดันโครงการ JUMP THAILAND Hackathon 2024 คว้ารางวัล Steward Leadership 25

0

ตอกย้ำต้นแบบการใช้ AI ผสาน 5G สร้างนวัตกรรมเพื่อสังคมสูงวัย เดินหน้าต่อยอดสู่สังคมที่ยั่งยืน

AIS Academy สร้างชื่อในฐานะองค์กรโทรคมนาคมไทยรายเดียวที่คว้ารางวัล “Steward Leadership 25 (SL25)” จากผลงานโครงการ “JUMP THAILAND Hackathon 2024” ซึ่งเป็นโครงการที่นำนวัตกรรมมาพัฒนาเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและคนพิการ โดยได้รับคัดเลือกเป็นหนึ่งใน 25 โครงการภาคเอกชนชั้นนำของเอเชียแปซิฟิก

โครงการ JUMP THAILAND Hackathon 2024 โดย AIS Academy เพื่อระดมพลังนวัตกรรุ่นใหม่ นักศึกษา ผู้ประกอบการ และชุมชน ร่วมออกแบบโซลูชัน AI และ 5G ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุและผู้พิการ ตอบโจทย์สังคมสูงวัยและลดช่องว่างการเข้าถึงบริการพื้นฐาน โครงการนี้ยังมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษา เพื่อเปิดโอกาสต่อยอดสู่การใช้งานจริงมีผู้เข้าร่วมโครงการกว่า 3,300 คน จากบุคลากร AIS ภาครัฐ เอกชน ประชาคม นักศึกษาจาก 31 มหาวิทยาลัย และประชาชน นำไปสู่แนวคิดที่ใช้ได้จริง อาทิ อุปกรณ์ช่วยการเคลื่อนไหว แอปติดตามสุขภาพ และแพลตฟอร์มสื่อสารสำหรับผู้ป่วยออทิสติก พร้อมแผนขยายผลสู่ผู้รับประโยชน์กว่า 50,000 คนภายในปี 2027

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า “รางวัล Steward Leadership 25 (SL25) สะท้อนวิสัยทัศน์ของเอไอเอสในการยกระดับทักษะและศักยภาพของคนไทยอย่างรอบด้าน ทั้งการพัฒนาพนักงานผ่านแพลตฟอร์ม AIS LearnDi การลดความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัลด้วยชุมชนแห่งการเรียนรู้และโครงการเพื่อครู ติวเตอร์ และเยาวชน รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้เกิดนวัตกรรมผ่านโครงการอย่าง JUMP THAILAND Hackathon 2024 และการขับเคลื่อนสังคมด้วยโครงสร้างพื้นฐาน 5G และองค์ความรู้ด้าน AI โดยมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุและผู้พิการ ภายใต้แนวคิด Ecosystem Economy ที่ยึดการพัฒนาคนเป็นหัวใจ ผ่าน AIS Academy ตลอดกว่า 8 ปี

รางวัล Steward Leadership 25 (SL25) คือรางวัลการจัดอันดับ 25 โครงการที่มีความเป็นเลิศด้านภาวะผู้นำเชิงดูแลจากบริษัทเอกชนชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งแสดงความมุ่งมั่นอย่างชัดเจนในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการนำศักยภาพและขีดความสามารถขององค์กรมาช่วยแก้ไขปัญหาและรับมือกับความท้าทายทางสังคมและสิ่งแวดล้อม สร้างผลกระทบเชิงบวกที่จับต้องได้ผ่านนวัตกรรมและแนวทางที่โดดเด่น โดยรางวัลนี้ยกย่ององค์กรธุรกิจที่สามารถผสาน การเติบโตทางธุรกิจ เข้ากับ การสร้างคุณค่าระยะยาวให้แก่ผู้มีส่วนได้เสีย สังคม คนรุ่นต่อไป และโลก สะท้อนบทบาทของผู้นำที่มีความรับผิดชอบ คิดไกล และคิดเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

เมืองไทยประกันชีวิตจัดงาน AGENCY KICK OFF 2026 พร้อมประกาศนโยบาย “DO IT NOW” รวมพลังตัวแทนทั่วประเทศอย่างยิ่งใหญ่

0

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เป็นประธานจัดงาน “AGENCY KICK OFF 2026” การรวมพลังครั้งสำคัญของคณะผู้บริหารและตัวแทนฝ่ายขาย จากทั่วประเทศอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมประกาศนโยบาย “DO IT NOW”  ปลุกพลังชาวสีบานเย็น ให้ก้าวเดินไปสู่เส้นชัยแห่งการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนร่วมกัน สะท้อนความพร้อมขององค์กรในการขับเคลื่อนธุรกิจประกันชีวิตท่ามกลางความท้าทายของโลกยุคใหม่ ที่มุ่งยกระดับบทบาทของเมืองไทยประกันชีวิต ในการเป็นคู่คิดด้านการวางแผนชีวิตและสุขภาพ ที่ลูกค้าไว้วางใจ

พร้อมย้ำจุดยืนในการส่งมอบความสุข ความอุ่นใจ    และรอยยิ้มให้แก่ลูกค้าคนสำคัญในทุกช่วงของชีวิต ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และเครือข่ายตัวแทนที่มีคุณภาพ หัวใจการบริการ และจรรยาบรรณสูงสุด โดยมี ดร.สุธี โมกขะเวส กรรมการผู้จัดการ และคณะผู้บริหาร  บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)  ร่วมในงาน  จัดขึ้น ณ Plenary Hall  ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 

3 สินเชื่อกู้วิกฤติ ให้ทุกขั้นของชีวิตได้ไปต่อ

0

ใครที่กำลังรู้สึกว่าชีวิตช่วงนี้เหมือนกำลังเจอทางตัน หรือมีปัญหาการเงินให้ต้องคิดหนักอยู่บ้าง ลำพังการใช้ชีวิตในยามปกติ ก็มีปัญหามากพอแล้ว แต่หากเกิดเหตุที่อยู่นอกเหนือการควบคุม ไม่ว่าจะเป็น ภัยพิบัติจากธรรมชาติ, สภาพเศรษฐกิจที่ถดถอยลงทุกปี ยิ่งสร้างแรงกดดัน จนทำให้เกิดปัญหาทางการเงินที่ถาโถมเข้าใส่ตัวเรา

แม้จะมีแหล่งเงินกู้ในระบบและถูกต้องตามกฎหมาย แต่มีคนจำนวนไม่น้อยที่ประสบปัญหาในการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ดังกล่าว เพราะมีอุปสรรคเรื่องการแสดงเอกสารประกอบการพิจารณาสินเชื่อ เช่น สลิปเงินเดือน, หนังสือรับรองเงินเดือน, รายการเดินบัญชีธนาคาร  หรือเอกสารอื่นๆ ที่แสดงความสามารถในการชำระหนี้ จนทำให้ไม่สามารถกู้เงินได้

ธนาคารออมสินเห็นถึงปัญหาที่หลายคนกำลังเผชิญ และต้องการช่วยให้คนกลุ่มนี้ได้รับโอกาสและเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม จึงได้เปิดตัว 3 สินเชื่อ ที่จะช่วยเหลือคนเดือดร้อนให้ก้าวต่อได้อย่างมั่นคง

สินเชื่อเพื่อกู้วิกฤต สำหรับคนรายได้ไม่พอใช้ ธุรกิจสะดุด หรือมีปัญหาหนี้นอกระบบ ออกมาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่กำลังประสบปัญหาต่างๆ  เป็นการให้ความช่วยเหลือเรื่องการเงินอย่างจริงใจ เพื่อให้ทุกคนได้ก้าวผ่านช่วงยากลำบากนี้ไปได้ภายใต้แนวคิด Financial Inclusion คือการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยสินเชื่อทั้งสามประกอบด้วย

1.สินเชื่อธุรกิจรายย่อย  เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง หรือเติมทุนให้ธุรกิจขนาดเล็ก กลับมามีแรงได้อีกครั้ง  ให้วงเงินกู้สูงสุด 1,000,000 บาท ดอกเบี้ยเริ่มต้น 7.945% ต่อปี** และผ่อนได้นานสูงสุด 10 ปี

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครออนไลน์ได้ที่ > https://to.gsb.or.th/EKmTrC  หรือติดต่อได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
**อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี MRR+1.75 ถึง MRR+3.25 (7.945%-9.445% ต่อปี)
***ปัจจุบัน MRR เท่ากับ 6.195% ต่อปี (ตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป) ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยลอยตัว สามารถเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้

2. สินเชื่อธนาคารประชาชน เพื่อเป็นเงินหมุนเวียนใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ช่วยให้ชีวิตที่เคยไม่ราบรื่น ยังยิ้มออกได้ วงเงินกู้สูงสุด 200,000 บาท ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.50% ต่อเดือน และผ่อนนานสูงสุดถึง 8 ปีดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครออนไลน์ได้ที่ > https://to.gsb.or.th/9or5JfY หรือติดต่อได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
**อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 0.50%-1.00% ต่อเดือน (Flat Rate) เทียบเท่าอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) 10.80%-21.60% ต่อปี

และ 3. สินเชื่อธนาคารประชาชนเพื่อแก้ไขหนี้นอกระบบ เพื่อใช้ปิดหนี้นอกระบบ และมีเงินทุนเพื่อเริ่มชีวิตใหม่ วงเงินกู้สูงสุด 50,000 บาท ดอกเบี้ยเริ่มต้น ร้อยละ 0.75 ต่อเดือน (Flat Rate)** ผ่อนนานสูงสุด 5 ปี ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครได้ที่ https://to.gsb.or.th/fDN3u7 หรือติดต่อได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
**เทียบเท่าอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) ร้อยละ 16.20 – 21.60 ต่อปี

สินเชื่อกู้วิกฤติทั้ง 3 ประเภทนี้ เป็นสินเชื่อที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ เพื่อให้ทุกขั้นของชีวิตได้ไปต่อ ตอกย้ำถึงการเป็น “ธนาคารเพื่อสังคม” ของธนาคารออมสิน ที่พร้อมยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ และเชื่อว่า ทุกคนสามารถก้าวผ่านวิกฤติไปได้

หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ GSB Contact Center โทร. 1115 หรือ ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ www.gsb.or.th และ Facebook Fanpage  : GSB Society

⚠️ รู้ก่อนกู้ .. กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว

#ให้ทุกขั้นของชีวิตได้ไปต่อ #Youcandoit

#สินเชื่อธุรกิจรายย่อย #สินเชื่อธนาคารประชาชน #สินเชื่อธนาคารประชาชนเพื่อแก้ไขหนี้นอกระบบ

#เป็นลูกค้าเราเท่ากับช่วยสังคม #GSBsocialbank

เปิดแผนกลยุทธ์ 3 ปี (2569-2571) ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยกระดับตลาดทุนไทยทุกมิติ เร่งฟื้นความเชื่อมั่น เพิ่มโอกาสลงทุนด้วยสินค้าใหม่ ดึงดูดกระแสทุนต่างประเทศ

0

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อความท้าทายที่เผชิญอยู่ ทั้งความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทยที่ลดลง สภาพคล่องการซื้อขายที่หดตัว การขาดจำนวนธุรกิจอุตสาหกรรมใหม่เข้าจดทะเบียน การแข่งขันจากต่างประเทศ และสินทรัพย์ทางเลือก รวมถึงปัจจัยความเสี่ยงหลาย ๆ ด้านที่เพิ่มมากขึ้น อาทิ ความไม่แน่นอนทางการเมือง เศรษฐกิจชะลอตัว ความขัดแย้งระหว่างประเทศ เป็นต้น โดยจากการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบด้าน ตลาดทุนไทยต้องปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อให้กลับมาเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจ แผน 3 ปีนี้จะดำเนินการเชิงรุกในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความน่าดึงดูดของตลาด (Attractiveness) การเพิ่มสภาพคล่อง (Liquidity) การเพิ่มมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน (Valuation) และที่สำคัญคือการฟื้นฟูความเชื่อมั่น พร้อมสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้ทุกภาคส่วน”

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

แผนกลยุทธ์กลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯ ระยะ 3 ปี (2569-2571) ภายใต้แนวคิด “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ดังนี้

1. รุกสร้างโอกาส เสริมสภาพคล่อง เพิ่มความเชื่อมั่น (Exciting Markets with Confidence)
• ดึงดูด Fund Flow: ผนึกกำลังกับพันธมิตรกระตุ้นให้ผู้ลงทุนกลับมาซื้อขายและขยายฐานผู้ลงทุนใหม่ หลังปี 2568 สภาพคล่องปรับลดลงจากหลายปัจจัยที่กดดัน โดยจะมีการเพิ่มสินค้าใหม่ Bond Connect Platform, Crypto ETF พร้อมขยาย DR และ L&I ETF เพื่อตอบโจทย์ผู้ลงทุนกลุ่มต่าง ๆ ที่มีความต้องการที่หลากหลาย ควบคู่ไปกับการพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ให้เป็นศูนย์รวมพอร์ตลงทุนสินทรัพย์ทุกประเภท เพื่อเพิ่มความสะดวก
ผู้ลงทุน นอกจากนี้ เตรียมจัดโรดโชว์ inbound และ outbound เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการทบทวนกฎเกณฑ์เพื่อปลดล็อกอุปสรรคการลงทุนจากต่างประเทศ
• ยกระดับบริษัทจดทะเบียนด้วยคุณภาพ: ผนึกหน่วยงานกำกับฯ ทบทวนกฎเกณฑ์และกระบวนการ IPO ให้รวดเร็วขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพและดึงดูดธุรกิจที่มีศักยภาพเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย และ ผลักดันให้สามารถแข่งขันกับตลาดหุ้นต่างประเทศได้ พร้อมร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ดึงดูดบริษัทกลุ่ม New Economy, บริษัทต่างชาติ รวมถึง SME และ Startup เข้าสู่ตลาดทุนไทย ขณะเดียวกัน มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่ม บจ. ปัจจุบัน เดินหน้าสร้าง visibility แผนงานของ บจ. ในโครงการ JUMP+ ต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านบรรษัทภิบาลของ บจ. ไทย
• รุก TFEX เสริมกลยุทธ์ลงทุน: ส่งเสริมการใช้ TFEX เสริมพอร์ตหุ้นอย่างจริงจัง สร้างกลยุทธ์การลงทุน พร้อมเพิ่มสินค้าอนุพันธ์ใหม่ๆ ขยายโอกาสการลงทุน เช่น ตราสารอนุพันธ์ระยะสั้น (Short-dated products) Crypto-based product เป็นต้น ตลอดจนเพิ่มสภาพคล่องทางการซื้อขายผ่านการทำงานของ Market Maker และ Professional Trader พร้อมร่วมมือกับบริษัทหลักทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศขยายฐานผู้ลงทุนในวงกว้าง

2. ผนึกกำลัง ขยายการเติบโต (Grow Business with Stakeholders)
• สร้าง SET Climate Ecosystem: ร่วมกับพันธมิตรขยายการใช้งาน SETCarbon ในกลุ่ม บจ. รวมถึง Supply chain ของ บจ. ธนาคาร และลูกค้าธนาคาร โดยมีแผนพัฒนาฟังก์ชันให้ครบวงจรตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจ ตั้งเป้า บจ. ใช้งานระบบเพิ่มขึ้นอีก 100 บริษัท พร้อมมุ่งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาฐานข้อมูลคาร์บอนกลางของประเทศด้วยมาตรฐานข้อมูลเดียวกันสำหรับทุกภาคส่วน รวมทั้งสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการซื้อขายคาร์บอนเครดิต และเตรียมพร้อมทุกภาคส่วนให้รองรับ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
• ต่อยอดธุรกิจ Market Data & Access: นำ AI มาพัฒนาข้อมูลให้ตอบโจทย์การใช้งานทั้งภายในและให้บริการภายนอกองค์กร พัฒนานโยบายสำหรับการให้บริการเชิงพาณิชย์ให้เทียบเคียงสากล

3. เสริมแกร่งโครงสร้างพื้นฐาน ขับเคลื่อนพัฒนาคน (Great Process and People)
• พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับการบริการ: พัฒนาระบบ Clearing ใหม่เพื่อเตรียมการที่จะเริ่มให้บริการในปี 2570 เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของระบบ และยกระดับ TSD e-Service เช่น QR Code Sealer,
e-Proxy, e-Document, Investor Portal
• วางรากฐานพัฒนาคน: ขับเคลื่อนบุคลากรเพื่อสอดรับกับทิศทางองค์กรและธุรกิจ พร้อมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี สร้างสรรค์นวัตกรรมและโมเดลธุรกิจใหม่ๆ นำการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม และตระหนักถึงความยั่งยืน

ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งหวังว่าการดำเนินการตามแผนกลยุทธ์ทั้ง 3 ด้าน จะช่วยให้ตลาดทุนไทยกลับมามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่จะเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าสู่ตลาดทุน และสร้างโอกาสการลงทุนที่ยั่งยืนอย่างทั่วถึงสำหรับทุกคน

ตามรอยเซียน โดย เจี๊ยบ บางกรวย “เหลี่ยมเก่า ”

0

พระอาจารย์สอนเซียนเจี๊ยบ เจอพระสมเด็จวัดระฆังเห็นหลังพระมีรอยเหลี่ยมเก่า เปิดหลังใช้มาหลายสิบปี มีโอกาสแท้สูง แต่ต้องดูให้เป็นธรรมชาติแห้งเก่า จากรอยสึกช้ำจากการใช้มา จนเหงื่อเข้าไปในเนื้อ ที่เหลี่ยมมา

ต้องดูอย่าโลภ ของเก๊ทำเหมือนมีออกมาเยอะ เลือกดูเก่าแห้งเป็นธรรมชาตินะเธอ

มาดูพระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ วันนี้ เห็นหลังไม่ต้องส่องหน้า เหลี่ยมใช้มานานมากหลายสิบปี เก่าเป็นธรรมชาติ เห็นขอบสีน้ำตาลดำติดเนื้อพระ จนเนื้อเน่า จากเหงื่อเข้าไปผสมเทียนที่ใช้ยึดกรอบพระ หลายปีจนเนื้อเทียนเน่าซึมเข้าไปในเนื้อพระ เนื้อที่ไม่โดนกรอบออกสีขาวนวล เป็นฝ้าของเนื้อหรือที่เรียกแป้งโรยพิมพ์ แต่จริงแล้วคือธรรมชาติ ของปูนย์เปือกหอยที่ใช้เป็นส่วนผสมหลักในพระสมเด็จ ดูด้านหน้าสวยแจ่ม ก้อนดำเม็ดแดงก้อนขาวมีหมด หลุมบ่อเล็กๆ ทั่วองค์พระ จากการล่อนหลุดของมวลสาร ข้างตอกตัด องค์นี้ตัดบานบนเหมือนพิมพ์ฐานแซม บานบนกว้างกว่าขอบล่างของพระ แบบนี้จำให้แม่น พระสมเด็จแท้ ต้องขอบตอกตัด เท่านั้นนะจ๊ะเธอ

“พระอาจารย์สอนเซียนเจี๊ยบบอกต่อ” หวานเจี๊ยบนะจ๊ะเธอ

เจี๊ยบบางกรวยเดินตามรอยพระอาจารย์ 087 0030897

ความหลากหลายทางชีวภาพไทยกับความท้าทายจากเอเลี่ยนสปีชีส์

0

2-3 ปีที่ผ่านมา สังคมไทยให้ความสนใจอย่างมากกับปลาต่างถิ่นชนิดหนึ่ง จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของปัญหาสิ่งแวดล้อมในสายตาสาธารณะ การตั้งคำถาม การตรวจสอบ และการจับผิดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในหน้าสื่อและพื้นที่สาธารณะ จนบางครั้งทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยเผลอเชื่อว่า ปัญหาความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ ถูกย่อให้เหลือเพียงเรื่องของสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวแต่ในความเป็นจริง ปัญหาที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่นั้น มีขอบเขตกว้างและซับซ้อนมากกว่านั้น

“Alien Species” หรือชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในแหล่งน้ำ ไม่ได้มีเพียงปลา และไม่ได้เกิดขึ้นเป็นกรณีโดดเดี่ยว ประเทศไทยในฐานะประเทศเขตร้อนที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง กำลังเผชิญกับการแพร่กระจายของสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นหลากหลายชนิด ทั้งพืช สัตว์น้ำ สัตว์บก และแมลง ซึ่งหลายชนิดกำลังส่งผลกระทบอย่างเงียบๆ ต่อระบบนิเวศที่สังคมแทบไม่รับรู้

ที่ผ่านมา ความสนใจของสาธารณะถูกดึงไปจดจ่ออยู่กับการหาคำตอบว่า “ใครผิด” หรือ “เริ่มจากไหน” ในกรณีใดกรณีหนึ่ง เราอาจกำลังละเลยคำถามที่สำคัญกว่านั้น คือ “ระบบของเราพร้อมรับมือกับ Alien Species ทั้งหมดหรือไม่”

สิ่งมีชีวิตต่างถิ่นหลายชนิดในประเทศไทยกำลังแข่งขันกับชนิดพันธุ์ท้องถิ่น แย่งพื้นที่ แย่งอาหาร และเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของระบบนิเวศอย่างช้าๆ แต่ต่อเนื่อง ผลกระทบเหล่านี้อาจไม่ปรากฏในรูปของข่าวด่วนหรือภาพที่หวือหวา หากแต่สะสมเป็นความเสื่อมถอยของความหลากหลายทางชีวภาพในระยะยาว ซึ่งยากจะฟื้นฟู

บทเรียนจากกรณีที่สังคมเคยให้ความสนใจอย่างเข้มข้น ควรทำให้เราเข้าใจตรงกันว่า ปัญหา Alien Species ไม่ใช่เรื่องของการชี้ตัวผู้ร้าย แต่เป็นเรื่องของการจัดการเชิงระบบ ตั้งแต่การกำกับดูแลการนำเข้า การตรวจสอบห่วงโซ่การค้า การเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยง ไปจนถึงการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องกับสาธารณะ

การโฟกัสกับสิ่งมีชีวิตเพียงชนิดเดียว อาจทำให้เรารู้สึกว่ากำลัง “แก้ปัญหา” แต่ในเชิงโครงสร้าง นั่นอาจเป็นเพียงการแก้ที่ปลายเหตุ ขณะที่ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นอื่นๆ ยังคงแพร่กระจายต่อไปโดยไม่ถูกพูดถึง

ที่สำคัญการปราบปรามขบวนการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย โดยเฉพาะในกลุ่ม “สายพันธุ์ต่างถิ่น” กลายเป็นภารกิจที่ยากกว่าที่สังคมตระหนัก สินค้าประเภทเดียวกันนี้สามารถเข้าสู่ประเทศได้ทั้งในช่องทางที่ถูกต้องตามกฎหมายและผ่านการลักลอบนำเข้าโดยแทบไม่ทิ้งร่องรอยผู้กระทำผิด เมื่อกระบวนการสืบสวนไม่อาจสาวไปถึงต้นตอได้อย่างชัดเจน การพิสูจน์ความผิดจึงแทบเป็นไปไม่ได้ และในหลายกรณี ผู้ที่ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายกลับต้องแบกรับภาระการชี้แจงแทนผู้กระทำผิดตัวจริง

ความท้าทายที่แท้จริงของประเทศไทย ไม่ใช่การรับมือกับ Alien Species ตัวใดตัวหนึ่ง แต่คือการสร้างระบบที่สามารถตรวจจับ ป้องกัน และจัดการกับความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามจนยากควบคุม บทเรียนที่ผ่านมาแสดงให้เห็นแล้วว่า เมื่อสังคมมีข้อมูลที่ถูกต้อง มีการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน และมีการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่ การจัดการ Alien Species สามารถเกิดขึ้นได้จริงและมีประสิทธิภาพ
วันนี้ สิ่งที่สังคมควรทำคือการใช้บทเรียนเหล่านั้นเป็นฐาน ไม่ใช่เพื่อตอกย้ำความขัดแย้งในอดีต แต่เพื่อขยายมุมมองไปสู่ภาพรวมของความหลากหลายทางชีวภาพทั้งระบบ

การตั้งคำถามใหม่ เช่น “ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นใดกำลังเป็นความเสี่ยงที่ถูกมองข้าม” หรือ “ระบบกำกับดูแลของเรามีช่องว่างตรงไหน” แม้จะเป็นคำถามในหลักการไม่กระตุ้นความรู้สึกของสังคมเท่าการจับผิดรายกรณี แต่เป็นคำถามที่จำเป็นของประเทศไทยที่ต้องการปกป้องทุนทางธรรมชาติของตนเองในระยะยาว

สังคมที่เข้มแข็ง คือสังคมที่ไม่ยึดติดกับปัญหาเพียงด้านเดียว แต่สามารถเรียนรู้จากอดีต และขยายบทเรียนไปสู่การรับมือกับความท้าทายที่ซับซ้อนกว่า

ถึงเวลาที่ต้องพูดถึงเรื่อง Alien Species ในประเทศไทยอย่างจริงจัง เพื่อก้าวพ้นจากการโฟกัสเฉพาะจุด ไปสู่การมองภาพรวมของระบบนิเวศทั้งประเทศ เพราะความหลากหลายทางชีวภาพ ไม่ได้ถูกคุกคามจากสิ่งมีชีวิตชนิดเดียว แต่จากช่องว่างของระบบที่เราทุกคนมีส่วนร่วมในการแก้ไข.

TFEX แต่งตั้ง “ตรีวิทย์ วังวรวุฒิ” เป็นกรรมการผู้จัดการคนใหม่ มีผล 5 ม.ค. 2569

0

บมจ. ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) หรือ TFEX เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติแต่งตั้ง นายตรีวิทย์ วังวรวุฒิ ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

นายตรีวิทย์ วังวรวุฒิ เป็นผู้บริหารที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์รอบด้านกว่า 20 ปี ครอบคลุมทั้ง Financial Markets, Investment Banking และการพัฒนาโซลูชันเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับตลาดทุน มีความเข้าใจโครงสร้างระบบนิเวศตลาดทุน ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์หลักของ TFEX ทั้งการรุกขยายฐานผู้ลงทุนให้กว้างขวางขึ้น การพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ที่ตอบโจทย์โลกการลงทุนยุคใหม่ ตลอดจนการยกระดับสภาพคล่องและประสิทธิภาพของตลาดโดยรวม

ตรีวิทย์ วังวรวุฒิ

นายตรีวิทย์ร่วมงานกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตั้งแต่ปี 2563 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการสายงานการตลาด นอกจากนี้ ยังเคยดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็ทเทรด ดอท คอม จำกัด (Settrade) และบริษัท ดิจิทัล แอคเซส แพลตฟอร์ม จำกัด (DAP) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่สำคัญของตลาดทุนไทย