Home Blog Page 3

รู้เก็บรู้ออม : เปิดห้องเรียนบจ. Corp Ex+ 2026 โอกาสดีพัฒนาบุคลากร

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง" หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ในยุคสมัยที่โลกแห่งการลงทุนหมุนเวียนไปอย่างรวดเร็ว การเสริมสร้างทักษะความรู้ด้านการเงินและการลงทุนจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการปรับตัวให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความรู้ด้านการเงินการลงทุนในทั้งระดับบุคคลและองค์กรมาอย่างต่อเนื่อง

ในปีนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้าโครงการ Corporate Excellence Learning Solution หรือ Corp. Ex. 2026 เพื่อสานต่อความสำเร็จจากปีที่แล้วที่ได้รับเสียงตอบรับดีมาก โดยมียอดการลงทะเบียนเรียน 21,900 ครั้ง ของจำนวนผู้เข้าอบรม 3,633 คน จาก 33 องค์กรชั้นนำ จึงนำมาสู่การยกระดับหลักสูตรในปีนี้ให้ตอบโจทย์มากขึ้นในการเป็นห้องเรียนที่เปิดกว้างสำหรับบุคลากรจากทุกสายงาน และทุกระดับตำแหน่ง ตั้งแต่ระดับบริหาร (C-Level) ไปจนถึงพนักงานระดับปฏิบัติการ (Officers) ของบริษัทจดทะเบียน

เหตุผลที่บริษัทจดทะเบียน, บริษัทที่เตรียมตัว IPO และธุรกิจครอบครัว ควรเข้าร่วมโครงการนี้ คือ บุคลากรจะได้ Upskill & Reskill เสริมสร้างทักษะใหม่และยกระดับทักษะเดิมผ่านหลักสูตรกว่า 300 หลักสูตรที่ครอบคลุมทุกมิติทางธุรกิจ เพื่อเตรียมความพร้อมต่อความเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ  โดยเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญตัวจริงจากแวดวงตลาดทุนและโลกธุรกิจมาถ่ายทอดประสบการณ์

โครงการ Corp. Ex. 2026 มีวัตถุประสงค์หลักในการเพิ่มศักยภาพและความสามารถของบุคลากร  ยกระดับศักยภาพในการทำงาน และนำไปสู่การเพิ่มมูลค่าของกิจการ รวมทั้งสร้างสุขภาพการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น

เนื้อหาของหลักสูตรการเรียนของโครงการ จะครอบคลุมหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการยุคใหม่  แบ่งเนื้อหาออกเป็น “ห้องเรียนนักลงทุน”  มุ่งเน้นการวางแผนการเงินสำหรับบุคลากรในองค์กร เพื่อการบริหารจัดการเงินและสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว , “ห้องเรียนผู้ประกอบการ”  บ่มเพาะทักษะ Intrapreneur (ความเป็นผู้ประกอบการ) ให้บุคลากรในองค์กร  และ “ห้องเรียนบริษัทจดทะเบียน” Upskill & Reskill  ให้มีความรู้ด้านการบริหารธุรกิจ ESG ,หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้บุคลากรปฏิบัติงานด้วยความมั่นใจ สร้างมูลค่าเพิ่มให้บริษัท องค์กรที่เข้าร่วมโครงการสามารถออกแบบและเลือกหลักสูตรเรียนได้เอง เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการขององค์กรในรูปแบบการเรียนออนไลน์ผ่านระบบ SET e-Learning

ผู้สนใจรวมกลุ่มกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปแล้วสมัครเข้ามาได้เลย แต่ต้องรีบหน่อย เพราะ Corp. Ex. 2026  เปิดรับสมัครจำนวนจำกัด โครงการนี้เน้นการเรียนแบบกลุ่ม เพื่อการพัฒนาที่เป็นระบบ  เรียนจบในแต่ละหลักสูตรจะได้รับประกาศนียบัตร และมีการติดตามผลการเรียนรู้ ซึ่งช่วยให้ฝ่ายทรัพยากรบุคคล และองค์กร วางแผนพัฒนาบุคลากรได้อย่างเป็นระบบ และสามารถนำชั่วโมงอบรมไปรวมใบแบบ 56-1 One Report

บริษัทที่ร่วมโครงการ และทำได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด มีโอกาสได้รับรางวัล Corporate Excellence Learning Award จากตลาดหลักทรัพย์ฯ  ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  https://www.setlink.set.or.th/th/education/course/1-cles   หรือโทรสอบถาม SET Contact Center เบอร์ 02-0099999

คุณนายพารวย

เอไอเอส ผนึก ไทยวิวัฒน์ มอบรางวัล “E-Waste Influencer Junior ฮีโร่รุ่นเยาว์ ปลุกพลังเปลี่ยนโลก” จุดพลังเยาวชนไทยสู่การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างยั่งยืน

0

เอไอเอส ร่วมกับ บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำความร่วมมือในการขับเคลื่อนการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) อย่างยั่งยืน ผ่านโครงการ “E-Waste Influencer Junior ฮีโร่รุ่นเยาว์ ปลุกพลังเปลี่ยนโลก” เวทีประกวดคลิปวิดีโอสั้นที่เปิดพื้นที่ให้เยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพในฐานะนักสื่อสารสิ่งแวดล้อมรุ่นใหม่ ใช้พลังโซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกแก่สังคม มุ่งส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนตระหนักถึงปัญหา E-Waste เรียนรู้แนวทางการจัดการอย่างถูกต้อง และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเครือข่ายโรงเรียนต้นแบบด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคต โดยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีผู้ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดรวมทั้งสิ้น 295 คลิป แบ่งเป็นระดับประถมศึกษา 27 คลิป และระดับมัธยมศึกษา 268 คลิป สะท้อนถึงพลังการมีส่วนร่วมของเยาวชนไทยทั่วประเทศ

นายเทพพันธ์ อัศวะธนกุล กรรมการรองกรรมการผู้อำนวยการ บมจ.ประกันภัยไทยวิวัฒน์ กล่าวว่า “ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันมีความซับซ้อนและไม่สามารถแก้ไขได้โดยองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง โดยเฉพาะปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ความร่วมมือระหว่างไทยวิวัฒน์และ AIS จึงนับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการผนึกกำลังข้ามอุตสาหกรรม ระหว่างธุรกิจประกันภัยที่มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารความเสี่ยง กับภาคเทคโนโลยีและการสื่อสารที่มีโครงสร้างพื้นฐานและศักยภาพในการเข้าถึงประชาชนในวงกว้าง หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือ ‘เยาวชน’ เราไม่ได้มองเด็กๆ เป็นเพียงผู้เข้าร่วมกิจกรรม แต่เป็นพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง เราต้องการให้พวกเขาได้เรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อม คิดวิเคราะห์เป็น และเข้าใจเรื่องความเสี่ยง ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของโลกอนาคต การได้ลงมือทำจริงและสื่อสารจริง คือการลงทุนระยะยาวที่มีคุณค่ามากกว่าตัวเลขผลลัพธ์ระยะสั้น”

นายเทพพันธ์กล่าวเพิ่มเติมว่า “โมเดลความร่วมมือนี้สะท้อนแนวทางการดำเนินงานด้าน ESG ในรูปแบบกลยุทธ์ความร่วมมือ (Shared Strategy) ที่สร้างคุณค่าทั้งต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมย้ำว่าการปลูกฝังความรับผิดชอบตั้งแต่วัยเรียนจะช่วยยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนของประเทศ และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันในเวทีเศรษฐกิจโลก”

นอกจากนี้ยังได้แสดงความยินดีกับเยาวชนที่เข้าร่วมทุกคน โดยระบุว่า ไม่ว่าผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญคือประสบการณ์และการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นตลอดกระบวนการ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ และมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความยั่งยืนในอนาคต

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กรและรัฐกิจสัมพันธ์ AIS กล่าวว่า “ความร่วมมือกับไทยวิวัฒน์ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการผนึกกำลังส่งต่อพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงไปยังเครือข่ายคนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการทั้งพลาสติกใช้แล้วและขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) ได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน ขอขอบคุณเยาวชนทุกคนที่ร่วมแสดงพลังความคิดสร้างสรรค์ และขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัลทุกทีม ผลงานที่ส่งเข้าร่วม 295 คลิป สะท้อนพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการปลูกฝังทักษะการจัดการ E-Waste ให้แก่เยาวชน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของประเทศ พร้อมส่งเสริมให้ใช้โซเชียลมีเดียสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก และต่อยอดสู่เครือข่ายโรงเรียนต้นแบบด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว”

สำหรับการประกวด แบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับประถมศึกษา (ป.1–ป.6) และระดับมัธยมศึกษา (ม.1–ม.6) โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าแข่งขันรวมทีม 1–3 คน ผลิตคลิปวิดีโอความยาว 1–2.30 นาที ภายใต้เนื้อหาให้ความรู้เกี่ยวกับ E-Waste แนวทางการจัดการที่ถูกต้อง และการสร้างแรงบันดาลใจแก่สังคม ตามเงื่อนไขที่กำหนด ทั้งนี้ เปิดกว้างรูปแบบการนำเสนออย่างสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่อง เพลง แร็ป ละครสั้น หรือคลิปไวรัลบน TikTok พร้อมรางวัลพิเศษสำหรับผลงานสร้างสรรค์ “DIY ถังแยกขยะ E-Waste” โดยผลการประกวด มีดังนี้

ระดับประถมศึกษา (ป.1–ป.6) ประเภท “สุดยอดนักสื่อสารรักษ์โลก”

· รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม PM Studio Production จากโรงเรียนพิบูลมังสาหาร ได้รับเงินรางวัล 15,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร

· รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม ฮีโร่รักษ์โลก จากโรงเรียนสวนกุหลาบ ธนบุรี ได้รับเงินรางวัล 13,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร

· รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม SK Cinematic จากโรงเรียนสระแก้ว ได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร

· รางวัลผลงานสร้างสรรค์ “DIY ถังขยะ E-Waste” ได้แก่ ทีม ปว.รักษ์โลก จากโรงเรียนประชาราษฎร์อุปถัมภ์ ได้รับเงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร

ระดับมัธยมศึกษา (ม.1–ม.6) ประเภท “สุดยอดนักสื่อสารรักษ์โลก”

· รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม มะเปาอังลิ จากโรงเรียนเขมะสิริ ได้รับเงินรางวัล 15,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร

· รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม โลกของเด็ก Gen Alpha จากโรงเรียนวัดหนองใหญ่ ได้รับเงินรางวัล 13,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร

· รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม ผ่องพลอยรวมใจ…ไร้ E-Waste จากโรงเรียนผ่องพลอย ได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร

· รางวัลผลงานสร้างสรรค์ “DIY ถังขยะ E-Waste” ได้แก่ ทีม Eco Feeder จากโรงเรียนสาธิตมหาสารคาม รับเงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร

โครงการ “E-Waste Influencer Junior ฮีโร่รุ่นเยาว์ ปลุกพลังเปลี่ยนโลก” ไม่ใช่เพียงเวทีแสดงศักยภาพของเยาวชน แต่ยังช่วยเสริมสร้างความตระหนักรู้เรื่องขยะอิเล็กทรอนิกส์ และจุดประกายให้เกิดการจัดการอย่างถูกวิธีในโรงเรียนและชุมชน เพื่อขยายผลสู่เครือข่ายสถานศึกษาต้นแบบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

AIS คว้า 3 รางวัลเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 ยืนหนึ่งแบรนด์โทรคมนาคมตัวจริงบนโซเชียลมีเดีย 9 ปีซ้อน พร้อมควบรางวัลแบรนด์ยั่งยืนและธรรมาภิบาลเป็นครั้งแรก

0

AIS ยืนหนึ่งในฐานะแบรนด์ที่ทำผลงานบนช่องทางโซเชียลมีเดียได้อย่างยอดเยี่ยม สะท้อนความเป็นสุดยอดแบรนด์โทรคมนาคมตัวจริงบนทุกแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างต่อเนื่อง 9 ปี ตอกย้ำความเป็นผู้นำอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของประเทศที่พร้อมอยู่เคียงข้างคนไทย และมอบประสบการณ์ดิจิทัลที่ดีที่สุดในทุกมิติ ล่าสุดคว้า 3 รางวัลสำคัญด้านการสื่อสารแบรนด์ ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านการกำกับดูและกิจการที่ดี จากเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 สะท้อนบทบาทของแบรนด์ที่สามารถเชื่อมต่อและสร้างความผูกพันกับคนรุ่นใหม่ผ่านโซเชียลมีเดียได้อย่างมีพลัง ควบคู่กับการขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งด้านความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและการยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล เพื่อสร้างคุณค่าในระยะยาวให้กับสังคมและประเทศ

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า “ความสำเร็จจาก 3 รางวัลในครั้งนี้ โดยเฉพาะการได้รับรางวัลด้านแบรนด์ยั่งยืนและธรรมาภิบาลเป็นครั้งแรกในปีนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ AIS ในการพัฒนาองค์กรอย่างรอบด้าน ไม่เพียงแค่การเสริมความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน เราให้ความสำคัญกับทั้งประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ ความโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล และความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

รางวัลเหล่านี้จึงไม่เพียงเป็นความภาคภูมิใจของชาว AIS ทุกคน แต่ยังเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เรามุ่งมั่นพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนภาคธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว”สำหรับรางวัล Thailand Social Awards จัดขึ้นโดย บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Wisesight เพื่อยกย่ององค์กรและแบรนด์ที่มีผลงานโดดเด่นด้านการสื่อสารบนโซเชียลมีเดีย โดยพิจารณาจากข้อมูลเชิงลึกและตัวชี้วัดที่ครอบคลุมทั้งมิติด้านปริมาณและคุณภาพ ในปีนี้ AIS สามารถคว้า 3 รางวัลสำคัญ ได้แก่

  • รางวัล Best Brand Performance on Social Media สาขา Telecommunication หรือ กลุ่มธุรกิจผู้ให้บริการสัญญาณมือถือและอินเทอร์เน็ต สะท้อนความโดดเด่นด้านประสิทธิภาพการสื่อสารแบรนด์บนโซเชียลมีเดียอย่างรอบด้าน ทั้งการสร้างการมีส่วนร่วม การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และภาพลักษณ์แบรนด์ที่แข็งแกร่งในอุตสาหกรรม โดยพิจารณาจากเกณฑ์ Social Metric for Brand ซึ่งรวบรวมข้อมูลกว่า 2,600 แบรนด์ และประเมินผ่านปัจจัยมากกว่า 70 ตัวชี้วัด ครอบคลุมทั้ง Owned Media
  • รางวัล Outstanding Sustainability Brand Performance on Social Media สาขา Environmental Responsibility หรือกลุ่มธุรกิจความยั่งยืน ด้านความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สะท้อนความโดดเด่นด้านการสื่อสารประเด็นสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ชัดเจน และสร้างการรับรู้ในวงกว้าง พร้อมสร้าง Impact
  • รางวัล Outstanding Sustainability Brand Performance on Social Media สาขา Governance หรือกลุ่มธุรกิจความยั่งยืน ด้านธรรมาภิบาล สะท้อนความโดดเด่นด้านการสื่อสารความโปร่งใส การกำกับดูแลกิจการที่ดี และความน่าเชื่อถือขององค์กรในมิติ ESG โดยทั้ง 2 รางวัลด้านความยั่งยืน พิจารณาจากเกณฑ์ Social Metric for Sustainability เป็นเกณฑ์การวัดประสิทธิภาพการสื่อสารด้านความยั่งยืนของแบรนด์บนโซเซียลมีเดีย โดยเก็บข้อมูลจากกว่า 50 แบรนด์ในดัชนี SET50 และประเมินร่วมกับข้อมูลเชิงลึกด้านคุณภาพจาก GEPP ESG Intelligence เพื่อสะท้อนความเข้มข้นของการสื่อสารด้านความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม

เมืองไทยประกันชีวิต คว้า 3 รางวัล Future Trends Awards 2026 ตอกย้ำผู้นำองค์กรสร้างอนาคตอย่างยั่งยืน

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำศักยภาพองค์กรคุณภาพและความแข็งแกร่งของภาวะผู้นำ ด้วยการคว้า 3 รางวัลจาก Future Trends Awards 2026 อย่างต่อเนื่อง ทั้งรางวัลสำหรับบุคคลซึ่งเป็นผู้นำองค์กรที่โดดเด่นและมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางอนาคต และ รางวัลการบริหารองค์กรมีความโดดเด่นในด้านวิสัยทัศน์ สะท้อนความเป็นองค์กรแห่งอนาคตที่โดดเด่นทั้งด้านวิสัยทัศน์ การบริหารจัดการ และการพัฒนาทรัพยากรบุคคล พร้อมขับเคลื่อน    เทรนด์และสร้างคุณค่าเชิงบวกต่อสังคมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

รางวัล “Leader of Business” (รางวัลผู้นำเทรนด์อนาคตด้านธุรกิจ) และ รางวัล “Leader of Leader” (รางวัลผู้นำเทรนด์อนาคตด้านภาวะผู้นำ) ซึ่งมอบให้แก่นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงบทบาทของผู้นำที่สามารถนำองค์กรเติบโตอย่างมั่นคงท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจยุคใหม่ ด้วยการผสานกลยุทธ์เชิงนวัตกรรม เทคโนโลยี และความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับการขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนภายใต้แนวคิด ESG (Environmental, Social and Governance) โดยให้ความสำคัญทั้งด้านการสร้างคุณค่าระยะยาวต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาล และการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมการเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพ และการสร้างแรงบันดาลใจให้บุคลากรทุกระดับร่วมขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

ในขณะเดียวกัน เมืองไทยประกันชีวิต ยังได้รับรางวัล The Most Beloved Employer Awards -Student Love 18–22 Years Old (รางวัลองค์กรที่ดึงดูดใจนักเรียน นักศึกษา อายุ 18-22 ปีที่สุด) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สะท้อนภาพลักษณ์ของเมืองไทยประกันชีวิตในฐานะองค์กรที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจและเชื่อมั่น โดยบริษัทฯ มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ทันสมัย เปิดกว้าง และสนับสนุนการเติบโตอย่างรอบด้าน การเสริมสร้างทักษะผ่านประสบการณ์หลากหลายมิติขององค์กร รวมถึงโครงการ Young MTL Internship ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงและเตรียมความพร้อมสู่โลกการทำงาน โดยมี  นางสาวสาริศา  ล่ำซำ  ผู้อำนวยการฝ่ายยุทธศาสตร์องค์กร  นางสาวสินีวร เจริญพานิช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ และนางสาวกมลรัตน์ ทัตติพงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล  บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)  ร่วมรับมอบรางวัล

ความสำเร็จจากการได้รับรางวัลอย่างต่อเนื่องในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเมืองไทยประกันชีวิตในการพัฒนาองค์กรให้พร้อมสำหรับอนาคต ด้วยการยกระดับนวัตกรรม การบริหารจัดการ และการพัฒนาคนอย่างสมดุล เพื่อสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนแก่ลูกค้า พนักงาน และสังคม พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมประกันชีวิตไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานใหม่อย่างต่อเนื่อง 

เมืองไทยประกันชีวิต คว้ารางวัล “Best Brand Performance on Social Media” ปีที่ 6 จากเวที Thailand Social Awards

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)  รับรางวัล “Best Brand Performance on Social Media” สาขา Insurance & Assurance แบรนด์ที่ทำผลงานยอดเยี่ยมบนโซเชียลมีเดีย สาขากลุ่มธุรกิจประกันภัย (ประกันวินาศภัยและประกันชีวิต) เป็นปีที่ 6 จากงานประกาศรางวัลโซเชียลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย Thailand Social Awards ครั้งที่ 14  จัดขึ้นโดยบริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด  ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตและพัฒนาซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูลตลาด จัดขึ้นเพื่อยกระดับมาตรฐานวงการโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมส่งเสริมการใช้โซเชียลมีเดียอย่างสร้างสรรค์และรับผิดชอบ  โดยในงาน นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  ได้มอบหมายให้ นางสาวจิตต์เกษม  สุรธรรมานันท์  รองกรรมการผู้จัดการ  นางสาวฉัตรกนก ลพถนอมชาติ รองกรรมการผู้จัดการ และนางสาวศิริรัตน์ สุทธิพงษานุวัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่าย Omni-channel Marketing บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนบริษัทฯ ขึ้นรับรางวัล  งานดังกล่าวจัดขึ้น  ณ ทรูไอคอน ฮอลล์  ไอคอนสยาม

ทั้งนี้ รางวัลดังกล่าวจะมอบให้กับแบรนด์ที่ทำผลงานยอดเยี่ยมบนโซเชียลมีเดีย จากเกณฑ์การวัดผลตามมาตรฐาน Thailand Social Awards  ซึ่งใช้ Social Metric เป็นเครื่องมือวัดประสิทธิภาพการสื่อสารบนโซเชียลมีเดีย โดยเก็บข้อมูลจากแพลตฟอร์มหลักตลอดทั้งปี (1 มกราคม – 31 ธันวาคม) แล้วนำมาคำนวณผ่านปัจจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เพื่อให้ได้ค่าชี้วัดประสิทธิภาพที่สมบูรณ์ (Social Metric Score) การกำหนดน้ำหนักในแต่ละปัจจัยได้รับการพิจารณาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ และปรับให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานโซเชียลมีเดียของคนไทยในแต่ละปี

โดย Social Metric for Brand เป็นเกณฑ์การวัดประสิทธิภาพการสื่อสารของแบรนด์บนโซเชียลมีเดีย (Best Brand Performance on Social Media) โดยเก็บรวบรวมข้อมูลทางสถิติกว่า 2,600 แบรนด์ จากโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มหลัก และวัดประสิทธิภาพโดยใช้ปัจจัยสำคัญกว่า 70 ปัจจัย ทั้งในเชิงปริมาณ (Quantity) และเชิงคุณภาพ (Quality) เพื่อให้ได้ค่าชี้วัดประสิทธิภาพการสื่อสารของแบรนด์บนโซเชียลมีเดีย (Social Metric Score) ซึ่งจะถูกคำนวณมาจากโซเชียลมีเดีย 2 ส่วนหลัก คือ ช่องทางหลัก Official Account ของแบรนด์ (Owned Media) และช่องทางโซเชียลมีเดียอื่น ๆ ที่กล่าวถึงแบรนด์ เช่น สื่อ อินฟลูเอนเซอร์ หรือบุคคลทั่วไป (Earned Media) ซึ่งการวัดผลทาง Earned Media มาจากการเก็บข้อมูลด้วยเครื่องมือ Zocial Eye โดยใช้คีย์เวิร์ดที่กล่าวถึงชื่อแบรนด์มากกว่า 15,000 คีย์เวิร์ด เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่ครบถ้วนมากที่สุด  #เมืองไทยประกันชีวิต #muangthailife

ประมงนครศรีธรรมราช ลงพื้นที่ขนาบนาก พบสัตว์น้ำหลากหลายชนิด ชุมชนสร้างมูลค่าเพิ่มจากปลาต่างถิ่น

0

สำนักงานประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช ลงพื้นที่หมู่ที่ 8 และหมู่ที่ 9 ตำบลขนาบนาก อำเภอปากพนัง เพื่อติดตามสถานการณ์ปลาต่างถิ่นและสำรวจความหนาแน่นของปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ หลังมีการพูดถึงสถานการณ์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

จากการตรวจสอบภาคสนามพบว่า ความหนาแน่นของปลาหมอคางดำแตกต่างกันตามลักษณะแหล่งน้ำ โดยบริเวณคูน้ำข้างถนนยังพบปลาหมอคางดำอยู่ ขณะที่ลำคลองขนาดใหญ่ในพื้นที่เดียวกันพบในปริมาณน้อย และยังคงมีสัตว์น้ำชนิดอื่นอาศัยอยู่ร่วมจำนวนมาก สะท้อนว่าการกระจายตัวของปลาหมอคางดำขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและคุณภาพน้ำของแต่ละจุด ไม่ได้มีลักษณะหนาแน่นเท่ากันทุกพื้นที่

ด้านมาตรการติดตาม สำนักงานประมงจังหวัดนครศรีธรรมราชได้ร่วมกับศูนย์พัฒนาวิจัยลุ่มน้ำปากพนัง สำรวจความชุกชุมของปลาต่างถิ่นอย่างต่อเนื่อง พร้อมจัดทำฐานข้อมูลรายงานกรมประมงเป็นประจำทุกเดือน รวมทั้งประสานความร่วมมือกับชุมชนในการควบคุมการแพร่กระจายในจุดที่พบปริมาณสูง เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปตามข้อมูลจริงในพื้นที่

นายสมชาย โปนะทอง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 8 เปิดเผยว่า ชาวบ้านพบปลาหมอคางดำในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่องและสามารถปรับตัวอยู่ร่วมกับสถานการณ์ได้ ผลกระทบต่อชุมชนอยู่ในระดับจำกัด ขณะเดียวกัน ชาวบ้านยังนำปลาหมอคางดำมาใช้ประโยชน์หลากหลายรูปแบบ ทั้งการนำมาประกอบอาหารในครัวเรือน การแปรรูปเป็นปลาแดดเดียว การใช้เป็นเหยื่อล่อจับปู และการใช้เป็นอาหารในบ่อเลี้ยงปูทะเล ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิต และในบางส่วนสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มหมุนเวียนในเศรษฐกิจชุมชนได้

นายกอบศักดิ์ เกตุเหมือน ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวเพิ่มเติมว่า การเข้าดำเนินการกำจัดปลาต่างถิ่นในพื้นที่เอกชนจำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของพื้นที่ก่อน อย่างไรก็ตาม หากเจ้าของพื้นที่แจ้งความประสงค์ให้เข้าช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่พร้อมดำเนินการทันที

สำนักงานประมงจังหวัดนครศรีธรรมราชยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์ปลาหมอคางดำอย่างใกล้ชิด ใช้ข้อมูลภาคสนามประกอบการตัดสินใจ และดำเนินมาตรการควบคุมประชากรปลาต่างถิ่นอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอความร่วมมือจากประชาชนแจ้งเมื่อพบการกระจายตัวในพื้นที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามแนวทาง “เจอ แจ้ง จับ จบ” ควบคู่กับการส่งเสริมการนำไปใช้ประโยชน์ เพื่อรักษาสมดุลระบบนิเวศ

ซีพี ออลล์ คว้ารางวัลธุรกิจความยั่งยืน ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม บนเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14

0

บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ คว้ารางวัล Outstanding Sustainability Brand Performance on Social Media ด้าน Social Impact หรือ กลุ่มธุรกิจความยั่งยืน ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม จากงานประกาศรางวัล Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 ซึ่งจัดขึ้นที่ไอคอนสยาม เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมีนางเอื้อมพร สิงหกาญจน์ ผู้จัดการทั่วไป บมจ.ซีพี ออลล์ เป็นตัวแทนขึ้นรับรางวัล

สำหรับหลักการพิจารณารางวัลนี้ ใช้เกณฑ์ Social Metric ซึ่งเป็นเกณฑ์การวัดประสิทธิภาพการสื่อสารด้านความยั่งยืนของแบรนด์บนโซเซียลมีเดีย โดยเก็บรวบรวมข้อมูลทางสถิติจากแบรนด์ที่อยู่ในดัชนี SET50 จากโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มหลักผ่านประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนและได้ผ่านการพิจารณาร่วมกันจาก GEPP ESG Intelligence ที่เป็นข้อมูลเชิงลึกด้านคุณภาพ

การได้รับรางวัลในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่ซีพี ออลล์ ขับเคลื่อนองค์กรด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม โดยมีร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ที่กระจายในทุกพื้นที่เป็นที่พึ่งชุมชน อยู่คู่สังคมในทุกวิกฤต และเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืนภายใต้กลยุทธ์ความยั่งยืน 3 สร้าง 1 DNA สร้างคน สร้างอาชีพ สร้างชุมชนอุ่นใจ และ DNA ความดี 24 ชั่วโมง

พลังแห่งการให้ ‘ชาวโคราช–CPF’ ร่วมหนุนการดูแลผู้ป่วย โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF เดินหน้าส่งต่อพลังแห่งการให้ ช่วยเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของสังคมไทย ผ่านกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมเลือกซื้อสินค้าคุณภาพดี โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำมอบให้แก่ มูลนิธิ 100 ปี โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เพื่อสนับสนุนกิจการของโรงพยาบาล ทั้งการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์และช่วยเหลือผู้ป่วยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์

กิจกรรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25–27 กุมภาพันธ์ เวลา 06.00–16.00 น. ณ อาคารศูนย์อาหารสวัสดิการ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ บุคลากรทางการแพทย์ จิตอาสา และประชาชนในพื้นที่ ร่วมกันส่งต่อ “พลังแห่งการให้” เพื่อเสริมศักยภาพการดูแลรักษาผู้ป่วยในจังหวัดนครราชสีมาและพื้นที่ใกล้เคียง

ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายคณัสชนม์ ศรีเจริญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา และ นายแพทย์ทวีชัย วิษณุโยธิน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ร่วมเปิดกิจกรรม สะท้อนพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ในการร่วมกันดูแลสุขภาพของประชาชน

นายแพทย์ทวีชัย วิษณุโยธิน กล่าวว่า โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมามีภารกิจดูแลผู้ป่วยจำนวนมาก โดยมีผู้ป่วยนอกกว่า 5,000 รายต่อวัน และผู้ป่วยในเฉลี่ยกว่า 1,500 รายต่อวัน ทำให้การสนับสนุนจากภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะภาคเอกชน มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมศักยภาพระบบสาธารณสุข และช่วยให้โรงพยาบาลสามารถจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เป็นกลไกสำคัญในการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยกิจกรรมครั้งนี้ของ CPF ช่วยสนับสนุนการทำงานของมูลนิธิ 100 ปี โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ลดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ป่วย และเป็นการคืนประโยชน์กลับสู่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม” รองผู้ว่าฯ นครราชสีมา กล่าว

นอกจากนี้ บริษัทยังขยายกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” ไปยังพื้นที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 11–13 มีนาคม ณ อาคาร ซี.พี. ทาวเวอร์ สีลม รวมทั้งในพื้นที่ต่างจังหวัดตลอดทั้งปี เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมอิ่มบุญ อิ่มใจ และเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อพลังแห่งการให้ผ่านโรงพยาบาลและองค์กรสาธารณกุศล เพื่อช่วยเหลือสังคมไปด้วยกัน

ตลอดเวลาที่ผ่านมา CPF เดินหน้าสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่อง ผ่านโรงพยาบาลในหลายพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุเพลิงไหม้ แผ่นดินไหว ทั้งการจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ การฟื้นฟูสถานพยาบาล รวมถึงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม สะท้อนบทบาทขององค์กรที่พร้อมเคียงข้างสังคมไทย และเชื่อมั่นใน “พลังของการแบ่งปัน” เพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืน.

AIS หนุนภารกิจทหารไทยแนวหน้า มอบซิมพร้อมดูแลโครงข่ายชายแดนต่อเนื่อง

0

AIS สานต่อพันธกิจนำเทคโนโลยีดิจิทัลขับเคลื่อนสังคมไทย ลงพื้นที่อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว ภายใต้โครงการ “เอไอเอสเชื่อมกำลังใจ แด่ทหารไทยในแนวหน้า” มอบซิมการ์ดเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของกำลังพลตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา พร้อมดูแลคุณภาพสัญญาณให้สามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในภารกิจและการติดต่อกับครอบครัว

การลงพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อสนับสนุนกำลังพลสังกัด กองกำลังบูรพา โดยมี พ.อ.บัญชา ชาญฉลาด รองผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา และ พ.อ.สุวิทย์ วิจิตรกาญจน์ รองเสนาธิการกองกำลังบูรพา เป็นผู้แทนรับมอบ สะท้อนความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและกองทัพในการเสริมความพร้อมด้านความมั่นคง ควบคู่กับการสร้างขวัญกำลังใจให้ทหารแนวหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ

นอกจากการสนับสนุนด้านการสื่อสารแล้ว AIS และกองกำลังบูรพา ยังได้ร่วมกันลงพื้นที่ชุมชนบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ส่งมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคแก่ประชาชนในพื้นที่ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ สร้างรอยยิ้มและความอบอุ่นให้กับคนในชุมชน สะท้อนเจตนารมณ์ในการดูแลทั้งกำลังพลและประชาชนชายแดนไปพร้อมกัน

AIS ให้ความสำคัญกับการดูแลโครงข่ายในพื้นที่ชายแดนจังหวัดสระแก้ว อย่างต่อเนื่อง เสริมเสถียรภาพของโครงข่าย เพื่อให้ทหารสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างราบรื่น และสามารถติดต่อสื่อสารกับครอบครัวได้ตลอดเวลา ลดความกังวล และเติมเต็มกำลังใจระหว่างการทำหน้าที่ AIS เชื่อว่าการสื่อสารที่มีคุณภาพ ไม่เพียงสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคง แต่ยังเชื่อมโยงความห่วงใยระหว่างทหารกับครอบครัว รวมถึงสร้างความอุ่นใจให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนควบคู่กับการส่งต่อกำลังใจให้ทหารแนวหน้า และประชาชนในทุกพื้นที่ ให้สามารถสื่อสารและใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจในทุกสถานการณ์

เปิดบ้าน “ไพศาลย์ เปี่ยมเมตตาวัฒน์” ชมของเก่าของโบราณล้ำค่า งานสะสมชั่วชีวิตของกูรูสายประวัติศาสาตร์

0

วันนี้ #ยินดีที่ได้เที่ยว จะพาทุกคนไปชม “ขุมทรัพย์ของสะสมล้ำค่า” ที่ซ่อนตัวอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นสถานที่ที่คนรักประวัติศาสตร์ไม่ควรพลาด เพราะนี่คือการเปิดบ้านพักส่วนตัวของ อาจารย์ไพศาลย์ เปี่ยมเมตตาวัฒน์ กูรูประวัติศาสตร์และนักสะสมของเก่าระดับแถวหน้าของเมืองไทย และ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังผลงานหนังสือด้านประวัติศาสตร์มากมายหลายร้อยเล่ม สำหรับคนในแวดวงแล้ว ชื่อของอาจารย์ไพศาลย์ คือเครื่องหมายการันตีของการรู้ลึกและรู้จริง

วันนี้ถึงเวลาที่เหมาะสมแล้วของ ปฐมฤกษ์ การเปิดทริปสุดพิเศษ “เคหาสน์ไพศาลย์” เพื่อให้ผู้ที่ติดตามงานของอาจารย์ได้เข้าชมงานสะสมที่หายากและล้ำค่ากันแบบใกล้ชิด เพจรัตนโกสิเนหา ผู้จัดงานนี้ เล่าให้ ฟังว่า ทริปนี้มีจุดกำเนิดมาจากเสียงเรียกร้องของคนที่ติดตามผลงานของอาจารย์ และการได้ร่วมงานกับอาจารย์มายาวนานในการออกเดินทางไปชมของเก่าของโบราณตามสถานที่ต่างๆ แล้ว ท้ั้งที่มีของดีที่อยู่ใกล้ตัวอยู่ จึงเห็นว่า สมควรแก่เวลาแล้วที่จะขออนุญาตอาจารย์ไพศาลย์ยอมเปิดบ้านให้เข้าชมสักครั้ง

เพจรัตนโกฯ โต้โผใหญ่งานนี้ จึงได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจ ใช้เวลานานกว่า 7 สัปดาห์ เปลี่ยน บ้าน ให้เป็น พิพิธภัณฑ์ เพื่อจัดแสดงสิ่งของสะสม และปรับปรุงพื้นที่และฉากทัศน์ของห้องแสดงแต่ละห้อง ให้เป็นสัดส่วน เพื่อถ่ายทอดร้อยเรียงเรื่องราวต่างๆ ให้ได้อย่างลงตัว และพิถีพิถัน ซึ่งคงไม่ต้องบอกว่า จะปราณีตเพียงไหน เพราะคนที่ติดตามงานของรัตนโกสิเนหา น่าจะทราบดี เพียงลำพังแค่การตั้งชื่อทริปแต่ละครั้ง ก็สะท้อนถึงความใส่ใจและปราณีตบรรจงของผู้จัดงานได้ดีอยู่แล้ว

เปิดประตู “บ้านเปี่ยมเมตตาวัฒน์” เมื่อบ้านย่านพุทธมณฑล กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต

ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในบ้านของอาจารย์ไพศาลย์ สิ่งแรกที่สัมผัสได้ คือ “กลิ่นอายของกาลเวลา” นอกจากเป็นที่พักอาศัยช่วงสุดสัปดาห์ตามความตั้งใจแรกที่ซื้อบ้านหลังนี้เมื่อ 35 ปีก่อน แต่ที่นี่กำลังจะทำหน้าที่สำคัญคือ การเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงของสะสมทั้งชีวิตของอาจารย์ไพศาล

อาจารย์ไพศาลย์ สะสมของเก่าของโบราณมานานหลายทศวรรษ ด้วยสายตาของนักประวัติศาสตร์ศิลป์และใจที่รักในการอนุรักษ์ ของทุกชิ้นในบ้านจึงมี “เรื่องเล่า” ขอย้ำว่าทุกชิ้น แม้กระทั้งข้าวของเครื่องใช้ที่วางอยู่บนโต๊ะทานข้าวยุคสมัยจอมพลป.พิบูลสงครามที่ตั้งกลางห้องรับแขก ข้าวของทุกชิ้นล้วนก็มีสตอรี่และมูลค่าทางจิตใจ จะกาน้ำชา ถ้วยชาม ถาดอาหาร หรือ เมนูสแตน ก็ดี ล้วนเป็นของเก่า มีที่มา และสตอรี่ มีเรื่องเล่าได้ทุกชิ้น เพราะการสะสมของอาจารย์ ไม่ใช่การครอบครอง แต่เป็นการรักษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาต่อไป

ของสะสม สมบัติส่วนตัวรายการแรกที่อาจารย์ไพศาล ใช้เปิดงาน คือ หัวหุ่นกระบอกที่ตั้งแสดงบนชั้นกระจกสูง 5 ชั้น ตั้งแสดงเรียงรายทั้งหัวหุ่นตัวยักษ์ ลิง ตัวพระ ตัวนาง เป็นหัวหุ่นของ “คณะหุ่นกระบอกวังหน้า จางวางต่อ ณ ป้อมเพชร” ที่อาจารย์ได้มาทั้งคณะ ๕๔ หัว หัวหุ่นใช้ไม้โมกแกะ ลงรักปิดทอง เขียนสี ตั้งแต่สมัยพ.ศ. ๒๔๓๖ เป็นคณะหุ่นกระบอกของไทยรุ่นแรกๆ และเคยแสดงถวายเบื้องพระพักตร์รัชกาลที่ ๕ จนถึงรัชกาลที่ ๗ รวมทั้งเจ้านายองค์อื่น

ไฮไลท์ ห้องช้าง ห้องพระ ห้องหนังสือ

นอกจากงานสะสมของอ. ที่เกี่ยวเนื่องกับงานที่รับผิดชอบ เช่น ภาพถ่ายโบราณ เอกสารโบราณ หนังสือ ที่อัดแน่นในคฤหาสน์ไพศาลหลังนี้ เราจะได้พบศิลปวัตถุ ของเก่าต่างๆ ที่ล้ำค่ำ และหาชมได้ยากอีกจำนวนมากมาย โดยมีการจัดแสดงเป็นห้องแสดงสำคัญ 3 ห้อง คือ ห้องช้าง ห้องพระ และห้องสมุด

เริ่มด้วย ห้องช้าง เป็นห้องแสดงช้างดินเผา คชลักษณ์ ช้างเผือกคู่บ้านคู่เมือง ต่างสี หน้าตา ท่าทาง อายุกว่าร้อยปี พร้อมลายเซ็น คาร์โล รีโกลี (Carlo Rigoli) ศิลปินชาวอิตาลีผู้วาดภาพจิตรกรรมบนเพดานโดมพระที่นั่งอนันตสมาคมด้วย! ช้างดินเผา มีความพิเศษคือ เป็นงานปั้นดินเผาแบบกลวง เขียนสีสมจริง บางตัวใช้ขนหางช้าง และงาจริง ๆ มาประดับ

ความเป็นมาของช้างดินเผานี้ มีการสร้างช้างดินเผาขึ้นเพื่อใช้เป็นแม่แบบ บ่งชี้รูปพรรณสัณฐานของช้างสำคัญ ช้างเผือกคู่บ้านคู่เมือง คู่พระบารมีพระมหากษัตริย์ ทั้งในฐานะช้างราชพาหนะ และฐานะผู้ร่วมออกศึกปกป้องบ้านเมือง ปั้นโดยผู้ชำนาญทั้งเชิงช่างและองค์ความรู้ด้านคชลักษณ์ คอลเลคชั่นของอ.ไพศาลย์ จริงๆ แล้วมีทั้งหมด 40 ตัว ที่นำมาจัดแสดงในห้องช้าง เป็นเพียงงานสะสมแค่บางส่วนเท่านั้น

จากนั้นเราเดินขึ้นชั้นสอง เพื่อเข้าชมห้องพระ ซึ่งภายในห้อง มีพระพุทธรูปองค์สำคัญ พระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์ปางต่างๆ จัดวางอย่างแสนลงตัวบนบุษบกเกริน บุษบกธรรมาสน์จำลอง อัฒจันทร์พระ อันแสนล้ำค่า แลดูงดงามมากทีเดียว

และห้องถัดมา คือ ห้องสมุด หรือห้องหนังสือของอ.ไพศาลย์ ที่เก็บสะสมหนังสือเก่า เอกสาร ภาพถ่ายโบราณต่างๆ ที่หาชมได้ยาก และมีการจัดแสดงชุดเอกสารที่ระลึกของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ถึง พระสหายจากลอนดอน รูปถ่าย จดหมาย ซอง พร้อมลายพระหัตถ์ตัวจริง กว่า ๕๐ ชิ้น ในซองผ้าไหมอายุร้อยกว่าปี และที่สำคัญ เราจะได้เห็นนามบัตรของรัชกาลที่ ๔ ของจริง ซึ่งหาดูจากที่ไหนคงไม่ได้อีกเช่นกัน

ช่วงท้ายๆ อ.ไพศาลย์อวดผ้าปูโต๊ะอาหารผืนหนึ่งให้ชม หากดูผิวเผินผ่านๆ ก็คงเป็นผ้าเก่าๆ ธรรมดาชิ้นนึงที่ผ่านกาลเวลาและการใช้งานมานานโข แต่เมื่ออาจารย์ชี้ให้ดูตราสัญลักษณ์ที่ประทับบนผ้าผืนนี้ ทำให้เราทราบว่า เป็นผ้าปูโต๊ะอาหารส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ซึ่งอาจารย์บอกว่า เตรียมจะนำไปใส่กรอบเก็บไว้ไหว้บูชาในอนาคต

เราใช้เวลาเดินชมของเก่าของสะสมต่างๆ อยู่เกือบทั้งวัน จนถึงเวลาที่ต้องแยกย้ายกลับ จริงๆแล้ว การใช้เวลาเพียงหนึ่งวันในเคหาสน์หลังนี้ดูจะน้อยเกินไปสำหรับการซึมซับเรื่องราวที่อัดแน่นอยู่ในทุกตารางนิ้ว เพราะลำพังยืนฟังอาจารย์เล่าเรื่องราวของสิ่งของแต่ละชิ้นก็แทบจะไม่สามารถปลีกตัวออกไปถ่ายภาพของเก่าของโบราณต่างๆ ได้หมด เพราะเท่ากับว่า เราจะพลาดฟังเรื่องเล่า และตกหล่นรายละเอียดของข้าวของสิ่งละอันพันละน้อยต่างๆ ทำให้เราคงต้องจัดสรรเวลา หาโอกาสมาเยี่ยมชมบ้านของอาจารย์ไพศาลอีกครั้งแน่นอน

ขอบคุณ ข้อมูลเพจรัตนโกสิเนหา , อาจารย์ไพศาลย์ เปี่ยมเมตตาวัฒน์