Home Blog Page 3

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ผนึก FETCO ร่วมคณะรัฐบาลไทย โรดโชว์นิวยอร์ก-ลอนดอน กองทุนระดับโลกตอบรับคึกคัก ตอกย้ำความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ร่วมกิจกรรมโรดโชว์ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 22-25 กันยายน 2569 ตามภารกิจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในการเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (UNGA81) โดยนำทีมไทยแลนด์เสนอทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและโอกาสการลงทุนแก่ผู้ลงทุนสถาบันต่างประเทศ ร่วมด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีผู้ลงทุนสถาบันชั้นนำของโลกจาก 43 กองทุน  คิดเป็นสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) กว่า 48 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ* เข้าร่วมรับฟังข้อมูลและซักถามแลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้นำประเทศโดยตรง

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “ที่นิวยอร์ก ผู้ลงทุนให้น้ำหนักมากที่สุดกับจุดยืนความเป็นกลางของไทยท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยมองเป็น “โอกาส” มากกว่าความเสี่ยง และหากไทยรักษาจุดยืนนี้ได้ต่อเนื่อง จะดึงดูดเงินลงทุนจากหลายประเทศเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้ลงทุนยังจับตาสถานการณ์ตะวันออกกลางที่อาจกดดันราคาพลังงานและการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ตอบข้อกังวลนี้ด้วยแผนลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ผ่านการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนและการลงทุนโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ พร้อมชูโครงการ JUMP+ และ BOI to IPO เป็นกลไกดึงธุรกิจกลุ่ม New Economy เข้าสู่ตลาดทุนไทย

ส่วนที่ลอนดอน ผู้ลงทุนสถาบันอังกฤษให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางการเมืองเป็นอันดับแรก ตามด้วยแรงส่งของวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ ซึ่งสะท้อนผ่านยอดขอรับการส่งเสริมจาก BOI ที่ทำสถิติสูงสุด โดยไทยเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณการลงทุน และผู้ลงทุนยังให้น้ำหนักกับความต่อเนื่องของนโยบายรัฐบาลในการผลักดันผลลัพธ์ให้เป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญที่ช่วยเสริมความเชื่อมั่นระยะยาวของผู้ลงทุนกลุ่มนี้ต่อประเทศไทย”

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า “ตั้งแต่ต้นปี 2569 เงินทุนต่างชาติเริ่มไหลกลับเข้าตลาดหุ้นไทยแล้วราว 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 10% ของเงินทุนที่ไหลออกกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา นับเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่ดีและยังมีโอกาสให้ไหลกลับได้อีกมาก โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากเสถียรภาพทางการเมือง แผนเศรษฐกิจระยะยาวที่ชัดเจน และการกลับเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นของกำไรบริษัทจดทะเบียน นอกจากนั้น การที่ผู้บริหารระดับสูงของกองทุนชั้นนำในนิวยอร์กเดินทางมาร่วมรับฟังด้วยตนเอง ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกอย่างมากต่อตลาดทุนไทย เพราะกองทุนในสหรัฐฯ ส่วนมากมักสนใจเฉพาะตลาดพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่ที่มีขนาดใหญ่ รวมทั้งจะเข้ารับฟังข้อมูลก็ต่อเมื่อมั่นใจจริงในแนวโน้มระยะยาวของตลาดทุนนั้น ๆ ประเด็นที่ผู้ลงทุนให้ความสนใจมากคือความชัดเจนของนโยบายรัฐบาล ทั้งสิ่งที่รัฐบาลตั้งใจจะผลักดันและความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นในการนำนโยบายไปปฏิบัติ รวมทั้งเสถียรภาพทางการเงินและค่าเงินบาท ซึ่งนายกรัฐมนตรีและคณะได้ตอบข้อซักถามครบทุกประเด็นอย่างชัดเจน ผมเชื่อว่าการพบปะกับผู้ลงทุนในนิวยอร์กครั้งนี้ จะช่วยให้ผู้ลงทุนมั่นใจในทิศทางของเศรษฐกิจและโอกาสของตลาดทุนไทยมากขึ้น”

สรุปผลโรดโชว์ตลาดทุนร่วมกับรัฐบาลไทย นิวยอร์ก-ลอนดอน 22-25 กันยายน 2569

นครนิวยอร์ก: ได้รับความร่วมมือจากพันธมิตร ธนาคารแห่งอเมริกา เนชั่นแนล แอซโซซิเอชั่น ในการเชิญผู้ลงทุนสถาบันต่างประเทศ เกือบทั้งหมดตอบรับเข้าร่วมโรดโชว์ และการประชุมแบบกลุ่มมี 22 กองทุนชั้นนำ อาทิ BlackRock, Blackstone, Citadel, Fidelity, Schroders ซึ่งมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) รวมประมาณ 45 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และพบแบบ one-on-one อีก 2 ราย ได้แก่ Pacific Investment Management Company (PIMCO) และ Brookfield รวมทั้งองค์กรชั้นนำ Microsoft และ Google ได้ร่วมหารือกับนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ ยังมี Jefferies สถาบันวาณิชธนกิจชั้นนำของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรของตลาดหลักทรัพย์ฯ นำ 15 กองทุนชั้นนำ AUM รวมกันประมาณ 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ร่วมรับฟังข้อมูลจากนายกรัฐมนตรีโดยตรง

ลอนดอน: ร่วมกับ UBS โดยผู้ลงทุนสถาบันที่มาร่วมรับฟังข้อมูลเป็นผู้บริหารระดับสูงสุดจาก 8 กองทุน อาทิ BlackRock, Schroders  มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) รวมกันประมาณ 16.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในโอกาสเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange: NYSE) เกี่ยวกับกรอบความร่วมมือด้านการจดทะเบียนหลักทรัพย์ทั้งสองตลาด (Dual Listing) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ อาทิ ETF (Exchange-Traded Fund) ข้อมูลตลาดและผลิตภัณฑ์ดัชนี ผลิตภัณฑ์และบริการด้าน ESG รวมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลและองค์ความรู้ระหว่างกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทและผู้ลงทุนของทั้งสองประเทศ โดยมีนายกรัฐมนตรีร่วมเป็นสักขีพยาน นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ร่วมลั่นระฆังเปิดการซื้อขาย ณ NYSE เพื่อประชาสัมพันธ์ศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยต่อหน้าผู้ลงทุนระดับโลก

AIS ส่งต่อน้ำดื่มช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ผนึกกระทรวงกลาโหม – กองทัพอากาศเร่งส่งความช่วยเหลือ พร้อมเฝ้าระวังโครงข่ายทั่วประเทศ 24 ชั่วโมง

0

AIS เดินหน้าส่งต่อความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยระดมพนักงานอุ่นใจอาสาร่วมจัดเตรียมและส่งมอบน้ำดื่มรวม 1,000 โหล หรือ 12,000 ขวด ผ่านกระทรวงกลาโหม และกองทัพอากาศ เพื่อนำไปกระจายสู่พื้นที่ประสบภัย พร้อมยกระดับความพร้อมของโครงข่ายสื่อสารทั่วประเทศ เฝ้าระวังเชิงรุกตลอด 24 ชั่วโมง รับมือฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายพื้นที่

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า “เมื่อพี่น้องประชาชนต้องการความช่วยเหลือ AIS เชื่อว่าความห่วงใยต้องไปถึงผู้คนให้เร็วที่สุด เราจึงยึดหลัก “ทำทันที” ส่งมอบน้ำดื่มผ่านกระทรวงกลาโหมและกองทัพอากาศ เพื่อนำความช่วยเหลือไปสู่ผู้ประสบภัย ขณะเดียวกัน ทีมวิศวกรของเราก็เตรียมพร้อมดูแลโครงข่ายสื่อสารตลอด 24 ชั่วโมง เพราะในสถานการณ์เช่นนี้ การติดต่อครอบครัว การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และการประสานความช่วยเหลือ ล้วนมีความสำคัญ AIS จะนำทั้งพลังของคน เทคโนโลยี และเครือข่าย มาร่วมดูแลประชาชนอย่างเต็มกำลัง”

ทั้งนี้ AIS ส่งมอบให้กองทัพอากาศ 500 โหล โดยมี พลอากาศตรี สมบัติ วงศาโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน กรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ กองทัพอากาศ เป็นผู้แทนรับมอบ และส่งมอบน้ำดื่มให้กระทรวงกลาโหม 500 โหล โดยมี พ.อ.ณัฐพล บุญกระพือ เสนาธิการ กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ เป็นผู้แทนรับมอบ

ด้านการดูแลโครงข่าย AIS เฝ้าระวังสถานะเครือข่ายเชิงรุกตลอด 24 ชั่วโมง ควบคู่กับการติดตามข้อมูลสภาพอากาศ ระดับน้ำ และระบบไฟฟ้า พร้อมนำ AI มาช่วยวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยง เพื่อเตรียมรับมือในพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบ โดยให้ความสำคัญกับโครงข่ายที่รองรับโรงพยาบาล ศูนย์ช่วยเหลือประชาชน หน่วยงานภาครัฐ และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ

พร้อมกันนี้ AIS ได้เตรียมทีมวิศวกร เครื่องกำเนิดไฟฟ้า แบตเตอรี่และพลังงานสำรอง เชื้อเพลิง รวมถึงสถานีฐานเคลื่อนที่ เพื่อรองรับกรณีที่ระบบไฟฟ้าหรือเส้นทางเข้าพื้นที่ได้รับผลกระทบ และรักษาความต่อเนื่องของการสื่อสารสำหรับประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือ

AIS จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือและดูแลโครงข่ายสื่อสารให้พร้อมอยู่เคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์

ออมสิน ขานรับนโยบายรัฐ ประกาศพักหนี้อัตโนมัติ – ไม่คิดดอกเบี้ย 3 เดือน ช่วยลูกค้าตั้งหลักฝ่าภัยน้ำท่วม พร้อมชุดสินเชื่อฉุกเฉิน – ฟื้นฟู ปลอดจ่ายต้นและดอกเบี้ย 0% 3 เดือนแรก สำหรับการซ่อมบ้าน ฟื้นอาชีพและกิจการ

0

logo
สมัครสินเชื่อ
ตรวจสลาก
ลูกค้าบุคคล
ลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่
ลูกค้าผู้ประกอบรายย่อย
โปรโมชัน
ออมเพื่อสุข
เกี่ยวกับธนาคาร
การพัฒนาที่ยั่งยืน
ข่าวสาร
บริการทางการเงิน
อื่นๆ
ติดต่อเรา
บริการออนไลน์
ลูกค้าบุคคล
หน้าหลักลูกค้าบุคคล
สินเชื่อ
เงินฝาก
สลากออมสิน
บัตร
ประกัน
ลงทุน
บริการออนไลน์
โปรโมชันและสิทธิพิเศษ
GSB Metaverse
อัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม
ลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่
หน้าหลัก
เช็คสภาพธุรกิจ
ผลิตภัณฑ์สินเชื่อ
ข่าวสาร/บทความ
คู่มือการทำธุรกิจ
บริการอื่นๆ
ลูกค้าผู้ประกอบรายย่อย
หน้าหลัก
สินเชื่อ
บริการทางการเงิน
โปรโมชัน
เงินฝาก
สินเชื่อ
บัตรเครดิต
บัตรเดบิต
ออนไลน์
ประกัน
ที่คุณอาจสนใจ
ออมเพื่อสุข
เกี่ยวกับธนาคาร
ข้อมูลธนาคาร
คณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูง
แผนปฏิบัติและรายงานของธนาคาร
การกำกับดูแลกิจการธนาคาร
การพัฒนาที่ยั่งยืน
ข่าวสาร
ข่าวประชาสัมพันธ์
ข่าวธนาคาร
จัดซิ้อจัดจ้าง
บริการทางการเงิน
อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก
อัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อ
อัตราค่าธรรมเนียม
ช่องทางการให้บริการ
บริการชำระเงินออนไลน์
บริการอื่นๆที่น่าสนใจ
อื่นๆ
ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม
แผนผังเว็บไซต์
เว็บลิงก์ที่เกี่ยวข้อง
ติดต่อเรา
สาขา / จุดให้บริการ
สมัครงาน
รายงานการรับฟังเสียงลูกค้า
ศูนย์บริการข้อมูลข่าวสาร
บริการออนไลน์
บริการออนไลน์
TH
EN
GSB Society
social icon
social icon
social icon
social icon
social icon
social icon
banner
ข่าวสาร
ออมสิน ขานรับนโยบายรัฐ ประกาศพักหนี้อัตโนมัติ – ไม่คิดดอกเบี้ย 3 เดือน ช่วยลูกค้าตั้งหลักฝ่าภัยน้ำท่วม พร้อมชุดสินเชื่อฉุกเฉิน – ฟื้นฟู ปลอดจ่ายต้นและดอกเบี้ย 0% 3 เดือนแรก สำหรับการซ่อมบ้าน ฟื้นอาชีพและกิจการ
26 ก.ย. 2569
1790432267902

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า สถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องจนทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศ รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและการประกอบอาชีพของประชาชน ธนาคารออมสินพร้อมขานรับนโยบายของกระทรวงการคลัง ในการดำเนินมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างเร่งด่วนและเป็นรูปธรรม ด้วยการ ประกาศพักชำระเงินต้นและไม่คิดดอกเบี้ย นาน 3 เดือน เพื่อลดภาระทางการเงินให้กับลูกค้าทันที ให้สามารถตั้งหลัก และมีเวลารับมือกับสถานการณ์หรือเรื่องจำเป็นตรงหน้า พร้อมจัดชุดสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษรองรับผู้ที่จำเป็นต้องใช้จ่ายฉุกเฉิน การซ่อมแซมที่อยู่อาศัย และใช้ในการฟื้นฟูอาชีพหรือกิจการ เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย

มาตรการพักชำระเงินต้นและไม่คิดดอกเบี้ย นาน 3 เดือน โดยดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาพักหนี้ ธนาคารยกให้ทั้งหมด ลูกหนี้ไม่ต้องชำระคืนภายหลัง ส่วนเงินต้นที่พักไว้ 3 งวด จะถูกรวมไปชำระในงวดสุดท้าย และเมื่อครบกำหนดพักชำระหนี้แล้ว ลูกหนี้จะกลับมาชำระเงินงวดตามเงื่อนไขสัญญาเดิม ครอบคลุมลูกหนี้สินเชื่อทุกกลุ่ม (ยกเว้นบางประเภทตามเงื่อนไข*) ที่มีภูมิลำเนา ที่อยู่อาศัย หรือสถานที่ประกอบอาชีพในพื้นที่ภัยพิบัติตามประกาศของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โดยธนาคารจะทยอยแจ้งสิทธิ์ผ่าน SMS หรือจดหมายโดยตรง หากไม่ประสงค์เข้าร่วมมาตรการฯ สามารถติดต่อแจ้งได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา หรือ GSB Contact Center โทร. 1115 เพื่อชำระหนี้ได้ตามปกติ

ธนาคารยังจัดชุดสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษ ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก
โดยสำหรับผู้ที่จำเป็นต้องใช้เงินในช่วงวิกฤต ธนาคารมี สินเชื่อฉุกเฉินสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ เพื่อเป็นเงินทุนใช้จ่ายดำรงชีพในช่วงนี้ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาทต่อราย ไม่ต้องใช้หลักประกัน ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) = 0.60% ต่อเดือน ผ่อนชำระได้สูงสุด 24 เดือน ยื่นความประสงค์ได้ที่สาขาธนาคารออมสิน อีกทางเลือกคือ สินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 50,000 บาทต่อราย ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) = 0.50% ต่อเดือน ผ่อนชำระได้สูงสุด 60 เดือน

เมื่อถึงช่วงฟื้นฟู ผู้ที่ต้องซ่อมแซมเครื่องมือทำกินหรือใช้ทุนหมุนเวียนเพื่อกลับมาประกอบอาชีพ สามารถขอ สินเชื่อฟื้นฟูรายย่อยสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาทต่อราย
อัตราดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ย (Effective Rate) = 15.00% ต่อปี
ผ่อนชำระได้สูงสุด 7 ปี ส่วนผู้ที่บ้านได้รับความเสียหายและต้องการซ่อมแซม มี สินเชื่อฟื้นฟูบ้านสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 – 24 อัตราดอกเบี้ย 2.00% ต่อปี ปีที่ 3 = MRR – 3.35% ต่อปี และปีที่ 4 เป็นต้นไป = MRR – 0.75% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ย MRR ในปัจจุบัน ประกาศ ณ วันที่ 2 มีนาคม 2569 อยู่ที่ 6.045% ต่อปี) พร้อมสนับสนุน
ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์สูงสุดไม่เกิน 3,000 บาท

สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่สถานประกอบการได้รับความเสียหาย หรือจำเป็นต้องลงทุน
ในสิ่งป้องกันภัย ธนาคารมี สินเชื่อเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน SMEs ที่ประสบภัยพิบัติ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อราย กรณีใช้ บสย. ค้ำประกันเต็มวงเงินกู้ ให้กู้สูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย ผ่อนชำระได้สูงสุด 7 ปี อัตราดอกเบี้ยปีแรก = MLR – 2.65% ต่อปี ปีที่ 2 เป็นต้นไป = MLR (อัตราดอกเบี้ย MLR ในปัจจุบัน ประกาศ ณ วันที่ 2 มีนาคม 2569 อยู่ที่ 6.025% ต่อปี) ปลอดชำระหนี้เงินต้นสูงสุดไม่เกิน 1 ปี เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

ธนาคารออมสินพร้อมดูแลลูกค้าและประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ทั้งการแบ่งเบาภาระหนี้ในช่วงน้ำท่วม และสนับสนุนการฟื้นฟูบ้าน อาชีพ และกิจการเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ตามภารกิจ “ธนาคารเพื่อทุกชีวิต” และธนาคารออมสินขอส่งกำลังใจให้ผู้ประสบภัยทุกคนปลอดภัยและก้าวผ่านช่วงเวลานี้ไปด้วยกัน ศึกษารายละเอียดมาตรการและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th หรือ GSB Contact Center โทร. 1115

*หมายเหตุ : มาตรการพักหนี้ไม่รวมสินเชื่อบางประเภท เช่น สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่, สินเชื่อชีวิตสุขสันต์, สินเชื่อสำหรับผู้มีรายได้ประจำ โดยสินเชื่อ Soft loan สินเชื่อองค์กรชุมชน และสินเชื่อตามนโยบายรัฐ (PSA) และเงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

ธอส. รับรางวัล “การบริหารจัดการเรื่องร้องทุกข์โดดเด่น

0

นายณรงค์พล ประภานิรินธน์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เป็นผู้แทนเข้ารับรางวัล “การบริหารจัดการเรื่องร้องทุกข์โดดเด่น (CCEO Award) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569” ในระดับดีเด่น (Outstanding Award) จากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยได้รับเกียรติจาก นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี การมอบรางวัลนี้เพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติหน่วยงานภาครัฐที่เป็นต้นแบบที่ดี (BestPractice)ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างรวดเร็ว เป็นธรรม และเป็นรูปธรรม รางวัลการบริหารจัดการเรื่องร้องทุกข์โดดเด่น (CCEO Award) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ถือเป็นความภาคภูมิใจร่วมกันของผู้ปฏิบัติงาน ธอส. ทุกคน ที่ร่วมแรงร่วมใจขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรที่มุ่งเน้นลูกค้า เป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) ด้วยความใส่ใจและรับฟังเสียงลูกค้า เพื่อผลักดันให้ ธอส. ก้าวสู่ความเป็นเลิศในทุกมิติ และขับเคลื่อนสู่การเป็น Beyond Housing Bank อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ พิธีมอบรางวัลดังกล่าว จัดขึ้น ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569

ธอส. พร้อมดูแลลูกค้าทุกสถานการณ์ ออกมาตรการพักชำระหนี้ – ลดเงินงวด – ลดดอกเบี้ย – เคลมสินไหมเร่งด่วน จากเหตุการณ์ฝนตกหนักในหลายพื้นที่

0

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) พร้อมดูแลลูกค้าในทุกสถานการณ์ ออก 7 มาตรการช่วยเหลือและเยียวยา บรรเทาความเดือดร้อนที่ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักถึงหนักมาก จากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงเคลื่อนเข้าปกคลุมทั่วทั้งประเทศ ทำให้ฝนตกหนัก ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ ลูกค้าสามารถ ยื่นความประสงค์เข้าร่วมมาตรการได้ที่ ธอส. ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า จากสภาพอากาศในช่วงวันที่ 25 – 27 กันยายน 2569 ที่มีฝนตกหนักหลายพื้นที่และมีฝนตกหนักมากบางแห่ง จากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณประเทศกัมพูชาจะเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก ภาคกลางรวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ส่งผลให้ในหลายจังหวัดมีน้ำท่วมฉับพลัน กระทบต่อบ้านเรือน และความเป็นอยู่ ของประชาชน ธอส. ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ที่มีพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” จัดทำมาตรการช่วยเหลือและเยียวยา บรรเทาความเดือดร้อนผู้ที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ ผ่าน “มาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ปี 2569” โดยมีรายละเอียด ดังนี้

มาตรการที่ 1 : สำหรับลูกค้าปัจจุบัน กรณีหลักประกันได้รับผลกระทบสาธารณภัย พักชำระหนี้นาน 3 เดือน พร้อมลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เหลือ 0% ต่อปี เงินงวดผ่อนชำระ 0 บาท กรณีหลักประกันได้รับความเสียหายรุนแรงจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ พักชำระหนี้นาน 6 เดือน พร้อมลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เหลือ 0% ต่อปี เงินงวดผ่อนชำระ 0 บาท เมื่อครบระยะเวลาให้ความช่วยเหลือ ลูกค้าสามารถกลับไปใช้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เดิมต่อไป และลูกค้า ที่ต้องการกู้เพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยสามารถกู้ได้สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาทต่อราย ระยะเวลาการกู้นานสูงสุด 5 ปี โดยวงเงิน 1 แสนบาทแรก อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปีเพียง 1% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ย 1.99% ต่อปี ในวงเงิน 200,000 บาทถัดมา โดยไม่ต้องจดทะเบียนการจำนองเพิ่มที่สำนักงานที่ดิน (หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการให้สินเชื่อเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนดในผลิตภัณฑ์สินเชื่อซ่อม-แต่ง และสินเชื่อซ่อม-แต่ง Plus)

มาตรการที่ 2 : สำหรับลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าใหม่ กู้เพิ่มเพื่อซ่อมแซม หรือปลูกสร้างทดแทนหลังเดิม วงเงินกู้สูงสุดต่อราย ต่อหลักประกันไม่เกิน 2 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเดือนที่ 1 – 3 เท่ากับ 0% ต่อปี พร้อมปลอดชำระเงินงวด อัตราดอกเบี้ยเดือนที่ 4 – 24 เท่ากับ 2.00% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยปีที่ 3 เท่ากับ MRR-3.30% ต่อปี ปีที่ 4 เท่ากับ MRR-2.40% ต่อปี และปีที่ 5 จนถึงตลอดอายุสัญญา กรณีลูกค้ารายย่อย เท่ากับ MRR-0.50% ต่อปี ลูกค้าสวัสดิการ เท่ากับ MRR-1.00% ต่อปี และกู้เพื่อซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์

ในการอยู่อาศัย เท่ากับ MRR (อัตราดอกเบี้ย MRR ของ ธอส. ปัจจุบัน เท่ากับ 6.145% ต่อปี) ระยะเวลาการกู้ 40 ปี กู้ 1 ล้านบาท ผ่อนชำระเริ่มต้นเพียง 3,100 บาทต่อเดือนเท่านั้น ฟรีค่าธรรมเนียมประเมินราคาหลักประกัน (1,900 – 2,800 บาท) และค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการจำนองไม่เกิน 1% ของวงเงินจำนอง เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน

มาตรการที่ 3 : สำหรับลูกค้าสถานะ NPL ที่หลักประกันได้รับความเสียหาย ให้ประนอมหนี้ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี 6 เดือน โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปี นาน 6 เดือนแรก และไม่ต้องชำระเงินงวด จากนั้นเดือนที่ 7-18 อัตราดอกเบี้ย 1.00% ต่อปี โดยให้ผ่อนชำระเงินงวดไม่น้อยกว่าดอกเบี้ยรายเดือน และเมื่อครบระยะเวลาประนอมหนี้ ให้กลับมาใช้อัตราดอกเบี้ยตามสิทธิเดิมก่อนที่จะใช้มาตรการนี้

มาตรการที่ 4 : สำหรับลูกค้าสถานะ NPL ที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้ ให้ประนอมหนี้เป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปี นาน 6 เดือนแรก และผ่อนชำระเงินงวดเพียง 1,000 บาท จากนั้น เดือนที่ 7-12 อัตราดอกเบี้ย 1.00% ต่อปี โดยให้ผ่อนชำระเงินงวดไม่น้อยกว่าดอกเบี้ยรายเดือน บวกอีก 100 บาท และเมื่อ ผ่อนชำระครบระยะเวลาประนอมหนี้ ให้กลับมาใช้อัตราดอกเบี้ยตามสิทธิเดิมก่อนที่จะใช้มาตรการนี้

มาตรการที่ 5 : สำหรับลูกค้าสถานะบัญชีปกติและสถานะ NPL ที่เสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวร ให้ผ่อนชำระ โดยใช้อัตราดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี ตลอดระยะเวลาคงเหลือ (พิจารณาเป็นรายกรณี)

มาตรการที่ 6 : สำหรับลูกค้าสถานะบัญชีปกติและสถานะ NPL หากที่อยู่อาศัยได้รับความเสียหายทั้งหลัง และไม่สามารถซ่อมแซมได้ ให้ปลอดหนี้ในส่วนของราคาอาคาร และให้ผ่อนชำระต่อเฉพาะส่วนของที่ดินคงเหลือเท่านั้น (พิจารณาเป็นรายกรณี)

มาตรการที่ 7 : พิจารณาสินไหมเร่งด่วน (Fast Track) สำหรับลูกค้าที่ทำกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัย ซึ่งคุ้มครองภัยธรรมชาติกับบริษัทประกันภัยที่ธนาคารจัดให้ พิจารณาจ่ายค่าสินไหมให้กับลูกค้าที่ประสบภัยทุกราย อย่างเร่งด่วนเป็นกรณีพิเศษ โดยผู้เอาประกันสามารถแจ้งความเสียหายโดยใช้ภาพถ่าย จ่ายตามความเสียหายจริง ไม่เกิน 20,000 บาท และสำหรับลูกค้าที่มีกรมธรรม์เริ่มความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 เพิ่มความคุ้มครองภัยธรรมชาติตามความเสียหายจริงอีกไม่เกิน 30,000 บาท ต่อปี (รายละเอียดและเงื่อนไขเป็นไปตามกรมธรรม์)

ทั้งนี้ สามารถติดต่อยื่นความประสงค์เข้าร่วมมาตรการได้ที่ ธอส. ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ G H BANK Call Center โทร.0-2645-9000 หรือ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และติดตามข่าวสารของธนาคารได้ที่ G H BANK Social Media ทุกช่องทาง

เมืองไทยประกันชีวิต คว้ารางวัลสุดยอดผลิตภัณฑ์แห่งปี จาก “ประกันสุขภาพเหมาจ่ายระดับพรีเมี่ยม อีลิท เฮลท์ พลัส” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 ในงาน BUSINESS+ PRODUCT OF THE YEAR AWARDS 2026

0

ดร.สุธี โมกขะเวส กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)  ขึ้นรับรางวัลสุดยอดผลิตภัณฑ์แห่งปี  ประเภทผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพเหมาจ่ายระดับพรีเมี่ยม จากผลิตภัณฑ์ความคุ้มครองสุขภาพ “อีลิท เฮลท์ พลัส” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7  จากงาน “BUSINESS+ PRODUCT OF THE YEAR AWARDS 2026”  จัดโดย นิตยสาร Business+ ในเครือ บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมี ฯพณฯ นุรักษ์ มาประณีต องคมนตรี ประธานในพิธีเป็นผู้มอบรางวัล งานจัดขึ้น ณ ห้องบอลรูม โรงแรมจูบิลี่ เพรสทีจ โฮเทล รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ

สำหรับการมอบรางวัลในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด  “The Next Generation Mainstream” เพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติให้แก่ผลิตภัณฑ์และบริการ ที่มีความโดดเด่นและได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค โดยคัดเลือกผ่านกระบวนการวิจัยตลาดที่เข้มข้นโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและการสำรวจความคิดเห็นจากผู้บริโภคที่สะท้อนถึงผลิตภัณฑ์และบริการที่มีความโดดเด่น และได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง อีกทั้งรางวัลดังกล่าวยังเป็นเครื่องหมายแห่งความสำเร็จและความภาคภูมิใจขององค์กรธุรกิจ ตลอดจนเป็นแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการอย่างต่อเนื่อง ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค  และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยในอนาคต

โดยความคุ้มครองสุขภาพ  “อีลิท เฮลท์ พลัส (Elite Health Plus)” โดดเด่นด้วยการเป็นผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยยกระดับความคุ้มครองให้เหมาะกับการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคล ด้วยความคุ้มครองที่ยาวจนถึง         วัยเกษียณ ครอบคลุมการรักษาด้วยวงเงินความคุ้มครองสูง ผู้เอาประกันภัยซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมได้ตามต้องการ เลือกวงเงินเหมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลสูงถึง 20-100 ล้านบาทต่อปี คุ้มครองทั้งโรคระบาด โรคร้ายแรง โรคทั่วไป และอุบัติเหตุ ครอบคลุมการรักษาแบบผู้ป่วยใน (IPD) และผู้ป่วยนอก (OPD) ตามแผนความคุ้มครองที่ลูกค้าเลือก  รวมถึงการฟอกไต การรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีการเคมีบำบัด และแบบ Targeted Therapy ให้ลูกค้ามั่นใจในการเข้าถึงการรักษาด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย การวินิจฉัยโรคแบบ CT Scan และ MRI โดยไม่ต้องแอดมิต หรือกรณีเจ็บป่วยต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยห้องเดี่ยวมาตรฐานได้ทุกโรงพยาบาล  หรือค่าห้องเดี่ยวพิเศษ 10,000 – 25,000 บาทต่อวัน และห้องผู้ป่วยหนัก (ICU) เหมาจ่ายตามจริง รวมสูงสุด 365 วัน เข้ารักษาได้ทุกโรงพยาบาลทั่วไทย หรืออยากรักษาที่ไหน สามารถเลือกพื้นที่ความคุ้มครองได้จาก 4 พื้นที่ทั่วโลก สมัครได้ตั้งแต่อายุ 11– 90 ปี คุ้มครองยาวถึงอายุ 99 ปี

อีกทั้งยังสามารถพลัสความคุ้มครองเพิ่มได้ตามต้องการ อาทิ ความคุ้มครองการคลอดบุตร พลัส (Maternity Plus) และสุขภาพดี พลัส (Well-Being Plus) ซึ่งประกอบด้วย ตรวจสุขภาพ ฉีดวัคซีน  ค่ารักษาทางทันตกรรม ค่ารักษาทางสายตา ก็พลัสเพิ่มได้ตามความต้องการอีกด้วย ทั้งนี้เงื่อนไขรายละเอียดต่าง ๆ เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

73 ปี ธอส. เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตด้านสังคม Beyond CSR สร้างบ้าน สร้างอาชีพ สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน มากกว่า 57,000 ราย

0

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เดินหน้าสู่บทบาทการเป็นสถาบันการเงินที่มากกว่าการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย พร้อมเป็นฟันเฟืองสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสอย่างเท่าเทียมในสังคม ผ่าน 3 โครงการด้าน CSR ครอบคลุมทั้งการดูแลที่อยู่อาศัย การพัฒนาอาชีพ และการยกระดับการศึกษา เพื่อวางรากฐานความมั่นคงให้แก่สังคมไทยอย่างยั่งยืน

ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 73 ปี ธอส. ได้สนับสนุนคนไทยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองแล้วมากกว่า 4.8 ล้านครอบครัว ผ่านการจัดทำสินเชื่อ บ้านอัตราดอกเบี้ยต่ำมาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ธอส. ยังเดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนกลุ่มเปราะบาง และด้อยโอกาสผ่านโครงการด้านสังคม ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการดูแลด้านที่อยู่อาศัย พัฒนาอาชีพ และการศึกษามาแล้วมากกว่า 57,000 ราย สะท้อนแนวคิด ธอส. สร้างบ้าน สร้างอาชีพ สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน ปี 2569 ธอส. ยังคงมุ่งมั่นสานต่อการสร้างโอกาสทางสังคม เพิ่มรายได้ และลดความเหลื่อมล้ำผ่านการมีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้แข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าหมายยกระดับความเป็นอยู่ของคนไทยให้ดีขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 2,400 ราย ผ่าน 3 โครงการหลัก ประกอบด้วย

              1. โครงการสร้างและซ่อมแซมที่อยู่อาศัยเพื่อผู้ด้อยโอกาส ผู้ยากไร้ ผู้สูงอายุ และผู้พิการ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตแก่ผู้ด้อยโอกาส ผู้ยากไร้ ผู้สูงอายุ และผู้พิการให้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง แข็งแรง และปลอดภัยมากขึ้น โดยในปี 2569 ได้ตั้งเป้าหมายสร้างและซ่อมแซมที่อยู่อาศัยภายใต้โครงการดังกล่าวอีก 294 หลัง นอกจากนี้ ยังมีโครงการต่อเนื่องที่ร่วมมือกับกองทัพภาคที่ 1 พัฒนาทักษะการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยด้วยตนเอง ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ประชาชนกลุ่มเปราะบางมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัวได้มากขึ้นต่อเนื่องจากการดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปี 2553 ซึ่งจะทำให้สามารถสร้างและซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้กับประชาชน กลุ่มดังกล่าวครอบคลุมทุกภาคของประเทศกว่า 5,420 หลัง

              2. โครงการบ้านดีมีสุข สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน โดย ธอส. พร้อมเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ให้ (Charity) สู่การเป็นผู้สร้างความเข้มแข็ง (Empowerment) ด้วยการบูรณาการความร่วมมือกับกองทัพภาคที่ 1 ผ่านการให้ความรู้ทางการเงิน สร้างวินัยทางการออม ส่งเสริมทักษะวิชาชีพช่างพื้นฐานแก่คนในชุมชนให้สามารถพึ่งพาตนเอง และนำไปต่อยอดอาชีพได้ในอนาคต ซึ่งช่วยลดความเหลื่อมล้ำและขับเคลื่อนการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม อย่างยั่งยืน โดยปี 2569 จะดำเนินการสร้างศูนย์การเรียนรู้จำนวน 4 แห่ง ประกอบด้วย พื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี สระแก้ว อ่างทอง และเพชรบุรี เพื่อพัฒนาทักษะวิชาชีพช่างพื้นฐานจำนวน 6 หลักสูตร ได้แก่ ช่างประปา ช่างเชื่อม ช่างสี ช่างปูน ช่างปูกระเบื้อง และช่างไฟฟ้า ซึ่งตั้งเป้าให้มีผู้ผ่านหลักสูตรช่างพื้นฐาน พร้อมความรู้ทางการเงิน ไม่น้อยกว่า 80%

             3. โครงการ ธอส. สร้างโอกาสด้านที่อยู่อาศัยและการศึกษาให้เด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร (โครงการสร้างหรือซ่อมแซมอาคารเรียนในถิ่นทุรกันดาร) ธอส. ตระหนักถึงความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของนักเรียนและเยาวชนไทย จึงได้ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ตั้งแต่ปี 2550 ถึงปัจจุบัน คัดเลือกโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้การสนับสนุนการก่อสร้างและซ่อมแซมอาคารเรียนในสังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ที่ชำรุดให้มีสภาพเหมาะสมต่อการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในปี 2569 ธอส. ตั้งเป้าสร้างโอกาสเพิ่มเติมอีก 5 แห่ง และซ่อมแซมบ้านให้เด็กนักเรียนอีกกว่า 20 หลัง ส่งผลให้ ธอส. สามารถสร้างและซ่อมอาคารเรียนให้กับนักเรียนแล้วกว่า 47 แห่ง ตลอดจนซ่อมแซมบ้านให้เด็กนักเรียนในถิ่นทุรกันดาร รวม 235 หลัง

“โครงการทั้งหมดนี้คือสะพานพลังแห่งความรับผิดชอบต่อสังคมที่ ธอส. ดำเนินการควบคู่กับภารกิจหลัก มาโดยตลอด และเพื่อการเป็น Beyond Housing Bank ธอส. พร้อมสานต่อภารกิจในการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาเพื่อสามารถดูแลตนเอง ร่วมพัฒนาท้องถิ่น และเป็น กำลังสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างยั่งยืนต่อไป” ดร.มหัทธนะ กล่าว

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ลงนาม MOU กับ NYSE เดินหน้า Dual Listing โดยมีนายกฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน

0

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และลินน์ มาร์ติน ประธานกลุ่มตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE Group) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โดยมีอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ร่วมเป็นสักขีพยาน เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้ MOU ดังกล่าว ครอบคลุมความร่วมมือในการจดทะเบียนหลักทรัพย์ทั้งสองตลาดพร้อมกัน (Dual Listing) การพัฒนาและการจดทะเบียนข้ามตลาด (Cross listing) ของกองทุน ETF (Exchange-Traded Fund) ข้อมูลตลาดและผลิตภัณฑ์ดัชนี การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้าน ESG ตลอดจนการแลกเปลี่ยนข้อมูลและองค์ความรู้ระหว่างสองตลาดหลักทรัพย์

“GULF-AIS” ยกระดับวงการลูกหนังไทย มอบทุนแข้งเยาวชนไทยลีก 3 ทุกทีมทั่วประเทศ ปูรากฐานฟุตบอลท้องถิ่น ผลักดันสู่มืออาชีพควบคู่การศึกษา

0

“GULF-AIS บอลไทยเพื่อคนไทย” เดินหน้าสานต่อเจตนารมณ์ ประกาศยกระดับการพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทยอย่างยั่งยืน ชูแนวคิด “เส้นทางอาชีพคู่ขนาน” ด้วยการมอบทุนการศึกษาแก่นักฟุตบอลเยาวชนในศึกฟุตบอลไทยลีก 3 จำนวน 69 ทุน จาก 69 สโมสรทั่วประเทศ มุ่งสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งทั้งทักษะฟุตบอลและวิชาความรู้ เพื่อเตรียมพร้อมสู่อนาคตนักกีฬาอาชีพและสร้างทักษะชีวิตเพื่อความมั่นคงในระยะยาว

นายธนญ ตันติสุนทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านองค์กรสัมพันธ์ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “GULF เชื่อมั่นว่าพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือพลังของคนในพื้นที่ สโมสรในไทยลีก 3 ไม่ได้เป็นเพียงแค่ทีมฟุตบอล แต่คือศูนย์รวมความภาคภูมิใจของคนในจังหวัด การที่เราเข้ามาสนับสนุนทุนการศึกษาครอบคลุมทั้ง 69 ทีมในระดับรากหญ้า จึงเปรียบเสมือนการเติมพลังให้กับระบบนิเวศกีฬาท้องถิ่นโดยตรง เราหวังว่าน้อง ๆ ที่ได้รับโอกาส จะเติบโตเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยสร้างความคึกคักและเป็นแรงบันดาลใจให้กับชุมชนของตนเองอย่างยั่งยืน”

นายสิตมน รัตนาวะดี ผู้อำนวยการด้านการบริหารฝ่ายกิจกรรมองค์กรเพื่อสังคม บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “สำหรับ GULF เราเชื่อมั่นเสมอว่าการพัฒนาเยาวชนคือการลงทุนที่ยั่งยืนที่สุดเพื่ออนาคตของสังคมไทย โครงการนี้เราไม่ได้มุ่งเน้นแค่ทักษะในสนามแต่ใช้กีฬาเป็นเครื่องมือหล่อหลอมวินัย
เมื่อนำมาผสานกับการสนับสนุนด้านการศึกษาและการปูพื้นฐานทางการเงิน เราจึงมั่นใจว่านี่จะเป็นการติดอาวุธทางปัญญาและสร้างภูมิคุ้มกันในชีวิต เพื่อให้เยาวชนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป”

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS กล่าวว่า “AIS เชื่อว่าการพัฒนาฟุตบอลไทยให้แข็งแกร่งอย่างแท้จริง ต้องเริ่มจากการสร้างโครงสร้างพื้นฐานของมนุษย์ โดยเฉพาะนักเตะรุ่นใหม่ในไทยลีก 3 ซึ่งเป็นฐานสำคัญของระบบฟุตบอลไทย การมอบทุนครั้งนี้เรามองข้ามไปไกลกว่าการแบ่งเบาภาระด้านการศึกษา แต่คือการสร้างหลักประกันชีวิตให้พวกเขาเดินหน้าตามเป้าหมายในเส้นทางกีฬาได้อย่างมั่นคงยิ่งขึ้น เราต้องการให้เยาวชนเติบโตเป็นนักกีฬาที่มีคุณภาพ พร้อมมีความรู้และทักษะที่สามารถต่อยอดเส้นทางชีวิตได้ในระยะยาว แม้ในวันที่ต้องแขวนสตั๊ดไปแล้วก็ตาม”

“เราตั้งใจให้ GULF-AIS บอลไทยเพื่อคนไทย เป็นส่วนหนึ่งในการกระจายโอกาสไปสู่สโมสรและนักเตะในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพราะเราเชื่อว่าศักยภาพสามารถเกิดขึ้นได้จากทุกพื้นที่ และนักเตะที่ได้รับทุนเหล่านี้จะกลายเป็นต้นแบบให้กับชุมชน ในการพิสูจน์ว่าเยาวชนสามารถทุ่มเทให้กับการฝึกซ้อมควบคู่ไปกับการเรียน จนประสบความสำเร็จไปพร้อมกันได้”

ความพิเศษของโครงการนี้ ไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการสนับสนุนนักฟุตบอลเยาวชนอายุ 15-22 ปี ในด้านวิชาการ แต่ยังสอดแทรกการปูพื้นฐานความรู้ทางการเงินในยุคดิจิทัล โดยได้ส่งมอบทุนผ่าน CLICX Bank ธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) เพื่ออำนวยความสะดวกในการรับทุนแก่นักเตะทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นก้าวแรกในการส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่คุ้นเคยกับการบริหารจัดการเงินผ่านระบบดิจิทัลที่เป็นทักษะชีวิตสำคัญควบคู่ไปกับความมุ่งมั่นและวินัยในการฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน การสนับสนุนครั้งนี้ยังช่วยลดข้อจำกัดของเยาวชนที่ต้องฝึกซ้อมควบคู่ไปกับการเรียน โดยเฉพาะนักเตะจาก 69 สโมสรทั่วประเทศ สิ่งนี้สะท้อนแนวคิดของ “GULF-AIS บอลไทยเพื่อคนไทย” ที่มุ่งกระจายโอกาสสู่ภูมิภาคและให้ความสำคัญกับการพัฒนาฟุตบอลรากหญ้า เพราะนักเตะท้องถิ่นคือตัวเชื่อมสำคัญที่ผสานสโมสรกับคนในพื้นที่ให้แน่นแฟ้น เกิดเป็นระบบนิเวศกีฬาที่ชุมชนมีส่วนร่วมและเติบโตไปพร้อมกัน

ทั้งนี้ GULF และ AIS เชื่อว่าการพัฒนาฟุตบอลไทยให้เติบโตอย่างแข็งแรง ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแข่งขันในสนาม แต่ต้องสร้างโอกาสรอบด้าน ทั้งกีฬา การศึกษา ทักษะชีวิต และการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต เพื่อสร้างความพร้อมให้เยาวชนสามารถนำความรู้ไปต่อยอดสร้างความมั่นคงในชีวิตอย่างยั่งยืน

โครงการมอบทุนการศึกษาครั้งนี้จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญของ “GULF-AIS บอลไทยเพื่อคนไทย” ในการเชื่อมโยงสโมสร เยาวชน และชุมชนเข้าด้วยกัน พร้อมร่วมวางรากฐานระบบฟุตบอลไทยจากระดับภูมิภาค ส่งต่อโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เดินหน้าตามความฝัน โดยมีทั้งกีฬาและการศึกษาเป็นพลังสำคัญในการเติบโตสู่อนาคต

5 ผลงานวิจัย คว้ารางวัลทุนวิจัยด้านตลาดทุน ประจำปี 2569 ชูโจทย์วิจัย JUMP+ ยกระดับมูลค่าบริษัทจดทะเบียนไทย

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมอบทุนสนับสนุนการวิจัยและรางวัลภายใต้โครงการสนับสนุนทุนวิจัยด้านตลาดทุน ประจำปี 2569 แก่ 5 ผลงานของนิสิตนักศึกษา โดยปีนี้มุ่งเน้นงานวิจัยที่ตอบโจทย์โครงการ JUMP+ ทั้งนี้ มีสถาบันการศึกษาเข้าร่วมส่งผลงานรวม 15 คณะ จาก 10 มหาวิทยาลัย จำนวน 29 หัวข้องานวิจัย

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งส่งเสริมการสร้างองค์ความรู้ด้านตลาดทุนผ่านการสนับสนุนงานวิจัยที่มีคุณภาพ ทั้งฐานข้อมูล แพลตฟอร์ม และทุนเพื่อผลิตงานวิจัย ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 13 โดยได้ปรับรูปแบบและโจทย์วิจัยให้สอดรับพัฒนาการด้านตลาดทุนในแต่ละช่วงเวลา สะท้อนบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการสร้างโอกาสแก่ทุกภาคส่วน ตามวิสัยทัศน์ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities”

“ท่ามกลางความท้าทายในหลายมิติที่ตลาดทุนไทยต้องเผชิญ การพัฒนาศักยภาพของบริษัทจดทะเบียนเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนจึงเป็นสิ่งสำคัญ การวิจัยในปีนี้มุ่งเน้นตอบโจทย์โครงการ JUMP+ ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ริเริ่มขึ้นเพื่อยกระดับมูลค่าองค์กรผ่านการเปิดเผยแผนการเติบโตในระยะ 3 ปี ใน 3 มิติหลัก ได้แก่ การเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจ การยกระดับธรรมาภิบาล และ Climate Action โดยผลงานที่ได้รับรางวัลมีความหลากหลายและสามารถนำไปต่อยอดในเชิงปฏิบัติ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงสนับสนุนงานวิจัยด้านตลาดทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตลาดทุนไทยอย่างยั่งยืน” นายอัสสเดชกล่าว

ปีนี้ มีนิสิตนักศึกษาจาก 15 คณะ 10 มหาวิทยาลัย ส่งผลงานวิจัย 29 หัวข้อ โดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในภาคตลาดทุน ภาคการศึกษา และตัวแทนจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมคัดเลือก 5 ผลงาน มีดังนี้

  • รางวัล Best Paper Award และรางวัล Corporate Value Enhancement Research Award: งานวิจัยหัวข้อ  ”When Does Debt Create Value? ESG Thresholds and Capital Structure in Thailand” จัดทำโดยนายจิรภัทร ชินการ โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.วรพล ยะมะกะ จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา
  • รางวัล Outstanding Paper Award: งานวิจัยหัวข้อ “Decoding the Finfluencer Landscape in Thailand using LLM-Powered Analytics” จัดทำโดยนายพันธกานต์ บุญเลี้ยง โดยมีศาสตราจารย์ ดร.สรศาสตร์ สุขเจริญสิน
    จากคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา
  • รางวัล Honorary Award 3 รางวัล ได้แก่
  • งานวิจัยหัวข้อ “Capital Market Implications of Climate Risk Exposure regarding Cost of Capital and Corporate Valuation: Evidence from Thai Listed Companies” จัดทำโดยนายพุฒิพงศ์ สุขสิริพร และนางสาวภควดี รัตนา โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปภา คณานุรักษ์ จากคณะบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ทั้งนี้ ผลงานวิจัยชิ้นนี้ยังได้รับรางวัล Young Rising Star Award อีกด้วย
  • งานวิจัยหัวข้อ “Corporate Rating Downgrade Prediction in Thailand” จัดทำโดยนายพงศ์พล วชิรลาภไพฑูรย์ โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.ณดา จันทร์สม จากคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา
  • งานวิจัยหัวข้อ “Impact of Corporate Governance on Firm Value under Context of Fraud in Thai Capital Market” จัดทำโดยนางสาวพฤศจิ ลิ้มสุวรรณเกสร โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.พนิต วัฒนกูล จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา

ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลงานวิจัย รวมถึงฐานข้อมูลตลาดทุนที่ www.set.or.th/setresearch