Home Blog Page 3

ตลาดหลักทรัพย์ฯ x กทม. ขยายผลโครงการ”ไม่เทรวม” สู่สมาชิกเครือข่าย Climate Care Platform

0

เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 69 ที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้จัดงาน Climate Care Talk : รู้ทันมาตรการจัดการขยะ “โครงการไม่เทรวม” ของกรุงเทพมหานคร เพื่อสนับสนุนให้สมาชิกเครือข่าย Climate Care Platform ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้มีความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพมหานคร (กทม.) รวมถึงมาตรการจัดการขยะ “โครงการไม่เทรวม” ของ กทม. เพื่อร่วมกันบริหารจัดการขยะและของเสียขององค์กรสมาชิกให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายลดปริมาณขยะที่นำส่งให้ กทม. ไปจัดการฝังกลบให้เหลือน้อยที่สุด โดยมี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม สู่การเป็นเมืองแห่งอนาคตอย่างยั่งยืน” พร้อมด้วย นายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บริหารด้านความยั่งยืนกรุงเทพมหานคร ได้ร่วมบรรยายเพื่อชี้แจงเสริมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ “โครงการไม่เทรวม” ของ กทม. ด้วย ทั้งนี้ นายรองรักษ์ พนาปวุฒิกุล รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกฎหมายและบริหารความเสี่ยงองค์กร ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ให้การต้อนรับผู้บริหาร กทม. ทั้ง 2 ท่านที่ได้ร่วมงานดังกล่าว

ปัจจุบัน Climate Care Platform มีเครือข่ายสมาชิกกว่า 1,000 องค์กร โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา สามารถร่วมกันคัดแยกและบริหารจัดการขยะได้มากกว่า 14,000 ตัน ส่งผลให้ลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 20,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยองค์กรที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกได้ที่ https://climatecare.setgroup.or.th/

เมืองไทยประกันชีวิตและมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม มอบกระเป๋าเวชภัณฑ์พร้อมอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อบริการผู้มาใช้ลานกีฬาในชุมชนเขตห้วยขวาง

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ร่วมกับมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม มอบกระเป๋าเวชภัณฑ์พร้อมอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้แก่สำนักงานเขตห้วยขวาง เพื่อใช้สำหรับปฐมพยาบาลเบื้องต้นแก่ประชาชนที่มาใช้บริการลานกีฬาในชุมชนพื้นที่เขตห้วยขวาง อันเป็นการสนับสนุนความปลอดภัยและส่งเสริมสุขภาวะที่ดีให้แก่คนในชุมชน กระเป๋าเวชภัณฑ์ดังกล่าวจะนำไปใช้ประโยชน์ ณ ลานกีฬาชุมชนบึงพระรามเก้า และ สวนสมเด็จสราญราษฎร์มณีรมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับการออกกำลังกายและทำกิจกรรมของประชาชนในพื้นที่

ในโอกาสนี้นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้มอบหมายให้ นายปราโมทย์ ศักดิ์กำจร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) นางพิตราภรณ์ บุณยรัตพันธุ์ รองประธานกรรมการ มูลนิธิเมืองไทยยิ้ม เป็นผู้มอบให้แก่ นายสุชาติ คำภาพงษ์ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคม พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคม สำนักงานเขตห้วยขวาง งานจัดขึ้น ณ เมืองไทยประกันชีวิต สำนักงานใหญ่

ทิ้งชีวิตต่างแดน กลับเชียงใหม่เลี้ยงหมู ทางเลือกที่มั่นคงของ “ศิริรัตน์ ยั่งยืน”

0

หลายคนเดินทางไปต่างประเทศเพื่อค้นหาความสำเร็จในชีวิต แต่สำหรับ “ศิริรัตน์ ยั่งยืน” และสามี “ยุระนันท์ สีก่ำ” การใช้ชีวิตกว่า 5 ปีในออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกา กลับทำให้พวกเขาค้นพบว่า สิ่งที่ตามหามาตลอดอาจไม่ได้อยู่ไกลถึงต่างแดน หากแต่อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด นั่นคือ “บ้าน”

ศิริรัตน์และสามี ใช้ชีวิตในต่างแดนทั้งเรียนและทำงานไปพร้อมกัน ก่อนตัดสินใจกลับประเทศไทย และเริ่มต้นเส้นทางใหม่ในอาชีพเกษตรกรเลี้ยงหมูขุนที่จังหวัดเชียงใหม่ ตามคำชวนของพ่อ “อินทรัตน์ ยั่งยืน” และน้องสาว “ศิริลักษณ์ ยั่งยืน” ซึ่งทำฟาร์มหมูขุนร่วมกับซีพีเอฟอยู่ก่อนแล้ว

สิ่งที่ทำให้เธอตัดสินใจไม่ใช่เพียงเพราะครอบครัว แต่เพราะเห็นตัวอย่างความสำเร็จจากฟาร์มของพ่อ ทั้งรายได้ที่สม่ำเสมอ และการมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด

ปี 2564 ศิริรัตน์เริ่มต้นสร้าง “ศิริรัตน์ฟาร์ม” เลี้ยงหมูขุนกับซีพีเอฟ จำนวน 2 โรงเรือน ความจุ 1,700 ตัว โดยในช่วงแรกมีน้องสาวช่วยดูแลด้านเทคนิคการเลี้ยง ส่วนศิริรัตน์รับผิดชอบงานบริหารทั้งหมด ตั้งแต่บัญชี การจัดการฟาร์ม ไปจนถึงการวางแผนการเลี้ยงในแต่ละรุ่น

ผลลัพธ์ของการเลี้ยงสองรุ่นแรกเป็นไปตามเป้าหมาย ทำให้มั่นใจที่จะขยายกิจการ ด้วยการซื้อฟาร์มข้างเคียง เลี้ยงหมูเพิ่มอีก 850 ตัว พร้อมทั้งพัฒนาฟาร์มเข้าสู่ระบบ Smart Farm เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการในอนาคต

ศิริรัตน์เล่าว่า คำพูดของน้องสาวประโยคหนึ่งที่ทำให้เธอมั่นใจในเส้นทางนี้และกล้าลงทุนเพิ่ม คือ “ซีพีเอฟไม่ปล่อยให้เกษตรกรลำบาก”

คำพูดนั้นไม่ใช่เพียงความรู้สึก แต่เป็นสิ่งที่สัมผัสได้จากการทำงานจริง เพราะมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องการเลี้ยง เทคโนโลยี และการบริหารต้นทุน ทำให้ผลผลิตดีขึ้น และสร้างรายได้ที่มั่นคง

สำหรับศิริรัตน์ ความร่วมมือระหว่างบริษัทกับเกษตรกรจึงไม่ใช่เพียงสัญญาทางธุรกิจ แต่เป็นความสัมพันธ์ระยะยาวที่เติบโตไปด้วยกัน เพราะเมื่อเกษตรกรอยู่ได้อย่างมั่นคง ห่วงโซ่การผลิตทั้งหมดก็แข็งแรงไปพร้อมกัน

วันนี้ “ศิริรัตน์ฟาร์ม” ไม่ได้เป็นเพียงฟาร์มเลี้ยงหมู แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความฝัน นั่นคือการได้ใช้ชีวิตอยู่ใกล้ครอบครัว มีอาชีพที่มั่นคง และสร้างอนาคตให้ลูกหลานบนผืนดินบ้านเกิดได้อย่างยั่งยืน.

เสิร์ฟความอร่อยทุกช่วงเวลา “ห้าดาว” เปิดบริการ 24 ชั่วโมง

0

 “ห้าดาว” แบรนด์ไก่ย่างในตำนานของคนไทยกว่า 40 ปี เดินหน้าพัฒนารูปแบบร้าน “Five Star New Concept Store” ภายใต้แนวคิด “ความอร่อยไม่มีวันหยุด” พร้อมเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน และเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าที่ต้องการใช้บริการได้ทุกช่วงเวลา โดยมุ่งมั่นพัฒนาการให้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงอาหารและบริการได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเวลาใดก็ตาม ดีไซน์ร้านใหม่ “ทันสมัย สะดวก สดใหม่ตลอดวัน” 

การปรับรูปแบบร้าน “ห้าดาว” ครั้งนี้ ชูคอนเซ็ปต์ Modern • Accessible • All Day Freshness โดยยังคงเอกลักษณ์โทนสีแดง-ขาวของแบรนด์ พร้อมปรับดีไซน์ให้ทันสมัย โปร่ง โล่ง และมองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น เพิ่มพื้นที่หน้าร้านให้เข้าถึงง่าย พร้อมระบบครัวมาตรฐานสากลที่รองรับลูกค้าได้มากขึ้น ทั้งรูปแบบ Walk-in และ Delivery พร้อมกันนี้ ยังขยายไลน์สินค้าเพิ่มเมนูอาหารพร้อมรับประทาน (Ready-to-Eat) และ Snack ให้มีความหลากหลาย เพื่อรองรับทุกช่วงเวลาของวัน ตั้งแต่มื้อเร่งด่วนระหว่างวัน ไปจนถึงมื้อดึกของคนเมือง ขยายร้านอาหาร 24 ชั่วโมงสู่ทำเลสำคัญ ปัจจุบัน “ห้าดาว” เปิดให้บริการแล้วที่สนามบินสุวรรณภูมิ 2 สาขา และสนามบินดอนเมือง 2 สาขา ซึ่งช่วยผลักดันแบรนด์อาหารไทยสู่สายตานักเดินทางจากทั่วโลก พร้อมเดินหน้าขยายสาขาสู่เมืองท่องเที่ยวและย่านเศรษฐกิจ อาทิ เชียงใหม่ – อนุสาวรีย์สามกษัตริย์, กรุงเทพฯ – Summer Point BTS พระโขนง และภูเก็ต – หน้าโรงพยาบาลวชิระ 

นายสุนทร จักษุกรรฐ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีเอฟ เรสเทอรองท์ แอนด์ ฟู้ดเชน จำกัด กล่าวว่า การพัฒนารูปแบบร้านครั้งนี้ เพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และเข้าถึงอาหารคุณภาพได้ทุกช่วงเวลา การเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง จะช่วยให้ลูกค้าอิ่มอร่อยกับเมนูของห้าดาวได้ทุกเวลา นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนทยอยปรับปรุงสาขาเดิมและเปิด Five Star New Concept Store เพิ่มเติม โดยเน้นพื้นที่เมืองหลักและจังหวัดท่องเที่ยว เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงความอร่อยได้สะดวกยิ่งขึ้น “ตำนานไก่ย่างไทย” ที่ครองใจทุกเจเนอเรชัน แม้จะพัฒนารูปแบบร้านใหม่ แต่ “ห้าดาว” ยังคงเอกลักษณ์ด้านรสชาติที่ครองใจลูกค้ามาอย่างยาวนาน ด้วยเมนูไก่ย่างและไก่ทอดสูตรต้นตำรับที่หอมเครื่องเทศ พร้อมเพิ่มสีสันด้วยเมนูเบอร์เกอร์ไก่ชิ้นโตที่ทานง่าย พกพาสะดวก ทุกเมนูจัดเสิร์ฟในรูปแบบ Grab & Go ที่สะดวก รวดเร็ว และพร้อมทานได้ทันที ทำให้ “ห้าดาว” ไม่เพียงเป็นร้านอาหารบริการด่วน แต่ยังเป็นแลนด์มาร์กความอร่อยแบบไทยที่ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติคุ้นเคย.

รู้ทันมาตรการจัดการขยะ ลดต้นทุนองค์กร ลดก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง"  หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

สัปดาห์นี้ “คุณนายพารวย” มีกิจกรรมดีๆ เกี่ยวกับเรื่องของ “ความยั่งยืน” ที่เป็นเทรนด์ของการลงทุนสมัยใหม่มาฝาก  ที่ผ่านมา การส่งเสริมให้ภาคธุรกิจดำเนินงานอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้น  ถือเป็นภารกิจสำคัญที่ “ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย”ดำเนินการมาโดยตลอด เพราะธุรกิจจะเติบโตอย่างมั่นคงได้ สังคมและสิ่งแวดล้อมต้องแข็งแรงไปพร้อมกัน

ความตั้งใจนี้เห็นได้จากความสำเร็จของโครงการ Climate Care Platform แพลตฟอร์มที่ช่วยให้องค์กรทุกระดับ ตั้งแต่ธุรกิจขนาดใหญ่ไปจนถึงระดับชุมชน สามารถเก็บข้อมูลและคำนวณการลดก๊าซเรือนกระจกได้แบบเรียลไทม์ ปัจจุบันมีองค์กรเป็นสมาชิกกว่า 1,000 องค์กร และลดก๊าซเรือนกระจกไปได้แล้วถึง 290,751.48 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq)

นอกจากนี้  ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้ริเริ่มแนวคิด “Zero Waste to Landfill” มาตั้งแต่ปี 2563  เพื่อร่วมกัน รณรงค์ ส่งเสริม และแลกเปลี่ยนความรู้วิธีการบริหารจัดการขยะอย่างถูกต้อง กับอาคาร สำนักงาน และสถานประกอบการ โดยนำร่องที่ย่านถนนรัชดาภิเษก แล้วต่อมาจึงได้ขยายผลไปทั่วประเทศ โดยปีที่แล้ว 2568  สมาชิกในเครือข่ายสามารถแยกขยะได้ถึง 14,077 ตัน ลดก๊าซเรือนกระจกไปได้กว่า 19,621 ตันคาร์บอนฯ  และนำมาสู่ความร่วมมือครั้งสำคัญกับโครงการ “ไม่เทรวม” ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่มีความสอดคล้องกันในด้านการลดปริมาณขยะทั่วไปที่ต้องนำไปกำจัดด้วยวิธีฝังกลบ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างวินัยในการบริหารจัดการขยะอย่างยั่งยืนให้กับสังคม   

จากข้อมูลของสำนักสิ่งแวดล้อม กทม. พบว่า ขยะในกรุงเทพฯ มีมากกว่า 9,000 ตันต่อวัน โดย 30% มาจากอาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า ตลาด และสถานประกอบการขนาดใหญ่ จำนวน 2,500 แห่งทั่วกรุงเทพฯ และกทม. ต้องใช้เงินจัดการขยะถึง 8,000 ล้านบาท ทำให้มีแผนปรับขึ้นค่าธรรมเนียมรายเดือนเก็บขยะมูลฝอยทั่วไป จาก 2,000 เป็น 8,000 บาท เพื่อกระตุ้นให้เกิดการคัดแยกขยะ ช่วยลดภาระการจัดการขยะ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการจัดการขยะที่ไม่ถูกต้อง

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงได้จัดงาน Climate Care Talk : รู้ทันมาตรการจัดการขยะ “โครงการไม่เทรวม” ของกทม. ขึ้น เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการจัดการขยะตามนโยบายของกทม. และให้สมาชิก Climate Care Platform ใช้แนวทางนี้ไปจัดการขยะและของเสียได้อย่างถูกต้อง

งานนี้จัดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม 2569 เวลา 09.30 – 12.00 น. ที่ หอประชุมศุกรีย์ แก้วเจริญ  ชั้น 3 อาคารบี ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ  “คุณนายพารวย” เชื่อว่า จะช่วยให้เรา แยกขยะได้อย่างถูกวิธี  และยังช่วยให้องค์กรประหยัดเงิน แถมยังช่วยให้กรุงเทพฯ ของเราน่าอยู่ขึ้นด้วย

องค์กรที่สนใจเข้าร่วมเป็นสมาชิก Climate Care Platform แพลตฟอร์มที่ช่วยบริหารจัดการ วางแผน และคำนวณการลดก๊าซเรือนกระจกในองค์กร ดูรายละเอียดและสมัครที่ https://climatecare.setgroup.or.th/   สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ SET Contact Center โทร. 0 2009 9999

คุณนายพารวย

บจ. มีผลประกอบการอ่อนแอลงในปี 2568 ตามภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว

0

นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บจ. จำนวน 799 บริษัท คิดเป็น 96.3% จากทั้งหมด 830 บริษัท (รวม SET และ mai ที่มีกำหนดส่งงบการเงิน ณ สิ้นงวด 31 ธันวาคม 2568 และไม่รวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน) นำส่งผลการดำเนินงานปี 2568 พบว่ามี บจ. รายงานกำไรสุทธิ 596 บริษัท คิดเป็น 74.6% ของ บจ. ที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด

ผลการดำเนินงานปี 2568 เทียบกับปีก่อน บจ. ใน SET มียอดขาย 16,329,520 ล้านบาท ลดลง 7.2% โดย บจ. มีการควบคุมต้นทุนขายได้ค่อนข้างดี แต่มีค่าใช้จ่ายการขายและบริหารลดลงเพียง 3.0% ทำให้มีกำไรจากการดำเนินงาน (Core profit) 1,077,544 ล้านบาท ลดลง 9.5% อย่างไรก็ดี บจ. ขนาดใหญ่หลายแห่งมีกำไรจากการควบรวมกิจการ การปรับโครงสร้างธุรกิจ การลงทุนและเครื่องมือทางการเงิน ส่งผลให้มีกำไรสุทธิ 1,103,762 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.5% ด้านฐานะการเงินของ บจ. ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ratio (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ 1.28 เท่า ลดลงจาก 1.34 เท่า ในปีก่อน

“ในปี 2568 บจ. ไทยมีผลประกอบการที่อ่อนแอลงจากเศรษฐกิจชะลอตัว ประกอบกับปัจจัยด้านราคาน้ำมันลดลง และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายถึง 4 ครั้ง ส่งผลให้ บจ. ไทยในหมวดพลังงาน หมวดปิโตรเคมีภัณฑ์ และกลุ่มธุรกิจการเงินมียอดขายลดลง ในขณะที่ค่าใช้จ่ายการขายและบริหารโดยรวมไม่ได้ปรับลดลงมากนัก ทำให้ บจ. ไทยมีกำไรจากการดำเนินงานลดลง อย่างไรก็ดี บจ. ที่ยังคงมีการเติบโต ได้แก่ หมวดธุรกิจอาหารจากราคาไก่และน้ำมันปาล์มที่เพิ่มขึ้น หมวดธุรกิจโรงพยาบาล และหมวดธุรกิจเทคโนโลยีที่เติบโตตามการปรับเข้าสู่สังคม Digital” นายสรวิศ กล่าว

ด้านผลการดำเนินงานของ บจ. ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) รายงานผลการดำเนินงานปี 2568 โดยมียอดขายรวม 201,323 ล้านบาท ลดลง 2.7% ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 2.8% ส่งผลให้ บจ. มีกำไรจากการดำเนินงาน 13,339 ล้านบาท ลดลง 13.9% และมีกำไรสุทธิรวม 2,294 ล้านบาท ลดลง 64.3%

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ผนึกกำลังทุกภาคส่วนหนุนองค์กรไทยใช้มาตรฐาน ISSB ขับเคลื่อนกลยุทธ์ธุรกิจและการกำกับดูแลกิจการ

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย และสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดสัมมนา SET Sustainability Forum ครั้งที่ 1/2026 ภายใต้หัวข้อ “Board & CEO Dialogue – Turning ISSB Standards into Strategic Resilience” ในวันที่ 12 มีนาคม 2569 เพื่อสะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันในการขับเคลื่อนมาตรฐาน International Sustainability Standards Board (ISSB) ให้เป็นมากกว่ากรอบการรายงานข้อมูล แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับการดำเนินธุรกิจและการกำกับดูแลกิจการ โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ บทบาทของคณะกรรมการบริษัทและผู้บริหารระดับสูงในการขับเคลื่อนความยั่งยืน การแปลงมาตรฐาน ISSB ให้เป็นความได้เปรียบทางการแข่งขัน ตลอดจนการยกระดับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของข้อมูล ESG ให้สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้ลงทุน

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ESG เป็นปัจจัยที่ผู้ลงทุนทั่วโลกใช้ในการตัดสินใจจัดสรรเงินทุน มาตรฐาน ISSB ไม่ใช่เพียงเรื่องของการรายงาน แต่เป็นวาระเชิงกลยุทธ์ขององค์กร บทบาทของคณะกรรมการบริษัทและผู้บริหารระดับสูงจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการบูรณาการ ESG เข้ากับกลยุทธ์ การบริหารความเสี่ยง และการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม ตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมทำหน้าที่เป็น Trusted Gateway ในการเชื่อมบริษัทไทยกับมาตรฐานสากลและความคาดหวังของผู้ลงทุนทั่วโลก เพื่อสร้างความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาว”.

ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงาน ก.ล.ต. กล่าวปาฐกถาพิเศษ “Building Trust and Powering Sustainable Growth in Thailand’s Capital Market” ว่า “การเปิดเผยข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือต้องเริ่มต้นจากวิสัยทัศน์และการกำกับดูแลเชิงกลยุทธ์ของคณะกรรมการบริษัท เพราะความยั่งยืนในปัจจุบันไม่ใช่เพียงการจัดทำรายงาน แต่คือการบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสในระยะยาวของธุรกิจ มาตรฐาน ISSB จึงเป็นภาษากลางของตลาดทุนโลกในการสื่อสารข้อมูลด้านความยั่งยืนที่ชัดเจนและเปรียบเทียบได้”นางอรนุช อภิศักดิ์ศิริกุล อุปนายก สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย กล่าวว่า “ปัจจัยด้านความยั่งยืนโดยเฉพาะสภาวะภูมิอากาศ จะเป็นความเสี่ยงยิ่ง ซึ่งต้องมีการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม เพื่อความอยู่รอดและการเติบโตของบริษัทในระยะยาวทั้งในด้านฐานะการเงิน ผลการดำเนินงาน และความสามารถในการแข่งขัน”นางวารุณี ปรีดานนท์ กรรมการและประธานคณะกรรมการวิชาชีพบัญชีด้านการวางระบบบัญชี สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของมาตรฐาน ISSB ว่า “ความยั่งยืนและการเติบโตของธุรกิจเป็นเรื่องเดียวกัน และความน่าเชื่อถือจะเกิดขึ้นได้จากการเปิดเผยข้อมูลที่มีนัยสำคัญอย่างโปร่งใสให้ต่อผู้มีส่วนได้เสีย”.

นอกจากนี้ ภายในงานยังได้รับเกียรติจากวิทยากร 3 ท่าน ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน ESG ในองค์กร ร่วมแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับมาตรฐาน ISSB กับการสร้างมูลค่าองค์กรในระยะยาวและการตัดสินใจลงทุน ได้แก่

1) “From ISSB Standards to Commitment and Action” โดยนางสาวสินีนุช โกกนุทาภรณ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ. ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (TEGH) กล่าวว่า “สำหรับ TEGH ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงเรื่องของการรายงาน แต่คือการบริหารความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ เพื่อสร้างมูลค่าในระยะยาว มาตรฐาน ISSB ช่วยให้เรามองเห็นทั้งความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างเป็นระบบ และแปลงข้อมูลเหล่านั้นไปสู่การตัดสินใจทางธุรกิจจริง ความสำเร็จของความยั่งยืนจึงไม่ได้อยู่ที่รายงาน แต่อยู่ที่การที่คณะกรรมการบริษัทและผู้บริหารระดับสูงนำประเด็นเหล่านี้มาเป็นวาระสำคัญขององค์กร พร้อมกำกับดูแลและรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ในระยะยาว”

2) “From ISSB Standards to Long-term Value Enhancement” โดยนายวชิระชัย คูนำวัฒนา Chief Sustainability Officer บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ระบุว่า “มาตรฐาน ISSB ไม่ใช่เพียงการเปิดเผยข้อมูล แต่เป็นกรอบการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ที่สนับสนุนการตัดสินใจของคณะกรรมการบริษัทและฝ่ายบริหารในการลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ พร้อมสื่อสารข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ลงทุนและตลาดทุน”

และ 3) From ISSB Standards to Investors Perspective โดยนางสาวธิดาศิริ ศรีสมิต รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน บลจ. กสิกรไทย กล่าวว่า “สิ่งที่ผู้ลงทุนต้องการเห็นคือการเชื่อมโยงประเด็นความยั่งยืนเข้ากับกลยุทธ์ทางธุรกิจและข้อมูลที่แสดงผลกระทบต่อตัวเลขทางการเงินที่ชัดเจน มากกว่าตัวรายงานความยั่งยืนที่มีการเปิดเผยข้อมูล แต่ไม่สามารถเชื่อมโยงประเด็นดังกล่าวกับทิศทางการดำเนินงานได้”.

นางรัตน์วลี อนันตานานนท์ ผู้ช่วยผู้จัดการ กลุ่มงานพัฒนาธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวปิดท้ายว่า สิ่งที่สำคัญนับจากนี้ ไม่ใช่คำถามว่า “มาตรฐานกำหนดให้ทำอะไร” แต่คือ “คณะกรรมการบริษัทและผู้บริหารระดับสูงต้องทำอะไรต่อจากวันนี้” การตั้งคำถามของคณะกรรมการจะเป็นตัวกำหนดคุณภาพของการบริหารความเสี่ยงหรือสร้างโอกาสใหม่ให้กับธุรกิจ ขณะที่คุณภาพของข้อมูล ESG จะเป็นสิ่งที่ผู้ลงทุนให้คุณค่า ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมสนับสนุนบริษัทจดทะเบียนให้เปลี่ยนผ่านได้อย่างมั่นคง และใช้มาตรฐานนี้เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ได้จริง.

เฮงไม่พัก เงินปังไม่หยุด! AIS เปิดซิมเบอร์มงคลใหม่ “เทพมหาสมบัติ” เปิดทางทรัพย์รับโชคใหญ่ โดย อ.นิติกฤตย์ ราคาเพียง 199 บาท

0

AIS ทะยานสู่การอัปเกรดซิมเบอร์มงคลพลิกชีวิต เปิดตัว “ซิมเบอร์มงคลพลิกชีวิต เทพมหาสมบัติ” ภายใต้แนวคิดการพัฒนากลุ่มเลข “มหาสมบัติ” ที่สะท้อนศาสตร์ตัวเลขด้านความมั่งคั่ง โอกาส และความมั่นคงทางการเงิน โดยพัฒนาแนวคิดร่วมกับ อ.นิติกฤตย์ กิตติศรีวรนันท์ ผู้คิดค้นศาสตร์พลังตัวเลขของไทย เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจแก่ผู้ที่มองหาทั้งความมั่นใจด้านภาพลักษณ์ ความหมาย และพลังใจในการดำเนินธุรกิจ พร้อมออกแบบ 2 ปกใหม่ที่ถ่ายทอดสัญลักษณ์ของเทพมหาสมบัติในท่าประทานทรัพย์ สื่อถึงการมอบโอกาสและความมั่นคง ขณะที่ดอกบัวสื่อถึงสติและปัญญา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความสำเร็จที่ยั่งยืน ราคาเพียง 199 บาท ได้แก่ “ซิมเทพมหาสมบัติ ประทานทรัพย์” เสริมพลังการเงินและโอกาสสร้างรายได้อย่างมั่นคง พร้อมแรงหนุนจากผู้ใหญ่และโอกาสทางธุรกิจ เหมาะสำหรับเจ้าของกิจการ นักขาย และพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ แพ็กเกจรายเดือนเริ่มต้น 599 บาท/เดือน และ “ซิมเทพมหาสมบัติ เปิดขุมทรัพย์” โดดเด่นด้านเงินก้อนและโอกาสจากดีลสำคัญ ช่วยต่อยอดธุรกิจและการเติบโตแบบก้าวกระโดด เหมาะสำหรับนักลงทุน ผู้บริหาร และเจ้าของกิจการที่ต้องการเสริมภาพลักษณ์และโอกาสทางธุรกิจ แพ็กเกจรายเดือนเริ่มต้น 899 บาท/เดือน

และความพิเศษในครั้งนี้  AIS นำโดย นายคณาธิป ธีรทีป หัวหน้าแผนกงานการตลาดด้านผลิตภัณฑ์และลูกค้าโพสต์เพด AIS ร่วมกับ อ.นิติกฤตย์ กิตติศรีวรนันท์ ได้ร่วมทำพิธีปลุกเสกซิมเบอร์มงคลพลิกชีวิต เทพมหาสมบัติ เพื่อเสริมสิริมงคลตามประเพณี ณ พระธาตุพนม จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่คนไทยทั่วประเทศเคารพศรัทธา อีกทั้งยังเชื่อกันว่าเป็นพื้นที่ที่เปี่ยมด้วยพลังมงคล เหมาะแก่การอธิษฐานและตั้งเจตนาในเรื่องการเงิน โอกาสทองในการงาน และความสำเร็จ 

ผู้ที่สนใจสามารถเป็นเจ้าของ ซิมเบอร์มงคลพลิกชีวิต เทพมหาสมบัติ ได้แล้ววันนี้ ในราคาเพียง 199 บาท ที่ AIS Shop ทุกสาขา, ร้านเทเลวิซ และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ หรือสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ AIS Online Store พร้อมบริการจัดส่งฟรีถึงบ้าน โดยสามารถสมัครแพ็กเกจรายเดือนสุดคุ้ม เริ่มต้น 599 บาทต่อเดือน หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://m.ais.co.th/AISLuckyNumberSIM

ศาลปกครองกลางยกคำขอทุเลาการบังคับกรณีระบุชื่อผู้ขับขี่ 5 คน คปภ.ชี้ช่วยลดภาระค่าเบี้ยประกัน                                                          

0

ศาลปกครองกลางมีคำสั่งยกคำขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 46/2567 (กรณีระบุชื่อผู้ขับขี่ 5 คน) ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) หลังพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คำสั่งดังกล่าวยังไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เนื่องจากผู้เอาประกันภัยยังคงสามารถเลือกทำประกันภัยรถยนต์ได้ทั้งแบบระบุชื่อและไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่สืบเนื่องจากประเด็นเกี่ยวกับคำสั่งนายทะเบียนที่ 46/2567 กำหนดให้กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์สามารถระบุชื่อผู้ขับขี่ได้สูงสุดถึง 5 คน จากเดิมที่กำหนดไว้เพียง 2 คน แต่มีผู้ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว โดยเห็นว่าเป็นการจำกัดสิทธิบุคคลในการทำสัญญา และยื่นคำร้องขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งทุเลาการบังคับใช้คำสั่งนายทะเบียนไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษานั้น ต่อมาเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่ง โดยพิจารณาว่าคำสั่งนายทะเบียนดังกล่าวได้ให้ความเห็นชอบพิกัดอัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์แบบระบุชื่อผู้ขับขี่ 5 คน ควบคู่กับแบบไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่แก่บริษัทประกันภัยจำนวน 31 แห่ง ส่งผลให้บุคคลสามารถเลือกซื้อกรมธรรม์ได้ทั้งแบบระบุชื่อผู้ขับขี่ 5 คน หรือแบบไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่

กรณีดังกล่าวจึงยังไม่มีเหตุอันสมควรที่ศาลจะมีคำสั่งทุเลาการบังคับใช้คำสั่งนายทะเบียนที่ 46/2567 สำนักงาน คปภ. ขอเรียนว่า คำสั่งนายทะเบียนที่ 46/2567 มิได้มีเจตนาบังคับให้ผู้เอาประกันภัยต้องเลือกทำประกันแบบระบุชื่อผู้ขับขี่ 5 คน เท่านั้น แต่เป็นการ “เพิ่มสิทธิ” ให้กับประชาชนที่มีพฤติกรรมการขับขี่ที่ดีจะสามารถได้รับส่วนลดเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้นกว่าเดิม  ในอัตราที่เหมาะสมและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ขณะเดียวกันมาตรการดังกล่าวยังออกแบบให้มีความยืดหยุ่น โดยแม้กรมธรรม์จะระบุชื่อผู้ขับขี่ไว้ แต่ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องให้บุคคลอื่นใช้รถผู้เอาประกันภัยยังคงได้รับ  ความคุ้มครองตามเงื่อนไขกรมธรรม์ หากอุบัติเหตุไม่ได้เกิดจากความประมาทของบุคคลที่ไม่ได้ระบุชื่อไว้แนวทางดังกล่าวสะท้อนการกำกับดูแลที่พยายามเชื่อมโยงเบี้ยประกันกับพฤติกรรมการใช้รถจริง ซึ่งไม่เพียงช่วยให้เบี้ยประกันมีความเป็นธรรมมากขึ้น   แต่ยังเป็นกลไกหนึ่งในการส่งเสริมวินัยจราจรและลดอุบัติเหตุในระยะยาว 

AIS เปิดตัว “น้องจีจี้” หุ่นยนต์บริการ AI อัจฉริยะ ยกระดับประสบการณ์ธุรกิจรีเทลพร้อมทดลองใช้งานครั้งแรกที่ Thailand Mobile Expo 2026 ก่อนต่อยอดสู่ AIS Shop ในอนาคตเร็วๆ นี้

0

AIS เปิดตัว “น้องจีจี้” หุ่นยนต์บริการ AI อัจฉริยะ ยกระดับประสบการณ์ธุรกิจรีเทลพร้อมทดลองใช้งานครั้งแรกที่ Thailand Mobile Expo 2026 ก่อนต่อยอดสู่ AIS Shop ในอนาคตเร็วๆ นี้ AIS เดินหน้าผลักดันกลยุทธ์ Intelligent Infrastructure ด้วยการนำเทคโนโลยี AI และ Robotics เข้ามาเสริมประสบการณ์การให้บริการลูกค้า โดยเปิดตัว “น้องจีจี้” (Gigi) หุ่นยนต์บริการ AI อัจฉริยะ ซึ่งสามารถสื่อสารภาษาไทยได้อย่างลื่นไหลและเป็นธรรมชาติ นับเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญของการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจค้าปลีกโทรคมนาคมในประเทศไทย

การเปิดตัวครั้งนี้เกิดขึ้นภายในงาน Thailand Mobile Expo 2026 ระหว่างวันที่ 12–15 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดย “น้องจีจี้” จะทำหน้าที่เสมือน AI Receptionist ที่ช่วยต้อนรับผู้เข้าชมงาน ให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับสินค้าและบริการของ AIS รวมถึงช่วยแนะนำพื้นที่บริการต่างๆ ภายในบูธ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่เข้ามาสัมผัสประสบการณ์ภายในงาน ในระยะเริ่มต้น หุ่นยนต์ AI ดังกล่าวถูกออกแบบให้สามารถโต้ตอบกับลูกค้าได้แบบเรียลไทม์ โดยสามารถทักทาย พูดคุย และสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้เข้าชมงานได้อย่างเป็นธรรมชาติ อีกทั้งยังสามารถช่วยแนะนำข้อมูลเกี่ยวกับบริการของ AIS และอำนวยความสะดวกด้านการนำทางไปยังจุดบริการต่างๆ ภายในบูธ ซึ่งช่วยลดขั้นตอนการสอบถามข้อมูลเบื้องต้นและทำให้ประสบการณ์ภายในพื้นที่บริการมีความทันสมัยและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ “น้องจีจี้” ยังถูกออกแบบให้มีบทบาทในการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้าที่เข้ามาเยี่ยมชมบูธ AIS โดยสามารถโต้ตอบกับผู้ใช้งานในลักษณะที่เป็นมิตร เช่น การพูดคุย ถ่ายภาพร่วมกับลูกค้า รวมถึงการแสดงท่าทางตอบสนองกับผู้เข้าชมงาน เพื่อสร้างบรรยากาศที่สนุกและมีชีวิตชีวาภายในพื้นที่ Retail ซึ่งถือเป็นแนวทางใหม่ของการนำเทคโนโลยีมาเสริมประสบการณ์ลูกค้าในร้านค้าปลีกยุคดิจิทัล และในอนาคต AIS มีแผนพัฒนาศักยภาพของ “น้องจีจี้” เพิ่มเติม โดยคาดว่าจะสามารถต่อยอดให้หุ่นยนต์ AI สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและโปรโมชันต่างๆ ภายในร้าน AIS Retail ได้อย่างละเอียดมากขึ้น รวมถึงมีศักยภาพในการให้คำแนะนำเบื้องต้นเกี่ยวกับ สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ อุปกรณ์เสริม และแพ็กเกจมือถือหรือบริการด้านดิจิทัลและเอนเตอร์เทนเมนต์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการลูกค้าในร้านค้าปลีกในอนาคต

นายประพัฒน์ เสียงจันทร์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจค้าปลีก AIS กล่าวว่า “เทคโนโลยี AI กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรม และสำหรับ AIS ธุรกิจค้าปลีกในอนาคตจะไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับการทำธุรกรรมเท่านั้น แต่จะพัฒนาไปสู่ Experience-driven Retail ที่ผสานเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับการให้บริการอย่างไร้รอยต่อ การทดลองนำหุ่นยนต์ AI เข้ามาใช้ในพื้นที่ให้บริการครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้และพัฒนาแนวทางใหม่ในการให้บริการลูกค้า โดยเรามองว่า AI และ Robotics จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยเสริมศักยภาพงานบริการ ทำให้การให้บริการมีความคล่องตัว ฉลาด และตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่มากขึ้น และในระยะต่อไป AIS มีแผนศึกษาการนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปต่อยอดสู่ AIS Shop เพื่อช่วยสนับสนุนงานบริการในร้านค้าปลีก รวมถึงสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ”

ทั้งนี้ การเปิดตัว “น้องจีจี้” ยังสะท้อนทิศทางของ AIS ในการพัฒนา AI Ecosystem ที่ผสานเทคโนโลยี Robotics และ 5G เข้าด้วยกัน ซึ่งจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของบริการดิจิทัลในอนาคต ทั้งในภาคธุรกิจ ภาคบริการ และอุตสาหกรรมต่างๆ

นอกจากนี้ ภายในงาน Thailand Mobile Expo 2026 AIS ยังจัดเต็มกว่าที่เคย จัดหนักดีลสมาร์ทโฟนตัวท็อปที่ยกมาครบ อาทิ iPhone, Samsung, Xiaomi, Huawei และ OPPO ลดคุ้มที่สุดต้อนรับปีม้า ลดสูงสุด 23,400 บาท พิเศษยิ่งขึ้นเมื่อซื้อเครื่องพร้อมแพ็กในงาน รับสิทธิ์ Play Premium Plus ชมสนุกเต็มแม็กซ์ กับ 5 แอปดัง ดูนาน 6 เดือน เติมเต็มทั้งสมาร์ทโฟนและไลฟ์สไตล์ในแพ็กเกจเดียว พร้อมของแถมจัดเต็มในงาน.

ผู้สนใจสามารถสัมผัสประสบการณ์การทำงานของ “น้องจีจี้” ได้ที่ บูธ AIS หมายเลข PL11 ภายในงาน Thailand Mobile Expo 2026 ระหว่างวันที่ 12–15 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดย AIS มีแผนนำหุ่นยนต์ดังกล่าวไปทดลองใช้งานต่อที่ AIS Shop ณ AIS SIAM ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป