Home Blog Page 3

รวมพลังน้ำใจลูกค้าเอไอเอส เปลี่ยนพอยท์เป็นคะแนนบุญ บริจาค 2.3 ล้านบาท ให้ 8 องค์กรการกุศล

0

AIS ตอกย้ำพันธกิจในการใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มเป็นพลังขับเคลื่อนสังคม ผ่านโครงการ “ปันพอยท์ เติมสุข เพิ่มบุญอิ่มใจ” โดยทำหน้าที่เป็นสื่อกลางให้ลูกค้าสามารถเปลี่ยนคะแนนสะสม AIS Points ให้กลายเป็น “คะแนนบุญ” เพื่อบริจาคสนับสนุนมูลนิธิและองค์กรการกุศลต่างๆ ได้อย่างสะดวกผ่านแอปพลิเคชัน myAIS โดยล่าสุด AIS พร้อมส่งมอบเงินบริจาครวมทั้งสิ้น 2,313,074 บาท ให้แก่ 8 องค์กรการกุศล ที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี, มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์, มูลนิธิโรงพยาบาลหาดใหญ่, มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก กองทุนอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ, สภากาชาดไทย, มูลนิธิรามาธิบดีฯ และโรงพยาบาลขอนแก่น ซึ่งยอดเงินบริจาคดังกล่าวเกิดจากการให้ลูกค้าเปลี่ยนคะแนน AIS Points เป็นเงินบริจาค (ทุก 1 คะแนน = 10 สตางค์) ตั้งแต่ระยะเวลา 1 มิถุนายน 2568 – 31 ธันวาคม 2568 สะท้อนพลังน้ำใจของลูกค้าที่ร่วมกันส่งต่อโอกาส ความหวัง และการช่วยเหลือไปยังภาคส่วนต่างๆ ของสังคม ผ่านคะแนนจากการใช้งานบริการ AISในชีวิตประจำวัน

นางสาวโอปอล เลิศอุทัย หัวหน้าฝ่ายงานประสบการณ์และความผูกพันลูกค้า AIS กล่าวว่า “AIS ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านเป็นอย่างมาก ที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแบ่งปัน ภายใต้แนวคิด ‘ใช้พอยท์ให้เกิดคุณค่าต่อสังคม’ โดยทุกคะแนนที่ถูกเปลี่ยนเป็นคะแนนบุญ ไม่เพียงช่วยสนับสนุนการทำงานของมูลนิธิและองค์กรการกุศลต่างๆ แต่ยังสะท้อนพลังความตั้งใจร่วมกันระหว่างลูกค้าและ AIS ในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและเกื้อกูลกันอย่างยั่งยืน AIS เชื่อว่าดิจิทัลแพลตฟอร์มสามารถเป็นสื่อกลาง และเป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงผู้คนและขยายโอกาสการให้ได้อย่างทั่วถึง โครงการ ‘ปันพอยท์ เติมสุข เพิ่มบุญอิ่มใจ’ จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถมีส่วนร่วมในการทำความดีได้ง่ายๆ ผ่านการใช้คะแนนจากการใช้งานบริการ AIS ในชีวิตประจำวัน และนอกจากการสนับสนุนองค์กรด้านสุขภาพและโรงพยาบาลเป็นหลักแล้ว ในปี 2569 AIS ยังคงมุ่งมั่นต่อยอดโครงการอย่างต่อเนื่อง พร้อมขยายการสนับสนุนไปยังมูลนิธิด้านสัตว์และสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติม สอดคล้องกับความเชื่อที่ว่าคุณภาพชีวิตที่ดีต้องครอบคลุมถึงสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสังคม เพื่อร่วมกันสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนให้กับสังคมในทุกมิติ”

ผู้ที่สนใจสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่อพลังการให้ โดยเปลี่ยน AIS Points เป็นเงินบริจาคผ่านแอปพลิเคชัน myAIS ได้อย่างสะดวก เพียงเลือกโครงการ “ปันพอยท์ เติมสุข เพิ่มบุญอิ่มใจ” ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 – 31 ธันวาคม 2569 หรือสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของโครงการ รวมถึงรายชื่อองค์กรการกุศลที่เข้าร่วมได้ที่แอป myAIS หรือเว็บไซต์ www.ais.th

ตลาดหลักทรัพย์ฯ รับจด 16 DR ใหม่ อ้างอิงหุ้นชั้นนำจากสหรัฐฯ ออกโดย KKPS เริ่มซื้อขาย 29 ม.ค. นี้

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รับจดทะเบียนตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) 16 หลักทรัพย์ใหม่ อ้างอิงหุ้นชั้นนำในตลาดหลักทรัพย์แนสแด็ก (NASDAQ) และตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) ออกโดย บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) (KKPS) เริ่มซื้อขายในตลาดหุ้นไทย 29 มกราคม 2569

DR จำนวน 10 หลักทรัพย์ อ้างอิงหุ้นที่จดทะเบียนใน NASDAQ

ชื่อย่อ DRหลักทรัพย์อ้างอิงรายละเอียดธุรกิจ
ABNB06Airbnb, Inc. (ABNB)แพลตฟอร์มดิจิทัลที่เชื่อมต่อเจ้าของที่พักกับนักเดินทางทั่วโลก ให้บริการจองที่พักระยะสั้น กิจกรรม และประสบการณ์ท่องเที่ยว
AMGN06Amgen Inc. (AMGN)บริษัทชีวเภสัชกรรมชั้นนำ ดำเนินธุรกิจวิจัย พัฒนา และจำหน่ายยารักษาโรคในหลายสาขา เช่น โรคเรื้อรัง โรคมะเร็ง และโรคภูมิคุ้มกัน
DUOL06Duolingo, Inc. (DUOL)บริษัทเทคโนโลยีด้านการศึกษา ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเรียนภาษาออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ ที่มีผู้ใช้งานทั่วโลก
EXPE06Expedia Group, Inc. (EXPE)แพลตฟอร์มจองการท่องเที่ยวออนไลน์ ให้บริการจองโรงแรม เที่ยวบิน
รถเช่า และบริการที่เกี่ยวข้อง ดำเนินธุรกิจหลากหลายแบรนด์ เช่น Expedia, Hotels.com และ Vrbo
ISRG06Intuitive Surgical, Inc. (ISRG)บริษัทเทคโนโลยีด้านการแพทย์ ผู้พัฒนาและจำหน่ายระบบหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด สำหรับโรงพยาบาลและสถานพยาบาล
MRVL06Marvell Technology, Inc. (MRVL)บริษัทผู้ผลิตชิปกึ่งตัวนำที่มุ่งเน้นโซลูชันสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ เครือข่ายและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ลูกค้าหลักเป็นผู้ให้บริการคลาวด์ ผู้ให้บริการเครือข่าย และผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
PYPL06PayPal Holdings, Inc. (PYPL)บริษัทเทคโนโลยีด้านการชำระเงินดิจิทัล ให้บริการกระเป๋าเงินออนไลน์และโซลูชันการชำระเงิน สำหรับผู้บริโภคและร้านค้า
QCOM06Qualcomm Inc. (QCOM)บริษัทเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ที่พัฒนาชิปและโซลูชันการสื่อสารไร้สาย สำหรับอุปกรณ์มือถือ ยานยนต์ และอุปกรณ์เชื่อมต่ออื่นๆ
SHOP06Shopify Inc. (SHOP)ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสำหรับธุรกิจทุกขนาด ให้บริการตั้งแต่ระบบหน้าร้านออนไลน์ การชำระเงิน การจัดการคำสั่งซื้อ และเครื่องมือสนับสนุนการขาย
WMT06Walmart Inc. (WMT)บริษัทค้าปลีกรายใหญ่ ดำเนินธุรกิจร้านค้าปลีกทั้งในรูปแบบร้านกายภาพ และช่องทางออนไลน์ จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร และสินค้าเบ็ดเตล็ด

DR จำนวน 6 หลักทรัพย์ อ้างอิงหุ้นที่จดทะเบียนใน NYSE

ชื่อย่อ DRหลักทรัพย์อ้างอิงรายละเอียดธุรกิจ
AXP06American Express Company (AXP)สถาบันการเงินที่ให้บริการบัตรเครดิตและโซลูชันการชำระเงินแก่ลูกค้าบุคคลและองค์กร โดยดำเนินธุรกิจในหลายภูมิภาค
BLK06BlackRock, Inc. (BLK)บริษัทบริหารสินทรัพย์รายใหญ่ ให้บริการบริหารการลงทุนแก่ลูกค้าสถาบันและรายย่อย โดยมีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมกองทุน ETF ภายใต้    แบรนด์ iShares และโซลูชันการลงทุนอื่นๆ
CRM06Salesforce, Inc. (CRM)บริษัทซอฟต์แวร์ที่ให้บริการระบบบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) บนระบบคลาวด์ โดยให้บริการแก่ธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม
IBM06International Business Machines Corp (IBM)บริษัทเทคโนโลยีสารสนเทศชั้นนำ ให้บริการโซลูชันด้านเทคโนโลยีและคำปรึกษาสำหรับองค์กร โดยมี 4 ธุรกิจหลัก ได้แก่ ซอฟต์แวร์ บริการให้คำปรึกษา โครงสร้างพื้นฐาน และบริการทางการเงิน โดยเน้นแพลตฟอร์มไฮบริดคลาวด์ และ AI
NEM06Newmont Corporation (NEM)บริษัทเหมืองแร่รายใหญ่ ดำเนินธุรกิจสำรวจและผลิตทองคำ รวมถึงโลหะมีค่าอื่นๆ เช่น ทองแดงและเงิน
TRVUS06The Travelers Companies, Inc. (TRV)บริษัทประกันวินาศภัยรายใหญ่ของสหรัฐฯ ให้บริการประกันธุรกิจ ประกันบุคคล และประกันเฉพาะทาง

ผู้สนใจศึกษารายละเอียด 16 DR ใหม่ได้ที่เว็บไซต์สำนักงาน ก.ล.ต. www.sec.or.th หรือบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์คือ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) https://dr06.kkpfg.com หรือศึกษาผลิตภัณฑ์ DR เพิ่มเติมได้ที่ www.set.or.th/dr     

เมืองไทยประกันชีวิตจัด “กิจกรรมจิตอาสา”ส่งความสุขและรอยยิ้มที่สถานสงเคราะห์เด็กพิการทางสมองและปัญญา จ.ราชบุรี

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เดินหน้าสนับสนุนกิจกรรมจิตอาสา ร่วมสร้างความสุขและรอยยิ้ม ณ สถานสงเคราะห์เด็กพิการทางสมองและปัญญา จังหวัดราชบุรี เพื่อเลี้ยงอาหารกลางวันและจัดกิจกรรมที่เหมาะสมให้แก่เด็กพิการทางสมองและสติปัญญาในพื้นที่จังหวัดราชบุรี

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) สร้างจิตสำนึกแห่งการแบ่งปันและความเอื้ออาทรให้แก่พนักงาน เปิดโอกาสให้บุคลากรได้มีส่วนร่วมในการสร้างประโยชน์แก่ชุมชน ตลอดจนเสริมสร้างความสามัคคีและความผูกพันภายในองค์กร นอกจากนี้ ยังมุ่งสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านการมอบอาหารกลางวันและกิจกรรมเสริมสร้างพัฒนาการที่เหมาะสม พร้อมสะท้อนภาพลักษณ์ขององค์กรที่มีความห่วงใยสังคม และดำเนินงานด้าน CSR อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

ในโอกาสนี้ นางสาวสุทิศา ทับเหล็ก ผู้ปกครองสถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการ จังหวัดราชบุรี พร้อมด้วยพนักงานจิตอาสาของบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมกันทำกิจกรรมสร้างรอยยิ้มและความอบอุ่นให้แก่น้อง ๆ ณ สถานสงเคราะห์เด็กพิการทางสมองและปัญญา จังหวัดราชบุรี สะท้อนถึงพลังความร่วมมือและหัวใจแห่งการให้ขององค์กรและพนักงานอย่างแท้จริง

เริ่มแล้ว! “วันเกษตรภาคอีสาน 2569” ม.ขอนแก่น และ CPF ยกคาราวานอาหารคุณภาพ ราคาสุดคุ้ม ลดค่าครองชีพ ช้อปอิ่มคุ้ม 10 วันเต็ม

0

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ภาคีเครือข่าย และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ จัดงาน “วันเกษตรภาคอีสาน ประจำปี 2569” ภายใต้แนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและช่วยลดค่าครองชีพประชาชน ตั้งแต่วันนี้ – 1 กุมภาพันธ์ 2569 ณ อุทยานเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ภายในงาน ซีพีเอฟ ยกขบวนอาหารพร้อมรับประทาน อาหารสด และอาหารแปรรูปจากแบรนด์ CP, ห้าดาว (FIVE STAR), สตาร์ คอฟฟี่ (STAR COFFEE) และ เชสเตอร์ (Chester’s) พร้อมโปรโมชั่นพิเศษรวมกว่า 100 รายการ ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงอาหารคุณภาพดี สะอาด ปลอดภัย และมีคุณค่าทางโภชนาการ ในราคาที่เข้าถึงได้

ซีพีเอฟ เชิญชวนประชาชนร่วม ชิม ช้อป เพลิน กับอาหารอร่อย พร้อมชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมอีสาน (หมอลำ) นิทรรศการเกษตร 5 โซนไฮไลต์ และการจัดแสดง “ควายแคระ” สัตว์พันธุ์พื้นเมืองหายาก เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวัน เวลา 10.00–21.00 น. จนถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569.

“โรคอ้วน” วิกฤติสุขภาพคนไทย ทำประเทศสูญเสียเศรษฐกิจมหาศาล คนไทย 50% น้ำหนักเกิน และลดน้ำหนักล้มเหลว!!

0

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดข้อเท็จจริง “โรคอ้วน” วิกฤติสุขภาพคนไทย ทำประเทศสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล!! พบเกือบ 50% คนไทยมีน้ำหนักเกิน ขณะที่คนส่วนใหญ่ล้มเหลวในการลดน้ำหนัก!! พร้อมเปิดแนวทางจัดการน้ำหนักเพื่อสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข รายงานว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีน้ำหนักเกินและมีภาวะอ้วนสูงถึง 42.4% เป็นตัวเลขที่น่ากังวลต่อสุขภาพระยะยาว การมีน้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐานไม่ได้เป็นเพียงเรื่องรูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังเป็นปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงและเป็นประตูสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่อันตรายหลายชนิด เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ไขมันพอกตับ และมะเร็งบางชนิด

ที่สำคัญโรคอ้วนในคนไทย ทำให้ประเทศเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล จากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) และ WOF ประเมินว่าปี 2562 ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายจากภาวะโรคอ้วนของคนไทยได้สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 8.27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 256,370 ล้านบาท (31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็นมูลค่าราว 1.5% ของมูลค่าGDP ปี 62 ที่ 16.87 ล้านล้านบาท หรือเฉลี่ย 4,000 บาทต่อคน หากไม่เร่งจัดการปัญหานี้ ภายใน 2603 หรือในอีก 34 ปีข้างหน้า ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจเพิ่มเป็น 180.78 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5.6 ล้านล้านบาท (31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็น 5.6% ของ GDP ไทยในอนาคต เพิ่มขึ้นถึง 22 เท่า จากฐานปี 62 ความสูญเสียทางเศรษฐกิจนี้ ประเมินจากค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโดยตรง และค่าใช้จ่ายทางอ้อมจากความสูญเสียของประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง การขาดงาน การทำงานได้ไม่เต็มที่ จนถึงการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร กระทบต่อศักยภาพการเติบโตของประเทศโดยตรง

ทำให้การค้นหาวิธีการควบคุมน้ำหนักที่ถูกต้องและปลอดภัย เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาวจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนสำหรับคนไทย!!

พญ. นพวรรณ กิติวัฒน์ แพทย์ชำนาญการด้านโรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ชี้ว่า Weight Management คือการควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมของแต่ละ การควบคุมดูแลน้ำหนักที่ประสบความสำเร็จและยั่งยืนต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างถาวร ทั้งด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด และพฤติกรรมการใช้ชีวิต บางกรณีการปรับพฤติกรรมอย่างเดียวไม่พอ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มี BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 27.5 (สำหรับคนในกลุ่มอาเซียน) รวมถึงมี BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 25 และมีโรคแทรกซ้อน เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดผิดปกติ การรักษาด้วยยาในกลุ่ม GLP-1RA (ปากกาลดน้ำหนัก) เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยยับยั้งความอยากอาหาร คุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ และสนับสนุนให้ผู้ป่วยมีแรงจูงใจในการปรับพฤติกรรม ซึ่งการใช้ยาต้องอยู่ภายใต้การดูแลจากแพทย์ใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด

รศ.คลินิก นพ. ทศพล เกิดศิริชัยรัตน์, FACG, FASGE แพทย์ชำนาญการด้านทางเดินอาหาร-ตับ และการส่องกล้องขั้นสูง โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า โรคอ้วนก่อให้เกิด “ภัยเงียบ” หลายอย่างที่คนส่วนใหญ่ไม่ตระหนักถึง ได้แก่ โรคกรดไหลย้อน (GERD) โรคไขมันพอกตับที่ไม่มีแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุ (NAFLD) นิ่วในถุงน้ำดี และมะเร็งหลายชนิด!!

ผู้ป่วยที่การใช้ยาไม่ได้ผล การรักษาด้วยการส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร (ESG) เป็นอีกทางเลือกที่ได้รับการยอมรับ เหมาะกับผู้ป่วยที่มี BMI 30-40 ร่วมกับมีโรคประจำตัวที่ยังไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีอื่น ESG ไม่ใช่การผ่าตัดใหญ่ ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว ไม่มีแผลเป็นหน้าท้อง ลดน้ำหนักส่วนเกินได้เฉลี่ย 15-20% บำรุงราษฎร์รักษาด้วยวิธี ESG ร่วมกับการใช้ยาในกลุ่ม GLP-1RA (ปากกาลดน้ำหนัก) ในการรักษาโรคอ้วน ช่วยให้ผู้ป่วยบางรายลดน้ำหนักได้มากถึง 44% ซึ่งเป็นหนึ่งในสถิติที่ดีที่สุดในโลก

พญ. มรกต สุวรรณการ แพทย์ชำนาญการด้านโภชนศาสตร์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าการลดน้ำหนักคือการลดตัวเลขบนเครื่องชั่งเพียงอย่างเดียว โดยไม่ตระหนักถึงอันตรายต่อสุขภาพ เช่น การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ หรือมีมวลไขมันสูงแม้ BMI จะปกติ ดังนั้น การประเมินเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและออกแบบแผนการรักษาที่เหมาะสม

แผนการกินที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือแผนที่ออกแบบเฉพาะบุคคล หัวใจสำคัญไม่ใช่การกินให้น้อยแต่คือ “การกินให้ถูกต้องและเหมาะสม” เพราะการจำกัดอาหารมากเกินไปอาจทำให้ขาดสารอาหาร สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ และกลับมาอ้วนใหม่ได้ง่ายกว่าเดิม (Yo-Yo Effect) แนวทาง IF และ KETO หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร เป็นเครื่องมือเสริมที่ได้ผลสำหรับผู้ป่วยบางราย ซึ่งการมีผู้เชี่ยวชาญหรือนักโภชนาการช่วยวางแผนจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายและรักษาสุขภาพที่ดีได้อย่างยั่งยืน

รู้เก็บรู้ออม : ปีทองหุ้นปันผล

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง"  หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ดูเหมือนว่า เศรษฐกิจปีม้า 2569 นี้ อาจดูไม่สวยหรูเท่าไร สะท้อนจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาไม่ดีนัก ขณะที่ ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ทั้งพื้นที่ประชิดติดกับบ้านเรา และพื้นที่ห่างไกลออกไป  สภาพแบบนี้ทำให้ “ทองคำ” กลับมาเป็นทางเลือกที่สนใจของนักลงทุนอย่างมากอีกครั้ง เห็นได้จากราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้นจนสร้างสถิติทำลายหลายดอยที่มีหลายคนเคยติดอยุ่ก่อนหน้านี้  เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ลงทุนที่นักลงทุนเชื่อมั่นว่ามีความมั่นคงและปลอดภัยสูง

ถ้าเปรียบเทียบกับหุ้นแล้ว  ตลาดทุนก็มีสินทรัพย์ลงทุนที่มีคุณสมบัติพร้อมด้าน “ความปลอดภัยและมั่นคง” เช่นเดียวกับทองคำ นั่นคือ “หุ้นปันผล”  หากหุ้นปันผลตัวที่ถืออยู่  มีผลดำเนินงานดี สร้างผลตอบแทนจากราคาส่วนต่าง แถมยังให้ปันผลงามด้วยแล้ว นักลงทุนที่ถือหุ้นตัวนั้นไว้ก็ไม่ต่างกับการได้เป็นเจ้าของ หุ้นห่านทองคำ ที่ออก ไข่ทองคำ ให้เป็นผลตอบแทนกลับมา

ยิ่งเมื่อปีที่แล้ว 2568 มีรายงานว่า หุ้นปันผลไทยสามารถทุบสถิติ มียอดจ่ายปันผล ทะลุ 6.5 แสนล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ด้วยแล้ว ยิ่งช่วยตอกย้ำถึงการเป็นทางเลือกลงทุนที่ปลอดภัยของหุ้นปันผลได้อย่างชัดเจน  จากบทความ SET Note ฉบับที่ 1/2569 โดยฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้แสดงให้เห็นภาพรวมการจ่ายเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในปี 2568  ว่า บจ.ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ จำนวน 581 บริษัท จ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นรวม 838 ครั้ง มีมูลค่าการจ่ายปันผลรวมพุ่งสูงถึง 651,239 ล้านบาท โดยเติบโตขึ้นถึง 9.71% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

และเมื่อพิจารณาแยกเป็นรายหมวดธุรกิจ พบว่า 3 อันดับแรกของหมวดธุรกิจที่ครองแชมป์ปันผล ปี 68  ได้แก่ อันดับหนึ่ง หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค จ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้น 149,497 ล้านบาท   ตามด้วยอันดับสอง หมวดธนาคาร มีตัวเลขจ่ายปันผล 143,609 ล้านบาท  และ หมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) เป็นอันดับที่สาม จ่ายปันผล 81,694 ล้านบาท    โดยตัวเลขรวมของเฉพาะ 3 กลุ่มนี้ มียอดจ่ายปันผลรวมกันกว่า 374,800 ล้านบาท หรือเท่ากับ  57.6% ของเงินปันผลทั้งหมดในตลาดหุ้นไทยเลยทีเดียว

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับช่วงเวลาการจ่ายปันผล พบว่า  ในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม 2568 มีการจ่ายปันผลของบจ. เกิดขึ้น 533 ครั้ง คิดเป็น 63.6% ของจำนวนการจ่ายเงินปันผลทั้งหมดในปี 68 โดยเดือนพฤษภาคมมีการจ่ายเงินปันผลมากที่สุดทั้งจำนวนครั้งและมูลค่าเงินปันผลจ่าย

สถิติการจ่ายเงินปันผลนี้ จะเป็นประโยชน์โดยตรงกับนักลงทุน สามารถนำไปใช้วางแผนลงทุน, คัดกรองหุ้นปันผล และจับจังหวะเวลาเข้าซื้อขาย เพื่อให้ได้หุ้นถูกตัวถูกเวลา

แต่ต้องอย่าลืมว่า ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ผลการดำเนินการในอดีตไม่ได้การันตีอนาคตว่าจะสวยงามเสมอไป นักลงทุนต้องประเมินปัจจัยต่างๆ ประกอบการตัดสินใจ เช่น ราคาตลาด, สถานการณ์เศรษฐกิจ  ที่จะส่งผลกระทบต่อผลประกอบการ และความสามารถในการทำกำไรของบจ.ด้วย

คุณนายพารวย

TFEX จัดสัมมนาพิเศษ “THE GAME CHANGER” พลิกเกมลงทุน ยกระดับพอร์ตหุ้น เสาร์ 31 ม.ค. นี้

0

บมจ. ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) หรือ TFEX ชวนมองหาโอกาสทำกำไรให้ทันทุกจังหวะแม้ตลาดผันผวน ในสัมมนาพิเศษ “THE GAME CHANGER: พลิกเกมลงทุน ยกระดับพอร์ตหุ้นด้วย TFEX” ร่วมเจาะลึกทิศทาง หุ้น-ทอง-ค่าเงิน ปี 2569 พร้อมจังหวะการเทรด รวมถึงรับฟังกลยุทธ์สร้างกำไร พลิกเกมลงทุน เสริมพอร์ตแกร่ง ตลอดจนเทคนิคและประสบการณ์เทรด TFEX

หัวข้อ “มองเกม มองเทรนด์ หุ้น-ทอง-ค่าเงิน ปี 2026” โดย ณัฐพงศ์ หิรัณยศิริ จากกลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ (แม่ทองสุก) ดร. ปิยศักดิ์ มานะสันต์ จาก บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ และ กิตพน กิตติอําพน เจ้าของเพจ “ทันโลกกับ Trader KP” และ หัวข้อ “พลิกเกมลงทุน สร้างกำไร เสริมพอร์ตแกร่ง ด้วย TFEX” โดย เดชธนา ฟางสะอาด จาก บล. ทรีนีตี้ สินธนันทน์ บุญยอด จาก บล. บัวหลวง และ กฤติยา คุณาบริมาส เจ้าของเพจ “แกะกราฟกับกุ๊ก”

พบกันวันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2569 เวลา 9.00-12.30 น. ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมรับคำปรึกษาจากบูธโบรกชั้นนำ และเปิดบัญชีภายในงานรับโปรโมชันพิเศษ สำรองที่นั่งฟรี https://www.tfex.co.th/th/activities/tfexthegamechanger

ปัญหาคนกรุงเผชิญฝุ่น PM2.5 มลพิษที่เกิดกลางเมือง

0

ปี 2569 เพิ่งผ่านมาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ปัญหามลพิษทางอากาศในกรุงเทพฯและหัวเมืองใหญ่ก็ยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องไม่ต่างจากปีก่อนๆ แม้จะมีการพยายามรณรงค์กันมาหลายปี แต่ตัวเลขบนแอปพลิเคชันวัดค่าอากาศยังคงเป็น “สีแดง” และ “สีม่วง” จนกลายเป็นความคุ้นชินที่แสนอันตราย หลายคนมักพุ่งเป้าไปที่ควันไฟจากไร่นา แต่ข้อมูลทางวิชาการระบุชัดเจนว่า ในเขตเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯและปริมณฑล ปัจจัยที่ก่อฝุ่นหนักที่สุดกลับมาจาก “กิจกรรมการจราจร” “งานก่อสร้าง” และ “สภาพอากาศ” เป็นสำคัญ

1. ยานพาหนะ เส้นเลือดใหญ่ที่ลำเลียงมลพิษหากจะถามหาต้นตอหลักของฝุ่นในเมืองหลวง ข้อมูลจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) และกรมควบคุมมลพิษระบุตรงกันว่ากว่า 50-60% มาจากภาคการขนส่ง โดยเฉพาะ “เครื่องยนต์ดีเซล” ที่ผ่านการใช้งานมาอย่างยาวนานกรุงเทพ ขับเคลื่อนด้วยรถบรรทุกที่ขนส่งสินค้าเข้าออกตลอดคืน รถเมล์ควันดำที่ยังคงวิ่งให้บริการ และรถกระบะสายบรรทุกที่ขาดการบำรุงรักษา เครื่องยนต์เหล่านี้มีการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ ก่อให้เกิดอนุภาคคาร์บอนขนาดจิ๋วที่พ่นออกมาจากท่อไอเสียโดยตรง สิ่งที่น่ากังวลคือถนนในเมืองหลวงมีลักษณะเป็น “ตรอกซอกซอย” และมีตึกสูงขนาบข้าง (Urban Canyon Effect) ทำให้ลมไม่สามารถพัดพามลพิษเหล่านี้ออกไปได้ ฝุ่นจึงวนเวียนอยู่ระดับต่ำที่เด็กเล็กและคนเดินถนนหายใจเข้าไปเต็มๆ

2. กับดักทางอุตุนิยมวิทยา เมื่ออากาศปิดสนิทปัจจัยที่ทำให้ฝุ่นในเมืองหลวงช่วงนี้ “หนัก” เป็นพิเศษ ไม่ได้มาจากแหล่งกำเนิดที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน แต่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เรียกว่า “อุณหภูมิผกผัน” (Temperature Inversion) ในภาวะปกติ อากาศยิ่งสูงจะยิ่งเย็น ทำให้ฝุ่นละอองลอยตัวขึ้นสู่ที่สูงและกระจายตัวออกไปได้ แต่ในช่วงฤดูหนาวหรือช่วงที่ความกดอากาศสูงแผ่ลงมา อากาศอุ่นจะทำหน้าที่เหมือน “ฝาชี” ที่กดทับอากาศเย็นไว้ด้านล่าง เมื่อไม่มีลมพัดผ่านและอากาศไม่สามารถลอยตัวขึ้นได้ มลพิษจากท่อไอเสียและงานก่อสร้างจึงถูกกักขังไว้ในพื้นที่จำกัดจนความเข้มข้นพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นี่คือเหตุผลว่าทำไมในบางวันที่ดูเหมือนไม่มีแดด แต่อากาศกลับอึดอัดและแสบคออย่างบอกไม่ถูก

3. การขยายตัวของเมืองที่ไม่มีวันหลับไหลหากมองไปทางไหนในกรุงเทพฯ วันนี้เห็นแต่ “การก่อสร้าง” ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟฟ้าหลายสีที่ยังไม่เสร็จสิ้น การรื้อถอนอาคารเก่าเพื่อสร้างคอนโดมิเนียมหรู หรือการปรับปรุงถนน การก่อสร้างเหล่านี้ไม่ได้สร้างเพียงแค่ฝุ่นละอองขนาดใหญ่ (PM10) เท่านั้น แต่เครื่องจักรหนักที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและกระบวนการจัดการฝุ่นที่ไม่รัดกุมพอ ได้เติมสารแขวนลอยเข้าไปในอากาศในระดับที่เครื่องฟอกอากาศในบ้านก็แทบจะเอาไม่อยู่

บทเรียนจาก ‘ปักกิ่ง’ 7 ปีที่เปลี่ยนโลกหลายคนมองว่า “ปัญหาสิ่งแวดล้อมต้องใช้เวลาชั่วชีวิตในการแก้” แต่ประเทศจีนได้พิสูจน์ให้โลกเห็นแล้วว่านั่นไม่ใช่ความจริงเสมอไป หากมี “เจตจำนงทางการเมือง” ที่แรงกล้าพอ ย้อนกลับไปในปี 2556 ปักกิ่งเคยเผชิญกับวิกฤตที่เรียกว่า “Airpocalypse” หรือวันสิ้นโลกทางอากาศที่ค่าฝุ่นพุ่งสูงเกิน 500-600 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จนมองไม่เห็นตึกฝั่งตรงข้าม แต่รัฐบาลจีนใช้เวลาเพียง 7 ปี (2556-2563) ในการลดระดับมลพิษลงได้มากกว่า 40% ซึ่งถือเป็นสถิติที่เร็วที่สุดในโลก โดยมีคีย์เวิร์ดสำคัญคือ “ความเด็ดขาดและการบังคับใช้กฎหมาย”• สงครามถ่านหิน: จีนสั่งระงับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่รอบเมืองสำคัญทันที และบังคับให้ครัวเรือนเปลี่ยนจากเตาถ่านหินเป็นก๊าซธรรมชาติหรือไฟฟ้า โดยรัฐให้เงินอุดหนุน• ปฏิวัติรถยนต์: พวกเขาไม่ได้แค่รณรงค์ให้ใช้รถไฟฟ้า แต่มีการกำหนดโควต้าการจดทะเบียนรถยนต์น้ำมันอย่างเข้มงวด ใครอยากได้ป้ายทะเบียนรถน้ำมันอาจต้องรอนานหลายปีหรือประมูลในราคาสูงลิ่ว ในขณะที่ป้ายทะเบียนรถ EV สามารถขอได้ทันที• ระบบตรวจสอบอัจฉริยะ: มีการติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดอากาศทั่วทุกหัวถนน และหากโรงงานใดปล่อยมลพิษเกินมาตรฐาน ระบบจะส่งสัญญาณเตือนและสั่งปรับเงินมหาศาลอัตโนมัติ โดยไม่มี “การเคลียร์หลังบ้าน” เพราะข้อมูลถูกเปิดเผยต่อสาธารณะแบบ Real-time

ทางออกของไทย … ต้องมี “โครงสร้างที่ยั่งยืน”การแก้ปัญหา PM2.5 ในไทยจะหยุดอยู่แค่การขอความร่วมมือให้ “ทำงานที่บ้าน” (WFH) หรือการ “ฉีดน้ำพ่นอากาศ” ไม่ได้ เพราะนั่นคือการแก้ปัญหาที่ผิวเผิน สิ่งที่ต้องทำ คือการขยับโครงสร้างขนานใหญ่ เช่น 1.การยกระดับมาตรฐานน้ำมันและเครื่องยนต์: เราต้องขยับไปสู่มาตรฐาน Euro 6 อย่างเต็มรูปแบบ และมีมาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจให้รถบรรทุกและรถขนส่งมวลชนเปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นไฟฟ้าภายในระยะเวลาที่กำหนด (Zero-Emission Bus) 2. ผังเมืองสีเขียวและทางเดินเท้า: หากเราทำให้คนสามารถเดินจากบ้านไปสถานีรถไฟฟ้าได้โดยมีร่มไม้ปกคลุมและอากาศที่ไม่ร้อนจัด จำนวนการใช้รถยนต์ส่วนตัวจะลดลงโดยธรรมชาติ 3. กฎหมายอากาศสะอาด (Clean Air Act): เราต้องการกฎหมายที่ให้อำนาจจัดการปัญหามลพิษข้ามเขตแดน และมีบทลงโทษที่รุนแรงต่อแหล่งกำเนิดมลพิษ ไม่ว่าจะเป็นโรงงานขนาดใหญ่หรือโครงการก่อสร้างที่ไม่รับผิดชอบ

การแก้ปัญหามลพิษในเมืองหลวงไม่ใช่เรื่องของการเลือกข้างระหว่าง “เศรษฐกิจ” หรือ “สิ่งแวดล้อม” เพราะในท้ายที่สุดแล้ว หากไม่มีอากาศที่สะอาดให้หายใจ เศรษฐกิจที่เติบโตไปก็ไม่มีความหมาย ค่ารักษาพยาบาลจากโรคระบบทางเดินหายใจจะกลายเป็นต้นทุนแฝงที่กัดกินความมั่งคั่งของประเทศไปในที่สุด ความสำเร็จของจีนประกาศให้รู้ว่า “มันทำได้” แต่ต้องแลกมาด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน และความกล้าหาญของรัฐบาลที่จะออกนโยบายที่อาจจะไม่ถูกใจคนบางกลุ่มในระยะสั้น เพื่อสุขภาพที่ยั่งยืนของลูกหลานเราในระยะยาว.

เอไอเอส คว้ารางวัล The Network AI Award 2025 เวที FutureNet Asia ใช้ AI ผสาน 5G ยกระดับดูแลเครือข่ายและลดการใช้พลังงานมือถือ

0

เอไอเอสคว้ารางวัล FutureNet Asia Awards 2025 สาขา The Network AI Award จากการนำ 5G ผสาน AI มาพัฒนาเครือข่ายให้สามารถตรวจจับสัญญาณความผิดปกติและแจ้งเตือนให้ทีมงานเข้าแก้ไขก่อนผู้ใช้งานจะได้รับผลกระทบ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของระบบเครือข่าย ส่งผลให้ลูกค้าใช้งานได้ต่อเนื่อง มีคุณภาพ และเสถียรมากขึ้น โดย เอไอเอสร่วมกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Huawei เดินหน้าพัฒนาโซลูชันเครือข่ายอัจฉริยะอย่างต่อเนื่อง พร้อมดำเนินงานตามแนวทาง ESG ทั้งด้านความปลอดภัย การพัฒนาบุคลากร และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

นายกิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยี เอไอเอส กล่าวว่า “ที่ผ่านมา เอไอเอส มุ่งนำเทคโนโลยี 5G ผสานการทำงานร่วมกับ AI เพื่อยกระดับการบริหารจัดการเครือข่ายให้มีความอัจฉริยะยิ่งขึ้น ทั้งการคาดการณ์และป้องกันปัญหาล่วงหน้า การปรับคุณภาพสัญญาณให้เหมาะสมกับรูปแบบการใช้งานแบบเรียลไทม์ และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ลูกค้าใช้งานได้ต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น พร้อมเพิ่มความรวดเร็วและความแม่นยำในการดูแลโครงข่าย ตามเจตนารมย์ของเอไอเอสในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ เพื่อรองรับการใช้งานในทุกมิติและการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยการนำ AI มาใช้ในเครือข่ายได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน อาทิ Predictive Maintenance ที่ตรวจจับความผิดปกติและแจ้งเตือนให้แก้ไขก่อนเกิดปัญหาจริง, Self-Optimizing Network ที่ปรับคุณภาพสัญญาณให้เหมาะสมกับการใช้งาน, Digital Twin ที่จำลองโครงข่ายเพื่อประเมินผลกระทบและช่วยสื่อสารกับลูกค้าได้แม่นยำยิ่งขึ้น รวมถึงแนวคิด Zero Bit Zero Watt ที่ลดการใช้พลังงานของอุปกรณ์เครือข่ายในช่วงที่ไม่มีการใช้งาน เพื่อการประหยัดพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม”

สำหรับรางวัล FutureNet Asia Awards 2025 จัดขึ้นโดยบริษัท FutureNet World ซึ่งเป็นองค์กรผู้จัดงานประชุมและนิทรรศการด้านเทคโนโลยีเครือข่ายและระบบอัตโนมัติระดับนานาชาติ โดยมุ่งเน้นบทบาทของ AI (Artificial Intelligence) และเทคโนโลยีอัจฉริยะในการยกระดับเครือข่ายโทรคมนาคม โดยรางวัลสาขา The Network AI Award มอบให้กับองค์กรที่มีผลงานโดดเด่นในการพัฒนาและประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายและประสบการณ์ลูกค้าอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งในปีนี้ เอไอเอสและ Huawei ได้รับรางวัลนี้ในฐานะผู้นำนวัตกรรม AI Solution ที่ล้ำสมัยที่สุด เพื่อยกระดับทั้งด้าน Network Performance และ Customer Experience

การคว้ารางวัลนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 มาจากการนำ AI และ 5G ไปใช้พัฒนาเครือข่ายให้ตรวจจับและแก้ไขปัญหาสัญญาณได้ก่อนกระทบลูกค้า พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของระบบ ช่วยให้ลูกค้าใช้งานได้ต่อเนื่องและเสถียรมากขึ้น ขณะเดียวกันเอไอเอสเดินหน้าบทบาท Cognitive Tech-Co เชื่อมการพัฒนาเครือข่ายกับแนวทาง ESG เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน

“มูลนิธิซิตี้” บริจาค 6 ล้านบาทให้ “มูลนิธิช่วยเหลือเด็ก” ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และศรีลังกา

0

มูลนิธิซิตี้ (Citi Foundation) มอบเงินบริจาคจำนวน 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6 ล้านบาท ให้มูลนิธิช่วยเหลือเด็ก (Save the Children) เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยจากมรสุมและพายุหมุนเขตร้อนในประเทศไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และศรีลังกา โดยเงินบริจาคดังกล่าวจะนำไปใช้ในการเยียวยาชุมชนที่ได้รับผลกระทบ ผ่านการจัดหาสิ่งของบรรเทาทุกข์ การจัดศูนย์พักพิงชั่วคราว และการคุ้มครองเด็กในภาวะวิกฤติ

แบรนดี แมคเฮล หัวหน้าฝ่ายการลงทุนเพื่อสังคมและการพัฒนาชุมชน ธนาคารซิตี้แบงก์ และประธานมูลนิธิซิตี้ กล่าวว่า “มูลนิธิซิตี้ขอส่งกำลังใจให้แก่ประชาชนในประเทศไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และศรีลังกา เพื่อให้สามารถฟื้นฟูและกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็ว หลังเผชิญอุทกภัยรุนแรง พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการยืนเคียงข้างชุมชนในยามวิกฤติ โดยเชื่อมั่นว่าความร่วมมือกับมูลนิธิช่วยเหลือเด็กในครั้งนี้ จะสามารถส่งมอบความช่วยเหลือที่จำเป็น และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนได้อย่างเป็นรูปธรรม”

ทั้งนี้ มูลนิธิช่วยเหลือเด็กมีประสบการณ์ด้านการบรรเทาทุกข์และการฟื้นฟูจากภัยพิบัติอย่างยาวนาน โดยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองความปลอดภัย การดูแลสุขภาพ และการส่งเสริมการศึกษาแก่เด็กในสถานการณ์ฉุกเฉิน มูลนิธิฯ ได้ดำเนินงานในประเทศไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2522 และที่ผ่านมาได้สนับสนุนประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ ผ่านการจัดหาสิ่งของอุปโภคที่จำเป็น และเสื้อชูชีพสำหรับเด็ก รวมถึงมีการจัดตั้งพื้นที่ปลอดภัยภายในศูนย์อพยพ เพื่อให้เด็กและเยาวชนสามารถเล่นและเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม ควบคู่กับการส่งมอบความช่วยเหลือที่จำเป็น อาทิ ชุดของใช้สำหรับทารก และชุดดูแลสุขอนามัย แก่ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

นอกจากนี้ มูลนิธิซิตี้ยังตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการดำเนินงานของโครงการเพื่อสังคมในประเทศไทย อาทิ มูลนิธิแบงค็อก คอมมูนิตี้ เฮลป์ (Bangkok Community Help Foundation) ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรที่ได้รับทุนจากโครงการ Global Innovation Challenge ประจำปี 2567 โดยทางมูลนิธิฯ ได้เร่งระดมทรัพยากรเพื่อให้ความช่วยเหลือชุมชนในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างรุนแรง สะท้อนถึงบทบาทความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกับภาคีท้องถิ่นในการรับมือกับภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ

ติดตามข้อมูลการดำเนินงานของมูลนิธิซิตี้เพิ่มเติมได้ทาง https://www.citigroup.com/global/foundation