Home Blog Page 3

Thailand Focus 2026 “Reignite Thailand” ชูศักยภาพประเทศไทยและธุรกิจไทย แก่ผู้ลงทุนทั่วโลก 26-28 ส.ค. นี้

0

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมจัดงาน “Thailand Focus 2026: Reignite Thailand” ชูความน่าสนใจการลงทุนในไทย โดยได้รับเกียรติจาก ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษ ร่วมด้วยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ผู้นำภาคธุรกิจ ตลาดเงินตลาดทุน และผู้บริหารระดับสูงของ บจ. ร่วมให้ข้อมูลถึงโอกาสการลงทุนและการเติบโตของธุรกิจไทย ตอกย้ำความเชื่อมั่นแก่
ผู้ลงทุนสถาบันทั่วโลก 26-28 สิงหาคม 2569 โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้านำเสนอข้อมูลศักยภาพตลาดทุนไทยแก่ผู้ลงทุนสถาบันต่อเนื่อง ซึ่งตั้งแต่ต้นปี ได้เดินทางร่วมให้ข้อมูลแก่ผู้ลงทุนสถาบันในหลายประเทศศูนย์กลางการลงทุนสำคัญ และงาน Thailand Focus ครั้งนี้นับเป็น flagship สำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนสถาบันทั่วโลกรับฟังข้อมูลโดยตรงจาก บจ. ไทย 78 บริษัทจากทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ทั้งใน SET และ mai รวมทั้งมุมมองนโยบายจากภาครัฐและผู้เกี่ยวข้องโดยตรง และเป็นเวทีที่ภาครัฐ ตลาดทุน บจ. และผู้ลงทุนสถาบันได้หารือแลกเปลี่ยน สร้างความเข้าใจในมุมมองและบริบทระหว่างกัน นำไปสู่การพัฒนานโยบาย และสินค้าบริการตอบโจทย์ดึงดูดผู้ลงทุนทั่วโลกได้

Thailand Focus 2026 ยังเป็นการเสริมศักยภาพสร้าง visibility แก่ผู้ร่วมตลาด โดยในจำนวน บจ. ที่เข้าร่วม มีบริษัทในโครงการ JUMP+ 16 บริษัท ร่วมให้ข้อมูลแผน 3 ปีเพื่อมุ่งยกระดับมูลค่าธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นแผนด้านธุรกิจ ธรรมาภิบาล การจัดการก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ ยังเปิดเวทีให้ผู้บริหารระดับสูงจากตลาดหลักทรัพย์อาเซียน 6 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และไทย รวมทั้ง บจ. อาเซียนให้ข้อมูลถึงการเชื่อมโยงเงินทุนสู่การเติบโตทั่วภูมิภาคอาเซียนด้วย

“บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยกลับมามีความโดดเด่นอีกครั้ง โดย SET Index ปรับเพิ่มขึ้นเกือบ 30% นับตั้งแต่ต้นปี สูงสุดเป็นอันดับที่ 4 ของโลก สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนที่กลับมาอย่างชัดเจน ท่ามกลางปัจจัยสนับสนุน อาทิ กระแสเงินลงทุนจากต่างชาติที่ไหลเข้าต่อเนื่อง มุมมองด้านความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ได้รับการปรับดีขึ้นจากสถาบันจัดอันดับชั้นนำระดับโลก ตลอดจนนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐที่มีทิศทางชัดเจนและมุ่งสร้างการเติบโตในระยะยาว ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจไทยยังคงมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง มีศักยภาพในการปรับตัว และสามารถเปลี่ยนความท้าทายจากบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วให้เป็นโอกาสในการสร้างความสามารถในการแข่งขัน” นายอัสสเดช กล่าว

งาน Thailand Focus ในปีนี้ ได้รับเกียรติจาก ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษ พร้อมด้วยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร่วมฉายภาพยุทธศาสตร์และนโยบายภาครัฐในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย พร้อมด้วย ผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจที่จะร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและนำเสนอศักยภาพของประเทศไทย

การจัดงาน “Thailand Focus 2026: Reignite Thailand” ครั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือพันธมิตร ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ BofA Securities และบริษัทหลักทรัพย์ ยูบีเอส (ประเทศไทย) จำกัด ระหว่าง 26-28 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ ผู้ลงทุนและผู้สนใจสามารถรับชมการถ่ายทอดสดงานสัมมนาวันแรก 26 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00-16.00 น. ผ่าน Facebook & Youtube: SET Thailand และ www.set.or.th/thailandfocus

เมืองไทยประกันชีวิต ผนึก iClaim เพิ่มทางเลือกรักษาในโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ ยกระดับบริการ เคลมไม่ต้องสำรองจ่าย

0

เมืองไทยประกันชีวิต เดินหน้ายกระดับบริการด้านสุขภาพ ขยายการใช้สิทธิประกันสุขภาพ (Health Claim) ผ่านระบบ iClaim ในโรงพยาบาลภาครัฐที่เข้าร่วมโครงการ ช่วยให้ลูกค้าเข้ารับการรักษาได้โดยไม่ต้องสำรองจ่ายเงินสดล่วงหน้า  พร้อมเชื่อมการดูแลผ่านเครือข่ายโรงพยาบาลรัฐ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมและสะดวกยิ่งขึ้น

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เมืองไทยประกันชีวิต ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านความคุ้มครองด้านชีวิตและสุขภาพ รวมทั้งการบริการที่ครบวงจร  พร้อมมุ่งมั่นสู่การเป็นพันธมิตรที่ช่วยดูแลลูกค้าตลอดช่วงชีวิต ภายใต้แนวคิด Longevity Economy ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์และยกระดับการบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างตรงจุด และเราให้ความสำคัญกับการส่งเสริมคุณภาพการเข้าถึงบริการสุขภาพ ที่ทั้งสะดวก รวดเร็ว และลดภาระทางการเงิน อันเป็นหัวใจของการสร้างความอุ่นใจให้แก่ลูกค้าทุกคน ดังนั้นเมื่อเกิดการเจ็บป่วย สิ่งสำคัญที่สุดคือการได้เข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมอย่างทันท่วงที เราไม่อยากให้เรื่องค่าใช้จ่าย ขั้นตอนการใช้สิทธิ หรือการต้องเตรียมเงินก้อนล่วงหน้า กลายเป็นอุปสรรคในช่วงเวลาที่ลูกค้าและครอบครัวกำลังกังวลกับเรื่องสุขภาพ”

ล่าสุด เมืองไทยประกันชีวิต ได้เดินหน้ายกระดับบริการยื่นเคลมการรักษาแบบผู้ป่วยนอก (OPD)และการรักษาแบบผู้ป่วยใน (IPD)ผ่านระบบเครดิตคู่สัญญา (Cashless Claim) โดยไม่ต้องสำรองจ่ายภายใต้วงเงินความคุ้มครองตามที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัย เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้สิทธิประกันสุขภาพกับโรงพยาบาลภาครัฐทั่วประเทศได้อย่างเต็มศักยภาพ   พร้อมผนึกกำลัง บริษัท ไวท์พลาย จำกัด  ผู้ให้บริการระบบเบิกจ่ายประกันสุขภาพในรูปแบบดิจิทัล (iClaim) เสริมความแข็งแกร่งบริการยื่นเคลมโดยไม่ต้องสำรองจ่ายในเครือข่ายโรงพยาบาลรัฐขึ้นไปอีกขั้น ควบคู่ไปกับบริการตรวจสอบสิทธิและอำนวยความสะดวกด้านการเคลมที่รวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อให้ลูกค้าอุ่นใจได้อย่างเต็มที่ในยามที่เจ็บป่วย

ทั้งนี้ iClaim หรือ ระบบเบิกจ่ายประกันสุขภาพในรูปแบบดิจิทัล ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับกระบวนการเคลมประกันให้มีความสะดวก รวดเร็ว และโปร่งใส ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ป่วย เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของโรงพยาบาล และขยายสิทธิประโยชน์ในการรักษาอย่างครอบคลุม ส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับบริการที่ดีขึ้นและโรงพยาบาลสามารถจัดการเคลมประกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งการใช้สิทธิผ่านระบบ iClaim โรงพยาบาลจะประสานข้อมูลค่ารักษาพยาบาลและเอกสารทางการแพทย์กับบริษัทประกันโดยตรง เพื่อพิจารณาสิทธิตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ลูกค้าจึงไม่ต้องเตรียมเงินออม เงินสำรองฉุกเฉิน หรือวงเงินบัตรเครดิตมาชำระค่ารักษาล่วงหน้า รวมถึงไม่ต้องรวบรวมเอกสารเพื่อยื่นเบิกเงินคืนภายหลัง ช่วยลดขั้นตอนและความกังวลในช่วงเวลาที่ควรให้ความสำคัญกับการรักษาอย่างเต็มที่

ปัจจุบันมีโรงพยาบาลรัฐที่เชื่อมต่อระบบ iClaim จำนวน 400 กว่าแห่ง อาทิ โรงพยาบาลลำปาง  โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ โรงพยาบาลสระบุรี โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช โรงพยาบาลสมุทรสาคร โรงพยาบาลราชบุรี โรงพยาบาลระยอง โรงพยาบาลพระปกเกล้า โรงพยาบาลสมุทรปราการ โรงพยาบาลชลบุรี โรงพยาบาลร้อยเอ็ด โรงพยาบาลขอนแก่น   โรงพยาบาลสกลนคร โรงพยาบาลอุดรธานี โรงพยาบาลชัยภูมิ โรงพยาบาลสุรินทร์ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โรงพยาบาลศรีสะเกษ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี โรงพยาบาลหาดใหญ่ เป็นต้น

ด้าน นพ.โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการ บริษัท ไวท์พลาย จำกัด ในฐานะบริษัท Social Enterprise กล่าวถึงความร่วมมือว่า “White Plai มีความยินดีที่ได้ร่วมกับเมืองไทยประกันชีวิตในการเชื่อมต่อระบบ iClaim เพื่อให้การใช้สิทธิประกันสุขภาพสะดวกและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เชื่อมการทำงานระหว่างสถานพยาบาลกับบริษัทประกัน ตั้งแต่การตรวจสอบสิทธิไปจนถึงการเคลม พร้อมสนับสนุนบริการแบบไม่ต้องสำรองจ่ายตามเงื่อนไขกรมธรรม์”

“ความร่วมมือครั้งนี้ยังช่วยเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงบริการของโรงพยาบาลภาครัฐ รวมถึง Premium Clinic ได้สะดวกขึ้น ลดขั้นตอนในการใช้สิทธิ และเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสม โดยมีเทคโนโลยีดิจิทัลช่วยให้การประสานงานเป็นไปอย่างรวดเร็วและคล่องตัวยิ่งขึ้น เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงทำให้การเคลมเร็วขึ้น แต่ทำให้ผู้เอาประกันรู้สึกว่าการใช้สิทธิประกันสุขภาพเป็นเรื่องง่ายในวันที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด”

นายสาระ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันเมืองไทยประกันชีวิตยังมีการเชื่อมต่อระบบเครดิตคู่สัญญา (Cashless Claim) กับโรงพยาบาลรัฐและโรงเรียนแพทย์อื่น ๆ อย่างครอบคลุม อาทิ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย  โรงพยาบาลรามาธิบดี  โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ศูนย์บริการทางการแพทย์ชั้นเลิศ (SMC) คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในโครงการ MTL Smile Hospital Network  

รวมถึงสนับสนุน Premium Clinic ของภาครัฐ โดยมีโรงพยาบาลนำร่องเป็น โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ โรงพยาบาลแม่สอด โรงพยาบาลนครพิงค์ โรงพยาบาลนครปฐม โรงพยาบาลบุรีรัมย์ โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า โรงพยาบาลราชบุรี โรงพยาบาลราชวิถี และยังเตรียมขยายความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดี เพิ่มความสบายใจที่จับต้องได้ทั้งด้านคุณภาพ บริการ และการบริหารค่าใช้จ่าย เมื่อเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยรายละเอียด โครงการ MTL Smile Hospital Network สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.muangthai.co.th/th/mtl-smile-hospital-network

“การขยายเครือข่ายโรงพยาบาลภาครัฐครั้งนี้ จะช่วยให้ลูกค้ามีทางเลือกในการเข้าถึงแพทย์เฉพาะทางและการรักษาที่เหมาะสมได้ใกล้บ้านมากขึ้น โดยเฉพาะลูกค้าในต่างจังหวัดที่สามารถใช้สิทธิประกันสุขภาพกับโรงพยาบาลในพื้นที่ ลดความจำเป็นในการเดินทางเข้ากรุงเทพฯ และช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลต่อเนื่องโดยมีครอบครัวอยู่ใกล้ตลอดช่วงการรักษา” นายสาระกล่าวสรุป

เมืองไทยประกันชีวิต ครอง Share of Voice 42% ขึ้นแท่นอันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 ตอกย้ำการสื่อสารที่เข้าถึงประชาชน เด่นด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ บริการลูกค้า และคอนเทนต์สุขภาพ “Go Healthier with MTL”

0

เมืองไทยประกันชีวิตตอกย้ำความแข็งแกร่งของแบรนด์ จากผล Social Monitoring & Listening เมษายน–มิถุนายน 2569 ซึ่งได้รับการกล่าวถึงรวม 256,448 Mentions คิดเป็น Share of Voice 42% จากทั้งหมด 613,411 Mentions ในกลุ่มแบรนด์ประกันชีวิตที่ทำการติดตาม ครองอันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกที่ 37% โดยมีแรงสนับสนุนจากการสื่อสารด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ การบริการลูกค้า และรายการออนไลน์ “Go Healthier with MTL” ซึ่งมี คุณสาริศา ล่ำซำ เป็นผู้ดำเนินรายการ

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)       เปิดเผยว่า “ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เมืองไทยประกันชีวิตสามารถเชื่อมโยงการสื่อสาร ผลิตภัณฑ์ บริการ และคอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์ เข้ากับความสนใจของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเสียงตอบรับที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์เป็นภาพสะท้อนสำคัญของการรับรู้ ความสนใจ และการมี       ส่วนร่วมของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์อย่างต่อเนื่อง”

เมื่อพิจารณาเป็นรายเดือน เมืองไทยประกันชีวิตได้รับการกล่าวถึงจำนวน 108,200 Mentions ในเดือนเมษายน  93,986 Mentions ในเดือนพฤษภาคม และ 54,262 Mentions ในเดือนมิถุนายน สะท้อนถึงการสื่อสารและกิจกรรมของบริษัทฯ ที่สามารถสร้างการรับรู้ได้อย่างต่อเนื่องตลอดไตรมาส ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ การบริการ ช่องทางดิจิทัล และเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

นอกจากนี้ เมืองไทยประกันชีวิตยังได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกรวม 1,676 Mentions โดยเดือนพฤษภาคมเป็นเดือนที่ได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกสูงสุดที่ 900 Mentions ตามด้วยเดือนเมษายน 561 Mentions และเดือนมิถุนายน 215 Mentions ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความสนใจของประชาชนที่มีต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ

ประเด็นที่ได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกส่วนใหญ่มาจากด้านผลิตภัณฑ์ 52% รองลงมาคือ บริการหลังการขาย 21% และภาพลักษณ์แบรนด์ 19% โดยแรงสนับสนุนสำคัญมาจากแคมเปญ D Health Lite และ BBPK กิจกรรมบนสื่อสังคมออนไลน์ ตลอดจนการให้บริการผ่าน MTL Customer Contact Center บริการ Video Call และ #MTLsmileservice ที่ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงข้อมูลและบริการได้สะดวกยิ่งขึ้น

อีกหนึ่งคอนเทนต์สำคัญที่มีส่วนช่วยสนับสนุนการเติบโตของ Share of Voice ในไตรมาสนี้ คือรายการออนไลน์ด้านสุขภาพและประกัน “Go Healthier with MTL” โดยมี คุณสาริศา ล่ำซำ เป็นผู้ดำเนินรายการ ถ่ายทอดความรู้จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในประเด็นสุขภาพใกล้ตัว อาทิ ฝุ่น PM2.5 อัลไซเมอร์ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไต การนอน เชื้อดื้อยา และ EP.7 ล่าสุด เรื่อง HYROX กับการเตรียมความพร้อมก่อนลงแข่งจริง ในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้จริง

ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวสะท้อนว่า Share of Voice ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขการกล่าวถึงบนโลกออนไลน์ แต่เป็นเสียงสะท้อนจากประชาชนที่แสดงถึงผลลัพธ์ของการดำเนินงาน ทั้งด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การยกระดับบริการ และการสื่อสารที่เข้าถึงผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน เมืองไทยประกันชีวิตจึงยังคงให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงของลูกค้าและประชาชน เพื่อนำข้อมูลเชิงลึกมาต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ลูกค้าให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การวิเคราะห์ครั้งนี้จัดทำโดย Wisesight ผู้ให้บริการด้าน Social Data Analytics และ Social Intelligence ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการรวบรวมและวิเคราะห์เสียงผู้บริโภคบนสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อนำไปสู่ข้อมูลเชิงลึกสำหรับการวางแผนและตัดสินใจขององค์กร โดยรวบรวมข้อความมากกว่า 15 ล้านข้อความต่อวัน และให้บริการแก่องค์กรกว่า 300 แห่ง

“เมืองไทยประกันชีวิตยังคงเดินหน้ารับฟังเสียงของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ คอนเทนต์ และช่องทางการสื่อสารที่เข้าถึงง่าย เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีในทุกมิติ ตลอดจนตอกย้ำบทบาทขององค์กรประกันชีวิตที่พร้อมดูแลและอยู่เคียงข้างลูกค้าในทุกช่วงของชีวิต พร้อมนำทุกเสียงสะท้อนมาต่อยอดสู่การพัฒนาที่ตอบโจทย์และสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าอย่างยั่งยืน” นายสาระกล่าวสรุป

AIS Academy จัดงาน “AIS ACADEMY For THAIs 2026” ชวนคนไทยอัปสกิล AI ฟรี! ในมหกรรมสัมมนา AI ครั้งใหญ่รวมวิทยากรจากพันธมิตรระดับโลก พร้อมจัดเต็ม Workshop–Masterclass 11–12 ก.ย.นี้

0

AIS Academy เตรียมจัดมหกรรมสัมมนาและนิทรรศการด้าน AI ครั้งใหญ่ AIS ACADEMY For THAIs 2026 ภายใต้แนวคิด “MASTERING AI BEYOND BORDERS” ระหว่างวันที่ 11–12 กันยายน 2569 ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ สานต่อ “ภารกิจคิดเผื่อเพื่อคนไทย” มุ่งสร้าง “แพลตฟอร์มแห่งโอกาส” ที่เชื่อมองค์ความรู้ เทคโนโลยี ผู้เชี่ยวชาญ และเครือข่ายทั้งในประเทศและระดับโลก เพื่อยกระดับความพร้อมของคนไทยให้สามารถประยุกต์ใช้ AI สร้างคุณค่าได้จริง โดยปีนี้ได้รวบรวม Speaker และผู้เชี่ยวชาญจากพันธมิตรเทคโนโลยีและองค์กรชั้นนำระดับโลก มาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ พร้อม Workshop และ Masterclass ที่เน้นการลงมือปฏิบัติ เรียนรู้จาก Use Case และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ทดลองสัมผัสเทคโนโลยีจริง ควบคู่กับการผนึกกำลังจากภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน และพันธมิตรทุกภาคส่วน เพื่อร่วมสร้าง Learning Ecosystem และ Innovation Ecosystem พร้อมลงนามความร่วมมือกับ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA และ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD เพื่อเชื่อมการเรียนรู้สู่การลงมือทำและการสร้างนวัตกรรม พร้อมขยายโอกาสการเข้าถึงองค์ความรู้ด้าน AI สู่คนไทยในวงกว้าง

สำหรับไฮไลต์ตลอด 2 วันของงาน ออกแบบให้ผู้เข้าร่วมได้ทั้งเรียนรู้ ทดลอง และลงมือทำ ผ่านกิจกรรมและประสบการณ์ด้าน AI ที่หลากหลาย ได้แก่

  • เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก พบกับ Speaker และผู้เชี่ยวชาญจากพันธมิตรเทคโนโลยีและองค์กรชั้นนำระดับโลก ได้แก่ AWS, BytePlus, Canva, Google, Huawei, Meta, Microsoft, NVIDIA, Pearson, Samsung และ ZTE  รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายอุตสาหกรรมกว่า 30 คน
  • ลงมือทำและเรียนรู้จาก Use Case จริง ผ่าน Workshop และ Masterclass มากกว่า 20 Sessions เพื่อให้ผู้เข้าร่วมเห็นแนวทางการนำ AI ไปประยุกต์ใช้กับการทำงาน ธุรกิจ และชีวิตได้จริง
  • สัมผัสเทคโนโลยี AI สุดล้ำ ผ่าน Booth ในรูปแบบ AI Interactive Experience จากพันธมิตรชั้นนำที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เห็น ทดลอง และสัมผัสประสบการณ์จากเทคโนโลยีจริง
  • เปิดมุมมอง AI ครบตั้งแต่ประเทศ ธุรกิจ ไปจนถึงคน ผ่านเนื้อหา 3 แกนหลัก ได้แก่ AI Ready Thailand ยกระดับความพร้อมของประเทศและทุกอุตสาหกรรม, AI Ready Business ยกระดับความพร้อมของภาคธุรกิจไทย และ AI Ready Skills ยกระดับทักษะของคนไทย ครอบคลุมตั้งแต่อนาคต AI กับประเทศไทย การปรับตัวขององค์กรและโลกการทำงาน การเตรียมพร้อมต่อ AGI ไปจนถึงกรณีศึกษาการนำ AI ไปสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ ตลอดจนการประยุกต์ใช้ AI ในด้านความคิดสร้างสรรค์ การออกแบบ Creator Economy, Animation และความปลอดภัยในโลกดิจิทัล
  • ร่วมลุ้นไอเดีย AI เพื่ออนาคตการศึกษาไทย กับ โครงการ JUMP Thailand Hackathon 2026 รอบ Final Pitching จาก 10 ทีมสุดท้าย ที่จะนำเสนอแนวคิดและโซลูชันบนเวทีภายในงาน

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า “AIS เชื่อมาโดยตลอดว่า การเติบโตขององค์กรเพียงองค์กรเดียวไม่ใช่การเติบโตที่ยั่งยืน เพราะความแข็งแกร่งของธุรกิจต้องเติบโตไปพร้อมกับสังคม เศรษฐกิจ และคนในประเทศ นี่จึงเป็นที่มาของ ‘ภารกิจคิดเผื่อ’ ของ AIS Academy ที่ไม่ได้มองเพียงว่า วันนี้องค์กรต้องการคนที่มีทักษะแบบใด แต่เรามองไปข้างหน้าว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอะไร และจะช่วยเตรียมคนไทยให้พร้อมได้อย่างไร เราจึงนำองค์ความรู้ของ AIS Academy เปิดออกสู่สังคมผ่าน AIS ACADEMY For THAIs พร้อมปรับโจทย์การพัฒนาคนให้สอดคล้องกับความท้าทายของประเทศในแต่ละช่วงเวลา ตั้งแต่ช่วงโควิด การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย จนถึงวันนี้ที่ AI กำลังเปลี่ยนทั้งเศรษฐกิจ การทำงาน และวิถีชีวิตอย่างรวดเร็ว โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเรามีหรือเข้าถึงเทคโนโลยี AI แล้วหรือยัง แต่คือ ‘คนของเราพร้อมใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นแล้วหรือยัง’ เพราะวันนี้ประเทศไทยกำลังขยับจากเรื่อง Access ไปสู่ Capability ขณะที่โลกกำลังก้าวจาก Generative AI ไปสู่วิวัฒนาการขั้นต่อไป รวมถึง Artificial General Intelligence หรือ AGI สิ่งที่ต้องเตรียมจึงไม่ใช่เพียงการเรียนรู้เครื่องมือ AI ตัวใดตัวหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แต่คือการสร้าง AI Capability ให้คนสามารถเรียนรู้ ปรับตัว ตั้งคำถาม ทำงานร่วมกับ AI และนำไปสร้าง Productivity ธุรกิจ นวัตกรรม และโอกาสใหม่ได้อย่างเข้าใจและรับผิดชอบ นี่จึงเป็นที่มาของแนวคิด ‘MASTERING AI BEYOND BORDERS’ ที่มุ่งให้คนไทยเข้าใจ ใช้เป็น รู้เท่าทัน ประยุกต์ และสร้างคุณค่าจาก AI ได้จริง พร้อมก้าวข้ามข้อจำกัดด้านความรู้ ทักษะ อาชีพ อายุ พื้นที่ และโอกาสในการเข้าถึงองค์ความรู้ เพราะประเทศไทยไม่ได้ต้องการเพียง AI Infrastructure ที่แข็งแกร่ง แต่ต้องมี AI-ready People ไปพร้อมกัน เพื่อเปลี่ยน AI ให้เป็นพลังในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดังนั้น สิ่งที่ AIS Academy ต้องการจึงไม่ใช่เพียงทำให้คนไทย ‘ตาม AI ให้ทัน’ แต่ต้องการให้คนไทย ‘ใช้ AI เพื่อก้าวไปได้ไกลกว่าเดิม’ ทั้งเพื่อตัวเอง องค์กร สังคม และประเทศไทย”

ปีนี้ AIS Academy ยังเดินหน้าขยายความร่วมมือกับ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ในการเพิ่มศักยภาพด้านเทคโนโลยีกับเครือข่าย Startup ผู้ประกอบการ นักลงทุน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานวิจัย เพื่อเสริม Innovation Ecosystem และ Future Talent Ecosystem พร้อมต่อยอดสู่โครงการ JUMP Thailand Hackathon 2026 ภายใต้โจทย์ AI for the Future of Thai Education โดย 10 ทีมสุดท้ายจะเข้าแข่งขันรอบ Final Pitching ภายในงาน AIS ACADEMY For THAIs 2026 ขณะเดียวกันยังร่วมมือกับ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD เพื่อเสริม Learning Ecosystem และขยายการเรียนรู้ด้าน AI สู่ภูมิภาค ผ่าน AIS Academy For THAIs 2026 Roadshow ตลอดเดือนสิงหาคม 2569 ใน 4 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก นครราชสีมา ฉะเชิงเทรา และนครศรีธรรมราช พร้อมกิจกรรม Workshop ด้านเทคโนโลยี AI เพื่อขยายโอกาสการเรียนรู้สู่คนไทยในพื้นที่ต่าง ๆ ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ AIS Academy ยังได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐที่มีพันธกิจในการยกระดับและพัฒนาศักยภาพคนอย่างต่อเนื่อง โดยได้ร่วมมือกับ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นำองค์ความรู้และเทคโนโลยีไปสนับสนุนกลุ่มเปราะบาง ทั้งผู้พิการและผู้สูงอายุ ให้สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม ขณะที่ ในปีนี้ ได้ต่อยอดความร่วมมือกับหน่วยงานภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ผ่านการพัฒนา Thailand AI Readiness Index (TARI) เพื่อประเมินและยกระดับความพร้อมด้าน AI ขององค์กรไทย และ เตรียมขยายความร่วมมือกับ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อพัฒนาทักษะ AI และเทคโนโลยีแห่งอนาคตให้กับ กลุ่มอาชีวศึกษา เตรียมกำลังคนให้พร้อมต่อความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต สะท้อนแนวทางของ AIS Academy ที่มุ่งทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้และเตรียมความพร้อมให้กับคนไทยในแต่ละกลุ่มอย่างตรงกับบริบทและความต้องการ

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงาน AIS ACADEMY For THAIs 2026” ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11–12 กันยายน 2569 เวลา 10.00–18.00 น. ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ สามย่านมิตรทาวน์ สามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://www.zipeventapp.com/e/AIS-Academy-for-THAIs-2026

มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์ฯ ผนึก สถาบันรักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป เปิดโครงการ “เด็ก EF คิดเป็น เก่งการเงิน” ปูรากฐานทักษะสมองควบคู่วินัยการเงิน   

0

มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ สถาบันรักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป (RLG) เปิดตัวโครงการ “เด็ก EF คิดเป็น เก่งการเงิน” บูรณาการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Functions: EF) เข้ากับความรู้ทางการเงิน มุ่งเสริมสร้างวินัยทางการเงินให้เด็กปฐมวัยถึงประถมศึกษา เพื่อยกระดับเด็กไทยให้เติบโตพร้อมกับทักษะการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society) ในขณะที่มีอัตราเด็กเกิดใหม่ลดลงต่อเนื่อง การเตรียมความพร้อมให้เด็กไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ โครงการนี้ มุ่งที่จะพัฒนาสื่อการเรียนรู้ที่ใช้ได้จริงทั้งในครอบครัวและสถานศึกษา ซึ่งประกอบด้วย หนังสือนิทานภาพสำหรับเด็กระดับปฐมวัย 5 เล่ม นิทานระดับประถมศึกษา 5 เล่ม และบอร์ดเกมความรู้ทางการเงิน สื่อการเรียนรู้ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมให้เด็กรู้คุณค่าของเงิน มีวินัยการออม สามารถวิเคราะห์และตัดสินใจได้อย่างรอบคอบระหว่างความจำเป็นและความอยาก และรู้จักแบ่งปันผู้อื่น ซึ่งล้วนเป็นการพัฒนาทักษะพื้นฐานเพื่อสร้างความมั่นคงทั้งทางด้านจิตใจและการเงินไปพร้อมๆ กัน โดยที่สำคัญ คือการที่เด็กไทยได้เติบโตขึ้นเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพพร้อมจะช่วยขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์ฯ

นางสุภาวดี หาญเมธี ประธานสถาบันรักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป กล่าวว่าการพัฒนาสื่อนิทานและบอร์ดเกมสำหรับเด็กปฐมวัยและประถมศึกษา รวมถึงการออกแบบกระบวนการฝึกทักษะ EF ผนวกกับความรู้ทางการเงิน เป็นการพัฒนาบนฐานวิทยาศาสตร์สมอง การปลูกฝังทักษะสมอง EF ตั้งแต่ปฐมวัย 3-6 ขวบ และเมื่อมีการฝึกต่อเนื่องไปจนเติบโต จะเป็นรากฐานที่ช่วยให้เด็กกำกับตนเองได้ในชีวิตประจำวัน เด็กที่จัดการตนเองได้จะสามารถเข้าใจและจัดการชีวิตทางการเงินของเขาได้เมื่อโตขึ้นตามวัย เช่น รู้จักวางแผน ไม่เป็นหนี้เกินตัว และมีภูมิคุ้มกันจากการถูกหลอกลวงทางการเงินได้ ไปจนถึงสามารถลงทุนอย่างมีเป้าหมายได้ในอนาคต ทักษะ EF ที่ดี จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ความรู้ทางการเงินเกิดผลสัมฤทธิ์จริง

นางธิดา พิทักษ์สินสุข นายกสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ฯ และผู้อำนวยการโรงเรียนเพลินพัฒนา กล่าวว่า การเงินไม่ใช่เรื่องยากเกินวัย หากสื่อสารให้ใกล้ตัวและเข้าใจง่าย ผ่านนิทานหรือกิจกรรมที่ลงมือทำได้จริง และเริ่มปลูกฝังตั้งแต่ปฐมวัยและส่งต่ออย่างต่อเนื่องทุกช่วงวัย จะเป็นรากฐานความมั่นคงทางการเงินอย่างยั่งยืนในอนาคต

นายวีรัตน์ สานุมิตร ผู้อำนวยการ กลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผล สำนักงานศึกษาธิการ จังหวัดเชียงรายกล่าวว่าจังหวัดเชียงรายมีรากฐานการขับเคลื่อนทักษะสมอง EF อย่างเข้มแข็ง การนำสื่อความรู้ทางการเงินมาประยุกต์ใช้ในรูปแบบการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ทำให้ครูบรรลุตามตัวชี้วัดของหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ และนักเรียน ครูผู้สอน รวมถึงผู้ปกครอง มีความรอบรู้ทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

นายกิตติพัฒน์ แสนทวีสุข ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้การลงทุน คณะบริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ และการสื่อสาร มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า ปัญหาการเงินของคนไทยส่วนใหญ่ คือขาดการถูกฝึกให้คิดก่อนตัดสินใจ และขาดการปลูกฝังนิสัยการใช้เงินมาตั้งแต่วัยเด็ก องค์ประกอบความรู้ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ต่างมีผลชี้ตรงกันว่าเด็กช่วงปฐมวัยคือโอกาสทองของการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Functions, EF) ให้ได้ผลดีที่สุด ทักษะ EF ส่วนแรกคือการยับยั้งชั่งใจ ไม่ทำตามแรงกระตุ้นหรือตามอารมณ์ทันที เป็นพื้นฐานสำคัญในการ “อดใจไม่ยอมซื้อ” หรือแม้กระทั่ง “ออมก่อนใช้” หรือการเลือก “ซื้อไว้ใช้ ไม่ใช่ซื้อไว้โชว์” ทักษะ EF ส่วนที่สอง คือความจำเพื่อใช้งาน ด้วยการตั้งเป้าหมายทางการเงิน และมีกระบวนการย้ำเตือนความจำ ทำให้จิตผูกพันกับเป้าหมายทางด้านการเงิน และทักษะ EF ส่วนที่สาม คือความยืดหยุ่นทางความคิด สามารถปรับเปลี่ยนแผนการเงิน ไปตามสถานการณ์ชีวิตที่อาจจะเกิดเรื่องฉุกเฉินขึ้นได้

สำหรับโครงการ “เด็ก EF คิดเป็น เก่งการเงิน”ต่อยอดความสำเร็จจากความร่วมมือที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2563 ในพื้นที่อำเภอนำร่อง 2 แห่งของจังหวัดเชียงราย จนกระทั่งครบทั้ง 18 อำเภอในปี 2567 และขยายผลไปยังจังหวัดน่านและลำปาง ต่อมาในปี 2568 ได้เริ่มบูรณาการความรู้ทางการเงินกับทักษะ EF ในสถานศึกษา 20 แห่ง และเตรียมที่จะขยายความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมไปยังสถานศึกษาระดับปฐมวัยและประถมทั่วประเทศ ที่มุ่งจะพัฒนาในเรื่องความรอบรู้ทางการเงิน รวมทั้งต่อยอดไปยังคณะครุศาสตร์ของสถาบันอุดมศึกษากว่า 10 แห่งเพื่อสร้างครูรุ่นใหม่ที่มีความรู้ ทักษะ และ   เจตคติในการสอนความรอบรู้ทางการเงินด้วย  นอกจากนี้ โครงการยังพร้อมเปิดรับความร่วมมือจากองค์กรภาคีเครือข่ายเพื่อขยายผลไปสู่พื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งนี้ สามารถติดตามรายละเอียดและความคืบหน้าของโครงการฯ ได้ที่ www.setfoundation.or.th

จากชุดซาแซถึงชุดไหว้มินิมอล! CPF รวมชุดไหว้สารทจีน 2569 ชวนทุก GEN ร่วมสืบสานความกตัญญู

0

โต๊ะไหว้สารทจีนยังคงความหมายสำคัญ ทั้งการไหว้เจ้าและบรรพบุรุษเพื่อแสดงความกตัญญู ขณะที่วิถีการไหว้ของแต่ละครอบครัวมีทางเลือกมากขึ้น จากชุดซาแซแบบดั้งเดิมไปจนถึงชุดไหว้กะทัดรัดสำหรับคนรุ่นใหม่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF จึงรวมชุดไหว้และเมนูมงคลจากซีพี ห้าดาว เป็ดเจ้าสัว และเชสเตอร์ รับเทศกาลสารทจีน ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 27 สิงหาคม 2569 เพื่อให้แต่ละครอบครัวร่วมสืบสานประเพณีได้สะดวกยิ่งขึ้น

“ไหว้ให้ได้ดี” ครบเมนูมงคลกับ CP ที่ Makro และ Lotus’s ทุกสาขา

ซีพีเอฟ ร่วมกับ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) จัดแคมเปญ “ไหว้ให้ได้ดี” ระหว่างวันที่ 10 สิงหาคม–14 กันยายน 2569 รวมชุดอาหารมงคลสำหรับเตรียมโต๊ะไหว้ในที่เดียว ได้แก่ ชุดซาแซ 3 อย่าง ประกอบด้วย เป็ดพะโล้ ไก่ต้มน้ำปลา และสะโพกหมูต้ม ราคา 699 บาท และชุดไหว้มงคล 3 อย่าง ได้แก่ ไก่ต้ม เนื้อเป็ดพะโล้ และสะโพกหมูต้ม ราคาเริ่มต้น 399 บาท พร้อมโปรโมชันพิเศษ รับส่วนลดทันที 20 บาท เมื่อซื้อสินค้าครบ 799 บาทที่ Lotus’s และส่วนลด 35 บาท เมื่อซื้อสินค้าครบ 1,399 บาทที่ Makro

ห้าดาว–เป็ดเจ้าสัว จัดเต็ม “ไหว้ปุ๊บเฮงปั๊บยกทั้งตระกูล”

ห้าดาว มีไก่ย่างไหว้เจ้าพร้อมเครื่องใน ชุดละ 199 บาท ไก่ต้มน้ำปลาไหว้เจ้าพร้อมเครื่องใน ชุดละ 199 บาท เป็ดพะโล้ไหว้เจ้าพร้อมเครื่องใน ชุดละ 380 บาท และไก่จ๊อห้าดาวสูตรต้นตำรับ ราคาพิเศษไม้ละ 20 บาท

ขณะที่ เป็ดเจ้าสัว คัดสรรเมนูมงคล ได้แก่ เป็ดย่างพร้อมเครื่องใน และเป็ดต้มน้ำปลาพร้อมเครื่องใน ราคาชุดละ 199 บาท เป็ดพะโล้พร้อมเครื่องใน ชุดละ 380 บาท และไก่จ๊อต้นตำรับ ราคา 20 บาทต่อไม้

เปิดรับสั่งจองสินค้าตั้งแต่วันที่ 17–27 สิงหาคม 2569 และรับสินค้าได้ตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2569 ณ จุดบริการที่สั่งจอง (สินค้ามีจำนวนจำกัด)

Chester’s ชู “สะดวก อร่อย ครบจบในกล่องเดียว” รับสารทจีน GEN ใหม่

สำหรับคนรุ่นใหม่และครอบครัวที่ต้องการให้การไหว้เป็นเรื่องง่ายขึ้น เชสเตอร์ จัดชุดไหว้ไก่ย่าง ราคา 359 บาท จากปกติ 390 บาท และชุดไหว้ไก่ย่าง & ไก่ทอด ราคา 369 บาท จากปกติ 498 บาท โปรโมชันถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2569 สำหรับซื้อกลับเท่านั้น

แม้วิถีการไหว้จะปรับไปตามวิถีชีวิต แต่หัวใจของสารทจีนยังคงเป็น “ความกตัญญูและครอบครัว” อาหารพร้อมไหว้จึงเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้การสืบสานประเพณีสะดวกขึ้น พร้อมส่งต่ออาหารจากโต๊ะไหว้สู่มื้อแห่งความสุขที่ครอบครัวได้กลับมาใช้เวลาร่วมกัน.

SME ต้องรอด 2026

0

ทุกวันนี้เจ้าของธุรกิจ คงรู้สึกเหมือนกันใช่ไหมคะว่าการทำธุรกิจยุคนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะโลกธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก ทั้งสภาพเศรษฐกิจ พฤติกรรมผู้บริโภค เทคโนโลยี แถมยังมีเรื่องของ AI ที่แทรกเข้ามาในทุกอุตสาหกรรมแบบไม่ทันตั้งตัว หากเราหยุดพัฒนาตัวเอง หรือตามไม่ทัน ก็อาจจะตกขบวน หลุดวงโคจร ตามไม่ทันคนอื่นเค้า

ผู้ประกอบการ SME ในยุคนี้ นอกจากจะต้องคิดหาทางให้ธุรกิจอยู่รอดแล้ว ยังต้องทำให้ธุรกิจพร้อมเติบโต เมื่อโอกาสมาถึงด้วย ซึ่งต้องใช้ทักษะการบริหารเงิน มองหาแหล่งทุน ใช้เทคโนโลยีให้เป็น และที่สำคัญคือรู้จักลูกค้าของตัวเองให้มากขึ้น

ความรู้ต่างๆที่จำเป็นเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการสามารถไปเรียนรู้และอัปเดตได้ในงาน “SME ต้องรอด 2026 : Unlock New Possibilities” ซึ่งจัดโดย LiVE Platform ภายใต้กลุ่มตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยงานจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00-17.00 น. ที่อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อช่วยพวกเราปลดล็อกโอกาสใหม่ๆในการทำธุรกิจ

งานนี้ขนกูรูระดับประเทศ ผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญมากันแบบอุ่นหนาฝาคั่ง พร้อมองค์กรพันธมิตรอีก 22 แห่งรวมไว้ในที่เดียว ภายในงานแบ่งออกเป็น 5 เวทีไฮไลต์ ให้เราเลือกฟังตามความสนใจ ประกอบไปด้วย NEXT STAGE อัปเดตเทรนด์เศรษฐกิจ ทิศทางธุรกิจ และพฤติกรรมผู้บริโภค, GROW STAGE เจาะลึกแหล่งเงินทุน การระดมทุน และเทคนิคการขยายธุรกิจให้โตอย่างยั่งยืน, BUILD STAGE ติดอาวุธการบริหาร การเงิน การตลาด และการสร้างแบรนด์ที่นำไปใช้ได้จริง, AI STAGE เรียนรู้การนำ AI มาเป็นผู้ช่วย เพิ่มยอดขาย และลดต้นทุนธุรกิจ และ PITCHING STAGE ฟังแผนธุรกิจเด็ดๆพร้อมโอกาสหาพันธมิตรและนักลงทุน

นอกจากเนื้อหาเข้มข้นบนสเตจแล้ว งานนี้ยังมี SME Business Clinic ให้เราเข้าปรึกษาปัญหาธุรกิจได้แบบตัวต่อตัวกับผู้เชี่ยวชาญจาก Big 4 (Deloitte, EY, KPMG, PwC) และตลาดหลักทรัพย์ฯอีกด้วยนะคะ เพื่อช่วยวิเคราะห์ปัญหา วางกลยุทธ์ และมองแนวทางต่อยอดธุรกิจให้ตรงกับสถานการณ์ของแต่ละกิจการ โอกาสดีๆแบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆ เลยค่ะ แถมยังมี Service Provider Zone รวมผู้ให้บริการด้านธุรกิจที่ SME ใช้จริงมาไว้ในโซนเดียว รับรองว่าผู้ร่วมงานจะได้ไอเดียและคอนเนกชันใหม่ๆติดตัวกลับไปด้วย ไม่กลับมือเปล่าแน่นอน

งานนี้เข้าฟรีตลอดงาน! เพียงลงทะเบียนล่วงหน้าที่ https://set-event-registration.setgroup.or.th/e/SME-Event-2026 หรือแสกนคิวอาร์โค้ดด้านล่างนี้ ส่วนใครที่สนใจ SME Business Clinic ก็อย่าลืมแจ้งความประสงค์ตามช่องทางที่เปิดไว้ เพราะรอบปรึกษามีจำนวนจำกัดค่ะ

“คุณนายพารวย” ขอเชิญชวนผู้ประกอบการมาร่วมงานนี้กันเยอะๆ จะได้ไม่พลาดความรู้และโอกาสที่จะทำให้ธุรกิจของเราอยู่รอดและโตอย่างยั่งยืนค่ะ

คุณนายพารวย

ตลาดหลักทรัพย์ฯ รับจดทะเบียน 19 DR ใหม่ อ้างอิงหุ้นเอเชียและสหรัฐฯ ออกโดย INVX เริ่มซื้อขาย 18 ส.ค. นี้

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รับจดทะเบียนตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) 19 หลักทรัพย์ใหม่ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการลงทุนต่างประเทศที่หลากหลายและเข้าถึงง่ายแก่ผู้ลงทุนไทย โดย DR ชุดใหม่นี้ ครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ เทคโนโลยี เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การผลิตขั้นสูง และพลังงานสะอาด โดยมีหลักทรัพย์อ้างอิงมาจาก 5 ตลาดหลักทรัพย์ชั้นนำ ได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (HKEX) ตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น (SZSE) ตลาดหลักทรัพย์โตเกียว (TSE) ตลาดหลักทรัพย์แนสแด็ก (Nasdaq) และตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) ออกโดย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (INVX) เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ไทย 18 สิงหาคม 2569

6 DR ใหม่ อ้างอิงหุ้นที่จดทะเบียนใน HKEX, SZSE และ TSE

ชื่อย่อ DRหลักทรัพย์อ้างอิงรายละเอียดธุรกิจ
AJINO23  Ajinomoto Co., Inc. (2802.T)ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหาร และเครื่องปรุงรส รวมถึงวัสดุอิเล็กทรอนิกส์สำหรับ Semiconductor
IBIDEN23  IBIDEN Co., Ltd. (4062.T)ผลิต Printed Circuit Board (PCB) และ Ceramic Components สำหรับอุตสาหกรรม Semiconductor และยานยนต์
MURATA23  Murata Manufacturing Co., Ltd. (6981.T)ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น Capacitor, Filter และ Sensor สำหรับอุปกรณ์มือถือและยานยนต์
SCREEN23  SCREEN Holdings Co., Ltd. (7735.T)ผลิตเครื่องจักรสำหรับกระบวนการผลิต Semiconductor เช่น ระบบล้างแผ่น Wafer และอุปกรณ์ Coating
TONGFU23  Tongfu Microelectronics Co., Ltd. (002156.SZ)ให้บริการบรรจุภัณฑ์และทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ (Packaging & Testing) หนึ่งในผู้รับจ้างผลิตชิปรายใหญ่ของจีน
YOFC23  Yangtze Optical Fibre and Cable JSC (6869.HK)ผลิตและจำหน่ายสายไฟเบอร์ออปติกและอุปกรณ์เครือข่าย สำหรับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม

13 DR ใหม่ อ้างอิงหุ้นที่จดทะเบียนใน Nasdaq และ NYSE

ชื่อย่อ DRหลักทรัพย์อ้างอิงรายละเอียดธุรกิจ
AAOI23Applied Optoelectronics, Inc. (AAOI)ผลิตตัวรับส่งสัญญาณแสง (Optical Transceiver) สำหรับ Data Center, Broadband และ Telecom
ALAB23Astera Labs, Inc. (ALAB)  พัฒนาชิปเชื่อมต่อ (Connectivity Chip) สำหรับ Data Center โดยเฉพาะรองรับระบบ AI Infrastructure
AMKR23Amkor Technology, Inc. (AMKR)ให้บริการบรรจุภัณฑ์และทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ (Packaging & Testing) แบบรับจ้างผลิต
ASTS23  AST SpaceMobile, Inc. (ASTS)พัฒนาเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมโดยตรงสู่มือถือ (Direct-to-Cell)
CRWV23  CoreWeave, Inc. (CRWV)ให้บริการ Cloud Computing เน้น GPU Infrastructure สำหรับงาน AI โดยเฉพาะ
DELL23Dell Technologies Inc. (DELL)ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ IT ทั้ง PC, Server, Storage รวมถึงโซลูชัน Infrastructure สำหรับองค์กร
EOSE23  Eos Energy Enterprises, Inc. (EOSE)พัฒนาระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่สังกะสี (Zinc Battery) สำหรับโครงข่ายไฟฟ้าและพลังงานทดแทน
IBM23  International Business Machines Corp. (IBM)ให้บริการด้าน IT ครบวงจร ทั้ง Cloud, AI, Consulting และ Software แก่ลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ทั่วโลก
NOW23  ServiceNow, Inc. (NOW)  ให้บริการแพลตฟอร์ม Cloud-based สำหรับจัดการกระบวนการทำงานระดับ Enterprise
ORCL23  Oracle Corporation (ORCL)ให้บริการซอฟต์แวร์ฐานข้อมูลและ Cloud ERP ระดับองค์กร มีฐานลูกค้าเดิมขนาดใหญ่และกำลังขยายธุรกิจ Cloud
QCOM23QUALCOMM Incorporated (QCOM)ออกแบบชิปประมวลผลและโมเด็มสำหรับสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ IoT มีรายได้หลักจากการขายชิปและค่าลิขสิทธิ์สิทธิบัตร
RGTI23  Rigetti Computing, Inc. (RGTI)พัฒนาคอมพิวเตอร์ควอนตัม (Quantum Computer) และให้บริการผ่าน Cloud
SMR23  NuScale Power Corporation (SMR)พัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor)

ศึกษารายละเอียด 19 DR ใหม่ได้ที่เว็บไซต์สำนักงาน ก.ล.ต. www.sec.or.th หรือบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์คือ
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด www.innovestx.co.th หรือศึกษาผลิตภัณฑ์ DR เพิ่มเติมได้ที่ www.set.or.th/dr

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือสมาคมนักลงทุนประเทศไทย จัดงาน “AI for Investors: ติดอาวุธนักลงทุนด้วย AI” เปิดตัวคอร์สออนไลน์ เรียนฟรี ก.ย.-ต.ค. นี้

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสมาคมนักลงทุนประเทศไทย ร่วมจัดโครงการ “AI for Investors: ติดอาวุธนักลงทุนด้วย AI” ส่งเสริมทักษะผู้ลงทุนไทยให้ก้าวทันเทคโนโลยี AI ตั้งแต่พื้นฐานสู่การวิเคราะห์และบริหารพอร์ตการลงทุนได้จริง โดยมี สรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์ฯ ทิวา ชินธาดาพงศ์ นายกสมาคมนักลงทุนประเทศไทย พร้อมด้วยผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ฯ และสมาคมฯ ร่วมเปิดงาน รวมถึงวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ร่วมให้ข้อมูลความรู้ในสัมมนาเปิดตัวโครงการ เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2569 มีผู้ร่วมงานคับคั่งกว่า 700 คน สะท้อนความมุ่งมั่นในการส่งเสริมผู้ลงทุนให้สามารถนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์เพื่อเพิ่มโอกาสในการลงทุน

“AI for Investors: ติดอาวุธนักลงทุนด้วย AI” เป็นคอร์สออนไลน์ที่สอนโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้าน AI และนักลงทุนระดับแนวหน้า ผู้ลงทุนสามารถเรียนรู้ได้ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 19.00 น. ระหว่างวันที่ 3 ก.ย.-29 ต.ค. 2569 ทาง YouTube “SET Thailand” และ “สมาคมนักลงทุนประเทศไทย” เรียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

เมืองไทยประกันชีวิตครอง Share of Voice 42% อันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2  ตอกย้ำการสื่อสารที่เข้าถึงประชาชน เด่นด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ บริการลูกค้า และคอนเทนต์สุขภาพ “Go Healthier with MTL”

0

เมืองไทยประกันชีวิตตอกย้ำความแข็งแกร่งของแบรนด์ จากผล Social Monitoring & Listening เมษายน–มิถุนายน 2569 ซึ่งได้รับการกล่าวถึงรวม 256,448 Mentions คิดเป็น Share of Voice 42% จากทั้งหมด 613,411 Mentions ในกลุ่มแบรนด์ประกันชีวิตที่ทำการติดตาม ครองอันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกที่ 37% โดยมีแรงสนับสนุนจากการสื่อสารด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ การบริการลูกค้า และรายการออนไลน์ “Go Healthier with MTL” ซึ่งมีคุณสาริศา ล่ำซำ เป็นผู้ดำเนินรายการ

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เมืองไทยประกันชีวิตสามารถเชื่อมโยงการสื่อสาร ผลิตภัณฑ์ บริการ และคอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์ เข้ากับความสนใจของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเสียงตอบรับที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์เป็นภาพสะท้อนสำคัญของการรับรู้ ความสนใจ และการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์อย่างต่อเนื่อง”

เมื่อพิจารณาเป็นรายเดือน เมืองไทยประกันชีวิตได้รับการกล่าวถึงจำนวน 108,200 Mentions ในเดือนเมษายน  93,986 Mentions ในเดือนพฤษภาคม และ 54,262 Mentions ในเดือนมิถุนายน สะท้อนถึงการสื่อสารและกิจกรรมของบริษัทฯ ที่สามารถสร้างการรับรู้ได้อย่างต่อเนื่องตลอดไตรมาส ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ การบริการ ช่องทางดิจิทัล และเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

นอกจากนี้ เมืองไทยประกันชีวิตยังได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกรวม 1,676 Mentions โดยเดือนพฤษภาคมเป็นเดือนที่ได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกสูงสุดที่ 900 Mentions ตามด้วยเดือนเมษายน 561 Mentions และเดือนมิถุนายน 215 Mentions ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความสนใจของประชาชนที่มีต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ

ประเด็นที่ได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกส่วนใหญ่มาจากด้านผลิตภัณฑ์ 52% รองลงมาคือ บริการหลังการขาย 21% และภาพลักษณ์แบรนด์ 19% โดยแรงสนับสนุนสำคัญมาจากแคมเปญ D Health Lite และ BBPK กิจกรรมบนสื่อสังคมออนไลน์ ตลอดจนการให้บริการผ่าน MTL Customer Contact Center บริการ Video Call และ #MTLsmileservice ที่ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงข้อมูลและบริการได้สะดวกยิ่งขึ้น

อีกหนึ่งคอนเทนต์สำคัญที่มีส่วนช่วยสนับสนุนการเติบโตของ Share of Voice ในไตรมาสนี้ คือรายการออนไลน์ด้านสุขภาพและประกัน “Go Healthier with MTL” โดยมี คุณสาริศา ล่ำซำ เป็นผู้ดำเนินรายการ ถ่ายทอดความรู้จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในประเด็นสุขภาพใกล้ตัว อาทิ ฝุ่น PM2.5 อัลไซเมอร์ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไต การนอน เชื้อดื้อยา และ EP.7 ล่าสุด เรื่อง HYROX กับการเตรียมความพร้อมก่อนลงแข่งจริง ในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้จริง

ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวสะท้อนว่า Share of Voice ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขการกล่าวถึงบนโลกออนไลน์ แต่เป็นเสียงสะท้อนจากประชาชนที่แสดงถึงผลลัพธ์ของการดำเนินงาน ทั้งด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การยกระดับบริการ และการสื่อสารที่เข้าถึงผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน เมืองไทยประกันชีวิตจึงยังคงให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงของลูกค้าและประชาชน เพื่อนำข้อมูลเชิงลึกมาต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ลูกค้าให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การวิเคราะห์ครั้งนี้จัดทำโดย Wisesight ผู้ให้บริการด้าน Social Data Analytics และ Social Intelligence ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการรวบรวมและวิเคราะห์เสียงผู้บริโภคบนสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อนำไปสู่ข้อมูลเชิงลึกสำหรับการวางแผนและตัดสินใจขององค์กร โดยรวบรวมข้อความมากกว่า 15 ล้านข้อความต่อวัน และให้บริการแก่องค์กรกว่า 300 แห่ง

“เมืองไทยประกันชีวิตยังคงเดินหน้ารับฟังเสียงของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ คอนเทนต์ และช่องทางการสื่อสารที่เข้าถึงง่าย เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีในทุกมิติ ตลอดจนตอกย้ำบทบาทขององค์กรประกันชีวิตที่พร้อมดูแลและอยู่เคียงข้างลูกค้าในทุกช่วงของชีวิต พร้อมนำทุกเสียงสะท้อนมาต่อยอดสู่การพัฒนาที่ตอบโจทย์และสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าอย่างยั่งยืน” นายสาระกล่าวสรุป