Home Blog Page 3

AIS ร่วมกับ สภาเอสเอ็มอี นำโซลูชันอัจฉริยะเพื่อผู้ประกอบการขับเคลื่อน SME ไทยสู่ยุคดิจิทัลและ AI เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

0

AIS SME ร่วมกับสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย เดินหน้ายกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SME ไทย ผ่านการสนับสนุนองค์ความรู้ ทักษะ และการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI อย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โซลูชันเพื่อการเริ่มต้นและขยายธุรกิจ ตลอดจนการเชื่อมโยงกับผู้ให้บริการ AI พร้อมนำ SME ProStart แพ็กเกจสำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ ที่รวมโซลูชันด้านธุรกิจไว้อย่างครบวงจร ทั้งแพ็กโทรคุ้มค่า อินเทอร์เน็ตออฟฟิศ และผู้ช่วย AI ในหนึ่งเดียว มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างโอกาส ลดความซับซ้อนด้านเทคโนโลยี และช่วยให้ SME สามารถมุ่งสู่การเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ พร้อมวางรากฐานที่แข็งแกร่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในโลกธุรกิจยุคใหม่

นายภูผา เอกะวิภาต หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร AIS กล่าวว่า “SME เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันผู้ประกอบการยังเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งความรู้และทักษะด้านดิจิทัลและ AI การเข้าถึงโซลูชันที่เหมาะสม รวมถึงต้นทุนและความซับซ้อนในการนำเทคโนโลยีมาใช้งาน ความร่วมมือครั้งนี้จึงมุ่งสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงองค์ความรู้ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และโซลูชันธุรกิจที่จำเป็น เพื่อเสริมศักยภาพให้ SME ทำ Digital Transformation ขยายขนาด และเข้าถึงตลาดได้อย่างยั่งยืน ตอกย้ำบทบาทของ AIS SME ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะและเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญสู่อนาคตดิจิทัลของ SME ไทย

หนึ่งในความร่วมมือที่ช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการคือ SME ProStart แพ็กเกจที่ออกแบบมาเพื่อผู้ประกอบการยุคใหม่ โดยรวมเครื่องมือและบริการพื้นฐานที่ช่วยให้การเริ่มต้นและขับเคลื่อนธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่น เช่น แพ็กเกจค่าโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ตออฟฟิศ และเครื่องมือดิจิทัลพร้อมผู้ช่วย AI (Google Workspace) รวมถึงบริการสนับสนุนธุรกิจเพิ่มเติม ทำให้ผู้ประกอบการสามารถมุ่งเน้นการพัฒนาธุรกิจและการเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ”

นายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย กล่าวว่า “ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยให้ SME สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เครื่องมือ และโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจอย่างตรงจุด ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการกับพันธมิตรด้านเทคโนโลยี ช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับตัว ปรับกลยุทธ์ และต่อยอดการเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน พร้อมสร้างรากฐานที่แข็งแรงให้ SME ไทยสามารถแข่งขันและขยายตลาดได้อย่างมั่นใจในยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”

CPF รับรางวัล Thailand Top Company Awards 2026 ตอกย้ำศักยภาพ ‘การปรับตัวขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน’

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ หนึ่งในผู้นำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจรของไทย ที่มีการลงทุนและร่วมลงทุนใน 17 ประเทศ และมีการค้าผลิตภัณฑ์อาหารไปมากกว่า 50 ประเทศ ได้รับรางวัล Thailand Top Company Awards 2026 ประเภทอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร จัดโดย นิตยสาร BUSINESS+ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สะท้อนความสามารถในการปรับตัวเชิงกลยุทธ์ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมอาหารในระดับโลก พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจควบคู่กับการดำเนินงานอย่างยั่งยืน

ในปีนี้ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นประธานมอบรางวัลฯ โดยมี นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ เป็นผู้รับมอบ.

รางวัลดังกล่าวมอบให้แก่องค์กรที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่น มีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทาย สอดคล้องแนวคิดของงาน คือ “Thrive on Resilience : การปรับตัวเพื่ออยู่รอดและสร้างการเติบโต” การได้รับรางวัลในครั้งนี้ สะท้อนแนวทางการดำเนินธุรกิจของซีพีเอฟที่มุ่งยกระดับประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่คุณค่า ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการผลิตและบริหารจัดการ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัย รองรับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

“รางวัลนี้เป็นแรงสนับสนุนสำคัญในการเดินหน้าพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง โดยยังคงยึดหลักการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ และสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจกับการสร้างคุณค่าให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน” นายประสิทธิ์ กล่าว.

เมืองไทยประกันชีวิต คว้ารางวัล THAILAND TOP COMPANY AWARDS 2026 ประเภทอุตสาหกรรมประกันชีวิต ต่อเนื่องปีที่ 8 ตอกย้ำความเป็นผู้นำองค์กรคุณภาพที่เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมประกันชีวิตของไทย ด้วยการคว้ารางวัล THAILAND TOP COMPANY AWARDS 2026 ประเภท อุตสาหกรรมประกันชีวิต ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 นับตั้งแต่ปี 2019–2026 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจ ความน่าเชื่อถือขององค์กร และการเติบโตอย่างมั่นคงท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “รางวัล THAILAND TOP COMPANY AWARDS 2026 ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของบริษัทฯ และสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ลูกค้า คู่ค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนมีต่อบริษัทฯ มาโดยตลอด รางวัลนี้ไม่เพียงเป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพและมาตรฐานในการดำเนินธุรกิจขององค์กร แต่ยังเป็นกำลังใจสำคัญให้พวกเรามุ่งมั่นพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบคุณค่า ประสบการณ์ที่ดี และความอุ่นใจให้กับลูกค้าในทุกช่วงของชีวิต”.

รางวัลดังกล่าวจัดขึ้นโดย นิตยสาร Business+ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เพื่อยกย่ององค์กรชั้นนำของประเทศที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่น มีวิสัยทัศน์ในการบริหารจัดการ และสามารถขับเคลื่อนองค์กรสู่ความสำเร็จได้อย่างต่อเนื่อง โดยในโอกาสนี้ได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย เป็นผู้มอบรางวัล.

การได้รับรางวัลต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ของเมืองไทยประกันชีวิต ไม่ได้สะท้อนเพียงความแข็งแกร่งขององค์กรหรือความสำเร็จทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความตั้งใจในการดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของความเข้าใจลูกค้า การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการสร้างคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน.

นายสาระ กล่าวเพิ่มเติมว่า “เมืองไทยประกันชีวิตยังคงเดินหน้าพัฒนาธุรกิจอย่างไม่หยุดนิ่ง ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ บริการ นวัตกรรมดิจิทัล และ Health & Wellness Ecosystem เพื่อยกระดับการดูแลลูกค้าให้ครอบคลุมมากกว่าการประกันชีวิตและสุขภาพในรูปแบบเดิม เรามุ่งหวังที่จะเป็นมากกว่าผู้ให้ความคุ้มครอง แต่เป็นพันธมิตรที่พร้อมอยู่เคียงข้างลูกค้าในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ มีสุขภาพที่ดี และมีความมั่นคงในระยะยาว”.

ตลอดที่ผ่านมา เมืองไทยประกันชีวิตมุ่งพัฒนาบทบาทจากผู้ให้ความคุ้มครอง สู่การเป็นแบรนด์ประกันชีวิตที่เข้าใจความต้องการของผู้บริโภคในทุกมิติ ผ่านโซลูชันที่ตอบโจทย์ทั้งด้านชีวิต สุขภาพ การเงิน และไลฟ์สไตล์ ควบคู่กับการยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนรางวัลจากเวที THAILAND TOP COMPANY AWARDS 2026 ในครั้งนี้ จึงนับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่สะท้อนบทบาทของเมืองไทยประกันชีวิตในฐานะองค์กรชั้นนำที่พร้อมขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจประกันชีวิตไทย ด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ความเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง และความมุ่งมั่นในการเติบโตอย่างมีคุณภาพในทุกมิติ#เมืองไทยประกันชีวิต

เมืองไทยไตรกีฬา ซูเปอร์ซีรีส์ 2026 ชูแนวคิด “ECO HERO” ผสานพลังกีฬาและความยั่งยืน เปิดฤดูกาลสนามแรกที่สามร้อยยอด

0

เมืองไทยประกันชีวิต สานต่อการแข่งขัน “เมืองไทยไตรกีฬา” ซูเปอร์ซีรีส์ 2026 สร้างความคึกคักอีกครั้ง พร้อมก้าวเข้าสู่ ปีที่ 4 ของการจัดการแข่งขัน ภายใต้แนวคิด “ECO HERO” ที่มุ่งยกระดับงานกีฬาสู่การเป็นกิจกรรมที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการส่งเสริมสุขภาพและสร้างแรงบันดาลใจในการออกกำลังกายอย่างยั่งยืน เปิดฤดูกาลสนามแรกที่สามร้อยยอดด้วยความประทับใจของนักไตรกีฬากว่า 850 คน

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าในมิติของ Health & Wellness มาอย่างต่อเนื่อง เพราะเราเชื่อว่าการประกันชีวิตในวันนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงการมอบความคุ้มครองเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน แต่ยังหมายถึงการอยู่เคียงข้างลูกค้าตั้งแต่วันที่ยังมีสุขภาพดี สนับสนุนให้ทุกคนใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ แข็งแรง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว ซึ่งการแข่งขันเมืองไทยไตรกีฬา ซูเปอร์ซีรีส์ 2026 ภายใต้แนวคิด ECO HERO สะท้อนเจตนารมณ์ดังกล่าวได้อย่างชัดเจน ทั้งในฐานะเวทีที่ส่งเสริมให้คนทุกช่วงวัยหันมาใส่ใจสุขภาพ เห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และกล้าท้าทายขีดความสามารถของตนเอง ควบคู่ไปกับการร่วมกันสร้างสังคมที่แข็งแรงและเติบโตอย่างยั่งยืน”

สำหรับแนวคิด “ECO HERO” ในปีนี้ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่าในทุกมิติของการจัดงาน โดยเฉพาะการลดปริมาณของเสียจากกิจกรรมภายในงาน ทั้งในส่วนของ Goods Waste ซึ่งสิ่งของที่นักกีฬาได้รับจากการแข่งขันได้รับการออกแบบให้สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ หรือใช้ประโยชน์ต่อในชีวิตประจำวันได้จริง เพื่อลดการสร้างขยะที่ไม่จำเป็น รวมถึง Food Waste ที่มีการวางแผนการจัดเตรียมอาหารอย่างเหมาะสม เพื่อให้เพียงพอต่อผู้เข้าร่วมงาน และลดปริมาณอาหารเหลือทิ้งให้น้อยที่สุด

สำหรับการแข่งขันในปี 2569 จะจัดขึ้นรวม 3 สนาม ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติที่สวยงามและโดดเด่น ได้แก่

  1. เมืองไทยไตรกีฬา @ สามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
  2. เมืองไทยไตรกีฬา @ บ้านกรูด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
  3. เมืองไทยไตรกีฬา @ หาดแหลมเสด็จ จังหวัดจันทบุรี

โดย สนามเปิดฤดูกาล จัดขึ้น ณ อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ วันที่ 21–22 มีนาคม 2569 เปิดโอกาสให้นักไตรกีฬาทุกระดับได้เข้าร่วมพิสูจน์ศักยภาพในหลากหลายประเภทการแข่งขัน ได้แก่ Standard Triathlon ระยะว่ายน้ำ 1.5 กิโลเมตร ปั่นจักรยาน 37 กิโลเมตร และวิ่ง 10 กิโลเมตร, Sprint Triathlon ระยะว่ายน้ำ 750 เมตร ปั่นจักรยาน 26 กิโลเมตร และวิ่ง 5 กิโลเมตร, Team Relay, Duathlon ตลอดจน Tri Kids ที่แบ่งการแข่งขันตามช่วงอายุ เพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้เริ่มต้นสัมผัสประสบการณ์กีฬาที่ท้าทายและสร้างสรรค์  ซึ่งการแข่งขันในปีนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยมีนักไตรกีฬารวมทุกประเภทกว่า 850  คน  ที่ร่วมสร้างความสุขและรอยยิ้มให้กับการแข่งขันในครั้งนี้

นอกจากนี้ ในปี 2569 ยังเพิ่มความน่าสนใจด้วยประเภทการแข่งขันใหม่ เพื่อตอบโจทย์นักกีฬาหลากหลายกลุ่มมากยิ่งขึ้น ได้แก่ Eco Hero (รุ่น Open) สำหรับนักกีฬาสายแข่งขันอายุ 19 ปีขึ้นไป ที่ต้องการทดสอบขีดความสามารถของตนเองในสนามจริง พร้อมชิงเงินรางวัลสำหรับผู้ชนะเลิศ 3 อันดับแรก ทั้งประเภทชายและหญิง จำนวน 5,000 บาท 3,000 บาท และ 1,500 บาท ตามลำดับ และ Silver Age สำหรับนักกีฬาอายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งชายและหญิง ที่เปิดโอกาสให้ร่วมแข่งขันในระยะ Sprint เพื่อสะท้อนพลัง ความมุ่งมั่น และแรงบันดาลใจของนักกีฬาทุกช่วงวัย

“เมืองไทยประกันชีวิต ยังคงมุ่งมั่นในการสนับสนุนกิจกรรมที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมเดินหน้าส่งเสริมแนวคิดการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การแข่งขันครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเวทีของกีฬา แต่เป็นอีกหนึ่งพลังบวกที่ช่วยขับเคลื่อนสังคมไทยไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน” นายสาระกล่าวสรุป

ตามรอยเซียน โดย เจี๊ยบ บางกรวย “ หลวงพ่อเงินพิมพ์นิยม ”

0

ไม่ได้เจอพระอาจารย์2ทิตย์แล้ว ไม่ได้ถ่ายทอดวิทยายุทธ ให้เซียนเจี๊ยบเพิ่ม ติดภารกิจ มีคนขอพบ ขอเรียนรู้ พระอาจารย์เซียนเจี๊ยบท่านเป็นปราชญ์มีความรอบรู้มากมาย ผ่านประสพการณ์มาเยอะ ที่สำคัญที่สุด ดังแล้วด้วย ดังมากทีวีมาขอความรู้ท่านหลายช่อง ยอดคนดูหลายล้าน เลยไม่ได้เจอกัน

มาดูหลวงพ่อเงินพิมพ์นิยมองค์วันนี้ ที่เซียนเจี๊ยบได้มา ช่วงนี้ต้องหาหลวงพ่อเงินมาใช้ เงินทองหายาก มีสงครามอีก มีหลวงพ่อเงินอยู่ด้วยก็อุ่นใจ

หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน พิมพ์นิยม สร้างด้วยกรรมวิธี หล่อโบราณแบบเข้าช่อ (เทดินไทย) โดยใช้หุ่นขี้ผึ้งผูกเป็นช่อ มีเนื้อทองเหลืองผสมเป็นหลัก (เหลืองอมเขียวหรือเหลืองทอง) และบางส่วนเป็นเนื้อเงิน มีจุดสังเกตสำคัญคือรอยตะไบที่ฐาน คราบขี้เบ้าสีน้ำตาล ดำตามซอก และเม็ดดินสีดำฝังอยู่ตามผิว เจอดีกว่าไม่มี

หลวงพ่อเงินองค์นี้น่าท่านยิ้มหวาน ดูแล้วอิ่มใจมีความสุข เก่าเป็นธรรมชาติ ขี้เบ้าครบ ทั้งหน้าหลัง

ด้านล่างมีรอยตัดช่อชนวน แบบนี้พิมพ์นิยม หลุมบ่อก้นพระ เป็นธรรมชาติ ของพระหล่อโบราณ ต้องมี เลือกดูโลหะเก่าเก่าเหี่ยวย่นเหลืองอมน้ำตาลเข้ม ในเนื้อจะขึ้นเกร็ดกระดี๋ ผิวโละที่หลอมละลายไม่เข้ากัน ผิวต้องไม่เรียบตรึง มีหลุมบ่อ เจอแบบนี้อย่าปล่อยให้หลุดมือนะเธอ
“พระอาจารย์สอน เซียนเจี๊ยบบอกต่อ หวานเจี๊ยบนะจ๊ะเธอ”

เจี๊ยบบางกรวยเดินตามรอยพระอาจารย์ 087 0030897

ตามรอยเซียน โดย เจี๊ยบ บางกรวย “องค์มีหนัามีตา ”

0

พระอาจารย์สอนเซียนเจี๊ยบ พระสมเด็จวัดระฆัง มีหน้ามีตามีปากครบทุกองค์ ตังอิ๋วทำให้พระหดลง20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อพระแห้งสนิท ทำให้หน้าตาเส้นสายหายไป และพระสมเด็จวัดระฆังมีรักทองร้อยละ99องค์นะเธอ

ด้วยเหตุนี้เลือกพระมีรักทอง เนื้อออกคล้ำไว้ก่อน ขาวๆไว้ให้เซียนเค้าซื้อขายกัน

เราเจอพระสมเด็จคล้ำมีรักทองเก่าๆ เอาไว้ใช้เชื่อพระอาจารย์ เฮียเถาว์ลูกพี่พระอาจารย์สอนไว้

มาดูพระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ปกโพธิ์มีหน้ามีตา องค์วันนี้ “ตามทฤษฎีพระอาจารย์” พระสมเด็จมีหน้ามีตาทุกองค์ องค์นี้เนื้อออกขาวขุ่น แก่ปูนเปลือกหอย เห็นฝ้าขาวในเนื้อ ที่มวลสารหลุดไป ก้อนดำเม็ดแดงก้อนเทา ก้อนขาวครบ หลุมบ่อ พื้นผิวตึงแต่ไม่เรียบ องค์นี้คนกดตั้งใจมาก พระสมเด็จเลยออกมา เส้นสายหน้าตา ติดครบ

ด้านหลังมีคราบตังอิ๋วเหลืองอ่อน แทรกในเนื้อ รอยปริ ก้อนดำก้อนแดงเม็ดเทาเม็ดขาวครบ ช่วยการตัดสินใจ ในการดูพระสมเด็จวัดระฆัง
เดินเจออย่าปล่อยให้หลุดมือนะจ๊ะเดี๋ยวจะหาว่าเซียนเจี๊ยบไม่บอก ที่สำคัญตามสูตรเซียนเจี๊ยบบางกรวย”ข้างตอกตัดเท่านั้น”พระสมเด็จวัดระฆัง

พระอาจารย์สอนเซียนเจี๊ยบบอกต่อ “หวานเจี๊ยบนะจ๊ะเธอ”

เจี๊ยบบางกรวยเดินตามรอยพระอาจารย์ 087 0030897

สมุทรปราการ พลิกโจทย์ “ปลาต่างถิ่น” สร้างรายได้ชุมชน เดินหน้าควบคุมต่อเนื่อง ฟื้นสมดุลแหล่งน้ำ

0

พื้นที่อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ เดินหน้าต่อยอดการบริหารจัดการปลาต่างถิ่น ผ่านการ “ใช้ประโยชน์ควบคู่การควบคุม” ช่วยลดต้นทุนเลี้ยงปลากะพง นำมาแปรรูปสร้างรายได้ พร้อมฟื้นสมดุลระบบนิเวศแหล่งน้ำอย่างต่อเนื่อง

“มาเรียมน้อย สุคนธทรัพย์” ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านคลองสวน เปิดเผยว่า เกษตรกรในพื้นที่ได้รับการสนับสนุนลูกพันธุ์ปลากะพงมาเลี้ยงจากประมงจังหวัดเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงปลาเศรษฐกิจในระบบกึ่งธรรมชาติ โดยใช้ปลาหมอคางดำเป็นปลาเหยื่อสำหรับเลี้ยงสัตว์น้ำ ปลากะพงขาวถือเป็น “ปลาผู้ล่า” ที่ช่วยควบคุมลูกปลาต่างถิ่นในบ่อเลี้ยง ขณะเดียวกันยังเป็นปลาเศรษฐกิจที่มีการเติบโตเร็ว เนื้อแน่น และสามารถปรับตัวได้ทั้งน้ำจืดและน้ำกร่อย ที่สำคัญปลากะพงยังจำหน่ายได้ในราคาที่ดี

ปัจจุบัน ปลาหมอคางดำเป็น “โอกาสของชุมชน” ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย โดยเฉพาะช่วยเกษตรกรลดต้นทุนอาหารสัตว์น้ำ ขณะเดียวกัน ชุมชนยังนำมาใช้บริโภคในครัวเรือนและแปรรูปสร้างรายได้

“ทุกวันนี้ ชาวบ้านนำปลาหมอคางดำขนาดใหญ่มาทำอาหารได้หลายเมนู เช่น น้ำยาขนมจีน ปลาราดพริก และที่สร้างรายได้ดี คือ ปลาเค็มแดดเดียว ขายได้กิโลกรัมละประมาณ 100 บาท ช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือน”

จากความต้องการใช้ปลาหมอคางดำ ช่วยกระตุ้นให้เกิดการจับปลามาจำหน่ายแก่เกษตรกร และชุมชนที่แปรรูป โดยปลาขนาดใหญ่จำหน่ายได้กิโลกรัมละประมาณ 20 บาท และปลาขนาดเล็กสำหรับเป็นเหยื่ออยู่ที่ประมาณ 5 บาทต่อกิโลกรัม ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนรายได้ภายในชุมชน

ด้าน สมพร เกื้อสกุล ประมงจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า แนวทางการส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยงปลากะพงเป็นการบูรณาการช่วยเหลือเกษตรกรและจัดการทรัพยากรไปพร้อมกัน โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินการสนับสนุนลูกพันธุ์ปลากะพงให้เกษตรกรแล้ว 3 รุ่น และอยู่ระหว่างการขยายผลเพื่อสนับสนุนพันธุ์ปลากะพงขาวและจะอยู่ระหว่างการสำรวจความต้องการของเกษตรกรเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงปูทะเลเพิ่มเติมในอนาคต

“การสนับสนุนให้เกษตรกรเลี้ยงปลากะพง ควบคู่กับการส่งเสริมให้ชุมชนใช้ประโยชน์จากปลาต่างถิ่น เป็นแนวทางที่ช่วยบรรเทาผลกระทบและสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้จริง”
ขณะเดียวกัน จังหวัดสมุทรปราการยังเดินหน้าจัดกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” อย่างต่อเนื่อง ร่วมกับทุกภาคส่วนในพื้นที่ เพื่อจับปลาต่างถิ่นออกจากแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยปลาที่จับได้จะนำมาผลิตน้ำหมักชีวภาพสำหรับแจกจ่ายให้เกษตรกรใช้บำรุงดินและพืช

ความร่วมมือของภาครัฐและชุมชนจัดการปลาต่างถิ่น ผ่านการ “ใช้ประโยชน์–ควบคุม–ฟื้นฟู” อย่างครบวงจร โดยมีชุมชนเป็นศูนย์กลาง สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ชุมชน พร้อมสร้างความมั่นคงทางอาหารในระดับท้องถิ่น

AIS พร้อมรับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง มั่นใจดูแลโครงข่ายและการเชื่อมต่อทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

0

จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นในขณะนี้ AIS เข้าใจถึงความห่วงใยของลูกค้าและประชาชนต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในหลายมิติ ทั้งด้านการสื่อสาร การเชื่อมต่อ ตลอดจนปัจจัยแวดล้อมด้านพลังงานที่อาจส่งผลต่อการดำเนินงานในภาพรวม โดยบริษัทได้เตรียมมาตรการรองรับอย่างรอบด้าน พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อดูแลการให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง

  • วางแผนโครงข่ายและการเชื่อมต่อ รองรับทุกสถานการณ์ AIS ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมด้านโครงข่ายและการเชื่อมต่อทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างรอบด้าน พร้อมบริหารจัดการทรัพยากรเครือข่ายทั้งเส้นทางหลักและเส้นทางสำรองอย่างเหมาะสม เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นและรักษาคุณภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันสายเคเบิลที่ผ่านพื้นที่เสี่ยงดังกล่าว คิดเป็นสัดส่วนทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตที่ออกไปโซนยุโรป น้อยกว่า 10% 
  • ประเมินสถานการณ์ต่อเนื่อง ลดผลกระทบให้น้อยที่สุด บริษัทติดตามพัฒนาการของสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อบริการในด้านต่าง ๆ เพื่อให้สามารถเตรียมมาตรการรองรับได้อย่างทันท่วงที และลดผลกระทบต่อผู้ใช้งานให้อยู่ในวงจำกัด
  • ปฏิบัติการเชิงรุก จัดตั้งทีมงานเฉพาะกิจพิเศษเฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ตลอดจนประสานการทำงานกับทุกภาคฝ่ายทั้งในประเทศและระดับสากลที่มีความเกี่ยวข้อง รวมทั้งเครือข่ายพันธมิตรผู้ให้บริการระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาเสถียรภาพของโครงข่ายและการเชื่อมต่อให้พร้อมรองรับการใช้งานของลูกค้าทุกกลุ่ม

AIS ขอยืนยันความพร้อมในการดูแลโครงข่ายและการเชื่อมต่อทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างเต็มที่ และยังคงมุ่งมั่นรักษามาตรฐานการให้บริการสูงสุด เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่า บริการของ AIS จะยังคงพร้อมรองรับการใช้งานได้อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพในทุกสถานการณ์

AIS 3BB FIBRE3 เปิดแคมเปญตอกย้ำพลังเน็ตบ้าน ชวนอินฟลูดังร่วม Live พิสูจน์ศักยภาพโครงข่าย ในหมู่บ้านไร้แผ่นดิน จันทบุรี

0

ตอกย้ำพลังอินเทอร์เน็ตบ้านที่ดี AIS 3BB FIBRE3 ในฐานะผู้นำโครงข่ายพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะของไทย นับเป็นพลังสำคัญที่ช่วยเปิดโอกาส และต่อยอดศักยภาพของผู้คนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ผ่านแคมเปญ “Thank You, My Home” หรือ “ขอบคุณบ้าน” ที่ถ่ายทอดเรื่องราวจาก “หมู่บ้านไร้แผ่นดิน” อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี หนึ่งในชุมชนที่สะท้อนให้เห็นว่า แม้จะอยู่ไกลเพียงใด บ้านก็สามารถกลายเป็น “พื้นที่แห่งความเป็นไปได้” ได้เช่นกัน หากมีโครงข่ายอินเทอร์เน็ตบ้านที่ดีเข้าถึง พร้อมต่อยอดด้วยกิจกรรม Live Streaming จากสถานที่จริง โดยครีเอเตอร์ชื่อดัง โก๊ะตี๋ อารามบอย (ผู้ชนะรางวัลจาก AIS 3BB FIBRE3 ในรายการ The Social Warrior Season 2) เพื่อพิสูจน์ศักยภาพของโครงข่ายอินเทอร์เน็ตบ้านที่ครอบคลุม เร็ว แรง และเสถียรให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งในสังคมไทย “โอกาส” มักถูกผูกไว้กับเมืองใหญ่หรือพื้นที่ศูนย์กลางความเจริญ จนทำให้คนจำนวนไม่น้อยที่เติบโตในต่างจังหวัดหรือพื้นที่ห่างไกล รู้สึกว่าบ้านมีข้อจำกัดมากกว่าที่อื่น และจำเป็นต้องเดินทางออกไปเพื่อค้นหาอนาคต แต่ AIS 3BB FIBRE3 ต้องการให้คนไทยเชื่อว่าแท้จริงแล้วบ้านคือจุดเริ่มต้นของโอกาสได้ไม่แพ้ที่ใดในโลก

นายยอดชาย อัศวธงชัย หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจบรอดแบนด์ เอไอเอส กล่าวว่า “ที่ AIS 3BB FIBRE3 เราเชื่อว่า ‘ศักยภาพ’ ของคนไทยไม่ควรถูกจำกัดด้วยทำเลที่อยู่อาศัย หรือระยะทางจากความเจริญ โครงข่ายอินเทอร์เน็ตบ้านที่ดีจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของความเร็วแรงเท่านั้น แต่คือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ให้กับผู้คนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ แคมเปญ ‘Thank You, My Home’ จึงเกิดขึ้นเพื่อสะท้อนว่า ไม่ว่าบ้านจะอยู่ไกลแค่ไหน บ้านหลังนั้นก็สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของความฝัน การเรียนรู้ การสร้างอาชีพ และการเติบโตได้ หากมีโครงข่ายที่พร้อมเชื่อมต่อศักยภาพเหล่านั้นให้เกิดขึ้นจริง และหมู่บ้านไร้แผ่นดินเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของแนวคิดนี้ เพราะเป็นชุมชนที่ท้าทายภาพจำเดิมๆ ว่าพื้นที่ห่างไกลอาจมีข้อจำกัดด้านโอกาส แต่เมื่อมีอินเทอร์เน็ตบ้านที่มีคุณภาพเข้าไปถึง บ้านทุกหลังไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด หรืออยู่ ณ จุดใดของประเทศ ก็สามารถต่อยอดสู่การเป็น Smart Home เชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT สร้างรายได้จากการค้าขายออนไลน์ พัฒนาทักษะใหม่ๆ หรือแม้แต่สร้างผลงานที่ส่งต่อไปได้ไกลระดับโลก เราจึงอยากชวนให้ทุกคนกลับมามองบ้านของตัวเองในมุมใหม่ และขอบคุณบ้านที่เป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสในชีวิต”

แคมเปญ “Thank You, My Home” ถูกถ่ายทอดผ่านหนังโฆษณาในรูปแบบ Music Marketing ที่ผสมผสานกลิ่นอายดนตรี Thai Isan Soul อย่างมีเอกลักษณ์ เพื่อสื่อสารกับผู้คนทั่วประเทศผ่านเรื่องราวของเด็กชายคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ใน “หมู่บ้านไร้แผ่นดิน” ผู้สามารถทำเพลงร่วมกับเพื่อน ๆ จากหลากหลายพื้นที่ทั่วโลกได้ผ่านอินเทอร์เน็ตบ้าน แม้ระหว่างทางจะต้องเผชิญทั้งความผิดหวังและอุปสรรค แต่ในที่สุดบทเพลงของเขากลับเดินทางไกลไปสู่ผู้ฟังจำนวนมาก ผ่านการส่งต่อจากคนในชุมชน จนทำให้เขาย้อนกลับมารู้สึกอยาก “ขอบคุณบ้าน” ของตัวเอง ที่เป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสและความเป็นไปได้ในชีวิต สามารถรับชมได้ที่ https://www.facebook.com/reel/4252645315019598

นอกจากการสื่อสารผ่านภาพยนตร์โฆษณาแล้ว AIS 3BB FIBRE3 ยังต่อยอดแคมเปญด้วยกิจกรรม Live Streaming จากสถานที่จริงในหมู่บ้านไร้แผ่นดิน เพื่อพิสูจน์ศักยภาพของโครงข่ายอินเทอร์เน็ตบ้านที่ครอบคลุม เร็ว แรง และเสถียร ด้วยการถ่ายทอดสดแบบ Non-Stop นาน 7 ชั่วโมงเต็ม โดยมีครีเอเตอร์ชื่อดัง โก๊ะตี๋ อารามบอย ร่วมใช้ชีวิตและทำกิจกรรมภายในชุมชน พร้อมพาผู้ชมสัมผัสวิถีชีวิตของคนในหมู่บ้านหลังมีอินเทอร์เน็ตบ้านเข้าถึง ซึ่งช่วยต่อยอดทั้งการสื่อสาร การสร้างสรรค์คอนเทนต์ และโอกาสทางการค้าขายของคนในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม และภายในไลฟ์ยังมีแขกรับเชิญพิเศษร่วมสร้างสีสันและทำกิจกรรมแบบเรียลไทม์ตลอดการถ่ายทอด อาทิ นัท นิสามณี, นิกกี้ ณ ฉัตร และ จาตุรงค์ มกจ๊ก ซึ่งช่วยยกระดับประสบการณ์การรับชมไลฟ์ผ่าน Net SmartBackUp ด้วยระบบเราเตอร์ 2 ระบบ ทำให้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไฟเบอร์และเน็ตมือถือ ช่วยให้ภาพคมชัด ลื่นไหล และต่อเนื่อง ไม่ว่าพื้นที่ที่หลายคนอาจเคยเชื่อว่าอยู่ไกล แต่ความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีก็สามารถสร้างโอกาสแห่งความเป็นไปได้ให้กับทุกคนผ่านอินเทอร์เน็ตบ้านที่ดี

ปัจจุบัน AIS 3BB FIBRE3 ยังคงมุ่งมั่นขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตบ้านคุณภาพ เพื่อให้คนไทยเข้าถึงบริการที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพในทุกภูมิภาค โดยเชื่อมั่นว่าอินเทอร์เน็ตบ้านที่ดีจะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิต เสริมศักยภาพของผู้คน และสร้างความเท่าเทียมทางโอกาสให้เกิดขึ้นได้จริงจาก “บ้าน” ทุกหลังทั่วประเทศไทย แคมเปญ “Thank You, My Home” จึงไม่ใช่เพียงการสื่อสารแบรนด์ แต่คือการส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนไทยได้กลับไปมองบ้านของตนเองอีกครั้ง ในฐานะสถานที่ที่พร้อมสร้างอนาคต และเป็นจุดเริ่มต้นของทุกความเป็นไปได้

TSD e-Service พลิกโฉมชีวิตนักลงทุนยุคใหม่

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง" หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

“คุณนายพารวย” อ่านเจอข้อมูลตัวเลขหนึ่งแล้วต้องรู้สึกเสียดายแทนนักลงทุนเลยทีเดียว ทราบหรือไม่ว่า ณ เดือนธันวาคม 2568  มีเช็คเงินปันผลที่ส่งถึงมือนักลงทุนแล้วแต่ไม่มีการนำไปขึ้นเงินสูงถึง 828,267 ฉบับ คิดเป็นมูลค่ากว่า 784 ล้านบาท!  นอกจากนี้ ยังมีดราฟต์ที่คงค้างอยู่อีกกว่า 158 ล้านบาท นับรวมกันแล้ว มีเงินของเหล่านักลงทุนที่ตกค้างอยู่ในระบบสูงถึง 942 ล้านบาท

ตัวเลขนี้ สะท้อนให้เห็นถึงข้อเสียของระบบเอกสารในรูปแบบกระดาษแบบเดิม ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงจากกรณีเช็คสูญหาย เอกสารตกหล่น หรือแม้แต่การลืมนำเช็คไปขึ้นเงิน จนทำให้ต้องเสียสิทธิประโยชน์ที่พึงได้ไปอย่างน่าเสียดาย

ทางออกของนักลงทุนด้วยการเปลี่ยนมาใช้บริการ e-Dividend ของบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ TSD  จึงเป็นการช่วยให้นักลงทุนได้รับเงินปันผลผ่านการโอนเข้าบัญชีธนาคารโดยตรง วิธีนี้นอกจากจะช่วยขจัดความเสี่ยงเรื่องเช็คสูญหายและลดปัญหาเอกสารค้างจ่ายแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการระบบการจ่ายเงินปันผลในตลาดทุนให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นประโยชน์โดยตรงต่อตัวนักลงทุนเอง

ในโลกการลงทุนที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว  TSD  ได้พัฒนา TSD e-Service  บริการดิจิทัลภายใต้แนวคิด TSD Investor Portal หรือ ศูนย์กลางบริการออนไลน์สำหรับผู้ถือหุ้น เพื่อช่วยให้ผู้ถือหุ้นสามารถตรวจสอบยอดหุ้น หรือทำธุรกรรมต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ตลอด 24 ชั่วโมง ได้ทุกที่ทุกเวลา เป็นการทำให้ชีวิตนักลงทุนง่ายและสะดวกขึ้นในทุกมิติ

นอกจากบริการ  e-Dividend  ทาง TSD ยังมีบริการ e-Document  ส่งเอกสารสำคัญทางอีเมลแทนไปรษณีย์ เช่น รายงานการถือหลักทรัพย์ หนังสือเชิญประชุมผู้ถือหุ้น เอกสารประกอบการประชุม หนังสือรับรองภาษีหัก ณ ที่จ่าย และแจ้งการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร  ช่วยให้นักลงทุนได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ถูกต้องและครบถ้วน

TSD ยังได้ยกระดับการประชุมผู้ถือหุ้นสู่ระบบดิจิทัลด้วยบริการ e-Proxy Voting ช่วยให้ผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดามอบฉันทะออนไลน์ผ่าน TSD Investor Portal ได้ทันที โดยไม่ต้องส่งเอกสารทางไปรษณีย์ พร้อมใช้ระบบ QR Code แทนการส่งเอกสารเชิญประชุมรูปแบบกระดาษ เพื่อความสะดวก รวดเร็ว และโปร่งใส

ปัจจุบัน ผู้ถือหุ้นมากกว่า 90 % เลือกใช้บริการ e-Dividend  มีนักลงทุนประมาณ 1.6 ล้านราย (หรือ 1 ใน 3 ของทั้งหมด) หันมาใช้ e-Service กันแล้ว และบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์กว่า 991 ราย ก็เปลี่ยนมาใช้การสแกน QR Code แทนการส่งหนังสือเชิญประชุมเล่มหนาๆ ทางไปรษณีย์

บริการดิจิทัลของ TSD ช่วยลดปริมาณกระดาษได้ถึง 1,600 ล้านแผ่น ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 20,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ เท่ากับการดูดซับคาร์บอนฯ ของต้นไม้มากกว่า 2 ล้านต้นต่อปี  

การเปลี่ยนมาใช้บริการ TSD e-Service นอกจากจะช่วยให้เราดูแลบริหารพอร์ตได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนตลาดทุนไทยไปสู่เป้าหมาย Net Zero และความยั่งยืนในระยะยาวได้อีกด้วย

คุณนายพารวย