Home Blog Page 3

เฮงไม่พัก เงินปังไม่หยุด! AIS เปิดซิมเบอร์มงคลใหม่ “เทพมหาสมบัติ” เปิดทางทรัพย์รับโชคใหญ่ โดย อ.นิติกฤตย์ ราคาเพียง 199 บาท

0

AIS ทะยานสู่การอัปเกรดซิมเบอร์มงคลพลิกชีวิต เปิดตัว “ซิมเบอร์มงคลพลิกชีวิต เทพมหาสมบัติ” ภายใต้แนวคิดการพัฒนากลุ่มเลข “มหาสมบัติ” ที่สะท้อนศาสตร์ตัวเลขด้านความมั่งคั่ง โอกาส และความมั่นคงทางการเงิน โดยพัฒนาแนวคิดร่วมกับ อ.นิติกฤตย์ กิตติศรีวรนันท์ ผู้คิดค้นศาสตร์พลังตัวเลขของไทย เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจแก่ผู้ที่มองหาทั้งความมั่นใจด้านภาพลักษณ์ ความหมาย และพลังใจในการดำเนินธุรกิจ พร้อมออกแบบ 2 ปกใหม่ที่ถ่ายทอดสัญลักษณ์ของเทพมหาสมบัติในท่าประทานทรัพย์ สื่อถึงการมอบโอกาสและความมั่นคง ขณะที่ดอกบัวสื่อถึงสติและปัญญา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความสำเร็จที่ยั่งยืน ราคาเพียง 199 บาท ได้แก่ “ซิมเทพมหาสมบัติ ประทานทรัพย์” เสริมพลังการเงินและโอกาสสร้างรายได้อย่างมั่นคง พร้อมแรงหนุนจากผู้ใหญ่และโอกาสทางธุรกิจ เหมาะสำหรับเจ้าของกิจการ นักขาย และพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ แพ็กเกจรายเดือนเริ่มต้น 599 บาท/เดือน และ “ซิมเทพมหาสมบัติ เปิดขุมทรัพย์” โดดเด่นด้านเงินก้อนและโอกาสจากดีลสำคัญ ช่วยต่อยอดธุรกิจและการเติบโตแบบก้าวกระโดด เหมาะสำหรับนักลงทุน ผู้บริหาร และเจ้าของกิจการที่ต้องการเสริมภาพลักษณ์และโอกาสทางธุรกิจ แพ็กเกจรายเดือนเริ่มต้น 899 บาท/เดือน

และความพิเศษในครั้งนี้  AIS นำโดย นายคณาธิป ธีรทีป หัวหน้าแผนกงานการตลาดด้านผลิตภัณฑ์และลูกค้าโพสต์เพด AIS ร่วมกับ อ.นิติกฤตย์ กิตติศรีวรนันท์ ได้ร่วมทำพิธีปลุกเสกซิมเบอร์มงคลพลิกชีวิต เทพมหาสมบัติ เพื่อเสริมสิริมงคลตามประเพณี ณ พระธาตุพนม จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่คนไทยทั่วประเทศเคารพศรัทธา อีกทั้งยังเชื่อกันว่าเป็นพื้นที่ที่เปี่ยมด้วยพลังมงคล เหมาะแก่การอธิษฐานและตั้งเจตนาในเรื่องการเงิน โอกาสทองในการงาน และความสำเร็จ 

ผู้ที่สนใจสามารถเป็นเจ้าของ ซิมเบอร์มงคลพลิกชีวิต เทพมหาสมบัติ ได้แล้ววันนี้ ในราคาเพียง 199 บาท ที่ AIS Shop ทุกสาขา, ร้านเทเลวิซ และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ หรือสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ AIS Online Store พร้อมบริการจัดส่งฟรีถึงบ้าน โดยสามารถสมัครแพ็กเกจรายเดือนสุดคุ้ม เริ่มต้น 599 บาทต่อเดือน หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://m.ais.co.th/AISLuckyNumberSIM

ศาลปกครองกลางยกคำขอทุเลาการบังคับกรณีระบุชื่อผู้ขับขี่ 5 คน คปภ.ชี้ช่วยลดภาระค่าเบี้ยประกัน                                                          

0

ศาลปกครองกลางมีคำสั่งยกคำขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 46/2567 (กรณีระบุชื่อผู้ขับขี่ 5 คน) ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) หลังพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คำสั่งดังกล่าวยังไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เนื่องจากผู้เอาประกันภัยยังคงสามารถเลือกทำประกันภัยรถยนต์ได้ทั้งแบบระบุชื่อและไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่สืบเนื่องจากประเด็นเกี่ยวกับคำสั่งนายทะเบียนที่ 46/2567 กำหนดให้กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์สามารถระบุชื่อผู้ขับขี่ได้สูงสุดถึง 5 คน จากเดิมที่กำหนดไว้เพียง 2 คน แต่มีผู้ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว โดยเห็นว่าเป็นการจำกัดสิทธิบุคคลในการทำสัญญา และยื่นคำร้องขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งทุเลาการบังคับใช้คำสั่งนายทะเบียนไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษานั้น ต่อมาเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่ง โดยพิจารณาว่าคำสั่งนายทะเบียนดังกล่าวได้ให้ความเห็นชอบพิกัดอัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์แบบระบุชื่อผู้ขับขี่ 5 คน ควบคู่กับแบบไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่แก่บริษัทประกันภัยจำนวน 31 แห่ง ส่งผลให้บุคคลสามารถเลือกซื้อกรมธรรม์ได้ทั้งแบบระบุชื่อผู้ขับขี่ 5 คน หรือแบบไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่

กรณีดังกล่าวจึงยังไม่มีเหตุอันสมควรที่ศาลจะมีคำสั่งทุเลาการบังคับใช้คำสั่งนายทะเบียนที่ 46/2567 สำนักงาน คปภ. ขอเรียนว่า คำสั่งนายทะเบียนที่ 46/2567 มิได้มีเจตนาบังคับให้ผู้เอาประกันภัยต้องเลือกทำประกันแบบระบุชื่อผู้ขับขี่ 5 คน เท่านั้น แต่เป็นการ “เพิ่มสิทธิ” ให้กับประชาชนที่มีพฤติกรรมการขับขี่ที่ดีจะสามารถได้รับส่วนลดเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้นกว่าเดิม  ในอัตราที่เหมาะสมและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ขณะเดียวกันมาตรการดังกล่าวยังออกแบบให้มีความยืดหยุ่น โดยแม้กรมธรรม์จะระบุชื่อผู้ขับขี่ไว้ แต่ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องให้บุคคลอื่นใช้รถผู้เอาประกันภัยยังคงได้รับ  ความคุ้มครองตามเงื่อนไขกรมธรรม์ หากอุบัติเหตุไม่ได้เกิดจากความประมาทของบุคคลที่ไม่ได้ระบุชื่อไว้แนวทางดังกล่าวสะท้อนการกำกับดูแลที่พยายามเชื่อมโยงเบี้ยประกันกับพฤติกรรมการใช้รถจริง ซึ่งไม่เพียงช่วยให้เบี้ยประกันมีความเป็นธรรมมากขึ้น   แต่ยังเป็นกลไกหนึ่งในการส่งเสริมวินัยจราจรและลดอุบัติเหตุในระยะยาว 

AIS เปิดตัว “น้องจีจี้” หุ่นยนต์บริการ AI อัจฉริยะ ยกระดับประสบการณ์ธุรกิจรีเทลพร้อมทดลองใช้งานครั้งแรกที่ Thailand Mobile Expo 2026 ก่อนต่อยอดสู่ AIS Shop ในอนาคตเร็วๆ นี้

0

AIS เปิดตัว “น้องจีจี้” หุ่นยนต์บริการ AI อัจฉริยะ ยกระดับประสบการณ์ธุรกิจรีเทลพร้อมทดลองใช้งานครั้งแรกที่ Thailand Mobile Expo 2026 ก่อนต่อยอดสู่ AIS Shop ในอนาคตเร็วๆ นี้ AIS เดินหน้าผลักดันกลยุทธ์ Intelligent Infrastructure ด้วยการนำเทคโนโลยี AI และ Robotics เข้ามาเสริมประสบการณ์การให้บริการลูกค้า โดยเปิดตัว “น้องจีจี้” (Gigi) หุ่นยนต์บริการ AI อัจฉริยะ ซึ่งสามารถสื่อสารภาษาไทยได้อย่างลื่นไหลและเป็นธรรมชาติ นับเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญของการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจค้าปลีกโทรคมนาคมในประเทศไทย

การเปิดตัวครั้งนี้เกิดขึ้นภายในงาน Thailand Mobile Expo 2026 ระหว่างวันที่ 12–15 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดย “น้องจีจี้” จะทำหน้าที่เสมือน AI Receptionist ที่ช่วยต้อนรับผู้เข้าชมงาน ให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับสินค้าและบริการของ AIS รวมถึงช่วยแนะนำพื้นที่บริการต่างๆ ภายในบูธ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่เข้ามาสัมผัสประสบการณ์ภายในงาน ในระยะเริ่มต้น หุ่นยนต์ AI ดังกล่าวถูกออกแบบให้สามารถโต้ตอบกับลูกค้าได้แบบเรียลไทม์ โดยสามารถทักทาย พูดคุย และสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้เข้าชมงานได้อย่างเป็นธรรมชาติ อีกทั้งยังสามารถช่วยแนะนำข้อมูลเกี่ยวกับบริการของ AIS และอำนวยความสะดวกด้านการนำทางไปยังจุดบริการต่างๆ ภายในบูธ ซึ่งช่วยลดขั้นตอนการสอบถามข้อมูลเบื้องต้นและทำให้ประสบการณ์ภายในพื้นที่บริการมีความทันสมัยและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ “น้องจีจี้” ยังถูกออกแบบให้มีบทบาทในการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้าที่เข้ามาเยี่ยมชมบูธ AIS โดยสามารถโต้ตอบกับผู้ใช้งานในลักษณะที่เป็นมิตร เช่น การพูดคุย ถ่ายภาพร่วมกับลูกค้า รวมถึงการแสดงท่าทางตอบสนองกับผู้เข้าชมงาน เพื่อสร้างบรรยากาศที่สนุกและมีชีวิตชีวาภายในพื้นที่ Retail ซึ่งถือเป็นแนวทางใหม่ของการนำเทคโนโลยีมาเสริมประสบการณ์ลูกค้าในร้านค้าปลีกยุคดิจิทัล และในอนาคต AIS มีแผนพัฒนาศักยภาพของ “น้องจีจี้” เพิ่มเติม โดยคาดว่าจะสามารถต่อยอดให้หุ่นยนต์ AI สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและโปรโมชันต่างๆ ภายในร้าน AIS Retail ได้อย่างละเอียดมากขึ้น รวมถึงมีศักยภาพในการให้คำแนะนำเบื้องต้นเกี่ยวกับ สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ อุปกรณ์เสริม และแพ็กเกจมือถือหรือบริการด้านดิจิทัลและเอนเตอร์เทนเมนต์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการลูกค้าในร้านค้าปลีกในอนาคต

นายประพัฒน์ เสียงจันทร์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจค้าปลีก AIS กล่าวว่า “เทคโนโลยี AI กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรม และสำหรับ AIS ธุรกิจค้าปลีกในอนาคตจะไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับการทำธุรกรรมเท่านั้น แต่จะพัฒนาไปสู่ Experience-driven Retail ที่ผสานเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับการให้บริการอย่างไร้รอยต่อ การทดลองนำหุ่นยนต์ AI เข้ามาใช้ในพื้นที่ให้บริการครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้และพัฒนาแนวทางใหม่ในการให้บริการลูกค้า โดยเรามองว่า AI และ Robotics จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยเสริมศักยภาพงานบริการ ทำให้การให้บริการมีความคล่องตัว ฉลาด และตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่มากขึ้น และในระยะต่อไป AIS มีแผนศึกษาการนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปต่อยอดสู่ AIS Shop เพื่อช่วยสนับสนุนงานบริการในร้านค้าปลีก รวมถึงสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ”

ทั้งนี้ การเปิดตัว “น้องจีจี้” ยังสะท้อนทิศทางของ AIS ในการพัฒนา AI Ecosystem ที่ผสานเทคโนโลยี Robotics และ 5G เข้าด้วยกัน ซึ่งจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของบริการดิจิทัลในอนาคต ทั้งในภาคธุรกิจ ภาคบริการ และอุตสาหกรรมต่างๆ

นอกจากนี้ ภายในงาน Thailand Mobile Expo 2026 AIS ยังจัดเต็มกว่าที่เคย จัดหนักดีลสมาร์ทโฟนตัวท็อปที่ยกมาครบ อาทิ iPhone, Samsung, Xiaomi, Huawei และ OPPO ลดคุ้มที่สุดต้อนรับปีม้า ลดสูงสุด 23,400 บาท พิเศษยิ่งขึ้นเมื่อซื้อเครื่องพร้อมแพ็กในงาน รับสิทธิ์ Play Premium Plus ชมสนุกเต็มแม็กซ์ กับ 5 แอปดัง ดูนาน 6 เดือน เติมเต็มทั้งสมาร์ทโฟนและไลฟ์สไตล์ในแพ็กเกจเดียว พร้อมของแถมจัดเต็มในงาน.

ผู้สนใจสามารถสัมผัสประสบการณ์การทำงานของ “น้องจีจี้” ได้ที่ บูธ AIS หมายเลข PL11 ภายในงาน Thailand Mobile Expo 2026 ระหว่างวันที่ 12–15 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดย AIS มีแผนนำหุ่นยนต์ดังกล่าวไปทดลองใช้งานต่อที่ AIS Shop ณ AIS SIAM ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป

AIS Serenade ดูแลลูกค้าคนพิเศษ ผนึก บางจาก พีทีที และ พีทีมอบส่วนลดน้ำมัน ช่วยลดภาระทุกการเดินทาง

0

AIS เดินหน้ามอบสิทธิประโยชน์เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้ลูกค้า Serenade ผู้ใช้รถยนต์ ผนึกความร่วมมือกับ 3 สถานีบริการน้ำมันชั้นนำ ได้แก่ บางจาก พีทีที และล่าสุด พีที เปิดโอกาสให้ลูกค้านำ AIS Points แลกรับส่วนลดค่าน้ำมัน เพื่อช่วยเติมเต็มความคุ้มค่าในทุกการเดินทาง พร้อมร่วมแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน โดยลูกค้าสามารถแลกรับส่วนลดค่าน้ำมันผ่านแอปพลิเคชัน myAIS ได้ ณ สถานีบริการน้ำมันชั้นนำ ดังนี้

  • สถานีบริการน้ำมันบางจาก รับส่วนลดค่าน้ำมันสูงสุด 150 บาท/เดือน สำหรับลูกค้าเอ็มเมอรัลด์, โกลด์ และแพลทินัม ใช้ AIS Points รับส่วนลดสูงสุด 100 บาท/เดือน เมื่อเติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันบางจาก เติม 50 ลิตรขึ้นไป ใช้ 50 คะแนน รับส่วนลด 25 บาท เติม 40–49 ลิตร ใช้ 40 คะแนน รับส่วนลด 20 บาท เติม 30–39 ลิตร ใช้ 30 คะแนน รับส่วนลด 15 บาท หรือเติม 20–29 ลิตร ใช้ 20 คะแนน รับส่วนลด 10 บาท  ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2569
  • สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น รับส่วนลดค่าน้ำมันสูงสุด 200 บาท/เดือน ใช้ 20 คะแนน แลกรับส่วนลด 10 บาท เมื่อเติมน้ำมัน 500 บาทขึ้นไป ใช้ 30 คะแนน แลกรับส่วนลด 20 บาท เมื่อเติมน้ำมัน 1,000 บาทขึ้นไป หรือใช้ 60 คะแนน แลกรับส่วนลด 50 บาท เมื่อเติมน้ำมัน 2,000 บาทขึ้นไป เมื่อเติมน้ำมันที่สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ตั้งแต่วันนี้ – 31 สิงหาคม 2569
  • สถานีบริการน้ำมัน พีที รับส่วนลดค่าน้ำมันสูงสุด 60 บาท/เดือน ใช้ 30 คะแนน แลกรับส่วนลด 15 บาท เมื่อเติมน้ำมัน 1,000 บาทขึ้นไป ที่สถานีบริการน้ำมัน พีที โดยจะเริ่มรับสิทธิ์ได้ตั้งแต่ 16 มีนาคม – 31 ธันวาคม 2569
นางสาวโอปอล เลิศอุทัย

นางสาวโอปอล เลิศอุทัย หัวหน้าฝ่ายงานประสบการณ์และความผูกพันลูกค้า เอไอเอส กล่าวว่า “เอไอเอสมุ่งมั่นดูแลลูกค้าทุกกลุ่มในทุกช่วงเวลาของการใช้ชีวิต โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้รถใช้ถนนที่มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางอย่างต่อเนื่อง เราจึงตั้งใจส่งมอบสิทธิพิเศษผ่าน AIS Points เพื่อเป็นอีกหนึ่งความห่วงใยที่ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าในชีวิตประจำวัน พร้อมเติมเต็มความสะดวกสบายและความอุ่นใจในทุกการเดินทางของลูกค้าเซเรเนด ให้ได้รับประสบการณ์ที่พิเศษยิ่งขึ้นในทุกเส้นทาง”

เมืองไทยประกันชีวิต สนับสนุนโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ สำรวจความเสี่ยงโรคพาร์กินสัน ตอกย้ำพันธกิจเพื่อสังคมสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

0

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เดินหน้าสานต่อพันธกิจในการสร้างคุณค่าต่อสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมสนับสนุน โครงการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกา ผู้อำนวยการสภากาชาดไทย เพื่อสำรวจประชาชนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคพาร์กินสัน พร้อมมอบเงินสนับสนุนจำนวน 3,000,000 บาท เพื่อใช้ในการดำเนินโครงการสำรวจและคัดกรองประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญ    ในการเฝ้าระวังและลดผลกระทบของโรคต่อสุขภาพของประชาชนในระยะยาว

ทั้งนี้ โรคพาร์กินสันเป็นโรคความเสื่อมของระบบประสาทที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของร่างกาย พบได้มากในผู้สูงอายุ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในสังคมผู้สูงวัยของไทย การตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงมีความสำคัญต่อการรักษาและการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะยาว

ในโอกาสนี้ บริษัทฯ ได้รับเกียรติจาก นายขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ และ นางจันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทยพร้อมด้วย ศ.นพ.รุ่งโรจน์ พิทยศิริ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสันและกลุ่มโรคความเคลื่อนไหวผิดปกติ และ นางสาวสายสมร พุ่มพิศ ผู้จัดการโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ เพื่อสำรวจประชาชนที่มีความเสี่ยงโรคพาร์กินสัน ร่วมรับมอบการสนับสนุน โดยมี นายปราโมทย์ ศักดิ์กำจร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส และนางพิตราภรณ์ บุณยรัตพันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส พร้อมด้วย นพ.วุฒิวงศ์ สมบุญเรืองศรี รองกรรมการผู้จัดการ นางสาวจิตต์เกษม สุรธรรมานันท์ รองกรรมการผู้จัดการ และ นางสาวฉัตรกนก ลพถนอมชาติ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ร่วมในพิธี

การสนับสนุนในครั้งนี้สะท้อนถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจของเมืองไทยประกันชีวิตที่ให้ความสำคัญกับ การดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนไทยในทุกช่วงวัย ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม ภายใต้กรอบแนวคิด ESG (Environmental, Social and Governance) โดยเฉพาะในมิติด้าน Social ที่มุ่งส่งเสริมการเข้าถึงการดูแลสุขภาพ การป้องกันโรค และการสร้างระบบสุขภาพที่เข้มแข็งให้กับสังคมไทย

ทั้งนี้ เมืองไทยประกันชีวิตยังคงยึดมั่นในการเป็นองค์กรที่ร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่อนาคตที่ดีขึ้น ผ่านการสนับสนุนโครงการเพื่อสังคม การพัฒนาสุขภาวะของประชาชน และการสร้างความร่วมมือกับองค์กรภาครัฐและภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันพัฒนาประเทศไทยให้เติบโตอย่าง มั่นคง สมดุล และยั่งยืนในระยะยาว

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยต้นปี 69 ต่างชาติถือหุ้นไทยพุ่ง 37% ทุบสถิติสูงสุด มูลค่า 6.11 ล้านล้านบาท

0


ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เผยรายงาน SET Note ล่าสุดฉบับวันที่ 11 มี.ค. 569 ถึงมูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นไทย พบว่า สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 5.61 ล้านล้านบาท ลดลง 3.92% จากสิ้นปี 2567 เป็นผลจากราคาหลักทรัพย์ที่ปรับตัวลดลง (สังเกตได้จาก SET Index ที่ปรับตัวลดลง 10.04%) ขณะที่สัดส่วนมูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศต่อมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมทั้งตลาด (Market Cap.) ณ สิ้นปี 2568 อยู่ที่ระดับ 35.74% เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2567 ที่อยู่ที่ระดับ 33.83%

อย่างไรก็ตาม ในเดือนมกราคม 2569 ราคาหลักทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้น และนักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิต่อเนื่องจากเดือนธันวาคม 2568 ส่งผลให้ ณ สิ้นเดือนมกราคม 2569 มูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นไทยทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 6.11 ล้านล้านบาท คิดเป็น 37.11% ของ Market Cap. รวมทั้งตลาด และคาดว่ามูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศ ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

รายงานฉบับนี้ ยังเปิดเผยอีกว่า เมื่อพิจารณาพฤติกรรมการซื้อขายของนักลงทุนต่างประเทศ ในปี 2568 พบว่า 99.5% ของมูลค่าการซื้อขายรวมของนักลงทุนต่างประเทศทั้งหมด เป็นการซื้อขาย Local Shares และ NVDR สะท้อนการทำกำไรระยะสั้นในตลาดหุ้นไทย ขณะที่มูลค่าการซื้อขายสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศ สะท้อนว่า นักลงทุนต่างประเทศยังคงรักษาระดับการถือครอง Foreign Shares ชี้ให้เห็นว่า ในระยะยาวนักลงทุนต่างประเทศยังคงสนใจลงทุนในตลาดหุ้นไทย

สินเชื่อเคหะ สานฝันคนวัยทำงานอยากมีบ้าน

0

การเริ่มต้นชีวิตวัยทำงานและการมี “บ้านในฝัน” เป็นหนึ่งในเป้าหมายสูงสุดของใครหลายคน แต่ในปี 2026  สภาพเศรษฐกิจที่อาจดูไม่สดใสนัก ดังนั้น การเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย ยิ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้แผนการเงินของเราไม่สะดุด

สำหรับวัยทำงานที่อยากมีบ้านเป็นของตัวเอง สิ่งสำคัญที่ต้องเตรียมตัว เริ่มจากการประเมินตัวเอง สำรวจตัวเองดูรายได้ และภาระหนี้สินที่มีอยู่ เพื่อจะได้ทราบถึงเพดานความสามารถทางการเงินของตัวเอง จะได้รู้ตัวเองว่า ถ้ามีภาระค่าผ่อนบ้านเพิ่มขึ้น ตัวเองจะจ่ายไหวหรือไม่ และอัตราค่าผ่อนบ้านต่อเดือนควรเป็นเท่าไร  

นอกจากนี้ เราต้องมีเงินออมก้อนหนึ่ง สำรองไว้สำหรับเป็นค่าส่งบ้าน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าจดจำนอง ค่าธรรมเนียม และค่าตกแต่งซ่อมแซมบ้าน   สิ่งสำคัญอีกเรื่อง คือ การรักษาประวัติทางการเงินของตัวเองให้ดี  เช่น การชำระหนี้ตรงเวลา  ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่น และสร้างเครดิตที่ดีต่อธนาคารเวลาเราขอสินเชื่อ 

เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ขั้นตอนสำคัญต่อมาคือ การเลือกหาสินเชื่อที่ตอบโจทย์  และยึดแนวทาง กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว  ธนาคารออมสิน เข้าใจถึงความต้องการของคนวัยทำงาน จึงออกโปรโมชันสินเชื่อเคหะที่ครอบคลุมทุกความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้านใหม่, ปลูกสร้างบ้านเอง หรือแม้แต่การต่อเติมซ่อมแซมที่อยู่อาศัย

จุดเด่นของสินเชื่อเคหะ คือ อัตราดอกเบี้ยต่ำโดนใจ   ด้วยข้อเสนอพิเศษ ดอกเบี้ยคงที่ปีแรกเริ่มต้นเพียง 1.89% ต่อปี  อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี (อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา (EIR) อยู่ระหว่าง 4.447% – 4.931% ต่อปี คำนวณจากวงเงินกู้ 3.00 ล้านบาท ระยะเวลา 20 ปี แบบผ่อนชำระเท่ากันทุกงวด)  นอกจากนี้ ธนาคารออมสินยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้กู้ โดยสนับสนุนค่าประเมินราคาหลักทรัพย์ให้ตามจริง สูงสุด 5,000 บาท (สำหรับวงเงินกู้ตั้งแต่ 3 ล้านบาทขึ้นไป)

– ปัจจุบัน MRR เท่ากับ 6.045% ต่อปี (ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป) ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยลอยตัวสามารถเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น หรือลดลงได้

– อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Rate) อยู่ระหว่าง 1.890% – 5.795% ต่อปี

ผู้กู้ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้  คือ มีอายุครบ 20 ปีขึ้นไป และเมื่อรวมอายุผู้กู้กับระยะเวลาที่ชำระเงินกู้ต้องไม่เกิน 70 ปี มีอาชีพและรายได้แน่นอน กรณีกู้ร่วมกับบุคคลอื่น หากเป็นคู่สมรส ลูก พ่อแม่ หรือ พี่น้องร่วมพ่อแม่เดียวกัน ไม่จำเป็นต้องถือกรรมสิทธิ์ร่วมในหลักประกันทุกคนก็ได้ แต่หากกู้ร่วมกับบุคคลอื่นที่นอกเหนือจากข้างต้นแล้ว ต้องถือกรรมสิทธิ์ร่วมในหลักประกันทุกคน  โดยสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://to.gsb.or.th/RtOPn

ผู้สนใจสามารถยื่นกู้สินเชื่อเคหะได้แล้ว รีบหน่อย เพราะระยะเวลาโปรโมชั่นของสินเชื่อเคหะ เริ่มตั้งแต่วันนี้ – 15 เมษายน 2569  โดยต้องอนุมัติและจัดทำนิติกรรมสัญญาแล้วเสร็จ ภายในวันที่ 15 พ.ค. 2569    ติดต่อสอบถาม และสมัครขอสินเชื่อได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา หรือทาง www.gsb.or.th

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ GSB Contact Center โทร. 1115 หรือติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ www.gsb.or.th และ Facebook: GSB Society

⚠️ รู้ก่อนกู้…กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว

⚠️ เงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

#สินเชื่อเคหะ #เป็นลูกค้าเราเท่ากับช่วยสังคม #GSBSocialBank

AIS จับมือ Central Group และ Japan Airlines พาผู้ชนะกิจกรรมบินลัดฟ้าสู่ญี่ปุ่น ร่วมทริปสีเขียว เปิดเส้นทางต้นแบบจัดการ E-Waste ระดับโลกแบบครบวงจร เพื่อสังคมยั่งยืน

0

AIS ผนึกกำลัง Central Group และ Japan Airlines พาผู้ชนะกิจกรรม “ถ่ายคลิปทิ้ง E-Waste ให้ไวบินไปญี่ปุ่น ฟรี” บินตรงสู่ประเทศญี่ปุ่น เปิดประสบการณ์เรียนรู้กระบวนการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) ระดับโลกแบบครบวงจร ตั้งแต่จุดเริ่มต้นในประเทศไทยสู่ปลายทางโรงงานรีไซเคิลชั้นนำของญี่ปุ่น โดยแคมเปญดังกล่าวได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีผลงานคลิปสร้างสรรค์กว่า 159 คลิป และยอดรับชมรวมกว่า 3.5 ล้านวิวทั่วประเทศ พร้อมต่อยอดจาก ‘การรับรู้’  สู่ ‘การลงมือทำ’ ผ่านจุดรับทิ้ง E-Waste กว่า 42 สาขาในพื้นที่ศูนย์การค้าของ Central Group โดยกล่องรับ E-Waste ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของแคมเปญ หากแต่เป็นจุดตั้งต้นของเส้นทางรีไซเคิลระดับโลกที่เชื่อมโยงสู่กระบวนการจัดการอย่างถูกต้องและยั่งยืน

ในการเดินทางครั้งนี้ ผู้ชนะได้เข้าศึกษาดูงาน ณ Eco Recycle และ Kosaka Smelting & Refining ในเครือ Dowa Eco-System ภายใต้ Dowa Holding แห่งประเทศญี่ปุ่น ซึ่ง Eco Recycle จะเป็นโรงงานที่รับ E-Waste ทุกชนิด มาเข้าสู่กระบวนการถอดแยกชิ้นส่วนเพื่อนำไปรีไซเคิลให้มากที่สุด ภายใต้กฎหมายการจัดการขยะอิเลคโทรนิคส์ของประเทศญี่ปุ่น ที่มีผลบังคับใช้อย่างเคร่งครัด ในส่วนของ Kosaka Smelting & Refining จะเป็นโรงงานที่หลอมชิ้นส่วนของ e waste เช่น แผงวงจรในโทรศัพท์มือถือ ซึ่งมีองค์ประกอบของ โลหะมีค่า หลายชนิด เช่น ทอง เงิน ทองแดง เป็นต้น ที่โรงหลอมนี้ นับเป็น 1 ใน 3 ของโลกที่สามารถสกัดโลหะมีค่าได้มากกว่า 20 ชนิด ทำให้เป็นองค์กรชั้นนำและหัวใจสำคัญของการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก เรียนรู้เทคโนโลยีการรีไซเคิลขั้นสูง พร้อมมาตรฐานการจัดการแบบ Zero E-Waste to Landfill อย่างใกล้ชิด สะท้อนความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในมาตรฐานการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ในทุกขั้นตอน  

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร AIS กล่าวว่า “โครงการนี้สะท้อนความตั้งใจของ AIS ในการขับเคลื่อนการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างโปร่งใสและยั่งยืน รางวัลที่มอบให้ผู้ชนะในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเดินทางท่องเที่ยว แต่เป็น Sustainability Learning Experience ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชนะได้เห็นกระบวนการจริงตลอดทั้งเส้นทาง ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า E-Waste ทุกชิ้นจะถูกจัดการตามมาตรฐาน Zero E-Waste to Landfill อย่างแท้จริง

การทำงานร่วมกับ Central Group, Japan Airlines และ WMS ยังเป็นการสร้าง ‘โมเดลระดับประเทศ’ ภายใต้แนวคิด Circular Economy ที่เชื่อมโยงผู้บริโภคสู่โรงงานรีไซเคิลระดับโลกอย่างครบวงจร ก่อให้เกิด E-Waste Ecosystem สำหรับประเทศไทย ทำให้มั่นใจได้ว่าขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ทิ้งอย่างถูกวิธีจะถูกนำไปจัดการอย่างถูกต้อง 100% โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเมื่อผู้บริโภคได้เห็นปลายทางของขยะอย่างชัดเจน ความเชื่อมั่นจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างยั่งยืน ตั้งแต่การใช้งานไปจนถึงการทิ้งอย่างถูกต้อง

โครงการดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากความร่วมมือภายใต้โครงการ “คนไทยไร้ E-Waste” ที่ AIS และกลุ่มเซ็นทรัลดำเนินการร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2563 โดย AIS ทำหน้าที่เป็นแกนนำผลักดัน “AIS HUB of E-Waste” ศูนย์กลางการบริหารจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย มุ่งนำขยะทุกชิ้นเข้าสู่กระบวนการจัดการอย่างถูกวิธีตามหลัก Zero E-Waste to Landfill ขณะที่กลุ่มเซ็นทรัลสนับสนุนการขยายเครือข่ายจุดรับทิ้งในพื้นที่ศูนย์การค้าทั่วประเทศ เชื่อมโยงพื้นที่ค้าปลีกเข้ากับระบบบริหารจัดการขยะที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ประชาชนสามารถทิ้ง E-Waste ได้อย่างสะดวกและถูกต้อง”

นางสาวอัจฉรา วิสุทธิวงศ์รัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด สื่อสารองค์กร และความยั่งยืน กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “กลุ่มเซ็นทรัลให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการขับเคลื่อนแนวคิด Circularity หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน ภายใต้กรอบการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบ มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านหลักการ Reduce, Reuse และ Recycle เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ในมิติด้านการบริหารจัดการขยะ กลุ่มเซ็นทรัลได้ให้ความสำคัญกับการแยกขยะอย่างต่อเนื่อง และยกระดับแนวปฏิบัตินี้ให้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักของการดำเนินธุรกิจ พร้อมตั้งเป้าหมายลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบอย่างน้อย 30% ภายในปี 2030 และมุ่งสู่ Zero Waste to Landfill ภายในปี 2050 ผ่านโครงการ Love The Earth – ZERO WASTE NOW ซึ่งมุ่งพัฒนา “โมเดล Zero Waste แบบครบวงจร” เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า

อีกหนึ่งประเด็นที่ กลุ่มเซ็นทรัล ให้ความสำคัญมากขึ้นคือขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) ซึ่งเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของยุคดิจิทัล หากจัดการไม่ถูกต้อง อาจก่อให้เกิดการปนเปื้อนของสารอันตราย เช่น ตะกั่ว ปรอท และแคดเมียม สู่ดินและแหล่งน้ำ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสุขภาพของประชาชน ขณะเดียวกัน หากเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลที่ได้มาตรฐาน จะสามารถกู้คืนโลหะมีค่าและทรัพยากรสำคัญกลับมาใช้ใหม่ ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างเป็นรูปธรรม

ปัจจุบัน กลุ่มเซ็นทรัลได้จัดตั้งจุดรับทิ้ง E-Waste ร่วมกับ AIS ครอบคลุมศูนย์การค้ากว่า 42 สาขาทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงการทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างถูกต้อง ง่ายดาย และทั่วถึง ความร่วมมือนี้เป็นการเชื่อมโยงพื้นที่ค้าปลีกเข้ากับกระบวนการรีไซเคิลที่ได้มาตรฐานอย่างเป็นระบบ ในฐานะผู้นำองค์กรค้าปลีกที่มีระบบจัดการขยะครบวงจร กลุ่มเซ็นทรัลมุ่งเดินหน้าสร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้า พนักงาน พันธมิตรทางธุรกิจ และชุมชน เพื่อร่วมกันยกระดับการจัดการทรัพยากรของประเทศ และขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม”

คุณทาคาฟุมิ ซะวะดะ Regional Manager Thailand, Indochina and South Asian Subcontinent Japan Airlines Co.,Ltd. กล่าวว่า “สายการบินเจแปนแอร์ไลน์ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม พร้อมมุ่งมั่นก้าวสู่การเป็นสายการบินที่ได้รับความไว้วางใจในระดับโลก โดยตั้งเป้าหมายสู่การเป็น Carbon Neutral ภายในปี 2050 ผ่านการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ควบคู่กับการใช้ Sustainable Aviation Fuel (SAF) ที่ผลิตจากน้ำมันใช้แล้วระหว่างการบิน อีกทั้งยังตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้ SAF ให้ได้ 10% ภายในปี 2030 พร้อมพัฒนาฝูงบินด้วยเครื่องบินรุ่นใหม่ที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น Airbus A350 และ Boeing 787 ในขณะเดียวกัน เจแปนแอร์ไลน์ยังยึดแนวทาง 3R+1R (Reduce, Reuse, Recycle + Redesign) โดยเลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว และพัฒนาภาชนะอาหารที่ย่อยสลายได้ เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

ในขณะเดียวกันยังได้ต้อนรับคณะจากประเทศไทยเข้าเยี่ยมชม JAL Sky Museum พิพิธภัณฑ์ของ Japan Airlines ใกล้ Haneda Airport (HND) ผู้เยี่ยมชมจะได้ร่วมออกเดินทางสู่ประสบการณ์สุดประทับใจตลอด 130 นาที สัมผัสเรื่องราวเบื้องหลังความภาคภูมิใจของสายการบินแห่งชาติญี่ปุ่น ผ่านนิทรรศการดิจิทัลอันล้ำสมัย วิวัฒนาการเครื่องแบบอันเป็นเอกลักษณ์ แบบจำลองห้องนักบินอินเตอร์แอ็กทีฟ และที่นั่งชั้นโดยสารระดับพรีเมียม ก่อนเปิดมุมมองสุดพิเศษสู่โรงเก็บเครื่องบินจริง ที่เผยให้เห็นมาตรฐานความปลอดภัยและความพิถีพิถันในการทำงานของทีมวิศวกรอากาศยานอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางทัศนียภาพรันเวย์ที่มีชีวิตชีวาเบื้องหน้า ประสบการณ์ทั้งหมดนี้ไม่เพียงสร้างความตื่นตาตื่นใจ แต่ยังสะท้อนจิตวิญญาณแห่งการบริการแบบ “Omotenashi” ความใส่ใจในทุกรายละเอียดที่หลอมรวมเป็นเสน่ห์แห่งการต้อนรับอันงดงาม และความเป็นเลิศด้านการบริการของสายการบินระดับโลกอย่างแท้จริง”

หัวใจความร่วมมือระหว่าง AIS, กลุ่มเซ็นทรัล และ Japan Airlines ในครั้งนี้ คือการเชื่อมโยงตั้งแต่ผู้บริโภค จุดรับทิ้ง พื้นที่เชิงพาณิชย์ ไปจนถึงกระบวนการรีไซเคิลที่ได้มาตรฐานระดับสากล สร้างความเชื่อมั่นและแรงจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างยั่งยืน พร้อมวางรากฐานระบบการจัดการ E-Waste ของประเทศให้เข้มแข็ง โปร่งใส และขยายผลได้ในระยะยาว เพื่อร่วมกันยกระดับประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และสร้างต้นแบบความร่วมมือภาคธุรกิจที่สามารถต่อยอดสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศในวงกว้างอย่างยั่งยืน

“GULF-AIS บอลไทยเพื่อคนไทย ส่งต่อลูกหนัง สานฝันเยาวชนไทย” ผนึกกำลังลงพื้นที่มอบโอกาส ปูรากฐานฟุตบอลระดับชุมชนสู่ความยั่งยืน

0

บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ “GULF และ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS สานต่อความมุ่งมั่นในการยกระดับวงการลูกหนังไทยตั้งแต่รากฐาน เปิดตัวกิจกรรมสุดสร้างสรรค์ภายใต้แนวคิด “GULF-AIS บอลไทยเพื่อคนไทย ส่งต่อลูกหนัง สานฝันเยาวชนไทย” ลงพื้นที่มอบลูกฟุตบอลมาตรฐาน ให้กับสโมสรฟุตบอลไทยลีก เพื่อกระจายสู่โรงเรียนรอบสนาม หวังให้กีฬาฟุตบอลเป็นสื่อกลางในการพัฒนาศักยภาพ สร้างแรงบันดาลใจ และลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

โครงการนี้เกิดจากการผนึกกำลังของสององค์กรชั้นนำที่เชื่อมั่นในพลังของการให้โอกาส โดยมุ่งเป้าไปที่การสนับสนุนฟุตบอลในระดับชุมชน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดของการสร้างนักเตะอาชีพในอนาคต การส่งมอบลูกฟุตบอลในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการมอบอุปกรณ์กีฬา แต่คือการส่งมอบเครื่องมือที่จะช่วยให้เด็กๆ ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ห่างไกลยาเสพติด เสริมสร้างสุขภาพกายและใจให้แข็งแรง พร้อมทั้งเรียนรู้ทักษะการทำงานเป็นทีม

กิจกรรมในครั้งนี้ ตั้งเป้าหมายในการส่งมอบลูกฟุตบอล ผ่านทางสโมสรในไทยลีก ได้แก่ ขอนแก่น ยูไนเต็ด, ชลบุรี เอฟซี, สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด, จามจุรี ยูไนเต็ด และนรา ยูไนเต็ด เพื่อส่งต่อให้กับโรงเรียนภายในพื้นที่ใกล้เคียงกับสโมสร เริ่มลงพื้นที่มอบครั้งแรก ที่สนามกีฬาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 10 มีนาคม โดยมี คุณธนญ ตันติสุนทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านองค์กรสัมพันธ์ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และคุณสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเยาวชนจากโรงเรียนใกล้เคียงมาร่วมรับมอบ ท่ามกลางบรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความมุ่งมั่นของเยาวชนที่มาร่วมงาน

คุณธนญ ตันติสุนทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านองค์กรสัมพันธ์ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ที่ GULF เราเชื่อมั่นเสมอว่าฟุตบอลเป็นมากกว่าการแข่งขันกีฬา แต่คือเครื่องมือสำคัญในการบ่มเพาะระเบียบวินัยและสร้างโอกาสแห่งอนาคตให้กับเยาวชน การมอบลูกฟุตบอลมาตรฐานสากลในครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนการส่งต่อโอกาสให้เด็กๆ ได้พัฒนาทักษะเพื่อเดินตามความฝันสู่เส้นทางนักเตะอาชีพ โดยเรามุ่งหวังที่จะเห็นการเติบโตของวงการฟุตบอลไทยอย่างยั่งยืนจากระดับรากหญ้า เพราะหากรากฐานในชุมชนมีความแข็งแกร่ง ย่อมส่งผลให้ภาพรวมของฟุตบอลไทยเติบโตอย่างมั่นคงและสง่างามในระดับสากล”

คุณสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “AIS เชื่อว่าเด็กไทยมีศักยภาพและใจรักในกีฬาฟุตบอลไม่แพ้ชาติใด แต่หลายพื้นที่ยังคงขาดแคลนโอกาสและอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน โครงการ ‘GULF-AIS บอลไทยเพื่อคนไทย ส่งต่อลูกหนัง สานฝันเยาวชนไทย’ จึงเกิดขึ้นเพื่ออุดช่องโหว่นั้น ลูกฟุตบอลที่เราส่งมอบไป คือตัวแทนความห่วงใยและแรงสนับสนุนจากทั้ง GULF และ AIS เราหวังว่าลูกฟุตบอลเหล่านี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยจุดประกายความฝัน ให้เด็กๆ ได้ฝึกฝน พัฒนาตนเอง และอาจเติบโตเป็นกำลังสำคัญของวงการฟุตบอลไทยในวันข้างหน้า”

การร่วมมือกันของ GULF และ AIS ในครั้งนี้ ตอกย้ำถึงวิสัยทัศน์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ที่ไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการเติบโตทางธุรกิจ แต่ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย สร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับสังคม และพร้อมที่จะเป็น ‘ลมใต้ปีก’ สนับสนุนทุกความฝันของเยาวชนไทยให้ไปถึงฝั่งฝันอย่างยั่งยืนต่อไป

โมเดลสู้ศึกน้ำเสียในสมุทรสาคร…เมื่อ “คุณภาพน้ำ” คือเส้นเลือดใหญ่ที่ถูกละเลย

0

ในดินแดนที่เคยถูกขนานนามว่าเป็น “เมืองประมง” อย่างจังหวัดสมุทรสาคร ภาพจำของเรือประมงที่อัดแน่นไปด้วยสัตว์น้ำสดใหม่กำลังค่อยๆ ลดลง ผลการศึกษาเชิงลึกจากนักศึกษากลุ่ม “กวาง” หลักสูตร ปนป.15 สถาบันพระปกเกล้า ณ ชุมชนบ้านบางกระเจ้า และบ้านบางหญ้าแพรก สะท้อนภาพความจริงที่ว่า หัวใจสำคัญที่ทำให้ลมหายใจของชาวประมงพื้นบ้านแผ่วลง ไม่ใช่เพียงแค่ห้ามใช้เครื่องมือประมงที่ผิดกฎหมาย หรือ การขาดแคลนทุนทรัพย์เท่านั้น แต่คือ “วิกฤตคุณภาพน้ำ” ที่กำลังเน่าเสียและทำลายระบบนิเวศจนถึงฐานราก

หากจะถามว่าปัญหาน้ำเสียในสมุทรสาครมีสาเหตุมาจากอะไร ข้อมูลจากการลงพื้นที่ระบุชัดเจนว่าการปล่อยน้ำเสียจากภาคอุตสาหกรรมคือตัวการสำคัญ โรงงานจำนวนมากแฝงตัวอยู่กับสายน้ำและแอบปล่อยน้ำทิ้งที่ไม่ผ่านการบำบัดลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ส่งผลให้เกิดการสะสมของสารพิษและโลหะหนัก การแพร่ระบาดของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นดูจะเป็นเรื่องรองที่เข้ามาซ้ำเติมเท่านั้น

คุณภาพน้ำ … ตัวแปรตัดสินความเป็นความตาย

“คุณภาพน้ำ” ไม่ใช่แค่เรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่มันคือ “ปัจจัยการผลิตหลัก” ของเศรษฐกิจฐานราก เมื่อน้ำเสีย วงจรชีวิตของสัตว์น้ำก็ถูกตัดขาด ทรัพยากรลดลงเพราะสัตว์น้ำเศรษฐกิจไม่สามารถขยายพันธุ์ได้ หรือต้องอพยพออกไปในเขตน้ำลึก ซึ่งทำให้เรือประมงพื้นบ้านเอื้อมไม่ถึง  นอกจากนี้ยังทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพหายไปอย่าง “เคย” (กุ้งขนาดเล็ก) ซึ่งเป็นวัตถุดิบทำกะปิชื่อดังของสมุทรสาคร เมื่อน้ำเปลี่ยนสภาพ เคยก็หายไป ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ครัวเรือน สุดท้ายคือการที่ชาวประมงต้องออกเรือไกลขึ้น กินน้ำมันมากขึ้น เพื่อหาปลาในน้ำที่ดีกว่า กลายเป็นต้นทุนที่มองไม่เห็นสูงขึ้น สวนทางรายได้ที่ลดน้อยลงจนต้องหันไปพึ่งหนี้นอกระบบ

การจะกอบกู้ประมงสมุทรสาครคืนมา ไม่สามารถใช้เพียงกฎหมายฉบับเดียวบังคับใช้ได้ แต่ต้องใช้แนวทางและการจัดการร่วม (Co-management) ผ่านโมเดลการแก้ปัญหาหลายมิติ ดังนี้

  1. กฎเหล็ก ควบคุมและจัดการปัญหาปล่อยน้ำเสีย : ภาครัฐต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด โรงงานที่ปล่อยน้ำเสียต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูเยียวยาสิ่งแวดล้อมและชดเชยชาวประมงที่ได้รับผลกระทบ เพื่อหยุดยั้งการทำลายคุณภาพน้ำที่ต้นเหตุ
  2. ส่งเสริมเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ : รัฐควรตั้งกองทุนหรือสหกรณ์เป็นแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ ช่วยลดการพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ
  3. การจัดการเชิงรุกและสร้างสรรค์: แทนที่จะทุ่มงบประมาณกำจัดสัตว์ต่างถิ่น เช่น ปลาหมอคางดำเพียงอย่างเดียว ควรนำปัญหามาสร้างโอกาส เช่น การแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ที่มีแคลเซียมสูง เพื่อลดประชากรปลาต่างถิ่น
  4. ทบทวนกฎหมายที่สอดคล้องกับบริบท: ขนาดตาอวนและเครื่องมือจับสัตว์น้ำต้องถูกออกแบบใหม่ให้เหมาะกับพื้นที่ เช่น การจับ “เคย” ในสมุทรสาครไม่ควรใช้เกณฑ์เดียวกับปลาใหญ่ในทะเลเปิด
  5. พลังของชุมชน (Co-management): เปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านบางกระเจ้าและบางหญ้าแพรก เข้ามามีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังน้ำเสียและการลักลอบทำประมงผิดกฎหมาย เพราะไม่มีใครรักและหวงแหนสายน้ำได้เท่ากับคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับมัน

หากยังเพิกเฉยต่อการควบคุมคุณภาพน้ำและปล่อยให้โรงงานอุตสาหกรรมทำลายทรัพยากรส่วนรวม ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่สุด ต่อให้รัฐจะแจกเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพียงใด หรือออกกฎหมายประมงที่ทันสมัยแค่ไหน ก็ไม่มีทางแก้ปัญหาได้ยั่งยืน เพราะ “ถ้าไม่มีน้ำที่ดีก็ไม่มีปลา และถ้าไม่มีปลา ก็ไม่มีลมหายใจของชาวประมง”