Home Blog Page 154

แพลนต์เบส โปรตีนทางเลือก ตอบโจทย์วิถีการดูแลสุขภาพ และไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค

0
ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร ชู แพลนต์เบส โปรตีนทางเลือก ปรุงถูกวิธีดีต่อสุขภาพ ตอบโจทย์ความมั่นคงทางอาหาร รักษ์สิ่งแวดล้อม สะดวก เก็บรักษาง่าย เหมาะเป็นอาหารในช่วงเทศกาลกินเจ พร้อมแนะวิธีบริโภคให้ได้สารอาหารอย่างครบถ้วน
ดร.รชา เทพษร

ดร.รชา เทพษร อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์แพลนต์เบส (Plant-based) คือ ผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนที่มีส่วนประกอบหลักมาจากพืช ให้ผู้บริโภคที่อาจเข้าไม่ถึงโปรตีนเนื้อสัตว์มีทางเลือกมากขึ้น หรือผู้ที่ไม่สามารถรับประทานเนื้อสัตว์ได้จากเหตุผลบางประการ อาทิ การแพ้อาหาร แพ้เนื้อสัตว์ หรือ ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ ด้วยหลักความเชื่อทางศาสนา สามารถบริโภคโปรตีนทางเลือกได้โดยที่ไม่รู้สึกผิด ตลอดจนเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการงดบริโภคเนื้อสัตว์ชั่วคราวในช่วงเทศกาลกินเจได้อีกด้วย แพลนต์เบส จึงเป็นอาหารที่ตอบโจทย์ความมั่นคงทางอาหารได้เป็นอย่างดี

แพลนต์เบส ส่วนใหญ่ผลิตมาจากโปรตีนถั่ว หรือ โกลูเตนจากแป้งสาลี สำหรับผู้ที่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ และเลือกบริโภคโปรตีนจากแพลนต์เบสทดแทน ควรบริโภคให้หลากหลาย มีแหล่งวัตถุดิบที่มาแตกต่างชนิดกัน เช่น จากถั่ว งา อัลมอนด์ ไม่ยึดติดว่าต้องเป็นถั่วเหลืองเพียงอย่างเดียว เพื่อเติมโปรตีน กรดอะมิโน ที่ขาดไปให้ครบ เพราะในแพลนต์เบสมีโปรตีนและสารอาหารไม่ครบถ้วนเมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อสัตว์ ดังนั้นการรับประทานเแพลนต์เบสเพียงอย่างเดียวเป็นระยะเวลานาน มีโอกาสที่จะทำให้ขาดโปรตีนบางชนิดและวิตามินบางชนิดได้ เช่น B3 B6 B12 โดยเฉพาะ B12 ที่มีเฉพาะในเนื้อสัตว์เท่านั้น ผู้บริโภคจึงควรรับประทานอาหารอย่างอื่นที่มีวิตามิน วิตามิน B12 เกลือแร่ แคลเซียม แร่เหล็ก เสริมด้วยเพื่อให้ได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน

ดร.รชา เทพษร แนะนำหลักการเลือกผลิตภัณฑ์แพลนต์เบส ให้เลือกจากผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายที่มีความน่าเชื่อถือ มีฉลากถูกต้อง ได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำหรับแพลนต์เบสที่เป็นอาหารสด ต้องเก็บที่อุณหภูมิต่ำกว่า 4 องศาเซลเซียส หากอยู่ในช่วงอุณหภูมิระหว่าง 5-62.5 องศาเซลเซียส อาหารจะเสี่ยงต่อความปลอดภัยในการบริโภค (Danger Zone) ส่วนโปรตีนแพลนต์เบสบางชนิดที่อยู่ในรูปของแห้ง เช่น โปรตีนเกษตร โอกาสมีจุลินทรีย์ก่อโรคอยู่น้อย เสื่อมเสียยากกว่า จึงมีอายุการเก็บรักษา (shelf life) ยาวนานกว่าเนื้อสัตว์ ทำให้การขนส่ง การขนย้าย สะดวก สำหรับวิธีการปรุงแพลนต์เบสที่ดีให้คงคุณค่าอาหาร แนะเป็นวิธีการต้มแม้จะมีโอกาสสูญเสียวิตามินไปบ้างแต่อยู่ในปริมาณที่น้อย รวมถึงวิธีการลวกเพราะเป็นโปรตีนจากพืชจึงสามารถลวกได้อย่างปลอดภัย

ทั้งนี้ ผู้บริโภคควรคำนึงถึงวัตถุเจือปนอาหารที่เติมลงไป (food additive) โดยสังเกตจากฉลากบนผลิตภัณฑ์ เนื่องจากโปรตีนในพืชไม่เหมือนในสัตว์ เมื่อนำมาขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทำให้จำเป็นต้องเติมแต่งสีกลิ่นรส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โซเดียม ซึ่งมาในหลายรูปแบบ ไม่ใช่เฉพาะเกลือเพียงอย่างเดียว เนื่องจากเป็นองค์ประกอบของสารเจือปนต่าง ๆ ที่ใส่ในการผลิต ส่วนอีกข้อสำคัญที่ควรระวัง คือ ผู้ที่แพ้อาหาร (Food Allergens) ไม่ว่าจะแพ้ถั่ว หรือ แพ้กลูเตน ต้องระวังว่าในแพลนต์เบสไม่มีส่วนผสมของสารที่ทำให้ผู้บริโภคเกิดอาการแพ้ เพียงเท่านี้ก็สามารถบริโภคแพลนต์เบสได้อย่างปลอดภัย

CPF จับมือ SCG พัฒนาบรรจุภัณฑ์อาหารเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดูแลโลกยั่งยืน

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมกับพันธมิตร 2 บริษัทในกลุ่ม SCG ที่มุ่งเติบโตทางธุรกิจควบคู่กับการสร้างความยั่งยืน ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) ด้านนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์จากเยื่อกระดาษและพอลิเมอร์ กับบริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP และ ด้านนวัตกรรมพลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Polymer) กับบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC โดยร่วมกันศึกษาพัฒนาโซลูชันบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารของซีพีเอฟ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อีกทั้งสะอาดและปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค พร้อมเปิดโอกาสพัฒนานวัตกรรมร่วมกับพันธมิตรทั้งในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ที่มีเป้าหมายความยั่งยืนร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมตามแนวทางดำเนินธุรกิจ ESG (Environmental, Social and Governance) และรองรับความต้องการของตลาดบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในประเทศที่มีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

พิธีลงนาม MoU มีนายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ ลงนามร่วมกับ นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SCGP และนายสุรชา อุดมศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานนวัตกรรม และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGC พร้อมด้วยนางกอบบุญ ศรีชัย ผู้บริหารสูงสุดสายงานกิจการองค์กรและลงทุนสัมพันธ์ นางสาวธิดารัตน์ เดชายนต์บัญชา ผู้บริหารสูงสุดสายงานจัดซื้อกลาง และนายกิตติ หวังวิวัฒน์ศิลป์ ผู้อำนวยการ สายงานวิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ซีพีเอฟ ร่วมในพิธี ณ ห้องบอร์ดรูม ชั้น 30 อาคาร ซี.พี.ทาวเวอร์ สีลม

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟ มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของความยั่งยืนเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร เติบโตควบคู่ไปกับการมีส่วนร่วมดูแลโลก ดูแลสิ่งแวดล้อมร่วมกัน ความร่วมมือในวันนี้ จึงเป็นการผนึกกำลังของทั้ง 3 บริษัทที่จะช่วยกันพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน ควบคู่กับความตั้งใจของซีพีเอฟในการผลิตอาหารที่ดีต่อกาย ดีต่อใจ และดีต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งในการดำเนินธุรกิจของทั้ง 3 บริษัทมีเป้าหมายด้านความยั่งยืนเหมือนกัน มุ่งมั่นที่จะร่วมทำธุรกิจและมีส่วนร่วมรักษ์โลก โดยมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero)ในปี 2050 โดยเฉพาะเรื่องของบรรจุภัณฑ์ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ซีพีเอฟให้ความสำคัญ ปัจจุบัน บรรจุภัณฑ์ของซีพีเอฟ 99.9% สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ (Reusable) หรือนำกลับมาใช้ซ้ำ (Recycle) หรือย่อยสลายได้ (Compostable) และหวังว่าการร่วมมือกันในครั้งนี้จะทำให้ในอนาคตบรรจุภัณฑ์ของซีพีเอฟจะมีส่วนช่วยรักษ์โลกมากยิ่งขึ้น ช่วยให้กระบวนการใช้บรรจุภัณฑ์ของประเทศไทยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า SCGP ให้ความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ ผ่านการพัฒนาสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นความปลอดภัยของสินค้าและบริการ เพิ่มสัดส่วนการนำกระดาษที่ใช้งานแล้วจากผู้บริโภคนำกลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการผลิตและเพิ่มสัดส่วนบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ ตามเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero) ภายในปี 2050 และพร้อมผนึกความร่วมมือกับพันธมิตรในการส่งเสริมแนวทางที่ยั่งยืนไปสู่ผู้บริโภค ความร่วมมือกับซีพีเอฟในครั้งนี้ SCGP จะนำความรู้ ความชำนาญ และเทคโนโลยีมาใช้ในการวิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ทั้งบรรจุภัณฑ์จากเยื่อกระดาษ บรรจุภัณฑ์จากพอลิเมอร์ที่มีความยั่งยืน เหมาะสมกับกระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์ของ
ซีพีเอฟเพื่อสร้างความยั่งยืนไปด้วยกัน

นายสุรชา อุดมศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานนวัตกรรม และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC กล่าวว่า ประเทศไทยส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารค่อนข้างสูง และมีโอกาสที่จะเป็นผู้นำด้านอาหารของโลก การบริโภคอาหารที่มีคุณภาพเยี่ยมภายใต้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะช่วยตอบโจทย์ทั้งในเรื่องความมั่นคงทางด้านอาหาร (Food Security) ควบคู่ไปกับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่ง SCGC พร้อมนำความเชี่ยวชาญด้าน Green Innovation มายกระดับบรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับอาหารให้มีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย บนมาตรฐานการผลิตที่มีประสิทธิภาพ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยนวัตกรรมพอลิเมอร์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมภายใต้แบรนด์ SCGC GREEN POLYMERTM สามารถตอบโจทย์ Low Waste และ Low Carbon พร้อมส่งมอบโซลูชันครอบคลุม 4 ด้านหลัก ได้แก่ การลดใช้ทรัพยากร (Reduce) การออกแบบเพื่อให้รีไซเคิลได้ (Recyclable) การนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) และการใช้ทรัพยากรหมุนเวียน (Renewable)

สิงห์อาสา ระดมเครือข่ายกู้ภัย-นักศึกษา ลุยน้ำท่วม ช่วยพี่น้องชาวสุโขทัย

0

สิงห์อาสา ร่วมกับ หน่วยกู้ภัยฉะเชิงเทรา, มูลนิธิร่วมกตัญญูพิษณุโลก, เครือข่ายนักศึกษามหาวิทยาลัยนเรศวรและหจก.พูลศรีสุโขทัย ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ต.วังใหญ่ อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย ส่งมอบน้ำดื่มพร้อมด้วยอาหารปรุงสุก เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนในพื้นที่ที่ประสบภัยน้ำท่วม หลังจากตั้งแต่ช่วงเดือนก.ย. ที่ผ่านมา มีฝนตกหนักมาก รวมถึงมีน้ำไหลหลากมาจากจังหวัดข้างเคียง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน บางพื้นที่สูงกว่า 2 เมตร พนังกั้นน้ำแตกหลายจุด ส่งผลให้น้ำทะลักเข้าท่วมบ้านเรือน ประชาชนได้รับความเดือดร้อนกว่า 2,000 ครัวเรือน รวมถึงมีพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายกว่า 2,000 ไร่

นางจรรยา ละออง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ต.วังใหญ่ อ.ศรีสำโรง เผยข้อมูลว่า “น้ำท่วมครั้งนี้เป็นน้ำท่วมครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปี ของที่นี่ สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เกิดน้ำท่วมในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากปริมาณฝนที่ตกหนักหลายสัปดาห์ ทำให้มีปริมาณน้ำสะสมในแม่น้ำลำคลองหลายแห่งก่อนไหลมารวมกันในแม่น้ำยม ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักที่ไหลผ่านจังหวัดสุโขทัย ทำให้ปริมาณน้ำเอ่อล้น ก่อนไหลบ่าเข้าท่วมบ้านเรือนเกือบทั้งจังหวัด ซึ่งพื้นที่ตำบลวังใหญ่ส่วนใหญ่ติดริมแม่น้ำยม เป็นบ้านชั้นเดียว ทำให้น้ำท่วมมิดหลังคากว่า 50 ครัวเรือน และพืชผลทางเกษตรเช่น ข้าวโพด สวนพริก นาข้าว ได้รับความเสียหายจำนวนมาก”

ทั้งนี้ ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนก.ย.ที่ผ่านมา สถานการณ์ฝนตกต่อเนื่องหลายวัน ทำให้เกิดน้ำท่วม จนได้สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนจำนวนมาก สิงห์อาสาพร้อมด้วยเครือข่ายได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมหลายจังหวัดต่อเนื่อง เช่น เพชรบูรณ์ สุโขทัย โดยหลังจากนี้เครือข่ายสิงห์อาสาจะติดตามสถานการณ์ในพื้นที่เสี่ยงต่อไป โดยจะเข้าให้การช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม ส่งมอบเสบียงอาหาร น้ำดื่ม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนพี่น้องประชาชนได้อย่างรวดเร็วและทันสถานการณ์ต่อไป

เมืองไทยประกันชีวิต จัด “เมืองไทยไตรกีฬา @หาดแหลมเสด็จ จันทบุรี” สนามสุดท้ายของปี ในบรรยากาศสุดประทับใจ

0

เมืองไทยประกันชีวิต ผู้นำธุรกิจประกันชีวิต ที่มุ่งส่งเสริมคุณภาพชีวิต ตอกย้ำนโยบายสนับสนุนประชาชนให้มีสุขภาพแข็งแรง พร้อมนำทีมผู้บริหาร พนักงาน สื่อมวลชน และประชาชน ร่วมแข่งขัน เมืองไทยไตรกีฬา @หาดแหลมเสด็จ จันทบุรี เป็นสนามที่ 3 ของปี 2566 ในบรรยากาศสุดประทับใจ

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริษัท บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บริษัทฯ ยังคงดำเนินโยบายในการส่งมอบความสุขและรอยยิ้ม พร้อมสนับสนุนการสร้างสุขภาพดีแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายและประชาชนทุกคน ล่าสุดได้จัดงาน “เมืองไทยไตรกีฬา @ หาดแหลมเสด็จ จันทบุรี” (MUANGTHAI TRIATHLON LAMESADET CHANTABURI 2023) ณ หาดแหลมเสด็จ อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี เมื่อวันที่ 30 กันยายน – 1 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนให้คนไทยและชาวต่างชาติออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพที่ดี รวมถึงเป็นการสร้างและพัฒนาภาคีเครือข่ายการออกกำลังกายด้วยการว่าย-ปั่น-วิ่งเพื่อสุขภาพ และเป็นการยกระดับการจัดการแข่งขันวิ่งประจำจังหวัดจันทบุรี ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวให้กับพื้นที่จังหวัดจันทบุรีมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ มีนักกีฬาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ให้ความสนใจเข้าร่วมการแข่งขัน “เมืองไทยไตรกีฬา @หาดแหลมเสด็จ จันทบุรี 2023” จำนวนทั้งสิ้น 594 คน จากหลายประเทศทั่วโลก อาทิ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี ญี่ปุ่น ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยสีสัน ความสนุกสนาน และรอยยิ้มจากผู้เข้าร่วมงานที่ได้สัมผัสกับบรรยากาศบนเส้นทางหลักของการวิ่งที่เต็มไปด้วยธรรมชาติสวยงาม และรับอากาศที่บริสุทธิ์ในพื้นที่หาดแหลมเสด็จ โดยประเภทการแข่งขันมีทั้งหมด 4 ประเภท สำหรับผู้ใหญ่ 3 ประเภท และสำหรับเยาวชน 1 ประเภท แยกตามประเภทอายุ และระยะทาง ดังนี้

  1. ประเภท Standard ว่ายน้ำระยะ 1,500 เมตร/ปั่นจักรยานระยะ 44 กิโลเมตร/ วิ่งระยะ 10 กิโลเมตร
  2. ประเภท Sprint ว่ายน้ำระยะ 750 เมตร/ ปั่นจักรยานระยะ 22 กิโลเมตร/ วิ่งระยะ 5 กิโลเมตร
  3. ประเภท Duathlon (ทวิกีฬา) วิ่งระยะ 5 กิโลเมตร/ ปั่นจักรยานระยะ 22 กิโลเมตร/ วิ่งระยะ 5 กิโลเมตร
  4. สำหรับเยาวชน ไตรกีฬาเยาวชน (Kids Triathlon)
    • อายุ 6 – 8 ปี ว่ายน้ำระยะ 75 เมตร/ ปั่นจักรยานระยะ 2 กิโลเมตร/ วิ่งระยะ 1 กิโลเมตร
    • อายุ 9 – 10 ปี ว่ายน้ำระยะ 150 เมตร/ ปั่นจักรยานระยะ 4 กิโลเมตร/ วิ่งระยะ 2 กิโลเมตร
    • อายุ 11 – 12 ปี ว่ายน้ำระยะ 150 เมตร/ ปั่นจักรยานระยะ 6 กิโลเมตร/ วิ่งระยะ 3 กิโลเมตร

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเพิ่มความอุ่นใจให้กับผู้เข้าร่วมการแข่งขัน โดยมอบสิทธิพิเศษด้วย ประกันอุบัติเหตุกลุ่มระยะสั้น พลัส “ฟรี” ทุนประกัน 100,000 บาท/คน ค่าชดเชยการรักษาพยาบาลสูงสุดต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้งสูงสุด 10,000 บาท (เงื่อนไขการได้รับสิทธิ์เป็นไปตามที่ บมจ.เมืองไทยประกันชีวิตกำหนด) อีกด้วย
นายสาระ ล่ำซำ กล่าวเพิ่มเติมว่า “การจัดการแข่งขันเมืองไทยไตรกีฬานั้น ไม่เพียงแค่สร้างโอกาสให้กับนักกีฬาและผู้เข้าร่วมการแข่งขัน แต่ยังมีประโยชน์สำหรับประชาชนทั่วไป ในหลายประการ อาทิ ด้านการสิ่งเสริมสุขภาพของประชาชน การแข่งขันไตรกีฬาส่งเสริมการออกกำลังกายและการเคลื่อนไหว ทำให้ประชาชนมีโอกาสที่จะรักษาสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตได้ดีขึ้น การออกกำลังกายเป็นส่วนสำคัญของการรักษาสุขภาพที่ดีและป้องกันโรคได้เป็นอย่างดี ตลอดจนการส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะในกีฬาที่มีการแข่งขัน นอกจากนี้ยังส่งเสริมความสามารถในการวางแผน การวางเป้าหมายการฝึกซ้อม การเรียนรู้จากการพัฒนาตัวเอง และการเรียนรู้จากการปรับตัวในสถานการณ์ที่มีแรงกดดัน และยังเป็นการสร้างโอกาสในการประชุมร่วมกันของชุมชน และสร้างความร่วมมือระหว่างผู้จัดการการแข่งขันที่เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง

สำหรับในมุมของบริษัทฯ นั้น การแข่งขันไตรกีฬาเป็นทางเลือกในการส่งเสริมสุขภาพและความพร้อมในการทำงานของคณะผู้บริหารและพนักงานของบริษัทฯ ซึ่งการออกกำลังกายและการแข่งขันจะช่วยเสริมสุขภาพร่างกายของพนักงน นอกจากนี้ยังช่วยพัฒนาด้านการสร้างความสัมพันธ์และทีมงานที่แข็งแกร่ง การร่วมกิจกรรมที่น่าสนุกและท้าทายในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากที่ทำงานที่ปกติช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งระหว่างบุคคลและทีมงาน ส่งเสริมความสุขและรอยยิ้มในที่ทำงาน เพราะกิจกรรมการแข่งขันนี้เป็นโอกาสที่สุดท้ายสำหรับผู้บริหารและพนักงานที่จะปล่อยความเครียดและมาสนุกสนานกันในบรรยากาศที่เป็นกันเอง

“การแข่งขันไตรกีฬาเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์สำหรับการสร้างสุขภาพกายสุขภาพใจ ตลอดจน การเพิ่มการเรียนรู้และทักษะของร่างกายและจิตใจของนักกีฬา ทั้งนี้นอกจากประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับตนเองแล้ว ไตรกีฬายังสามารถส่งเสริมความเชื่อมโยงในชุมชน ความร่วมมือของชุมชนและผู้จัดงานที่จะต้องร่วมกันจัดงานให้ออกมาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนนั้นในที่สุด” นายสาระ กล่าวสรุป.

NT – AIS ผนึกกำลัง เสริมขีดความสามารถ 4G/5G บนคลื่น 700 MHz ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT และ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (AWN) ซึ่งอยู่ในเครือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ได้ลงนามสัญญาในโครงการเช่าใช้บริการอุปกรณ์โครงข่ายเพื่อให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 4G/5G บนคลื่น 700 MHz และสัญญาการใช้บริการข้ามโครงข่ายโทรคมนาคมภายในประเทศ (Roaming) เพื่อเดินหน้าเสริมขีดความสามารถในการให้บริการ4G/5G ของ NT และ AIS

ภายใต้สัญญาดังกล่าว AIS โดย AWN จะจัดทำโครงข่าย 4G/5G บนคลื่นความถี่ 700 MHz จำนวน 13,500 สถานีฐาน ภายในระยะเวลา 2 ปี เพื่อให้ NT ใช้ในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 4G/5G แก่ลูกค้าผู้ใช้บริการตลอดอายุใบอนุญาตใช้งานคลื่นความถี่ 700 MHz ซึ่งจะสิ้นสุดในปี 2579

ทั้งนี้ นับเป็นความร่วมมือระหว่างองค์กรภาครัฐและเอกชน บนแนวคิด Infrastructure Sharing ซึ่งลดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 5G ที่ซ้ำซ้อน ในภาพรวมของประเทศ และสามารถใช้คลื่นความถี่ที่มีอย่างเต็มประสิทธิภาพให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนไทย  รองรับการเติบโตของผู้ใช้บริการทั้งในปัจจุบันและอนาคต อีกทั้งเป็นการเพิ่มศักยภาพโครงข่าย 5G ของประเทศไทยให้ครอบคลุมพื้นที่มากยิ่งขึ้นตามความตั้งใจของทั้งสององค์กร

พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ NT กล่าวว่า “การทำสัญญา Network Sharing ร่วมกับพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่าง AIS ส่งผลประโยชน์หลายด้านโดย NT สามารถประหยัดงบประมาณการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่อย่างต่อเนื่องในระยะยาวบนคลื่น 700 MHz  และเป็นแนวทางที่ดำเนินการได้อย่างรวดเร็วเพื่อเพิ่มโอกาสของ NT ในธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5G ตามแผนธุรกิจ 5G ของ NT ที่ ครม.อนุมัติ

ทั้งนี้ โครงข่ายที่จะจัดสร้างบนคลื่น 700 MHz สามารถรองรับการให้บริการแก่ลูกค้าในปัจจุบันกว่า 2 ล้านราย และรองรับการขยายตลาดในอนาคตได้ถึง 4 ล้านราย ครอบคลุมบริการสำหรับกลุ่มลูกค้าทั่วไปและลูกค้าหน่วยงานภาครัฐ นอกจากนี้ NT ยังมีข้อตกลงกับ AIS ในการให้บริการข้ามโครงข่ายบนโครงข่ายของ AISได้ในทุกคลื่นความถี่ อันจะส่งผลทำให้ลูกค้า NT ได้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 4G/5G อย่างมีคุณภาพ ครอบคลุมทุกพื้นที่ อีกทั้งยังเสริมความแข็งแกร่งของ NT ให้มีขีดความสามารถแข่งขันในตลาดได้ สอดคล้องกับแนวนโยบายภาครัฐที่เน้นให้บูรณาการเพื่อลดความซ้ำซ้อนการลงทุนด้านโครงข่ายสื่อสารของประเทศ”

ด้าน นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AIS กล่าวว่า “เรามีความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ที่ได้รับโอกาสจาก NT ในการเข้าเป็นพันธมิตรร่วมทำงานยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดย AIS พร้อมเป็นอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนเป้าหมายของ NT ในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีระดับสากล และ ทีมงานวิศวกรที่จะดูแลคุณภาพของโครงข่ายอย่างเต็มที่ รวมไปถึงภารกิจของ AIS เองที่มุ่งมั่นส่งมอบบริการ 5G คุณภาพให้แก่ลูกค้าจากคลื่นความถี่ทุกย่าน ตั้งแต่ 700 MHz จากความร่วมมือในครั้งนี้ที่จะทำให้มีปริมาณรวม 2×20 MHz  ที่จะสามารถขยายบริการ 5G ให้ครอบคลุมไปยังพื้นที่ห่างไกลในต่างจังหวัดและพื้นที่เมืองในเขตอาคารสูงได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมผนึกพลังกับคลื่นความถี่ซึ่งได้รับการจัดสรรมาก่อนหน้านี้ ในย่าน 900 MHz, 1800 MHz,  2100 MHz, 2600 MHz และ 26 GHz รวมเป็น 1460 MHz มากที่สุดในไทย ที่จะทำให้ครอบคลุมการใช้งานลูกค้าและองค์กรธุรกิจทุกรูปแบบ และต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของประเทศสู่ความเป็นเครือข่ายอัจฉริยะอย่างเป็นรูปธรรม”

โคราช ร่วมกับ ซีพีเอฟ จัดกิจกรรมเดิน-วิ่งการกุศล ‘CP ISAN RUN FOR CHARITY #4’

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ โดยชมรม CPF Running Club จัดกิจกรรม เดิน-วิ่ง เพื่อการกุศล “CP ISAN RUN FOR CHARITY #4” นำผู้ใจบุญมากกว่า 2,000 คน ร่วมเสริมสร้างสุขภาพที่ดี ด้วยการออกกำลังกาย และส่งต่อน้ำใจสู่ชาวโคราช โดยได้รับเกียรติจาก นายสมเกียรติ วิริยะกุลนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย แพทย์หญิงเพิ่มศิริ เลอมานุวรรัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี นายแพทย์กฤติกา หงษ์โภคาพันธ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา รศ.ดร.ฉัตรชัย โชติษฐยางกูร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและประกันคุณภาพ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และนายบุญเสริม เจริญวัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ด้านบริหารกระบวนการธุรกิจอาหารสัตว์บก ซีพีเอฟ และรองประธานชมรม CPF Running Club ร่วมด้วย 

นายสมเกียรติ วิริยะกุลนันท์ รองผู้ว่าฯ นครราชสีมา กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนชาวโคราช มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มากิจกรรมเดิน-วิ่งการกุศลของซีพีเอฟ ถือเป็นประโยชน์ต่อสังคมชุมชน สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐที่ส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดี อีกทั้งยังเป็นการแสดงถึงความมีน้ำใจของคนไทย ในการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยครั้งนี้เป็นการมอบทุนสนับสนุนให้แก่ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และ โรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา เพื่อสนับสนุนในการจัดซื้ออุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ ขอขอบคุณหน่วยภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และนักวิ่งทุกท่านที่สนับสนุนและมีส่วนร่วมให้เกิดกิจกรรมดีๆ ในวันนี้ 

พญ.เพิ่มศิริ เลอมานุวรรัตน์ ผอ.รพ.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี กล่าวว่า ขอขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกท่าน ทั้ง จ.นครราชสีมา ซีพีเอฟ ที่จัดกิจกรรมเดิน-วิ่ง การกุศล ขณะนี้มีประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่ จ.นครราชสีมา เข้ามารับบริการ ที่ รพ.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีมากขึ้น จึงต้องจัดหาเครื่องมือแพทย์ที่มีความจำเป็นอีกหลายชิ้นเพิ่มเติม เช่น เครื่องมือผ่าตัดสมอง หรือเครื่อง Cath lab ใช้ในการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลัน ดังนั้นเงินบริจาคในกิจกรรมครั้งนี้ จะเป็นกองทุนก้อนแรกที่นำไปต่อยอด จึงขอเชิญชวนผู้ที่มีจิตศรัทธามาร่วมสมทบทุนเพิ่มเติมให้ทางโรงพยาบาล 

นพ.กฤติกา หงษ์โภคาพันธ์ รอง ผอ.ฝ่ายการแพทย์ รพ.เทพรัตน์นครราชสีมา เปิดเผยว่า รพ.เทพรัตน์นครราชสีมา มีหน้าที่หลักในการแบ่งเบาภารกิจจาก รพ.มหาราช ซึ่งมีผู้ป่วยเข้ามารักษาอย่างต่อเนื่อง จำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพ ซึ่งยังต้องการครุภัณฑ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นอีกหลายชิ้นจากการจัดสรรของกระทรวงสาธารณสุข ขอขอบคุณซีพีเอฟและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ที่ร่วมมือกันจนเกิดกิจกรรมดีๆ ในพื้นที่โคราช เงินบริจาคจากครั้งนี้ ทางรพ.จะนำไปสมทบทุน เพื่อสร้างประโยชน์แก่ประชาชนต่อไป 

ด้าน นายบุญเสริม เจริญวัฒน์ กล่าวว่า กิจกรรม CPF Run for Charity ดำเนินมาระยะเวลา 8 ปี มีการจัดกิจกรรม เดิน-วิ่ง เพื่อการกุศล มากกว่า 30 ครั้งทั่วประเทศ รวมรายได้ที่มอบให้การกุศลทั้งหมดมากกว่า 10 ล้านบาท วัตถุประสงค์การกิจกรรม เพื่อส่งเสริมให้ประชาชน พนักงาน ชุมชน ได้ออกกำลังกาย โดยใช้กิจกรรมนี้เป็นการสานสัมพันธ์ร่วมกัน ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดนครราชสีมา พร้อมทั้งสอดคล้องแนวทาง 3 ประโยชน์ของเครือซีพี นั่นคือ การทำประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประชาชน และบริษัท ทั้งนี้รูปแบบการจัดงาน อยู่ภายใต้แนวคิด CPF Running Low Carbon ใช้วัสดุที่ย่อยสลายง่ายและสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ 

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ทั้งนักวิ่งและกองเชียร์ที่ร่วมมาให้กำลังใจ พร้อมทั้งเหล่าแฟนซีที่มาสร้างสีสันตลอดทั้งกิจกรรม นอกจากนี้ ยังเต็มอิ่มกับอาหารพร้อมรับประทานแบรนด์ซีพี อาทิ ไส้กรอก ไก่ปรุงสุก ไข่ต้ม ขนมปัง รวมทั้งหมูสด จากซีพีเอฟ ที่ปรุงเป็นข้าวต้มพร้อมเสิร์ฟ นมเมจิ และผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง จาก Jerhigh รวมถึงพันธมิตรอย่าง แบรนด์ ที่นำผลิตภัณฑ์ซุปไก่สกัดมามอบให้ผู้ร่วมงาน 

สำหรับรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายงาน เดิน-วิ่ง เพื่อการกุศล “CP ISAN RUN FOR CHARITY #4” จำนวน 1,028,000 บาท แบ่งออกเป็น 3 ส่วน โดยส่วนแรกมอบแก่ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จำนวน 504,000 บาท และ โรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา จำนวน 504,000 บาท เพื่อสมทบทุนในการจัดซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ และสุดท้ายมอบแก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จำนวน 20,000 บาท เพื่อบำรุงสถานที่ ครั้งต่อไป ชมรม CPF Running Club จะจัดขึ้นในต้นปีหน้า ณ จ.ราชบุรี

CPF ชูภารกิจ “ไก่ไทยจะไปอวกาศ” ตอบโจทย์ความมั่นคงทางอาหาร ในงานมหกรรมความยั่งยืน SX2023

0

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา พร้อมด้วย ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ ประธานกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานอำนวยการจัดงานมหกรรมความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน SUSTAINABILITY EXPO 2023 (SX2023) เยี่ยมชมบูธ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ นำภารกิจ “ไก่ไทยจะไปอวกาศ” หรือ Thai Food – Mission to Space ตอบโจทย์ความมั่นคงทางอาหาร ร่วมแสดงในงาน โดยมี นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร นายพีรพงศ์ กรินชัย ผู้บริหารสุงสุด สายงานวิศวกรรมกลาง และ นางนลินี โรบินสัน ผู้บริหารสูงสุด สายงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารซีพีเอฟ (CPF RD Center) ร่วมให้การต้อนรับ ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

นายประสิทธิ์ กล่าวว่า ซีพีเอฟในฐานะผู้นำด้านการผลิตอาหาร มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยให้กระบวนการผลิตเกิดประสิทธิภาพสูงขึ้น รวมถึงการใช้พลังงานหมุนเวียน โดยคำนึงถึงการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม อย่างเช่น โครงการ “ไก่ไทยจะไปอวกาศ” หรือ Space Food Safety Standard เป็นหนึ่งในมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ความปลอดภัยด้านอาหารขององค์การ NASA เพื่อให้มั่นใจได้ว่าอาหารทุกมื้อมีคุณภาพ และคุณค่าทางโภชนาการที่ดี ที่สำคัญปลอดภัยไร้สารตกค้างแบบ 100% ในระดับที่องค์การระดับโลกยอมรับ

นอกจากนี้ ปัจจุบัน ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกไก่เป็นอันดับ 4 ของโลก การได้รับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับอวกาศ จึงมีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ขณะเดียวกันยังส่งเสริมซัพพลายเชนและเกษตรกรในห่วงโซ่การผลิต ช่วยให้ทุกคนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และดำเนินธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

สำหรับบูธของ CPF ในปีนี้ ซึ่งชูภารกิจ “ไก่ไทยจะไปอวกาศ” จัดแสดงในโซน Better Me ชั้น G นอกจากนี้ โซน Food Festival ชั้น LG ซีพีเอฟร่วมออกร้านส่งมอบความอร่อยและคุณภาพ ด้วยสินค้าเนื้อจากพืช โปรตีนทางเลือกจากนวัตกรรม PLANT-TEC แบรนด์ MEAT ZERO อาทิ นักเก็ตไก่ เนื้อสามชั้น ปอเปี๊ยะทอด เกี๊ยวซ่า และผลิตภัณฑ์หลากเมนูจากเนื้อไก่มาตรฐานอวกาศ อาทิ เบอร์เกอร์อกไก่นุ่ม อกไก่และสันใน สโนว์ออเนี่ยนซอส (Snow Onion Sauce) พร้อมร่วมกิจกรรม Cooking Show ที่เวทีกลางโซน Food Festival สาธิตเมนูสเต็กไก่ซีพี ซอสซัลซาผลไม้ (CP Chicken Steak with Fresh Fruit Salsa) ให้ผู้ชมในงานได้ลิ้มลองสูตรเด็ดจากไก่สดปลอดสารมาตรฐานอวกาศ

โซน Marketplace ชั้น LG HALL 8 นำเสนอผลิตภัณฑ์รักษ์โลกสำหรับเพื่อนรักสี่ขา สินค้า Jerhigh & Jinny Freeze Dried มอบความอร่อยและคุณประโยชน์จากโปรตีนคุณภาพสูง ด้วยเนื้อไก่ระดับ Human-Grade 100% ผ่านกระบวนการผลิตมาตรฐานเทียบเท่าอาหารมนุษย์ ล็อคความสดใหม่ มีกลิ่นหอมจากธรรมชาติแบบไม่มีอะไรผสม ด้วยนวัตกรรม Freeze-Dried โดยสามารถแช่น้ำเพื่อให้เนื้อกลับมานุ่ม ชุ่มชื้นได้เหมือนเดิม พร้อมสนุกกับเกมและกิจกรรมลุ้นรับของรางวัลขนมสุนัขและแมวเกรดพรีเมี่ยม

ในวันที่ 4 ตุลาคมนี้ เวลา 11.00-12.00 น. นางนลินี โรบินสัน ผู้บริหารสูงสุด สายงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ จะร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านความมั่นคงทางอาหาร ในหัวข้อ “Future Food การพัฒนาและนวัตกรรมสู่ความมั่นคงทางอาหาร” ที่เวที Talk Stage HALL 4 ชั้น G

งาน SX 2023 จะจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 8 ต.ค. ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) พร้อมวิทยากรกว่า 300 คน กว่า 500 เครือข่ายธุรกิจยั่งยืน ถือเป็นมหกรรมด้านความยั่งยืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียน

“ทรีนีตี้” มั่นใจ ตลาดหุ้นใกล้ถึงจุดกลับตัว

0
ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด

“ทรีนีตี้” เปิดคัมภีร์ลงทุนหุ้นไตรมาส 4 แนะใช้จังหวะดัชนีหุ้นต่ำกว่า 1500 เป็นจังหวะเข้าซื้อ หุ้น 2 กลุ่มใหญ่ที่อิงมาตรการกระตุ้นการบริโภคในประเทศและหุ้นเชื่อมโยงเศรษฐกิจโลกที่ยังแกร่ง คาดเห็นดัชนีหุ้นทั่วโลกจะมีการปรับตัว Relief rally ขึ้นได้ช่วง 1-3 เดือนหลังเฟดประชุมนัดสุดท้ายของปีช่วงปลาย ต.ค. เต็มที่ขยับดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ส่วน กนง.จบรอบการขึ้นดอกเบี้ยแล้ว

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยถึงทิศทางการลงทุนไตรมาส 4 ว่า ประเมินเป็นไตรมาสที่ตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวเจอจุดต่ำสุดชั่วคราวในช่วงแรก ก่อนที่หลังจากนั้นจะทยอยปรับตัว Sideways up ขึ้นได้ โดยมีปัจจัยหนุนหลัก 4 ปัจจัยได้แก่ 1.การสิ้นสุดรอบการปรับลดประมาณการของบริษัทจดทะเบียนไทย และอาจมีความเป็นไปได้ในการปรับประมาณการเพิ่มในกลุ่ม Oil & Gas, กลุ่มอิงกับการบริโภคภายในประเทศ กลุ่มส่งออก และกลุ่มท่องเที่ยว 2.การยุติวงจรดอกเบี้ยขาขึ้นของไทยไว้ที่ระดับ 2.50% ซึ่งในอดีตแล้ว มักนำมาสู่การปรับตัวที่ดีของ SET Index หลังจากนั้น 3.เศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 เป็นต้นไป จากแรงส่งทางด้านการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งน่าจะทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติปรับตัวดีขึ้น และ 4.เศรษฐกิจโลกที่แนวโน้มทั่วไปยังคงดีอยู่ และเราค่อนข้างมั่นใจว่าในไตรมาสที่ 4 นี้ จะยังไม่มีสัญญาณความเสี่ยงใดๆเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยออกมา

ทั้งนี้ ประเมินว่าตลาดหุ้นทั่วโลกมีโอกาสที่จะปรับตัว Bottom out ได้ในช่วงปลายเดือนตุลาคมต่อเนื่องเดือนพฤศจิกายน จากการเข้าใกล้การประชุม Fed ซึ่ง ณ ขณะนั้น ตลาดน่าจะมีการ Price in ประเด็นการขึ้นดอกเบี้ยในระดับสูงแล้ว หรือหากยัง Price in ไม่หมด ก็คาดว่าในที่ประชุม Fed รอบนี้ จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งสุดท้ายของวงจรนี้ได้ หากเป็นไปตามที่เราคาดจริง ประเมินว่าดัชนีหุ้นทั่วโลกจะมีการปรับตัว Relief rally ขึ้นได้หลังจากนั้นราว 1-3 เดือน

ด้านความเสี่ยงที่จำเป็นต้องติดตามในช่วงถัดไปก็คือแรงกดดันเงินเฟ้อที่อาจพุ่งขึ้นเกินกรอบเป้าหมายของธนาคารกลางหลายแห่ง หากราคาโภคภัณฑ์ในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นคล้ายกับตอนช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนเมื่อปีก่อน หากเกิดขึ้น อาจทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกหันกลับมาใช้การขึ้นดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือในการสกัดกั้นเงินเฟ้ออีกครั้ง ซึ่งก็จะเป็นแรงกดดันต่อภาพของตลาดหุ้นอีกครั้งหนึ่งได้

ในเชิงกลยุทธ์ แนะนำให้นักลงทุนใช้จังหวะที่ SET Index กำลังซื้อขายอยู่บริเวณต่ำกว่า 1500 จุดในการทยอยเข้าสะสมหุ้นได้ เนื่องจากเป็นระดับที่ Valuation เริ่มมี Upside จากระดับดัชนีเป้าหมายของเราในกรณีดีสุดที่ 1515 จุด และหากยิ่งดัชนีลงลึกไปใกล้ระดับ 1470 จุด มองเป็นโซนในการเข้าซื้อที่น่าสนใจมาก เนื่องจากจะเทียบเท่าเท่ากับระดับ PBV ที่ 1.4x ซึ่งในอดีตแล้ว มักเป็นระดับที่ SET มีเสถียรภาพในทุกๆครั้งที่ดัชนีมีการปรับตัวลง

นายณัฐชาต กล่าวว่า ทรีนีตี้แบ่งกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจประจำไตรมาส 4 ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ 1.กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ทั้ง Consumer staple และ Grassroot consumption อาทิ CPALL, CPAXT, BJC, CRC, HMPRO, GLOBAL, DOHOME, TNP, MENA 2.กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ยังคงแข็งแกร่ง ภาคการผลิตทั่วโลกที่ฟื้นตัว ภาวะ De-stocking ที่ผ่อนคลายลงและเริ่มกลับกลายเป็น Re-stocking เลือกกลุ่มส่งออก อาทิ KCE, HANA, AAI, ITC, CPF, BTG, GFPT, TU รวมถึงกลุ่มเดินเรือและ Logistics ที่ได้ประโยชน์จากปริมาณการค้าขายและการขนส่งทั่วโลกที่กลับมาคึกคักมากขึ้น อาทิ PSL, RCL, III, LEO, SJWD, WICE

ผู้เลี้ยงไก่ไข่ ย้ำราคาไข่มีแนวโน้มย่อตัว ช่วงปิดเทอมและเทศกาลกินเจ

0

ผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อย ยืนยันราคาไข่ไก่ไม่มีการปรับขึ้นนาน 3 เดือน และมีแนวโน้มย่อตัวตามวัฏจักรช่วงโรงเรียนปิดเทอมและเทศกาลกิจเจในเดือนตุลาคม ย้ำไข่ไก่เป็นอาหารโปรตีนคุณภาพสูงผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่าย

นางพเยาว์ อริกุล นายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยภาคกลาง กล่าวว่า ปัจจุบันราคาไข่คละหน้าฟาร์มฟองละ 3.90-4.00 บาท ขณะที่ราคาขายปลีกเบอร์ 3 อยู่ที่ 4.30-4.40 บาท ถือว่าเป็นราคาปกติตามโครงสร้างต้นทุนที่ปรับขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ตามต้นทุนอาหารสัตว์ที่สูงขึ้นจากปัจจัยของสงครามรัสเซีย-ยูเครน และยังคงเป็นปัญหาหลักของภาคปศุสัตว์ ที่รอรัฐบาลใหม่พิจารณาแนวทางการแก้ปัญหาในระยะยาว เพื่อพัฒนาการผลิตและสร้างอาหารมั่นคงอย่างยั่งยืน

พเยาว์ อริกุล นายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยภาคกลาง

“ผู้เลี้ยงไก่ไข่ เดินหน้าตามยุทธศาสตร์ของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) คือ การตลาดนำการผลิต เน้นผลิตไข่ในปริมาณพอดีกับความต้องการของตลาด รักษาคุณภาพด้วยการขายไข่ให้หมดวันต่อวัน เพื่อให้ไข่สดอยู่เสมอ ไม่มีการเก็บไข่เข้าห้องเย็น เพราะการเก็บไข่ในห้องเย็นจะทำให้คุณภาพลดลง และต้องจ่ายค่าไฟฟ้าห้องเย็นสูงมาก ปัจจุบันไม่มีใครเก็บไข่เข้าห้องเย็นเหมือนที่ผ่านมาอีกแล้ว เกษตรกรยินดีให้ตรวจสอบ และภาครัฐสามารถตรวจสอบได้ทุกเวลา” นางพเยาว์ กล่าวย้ำ

สำหรับราคาขายปลีกไข่ไก่ต่อแผง 30 ฟอง ที่ตลาดสุพรรณบุรี ณ วันที่ 29 กันยายน 2566 เบอร์ 0 ราคา 152 บาท เบอร์ 1 ราคา 138 บาท เบอร์ 2 ราคา 129 บาท เบอร์ 3 ราคา 126 บาท และ เบอร์ 4 ราคา 121 บาท ขณะที่ตลาดสะพาน 2 กรุงเทพมหานคร ราคาเบอร์ 0 อยู่ที่152 บาท เบอร์ 1 ราคา 141 บาท เบอร์ 2 ราคา 135 บาท เบอร์ 3 ราคา 132 บาท และเบอร์ 4 ราคา 127 บาท ส่วนต้นทุนการผลิตของผู้เลี้ยงอยู่ที่ 3.76 บาทต่อฟอง ขายได้ 4 บาทต่อฟอง เห็นได้ว่าใกล้เคียงกันมาก

ก่อนหน้านื้ มีการนำเสนอราคาไข่ไก่ที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง อาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจผิด โดยกล่าวว่า ไข่ไก่ เบอร์ 3-4 ราคา 137 บาทต่อแผง 30 ฟอง เบอร์ 2-3 ราคา 165 บาท และเมื่อต้องมีการบวกค่าใช้จ่ายเพิ่มเพราะผ่านตัวกลางหลายทอดทั้งยี่ปั๊ว ซาปั๊วและค่าขนส่งไปยังจุดจำหน่ายทั่วประเทศ ถึงมือประชาชนราคาจะเพิ่มเป็นฟองละ 5-6 บาท ส่วนไข่จัมโบ้ฟองละ 8.30-8.80 บาท ซึ่งไข่จัมโบ้เป็นไข่ขนาดใหญ่กว่าเบอร์ 0 ส่วนใหญ่เป็นไข่แฝด ต่างจากไข่ที่มีการบริโภคทั่วไป มีออกมาน้อยมากไม่ถึง 0.1 % ของการผลิต ขายให้ผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม จึงมีการตั้งราคาสูง

นางพเยาว์ กล่าวว่า การให้ข้อมูลที่ถูกต้องจะช่วยสร้างความใจอันดีให้กับผู้บริโภค เพราะราคาไข่ไก่มีการปรับขึ้น-ลง ตามกลไกตลาดอุปสงค์-อุปทาน ซึ่งเห็นได้ว่าช่วงโรงเรียนปิดเทอมและเทศกาลกินเจของทุกปี ความต้องการบริโภคไข่ไก่ลดลงราคาก็จะอ่อนตัวลง จึงอยากให้มีการนำเสนอข้อมูลอย่างสร้างสรรค์ ไม่ให้สังคมเกิดความสับสน โดยเฉพาะการให้ข้อมูลราคาที่เกินจริงจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดสร้างความปั่นป่วนให้กับเกษตรกรและผู้บริโภคได้

รมว.เกษตรฯ เป็นประธานพิธี KICK OFF เผาทำลายซากสุกรของกลาง พร้อมประกาศสงครามกับสินค้าเกษตรเถื่อน

0

รมว.เกษตรฯ เป็นประธานพิธีส่งมอบ-รับมอบ และนำตู้สินค้าประเภทซากสุกรของตกค้างและของกลาง ในคดีพิเศษที่ 59/2566 จำนวน 161 ตู้ ณ ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เพื่อนำไปทำลายและ พิธี KICK OFF เผาทำลายซากสุกรของกลาง ณ สำนักชลประทานที่ 9 ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ย้ำชัด กำชับให้เจ้าหน้าที่ และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เร่งดำเนินการปราบปรามการลักลอบนำเข้า ส่งออกสินค้าการเกษตรอย่างเข้มงวด เพื่อปกป้องพี่น้องเกษตรกรให้มีความมั่นใจในอาชีพ พร้อมที่จะเพิ่มผลผลิตด้านการเกษตร เติมเต็มความมั่นคงทางอาหาร สร้างประโยชน์เพื่อคนไทยและประเทศชาติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2566 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีส่งมอบ-รับมอบ และนำตู้สินค้าประเภทซากสุกรของตกค้างและของกลาง ในคดีพิเศษที่ 59/2566 จำนวน 161 ตู้ ณ ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เพื่อนำไปทำลายตามมาตรฐานสากล โดยระบุว่า ได้มอบนโยบายให้กรมปศุสัตว์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปฏิบัติงานบังคับใช้กฎหมายในการตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ลักลอบนำเข้าเนื้อสุกรอย่างเคร่งครัด เพื่อปกป้องเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรเนื่องจากการลักลอบนำเข้าเนื้อสุกร ทำลายกลไกราคาภายในประเทศ ทั้งยังเป็นการนำเข้าพาหะของโรคระบาดสัตว์ จะสร้างความเสียหายต่อระบบการเลี้ยงสุกรของประเทศไทยอย่างมหาศาล ซึ่งการปราบปรามการลักลอบนำเข้า ยังเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคเนื่องจากเนื้อสุกรที่ลักลอบนำเข้าโดยไม่ผ่านการตรวจสอบอาจมีเชื้อโรคและสารตกค้างที่ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค

“การจับเนื้อเถื่อน เป็นนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งการดำเนินการในวันนี้ เกิดจากความร่วมมือทุกภาคส่วน ทุกหน่วยงาน ทั้งเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ ตำรวจ กรมศุลกากร เป็นการปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้อง

การทุจริตคอร์รัปชั่น การลักลอบนำเข้าทั้งเนื้อไก่ ขาไก่ เนื้อสุกร เนื้อโค เนื้อกระบือ เป็นการบ่อนทำลายเสถียรภาพด้านราคา มาตรฐาน คุณภาพ สุขภาพร่างกายของผู้บริโภค หากตรวจพบให้จับอย่างเดียวและดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ไม่ต้องมาเคลียร์ จะไม่ยอมให้มีการกระทำผิดเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด” ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวย้ำ

ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการปราบปรามการลักลอบนำเข้าเนื้อสัตว์และสัตว์มีชีวิตอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ได้ปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ ขอให้ผู้บริโภคเลือกบริโภคเนื้อสัตว์ที่มีคุณภาพและขอให้พี่น้องเกษตรกรมั่นใจได้ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะปกป้องอาชีพของเกษตรกรและคุ้มครองสุขภาพของผู้บริโภคอย่างเต็มที่

สำหรับการทำพิธีส่งมอบ-รับมอบของกลางซากสุกรแช่แข็งลักลอบนำเข้าจากกรมศุลกากรในวันนี้ มีจำนวน  161 ตู้ รวมกว่า 4,363,118 กก. มูลค่า 567,205,465 บาท

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวว่า ในการรับมอบของกลางซากสุกรแช่แข็งลักลอบนำเข้าจากกรมศุลกากรครั้งนี้ กรมปศุสัตว์ได้เตรียมความพร้อมสถานที่สำหรับการฝังทำลาย ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์สระแก้ว ต.คลองไก่เถื่อน อ.คลองหาด จ.สระแก้ว เป็นที่เรียบร้อยแล้ว คาดว่า หากสภาพอากาศมีความเหมาะสม จะดำเนินการฝังทำลายซากสุกรของตกค้างและของกลาง ในคดีพิเศษที่ 59/2566 ให้ครบทั้งสิ้น 161 ตู้ ต่อไป

การจัดพิธี  KICK OFF ครั้งนี้ กรมปศุสัตว์ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (WOAH) ซึ่งการเผาเป็นวิธีที่เหมาะสมในการทำลายซากและของเสียจากสัตว์ มีประสิทธิภาพในการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค และไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยการนำซากสุกรของกลางจำนวน 10 ตู้ โดยแบ่ง 2 ตู้แรกเข้าเตาเผาทำลายซากระบบปิดแบบไร้ควัน ซึ่งสามารถเผาได้ชั่วโมงละ 1-2 ตัน ขึ้นกับสภาพของซากสัตว์ ปริมาณน้ำและไขมันที่มีภายในซากสัตว์และอุณหภูมิของซากสัตว์ก่อนเข้าเตาเผา และจะใช้ระยะเวลาในการเผาต่อ 1 ตู้ ประมาณ 12 ชั่วโมง โดยอุณหภูมิที่เกิดขึ้นภายในเตาเผาสูงสุดอยู่ที่ 1,200 องศาเซลเซียส ซึ่งอุณหภูมิที่สูงเช่นนี้จะสามารถทำลายเชื้อโรคระบาดสัตว์ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเชื้อไวรัส แบคทีเรีย ได้ทั้งหมด อีกทั้งรูปแบบการทำงานของเตาเผาทำลายซากแบบไร้ควันจะมี 2 chamber คือ 1. Chamber สำหรับเผาตัวซาก และ 2. Chamber สำหรับดูดควันเพื่อคัดกรองควันที่เกิดจากการเผาไหม้ ทำให้มั่นใจได้ว่าภายหลังการทำงานจะไม่มีการปล่อยมลภาวะ ทั้งกลิ่น ควัน สู่สิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด และช่วยประหยัดเชื้อเพลิงที่ใช้ในเตาเผาได้โดยวิธีการนำเศษไม้ใส่ไประหว่างการเผา ซึ่งเศษไม้จะช่วยเร่งความร้อนให้อุณหภูมิถึงระดับที่เครื่องทำงานและรักษาระดับอุณหภูมิไว้ได้

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ตลอดปี 2565 ถึงปัจจุบัน เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ได้ร่วมกับตำรวจ ทหาร ศุลกากร เข้าตรวจสอบผู้ประกอบการสินค้าประเภทซากสุกรรวมจำนวนทั้งสิ้น 238 ครั้ง สามารถจับกุมเนื้อสุกร ซึ่งมีแหล่งผลิตต้นทางจากประเทศบราซิล อิตาลี เยอรมนี ลักลอบนำเข้า ปริมาณน้ำหนักรวม 1,142,487 กก. คิดเป็นมูลค่ากว่า 190 ล้านบาท