Home Blog Page 141

“วรวุฒิ-คาร์โล” ควบ NSX GT3 นำทีม “สิงห์ มอเตอร์สปอร์ต” คว้าดับเบิ้ลโพเดียม ปิดฤดูกาล TSS 2023

0

วรวุฒิ ภิรมย์ภักดี และทีมเมท คาร์โล แวน แดม ประเดิมรถแข่งคันใหม่ Honda NSX GT3 2021 นำทีม “สิงห์ มอเตอร์สปอร์ต” คว้าดับเบิ้ลโพเดียม 2 เรซติดต่อกัน ในศึกรถยนต์ทางเรียบ Thailand Super Series 2023 สนามสุดท้ายที่ บุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต เมื่อวันที่ 16-17 ธันวาคม ที่ผ่านมา

การแข่งขันรถยนต์ทางเรียบรายการ B-Quik Thailand Super Series 2023 (TSS 2023) เดินทางเข้าสู่สนามสุดท้าย ที่บุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต สนามแข่งที่มีความยาวต่อรอบ 4.554 กิโลเมตร โดยเมื่อวันที่ 16-17 ธันวาคม 2556 เป็นการแข่งขันในเรซที่ 7 และ 8 ซึ่งเป็นเรซปิดท้ายฤดูกาล

ไฮไลท์ในรุ่นใหญ่ที่สุดอย่าง Thailand Supercar GT3 อยู่ที่ทีม Singha Motorsport Team Thailand ที่เปิดตัวรถแข่งคันใหม่ล่าสุด Honda NSX GT3 2021 ลงสนามเป็นครั้งแรก ภายใต้หมายเลข 89 ขับโดย วรวุฒิ ภิรมย์ภักดี และ คาร์โล แวน แดม นักขับชาวดัตช์

เกมการแข่งขันในเรซที่ 8 เป็นไปอย่างเข้มข้น ภายใต้การออกสตาร์ทแบบ Rolling Start รถแข่งหมายเลข 89 จาก Singha Motorsport Team Thailand ได้ออกตัวจากลำดับที่ 5 โดยมี คาร์โล แวน แดม ทำหน้าที่ขับมือแรก

หลังผ่าน 29 นาทีแรก รถแข่ง Honda NSX GT3 2021 หมายเลข 89 ยังคงรักษาอันดับที่ 5 เอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ก่อนที่จะขับเข้าพิตเพื่อเปลี่ยนมือให้กับ วรวุฒิ ภิรมย์ภักดี ทำหน้าที่ในช่วงครึ่งทางหลังของการแข่งขัน

ขณะที่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วง 10 นาทีสุดท้าย เมื่อ safety Car ต้องออกปฏิบัติหน้าที่ หลังจากรถแข่งหมายเลข 55 มีปัญหาเครื่องยนต์ ซึ่งหลังจากรีสตาร์ทในช่วงท้าย วรวุฒิ ภิรมย์ภักดี สามารถเดินคันเร่งขยับแซงขึ้นมาจบการแข่งขันอันดับที่ 2 ได้สำเร็จ ด้วยเวลารวม 1 ชั่วโมง 1 นาที 58.359 วินาที

ถือเป็นผลงานคว้าดับเบิ้ลโพเดียมภายใต้รถแข่งคันใหม่ได้อย่างยอดเยี่ยม หลังในเรซที่ 7 ที่แข่งขันกันในวันเสาร์ วรวุฒิ ภิรมย์ภักดีและ คาร์โล แวน แดม ก็ผนึกกำลังนำรถ Honda NSX GT3 2021 หมายเลข 89 เข้าเส้นชัยอันดับที่ 2 ได้เช่นเดียวกัน

หลังจบการแข่งขัน วรวุฒิ ภิรมย์ภักดี เผยว่า ถือเป็นผลงานที่เกินคาด ต้องขอบคุณทีมงานทุกคน รวมถึงต้องขอบคุณพี่เอ๋ (คุณชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม) ที่เริ่มต้นพัฒนารถแข่งขันนี้มาก่อนในปี 2022 และโดยรวมถือเป็นผลงานที่ดีส่งท้ายปี พร้อมตั้งเป้าพาทีม Singha Motorsport Team Thailand กลับมาผงาดหัวแถวอีกครั้งในปี 2024

รู้เก็บรู้ออม : Mutual Fund Fair!!

0

เหลือเวลาอีกไม่กี่สัปดาห์ก็จะได้โบกมือบ๊ายบายปีเก่า และเซย์ฮัลโหลกับปีใหม่กันแล้ว แต่สำหรับผู้ที่มีหน้าที่ต้องยื่นแบบภาษีเงินได้ในปีหน้า แต่ยังไม่ได้ตระเตรียมวางแผนภาษี ทีนี้ก็คงต้องวุ่นวายไปกับการซื้อประกัน หรือการลงทุนในกองทุน SSF และ RMF เพื่อจะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีในปีหน้า

แต่โค้งสุดท้ายของปีนี้ พิเศษตรงที่มีการออกกองทุนลดหย่อนภาษีน้องใหม่ นั่นคือ กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน Thailand ESG Fund (Thai ESG) โดยผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี และประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลบังคับใช้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

กองทุนรวม Thai ESG เป็นกองทุนที่มีการลงทุนในหุ้นที่อยู่ในบัญชีรายชื่อหุ้นยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันมีหุ้นพื้นฐานดีที่อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืนถึง 193 บริษัท และลงทุนในตราสารหนี้ที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ผู้ซื้อกองทุน Thai ESG จะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี ไม่เกิน 30% ของรายได้ แต่ไม่เกินคนละ 1 แสนบาทต่อปี โดยสิทธิลดหย่อนภาษีนี้เป็นส่วนที่เพิ่มเติมขึ้นมาต่างหาก ไม่รวมกับวงเงิน 5 แสนบาทของเพดานการซื้อกองทุน RMF + SSF + กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ + ประกันชีวิตแบบบำนาญ และผู้ซื้อต้องถือครองไว้นาน 8 ปีเต็ม นับแบบวันชนวัน ให้สิทธิซื้อตั้งแต่ปี 2566 ถึงปี 2575 (รวมซื้อได้ 10 ปี) แบบไม่มีข้อผูกมัดให้ต้องซื้อต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม การซื้อกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษีนั้น จำเป็นต้องมีการศึกษาเงื่อนไขต่างๆให้ดีเสียก่อน เพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องภาษี กองทุนแต่ละประเภทก็มีเงื่อนไขแตกต่างกัน ผู้ลงทุนจึงต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ให้ถูกต้อง จะได้ไม่ต้องมาปวดหัวแก้ปัญหาภาษีกันทีหลัง

จึงเป็นโอกาสดีที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับสมาคมบริษัทจัดการลงทุน จัดงาน Mutual Fund Fair โค้งสุดท้ายปลายปี! งานมหกรรมที่รวมกองทุนลดหย่อนภาษีไว้ในงานเดียว ทั้งกองทุนรวม RMF, SSF และ “Thai ESG” พร้อมสัมมนาในทุกประเด็นที่จะช่วยให้เราสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

งานมีกำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม 2566 นี้ ตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. ที่หอประชุมศุกรีย์ แก้วเจริญ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บนถนนรัชดา

ตลอดทั้งวัน จะมีทั้งการจัดสัมมนา เวิร์กช็อป เรื่องการวางแผนภาษี ในหัวข้อต่างๆที่ไม่น่าพลาด ไม่ว่าจะเป็นหัวข้อสัมมนาในภาคเช้า “เจาะลึกน้องใหม่ ลงทุนยั่งยืน พร้อมคืนภาษี กับ Thai ESG”, “วางแผนและจัดพอร์ตกับกองทุนภาษี สแกนหุ้น–กองทุนยั่งยืน” และหัวข้อ “ไขข้อข้องใจในกองทุนลดหย่อนภาษี” กับ “กองไหนดี เลือกช็อปกองทุน Thai ESG ให้ตรงใจ” ในภาคบ่าย

นอกจากนี้ ผู้ร่วมงานยังสามารถช็อปปิ้งเลือกซื้อกองทุนทั้ง SSF-RMF และ Thai ESG จาก บลจ. ชั้นนำ พร้อมรับโปรโมชันพิเศษเฉพาะภายในงานอีกด้วย

หรือถ้าไม่สะดวกเดินทาง ก็สามารถติดตามรับชมงานผ่านช่องทาง Facebook Live ของ SET Thailand โดยกดติดตามเพื่อรับชม ช่วงเช้า https://fb.me/e/33Al2x3PF และช่วงบ่าย https://fb.me/e/3dBuYCJNG  ผู้สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมและกองทุนที่เสนอขายได้ที่ http://www.ThailandESG.com 

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง"  หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

AIS พร้อมระงับเบอร์โทรต้องสงสัยที่ใช้งานสูงผิดปกติ ขานรับนโยบายรัฐบาล ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์

0

นายวรุณเทพ วัชราภรณ์ หัวหน้าฝ่ายงานธุรกิจสัมพันธ์ บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS เปิดเผยว่า จากกรณีการเกิดอาชญากรรมจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ และมีประชาชนตกเป็นเหยื่อ สูญเสียทรัพย์สินเป็นจำนวนมากนั้น  ในส่วนของ AIS มีความห่วงใยและทำงานร่วมกับภาครัฐ มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแล ปกป้อง ความปลอดภัยของลูกค้าและประชาชนภายใต้ โครงการ AIS อุ่นใจไซเบอร์ ในหลากหลายรูปแบบ

วรุณเทพ วัชราภรณ์ หัวหน้าฝ่ายงานธุรกิจสัมพันธ์ เอไอเอส

AIS พร้อมยกระดับการทำงานไปอีกขั้น โดยร่วมกับ ภาครัฐ  นำโดย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงาน กสทช.ในการกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์  โดยมุ่งไปที่เบอร์โทร ซึ่งเป็นเลขหมายแบบเติมเงินเท่านั้น (ไม่รวมถึงเลขหมายแบบรายเดือน หรือเบอร์ที่ลงทะเบียนภายใต้หน่วยงานหรือองค์กร) ที่มีการโทรออกเป็นจำนวนมากแบบผิดปกติ และหลังจากตรวจสอบร่วมกับหน่วยงาน AOC ของภาครัฐ แล้ว AIS จะส่ง SMS แจ้งเตือนและระงับการใช้งานหมายเลขดังกล่าวทันที อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการปกป้องสิทธิเสรีภาพของผู้ใช้บริการ พร้อมดูแลลูกค้า ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการดังกล่าว และยังคงใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง ลูกค้าเจ้าของเบอร์ดังกล่าวสามารถดำเนินการยืนยันตัวตนว่าเป็นผู้ใช้งานอย่างถูกต้องได้ ผ่านทาง AIS Shop ทั่วประเทศ หรือ ติดต่อกลับมาที่ AIS 1175 เพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

นายวรุณเทพ กล่าวว่า “สำหรับลูกค้าที่ได้รับความเดือดร้อนรำคาญจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สามารถโทรแจ้งผ่านบริการสายด่วน 1185 AIS Spam Report Center ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเบอร์โทรและ SMS มิจฉาชีพ ได้ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง โดย AIS จะตรวจสอบเบอร์ดังกล่าวร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงอย่างใกล้ชิดเพื่อดำเนินการจับกุมและดำเนินคดีต่อไป” 

เปิดโลกการเรียนรู้ห้องเรียนธรรมชาติ “ซีพีเอฟ” ปลูกจิตสำนึกคนรุ่นใหม่ ร่วมปกป้องสิ่งแวดล้อม

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ปลูกฝังจิตสำนึกและสร้างการมีส่วนร่วมของเยาวชนคนรุ่นใหม่รักษ์สิ่งแวดล้อม ผ่านการดำเนินโครงการ “ปันรู้ ปลูกรักษ์” เปิดโลกการเรียนรู้ห้องเรียนธรรมชาติ ให้น้องๆ ในโรงเรียนทั่วประเทศ ได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริง พร้อมเป็นแนวร่วมรักษ์โลกอย่างยั่งยืน

นางกอบบุญ ศรีชัย ผู้บริหารสูงสุดสายงานกิจการองค์กรและลงทุนสัมพันธ์ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟ ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อส่งมอบสิ่งแวดล้อมที่ดี ทั้ง อากาศ น้ำ ป่าไม้ ดิน ฯลฯ ให้กับคนรุ่นต่อๆไป จึงมุ่งมั่นสร้างการรับรู้และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และปกป้องสิ่งแวดล้อม ผ่านโครงการ “ปันรู้ ปลูกรักษ์” ให้เด็กและเยาวชนในโรงเรียนต่างๆ ได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริง สร้างผู้นำหรือตัวแทนเยาวชนที่สามารถสื่อสาร คิดสร้างสรรค์และต่อยอดเรื่องดังกล่าวสู่สังคมต่อไป

“โครงการ ปันรู้ ปลูกรักษ์ เน้นถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เด็ก เยาวชน คนรุ่นใหม่ ด้วยการแบ่งปันประสบการณ์จากที่ซีพีเอฟประสบความสำเร็จมาแล้ว ในการดำเนินโครงการต่างๆ อาทิ การฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ป่าชายเลน โครงการกับดักขยะทะเล มาสอนให้น้องๆ เห็นคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ รักต้นไม้ รักป่า เห็นความสำคัญของการได้รับอากาศที่บริสุทธิ์ เห็นผลกระทบของปัญหาขยะ ซึ่งจนถึงปัจจุบันสามารถสร้างผู้นำหรือตัวแทนเยาวชน และขยายผลสู่การสร้างเครือข่ายภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ในการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ” นางกอบบุญ กล่าว

ที่ผ่านมา ซีพีเอฟ จัดกิจกรรม Road Show “เปิดโลกการเรียนรู้ห้องเรียนธรรมชาติ” โดยผสานเครือข่ายสร้างการรับรู้ เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายโครงการฯ (ปี 2566-2570) ในการถ่ายทอดความรู้แก่เด็กและเยาวชนอายุ 7-24 ปี ให้มีส่วนร่วมในโครงการฯ 30,000 คน สร้างผู้นำหรือตัวแทนเยาวชน 500 คน ใน 150 เครือข่ายภาคประชาสังคม โดยผู้ร่วมโครงการจะได้เรียนรู้ด้านอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมต่อ หรือบูรณาการกับ STEM คือ วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) คณิตศาสตร์ (Mathematics) เพื่อเสริมการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน ควบคู่กับกิจกรรมนันทนาการ ด้วยหลักสูตรค่ายเยาวชนส่งเสริมการรับรู้จากการเรียนรู้ระยะสั้น ทั้งด้านศิลปวัฒนธรรมและวิถีชุมชน การอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าเพื่อดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การเรียนรู้ศึกษาธรรมชาติและการปฏิบัติภาคสนาม เพื่อให้เยาวชนมีความรู้และร่วมกันพลิกฟื้นความหลากหลายทางชีวภาพ คืนสมดุลสู่ระบบนิเวศ ทั้งป่าต้นน้ำและป่าชายเลน ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมที่จะส่งผลให้เยาวชนได้มีประสบการณ์จริง ทำให้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหา ปูพื้นฐานการสร้างเครือข่ายเยาวชนจากรุ่นสู่รุ่น

โครงการปันรู้ ปลูกรักษ์ เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่ซีพีเอฟมุ่งมั่นทำสิ่งดีๆ เพื่อตอบแทนชุมชน สังคม และประเทศชาติ สานต่อความมุ่งมั่นในภารกิจอนุรักษ์และปกป้องทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs)

ก.ล.ต. เผยสถิติแจ้งเบาะแสผ่าน “สายด่วนหลอกลงทุน” และปิดกั้นช่องทางมิจฉาชีพหลอกลงทุนออนไลน์

0

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดสถิติการแจ้งเบาะแสผ่าน “สายด่วนแจ้งหลอกลงทุน” โดยในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ได้รับแจ้งเบาะแสหลอกลงทุนผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ รวมทั้งสิ้น 202 บัญชี และปัจจุบันดำเนินการปิดกั้นช่องทางหลอกลวงดังกล่าวไปแล้ว 175 บัญชี คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 86 ของจำนวนบัญชีที่ได้รับแจ้งทั้งหมด  

ก.ล.ต. เปิดเผยสถิติการแจ้งเบาะแสหลอกลงทุนในตลาดทุนผ่าน “สายด่วนแจ้งหลอกลงทุน” โทร 1207 กด 22 ระบบรับแจ้งบนเว็บไซต์ ก.ล.ต. www.sec.or.th/scamalert และอีเมล [email protected] ภายใต้ “โครงการร่วมมือ-จับปลอมหลอกลงทุน” ที่ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรในตลาดทุน หน่วยงานภาครัฐและเอกชน และศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center : AOC) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยประสานงานกับ Meta (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม Facebook และ Instagram รวมทั้ง LINE (ประเทศไทย) ปิดกั้นช่องทางของมิจฉาชีพบนแพลตฟอร์มดังกล่าวโดยเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนมากยิ่งขึ้น

ตั้งแต่โครงการ “สายด่วนแจ้งหลอกลงทุน” เปิดตัวเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2566 ก.ล.ต. ได้รับแจ้งเบาะแสว่า มีสื่อหลอกลงทุนผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น 202 บัญชี แบ่งเป็นแพลตฟอร์ม Facebook 192 บัญชี Instagram 1 บัญชี และ LINE 9 บัญชี (ข้อมูล ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2566) เมื่อ ก.ล.ต. ได้รับข้อมูลแล้ว ได้ประสานแจ้งผู้ให้บริการแพลตฟอร์มพิจารณาดำเนินการปิดกั้นบัญชีโดยเร็ว ภายใต้กรอบเวลาเฉลี่ยภายใน 48 ชั่วโมงนับตั้งแต่ที่ได้รับแจ้ง ซึ่งปัจจุบันดำเนินการปิดไปแล้ว 175 บัญชี หรือคิดเป็นร้อยละ 86 ส่วนที่เหลือเป็นการแจ้งเข้ามาใหม่และอยู่ระหว่างการดำเนินการปิด   

สำหรับการแจ้งเบาะแสการหลอกลงทุนผ่านสื่อสังคมออนไลน์พบว่า ส่วนใหญ่เป็นการแอบอ้างใช้ชื่อ โลโก้ และภาพผู้บริหารของ ก.ล.ต. หน่วยงานและบริษัท รวมถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงในตลาดทุน การปลอมแปลงใบอนุญาต และอ้างว่ารับรองโดย ก.ล.ต. และหน่วยงานทางการ แอบอ้างใช้ชื่อและภาพบุคคลกรในตลาดทุน รวมถึงการชักชวนลงทุนในหุ้นกองทุน สินทรัพย์ดิจิทัล ด้วยข้อเสนอที่ให้ลงทุนน้อยแต่ให้ผลตอบแทนสูงเกินจริง ไม่มีความรู้ก็ลงทุนได้ มีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแล เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ

นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังดำเนินการป้องปรามเรื่องหลอกลงทุนอย่างต่อเนื่อง ดังนี้ 

(1) ขึ้นเตือนบนหน้าเว็บไซต์ ก.ล.ต. ในหัวข้อ Investor Alert เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ที่ไม่ใช่ผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต.

(2) ประสานศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย (Anti-Fake News Center Thailand) กระทรวงดิจิทัลฯ เพื่อออกข่าวแจ้งเตือนประชาชน

(3) ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อเจ้าพนักงานเกี่ยวกับการหลอกลงทุนเฉพาะกรณีที่แอบอ้างชื่อ/โลโก้ หรือภาพผู้บริหารของ ก.ล.ต.

(4) ดำเนินการส่งเรื่องให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง พิจารณาดำเนินการตามกฎหมายภายใต้ พ.ร.ก. การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 กรณีอ้างผลตอบแทนสูง หรืออาจเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่

(5) ดำเนินการส่งเรื่องไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย พิจารณาดำเนินการกรณีชักชวนลงทุนใน Forex หรือการแจ้งเบาะแสการหลอกลวงที่เกี่ยวข้องกับธนาคารพาณิชย์

(6) ดำเนินการส่งเรื่องให้กระทรวงดิจิทัลฯ พิจารณาดำเนินการในส่วนที่นอกเหนือการบังคับใช้กฎหมายของ ก.ล.ต.

ทั้งนี้ ก.ล.ต. ขอย้ำให้ประชาชนระมัดระวังในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน ด้วยการสอบถามโดยตรงกับบริษัทหรือบุคคลที่ถูกแอบอ้าง รวมทั้งไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวหรือไม่โอนเงินเข้าชื่อบัญชีบุคคลธรรมดา สำหรับการแจ้งเบาะแสให้ได้ผล ขอให้แจ้งกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงเพื่อให้ได้รับการแก้ไขปัญหาที่รวดเร็วและตรงจุด เช่น

          (1) เรื่องหลอกลงทุนในตลาดทุน ติดต่อสายด่วน ก.ล.ต. โทร 1207 กด 22

          (2) เรื่องหลอกลวงออนไลน์เกี่ยวกับการฝาก ถอน ชำระเงิน บัตรเครดิต และสินเชื่อ ติดต่อสายด่วน 1213 ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย

          (3) เรื่องการเงินนอกระบบที่เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ ติดต่อสายด่วน 1359 ศูนย์รับแจ้งการเงินนอกระบบ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

          (4) อาชญากรรมทางเทคโนโลยีอื่น ๆ การอายัดบัญชีปลายทางชั่วคราว (บัญชีม้า) ติดต่อสายด่วน 1441 ศูนย์ AOC เป็นต้น

“เด่นวิทย์” คว้าแชมป์กอล์ฟ “ไทยแลนด์ โอเพ่น ครั้งที่ 51”

0
เด่นวิทย์ เดวิด บริบูรณ์ทรัพย์ ทำรอบสุดท้าย 3 อันเดอร์ คว้าแชมป์ที่สกอร์รวม 22 อันเดอร์ รับถ้วยพระราชทาน รัชกาลที่ 9 พร้อมเงินรางวัล 750,000 บาท ในการแข่งขันกอล์ฟ “ไทยแลนด์ โอเพ่น” ครั้งที่ 51 ณ สนามกอล์ฟริเวอร์เดล กอล์ฟ คลับ พาร์ 71 จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2566

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เดวิด บริบูรณ์ทรัพย์ หรือ เด่นวิทย์ วัย 20 ปี ซึ่งจบรอบสามนำห่างคู่แข่ง 5 สโตรก ทำเพิ่มในรอบสุดท้ายอีก 3 อันเดอร์ จาก 4 เบอร์ดี้ 1 โบกี้ คว้าแชมป์รายการที่ 3 ในออลไทยแลนด์กอล์ฟทัวร์ไปครองต่อจากความสำเร็จในรายการ สิงห์ เชียงใหม่ โอเพ่น 2021 และรายการ สิงห์ ออลไทยแลนด์ พรีเมียร์ แชมเปี้ยนชิพ 2022
นอกจากนั้นแล้ว ยังเป็นการคว้าแชมป์สัปดาห์ที่สองติดต่อกันของโปรชลบุรีรายนี้หลังจากสัปดาห์ที่แล้วคว้าแชมป์รายการอารามโก้ อินวิเตชั่นแนล และจบด้วยการเป็นมือหนึ่งของเอเชียนเดเวลล็อปเม้นท์ทัวร์ที่ซาอุดิอาระเบีย

โดยเด่นวิทย์ รับเงินรางวัล 750,000 บาท จากเงินรางวัลรวมทั้งสิ้น 5 ล้านบาท ทำให้ขยับขึ้นมาจบที่อันดับ 4 ในอันดับเงินรางวัลสะสมที่จำนวน 1,045,537 บาท จากการเล่น 9 รายการ

ด้าน“โปรเจมส์” เนติพงศ์ ศรีทอง ชิพอินอีเกิ้ลที่หลุมสุดท้ายก่อนจบอันดับสองที่สกอร์รวม 21 อันเดอร์ รับเงินรางวัล 475,000 บาท ในแมตช์ปิดฤดูกาลของออลไทยกอล์ฟทัวร์ 2023 และจบที่ 5 อันดับเงินรางวัลสะสมที่จำนวน 986,379 บาท จากการเล่น 7 รายการ

“โปรไทเกอร์” วิชญภัทร สินสร้าง ทำรอบสุดท้าย 8 อันเดอร์ จาก 9 เบอร์ดี้ 1 โบกี้ สกอร์รวม 20 อันเดอร์ จบอันดับ 3 ร่วมกับ โคสุเก ฮามาโมโต้ รับเงินรางวัลคนละ 240,625 บาท

อันดับ 5 เป็นของ ภูสิทธิ์ ทรัพย์อัประไมย สกอร์รวม 17 อันเดอร์ หลังจากตีรอบสุดท้าย 6 อันเดอร์ และด้วยเงินรางวัลที่ได้รับในครั้งนี้จำนวน 158, 750 บาท ทำให้ภูสิทธิ์ จบฤดูกาลด้วยการเป็นนักกอล์ฟทำเงินสูงสุดของออลไทยแลนด์ฯ 2023 ด้วยจำนวน1,088,303 บาท จากการเล่นทั้งหมด 13 รายการ

นอกจากนี้ ธนภัทร พิชัยกุล ซึ่งเมื่อเดือนที่แล้วได้แชมป์รายการ สิงห์ ไทยแลนด์ มาสเตอร์ส ก็ทำผลงานดีต่อเนื่องด้วยการจบที่ 6 ร่วมกับ จอห์น คัทลิน อดีตแชมป์ปี 2019 โดยทำสกอร์รวมคนละ 16 อันเดอร์ และรับเงินคนละ 126,250 บาท

วีรวิชญ์ นาคประชา ทำอีก 6 อันเดอร์ จบที่ 8 สกอร์รวม 14 อันเดอร์ รับเงินรางวัล 106,000 บาท ขณะที่ ภาณุพล พิทยารัฐ อดีตแชมป์รายการนี้ จบที่ 9 ร่วม สกอร์รวม 13 อันเดอร์ รับเงินรางวัล 82,687 บาท

ทั้งนี้ การแข่งขันกอล์ฟรายการ “ไทยแลนด์ โอเพ่น” เป็นการแข่งขันกอล์ฟอาชีพรายการใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของไทยโดยในปีนี้เป็นการแข่งขันครั้งนี้ที่ 51 และเป็นแมตช์ปิดฤดูกาลของออลไทยแลนด์กอล์ฟทัวร์ 2023

“สาระ ล่ำซำ” ครองตำแหน่ง “นักการเงินแห่งปี” สองปีซ้อน

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า วารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนธันวาคม 2566 ประกาศรางวัลเกียรติยศ “นักการเงินแห่งปี” โดยคณะกรรมการตัดสินรางวัลมีมติให้ สาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต ครองตำแหน่งนักการเงินแห่งปี 2566 ซึ่งเป็นการครองตำแหน่งเป็นครั้งที่ 2 ด้วยคุณสมบัติของการเป็นนักการเงินแห่งปีครบถ้วนตามหลักเกณฑ์การพิจารณาทั้ง 4 ด้าน เป็นนักการเงินมืออาชีพที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและทันสมัย มีความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ สร้างความเติบโตยั่งยืนให้กับองค์กร รับผิดชอบต่อสังคมและทำคุณประโยชน์ต่อส่วนรวม

ทั้งนี้ คณะกรรมการตัดสินรางวัลนักการเงินแห่งปี ได้กลั่นกรองและพิจารณาอย่างเข้มข้น โดยลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์มอบรางวัลเกียรติยศ นักการเงินแห่งปี 2566 Financier of the Year 2023 ให้กับนายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ด้วยผลงานที่โดดเด่นผ่านคุณสมบัติการเป็นนักการเงินแห่งปี ตามหลักเกณฑ์ทั้ง 4 ด้าน คือ 1.เป็นนักการเงินที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและทันสมัย 2.เป็นนักการเงินมืออาชีพที่มีความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ 3.เป็นนักการเงินที่สร้างความเจริญเติบโตและยั่งยืนให้กับองค์กร และ 4.เป็นนักการเงินที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและทำคุณประโยชน์ต่อส่วนรวม

  1. เป็นนักการเงินที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและทันสมัย
    สาระ ล่ำซำ เป็นผู้บริหารบริษัทประกันชีวิตคนแรกที่ได้รับรางวัล “นักการเงินแห่งปี” เมื่อปี 2556 มาในปีนี้ สาระ ได้กลับมาครองตำแหน่ง “นักการเงินแห่งปี 2566” อีกครั้ง ด้วยผลงานโดดเด่น โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ภาคธุรกิจประกันชีวิตได้เผชิญกับความท้าทายเป็นอย่างมาก สาระ ในฐานะที่ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมประกันชีวิตไทย จึงมีบทบาทสำคัญในการทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) โดยเป็นผู้ริเริ่มให้มีกระบวนการเสนอขายประกันในรูปแบบ Digital Face to Face เพื่อรองรับกับมาตรการรักษาระยะห่าง (Social Distancing) ระหว่างลูกค้ากับผู้เสนอขาย ทำให้กระบวนการเสนอขายเป็นไปได้อย่างราบรื่นในช่วงโควิด-19 รวมทั้ง ยังมีบทบาทในการออกข้อปฏิบัติ “เคลมประกันโควิด-19” สำหรับผู้ทำประกันภัยที่ติดเชื้อโควิด-19 ของบริษัทประกันชีวิต เพื่อเป็นแนวทางที่ชัดเจนให้ลูกค้ามีความเข้าใจในเรื่องการจ่ายเคลม เป็นการสร้างความอุ่นใจและความน่าเชื่อถือให้กับผู้เอาประกันภัยที่ถือกรมธรรม์ประกันชีวิตและประกันสุขภาพและติดเชื่อโควิด-19
    หลังจากมีกระบวนการ Digital Face to Face และการออกประกาศข้อปฏิบัติ “เคลมประกันโควิด-19” ส่งผลให้ภาคธุรกิจประกันชีวิตไทยตั้งแต่ปี 2562 มีเบี้ยรับรวมและเบี้ยรับใหม่ของการประกันสุขภาพเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 10% สะท้อนถึงความรู้ความสามารถและวิสัยทัศน์ของ สาระ ที่ช่วยยกระดับให้ภาคธุรกิจประกันชีวิตเติบโตได้แม้ว่าจะประสบภาวะวิกฤติโควิด-19
    สาระ ยังเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ของภาคธุรกิจประกันชีวิต โดยประกาศบังคับใช้กฎหมายใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและกฎหมายระดับสากล ซึ่งมีการทำงานร่วมกับสำนักงาน คปภ. เพื่อยกระดับมาตรฐานของภาคธุรกิจประกันชีวิตให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ระหว่างผู้ทำประกันภัยและบริษัทประกันชีวิต
  2. เป็นนักการเงินมืออาชีพที่มีความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ
    สาระ เป็นผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านการบริหารการเงินและการลงทุนมากว่า 30 ปี โดยมุ่งหวังให้ประชาชนเข้าถึงการทำประกันชีวิตและส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนทุกกลุ่มมีความรู้ทางการเงินและคุณภาพชีวิตที่ดี (Financial & Insurance Literacy) ในการสร้างความมั่นคงและคุณภาพชีวิตให้กับคนไทย และมุ่งหวังให้ตอบโจทย์ความต้องการและพฤติกรรมของลูกค้าเป็นสำคัญ (Outside In) แบบรายรายบุคคล (Personalization)
    นอกจากนี้ ยังเป็นผู้นำที่บริหารองค์กรที่คำนึงถึงจริยธรรมและการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นผู้มีส่วนสำคัญที่ทำให้เมืองไทยประกันชีวิตได้รับรางวัลประกาศเกียรติคุณ “จรรยาบรรณดีเด่น” มาทั้งหมด 3 ครั้งจากหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยในปี 2548 ปี 2562 และ ปี 2565 ส่งผลให้ สาระ ได้รับการยอมรับในความเป็นผู้นำที่มีความเป็นมืออาชีพ มีความรู้ความสามารถ และความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ จนได้รับความไว้วางใจจากบริษัทสมาชิกคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมประกันชีวิตถึง 6 สมัย
    ส่วนเวทีในระดับสากล สาระ ได้รับเกียรติจากผู้ประกอบการธุรกิจของแต่ละประเทศในการดำรงตำแหน่ง “the Chapter Chair of YPO Gold (Thailand)” หรือประธานกรรมการ YPO Gold (Thailand) สมาคมไทยแลนด์ แชปเตอร์ ยัง เพรสซิเดนท์ส ออร์แกนไนเซชั่น อิงค์ ซึ่งเป็นกลุ่มสังคมชุมชนระดับโลกที่เกิดจากการรวมตัวระหว่างเจ้าของผู้ประกอบกิจการในแต่ละประเทศในการแบ่งปันประสบการณ์ ความรู้ และนวัตกรรมขององค์กรที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน
  3. เป็นนักการเงินที่สร้างความเจริญเติบโตให้กับองค์กร
    สาระ เป็นผู้ริเริ่มในการปรับภาพลักษณ์องค์กร (Brightening the Brand) ให้มีความสดใส ทันสมัย และเป็นสากลมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ภายใต้สโลแกน “Happiness Means Everything: เพราะความสุขคือทุกอย่าง” โดยมีการเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่โลโก้ด้วยรูปลักษณ์โค้งมน สื่อสารผ่านสีที่หลากหลายสะท้อนถึงความสดใส เข้าถึงง่าย สร้างความใกล้ชิดของลูกค้า ซึ่งหลังจากที่ สาระ ได้มุ่งมั่นพัฒนาขยายธุรกิจของเมืองไทยประกันชีวิตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ อัตราการเติบโตเฉลี่ยของเบี้ยรับรวม (CAGR Growth) ตั้งแต่ปี 2547-2565 สูงถึง 13% จากเดิมที่เมืองไทยประกันชีวิตเป็นบริษัทประกันขนาดเล็ก เคยอยู่ในอันดับที่ 8 ของภาคธุรกิจในช่วงที่สาระเริ่มบริหารช่วงแรกๆ ปัจจุบันได้ก้าวเป็นบริษัทประกันขนาดใหญ่ระดับชั้นนำของประเทศ ที่มีผลงานเบี้ยรับรวมแตะระดับสูงสุดที่ 100,000 ล้านบาท สูงเป็นอันดับ 2 ของภาคธุรกิจประกันชีวิต
    ไม่เพียงแต่ธุรกิจในประเทศ สาระ ยังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการริเริ่มขยายธุรกิจประกันชีวิตไทยไปสู่กลุ่มประเทศ CLMV (Cambodia, Laos, Myanmar และ Vietnam) ซึ่งปัจจุบันมีส่วนอันดับทางการตลาดเป็นอันดับต้นๆ ของภาคธุรกิจในประเทศ Cambodia และ Laos
    สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2565 ที่ผ่านมา บริษัทมีสินทรัพย์รวมกว่า 600,000 ล้านบาท มีกำไรสุทธิสูงถึง 5,700 ล้านบาทเป็นอันดับต้นๆ ของภาคธุรกิจ มีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนมากกว่า 300% ซึ่งสูงกว่าที่ระดับเกณฑ์ขั้นต่ำที่ภาคธุรกิจกำหนดไว้ที่ 140% และมีจำนวนกรมธรรม์ที่มีผลบังคับและดูแลให้กับลูกค้าเมืองไทยประกันชีวิตเกือบ 3,000,000 กรมธรรม์
  4. เป็นนักการเงินที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม และทำคุณประโยชน์ต่อส่วนรวม
    ภายใต้การนำของ สาระ ได้ให้ความสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินและเติมเต็มชีวิตของลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์ตลอดช่วงชีวิต นำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนตามหลักการ ESG ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) ด้านสังคม (Social) และ ด้านบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ (Governance & Economic)
    โดยมีการกำหนดกลยุทธ์ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ผสมผสานแนวคิด ESG กับการดำเนินธุรกิจ “Embedding Sustainability into Our Own Operation” เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายมีความสุขอย่างยั่งยืนในทุกมิติ และเพื่อมุ่งเป็น “Leading Sustainable Insurer” ที่จะมีบทบาทสำคัญในการบรรลุความสำเร็จของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ

ล่าสุด สาระ เป็นผู้ที่ผลักดันแนวคิดการตอบแทนเพื่อสังคมของเมืองไทยประกันชีวิต ให้ก้าวสู่ “Creating Shared Value” (CSV) หรือ “การสร้างคุณค่าร่วมกันของสังคม” ผ่านแนวคิด “MTL Share” ที่มุ่งการสร้างคุณค่าของการดำเนินธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่นอกจากจะสร้างคุณค่าให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมแล้ว จะมีการสร้างกระบวนการใหม่ให้สามารถสร้างคุณค่าจากสินค้าหรือการบริการของธุรกิจให้กับสังคมร่วมด้วย
สาระ ยังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการร่วมกำหนดและจัดทำกรอบการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Corporate Governance Framework) ที่ใช้ในการกำกับดูแลการดำเนินธุรกิจให้มีความโปร่งใสและมีความน่าเชื่อถือ โดยจะมีแนวทางที่เป็นกลไกในการควบคุมภายใน การเปิดเผยข้อมูล และการตรวจสอบที่มีประสิทธิผล ผ่านการแบ่งแยกอำนาจหน้าที่ระหว่างฝ่ายกำกับดูแล และฝ่ายบริหารที่ชัดเจน ตลอดจนมีการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดย่อย เพื่อช่วยทำหน้าที่ในการกลั่นกรองในมิติต่างๆ ของการประกอบของเมืองไทยประกันชีวิต

รู้เก็บรู้ออม : ประกาศผล SET Hackathon 2023

0

โลกการลงทุนยุคใหม่ ข้อมูลการดำเนินงานด้าน ESG ซึ่งเป็นแนวคิดการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน คำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาลนั้น เป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจของนักลงทุน ที่ให้น้ำหนักกับแนวทางการลงทุนอย่างยั่งยืนมากขึ้น

ด้านหน่วยงานกำกับดูแลและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ก็ได้ใช้ข้อมูล ESG มาพิจารณาว่าภาคธุรกิจได้ให้ความสำคัญและมีความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสีย สังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างไร รวมทั้งใช้พิจารณาควบคู่ไปกับข้อมูลทางการเงิน เพื่อวิเคราะห์ถึงการเติบโตของธุรกิจในระยะยาวอีกด้วย

ที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ฯได้มีการพัฒนาและจัดทำระบบฐานข้อมูลต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ลงทุน และบริษัทจดทะเบียน ทั้งข้อมูลการลงทุน เศรษฐกิจ ความรู้การออมและการลงทุน รวมถึงข้อมูลด้าน ESG ซึ่งสอดรับกับวิสัยทัศน์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ “To Make the Capital Market ‘Work’ for Everyone”

นำไปสู่การริเริ่มจัดการแข่งขัน SET Hackathon 2023 ภายใต้ธีม Wealth and Sustainability ขึ้นเป็นครั้งแรกสำหรับบุคคลทั่วไป เป็นการเปิดเวทีประลองความคิดในการนำฐานข้อมูลด้าน ESG ของตลาดหลักทรัพย์ฯ มาใช้เพื่อประโยชน์แก่ผู้ลงทุนและบริษัทจดทะเบียน นำไปประกอบการวิเคราะห์และพัฒนาการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

ปรากฏว่า ได้รับความสนใจอย่างมาก มีผู้สมัครเข้าร่วมแข่งขันถึง 69 ทีม จากหลายสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นนิสิตนักศึกษา บริษัทจดทะเบียน บริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วิศวกร นักวิเคราะห์ ที่ปรึกษาทางการเงิน รวมถึงผู้ลงทุน ทำให้เกิดไอเดียที่หลากหลายและสร้างสรรค์ โดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิได้คัดเลือกทีมที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงรางวัลเหลือ 12 ทีม ซึ่งทุกทีมได้รับคำปรึกษาและชี้แนะจากผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านเทคโนโลยี data analytic และด้านความยั่งยืน

โจทย์ของการแข่งขันครั้งนี้ คือ “เราจะช่วยให้ผู้ลงทุนและบริษัทจดทะเบียนไทยใช้ประโยชน์จากข้อมูลด้าน ESG เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนได้อย่างไร” โดยคณะกรรมการตัดสินให้ “ทีม ESG EZ Invest” ได้รางวัลชนะเลิศ จากการเสนอไอเดียการนำข้อมูล ESG data platform ของตลาดหลักทรัพย์ฯ มาพัฒนาเป็นแอปพลิเคชันเพื่อช่วยให้ผู้ลงทุนเข้าถึง Sustainable Investing ได้สะดวกยิ่งขึ้น และยังสามารถดูพอร์ตลงทุนของตัวเองว่ามีผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมแค่ไหนอีกด้วย

ส่วนรองชนะเลิศอันดับ 1 เป็นของทีม The UNIQUE เสนอไอเดียใช้ AI มาช่วยทำ ESG Solution Software แก้ไขปัญหาการกระจายตัวของแหล่งข้อมูล, รองอันดับ 2 เป็นทีม Setainable เสนอไอเดียให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงเงินกู้แบบ Sustainability linked loans ด้วยข้อมูล ESG data platform ช่วยลดต้นทุนทางการเงิน และรางวัลชมเชย คือ ทีม MOTABENA เสนอไอเดียที่ช่วยให้ผู้ลงทุนรุ่นใหม่ประยุกต์ใช้ข้อมูลด้าน ESG ประกอบการลงทุนได้ดียิ่งขึ้น ผ่านการใช้ ESG data dashboard และสร้าง Community เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองการลงทุนเพื่อความยั่งยืน รวมทั้งการให้ความรู้ ESG ผ่าน Metaverse

ผู้สนใจชมการนำเสนอไอเดีย และทีมที่ผ่านการคัดเลือกเข้ารอบชิงรางวัล และได้รับรางวัลได้ที่ https://www.set.or.th/th/education-research/research/activities/set-hackathon  “คุณนายพารวย” ขอแสดงความยินดีและชื่นชมผู้เข้าร่วมแข่งขันทุกคนที่มาร่วมกันสร้างสรรค์แนวคิดต่างๆ ที่จะถูกนำไปต่อยอดเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาตลาดทุนไทยอย่างยั่งยืนต่อไป.

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง"   หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

เมืองไทยประกันชีวิต และ สภากาชาดไทย จัดกิจกรรมวิ่ง City Run เปิดตัวโครงการ “เมืองไทยปันความสุข”

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)  และ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ร่วมจัดกิจกรรมวิ่ง City Run เพื่อเปิดตัวโครงการ “เมืองไทยปันความสุข” เชิญชวนให้ทุก ๆ คนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดซื้อรถรับบริจาคโลหิตเคลื่อนที่ (มูลค่า 8 ล้านบาท) มอบให้กับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย  เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพการจัดหน่วยเคลื่อนที่และได้รับโลหิตบริจาคเพิ่มมากขึ้น ให้มีปริมาณโลหิตเพียงพอกับผู้ที่ต้องการใช้โลหิตในการรักษา

โดยสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแบ่งปันได้ง่าย ๆ เพียงคุณร่วมสะสมก้าวเดินผ่านแอปพลิเคชัน    MTL Fit  จำนวน  200 ก้าวเดิน มีมูลค่าเท่ากับ 1 บาท สูงสุด 7,500,000 บาท หรือ บริจาคคะแนนสะสม Smile Point  5 คะแนน จะมีมูลค่าเท่ากับ 25 บาท* สูงสุด 500,000 บาท (การบริจาคคะแนน ไม่สามารถ ขอออกใบเสร็จเพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้) ระยะเวลากิจกรรม ตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2566-29 กุมภาพันธ์ 2567 หรือจนกว่าจะครบสิทธิ์ (เงื่อนไขเป็นไปตามที่ บมจ. เมืองไทยประกันชีวิต กำหนด)

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน MTL Fit  ฟรี ได้ทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android  และทำตามขั้นตอน ดังนี้ 1. ลงทะเบียน สามารถคลิกเลือกเริ่มต้นการใช้งานสำหรับลูกค้าเมืองไทยประกันชีวิต หรือ บุคคลทั่วไป 2. กรอกข้อมูลผู้ใช้งาน 3. ยืนยันตัวตนด้วยรหัส OTP เป็นการเสร็จสิ้นการลงทะเบียน  4. กดเชื่อมต่ออุปกรณ์ของคุณ กับ MTL Fit Application  (สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการนับก้าวเดินได้ดังนี้ Fitbit, Garmin, SUUNTO  หรือกรณีที่ไม่มีอุปกรณ์สามารถเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันที่มากับเครื่องได้  ดังนี้  Apple Health สำหรับ IOS และ Google Fit สำหรับ Android) เมื่อเชื่อมต่อสำเร็จแล้ว  ไปที่เมนู  “การแข่งขัน (Competition)” และกดเข้าร่วมกิจกรรม เมืองไทยปันความสุข Charity Challenge

 ด้านสมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ สามารถบริจาคคะแนนสะสม  Smile Point  ได้ผ่านช่องทาง  MTL Click Application  หรือโทรติดต่อเพื่อบริจาคคะแนนสะสม Smile Point ได้ที่ 1766 กด 4 เมืองไทยประกันชีวิต รวมถึงสมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับสามารถบริจาคคะแนนสะสม Smile Point ได้ด้วยตนเองที่ ศูนย์บริการลูกค้าเมืองไทยประกันชีวิต ทั่วประเทศ

ระยะเวลากิจกรรม เริ่ม-สิ้นสุดกิจกรรม : วันที่ 1 ธันวาคม 2566 – 29 กุมภาพันธ์ 2567  หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.1766 เมืองไทยประกันชีวิต ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

ซีพีเอฟ คว้าอันดับ 1 ดัชนีความยั่งยืน DJSI กลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารของโลก ปี 2023

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ได้คะแนนสูงสุดจากดัชนีความยั่งยืน Dow Jones Sustainability Indices(DJSI) ปี 2023 ในกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหาร (Food Products) จากการประเมินของ S&P Global และได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 ประเภทตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) สะท้อนการรักษามาตรฐานความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืน มุ่งมั่นสร้างความมั่นคงทางอาหาร และให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน บนพื้นฐานของการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ผลการประเมินดังกล่าว สะท้อนการรักษามาตรฐานของความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนของผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่เกษตรกร คู่ค้าธุรกิจ ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน พนักงาน ชุมชน เป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม (Innovation Management) ที่มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพและโภชนาการที่ดี (Health & Nutrition)สำหรับผู้บริโภค โดยนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ ตลอดจนใช้ทรัพยากรธรรมชาติเกิดประโยชน์คุ้มค่าสูงสุด ตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Resource Efficiency and Circularity) ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ CPF คือ Climate People และ Food Security ที่มีพันธกิจสร้างความมั่นคงทางอาหาร ทั้งในภาวะปกติและวิกฤติ

“ซีพีเอฟ ดำเนินธุรกิจด้วยวิสัยทัศน์เป็นครัวของโลกที่ยั่งยืน ได้น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและยึดมั่นในปรัชญาสามประโยชน์สู่ความยั่งยืน ตามดำริของประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ คือ มองประโยชน์ของประเทศ ประชาชน และบริษัท เป็นแนวทางขับเคลื่อนองค์กร มุ่งมั่นสร้างความมั่นคงทางอาหาร ส่งมอบอาหารที่มีคุณภาพ ปลอดภัย มีโภชนาการ และรสชาติอร่อย ให้แก่ผู้บริโภคทั่วโลก “นายประสิทธิ์ กล่าว

บริษัท ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร ด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ตั้งแต่กระบวนการ ผลิตอาหารสัตว์ (Feed) การเลี้ยงสัตว์ (Farm) และการแปรรูปอาหาร (Food)อาทิ นำนวัตกรรมโปรไบโอติกมาใช้ในอาหารสัตว์ ทั้งสุกร ไก่ กุ้ง ช่วยสร้างสมดุลลำไส้ เสริมภูมิคุ้มกันให้สัตว์มีสุขภาพแข็งแรง ไม่ป่วย จึงไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ และมุ่งมั่นยกระดับเนื้อไก่ไทยสู่มาตรฐานความปลอดภัยระดับอวกาศ (Space Food Safety Standard)ในโครงการ”ไก่ไทยจะไปอวกาศ” เป็นครั้งแรกที่ผลิตภัณฑ์อาหารของไทยก้าวสู่มาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงที่ไม่ใช่แค่ระดับโลก แต่เป็นมาตรฐานความปลอดภัยระดับเดียวกับที่นักบินอวกาศสามารถรับประทานได้ ตามหลักเกณฑ์ของ Space Food Lab อีกถึงมากกว่า 40 การตรวจสอบ

นอกจากนี้ ในสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง ปัจจัยเสี่ยงและความท้าทาย บริษัทฯ เตรียมความพร้อมรับมือสู่การเปลี่ยนผ่านในทุกมิติ อาทิ การบริหารความเสี่ยงองค์กรรอบด้าน กำกับดูแลด้านการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ สร้างความมั่นคงและความปลอดภัยด้านข้อมูลเทคโนโลยีดิจิทัล จัดหาอย่างมีความรับผิดชอบ ตลอดจนการส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศที่ดีให้แก่โลก การบริหารทรัพยากรบุคคลให้มีความผูกพันที่ดีกับองค์กร ส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญในงานที่รับผิดชอบ เสริมสร้างทักษะที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ส่งเสริมวัฒนธรรมการเป็นคนดีของสังคม ปฏิบัติต่อแรงงานอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม ยอมรับความหลากหลายและแตกต่างโดยไม่เลือกปฏิบัติ

ซีพีเอฟกิจการในประเทศไทยและกิจการต่างประเทศ ได้ประกาศเจตนารมณ์เป็นองค์กรที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์(Net-Zero) ภายในปี 2050 และเป็นผู้ผลิตอาหารรายแรกของโลกที่ได้รับการอนุมัติเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาว ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ สอดคล้องตามมาตรฐาน Forest, Land and Agriculture Guidance (FLAG) ซึ่งเป็นมาตรฐานเฉพาะสำหรับภาคเกษตรและอาหารจากองค์กร The Science Based Targets initiative (SBTi) องค์กรไม่แสวงหากำไรระดับโลกที่สนับสนุนและให้การรับรองอย่างอิสระในการตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแก่ภาคธุรกิจเพื่อส่งเสริมให้ภาคธุรกิจรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิอากาศ

ปัจจุบัน ซีพีเอฟมีการลงทุนและร่วมลงทุนใน 17 ประเทศ ส่งออกไปมากกว่า 40 ประเทศ ครอบคลุมประชากรมากกว่า 4,000 ล้านคน บริษัทฯ ได้รับการคัดเลือกเป็นสมาชิกของดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ เป็นปีที่ 9 ติดต่อกัน จากการประเมินประสิทธิผลการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของบริษัทชั้นนำระดับโลก ทั้งในด้านบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม ตอกย้ำการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนในระยะยาว และเติบโตอย่างมั่นคงพร้อมกับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ภายใต้วิสัยทัศน์ “ครัวของโลกที่ยั่งยืน”