Home Blog Page 142

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือ EXIM BANK แลกเปลี่ยนข้อมูล ESG ส่งเสริมสินเชื่อเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมุ่งพัฒนาทุกภาคส่วนให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน โดยมีการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ภายใต้โครงการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูล ESG เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนระบบนิเวศสำหรับการเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance) รวมถึงข้อมูลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ผ่านระบบ ESG Data Platform และสนับสนุนระบบ SET Carbon สำหรับลูกค้าของธนาคารให้มีการดำเนินงานตามเป้าหมายความยั่งยืน โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ และ EXIM BANK จะร่วมกันพัฒนาสินเชื่อจากการใช้ข้อมูลด้าน ESG ประกอบการพิจารณา ตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ปี 2567 และเริ่มให้บริการในปี 2568

ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ

ดร. ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ เล็งเห็นถึงความต้องการข้อมูลด้าน ESG ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกลุ่มผู้ลงทุน และสถาบันการเงินที่นำข้อมูล ESG ไปใช้ประกอบการออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินการลงทุนเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เร่งพัฒนาเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มรองรับข้อมูล ESG ซึ่งปัจจุบันมีระบบจัดการข้อมูลด้าน ESG เช่น ระบบ SET ESG Data Platform ที่ให้บริการข้อมูลตั้งแต่ปี 2566 โดยรวบรวมข้อมูลด้าน ESG ของ บจ. กว่า 700 บริษัท อีกทั้งพัฒนาระบบ SET Carbon ที่อยู่ระหว่างการทดลองใช้ระบบโดย บจ. นำร่องในปี 2567 และจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในปี 2568 ซึ่งจะช่วยให้ บจ. และบริษัทในห่วงโซ่อุปทานสามารถจัดทำและทวนสอบข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพบนระบบงานเดียว นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศเพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนและนำข้อมูลไปใช้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้ข้อมูล ESG เพื่อการระดมทุนและการลงทุน ความร่วมมือกับ EXIM BANK ครั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เชื่อมั่นว่าจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเครื่องมือทางการเงินมากยิ่งขึ้น ถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาระบบนิเวศทางการเงินที่ยั่งยืนของประเทศไทย

ดร. รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า ภาคการเงินการธนาคารมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างสมดุล ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมโลกในปัจจุบัน ธนาคารทั่วโลกโดยเฉพาะในกลุ่มธนาคารเพื่อการพัฒนา (Development Banks) มีบทบาทสำคัญในการเป็นแหล่งเงินทุนสนับสนุนให้ภาคธุรกิจปรับตัวและเติบโตได้มากถึง 1 ใน 3 ของมูลค่า Climate Finance ของโลก EXIM BANK ในฐานะธนาคารเพื่อการพัฒนาสีเขียวของประเทศไทย (Green Development Bank) ได้พัฒนานวัตกรรมทางการเงินสีเขียว (Greenovation) ที่สนับสนุนโครงการหรือธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ในครั้งนี้นับเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยใช้ฐานข้อมูลที่ได้มาตรฐานสากลมาเป็น Input ในการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเงินการธนาคารของไทยไปสู่ความยั่งยืน ช่วยส่งเสริมให้ภาคธุรกิจคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (ESG) มากยิ่งขึ้น ข้อมูลด้าน ESG จากตลาดหลักทรัพย์ฯ จะช่วยให้ธนาคารดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจได้รับการส่งเสริมให้เข้าถึงผลิตภัณฑ์และสิทธิประโยชน์ทางการเงินต่าง ๆ ตลอดจนการเข้าร่วมอยู่ในห่วงโซ่คุณค่าของการส่งออกสีเขียว (Green Export Supply Chain) สามารถพัฒนาการจัดทำรายงานและวางแผนเพื่อการจัดการก๊าซเรือนกระจกได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ พร้อมปฏิบัติตามมาตรฐานสากลด้านสิ่งแวดล้อม และบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ EXIM BANK จะเชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินการและเพิ่มโอกาสให้กับผู้ประกอบการที่ต้องการเงินลงทุนในการสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืน และร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์การเงิน บริการ รวมถึงสิทธิประโยชน์ให้กับผู้มีส่วนได้เสีย นอกจากนี้ จะต่อยอดและพัฒนาระบบนิเวศด้านความยั่งยืนเพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถดำเนินงาน ปรับปรุง พัฒนา หรือวางแผนการจัดการด้านการลงทุนในกิจการ เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนและเป้าหมายทางธุรกิจ โดยเฉพาะแนวทางการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ซีพีเอฟ มอบปลานักล่าพร้อมอุปกรณ์จับปลา ให้ประมงจ.สมุทรสาคร-นครปฐมกำจัดปลาหมอคางดำ

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมมือกับกรมประมงแก้ปัญหาปลาหมอคางดำในจังหวัดต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด มอบปลากะพงขาว 5,000 ตัวแก่ประมงจังหวัดสมุทรสาคร ในกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” บริเวณศาลพันท้ายนรสิงห์ และสนับสนุนอุปกรณ์จับปลาแก่ประมงจังหวัดนครปฐมร่วมแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ พร้อมรุกดำเนิน 5 โครงการอย่างจริงจัง โดยมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยแม่โจ้แสดงความสนใจร่วมมือกันหาแนวทางควบคุมจำนวนปลาหมอคางดำที่มีประสิทธิภาพ

นายเผดิม รอดอินทร์ ประมงจังหวัดสมุทรสาคร นำตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆ ภาครัฐ เอกชน และประชาชน ร่วม กิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” ช่วยกันจับปลาหมอคางดำ ในแหล่งน้ำบริเวณศาลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมรับมอบปลากะพงขาวขนาด 5 นิ้วจำนวน 5,000 ตัวจากตัวแทนซีพีเอฟ และปล่อยลงแหล่งน้ำเพื่อช่วยควบคุมประชากรปลาหมอคางดำ ส่งผลให้ซีพีเอฟได้ร่วมสนับสนุนปลานักล่าเพื่อร่วมควบคุมปริมาณปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำตามแนวทางกรมประมงไปแล้วรวม 54,000 ตัว รณรงค์และทำกิจกรรมกำจัดปลาหมอคางดำในพื้นที่พบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในทุกพื้นที่เพื่อเร่งกำจัดปลาหมอคางดำให้หมดไปคืนความสมดุลให้กับระบบนิเวศบ้านเรา

นอกจากนี้ ซีพีเอฟยังได้ร่วมกิจกรรมสำรวจปลาหมอคางดำของประมงจังหวัดนครปฐม จัดขึ้นเพื่อประเมินสถานการณ์และจำนวนปลาในแหล่งน้ำบริเวณศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน โดยมีตัวแทนซีพีเอฟมอบอุปกรณ์จับปลาหมอคางดำ แก่นายสมบุญ ธัญญาผล ผู้ตรวจราชการกรมประมง เพื่อเป็นอุปกรณ์ใช้การจัดกิจกรรมลงแขกลงคลองของจังหวัดนครปฐมที่จะจัดขึ้นเร็วๆ นี้

ซีพีเอฟได้คิกออฟ 5 โครงการเชิงรุกขานรับนโยบายของรัฐบาลแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ ได้แก่ โครงการร่วมกับพันธมิตรรับซื้อปลาหมอคางดำในจังหวัดที่มีการแพร่ระบาดจำนวน 2 ล้านกิโลกรัม ซึ่งได้ร่วมมือกับโรงงานศิริแสงอารำพีรับซื้อทำปลาป่นไปแล้ว 600,000 กิโลกรัม โครงการสนับสนุนปล่อยปลาผู้ล่าลงสู่แหล่งน้ำตามแนวทางของกรมประมง จำนวน 200,000 ตัว ซึ่งปัจจุบันได้สนับสนุนปลานักล่าแก่ประมงจังหวัดประมงสมุทรสงคราม 44,000 ตัว ประมงจังหวัดจันทบุรี 5,000 ตัว และประมงจังหวัดสมุทรสาคร 5,000 ตัว โครงการสนับสนุนการจับปลา รวมถึงอุปกรณ์จับปลาและกำลังคนในพื้นที่ โครงการร่วมมือกับสถาบันการศึกษา 3 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารจากปลาหมอคางดำ และ โครงการร่วมวิจัยและพัฒนาผู้เชียวชาญ และอาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสจล. ในการหาแนวทางควบคุมประชากรปลาในระยะยาว ล่าสุด จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยแม่โจ้แสดงความสนใจเข้าร่วมศึกษาหาแนวทางจัดการปลาหมอคางดำอีกด้วย

เมืองไทยประกันชีวิต ร่วมกิจกรรมปลูกป่าชายเลนในวันประกันชีวิตแห่งชาติ ครั้งที่ 23

0

เมืองไทยประกันชีวิตร่วมกับสมาคมประกันชีวิตไทย ร่วมกิจกรรมการปลูกป่าชายเลนเนื่องในวันประกันชีวิตแห่งชาติ ครั้งที่ 23 ประจำปี 2567 โดยมุ่งหวังที่จะรวมพลังผู้บริหาร พนักงาน ฝ่ายขาย และประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงบริษัทฯ เข้าร่วมกิจกรรมปลูกป่าชายเลน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการสร้างสรรค์คุณภาพของสังคมในทุกมิติ

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต เปิดเผยว่า “บริษัทฯ ได้ร่วมกับ 4 องค์กรหลัก ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย  (คปภ.) สมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน และกองทุนประกันชีวิตจัดกิจกรรมการปลูกป่าชายเลน  ณ กองสถานพักผ่อน กรมพลาธิการทหารบก (สถานตากอากาศบางปู) จ.สมุทรปราการ โดยการจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของเมืองไทยประกันชีวิตในการสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสังคม เราไม่เพียงแต่ให้บริการด้านประกันชีวิต แต่ยังมุ่งเน้นการทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนอีกด้วย โดยกิจกรรมในครั้งนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากพนักงานและประชาชนทั่วไป  เนื่องในวันประกันชีวิตแห่งชาติครั้งที่  23  ประจำปี 2567

ทั้งนี้ การปลูกป่าชายเลนนั้นมีข้อดีหลายประการ อาทิ  การป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง รากของต้นไม้ในป่าชายเลนช่วยลดการกัดเซาะจากคลื่นและกระแสน้ำ   การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพเพราะป่าชายเลนเป็นที่อยู่อาศัยและเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำนานาชนิด ทำให้เป็นแหล่งอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญเป็นแหล่งอาหารและวัสดุที่สำคัญสำหรับชุมชนท้องถิ่น  นอกจากนี้ต้นไม้ในป่าชายเลนยังสามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากบรรยากาศ ช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกและบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  และป่าชายเลนยังทำหน้าที่เป็นฟองน้ำทางธรรมชาติที่ช่วยกรองน้ำเสียและสารพิษที่ไหลลงมาจากบนบก ก่อนที่จะเข้าสู่ทะเลทำให้คุณภาพน้ำดีขึ้น

สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ นางสาวนิรัตน์  บูชาสุข รองกรรมการผู้จัดการ  เป็นผู้แทนบริษัทฯ นำคณะผู้บริหาร พนักงาน ฝ่ายขายทีมงานจิตอาสาเมืองไทยประกันชีวิตเข้าร่วมกิจกรรมโดยพร้อมเพียงกัน  และได้รับเกียรติจาก นายชูฉัตร ประมูลผล  เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ร่วมถ่ายภาพเพื่อเป็นกำลังใจในการปลูกป่ายชายเลนในครั้งนี้ 

“การปลูกป่าชายเลนไม่เพียงแค่เป็นการอนุรักษ์ธรรมชาติ แต่ยังมีประโยชน์หลากหลายด้านทั้งทางสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม  กิจกรรมปลูกป่าชายเลนในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมของเมืองไทยประกันชีวิต  ที่มุ่งมั่นร่วมกันสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนในทุกมิติ”  นายสาระกล่าวสรุป.

“กริ่งใหญ่มาแล้วจร้าาาาา”

0

ตามรอยเซียน โดย เจี๊ยบ บางกรวย

เดินหาพระกริ่งด้วยความรู้อันน้อยนิด เจอพระกริ่งปิดก้นเสียงดังกังวาลมาก เลยรีบนำเสนอพระอาจารย์ จริงแล้วเรากลัวเก๊“กริ่งเก่ายังงัยกริ่งก็ต้องดังเบาๆ “เพราะสนิมเกราะใน บางองค์กริ่งขัดก็ไม่ดัง แต่พระกริ่งองค์นี้ดูเก่า แต่เสียงกริ่งดังมากความรู้น้อยเลยเสร็จพระอาจารย์ ได้ทุนคืนพอใจหาซื้อใหม่ รุ่งขึ้นพระอาจารย์เผยให้ฟัง เคยพูดแล้วว่าพระกริ่งใหญ่มีเสียงดังกังวาลมาก เพราะมีเม็ดกริ่ง1เม็ดกับก้อนกรวดอีก1เม็ดรวมเป็น2เม็ดอยู่ในองค์พระ ทำให้เสียดังกังวาลกว่ากริ่งปกติ“จำไว้นะพระอาจรย์บอก จำขึ้นใจบอกตัวเองไว้ถ้าชาตินี้มีวาสนาอีกครั้งจะไม่ให้พลาด” เสียงพระอาจารย์ยังก้องในหูทุกครั้งที่ได้จับพระกริ่ง ฝันสูงได้มาแล้วก็ไม่รู้จักท่านก็เสียไปเป็นธรรมดา “เสียคือได้ได้ประสบการณ์ตรง  มีเงินหาไม่ได้ มีความรู้วันหนึ่งจะได้ของที่เราต้องการ“ขอให้เรารู้จริงพระอาจารย์บอก

กริ่งใหญ่องค์วันนี้อมยิ้มหวานมาก เพื่อนส่งมาให้ดู เห็นแล้วเซียนเจี๊ยบชอบเลย “เสียงอาจารย์ดังขึ้นในหัวทันที กริ่งใหญ่เสียงดังกังวาลนะจำไว้” ได้เห็นองค์เป็นๆในชีวิตเป็นครั้งที่2 ครั้งแรกยังไม่เป็น ครั้งนี้ไม่พลาดพิจารณาทุกมิติในองค์พระกริ่งใหญ่วันนี้ กริ่งใหญ่กริ่งนอกของประเทศจีน เป็นต้นแบบของกริ่งเมืองไทย กริ่งปวเรศเอาต้นแบบมาจากกริ่งใหญ่เติมบัวหลังไป มาถึงสังฆราชแพตัดบัวหลัง กลับไปเหมือนกริ่งใหญ่ พระอาจารย์สอนมาจำพอได้บ้างแต่ไม่หมด ความรู้พระอาจารย์เรื่องพระกริ่งมีมากมายเรียนเท่ารัยก็ไม่จบ พอหาพระกริ่งได้พอแล้ว

พระกริ่งใหญ่องค์นี้ เนื้อออกเหลืองเข้มมีคราบสนิมดำแดงในเนื้อ หล่อแบบประกบ  เห็นสนิมน้ำเกราะในเนื้อพระออกเขียวฟ้า ตามซอกแขน เม็ดบัว   ด้านหลังไม่มีเม็ดบัวเนื้อเหลืองเข็มมีสนิมน้ำตาลเกราะในเนื้อพระ  แผ่นโลหะปิดก้นสีแดง มีสนิมเขียวฟ้าเกราะติดจากการแช่ทำน้ำมนต์ ดูได้ถึงความเก่าตามธรรมชาติต้องมีในพระอายุนับพันปี ตรงที่ไม่ถูกจับ ตามซอกลึกจะเห็นสนิมน้ำ ตรงไหนถูกสัมผัสเนื้อเหลือง ส่วนที่ถูกจับน้อยจะเห็นสนิมเกราะติดเนิ้อสีน้ำตาลดำ ดูแล้วจำไว้นะเผื่อวันหนึ่งเดินเจอจะได้ไม่พลาด

    “อย่าลืมนะ กริ่งใหญ่เสียงดังกังวาลมาก“พระอาจารย์บอกไว้นะท่าน

เจี๊ยบบางกรวยเดินตามรอยพระอาจารย์ 087 0030897

ออมหลักพันพิชิตล้านแรก!!

0

รู้เก็บรู้ออมฯ โดย คุณนายพารวย

สำหรับคนที่สนใจเรื่องการเงินการลงทุนแล้ว เชื่อว่าต้องเคยผ่านหูผ่านตากับบทความเกี่ยวกับการพิชิตเงินล้านกันมาบ้าง ซึ่งไม่ว่าเราจะมีอาชีพการงานอะไร มีรายได้มากน้อยเท่าไร ก็สามารถมีเงินเก็บแตะหลักล้านได้

แต่หากตัวเราไม่เชื่อตั้งแต่แรก บอกตัวเองว่าทำไม่ได้ การมีเงินล้านก็คงจะไม่เกิดขึ้นกับตัวเองได้จริง เพราะเรื่องนี้ต้องอาศัยความเชื่อมั่น ความตั้งใจแน่วแน่ หากในระหว่างทางวินัยการเงินเกิดหย่อนยาน การบรรลุเป้าหมายก็อาจจะใช้เวลายืดยาวไปอีก

“คุณนายพารวย” เคยพูดถึงการจะมีเงินเก็บแตะหลักล้านว่า ไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินฝัน ไม่ว่าจะเป็นคนหาเช้ากินค่ำ ได้ค่าแรงขั้นต่ำวันละสามร้อยกว่าบาท หรือคนทำงานประจำที่มีเงินเดือนเริ่มต้นหลักหมื่นนิดๆ หากลงมือทำสม่ำเสมอ ออมเงินก่อนใช้ให้ได้อย่างน้อย 10% ของรายได้ต่อเดือน ตามด้วยการนำเงินออมไปลงทุนเพื่อให้งอกเงย เงินเก็บหลักพันของเราก็จะเปลี่ยนเป็นเงินก้อนหลักล้านได้แน่นอน

เว็บ SET investnow จะมาบอกวิธีที่จะช่วยให้เงินเก็บแตะหลักล้านได้รวดเร็วขึ้น ยกตัวอย่างว่า หากเรามีเงินเดือน 20,000 บาท ออมเงิน 10% ต่อเนื่องทุกเดือน รวม 1 ปี จะเป็นเงิน 24,000 บาท ต้องใช้เวลาประมาณ 42 ปี ถึงจะแตะล้านแรก สำหรับหลายคน คงจะนานไป หรือไม่มีเวลาพอ

สำหรับคนที่สนใจเรื่องการเงินการลงทุนแล้ว เชื่อว่าต้องเคยผ่านหูผ่านตากับบทความเกี่ยวกับการพิชิตเงินล้านกันมาบ้าง ซึ่งไม่ว่าเราจะมีอาชีพการงานอะไร มีรายได้มากน้อยเท่าไร ก็สามารถมีเงินเก็บแตะหลักล้านได้

แต่หากตัวเราไม่เชื่อตั้งแต่แรก บอกตัวเองว่าทำไม่ได้ การมีเงินล้านก็คงจะไม่เกิดขึ้นกับตัวเองได้จริง เพราะเรื่องนี้ต้องอาศัยความเชื่อมั่น ความตั้งใจแน่วแน่ หากในระหว่างทางวินัยการเงินเกิดหย่อนยาน การบรรลุเป้าหมายก็อาจจะใช้เวลายืดยาวไปอีก

“คุณนายพารวย” เคยพูดถึงการจะมีเงินเก็บแตะหลักล้านว่า ไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินฝัน ไม่ว่าจะเป็นคนหาเช้ากินค่ำ ได้ค่าแรงขั้นต่ำวันละสามร้อยกว่าบาท หรือคนทำงานประจำที่มีเงินเดือนเริ่มต้นหลักหมื่นนิดๆ หากลงมือทำสม่ำเสมอ ออมเงินก่อนใช้ให้ได้อย่างน้อย 10% ของรายได้ต่อเดือน ตามด้วยการนำเงินออมไปลงทุนเพื่อให้งอกเงย เงินเก็บหลักพันของเราก็จะเปลี่ยนเป็นเงินก้อนหลักล้านได้แน่นอน

เว็บ SET investnow จะมาบอกวิธีที่จะช่วยให้เงินเก็บแตะหลักล้านได้รวดเร็วขึ้น ยกตัวอย่างว่า หากเรามีเงินเดือน 20,000 บาท ออมเงิน 10% ต่อเนื่องทุกเดือน รวม 1 ปี จะเป็นเงิน 24,000 บาท ต้องใช้เวลาประมาณ 42 ปี ถึงจะแตะล้านแรก สำหรับหลายคน คงจะนานไป หรือไม่มีเวลาพอ

เป้าหมายการออมจะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นกับปัจจัยสำคัญ 3 ตัว คือ 1.เงินต้น เป็นเงินที่เราค่อยๆเก็บสะสม สามารถเก็บเพิ่มได้ ขึ้นอยู่กับความพร้อมทางการเงิน 2.ระยะเวลา หากเราเริ่มต้นลงทุนเร็ว จะทำให้เรามีข้อได้เปรียบเรื่องเวลาในการสร้างผลตอบแทนมากขึ้น และ 3.อัตราดอกเบี้ย ยิ่งมีเงินต้นกับระยะเวลามากเท่าไร ดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย หากขาดข้อใดข้อหนึ่งไป ก็จะทำให้เป้าหมายยิ่งไกลออกไปเรื่อยๆ

มาเริ่มปฏิบัติการพิชิตเงินล้าน เริ่มด้วยการรู้จักใช้เงิน มีวินัยในการออม และนำเงินออมไปลงทุน เมื่อแตะ 1 ล้านแรกแล้ว ล้านต่อไปจะตามมาง่ายขึ้น แต่ก็อย่าลืมให้ความสำคัญกับการหาความรู้เรื่องการลงทุน โดยสามารถเข้าไปที่เว็บ https://www.setinvestnow.com แหล่งข้อมูลรวบรวมความรู้การเงินการลงทุนที่ครบครันของนักลงทุนและผู้สนใจทุกคน.

ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง"  หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

“มีกูไว้ ไม่จน” พระอาจารย์พูดถึงพระซุ้มกอ

0

ตามรอยเซียน โดย เจี๊ยบ บางกรวย

กำแพงเพชร “เป็นพระมายาดูแท้ใช่จะขายได้“เพราะหาข้อยุติไม่ได้ ทำให้ต้องใช้หน้าตาของเซียนใหญ่ค้ำกัน ไม่ได้ดูด้วยตาที่พระแท้ ใช้คนแท้ในการค้ำประกันพระเพราะถ้าให้คนอื่นดูเก๊ก็จะได้คืนกัน พระอาจารย์สอนวิธีดูพระซุ้มกอไว้ เป็นพระเผาแบบสุมไฟ เนื้อละเอียดนิ่ม มีว่านมะขามในเนื้อพระ เนื้อนิ่มมือถ้าได้สัมผัส ถ้าหักหรือกระเทาะ จะเห็นเนื้อสีดำข้างในข้างนอกออกน้ำตาลแดง หรือที่เรียกสุกนอกใส้ดิบ คือซุ้มกอ” ยิ่งเจอ2สีหรือเรียกผิวผ่านยิ่งดี มีโอกาศแท้สูง“พระซุ้มกอและพระในสายกำแพงเพชรเนื้อค่อนข้างละเอียด มีกรวดทรายได้ในเม็ดขนุน มีราดำราขาวยิ่งดีในการตัดสินใจจ่ายตังค์ เพราะเป็นพระกรุเนื้อนิ่มเผาแบบสุมไฟ อายุหลายร้อยปีผ่านน้ำผ่านฝน กว่าจะขุดขึ้มมามีราดำราขาว เป็นเรื่องปกติถ้ายังไม่โดนล้างออก

มาดูพระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่องค์วันนี้ แจ่มมากเนื้อจัดมากครบสูตร ราดำขาว เนื้อผ่านครบสูตร “แบบนี้แหละพระอาจารย์บอกมีกูแล้วไม่จน” ขายได้สบายใจจ่ายตังค์ไม่ต้องรอคนบอก ดูเนื้อจำไว้นะจ๊ะเจอเมื่อไหร่ ก็เลิกจน เซียนเจี๊ยบจะบอกให้

เมื่อพบเจอขอพรท่าน ให้หายจนซะที จนมานาน ต่อแต่นี้ขอให้เพื่อนๆหายจนนะครับ

“มีกูแล้วไม่จน“จริงจริง

เจี๊ยบบางกรวยเดินตามรอยพระอาจารย์ 087 0030897

AIS ผนึก Oracle เปิด Hyperscale Cloud ครั้งแรกในไทย ชู AIS Cloud ยกระดับสู่การทรานสฟอร์มขององค์กรธุรกิจ

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า AIS ประกาศแผนความร่วมมือครั้งสำคัญกับผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ระดับโลก Oracle Alloy เปิดตัวบริการ AIS Cloud ครั้งแรกในไทยกับบริการระดับ Hyperscale Cloud โดยจะพร้อมให้บริการในไตรมาส 1 ปี 2568 สำหรับองค์กรทั้ง ภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการ สามารถเข้าถึงบริการคลาวด์ของ Oracle (OCI) ที่มีมากกว่า 100 บริการ รวมถึงความสามารถด้าน AI ซึ่งจะตอบโจทย์ทุกความต้องการในการทำดิจิทัลทรานสฟอร์เมชัน ด้วยระบบ และบริการ Sovereign Cloud ที่มีความปลอดภัยและการปกป้องข้อมูลเป็นไปตามข้อกำหนดด้านการจัดเก็บข้อมูลของประเทศไทย รวมถึงความพร้อมในการทำระบบสำรองและกู้คืนข้อมูล (DR: Disaster Recovery) ในกรณีที่ระบบหลักเกิดความเสียหาย เพื่อให้ใช้ข้อมูลที่สำรองไว้มาทำงานต่อได้ทันที

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AIS กล่าวว่า “กว่า 34 ปีที่ผ่านมา AIS มุ่งพัฒนาโครงสร้างด้านดิจิทัลเทคโนโลยีมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสกับประสบการณ์ดิจิทัลที่ดียิ่งกว่า ควบคู่ไปกับการนำศักยภาพโครงข่ายมาผสมผสานผ่านการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ที่หลากหลายเข้าเชื่อมต่อและสนับสนุนการทำงานกับองค์กร ทั้งภาครัฐ และเอกชน ให้สามารถทำดิจิทัลทรานสฟอร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะเป็นการเพิ่มศักยภาพและยกระดับขีดความสามารถในสร้างการเติบโต ที่จะนำไปสู่การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับประเทศได้อย่างยั่งยืน

โดยเฉพาะความสามารถของเทคโนโลยีคลาวด์ ที่ปัจจุบันเข้ามามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการรองรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีขององค์กร ทำให้วันนี้เราได้ทำงานกับพาร์ทเนอร์ผู้ให้บริการด้านคลาวด์ระดับโลกอย่าง Oracle ที่จะทำให้ประเทศไทยมีบริการระดับ Hyperscale Cloud เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกผ่านบริการ AIS Cloud บน AIS Data Center ที่จะเป็นการปลดล็อกศักยภาพในการทำดิจิทัลทรานสฟอร์มเมชันอย่างมีประสิทธิภาพทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงการทำงานขององค์กรดังกล่าวให้มีศักยภาพพร้อมรับมือทุกโอกาส ความท้าทาย และการแข่งขัน ซึ่งจะมีส่วนสำคัญต่อการเพิ่มความได้เปรียบทางการแข่งขัน ดึงดูดนักลงทุน และติดสปีดเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยให้มีแรงขับเคลื่อนเพื่อสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืน”

การ์เร็ตต์ อิลจ์ รองประธานบริหารและผู้จัดการทั่วไป ภูมิภาคเอเซียแปซิฟิกและญี่ปุ่น กล่าวว่า “การมอบตัวเลือกที่หลากหลายให้กับพันธมิตรและลูกค้าของเราเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญมาโดยตลอด ซึ่งประเทศไทยเป็นตลาดสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ และความร่วมมือ Oracle Alloy กับ AIS จะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมของประเทศช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้ AIS กลายเป็นผู้ให้บริการ Hyperscale Cloud สามารถพัฒนาบริการใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น พร้อมทั้งนำเสนอ Sovereign Cloud และความสามารถด้าน AI ให้กับองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนในประเทศ ภายข้อกำหนดด้านกฎหมายด้านมาตรฐานการควบคุมความปลอดภัยของข้อมูลที่แตกต่างกัน ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้ AIS สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า ด้วยประสบการณ์ของ AIS ที่เป็นผู้นำด้านบริการดิจิทัลในไทยซึ่งมีความเชี่ยวชาญในตลาดภายในประเทศ ทำให้ AIS สามารถส่งมอบบริการที่เหมาะสมต่อลูกค้าแต่ละรายที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า”

นางสาวแดฟนี่ ชุง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยบริการคลาวด์และซอฟต์แวร์ IDC เอเชีย/แปซิฟิก กล่าวว่า “IDC คาดการณ์ว่าการใช้จ่ายด้าน Sovereign Cloud จะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 31.5% ต่อปี (31.5% CAGR) สำหรับกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิค (ไม่รวมญี่ปุ่น) จากการสำรวจด้านคลาวด์ในพื้นที่เอเซียแปซิฟิค (ไม่รวมญี่ปุ่น) แสดงให้เห็นถึง 19% ขององค์กรในกลุ่มประเทศดังกล่าว มีการคาดการณ์การใช้จ่ายสำหรับ Sovereign Cloud จะเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์คลาวด์แบบผสมผสาน (Hybrid Cloud) ซึ่งถูกขับเคลื่อนโดยหน่วยงานกำกับดูแลและกฎระเบียบ รวมทั้งความต้องการที่จะทำให้กระบวนการทำงานมีความยืดหยุ่นมากขึ้น”
ระบบคลาวด์แบบกระจายของ Oracle มอบประโยชน์ของคลาวด์พร้อมการควบคุมและความยืดหยุ่นที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น
· คลาวด์สาธารณะ (Public Cloud) : ภูมิภาคคลาวด์สาธารณะขนาดใหญ่สามารถให้บริการแก่องค์กรทุกขนาด รวมถึงองค์กรที่ต้องการการควบคุมความเป็นส่วนตัวในสหภาพยุโรปอย่างเข้มงวด ดูรายการภูมิภาคทั้งหมดได้ที่ https://www.oracle.com/emea/cloud/public-cloud-regions/
· คลาวด์เฉพาะ (Dedicated Cloud) : ลูกค้าสามารถใช้งานบริการคลาวด์ของ OCI ทั้งหมดในศูนย์ข้อมูลของตนเองด้วย OCI Dedicated Region ขณะที่พันธมิตรสามารถขายต่อบริการคลาวด์ของ OCI และปรับแต่งประสบการณ์ด้วย Oracle Alloy ผลิตภัณฑ์เหล่านี้แต่ละรายการให้บริการคลาวด์และ AI ที่ครบถ้วนซึ่งลูกค้าสามารถนำไปใช้เป็น Sovereign Cloud ได้
· ไฮบริดคลาวด์ (Hybrid Cloud) : OCI ให้บริการคลาวด์หลักในสถานที่ของลูกค้าผ่าน Oracle Exadata Cloud@Customer และ Compute Cloud@Customer และกำลังจัดการการปรับใช้งานในกว่า 60 ประเทศแล้ว
· มัลติคลาวด์ (Multi Cloud) : ตัวเลือกต่างๆ รวมถึง Oracle Database@Azure, HeatWave MySQL บน AWS และ Microsoft Azure, Oracle Interconnect สำหรับ Microsoft Azure และ Oracle Interconnect สำหรับ Google Cloud ช่วยให้ลูกค้าสามารถรวมความสามารถหลักจากคลาวด์ต่างๆ ได้

ออมสิน เปิดโหมด MyMo Secure+ ป้องกันมิจฉาชีพทางการเงิน

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารออมสินได้เพิ่มความปลอดภัยให้เงินในบัญชีของลูกค้า ป้องกันความเสียหายที่เกิดจากมิจฉาชีพ โดยพัฒนาโหมดใหม่บน Mobile Banking กับ “MyMo Secure Plus” แอปแรกที่มีโหมดธุรกรรมปลอดภัย
?เปิดใช้งานด้วยตนเองได้บนแอปพลิเคชัน MyMo

✨ เปิดใช้งานผ่าน Banner และ Icon รูปโล่ที่มุมขวาบนในหน้าแรก หรือเลือกโหมดที่เมนูตั้งค่า
✨ กดยินยอมข้อมูลส่วนบุคคล
✨ สแกนใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตนตามคำแนะนำ จนกรอบเป็นสีเขียว
✨ เปิดใช้งานสำเร็จ กดเสร็จสิ้น

เพิ่มความปลอดภัยจากมิจฉาชีพ ไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ต้องโหลดแอปเพิ่ม แค่สลับโหมดบน MyMo
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ > https://fwuj.short.gy/8PFoWU

?เปิดโหมดปลอดภัยขั้นสุดได้แล้ววันนี้ บน MyMo
ℹ️ หากต้องการเปลี่ยนกลับไปใช้ MyMo โหมดปกติ

เปิดตัว “Thailand Privilege x MTL : Insure your happiness in Thailand” เพิ่มทางเลือกดูแลสุขภาพที่โดนใจ

0

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมืองไทยประกันชีวิต มุ่งมั่นที่จะสร้างการเข้าถึงได้ของประกันชีวิตให้กับทุก ๆ คนในสังคม (Democratizing Insurance) ซึ่งรวมถึงกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย  ทั้งกลุ่มผู้ประกอบการ  กลุ่ม Expat   กลุ่มเกษียณอายุ  และกลุ่มนักเรียนนักศึกษาชาวต่างชาติ  พร้อมรองรับการให้บริการทั้งด้านผลิตภัณฑ์     ช่องทางการขายที่มีศักยภาพทางด้านภาษาต่างประเทศ และบริการหลังการขายครบครัน  สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่าง และช่วยให้ทุกคนได้อุ่นใจในทุกช่วงจังหวะของชีวิต

ล่าสุด เมืองไทยประกันชีวิต ร่วมมือกับ ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด เปิดตัวโครงการ “Thailand Privilege x MTL :  Insure your happiness in Thailand”  เพื่อส่งมอบความสุขด้วยการเพิ่มทางเลือกด้านการดูแลสุขภาพที่ตอบโจทย์ความต้องการที่เหมาะกับยุคปัจจุบัน และสนับสนุนการสร้างสุขภาพดีอย่างยั่งยืน โดยมอบสิทธิพิเศษเฉพาะสมาชิกไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด  ที่เลือกซื้อความคุ้มครองสุขภาพที่เข้าร่วมโครงการ  ได้แก่  ความคุ้มครอง Health จุใจ(1) ที่ให้ความคุ้มครองสุขภาพแบบผู้ป่วยในเหมาจ่ายตามจริงตั้งแต่ 200,000 – 500,000 บาท(2)  ต่อการรักษาแบบผู้ป่วยในครั้งใดครั้งหนึ่ง  และความคุ้มครองสุขภาพแบบผู้ป่วยนอกเหมาจ่ายสูงสุดถึง 50,000 บาท(2)  ต่อปี โดยสามารถซื้อได้ผ่านช่องทางออนไลน์  

ความคุ้มครองสัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยสุขภาพ ดี เฮลท์ พลัส (D Health Plus) ที่ให้ความคุ้มครองแบบเหมาจ่ายตามจริงสูงถึง 5 ล้านบาท(2)  ต่อการรักษาครั้งใดครั้งหนึ่งแอดมิตก็เหมาจ่ายในวงเงินเดียว ทั้งค่าห้องเดี่ยวมาตรฐาน ค่าห้องไอ.ซี.ยู ค่าแพทย์ ค่ายา ค่าตรวจ ค่าผ่าตัด แบบจ่ายตามจริง  และความคุ้มครองสัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยสุขภาพ อิลิท เฮลท์ พลัส (Elite Health Plus) ตอบโจทย์ความคุ้มครองสุขภาพแบบเหมาจ่าย ให้คุณพลัสความคุ้มครองที่เหนือระดับได้ตามต้องการ ด้วยวงเงินเหมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามจริงสูงถึง 20 ล้านบาท(2)  ต่อปี (พื้นที่ความคุ้มครองประเทศไทย) คุ้มครองห้องเดี่ยวมาตรฐาน และห้องผู้ป่วยหนัก (I.C.U.) เหมาจ่ายตามจริงรวมสูงสุด 365 วัน หรือถ้านอนห้องเดี่ยวพิเศษคุ้มครอง 10,000 บาทต่อวัน ครอบคลุมการรักษาโรคมะเร็งทั้งแบบเคมีบำบัด และแบบ Targeted Therapy รวมถึงการรักษาแบบนวัตกรรมใหม่ Immunotherapy ให้คุณมั่นใจในการเข้าถึงการรักษาด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย การวินิจฉัยโรคแบบ CT Scan และ MRI  และการฟอกไต โดยไม่ต้องแอดมิต นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถเลือกเพิ่มความคุ้มครองการรักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก กับสัญญาเพิ่มเติมโอพีดี ต่อครั้ง (OPD Per Time) ที่ให้ความคุ้มครองแบบผู้ป่วยนอกวงเงิน 2,000 บาทต่อครั้งต่อวัน สูงสุด 30 ครั้งต่อปี สามารถซื้อได้ผ่านช่องทางทีมขายพันธมิตรทางธุรกิจเมืองไทยประกันชีวิต

นอกจากนี้ พิเศษสุดสำหรับสมาชิกไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด ที่ซื้อประกันผ่านโครงการ Thailand Privilege X MTL : Insure your happiness in Thailand รับสิทธิพิเศษ E-voucher หรือรับส่วนลดสูงสุด 20 % ของยอดเบี้ยประกันภัยปีแรก จากบริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด

ด้าน นายมนาเทศ อันนวัฒน์ เพรสซิเดนท์ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด กล่าวว่า ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด ในฐานะผู้ให้บริการเอกสิทธิ์ทางด้านวีซ่าพำนักระยะยาว ภายใต้การกำกับดูแลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มุ่งมั่นดำเนินงานภายใต้แนวคิด  “Long-Term Visa With More Privileges”  ด้วยการนำเสนอบัตรสมาชิกพิเศษไทยแลนด์ พริวิเลจ 4 ประเภท ได้แก่ GOLD, PLATINUM, DIAMOND และ RESERVE ที่มาพร้อมการบริการพิเศษ ณ สนามบิน และสิทธิประโยชน์ที่หลากหลายครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ โดยครั้งนี้บริษัทฯ ได้ผนึกกำลัง บริษัทเมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) พันธมิตรทางด้าน Wealth และผู้นำด้านการประกันชีวิตในระดับภูมิภาค เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าสมาชิกที่ให้ความสำคัญด้านสุขภาพ ซึ่งพบว่ามีแนวโน้มความต้องการในด้านดังกล่าวสูงขึ้น ตลอดจนเป็นการยกระดับความร่วมมือและตอกย้ำความแข็งแกร่งในการดำเนินงานของบริษัทฯ ให้กับลูกค้าสมาชิกชาวต่างชาติที่พำนักระยะยาวและใช้ชีวิตในประเทศไทยครอบคลุมทุกด้านได้อย่างสมบูรณ์แบบ

“รุ่งอรุณ ภักดีสูงเนิน” แฟรนไชส์ห้าดาว สร้างอาชีพมั่นคง สานต่อความสำเร็จสู่ 11 สาขา

0

“เราเป็นลูกค้าที่ชอบทานทุกเมนูของห้าดาว เพราะคุณภาพสินค้า และรสชาติที่อร่อยแบบคงที่ 40 ปีผ่านไป สินค้าเขาก็ยังคงรสชาติความอร่อยไม่เคยเปลี่ยน มีแต่พัฒนายิ่งขึ้น สินค้ามาตรฐานเหมือนกันทุกสาขา และยังเป็นอาหารที่รับประทานได้ง่ายๆ ไก่จ๊อตอนเช้าสำหรับทุกคนในครอบครัวก็อิ่มอร่อยได้ แถมยังมีประโยชน์เพราะมีโปรตีนจากเนื้อไก่แบบ เรามองที่ตัวเองก่อน และน่าจะเป็นสินค้าตอบโจทย์ลูกค้าที่ชอบเหมือนกันกับเรา เมื่อประทับใจ ก็อยากทำร้านของตัวเอง การเริ่มทำแฟรนไชส์ได้ง่าย โดยมีทีมงานห้าดาวเป็นทีมหลังบ้านสนับสนุนที่ดีมาก จากร้านแรกเมื่อปี 2561 ก็ขยายสู่ร้านต่อๆไป จนกระทั่งขยายเป็น 11 สาขาในวันนี้” รุ่งอรุณ ภักดีสูงเนิน หรือ เจ๊รุ่ง เริ่มต้นเล่าที่มาของการเป็นนักธุรกิจแฟรนไชส์ห้าดาวอย่างน่าสนใจ

จากแม่ค้าที่มีร้านขายอาหารในห้าง ที่อยากสร้างธุรกิจใหม่ๆควบคู่กัน เจ้รุ่งเลือกแฟรนไชส์ห้าดาว จากความชอบของตนเอง ที่เปลี่ยนเป็นความรักในอาชีพนี้ อาชีพที่สร้างงาน สร้างรายได้ที่มั่นคง ให้กับตัวเธอตลอด 6 ปีที่ผ่านมา และยังสร้างอาชีพให้กับทีมงานอีก 12 คน ที่ช่วยกันดูแลร้านทั้ง 11 สาขา ทำให้มีรายได้เลี้ยงดูครอบครัว มีเงินส่งเสียลูกหลานได้เรียนหนังสือ

เมื่อถามว่าการมีสาขาร้านมากๆเช่นนี้ การบริหารและดูแลร้านต้องทำอย่างไร เจ๊รุ่งบอกว่า ในทุกๆวันจะต้องเดินทางไปดูร้านให้ครบทั้ง 11 สาขา โลตัสแจ้งวัฒนะ โลตัสรัตนาธิเบศร์ โลตัสศิริชัย โลตัสเรวดี แม็คโครรังสิต วิภาวดี35 บิ๊กซีสี่มุมเมือง แยกเกษตร(ตลาดกินซ่า) โรงพยาบาลทรวงอก พันธุ์ทิพย์งามวงศ์วาน และบิ๊กซีแจ้งวัฒนะ2 กรณีที่ไปด้วยตัวเองไม่ได้ จะดูผ่าน CCTV ที่สามารถสั่งงานได้ด้วยเสียง ทำให้สามารถบริหารจัดการร้านได้อย่างสะดวก พูดคุยกับทีมงานได้ทันที และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทั้งกระบวนการผลิตในร้าน การทำงานของทีมงาน การให้บริการ และจำนวนลูกค้าในแต่ละวัน ส่วนเรื่องผลิตภัณฑ์ก็ไม่ต้องกังวลเพราะทางห้าดาวรับผิดชอบเรื่องนี้ ตั้งแต่พัฒนาผลิตภัณฑ์ จัดส่งสินค้า สนับสนุนด้านการตลาดและโปรโมชันอย่างครบวงจร

“การทำร้านห้าดาวเราไม่คาดหวังว่าต้องได้เยอะตั้งแต่แรก ขอแค่ร้านมั่นคงเลี้ยงตัวเองได้ และตัวเราได้ทีมงานก็ต้องได้ด้วย ที่สำคัญทีมเราทั้ง 12 คน ต้องมีอาชีพ มีรายได้ สร้างงานให้เขา และเติบโตไปพร้อมๆกัน ที่ผ่านมาจะบอกทีมงานเสมอว่าให้คิดว่าเป็นร้านของตัวเอง การทำงานจะมี incentive เป็นแรงจูงใจให้ทุกคน ส่วนสิ่งที่ร้านเราให้ความสำคัญที่สุดคือ การบริการต้องมาที่หนึ่ง ต้องสร้างความประทับใจ จะไม่กดดันเรื่องยอดขาย ขอให้ทุกคนทำให้เต็มที่ ใส่ใจบริการลูกค้าอย่างดีที่สุด หลังจากนั้นลูกค้าจะเป็นคนตัดสินใจเอง” เจ๊รุ่งบอกเทคนิคสร้างความสำเร็จ

เมื่อถามถึงแคมเปญ ‘ลดรายจ่ายคนซื้อ เพิ่มรายได้คนขาย’ ที่ห้าดาวตั้งใจมอบสิ่งดีๆให้กับลูกค้าและแฟรนไชส์ เจ๊รุ่งบอกว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ แคมเปญนี้ช่วยกระตุ้นยอดขาย ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าง่ายขึ้น เมื่อเทียบกับคุณภาพมาตรฐานของสินค้าและบริการที่ได้รับ เขาก็พร้อมสนับสนุน เพราะสินค้าห้าดาวถึงแม้ไม่ใช่ช่วงโปรโมชัน ผู้บริโภคก็ยังรู้สึคุ้มค่าคุ้มราคา เรียกว่ามี ‘ความคุ้มค่าเป็นปกติ’ ขณะเดียวกัน แฟรนไชส์เองก็มีแคมเปญหลังบ้านที่ทำให้ผลกำไรจากตัวสินค้า และมียอดขายเพิ่มขึ้นจากแคมเปญ เรียกว่าได้ประโยชน์สองต่อทั้งกำไรหลังบ้านและยอดขายที่เพิ่มในแต่ละครั้ง และยังมีระบบการจัดการยอดขายผ่านเครื่อง POS ทุกจุดหลังบ้าน พร้อมระบบเดลิเวอรี่เพื่อช่วยเพิ่มยอดขาย ทุกแพลตฟอร์ม ทุกสาขาอีกด้วย

“วันนี้พูดได้เต็มปากว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ครอบครัวห้าดาว’ เป็นห่วงโซ่สุดท้ายที่สำคัญในการส่งมอบอาหารปลอดภัย อาหารที่มีคุณภาพให้กับผู้บริโภค ทุกวันนี้เรามีกินมีใช้ก็เพราะธุรกิจนี้ มีกินมีใช้ เลี้ยงพ่อแม่ เลี้ยงดูหลานๆ ทีมงานมีรายได้ มีเงินปลูกบ้านก็เพราะธุรกิจนี้ พ่อแม่สนับสนุนเต็มที่และภูมิใจที่เราประสบความสำเร็จ รวมถึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างอาชีพให้คนอื่นๆด้วย” เจ๊รุ่ง กล่าวทิ้งท้ายอย่างภูมิใจ.