Home Blog Page 143

ปลาหมอคางดำไม่ใช่วายร้าย มองใหม่ประโยชน์หลายด้าน

0
บทความโดย นรชาติ สรงอินทรีย์ นักวิชาการอิสระด้านสัตว์น้ำ

จากข่าวที่สื่อเกือบทุกสำนักเผยแพร่เกี่ยวกับปลาหมอคางดำและใช้คำจำกัดความปลาชนิดนี้ ว่า เป็นปลาต่างถิ่นสายพันธุ์รุกราน (Invasive Alien Species) ตามที่ภาครัฐกำหนด ทำให้ปลาชนิดนี้กลายเป็นวายร้ายในสายตาผู้คนทันที เพียงเพราะชื่อที่เรียกขานกัน จนสังคมคล้อยตามโดยไม่ได้ศึกษาข้อมูลด้านอื่นของปลา

วันนี้ขอกล่าวในมุมที่แตกแต่ง (soft side) เพื่อเป็นข้อมูลอีกด้านหนึ่งของปลาหมอคางดำซึ่งมีโปรตีนไม่แตกต่างจากปลานิลและปลาหมอเทศ โดยเฉพาะการนำไปเป็นอาหารของมนุษย์ หรือ นำไปทำปลาป่นเป็นวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์ ให้เห็นประโยชน์ของปลาหมอคางดำชัดเจนขึ้น เกิดความเข้าใจในวงกว้างมากขึ้น สอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลขณะนี้ ที่สนับสนุนให้มีการจับปลาและบริโภคเป็นอาหารในครัวเรือน จนถึงพัฒนาเป็นเมนูอาหารร่วมสมัยประจำภัตตาคารและร้านอาหาร ขณะที่นักวิชาการบางท่านแนะนำให้พัฒนาเป็นเมนูอาหารประจำถิ่นสร้างรายได้ให้กับชุมชน

ขณะนี้ รัฐบาลสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนใช้ประโยชน์จากปลาทั้งตัว เช่น นำไปทำเป็นปลาป่น เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ทั้งสัตว์บกและสัตว์น้ำ นำไปทำน้ำหมักชีวภาพเป็นปุ๋ยสำหรับพืช นำไปบดเป็นเหยื่อปลาและปู ตลอดจนทำเป็นอาหารในครัวเรือนจนถึงผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชน เช่น น้ำปลา ปลาร้า ปลาแดดเดียว ปลาหมอคางดำทอดน้ำปลา ปลาเผา ปลาราดพริก ฉู่ฉี่ปลาหมอคางดำ ปลาหมอคางดำทอดกระเทียม ปลาฟู ไส้อั่ว ข้าวเกรียบ ขนมจีนน้ำยา แกงส้ม แกงคั่ว ต้มส้ม ปลาลุยสวน ปลานึ่งมะนาว ห่อหมกปลา เป็นต้น ล่าสุด คณะนักวิจัยอาหารของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้พัฒนาปลากระป๋องทำจากปลาหมอคางดำ และยังมีผงโรยข้าวแบบญี่ปุ่น น้ำพริกปลารสแซ่บ ซึ่งหน้าตาน่ารับประทาน นับเป็นเรื่องท้าทายฝีมือของบรรดาเหล่าเชฟและนักพัฒนาอาหาร ให้นำปลาหมอคางดำไปรังสรรค์อาหารจานอร่อยให้ได้ลิ้มลองกัน

แนวทางดังกล่าวกระตุ้นให้เกิดการบริโภคปลาหมอคางดำเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยต้องการลิ้มลองรสชาติของเนื้อปลาหมอคางดำที่มีรสชาติใกล้เคียงกับปลานิลและปลาหมอเทศ อย่างเช่น ร้านอาหารชื่อดังร้านหนึ่งในจังหวัดราชบุรี สร้างโอกาสในการทำรายได้จากการแนะนำ “เมนูวาระแห่งชาติ” จากปลาหมอคางดำ โดยประกาศรับซื้อปลาจากเกษตรกรในราคากิโลกรัมละ 20 บาท และซื้อไม่ต่ำกว่าวันละ 50 กิโลกรัม หลังเมนูปลาหมอคางดำได้รับความนิยมจากลูกค้า

การใช้ประโยชน์จากปลาดังกล่าวข้างต้นยังสอดคล้องกับแนวทางเร่งด่วนของรัฐบาลขณะนี้ คือ การเร่งจับปลาออกจากแหล่งน้ำให้มากที่สุดโดยเฉพาะปลาตัวใหญ่ เมื่อจับปลามาแล้วต้องสร้างมูลค่าให้กับปลาเพื่อจูงใจให้มีการลงแขกจับปลาต่อเนื่อง และการปฏิบัติการตามขั้นตอนต่อไป คือ การปล่อยปลาผู้ล่า เช่น ปลากะพงขาว ปลาอีกง ให้ลงไปกินลูกปลาหมอคางดำขนาดเล็ก ซึ่งมีประสิทธิภาพตามเป้าหมายในการตัดวงจรชีวิตของปลาหมอคางดำ

อีกประการหนึ่งที่ควรดำเนินการ คือ ศึกษาและเรียนรู้จากประเทศที่ประสบความสำเร็จในการกำจัดปลาหมอคางดำ เช่น สหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ และออสเตรเลีย เพื่อนำแนวทางดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับแหล่งน้ำธรรมชาติของไทย ในการเพิ่มประสิทธิภาพการกำจัดปลาให้ได้มากที่สุด โดยไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ

การสื่อสารเกี่ยวกับปลาหมอคางดำในช่วงนี้ หากยังตอกย้ำตลอดเวลาว่าปลามาจากทวีปแอฟริกา เป็นปลาดุร้าย กินแหลก กินไม่เลือกและสัตว์น้ำขนาดเล็กจะหายหมด ยิ่งสร้างภาพจำที่น่ากลัวให้สังคมเกิดความเข้าใจปลาชนิดนี้ผิดไปจากความเป็นจริง กระทั่งสื่อบางสำนักเรียกขานว่าปลาปีศาจ ซึ่งนั่นก็เกินความจริงไปมาก ส่วนสื่อบางคนสอบถามว่าปลาหมอคางดำกินได้หรือ? ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐควรให้ความรู้เกี่ยวกับปลาหมอคางดำ สร้างการรับรู้ให้ขยายวงกว้างขึ้น ให้คนปรับตัวอยู่กับปลาหมอคางดำได้อย่างเหมาะสม ดีที่สุดควรรับฟังและปฏิบัติตามที่ผู้เชี่ยวชาญสัตว์น้ำที่ให้ข้อมูลและแนะนำ ว่าในระยะสั้น คือเจอจับแล้วกิน ก็จะเกิดประโยชน์กับคนและปลา ส่วนระยะกลาง-ระยะยาว ต้องหาวิธีที่กำจัดปลาหมอคางดำที่มีประสิทธิภาพสูง กำจัดได้ครั้งละปริมาณมากๆ ตัดตอนการแพร่พันธุ์ เพื่อร่วมมือกันแก้ปัญหาให้เกิดผลดีต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน.

AIS eSports STUDIO สามย่านมิตรทาวน์ พลิกโฉมใหม่ ยกระดับประสบการณ์เหนือชั้นของเกมเมอร์

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากความสำเร็จของ AIS eSports STUDIO สามย่านมิตรทาวน์ ที่เปิดให้บริการเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา ล่าสุด ได้แปลงร่างยกระดับขึ้นไปอีกขั้นสู่ Ultimate Gaming Experience ด้วยการอัปเวลประสบการณ์สู่ความเหนือชั้นที่ยิ่งกว่าสำหรับเหล่าเกมเมอร์ ไม่ว่าจะเป็น โครงข่ายอัจฉริยะ AIS 5G และบรอดแบนด์ไฟเบอร์ที่เร็วที่สุดในไทยระดับ 5000/5000 Mbps ที่ยกมาให้บริการ รวมถึงการขนทัพสุดยอดเทคโนโลยีเกมมิ่งพีซี และอุปกรณ์เกมมิ่งเกียร์ที่ดีที่สุดจากพาร์ทเนอร์มาร่วมกันอัปเกรดความพิเศษในครั้งนี้ อีกทั้งการอัปเวลครั้งนี้ยังเป็นการทำงานร่วมกับค่ายเกมระดับโลกอย่าง อย่าง Riot Games อย่างเป็นทางการรายแรกและรายเดียวในไทย ที่ขนเกมสุดฮิตมาให้เหล่าเกมเมอร์ได้เข้ามาสัมผัสแบบยกค่ายไม่ว่าจะเป็น League of Legends, VALORANT และ Teamfight Tactics ที่เดียวที่ AIS eSports STUDIO เท่านั้น

นางสาวรุ่งทิพย์ จารุศิริพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการพันธมิตรธุรกิจด้านบันเทิงและคอนเทนต์ AIS กล่าวว่า “AIS eSports STUDIO สามย่านมิตรทาวน์ เกิดขึ้นจากความตั้งใจของ AIS ที่ต้องการสร้าง Esports Community Hub ของวงการเกมและอีสปอร์ต โดยการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ที่หลากหลายเพื่อสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ทั้งเกมโซน และ Co-Working Space ให้เหล่าเกมเมอร์ได้มาสัมผัสประสบการณ์การเล่นเกมผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ตและบนอุปกรณ์เกมมิ่งเกียร์ที่ดีที่สุด โดยมีผู้ใช้งานเฉลี่ย 10,000 คนเต่อเดือน

รวมถึงการเปิด Arena Zone ภายใน AIS eSports STUDIO สามย่านมิตรทาวน์ ให้เป็นศูนย์กลางการแข่งขันอีสปอร์ตทุกรูปแบบที่จัดกิจกรรมและการแข่งขันมาแล้วมากกว่า 100 รายการ ด้วยความพร้อมจาก Main Stage ระบบแสง สี เสียง ที่ทันสมัย และเปิดกว้างให้ผู้จัดงานอีเว้นท์ ไม่ว่าจะเป็นโปรโมเตอร์ แบรนด์ หรือองค์กรต่างๆ เข้ามาใช้พื้นที่จัดกิจกรรมที่เชื่อมต่อทั้งบน On Ground และ Online นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดโอกาสใหม่ๆ ที่ช่วยยกระดับวงการได้อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของอุตสาหกรรมเกมในประเทศที่สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 40,000 ล้านบาท หรือแม้แต่การพัฒนาบุคลากรด้านอีสปอร์ตให้มีทักษะใหม่ๆ ทั้งนักกีฬา นักพากย์ ตั้งแต่ในระดับภูมิภาค ระดับประเทศ และก้าวสู่ระดับนานาชาติ ในฐานะตัวแทนประเทศไทย”

โดยครั้งนี้เราตั้งใจที่จะพลิกโฉม AIS eSports STUDIO สามย่านมิตรทาวน์ ให้ยกระดับไปอีกขั้นด้วยประสบการณ์ที่เหนือกว่าแบบ Ultimate Gaming Experience กับการอัปเวลขั้นสุด ตอกย้ำการเป็น Esports Community Hub No1 in Southeast Asia ที่เหล่าเกมเมอร์สามารถเข้ามาสัมผัสประสบการณ์การเล่นเกมบนโครงข่ายดีที่สุด ด้วยบรอดแบนด์ไฟเบอร์ระดับ 5000/5000 Mbps ที่ตอบโจทย์ทุกการเล่นเกมทั้งความ เร็ว แรง เสถียร ไม่แลค ไหลลื่นไม่มีสะดุด พร้อมโครงข่าย AIS 5G และ Wi-Fi ควบคู่ไปกับการขนขบวนสุดยอดเทคโนโลยีเกมมิ่งพีซี เกมมิ่งเกียร์สเปกไฮเอนด์ระดับโปรเพลเยอร์แบบครบวงจร ตั้งแต่ คอมพิวเตอร์สเปคโหด INTEL CORE i7-14700KF และการ์ดจอตัวแรงระดับเทพ VGA GALAX RTX 4080 SUPER SG PCI-E 16GB GDDR6X มาพร้อมกับจอภาพที่มีคมชัดสมจริงมากที่สุดในทุกการเล่นเกม Samsung Odyssey G7 Series 28” 4K 144Hz และเก้าอี้ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะให้มีความยืดหยุ่นสูง สามารถรองรับสรีระทุกการเคลื่อนไหว ให้เกมเมอร์ปล่อยศักยภาพได้อย่างเต็มที่จากซีเคร็ทแลป

AIS eSports STUDIO สามย่านมิตรทาวน์อัปเลเวล ยังได้เตรียมความพิเศษจากค่ายเกมระดับโลกอย่าง Riot Games ที่เป็นการทำงานร่วมกันอย่างเป็นทางการกับ AIS เพียงรายเดียวเท่านั้น เรียงหน้าสุดยอดเกมมาให้เหล่าเกมเมอร์ได้สัมผัสไม่ว่าจะเป็น League of Legends, VALORANT และ Teamfight Tactics พิเศษสุดที่แรกและที่เดียวเท่านั้น

นายศุภวิชญ์ ศุภกรพิชาญ ผู้จัดการแบรนด์ MOBA และ Teamfight Tactics บริษัท Riot Games ประเทศไทย เผยว่า “การร่วมมือกับ AIS eSports STUDIO ในครั้งนี้คือหนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญของ Riot Games ประเทศไทยที่เล็งเห็นถึงฐานลูกค้าของเกม League of Legends และ Teamfight Tactics ส่วนหนึ่งที่ชื่นชอบการเล่นเกมกับกลุ่มเพื่อนของพวกเขา หรือพบปะเพื่อนใหม่ในร้านอินเตอร์เน็ต เราจึงได้มอบสิทธิพิเศษต่างๆ ให้กับเกมเมอร์ที่ AIS eSports STUDIO อย่างการปลดล็อกสกินและแชมป์เปี้ยนในเกม และ XP bonus boost 20% ซึ่งได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี เราหวังว่าความร่วมมือนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของกิจกรรมดี ๆ อีกมากมายในอนาคต เพื่อสร้างการเติบโตของฐานผู้เล่นในประเทศไทยและคอมมูนิตี้ของ Riot Games ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น”

เพื่อเป็นต้อนรับความยิ่งใหญ่จากการแปลงร่างครั้งนี้ AIS eSports STUDIO สามย่านมิตรทาวน์ พร้อม “เปิดให้เล่นฟรี” คนละ 2 ชม./ครั้ง ตั้งแต่วันที่ 31 ก.ค. 67 เวลา 14:00 น. – วันที่ 2 ส.ค. 67 เวลา 23:59 น. และสามารถติดตามรายละเอียดความพิเศษได้ที่ Facebook AIS Esports https://www.facebook.com/AISeSports

“หลวงพ่อเงินต้องมี เงินต้องมาหา”

0

ตามรอยเซียน โดย เจี๊ยบ บางกรวย

ช่วงนี้ทำมาหากินลำบาก เงินหายไปไหนหมด ต้องเพิ่งบารมีหลวงพ่อเงิน เซียนเจี๊ยบเคยมี องค์ดังองค์หนึ่งแจ่มแจ่ม ย้ายรังไปอยู่กับเสี่ยนะรูปหล่อไปแล้ว มีอีกหลายร้อยองค์ก็ไม่เหมือน พูดถึงตอนอยากได้หลวงพ่อเงินตอนไปกินก๋วยจั๊บวัดสะพานสูง เจอหลวงพี่โชว์หลวงพ่อเงินพิมพ์ขี้ตาเนื้อแก่ทองขอซื้อหลวงพี่ไม่ยอมขายตอนแรก ให้เบอร์โทรไว้ ขับรถกลับถึงบ้านแจ้งวัฒนะหลวงพี่โทรตาม ฝากเฮียคนขายก๋วยจั๊บไว้ ส่งนายเสร็จตีกลับมาเอาพระเลย ให้เฮียค่าถือพระไป5ร้อยค่าถือพระ ดีใจมากมาก สุดท้ายท้ายสุดเก๊ เจอแบบเดียวกันเยอะเลย ไม่เชื่อคำพระอาจารย์ห้ามซื้อพระตอนกลางคืนแสงไม่พอห้ามซื้อนะเธอ เดี๋ยวได้พระเก๊เป็นกระปุง ก็ยังชอบรูปหล่อหลวงพ่อเงินมาตลอด “ก็ของมันต้องมีนี่นา อย่างน้อยมีติดกระเป๋าไว้อุ่นใจเหมือนมีเงิน“หลวงพ่อเงินช่วยได้ ไม่เชื่อลองหามาติดกระเป๋าไว้ เดี๋ยวเงินก็มา ยิ่งตอนนี้หาเงินยาก ต้องให้หลวงพ่อเงินช่วย

มาดูหลวงพ่อเงินพิมพ์นิยมaวันนี้ เนื้อเหลืองอมน้ำตาลเข้มขลังมีพลัง ขี้เป้าดำเกราะแน่นตามซอกลีกๆ เก่าคล่ำ เป็นวิธีดูในการพิจารณา หลวงพ่อเงินพิมพ์นิยมหล่อแบบช่อต้องมีรอยตะไบที่ก้น ต้องเก่านะโลหะนับร้อยปี ออกเหลืองเข้มดี เหลืองเขียวได้ เหลืองสุกได้ ล้วนแล้วแต่โลหะที่ผสมลงไป “แต่ที่สำคัญสุดถ้ามีเกร็ดกระดี่ขึ้นบนเนื้อให้รียหยิบไว้ก่อนเลย” เพราะนี่คือการดูหลวงพ่อเงินสไตส์เซียนเจี๊ยบไว้ตัดสินใจเป็นจุดจ่ายตังค์  จากเนื้อโลหะที่ผสมแบบโบราณ การหลอมละลายของโลหะที่ไม่เข้ากัน ไม่เหมือนการหล่อสมัยสมัยที่เข้ากันเหมือนเนื้อเดียวกัน ความย่นในเนื้อของหลวงพ่อเงินที่ส่วนที่ไม่ถูกสัมผัสต้องมี ถ้าผิวตรึงวางได้เลย ไม่เก่า ไม่เหยี่ยว ไม่หย่น ผิวเนียนไปทั้งองค์ สีเดียวกัน ปล่อยผ่านเลยนะครับท่าน แบบนี้เซียนเจี๊ยบมีหลายร้อยองค์ โดนมาเยอะเจ็บมาแยะ เลยเอาประสบการณ์ตรงที่พระอาจารย์สอนไว้ มาบอกเพื่อนๆ “เวลาจะจ่ายตังค์ซื้อพระใจต้องเป็นกลางนะ ไม่โลภ คิดว่าแท้แน่แน่” ให้บอกตัวเองว่าเราซื้อพระที่ตกจากเซียนไม่ซื้อ ไม่เอาแล้ว เรามีวิชามากแค่ไหนถึงซื้อพระองค์ที่กำลังจับอยู่ในมือ จะมีพระหลุดจริงมั้ย พระแท้จะมาอยู่ตามตลาดมั้ย ท่องในใจเราจะได้ไม่โลภ ใจจะเป็นกลางแล้วหยิบพระแท้ได้นะท่าน หลวงพ่อเงินกำลังรอท่านอยู่นะ

เมื่อมีหลวงพ่อเงิน เงินกำลังจะไหลมากำลังจะไหลมากำลังจะไหลมา

เจี๊ยบบางกรวยเดินตามรอยพระอาจารย์ 087 0030897

ตลท. จับมือตลาดหุ้นลอนดอน ยกระดับการประเมินความยั่งยืน บจ. สู่มาตรฐานสากล

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange Group) โดย FTSE Russell ผู้ประเมิน ESG ระดับโลก มุ่งพัฒนาศักยภาพตลาดทุนไทย เดินหน้ายกระดับการประเมินความยั่งยืน SET ESG Ratings สู่มาตรฐานสากล เน้นการประเมินจากข้อมูลที่บริษัทจดทะเบียน (บจ.) เปิดเผยสู่สาธารณะ (public disclosures) ซึ่งเป็น Methodology ที่ใช้ประเมินกว่า 8,000 หลักทรัพย์ทั่วโลก สร้างความเชื่อมั่นพร้อมดึงดูดความสนใจผู้ลงทุน และสามารถเปรียบเทียบผลประเมินกับบริษัททั้งในและต่างประเทศด้วยมาตรฐานเดียวกัน โดยจะเตรียมความพร้อม บจ. และเริ่มโครงการประเมินนำร่องในปี 2567-2568 ก่อนการประเมินและประกาศผลคะแนน ESG สู่สาธารณะตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งพัฒนาตลาดทุนไทยให้มีความโดดเด่นด้านความยั่งยืนและเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ โดยได้ยกระดับความเข้มข้นในการประเมิน SET ESG Ratings สู่มาตรฐานสากล เพิ่มความน่าสนใจให้แก่ บจ. ไทยในสายตาผู้ลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ศึกษาแนวทางการประเมิน ESG สำหรับบริษัทจดทะเบียนไทยมาตั้งแต่ปี 2565 และได้ข้อสรุปร่วมกับ FTSE Russell (บริษัทย่อยในกลุ่มตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน หรือ LSEG) ซึ่งได้รับการยอมรับจากผู้ลงทุนสถาบันและ Asset managers ชั้นนำทั่วโลกโดยมีมูลค่าทรัพย์สินกองทุน (AUM) สูงถึง 15.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐที่อ้างอิงดัชนีของ FTSE
อยู่ในปัจจุบัน

ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ

การประเมิน SET ESG Ratings ในปัจจุบันเป็นภาคสมัครใจ โดย บจ. ต้องสมัครเข้าร่วมการประเมิน และตลาดหลักทรัพย์ฯ มีคณะทำงานเพื่อการลงทุนอย่างยั่งยืนซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านบรรษัทภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืนร่วมพิจารณาหลักเกณฑ์และกระบวนการประเมิน โดยบริษัทต้องผ่านเกณฑ์ทั้งด้านคะแนนจากการตอบแบบประเมินและด้านคุณสมบัติ ในขณะที่กระบวนการประเมินแบบใหม่โดย FTSE Russell จะเน้นการการประเมินจากข้อมูลที่ บจ. เปิดเผยสู่สาธารณะ (public disclosure) ซึ่งเป็น Methodology เดียวกันกับที่ประเมินบริษัทกว่า 8,000 แห่งใน 47 ประเทศทั่วโลก เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ยกระดับความโปร่งใสของการประเมิน อีกทั้งยังลดภาระการตอบแบบประเมินความยั่งยืนของ บจ. และช่วยให้ บจ. มีกรอบการดำเนินงาน ESG ตามมาตรฐานสากล ขณะเดียวกัน ผู้ลงทุนยังสามารถเปรียบเทียบผลประเมินกับบริษัททั้งในและต่างประเทศได้ด้วยมาตรฐานเดียวกัน นอกจากนี้ FTSE Russell ซึ่งอยู่ภายใต้ London Stock Exchange Group ยังมีการดำเนินงานที่สอดคล้องกับ Code of Conduct สากล โดย FTSE ESG Data Model ถูกกำกับดูแลโดยคณะกรรมการอิสระ ซึ่งประกอบด้วยภาคธุรกิจ ผู้ลงทุน NGOs และนักวิชาการ แนวทางและวิธีการประเมินจึงสะท้อนมุมมองของผู้มีส่วนได้เสียที่หลากหลาย

“ความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯ และ FTSE Russell เป็นก้าวสำคัญของตลาดทุนไทยที่จะช่วยส่งเสริมให้ บจ. ไทยพัฒนาการดำเนินงานด้านความยั่งยืนสู่ระดับสากล และสนับสนุนให้ผู้ลงทุนพิจารณา ESG ประกอบการตัดสินใจลงทุนตามเทรนด์การลงทุนอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ ฯ ได้วางแผนและกำหนด Roadmap ของการยกระดับการประเมินร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย สมาคมบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ สมาคมบริษัทจัดการลงทุน และสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน เพื่อให้การยกระดับการประเมิน ESG ไปสู่มาตรฐานสากลนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย โดยกำหนดให้มีโครงการประเมินนำร่องในปี 2567-2568 เพื่อให้ทุกฝ่ายเตรียมความพร้อม ก่อนที่จะดำเนินการประเมินและประกาศผลสู่สาธารณะตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป” นายภากรกล่าว

Helena Fung ผู้บริหารสูงสุดด้านการเงินและการลงทุนอย่างยั่งยืนประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (LSEG) กล่าวว่า “ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอนมีความยินดีที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และมีส่วนร่วมเสริมสร้างระบบนิเวศของตลาดทุนไทยให้แต่ละภาคส่วนสามารถดำเนินงานได้อย่างยั่งยืน ความร่วมมือในครั้งนี้ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ LSEG ในการยกระดับการดำเนินงานของตลาดทุนทั่วโลกและสร้างคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียในวงกว้าง ที่สำคัญ จะช่วยสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนไทยสามารถพัฒนาการดำเนินงานด้าน ESG ได้สอดคล้องตามมาตรฐานสากล ซึ่งจะส่งผลต่อการสร้างความเชื่อมั่นและความน่าสนใจให้บริษัทจดทะเบียนไทยในสายตาผู้ลงทุนทั่วโลก”

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับ FTSE Russell จัดสัมมนา “ก้าวต่อไปของ SET ESG Ratings: เตรียมความพร้อมสำหรับการประเมินโดย FTSE Russell” เพื่อสื่อสารและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงกระบวนการประเมินความยั่งยืน ในวันที่ 30 กรกฎาคม 2567 ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ นอกจากนี้ ยังเตรียมจัดกิจกรรมอบรมสัมมนาและสื่อความรู้ต่าง ๆ เช่น “Guideline to FTSE Russell ESG Scores” (ทั้งฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษ) Workshop ให้ความรู้ บจ. ผู้จัดการกองทุน และนักวิเคราะห์ รวมถึงการสื่อสารในวงกว้าง เพื่อสนับสนุนความเข้าใจและเตรียมความพร้อมทุกฝ่าย ข้อมูลเพิ่มเติม https://setsustainability.com/libraries/1331/item/-set-esg-ratings-ftse-russell

ซีพีเอฟ เตือน อย่าเชื่ออย่าแชร์ ภาพปลอม-ข้อความบิดเบือน กรณีปลาหมอคางดำ เตรียมดำเนินการตามกม.

0

ซีพีเอฟพบการใช้ข้อมูลประกอบการสื่อสารในเวทีสาธารณะและสื่อโซเชียลต่างๆ เป็นข้อมูลที่บิดเบือนข้อเท็จจริง ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดแก่สังคม และกระทบต่อชื่อเสียงขององค์กรให้ได้รับความเสียหาย เตรียมพิจารณาการดำเนินการขั้นต่อไป พร้อมเตือนประชาชนอย่าเชื่อ อย่าแชร์

นางกอบบุญ ศรีชัย ผู้บริหารสูงสุด สายงานกิจการองค์กร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาและในวันที่ 26 กรกฎาคม 2567 มีการใช้รูปภาพและข้อมูลประกอบการสื่อสารบนเวทีสาธารณะที่เป็นเท็จ และก่อให้เกิดความเสียหายต่อบริษัท โดยมีตัวอย่างภาพเท็จและข้อมูลเท็จบางส่วน ดังนี้

ภาพแรกเป็นภาพที่สร้างความเข้าใจผิดและก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมาก เป็นการกล่าวอ้างว่าเป็นสภาพบ่อดินของฟาร์มยี่สาร ซึ่งใช้เพาะเลี้ยงปลาหมอคางดำ ปี 2554 ถึง ปี 2557 และกล่าวอ้างว่า “เลี้ยงต่อเนื่องที่ฟาร์มยี่สารตั้งแต่ 2553 ถึง 2560” ซึ่งขอชี้แจงว่า เป็น “การใช้ภาพและข้อมูลเท็จ” เนื่องจากสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่ฟาร์มยี่สาร และ หลังจากการตัดสินใจไม่เริ่มดำเนินโครงการและยุติการวิจัยเมื่อต้นเดือนมกราคม 2554 และได้ทำลายลูกปลาทั้งหมดแล้ว บริษัทไม่มีกิจกรรมใดๆ เกี่ยวกับปลานี้อีกเลย ดังนั้น การกล่าวอ้างว่ามีการเลี้ยงต่อเนื่องถึงปี 2560 จึงเป็นข้อมูลเท็จเสมือนการโกหกที่สร้างความเข้าใจผิดเชิงลบในสังคมต่อองค์กร

ภาพที่สอง เป็นภาพที่กล่าวอ้างว่าเป็นการคัดเลือกไข่ปลาหมอคางดำ เพื่อนำไปขยายพันธุ์/ผสมพันธุ์แล้วนำไปอนุบาลในกระชังในฟาร์มยี่สาร ความเป็นจริงแล้วสถานที่นี้ไม่ใช่ฟาร์มยี่สาร และกิจกรรมดังปรากฎในภาพนี้ ไม่ใช่กระบวนการคัดเลือกไข่ปลาตามวิธีปฏิบัติของบริษัท

สำหรับภาพสุดท้ายเป็นภาพถ่ายทางอากาศของบริเวณฟาร์ม โดยมีการระบุผังของฟาร์ม ซึ่งมีข้อความอันเป็นเท็จ กล่าวคือ กรอบสีแดง ไม่ใช่บ่อเลี้ยงปลาตามที่กล่าวอ้าง ความเป็นจริงคือเป็นบ่อเลี้ยงกุ้ง ขณะที่กรอบสีเหลืองที่ระบุว่าเป็นบ่อผสมพันธุ์ปลาและบ่ออนุบาลปลาตามที่กล่าวอ้างนั้น ความจริงคือเป็นบ่อปรับปรุงพันธุ์ปลานิล ปลาทับทิม และปลาทะเล

นอกจากรูปภาพที่บิดเบือนบางส่วนที่นำมาแสดงในวันนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อความบิดเบือนอื่นๆ เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินการทางกฏหมายต่อไป โดยผู้ที่ให้รูปและข้อมูลที่เป็นเท็จบิดเบือนข้อเท็จจริง ควรต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ ร่วมกับผู้ที่ใช้ข้อมูลและรูปภาพดังกล่าวในการสื่อสารในเวทีสาธารณะต่างๆด้วย

อย่างไรก็ตาม บริษัทเห็นด้วยว่า ควรมีกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางสังคมเพิ่มเติมในเรื่องนี้ เนื่องจากมีหลายบริษัทที่ซีพีเอฟไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กลับมีกิจกรรมค้าขายปลาชนิดนี้ในช่วงที่ผ่านมา จึงขอให้สังคมให้ความเป็นธรรมและควรมีการสอบหาเหตุอื่นๆเพิ่มเติมด้วย เพื่อนำข้อเท็จจริงมาร่วมกันพิจารณาหาแนวทางร่วมมือแก้ไขปัญหา ตลอดจนหาแนวทางป้องกันการแพร่กระจายในระยะยาว

สำหรับโครงการความร่วมมือสนับสนุนการแก้ปัญหา 5 โครงการนั้น มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งร่วมมือสนับสนุนกรมประมงที่มีกิจกรรมการจับปลาและปล่อยลูกปลากะพง ซึ่งพบว่าในบางพื้นที่ มีปริมาณปลาลดลงอย่างมาก ล่าสุด ได้เข้าร่วมกิจกรรมจับปลาและมอบปลากะพงเพิ่มเติมกับประมงจังหวัดสมุทรสงคราม นอกจากนั้นยังได้รับการติดต่อแสดงความจำนงจากมหาวิทยาลัยชั้นนำอีก 2-3 แห่ง ในการร่วมมือการทำวิจัย ทั้งการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารและการวิจัยเพื่อหาแนวทางควบคุมประชากรปลาในระยะยาว

นางกอบบุญทิ้งท้ายอีกว่า บริษัทยินดีให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสอบหาข้อเท็จจริงบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงอย่างสุจริต ขณะเดียวกันต้องขอปกป้องชื่อเสียงองค์กรจากการใช้ข้อมูลและหรือรูปภาพกล่าวอ้างที่เป็นเท็จ ซึ่งเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงให้สังคมเข้าใจผิด ผู้ให้ข้อมูลและหรือรูปภาพเหล่านั้นรวมทั้งผู้ที่ใช้ข้อมูลและรูปภาพดังกล่าว ประกอบความคิดเห็นบนเวทีสาธารณะหรือสื่อต่างๆ ควรรับผิดชอบในการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่น โดยจะพิจารณาแนวทางการดำเนินการตามกฏหมายต่อไป./

“พระกริ่งปวเรศที่ตามหามาทั้งชีวิต”

0

ตามรอยเซียน โดย เจี๊ยบ บางกรวย

ในชีวิตเริ่มชอบสะสมพระตอนบวชที่วัดเบญจมบพิตร สึกมาช่วยแม่ขายผักขายปลา วนเวียนแถวกระดานหมากรุก  หน้าร้านส.บาร์เบอร์ตลาดพงษ์เพชรหลักสี่ เล่นหมากรุก กับส่องพระแบบไม่มีทิศทาง ไม่มีผู้รู้จริงว่ากันแบบบ้านๆ รู้จักพระอยากได้ตามคนอื่น ต้องมีสมเด็จวัดระฆัง นางพญา พระรอด ซุ้มกอ ผงสุพรรณ กริ่งปวเรศวัดบวรมีบัวหลังจำได้เท่านี้ต้องมีให้ได้ ฝันลืมตาแป๋ว

จนได้มาเจอพระอาจารย์ถึงเริ่มนับ1ได้เริ่มดูพระเป็นแต่ก็หลายปี ติดตามไปเข้าสนามพระสวนจตุจักร หลังอตก. พาไปเจอพี่เสือ และพ่อค้าพระอีกมากมาย “จนเริ่มพอเป็นหาซื้อพระ ส่งให้พระอาจารย์ได้“แต่ก็อดถามพระอาจารย์ไม่ได้ว่าพระอาจารย์ไม่เห็นเล่นพระกริ่งปวเรศเลย

พระอาจารย์มองหน้า แล้วพูดว่าฝันสูงนะเธอ ชาตินี้หาพระกริ่งสังฆราชแพ กริ่งเจ้าขุนศรีให้ได้ซักองค์ก่อนเถอะ

แล้ววันหนึ่งได้เจอเซียนใหญ่ผู้มากบารมี เพื่อนรุ่นพี่พระอาจารย์ เปิดร้านพระใหม่ เลยได้เจอกริ่งปวเรศ บอกพระอาจารย์นี่งัยกริ่งปวเรศ มีบัวหลังเจอแล้วเจอแล้ว แท้ไม่แท้ไม่รู้รู้แต่ว่ามีบัวหลังเป็นกริ่งปวเรศวัดบวรแน่ๆ พระอาจารย์หยิบดูแล้วชอบเลยได้ไปทำเนียมซื้อพระพวกกันเปิดร้านใหม่ หลังจากนั้นเทียวไปซื้อกันเรื่อย จนเซียนเจี๊ยบได้พระกริ่งปวเรศมา1องค์แต่งเก่า มีสนิมน้ำเกราะทั่วองค์พระ ใช้ติดตัวตลอด

มาวันหนึ่งได้ไปวัดบวร จากข่าวที่มีคนแอบอ้างว่าพระกริ่งปวเรศที่ตนมีคือกริ่งองค์ประจำของวัดบวร เจ้าคุณที่เป็นผู้ดูแลให้พระอาจารย์ไปดูองค์จริงยังอยู่ที่วัดบวร แก้ข่าวคนแอบอ้าง “นับเป็นบุญวาสนาของเซียนเจี๊ยบที่ได้จับองค์พระกริ่งปวเรศองค์เป็นๆ” เจ้าคุณให้ใส่ถุงมือ พระอาจารย์ดูก่อน ต่อไปเซียนเจี๊ยบยกพระกริ่งขึ้นเหนือหัวอธิฐานขอบารมีท่านตื่นเต้นมาก ส่องทั่วองค์จำได้บ้างไม่ได้บ้าง ที่สำคัญติดพระกริ่งไปด้วยให้ท่านเจ้าคุณดูท่านบอกเก่าดีนะ แล้วหยิบแม่พิมพ์ด้านหลังมาแล้วเอาพระกริ่งปวเรศองค์เซียนเจี๊ยบวาง ท่านเจ้าคูณบอกของโยมวางได้พอดี ส่วนองค์ขอพระอาจารย์ต้องขยับนิหน่อยถึงลง “ท่านเจ้าคุณบอกมีผู้ใหญ่หลายคนซื้อมาองค์ล่ะหลายล้าน มาของลองใส่แม่พิมพ์ ยังไม่ลงเลยนะโยม“

นับเป็นประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเซียนเจี๊ยบ ถึงวันนี้พระกริ่งปวเรศได้ย้ายรังจากเซียนเจี๊ยบไปอยู่ในมือของเสี่ยปาล์มผู้มากบารมีไปแล้ว

ด้วยความจำเป็นบางอย่างทั้งที่เสียดายมาก เสียงพระอาจารย์ดังขึ้นมา“มีความรู้วันหนึ่งจะได้พระ มีเงินไม่ใช่ว่าจะได้พระ” เพราะเราต้องอาศัยตาคนอื่น ใช้ตาดูพระที่อยู่ตรงหน้า อย่าใช้หูดู คือฟังเรื่องราวที่คนขายพระแต่งมาบอกเรานะจำไว้ แล้ววันหนึ่งจะได้พระแท้นะเธอ

วันนี้มาดูพระกริ่งปวเรศองค์ที่เซียนเจี๊ยบได้มาใหม่ ไม่ลงปล็อคนะองค์นี้ เพราะไม่มีโอกาศดีๆแบบนั้นแล้ว แต่ความจำได้ภาพสนิมน้ำ วิธีแต่ง บอกได้ว่าเก่า และผ่านการแช่น้ำทำน้ำมนต์มา ผิวพระแดงกลับดำ ก้นปิดแผ่นโลหะสีแดงส้ม ตามซอกมีสนิมเขียวฟ้าให้เห็น เป็นจุดสำคัญมีดีกว่าไม่มี บอกถึงธรรมชาติความเก่าของพระกริ่งอายุร้อยปีหลังตอกเม็ดงายาวเรียวมีคราบสนิมเกราะเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาที่ต้องจำไว้นะจ๊ะ

“จำไว้นะเธอมีความรู้ให้จริง ใช้ตาดูอย่าใช้หูดู จะได้พระแท้ ดีกว่ามีเงินใช้หูดูนะเธอ“

เจี๊ยบบางกรวยเดินตามรอยพระอาจารย์ 087 0030897

รู้เก็บรู้ออม : ฟรีแลนซ์กู้แบงก์ยังไงให้ผ่าน

0

แม้โลกสมัยใหม่ จะมีผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือฟรีแลนซ์เพิ่มจำนวนสูงมากขึ้น จากข้อมูลตัวเลขจำนวนผู้มีงานทำของปี 2566 ทั้งหมด 39 ล้านคน เป็นฟรีแลนซ์สูงถึง 20 ล้านคนเลยทีเดียว

แต่ในสายตาของสถาบันการเงินอย่างธนาคารแล้ว กลับมองว่า ฟรีแลนซ์เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยง ทั้งจากความไม่แน่นอนเรื่องรายได้, ขาดหลักฐานรับรองเรื่องรายได้ ไม่มีสลิปเงินเดือนหรือหนังสือรับรองการทำงาน

นอกจากนี้ ในรายที่ไม่มีบัตรเครดิตหรือไม่เคยกู้มาก่อน แบงก์ก็จะไม่มีประวัติชำระหนี้ให้ประเมิน และยังมีเรื่องของความเสี่ยงในสายอาชีพที่บางแบงก์มองว่า ชาวฟรีแลนซ์มีความเสี่ยงสูงกว่ามนุษย์กินเงินเดือนมีรายได้ประจำ

ทำให้การขอกู้แบงก์ของชาวฟรีแลนซ์ ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อรถ ต้องกลายเป็นเรื่องยากสุดหิน เมื่อเทียบกับคนทำงานประจำที่ดูจะเป็นที่รักใคร่ของธนาคารมากกว่า คิดแล้วมันน่าน้อยใจนัก

ชาวฟรีแลนซ์ทั้งหลายโปรดอย่านอยด์และน้อยใจไปเลย เพราะต้องยอมรับและเข้าใจว่า การจะเป็นคนที่ถูกเลือกถูกรัก มันก็ต้องอาศัยความอดทนตื๊อจนกว่าจะพิชิตใจได้สำเร็จ เช่นเดียวกับการกู้แบงก์ เมื่อเรารู้จุดอ่อนคือ การมีรายได้ที่ไม่แน่นอน และขาดความเข้าใจด้านการบริหารเงิน เราก็ต้องพยายามสร้าง “เครดิตทางการเงิน” ของตัวเองให้แข็งแกร่ง เพื่อจะได้เข้าไปนั่งอยู่ในใจของธนาคารให้ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องใช้ความใส่ใจ ความสม่ำเสมอ และการวางแผนอย่างรอบคอบ

เว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะมาบอก เคล็ดลับสร้างเครดิตทางการเงินแบบเหนือชั้นของชาวฟรีแลนซ์ 5 ข้อ ให้ไปลงมือทำ เพื่อวางรากฐานความมั่นคงให้ตัวเองกัน ประกอบไปด้วย

1.บริหารรายได้รายจ่ายให้มีเงินเหลือออม จัดสรรรายได้ส่วนหนึ่งเป็นเงินออมอย่างสม่ำเสมอ เช่น ออมก่อนใช้ หักเงินออมทันทีที่ได้รับเงินค่าจ้าง

2.สร้างรายการเดินบัญชีในธนาคารอย่างสม่ำเสมอ การมีเงินหมุนเวียนในบัญชีอย่างต่อเนื่องแสดงถึงความสามารถในการสร้างรายได้ ใช้บัญชีธนาคารหลักในการรับเงินค่าจ้างจากลูกค้าทุกราย และจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้ผ่านบัญชีเดียวกัน

3.เก็บรักษาเอกสารแสดงที่มาของรายได้ เช่นสัญญาจ้าง ใบแจ้งหนี้ หลักฐานการโอนเงิน หรือรายงานภาษีเงินได้ เพื่อเป็นหลักฐานแสดงที่มาของรายได้ เผื่อสถาบันการเงินขอดูเพื่อประกอบการพิจารณาให้สินเชื่อ

4.รักษาประวัติการชำระหนี้ให้ดีด้วยการจ่ายหนี้ตรงเวลา จ่ายหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล หรือค่าผ่อนสินค้า ตรงเวลาทุกงวด เพื่อสร้างประวัติการชำระหนี้ที่ดี

และ 5.กู้เงินเท่าที่จำเป็น ไม่มีภาระหนี้เกินตัว การมีหนี้สินในระดับที่เหมาะสมและสามารถจัดการได้ แสดงถึงความรับผิดชอบทางการเงิน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สถาบันการเงินใช้ในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ

กำจัดจุดอ่อนได้แล้ว อยากเพิ่มจุดแข็งให้ตัวเองก็สามารถเข้าร่วมโครงการ “Happy Money, Happy Jobbers ชีวิตอิสระ งานโปรเงินปัง” เริ่มต้นเรียนรู้ผ่าน SET e-Learning 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรวางแผนการเงิน สไตล์ Multi-Jobbers & Freelancers และหลักสูตรวางแผนภาษีสไตล์ Multi-Jobbers & Freelancers เรียนฟรี ได้ที่ http://www.set.or.th/happymoney-happyjobbers

กำจัดจุดอ่อนได้แล้ว อยากเพิ่มจุดแข็งให้ตัวเองก็สามารถเข้าร่วมโครงการ “Happy Money, Happy Jobbers ชีวิตอิสระ งานโปรเงินปัง” เริ่มต้นเรียนรู้ผ่าน SET e-Learning 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรวางแผนการเงิน สไตล์ Multi-Jobbers & Freelancers และหลักสูตรวางแผนภาษีสไตล์ Multi-Jobbers & Freelancers เรียนฟรี ได้ที่ http://www.set.or.th/happymoney-happyjobbers

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง"  หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ระวังข่าวปล่อย…ลวงบ่อกุ้งเป็นบ่อปลา…สร้างกระแสแชร์ข้อมูลเท็จ

0

สถานการณ์การระบาดของปลาหมอคางดำ มาตรการต่างๆที่หลายฝ่ายกำลังร่วมมือเร่งแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน หรือแม้แต่ประชาชนทั่วไปที่เชิญชวนกันสรรหาเมนูอร่อยเพื่อร่วมด้วยช่วยกันบริโภคลดปริมาณ ทำให้กระแสของปลาชนิดนี้ยังคงอยู่ในความสนใจของผู้คน

ท่ามกลางความสนใจข่าวสารนี้ มีประเด็นการตามล่าหาคนผิด ซึ่งนักกฎหมายผู้เชี่ยวชาญด้านสื่ออิเลคทรอนิคส์ ฝากเตือนประชาชนอย่าแชร์ข้อมูลที่ยังยืนยันไม่ได้ว่าเท็จหรือจริง อาจติดร่างแหเป็นคดีความโดยไม่รู้ตัวได้ เนื่องจากมีผู้โพสต์บางรายที่โพสต์เรื่องราวต่อเนื่อง โดยตั้งธงให้เอกชนผู้นำเข้าปลาหมอคางดำอย่างถูกต้องนั้น ต้องตกเป็นจำเลยของสังคมให้ได้ ไม่ว่าข้อมูลที่สร้างขึ้นเองหรือแชร์มาจะเป็นจริงหรือเท็จ ซึ่งไม่เป็นผลดีกับทั้งผู้โพสต์และแฟนเพจผู้ติดตาม

ยกตัวอย่างภาพที่อ้างว่าเป็นฟาร์มยี่สารนั้น ได้รับการยืนยันแล้วไม่ใช่ฟาร์มยี่สารจริง เนื่องจากในบริเวณใกล้เคียงฟาร์มยี่สารไม่มีอาคารสูงอยู่ในรัศมีถ่ายภาพได้ แต่ภาพฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำที่ผู้โพสต์ใช้กลับปรากฏอาคารสูง (ในกรอบสีแดง) อย่างชัดเจน ถ้าเริ่มต้นเปิดฉากฟาร์มด้วยภาพปลอมจะมั่นใจได้อย่างไรว่าข้อมูลอื่นๆนั้นเป็นจริงและน่าเชื่อถือ

ถัดมาอีกตัวอย่างหนึ่ง เมื่อ 21 กรกฎาคม 2567 มีการแชร์โพสต์จาก ผู้ใช้เฟซบุ๊ครายหนึ่ง เป็นภาพแผนผังของฟาร์มที่ระบุว่า “เปิดกระบวนการเลี้ยงปลา ฟาร์มยี่สาร สมุทรสงคราม” ซึ่งถ้าดูจากแผนผังภาพประกอบจะเห็นว่า ได้สร้างความเข้าใจผิดให้ผู้อ่านไปแล้ว ว่าฝั่งซ้ายมือของภาพเป็นบ่อเลี้ยงปลา ทั้งที่จริงๆแล้ว บ่อฝั่งซ้ายทั้งหมดเป็นบ่อเลี้ยงกุ้ง แน่นอนว่าได้ชวนให้ผู้คนเข้าใจผิดไปตามเจตนารมณ์ทันทีว่าที่นี่คือบ่อเลี้ยงปลาขนาดใหญ่ ขณะที่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งและปลามานานกว่า 30 ปี กล่าวว่า ภาพในบ่อนั้นฟ้องอย่างชัดเจน เพราะเครื่องตีน้ำกินไฟไม่น้อย หากเลี้ยงปลากิโลกรัมละไม่กี่สิบบาท ไม่คุ้มค่าไฟแน่นอน ภาพบ่อที่มีเครื่องตีน้ำมากมายจึงเป็น “บ่อกุ้ง” เท่านั้น … แม้ต่อมาจะมีการแก้ไขภาพ แต่ก็ทำให้สงสัยในข้อมูลต่างๆ ที่นำเสนออยู่ดี เป็นจุดเตือนที่สองที่ผู้ติดตามข่าวสารต้องพึงระมัดระวัง

การเลือกแชร์ข่าวจากแหล่งใดก็ตาม ควรพิจารณาให้รอบคอบและตระหนักถึงความถูกต้องเป็นหลัก เฟซบุ๊คของบุคคลรายดังกล่าว พบว่ามีการละเมิดลิขสิทธิ์ภาพถ่ายปลาหมอคางดำในตู้เลี้ยงปลาของต่างประเทศ แล้วนำมาให้ข้อมูลเท็จแก่สังคมว่าเป็น “ภาพจริงของปลาหมอคางดำ ล็อตนำเข้า” กระทั่งมีผู้คอมเม้นท์ว่า เสริชเจอภาพนี้ในเว็บจีนและเว็บต่างประเทศ จึงยอมเปลี่ยนคำชวนเชื่อเสียใหม่ว่าเป็นภาพเปรียบเทียบ

ทั้งนี้ ยังไม่ได้กล่าวถึงการใช้โดรนละเมิดพื้นที่ส่วนบุคคล ซึ่งเชื่อว่าไม่น่าได้รับอนุญาตจากเจ้าของสถานที่ หรือแม้แต่ภาพการเพาะเลี้ยงปลาที่เป็นวิถีปกติของการเตรียมเลี้ยงหรืออนุบาลปลานิล ปลาทับทิม ก็ยังถูกนำมาอ้างว่าเป็นการเพาะเลี้ยงปลาหมอคางดำ โดยไม่มีภาพปลาหมอคางดำสักตัว ที่สำคัญ หากมีการเลี้ยงต่อมาหลายปีย่อม ต้องมีการนำออกมาขาย แต่กลับไม่เคยพบการซื้อขายปลาหมอคางดำเลยตลอดเวลาผ่านมา จะมีก็แต่ขายแต่ปลานิล ปลาทับทิม เท่านั้น

นักกฎหมายหลายคนจึงตั้งคำถามถึงข้อมูลต่างๆที่มีความพยายามสื่อสารออกมาว่ามีเครดิตน่าเชื่อถือเพียงใด แม้การใส่ข้อมูลเพื่อชวนให้ผู้คนเห็นด้วยและคล้อยตาม แต่หากทำบนอคติที่พยายามยัดเยียดข้อหาให้ผู้อื่น และตัดสินเอาเองว่าสิ่งที่ตนมีตนได้รับมานั้นถูกต้อง ก็อาจเป็นจุดอ่อนที่เอกชนผู้ได้รับผลกระทบสามารถนำไปดำเนินการในขั้นตอนต่อไปได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หมายรวมถึงผู้ติดตามที่ทำการแชร์ข้อมูลเท็จด้วย ทางที่ดีขอให้ติดตามอย่างมีสติ ไม่คล้อยตามโดยมองข้ามข้อเท็จจริงหลาย​ๆข้อ หรืออย่างน้อยก็ควรรอให้เรื่องราวทุกอย่างถึงที่สุดก่อน.

AIS ผนึก Singtel และ Maxis  เปิดบริการ Open API ครั้งแรกของโลก รับมือภัยไซเบอร์

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า AIS ลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วมกับ Singtel และ Maxis บริษัทโทรคมนาคมชั้นนำของอาเซียน โดยเป็นความร่วมมือด้าน API ของบริษัทโทรคมนาคมในระดับนานาชาติครั้งแรกของโลก เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์ เสริมความแข็งแกร่งในการยืนยันตัวตนและป้องกันการฉ้อโกง ขยายขอบเขตการให้บริการบน AIS Open API เพิ่มความปลอดภัยให้แอพพลิเคชั่น ในการตรวจสอบและยืนยันผู้ใช้งานด้วย API ครอบคลุมไปสู่ระดับภูมิภาค

AIS Open API เป็นแพลตฟอร์มชุดบริการการเชื่อมต่อ (Application Programming Interface – APIs) ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก GSMA เปิดให้บริการสำหรับนักพัฒนาแอพพลิเคชั่นจากองค์กรธุรกิจต่างๆ เพื่อเข้าถึงศักยภาพของเครือข่ายโทรคมนาคมในการสร้างสรรค์บริการที่มีนวัตกรรมและเสริมความปลอดภัยให้กับผู้ใช้บริการ โดยบริการที่เปิดให้ใช้งานแล้วในปัจจุบัน คือ การยืนยันตัวตนผู้ใช้บริการดิจิทัลที่ลงทะเบียนกับผู้ให้บริการกับข้อมูลการลงทะเบียนกับบริษัทโทรคมนาคม และการตรวจสอบว่าผู้ที่กำลังทำธุรกรรมผ่านดิจิทัลแอพพลิเคชั่นนั้น ดำเนินการจากอุปกรณ์ที่เพิ่งมีการเปลี่ยนซิมการ์ดหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อเป็นการตรวจสอบและป้องกันการทุจริต และหลอกลวงประชาชนจากการทำธุรกรรมออนไลน์ที่พบมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มภูมิภาคอาเซียน ที่มีรายงานการโจมตีทางไซเบอร์ผ่านแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือ สูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่ดำเนินการโดยบอทอัตโนมัติที่มุ่งเป้าไปที่การทำธุรกรรมการชำระเงินในอีคอมเมิร์ซ

AIS Open API สามารถประยุกต์ใช้ได้ในหลายอุตสาหกรรม อาทิ ธุรกิจธนาคารและบริการทางการเงิน อีคอมเมิร์ซ เกมออนไลน์ ให้สามารถเพิ่มการยืนยันตัวตน (Multi-factor Authentication) ให้การทำธุรกรรมบนแอพพลิเคชั่นปลอดภัยมากยิ่งขึ้นผ่าน Number Verification API หรือการป้องกันการฉ้อโกงจากการทำธุรกรรมที่ต้องสงสัยผ่านการตรวจสอบเงื่อนไขเมื่อมีการเปลี่ยนซิมได้ทันที ผ่าน SIM Swap API ซึ่งจะช่วยป้องกันความเสี่ยงในการยึดบัญชี อีกทั้งผู้ให้บริการยังสามารถปรับเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในการตรวจสอบและป้องกันการทำธุรกรรมที่เป็นภัยทางไซเบอร์กับผู้ใช้งาน ลดผลกระทบต่อการใช้งานดิจิทัลของประชาชนได้  

นายภูผา เอกะวิภาต รักษาการหัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า  ความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการสานต่อพันธกิจของเราในการปกป้องความปลอดภัยลูกค้าและผู้ใช้บริการดิจิทัล โดยการผสานความเชี่ยวชาญและทรัพยากรด้านโทรคมนาคมของเรากับ Singtel และ Maxis ด้วยการสร้างแพลตฟอร์มที่ทรงพลัง “AIS Open API” ที่จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยสำหรับธุรกิจและผู้บริโภคในประเทศไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ การผนึกกำลังในการยืนยันหมายเลขโทรศัพท์ด้วย API นับเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับภาคธุรกิจและผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลในการยืนยันตัวตนผู้ใช้งานดิจิทัลทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค ผ่านการตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์แบบเรียลไทม์ โดยการใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของบริษัทโทรคมนาคมเหล่านี้ร่วมกัน ทั้งนี้ AIS Open API จะสามารถนำเสนอวิธีการแก้ปัญหาที่ครอบคลุมและปลอดภัยเพื่อป้องกันรูปแบบการฉ้อโกงที่หลากหลาย รวมถึงการเข้ายึดบัญชีและการโจมตีแบบฟิชชิง โดยการยืนยันหมายเลขของ AIS Open API  จะทำให้ธุรกิจสามารถลดความเสี่ยงของการฉ้อโกงเพิ่มความน่าเชื่อถือของลูกค้าได้เป็นอย่างมาก”

นายอึง เทียน ช็อง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สิงค์เทล สิงคโปร์  กล่าวว่า “การเติบโตของอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคนี้อาจมีช่องว่างให้เกิดการฉ้อโกงทางดิจิทัลที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมีนัยยะสำคัญต่อผู้บริโภคและธุรกิจ เรารู้สึกยินดีที่ได้ร่วมมือกับ AIS และ Maxis เพื่อรับมือกับกรณีนี้  เพื่อช่วยปกป้องลูกค้า ด้วยความร่วมมือนี้จะสามารถก่อให้เกิดประโยชน์จากข้อมูลของบริษัทโทรคมนาคม เราจะสามารถยืนยันตัวตน ปกป้อง และลดความสูญเสียทางการเงินได้อย่างไร้รอยต่อ เพื่อให้ลูกค้าทั้งในสิงคโปร์ ไทย และมาเลเซียได้รับประสบการณ์ด้านดิจิทัลที่ปลอดภัย เราจะยังคงเป็นผู้นำในการต่อสู้กับการฉ้อโกงทางดิจิทัล และเราขอเชิญชวนให้ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือรายอื่นๆ เข้าร่วมเพื่อสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่งขึ้นสำหรับทุกคน”

นายโก เซียว เอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แม็กซิส มาเลเซีย กล่าวว่า “ในฐานะผู้ให้บริการโทรคมนาคมครบวงจรชั้นนำของมาเลเซีย เราพร้อมส่งมอบการเชื่อมต่อที่รวดเร็ว เชื่อถือได้ และปลอดภัยเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ความร่วมมือนี้จะช่วยปกป้องลูกค้าจากภัยคุกคามทางออนไลน์เพื่อให้ลูกค้าสามารถก้าวข้ามสู่เปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลได้อย่างมั่นใจ”

นายจูเลี่ยน กอร์แมน หัวหน้าฝ่ายเอเชียแปซิฟิก สมาคมจีเอสเอ็ม (GSM Association: GSMA)กล่าวว่า “ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ให้บริการโทรคมนาคมชั้นนำที่ก้าวล้ำด้านนวัตกรรมทั้งสามรายในเอเชียได้ร่วมมือกันผ่านโครงการ GSMA Open Gateway เพื่อจัดการกับการฉ้อโกงทางออนไลน์และช่วยเพิ่มความไว้วางใจของผู้บริโภคในบริการดิจิทัลใหม่ ๆ ทั่วทั้งประเทศไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ เนื่องด้วยการโจมตีจากการฉ้อโกงทางไซเบอร์สามารถส่งผลกระทบอย่างมากต่อผู้เสียหาย ทั้งด้านการเงินและสภาพจิตใจ ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียความเชื่อมั่นในแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบัน อาชญากรไซเบอร์มักเลือกปฏิบัติการข้ามพรมแดนของประเทศ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ให้บริการโทรคมนาคมและผู้พัฒนาบริการดิจิทัล จะต้องผนึกกำลังกันเพื่อร่วมหามาตรการในการป้องกันการฉ้อโกง ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก”

การลงนามความร่วมมือนี้ ถูกจัดขึ้นในงาน Digital Nation Summit ณ ประเทศสิงคโปร์ วันที่ 25 กรกฏาคม 2567 ที่ผ่านมา  ระหว่าง เอไอเอส, สิงค์เทล สิงคโปร์ และ แม็กซิส มาเลเซีย  เพื่อเปิดโอกาสให้นักพัฒนา สามารถเข้าถึงการให้บริการแก่ผู้ใช้งานมากกว่า 61.6 ล้านราย ครอบคลุมพื้นที่ประเทศไทย (เอไอเอส 45 ล้านราย) มาเลเซีย (แม็กซิส 12 ล้านราย) และสิงคโปร์ (สิงค์เทล 4.6 ล้านราย) ซึ่งจะต่อยอดการพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่ปลอดภัย ป้องกันภัยคุกคาม หรือการหลอกลวงด้านไซเบอร์ได้ในระดับภูมิภาค

สำหรับองค์กรธุรกิจที่สนใจบริการยืนยันตัวตนยุคใหม่ผ่าน AIS Open API สามารถติดต่อทีมงาน AIS Business ได้ทันที หรือสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://ais.th/business/enterprise/technology-and-solution/communication/ais-open-api

อาจารย์ม.ดังโชว์ไอเดียเมนูอร่อย มีประโยชน์ ชวน “กิน” กู้วิกฤตปลาหมอคางดำ สร้างโอกาสทำรายได้ให้ชุมชน

0

สิ่งที่คนไทยมีความถนัดและถือเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น คือ การรังสรรค์อาหารจานอร่อยหลากหลายเมนู เพื่อสู้กับการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ ในโลกออนไลน์โชว์ไอเดียจับวัตถุดิบธรรมดาแปรรูปเป็นของอร่อย ชวนกิน มีคุณค่าทางโภชนาการ ขายได้ เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส “กิน” ปราบปลาหมอคางดำ

อาจารย์จากสองมหาวิทยาลัยชื่อดัง ผศ.ดร.ภูธฤทธิ์ วิทยาพัฒนานุรักษ์ รักษาศิริ อาจารย์ประจำคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี และผศ.ดร.นันทิภา พันธุ์สวัสดิ์ ภาควิชาผลิตภัณฑ์ประมง คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำเสนออาหารจากปลาหมอคางดำที่ทำได้ตั้งแต่ของทานเล่น จนถึงอาหารจานหรู องค์ความรู้ และภูมิปัญญาชาวบ้านนำปลาหมอคางดำมาใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่าสูงสุด สร้างรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกร และคนในพื้นที่

ผศ.ดร.ภูธฤทธิ์ วิทยาพัฒนานุรักษ์ รักษาศิริ อาจารย์ประจำคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี ออกมาให้ความรู้ว่า ปลาหมอคางดำมีคุณค่าทางโภชนาการไม่น้อยกว่าปลาชนิดอื่น มีโปรตีนและไขมันเทียบเท่ากับปลานิล รสชาติก็เหมือนปลาทั่วไป ไม่อันตราย เมนูปลาหมอคางดำทำได้มากมาย มหาวิทยาลัยร่วมกับชุมชนพัฒนาเมนูอาหารร่วม 20 รายการ ตั้งแต่ ลูกชิ้น กรรเชียง ปลาร้าเป็นตัว ปลาร้าผง น้ำซุป น้ำสต๊อก น้ำบูดู น้ำหมักปรุงรส ปลาแดดเดียว ปลาสามรส ปลาสวรรค์ เป็นต้น ช่วยให้ชาวบ้านจำหน่ายเป็นของฝากจากชุมชนได้

ผศ.ดร.นันทิภา พันธุ์สวัสดิ์ ภาควิชาผลิตภัณฑ์ประมง คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำโครงการ รังสรรค์เมนูปลาหมอคางดำ ช่วย “กู้แหล่งน้ำ” นำปลาหมอคางดำมาทำเมนูอาหารง่ายๆ คนไทยชื่นชอบอย่าง “ขนมจีนน้ำยาปลาหมอคางดำ” อร่อยจนบอกไม่ได้ว่ามาจากปลาหมอคางดำ เป็นเมนูได้รับการตอบรับจากบุคลากร นิสิต และบุคคลทั่วไปเป็นอย่างดี และเสียงสะท้อนส่วนใหญ่บอกว่าก็ไม่ต่างจากน้ำยาปลาปกติ นอกจากนี้ คณาจารย์ในภาควิชายังคิดค้นเมนูอาหารอีกหลายเมนู ตั้งแต่อาหารไทยพื้นบ้าน ปลาร้าทรงเครื่อง ผงโรยข้าว น้ำพริกปลากรอบ อาหารชาววัง อย่างข้าวแช่ ไปจนเมนูญี่ปุ่น ข้าวปลาเทริยากิ ปลาหมอคางดำก็ทำได้

เมนูอร่อยจากปลาหมอคางดำ ดูจะเหมาะเป็นอย่างยิ่งกับไลฟ์สไตล์คนไทยที่ไม่ว่าจะทำกิจกรรมอะไร ต้องได้กินอาหารอร่อย เป็นความสุขอีกแบบหนึ่ง แถมยังสามารถต่อยอดทำเป็นสินค้าสร้างรายได้ให้กับชุมชน และการกินเป็นการใช้ประโยชน์ปลาหมอคางดำที่ยั่งยืน ช่วยลดปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะทุกคนสามารถร่วมมือช่วยกันปรุง ช่วยกันกิน เช่นเดียวกับกรณีหอยเชอรี่ที่เคยระบาดอย่างหนักเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา รวมถึงการรุกรานของตั๊กแตนปาทังก้าที่เคยสร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรอย่างหนัก ที่วันนี้ หอยเชอรี่ และตั๊กแตนปาทังก้ากลายเป็นหนึ่งในเมนู Soft Power ของไทย ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต้องมาลิ้มลอง

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้คิกออฟ โครงการรังสรรค์เมนูเด็ดจากปลาที่รับซื้อจากเกษตรกรในพื้นที่บางขุนเทียน ได้แก่ ปลาหมอคางดำราดซอสเปรี้ยวหวาน ปลาหมอคางดำทอดเกลือ ห่อหมกปลาหมอคางดำ ฉู่ฉี่ปลาหมอคางดำ แกงส้มปลาหมอคางดำ พร้อมทั้งยังได้ชักชวน 2 เชฟมือทอง อย่าง เชพชุมพล- ชุมพล แจ้งไพร และเชฟชีส เมธัส ปาทาน ที่มาช่วยรังสรรค์เมนู Fine Dining อย่าง ปลาหมอคางดำราดพริกสมุนไพร และปลาหมอคางดำราดซอสมะขามอีกด้วย