Home Blog Page 108

มรดกจากพ่อ สานต่อด้วยรัก : “คอนแทรคฟาร์มมิ่ง” อาชีพที่สร้างชีวิตให้ยั่งยืน

0

เคยสงสัยไหมว่า…อาชีพเกษตรกรในวันนี้ มีอะไรที่แตกต่างจากที่เราเคยรู้จักบ้าง? วันนี้เราจะพาไปรู้จักกับเรื่องราวดีๆ ของครอบครัว “นครไธสง” ที่ จ.นครราชสีมา ที่เปลี่ยนภาพการเลี้ยงหมูให้กลายเป็น “มรดกอาชีพ” ที่สามารถส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น สร้างความมั่นคงและความภาคภูมิใจให้กับคนในครอบครัว

จากคุณพ่อสมจิต สู่ลูกชายเด่นชัย…ความสำเร็จที่ส่งต่อไม่สิ้นสุด

ย้อนกลับไปในปี 2542 พ่อสมจิต และ แม่หนูเพ็ญ นครไธสง เริ่มต้นเลี้ยงหมูขุนกับซีพีเอฟ แม้จะเริ่มต้นบนที่ดินเช่า แต่ด้วยความมุ่งมั่นและวิสัยทัศน์ที่ไม่เหมือนใคร เพราะในสมัยนั้น การเลี้ยงหมูในรูปแบบฟาร์มเลี้ยงยังไม่เป็นที่นิยม ที่เลี้ยงกันอยู่ส่วนใหญ่เป็นการเลี้ยงหมูหลังบ้าน บ้านละไม่กี่ตัวไว้บริโภคและขายให้พ่อค้าคนกลาง แต่พ่อสมจิตกลับมองเห็นโอกาสจากความมั่นคงของซีพีเอฟ ที่เข้ามาแนะนำรูปแบบการเลี้ยงใหม่ๆ เขาศึกษาข้อมูลการเลี้ยง ประกอบกับความคิดที่ว่าถึงอย่างไรคนก็ชอบทานหมู ความต้องการบริโภคที่ไม่เคยหมดและนับวันยิ่งจะมากขึ้น จึงตัดสินใจลงทุนเลี้ยงหมูในระบบเปิด ในโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสุกรขุนแก่เกษตรกรรายย่อย หรือคอนแทรคฟาร์มมิ่ง กับซีพีเอฟเป็นรายแรกใน ต.ทับสวาย อ.ห้วยแถลง โดยมี เด่นชัย ลูกชายเป็นผู้ช่วยคนสำคัญ

จากฟาร์มเปิดเล็กๆ ที่เลี้ยงเพียง 400 ตัว พ่อสมจิตและครอบครัวก็ได้เรียนรู้และพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง โดยมีซีพีเอฟเป็นผู้สนับสนุน ทั้งเรื่องเทคโนโลยีและวิชาการใหม่ๆที่นำมาปรับใช้ในการเลี้ยงหมู จนมาถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้รายได้ก้าวกระโดด นั่นคือการเปลี่ยนมาเลี้ยงหมูใน “ระบบฟาร์มปิด” ที่ทันสมัยมากขึ้น ความมั่นคงที่เห็นชัดเจนตรงหน้า ทำให้พ่อสมจิตกล้าที่จะขยับขยายฟาร์มบนที่ดินของตัวเอง นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของมรดกที่แท้จริง!

เด่นชัย นครไธสง: คนรุ่นใหม่ที่สานต่ออาชีพของพ่อ พร้อมต่อยอดสู่ความมั่นคง

เด่นชัย นครไธสง วัย 47 ปี ลูกชายของพ่อสมจิต แม้จะเรียนจบ ปวส.ช่างไฟฟ้ากำลัง ทำงานในบริษัทผู้ผลิตและพัฒนาฮาร์ดดิสก์ แต่เขากลับเลือกที่จะสานต่ออาชีพที่พ่อกับเขาร่วมกันสร้างมา ด้วยความเข้าใจในระบบ “คอนแทรคฟาร์มมิ่ง” อย่างลึกซึ้ง เขาไม่ได้แค่เลี้ยงหมูให้ดี แต่ยังต่อยอดความสำเร็จให้ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก!

“ตอนนั้นผมคิดแค่ว่าถ้าผมกับแฟนทำงานโรงงานก็คงได้กินไปวันๆ ไม่มีอนาคตพอตอนแก่จะทำอะไรเลี้ยงตัว เมื่อหันกลับมามองที่พ่อของเรา ที่เลี้ยงหมูเป็นอาชีพ ที่เลี้ยงครอบครัวของเราให้มีกินมีใช้มาจนทุกวันนี้ ผมจึงตัดสินใจออกมาสร้างฟาร์มในที่ดินของตัวเองและขยายการเลี้ยงหมูขุนเป็น 650 ตัว” เด่นชัย กล่าว

เมื่อถามว่าอะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของคุณเด่นชัย? เขาบอกว่ามีหลายปัจจัยด้วยกัน ตั้งแต่ ผลการเลี้ยงที่ดีเยี่ยม การันตีด้วยคุณภาพหมูขุน อาหาร การจัดการตามมาตรฐานของบริษัท, ฟาร์มต้นแบบเกษตรผสมผสาน เด่นชัยใช้พื้นที่ฟาร์มที่เหลือทำ แปลงเกษตรผสมผสานแบบไม่ใช้สารเคมี โดยใช้ ปุ๋ยจากมูลสุกร สร้างรายได้เสริมให้ครอบครัวกว่า 360,000 บาทต่อปี แถมยังเป็นต้นแบบให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนมาดูงาน และยังได้รับรางวัลระบบมาตรฐาน GAP แปลงหม่อนไหม และโรงเลี้ยงไหมที่ริเริ่มจากคุณแม่กลายเป็นอาชีพเสริมของครอบครัวอีกด้วย, ประหยัดพลังงานด้วย Solar Cell ฟาร์มนี้ติดตั้ง Solar Cell ขนาด 10kw ช่วยประหยัดค่าไฟได้ถึง 30-40% ถือเป็นการลงทุนครั้งเดียวที่คุ้มค่าในระยะยาว, แบ่งปันสู่ชุมชน ไม่ใช่แค่ใช้เอง แต่เขายัง แบ่งปันน้ำปุ๋ยจากฟาร์มสู่เกษตรกรและชุมชนรอบข้าง ได้นำไปใช้ประโยชน์ ลดค่าปุ๋ยเคมี มีน้ำใช้ลดความเสี่ยงภัยแล้ง ได้ผลผลิตเพิ่ม

“อาชีพนี้ทำให้ผมไปสู่อีกอาชีพหนึ่ง การเลี้ยงหมูมีขี้หมู ไร่ข้างๆ เป็นที่ของเรา แม่ก็ทำอาชีพเลี้ยงไหม ผมเอาปุ๋ยจากมูลสุกรไปรดไร่อ้อย ปลูกหม่อน” นี่คือการเชื่อมโยงอาชีพให้เป็นวงจรที่เกื้อกูลกันอย่างแท้จริง” เด่นชัย กล่าว

คอนแทรคฟาร์มมิ่ง: อาชีพมั่นคง สานต่อมรดกอาชีพที่ยั่งยืน

สิ่งที่ทำให้ครอบครัวนครไธสงมั่นใจในอาชีพนี้คือ “ความมั่นคง” ของระบบคอนแทรคฟาร์มมิ่งกับซีพีเอฟ เด่นชัยบอกว่า “เรามีบริษัทที่เรามั่นใจกับซีพี ยังไงก็ไม่ทิ้งเรา ของที่เราผลิตคืออาหารไม่ใช่ของฟุ่มเฟือย คนต้องกินทุกวัน” การเลี้ยงหมูในระบบนี้ไม่เพียงแต่มีรายได้ที่พอใจ แต่ยังมีความเสี่ยงน้อยกว่าการเลี้ยงเองทั้งหมด มีทั้งสัตวแพทย์และทีมงานจากซีพีเอฟเข้ามาดูแลสุขภาพหมูอย่างใกล้ชิด มีการพัฒนาการเลี้ยงและระบบการป้องกันโรคให้ทันสมัยอยู่ตลอด อีกอย่างที่บางคนอาจไม่รู้คือคนเลี้ยงหมูทำงานในที่ร่ม ทำงานในโรงเรือน EVAP หมูเย็นคนก็เย็น เขาไม่ต้องเหนื่อยกับการทำงานกลางแจ้งเหมือนอย่างการทำไร่อาชีพของครอบครัวอย่างในอดีต

ครอบครัวนครไธสงพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า อาชีพเลี้ยงสุกรขุนแบบคอนแทรคฟาร์มมิ่ง ไม่ใช่แค่การทำเกษตร แต่คือการสร้างชีวิต สร้างรายได้ สร้างความมั่นคง และที่สำคัญที่สุดคือการ “สร้างมรดกอาชีพ” ที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่า ส่งต่อความสำเร็จและความภาคภูมิใจจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างยั่งยืน

พ่อสมจิต ในวัย 72 ปี วันนี้ยังคงเข้ามาช่วยลูกๆดูแลหมูอาชีพที่รัก เขาภูมิใจที่อาชีพเลี้ยงหมูสามารถส่งลูกทั้งสองคนเรียนหนังสือจนจบ คนหนึ่งรับช่วงต่ออาชีพนี้ได้อย่างมั่นคง ส่วนลูกอีกคนจบปริญญาโทและได้เข้ารับราชการ การเลี้ยงหมูสำหรับเขาจึงเป็นอาชีพที่สร้างคน รับใช้ประเทศชาติต่อไป และตอนนี้เด่นชัยก็กำลัง ส่งต่อมรดกอาชีพ ความรู้และความรักในอาชีพให้กับลูกๆ ได้เข้ามาสัมผัสและเรียนรู้กระบวนการเลี้ยงหมู ซึมซับและรักในสิ่งที่ทำ เหมือนกับที่เขาได้รับจากคุณพ่อสมจิตเช่นกัน.

ออมสิน เปิดตัวสติกเกอร์ไลน์ชุดใหม่ “GSB NOW x น้องออมโม่มูเตลู”

0

ดาวน์โหลดเลยตั้งแต่วันนี้ – 10 สิงหาคม 2568
พิเศษ!! ทุกการดาวน์โหลดสติกเกอร์ไลน์ชุด “”GSB NOW x น้องออมโม่มูเตลู”” จะมีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัล สร้อยคอทองคำ 1 สลึง จำนวน 24 รางวัล มูลค่ารวมกว่า 300,000 บาท * ติดตามประกาศผลผู้โชคดีผ่านช่องทาง LINE GSB NOW
📌 ดาวน์โหลดสติกเกอร์ได้ที่นี่ คลิก 👉🏻 https://to.gsb.or.th/6HX1z

เงื่อนไขการร่วมกิจกรรม

  1. ผู้ร่วมกิจกรรมจะต้องเป็นเพื่อนกับ LINE Official Account GSB NOW พร้อมตอบแบบสอบถามและดาวน์โหลดสติกเกอร์ไลน์ชุด GSB NOW x น้องออมโม่มูเตลู ในระยะเวลาที่กำหนด มีสิทธิ์ลุ้นรับสร้อยคอทองคำ 1 สลึง ดังนี้
  • รอบที่ 1 : 13 พฤษภาคม 2568 – 11 มิถุนายน 2568 ลุ้นรับ สร้อยคอทองคำ 1 สลึง จำนวน 8 รางวัล และประกาศผล 30 มิ.ย. 2568 ผ่าน LINE GSB NOW
  • รอบที่ 2 : 12 มิถุนายน 2568 – 11 กรกฎาคม 2568 ลุ้นรับ สร้อยคอทองคำ 1 สลึง จำนวน 8 รางวัล และประกาศผล 30 ก.ค. 2568 LINE GSB NOW
  • รอบที่ 3 : 12 กรกฎาคม 2568 – 10 สิงหาคม 2568 ลุ้นรับ สร้อยคอทองคำ 1 สลึง จำนวน 8 รางวัล และประกาศผล 29 ส.ค. 2568 ผ่าน LINE GSB NOW
  1. ผู้ร่วมกิจกรรมที่มีสิทธิ์รับรางวัลจะต้องเป็นผู้ที่พักอาศัยอยู่ในประเทศไทยเท่านั้น
  2. ผู้โชคดีจะได้รับการติดต่อกลับจากตัวแทนของธนาคารออมสินเพื่อยืนยันรับสิทธิ์ หากติดต่อผู้โชคดีไม่ได้ภายใน 7 วัน จะถือว่าสละสิทธิ์ โดยเงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
  3. ผู้โชคดีจะต้องเดินทางมารับของรางวัลด้วยตัวเอง ที่ธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ๋ เลขที่ 470 ถ.พหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 หากไม่สามารถมารับรางวัลได้ด้วยตนเอง สามารถมอบอำนาจให้ผู้อื่นรับแทนได้ โดยต้องมี หนังสือมอบอำนาจพร้อมสำเนาบัตรประชาชนของผู้โชคดีและผู้รับมอบอำนาจ ซึ่งต้องลงนามรับรองสำเนาถูกต้องครบถ้วน หากไม่สามารถติดต่อผู้โชคดีได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าว จะถือว่าสละสิทธิ์ในการรับรางวัล
  4. ของรางวัลที่มีมูลค่ามากกว่า 1,000 บาท จะมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% ของมูลค่าของรางวัล
  5. ผู้โชคดียืนยันสิทธิ์ด้วยข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน หรือ ไม่ถูกต้อง ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ตัดสิทธิ์ในการมอบของรางวัล
  6. ของรางวัลไม่สามารถแลกเปลี่ยน หรือเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสด หรือโอนสิทธิ์การรับรางวัลให้แก่ท่านอื่น ๆ ได้ ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม
  7. ผู้ร่วมกิจกรรมยินดีและตกลงที่จะทำตามข้อกำหนดและเงื่อนไข รวมทั้งการตัดสินของคณะกรรมการการจัดกิจกรรม
  8. ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงของรางวัลโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
  9. ธนาคารขอสงวนสิทธิ์พิจารณารางวัล 1 รางวัล ต่อ 1 ท่าน ตลอดระยะเวลากิจกรรม
  10. เงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ต้อนรับ บมจ. นูทริชั่น โปรเฟส (NUT) เริ่มซื้อขาย 11 มิ.ย. นี้

0

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ mai ยินดีต้อนรับ บมจ. นูทริชั่น โปรเฟส เข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายใน mai ภายใต้กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “NUT” ในวันที่ 11 มิถุนายน 2568

ประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ

NUT ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และเครื่องสำอาง ภายใต้เครื่องหมายการค้าของบริษัท (House Brand) แบรนด์ร่วม (Co-Brand) และรับจ้างผลิตภายใต้แบรนด์ของบุคคลภายนอก (OEM) โดยผลิตภัณฑ์หลักในกลุ่มเสริมอาหาร คือ สินค้าเสริมอาหารเพื่อสุขภาพ (Health) สินค้าเสริมอาหารเพื่อรูปร่าง (Shape) และผลิตภัณฑ์เพื่อเส้นผมและผิว (Hair&Skin) ส่วนผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแบ่งออกเป็น ผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล (Personal Care) และผลิตภัณฑ์ดูแลผิว (SkinCare) ตัวอย่าง House Brand กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ได้แก่ “REALELIXI” และกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ได้แก่ “COSMESIA” ในไตรมาส 1 ปี 2568 สัดส่วนรายได้แบ่งตามกลุ่มผลิตภัณฑ์ประเภท House Brand : Co-Brand : OEM คิดเป็นร้อยละ 73 : 20 : 7 ตามลำดับ สำหรับช่องทางจำหน่ายมีทั้งแบบออนไลน์ (Online) ออฟไลน์ (Offline) และการรับจ้างผลิต (OEM) ซึ่งในไตรมาส 1 ปี 2568 สัดส่วนรายได้แบ่งตามช่องทางจำหน่าย Online : Offline : OEM คิดเป็นร้อยละ 76 : 17 : 7 ตามลำดับ ปัจจุบันบริษัทมีโรงงานผลิต 3 แห่งที่จังหวัดสมุทรปราการ แบ่งเป็นโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 2 แห่ง และโรงงานผลิตเครื่องสำอาง 1 แห่ง ทำให้บริษัทสามารถควบคุมมาตรฐานการผลิตได้เองทุกขั้นตอน

NUT มีทุนชำระแล้วหลัง IPO 60 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 83 ล้านหุ้นและหุ้นสามัญเพิ่มทุน 37 ล้านหุ้น เสนอขายต่อบุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์และนักลงทุนสถาบันไม่ต่ำกว่า 27.75 ล้านหุ้น ผู้มีอุปการคุณของบริษัทไม่เกิน 5.55 ล้านหุ้น กรรมการ ผู้บริหาร และ/หรือพนักงานของบริษัทไม่เกิน 3.7 ล้านหุ้น โดยเสนอขายผู้ลงทุนทุกประเภทระหว่างวันที่ 4-6 มิถุนายน 2568 ในราคาหุ้นละ 6.80 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 251.6 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 816 ล้านบาท ทั้งนี้ การกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E ratio) ที่ประมาณ 12.72 เท่า คำนวณจากกำไรสุทธิ 4 ไตรมาสล่าสุด
(1 เม.ย. 67-31 มี.ค. 68) ซึ่งเท่ากับ 64.13 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ (fully diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.5344 บาท โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญ

นายภาคิณ กิตติภานุวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. นูทริชั่น โปรเฟส (NUT) เปิดเผยว่า บริษัทมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญมากกว่า 10 ปี มีการให้บริการแบบครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การผลิตตามมาตรฐานสากล ไปจนถึงการจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้รับการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้รับการรับรองมาตรฐานโรงงาน สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ จะนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ การผลิตคอนเทนต์ และการว่าจ้างพรีเซ็นเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัททั้งกลุ่มเสริมอาหาร และเครื่องสำอาง รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ

NUT มีผู้ถือหุ้นใหญ่หลัง IPO คือ กลุ่มครอบครัวกิตติภานุวัฒน์ ถือหุ้น 66.5% โดยบริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่น้อยกว่า 30% ของกำไรสุทธิตามงบการเงินของบริษัท ภายหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคล และเงินทุนสำรองตามกฎหมาย และทุนสำรองอื่น

ผู้ลงทุนและผู้สนใจ สามารถดูรายละเอียด จากหนังสือชี้ชวนของบริษัทที่เว็บไซต์ของสำนักงาน ก.ล.ต. ที่ www.sec.or.th และข้อมูลทั่วไปของบริษัทที่ www.nutritionprofess.com และ www.set.or.th

รู้เก็บรู้ออม : SET in the city 2025

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง" หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ช่วงกลางปีแบบนี้ นักลงทุนและคอการเงินทราบกันดีว่า เป็นเวลาของอีเวนต์การเงินการลงทุนที่ครบเครื่องที่สุด นั่นคือ Set in the city ที่ทาง “ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อเปิดพื้นที่ให้มีการพบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนความรู้ ฟังสัมมนาหัวข้อต่างๆที่จะช่วยเปิดโลกและประสบการณ์การลงทุนให้แก่ผู้ร่วมงาน ตลอดจนการทำธุรกรรมต่างๆที่เปิดให้บริการภายในงาน

สำหรับปีนี้ Set in the city 2025 กลับมาในธีม “อัปสกิลให้แกร่ง รับการเปลี่ยนแปลงของโลกการลงทุน” โดยมีกำหนดจัดงานในวันเสาร์ที่ 14 และอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน 2568 ตั้งแต่เวลา 10.00–19.00 น. ที่ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ นักลงทุนมือใหม่ มือเก่า และผู้สนใจเรื่องการลงทุน ต้องกาปฏิทินล็อกตัวเองให้ว่างไว้เลย จะได้ไม่พลาดมหกรรมการลงทุนแห่งปีงานนี้

ไฮไลต์ของงาน Set in the city 2025 ผู้ร่วมงานจะได้อัปสกิล อัปพอร์ต ค้นหาทางเลือกใหม่ และเตรียมพอร์ตของตัวเองให้โตไปอีกขั้น ไม่ว่าจะเป็น 50 Sessions สัมมนา เวิร์กช็อป เข้มข้น จัดเต็มถึง 3 เวที มาอัปเดตเทรนด์ลงทุน ทันสถานการณ์ และอัปสกิล เสริมทักษะ การใช้เครื่องมือเทรดในยุคนี้, 60 Speakers พบกับ กูรู ผู้เชี่ยวชาญการเงิน การลงทุนชั้นนำ นักวิเคราะห์ นักวางแผนการเงิน นักลงทุน และ 70 Booths ให้คำปรึกษาวางแผน จัดพอร์ตทุกผลิตภัณฑ์ตามสไตล์คุณ และบริการการลงทุน

ปีนี้งานจัดเต็มแบบไม่มีกั๊ก ทั้งในส่วนของสัมมนา Talk Stage กับหัวข้อที่น่าสนใจอย่างเช่น มองโอกาสตลาดทุนไทย, เปิดซีเคร็ทลงทุน เลือกหุ้นด้วย AI เป็นต้น และในส่วนของเวิร์กช็อป อย่างเช่น 7 ขั้นตอนลงทุนลดภาษี, เริ่มต้นเทรด DW แบบมือใหม่ Turn Pro สำหรับ Showcase ผู้ร่วมงานจะได้อัปเวล เจาะกลยุทธ์เทรดด้วยเครื่องมือดิจิทัลภายใน 20 นาที กับ 24 โบรกเกอร์ชั้นนำ

ส่วนคนที่กำลังมองหาโอกาสลงทุนก็สามารถมาใช้บริการการลงทุนและธุรกรรมต่างๆ ได้ภายในงาน จะเปิดบัญชีเทรดหุ้น, DR, กองทุน, TFEX หรือจะปรึกษาเรื่องปรับพอร์ตลงทุน วางแผนการลงทุน กับ 70 บูธของโบรกเกอร์ชั้นนำ พร้อมรับของสมนาคุณติดไม้ติดมือกลับบ้าน และยังมีกิจกรรม “เปิดซีเคร็ท SET 50 ปี” เมื่อเปิดบัญชีหุ้นและ TFEX ในงาน มีเซอร์ไพรส์พิเศษ รับสิทธิจุ่มของที่ระลึก Bull Ranger อีกด้วย

ใครที่กำลังตัดสินใจ ยังไม่ได้ซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี จะ Thai ESG, Thai ESGX หรือ RMF ก็สามารถมาเลือกช็อปปิ้งในงานนี้ได้เลย โดยเฉพาะ Thai ESGX ที่มีเวลาซื้อได้ถึง 30 มิ.ย. นี้เท่านั้น รวมไปถึงการสับเปลี่ยนย้ายหน่วยลงทุนจาก LTF มาเป็น Thai ESGX ก็สามารถมาทำได้ภายในงานด้วยเช่นกัน

ผู้สนใจเข้าร่วมงานฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย โดยตลาดหลักทรัพย์เปิดให้ลงทะเบียนร่วมงานล่วงหน้าได้แล้วที่ www.setinvestnow.com/setinthecity พร้อมรับของที่ระลึกเป็นกระเป๋า investnow ได้ที่หน้างาน เอาไปเก็บสะสมเป็นคอลเลกชันสำหรับแฟนขาประจำงาน SET in the city

“คุณนายพารวย” ไม่อยากให้พลาด รับรองว่าทุกเรื่องลงทุน ครบ จบ ได้ภายในงานนี้งานเดียวแน่นอน!

คุณนายพารวย

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับเกณฑ์หลักทรัพย์ที่ให้นักลงทุนกลุ่ม HFT ซื้อได้ เริ่มใช้ 7 ก.ค. 68 นี้

0

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับมาตรการเพื่อยกระดับการกำกับดูแลและเพิ่มความเชื่อมั่นผู้ลงทุน โดยกำหนดให้ผู้ลงทุนกลุ่ม High-Frequency Trading (HFT) สามารถซื้อหลักทรัพย์ได้เฉพาะหลักทรัพย์ที่มีขนาดใหญ่และมีสภาพคล่องสูง เพื่อลดความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ขนาดกลางและเล็กที่อาจไม่มีสภาพคล่องในการซื้อขายอย่างเพียงพอ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่7 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป โดยกำหนดหลักทรัพย์ที่ผู้ลงทุนกลุ่ม HFT สามารถซื้อได้ ดังนี้

  • หลักทรัพย์ประเภทหุ้นสามัญ รวมถึงหลักทรัพย์ที่บุคคลต่างด้าวเป็นผู้ถือ (-F) และ NVDR ได้แก่
  • หุ้นในดัชนี SET100
  • หุ้นอ้างอิงของ DW และ Single Stock Futures ที่อยู่ในดัชนี SET100 ทั้งนี้ หากหุ้นอ้างอิงดังกล่าวถูกนำออกจากดัชนี SET100 ให้ซื้อหุ้นอ้างอิงนั้นต่อได้จนกว่า DW จะหมดอายุ หรือ Single Stock Futures ไม่ได้มีการซื้อขายอยู่ในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแล้ว
  • หลักทรัพย์ประเภทอื่น ได้แก่ DW, DR และ ETF

ทั้งนี้ ผู้ลงทุนกลุ่ม HFT ที่ถือครองหลักทรัพย์อื่นนอกจากหลักทรัพย์ดังกล่าวข้างต้น ยังสามารถถือครองต่อหรือขายได้ แต่ไม่อนุญาตให้ซื้อเพิ่มเติมนับตั้งแต่วันที่เกณฑ์มีผลบังคับใช้

ผู้ลงทุนและผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเกณฑ์ที่ปรับปรุงดังกล่าวได้ที่เว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ www.set.or.th ภายใต้หัวข้อ “กฎเกณฑ์/การกำกับ” และ “กฎเกณฑ์ – หนังสือเวียนส่วนที่เกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์” เรื่อง “การกำหนดหลักทรัพย์ที่ให้ผู้ลงทุนกลุ่ม High-Frequency Trading (HFT) สามารถซื้อได้”

SLAPP หรือสิทธิในการฟ้องร้อง? : “เสรีภาพในการพูด” ต้องไม่กลายเป็น “เสรีภาพในการบิดเบือน”

0

บทความ โดย อัปสร พรสวรรค์ นักวิชาการอิสระ

SLAPP คืออะไร? SLAPP หรือ Strategic Lawsuit Against Public Participation คือการฟ้องร้องที่มีเป้าหมายไม่ใช่เพื่อเอาชนะในสาระของคดี แต่เพื่อใช้กระบวนการกฎหมายเป็น “เครื่องมือข่มขู่” ทำให้ผู้ที่มีส่วนร่วมในประเด็นสาธารณะ เช่น นักข่าว นักกิจกรรมสิ่งแวดล้อม หรือประชาชนทั่วไป หยุดการพูด หยุดตั้งคำถาม หรือถอยจากการเปิดโปงความจริง

กลไก SLAPP มักอาศัยข้อหาหมิ่นประมาท การกล่าวหาทางแพ่ง หรือแม้แต่ข้อหาทางอาญา เพื่อสร้างภาระทั้งในด้านจิตใจและค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ถูกฟ้อง โดยที่เป้าหมายแท้จริงของผู้ฟ้องคือ การทำให้คู่กรณี “หมดแรง” หรือ “หมดใจ” ที่จะพูดต่อ

แต่!!…ไม่ใช่ทุกคดีที่อ้างว่าเป็น SLAPP จะเป็น SLAPP จริง ในช่วงหลัง กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน และนักเคลื่อนไหวเริ่มหยิบยกคำว่า “SLAPP” ขึ้นมาใช้ ในทุกกรณีที่ตนเองถูกฟ้องร้อง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง เพราะในบางกรณี:ข้อความหรือรูปภาพที่เผยแพร่ ไม่มีหลักฐานยืนยัน การกล่าวหาอาศัยการตัดตอนข้อมูล บางกรณีถึงขั้นปลอมแปลงเอกสารหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง

ตัวอย่างเช่น มีการโพสต์ภาพตัดต่อหรือนำเสนอข้อมูลบางส่วนโดยเจตนาให้เข้าใจผิด กล่าวหาบริษัทว่า “ทำลายป่า” ทั้งที่ไม่มีข้อมูลสนับสนุน สร้างความเสียหายกับภาพลักษณ์และการดำเนินธุรกิจบริษัท บริษัทจึงฟ้องคดีหมิ่นประมาท พร้อมหลักฐานว่าเนื้อหาเป็นเท็จ กรณีลักษณะนี้ ไม่ควรตีความว่าเป็น SLAPP เพราะการฟ้องมีเหตุอันชอบธรรมในแง่กฎหมาย เป็นสิทธิในการปกป้องชื่อเสียงและผลประโยชน์ทางธุรกิจของตนเองโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานไม่ต่างจากสิทธิในการแสดงออก

เรียกร้องเสรีภาพได้ แต่ไม่ใช่การปลอดจากความรับผิด เห็นได้ว่าสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก เป็นสิ่งที่ต้องคุ้มครองอย่างยิ่ง แต่ต้องแยกให้ออกว่าการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต พร้อมข้อมูลที่ตรวจสอบได้ เป็น “การใช้สิทธิโดยสุจริต”การโพสต์ข้อมูลเท็จ บิดเบือน ใส่ความ หรือใช้ภาพตัดต่อ โดยไม่มีการตรวจสอบ เป็น “การละเมิดสิทธิผู้อื่น”

วันนี้ เมื่อพบมีการกล่าวอ้างว่า “กำลังถูกฟ้อง SLAPP” สังคมควร พิจารณาโดยใช้เหตุผล ไม่ใช่อารมณ์หรือกระแสความสงสาร แต่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า : สิ่งที่เผยแพร่มีหลักฐานรองรับหรือไม่? มีเจตนาแสดงออกอย่างสุจริตหรือเป็นการโจมตีเชิงภาพลักษณ์? และฝ่ายที่ฟ้องร้องได้รับความเสียหายจริงหรือไม่?

ในกรณี SLAPP การพิจารณาอย่างรอบคอบ ทั้งด้านวิชาการ ควรสนับสนุนงานวิจัยและฐานข้อมูลเชิงเปรียบเทียบ เพื่อวิเคราะห์กรณี SLAPP อย่างรอบด้าน ด้านสื่อมวลชน ต้องรายงานข่าวด้วยความชัดเจนโปรงใส ตรวจสอบข้อมูลทั้งสองฝ่าย และไม่ใช้วาทกรรม “SLAPP” เพื่อสร้างภาพจำด้านเดียว ส่วนประชาชนทั่วไป อย่าด่วนตัดสินจากภาพหรือข้อความในโซเชียล ให้คำนึงถึงหลักฐานและบริบท ส่วนกลุ่มองค์กรที่ไม่หวังผลประโยชน์และนักเคลื่อนไหว ใช้สิทธิเสรีภาพอย่างมีความรับผิดชอบ และพร้อมตรวจสอบตนเองเมื่อตกอยู่ในข้อกล่าวหา

จากข้อมูลและรายละเอียดทางวิชาการดังกล่าวข้างต้น ชี้ให้เห็นว่า “ไม่ใช่ทุกคดีที่กล่าวอ้างว่าเป็น SLAPP จะเป็น SLAPP จริง” แต่จำเป็นต้องเคารพความถูกต้อง คือ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ พร้อมๆ กับการรักษาความยุติธรรม และสิทธิของทุกฝ่ายได้อย่างสมดุล หากเราต้องการปกป้องเสรีภาพในการพูดอย่างแท้จริง เราต้องปกป้องเสรีภาพที่ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ไม่ใช่บนข้อมูลบิดเบือน.

เกษตรกรชี้ “ปลาหมอคางดำ” คือโอกาส… พลังของชาวบ้านช่วยปราบปลาหมอคางดำ

0

ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในหลายจังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีนั้น ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว เกษตรกรชาวเพชรบุรีได้พลิกปัญหาให้เป็นโอกาส ทำให้ปลาหมอคางดำเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า และนำไปสู่ประโยชน์ในหลายมิติ

นายอัมพร โชยา ประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำกลุ่มเหมืองตาหลอ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี เปิดเผยว่า การมีส่วนร่วมของชุมชนคือหัวใจหลักในการกำจัดและลดประชากรปลาหมอคางดำได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเกษตรกรในพื้นที่ช่วยกันเฝ้าระวัง ตรวจสอบแหล่งน้ำอย่างต่อเนื่อง เมื่อพบปลาหมอคางดำจะช่วยกันจับปลาขึ้นมาทันทีโดยไม่รอการดำเนินการจากหน่วยงานภาครัฐ การบูรณาการความร่วมมือกำจัดปลาหมอคางดำของชาวบ้าน นอกจากจะป้องกันการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำแล้ว ยังเป็นการแสดงถึงจิตสำนึกร่วมในชุมชนต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ

ปัจจุบัน เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลากะพงในพื้นที่บางขุนไทรได้ปรับตัวโดยนำปลาหมอคางดำที่จับได้มาใช้เป็นปลาเหยื่อ เพื่อใช้เป็นอาหารเลี้ยงปลากะพง ช่วยลดต้นทุนการซื้ออาหารสำเร็จรูป ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงปลา สำหรับปลาหมอคางดำที่มีขนาดใหญ่หน่อย ก็จะถูกนำมาแปรรูปเป็นอาหารหลากหลายเมนู เช่น ปลาแดดเดียว ปลาเค็ม หรือแม้แต่การปรุงเป็นอาหารพื้นบ้านอื่นๆ เพื่อใช้บริโภคในครัวเรือน และทำเป็นสินค้าชุมชนสร้างรายได้เสริม เป็นการเพิ่มคุณค่าจากการใช้ปลาหมอคางดำให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นอกจากนี้ เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในระบบกึ่งธรรมชาติได้ยกระดับมาตรการป้องกันปลาหมอคางดำรุกรานสัตว์น้ำที่เลี้ยง โดยติดตั้งตาข่ายกรองขณะเปิดน้ำเข้าบ่อ ป้องกันไม่ให้ปลาหมอคางดำหลุดเข้าไปในระบบบ่อเลี้ยง ซึ่งถือเป็นการควบคุมการแพร่ระบาดในบ่อเลี้ยงของเกษตรกรตั้งแต่ต้นทาง

ด้าน นายประจวบ เจี้ยงยี่ ประมงจังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า สถานการณ์ปลาหมอคางดำในพื้นที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากการดำเนินโครงการเปิดรับซื้อปลาหมอคางดำที่จับได้จากบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกรและแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อส่งให้กรมพัฒนาที่ดินเพื่อผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพ รวมทั้งการจัดกิจกรรมเชิงรุกเพื่อกำจัดปลาหมอคางดำในพื้นที่ระบาดผ่านกิจกรรม ลงแขกลงคลอง และการปล่อยปลานักล่า มุ่งเน้นบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และหน่วยงานเครือข่ายในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายให้ความหนาแน่นของปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติลดลงน้อยกว่า 12 ตัวต่อ 100 ตารางเมตร

จังหวัดเพชรบุรี ยังได้ดำเนินกิจกรรมช่วยเหลือเกษตรกรกำจัดปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยการจัดตั้ง “กองทุนปลากะพง” โดยได้รับการสนับสนุนลูกพันธุ์ปลากะพงขาวจาก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้ปลากะพงขาวเป็นปลานักล่ากินลูกปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยง รวมทั้งการช่วยสนับสนุนกากชาและเครื่องมือในการกำจัดปลาหมอคางดำให้แก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ นอกจากนี้ ประมงเพชรบุรียังสร้างการรับรู้ และการมีส่วนร่วม ให้เกษตรกร ชาวประมง ประชาชน เข้ามาเป็นกำลังสำคัญในการกำจัดปลาหมอคางดำ มุ่งเน้นการนำปลาหมอคางดำมาเพิ่มมูลค่าและแปรรูปเป็นอาหาร โดยสนับสนุนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนนำปลาหมอคางดำมาแปรรูปเป็นปลาร้า ปลาแดดเดียว จำหน่ายเป็นสินค้าชุมชน และยังขยายความร่วมมือกับซีพีเอฟ และเรือนจำกลางเพชรบุรีนำปลาหมอคางดำมาหมักทำเป็นน้ำปลาแท้ ตรา หับเผยเขากลิ้ง อีกด้วย

แนวทางการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในจังหวัดเพชรบุรีจึงเป็นอีกตัวอย่างของการประสานพลังจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชนและชุมชน ในการพลิกปัญหาเป็นโอกาสในการเพิ่มรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ควบคู่กับการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพของแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน.

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิด Bootcamp ผลิตครูกระบวนกรสอนการลงทุน ป้อนสู่ระบบการศึกษา

0

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ จัดโครงการ “INVESTORY Investment Learning Design Bootcamp” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพื่อสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการเงินการลงทุนให้แก่ครูระดับมัธยมศึกษาและส่งเสริมทักษะการออกแบบกระบวนการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ เพื่อถ่ายทอดความรู้ให้แก่นักเรียนด้วยวิธีการที่ทันสมัยในรูปแบบ active learning หวังต่อยอดเป็นหลักสูตรด้านการเงินการลงทุนระดับมัธยมศึกษาเพื่อนำไปใช้ได้กับโรงเรียนทั่วประเทศ ทั้งนี้ ตลอดโครงการได้สร้างครูกระบวนกรสอนการลงทุนแล้ว 155 คน ครอบคลุม 35 จังหวัดทั่วประเทศ ขยายผลสู่นักเรียนรวม 24,804คน

ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์

โครงการ INVESTORY Investment Learning Design Bootcamp เน้นสนับสนุนและเตรียมความพร้อมแก่ครูระดับมัธยมศึกษา เนื่องจากพบว่านักเรียนมัธยมเริ่มมีความสนใจใฝ่รู้เรื่องการลงทุน การปูพื้นฐานตั้งแต่แรกจึงเป็นการเริ่มต้นที่สำคัญ โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำหน้าที่เป็นโค้ชของครู ให้องค์ความรู้ เครื่องมือ และสื่อความรู้ เพื่อให้ครูทำหน้าที่เป็นครูกระบวนกร สร้างสรรค์กระบวนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความต้องการของนักเรียน ปัจจุบันมีห้องเรียนลงทุนตัวอย่างแล้ว 30 ห้องเรียน ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์พิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน INVESTORY เพื่อให้ครูทั่วประเทศนำไปปรับใช้และพัฒนาให้เข้ากับบริบทของห้องเรียนในโรงเรียนแต่ละแห่งต่อไป สอดรับแผนกลยุทธ์และแนวคิด 50 ปี ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมสร้างอนาคต เพื่อโอกาสของทุกคน

สำหรับกิจกรรม “Show & Share” ในโครงการ INVESTORY Investment Learning Design Bootcamp ปีนี้ เปิดเวทีให้ครูนำกิจกรรมและกระบวนการสอนที่ได้พัฒนาขึ้นเองและทดลองสอนในห้องเรียนจริงแล้ว มาสาธิตให้แก่ครูและสาธารณชนที่สนใจ ร่วมเรียนรู้ถึง 11 ห้องเรียนลงทุน นอกจากนี้ ยังมีครูกระบวนกรสอนการลงทุนรุ่นพี่ จาก 2 โรงเรียนนำประสบการณ์และไอเดียบันดาลใจที่ได้นำไปใช้จริงมาแบ่งปันกันอีกด้วย

นายปราศรัย เจตสันติ์ โรงเรียนราชวินิตบางแก้ว จังหวัดสมุทรปราการ เจ้าของผลงาน “ยากไป” สำหรับเด็ก หรือ “สายไป” สำหรับครู? กล่าวว่า อย่าคิดว่าเรื่องการลงทุนยากไปสำหรับเด็ก เพราะทุกวันนี้เด็กรู้จักเรื่องการลงทุนผ่านโลกออนไลน์ด้วยตนเอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เด็กจะรู้เรื่องการลงทุนอย่างแท้จริง ครูจึงมีบทบาทสำคัญเข้ามาช่วยสอนให้เด็กเข้าใจเรื่องการลงทุน ผมมองว่าเป็นโอกาสดีที่เด็กและครูจะร่วมกันเรียนรู้เรื่องการลงทุนที่ถูกต้องไปด้วยกัน

นายธนชัย เลขวัฒนะ โรงเรียนมัธยมวัดเขาสุกิม จังหวัดจันทบุรี เจ้าของผลงาน “ห้องเรียนเล็ก สู่โลกกว้างการลงทุน” กล่าวว่า เราสามารถสอดแทรกเรื่องการลงทุนเข้าไปในการเรียนการสอนได้ทุกวิชา แม้โรงเรียนขนาดเล็กก็สามารถพานักเรียนของเราท่องไปในโลกของการลงทุนได้ อย่างโรงเรียนของผม ครู 1 คนต้องสอนหลายวิชา ผมจึงได้นำเรื่องการลงทุนเข้าไปสอดแทรกในทุกวิชาที่สอน พบว่าแม้แต่วิชาประวัติศาสตร์ คณิตศาสตร์ ก็ยังสอนเรื่องการลงทุนให้สนุกได้

ครูอาจารย์และผู้สนใจสามารถติดตามโครงการ INVESTORY Investment Learning Design Bootcamp และ Handbook โมเดลห้องเรียนลงทุนตัวอย่าง ได้ที่เว็บไซต์ https://investory.setgroup.or.th

AIS – GULF – สวพส. สานต่อ Green Energy Green Network for THAIs ปีที่ 2 ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนห่างไกล

0

AIS – GULF – สวพส. สานต่อภารกิจโครงการ Green Energy Green Network for THAIs พลังงานสะอาดเชื่อมเครือข่ายเพื่อคนไทย ปีที่ 2 หลอมรวมพลังระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐ ขยายโครงสร้างพื้นฐานทั้งโครงข่ายอัจฉริยะและพลังงานสะอาดเพื่อชุมชนห่างไกลในพื้นที่สูงอย่างต่อเนื่อง พร้อมดึงศักยภาพบริษัทในเครือเอไอเอส ทั้ง AIS ACADEMY ไทยคม และ AIS 3BB FIBRE3 ร่วมต่อยอดเสริมพลังองค์ความรู้ดิจิทัล สัญญาณดาวเทียม และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีดิจิทัล สร้างความเท่าเทียม และยกระดับคุณภาพชีวิตให้ชุมชนห่างไกลอย่างยั่งยืน

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าหน่วยธุรกิจประชาสัมพันธ์และงานธุรกิจสัมพันธ์ AIS ในฐานะผู้ให้บริการโครงข่ายดิจิทัลชั้นนำของไทย กล่าวว่า “การทำให้ทุกพื้นที่ของประเทศไทยสามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเป็นหนึ่งในภารกิจที่ AIS ให้ความสำคัญมาโดยตลอด เพราะเราเชื่อว่าเมื่อผู้คนสามารถติดต่อสื่อสาร เข้าถึงสัญญาณอินเทอร์เน็ต และเชื่อมโยงถึงกันได้ นั่นคือ “โอกาส” ที่จะตามมาอย่างมหาศาลในหลายมิติ ทั้งการศึกษา รับรู้ข่าวสาร ที่จะช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลให้ดียิ่งขึ้น จึงเป็นที่มาของการสานต่อโครงการฯ ในปีที่ 2 ซึ่งเราดึงศักยภาพของบริษัทในเครือ ไม่ว่าจะเป็น AIS ACADEMY ในการต่อยอดการเรียนรู้ที่ไร้ขอบเขตด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและแพลตฟอร์มห้องสมุดดิจิทัล ให้เยาวชนในพื้นที่ดังกล่าวได้เข้าถึงความรู้อย่างเท่าเทียม รวมถึงเสริมกำลังด้วยอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ของ AIS 3BB FIBRE3 ไปยังพื้นที่ที่เป็นจุดศูนย์กลางของชุมชน เช่น โรงเรียน ศูนย์การเรียนรู้ หรือจุดบริการสาธารณสุข เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงบริการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานโดยเฉพาะการสื่อสาร นอกจากนี้ ยังมี กัลฟ์ ที่ช่วยติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตพลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์ และไทยคม ที่ให้การสนับสนุนสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านดาวเทียมและโซลูชันด้านเทคโนโลยีอวกาศในพื้นที่ห่างไกล และเมื่อนำมาผนวกกับความร่วมมือจาก สวพส. ในการคัดเลือกและลงพื้นที่ต่างๆ จึงทำให้โครงการดังกล่าว ขยายความสำเร็จไปสู่พื้นที่ต่างๆ ได้อย่างตรงจุด อีกทั้งยังช่วยเปิดโลกทางการศึกษา การค้าขาย และสร้างประโยชน์ให้กับคนในชุมชมได้นำไปต่อยอดสู่อาชีพที่มั่นคงและสร้างความฝันที่เป็นจริงได้”

นอกจากการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานแล้ว โครงการดังกล่าวยังได้ดำเนินการประเมินผลตอบแทนทางสังคมอย่างเป็นรูปธรรมผ่านงานวิจัยภายใต้กรอบ Social Return on Investment (SROI) ซึ่งชี้ให้เห็นถึงคุณค่าและมูลค่าที่ส่งคืนสู่ชุมชน เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริง โดยผลลัพธ์ของงานวิจัยจะถูกนำไปใช้ขับเคลื่อนการพัฒนาร่วมกันเฉพาะในแต่ละพื้นที่ห่างไกลได้อย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรมในมิติต่างๆ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ Green Energy Green Network for THAIs ที่นอกจากลงทุนด้านพลังงานสะอาดแล้ว ยังปูรากฐาน “เครือข่ายสร้างโอกาส” ที่เติบโตบนพื้นฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ครอบคลุมทั้งคน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมด้วย

นางสาวธีรตีพิศา เตวิชพศุตม์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านปฏิบัติการ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF กล่าวว่า “การนำความรู้ ความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจมาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสร้างคุณค่าร่วมให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนเป็นสิ่งที่ GULF ให้ความสำคัญมาโดยตลอด อย่างในโครงการ Green Energy Green Network for THAIs ที่ได้ผนึกกำลังกับ AIS และ สวพส. ทำให้ในปีที่ผ่านมา GULF สามารถติดตั้งและส่งมอบพลังงานไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์เพื่อเชื่อมต่อระบบเครือข่ายสัญญาณดิจิทัลไปแล้วกว่า 30 กิโลวัตต์ใน 6 ชุมชนของประเทศไทย ช่วยให้ผู้คนในพื้นที่ห่างไกลกว่า 4,000 คน เข้าถึงบริการโครงสร้างขั้นพื้นฐาน เพิ่มโอกาสทางการศึกษา ระบบสาธารณสุข และที่สำคัญยังเกิดการต่อยอดพัฒนาด้านอาชีพ นำไปสู่การสร้างงาน รายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนที่ยั่งยืน

ในปีนี้ GULF มีความมุ่งมั่นที่จะสานต่อภารกิจในปีที่ 2 ร่วมกับพันธมิตรทุกภาคส่วนตลอดจนพันธมิตรใหม่ๆ เพื่อขยายผลโครงการอย่างต่อเนื่อง อย่างที่บ้านดอยเวียง อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ โดย GULF ได้ผนึกกำลังกับทั้ง AIS และ THAICOM ในการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตพลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์ให้แก่ศูนย์การเรียนรู้ของชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวงบ้านดอยเวียง ทั้งเป็นระบบไฟฟ้าสำหรับระบบสื่อสารผ่านสัญญาณอินเตอร์เน็ตและสัญญาณดาวเทียม THAICOM ทำให้เด็กๆ และเยาวชนในศูนย์การเรียนรู้ฯ เข้าถึงองค์ความรู้ใหม่ๆ สร้างโอกาสด้านการศึกษา ขณะเดียวกันยังเชื่อมต่อระบบเครือข่ายสัญญาณ AIS ทำให้ผู้คนสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ เข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล และบริการโครงสร้างขั้นพื้นฐาน รวมถึงได้ก่อสร้างโรงเรือนสำหรับการสีกาแฟที่ติดตั้งระบบไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ จัดซื้อเครื่องสีกาแฟมอบให้แก่ชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านสามารถแปรรูปกาแฟ และต่อยอดไปสู่การสร้างแบรนด์กาแฟของชุมชน เป็นการสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคง ความร่วมมือในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การเข้ามาติดตั้งและส่งมอบโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ทำให้ทุกภาคส่วนเติบโตไปด้วยกัน ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมอีกด้วย”

นายเอกชัย ภัคดุรงค์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลยุทธ์องค์กร บมจ.ไทยคม กล่าวว่า “ไทยคมมีปณิธานสำคัญในการแบ่งปันโอกาสทางการสื่อสารให้เกิดความทั่วถึงและเท่าเทียม และไม่หยุดยั้งที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้ดีขึ้นในหลายๆ ด้าน ไทยคมจึงให้การสนับสนุนไม่เพียงเฉพาะการติดตั้งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านดาวเทียมเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมในด้านเทคโนโลยีอวกาศอีกด้วย ทำให้คนในชุมชนนำสิ่งเหล่านี้มาสร้างสรรค์และต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้หลายด้าน อาทิ การศึกษาในรูปแบบดิจิทัล การส่งเสริมอาชีพออนไลน์ การแพทย์ทางไกล และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นต้น และเพื่อเป็นการขยายโครงสร้างพื้นฐานของคนในชุมชนให้ก้าวไปอีกขั้น เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ผนึกกำลังกับ AIS และ กัลฟ์ กับการสนับสนุนสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่มีเสถียรภาพควบคู่ไปกับพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับคนในชุมชนต่อไป”

“ด้วยพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งโครงข่ายอัจฉริยะ – พลังงานสะอาด – ภาครัฐอย่างเต็มกำลังนี้ จะทำให้ภารกิจ Green Energy Green Network for THAIs สามารถเดินหน้าสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมเป็นต้นแบบของภาคธุรกิจไทยในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสร้างโอกาส ลดความเลื่อมล้ำ นำพาผู้คน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” นางสายชล กล่าวเสริม

สรุปภาวะตลาดหุ้นไทย เดือนพ.ค. 2568

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยสรุปภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์ เดือนพฤษภาคม 2568 ว่า เริ่มเห็นพัฒนาการด้านการเจรจาการค้าโดยสหรัฐฯ และจีนได้เห็นพ้องที่จะระงับการเรียกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (reciprocal tariffs) เป็นเวลา 90 วัน ทำให้ผู้ลงทุนคลายความกังวลจากสงครามการค้าและเงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง ขณะที่สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ซึ่งควบคุมโดยพรรครีพับลิกัน ได้ลงมติอนุมัติร่างกฎหมายลดภาษีและการใช้จ่ายขนาดใหญ่ ที่เสนอโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า “One Big Beautiful Bill” ซึ่งมีบางมาตราอาจกระทบกับการจัดเก็บภาษีผู้ลงทุนต่างชาติในสหรัฐฯ

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาสที่ 1/2568 ขยายตัว 3.1% จากการส่งออกที่เร่งตัวขึ้นจากการเร่งส่งมอบสินค้าก่อนการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และการลงทุนภาครัฐที่ฟื้นตัวอย่างโดดเด่น ทำให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2568  โดยภาพรวมมีกำไรสุทธิเติบโตต่อเนื่องจากการขยายตัวของภาคการส่งออก และภาคบริการ เช่น อาหารและเครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ค้าปลีก ขนส่ง และโทรคมนาคม นอกจากนี้ บจ. กว่าครึ่งรายงานกำไรสุทธิเท่ากับหรือสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ สาเหตุหลักมาจากการรับได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันดิบโลกซึ่งเป็นต้นทุนหลักที่ปรับลดลง นอกจากนี้ รายจ่ายดอกเบี้ยของ บจ. ในไตรมาสล่าสุดยังสะท้อนถึงต้นทุนทางการเงินที่ลดลงสอดคล้องกับการลดดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทยเดือนพฤษภาคม 2568

  • ณ วันที่ 30 พฤษภาคม 2568 SET Index ปิดที่ 1,149.18 จุด ปรับลดลง 4.0% จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นการปรับลดลงมากกว่าตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ในภูมิภาค ส่งผลให้ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 ปรับลดลง 17.9% เนื่องจากความผันผวนจากปัจจัยลบทั้งในและต่างประเทศยังคงรบกวนบรรยากาศการลงทุนทั้งในระยะสั้น และระยะกลางผู้ลงทุนอาจหันมาสนใจกลยุทธ์การลงทุนที่เน้นผลตอบแทนที่มั่นคงจากเงินปันผล ที่บริษัทจดทะเบียนไทยมีการจ่ายปันผลที่ค่อนข้างสูงและสม่ำเสมอ โดยหากกระจายหุ้นในพอร์ตโฟลิโอไปในกลุ่มธุรกิจที่หลากหลายจะยิ่งช่วยบริหารความเสี่ยงในยามที่ความไม่แน่นอนสูงอีกด้วย
  • กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2567 ได้แก่ กลุ่มการเงิน กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม กลุ่มทรัพยากร กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และ กลุ่มเทคโนโลยี
  • มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ mai อยู่ที่ 43,327 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 9.9% โดยผู้ลงทุนต่างชาติมีสถานะเป็นผู้ขายสุทธิ 16,182 ล้านบาท และยังคงมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ระดับ 55.37% ของมูลค่าการซื้อขายรวม ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการปรับพอร์ตการลงทุนตาม MSCI Rebalance ที่มีด้วยกันสองรอบต่อปีในเดือนพฤษภาคมและพฤศจิกายน ตามลำดับ
  • Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นพฤษภาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 12.5 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 12.1 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 13.7 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 13.6 เท่า
  • อัตราเงินปันผลตอบแทน ณ สิ้นพฤษภาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 4.28% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 3.34%

ภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) เดือนพฤษภาคม 2568

  • มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 356,872 สัญญา ลดลง 17.7% จากเดือนก่อน ที่สำคัญจากการลดลงของ Single Stock Futures และ SET50 Index Futures ทำให้ในปี 2568 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 437,620 สัญญา ลดลง 9.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่สำคัญจากการลดลงของ Single Stock Futures และ Gold Online Futures