Home Blog Page 108

บทเรียนน้ำท่วมภาคเหนือ ถึงเวลาทบทวนมาตรการควบคุมการบุกรุกป่าให้เข้มแข็ง

0

บทความโดย บดินทร์ สิงหาศัพท์ นักวิชาการอิสระด้านสิ่งแวดล้อม

ภาพสายน้ำเชี่ยวสีแดงขุ่นข้นและโคลนที่ถมทับบ้านเรือนในอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และน้ำเอ่อล้นแม่น้ำปิง ที่จังหวัดเชียงใหม่ขณะนี้ และยังเกิดซ้ำเป็นระลอกที่ 2 นับเป็นอุทกภัยทางภาคเหนือในปี 2567 ครั้งที่รุนแรงที่สุดในรอบ 80 ปี เกิดความสูญเสียทั้งชีวิต ทรัพย์สินและความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ยังไม่อาจประเมินมูลค่าได้ขณะนี้ และมวลน้ำกำลังไหลลงสู่ภาคกลางอาจส่งผลกระทบให้น้ำล้นตลิ่งในจังหวัดทางตอนล่างตามลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา จึงต้องเตรียมการป้องกันกันอย่างเต็มความสามารถไม่ให้เกิดความเสียหายซ้ำรอยทางภาคเหนือ 

นักวิชาการด้านภัยพิบัติท่านหนึ่งประเมินสาเหตุของอุทกภัยครั้งนี้ ว่า เป็นอิทธิพลซูเปอร์ไต้ฝุ่นยางิ ซึ่งนับเป็นพายุที่แรงที่สุดในเอเซียและมีความรุนแรงเป็นอันดับ 2 ของโลกในปีนี้ และลดระดับเป็นพายุดีเปรสชันเมื่อพัดผ่านตอนบนของประเทศไทยในจังหวัดเชียงราย แต่ที่ทำให้อำเภอแม่สายเกิดน้ำท่วมเร็วและแรงครั้งนี้เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินบริเวณต้นน้ำแม่น้ำสายซึ่งอยู่ในประเทศเมียนมา ที่ปัจจุบันเปลี่ยนจากป่ากลายเป็นพื้นที่เกษตรกรรมและเหมืองแร่ ทำให้ประสิทธิภาพการชะลอน้ำลดลง ประกอบกับลักษณะภูมิศาสตร์บริเวณแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก เป็นที่ราบระหว่างหุบเขา ยิ่งเพิ่มความเชี่ยวและความแรงของน้ำเมื่อไหลลงสู่พื้นราบ 

นอกจากนี้ สำนักงานจัดการที่ดินป่าไม้ กรมป่าไม้ ได้รายงานสถานการณ์ป่าไม้ของไทย ว่า พื้นที่ป่าไม้ในภาคเหนือปี 2566-2567ลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 37.98 ล้านไร่ หรือ 63.24% ของภูมิภาค ลดลงถึง 171,143.04 ไร่ จากปี 2565 สาเหตุหลักมาจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและการขยายตัวของชุมชน รวมถึงปัญหาไฟป่าที่รุนแรงมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ในที่ดินด้านเกษตรกรรม ภาครัฐควรทำการสำรวจข้อเท็จจริงว่าเป็นการบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อการปลูกพืชไร่ พืชสวน หรือเป็นการเพาะปลูกตามโครงการส่งเสริมการปลูกพืชเพื่อสร้างรายได้ให้ชนกลุ่มน้อยบนพื้นที่สูง รัฐบาลจึงควรมีการทบทวนมาตรการส่งเสริมดังกล่าวอย่างรอบด้าน คัดเลือกพันธุ์พืชและพื้นที่เพาะปลูกอย่างเหมาะสม มีมาตรการควบคุมเข้มงวดให้ปลูกในพื้นที่ที่กำหนด ไม่ขยายพื้นที่เพาะปลูกโดยไม่ได้รับอนุญาตเมื่อพืชนั้นมีราคาสูงขึ้น เพื่อรักษาพื้นที่ป่าและสร้างสมดุลอุปสงค์-อุปทานไม่ให้ราคาตกต่ำ จากการเพิ่มผลผลิตจนเกินความต้องการของตลาด แต่อย่าโยนบาปให้พืชชนิดใดชนิดหนึ่งโดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพราะเขาหัวโล้นทางภาคเหนือเกิดจากหลายปัจจัย 

หากเราสังเกตน้ำป่าที่ไหลท่วมเมืองครั้งนี้ จะเห็นท่อนไม้ ท่อนซุงไหลมากับน้ำจำนวนไม่น้อย นั่นแสดงให้เห็นว่าการลักลอบตัดไม้ทำลายป่ายังมีอยู่ แต่กลับมีการพุ่งเป้าไปที่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทั้งที่การซื้อ-ขายวัตถุดิบประเภทนี้ต้องผ่านการตรวจสอบเอกสารสิทธิ์อย่างเคร่งครัด ต้องไม่มาจากการบุกรุกพื้นที่ป่าหรือการเผาป่า เพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์จากโครงการประกันราคาของรัฐบาล หากไม่ปฏิบัติตามหรือไม่มีเอกสารยืนยันความถูกต้องของการเพาะปลูกก็ไม่สามารถขายผลผลิตได้

ที่สำคัญ รัฐบาลต้องจัดสรรที่ดินทำกินให้ประชาชนอย่างเป็นระบบและมีมาตรการควบคุมไม่ให้เผาป่าและบุกรุกป่า ตลอดจนการใช้ประโยชน์บนที่ดินเชิงพาณิชย์ เช่น การสร้างรีสอร์ทบนผืนป่าหรือบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ ต้องตรวจสอบเอกสารสิทธิ์อย่างถูกต้องและเข้มงวดทุกจังหวัด เพื่อรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่มีการละเมิดกฎหมายและปลูกป่าทดแทน ซึ่งเป็นการสร้างแนวรองรับน้ำในระยะยาวและลดผลกระทบที่จะเกิดจากภัยพิบัติน้ำท่วมในอนาคต.

วันไข่โลก รักใครให้กินไข่

0

ไข่ไก่ สุดยอดอาหารจากแม่ไก่เมนูประจำบ้าน แนะ วันไข่โลก รักใครให้กินไข่ มุ่งเป้าคนไทยบริโภคไข่ไก่ 300 ฟองต่อคนต่อปี ย้ำผู้ที่มีสุขภาพดีกินไข่ได้ทุกวัน กินได้ทุกวัย

น.สพ.ดร.กิตติ ทรัพย์ชูกุล รองประธานคณะกรรมการโครงการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ 300 ฟอง กล่าวว่า วันไข่โลก (World Egg Day) เป็นวันที่เกษตรกรไก่ไข่ทั่วโลก ตั้งใจทำความดีและมอบสิ่งดีๆ ให้กับผู้บริโภค จึงกำหนดให้เป็นวันศุกร์ที่ 2 เดือนตุลาคมของทุกปี ซึ่งปีนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม 2567 ซึ่งจะทำความดีพร้อมๆ กัน โดยแต่ละประเทศจะเป็นผู้กำหนดเองว่าจะจัดกิจกรรมความดีตอบแทนผู้บริโภคอย่างไร

น.สพ.ดร.กิตติ ทรัพย์ชูกุล

สำหรับประเทศไทย เราใช้วันไข่โลกเป็นจุดเริ่มต้นรณรงค์ให้คนไทยบริโภคอย่างถูกต้องและเหมาะสมกับเพศวัย ให้ผู้บริโภคมีสุขภาพที่ดีและแข็งแรง โดยกำหนดเป้าหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิต ที่ 300 ฟองต่อคนต่อปี เริ่มต้นจาก เอ้กบอร์ด และคณะกรรมการโครงการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ 300 ฟอง ร่วมมือกับกรมปศุสัตว์ กรมอนามัย เกษตรกร พร้อมด้วยหน่วยงานของภาครัฐ เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดจัดงานวันไข่โลก จัดขึ้นครั้งแรกในไทย เมื่อปี 2558 ซึ่งขณะนั้นคนไทยกินไข่เฉลี่ยอยู่ที่ 180 ฟองต่อคนต่อปี จนถึงวันนี้เกือบ 10 ปีแล้ว คนไทยมีความเข้าใจในการบริโภคไข่มากขึ้น จากเดิมมองว่าไข่คือผู้ร้าย จนถึงวันนี้มีการบริโภคได้อย่างถูกต้อง บริโภคไข่ไก่อย่างมั่นใจ ทำให้การบริโภคเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 234 ฟองต่อคนต่อปี

ไข่ไก่ เป็นแหล่งโปรตีนที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง หาซื้อง่าย ราคาถูก เป็นอาหารคู่ครัว ทำอาหารได้หลากหลายเมนูทั้งคาวและหวาน มีโปรตีน ไขมันดี วิตามิน แร่ธาตุครบถ้วน มีสารอาหารสำคัญบำรุงสมอง ดวงตา และหัวใจ ที่ไม่สามารถกินอาหารอื่นทดแทนได้ เช่น โคลีนในไข่แดง ป้องกัน อัลไซเมอร์ อีกทั้ง ไข่ขาว ยังเป็นโปรตีนคุณภาพสูงที่สุด เป็นมาตรฐานโปรตีนที่ดี เหมาะกับทุกคน ทั้งเด็กในวัยเจริญเติบโต คนทำงานต้องการพลังงาน รวมถึงผู้รักสุขภาพ ออกกำลังกาย ดูแลมวลกล้ามเนื้อ ปั้นหุ่น

สำหรับความเข้าใจที่ว่า ไข่ไก่ ทำให้คอเลสคอเลสเตอรอลสูง เป็นต้นเหตุของปัญหาหลอดเลือดอุดตัน เป็นความเข้าใจผิด โดยความจริงที่มีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยทั้งในและต่างประเทศพบว่า การบริโภคไข่ไก่แล้วทำให้คอเลสเตอรอลเพิ่มขึ้นจริงแต่เป็นชนิดที่ดี (HDL) ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และช่วยลดอัตราการเกิดเส้นเลือดอุดตันได้ด้วย แนวทางการลดคอเลสเตอรอล คือการทำให้ร่างกายแข็งแรง ควบคู่กับการออกกำลังกาย งดอาหารทอด ของหวาน ของมันกะทิ สุขภาพร่างกายจะดีขึ้น เพราะปริมาณคอเลสเตอรอล 80% มาจากการสร้างของตับ และอีก 20% มาจากอาหารที่รับประทาน ซึ่งความจริงของไข่ไก่ที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพนี้ได้รับการพิสูจน์มาแล้ว และเปิดเผยอย่างแพร่หลาย

คำแนะนำในการบริโภคไข่ไก่ที่เหมาะสมตามเพศและวัย ตามคำแนะนำของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เริ่มตั้งแต่ วัยทารก 6 เดือน บดไข่ต้มวันละครึ่งฟอง ทารก 1 ขวบสามารถบริโภคไข่ได้ทั้งฟอง เด็กวัยเรียน วัยรุ่น คนทำงาน ผู้สูงอายุสุขภาพดี และหญิงตั้งครรภ์ให้นมบุตร บริโภคได้ทุกวัน วันละ 1 ฟอง ส่วนกลุ่มผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ ความดันโลหิต ไขมันในเลือดสูงและเบาหวาน บริโภคได้วันเว้นวัน ไม่ควรเกิน 3 ฟองต่อสัปดาห์ หรือกินตามคำแนะนำของแพทย์ ควรบริโภคอาหารให้หลากหลายครบทั้งห้าหมู่

ปัจจุบันระบบการเลี้ยงไก่ไข่ของไทย เป็นระบบมาตรฐานตลอดกระบวนการการผลิต เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคมากที่สุด ตั้งแต่ ต้นน้ำ เป็นระบบฟาร์มมาตรฐาน กลางน้ำ เป็นโรงคัดไข่มาตรฐาน สู่จุดจำหน่ายไข่มาตรฐาน โดยกรมปศุสัตว์ จะมีการตรวจสอบและมอบตราสัญญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อไข่ไก่มาตรฐานได้จากการสังเกตตราสัญญลักษณ์ดังกล่าว

ในการเลือกซื้อไข่ไก่ แนะนำให้เลือกซื้อไข่ไก่ในปริมาณที่พอดีต่อการบริโภค ไม่จำเป็นต้องซื้อไปเก็บ เพราะไข่ไก่ยิ่งสดยิ่งมีคุณภาพสูง โดยทั่วไป ไข่ไก่มีอายุที่ประมาณ 15 วัน จากวันผลิต หากเกินจากนั้น จะทำให้ไข่เสื่อมคุณภาพ โปรตีนลดลง

สำหรับผู้ที่ซื้อไข่ในตลาดสดที่ไม่มีวันหมดอายุระบุ อาจต้องเลือกจากฟองไข่ จากลักษณะภายนอก เปลือกไม่มีรอยแตกร้าว ไม่ผิดรูป ไม่เปรอะเปื้อน และไข่ไก่ที่สดจะมีนวลไข่ ส่วนการเก็บรักษาให้เก็บในตู้เย็น โดยให้ด้านแหลมลง ด้านป้านขึ้น จะช่วยทำให้เก็บไข่อยู่ได้นานขึ้น ถึง 1 เดือน

วิธีการปรุงไข่ที่ดีที่สุดได้ประโยชน์สูงสุด เหมาะสมกับการบริโภค คือไข่ต้ม เพราะไม่มีไขมันจากน้ำมัน และควรบริโภคไข่สุก ไม่ควรบริโภคไข่ขาวดิบเพราะร่างกายไม่สามารถย่อยและดูดซึมได้เต็มที่

น.สพ.ดร.กิตติ กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดการอุตสาหกรรมไก่ไข่เป็นต้นแบบของแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง สามห่วงสองเงื่อนไขบนพื้นฐานของความรู้วิชาการและคุณธรรม ได้แก่ มีปริมาณไม่มากไป ไม่น้อยไป มีภูมิคุ้มกัน ประกอบการด้วยเหตุและผล ทำให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงตัวเองได้ ไม่ต้องขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ มีระบบดูแลปริมาณการเลี้ยง คุณภาพสินค้า และราคาสู่ผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม ทำให้ผู้บริโภคอยู่ได้และเกษตรกรทั้งระบบอยู่ได้ พร้อมย้ำว่า วันนี้ไข่ไก่ไทยได้มาตรฐานโลก มีความปลอดภัย สามารถแนะนำให้ทุกคนบริโภคไข่ไก่ได้อย่างมั่นใจ “รักใครให้กินไข่ กินไข่ทุกวัน กินได้ทุกวัย” เป็นความมั่นคงทางอาหารและสร้างสุขภาพที่ดีให้กับคนไทยอย่างยั่งยืนและแท้จริง.

ท่องเที่ยวสายน้ำประวัติศาสตร์แห่งคลองภาษีเจริญ

0

คลองภาษีเจริญ เป็นคลองที่ขุดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เพื่อให้มีเส้นทางน้ำเชื่อมกับแม่น้ำท่าจีนสำหรับขนน้ำตาลและอ้อยจากโรงงานที่ตั้งอยู่แถบสมุทรสาคร โดยใช้ค่าก่อสร้าง 112,000 บาทที่นำมาจากการจัดเก็บภาษีฝิ่น การขุดคลองแล้วเสร็จในสมัยร.5 จัดเป็นเส้นทางน้ำที่มีความสำคัญด้านการค้าในสมัยอดีต คลองภาษีเจริญผ่านการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย จากอดีตที่เป็นเส้นทางสัญจรหลัก ทำให้เกิดชุมชน กิจการต่างๆ เช่น โรงไม้ สวนผลไม้ ตลาดน้ำ จนเมื่อมีมีการตัดถนนเพชรเกษม ทำให้วิถีชีวิตความเป็นอยู่และสภาพสังคมเปลี่ยนไป ผู้คนย้ายจากถิ่นฐานริมคลองเดิมหันมาจับจองพื้นที่ริมถนนแทน อย่างไรก็ตาม ตลอดเส้นทางตามคลองภาษีเจริญ เรายังเห็นร่องรอยของความเจริญและความสำคัญในอดีตที่หลงเหลือตามสายน้ำของคลองภาษีเจริญสายนี้

“ยินดีที่ได้เที่ยว” มีโอกาสดีที่ได้ล่องเรือในเส้นทางคลองภาษีเจริญ โดยมีพาหนะเป็นเรือไฟฟ้า จัดโดยคุณ“อาณัติ ปลอดโปร่ง” เจ้าของเพจเที่ยวฝั่งธนกับคนเล่าเรื่อง ซึ่งจัดทริปท่องเที่ยวคลองเป็นประจำทุกสัปดาห์ หมุนเวียนเปลี่ยนเส้นทางทุกเดือน สำหรับเส้นทางทริปล่องคลองภาษีเจริญครั้งนี้ จะล่องเรือไฟฟ้าแล่นไปแบบเอื่อยๆ ด้วยความเร็วไม่เกิน 10 กม./ชม. จากจุดเริ่มต้นที่ท่าเรือภาษีเจริญ แล่นไปจนถึงสุดเขตกทม. ที่ท่าเรือวัดหนองพะองซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อสัมผัสวิถีชาวบ้านริมคลอง สถานที่สำคัญต่างๆ ตามแนวคลองสายนี้

คลองภาษีเจริญ มีระยะทางวัดจากวัดปากน้ำไปจนถึงกระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ยาวประมาณ 26 กม. และทุกๆ ความยาว 4 กม. จะมีการปักเสาหินหลักคลอง รวมแล้วทั้งหมดจำนวน 6 เสา ปัจจุบันมีหลงเหลือให้เห็นอยู่ 2-3 เสา บางเสาก็อยู่ในเขตพื้นที่ของบ้านที่อยู่อาศัย เจ้าของบ้านเองก็ไม่รู้ว่าเสาหินที่เห็นมาตั้งนมนานคืออะไร จนเมื่อมีนักประวัติศาตร์มาสำรวจเส้นทาง จึ่งเพิ่งทราบถึงความสำคัญทาประวัติศาสตร์ของเสาหินดังกล่าว บางเสาหินที่มีสภาพสมบูรณ์ดี ก็เพราะความไม่รู้นี่แหละ ทำให้ชาวบ้านเอาผ้าหลายสีมาผูกล้อมเสา ทำให้ถูกดูแลอย่างดีผ่านกาลเวลาจนมาถึงปัจจุบันในสภาพที่สมบูรณ์กว่าเสาอื่น

เสาหินหลักคลองจะถูกเรียกเป็น หลักหนึ่ง หลักสอง นับตามไปจนครบหกเสา ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเรียกแขวงหลักสอง ในเขตภาษีเจริญปัจจุบันนี่เอง โดยเสาหินหลักคลองหนึ่งถึงสามจะอยู่ในกทม. ส่วนเสาหินหลักคลองตั้งแต่หลักสามถึงหกอยู่ในจ.สมุทรสาคร

ตลอดระยะเวลาที่นั่งเรือล่องคลองภาษีเจริญ เราได้พบกับความสงบมาก เพราะคลองนี้ ไม่ใช่เป็นทางสัญจรนิยมของเรือท่องเที่ยว นานๆ ทีจึงจะเห็นเรือของชาวบ้านแล่นสวนมา จุดแรกที่เราแวะ คือ ท่าเรือวัดนิมมานรดี เพื่อเดินชมบรรยากาศของห้องแถวไม้ของชุมชนตลาดเก่า ซึ่งสมัยก่อน เคยเป็นตลาดน้ำ และชุมทางการค้าที่สำคัญของคลองภาษีเจริญ

เมื่อได้เวลาพอสมควร เราลงเรือเพื่อเดินทางต่อไปยังจุดหมายต่อไป ซึ่งเป็นจุดสุดเขตของกทม.ของทริปนี้ นั่นคือ ตลาดน้ำหนองพะอง ที่นี่ เราแวะขึ้นท่าเรือเพื่อพักรับประทานอาหารกลางวัน พร้อมกับมีโอกาสได้อุดหนุนของกิน ขนม ผลไม้ ของชาวบ้านในละแวกนี้

เมื่อได้เวลาเดินทางต่อ เราลงเรือแล่นวกกลับไปในเส้นทางที่มา เพื่อไปยังท่าเรือหนองแขม ชมความงามของ โรงพักเก่า หรือ สถานีตำรวจหนองแขม หลังเก่า ซึ่งสร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยปัจจุบัน ถือว่าอยู่ในสภาพสมบูรณ์ และดูแลรักษาความสวยงามไว้ได้อย่างดีเลยทีเดียว

หลังจากเดินชมความงามของสถานีตำรวจหลังนี้ เราก็ลงเรือเพื่อออกเดินทางต่อไปยังวัดม่วง เพื่อสักการะหลวงพ่อทองคำ ที่สร้างจากทองคำแท้ 90% ในอุโบสถหลังใหม่ที่ว่ากันว่า ใช้เงินก่อสร้างราว 200 ล้านบาทเลยทีเดียว ถือเป็นอุโบสถที่ใหญ่โต และสวยงาม อลังการอย่างมาก

เมื่อได้เวลา เราเดินทางย้อนกลับไปที่วัดอ่างแก้ว เพื่อชมความงามของงานจิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างหลวง ที่ซ่อนตัวอยุ่ในวัดราษฎร์แห่งนี้ ส่วนสาเหตุที่ทำไมงานฝีมือช่างหลวงถึงมาอยู่ในวัดชาวบ้านนั้น คุณนัทสันนิษฐานว่า หลวงพ่อที่สร้างวัดแห่งนี้ เป็นเกจิอาจารย์ที่มีคนเคารพศรัทธามาก และเดิมเป็นเจ้าอาวาสวัดนางนอง แต่มีเหตุที่ต้องออกจากวัดมาอยู่วัดโคนอน (ตรงข้ามวัดอ่างแก้ว) แล้วจึงมาสร้างวัดอ่างแก้วหลังจากคลองภาษีฯ ขุดเสร็จประมาณ 8 ปี ด้วยความที่มีพวกขุนนาง พวกพ่อค้า เลื่อมใสในตัวท่าน จึงทำให้มีเงินที่ว่าจ้างช่างที่มีฝีมือมาเขียนจิตรกรรมได้นั่นเอง

อันที่จริง ตลอดเส้นทางคลองภาษีเจริญ มีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมาก ไว้มีโอกาสคงจะได้เดินทางมาอีกครั้งหนึ่ง สำหรับการเดินทางครั้งนี้ เราจบทริปไปด้วยความอิ่มเอมกับการนั่งเรือเที่ยวคลองที่เดินทางแบบไม่เร่งรีบ ปล่อยอารมณ์แบบเนิบๆ ผ่อนคลายดีเลยทีเดียว

เทเลอินโฟ มีเดีย ในเครือ AIS  คว้ารางวัล “The Best Corporate Social Responsibility Contact Center”  

0

บริษัท เทเลอินโฟ มีเดีย จำกัด (มหาชน)  ผู้ให้บริการ เอาท์ซอร์ช คอนแทค เช็นเตอร์ (TMC Outsourced Contact Center) ผู้เชี่ยวชาญด้านการให้บริการ Call Center อย่างครบวงจรและมีมาตรฐาน ในเครือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)  นอกจากจะมีเป้าหมายในการร่วมยกระดับขีดความสามารถขององค์กรธุรกิจปัจจุบันแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางอาชีพให้แก่กลุ่มคนต่างๆ ในสังคมอีกด้วย โดยล่าสุดได้รับรางวัลจากเวที TCCTA Contact Center Awards 2024 ในรางวัลดีเด่น “Silver Award of The Best Corporate Social Responsibility Contact Center” ประเภทองค์กรที่มีจำนวนมากกว่า 100 ที่นั่ง ประจำปี 2567 จากโครงการ “คอลเซ็นเตอร์ในทัณฑสถานบำบัดพิเศษหญิง เพื่อพัฒนาแรงงานและเสริมอาชีพผู้ต้องขังหญิง” ที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง   

ทั้งนี้ คุณกมลกานต์ นิลตะสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทเลอินโฟ มีเดีย จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า “เรารู้สึกภาคภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ สมาคม TCCTA เล็งเห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการสร้างคุณค่าให้กับสังคมผ่านโอกาสที่เท่าเทียมกันในประชาชนทุกกลุ่ม เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีและยั่งยืนให้กับชุมชนและสังคมโดยรวม การได้รับรางวัลนี้เป็นการยืนยันถึงความสำเร็จและความทุ่มเทของบริษัทฯ ในการทำงานเพื่อสังคมอย่างแท้จริง   สำหรับโครงการ Call Center 1188 ในทัณฑสถานบำบัดพิเศษหญิง คลอง 5 จ.ปทุมธานี เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 โดยมีผู้ต้องขังเข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่ และบริษัท เทเลอินโฟ มีเดีย เป็นผู้ฝึกอบรม วางระบบ เตรียมสถานที่ และสนับสนุนอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่เอื้อต่อการทำงาน ตลอดจนปรับปรุงทัศนียภาพ และสร้างบรรยากาศการทำงานให้เสมือนสถานที่ทำงานจริง ซึ่งจากผลการดำเนินงานที่ผ่านมาพบว่า ผู้ต้องขังมีศักยภาพในการทำงานที่ดี มีพัฒนาการ ความมุ่งมั่น ตั้งใจทำงานไม่ด้อยไปกว่าพนักงานที่อยู่ภายนอก อีกทั้งยังมีสมาธิ สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

 ทั้งนี้เป็นครั้งแรกที่บริษัท เทเลอินโฟ มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ TMC ได้เข้าร่วมส่งผลงานเข้าประกวดกับทาง สมาคมการค้าธุรกิจศูนย์บริการทางโทรศัพท์ไทย (TCCTA: Thai Contact Center Trade Association) ศูนย์กลางการประสานงาน เผยแพร่ข่าวสารระหว่างบุคคล สถาบัน องค์กร ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจคอนแทคเซ็นเตอร์ทั้งในและต่างประเทศ ผู้จัดงานประกาศรางวัล “TCCTA Contact Center Awards 2024” ณ โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจและศักยภาพ คอนแทคเซ็นเตอร์ไทยให้มีคุณภาพเทียบเท่าสากล โดยแบ่งรางวัลเป็นประเภทองค์กร (Corporate) และประเภทบุคคล (Individual) และมีองค์กรเข้าร่วมเกือบ 30 บริษัท

ตลาดหลักทรัพย์ฯ สนับสนุนงานฟื้นฟูพื้นที่โดนผลกระทบจากน้ำท่วม จ. เชียงราย

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สนับสนุนการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยมีนายกีรติ โกสีย์เจริญ ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานบริหารกิจกรรมเพื่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และกรมกิจการพลเรือนทหาร กองบัญชาการกองทัพไทยลงพื้นที่ โดยนำรถไถดินโคลนและรถบรรทุกนำดินออกจากพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในชุมชนเกาะทราย เหมืองแดง อ. แม่สาย จ. เชียงราย

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เห็นความสำคัญในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตชุมชน พร้อมสนับสนุนและช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการช่วยเหลือดูแลในกรณีเร่งด่วนที่เกิดภาวะภัยพิบัติ

เจ้าแรกของไทย! ‘ห้าดาว’ ใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลกได้รับรองมาตรฐาน FSC สร้างต้นแบบธุรกิจแฟรนไชส์ยั่งยืน

0

ห้าดาว (FIVE STAR) ธุรกิจแฟรนไชส์อาหารแถวหน้าของประเทศไทย ก้าวเข้าสู่การเป็นเจ้าแรกในการนำบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก FSC® (Forest Stewardship Council) ยกระดับกลยุทธ์ทางธุรกิจแฟรนไชส์ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืนทั้งในระดับประเทศและสากล

นายสุนทร จักษุกรรฐ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีเอฟ เรสเทอรองท์ แอนด์ ฟู้ดเชน จำกัด เผยว่า ธุรกิจห้าดาวไม่เพียงให้ความสำคัญต่อคุณภาพของสินค้าและบริการ ยังคำนึงถึงการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ที่ผ่านมาห้าดาวเลือกใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลกย่อยสลายได้ ลดการใช้พลาสติก และล่าสุดเป็นธุรกิจแฟรนไชส์แบรนด์แรกของไทยที่ใช้บรรจุภัณฑ์อาหารที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน FSC® เป็นมาตรฐานที่มีเกณฑ์เคร่งครัดเกี่ยวกับวัสดุหรือกระดาษที่ใช้ต้องมาจากป่าไม้ที่มีกระบวนการจัดการที่ยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและสังคม ไม่ได้บุกรุกพื้นที่ป่า การใช้วัตถุดิบที่สามารถนำรีไซเคิล รวมทั้งยังได้รับรองมาตรฐานความปลอดภัยต่อการบรรจุอาหารระดับ Food Grade ไม่มีสารตกค้างที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย นอกจากนี้ ยังเปลี่ยนฝาบักเก็ตพลาสติกมาใช้เป็นฝากระดาษที่ได้มาตรฐาน FSC เพื่อส่งเสริมการบริโภคที่เป็นมิตรต่อโลก

“การใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลกเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การตลาดของแฟรนไชส์ห้าดาว ตอบโจทย์ผู้บริโภคในปัจจุบัน ที่มองหาแบรนด์สินค้าที่ส่งมอบทั้งเรื่องคุณภาพสินค้าในราคาที่เหมาะสม ควบคู่กับแบรนด์ที่มีส่วนร่วมสร้างสมดุลต่อระบบนิเวศ ช่วยลดผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและเชื่อมโยงแบรนด์แฟรนไชส์ผู้นำที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อโลก” นายสุนทร กล่าว

ห้าดาว ยังมุ่งมั่นขับเคลื่อนการเป็นแบรนด์แฟรนไซส์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง โดยที่ผ่านมา เข้าร่วม โครงการทอดไม่ซ้ำ ระหว่าง บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BSGF กับกรมอนามัย ในฐานะที่ห้าดาวเป็นหนึ่งกลุ่มพันธมิตรการค้า ที่มีอุดมการณ์เดียวกันในการนำน้ำมันพืชใช้แล้วไปรีไซเคิล ผลิตเป็นเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel) หรือ SAF เพื่อลดปัญหาสุขภาพ และสร้างความยั่งยืน ขณะที่แบรนด์ STAR Coffee ภายใต้ธุรกิจห้าดาวใช้แก้วแบบ Biodegradable 100% เป็นมิตรต่อธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมสามารถย่อยสลายได้อีกด้วย

มาตรฐาน FSC® certificate หรือ (Forest Stewardship Council) เป็นมาตรฐานสากลที่กำหนดแนวทางในการจัดการทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืน บรรจุภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก FSC® จะต้องผลิตจากวัสดุที่มาจากป่าไม้ที่มีการจัดการอย่างรับผิดชอบ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและรักษาทรัพยากรธรรมชาติ โดยหลักการสำคัญของ FSC® ประกอบด้วย การปกป้องสิทธิของชุมชนท้องถิ่น การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การลดการใช้สารเคมีที่เป็นอันตราย การป้องกันการตัดไม้ทำลายป่าอย่างผิดกฎหมาย การจัดการทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืน การรับรองคุณภาพชีวิตของคนงานในป่าไม้ การเคารพสิทธิของชนพื้นเมือง การจัดการป่าไม้อย่างโปร่งใส การป้องกันการเกิดไฟป่าจากกิจกรรมมนุษย์ การส่งเสริมการใช้ทรัพยากรป่าไม้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและยั่งยืน .

ออมสินแชร์ความห่วงใย เตือนภัยมิจฉาชีพออนไลน์ แนะใช้โหมด MyMo Secure Plus เก็บเงินอย่างมั่นใจ

0

ปัจจุบันนี้ ภัยมิจฉาชีพออนไลน์ถือเป็นอันตรายที่คุกคามชีวิตของผู้คนทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าคุณจะมีอายุเท่าไร ตำแหน่งอาชีพการงานอะไร ทุกคนมีสิทธิตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้ผ่านรูปแบบและวิธีการต่างๆ ที่เข้าถึงและคุกคามตัวเราได้มากกว่าเดิม เช่น โทรมาหลอกล่อ ส่งข้อความหลอกลวง   รวมถึงการแอบอ้างเป็นพนักงานหรือเจ้าหน้าที่

ทำให้ทุกวันนี้ คนไทยต้องเผชิญกับภัยมิจฉาชีพหลากหลายในคราบของแก็งค์คอลเซ็นเตอร์, อินฟลูเอนเซอร์, พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ เว็บและลิงค์ปลอม ตลอดจนแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ พนักงาน และผู้บริหารหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ  หรือแม้กระทั่งคนรู้จักและคนในครอบครัว โดยใช้เทคโนโลยีในการปลอมใบหน้าและเสียงบนคลิปวิดีโออย่างแนบเนียน  จนสามารถหลอกลวงเหยื่อให้ตายใจ หลงเชื่อแบบสนิทใจ และยอมโอนเงินให้  สร้างความสูญเสียต่อเงินทองและทรัพย์สินของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อในที่สุด

วิธีป้องกันตัวเองคือ ต้องหมั่นติดตามข่าวสารเพื่อจะได้รู้ทันกลโกงต่างๆ เพราะมิจฉาชีพเหล่านี้จะงัดกลโกงและสารพัดอุบายใหม่ๆ เพื่อหลอกให้เหยื่อหลงเชื่อให้ได้   ต้อง  อย่าหลงเชื่อ ข้อความหรือโทรศัพท์ที่ขอข้อมูลส่วนตัวทางการเงิน , ไม่กดลิงก์ที่ส่งมาจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ   และ ไม่โอนเงินให้กับคนที่ไม่รู้จักหรือไม่มั่นใจ

สำหรับคนที่มีเงินฝากในบัญชีธนาคาร และทำธุรกรรมการเงินผ่านธนาคาร  ทางธนาคารออมสินได้ออกมาตรการเพื่อเพิ่มความมั่นใจและความสบายใจของผู้ฝากเงิน  และช่วยเพิ่มความปลอดภัย ให้ห่างไกลจากมิจฉาชีพ  โดยล่าสุด  ธนาคารออมสินได้พัฒนา โหมด MyMo Secure Plus โหมดใหม่บนแอปพลิเคชัน MyMo   ให้การทำธุรกรรมที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น และใช้งานง่ายกว่าเดิม  ซึ่งลูกค้าสามาถเปิดใช้งานด้วยตนเองได้บนแอปฯ  MyMo  โดยกดที่ปุ่มรูปโล่มุมขวาด้านบนสำหรับเปลี่ยนโหมดได้เลย จะช่วยทำให้เงินในบัญชีของทุกคนมีความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งโหมดนี้จะจำกัดการทำธุรกรรมทางการเงินที่จำเป็นเท่านั้น รวมถึงไม่สามารถโอนเงินออกไปบัญชีอื่นได้ แต่ยังสามารถใช้จ่ายโดยการสแกนจ่ายได้เช่นเดิม หรือหากต้องการเปลี่ยนกลับไปใช้แอป MyMo รูปแบบเดิม เพื่อความปลอดภัยสามารถติดต่อแจ้งความต้องการได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา

นอกจากนี้ ธนาคารออมสินยังได้จัดทำและเผยแพร่วิดีโอที่มีเนื้อหาแชร์ความห่วงใย และเตือนภัยมิจฉาชีพ  โดยนำเสนอประเด็นสำคัญ คือ หยุด! อย่าเชื่อ! ก่อนตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพรายต่อไป

เบอร์แปลก   หลอกคุย ตัดสายทิ้ง ลิงก์ไม่กด

และขอฝากเตือนว่า ธนาคารออมสินไม่มีนโยบายให้ผู้บริหารและพนักงานธนาคารออมสิน โทรสอบถามข้อมูลส่วนตัวหรือให้ทำธุรกรรมผ่านทางโทรศัพท์

อ่านรายละเอียด MyMo Secure Plus เพิ่มเติมได้ที่ : https://fwuj.short.gy/8PFoWU

หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ GSB Contact Center 1115 และติดต่อข่าวสารอื่นๆ ได้ที่ www.gsb.or.th หรือ Facebook : GSB Society

เมืองไทยประกันชีวิต-มูลนิธิเมืองไทยยิ้ม มอบเงินสนับสนุนให้สภาสังคมสงเคราะห์ฯ เป็นทุนการศึกษาเด็กและเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ประจำปี 2567

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ มูลนิธิเมืองไทยยิ้ม นำโดย นายโพธิพงษ์ ล่ำซำ ประธานกรรมการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย นางยุพา ล่ำซำ ที่ปรึกษามูลนิธิเมืองไทยยิ้ม และนางพิตราภรณ์ บุณยรัตพันธุ์ รองประธานกรรมการ มูลนิธิเมืองไทยยิ้ม  มอบเงินจำนวน 400,000  บาท ให้แก่ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์   เพื่อเป็นทุนการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ประจำปี 2567 จำนวน 47 ทุน โดยมี ร้อยตำรวจโท ดร. มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมถ์ และคณะประกอบด้วย นางจารุนันท์ อึ้งภากรณ์  รองประธานสภาฯ คนที่ 2 นางธิดารักษ์ สัจจพงษ์ เลขาธิการ และนางศิริพร คัมภีรยส รองเลขาธิการ เป็นผู้รับมอบ

ทั้งนี้ โครงการ “มอบทุนการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์” โดย บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ มูลนิธิเมืองไทยยิ้ม ริเริ่มโดยนายโพธิพงษ์ ล่ำซำ ประธานกรรมการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) มาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2557  เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชน ที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ทั้งในพื้นที่จังหวัดกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด  เพราะตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาของเด็กและเยาวชน และยังเป็นกำลังใจให้แก่เยาวชนที่ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ถือเป็นการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนต่อไป โดยตลอดระยะเวลา 10 ปี โครงการ “มอบทุนการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์” โดย บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ มูลนิธิเมืองไทยยิ้ม ได้มอบทุนการศึกษาไปแล้ว 701 ทุน รวมเป็นเงินทุนเพื่อการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนทั้งสิ้น 4,896,888 บาท

เอไอเอส ชวนเป็นเจ้าของเสื้อยืดรุ่นลิมิเต็ด ลายอุ่นใจ X น้องหมูเด้ง

0

รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม และดูแลสวัสดิภาพเพื่อนสัตว์

องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS จัดโครงการ อุ่นใจ x หมูเด้ง ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม และเพื่อสวัสดิภาพเพื่อนสัตว์ โดยชวนลูกค้าและคนไทยเป็นเจ้าของเสื้อยืดคอลเล็คชันพิเศษ “อุ่นใจ x หมูเด้ง สุดน่ารัก จำนวนจำกัดเพียง 20,000 ตัว โดยใช้ AIS Points 500 คะแนน เป็นสิทธิแลกซื้อเสื้อ 1 ตัว ผ่านแอป myAIS หรือสั่งซื้อผ่านทาง AIS Online Store ที่ https://www.ais.th/อุ่นใจxหมูเด้ง ในราคาตัวละ 250 บาท สั่งซื้อล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันที่ 8 ต.ค. – 30 พ.ย.67 (เริ่มทยอยจัดส่งเสื้อตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย.67 เป็นต้นไป) ส่วนสติกเกอร์ไลน์คอลเลคชัน อุ่นใจ x หมูเด้ง ใช้ AIS Points 30 คะแนนแลกได้ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.67 – 30 เม.ย.68  โดยทุก 100 บาท จากการจำหน่ายเสื้อยืด 1 ตัว และทุก 10 บาทจากการแลกสติกเกอร์ไลน์คอลเลคชันพิเศษจะเป็นการร่วมบริจาคเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมและดูแลสวัสดิภาพเพื่อนสัตว์ต่อไป

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าหน่วยธุรกิจประชาสัมพันธ์และงานธุรกิจสัมพันธ์ AIS กล่าวว่า “จากการทำงานร่วมกันในฐานะพาร์ทเนอร์อย่างใกล้ชิดกับองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในการมอบสิทธิพิเศษส่วนลดให้กับลูกค้าเข้าชมสวนสัตว์ในความดูแลขององค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ทั้ง 6 แห่งทั่วประเทศ มากว่า 11 ปี  ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าชมความน่ารักของเพื่อนสัตว์ได้มากขึ้น   และแน่นอนว่า จากความร้อนแรงของน้องหมูเด้งดาวดวงใหม่ของสวนสัตว์เปิดเขาเขียวที่กำลังได้รับความสนใจจากประชาชนเดินทางมาเข้าชมสวนสัตว์เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เป็นที่มาของความร่วมมืออย่างต่อเนื่องระหว่าง AIS และ องค์การสวนสัตว์ เพื่อร่วมกันสร้างประโยชน์ให้กับสังคมภายใต้ โครงการ อุ่นใจ x หมูเด้ง ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม และดูแลสวัสดิภาพเพื่อนสัตว์ เราจึงได้ร่วมกันออกแบบเสื้อยืดลายพิเศษ และสติกเกอร์ไลน์มาให้ลูกค้าและคนไทยได้ร่วมเป็นเจ้าของ และมีส่วนร่วมกับการส่งต่อประโยชน์ไปยังสังคมผ่านการนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายไปมอบให้กับองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม และดูแลสวัสดิภาพเพื่อนสัตว์ต่อไป”

นายอรรถพร ศรีเหรัญ ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า “ในฐานะรัฐวิสาหกิจเพื่อสังคมที่มุ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ อนุรักษ์สัตว์ และการท่องเที่ยวสวนสัตว์ของประเทศ เราพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนเจตนารมณ์ขององค์การสวนสัตว์ โดยเฉพาะความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่าง AIS ในครั้งนี้ที่จะเป็นการต่อยอดการทำงานจากการให้ส่วนลดบัตรผ่านเข้าประตูสวนสัตว์ทั้ง 6 แห่ง สู่การนำพาหมูเด้งมาสร้างสรรค์ผลงานร่วมกับ อุ่นใจ จาก AIS เป็นเสื้อยืด และสติกเกอร์ไลน์ ให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมเพื่อส่งต่อพลังไปยังผู้ประสบอุทกภัยและการดูแลสวัสดิภาพเพื่อนสัตว์”

สำหรับกราฟฟิค “อุ่นใจ x หมูเด้ง” ถูกออกแบบโดย ครีเอเตอร์คนไทย หลากหลายลวดลายสุดน่ารัก โดยเสื้อยืดผลิตด้วยผ้าไมโครสปอร์ตที่เบาสบาย ระบายอากาศได้ดี เหมาะสำหรับใส่ออกกำลังกาย มีให้เลือก 2 สี คือ สีเทาและสีดำ และมี 3 ขนาด 38 ,44 และ 48 นิ้ว พิเศษสุดมีจำนวนจำกัดเพียง 20,000 ตัวเท่านั้น โดยสามารถสั่งซื้อล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันที่ 8 ต.ค. – 30 พ.ย.67 โดยใช้ AIS Points 500 คะแนน รับสิทธิแลกซื้อเสื้อได้ 1 ตัว มูลค่า 250 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าจัดส่งแล้ว) ผ่านแอป myAIS จะเริ่มทยอยจัดส่งตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย.67 เป็นต้นไป หรือสั่งซื้อผ่านทาง AIS Online Store ที่ https://www.ais.th/อุ่นใจxหมูเด้ง ในราคาตัวละ 250 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าจัดส่งแล้ว) ส่วนสติกเกอร์ไลน์คอลเลคชันพิเศษ อุ่นใจ x หมูเด้ง จะเริ่มใช้ AIS Points 30 คะแนนแลกได้ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.67 – 30 เม.ย.68 

ทั้งนี้ทุก 100 บาท จากการจำหน่ายเสื้อยืด 1 ตัว และทุก 10 บาท จากการแลกสติกเกอร์ไลน์คอลเลคชันพิเศษจะเป็นการร่วมบริจาคโดยเอไอเอสจะนำไปมอบให้องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือไปยังผู้ประสบภัยน้ำท่วมและดูแลสวัสดิภาพเพื่อนสัตว์ต่อไป

AIS ผนึก Huawei เปิดตัวโปรแกรม RAN Intelligence Pioneers พัฒนาสุดยอดเครือข่ายไร้สายอัจฉริยะ

0

AIS ผู้ให้บริการดิจิทัลอันดับ 1 ของไทย และ Huawei ได้ร่วมเปิดตัวโปรแกรม RAN (Radio Access Network) Intelligence Pioneers ซึ่งเป็นความร่วมมือที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนนวัตกรรม และพัฒนาสุดยอดเครือข่ายไร้สายอัจฉริยะเพื่อยกระดับการสื่อสารไทยไปอีกขั้น

จากการที่ AIS ได้ตั้งเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ในการพัฒนา Autonomous Networks (AN) ระดับ 4 (L4) ภายในปี 2025 โดยร่วมมือกับ Huawei ซึ่งมีความก้าวหน้าอย่างยิ่งในด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะไร้สาย ซึ่งตลอดสองปีที่ผ่านมา ความร่วมมือนี้ทำให้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาแอปพลิเคชันที่สำคัญ เช่น การตรวจจับและชดเชยกรณีการขัดข้องของสถานีฐาน และการเพิ่มประสิทธิภาพของการบริหารจัดการการจราจรของข้อมูลในช่วงเวลาที่มีปริมาณสูงอย่างชาญฉลาด นวัตกรรมเหล่านี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานของเครือข่ายและเพิ่มความพึงพอใจของผู้ใช้เป็นอย่างมาก ทำให้ AIS บรรลุเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ในระดับ AN L3 ได้อย่างทันต่อสถานการณ์และความต้องการใช้งานระบบสื่อสารไร้สายของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง

โปรแกรม RAN Intelligence Pioneers ได้รวมผู้ประกอบการโทรคมนาคมและพันธมิตรในอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาแอปพลิเคชันเครือข่ายไร้สายอัจฉริยะที่ล้ำสมัยและรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ โดยใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะขั้นสูง เช่น โมเดลพื้นฐาน (Foundation Model) และดิจิทัลทวิน (Digital Twin) ทั้งนี้เป้าหมายของโปรแกรม คือการค้นหาโอกาสทางธุรกิจ, การปรับปรุงการให้บริการมีประสิทธิภาพมากที่สุด และการสร้างมูลค่าเศรษฐกิจใหม่ และในกลุ่มนี้ AIS ถือเป็นพันธมิตรที่สำคัญของโปรแกรมนี้ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการบรรลุวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์สู่ Autonomous Network ระดับ 4 ซึ่งสามารถใช้ระบบในการบริหารจัดการเครือข่ายได้ด้วยตัวเองเกือบ 100%

AIS และ Huawei ได้ประกาศความร่วมมือใน 3 หัวข้อสำคัญ ดังนี้

  1. มีการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อใช้ในการตัดสินใจจัดการโครงข่าย เพื่อมอบประสบการณ์ที่เชื่อถือได้และไม่เหมือนใครสำหรับผู้ใช้ 5G และ 5G-A ในอนาคต
  2. มีการนำวิธีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลทวิน (Digital Twin) เพื่อเพิ่มความสามารถในการดูแลระบบโครงข่ายแบบ near realtime, การจำลองการให้บริการ และนำไปใช้ในการตัดสินใจ ในการจัดการโครงข่าย โดยมีเป้าหมายหลายประการ เช่น การประหยัดพลังงานอย่างชาญฉลาด ควบคู่กับการรักษาประสิทธิภาพสูงสุด
  3. มีการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่ใช้การสร้างสรรค์ (Generative AI) เพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญในการดำเนินงานและการบำรุงรักษาเครือข่ายในแก้ไขปัญหา จากประสบการณ์ร่วมกับทางวิเคราะห์ข้อมูล และให้คำแนะนำสำหรับการแก้ปัญหา และรวมทั้งการคาดการณ์ล่วงหน้า

นายกิตติ งามเจตนรมณ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยี AIS กล่าวว่า “ความร่วมมือระหว่าง AIS กับ Huawei ทำให้แผนงานของเรามีพัฒนาการอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำ Autonomous Networks (AN) มาประยุกต์ใช้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การเข้าร่วมโปรแกรม RAN Intelligence Pioneers ครั้งนี้ ทำให้เราสามารถยกระดับการดำเนินงานด้านเครือข่าย มอบประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ให้แก่ลูกค้าได้อย่างตรงใจ พร้อมเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ Autonomous Network ระดับ 4 ที่จะพลิกโฉมจากผู้ให้บริการการสื่อสารแบบดั้งเดิม ไปสู่การเป็นผู้นำในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์”

นาย Calvin Zhao ประธาน Huawei Wireless Network MAE Product Line กล่าวว่า “Huawei มุ่งมั่นที่จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้ให้บริการและพันธมิตรในอุตสาหกรรม เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของเครือข่าย และค้นพบโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ผ่านโปรแกรม RAN Intelligence Pioneers เราจะสนับสนุน AIS ในการกำหนดมาตรฐานใหม่ของ AN L4 ในการเปิดตัวเครือข่าย 5G ขับเคลื่อนการปฏิวัติทางปัญญาไร้สายร่วมกัน”

โปรแกรม RAN Intelligence Pioneers ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากผู้ให้บริการตั้งแต่เปิดตัวในงาน MWC Shanghai เมื่อเดือนมิถุนายน 2024 ด้วยความร่วมมืออย่างต่อเนื่องระหว่างผู้ให้บริการและพันธมิตรในอุตสาหกรรม โปรแกรมนี้จะขับเคลื่อนนวัตกรรมทางปัญญาในอุตสาหกรรม และสนับสนุนการพัฒนาเครือข่ายไร้สายอัจฉริยะทั่วโลก