บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) คัดสรรผลิตภัณฑ์ บริการ และโปรโมชันเด่น เข้าร่วมเทศกาลการเงิน-การลงทุน “Thailand Smart Money Bangkok 2024” ครั้งที่ 15 โดยในพิธีเปิดได้รับเกียรติจากนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประธานในพิธี พร้อมด้วยนายรัฐกร อัสดรธีรยุทธ์ ประธานเครือหนังสือพิมพ์ดอกเบี้ย ประธานจัดงาน Thailand Smart Money ร่วมเปิดบูธเมืองไทยประกันชีวิต โดยมี นายศรายุธ ทินกร ณ อยุธยา รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส พร้อมด้วยผู้บริหาร ตัวแทนนักวางแผนประกันชีวิต และที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ร่วมในพิธีด้วย โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 – 15 ธันวาคม 2567 ณ BCC Hall ชั้น 5 เซ็นทรัลลาดพร้าว
AIS FANTIVAL 2024 ปรากฏการณ์ Never-Ending Surprises, Never-Ending Happiness ครั้งยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี พบกัน 14 ธ.ค.นี้ ที่ One Bangkok Park และชมสดผ่าน AIS PLAY
AIS เตรียมจัดงาน AIS FANTIVAL 2024 : Never-Ending Surprises, Never-Ending Happiness มอบประสบการณ์เซอร์ไพรส์ไม่มีสิ้นสุด พบกับไฮไลท์กิจกรรมให้ลูกค้าได้ร่วมสนุกและลุ้นรับของรางวัลตลอดทั้งวัน อาทิ Interactive Games, บูธถ่ายรูปกับพรีเซ็นเตอร์, ทิ้ง E-Waste รับ AIS Points, ใช้ AIS Points แลกรับขนมและเครื่องดื่มภายในงาน และอีกมากมาย พร้อมยกทัพพรีเซ็นเตอร์ AIS Family มารวมตัวกันสร้างสีสันด้วยโชว์สุดพิเศษอย่างเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก นำโดย ต่อ-ธนภพ, พีพี-กฤษฏ์, จอง-คัลแลน และ BUS (Because of you I Shine) ที่จะมาส่งต่อคำขอบคุณและคำมั่นสัญญาในการทำงานเพื่อลูกค้าและคนไทยด้วยความมุ่งมั่นต่อไป ชวนลูกค้า AIS พบกันในวันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม 2567 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น. ที่ Amphitheatre, One Bangkok Park หรือรับชมฟรี ผ่าน AIS PLAY
นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS กล่าวว่า “เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจ AIS ให้อยู่เคียงข้างทุกดิจิทัลไลฟ์สไตล์ เราได้เตรียมของขวัญชิ้นพิเศษด้วยการจัดงาน AIS FANTIVAL 2024 เพื่อส่งมอบความสุขสุดพิเศษและ Never-Ending Surprises, Never-Ending Happiness จัดเต็มตลอดทั้งวัน อัดแน่นด้วยกิจกรรมสุดเซอร์ไพรส์และสัมผัสประสบการณ์ความบันเทิงสุดพิเศษ จาก 7 NEVER-ENDING SURPRISES การันตีความตื่นเต้นและยิ่งใหญ่ตลอดทั้งวัน ตั้งแต่ 10.00 – 20.00 น. ประกอบด้วย
- ร่วมสนุกกับบูธกิจกรรมพร้อมลุ้นรับของรางวัลตลอดทั้งวัน ในบริเวณ FEST-ZONE อาทิ Interactive Games, บูธถ่ายรูปพรีเซ็นเตอร์ ,เกมทุบแลกพอยท์วัดพลังรักษ์โลก พร้อมกิจกรรมทิ้ง E-Waste รับ AIS Points ชวนลูกค้านำขยะอิเล็กทรอนิกส์ มาเปลี่ยนเป็น AIS Points เพื่อนำไปแลกรับความพิเศษ ทั้งขนม เครื่องดื่ม และของ
- พรีเมียมตลอดงาน
- Golden Hour แจกรางวัลพิเศษ On-top ทุกชั่วโมง! ลุ้นรับโปสเตอร์พร้อมลายเซ็นจากศิลปินคนโปรด และของรางวัลอื่นๆ เพียงร่วมกิจกรรมภายใน FEST-ZONE ตามช่วงเวลาที่กำหนด
- เซอร์ไพรส์ได้ใกล้ชิดกับ AIS Family พรีเซ็นเตอร์คนพิเศษที่จะมาปรากฏตัวและร่วมกิจกรรมใน FEST-ZONE แบบไม่ทันตั้งตัว
- Green Carpet สุดอลังจาก AIS Family ครั้งแรกของการร่วมเดินพรมเขียวสุดยิ่งใหญ่แบบใกล้ชิด ที่พรีเซ็นเตอร์ครอบครัวเอไอเอสมาเดินบน Green Carpet ร่วมกัน
- Special Chance มอบสิทธิ์เข้าโซนพิเศษ สัมผัส Green Carpet ใกล้ชิดติดขอบแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ให้ได้ตื่นตา
- ตื่นใจกับการเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ครอบครัวเอไอเอส
- โชว์สุดพิเศษใน FAN-ZONE จากพรีเซ็นเตอร์ครอบครัวเอไอเอส นำโดย ต่อ-ธนภพ, พีพี-กฤษฏ์, จอง-คัลแลน และ BUS (Because of you I Shine) ที่ได้เตรียมความสนุกมามอบให้กับลูกค้าทุกคนแบบจัดเต็ม ตั้งแต่ 18.00 – 20.00 น.
- ร่วมลุ้นรับบัตร FAN-ZONE เข้าชมคอนเสิร์ตจากพรีเซ็นเตอร์ครอบครัวเอไอเอส (พิเศษจำนวนจำกัด)

ร่วมสัมผัสประสบการณ์ความสุขครั้งใหญ่ส่งท้ายปี ในวันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม 2567 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น. ที่ Amphitheatre, One Bangkok Park โดยลูกค้าสามารถสแกน QR Code ที่จุดลงทะเบียนหน้างาน ใช้เอไอเอส พอยท์ 1 คะแนน แลกรับสิทธิ์เข้า FEST-ZONE สำหรับผู้ที่ได้รับสิทธิ์ FAN-ZONE สามารถกดใช้คูปองที่จุดลงทะเบียนหน้างาน เพื่อแลกรับริสท์แบนด์ ตั้งแต่เวลา 10.00 – 14.00 น. หรือรับชมการถ่ายทอดสดผ่าน AIS PLAY ได้ฟรี เวลา 17.00 – 20.00 น. ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.ais.th/fantival2024/
ประมงจ.ตราดชวนเยาวชนร่วมกิจกรรมสร้างปราการป้องกันปลาหมอคางดำ และปลูกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม
อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด และ สำนักงานประมงจังหวัดตราด โดยมี นายพงษ์พัฑฒ์ สินราย นายอำเภอเขาสมิง นายชัชวาลย์ วุฒิเมธี หัวหน้ากลุ่มพัฒนาและส่งเสริมอาชีพการประมงจังหวัดตราด นำคณะผู้นำชุมชน ครูและนักเรียนจากโรงเรียนวัดสลัก พร้อมกับผู้แทนจากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ปล่อยลูกพันธุ์ปลากะพงขาวจำนวน 5,000 ตัวลงสู่แหล่งน้ำในชุมชนบ้านสลัก ตำบลท่าโสม กิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อเสริมแนวกันชนด้วยปลานักล่า ปกป้องระบบนิเวศจังหวัดตราดปลอดจากปลาหมอคางดำ ตลอดจนเพื่อปลูกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่เยาวชนคนรุ่นใหม่
จังหวัดตราดได้ดำเนินการสำรวจแหล่งน้ำในพื้นที่อำเภอเมือง อำเภอเขาสมิง อำเภอแหลมงอบ และอำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบัน “ยังไม่พบการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำ” ในจังหวัดตราด อย่างไรก็ตาม ประมงจังหวัดตราดดำเนินการมาตรการเพื่อเตรียมความพร้อมในการป้องกันปลาหมอคางดำรุกล้ำเข้ามาในแหล่งน้ำของจังหวัดอย่างเข้มแข็ง

การปล่อยลูกพันธุ์ปลานักล่าในแหล่งน้ำธรรมชาติ เป็นหนึ่งในมาตรการของกรมประมงเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในพื้นที่รอยต่อระหว่างจังหวัตราดกับจังหวัดอื่นที่พบปลาหมอคางดำ โดยการเพิ่มจำนวนปลานักล่าที่เป็นปลาพื้นถิ่นลงในแหล่งน้ำธรรมชาติในจำนวนที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม เพื่อสร้างปราการปกป้องระบบนิเวศและสัตว์น้ำพื้นถิ่น รักษาความหลากหลายทางชีวภาพในแหล่งน้ำธรรมชาติ นอกจากนี้ ปลากะพงขาวยังเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่ชาวประมงพื้นบ้านสามารถจับมาจำหน่ายได้อีกด้วย
นอกจากนี้ ประมงจังหวัดตราดและคณะทำงานฯ ยังไม่นิ่งนอนใจ โดยจัดให้มีการสำรวจและเฝ้าระวังปลาหมอคางดำอย่างสม่ำเสมอ พร้อมกับประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักรู้เรื่องปลาหมอคางดำ สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนช่วยกันเป็นเครือข่ายสอดส่องหากพบปลาหมอคางดำเร็ว จะสามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว นอกจากนี้ การชักชวนให้น้องๆ นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมปล่อยปลานักล่า ยังช่วยปลูกจิตสำนึกให้เด็กและเยาวชนเห็นความสำคัญของความหลากหลายของระบบนิเวศ และร่วมเป็นพลังช่วยรักษาความสมดุลในระบบนิเวศ.
บริหารเงินวัยทำงาน!!
บทความ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง" หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
สำหรับคนวัยทำงานแล้ว ชีวิตช่วงนี้จะเป็นช่วงการสร้างเนื้อสร้างตัว เมื่อเริ่มมั่นคงชีวิตเข้าที่เข้าทาง ก็จะขยับไปสู่การเริ่มต้นชีวิตคู่ สร้างครอบครัว ซึ่งแปลว่าเราต้องแบกภาระความรับผิดชอบที่หนักขึ้นตามจำนวนสมาชิกที่ต้องดูแล เรียกว่าทำงานหาเงินจนเกษียณกันเลยทีเดียว
สิ่งที่ต้องเริ่มลงมือตอนนี้คือ การบริหารเงิน ยิ่งมีภาระเยอะ ก็จำเป็นต้องบริหารเงินให้เป็น!!
“คุณนายพารวย” ขอนำวิธีบริหารจัดการเงินของตัวเองแบบง่ายๆ มาเล่าสู่กันฟังเริ่มด้วย 1.การจดบันทึกรายรับรายจ่าย ช่วยทำให้เรารู้จักตัวเอง เห็นพฤติกรรมการใช้จ่ายว่า แต่ละเดือนเราต้องเสียเงินไปกับค่าอะไรบ้างที่จำเป็น และไม่จำเป็น เพื่อที่เราจะได้ลดรายจ่ายที่ฟุ่มเฟือยลง
2.บริหารความเสี่ยง เพราะชีวิตไม่มีความแน่นอน เราควรมีเงินสำรองฉุกเฉินไว้อย่างน้อย 3-6 เดือน และพิจารณาเรื่องทำประกันคุ้มครองความเสี่ยงด้วย เช่น ประกันสุขภาพ, ประกันอุบัติเหตุ 3.บริหารภาษี คนในวัยทำงานมีหน้าที่ต้องเสียภาษี จึงต้องมีการวางแผนภาษีให้ดี รู้จักค่าใช้จ่ายที่สามารถนำมาหัก และลดหย่อนภาษีได้ เพื่อช่วยประหยัดภาษี ทำให้มีเงินออมเหลือเก็บเพิ่มขึ้น
4.บริหารเงินลงทุน ศึกษาข้อมูล และกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสร้างเงินออมให้เติบโต เป็นตัวช่วยเพิ่มพลังเงินออมให้กับวัยทำงาน 5.บริหารเงินเพื่อเกษียณ หลายคนอาจมองว่าไม่ต้องรีบ ยังมีเวลาเหลือเฟือ แต่ขอเตือนว่าข้อนี้แหละสำคัญที่สุด คนหนุ่มสาวมีข้อได้เปรียบเรื่องเวลา จึงควรต้องตั้งเป้าหมายหลังเกษียณว่าต้องการใช้เงินเท่าไหร่ แหล่งรายได้มาจากไหน แล้วเริ่มต้นออมให้ไวในตอนที่ยังมีเรี่ยวแรงทำงานหาเงินอยู่ ยิ่งลงมือทำเร็วเท่าไรยิ่งดีกับตัวเอง
เห็นได้ว่าการวางแผนการเงินที่ดี ไม่ได้มีแค่การออมเงินอย่างเดียว แต่รวมถึงการลงทุน เพื่อให้เงินทำงานให้เราด้วย เคล็ด (ไม่) ลับที่ช่วยตอบโจทย์ทั้งเรื่องการลงทุน และประหยัดภาษีสำหรับคนวัยทำงาน นั่นคือกองทุนเพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษี จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายทางการเงิน ได้ลงทุน และลดหย่อนภาษีในเวลาเดียวกัน อย่างกองทุน RMF หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ เหมาะกับผู้ที่อยากมีเงินก้อนใหญ่ไว้ใช้หลังเกษียณ
และกองทุนน้องใหม่อย่าง กองทุน ThaiESG หรือกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน ซึ่งเหมาะกับผู้ที่ต้องการลงทุนระยะยาวในธุรกิจไทยที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม สังคม และมีธรรมาภิบาล โดยเพิ่งมีการปรับเกณฑ์ใหม่ เพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีเป็น 300,000 บาท และลดระยะเวลาถือครองเหลือ 5 ปี เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการออมในระยะยาว
ผู้สนใจอยากลงทุนอย่างยั่งยืน พร้อมได้คืนภาษี สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.ThailandESG.com
คุณนายพารวย
โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 12 ธ.ค. 2567 ถึง 28 ก.พ. 2568
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพิชัย ชุนหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานงานเปิดตัวโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและ SMEs โดยมีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือและหนังสือแสดงเจตนารมณ์ระหว่างกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย (TBA) และสมาคมธนาคารนานาชาติ (AIB) เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567
โครงการดังกล่าว เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สมาคมธนาคารไทย สมาคมธนาคารนานาชาติ สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ และผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Banks) เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและ SMEs ที่ประสบปัญหาในการชำระหนี้ได้รับความช่วยเหลืออย่างตรงจุด สามารถฟื้นตัวและกลับมาชำระหนี้ได้หลังสิ้นสุดโครงการ นอกจากนี้ ทุกหน่วยงานพร้อมที่จะร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างบูรณาการต่อไป โดยลูกหนี้ที่สนใจเข้าร่วมมาตรการสามารถศึกษารายละเอียดของมาตรการและสมัครเข้าร่วมมาตรการได้ที่ https://www.bot.or.th/khunsoo ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2567 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 ทั้งนี้ ลูกหนี้จะต้องลงทะเบียนสมัครเข้าร่วมโครงการและชำระหนี้ตามเงื่อนไข ขณะที่ภาครัฐและสถาบันการเงินจะร่วมสนับสนุนเม็ดเงินในการให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมฝ่ายละครึ่งหนึ่ง (50%) เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ร่วมโครงการ
โครงการประกอบด้วย 2 มาตรการ ได้แก่
มาตรการที่ 1 “จ่ายตรง คงทรัพย์” เป็นการช่วยเหลือลูกหนี้สินเชื่อบ้าน รถ และ SMEs ขนาดเล็กที่มีวงเงินไม่สูงมาก ให้เข้ามาปรับโครงสร้างหนี้แบบลดค่างวดและพักภาระดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 3 ปี โดยค่างวดที่จ่ายจะนำไปตัดชำระเงินต้นทั้งหมด ขณะที่ดอกเบี้ยที่พักไว้ตลอดระยะเวลา 3 ปี จะได้รับการยกเว้น หากลูกหนี้สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขได้ตลอดระยะเวลาของมาตรการ (ชำระเงินตรงเวลาและไม่ทำสัญญาสินเชื่อเพิ่มเติมในช่วง 12 เดือนแรกของการเข้าโครงการฯ) มาตรการ “จ่ายตรง คงทรัพย์” มีวัตถุประสงค์หลักในการช่วยเหลือลูกหนี้ที่วงเงินไม่สูงมาก ให้สามารถรักษาทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันทั้งบ้าน รถ และสถานประกอบการไว้ได้ โดยจะช่วยบรรเทาภาระหนี้ทั้งในปัจจุบันและในอนาคตให้กับลูกหนี้ โดยค่างวดที่ลดลงจะทำให้ลูกหนี้มีสภาพคล่องเหลือสำหรับดำรงชีพเพิ่มเติมระหว่างอยู่ในมาตรการ ขณะที่ดอกเบี้ยที่ได้รับยกเว้นจะช่วยให้ภาระหนี้โดยรวมของลูกหนี้ลดลง
มาตรการที่ 2 “จ่าย ปิด จบ” เป็นการช่วยลดภาระหนี้ให้แก่ลูกหนี้บุคคลธรรมดาที่เป็นหนี้เสีย (สถานะ NPL) แต่มียอดคงค้างหนี้ไม่สูง (ไม่เกิน 5,000 บาท) โดยลูกหนี้จะต้องเข้ามาเจรจาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้ เพื่อชำระหนี้บางส่วนซึ่งมาตรการ “จ่าย ปิด จบ” นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ลูกหนี้รายย่อยที่มีหนี้เสียและยอดหนี้ไม่สูง สามารถเปลี่ยนสถานะการเป็นหนี้ จาก “หนี้เสีย” เป็น “ปิดจบหนี้” และเริ่มต้นใหม่ได้เร็วขึ้น

รมว.กระทรวงการคลัง กล่าวว่า “รัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญของการแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชน โดยเชื่อว่ามาตรการนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดียิ่งขึ้นภาครัฐและเอกชนจึงร่วมกันออกโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและ SMEs ขนาดเล็ก ครอบคลุมลูกหนี้รวมจำนวน 2.1 ล้านบัญชี เป็นลูกหนี้ 1.9 ล้านราย และมียอดหนี้รวมประมาณ 8.9 แสนล้านบาท ทั้งนี้ การแก้หนี้ที่ยั่งยืนต้องควบคู่ไปกับการเพิ่มทักษะ (upskill/reskill) และเสริมสร้างรายได้ให้กับลูกหนี้ ซึ่งเป็นอีกด้านที่รัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาและยกระดับรายได้ของครัวเรือนให้ดียิ่งขึ้น”
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นงานที่ ธปท. ให้ความสำคัญและผลักดันมาต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและเศรษฐกิจเติบได้อย่างยั่งยืน โดยโครงการนี้มี 2 จุดสำคัญที่ต่างจากที่ผ่านมา คือ (1) การปรับโครงสร้างหนี้ที่เน้นตัดเงินต้น และลดภาระผ่อนในช่วง 3 ปี เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับลูกหนี้ (2) การร่วมสมทบเงิน (Co-payment) จากภาครัฐและสถาบันการเงินเพื่อช่วยลดภาระจ่ายของลูกหนี้
นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า คาดว่าโครงการนี้จะสามารถให้การช่วยเหลือลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ รวมถึงบริษัทลูกในกลุ่มได้ราว 1.5 ล้านบัญชี คิดเป็นยอดหนี้กว่า 4 แสนล้านบาท
นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ในฐานะประธานกรรมการสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ เปิดเผยว่า โครงการนี้จะช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีโอกาสรอดให้สามารถฟื้นตัวกลับมาชำระหนี้ได้ และยังมีการออกแบบกลไกการส่งเสริมวินัยทางการเงินควบคู่กับการป้องกันไม่ให้ลูกหนี้เสียวินัยในการชำระหนี้ด้วย ทั้งนี้ สถาบันการเงินของรัฐอยู่ระหว่างการหารือกับ ธปท. และกระทรวงการคลัง ในการให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่ลูกหนี้ของกลุ่ม Non-bank รวมถึงการพิจารณามาตรการเพิ่มเติม เพื่อส่งผ่านความช่วยเหลือไปยังลูกหนี้กลุ่มเปราะบางในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งจะไม่ทับซ้อนกับกลุ่มลูกหนี้ของโครงการนี้ ทั้งนี้ คาดว่ามีลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติที่ได้รับความช่วยเหลือผ่านมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและผู้ประกอบการ SMEs ทั้ง 2 มาตรการของสถาบันการเงินของรัฐ จำนวนประมาณ 6 แสนบัญชี คิดเป็นยอดหนี้กว่า 4.5 แสนล้านบาท
ประมงพัทลุง-ประมงสงขลา รวมพลังเฝ้าระวังปลาหมอคางดำ ปกป้องทะเลสาบสงขลา
ประมงจังหวัดสงขลา และ ประมงจังหวัดพัทลุง ตระหนักถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชน เจ้าหน้าที่ประมงทั้งสองจังหวัดลงพื้นที่ดูแลเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และชาวประมงพื้นบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัย พร้อมกับตรวจติดตามเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในทะเลสาบสงขลา สร้างการรับรู้ และร่วมมือกับชาวประมงพื้นบ้านจัดชุดปฏิบัติการสำรวจปลาหมอคางดำในทะเลสาบสงขลาหลังน้ำท่วมคลี่คลาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นวาไม่พบปลาหมอคางดำในทะเลสาบสงขลา
นายภูษิต จันทร์เพชร ประมงจังหวัดพัทลุง กล่าวว่า ประมงจังหวัดพัทลุงตระหนักดีถึงความกังวลใจของประชาชนและชาวประมงพื้นบ้านว่าสถานการณ์น้ำท่วมอาจเป็นปัจจัยให้เกิดการพัดพาปลาหมอคางดำลงสู่ทะเลสาบสงขลา โดยฝั่งจังหวัดพัทลุงได้มอบหมายเจ้าหน้าที่ประมงบูรณาการกับหน่วยงานภาครัฐในจังหวัดดูแลเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและชาวประมงที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมแล้ว พร้อมกับประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักว่ามีโอกาสที่ปลาหมอคางดำหลุดเข้าทะเลสาบสงขลา ประมงจังหวัดจัดชุดปฏิบัติการสำรวจปลาหมอคางดำ และขอความร่วมมือกับชาวประมงพื้นบ้านช่วยกันสอดส่องในพื้นที่บริเวณทะเลสาบสงขลา หากพบให้ดำเนินการตามมาตรการ “เจอ แจ้ง จับ จบ” ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งพบปลาหมอคางดำในทะเลสาบสงขลา
ก่อนหน้านี้ในช่วงฝนตกชุก ประมงจังหวัดพัทลุงปล่อยลูกพันธุ์ปลากะพงขาวขนาด 4 นิ้ว จำนวน 8,000 ตัวที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ลงในแหล่งน้ำที่พบปลาหมอคางดำ รวมทั้งแหล่งน้ำที่เชื่อมต่อกับทะเลสาบสงขลา เป็นรอยต่อกับอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา เป็นการสร้างแนวกันชนเชิงป้องกันหากมีปลาหมอคางดำหลุดเข้ามาในช่วงที่น้ำหลาก ขณะเดียวกัน ปลากะพงขาวยังเป็นปลาเศรษฐกิจที่ช่วยสร้างรายได้ให้กับชาวประมงพื้นบ้าน เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมในการติดตามเฝ้าระวังปลาหมอคางดำอีกทางหนึ่ง

ด้านจังหวัดสงขลา นายเจริญ โอมณี ประมงจังหวัดสงขลา กล่าวว่า จังหวัดสงขลาเป็นพื้นที่ประสบอุทกภัยครอบคลุมหลายอำเภอ ประมงจังหวัดได้ส่งเจ้าหน้าที่กองตรวจการประมงออกปฏิบัติหน้าที่เพื่อดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย พร้อมร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและอาสาสมัครตั้งจุดประกอบอาหารปรุงสุกพร้อมรับประทาน ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสัตว์น้ำชายฝั่ง รวมทั้งแจกจ่ายอาหารปรุงสุก และน้ำดื่มเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่
ทั้งนี้ ประมงจังหวัดสงขลาไม่ได้นิ่งนอนใจเรื่องปลาหมอคางดำ โดยร่วมมือกับประมงอำเภอระโนด และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งสงขลา ชมรมกุ้งอำเภอระโนด ผู้นำชุมชนเฝ้าระวังแหล่งน้ำในชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดยขอความร่วมมือกับผู้นำชุมชนดำเนินการกำจัดปลาหมอคางดำตามมาตรการ “เจอ แจ้ง จับ จบ” พร้อมกับส่งเสริมการนำปลาหมอคางดำมาแปรรูปเป็นอาหาร โดยก่อนเกิดอุทกภัย ประมงอำเภอระโนดร่วมกับซีพีเอฟ ปล่อยปลากะพงขาว ขนาด 4 นิ้ว จำนวน 10,000 ตัว ลงในแหล่งน้ำในพื้นที่อำเภอระโนด เพื่อควบคุมปลาหมอคางดำในพื้นที่และเป็นแนวกันชนป้องกันปลาหมอคางดำขยายวงออกไปสู่ทะเลสาบสงขลา
นอกจากนี้ ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ประมงอำเภอระโนดยังได้สนับสนุนกากชาแก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อนำไปกำจัดปลาหมอคางดำในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเป็นแนวทางป้องกันไม่ให้ปลาหมอคางดำหลุดออกไปสู่แหล่งน้ำธรรมชาติในช่วงที่ฝนตกชุก ระดับน้ำในลำคลองเพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย
ประมงจังหวัดพัทลุงและสงขลาได้ดำเนินการมาตรการเชิงป้องกันการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำอย่างเข้มข้น โดยมีการติดตามเฝ้าระวังเป็นประจำ พร้อมกับสร้างการรับรู้ว่าปลาหมอคางดำมีประโยชน์สามารถนำมาใช้บริโภคได้ และใช้ประโยชน์ได้ โดยประมงจังหวัดมีแผนที่จะรับซื้อปลาหมอคางดำเพื่อนำมาทำน้ำหมักชีวภาพเป็นปุ๋ยแจกให้เกษตรกร รวมทั้งหาแนวทางส่งเสริมจับปลาหมอคางดำมาใช้ประโยชน์และจัดการที่เหมาะสมกับพื้นที่ เพื่อควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนรักษาความหลากหลายของระบบนิเวศของทะเลสาบสงขลาอย่างยั่งยืนต่อไป
AIS ร่วมปลุกกระแสสังคม ประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริต เดินหน้าองค์กรด้วยความโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล เนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล ปี 2567
AIS ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมสื่อสารและโทรคมนาคมไทย ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรวมพลังต่อต้านคอร์รัปชัน เนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชันสากลปี 2567 สะท้อนจุดยืนองค์กรโปร่งใส ตามหลักธรรมาภิบาล พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนสังคมด้วยการมีส่วนร่วมกับภาครัฐในการต่อต้านการทุจริต โดยร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และภาคีเครือข่าย แสดงพลังต่อต้านคอร์รัปชัน ภายใต้แนวคิด “Fight Against Corruption สู้ให้สุด หยุดการโกง” ควบคู่กับการสร้างสรรค์วัฒนธรรมองค์กรที่ดีสู่สังคม ตอกย้ำเจตนารมณ์ในการต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ
นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล กลุ่มบริษัท AIS กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา AIS ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและโปร่งใส ภายใต้แนวคิดสร้างการเติบโตร่วมกันของคนและสิ่งแวดล้อมในโลกดิจิทัล ตามหลักการกำกับกิจการที่ดี ทั้งด้านขับเคลื่อนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ สร้างการเข้าถึงดิจิทัลให้ทุกคนในสังคม และยืนหยัดเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเดินหน้าสู่การเป็นองค์กรที่สามารถสร้างการเติบโตร่วมกันได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งมีนโยบายและแนวปฏิบัติในการต่อต้านการให้หรือรับสินบนและการคอร์รัปชันทุกรูปแบบ (Anti-bribery and Corruption Policy) ควบคู่กับการสร้างค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กรที่ดี โดยสนับสนุนให้บุคลากรมีจิตสำนึกที่ดีและความซื่อตรงในการทำงาน และส่งต่อแนวคิดนี้ไปยังผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ทั้งลูกค้า พาร์ทเนอร์ และสังคม”

สำหรับกิจกรรมวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) ในปีนี้ ได้รับเกียรติจากนายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมตรี ในฐานะผู้แทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในงานฯ ประกาศเจตจำนงในการต่อต้านการทุจริต โดยชาว AIS ทั้งผู้บริหารและพนักงานทั่วประเทศ ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรวมพลังต่อต้านการคอร์รัปชัน ร่วมกับ สำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงาน ป.ป.ท องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรอย่างโปร่งใส แสดงจุดยืนและความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาการทุจริตและคอร์รัปชันทุกรูปแบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่การยกระดับคุณภาพสังคมและประเทศไทยอย่างยั่งยืนต่อไป
AIS ปูพรมโครงข่ายครอบคลุมภาคเหนือ เดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจ รับเทศกาลท่องเที่ยวหน้าหนาว
AIS โชว์ศักยภาพการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศ ย้ำเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายสื่อสารที่มีความครอบคลุมมากสุดในพื้นที่ภาคเหนือทั้ง 5G และ 4G สะท้อนความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงานที่ท้าทายของทีมวิศวกรในด้านภูมิศาสตร์ ข้อจำกัดด้านพลังงาน และภัยธรรมชาติ โดยใช้นวัตกรรมโครงข่ายและความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมโครงข่ายมาตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคในพื้นที่ภาคเหนือทุกกลุ่ม ทั้ง ผู้บริโภคทั่วไป คนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบการเดินทางพร้อมทำงานได้ทุกที่ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม หรือ Digital Nomad กลุ่มชาติพันธุ์ ชนเผ่าพื้นเมือง แรงงานต่างชาติ และภาคธุรกิจบริการ ท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหารในพื้นที่สูงหรือพื้นที่ห่างไกล ร่วมฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤตอุทกภัยครั้งใหญ่ เดินหน้าผสานพลังร่วมกับทุกภาคส่วนนำศักยภาพด้านโครงข่ายอัจฉริยะปูพรมทุกพื้นที่ยืนยันความพร้อมต้อนรับช่วงพีคการท่องเที่ยวของภาคเหนือในช่วงฤดูหนาว
นายกิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยี AIS กล่าวว่า “แม้ว่าในวันนี้ AIS จะมีโครงข่ายสัญญาณทั้ง 5G และ 4G ครอบคลุมแล้วกว่า 95% ของพื้นที่ประชากร แต่เรายังคงเดินหน้ายกระดับความแข็งแกร่งของโครงข่ายอย่างต่อเนื่อง ด้วยวิสัยทัศน์ที่เป็นตัวนำนวัตกรรมและโซลูชัน InnoVis Network มาพัฒนาคุณภาพการให้บริการและขยายเน็ตเวิร์คอยู่ตลอดเวลา พร้อมทั้งยังนำ AI และ Autonomous Network เข้าเสริมศักยภาพของโครงข่ายสื่อสารเพื่อก้าวสู่การเป็นองค์กรโทรคมนาคมเทคโนโลยีอัจฉริยะหรือ Cognitive Tech-Co โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือซึ่งมีความท้าทายอย่างมาก ทั้งในด้านทางภูมิศาสตร์ที่มีลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่สูง มีทิวเขา เทือกเขา ภูเขา รวมถึงยังมีข้อจำกัดด้านแหล่งพลังงาน และปัญหาภัยทางธรรมชาติ แต่ AIS ก็ยังคงเป็นผู้นำที่สามารถส่งมอบประสบการณ์การดิจิทัลที่ตอบโจทย์ทั้ง ลึก สูง กว้าง ไกล ที่สุดในพื้นที่ภาคเหนือ”

นายวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าหน่วยธุรกิจงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ AIS กล่าวเสริมว่า “สำหรับพื้นที่ภาคเหนือค่อนข้างมีความท้าทายอย่างมากในการวางแผนและออกแบบโครงข่ายให้ตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้า ด้วยพื้นที่สูง ทิวเขา หรือดอยต่างๆ ที่มีความสลับซับซ้อน ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ และแหล่งพลังงาน ทำให้ทีมวิศวกรต้องใช้ความมุ่งมั่นอย่างมากในการทำงาน ประกอบการใช้พลังงานธรรมชาติอย่างโซลาร์เซล กังหันลม และไฮโดรเจน และผสมผสานระบบการกระจายสัญญาณและไมโครเวฟ ด้วย Super Cell LINK ที่จะเป็นการขยายระยะการส่งสัญญาณเพื่อเชื่อมโยงจากจุดต่อจุด ทั้งจากพื้นที่ราบและพื้นที่หลังทิวเขามาสู่พื้นที่ร่องเขาด้านล่าง เพื่อยกระดับ Digital Inclusion ในพื้นที่ห่างไกลหรือในมุมอับสัญญาณที่อาจจะถูกบดบังจากภูเขาและพื้นที่สูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้นการบริหารจัดการคุณภาพโครงข่ายสัญญาณของภาคเหนือจึงเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของ AIS ที่พวกเราทุ่มเทสรรพกำลัง เพื่อให้คนไทยในพื้นที่ภาคเหนือทุกกลุ่มสามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่มีความแข็งแรง อันจะนำไปสู่การสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคเหนือได้ในทุกมิติ”
นายอาทยา หยู่เย็น หัวหน้างานปฏิบัติการภูมิภาค-ภาคเหนือ AIS กล่าวต่อไปอีกว่า “วันนี้ความพร้อมโครงข่ายสื่อสารของ AIS ภาคเหนือมีความพร้อมมากกว่าการเป็นระบบสื่อสาร ที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าทุกกลุ่ม ผู้บริโภคทั่วไป กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบการเดินทางและทำงานได้ทุกที่ทุกเวลาบนดิจิทัลแพลตฟอร์ม หรือ Digital Nomad กลุ่มชาติพันธ์ ชนเผ่าพื้นเมือง แรงงานต่างชาติ และภาคธุรกิจบริการ ท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหารในพื้นที่สูงหรือพื้นที่ห่างไกล ซึ่งมีความครอบคลุมแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ อาทิ อุทยานแห่งชาติศรีลานนา, อุทยานแห่งชาติแม่ปิง, ห้วยกุ๊บกั๊บ, ทุ่งเกี๊ยะ, บ้านป่าข้าวหลาม, และดอยม่อนล้าน เพื่อเติมเต็มประสบการณ์การท่องเที่ยวให้มีความสะดวกสบาย พร้อมส่งต่อคอนเทนต์ผ่านโลกออนไลน์ได้แบบไร้ขีดจำกัด

นอกจากนี้เรายังมุ่งสร้างการเข้าถึงดิจิทัลให้คนไทย ด้วยการเดินหน้าขยายโครงข่ายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้กับผู้คน และสนับสนุนการทำงานของทุกภาคส่วน อาทิ การขยายเครือข่ายสัญญาณและอินเทอร์เน็ตโรงเรียน ตชด. ในพื้นที่ห่างไกล, การนำ AI เข้ามาช่วยบริหารจัดการเครือข่ายในช่วงวิกฤติน้ำท่วมที่ผ่านมาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าเครือข่ายสื่อสารจะสามารถใช้งานได้ และส่งต่อความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที, สนับสนุนโครงข่ายดิจิทัลเพื่อระบบโทรมาตรอัตโนมัติ, การทำงานร่วมกับ GULF และ สวพส. ในโครงการ Green Energy Green Network For Thais พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและโครงข่ายดิจิทัลในพื้นที่ห่างไกล
AIS เชื่อว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่แข็งแกร่ง เป็นอีกเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและพัฒนาสังคมไทยในทุกมิติ และเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าศักยภาพของโครงข่ายอัจฉริยะ 5G ที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั้งลึกสุด สูงสุด กว้างสุด และไกลที่สุดในไทยและที่ 1 ตัวจริงในภาคเหนือ จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว นำไปสู่การสร้างรายได้ สร้างเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลท่องเที่ยวหน้าหนาวได้อย่างแน่นอน”
นายกฯ อิ๊งค์ แจงด่วน ยันไม่ขึ้น vat เป็น 15%
น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กภายหลังการประชุมกับคณะที่ปรึกษานโยบายของนายกฯ โดยมีเนื้อหาพูดถึงประเด็นการปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนี้
“จากข้อกังวลใจของพี่น้องประชาชน ต่อเรื่อง VAT15% วันนี้ ดิฉันได้พูดคุยหารือในประเด็นดังกล่าว กับท่านรองนายกรัฐมนตรีพิชัย ร่วมกับคณะที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี เพื่อความชัดเจน ดิฉันขอสรุปเพื่อชี้แจงต่อพี่น้องประชาชน ดังนี้ค่ะ
1. ไม่มีการปรับ VAT เป็น 15%
2. กระทรวงการคลัง กำลังศึกษาการปรับโครงสร้างภาษี ซึ่งต้องมองทั้งระบบให้ครบทุกมิติและเป็นธรรม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
3. การปรับโครงสร้างภาษีของประเทศอื่นๆ ใช้เวลาศึกษาและปรับตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป บางประเทศใช้เวลาปรับเปลี่ยนกว่า 10 ปี
4. นโยบายหลักของรัฐบาล คือการลดรายจ่ายของประชาชน ลดรายจ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพของภาครัฐ ควบคู่ไปกับการหาโอกาสจากการสร้างรายได้ใหม่ให้ประชาชน ทั้งหมดนี้ เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชนคนไทยค่ะ
ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจค่ะว่า การทำงานของรัฐบาล เราดำเนินการด้วยความรัดกุม รับฟังทุกภาคส่วน และยึดประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้ง เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยของเราทุกคนค่ะ
AIS กวาด 3 รางวัลเวที Thailand Corporate Excellence Awards 2024 ตอกย้ำเป็นเลิศด้านบริหารจัดการองค์กรในทุกมิติ พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืน
AIS การันตีความสำเร็จด้านการบริหารจัดการองค์กรที่มีประสิทธิภาพรอบด้าน พร้อมเดินหน้าธุรกิจสู่การเป็น Cognitive Tech-Co อย่างมั่นคงและยั่งยืน ด้วยการคว้า 3 รางวัล จากเวที Thailand Corporate Excellence Awards 2024 ที่แสดงถึงความพร้อมขององค์กรในทุกมิติ ทั้งด้านการบริหารจัดการเพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะ การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลภายในองค์กร รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อพร้อมรับความท้าทายของโลกในด้านต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน
นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล กลุ่มบริษัท AIS กล่าวว่า “นอกเหนือจากภารกิจเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้แข็งแกร่ง AIS ยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการในด้านต่างๆ เพื่อสร้างการเติบโตให้องค์กรอย่างยั่งยืน รางวัลทั้ง 3 สาขาที่เราได้รับในครั้งนี้นับเป็นอีกบทพิสูจน์ความเป็นเลิศด้านการบริหารจัดการองค์กรที่ครอบคลุมในทุกมิติ และนำมาซึ่งความภาคภูมิใจของพวกเราชาว AIS เป็นอย่างยิ่ง รางวัลเหล่านี้จะเป็นพลังสำคัญให้เราทำงานอย่างสุดความสามารถเพื่อนำพาองค์กรให้เติบโตในทุกมิติ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย เพื่อร่วมผลักดันภาคธุรกิจของประเทศไทยต่อไป”

สำหรับรางวัล Thailand Corporate Excellence Awards 2024 จัดโดยสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย หรือ TMA ร่วมกับสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อมอบให้แก่องค์กรที่มีการบริหารจัดการที่เป็นเลิศในด้านต่างๆ ผ่านการสำรวจความคิดเห็นและเสนอชื่อโดยผู้บริหารระดับสูงขององค์กรชั้นนำในประเทศไทย โดยในปีนี้ AIS ได้รับรางวัลระดับ Distinguished Awards จากเวที Thailand Corporate Excellence Awards 2024 ใน 3 สาขา ได้แก่
- สาขาความเป็นเลิศด้านผู้นำ (Leadership Excellence Award) แสดงถึงความมุ่งมั่นสู่เป้าหมายการเป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะ พร้อมสร้างโอกาสการเติบโตทางธุรกิจโดยให้ความสำคัญกับลูกค้าทุกกลุ่ม ควบคู่กับการสร้างการเติบโตร่วมกันกับทุกภาคส่วน ด้วยแนวคิดเศรษฐกิจแบบแบ่งปันเพื่อร่วมผลักดันเศรษฐกิจของประเทศ
- สาขาความเป็นเลิศด้านการจัดการทรัพยากรบุคคล (Human Resource Management Excellence Award) สะท้อนถึงศักยภาพด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล ตลอดจนวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นในการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ส่งเสริมการเติบโตและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานทุกคนอย่างต่อเนื่องผ่านนโยบายที่นำหลัก DEI (Diversity, Equity และ Inclusion) มาประยุกต์ใช้ในทุกภาคส่วนขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการด้านการพัฒนาทักษะ ความรู้ และทัศนคติ
- สาขาความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ (Innovation Excellence Award) ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการปลูกฝังวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรมและความเป็นนวัตกรให้แก่บุคลากรทุกระดับ ตลอดจนการลงทุนทรัพยากรและบุคลากรในการขับเคลื่อนนวัตกรรมภายในองค์กรอย่างเป็นระบบ เพื่อเตรียมพร้อมให้ AIS เดินหน้าสู่อนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน













