Home Blog Page 108

ซีพีเอฟ เตือน อย่าเชื่ออย่าแชร์ ภาพปลอม-ข้อความบิดเบือน กรณีปลาหมอคางดำ เตรียมดำเนินการตามกม.

0

ซีพีเอฟพบการใช้ข้อมูลประกอบการสื่อสารในเวทีสาธารณะและสื่อโซเชียลต่างๆ เป็นข้อมูลที่บิดเบือนข้อเท็จจริง ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดแก่สังคม และกระทบต่อชื่อเสียงขององค์กรให้ได้รับความเสียหาย เตรียมพิจารณาการดำเนินการขั้นต่อไป พร้อมเตือนประชาชนอย่าเชื่อ อย่าแชร์

นางกอบบุญ ศรีชัย ผู้บริหารสูงสุด สายงานกิจการองค์กร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาและในวันที่ 26 กรกฎาคม 2567 มีการใช้รูปภาพและข้อมูลประกอบการสื่อสารบนเวทีสาธารณะที่เป็นเท็จ และก่อให้เกิดความเสียหายต่อบริษัท โดยมีตัวอย่างภาพเท็จและข้อมูลเท็จบางส่วน ดังนี้

ภาพแรกเป็นภาพที่สร้างความเข้าใจผิดและก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมาก เป็นการกล่าวอ้างว่าเป็นสภาพบ่อดินของฟาร์มยี่สาร ซึ่งใช้เพาะเลี้ยงปลาหมอคางดำ ปี 2554 ถึง ปี 2557 และกล่าวอ้างว่า “เลี้ยงต่อเนื่องที่ฟาร์มยี่สารตั้งแต่ 2553 ถึง 2560” ซึ่งขอชี้แจงว่า เป็น “การใช้ภาพและข้อมูลเท็จ” เนื่องจากสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่ฟาร์มยี่สาร และ หลังจากการตัดสินใจไม่เริ่มดำเนินโครงการและยุติการวิจัยเมื่อต้นเดือนมกราคม 2554 และได้ทำลายลูกปลาทั้งหมดแล้ว บริษัทไม่มีกิจกรรมใดๆ เกี่ยวกับปลานี้อีกเลย ดังนั้น การกล่าวอ้างว่ามีการเลี้ยงต่อเนื่องถึงปี 2560 จึงเป็นข้อมูลเท็จเสมือนการโกหกที่สร้างความเข้าใจผิดเชิงลบในสังคมต่อองค์กร

ภาพที่สอง เป็นภาพที่กล่าวอ้างว่าเป็นการคัดเลือกไข่ปลาหมอคางดำ เพื่อนำไปขยายพันธุ์/ผสมพันธุ์แล้วนำไปอนุบาลในกระชังในฟาร์มยี่สาร ความเป็นจริงแล้วสถานที่นี้ไม่ใช่ฟาร์มยี่สาร และกิจกรรมดังปรากฎในภาพนี้ ไม่ใช่กระบวนการคัดเลือกไข่ปลาตามวิธีปฏิบัติของบริษัท

สำหรับภาพสุดท้ายเป็นภาพถ่ายทางอากาศของบริเวณฟาร์ม โดยมีการระบุผังของฟาร์ม ซึ่งมีข้อความอันเป็นเท็จ กล่าวคือ กรอบสีแดง ไม่ใช่บ่อเลี้ยงปลาตามที่กล่าวอ้าง ความเป็นจริงคือเป็นบ่อเลี้ยงกุ้ง ขณะที่กรอบสีเหลืองที่ระบุว่าเป็นบ่อผสมพันธุ์ปลาและบ่ออนุบาลปลาตามที่กล่าวอ้างนั้น ความจริงคือเป็นบ่อปรับปรุงพันธุ์ปลานิล ปลาทับทิม และปลาทะเล

นอกจากรูปภาพที่บิดเบือนบางส่วนที่นำมาแสดงในวันนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อความบิดเบือนอื่นๆ เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินการทางกฏหมายต่อไป โดยผู้ที่ให้รูปและข้อมูลที่เป็นเท็จบิดเบือนข้อเท็จจริง ควรต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ ร่วมกับผู้ที่ใช้ข้อมูลและรูปภาพดังกล่าวในการสื่อสารในเวทีสาธารณะต่างๆด้วย

อย่างไรก็ตาม บริษัทเห็นด้วยว่า ควรมีกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางสังคมเพิ่มเติมในเรื่องนี้ เนื่องจากมีหลายบริษัทที่ซีพีเอฟไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กลับมีกิจกรรมค้าขายปลาชนิดนี้ในช่วงที่ผ่านมา จึงขอให้สังคมให้ความเป็นธรรมและควรมีการสอบหาเหตุอื่นๆเพิ่มเติมด้วย เพื่อนำข้อเท็จจริงมาร่วมกันพิจารณาหาแนวทางร่วมมือแก้ไขปัญหา ตลอดจนหาแนวทางป้องกันการแพร่กระจายในระยะยาว

สำหรับโครงการความร่วมมือสนับสนุนการแก้ปัญหา 5 โครงการนั้น มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งร่วมมือสนับสนุนกรมประมงที่มีกิจกรรมการจับปลาและปล่อยลูกปลากะพง ซึ่งพบว่าในบางพื้นที่ มีปริมาณปลาลดลงอย่างมาก ล่าสุด ได้เข้าร่วมกิจกรรมจับปลาและมอบปลากะพงเพิ่มเติมกับประมงจังหวัดสมุทรสงคราม นอกจากนั้นยังได้รับการติดต่อแสดงความจำนงจากมหาวิทยาลัยชั้นนำอีก 2-3 แห่ง ในการร่วมมือการทำวิจัย ทั้งการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารและการวิจัยเพื่อหาแนวทางควบคุมประชากรปลาในระยะยาว

นางกอบบุญทิ้งท้ายอีกว่า บริษัทยินดีให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสอบหาข้อเท็จจริงบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงอย่างสุจริต ขณะเดียวกันต้องขอปกป้องชื่อเสียงองค์กรจากการใช้ข้อมูลและหรือรูปภาพกล่าวอ้างที่เป็นเท็จ ซึ่งเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงให้สังคมเข้าใจผิด ผู้ให้ข้อมูลและหรือรูปภาพเหล่านั้นรวมทั้งผู้ที่ใช้ข้อมูลและรูปภาพดังกล่าว ประกอบความคิดเห็นบนเวทีสาธารณะหรือสื่อต่างๆ ควรรับผิดชอบในการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่น โดยจะพิจารณาแนวทางการดำเนินการตามกฏหมายต่อไป./

“พระกริ่งปวเรศที่ตามหามาทั้งชีวิต”

0

ตามรอยเซียน โดย เจี๊ยบ บางกรวย

ในชีวิตเริ่มชอบสะสมพระตอนบวชที่วัดเบญจมบพิตร สึกมาช่วยแม่ขายผักขายปลา วนเวียนแถวกระดานหมากรุก  หน้าร้านส.บาร์เบอร์ตลาดพงษ์เพชรหลักสี่ เล่นหมากรุก กับส่องพระแบบไม่มีทิศทาง ไม่มีผู้รู้จริงว่ากันแบบบ้านๆ รู้จักพระอยากได้ตามคนอื่น ต้องมีสมเด็จวัดระฆัง นางพญา พระรอด ซุ้มกอ ผงสุพรรณ กริ่งปวเรศวัดบวรมีบัวหลังจำได้เท่านี้ต้องมีให้ได้ ฝันลืมตาแป๋ว

จนได้มาเจอพระอาจารย์ถึงเริ่มนับ1ได้เริ่มดูพระเป็นแต่ก็หลายปี ติดตามไปเข้าสนามพระสวนจตุจักร หลังอตก. พาไปเจอพี่เสือ และพ่อค้าพระอีกมากมาย “จนเริ่มพอเป็นหาซื้อพระ ส่งให้พระอาจารย์ได้“แต่ก็อดถามพระอาจารย์ไม่ได้ว่าพระอาจารย์ไม่เห็นเล่นพระกริ่งปวเรศเลย

พระอาจารย์มองหน้า แล้วพูดว่าฝันสูงนะเธอ ชาตินี้หาพระกริ่งสังฆราชแพ กริ่งเจ้าขุนศรีให้ได้ซักองค์ก่อนเถอะ

แล้ววันหนึ่งได้เจอเซียนใหญ่ผู้มากบารมี เพื่อนรุ่นพี่พระอาจารย์ เปิดร้านพระใหม่ เลยได้เจอกริ่งปวเรศ บอกพระอาจารย์นี่งัยกริ่งปวเรศ มีบัวหลังเจอแล้วเจอแล้ว แท้ไม่แท้ไม่รู้รู้แต่ว่ามีบัวหลังเป็นกริ่งปวเรศวัดบวรแน่ๆ พระอาจารย์หยิบดูแล้วชอบเลยได้ไปทำเนียมซื้อพระพวกกันเปิดร้านใหม่ หลังจากนั้นเทียวไปซื้อกันเรื่อย จนเซียนเจี๊ยบได้พระกริ่งปวเรศมา1องค์แต่งเก่า มีสนิมน้ำเกราะทั่วองค์พระ ใช้ติดตัวตลอด

มาวันหนึ่งได้ไปวัดบวร จากข่าวที่มีคนแอบอ้างว่าพระกริ่งปวเรศที่ตนมีคือกริ่งองค์ประจำของวัดบวร เจ้าคุณที่เป็นผู้ดูแลให้พระอาจารย์ไปดูองค์จริงยังอยู่ที่วัดบวร แก้ข่าวคนแอบอ้าง “นับเป็นบุญวาสนาของเซียนเจี๊ยบที่ได้จับองค์พระกริ่งปวเรศองค์เป็นๆ” เจ้าคุณให้ใส่ถุงมือ พระอาจารย์ดูก่อน ต่อไปเซียนเจี๊ยบยกพระกริ่งขึ้นเหนือหัวอธิฐานขอบารมีท่านตื่นเต้นมาก ส่องทั่วองค์จำได้บ้างไม่ได้บ้าง ที่สำคัญติดพระกริ่งไปด้วยให้ท่านเจ้าคุณดูท่านบอกเก่าดีนะ แล้วหยิบแม่พิมพ์ด้านหลังมาแล้วเอาพระกริ่งปวเรศองค์เซียนเจี๊ยบวาง ท่านเจ้าคูณบอกของโยมวางได้พอดี ส่วนองค์ขอพระอาจารย์ต้องขยับนิหน่อยถึงลง “ท่านเจ้าคุณบอกมีผู้ใหญ่หลายคนซื้อมาองค์ล่ะหลายล้าน มาของลองใส่แม่พิมพ์ ยังไม่ลงเลยนะโยม“

นับเป็นประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเซียนเจี๊ยบ ถึงวันนี้พระกริ่งปวเรศได้ย้ายรังจากเซียนเจี๊ยบไปอยู่ในมือของเสี่ยปาล์มผู้มากบารมีไปแล้ว

ด้วยความจำเป็นบางอย่างทั้งที่เสียดายมาก เสียงพระอาจารย์ดังขึ้นมา“มีความรู้วันหนึ่งจะได้พระ มีเงินไม่ใช่ว่าจะได้พระ” เพราะเราต้องอาศัยตาคนอื่น ใช้ตาดูพระที่อยู่ตรงหน้า อย่าใช้หูดู คือฟังเรื่องราวที่คนขายพระแต่งมาบอกเรานะจำไว้ แล้ววันหนึ่งจะได้พระแท้นะเธอ

วันนี้มาดูพระกริ่งปวเรศองค์ที่เซียนเจี๊ยบได้มาใหม่ ไม่ลงปล็อคนะองค์นี้ เพราะไม่มีโอกาศดีๆแบบนั้นแล้ว แต่ความจำได้ภาพสนิมน้ำ วิธีแต่ง บอกได้ว่าเก่า และผ่านการแช่น้ำทำน้ำมนต์มา ผิวพระแดงกลับดำ ก้นปิดแผ่นโลหะสีแดงส้ม ตามซอกมีสนิมเขียวฟ้าให้เห็น เป็นจุดสำคัญมีดีกว่าไม่มี บอกถึงธรรมชาติความเก่าของพระกริ่งอายุร้อยปีหลังตอกเม็ดงายาวเรียวมีคราบสนิมเกราะเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาที่ต้องจำไว้นะจ๊ะ

“จำไว้นะเธอมีความรู้ให้จริง ใช้ตาดูอย่าใช้หูดู จะได้พระแท้ ดีกว่ามีเงินใช้หูดูนะเธอ“

เจี๊ยบบางกรวยเดินตามรอยพระอาจารย์ 087 0030897

รู้เก็บรู้ออม : ฟรีแลนซ์กู้แบงก์ยังไงให้ผ่าน

0

แม้โลกสมัยใหม่ จะมีผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือฟรีแลนซ์เพิ่มจำนวนสูงมากขึ้น จากข้อมูลตัวเลขจำนวนผู้มีงานทำของปี 2566 ทั้งหมด 39 ล้านคน เป็นฟรีแลนซ์สูงถึง 20 ล้านคนเลยทีเดียว

แต่ในสายตาของสถาบันการเงินอย่างธนาคารแล้ว กลับมองว่า ฟรีแลนซ์เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยง ทั้งจากความไม่แน่นอนเรื่องรายได้, ขาดหลักฐานรับรองเรื่องรายได้ ไม่มีสลิปเงินเดือนหรือหนังสือรับรองการทำงาน

นอกจากนี้ ในรายที่ไม่มีบัตรเครดิตหรือไม่เคยกู้มาก่อน แบงก์ก็จะไม่มีประวัติชำระหนี้ให้ประเมิน และยังมีเรื่องของความเสี่ยงในสายอาชีพที่บางแบงก์มองว่า ชาวฟรีแลนซ์มีความเสี่ยงสูงกว่ามนุษย์กินเงินเดือนมีรายได้ประจำ

ทำให้การขอกู้แบงก์ของชาวฟรีแลนซ์ ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อรถ ต้องกลายเป็นเรื่องยากสุดหิน เมื่อเทียบกับคนทำงานประจำที่ดูจะเป็นที่รักใคร่ของธนาคารมากกว่า คิดแล้วมันน่าน้อยใจนัก

ชาวฟรีแลนซ์ทั้งหลายโปรดอย่านอยด์และน้อยใจไปเลย เพราะต้องยอมรับและเข้าใจว่า การจะเป็นคนที่ถูกเลือกถูกรัก มันก็ต้องอาศัยความอดทนตื๊อจนกว่าจะพิชิตใจได้สำเร็จ เช่นเดียวกับการกู้แบงก์ เมื่อเรารู้จุดอ่อนคือ การมีรายได้ที่ไม่แน่นอน และขาดความเข้าใจด้านการบริหารเงิน เราก็ต้องพยายามสร้าง “เครดิตทางการเงิน” ของตัวเองให้แข็งแกร่ง เพื่อจะได้เข้าไปนั่งอยู่ในใจของธนาคารให้ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องใช้ความใส่ใจ ความสม่ำเสมอ และการวางแผนอย่างรอบคอบ

เว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะมาบอก เคล็ดลับสร้างเครดิตทางการเงินแบบเหนือชั้นของชาวฟรีแลนซ์ 5 ข้อ ให้ไปลงมือทำ เพื่อวางรากฐานความมั่นคงให้ตัวเองกัน ประกอบไปด้วย

1.บริหารรายได้รายจ่ายให้มีเงินเหลือออม จัดสรรรายได้ส่วนหนึ่งเป็นเงินออมอย่างสม่ำเสมอ เช่น ออมก่อนใช้ หักเงินออมทันทีที่ได้รับเงินค่าจ้าง

2.สร้างรายการเดินบัญชีในธนาคารอย่างสม่ำเสมอ การมีเงินหมุนเวียนในบัญชีอย่างต่อเนื่องแสดงถึงความสามารถในการสร้างรายได้ ใช้บัญชีธนาคารหลักในการรับเงินค่าจ้างจากลูกค้าทุกราย และจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้ผ่านบัญชีเดียวกัน

3.เก็บรักษาเอกสารแสดงที่มาของรายได้ เช่นสัญญาจ้าง ใบแจ้งหนี้ หลักฐานการโอนเงิน หรือรายงานภาษีเงินได้ เพื่อเป็นหลักฐานแสดงที่มาของรายได้ เผื่อสถาบันการเงินขอดูเพื่อประกอบการพิจารณาให้สินเชื่อ

4.รักษาประวัติการชำระหนี้ให้ดีด้วยการจ่ายหนี้ตรงเวลา จ่ายหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล หรือค่าผ่อนสินค้า ตรงเวลาทุกงวด เพื่อสร้างประวัติการชำระหนี้ที่ดี

และ 5.กู้เงินเท่าที่จำเป็น ไม่มีภาระหนี้เกินตัว การมีหนี้สินในระดับที่เหมาะสมและสามารถจัดการได้ แสดงถึงความรับผิดชอบทางการเงิน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สถาบันการเงินใช้ในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ

กำจัดจุดอ่อนได้แล้ว อยากเพิ่มจุดแข็งให้ตัวเองก็สามารถเข้าร่วมโครงการ “Happy Money, Happy Jobbers ชีวิตอิสระ งานโปรเงินปัง” เริ่มต้นเรียนรู้ผ่าน SET e-Learning 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรวางแผนการเงิน สไตล์ Multi-Jobbers & Freelancers และหลักสูตรวางแผนภาษีสไตล์ Multi-Jobbers & Freelancers เรียนฟรี ได้ที่ http://www.set.or.th/happymoney-happyjobbers

กำจัดจุดอ่อนได้แล้ว อยากเพิ่มจุดแข็งให้ตัวเองก็สามารถเข้าร่วมโครงการ “Happy Money, Happy Jobbers ชีวิตอิสระ งานโปรเงินปัง” เริ่มต้นเรียนรู้ผ่าน SET e-Learning 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรวางแผนการเงิน สไตล์ Multi-Jobbers & Freelancers และหลักสูตรวางแผนภาษีสไตล์ Multi-Jobbers & Freelancers เรียนฟรี ได้ที่ http://www.set.or.th/happymoney-happyjobbers

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง"  หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ระวังข่าวปล่อย…ลวงบ่อกุ้งเป็นบ่อปลา…สร้างกระแสแชร์ข้อมูลเท็จ

0

สถานการณ์การระบาดของปลาหมอคางดำ มาตรการต่างๆที่หลายฝ่ายกำลังร่วมมือเร่งแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน หรือแม้แต่ประชาชนทั่วไปที่เชิญชวนกันสรรหาเมนูอร่อยเพื่อร่วมด้วยช่วยกันบริโภคลดปริมาณ ทำให้กระแสของปลาชนิดนี้ยังคงอยู่ในความสนใจของผู้คน

ท่ามกลางความสนใจข่าวสารนี้ มีประเด็นการตามล่าหาคนผิด ซึ่งนักกฎหมายผู้เชี่ยวชาญด้านสื่ออิเลคทรอนิคส์ ฝากเตือนประชาชนอย่าแชร์ข้อมูลที่ยังยืนยันไม่ได้ว่าเท็จหรือจริง อาจติดร่างแหเป็นคดีความโดยไม่รู้ตัวได้ เนื่องจากมีผู้โพสต์บางรายที่โพสต์เรื่องราวต่อเนื่อง โดยตั้งธงให้เอกชนผู้นำเข้าปลาหมอคางดำอย่างถูกต้องนั้น ต้องตกเป็นจำเลยของสังคมให้ได้ ไม่ว่าข้อมูลที่สร้างขึ้นเองหรือแชร์มาจะเป็นจริงหรือเท็จ ซึ่งไม่เป็นผลดีกับทั้งผู้โพสต์และแฟนเพจผู้ติดตาม

ยกตัวอย่างภาพที่อ้างว่าเป็นฟาร์มยี่สารนั้น ได้รับการยืนยันแล้วไม่ใช่ฟาร์มยี่สารจริง เนื่องจากในบริเวณใกล้เคียงฟาร์มยี่สารไม่มีอาคารสูงอยู่ในรัศมีถ่ายภาพได้ แต่ภาพฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำที่ผู้โพสต์ใช้กลับปรากฏอาคารสูง (ในกรอบสีแดง) อย่างชัดเจน ถ้าเริ่มต้นเปิดฉากฟาร์มด้วยภาพปลอมจะมั่นใจได้อย่างไรว่าข้อมูลอื่นๆนั้นเป็นจริงและน่าเชื่อถือ

ถัดมาอีกตัวอย่างหนึ่ง เมื่อ 21 กรกฎาคม 2567 มีการแชร์โพสต์จาก ผู้ใช้เฟซบุ๊ครายหนึ่ง เป็นภาพแผนผังของฟาร์มที่ระบุว่า “เปิดกระบวนการเลี้ยงปลา ฟาร์มยี่สาร สมุทรสงคราม” ซึ่งถ้าดูจากแผนผังภาพประกอบจะเห็นว่า ได้สร้างความเข้าใจผิดให้ผู้อ่านไปแล้ว ว่าฝั่งซ้ายมือของภาพเป็นบ่อเลี้ยงปลา ทั้งที่จริงๆแล้ว บ่อฝั่งซ้ายทั้งหมดเป็นบ่อเลี้ยงกุ้ง แน่นอนว่าได้ชวนให้ผู้คนเข้าใจผิดไปตามเจตนารมณ์ทันทีว่าที่นี่คือบ่อเลี้ยงปลาขนาดใหญ่ ขณะที่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งและปลามานานกว่า 30 ปี กล่าวว่า ภาพในบ่อนั้นฟ้องอย่างชัดเจน เพราะเครื่องตีน้ำกินไฟไม่น้อย หากเลี้ยงปลากิโลกรัมละไม่กี่สิบบาท ไม่คุ้มค่าไฟแน่นอน ภาพบ่อที่มีเครื่องตีน้ำมากมายจึงเป็น “บ่อกุ้ง” เท่านั้น … แม้ต่อมาจะมีการแก้ไขภาพ แต่ก็ทำให้สงสัยในข้อมูลต่างๆ ที่นำเสนออยู่ดี เป็นจุดเตือนที่สองที่ผู้ติดตามข่าวสารต้องพึงระมัดระวัง

การเลือกแชร์ข่าวจากแหล่งใดก็ตาม ควรพิจารณาให้รอบคอบและตระหนักถึงความถูกต้องเป็นหลัก เฟซบุ๊คของบุคคลรายดังกล่าว พบว่ามีการละเมิดลิขสิทธิ์ภาพถ่ายปลาหมอคางดำในตู้เลี้ยงปลาของต่างประเทศ แล้วนำมาให้ข้อมูลเท็จแก่สังคมว่าเป็น “ภาพจริงของปลาหมอคางดำ ล็อตนำเข้า” กระทั่งมีผู้คอมเม้นท์ว่า เสริชเจอภาพนี้ในเว็บจีนและเว็บต่างประเทศ จึงยอมเปลี่ยนคำชวนเชื่อเสียใหม่ว่าเป็นภาพเปรียบเทียบ

ทั้งนี้ ยังไม่ได้กล่าวถึงการใช้โดรนละเมิดพื้นที่ส่วนบุคคล ซึ่งเชื่อว่าไม่น่าได้รับอนุญาตจากเจ้าของสถานที่ หรือแม้แต่ภาพการเพาะเลี้ยงปลาที่เป็นวิถีปกติของการเตรียมเลี้ยงหรืออนุบาลปลานิล ปลาทับทิม ก็ยังถูกนำมาอ้างว่าเป็นการเพาะเลี้ยงปลาหมอคางดำ โดยไม่มีภาพปลาหมอคางดำสักตัว ที่สำคัญ หากมีการเลี้ยงต่อมาหลายปีย่อม ต้องมีการนำออกมาขาย แต่กลับไม่เคยพบการซื้อขายปลาหมอคางดำเลยตลอดเวลาผ่านมา จะมีก็แต่ขายแต่ปลานิล ปลาทับทิม เท่านั้น

นักกฎหมายหลายคนจึงตั้งคำถามถึงข้อมูลต่างๆที่มีความพยายามสื่อสารออกมาว่ามีเครดิตน่าเชื่อถือเพียงใด แม้การใส่ข้อมูลเพื่อชวนให้ผู้คนเห็นด้วยและคล้อยตาม แต่หากทำบนอคติที่พยายามยัดเยียดข้อหาให้ผู้อื่น และตัดสินเอาเองว่าสิ่งที่ตนมีตนได้รับมานั้นถูกต้อง ก็อาจเป็นจุดอ่อนที่เอกชนผู้ได้รับผลกระทบสามารถนำไปดำเนินการในขั้นตอนต่อไปได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หมายรวมถึงผู้ติดตามที่ทำการแชร์ข้อมูลเท็จด้วย ทางที่ดีขอให้ติดตามอย่างมีสติ ไม่คล้อยตามโดยมองข้ามข้อเท็จจริงหลาย​ๆข้อ หรืออย่างน้อยก็ควรรอให้เรื่องราวทุกอย่างถึงที่สุดก่อน.

AIS ผนึก Singtel และ Maxis  เปิดบริการ Open API ครั้งแรกของโลก รับมือภัยไซเบอร์

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า AIS ลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วมกับ Singtel และ Maxis บริษัทโทรคมนาคมชั้นนำของอาเซียน โดยเป็นความร่วมมือด้าน API ของบริษัทโทรคมนาคมในระดับนานาชาติครั้งแรกของโลก เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์ เสริมความแข็งแกร่งในการยืนยันตัวตนและป้องกันการฉ้อโกง ขยายขอบเขตการให้บริการบน AIS Open API เพิ่มความปลอดภัยให้แอพพลิเคชั่น ในการตรวจสอบและยืนยันผู้ใช้งานด้วย API ครอบคลุมไปสู่ระดับภูมิภาค

AIS Open API เป็นแพลตฟอร์มชุดบริการการเชื่อมต่อ (Application Programming Interface – APIs) ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก GSMA เปิดให้บริการสำหรับนักพัฒนาแอพพลิเคชั่นจากองค์กรธุรกิจต่างๆ เพื่อเข้าถึงศักยภาพของเครือข่ายโทรคมนาคมในการสร้างสรรค์บริการที่มีนวัตกรรมและเสริมความปลอดภัยให้กับผู้ใช้บริการ โดยบริการที่เปิดให้ใช้งานแล้วในปัจจุบัน คือ การยืนยันตัวตนผู้ใช้บริการดิจิทัลที่ลงทะเบียนกับผู้ให้บริการกับข้อมูลการลงทะเบียนกับบริษัทโทรคมนาคม และการตรวจสอบว่าผู้ที่กำลังทำธุรกรรมผ่านดิจิทัลแอพพลิเคชั่นนั้น ดำเนินการจากอุปกรณ์ที่เพิ่งมีการเปลี่ยนซิมการ์ดหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อเป็นการตรวจสอบและป้องกันการทุจริต และหลอกลวงประชาชนจากการทำธุรกรรมออนไลน์ที่พบมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มภูมิภาคอาเซียน ที่มีรายงานการโจมตีทางไซเบอร์ผ่านแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือ สูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่ดำเนินการโดยบอทอัตโนมัติที่มุ่งเป้าไปที่การทำธุรกรรมการชำระเงินในอีคอมเมิร์ซ

AIS Open API สามารถประยุกต์ใช้ได้ในหลายอุตสาหกรรม อาทิ ธุรกิจธนาคารและบริการทางการเงิน อีคอมเมิร์ซ เกมออนไลน์ ให้สามารถเพิ่มการยืนยันตัวตน (Multi-factor Authentication) ให้การทำธุรกรรมบนแอพพลิเคชั่นปลอดภัยมากยิ่งขึ้นผ่าน Number Verification API หรือการป้องกันการฉ้อโกงจากการทำธุรกรรมที่ต้องสงสัยผ่านการตรวจสอบเงื่อนไขเมื่อมีการเปลี่ยนซิมได้ทันที ผ่าน SIM Swap API ซึ่งจะช่วยป้องกันความเสี่ยงในการยึดบัญชี อีกทั้งผู้ให้บริการยังสามารถปรับเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในการตรวจสอบและป้องกันการทำธุรกรรมที่เป็นภัยทางไซเบอร์กับผู้ใช้งาน ลดผลกระทบต่อการใช้งานดิจิทัลของประชาชนได้  

นายภูผา เอกะวิภาต รักษาการหัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า  ความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการสานต่อพันธกิจของเราในการปกป้องความปลอดภัยลูกค้าและผู้ใช้บริการดิจิทัล โดยการผสานความเชี่ยวชาญและทรัพยากรด้านโทรคมนาคมของเรากับ Singtel และ Maxis ด้วยการสร้างแพลตฟอร์มที่ทรงพลัง “AIS Open API” ที่จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยสำหรับธุรกิจและผู้บริโภคในประเทศไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ การผนึกกำลังในการยืนยันหมายเลขโทรศัพท์ด้วย API นับเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับภาคธุรกิจและผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลในการยืนยันตัวตนผู้ใช้งานดิจิทัลทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค ผ่านการตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์แบบเรียลไทม์ โดยการใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของบริษัทโทรคมนาคมเหล่านี้ร่วมกัน ทั้งนี้ AIS Open API จะสามารถนำเสนอวิธีการแก้ปัญหาที่ครอบคลุมและปลอดภัยเพื่อป้องกันรูปแบบการฉ้อโกงที่หลากหลาย รวมถึงการเข้ายึดบัญชีและการโจมตีแบบฟิชชิง โดยการยืนยันหมายเลขของ AIS Open API  จะทำให้ธุรกิจสามารถลดความเสี่ยงของการฉ้อโกงเพิ่มความน่าเชื่อถือของลูกค้าได้เป็นอย่างมาก”

นายอึง เทียน ช็อง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สิงค์เทล สิงคโปร์  กล่าวว่า “การเติบโตของอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคนี้อาจมีช่องว่างให้เกิดการฉ้อโกงทางดิจิทัลที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมีนัยยะสำคัญต่อผู้บริโภคและธุรกิจ เรารู้สึกยินดีที่ได้ร่วมมือกับ AIS และ Maxis เพื่อรับมือกับกรณีนี้  เพื่อช่วยปกป้องลูกค้า ด้วยความร่วมมือนี้จะสามารถก่อให้เกิดประโยชน์จากข้อมูลของบริษัทโทรคมนาคม เราจะสามารถยืนยันตัวตน ปกป้อง และลดความสูญเสียทางการเงินได้อย่างไร้รอยต่อ เพื่อให้ลูกค้าทั้งในสิงคโปร์ ไทย และมาเลเซียได้รับประสบการณ์ด้านดิจิทัลที่ปลอดภัย เราจะยังคงเป็นผู้นำในการต่อสู้กับการฉ้อโกงทางดิจิทัล และเราขอเชิญชวนให้ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือรายอื่นๆ เข้าร่วมเพื่อสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่งขึ้นสำหรับทุกคน”

นายโก เซียว เอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แม็กซิส มาเลเซีย กล่าวว่า “ในฐานะผู้ให้บริการโทรคมนาคมครบวงจรชั้นนำของมาเลเซีย เราพร้อมส่งมอบการเชื่อมต่อที่รวดเร็ว เชื่อถือได้ และปลอดภัยเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ความร่วมมือนี้จะช่วยปกป้องลูกค้าจากภัยคุกคามทางออนไลน์เพื่อให้ลูกค้าสามารถก้าวข้ามสู่เปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลได้อย่างมั่นใจ”

นายจูเลี่ยน กอร์แมน หัวหน้าฝ่ายเอเชียแปซิฟิก สมาคมจีเอสเอ็ม (GSM Association: GSMA)กล่าวว่า “ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ให้บริการโทรคมนาคมชั้นนำที่ก้าวล้ำด้านนวัตกรรมทั้งสามรายในเอเชียได้ร่วมมือกันผ่านโครงการ GSMA Open Gateway เพื่อจัดการกับการฉ้อโกงทางออนไลน์และช่วยเพิ่มความไว้วางใจของผู้บริโภคในบริการดิจิทัลใหม่ ๆ ทั่วทั้งประเทศไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ เนื่องด้วยการโจมตีจากการฉ้อโกงทางไซเบอร์สามารถส่งผลกระทบอย่างมากต่อผู้เสียหาย ทั้งด้านการเงินและสภาพจิตใจ ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียความเชื่อมั่นในแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบัน อาชญากรไซเบอร์มักเลือกปฏิบัติการข้ามพรมแดนของประเทศ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ให้บริการโทรคมนาคมและผู้พัฒนาบริการดิจิทัล จะต้องผนึกกำลังกันเพื่อร่วมหามาตรการในการป้องกันการฉ้อโกง ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก”

การลงนามความร่วมมือนี้ ถูกจัดขึ้นในงาน Digital Nation Summit ณ ประเทศสิงคโปร์ วันที่ 25 กรกฏาคม 2567 ที่ผ่านมา  ระหว่าง เอไอเอส, สิงค์เทล สิงคโปร์ และ แม็กซิส มาเลเซีย  เพื่อเปิดโอกาสให้นักพัฒนา สามารถเข้าถึงการให้บริการแก่ผู้ใช้งานมากกว่า 61.6 ล้านราย ครอบคลุมพื้นที่ประเทศไทย (เอไอเอส 45 ล้านราย) มาเลเซีย (แม็กซิส 12 ล้านราย) และสิงคโปร์ (สิงค์เทล 4.6 ล้านราย) ซึ่งจะต่อยอดการพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่ปลอดภัย ป้องกันภัยคุกคาม หรือการหลอกลวงด้านไซเบอร์ได้ในระดับภูมิภาค

สำหรับองค์กรธุรกิจที่สนใจบริการยืนยันตัวตนยุคใหม่ผ่าน AIS Open API สามารถติดต่อทีมงาน AIS Business ได้ทันที หรือสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://ais.th/business/enterprise/technology-and-solution/communication/ais-open-api

อาจารย์ม.ดังโชว์ไอเดียเมนูอร่อย มีประโยชน์ ชวน “กิน” กู้วิกฤตปลาหมอคางดำ สร้างโอกาสทำรายได้ให้ชุมชน

0

สิ่งที่คนไทยมีความถนัดและถือเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น คือ การรังสรรค์อาหารจานอร่อยหลากหลายเมนู เพื่อสู้กับการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ ในโลกออนไลน์โชว์ไอเดียจับวัตถุดิบธรรมดาแปรรูปเป็นของอร่อย ชวนกิน มีคุณค่าทางโภชนาการ ขายได้ เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส “กิน” ปราบปลาหมอคางดำ

อาจารย์จากสองมหาวิทยาลัยชื่อดัง ผศ.ดร.ภูธฤทธิ์ วิทยาพัฒนานุรักษ์ รักษาศิริ อาจารย์ประจำคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี และผศ.ดร.นันทิภา พันธุ์สวัสดิ์ ภาควิชาผลิตภัณฑ์ประมง คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำเสนออาหารจากปลาหมอคางดำที่ทำได้ตั้งแต่ของทานเล่น จนถึงอาหารจานหรู องค์ความรู้ และภูมิปัญญาชาวบ้านนำปลาหมอคางดำมาใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่าสูงสุด สร้างรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกร และคนในพื้นที่

ผศ.ดร.ภูธฤทธิ์ วิทยาพัฒนานุรักษ์ รักษาศิริ อาจารย์ประจำคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี ออกมาให้ความรู้ว่า ปลาหมอคางดำมีคุณค่าทางโภชนาการไม่น้อยกว่าปลาชนิดอื่น มีโปรตีนและไขมันเทียบเท่ากับปลานิล รสชาติก็เหมือนปลาทั่วไป ไม่อันตราย เมนูปลาหมอคางดำทำได้มากมาย มหาวิทยาลัยร่วมกับชุมชนพัฒนาเมนูอาหารร่วม 20 รายการ ตั้งแต่ ลูกชิ้น กรรเชียง ปลาร้าเป็นตัว ปลาร้าผง น้ำซุป น้ำสต๊อก น้ำบูดู น้ำหมักปรุงรส ปลาแดดเดียว ปลาสามรส ปลาสวรรค์ เป็นต้น ช่วยให้ชาวบ้านจำหน่ายเป็นของฝากจากชุมชนได้

ผศ.ดร.นันทิภา พันธุ์สวัสดิ์ ภาควิชาผลิตภัณฑ์ประมง คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำโครงการ รังสรรค์เมนูปลาหมอคางดำ ช่วย “กู้แหล่งน้ำ” นำปลาหมอคางดำมาทำเมนูอาหารง่ายๆ คนไทยชื่นชอบอย่าง “ขนมจีนน้ำยาปลาหมอคางดำ” อร่อยจนบอกไม่ได้ว่ามาจากปลาหมอคางดำ เป็นเมนูได้รับการตอบรับจากบุคลากร นิสิต และบุคคลทั่วไปเป็นอย่างดี และเสียงสะท้อนส่วนใหญ่บอกว่าก็ไม่ต่างจากน้ำยาปลาปกติ นอกจากนี้ คณาจารย์ในภาควิชายังคิดค้นเมนูอาหารอีกหลายเมนู ตั้งแต่อาหารไทยพื้นบ้าน ปลาร้าทรงเครื่อง ผงโรยข้าว น้ำพริกปลากรอบ อาหารชาววัง อย่างข้าวแช่ ไปจนเมนูญี่ปุ่น ข้าวปลาเทริยากิ ปลาหมอคางดำก็ทำได้

เมนูอร่อยจากปลาหมอคางดำ ดูจะเหมาะเป็นอย่างยิ่งกับไลฟ์สไตล์คนไทยที่ไม่ว่าจะทำกิจกรรมอะไร ต้องได้กินอาหารอร่อย เป็นความสุขอีกแบบหนึ่ง แถมยังสามารถต่อยอดทำเป็นสินค้าสร้างรายได้ให้กับชุมชน และการกินเป็นการใช้ประโยชน์ปลาหมอคางดำที่ยั่งยืน ช่วยลดปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะทุกคนสามารถร่วมมือช่วยกันปรุง ช่วยกันกิน เช่นเดียวกับกรณีหอยเชอรี่ที่เคยระบาดอย่างหนักเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา รวมถึงการรุกรานของตั๊กแตนปาทังก้าที่เคยสร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรอย่างหนัก ที่วันนี้ หอยเชอรี่ และตั๊กแตนปาทังก้ากลายเป็นหนึ่งในเมนู Soft Power ของไทย ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต้องมาลิ้มลอง

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้คิกออฟ โครงการรังสรรค์เมนูเด็ดจากปลาที่รับซื้อจากเกษตรกรในพื้นที่บางขุนเทียน ได้แก่ ปลาหมอคางดำราดซอสเปรี้ยวหวาน ปลาหมอคางดำทอดเกลือ ห่อหมกปลาหมอคางดำ ฉู่ฉี่ปลาหมอคางดำ แกงส้มปลาหมอคางดำ พร้อมทั้งยังได้ชักชวน 2 เชฟมือทอง อย่าง เชพชุมพล- ชุมพล แจ้งไพร และเชฟชีส เมธัส ปาทาน ที่มาช่วยรังสรรค์เมนู Fine Dining อย่าง ปลาหมอคางดำราดพริกสมุนไพร และปลาหมอคางดำราดซอสมะขามอีกด้วย

ประชาชนแจ้งเบาะแสกรมประมง จับไม่หยุด“ล่าปลาหมอคางดำ” เดินหน้าฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมงและจังหวัดสมุทรสงคราม จัดกิจกรรม “ลงแขก-ลงคลอง” ครั้งที่ 5/2567 จับปลาไม่หยุด ขับเคลื่อนนโยบายการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและคืนความหลากหลายทางชีวภาพสู่ธรรมชาติและชุมชน

นายบัณฑิต กุลละวณิชย์ ประมงจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวว่า สำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสงครามขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อย่างเข้มแข็งและต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม ตลอดจนมีการกำหนดมาตรการแก้ไขอย่างเป็นระบบ ทั้งการควบคุมและกำจัดปริมาณปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำทุกแห่งที่พบการแพร่ระบาด และเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา ท่านอธิบดีกรมประมง นายบัญชา สุขแก้ว ได้อนุญาตให้สำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสงคราม ทำการประมงเพื่อประโยชน์ทางวิชาการในการกำจัดปลาหมอคางดำ โดยใช้เครื่องมืออวนทับตลิ่ง ขนาดตาอวน 0.6 มิลลิเมตรขึ้นไป มีความยาวของอวนไม่น้อยกว่า 40 เมตร มีความกว้างของอวนไม่น้อยกว่า 5 เมตร และการใช้สารเบื่อเมาประเภทกากชา (ซาโปนิน) ทำการประมงปลาหมอคางดำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติและบรรลุตามเป้าหมายในการลดปริมาณปลาชนิดนี้อย่างมีนัยสำคัญ

บัณฑิต กุลละวณิชย์ ประมงจังหวัดสมุทรสงคราม

สำหรับกิจกรรม “ลงแขก-ลงคลอง” ครั้งนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 หลังจากที่ได้มีการ Kick Off อย่างเป็นทางการไป เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2567 สถานที่ในการจัดกิจกรรมวันนี้ ณ บริเวณคลองย่อยคลองบางบ่อ (ข้างร้านเจ๊แก่น) หมู่ที่ 1 ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ประชาชนแจ้งเบาะแสพบการ แพร่ระบาดของปลาหมอคางดำหนาแน่น จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ช่วยกันแจ้งเบาะแสการพบปลาหมอคางดำให้กับกรมประมง เพื่อจัดทีมไล่ล่าปลาหมอคางดำในครั้งถัดไป

นายบัณฑิต กล่าวว่า จากกิจกรรมลงแขก-ลงคลอง ครั้งที่ผ่านๆ มา พบว่ามีสัดส่วนชนิดสัตว์น้ำตามธรรมชาติชนิดอื่นๆ ติดขึ้นมากับการจับปลาเพิ่มมากขึ้น นับเป็นเรื่องที่ดีด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และยังกล่าวต่ออีกว่า นอกจากการลงแขก-ลงคลอง จับปลาหมอคางดำแล้ว ยังมีกิจกรรมมอบพันธุ์ปลากะพงขาว ตาม MOU ที่ทำร่วมกับกลุ่มเกษตรกรเครือข่ายที่มีความตระหนักถึงผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ และร่วมลงมือดำเนินการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ โดยนำร่องมอบพันธุ์ปลากะพงขาวให้กับกลุ่มกองทุนกากชา 3 กลุ่ม จำนวน 4,000 ตัว สำหรับเพาะเลี้ยงเพื่อกำจัดปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำของสมาชิกภายในกลุ่ม เป็นการลดต้นทุนค่าอาหาร เมื่อปลามีขนาดโตขึ้นและสามารถไล่ล่าได้ดีทำการส่งมอบปลาคืน 10% ให้กับสำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อนำมาปล่อยสู่แหล่งน้ำธรรมชาติต่อไป ซึ่งปลากะพงขาวที่ใช้ในกิจกรรมครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)

ในส่วนของจังหวัดสมุทรสงคราม คณะกรรมการประมงประจำจังหวัดให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำที่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องเกษตรกร มีมติเสนอให้นำเรียนท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม มีข้อสั่งการให้แต่ละท้องถิ่นร่วมมือกันจัดกิจกรรมลงแขก-ลงคลอง เพื่อรวมพลังกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติของจังหวัด ทั้งนี้สำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสงคราม จะออกหนังสือประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือจากชาวบ้านและชุมชนงดเว้นการจับปลาผู้ล่าในบริเวณแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีการจัดกิจกรรมปล่อยปลาผู้ล่า เป็นระยะเวลา 90 วัน หลังจากที่มีการปล่อยปลาผู้ล่าลงสู่แหล่งน้ำ

สำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสงคราม พร้อมที่จะแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำอย่างจริงจังและต่อเนื่องกับทุกภาคส่วนในการร่วมมือแก้ไขปัญหาไปด้วยกัน เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและคืนความหลากหลายทางชีวภาพสู่ธรรมชาติและชุมชน

ชื่อพันธุ์ปลา … ความจริงที่ต้องตรวจสอบ 11 บริษัทผู้ส่งออกปลาหมอคางดำ

0
บทความโดย วิภาวี บุตรสาร นักวิชาการด้านสัตว์น้ำ

เมื่อคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาศึกษาสาเหตุและแนวทาง แก้ไขปัญหา รวมถึงผลกระทบจากการนำเข้าปลาหมอคางดำเพื่อการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ ได้รับข้อมูลใหม่ว่า การส่งออกปลาหมอคางดำ บริษัทผู้ส่งออกทั้ง 11 บริษัท ประกอบด้วย หจก.ฉาง ซิน เอ็นเตอร์ไพร์, หจก. ซีฟู้ดส์ อิมปอร์ต-เอ็กซ์ปอร์ต, บจก.นิว วาไรตี้, บจก. พี.แอนด์.พี อควาเรี่ยม เวิลด์ เทรดดิ้ง, บจก.ไทย เฉียน หวู่, บจก. แอดวานซ์ อควาติก, บจก.เอเชีย อะควาติคส์, บจก.หมีขาว, หจก. วี. อควาเรียม, บจก.สยามออร์นา เมนทอล ฟิช, และ หจก.สมิตรา อแควเรี่ยม นั้นเกิดจากบริษัทชิปปิ้งทำเอกสารส่งออก เกิดความผิดพลาดในขั้นตอนการกรอกชื่อวิทยาศาสตร์ ชื่อสามัญ และชื่อไทยผิด จึงเข้าใจว่า เป็นปลาหมอคางดำ ทั้งที่จริงแล้วเป็นปลาชนิดอื่น

กลายเป็นคำถามตัวโตๆว่า แล้วภาครัฐปล่อยให้ใช้ชื่อที่กรอกผิดมาตลอดการส่งออกตั้งแต่ปี 2556-2559 ทุกบริษัท และทุกรอบการส่งออก โดยไม่มีใครทักท้วง หรือตรวจสอบ ทั้งในส่วนของบริษัทส่งออก ผู้ชื้อ และหน่วยงานควบคุมกำจัด ทั้งๆที่ปลาหมอคางดำ เป็นปลาต่างถิ่น ที่ไม่อนุญาตให้นำเข้า แต่ปล่อยให้มีการส่งออกได้อย่างไร และหากปลาหมอคางดำไม่ได้กลายเป็นปัญหาในวันนี้ ความผิดพลาดนี้ก็คงยังไม่ถูกค้นพบ

จากบทสัมภาษณ์ของ น.พ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ ที่ได้รับข้อมูลใหม่ว่า ผู้ส่งออกปลาสวยงามทั้ง 11 บริษัท ใส่ข้อมูลชื่อปลาในระบบผิดพลาด เพราะจ้างชิปปิ้งทำเอกสารส่งออกแล้วลงระบบผิด โดย ระบุชื่อไทย ว่า ปลาหมอเทศข้างลาย ชื่อวิทยาศาสตร์ Sarotherodon melanotheron ชื่อสามัญ Blackchin tilapia แต่ในระบบทางราชการ ชื่อวิทยาศาสตร์และชื่อสามัญข้างต้น เป็นของ ปลาหมอคางดำ แล้วสรุปว่า ใส่ชื่อไทยผิด แต่ปล่อยให้ผิดติดต่อกันมาตลอดเวลา 4 ปี แม้ภาครัฐบอกว่า ได้ตรวจสอบแล้วในปี 60 แต่คงเชื่อยาก และเชื่อว่าประธานอนุกรรมาธิการ ก็ยังไม่สิ้นสงสัยเป็นแน่

อ้างอิงข้อมูลเรื่องชื่อเรียกพันธุ์ปลา จาก อ.เจษฎ์ – ดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่อธิบายว่า ปลาหมอคางดำ มีชื่อสามัญว่า blackchin tilapia มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sarotherodon melanotheron จัดอยู่ในวงศ์ปลาหมอสี (family Cichlidae) เช่นเดียวกับปลานิล และปลาหมอเทศ (แต่คนละสกุล genus กัน) ในการบัญญัติชื่อภาษาไทยจึงขึ้นต้นว่า “ปลาหมอ” (หรือช่วงหนึ่งเคยใช้คำว่า “ปลาหมอสี” ตามชื่อวงศ์ด้วยซ้ำ) แทนที่จะชื่อว่า ปลานิล และตอนที่บริษัทเอกชนรายจะขอนำเข้าพันธุ์ปลา blackchin tilapia จากประเทศกานา มาทำวิจัย โดยเขียนในเอกสารโครงการวิจัยว่า “ลูกปลานิลจากประเทศกานา” กรมประมงยังให้เปลี่ยนเป็น “ปลาหมอ” แทน

อย่างไรก็ตามช่วงเวลานั้น ไม่มีการบัญญัติชื่อ “ปลาหมอ(สี)คางดำ” ทำให้ในเอกสารโครงการที่ถูกแก้ จึงใช้คำว่า “ปลาหมอเทศข้างลาย (ชื่อสามัญ Blue tilapia ชื่อวิทยาศาสตร์ Oreochromis aureus)” ทั้งที่เป็นคนละสปีชีส์กันและมาปรากฏเป็นชื่อ “ปลาหมอ(สี)คางดำ” ชัดเจน ในประกาศห้ามนำเข้า-เพาะพันธุ์-ส่งออก ของกรมประมง ในปี พ.ศ 2561 พร้อมกับปลาหมอสีต้องห้ามอื่นๆ เช่น ปลาหมอบัตเตอร์ (Zebra tilapia ชื่อวิทยาศาสตร์: Heterotilapia buttikoferi) ปลาหมอมายัน (Mayan cichlid ชื่อวิทยาศาสตร์: Mayaheros urophthalmus)

ล่าสุด บริษัทผู้ส่งออกทั้ง 11 แห่ง ให้ข้อมูลในเบื้องต้นถึงใบขนส่งของกรมศุลกากรและพิกัดศุลกากร และส่งไปปลายทางที่เอามายืนยัน สุดท้ายไม่ได้เป็นปลาหมอคางดำ แต่เป็นปลาหมอสีมาลาวี และ ปลาหมอโทรเฟียส ข้อมูลการส่งออกที่ระบุว่า ปลาหมอคางดำ จึงลงบันทึกผิดในระบบเท่านั้น …ถือเป็นคำชี้แจงที่เชื่อได้ยาก เพราะหากเป็นเช่นนี้แสดงว่า ผู้ส่งออกทั้ง 11 บริษัท ใช้บริการชิปปิ้งเดียวกัน และอาจไม่ได้ตรวจเอกสารเลยว่า ปลาที่ระบุในเอกสาร ไม่ตรงกับปลาที่ขายจริงมาตลอด 4 ปี โดยไม่มีการทักท้วงเลย ในขณะที่ภาครัฐก็ไม่ได้มีการตรวจสอบเลยว่า ปลาที่ส่งออกไปเป็นปลาอะไร ตรงกับที่ระบุในเอกสารส่งออกหรือไม่ และความจริงทั้งหมดเป็นอย่างไร

ที่สำคัญมากไปกว่านั้นคือ ภายหลังจากมีกฎหมายห้ามเพาะเลี้ยงมีผลบังคับใช้ในปี 2561 ตัวเลขส่งออกก็ไม่ปรากฎให้เห็น เกิดคำถามมาว่า ถ้าปลาที่ส่งออก ไม่ใช่ปลาหมอคางดำ มีเหตุผลใดถึงหยุดส่ง แต่ถ้าเป็นปลาหมอคางดำ พ่อแม่พันธุ์เหล่านั้นไปไหน หรือมีการทำลายอย่างถูกต้องหรือไม่ อย่างไร หากปล่อยลงคูคลองก็ไม่แคล้วกลายเป็นแหล่งแพร่พันธุ์ปลาชนิดนี้ เพราะแหล่งน้ำสำคัญของจังหวัดราชบุรี แหล่งเพาะเลี้ยงปลาสวยงามมากที่สุดของประเทศ ก็สามารถเชื่อมต่อมายังจังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสงคราม ที่พบการแพร่ของปลาหมอคางดำได้

เมื่อต้นตอการระบาดกลายเป็นสิ่งที่สังคมต้องการคำตอบ จึงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบการส่งออกอย่างละเอียดว่า ปลาที่ปลายทางได้รับเป็นปลาชนิดใด เพราะถือเป็นอีกปัจจัยที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริง อย่างโปร่งใส ครบถ้วนในทุกมิติ มิเช่นนั้นคำถามนี้ก็จะยังคงอยู่ต่อไปแน่นอน…

เมืองไทยประกันชีวิต ชูแคมเปญประกันชีวิต “ShieldLife”ตอบโจทย์ใช้ชีวิตแบบ Worry Free

0
เมืองไทยประกันชีวิต ส่ง “ShieldLife” ตัวช่วยให้คุณเบาใจ ในวันที่คุณจากไป… ตอบโจทย์การใช้ชีวิตอย่าง Worry Free ชวนปรับแนวคิดคนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อ สู่การสร้างหลักประกันที่มั่นคงให้กับคนข้างหลังผ่านประกันชีวิต พร้อมส่ง “A True Story” เปิดมุมมองเรื่องจริงที่หลากหลาย บอกเล่าความสุข ความประทับใจ และเหตุผลที่อยากส่งต่อความมั่นคงด้วยประกันชีวิตผ่าน ShieldLife

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมืองไทยประกันชีวิต เดินหน้าแคมเปญ “ShieldLife” ตัวช่วยให้คุณเบาใจ ในวันที่คุณจากไป… อย่างต่อเนื่องหลังกระแสตอบรับดี ล่าสุดชวนปรับแนวคิด “คนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อ” สู่การสร้างหลักประกันที่มั่นคงด้วยการวางแผนชีวิตเพื่อคนข้างหลัง ตอบโจทย์คนซื้อให้ได้ใช้ชีวิตอย่าง Worry Free และมีความสุขอย่างแท้จริง ด้วยการสร้างและส่งต่อมรดกให้ครอบครัว เพื่อเป็นตัวช่วยสภาพคล่องทางการเงิน หรือเป็นทุนการศึกษาให้ลูก หรือเป็นทุนเริ่มต้นทำธุรกิจ ให้ใช้ชีวิตต่อได้แบบที่ต้องการ หากมีหนี้สิน จะเป็นตัวช่วยผ่อนภาระหนี้สิน ไม่ว่าจะเป็น หนี้บ้าน หนี้รถ หนี้ธุรกิจ หรือหนี้อื่นๆ หากจากไปก็ไม่ทิ้งภาระไว้ให้คนข้างหลัง

ทั้งนี้ “ShieldLife” คือตัวช่วยในการวางแผนการสร้างหลักประกันที่มั่นคงให้คนที่คุณรัก ที่คุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุและเจ็บป่วย ด้วยแบบประกันชีวิตที่คุณเลือกได้ ทั้งประกันชีวิตแบบตลอดชีพ (Whole Life) ประกันชีวิตแบบคุ้มครองภายในระยะเวลา (Term) หรือประกันชีวิตแบบยูนิเวอร์แซลไลฟ์ (Universal Life) พร้อมออกแบบตามสไลฟ์สไตล์ที่เป็นตัวคุณ ทั้งวงเงินความคุ้มครองที่เลือกได้ตามต้องการ เลือกจ่ายเบี้ยแบบชิลๆ จะแบบสั้นหรือแบบยาวก็ได้ ซื้อได้ถึงอายุ 90 ปี ระยะเวลาคุ้มครองยาวสุดถึงอายุ 99 ปี เบี้ยประกันภัยยังสามารถนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

“ตัวตนของประกันชีวิตจริงๆ แล้วคือเรื่องของการสร้างหลักประกันที่มั่นคงที่ช่วยส่งต่ออนาคตให้กับคนที่รักได้อย่างสบายใจ แต่ก็มีบางจังหวะที่คนอาจมองข้ามและมักมองว่าประกันชีวิตคือสิ่งที่คนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อ ซึ่งผมมองต่าง เพราะเราไม่รู้ว่าความแน่นอนของชีวิตจะเป็นอย่างไร อย่างน้อยถ้ามีการวางแผนที่ดีก็จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราเบาใจ ได้รู้ว่าคนข้างหลังจะเป็นอย่างไร ซึ่งเราสามารถออกแบบหลักประกันเหล่านี้ได้ และยังได้ใช้ชีวิตได้ทำในสิ่งที่ชอบที่เป็นของสุขของเราได้อย่างเต็มที่ ซึ่ง ShieldLife คือคำตอบสำหรับทุกคนที่อยากสร้างหลักประกันที่มั่นคงนั้น” นายสาระ กล่าว

นอกจากนี้เพื่อตอกย้ำกระแสความแรงของ ShieldLife เมืองไทยประกันชีวิตยังได้จัดทำ “A True Story : ShieldLife” เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวประสบการณ์จริงจากหลากหลายกลุ่มคนในสังคมไม่ว่าจะเป็น นักธุรกิจ เจ้าของธุรกิจ พ่อแม่มือใหม่ พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว เสาหลักดูแลพ่อแม่ คู่รัก หรือคู่ชีวิต ที่พร้อมมาบอกเล่าความประทับใจ ความสุข ความสมหวัง และความรัก เหตุผลที่อยากส่งต่อความมั่นคงด้วยประกันชีวิตจาก เมืองไทยประกันชีวิต ให้กับคนที่รักและห่วงใย หรือซื้อประกันชีวิตเพื่ออนาคตมั่นใจ ที่พร้อมให้ครอบครัวเดินหน้าต่อไปได้ แม้ในวันที่เราจากไป ไม่ว่าจะเป็น

คุณศุภกิตติ์ อูปคำ-ตั้ม (Thomas Tom) Content Creator สอนภาษาอังกฤษที่ผสมการแหลงใต้ ที่ผ่านการสูญเสียจนทำให้ต้องเริ่มเตรียมความพร้อมในการใช้ชีวิต “จากเหตุการณ์ที่สูญเสียทั้งพ่อและพี่ชาย ทำให้ต้องใช้ชีวิตอย่างรอบคอบ ไม่ประมาท เตรียมความพร้อมอย่างดีเพื่อเป็นเสาหลักครอบครัว ดูแลแม่และน้องสาวให้ดีที่สุด ซึ่งตั้มเลือกฝากอนาคตของคนที่รักไว้กับ ShieldLife จากเมืองไทยประกันชีวิตที่ทำให้ใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่เหมือนเป็นการทิ้งสิ่งดีๆ สิ่งสุดท้ายในชีวิตไว้ให้คนที่เรารัก หมดห่วงในวันที่เราจากไป”

คุณจิรรัฏฐ์ เกตุภู่ (มีน) และ คุณอนุรักษ์ บุญเพิ่มพูล (บอม) เพจ “คนจะไปก็ต้องไป” จากไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง สู่พาร์ทเนอร์ชีวิตที่ลงตัว “เราสองคนเหมือนเป็น Partner ร่วมทางกันมากกว่าคนรัก เลยคิดว่าอยากดูแล และอยากส่งมอบสิ่งดีๆ ให้กันทั้งในวันที่ยังอยู่และในวันที่จากไป ไม่อยากทิ้งภาระไว้ให้อีกคนต้องรับผิดชอบ เราสองคนเลือกฝากอนาคตไว้กับ ShieldLife ซึ่งเป็นประกันชีวิตที่ทำให้เราสองคนได้ชิลกับชีวิตได้เต็มที่ ที่ให้ความคุ้มครองอย่างเท่าเทียม สามารถระบุ Partner ของเราเป็นผู้รับประโยชน์ได้ ทำให้เรามั่นใจที่จะฝากอนาคตของคนที่เรารักไว้กับเมืองไทยประกันชีวิต”

คุณภัทรารวีย์ เกตุธีรโรจน์ (ไข่มุก) เจ้าของเพจ “เที่ยวแบบกรู” เที่ยวไปเลี้ยงลูกไป กับวิธีสอนลูกให้พร้อมใช้ชีวิตในโลกกว้าง คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่มีชีวิตเพื่อเป็นทุกอย่างของลูก “ลูกมีเราเป็นโลกทั้งใบ เราเลยอยากดูแลตัวเองให้ดีเพื่ออยู่กับเขาไปนานๆ เลยเริ่มเตรียมอนาคตไว้ให้ลูกเพื่อเป็นทุนซัปพอร์ตเขาในวันที่เราไม่อยู่ ไข่มุกเลือกสร้างความคุ้มครองเพื่อส่งต่อเป็นทุนให้ลูกได้สานฝันในสิ่งที่อยากทำในอนาคต ด้วย ShieldLife จากเมืองไทยประกันชีวิตที่ทำให้ไข่มุกได้ชิลกับชีวิตได้อย่างเต็มที่”

และ ดร.อริสรา กำธรเจริญ พิธีกรและผู้ประกาศข่าว ผู้หญิงที่ใช้ความพยายามทั้งหัวใจเพื่อการเป็นแม่ “ในบทบาทของการเป็น “แม่” ทำให้รู้ว่าอยากเลี้ยง “ลูก” ให้ดีที่สุดเท่าที่แม่คนหนึ่งจะทำได้ ไม่ว่าจะยุ่งแค่ไหนก็จะแบ่งเวลาเพื่อดูแล และทำกิจกรรมกับลูกเสมอ โดยที่ตั้งใจจะซัปพอร์ตอนาคตลูกให้ดีที่สุด หมวยเลือกฝากอนาคตของลูกเพื่อส่งต่อเป็นทุนให้เขาได้ใช้ชีวิตตามที่เขาต้องการ กับ ShieldLife ที่ทำให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่จากเมืองไทยประกันชีวิต”

โดยสามารถติดตามทุกเรื่องราวและประสบการณ์จริงอีกหลายหลายแนวคิดใน “A True Story : ShieldLife” ได้ที่ เว็บไซต์ www.muangthai.co.th, YouTube, Facebook, Instagram, X, LINE Official Account และ TikTok สำหรับผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์แคมเปญ “ShieldLife” จากเมืองไทยประกันชีวิต สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.muangthai.co.th หรือ โทร.1766 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือติดต่อตัวแทนจากเมืองไทยประกันชีวิตทั่วประเทศ สาขา ธนาคารกสิกรไทย และ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์

ซีพีเอฟแจงยิบ เปิดไทม์ไลน์ปลาหมอคางดำ ย้ำทำตามคำแนะนำเจ้าหน้าที่กรมประมง

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2567 บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ได้ยื่นหนังสือให้ข้อมูลคณะกรรมาธิการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม แจงละเอียดทุกขั้นตอนการนำเข้าลูกปลาหมอคางดำ 2,000 ตัวจากประเทศกานา ตั้งแต่ปลามาถึงไทยจนถึงทำลายฝังซากและส่งซากปลาให้กรมประมง ผ่านการตรวจสอบและตามคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่กรมฯ

นายเปรมศักดิ์ วนัชสุนทร ผู้บริหารสูงสุดด้านการวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมาธิการฯ ได้เชิญบริษัทเข้าร่วมการประชุมกับคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาสาเหตุและแนวทางการแก้ไขปัญหารวมถึง ผลกระทบจากการนำเข้าปลาหมอคางดำเพื่อการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ในราชอาณาจักรไทย นั้น บริษัทได้ชี้แจงว่า ซีพีเอฟ ได้นำเข้าลูกปลาหมอคางดำ ในชื่อสามัญ Blackchin tilapia และชื่อวิทยาศาสตร์ Sarotherodon melanotheron ขนาด 1 กรัม จำนวน 2,000 ตัว จากประเทศกานา เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2553 ใช้เวลาเดินทาง 35 ชั่วโมง เมื่อมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิได้เปิดกล่องโฟมบรรจุลูกปลาพร้อมกับเจ้าหน้าที่กรมประมง ที่ประจำ ณ ด่านกักกัน พบว่ามีลูกปลาตายจำนวนมาก และเมื่อรับลูกปลามาถึงฟาร์มได้ตรวจคัดแยกพบว่ามีลูกปลามีชีวิตเหลืออยู่เพียง 600 ตัว ในสภาพที่ไม่แข็งแรง จึงได้นำลูกปลาที่ยังมีชีวิตลงในบ่อเลี้ยงซีเมนต์ เนื่องจากปลามีสุขภาพไม่แข็งแรง ลูกปลาทยอยตายต่อเนื่องทุกวัน (ตารางแนบ)

เนื่องจากสภาพลูกปลาที่เหลือไม่แข็งแรงและจำนวนไม่เพียงพอต่อการวิจัย จึงโทรปรึกษาเจ้าหน้าที่กรมประมง (นักวิชาการประมง 4 ตำแหน่งในขณะนั้น) กลุ่มความหลากหลายทางชีวภาพสัตว์น้ำจืด ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบที่มีชื่อระบุอยู่ในหนังสืออนุมัตินำเข้า โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่าให้เก็บตัวอย่างใส่ ขวดโหลแช่ฟอร์มาลีนและให้นำมาส่งที่กรมประมง ดังนั้น ในสัปดาห์ที่ 2 ของการรับปลาเข้ามา จึงเก็บตัวอย่างจำนวน 50 ตัว ดองฟอร์มาลีนเข้มข้นเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน

วันที่ 6 มกราคม 2554 (สัปดาห์ที่ 3) เนื่องจากมีปลาทยอยตายเหลือเพียง 50 ตัว บริษัทจึงตัดสินใจไม่เริ่มดำเนินโครงการและยุติการวิจัยทั้งหมด และได้ทำลายลูกปลาทั้งหมดโดยใช้คลอรีนใส่ลงน้ำในบ่อเลี้ยงซีเมนต์ เพื่อฆ่าเชื้อและทำลายลูกปลาที่เหลือ หลังจากนั้น เก็บลูกปลาทั้งหมดแช่ฟอร์มาลีนเข้มข้น 24 ชั่วโมง แล้วนำมาฝังกลบพร้อมโรยปูนขาวในวันที่ 7 มกราคม 2554 รวมระยะเวลาที่ลูกปลาชุดนี้มีชีวิตอยู่ในประเทศไทยเพียง 16 วันเท่านั้น และบริษัทได้แจ้งต่อกรมประมงถึงการตายของลูกปลา รวมถึงได้ทำลายซากลูกปลาตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่กรมประมงท่านดังกล่าว และส่งตัวอย่างลูกปลาดองทั้งตัวในฟอร์มาลีนทั้งหมด 50 ตัว จำนวน 2 ขวด ๆ ละ 25 ตัว ให้กับคุณศิริวรรณที่กรมประมง โดยในวันที่ 6 มกราคม 2554 ได้เดินทางมาที่กรมประมง และได้โทรแจ้งเจ้าหน้าที่ท่านเดิม เรื่องการส่งมอบตัวอย่างลูกปลาดองทั้ง 2 ขวด ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่อีกท่านหนึ่งลงมารับตัวอย่างแทน ที่ชั้น 1 อาคารจุฬาภรณ์ กรมประมง โดยเจ้าหน้าที่ไม่ได้ขอให้ตัวแทนบริษัทกรอกแบบฟอร์มใดๆ ทำให้เข้าใจว่าการส่งมอบสมบูรณ์แล้ว

ถัดมาอีก 7 ปี ในปี 2560 มีข้อมูลจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนว่า มีการพบปลาหมอคางดำระบาดในพื้นที่สมุทรสงคราม กรมประมงจึงได้เข้าตรวจเยี่ยมฟาร์มยี่สาร อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ในวันที่ 1 สิงหาคม 2560 ซึ่งเจ้าหน้าที่จากกรมประมงตรวจสอบไม่พบปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยง จึงได้ขอสุ่มในบ่อพักน้ำที่เชื่อมต่อกับแหล่งน้ำธรรมชาติแทน ซึ่งบ่อพักน้ำ R2 ของฟาร์มไม่ได้เป็นส่วนของบ่อเลี้ยง แต่เป็นส่วนที่เชื่อมกับแหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อรอการกรองและฆ่าเชื้อทำความสะอาดก่อนนำน้ำเข้ามาใช้ในฟาร์ม

บ่อพักน้ำเป็นส่วนที่เชื่อมกับแหล่งน้ำธรรมชาติ ทำให้ปลาที่อยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติย่อมมีอยู่ในบ่อพักน้ำ เนื่องจากเป็นแหล่งน้ำเดียวกัน และยังไม่เข้าสู่ระบบการเลี้ยง ดังนั้น การสุ่มในบ่อพักน้ำจึงไม่แปลกที่ปลาจะเป็นชนิดเดียวกันกับปลาในแหล่งน้ำธรรมชาติ การนำมาเปรียบเทียบว่าเป็นปลาชนิดเดียวกันหรือไม่ จึงเป็นการตั้งสมมติฐานที่ทราบคำตอบตั้งแต่ต้นว่าเป็นปลาชนิดเดียวกัน เพราะมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติเดียวกัน

นายเปรมศักดิ์ กล่าวย้ำว่า บริษัทไม่มีการวิจัยหรือเลี้ยงปลาหมอคางดำอีกเลย นับตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2554 ถึงแม้ว่าบริษัทมั่นใจว่าไม่ได้เป็นต้นเหตุของการแพร่ระบาด แต่ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และพร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน จึงได้นำศักยภาพองค์กรขับเคลื่อน 5 โครงการสำคัญ ประกอบด้วย

  1. ร่วมกับกรมประมงรับซื้อปลาหมอคางดำจากทุกจังหวัดทั่วประเทศที่มีการระบาด จำนวน 2,000,000 กิโลกรัม ในราคา 15 บาทต่อกิโลกรัม
  2. สนับสนุนปล่อยปลาผู้ล่าลงสู่แหล่งน้ำ 200,000 ตัวตามแนวทางของกรมประมง
  3. สนับสนุนกิจกรรมจับปลา โดยสนับสนุนอุปกรณ์จับปลาและกำลังคนในทุกพื้นที่ที่ประสบปัญหา
  4. ร่วมกับสถาบันการศึกษา 3 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ทำการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารจากปลาหมอคางดำ
  5. ร่วมทำวิจัยกับผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ในการหาแนวทางควบคุมประชากรปลาหมอคางดำในระยะยาว.