Home Blog Page 108

ปลาหมอคางดำ หยุดจับก็เจ๊ง กรมประมงต้องขับเคลื่อนต่อเนื่อง

0

บทความโดย สินี ศรพระราม
นักวิชาการอิสระ

หลังเปิดปฏิบัติการไล่ล่าปลาหมอคางดำที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นับเป็นการจุดกระแส “จับปลาหมอคางดำ” ขยายวงกว้างไปยังจังหวัดอื่นๆ ที่มีการแพร่ระบาด ทั้งสงขลา เพชรบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร เป็นต้น ส่วนสมุทรสาครและสมุทรสงคราม มีการจับปลาอย่างต่อเนื่องก่อนหน้า โดยกรมประมงรายงานตัวเลขการจับปลาหมอคางดำล่าสุดใน 18 จังหวัด ได้มากกว่า 3 ล้านกิโลกรัม และส่งต่อไปยังโรงงานปลาป่น และการทำน้ำหมักชีวภาพ
 
สำหรับการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณ 450 ล้านบาท รับซื้อปลาในราคากิโลกรัมละ 15 บาท (ส่งต่อไปทำปลาป่นและน้ำหมักชีวภาพ) ซื้อพันธุ์ปลาผู้ล่า และการนำปลาไปใช้ประโยชน์ รวมถึงการวิจัยนวัตกรรมและฟื้นฟูธรรมชาติ ซึ่งล่าสุดอนุมัติเพิ่มอีก 4.9 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการแปรรูปเป็นปลาร้า โดยมีเป้าหมายกำจัดปลาหมอคางดำ 200,000 กิโลกรัม
 
จากการจับปลาต่อเนื่อง 3 เดือน (กรกฎาคม-กันยายน) ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรีและกรุงเทพฯ ให้ข้อมูลไปในทิศทางเดียวกันว่าปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติของแต่ละจังหวัดลดลง และสามารถเดินหน้าปฏิบัติการขั้นตอนการปล่อยปลาผู้ล่า คือ ปลากะพง (ปล่อยไปแล้ว 100,000 ตัว ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน) ลงไปกำจัดลูกปลาหมอคางดำที่ยังหลงเหลือในแหล่งน้ำ พุ่งเป้าควบคุมการแพร่ระบาดให้อยู่ในวงจำกัด นับว่าแผนปฏิบัติการตามแนวทางของกรมประมงกำลังเดินหน้าด้วยดีตามลำดับ
 
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ ชาวบ้านและชาวประมงในจังหวัดที่มีการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ มีความเป็นห่วงการจับปลาหมอคางดำของภาครัฐขณะนี้ที่หยุดชะงัก เนื่องจากงบประมาณที่จัดสรรไว้สำหรับรับซื้อปลาหมด ซึ่งจะส่งผลให้ปลาในแหล่งน้ำกลับมาแพร่พันธุ์เพิ่มขึ้นได้อีก เพราะตามหลักวิชาการไม่ควรหยุดจับปลาและต้องจับให้ปลาเหลือน้อยที่สุด ซึ่งกรมประมงควรวางแผนตั้งงบประมาณไว้ต่อเนื่องเพื่อขับเคลื่อนแผนปฎิบัติการให้ประสบความสำเร็จทุกขั้นตอน มิฉะนั้นจะทำให้การแก้ปัญหาไม่ประสบความสำเร็จและจะกลับไปซ้ำรอยเดิม
 
กระทรวงเกษตรกรและสหกรณ์ ประกาศแนวทางแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำประกอบด้วย 1.เร่งการจับปลาหมอคางดำ คาดว่าจะลดปริมาณปลาหมอคางดำได้ประมาณ 4 ล้านกิโลกรัม 2. ปล่อยปลาผู้ล่า เช่น ปลากะพง ลงในแหล่งน้ำที่พบการระบาดซึ่งชนิดของปลาจะแตกต่างกันไปตามพื้นที่ 3. ใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำที่จับได้ไม่ให้สูญเปล่า เช่น นำไปทำเป็นปุ๋ยหมัก น้ำปุ๋ยชีวภาพ ปลาร้า หรือปลาป่น 4. ป้องกันการแพร่กระจายข้ามแหล่งน้ำ 5.ให้ความรู้กับประชาชน ในการสังเกตระวังป้องกัน และ 6.แผนระยะกลางและระยะยาวใช้เทคโนโลยีด้านการเหนี่ยวนำโครโมโซมปลาหมอคางดำ ทำให้ปลาเป็นหมัน
 
ด้านเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในเขตบางขุนเทียน ยอมรับว่าปลาหมอคางดำลดลงไปประมาณ 30% จึงขอให้รัฐบาลเดินหน้าโครงการจับและรับซื้อปลาหมอคางดำในราคากิโลกรัม 15 บาท อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรเร่งจับออกจากบ่อเลี้ยงและชาวบ้านช่วยลงแขกจับปลาออกจากแหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อกำจัดปลาหมอคางดำที่แพร่ระบาดให้ได้มากที่สุดและปล่อยปลาผู้ล่าตามขั้นตอน ที่สำคัญต้องให้ความรู้กับเกษตรกรด้านการบริหารจัดการบ่อเพื่อป้องกันไม่ให้ปลาเล็ดลอดเข้าไปในบ่อเลี้ยงได้อีก ขณะที่ชุมชนต้องเรียนรู้การกำจัดปลาอย่างถูกวิธีและไม่เคลื่อนย้ายปลามีชีวิตออกนอกพื้นที่ หากมีความจำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของกระทรวงฯ อย่างเคร่งครัด

“เกษตรกรต้องการมีรายได้หลักจากกุ้งที่เลี้ยงในบ่อเพราะราคาดีกว่าปลาหมอคางดำมาก แต่ถ้าไม่ขายปลาในโครงการของรัฐบาล ปลานี้แทบไม่มีราคา ขายเป็นปลาเหยื่อได้เพียงกิโลกรัมละ 5-7 บาท ไม่คุ้มกับค่าอาหารและค่าใช้จ่าย ที่สำคัญรายได้จากการจับกุ้งแต่ละครั้งหลักแสนบาท ตอนนี้รายได้ลดลงมากกว่า 50% เพราะกุ้งถูกปลาหมอคางดำกินเกือบหมด” เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในเขตบางขุนเทียน กล่าว
 
ก่อนหน้านี้สื่อออนไลน์ยังได้เผยแพร่ข่าวชาวประมงที่จังหวัดสมุทรสาครออกล่าปลาหมอคางดำและได้ปลากะพงติดแห 2 ตัว ขนาดความยาว 8-9 นิ้ว เมื่อจับผ่าท้องดูพบลูกปลาหมอคางดำในท้อง 3 ตัว แสดงให้เห็นว่าปลากะพงเป็นปลานักล่าที่มีศักยภาพสูงในกำจัดปลาหมอคางดำ ซึ่งรัฐบาลควรเดินหน้าตามขั้นตอนที่กำหนดไว้อย่างต่อเนื่อง
 
ล่าสุด นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง ยืนยันว่าปริมาณปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติเบาบางลง แต่ยังกลัวว่ามีเกษตรกรที่ยังเลี้ยงปลาหมอคางดำไว้ในบ่อเลี้ยงจะทำให้การแพร่ระบาดเพิ่มขึ้น
 
เห็นได้ว่ารัฐบาลควรหาวิธีการและจัดสรรงบประมาณอย่างเหมาะสมในการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ โดยเฉพาะการเร่งจับปลาออกจากแหล่งน้ำให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด นับเป็นวิธีการที่เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมจึงควรทำต่อเนื่องไม่หยุด และดำเนินการตามแผนให้ครบวงจร เพื่อควบคุมปลาให้อยู่ในวงจำกัด หากเกิดการหยุดชะงักก็จะทำให้การแก้ปัญหาต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่ตลอดเวลา และไม่มีหนทางที่จะจบปัญหานี้ได้ทั้งในวันนี้หรือในอนาคต.
 

ประมงสงขลา จันทบุรี และเพชรบุรีเดินหน้าเฝ้าระวังและกำจัดปลาหมอคางดำต่อเนื่อง เน้นขอความร่วมมือช่วยจัดการในบ่อร้าง

0

สถานการณ์ปลาหมอคางดำในทุกพื้นที่มีความหนาแน่นลดลงอย่างเป็นรูปธรรม หลังกรมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตาม 7 มาตรการของกรมประมงอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง รวมถึงประมงจังหวัดสงขลา ประมงจังหวัดจันทบุรี และประมงเพชรบุรีที่ยังไม่หยุดควบคุมจำนวนปลาหมอคางดำหลากหลาย เน้นสร้างการมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อเฝ้าระวังการแพร่กระจายอย่างเข้มข้น ร่วมมือกับเกษตรกรกำจัดปลาหมอคางดำที่อยู่ในบ่อร้างหยุดวัฏจักรการระบาด ส่งเสริมการแปรรูปและบริโภค และฟื้นฟูความหลากหลายของระบบนิเวศ

นายเจริญ โอมณี ประมงจังหวัดสงขลา กล่าวว่า สถานการณ์ปลาหมอคางดำพบเฉพาะพื้นที่ในอำเภอระโนดเท่านั้น ซึ่งประมงจังหวัดมีการสำรวจปริมาณปลาเป็นประจำทุกเดือน พบว่าความหนาแน่นของปลาหมอคางดำในภาพรวมทุกคลองลดลงจากการสำรวจ เกิดจากการดำเนินมาตรการของกรมประมง จากความต้องการจับมาบริโภคเพิ่มขึ้นชาวบ้านจับขึ้นทุกวันทั้งมาใช้บริโภคและนำมาแปรรูปทำปลาแดดเดียวซึ่งได้ราคาค่อนข้างดี โดยเฉลี่ยจับขึ้นมาได้วันละ 80 กิโลกรัม

“ประมงจังหวัดสงขลาเน้นการประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกอำเภอของจังหวัดสงขลา รวมถึงชาวประมงในทะเลสาปสงขลาช่วยกันเฝ้าระวังการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำอย่างใกล้ชิดซึ่งในขณะนี้ยังไม่พบปลาหมอคางดำในพื้นที่อื่นนอกเหนือจากอำเภอระโนด” นายเจริญกล่าว

ต่อจากนี้ ประมงสงขลาจะเน้นให้ความสำคัญกับการกำจัดปลาหมอคางดำที่อยู่ในบ่อทิ้งร้าง เพื่อป้องกันการหลุดรอดออกมาแพร่ระบาดในแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยร่วมมือกับชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดสงขลา เจ้าของบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ช่วยจับปลาหมอคางดำจากบ่อที่ทิ้งร้าง โดยใช้กากชา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ จำนวน 1,000 กิโลกรัม สำหรับปลาที่จับได้จะนำมาหมักน้ำหมักชีวภาพไว้ใช้ในกลุ่มเกษตรกรต่อไป พร้อมทั้งเตรียมปล่อยปลานักล่าเพิ่มเติมเพื่อช่วยควบคุมการแพร่พันธุ์ของปลาหมอคางดำขณะเกิดน้ำหลากในช่วงปลายปี

นายสมพร รุ่งกำเนิดวงศ์ ประมงจังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า ที่ผ่านมา ประมงจันทบุรีดำเนินการตามมาตรการของกรมประมงบูรณาการความร่วมมือกับหลายภาคส่วน กรมราชทัณฑ์ ตำรวจ ผู้นำชุมชน เกษตรกร ชาวประมง และได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน รวมถึงซีพีเอฟ สนับสนุนอุปกรณ์การจับสัตว์ ลูกปลาผู้ล่า ช่วยกันจัดการปลาหมอคางดำด้วยแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทในพื้นที่ ส่งผลให้ปริมาณปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ มีแนวโน้มลดลง

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่าในบริเวณอ่าวคุ้งกระเบนยังมีความหลากหลายของชนิดสัตว์น้ำพื้นถิ่น และพบปลาหมอคางดำในบริเวณคลองชลประธานน้ำเค็มและบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำของโครงการ ประมงจันทบุรีมีเป้าหมายในการดำเนินการตามมาตรการของกรมประมง และขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนโดยเฉพาะเจ้าของบ่อเลี้ยงสัตว์ ชาวประมงที่ความชำนาญในการจับสัตว์น้ำช่วยกันจับปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำร้าง ขณะนี้สำนักงานประมงจังหวัดจันทบุรียังคงดำเนินการรับซื้อปลาหมอคางดำจากเกษตรกรที่จับจากธรรมชาติ จำนวน 5,000 กิโลกรัมเพื่อส่งต่อให้กับสำนักงานพัฒนาที่ดินเพื่อไปผลิตน้ำหมักชีวภาพ ขณะนี้มีรับซื้อไปแล้ว ประมาณ 3,000 กิโลกรัม

“การกำจัดปลาหมอคางดำให้สำเร็จอย่างยั่งยืนต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายอย่างจริงจัง จริงใจ และทุ่มเท โดยเน้นการจับปลาหมอคางดำออกจากบ่อร้างให้หมด ขณะที่เจ้าของบ่อช่วยทำให้บ่อแห้งและปิดประตูกันน้ำเข้าถาวร เพื่อจำกัดพื้นที่อยู่อาศัย ควบคู่กับร่วมการจับในแหล่งน้ำธรรมชาติให้มากที่สุด ขณะเดียวกันช่วยกันสร้างความตระหนักและส่งเสริมนำปลาหมอคางดำไปใช้ประโยชน์ให้มากขึ้น” นายสมพรกล่าว

สำหรับที่จังหวัดเพชรบุรี นายประจวบ เจี้ยงยี่ ประมงจังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า ประมงเพชรบุรีได้มีการสำรวจปริมาณปลาหมอคางดำพบมีอยู่ไม่ถึง 40 ตัวต่อพื้นที่ 100 ตารางเมตร (ตรม.) จากเดิมที่เคยพบ 80 ตัวต่อ 100 ตรม. และยังเดินหน้าบูรณาการทุกภาคส่วนดำเนินมาตรการกำจัดต่อเนื่อง ทั้งจัดลงแขกลงคลอง ปล่อยปลาผู้ล่า

นอกจากนี้ ยังมีการสื่อสารสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนร่วมมือกันจับปลาทันทีที่พบไม่ต้องรอกิจกรรมของภาครัฐ ตามแนวทาง “เจอ แจ้ง จับ” ประมงยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมนำปลาหมอคางดำที่จับได้ไปประกอบเป็นอาหารหรือแปรรูปเป็นสินค้าประจำจังหวัด โดยเตรียมจับมือกรมราชทัณฑ์สอนผู้ต้องขังทำ “น้ำปลา” ฝึกเป็นทักษะอาชีพต่อไป ตั้งเป้าลดประชากรปลาหมอคางดำในพื้นที่เหลือน้อยกว่า 30 ตัวต่อ 100 ตรม. และฟื้นฟูความหลากหลายของระบบนิเวศในแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน.

เปิดตัวสุดปัง! Chester’s Flagship Store @Siam ชูคอนเซ็ปต์ ‘Good Food Good Mood’ เพิ่มสีสันให้แลนด์มาร์กคนรุ่นใหม่

0

บริษัท เชสเตอร์ฟู้ด จำกัด ธุรกิจร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด ผู้นำเมนูไก่ย่างมากกว่า 36 ปี ภายใต้แบรนด์เชสเตอร์ (Chester’s) พลิกโฉมร้าน Chester’s สาขาสยามสแควร์ครั้งใหญ่ ปรับใหม่ทั้งร้านสร้างให้เป็น Chester’s Flagship Store แลนด์มาร์กใหม่ใจกลางสยามที่ครองใจวัยรุ่นทุกเจนเนอเรชั่นมากว่า 3 ทศวรรษ ดีไซน์ภายใต้แนวคิด ‘Good Food Good Mood’ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้าร้าน Chester’s ทุกคนได้รับประทานอาหารในบรรยากาศร้านรูปแบบใหม่ แต่ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของเชสเตอร์ด้วยรสชาติที่คุ้นเคยของเมนูสุดฮิตตลอดกาล อย่าง ข้าวอบไก่ย่าง ข้าวไก่เผ็ดเชสเตอร์ รวมทั้ง “พริกน้ำปลา” ตำนานความอร่อยที่ครองใจผู้บริโภคทุกคน ดาวเด่นประจำร้านช่วยให้ทุกมื้อที่เชสเตอร์อร่อยยิ่งขึ้น

นางสาวลลนา บุญงามศรี กรรมการผู้จัดการ เชสเตอร์ฟู้ด กล่าวว่า เชสเตอร์ สาขาสยามสแควร์ อยู่กับวัยรุ่นสยามทุกเจนเนอเรชั่น มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2534 จะเห็นว่าสาขานี้สามารถครองใจลูกค้ามาได้อย่างยาวนาน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วงเวลา สำหรับ Chester’s Flagship Store สาขาสยามสแควร์ ครั้งนี้เป็นการปรับปรุงร้านใหม่ทั้งหมด ภายนอกที่ดีไซน์โดดเด่น และพิเศษในช่วงเย็นถึงค่ำจะมีการเล่นไลท์ติ้งบริเวณด้านนอกร้าน สร้างสีสันสะดุดตา ทำให้ร้านดูสนุก มีชีวิตชีวามากขึ้น เข้ากับบรรยากาศแสงสียามค่ำคืน ส่วนภายในแบ่งโซนสุดชิค ด้วยบรรยากาศที่โมเดิร์น แฝงความอบอุ่น ทั้งชั้น 1 และชั้น 2 ตอบโจทย์ลูกค้าที่หลากหลาย ทั้งโซนเคาน์เตอร์บาร์ สำหรับลูกค้าสายชิลล์ ที่อยากรับประทานอาหารไปด้วยทำงานไปด้วย หรือโซนบูธที่ให้ความเป็นส่วนตัว รวมถึงโซนโต๊ะขนาดใหญ่สามารถนั่งล้อมสังสรรค์กับเพื่อนๆ ได้อีกด้วย

ด้าน สาวกตัวจริง “ไมกี้-ปณิธาน บุตรแก้ว” เปิดใจว่า สยามคือจุดนัดพบของตัวเองและเพื่อนๆ เพราะที่นี่เต็มไปด้วยกิจกรรมของวัยรุ่น ทั้งช้อปต่างๆ และสถานที่แฮงก์เอาท์พักผ่อนแบบชิลล์ เชสเตอร์เป็นอีกร้านที่มาบ่อย ซึ่งลุคใหม่นี้ดูทันสมัย คิดว่าโดนใจเด็กสยามแน่นอน ที่ชอบอีกอย่างคือ ในร้านมีหลายโซนให้เลือกนั่ง เป็นอีกหนึ่งจุดนัดพบที่สามารถรวมกลุ่มแก๊งค์เพื่อนๆ มารับประทานอาหารข้าวหรือถ่ายภาพได้เลย ทั้งนี้ ยังมีโค-เวิร์คกิ้งสเปซรองรับไลฟ์สไตล์คนเจนผม นอกจากได้ทานเมนูที่อร่อยคุ้นเคย ก็ยังได้บรรยากาศใหม่ๆ ที่ทำให้เพลิดเพลินมากขึ้นเวลามาที่นี่

ทั้งนี้ ลูกค้ายังได้ลิ้มลองความอร่อยสุดพิเศษ ที่หาได้เฉพาะเชสเตอร์ สาขาเรือธงกลางสยามสแควร์ กับเมนู ‘Chick N’ Waffle’ เมนูลับสุดชิคและเอ็กซ์คลูซีฟ มีเฉพาะที่นี่ที่เดียว เลือกได้ถึง 3 รสชาติ คือ รสออเนียนชีสไข่กุ้ง อร่อยกลมกล่อมด้วยซอสหัวหอมผสมชีส รสวาซาบิมาโยกุ้ง เผ็ดวาซาบิกำลังดีชวนลิ้มลอง และรสโคเรียนสไปซี่ชีส หอมชีสพร้อมความเผ็ดสไตล์เกาหลี และเพิ่มความสดชื่นด้วยเครื่องดื่มรีฟิลจากเครื่องโพสต์มิกซ์ Pepsi รุ่นใหม่ล่าสุด มาพร้อมจอ LED Dynamic Display แต่งแต้มความสนุกด้วยรสชาติหลากหลายเติมได้ไม่อั้นอีกด้วย

“ธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน (Quick Service Restaurant : QSR) ในไทย มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 45,000 ล้านบาท และยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยสนับสนุนมาจากไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ชื่นชอบ “ทานอาหารนอกบ้าน” ประกอบกับการท่องเที่ยวที่กลับมาคึกคัก และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ สำหรับเชสเตอร์แบรนด์ไก่ย่างและเมนูข้าวอันดับหนึ่งของไทย พร้อมรับมือตลาดที่กำลังเติบโต มีกลยุทธ์เชิงรุกที่รักษาผู้บริโภคทุกรุ่น ด้วยการพัฒนาเมนูใหม่ เพิ่มตัวเลือกให้ผู้บริโภครุ่นใหม่ ออกเมนูสำหรับครอบครัว และเมนู Grab & Go ตอบโจทย์ความสะดวกรวดเร็ว รวมถึงขยายสาขาใหม่ถึง 23 สาขา มากสุดในรอบ 16 ปี และร่วมมือกับพันธมิตรคู่ค้าที่มีศักยภาพ คาดปีนี้รายได้จะเติบโตอยู่ที่ประมาณ 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน

เราเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาด QSR และพร้อมที่จะเติบโตไปพร้อมกับผู้บริโภคทุกเจน ด้วยกลยุทธ์ที่หลากหลายและการขยายสาขาใหม่อย่างต่อเนื่อง เชื่อมั่นว่าจะสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างมาก” นางสาวลลนากล่าว

นอกจากนี้ เชสเตอร์ ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG ที่คำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน โดยเชสเตอร์เป็น QSR ที่เสิร์ฟด้วยภาชนะใช้ซ้ำทั้งหมด ตั้งแต่ แก้วน้ำ จาน ชาม ช้อนส้อม รวมถึงถ้วยใส่พริกน้ำปลาแก่ลูกค้าที่รับประทานอาหารที่ร้าน รวมทั้งใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลกย่อยสลายได้โดยธรรมชาติ ขณะเดียวกันยังใส่ใจและดูแลสุขภาพ ตลอดจนความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยร่วมกับกรมอนามัย ภายใต้โครงการ ‘ไม่ทอดซ้ำ’ ไม่นำน้ำมันพืชมาทอดอาหารซ้ำ และยังได้จับมือกับบริษัทในเครือบางจาก ภายใต้โครงการ ‘ทอดไม่ทิ้ง’ นำน้ำมันพืชที่ใช้แล้วจากเชสเตอร์ทุกสาขา ไปเป็นวัตถุดิบผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพยั่งยืน (SAF) รวมทั้งการดำเนินกิจกรรม ‘ปันรัก ปันน้ำใจ’ ที่ทำต่อเนื่องทุกปีมากกว่า 1 ทศววรรษ โดยนำจิตอาสาเชสเตอร์แบ่งปันเมนูอร่อยของเชสเตอร์ เติมเต็มความสุขให้กับกลุ่มผู้ด้อยโอกาส .

ซีพี-ซีพีเอฟ ร่วมโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ลดราคาผลิตภัณฑ์มากกว่า 40 รายการ ช่วยค่าครองชีพประชาชน

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ร่วมงานเปิดตัวโครงการ ‘ฟื้นฟูเศรษฐกิจ’ เพื่อลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส จัดโดยกระทรวงพาณิชย์ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายและค่าครองชีพของผู้ประกอบการรายเล็ก ผู้ประกอบการร้านอาหาร รวมถึงประชาชนทั่วไป ให้เข้าถึงอาหารที่ดีมีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัยในราคาพิเศษ ภายในงานได้รับเกียรติจาก นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายพิชัย ชุณหวชิร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และคณะรัฐมนตรี เยี่ยมชมบูธซีพีเอฟ โดยมี นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ให้การต้อนรับ

ซีพีเอฟ จับมือกับพันธมิตรผู้จำหน่ายอาหารสด จำนวน 200 รายทั่วประเทศ ที่มีสัญลักษณ์ซีพี หรือร้านเฟรชมาร์ท นำผลิตภัณฑ์มาจำหน่ายในราคาลดสูงสุด 30% พร้อมจัดกิจกรรมทางการตลาด อาทิ ชิม โชว์ โปรโมชั่น เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการรายเล็ก ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

ทั้งนี้ ซีพีเอฟ จะนำผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพสูง มีคุณค่าโภชนาการหลากหลายมากกว่า 40 รายการ มาจำหน่ายในราคาพิเศษ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 ธันวาคม 2567 อย่าง ซีพี โบโลน่าพริกหมู ซีพี มินิคอกเทล ซีพี นักเก็ตไก่คลาสสิคพร้อมปรุง ซีพี ไก่ห่อสาหร่าย บุชเชอร์ แฟรงก์เฟิร์ตเตอร์ เป็นต้น .

ซีพีเอฟหนุนประมงเพชรบุรีปราบปลาหมอคางดำต่อเนื่อง หลังเอาอยู่ลดจำนวนลงใน 18 สายคลอง

0

สำนักงานประมงจังหวัดเพชรบุรี สำรวจพบปริมาณปลาหมอคางดำลดลงใน 18 สายคลอง ผนึกพลังร่วมกับกรมราชทัณฑ์ ส่วนราชการในพื้นที่ องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ชาวประมง และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กำจัดปลาหมอคางดำในพื้นที่ จัด “ลงแขกลงคลอง” อย่างต่อเนื่อง ปล่อยปลาผู้ล่าลงในลำคลอง ควบคู่กับการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน “เจอจับทันที ไม่ต้องรอ” จับมือกับปราชญ์ชาวบ้านแปรรูปปลาหมอคางดำเป็นผลิตภัณฑ์น้ำปลา และเมนูอาหารอร่อยเพื่อส่งเสริมให้เกิดการบริโภคอย่างกว้างขวางขึ้น

นายประจวบ เจี้ยงยี่ ประมงจังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า ประมงเพชรบุรีได้มีการสำรวจปริมาณปลาหมอคางดำพบมีอยู่ไม่ถึง 40 ตัวต่อพื้นที่ 100 ตารางเมตร (ตรม.) จากเดิมที่เคยพบ 80 ตัวต่อ 100 ตรม. เป็นผลจากจังหวัดบูรณาการกับทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานราชการ ชุมชน ชาวประมง และภาคเอกชนดำเนินมาตรการปราบปลาหมอคางดำอย่างจริงจัง ที่ผ่านมาประมงเพชรบุรีได้จัด “ลงแขกลงคลอง” ในแหล่งน้ำธรรมชาติแล้ว 27 ครั้งจับปลาหมอคางดำออกจาก 18 สายคลอง รับซื้อเพื่อผลิตน้ำหมักชีวภาพเพื่อเกษตรกรชาวสวนยางของการยางแห่งประเทศไทย ร่วมกับสำนักงานพัฒนาที่ดินรับซื้อผลิตน้ำหมักชีวภาพเพื่อแจกจ่ายให้เกษตรกร และรณรงค์เกษตรกรจับปลาหมอคางดำในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อจับส่งโรงงานปลาป่น จนถึงวันนี้ สามารถกำจัดปลาหมอคางดำในพื้นที่เพชรบุรีได้รวม 153,249 กิโลกรัม และหลังจากนี้ ประมงเพชรบุรีตั้งเป้าลดประชากรปลาหมอคางดำให้เหลือน้อยกว่า 30 ตัวต่อ 100 ตรม. เน้นบูรณาการมาตรการที่หลากหลาย ตั้งแต่เดือนตุลาคมจนถึงสิ้นปี 2567 ประมงเพชรบุรี มีแผนจัดกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” อีก 15 ครั้ง การปล่อยปลาผู้ล่าเพิ่มในจุดที่ปลาหมอคางดำขนาดใหญ่ลดลง การใช้ประโยชน์รวมถึงส่งเสริมการบริโภค เพื่อให้จำนวนปลาหมอคางดำลดลง ช่วยเพิ่มความสมดุลของระบบนิเวศในแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างยั่งยืน

ในวันที่ 16 ตุลาคม 2567 ประมงจังหวัดบูรณาการกับเรือนจำกลางเพชรบุรี ประมงอำเภอบ้านแหลม องค์กรในพื้นที่ ชุมชน กลุ่มประมงเรือเล็ก กลุ่มธนาคารปูหาดเจ้าสำราญ และซีพีเอฟ จัดกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” ครั้งที่ 28 ช่วยจับปลาหมอคางดำที่คลองอีแอด ตำบลแหลมผักเบี้ย อำเภอบ้านแหลม พร้อมกับมีการปล่อยปลากะพงขาวในลำคลอง 2 จุดในอำเภอท่ายาง และอำเภอเขาย้อย รวม 2,000 ตัว

“แนวทางการปล่อยปลาผู้ล่าของประมงเพชรบุรีจะดำเนินการในลำคลองที่มีการจับปลาหมอคางดำขนาดใหญ่ไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง และมีการฝึกปลากะพงเป็นผู้ล่าก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อให้มั่นใจว่าปลากะพงช่วยจับปลาหมอคางดำขนาดเล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายประจวบกล่าว

นอกจากมาตรการจับปลาออกจากแหล่งน้ำและการปล่อยปลาผู้ล่า ประมงเพชรบุรี ยังให้ความสำคัญกับการสื่อสารสร้างความตระหนักรู้ให้กับชุมชนร่วมแรงร่วมใจ “เจอที่ไหนให้จับทันที ไม่ต้องรอเจ้าหน้าที่ภาครัฐ” พร้อมสร้างความมั่นใจปลาหมอคางดำมีประโยชน์บริโภคได้ บูรณาการกับภาคีเครือข่ายนำปลาหมอคางดำมาใช้ประโยชน์ ส่งเสริมการบริโภคและสร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน ที่ผ่านมา ร่วมกับซีพีเอฟ พัฒนาเมนูอาหารจากปลาหมอคางดำ เช่น ทำปลาซาเตี๊ยะ ปลาแดดเดียว หรือสินค้าประจำจังหวัด โดยร่วมมือกับเกษตรกรตัวอย่างในอำเภอหนองหญ้าปล้องผลิตเป็นน้ำปลาจากปลาหมอคางดำตรา “ชาววัง” พร้อมขยายผลร่วมมือกับเรือนจำเพชรบุรี นำปลาหมอคางดำที่จับได้ไปประกอบเป็นอาหารเลี้ยงผู้ต้องขัง เตรียมต่อยอดสอนผู้ต้องขังทำ “น้ำปลา” ฝึกเป็นทักษะอาชีพต่อไป

การสนับสนุนจัดกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” การจับปลาหมอคางดำ และปล่อยปลาผู้ล่า เป็นมาตรการที่ซีพีเอฟร่วมสนับสนุนกรมประมงในการกำจัดปลาหมอคางดำอย่างบูรณาการ ควบคู่บูรณาการกับหลายหน่วยงาน และผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ ช่วยกันสร้างสรรค์การใช้ประโยชน์และเพิ่มมูลค่าจากปลาหมอคางดำเพิ่มมากขึ้น เพื่อลดปริมาณปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ ฟื้นฟูความหลากหลายของระบบนิเวศในแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน.

วันอาหารโลก 16 ตุลาคม ชวนคนไทยร่วมสร้างสิทธิในการเข้าถึงอาหารที่ดีถ้วนหน้า

0

ผู้เชี่ยวชาญชี้ ทุกคนสามารถเป็นฮีโร่ช่วยขจัดปัญหาความอดอยากหิวโหย ให้ทุกคนเข้าถึงอาหารเพียงพอและปลอดภัยได้ ด้วยการช่วยกันลดการสูญเสียอาหาร (Food Loss) และลดขยะอาหาร (Food Waste) ร่วมสร้างความมั่นคงทางอาหารและโอกาสการเข้าถึงอาหารที่ดีมีคุณค่าทางโภชนาการให้กับประชากรโลกอย่างยั่งยืน

ผศ.ดร.รชา เทพษร สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า วันที่ 16 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันอาหารโลก (World Food Day) โดยปีนี้ “World Food Day 2024” ภายใต้แนวคิด “สิทธิทางอาหาร เพื่อทุกคนอิ่มดีถ้วนหน้า และอนาคตที่ดีกว่า (Rights to foods for a better life and a better future)” ซึ่งทุกภาคส่วน รัฐบาล เอกชน เกษตรกร ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และประชาชน ต้องร่วมมือกันสร้างความหลากหลายของอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ในราคาเข้าถึงได้ ปลอดภัย และยั่งยืน เพื่อบรรลุความมั่นคงทางอาหารและการมีโภชนาการที่ดีสำหรับทุกคน

ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเริ่มได้จากเรื่องใกล้ตัวที่สุด คือ การลดขยะอาหาร ที่เกิดจากฝั่งผู้บริโภคจากการรับประทานอย่างพอเหมาะ เพียงพอ ไม่เหลือทิ้ง ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการคิดในเรื่องนี้ ขณะที่การสูญเสียอาหาร เกิดจากภาคผู้ผลิต ที่สามารถลดการสูญเสียในกระบวนการผลิต ตามแนวทางการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน

ผศ.ดร.รชา กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยควรมีแคมเปญรณรงค์ให้ผู้บริโภคตระหนักถึงการสูญเสียอาหาร เพื่อให้ผู้บริโภคตื่นรู้โดยไม่คิดว่าเราจะมีอาหารให้กินตลอดเวลา เพราะยังมีประชากรโลกอีก 1 ใน 3 ที่ไม่มีอะไรกิน การรณรงค์สร้างจิตสำนึกเรื่องการลดขยะอาหารจึงเป็นการสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมโลก สร้างการเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัยอย่างทั่วถึง

สำหรับภาคเอกชนในห่วงโซ่การผลิตอาหาร ทั้งผู้ผลิตอาหาร ผู้ค้าปลีกอาหาร หรือธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SME) ล้วนมีบทบาทสำคัญสำหรับการจำกัดปริมาณขยะอาหาร ตลอดจนการนำนวัตกรรมการผลิตที่ทันสมัยมาสนับสนุนประสิทธิภาพการผลิต ลดการเน่าเสีย ยืดอายุการเก็บรักษา ตอบโจทย์การขนส่งในพื้นที่ห่างไกลที่ต้องใช้ระยะเวลานาน ทำให้อาหารปลอดภัยต่อการบริโภค ดีต่อสุขภาพ ซึ่งจะมีส่วนช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงและสร้างอนาคตที่ดีขึ้นสำหรับผู้บริโภคทุกคน

“การสูญเสียอาหารและขยะอาหารยังเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้โลกร้อนขึ้น เพราะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในระยะยาว ผลตามมาคือปลูกพืชไม่ได้ เลี้ยงสัตว์ไม่ได้ โดยยังมีคนที่ทนงตัวว่าของกินเยอะซึ่งนำไปสู่พฤติกรรมสร้างขยะอาหาร อีกไม่นานก็จะเข้าอยู่สภาวะไม่มีอาหารในบางฤดู จึงต้องคำนึงถึงลูกหลานในอนาคตด้วยว่าพวกเขาต้องมีสภาพสังคมที่ดีและเข้าถึงอาหารได้” ผศ.ดร. รชา กล่าว

นอกจากนี้ นวัตกรรมยังช่วยสร้างแหล่งอาหารใหม่ เช่น การวิจัยทำโปรตีนจากแมลง เพื่อแก้ปัญหาโปรตีนขาดแคลน ตลอดจนมีการใช้เห็ดเป็นวัตถุดิบเพื่อการผลิตอาหารที่มีโปรตีนมากขึ้น ทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีผลิตอาหารให้กับผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มที่มีอาการแพ้อาหาร เช่น กลุ่มที่แพ้กลูเตน เพื่อให้ผู้บริโภคกลุ่มนี้เข้าถึงอาหารได้ตามที่ร่างกายต้องการ

ในขณะเดียวกัน อาหารแช่แข็ง (Frozen Food) เป็นหนึ่งในวิธีที่ทำให้อาหารอยู่ได้นานขึ้น ผ่านการแปรรูปน้อย ด้วยหลักการเก็บอาหารในอุณหภูมิต่ำทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี จุลินทรีย์น้อยลง อาหารจะเก็บรักษาได้นานขึ้น แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ เปลี่ยนแปลงทางกายภาพ หรือสูญเสียน้ำในระหว่างการทำละลาย หากเทคโนโลยีการแช่แข็งดีเหมาะสม ควบคุมกระบวนการผลิตดี สะอาด ปลอดภัย ก็สามารถแก้ไขเรื่องการขาดแคลนอาหารได้ ตอบโจทย์ความมั่นคง

เอไอเอส คว้ารางวัล “The Customer Experience Award” จากเวที FutureNet Asia

0

AIS เดินหน้าขับเคลื่อนเครือข่ายสู่ Cognitive Tech-Co พิสูจน์ความสำเร็จด้วยการคว้ารางวัลจากเวที FutureNet Asia Awards 2024 ในสาขา “The Customer Experience Award” สะท้อนศักยภาพอันโดดเด่นในการประยุกต์ใช้ AI และระบบอัตโนมัติที่ล้ำสมัย ผ่านการผนึกกำลังกับพาร์ทเนอร์ระดับโลกอย่าง Huawei ด้วยการนำนวัตกรรมและขีดความสามารถของโครงข่ายในด้าน Autonomous Network เข้ามายกระดับการดูแลลูกค้า ให้ได้รับความพึงพอใจและประสบการณ์ที่ดีที่สุด

นายกิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยี AIS กล่าวว่า “การยกระดับการทำงานของเน็ตเวิร์คสู่ Autonomous Network นับเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของเรา เพื่อก้าวสู่การเป็น Cognitive Tech-Co หรือองค์กรเทคโนโลยีโทรคมนาคมอัจฉริยะที่สมบูรณ์แบบ โดยที่ผ่านมาเราได้เดินหน้าพัฒนาขีดความสามารถของโครงข่าย พร้อมสร้างสรรค์โซลูชันที่ตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าและภาคอุตสาหกรรมในยุคดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ระดับโลกอย่าง Huawei ในการพัฒนาแอปพลิเคชันที่จะมาช่วยเพิ่มขีดความสามารถของโครงข่าย และยกระดับบริการให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ทั้งการตอบสนองต่อสถานการณ์ได้ทันท่วงที รองรับปริมาณการใช้งานของลูกค้าได้อย่างเพียงพอ และตอบสนองทุกความต้องการอย่างแม่นยำ จากการนำเครื่องมือมาใช้วิเคราะห์ข้อมูลอันนำมาซึ่งความเข้าใจพฤติกรรมการใช้งานของลูกค้า เพื่อออกแบบบริการให้กับลูกค้าได้อย่างตรงใจ จนนำมาสู่การได้รับรางวัลอันทรงเกียรติในครั้งนี้”

สำหรับรางวัล FutureNet Asia Awards 2024 จัดขึ้นโดย บริษัท FutureNet World ซึ่งเป็นองค์กร ที่จัดงานประชุมและนิทรรศการระดับนานาชาติ โดยมุ่งเน้นในด้านเทคโนโลยีเครือข่ายและระบบอัตโนมัติในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะการใช้ AI – Artificial Intelligence และ ML – Machine Learning เพื่อยกระดับเครือข่ายโทรคมนาคม โดยรางวัลสาขา The Customer Experience Award จะมอบให้กับองค์กรซึ่งมีผลงานที่แสดงถึงการนำ AI เข้ามาประยุกต์ได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมต่อยอดสู่การเป็น Autonomous Network ที่สมบูรณ์แบบได้ในอนาคต

“ขอขอบคุณ FutureNet Asia ที่มอบรางวัลอันทรงเกียรติในครั้งนี้ให้กับเรา รางวัลดังกล่าวไม่เพียงตอกย้ำศักยภาพด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี แต่ยังเป็นการยืนยันว่าชาว AIS ทั้งหมดแม้แต่หน่วยงานวิศวกรรมก็มุ่งมั่นที่จะเข้าใจทุกความต้องการของลูกค้า นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพเครือข่ายเพื่อตอบโจทย์ในทุกมิติ อันจะเป็นการยกระดับประสบการณ์การใช้งานให้แก่คนไทยทุกคน ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าและการบริการที่เหนือกว่า” นายกิตติ กล่าวทิ้งท้าย

CPF ส่งมอบวัตถุดิบคุณภาพ-ปลอดภัย หนุนกรุงเทพมหานครส่งต่อกลุ่มเปราะบาง

0

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธาน เปิดงาน”วันอาหารโลก World Food Day 2024″ ณ สำนักงานเขตดอนเมือง กทม. ซึ่งปีนี้ องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations : FAO) กำหนดแนวคิด “สิทธิในอาหาร เพื่อชีวิตและอนาคตที่ดีกว่า” ( Right to foods for a better life and a better future.) โดยบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ นำโดย นายณฤกษ์ มางเขียว กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีเอฟ ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอร์เรจ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มของซีพีเอฟ พร้อมด้วยพนักงานซีพีเอฟ เข้าร่วมกิจกรรม นำวัตถุดิบที่มีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย สำหรับนำไปประกอบอาหาร ประกอบด้วย หมูปรุงรส ไก่หมัก ไส้กรอก ชิคเก้นบอล (ลูกชิ้นไก่) และไข่ไก่ มอบผ่านผู้ว่าฯกทม. ให้กับโครงการ BKK Food Bank หรือธนาคารอาหารของกรุงเทพมหานคร

ผู้ว่าฯกทม. กล่าวว่า วันนี้เป็นวันอาหารโลก เชื่อว่าทรัพยากรอาหารมีเพียงพอสำหรับทุกๆคน จะมีคนที่มีอาหารส่วนเกินที่ยังบริโภคได้อยู่และคนที่ขาดแคลน ถ้าสามารถเอาคนที่มีเกินกับคนที่ขาดมาเจอกันได้ เชื่อว่าก็จะมีความพอเพียง และเมืองเราก็จะเป็นเมืองที่น่ารัก น่าอยู่มากขึ้น เพราะเรามีการแบ่งปันกัน และยังเป็นการลดการเกิด Food Waste อย่างวันนี้ ต้องขอขอบคุณผู้ประกอบการทุกบริษัทที่นำวัตถุดิบต่างๆมามอบให้ อาทิ ตลาดสี่มุมเมือง ซีพีเอฟ ฟาร์มเฮ้าส์ มูลนิธิSOS นำมาแบ่งปันกัน นี่คือสิ่งสำคัญและเป็นหัวใจของการอยู่ร่วมกัน กทม. ทำโครงการ BKK Food Bank มาอย่างต่อเนื่อง และเราก็เห็นความร่วมมือของภาคเอกชนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในอนาคตอาจจะเป็นต้นแบบและเป็นจุดแข็งที่จะทำให้ทั่วโลกมาดูเราเป็นต้นแบบได้

สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ วัตถุดิบที่ใช้ประกอบอาหาร ซึ่งซีพีเอฟนำมาสนับสนุนกิจกรรมของกทม. ได้ถูกส่งมอบต่อให้กับผู้แทนจาก 6 กลุ่มเขต รวม 12 สำนักงานเขต ประกอบด้วย ดอนเมือง จตุจักร ประเวศ บางกะปิ วังทองหลาง ดินแดง สวนหลวง พระโขนง บางพลัด ทวีวัฒนา ภาษีเจริญ และบางขุนเทียน เพื่อนำไปเปิดครัวปรุงอาหารแจกให้กับกลุ่มเปราะบางต่อไป อาทิ กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มผู้ป่วยติดเตียง กลุ่มผู้พิการ กลุ่มผู้ด้อยโอกาส และประชาชนผู้มีรายได้น้อย

ทั้งนี้ ซีพีเอฟ มุ่งมั่นสร้างความมั่นคงทางอาหาร เดินหน้าผลิตอาหารอย่างเพียงพอ โดยตระหนักถึงสิทธิในการเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพ ปลอดภัย มีคุณค่าทางโภชนาการ รสชาติอร่อย ในราคาที่เหมาะสม โดยที่ผ่านมา ซีพีเอฟ ดำเนินโครงการ “Circular Meal มื้อนี้เปลี่ยนโลก” ร่วมกับพันธมิตร คือ มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS สาขาประเทศไทย) มาตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปัจจุบัน ส่งมอบวัตถุดิบในการนำไปปรุงอาหารรวมกว่า 59,000 กิโลกรัม หรือเทียบเท่ามื้ออาหารกว่า 250,000 มื้อ ที่ส่งมอบให้กลุ่มเปราะบางไปแล้ว .

ธุรกิจอาหารสัตว์บก ซีพีเอฟ ได้รับมาตรฐาน Global G.A.P. ระบบความปลอดภัยอาหารสัตว์ สิ่งแวดล้อม สังคมและมีธรรมาภิบาล (ESG) รายแรกของไทย

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ โดยโรงงานผลิตอาหารสัตว์บก ปักธงชัย และศรีราชา ได้รับรองมาตรฐาน Global G.A.P. จาก บริษัท Control Union (Thailand) เป็นองค์กรแรกของไทย ตอกย้ำกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการมาตรฐานระดับโลก ทั้งด้านคุณภาพ ความปลอดภัยอาหารสัตว์ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) โดยมี นายเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจอาหารสัตว์บก และ นายบุญเสริม เจริญวัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ด้านบริหารกระบวนการธุรกิจอาหารสัตว์บก ซีพีเอฟ เป็นผู้รับมอบ

นายเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟมุ่งมั่นในการผลิตอาหารให้มีความปลอดภัยสูงสุด โดยเริ่มจากการผลิตอาหารสัตว์ที่มีความปลอดภัย โดยนำมาตรฐานซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติมาใช้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพ ความปลอดภัย และ ESG จนประสบความสำเร็จในการผลักดันให้ธุรกิจอาหารสัตว์บก โดยโรงงานผลิต 2 แห่ง ทั้งโรงงานปักธงชัยและโรงงานศรีราชา เป็นรายแรกของไทย ที่ได้รับรองมาตรฐาน Global G.A.P. (Global Good Agricultural Practice) กลายเป็นต้นแบบให้กับโรงงานผลิตอาหารสัตว์ของซีพีเอฟและบริษัทอื่นๆ

“การได้รับรองมาตรฐาน Global G.A.P. นับเป็นความสำเร็จของคณะผู้บริหารและพนักงานของซีพีเอฟทั้งหมด ที่ร่วมมือกันผลิตอาหารสัตว์ให้มีความปลอดภัยในระบบสากล สามารถสอบย้อนกลับได้ ซึ่งเกิดจากความมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม การดูแลสังคม และปฏิบัติอย่างมีธรรมาภิบาล เพื่อขับเคลื่อนซีพีเอฟสู่ความยั่งยืนและก้าวสู่ตลาดการค้าระดับโลกอย่างมั่นคง ขณะเดียวกัน เรายังมุ่งแบ่งปันองค์ความรู้และเส้นทางความสำเร็จในหลากหลายช่องทาง เพื่อร่วมยกระดับมาตรฐานอาหารปลอดภัยของประเทศไทย” นายเรวัติ กล่าว

ทางด้าน Mr. Stephan Moreels, Managing Director บริษัท Control Union (Thailand) แสดงความยินดีกับความสำเร็จครั้งสำคัญของกลุ่มซีพีเอฟ ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน Global G.A.P Compound Feed Manufacturing (CFM) version 3.1 section C (ESG) ที่มุ่งเน้นการดำเนินงานที่คำนึงถึงพลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน การทำงานที่เป็นธรรม เคารพสิทธิทางด้านแรงงาน และการมีส่วนร่วมกับชุมชนท้องถิ่น Control Union ในฐานะเพื่อนที่ร่วมกันผลักดันมาตรฐานนี้ร่วมกันกับซีพีเอฟ จึงตระหนักถึงการทำงานอย่างหนัก และวิสัยทัศน์ที่นำพาบริษัทฯมาสู่ความสำเร็จ ทั้งหมดนี้เกิดจากความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ โดยกำหนดมาตรฐานให้กับบุคลากรทุกคนนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ที่ผ่านมาแม้จะเผชิญหน้ากับความท้าทาย แต่ก็สามารถเปลี่ยนอุปสรรคให้เป็นโอกาส และความทุ่มเทนี้ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงอัตลักษณ์และความเป็นผู้นำของซีพีเอฟอย่างแท้จริง

“Global G.A.P. เป็นมาตรฐานความยั่งยืนที่มีมาอย่างยาวนาน เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซีพีเอฟมีเส้นทางที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง บริษัทฯมีการปฏิบัติที่สอดคล้องในการผลิตอาหารสัตว์ที่มีคุณภาพและปลอดภัย รวมถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินงานอย่างยั่งยืนในทุกๆด้าน ขอยกย่องทีมงานที่เป็นเบื้องหลังความสำเร็จ ความร่วมมือ การสร้างสรรค์นวัตกรรม การมุ่งมั่นสู่เป้าหมายของทุกคน ได้สร้างผลกระทบเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมการผลิตอาหารสัตว์ของไทยอย่างแท้จริง” Mr. Stephan กล่าว

มาตรฐาน Global G.A.P มุ่งเน้นการป้องกันและควบคุมการผลิตในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบที่ดีมีความปลอดภัย ตลอดจนการผลิตด้วยเทคโนโลยีทันสมัย สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ จึงมั่นใจได้ว่าอาหารสัตว์ที่ผลิตออกจากโรงงานซีพีเอฟมีความปลอดภัยและมีคุณภาพสูง ก่อนส่งต่อไปยังฟาร์มเลี้ยงสัตว์และลูกค้า เพื่อให้เกิดความปลอดภัยของอาหารสัตว์และผู้บริโภคผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ ซึ่งปัจจุบันทั้งคู่ค้าและผู้บริโภคต่างให้ความสำคัญกับ ESG สอดคล้องกับความมุ่งมั่นในการดำเนินงานภายใต้กรอบ ESG มาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ซีพีเอฟ ยังริเริ่มทำระบบมาตรฐานคุณภาพ ISO9001 ในการผลิตอาหารสัตว์ มาตั้งแต่ปี 2543 และมุ่งยกระดับระบบมาตรฐานอาหารสัตว์มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องและได้มาตรฐานตามข้อกำหนดของภาครัฐและประเทศคู่ค้า ที่จะส่งผลต่ออาหารปลอดภัยสู่ผู้บริโภคในที่สุด.

กำจัดปลาหมอคางดำ อย่ามองข้ามบ่อร้างในที่ส่วนบุคคล

0

บทความโดย นิกร ประกอบดี

หากยังจำได้ว่ามีการพบบ่อบำบัดน้ำเสียในโครงการบำบัดน้ำที่ปากพนังซึ่งถูกทิ้งร้างจนกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของปลาหมอคางดำและมีชาวบ้านแห่จับส่งขายรัฐได้เป็นจำนวนมากนั้น น่าจะเป็นเพราะเป็นพื้นที่ของรัฐที่ทิ้งร้าง ชาวบ้านจึงกล้าที่จะเข้าไปจับปลาไปขาย ช่วยกำจัดปลาหมอคางดำได้ดีและช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้จากการขายปลาด้วย ส่วนบ่อร้างในพื้นที่ส่วนบุคคล … คงไม่มีใครกล้าเข้าไปบุกรุก แล้วรัฐจะแก้ปัญหาตรงนี้อย่างไร  

ชาวบ้านในพื้นที่สมุทรสาคร-สมุทรสงครามเล่าให้ฟังว่า แม้ปลาหมอคางดำตามลำคลองแหล่งน้ำธรรมชาติจะลดลงมากแล้ว ที่เหลืออยู่ก็พวกตัวเล็กตัวน้อย แต่อยากให้รัฐแวะไปดูตามบ่อร้างหรือกระชังที่ทิ้งร้างไว้ มันยังมีปลาหมอคางดำอีกเยอะที่ไม่มีใครกล้าจับ เพราะเป็นที่ที่มีเจ้าของ การเข้าไปจับในบ่อร้างเหล่านั้น อาจถูกมองว่าเป็นการบุกรุก ลักทรัพย์ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ผิดกฎหมาย และเจ้าของที่สามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ ทำให้ไม่มีใครกล้าเข้าไปกำจัดปลาเหล่านั้น ทั้งๆ ที่มันเป็นสัตว์รุกรานที่รับรู้กันอยู่ทั่วไปแล้วว่าต้องช่วยกันทำลาย นับเป็นข้อจำกัดของการกำจัดปลาหมอคางดำที่อาจจะมองได้หลายมุม

มุมที่ 1 : บ่อร้างอาจเป็นบ่อร้างจริงๆ ที่เจ้าของบ่อละเลย ไม่มาดูแล ขณะที่ชาวประมง – ชาวบ้านเห็นปลาหมอคางดำจำนวนมากแล้วอยากจะจับไปส่งขายเหลือเกิน แต่ก็ไม่สามารถรุกเข้าไปพื้นที่ดังกล่าวได้ ทำให้ปริมาณปลายังคงค้างอยู่ในบ่อร้าง ไม่ได้ถูกกำจัด และสุ่มเสี่ยงต่อการเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ ง่ายต่อการแพร่ระบาดอีก ตรงนี้รัฐจำเป็นต้องออกกฎหมายเฉพาะ เพื่อให้การกำจัดปลาหมอคางดำสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างถึงที่สุด 

มุมที่ 2 : บ่อไม่ได้ร้างจริง โดยเจ้าของพยายามกางปีกป้องไว้ไม่ให้ใครเข้าถึง แต่ในบ่อนั้นเต็มไปด้วยปลาหมอคางดำที่ปล่อยทิ้งไว้ให้มันโต เพื่อให้ได้ราคามากขึ้นเวลาจับไปขายให้รัฐ เข้าข่ายเลี้ยงเพื่อวนขาย อันนี้ผิดกฎหมายชัดเจน แต่ไม่รู้เจ้าหน้าที่ทำอะไรกับกลุ่มนี้ได้กี่มากน้อย ทั้งที่จริงๆแล้วเชื่อว่ารัฐสามารถดำเนินการขั้นเด็ดขาดได้เลย จากประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ออกมาก่อนหน้านี้ ว่าด้วยเรื่องกำหนดชนิดสัตว์น้ำที่ห้ามเพาะเลี้ยงในราชอาณาจักร พ.ศ.2564 โดยห้ามเพาะเลี้ยงปลาหมอคางดำ หากผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดีตามมาตรา 144 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากนำไปปล่อยในที่จับสัตว์น้ำ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 ล้านบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

มุมที่ 3 :  เคยไปนั่งทานอาหารที่ร้านอาหารริมน้ำแห่งหนึ่ง ปลาในบ่อมีแต่ปลาหมอคางดำ เจ้าของร้านก็นั่งโปรยอาหารเม็ดให้มัน ทั้งยังมีอาหารเม็ดขายให้ลูกค้าเลี้ยงปลาด้วย … แบบนี้ไม่รู้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเข้าถึงได้แค่ไหนหรือมองข้ามไป ทั้งที่สามารถเอาผิดได้ทันที  

มุมที่ 4 : ไม่ใช่บ่อร้าง แต่เป็นบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ (กุ้งหรือปลา) ที่ใช้วิธีถ่ายเทน้ำเข้า-ออก ระหว่างบ่อกับลำคลอง หรือ แหล่งน้ำธรรมชาติเป็นกิจวัตร ตรงนี้เป็นจุดบอดสำคัญ ที่แม้รัฐจะกำจัดปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติไปได้มากแล้ว หากยังมีการถ่ายน้ำที่มีปลาหมอคางดำค้างอยู่ในบ่อเหล่านั้นออกสู่ลำคลอง ก็เหมือนเป็นการเติมปลาเข้าสู่แหล่งน้ำธรรมชาติไม่รู้จบ ข้อนี้ไม่ผิดกฎหมาย แต่จำเป็นต้องให้ความรู้เกษตรกร เช่นการแนะนำให้ปรับรูปแบบการเลี้ยงปลาตามลำคลองในจังหวัดที่มีการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำ โดยให้ใช้วิธีเลี้ยงกุ้ง-เลี้ยงปลาในระบบปิด ยุติการถ่ายน้ำเข้าออก หรืออย่างน้อยต้องมีวิธีกำจัดปลาแปลกปลอมอย่างเข้มงวด เช่น การใช้กากชาจนมั่นใจว่า ไม่เหลือปลาหมอคางดำในบ่อแล้ว จึงค่อยเริ่มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

ไม่ว่าจะเป็นมุมไหน ข้อจำกัดเหล่านี้น่าจะถูกนำเข้าที่ประชุมของผู้หลักผู้ใหญ่ที่จะสามารถตัดสินใจได้ว่า ต้องแก้กฏหมายอย่างไรให้รัฐจับปลาได้โดยที่เจ้าของบ่อร้างนั้นต้องยอมจำนน หรือการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด เอาผิดคนที่เลี้ยงปลาหมอคางดำได้ ไม่ว่าจะเพื่อวนไปขายให้รัฐ หรือเพื่อให้แขกในร้านได้เพลิดเพลิน เพราะจุดประสงค์สูงสุดคือการทำลายปลาชนิดนี้ให้มากที่สุด จำกัดประชากรปลาให้ลดลงเหลือน้อยที่สุด ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมทั้งหมด ไม่ใช่ปล่อยให้ใครหาประโยชน์ในขณะที่หลายฝ่ายกำลังช่วยกันกำจัดมันอย่างจริงจัง.