Home Blog Page 108

รู้เก็บรู้ออม : เทคนิคถอนเงินใช้ตอนเกษียณ

0

“คุณนายพารวย” ให้ความสำคัญเรื่องวางแผนการเงินสำหรับวัยเกษียณมาตลอด เพราะรู้ตัวดีว่า ไม่ช้าก็เร็ว คงถึงเวลาต้องเปลี่ยนสถานะตัวเองเป็นคุณยายหรือคุณย่าพารวย ดังนั้น การตั้งเป้าหมายมีเงินเก็บเงินออมเอาไว้ใช้ตอนเกษียณ จึงเป็นสิ่งที่ต้องรีบทำกันเสียแต่เนิ่นๆ ยิ่งเร็วเท่าไรก็ยิ่งดีกับตัวเอง

ชีวิตเกษียณจะแฮปปี้หรือไม่ อยู่ที่เราทำตัวยังไงตอนหนุ่มสาว แม้ว่าจะมีเรี่ยวแรงและเวลาเหลือเฟือแต่ถ้าไม่มีการวางแผนการเงินล่วงหน้า ชีวิตวัยเกษียณของเราอาจไม่ลงเอยด้วยความมั่นคงและสุขสบายอย่างที่หวัง เพราะว่าเราใช้ชีวิตแบบประมาท คือ รอวันแก่ แต่ไม่ได้เตรียมตัวแก่

การวางแผนการเงินสำหรับชีวิตเกษียณนั้น ต้องมีการกำหนดเป้าหมายการเงินที่ชัดเจนว่า ต้องการใช้เงินเท่าไร ประเมินสถานะปัจจุบัน คำนวณรายรับ รายจ่าย ภาระหนี้สิน เพื่อจะได้รู้ว่าต้องมีเงินเก็บเท่าไรถึงจะพอใช้ ซึ่งเป้าหมายการใช้จ่ายเงินของคนวัยเกษียณ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ ความจำเป็น (Needs) กับความต้องการ (Wants) คนวัยเกษียณควรแยกค่าใช้จ่ายทั้งสองส่วนได้อย่างชัดเจน เพื่อสามารถบริหารจัดการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ค่าใช้จ่ายเพื่อความจำเป็นจะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการดำรงชีวิตของคนวัยเกษียณ ยกตัวอย่างเช่น ค่าอาหาร ค่ารักษาพยาบาล ดังนั้น วิธีบริหารจัดการ และเครื่องมือทางการเงิน จะต้องมีความชัดเจนอย่างมาก

ส่วนค่าใช้จ่ายเพื่อความต้องการ จะมีความยืดหยุ่นมากกว่า เพราะเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่จำเป็น มีเงินมากก็ใช้มาก มีน้อยก็ใช้น้อย หรือหากมีมากก็อาจไม่ต้องใช้มากก็ได้ จึงไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางการเงินที่สร้างรายได้จำนวนแน่นอนทุกปี ตัวอย่างเช่น ค่าท่องเที่ยว ค่าใช้จ่ายทางสังคม

เว็บ SET investnow แนะวิธีถอนเงินสำหรับใช้เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อความต้องการ และสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ เพื่อให้คนวัยเกษียณจัดการเงินได้แบบมีประสิทธิภาพนั่นคือ วิธี Modified Required Minimum Distributions (RMD) ซึ่งเป็นการถอนเงินจำนวนขั้นต่ำที่ต้องถอนออกจากบัญชีในแต่ละปี

วิธี RMD เป็นการคำนวณจำนวนเงินที่ถอนออกมาได้ในแต่ละปี โดยนำยอดเงินเก็บคงเหลือ บวกลบกับกำไรขาดทุนจากการลงทุน แล้วหารด้วยจำนวนปีที่เหลือ ยกตัวอย่างเช่น กำหนดเวลาใช้เงิน 15 ปี เงินที่ถอนได้ของปีแรก ก็จะเท่ากับ เงินก้อนเริ่มต้น หารด้วยจำนวนปี และในปีถัดไป ก็นำเงินเก็บคงเหลือหลังถอนเงินไปแล้วมาคำนวณวิธีเดียวกัน ก็จะได้จำนวนเงินที่ถอนได้ของปีนั้นๆ โดยคำนวณไปเรื่อยๆจนถึงปีสุดท้าย

ตัวเลขเงินที่ถอนได้ของแต่ละปีจะมีจำนวนไม่เท่ากัน เพราะผลตอบแทนแต่ละปีต่างกัน ปีไหนมีผลตอบแทนดี ก็กินหรูอยู่สบาย ฟุ่มเฟือยได้ แต่ถ้าปีไหนได้ผลตอบแทนไม่ดี ก็ต้องรัดเข็มขัดตามจำนวนเงินที่ถอนได้

เทคนิคนี้จะทำให้ผู้เกษียณมีเงินใช้ได้นานเท่าที่ต้องการ โดยที่ระหว่างทางก็ไม่ต้องกังวลกับผลตอบแทนการลงทุน เพราะถอนเงินออกมาใช้ตามจำนวนเงินที่ถอน

ใครสนใจอยากเรียนรู้เทคนิคและวิธีการบริหารจัดการเงินหลังเกษียณ สามารถเรียนเพิ่มเติมผ่าน e-Learning หลักสูตร “วางแผนการเงินหลังเกษียณ สไตล์วัยเก๋า” ได้ฟรี!!! คลิกที่นี่ SET e-Learning.

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง" หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

รู้ไว้! สิทธิของผู้โดยสารเมื่อเที่ยวบินในประเทศดีเลย์

0
สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับ สิทธิของผู้โดยสารเมื่อเที่ยวบินภายในประเทศล่าช้า
  • กรณีเที่ยวบินล่าช้าเกิน 2-3 ชั่วโมง ผู้โดยสารมีสิทธิได้รับอาหาร-เครื่องดื่ม, บริการด้านการติดต่อสื่อสาร, และค่าโดยสารคืน
  • กรณีเที่ยวบินล่าช้าเกิน 3-5 ชั่วโมง ผู้โดยสารมีสิทธิได้รับอาหาร-เครื่องดื่ม, บริการด้านการติดต่อสื่อสาร, ค่าโดยสารคืน, เปลี่ยนเที่ยวบิน, หรือเดินทางโดยการขนส่งอื่น
  • กรณีเที่ยวบินล่าช้าเกิน 5-6 ชั่วโมง ผู้โดยสารมีสิทธิได้รับอาหาร-เครื่องดื่ม, บริการด้านการติดต่อสื่อสาร, ค่าโดยสารคืน, เปลี่ยนเที่ยวบิน, เดินทางโดยการขนส่งอื่น, และค่าชดเชย 600 บาท (ยกเว้นกรณีสายการบินพิสูจน์ได้ว่าล่าช้าเพราะเหตุสุดวิสัย)
  • กรณีเที่ยวบินล่าช้าเกิน 6 ชั่วโมง ผู้โดยสารมีสิทธิได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับกรณีถูกยกเลิกเที่ยวบิน, อาหาร-เครื่องดื่ม, บริการด้านการติดต่อสื่อสาร, ค่าโดยสารคืน, เปลี่ยนเที่ยวบิน, เดินทางโดยการขนส่งอื่น, ที่พักพร้อมการรับส่งระหว่างสนามบินกับที่พักถ้าต้องค้างคืน, และค่าชดเชย 1,200 บาท (ยกเว้นกรณีสายการบินพิสูจน์ได้ว่าล่าช้าเพราะเหตุสุดวิสัย)

หมายเหตุ : ผู้โดยสารจะได้รับสิทธิเหล่านี้เฉพาะกรณีที่ไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้าและมาถึงสนามบินแล้ว

เปิดบทเรียนกรณีศึกษาตปท. แก้ปัญหาปลาหมอคางดำระบาด

0

พบต้นตอการระบาดจากนำมาเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม ชี้ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันเดินไปข้างหน้าเพื่อกำจัดปลาหมอคางดำในไทย

ปลาหมอคางดำเคยระบาดในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา เกิดขึ้นที่รัฐฟลอริดา และฮาวาย ออสเตรเลียระบาดที่ควีนส์แลนด์ ยุโรปเกิดที่แม่น้ำดานูบ เป็นต้น ส่วนใหญ่มาจากการนำเข้าหรือลักลอบนำเข้าเพื่อเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม นอกเหนือจากเพื่อการประมง พร้อมนำเสนอกรณีศึกษาการกำจัดปลาหมอคางดำของประเทศต่าง ๆ ชี้ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันศึกษาและวิจัยเพิ่มเติม และการให้ความรู้แก่ประชาชนเพื่อให้การควบคุมและลดจำนวนประชากรของปลาหมอคางดำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ในสหรัฐอเมริกา มีการระบาดของปลาหมอคางดำ ใน 2 เมืองใหญ่ ได้แก่ มลรัฐฟลอริดา ปลาหมอคางดำถูกนำเข้ามาทั้งเพื่อการประมงและเพื่อการเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม มีการปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติและหลุดรอดจากฟาร์มเลี้ยงทำให้เกิดการระบาด ส่วนอีกแห่งคือที่ฮาวาย ปลาหมอคางดำถูกนำเข้ามาเพื่อเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม แต่ต่อมาถูกปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติ

ออสเตรเลีย มีระบาดที่ ควีนส์แลนด์ ปลาหมอคางดำถูกนำเข้ามาเพื่อการเลี้ยงและการควบคุมศัตรูพืช แต่เมื่อหลุดออกมาสู่แหล่งน้ำธรรมชาติก็เกิดการแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว ส่วนที่ นิวเซาท์เวลส์ การระบาดเกิดจากการลักลอบนำเข้าเป็นปลาสวยงาม ส่งผลให้เกิดการแพร่ระบาดในแหล่งน้ำท้องถิ่น

ยุโรป มีการระบาดที่แม่น้ำดานูบ จากการนำเข้าปลาหมอคางดำ เพื่อการเลี้ยงเชิงพาณิชย์เป็นปลาสวยงามและเลี้ยงทั่วไป แต่เมื่อปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติ ทำให้เกิดการแพร่พันธุ์ในแหล่งน้ำธรรมชาติ

นอกจากนี้ยังมีการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำในอีกหลายประเทศ แต่ไม่ได้เป็นปัญหามากนัก อาทิ สเปน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เป็นต้น ซึ่งมีต้นเหตุทั้งจากการนำเข้าและลักลอบนำเข้าเพื่อการประมงและปลาสวยงาม
เกี่ยวกับการกำจัดปลาหมอคางดำในต่างประเทศมีหลากหลายวิธีที่ถูกนำมาใช้ โดยมุ่งเน้นไปที่การควบคุมการแพร่พันธุ์และลดจำนวนประชากรของปลาชนิดนี้ในแหล่งน้ำที่ไม่ใช่ถิ่นกำเนิดของมัน

กรณีศึกษา 1: การควบคุมปลาหมอคางดำในฟลอริดา, สหรัฐอเมริกา

ฟลอริดาเป็นหนึ่งในรัฐที่มีการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ การจัดการกับปลาหมอคางดำในฟลอริดาใช้วิธีหลากหลาย ดังนี้:
การใช้สารเคมี: หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้สารเคมี เช่น โรติโนน (Rotenone) ในแหล่งน้ำบางแห่งเพื่อลดจำนวนปลาหมอคางดำ แต่ต้องมีการควบคุมอย่างเข้มงวดเนื่องจากสารเคมีมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

การใช้เครื่องดักปลา: ใช้เครื่องดักปลาและตาข่ายเพื่อจับปลาหมอคางดำจากแหล่งน้ำ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ปลามีการแพร่พันธุ์

การสำรวจและเฝ้าระวัง: การสำรวจและเฝ้าระวังแหล่งน้ำที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำไปยังแหล่งน้ำใหม่

กรณีศึกษา 2: การจัดการปลาหมอคางดำในแม่น้ำดานูบ, ยุโรป
แม่น้ำดานูบเป็นแหล่งน้ำสำคัญในยุโรปที่มีการพบปลาหมอคางดำ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้วิธีดังนี้:

การกั้นแหล่งน้ำ: สร้างเขื่อนหรือสิ่งกีดขวางเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำไปยังแหล่งน้ำอื่น ๆ
การใช้ปลานักล่าธรรมชาติ: นำปลานักล่าที่กินปลาหมอคางดำมาใช้ในการควบคุมประชากร เช่น ปลาที่มีขนาดใหญ่และมีพฤติกรรมกินเนื้อ

การให้ความรู้แก่ชุมชน: ให้ความรู้แก่ชุมชนเกี่ยวกับผลกระทบของปลาหมอคางดำและวิธีการควบคุมการแพร่กระจาย

กรณีศึกษา 3: การควบคุมปลาหมอคางดำในออสเตรเลีย
ออสเตรเลียเผชิญกับการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำบางแห่ง ซึ่งมีการใช้วิธีการดังนี้:
การสำรวจและกำจัด: การสำรวจแหล่งน้ำที่พบปลาหมอคางดำและการกำจัดโดยใช้เครื่องดักปลาและการตกปลา

การใช้สารเคมีแบบจำกัดพื้นที่: ใช้สารเคมีในการกำจัดปลาหมอคางดำในพื้นที่ที่มีการแพร่พันธุ์สูง โดยจำกัดพื้นที่เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
การสร้างเขตควบคุม: กำหนดเขตควบคุมและมาตรการเฝ้าระวังเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำไปยังพื้นที่ใหม่

การจัดการกับปลาหมอคางดำต้องการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การศึกษาและวิจัยเพิ่มเติม และการให้ความรู้แก่ประชาชนเพื่อให้การควบคุมปลาหมอคางดำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

‘สาระ ล่ำซำ’ คว้ารางวัลเกียรติยศ นักการเงินแห่งปี 2566 เป็นครั้งที่ 2

0

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) รับรางวัลเกียรติยศ  “นักการเงินแห่งปี” ประจำปี 2566  จากวารสารการเงินธนาคาร โดยมี  ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ให้เกียรติเป็นประธานมอบ  ในพิธีมอบรางวัล MONEY & BANKING AWARDS 2024 โดยที่ผ่านมาคณะกรรมการตัดสินรางวัลนักการเงินแห่งปีมีมติอย่างเป็นเอกฉันท์ให้ นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต ครองตำแหน่งนักการเงินแห่งปี 2566 ซึ่งเป็นการครองตำแหน่งเป็นครั้งที่ 2 ด้วยคุณสมบัติของการเป็นนักการเงินแห่งปีครบถ้วนตามหลักเกณฑ์การพิจารณาทั้ง 4 ด้าน เป็นนักการเงินมืออาชีพที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและทันสมัย มีความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ สร้างความเติบโตยั่งยืนให้กับองค์กรรับผิดชอบต่อสังคมและทำคุณประโยชน์ต่อส่วนรวม ในโอกาสนี้ ผู้บริหารและพนักงานของบริษัทฯ เข้าร่วมแสดงความยินดีอย่างมากมาย พิธีนี้จัดขึ้น ณ ห้องรีเจนซี่บอลรูม ชั้น 5 โรงแรม ไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท 

สาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

นับเป็นเวลา 41 ปีที่ วารสารการเงินธนาคาร ได้มอบรางวัลเกียรติยศ นักการเงินแห่งปี Financier of the Year เพื่อยกย่องผู้บริหารระดับสูงของธนาคาร สถาบันการเงิน บริษัทประกัน บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ที่มีผลงานโดดเด่น มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ทันสมัย สามารถขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตก้าวหน้าและยั่งยืนในทุกสถานการณ์เศรษฐกิจ โดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม ทั้งนี้ นายสาระ ล่ำซำ เป็นผู้บริหารบริษัทประกันชีวิตคนแรกที่ได้รับรางวัล “นักการเงินแห่งปี” เมื่อปี 2556  และในปี 2566 นายสาระ ล่ำซำ ได้กลับมาครองตำแหน่ง “นักการเงินแห่งปี 2566” อีกครั้ง ด้วยผลงานโดดเด่น โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ภาคธุรกิจประกันชีวิตได้เผชิญกับความท้าทายเป็นอย่างมาก.  

แนะเมนูเด็ด น้ำพริกแห้ง/ไส้อั่วปลาหมอคางดำ บริโภคได้ในครัวเรือน

0

นักวิชาการ ชี้ วิกฤต คือ โอกาส เมื่อปลาหมอคางดำมีมากในแหล่งน้ำ มาร่วมด้วยช่วยกันจับ นำมาทำเมนูเด็ดสำหรับบริโภคในครัวเรือน ช่วยลดปัญหา ช่วยรักษาสมดุลแหล่งน้ำ สร้างคุณค่าให้กับปลา ได้ประโยชน์รอบด้าน

ผศ.ดร.ภูธฤทธิ์ วิทยาพัฒนานุรักษ์ รักษาศิริ อาจารย์ประจำคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดอย่างหนักของ “ปลาหมอคางดำ” ในแหล่งน้ำของไทยขณะนี้ โดยปลาดังกล่าวเป็นปลาต่างถิ่น สามารถขยายพันธุ์ได้อย่างรวด กินทุกอย่างทั้งพืชและสัตว์ เมื่ออยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติ จะทำลายระบบนิเวศ รวมถึงเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่ ซึ่งทุกภาคส่วนร่วมสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ประชาชนช่วยกันกำจัดเพื่อควบคุมและลดปริมาณปลา โดยนำปลามาใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่าสูงสุด ซึ่งแนวทางที่มีการแนะนำกันแพร่หลายอยู่ในขณะนี้คือ การนำมาทำเมนูอาหาร ผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น น้ำปลา ข้าวเกรียบ หรือ ปลาป่น ทำปุ๋ยชีวภาพ แต่วิธีที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุดสำหรับทุกคน คือ การนำไปทำเป็นอาหารสำหรับบริโภคในครอบครัว

“ปลาหมอคางดำ” แม้เป็นปลาต่างถิ่น แต่สามารถรับประทานได้เหมือนปลาทั่วไป เป็นปลาตระกูลเดียวกันกับปลานิล มีคุณค่าทางโภชนาการ โปรตีนและไขมันเทียบเท่ากับปลานิล โดยคุณค่าทางโภชนาการไม่น้อยหน้าปลาชนิดอื่น ใช้เป็นวัตถุดิบปรุงอาหาร รังสรรค์ได้หลากหลายเมนู โดย มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้คิดริเริ่มและจัดทำแผนช่วยลดการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำตั้งแต่เริ่มพบการระบาดในแหล่งน้ำ ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มรายได้ให้กับคนในพื้นที่ โดยร่วมกับสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดเพชรบุรี เผยแพร่องค์ความรู้ส่งเสริมการแปรรูปปลาหมอคางดำเพื่อเพิ่มมูลค่า รวมถึงทำงานวิจัยร่วมกันกับชุมชนเพื่อกำจัดปลาดังกล่าว โดยนำเอามาทำเป็นอาหาร ทำให้มีมูลค่าสูงขึ้น มีราคาเพิ่มขึ้น และมีประโยชน์กับประชาชน ซึ่งเป็นอีกวิธีช่วยควบคุมและลดปริมาณปลาหมอคางดำ

ทางมหาวิทยาลัยฯ มีพันธกิจทำงานเพื่อชุมชนและให้องค์ความรู้กับคนในชุมชน สำหรับผลิตภัณฑ์และเมนูที่คัดเลือกมาทำการวิจัยและพัฒนาโดยใช้ปลาหมอคางดำเป็นวัตถุดิบ เพื่อส่งเสริมการบริโภค และนำเสนอชุมชน มีทั้งหมด 20 ผลิตภัณฑ์ อาทิ ลูกชิ้น กรรเชียง ปลาร้าเป็นตัว ปลาร้าผง น้ำซุป น้ำสต๊อก น้ำบูดู น้ำหมักปรุงรส ปลาแดดเดียว ปลาสามรส ปลาสวรรค์ ฯลฯ

สำหรับเมนูที่ชุมชนชื่นชอบและเข้าถึงได้ง่าย คือ “น้ำพริกแห้งปลาหมอคางดำ” และ “ไส้อั่วปลาหมอคางดำ” นอกจากจะเป็นเมนูที่สามารถทำรับประทานได้ในครัวเรือนแล้ว ยังเป็นเมนูส่งเสริมการแปรรูปของคนในชุมชน เพื่อสร้างรายได้เสริมและใช้ประโยชน์จากปลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดย น้ำพริกแห้งปลาหมอคางดำ มีส่งออกสหรัฐอเมริกาด้วย เพราะเก็บได้นาน ต่างชาติชอบกินใช้กินกับขนมปังได้ โดยมหาวิทยาลัยฯ ได้ยื่นจดอนุสิทธิบัตรน้ำพริกแห้งปลาหมอคางดำแล้ว แต่ไม่จดลิขสิทธิ์สำหรับชุมชน

นอกจากนี้ ปลาหมอคางดำ เป็นปลาก้างแข็ง หากนำก้างไปย่อยเป็นแคลเซียม ฟอสฟอรัส จะมีสูงกว่าปลาทั่วไป ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ หากในแง่อุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์ในอนาคต สามารถนำไปผลิตเป็นแคลเซียมผง หรือแคลเซียมสำเร็จรูปได้

ผศ.ดร.ภูธฤทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นับตั้งแต่เริ่มการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ได้ลงพื้นที่พาชาวบ้านกินปลาหมอคางดำ ในจังหวัดเพชรบุรี 4-5 พื้นที่ และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 5 พื้นที่ โดยชุมชนลงจับปลาหมอคางดำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ อาทิ แม่น้ำเพชรบุรี ซึ่งเราสามารถทำลายมันได้ด้วยการกิน ดังนั้น จึงอยากเชิญชวนกินปลาหมอคางดำ เพื่อควบคุมและอยู่ร่วมกันกับมันให้ได้.

เส้นทางการเติบโตอย่างยั่งยืนของ SCG

0

เส้นทางการเติบโตอย่างยั่งยืนของ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือเอสซีจี ตั้งแต่เข้าจดทะเบียน มุ่งมั่นขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนตามแนวทาง ESG สอดคล้องกับแนวทางที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ส่งเสริม

เอสซีจี ยังใช้กลยุทธ์การ Spin-off หรือการแยกธุรกิจในเครือมาจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อสร้างการเติบโต และเพิ่มความอิสระในการบริหารงานของบริษัทลูก


เปิดข้อมูลใหม่ ส่งออกปลาหมอคางดำเป็นปลาสวยงาม 17 ประเทศ 2.3 แสนตัว

0

ในที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) วันที่ 18 กรกฏาคม 2567 ซึ่งได้มีการพิจารณาศึกษาสาเหตุและแนวทางการแก้ไขปัญหา ผลกระทบจากการนำเข้าปลาหมอคางดำ นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง ได้เปิดข้อมูลสำคัญจากข้อสงสัยเรื่อง “ปลาหมอคางดำส่งออกเป็นปลาสวยงาม” ว่า จากการตรวจสอบพบว่า มีการส่งออกปลาหมอคางดำเมื่อปี 2556-2559 ไป 17 ประเทศ มีผู้ส่งออก 11 ราย มีปลาที่ส่งออกทั้งสิ้น 230,000 ตัว

กลายเป็นคำตอบของข้อสงสัยเกี่ยวกับต้นตอของการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ นำมาซึ่งคำถามต่อมาว่า แล้วพ่อแม่พันธุ์ปลาที่นำมาเพาะพันธุ์เพื่อการส่งออกที่ว่านี้มาจากไหน ทั้งที่ไม่มีการขออนุญาตนำเข้า เพราะกรมประมงบอกว่ามีเพียงบริษัทเอกชนรายเดียวที่มีการขออนุญาตนำเข้าถูกต้องตามกฎหมาย

เกิดคำถามตามมาว่า ขั้นตอนการตรวจสอบและควบคุมการนำเข้า-ส่งออกสัตว์น้ำของภาครัฐ มีความเข้มแข็งและเข้มงวดมากพอหรือไม่ เพราะมีตัวเลขส่งออก แต่ไม่มีตัวเลขนำเข้า ราวกับว่าพ่อแม่พันธุ์ปลาหมอคางดำ ที่เพาะเลี้ยงเพื่อส่งออกเป็นปลาสวยงาม อยู่ๆก็เข้ามาอยู่ในประเทศไทย ถึงแม้กรมประมงจะชี้แจงว่าพันธุ์ปลาอาจมาจากธรรมชาติ ผู้เลี้ยงปลาเพื่อส่งออกเป็นปลาสวยงามนั้น เขารู้กันดีว่า ปลาสวยงามเป็นความต้องการลักษณะเฉพาะ เช่น สีสัน เส้นสายบนตัวปลา รวมถึงความแข็งแรง ต้องเลี้ยงให้ตรงตามความนิยมของตลาดซึ่งจะมีผลต่อราคา

วันนี้ “ปลาหมอสีคางดำ” ระบาดไปใน 16 จังหวัด หากจะถกเถียงและควานหาต้นตอและถกเถียงกันหาตัวคนผิดก็อาจสายไป ทั้งที่ภาครัฐควรจะรีบหาวิธีการให้ตรงกับโจทย์ที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้เร่งแก้ปัญหาการแพร่ระบาดให้เร็วที่สุด ด้วยการหาวิธีจับปลาอย่างมีประสิทธิภาพ และวิธีการจูงใจให้มาลงแขกจับปลากัน จับมาได้แล้วต้องรณรงค์ให้มีการบริโภคเพิ่มมากขึ้น ให้ความรู้ว่าปลาชนิดนี้กินได้เหมือนปลาปกติ เพราะที่ผ่านมาเรียกขานกันว่า เอเลี่ยนสปีชี่ส์ ปลาปีศาจ หรือ ปลาวายร้าย ต่างๆ นานา สร้างภาพน่ากลัวจนไม่กล้ากิน ทั้งที่มีโปรตีนและคุณค่าทางอาหาร ปรุงง่ายได้หลายเมนู หรือ จะส่งเสริมทำผลิตภัณฑ์อาหารก็ทำได้ไม่ยาก

อธิบดีกรมประมง ก็ยอมรับก่อนหน้านี้ว่า ในประเทศไทย มีปัญหาการระบาดของสัตว์เอเลี่ยนสปีชีส์ (Alien Species) หลายชนิด ซึ่งปลาหมอสีคางดำ อาจมีที่มาจาก 2 ทาง คือ การลักลอบนำเข้ามาในประเทศ และการขออนุญาตนำเข้าเมื่อปี 2553 เพื่อทดลองวิจัยแล้วอาจหลุดรอดสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ถือเป็นประเด็นที่สังคมกำลังตั้งคำถาม เพราะเป็นข้อมูลที่ถูกบันทึกอย่างเป็นทางการเพียงครั้งเดียว ซึ่งบริษัทเอกชนยืนยันว่า ปลาที่นำเข้ามาตายระหว่างขนส่งเหลือเพียงปลาที่อ่อนแอและทยอยตาย จึงตัดสินใจยุติการวิจัยและทำลายซากปลาตามมาตรฐาน พร้อมแจ้งกรมประมง และส่งตัวอย่างปลาดองฟอร์มาลีนทั้งหมดให้กรมประมงในปี 2554 แล้วนั้น กรมประมงชี้แจงว่า ไม่ได้รับตัวอย่างดังกล่าว ซึ่งเป็นเรื่องนี้ต้องอาศัยเอกสาร พยาน และหลักฐานในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อไป

แต่ข้อมูลอีกด้านที่ทุกฝ่ายควรทราบ คือ ปลาหมอสีคางดำ (Blackchin Tilapia) หรือ ชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Sarotherodon melanotheron เป็นปลาต่างถิ่นที่ถูกนำไปเลี้ยงเป็นปลาสวยงามในกว่า 10 ประเทศ เช่น แคนาดา สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น เป็นต้น ยกตัวอย่าง ฟิลิปปินส์ ที่มีรายงานการพบปลาหมอสีคางดำในระบบนิเวศและฟาร์มปลาในเมืองบาตาอัน (Bataan) ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีการเรียกขานปลาชนิดนี้กันว่า Gloria, Cichilds, Tilapia Arroyo อีกกรณีที่ กองทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลสหรัฐอเมริกา พบว่าเคยมีการนำเข้าปลาหมอสีคางดำมาทดลองเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม แต่ปลาหลุดออกไปในแหล่งน้ำธรรมชาติและมีการแพร่ระบาดจำนวนมาก ทำให้มีการประกาศห้ามนำเข้าจนถึงปัจจุบัน

และเมื่อกลับมาดูข้อมูลจากเว็บไซต์กรมประมง พบมีการรายงานว่า ไทยมีการส่งออกปลาหมอสีคางดำ เป็นปลาสวยงาม ต่อเนื่องถึง 4 ปี นับตั้งแต่ปี 2556 ถึงปี 2559 จำนวนมากกว่า 320,000 ตัว มูลค่าส่งออกรวม 1,510,050 บาท ก็กลายเป็นคำถามว่า การส่งออกปลาหมอสีคางดำมีชีวิต ไปยัง 15 ประเทศนั้น มีที่มาจากไหน และใครเป็นผู้นำเข้าพ่อแม่พันธุ์มาเพาะเลี้ยง ที่สำคัญคือมีการขออนุญาตอย่างถูกต้องหรือไม่ รวมถึงกรมประมงได้มีการตรวจติดตามการเพาะเลี้ยงหรือไม่ แล้วทำไมกรมประมงไม่ตั้งคำถามเลยหรือว่า ในเมื่อไม่มีการขอนำเข้ามา แล้วปลาหมอสีคางดำ ที่เป็นปลาต่างถิ่นห้ามเพาะเลี้ยงในประเทศ จะมีการส่งออกได้อย่างไร ยิ่งหลังจากปี 2559 ที่พบว่าไม่มีตัวเลขส่งออกปลาหมอสีคางดำ แล้วพ่อแม่พันธุ์ และลูกหลานปลาที่ไม่ได้ส่งออกจัดการอย่างไร ในเวลานั้นไทยมีกฎระเบียบในการป้องกันผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาชนิดนี้มีความเข้มงวดและเข้มแข็งเพียงใด ถือเป็นอีกสิ่งที่ต้องพิสูจน์

ต่อมา ในปี 2561 จึงได้มีประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องกำหนดชนิดสัตว์น้ำที่ห้ามนำเข้า ส่งออก นำผ่าน หรือเพาะเลี้ยง กำหนดห้ามนำเข้าปลา 3 ชนิด คือ 1. ปลาหมอสีคางดำ 2. ปลาหมอมายัน (Cichlasoma urophthalmus) และ 3. ปลาหมอบัตเตอร์ (Heterrotilapia buttikoferi) หากจำเป็นที่จะนำเข้าต้องได้รับอนุญาตจากกรมประมงเท่านั้น

อาจมีข้อสงสัยว่า ปลาหมอสีคางดำ ถือเป็นปลาสวยงามด้วยหรือ? ซึ่งประเด็นนี้ รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Jessada Denduangboripant ระบุว่า…”ปลาหมอคางดำ” ที่สีสวยๆ ก็มีนะครับ อย่าคิดแต่ว่าจะต้องดูสีตุ่นๆ คล้ายปลานิลเท่านั้น .. เจอแบบนี้ ก็ต้องกำจัดเหมือนกันครับ! ภาพนี้จากสมาชิกกลุ่ม Siamensis.org ถ่ายที่แหลมผักเบี้ย จังหวัดเพชรบุรี คาดกันว่าเป็นปลาตัวผู้ ช่วงฤดูผสมพันธุ์ เลยมีสีสันสวยงาม ดึงดูดตัวเมีย ในประเทศอื่นๆ ที่มีปลาหมอคางดำระบาด เช่น ในอเมริกา (รัฐฟลอริด้า รัฐฮาวาย) และในฟิลิปปินส์ ก็คาดกันว่า มาจากคนที่ค้าปลาแปลกๆ สวยงาม แอบเอาเข้าประเทศมากันครับ เลยระบาด (ส่วนของไทย ยังเป็นคำถามกันอยู่ครับ)
< ที่มาจากโพสต์ ทำไมปลาหมอสีคางดำตัวนี้ถึงสีสวยคะ เห็นจากโพสต์ของคนทั่วไปหรือภาพจากข่าวจะเห็นเป็นโทนสีดำๆเหมือนปลานิล แต่ตัวนี้มองด้วยตาเปล่าก็เห็นเป็นสีแบบนี้เลย ถ่ายวันที่ 24มิถุนายน 2567 ที่แหลมผักเบี้ย จ.เพชรบุรี https://www.facebook.com/groups/122260101128398/permalink/8146077188746609/?app=fbl >

มาถึงตรงนี้กล่าวได้ว่า “ปลาหมอสีคางดำ” ที่ระบาดในประเทศไทย อาจมีที่มาจากการลักลอบนำเข้าจากผู้ผลิตหลายราย แต่กลับไม่มีรายงาน ซึ่งการพิสูจน์ข้อเท็จจริง จึงควรดำเนินการอย่างรอบด้าน แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือ การกำจัด ปลาหมอสีคางดำ ที่แพร่ระบาด ด้วยมาตรการต่างๆ อย่างเร่งด่วน โดยภาครัฐควรดำเนินการอย่างเป็นระบบ เริ่มจากระดมสมองผู้เชี่ยวชาญวางแนวทางที่สอดคล้องกัน ที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อลดปริมาณปลาและผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกับศึกษาจากประเทศที่ประสบความสำเร็จในการจัดการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำมาแล้ว และต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง

พร้อมกันนั้นก็ต้องวางมาตรการป้องกันที่เข้มงวดในอนาคต ซึ่งหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ก็คงไม่มีผู้ประกอบการกล้าขออนุญาตนำเข้าสัตว์น้ำอย่างถูกต้องอีก เพราะว่าพอเกิดปัญหาสัตว์น้ำต่างถิ่นระบาดก็ตกเป็นจำเลยสังคม โดยไม่มีใครสนใจประเด็นผู้ลักลอบนำเข้า หรือความบกพร่องในการดำเนินงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบ วันนี้ทุกฝ่ายต้องถอดบทเรียนจากปัญหานี้ เพื่อพัฒนาระบบการควบคุมสัตว์ต่างถิ่นอย่างเป็นระบบ โดยไม่กระทบต่อระบบนิเวศน์ และต้องไม่เป็นการตัดโอกาสการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทยในอนาคตด้วย.

ก.แรงงาน ยกระดับคุณภาพแรงงานฟาร์มสุกร นำร่อง CPF ใช้แนวปฏิบัติสากล (GLP) เพิ่มศักยภาพสินค้าเกษตรไทย

0

กระทรวงแรงงาน โดย กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือ กสร. และบริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในกลุ่มบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ลงนามข้อตกลงความร่วมมือ “ขับเคลื่อนแนวปฏิบัติการใช้แรงงานที่ดี” (GLP) สำหรับฟาร์มสุกรในประเทศไทย ตั้งเป้าฟาร์มสุกรซีพีเอฟทั้งหมด 106 แห่งทั่วประเทศสามารถผ่านการรับรองครบ 100% ได้ภายใน 1 ปี พร้อมขยายผลสู่เกษตรกรในโครงการส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรายย่อย 4,000 ราย เพิ่มขีดความสามารถสินค้าเกษตรสู่ระดับสากลและยั่งยืน

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีลงนาม MOU ที่จัดขึ้น ณ กระทรวงแรงงาน กล่าวชื่นชมซีพีเอฟที่แสดงความมุ่งมั่นในการส่งเสริม สนับสนุนให้สถานประกอบกิจการ ตลอดจนห่วงโซ่อุปทาน นำแนวปฏิบัติการใช้แรงงานที่ดีสำหรับฟาร์มสุกรในประเทศไทยไปใช้บริหารจัดการแรงงานสอดคล้องกับมาตรฐานแรงงานสากล ซึ่งถือเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่สถานประกอบกิจการอื่นต่อไป

นางโสภา เกียรตินิรชา อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ปี 2566 กรมได้ร่วมมือกับองค์กรนายจ้าง องค์กรลูกจ้าง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พัฒนาแนวปฏิบัติการใช้แรงงานที่ดีสำหรับฟาร์มสุกรในประเทศไทยขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจฟาร์มสุกร นำ GLP (Good Labour Practices) ไปใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงสภาพการจ้างและสภาพการทำงานของฟาร์มสุกรให้สอดคล้องตามกฎหมายอย่างมีจริยธรรม โดยการลงนามบันทึกข้อตกลง ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นการขับเคลื่อน เพื่อให้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และกรมพร้อมสนับสนุนความรู้ทางวิชาการและเทคนิคต่าง ๆ แก่ผู้ประกอบการที่สนใจนำแนวปฏิบัติการใช้แรงงานที่ดีในฟาร์มสุกรไปใช้ในสถานประกอบกิจการ
ด้านนายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ เสริมว่า ซีพีเอฟให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการแรงงานในฟาร์มและโรงงานในทุกกลุ่มธุรกิจให้ถูกต้องตามกฎหมายและมาตรฐานแรงงานสากลอย่างเคร่งครัดต่อเนื่อง ดูแลและปฏิบัติต่อพนักงานอย่างเป็นธรรม บนพื้นฐานของการเคารพสิทธิมนุษยชนและหลักสากล ตลอดจนสนับสนุนคู่ค้าและเกษตรกรในห่วงโซ่อุปทานให้มีหลักปฏิบัติที่ดีต่อแรงงาน ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน เพิ่มขีดการแข่งขันให้สินค้าเกษตรไทยสามารถตอบรับความคาดหวังของผู้บริโภคและสังคม พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน สอดคล้องกับหลักปรัชญาการดำเนินธุรกิจ “3 ประโยชน์” สู่ความยั่งยืน ของเครือซีพีที่ซีพีเอฟทุกคนยึดมั่น ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศ ประชาชน และบริษัท

ทั้งนี้ ซีพีเอฟ ได้จัดการอบรมให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องนำหลัก GLP ไปใช้บริหารจัดการแรงงานในฟาร์มสุกรทั้ง 106 แห่งได้อย่างถูกต้อง และประยุกต์ใช้ให้เกิดความยั่งยืน จนสามารถผ่านการรับรองและได้รับตราสัญลักษณ์ GLP จากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน รวมทั้งส่งเสริมและถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรในโครงการ Contract Farming ประมาณ 4,000 รายทั่วประเทศได้นำหลัก GLP ไปใช้บริหารจัดการแรงงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายและหลักสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคผลิตภัณฑ์อาหารของซีพีเอฟมาจากห่วงโซ่การผลิตที่รับผิดชอบต่อสังคมและโลก.

ตลท. ประกาศยกระดับ เพิ่มความเข้มประเมินความยั่งยืน SET ESG Ratings

0
SET ESG Ratings

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เดินหน้ายกระดับเพิ่มความเข้มข้นในการประเมินความยั่งยืน SET ESG Ratings โดยได้ศึกษาและหารือแนวทางร่วมกับผู้ประเมินชั้นนำของโลกมาตั้งแต่ปี 2565 และจะปรับกระบวนการประเมินซึ่งเน้นการนำข้อมูลที่เปิดเผยสู่สาธารณะ (public disclosure) มาพิจารณา เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียมีความเชื่อมั่นมากขึ้น โดยจะมีการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงกระบวนการประเมินความยั่งยืนให้แก่บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในช่วงปลายเดือน ก.ค. 2567

ที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ฯ สนับสนุนให้ภาคธุรกิจดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสีย โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) เพื่อสร้างความเข้มแข็งและการเติบโตที่ยั่งยืน โดยจัดทำข้อมูล SET ESG Ratings ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญสำหรับผู้ลงทุนนำไปประกอบในการตัดสินใจลงทุน ซึ่งปัจจุบันรายชื่อหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะคัดเลือกจาก บจ. ที่สมัครใจเข้าร่วมตอบแบบประเมินความยั่งยืน และต้องผ่านเกณฑ์2 ด้านได้แก่ 1) เกณฑ์คะแนนจากการตอบแบบประเมินตั้งแต่ 50% ของคะแนนเต็มในแต่ละมิติ (มิติเศรษฐกิจและบรรษัทภิบาล สิ่งแวดล้อม และสังคม)  2) เกณฑ์ด้านคุณสมบัติ ประกอบด้วยหลายเกณฑ์ อาทิ  ต้องเป็นบริษัทที่มีผลการประเมินคุณภาพรายงานด้านบรรษัทภิบาล (CGR) ซึ่งประเมินโดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) ตั้งแต่ 3 ดาวขึ้นไป ไม่เป็นบริษัทหรือมีกรรมการหรือผู้บริหารของบริษัทที่ถูกกล่าวโทษหรือได้รับการตัดสินความผิดเรื่อง ESG จากทางการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

การปรับวิธีการประเมินร่วมกับผู้ประเมินชั้นนำของโลกจะช่วยยกระดับมาตรฐานการประเมินความยั่งยืนของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ  สร้างความน่าเชื่อถือ และเป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้ข้อมูลมากขึ้น

AIS eSports x Dutch Mill เปิดเวที “AIS 5G eSports S Series Thailand Championship 2024” ศึกตีป้อมระดับมัธยมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 4

0

AIS ประกาศเดินหน้าผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรมเกมและอีสปอร์ตในประเทศไทย ทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ทั้งภาครัฐและเอกชนสนับสนุนและสร้างพื้นที่ให้เกมเมอร์และนักกีฬาอีสปอร์ตได้ฝึกฝนและแสดงความสามารถอย่างเต็มที่ เตรียมเปิดศึกการแข่งขันอีสปอร์ตระดับมัธยมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ผ่านเวที AIS 5G eSports S Series Thailand Championship 2024 by Dutch Mill ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยมีนมเปรี้ยวดัชมิลล์เป็นผู้สนับสนุนหลัก พร้อมด้วยผลิตภัณฑ์ทาโร่ปลาเส้นแซ่บ อร่อยแซ่บเข้าเส้นและการ์นิเย่ แอคโน่ไฟท์ โฟม ที่สุดในรุ่นโฟมสิว ในปีนี้ AIS ได้ขยายความร่วมมือไปยังหน่วยงานราชการระดับจังหวัดกว่า 19 จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงสถาบันการศึกษา เพื่อสร้างโอกาสให้น้องๆ นักเรียนระดับมัธยมที่มีความสนใจเข้าร่วมการแข่งขันได้แสดงความสามารถและพัฒนาตัวเองสู่การเป็นนักกีฬาอีสปอร์ตมืออาชีพ ในปีนี้ยังคงใช้ ROV เกม MOBA มาใช้ในการแข่งขัน โดยสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมการแข่งขันในรอบ OPEN ได้แล้ววันนี้ จนถึงวันที่ 13 สิงหาคม 2567 เพื่อเข้าสู่การแข่งขันรอบคัดเลือกหาตัวแทนเข้าชิงในระดับประเทศ ชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า  200,000 บาท

นางสาวรุ่งทิพย์ จารุศิริพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการพันธมิตรธุรกิจด้านบันเทิงและคอนเทนต์ AIS อธิบายว่า “อุตสาหกรรมอีสปอร์ตทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยจำนวนผู้ชมและผู้เล่นที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การแข่งขันที่มีเงินรางวัลสูง และการสนับสนุนจากแบรนด์ชั้นนำต่างๆ ทำให้ตลาดนี้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกปี พบว่ามูลค่าตลาดเกมทั่วโลกคาดว่ามีมูลค่าสูงกว่า 1.1 พันล้านเหรียญในปี 2024 และมีผู้ชมอีสปอร์ตทั่วโลกมากกว่า 450 ล้านคน ด้วยแนวโน้มการเติบโตที่สูงขึ้นนี้ AIS เล็งเห็นความสำคัญในการสนับสนุนเยาวชนไทยให้ก้าวเข้าสู่วงการอีสปอร์ต โดยการจัดเวทีการแข่งขันระดับมัธยมเพื่อเป็นการฝึกฝนและพัฒนาทักษะของเยาวชนไทย สู่การเป็นนักกีฬาอีสปอร์ตมืออาชีพในอนาคต

ซึ่งการแข่งขัน AIS 5G eSports S Series Thailand Championship ในปีที่ผ่านมามีนักเรียนระดับมัธยมเข้าร่วมการแข่งขันกว่า 1,018 ทีม จาก 306 โรงเรียนทั่วประเทศ ครั้งนี้เป็นการจัดการแข่งขันอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยเรายังคงร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจอย่างนมเปรี้ยวดัชมิลล์ในฐานะผู้สนับสนุนหลัก และได้ร่วมมือกับหน่วยงานราชการระดับจังหวัดกว่า 19 จังหวัด เพื่อเป็นการขยายโอกาสไปยังน้องๆ นักเรียนทั่วประเทศได้ร่วมกิจกรรมอีกด้วย”

ด้าน นายธีรชัย เหล่ากอสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจต่างประเทศบริษัท ดัชมิลล์ จำกัด กล่าวว่า “กลุ่มบริษัท ดัชมิลล์ ในฐานะองค์กรผู้นำด้านผลิตภัณฑ์นมอันดับ 1 ในประเทศไทย ดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสนับสนุนและส่งเสริมเยาวชนให้มีสุขภาพที่แข็งแรงเพื่อทำตามความฝันผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์ ซึ่งครั้งนี้บริษัทฯ รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนในการเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนความฝันของเด็กไทยที่มีใจรักการเล่นเกม และมุ่งอยากเป็นนักกีฬาอีสปอร์ต โดยเป็นอีกครั้งที่เราได้ร่วมมือกับทาง AIS eSports ในการร่วมกันจัดการแข่งขันกีฬาอีสปอร์ตระดับมัธยม เพื่อส่งเสริมวงการอีสปอร์ตไทยให้ก้าวทันสู่เวทีระดับนานาชาติ”

สำหรับโรงเรียนที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมแข่งขันที่เว็บไซต์ https://gameon.ais.co.th/esport/tournament  หรือติดตามข้อมูลเพิ่มเติมที่ Facebook AIS eSports Tournament