Home Blog Page 108

ตลาดหลักทรัพย์ฯ สั่ง EE ชี้แจงกรณีไม่มีรายได้และอยู่ระหว่างหาธุรกิจใหม่ เตือนนักลงทุนศึกษาข้อมูลก่อนลงทุน

0

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอให้ EE ชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติม กรณีบริษัทไม่มีรายได้ดำเนินงานและอยู่ระหว่างหาธุรกิจใหม่ โดยขอให้ผู้ลงทุนติดตามคำชี้แจงและศึกษาข้อมูลของบริษัทก่อนตัดสินใจลงทุน

ตามที่บริษัท เทคลีด เอ็นพีเอ็น จำกัด (มหาชน) (EE) นำส่งงบการเงินไตรมาสที่ 1 ปี 2568 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2568 โดยไม่ปรากฏรายได้จากการดำเนินงานในงบการเงินดังกล่าว ซึ่งบริษัทได้ชี้แจงว่า  บริษัทชะลอการประกอบธุรกิจการปลูกพืชกัญชง-กัญชาชั่วคราว เนื่องจากไม่คุ้มค่าในการลงทุนเพาะปลูก และ  อยู่ระหว่างการพิจารณาขยายการลงทุนในธุรกิจใหม่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและสารสนเทศ (ธุรกิจ Tech) (รายละเอียดข้อมูลตามงบการเงินและคำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการสำหรับงวดไตรมาสที่ 1 ปี 2568 ของ EE    วันที่ 15 พฤษภาคม 2568)

การชะลอการประกอบธุรกิจหลักและพิจารณาธุรกิจใหม่ เป็นข้อมูลที่สำคัญต่อฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัท ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของผู้ลงทุน ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงขอให้ EE ชี้แจงข้อมูลผ่านระบบเผยแพร่ข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 ในส่วนความเห็นของคณะกรรมการบริษัทและคณะกรรมการตรวจสอบขอให้ชี้แจงภายในวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 ดังนี้                    

  1. แผนการศึกษาธุรกิจใหม่ (ธุรกิจ Tech) กรอบเวลาที่คาดว่าจะได้ข้อสรุปในการศึกษาความเป็นไปได้ของการลงทุน ทั้งนี้ ขอให้รายงานความคืบหน้าต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อมีความคืบหน้าที่สำคัญ หรือเมื่อมีการนำส่งงบการเงิน แล้วแต่เหตุการณ์ใดจะถึงก่อน จนกว่าจะลงทุนแล้วเสร็จและมีรายได้จากธุรกิจใหม่นี้ พร้อมทั้งแผนการดำเนินการในช่วงที่ธุรกิจใหม่ยังไม่ก่อให้เกิดรายได้
  2. สถานะปัจจุบันของธุรกิจการปลูกพืชกัญชง-กัญชา เช่น ที่ดิน เครื่องจักรอุปกรณ์ สินค้าคงเหลือ ลูกหนี้ เจ้าหนี้บุคลากร เป็นต้น รวมถึงแผนการดำเนินการต่อสินทรัพย์ หนี้สิน และบุคลากรดังกล่าวและผลกระทบกับฐานะการเงินของบริษัท
  3. การชะลอการประกอบธุรกิจหลักซึ่งทำให้บริษัทไม่มีรายได้จากการดำเนินงานในงบการเงินไตรมาสที่ 1 ปี 2568 เป็นข้อมูลสำคัญซึ่งบริษัทมีหน้าที่ต้องเปิดเผยทันทีตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น จึงขอทราบวันที่คณะกรรมการบริษัทมีมติให้ชะลอการประกอบธุรกิจดังกล่าว พร้อมระบุเหตุผลที่ไม่เปิดเผยมติทันที  และความเห็นของคณะกรรมการและคณะกรรมการตรวจสอบต่อการที่บริษัทไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวทันที  

พร้อมนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอให้ผู้ลงทุนศึกษาข้อมูลของบริษัทด้วยความระมัดระวังรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน เช่น งบแสดงฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน ความเห็นผู้สอบบัญชี ข่าวย้อนหลัง เป็นต้น  ตลอดจนความเสี่ยงและปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งติดตามความคืบหน้าการสรรหาธุรกิจใหม่ของบริษัทอย่างใกล้ชิดต่อไป

เนื้อหมูกินได้ ไม่มีแอนแทรกซ์ อย่าเข้าใจผิด

0

สัตวแพทย์ยืนยันว่า เนื้อหมูปลอดภัยสำหรับการบริโภค และไม่ใช่พาหะของโรคแอนแทรกซ์ (Anthrax) ผู้บริโภคควรปรุงสุกทุกเมนูและเลือกซื้อจากร้านจำหน่ายที่ถูกสุขอนามัยได้การรับรองจากหน่วยงานภาครัฐ เพื่อความมั่นใจ

นายสัตวแพทย์วรวุฒิ ศิริปุณย์ รองเลขาธิการสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า จากสถานการณ์ที่มีความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคแอนแทรกซ์ (Anthrax) สมาคมฯ ขอชี้แจงว่า แอนแทรกซ์เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรีย Bacillus anthracis สามารถพบได้ในดินและสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ เชื้อดังกล่าวมักจะส่งผลกระทบต่อสัตว์กินพืชและเคี้ยวเอื้อง สัตว์พาหะหลัก เช่น วัว ควาย แพะ แกะ และอูฐ แต่ ไม่แพร่ระบาดในหมู

นายสัตวแพทย์วรวุฒิ ศิริปุณย์

“ประชาชนสามารถบริโภคเนื้อหมูได้อย่างปลอดภัย หากปรุงสุกอย่างทั่วถึงที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียสขึ้นไป ซึ่งจะสามารถทำลายเชื้อแบคทีเรียและจุลินทรีย์ที่อาจปนเปื้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ควรรับประทานเนื้อหมูที่ ดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเชื้อโรคที่อาจปนเปื้อน” นายสัตวแพทย์วรวุฒิ กล่าว

ทั้งนี้ ผู้บริโภคควรเลือกซื้อจากแหล่งที่ถูกสุขลักษณะและได้รับการรับรองคุณภาพ เช่น กรมปศุสัตว์ หรือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อน การบริโภคเนื้อหมูจากร้านที่มีมาตรฐานและสุขลักษณะที่ดี จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าเนื้อหมูมีความสะอาดและปลอดภัย ที่สำคัญการปรุงสุกที่อุณหภูมิดังกล่าวข้างต้นเพื่อทำลายเชื้อแบคทีเรียที่อาจตกค้างได้

นายสัตวแพทย์วรวุฒิ กล่าวย้ำว่า ผู้บริโภคควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ติดเชื้อหรือซากสัตว์ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีประวัติการระบาด หากจำเป็นต้องสัมผัสเนื้อสัตว์ ควรสวมถุงมือ หน้ากาก และล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง และหลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อหมูดิบ หรือเมนูที่ปรุงไม่สุกทั่วถึง เช่น ลาบดิบ ก้อย หรือต้มสุก ๆ ดิบ ๆ

นอกจากนี้ การรับประทานเนื้อหมูที่ปรุงไม่สุก ยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อ Streptococcus Suis ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไข้หูดับ (Streptococcal meningitis) ที่ทำให้เกิดอาการไข้สูง ปวดเมื่อย เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และอาจรุนแรงถึงขั้นสูญเสียการได้ยินถาวร หรือเสียชีวิตได้ ดังนั้น การปรุงสุกอย่างทั่วถึงจึงเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด”

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติขอเน้นย้ำว่า ประชาชนไม่ต้องตระหนกกับข่าวสาร แต่ควรศึกษาข้อเท็จจริงและปรุงสุกเนื้อหมูก่อนบริโภคทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยและสุขภาพที่ดีของทุกคน.

ปลาหมอคางดำ ต่อยอดโปรตีนสัตว์น้ำเพื่อความมั่นคงทางอาหารในยุคโลกร้อน

0

บทความ โดย อัปสร พรสวรรค์ นักวิชาการอิสระ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลให้แหล่งอาหารจากธรรมชาติเสื่อมโทรมลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแหล่งน้ำจืดและสัตว์-น้ำพื้นถิ่นที่เป็นอาหารหลักของประชาชนในหลายพื้นที่ ขณะเดียวกัน ความต้องการโปรตีนคุณภาพสูงจากสัตว์น้ำกลับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องๆ ด้วยปัจจัยด้านประชากร การขยายตัวของเมือง และการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคสมัยใหม่

ในบริบทนี้ “ปลาหมอสีคางดำ” (Sarotherodon melanotheron) ซึ่งเป็นปลาน้ำกร่อยสายพันธุ์จากแอฟริกาตะวันตกกลายเป็นประเด็นถกเถียงในสังคมไทย ทั้งในมิติของการอนุรักษ์ ความปลอดภัยด้านอาหาร และภาพลักษณ์ต่อสาธารณะ แต่หากพิจารณาโดยใช้หลักวิชาการและข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างรอบด้าน จะพบว่าปลาชนิดนี้อาจเป็นโอกาสใหม่ทางอาหารของไทย หากได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบที่เหมาะสม

จากการศึกษาด้านโภชนาการในแอฟริกา พบว่า เนื้อปลาหมอสีคางดำมีโปรตีนสูง (ประมาณ 17–20%) และไขมันต่ำ เป็นแหล่งของกรดไขมันไม่อิ่มตัวโอเมก้า-3 วิตามิน B และแร่ธาตุต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก ด้วยคุณค่าทางอาหารดังกล่าว หลายประเทศในภูมิภาค Sub-Saharan Africa ได้นำปลาชนิดนี้มาบริโภคในชีวิตประจำวัน ทั้งแบบสด แห้ง หรือหมัก และยังมีการเพาะเลี้ยงในระบบน้ำกร่อยเพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์

นอกจากนี้ ด้านความปลอดภัยทางอาหาร ไม่พบหลักฐานว่าปลาหมอสีคางดำเป็นพาหะของสารพิษหรือเชื้อโรคเฉพาะชนิด หากอยู่ภายใต้ระบบการเลี้ยงที่ได้มาตรฐาน และควบคุมคุณภาพน้ำอย่างเหมาะสม

หากการปฏิเสธปลาหมอสีคางดำเพียงเพราะไม่ใช่สัตว์น้ำพื้นถิ่น อาจเป็นมุมมองเพียงด้านเดียว แต่ในบริบทของโลกที่การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมกลายเป็นเรื่องปกติที่พูดถึงทุกวัน การแสวงหาหรือสร้างแหล่งอาหารทางเลือกใหม่สำหรับเลี้ยงประชากรโลกจึงเป็นเรื่องสำคัญในระดับต้น แม้แต่ประเทศที่เคยประสบปัญหาการแพร่ระบาดของปลาชนิดนี้มาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา หรือบางประเทศในอาเซียนอย่างฟิลิปปินส์และกัมพูชา ท้ายที่สุดก็สามารถจัดการกับปลาหมอคางดำได้อย่างเป็นระบบและใช้ประโยชน์จากปลาอย่างคุ้มค่า

พิจารณาจากข้อเท็จจริง ปลาจำนวนมากในธรรมชาติกำลังลดลง ทั้งจากโลกร้อน น้ำทะเลหนุนและมลพิษ อาหารจากธรรมชาติไม่สามารถรองรับความต้องการของประชากรที่เพิ่มขึ้นได้ในระยะยาวอีกต่อไป นั่นหมายความว่าความมั่นคงอาหารของมนุษย์กำลังถูกสั่นคลอน ดังนั้นเราควรระดมความร่วมมือจากทั่วโลกในการลดภาวะโลกร้อนที่กำลังส่งผลกระทบวงกว้างทั่วทุกหัวระแหงในโลกนี้ ควบคู่ไปกับการสร้างสมดุลธรรมชาติใหม่แม้จะไม่เหมือนเดิมก็ควรให้กลับมาดีขึ้น โดยเฉพาะการลดอุณหภูมิโลกลง 1-2 องศา ก็มีผลกระทบเชิงบวกอย่างใหญ่หลวง

ภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรเร่งศึกษาแนวทางการจัดการเชิงวิชาการกับปลาหมอสีคางดำ จัดระบบและระเบียบที่เข้มงวดใช้แนวทาง “ควบคุมเพื่อใช้ประโยชน์” ไม่ใช่ “กำจัดเพื่อหวังให้กลับสู่ธรรมชาติเดิม” เน้นเรื่องการเป็นแหล่งอาหารของมนุษย์ ถึงปลาหมอสีคางดำจะได้ชื่อว่าเป็น “เอเลี่ยนสปีชีส์” แต่คนไทยมีประสบการณ์ในเรื่องนี้มายาวนาน เห็นได้ปลาเอเลี่ยนสปีชีส์หลายชนิดกลายเป็นอาหารอันโอชะของคนไทยและมีการเลี้ยงเชิงพาณิชย์มานานหลายสิบปี เช่น ปลานิล ปลาทับทิม ปลาดุกรัสเซีย เป็นต้น และยังสามารถจับปลาเหล่านี้ได้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติได้เป็นเรื่องปกติ จึงน่าจะมองปลาหมอสีคางดำในมุมของอาหารมั่นคงเพื่อประโยชน์ในอนาคต น่าจะเป็นไปได้ หากคนไทยจะมอง “ปลาหมอสีคางดำ” เป็นความหวัง ไม่ใช่ความกลัว ไม่ใช่ศัตรูของระบบนิเวศ หากอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเหมาะสม และสามารถเป็นแหล่งโปรตีนทางเลือกสำหรับคนไทยในยุคที่ “ปลาธรรมชาติ” ไม่สามารถตอบสนองความต้องการด้านอาหารอย่างเพียงพอได้อีกต่อไป ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการผลักดันให้มีนโยบายจัดการปลาชนิดนี้บนฐานของข้อมูลวิชาการที่แม่นยำ แทนการสร้างภาพลักษณ์เชิงลบแบบยังไม่มีบทพิสูจน์ที่ชัดเจน น่าจะเป็นแนวทางที่สร้างสรรค์และยั่งยืนกว่าสำหรับทั้ง ภาคการประมง ชุมชมและผู้บริโภค.

เมืองไทยประกันชีวิต ลุยมหกรรมการเงินกรุงเทพ ครั้งที่ 25 ชูผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตเด่น พร้อมแบบประกันพิเศษ โปรฯโดนใจ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

0

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า  เมืองไทยประกันชีวิต คัดสรรผลิตภัณฑ์ บริการ และโปรโมชันเด่น เข้าร่วมงานมหกรรมการเงินกรุงเทพ        ครั้งที่ 25 “Money Expo 2025 Bangkok” ระหว่างวันที่ 15-18 พฤษภาคม 2568 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Resilient Wealth การสร้างความมั่งคั่งแบบยืดหยุ่นเพื่อความยั่งยืน”  ซึ่งบริษัทฯ ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ การบริการและโปรโมชัน ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าอย่างครบถ้วน พร้อมด้วยกิจกรรมมากมาย

โดยในพิธีเปิดงานได้รับเกียรติจากนายพิชัย  ชุณหวชิร  รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง  นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย นายสันติ  วิริยะรังสฤษฎ์  ประธานจัดงานมหกรรมการเงิน Money Expo  พร้อมด้วยนายปราโมทย์ ศักดิ์กำจร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส นางสาวนิรัตน์ บูชาสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)  ผู้บริหาร ตัวแทนนักวางแผนประกันชีวิต และที่ปรึกษาทางการเงิน ร่วมในพิธีเปิดบูธเมืองไทยประกันชีวิต

ทั้งนี้ เมืองไทยประกันชีวิต ได้คัดสรรผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความคุ้มครองชีวิต สุขภาพ โรคร้ายแรง  ไม่ว่าจะเป็น ผลิตภัณฑ์ในแคมเปญ ShieldLife  ตัวช่วยให้คุณเบาใจ ในวันที่คุณจากไป    ด้วยการวางแผนสร้างหลักประกันที่มั่นคงให้คนที่คุณรัก ด้วยแบบประกันชีวิตที่คุณเลือกได้ทั้งประกันชีวิตแบบตลอดชีพ  (Whole Life) ประกันชีวิตแบบคุ้มครองภายในระยะเวลา (Term) หรือประกันชีวิตแบบยูนิเวอร์แซลไลฟ์ (Universal Life) 

สัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยสุขภาพแบบ  ดี เฮลท์ พลัส,  อีลิท เฮลท์ พลัส  และซี ไอ เพอร์เฟค แคร์  รวมไปถึงแบบประกันภัยพิเศษ  7 แบบประกัน ประกอบด้วย โครงการเมืองไทย สมาร์ท ลิงค์ 15/3 (Global), ออมทรัพย์ 20/14, โครงการเมืองไทย สไมล์ เซฟเวอร์ 20/16, โครงการเมืองไทย แฮปปี้ รีเทิร์น 80/4, เฟล็กซี่ รีไทร์ 90/5 ดี55, ดี60, ดี65 (บำนาญแบบลดหย่อนได้) เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ เลือกได้ตามไลฟ์สไตล์ที่เป็นคุณ

พร้อมโปรโมชันจัดเต็มสำหรับลูกค้าที่ซื้อประกันภัย รวมถึงลูกค้าที่ชำระเบี้ยประกันภัยต่ออายุกรมธรรม์ภายในงาน  ซึ่งลูกค้าสามารถสอบถามรายละเอียดโปรโมชันได้ภายในบูธเมืองไทยประกันชีวิต และพบกับบริการด้าน          การวางแผนประกันชีวิตและความคุ้มครองสุขภาพที่ออกแบบได้ตามความต้องการ  โดยนักวางแผนประกันชีวิตและที่ปรึกษาทางการเงิน จากเมืองไทยประกันชีวิต

สมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับพบกับสิทธิพิเศษมากมาย ภายในจุดบริการสไมล์คลับ สำหรับท่านสมาชิกฯ สามารถแลกคะแนนสะสม Smile Point เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมที่ตอบโจทย์ทุกช่วงอายุ หลากหลายไลฟ์สไตล์ อาทิเช่น

● เมืองไทย Smile Society 2025 : ผ่าตัดหัวใจแก่ผู้ยากไร้ เชิญชวนสมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ ร่วมส่งต่อความสุขและรอยยิ้มที่ยั่งยืนให้กับสังคม โดยการบริจาคคะแนนสะสม Smile Point 1 Smile Point เท่ากับมูลค่าเงิน 5 บาท เพื่อสมทบทุนโครงการ “ผ่าตัดหัวใจแก่ผู้ยากไร้” สนับสนุนเงินบริจาคให้แก่มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

● เมืองไทยสไมล์มอบโชค 2568 พอยต์น้อยก็แลกได้ เพียง 2 Smile Points แลกคูปองชิงโชค 1 ใบ โดยลุ้นรถจักรยานยนต์ Honda Giorno+ จำนวน 3 รางวัล มูลค่ารวมกว่า 220,000 บาท

● กิจกรรมเมืองไทยสไมล์ฟุตบอลคลินิค โดยน้องๆ จะได้พบกับการฝึกสอนโดยโค้ชเอ็กซ์ วสพล แก้วผลึก โค้ชระดับโปรไลเซนส์ อดีตผู้ช่วยทีมชาติไทย  และพบกับแขกรับเชิญพิเศษ โค้ช มาซาทาดะ อิชิอิ โค้ชทีมชาติไทย  เพียงแลกคะแนนสะสม 250 Smile Points จำกัดเพียง 35 ท่านเท่านั้น

● กิจกรรมคอนเสิร์ตจากกลุ่มศิลปิน อาทิ คอนเสิร์ต HER VERSE & HIS VOICE CONCERT Written by AMP ACHARIYA , PIANO&i On The Rock Concert

● สิทธิพิเศษด้านสุขภาพสำหรับสมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ ร่วมกับ Care Cover Clinic แลกคะแนน 120 Smile Points รับสิทธิ์ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ จำนวน 2 โดส ภายในวันเดียวกัน หรือเลือกรับสิทธิ์ฉีดวัคซีน 1 โดส ณ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพทั่วประเทศ

● แลกคะแนนรับของที่ระลึก หรือบัตรกำนัลต่าง ๆ อาทิเช่น บัตรกำนัลเซ็นทรัล มูลค่า 1,000 บาท, บัตรเติมน้ำมัน ปตท. มูลค่า 500 บาท และบัตรกำนัลสเปเชียลพ้อยท์ (จำนวนจำกัด)

●พิเศษ! สำหรับสมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับที่เปิดบัญชีกองทุนและแลกคะแนน Smile Point to Invest เพื่อซื้อหน่วยลงทุนรับ Starbucks e-Coupon มูลค่า 200 บาท (จากปกติ 100 บาท) จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

● พิเศษสุด สำหรับสมาชิกฯ ที่สมัครบัตรเมืองไทยสไมล์เครดิตการ์ด วันนี้ ใช้จ่ายค่าเบี้ยประกัน เมืองไทยประกันชีวิต แบบเต็มจำนวน รับโปรโมชันสุดคุ้ม

คุ้มที่ 1  รับเครดิตเงินคืนรวมสูงสุด 4,000 บาท  พร้อมสิทธิพิเศษเพิ่มเติมจากบัตรเมืองไทยสไมล์เครดิตการ์ด  รับเครดิตเงินคืนเพิ่ม 0.25% จากยอดใช้จ่าย

คุ้มที่ 2 แลกคะแนน K Point รับเครดิตเงินคืน 10%  โดยเปลี่ยนคะแนน K Point เป็นเครดิตเงินคืนได้! แลก 1,000 คะแนน = รับเครดิตเงินคืน 100 บาท หรือแลกคะแนนตามยอดใช้จ่าย เพื่อรับเครดิตเงินคืน 10% (สูงสุด 500,000 คะแนน)

*ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี

แล้วพบกันที่ บูธเมืองไทยประกันชีวิต มหกรรมการเงินกรุงเทพ ครั้งที่ 25 “Money Expo 2025 Bangkok” ระหว่างวันที่ 15-18 พฤษภาคม 2568 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ตลท.รับจดทะเบียน 12 DR ใหม่ อ้างอิงหุ้น Magnificent 7 – Terrific 10 ออกโดย BLS เริ่มซื้อขาย 15 พ.ค. นี้

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รับจดทะเบียนหลักทรัพย์ใหม่ 7 DR อ้างอิงหุ้นบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ และ 5 DR อ้างอิงหุ้นบริษัทชั้นนำขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีน ออกโดย บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ 15 พฤษภาคม 2568 นี้

DR 7 หลักทรัพย์ใหม่ อ้างอิงหุ้นบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของประเทศสหรัฐอเมริกาที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq หรือ Magnificent 7 พร้อมซื้อขายทั้งได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ได้แก่ AAPL01” อ้างอิงหุ้น Apple, “AMZN01” อ้างอิงหุ้น Amazon, “GOOGL01” อ้างอิงหุ้น Alphabet บริษัทแม่ของ Google, “META01” อ้างอิงหุ้น Meta Platforms, “MSFT01” อ้างอิงหุ้น Microsoft, “NVDA01” อ้างอิงหุ้น NVIDIA, “TSLA01” อ้างอิงหุ้น Tesla

DR 5 หลักทรัพย์ใหม่ อ้างอิงหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ของจีนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับความนิยมสูงและเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัทชั้นนำขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนหรือ Terrific 10 ได้แก่BABA01” อ้างอิงหุ้น Alibaba Group Holding, “BIDU01” อ้างอิงหุ้น Baidu, “BYDCOM01” อ้างอิงหุ้น BYD Company, “PINGAN01” อ้างอิงหุ้น Ping An Insurance, “XIAOMI01” อ้างอิงหุ้น Xiaomi

ตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Depositary Receipt หรือ DR) เป็นตราสารที่ผู้ลงทุนมีโอกาสได้รับสิทธิประโยชน์เสมือนการถือครองหลักทรัพย์ต่างประเทศ ผู้ลงทุนสามารถซื้อขายผ่านบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ด้วยเงินบาท สำหรับ DR ที่อ้างอิงหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในทวีปอเมริกาและยุโรป ซื้อขายได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ตั้งแต่เวลา 10.00-16.30 น. และ 19.00-03.00 น. (ของวันถัดไป) และ DR ที่อ้างอิงหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในทวีปเอเชีย ซื้อขายได้ในเวลากลางวัน

ผู้สนใจศึกษารายละเอียด 12 DR ใหม่ ได้ที่เว็บไซต์สำนักงาน ก.ล.ต. www.sec.or.th หรือบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์คือ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) www.bualuang.co.th/dr หรือศึกษาผลิตภัณฑ์ DR เพิ่มเติมได้ที่ www.set.or.th/dr

ภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์เดือนเม.ย. 2568

0

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโตลดลงมาที่ 2.8% ในปี 2568 และ 3.0% ในปี 2569 โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าเทียบสกุลเงินหลัก สวนทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีที่ปรับตัวขึ้นในกรอบ 4.0-4.5% ขณะที่ผู้ลงทุนเริ่มขายพันธบัตรสหรัฐฯ ซึ่งเคยเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย เนื่องจากกังวลเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า ด้านธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังคงดอกเบี้ยตามคาดที่อัตรา 4.25% ถึง 4.50% นับเป็นครั้งที่สามติดต่อกัน

ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในเดือนเมษายน 2568 สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า มีกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลเข้าสุทธิในตลาดพันธบัตรไทยแล้วประมาณ 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2565 โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่ามาจากความไม่เชื่อมั่นต่อดอลลาร์จากสงครามการค้า ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของไทยที่น่าจะลดลง เนื่องจากเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นไทยเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น จากในวันที่ 10 เมษายน ที่สหรัฐฯ ได้ประกาศเลื่อนการเก็บ reciprocal tariff ไปอีก 90 วัน อีกทั้งมาตรการที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ออกมาตั้งแต่วันที่ 8-11 เมษายน ช่วยรักษาเสถียรภาพของตลาดทุนไทยได้ในระดับหนึ่ง ทำให้ SET Index มีความผันผวนน้อยกว่าหลายตลาดอื่นๆ ในภูมิภาค นอกจากนี้ หลังวันที่ 16 เมษายน SET Index ปรับเพิ่มขึ้น โดยจำนวนหุ้นที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกในแต่ละวันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและกระจายไปในหลายอุตสาหกรรม ขณะที่ Valuation ของหุ้นไทยยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ

ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทยเดือนเมษายน 2568

  • ณ วันที่ 30 เมษายน 2568 SET Index ปิดที่ 1,197.26 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 3.4% จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ในภูมิภาค ส่งผลให้ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2568 ปรับลดลง 14.5%
  • กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2567 ได้แก่ กลุ่มการเงิน กลุ่มเกษตรและอาหาร กลุ่มทรัพยากร และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค
  • มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ mai อยู่ที่ 39,410 ล้านบาท หรือลดลง  11.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ผู้ลงทุนต่างประเทศยังคงมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ระดับ 50.52% โดยมีสถานะป็นผู้ขายสุทธิ 14,588 ล้านบาท
  • มีบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ซื้อขายใน mai 2 หลักทรัพย์ ได้แก่ บมจ. แอลทีเอ็มเอช (LTMH) และ บมจ. บางกอก แอสเซท อินเตอร์กรุ๊ป (BKA)
  • Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นเมษายน 2568 อยู่ที่ระดับ 13.0 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 11.5 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 15.8 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 11.4 เท่า
  • อัตราเงินปันผลตอบแทน ณ สิ้นเดือนเมษายน 2568 อยู่ที่ระดับ 4.00% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 3.40%

ภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) เดือนเมษายน 2568

  • มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 433,408 สัญญา ลดลง 16.6% จากเดือนก่อน ที่สำคัญจากการลดลงของ Single Stock Futures และ SET50 Index Futures ทำให้ในปี 2568 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 456,561 สัญญา ลดลง 5.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่สำคัญจากการลดลงของ Single Stock Futures และ Gold Online Futures

ครม. ไฟเขียวร่างประกาศกระทรวงการคลัง เสนอขายโทเคนดิจิทัลของรัฐบาลไทย (G-Token)

0

นายพชร อนันตศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2568 ได้เห็นชอบร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการออกโทเคนดิจิทัล พ.ศ. …. เพื่อให้กระทรวงการคลังสามารถออกและเสนอขายโทเคนดิจิทัลของรัฐบาล (Government Token: G-Token) ซึ่งจะเป็นหนึ่งในเครื่องมือการระดมทุนรูปแบบใหม่ที่ยังอยู่ระหว่างที่ประเทศพัฒนาแล้วต่างๆ กำลังจะดำเนินการไปในแนวทางเดียวกัน อันเป็นประโยชน์ในการเพิ่มประสิทธิภาพการระดมทุนและขยายฐานนักลงทุนให้มีความหลากหลายและครอบคลุมอย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับการพัฒนาด้านเทคโนโลยีของโลกปัจจุบันมากยิ่งขึ้นการพัฒนา G-Token ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของกระทรวงการคลังในการนำเทคโนโลยีประยุกต์ใช้กับเครื่องมือทางการเงินเพื่อเพิ่มศักยภาพการระดมทุน เพิ่มความคล่องตัว และความโปร่งใสส่งผลให้ประชาชนสามารถเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม (Financial Inclusion) ตลอดจนเพิ่มช่องทางของโอกาสและทางเลือกในการกระจายการลงทุนได้หลากหลายมากขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นการสนับสนุนการพัฒนาตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศให้เป็นแหล่งระดมทุนที่ยั่งยืน ส่งเสริมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงินในระดับภูมิภาคของประเทศ

กระทรวงการคลัง โดย สบน. ได้กำหนดคุณลักษณะของ G-Token ให้เป็นแหล่งลงทุนศักยภาพสูงให้กับประชาชน กล่าวคือ มีความเสี่ยงต่ำ รวมทั้งการกำหนดอัตราผลตอบแทนล่วงหน้าไว้อย่างชัดเจน ภายใต้การกำกับดูแลตามกฎหมายและประกาศของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังสามารถซื้อขายในตลาดรอง (Secondary Market) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถบริหารจัดการทางการเงินและสภาพคล่องเป็นการเฉพาะได้ดียิ่งขึ้น

สบน. จะได้กำหนดแผนการเสนอขาย G-Token ให้กับประชาชนครั้งแรกภายในปีงบประมาณ 2568 โดยเป็นการกู้เงินภายใต้กรอบการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ภายใต้แผนการบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 2568 ปรับปรุงครั้งที่ 1 ผลตอบแทนของ G-Token จะเบิกจ่ายจากงบชำระหนี้ในกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งเป็นหนี้สาธารณะเช่นเดียวกับเครื่องมือระดมทุนอื่นๆ ของ สบน.

ทั้งนี้ สบน. มีแผนที่จะเสนอขาย G-Token อย่างสม่ำเสมอ เพื่อส่งเสริมและเพิ่มโอกาสให้ประชาชนมีทางเลือกในการลงทุนได้อย่างมั่นใจและมีความต่อเนื่อง ซึ่ง สบน. จะพิจารณากำหนดรูปแบบและวิธีการดำเนินการจัดจำหน่ายที่เหมาะสมร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงต้นทุน ความเสี่ยง สภาวะตลาด และวิธีการลงทุนของผู้ลงทุน รวมถึงแผนการใช้จ่ายเงินของรัฐบาล โดยจะได้ประชาสัมพันธ์แผนการดำเนินการที่ชัดเจนให้ผู้ลงทุนรับทราบในโอกาสแรกต่อไป

CIMB THAI ประกาศรับสมัครตำแหน่ง ที่ปรึกษาการเงินอิสระ 500 คนทั่วประเทศ 

0

ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดโอกาสใหม่ในสายการเงิน เปิดรับ Independent Financial Advisor ตอบโจทย์คนยุคใหม่ที่ต้องการเป็นฟรีแลนซ์

น.ส.กษิรา คล่องอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริหารทีมที่ปรึกษาการเงินอิสระ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ธนาคารเดินหน้ารุกธุรกิจ Wealth Management ต่อเนื่อง ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนดีๆ ราคาดี โดยเฉพาะหุ้นกู้ตลาดรองที่ธนาคารเป็นผู้บุกเบิกและเป็นผู้ให้บริการที่แอคทีฟที่สุดในตลาด ปัจจุบัน ลูกค้าลงทุนหุ้นกู้ได้ด้วยตัวเองผ่าน Wealth Platform ที่แข็งแกร่งของธนาคารได้แก่ แอป CIMB THAI ขณะเดียวกัน ธนาคารต้องการขยายช่องทางนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนคุณภาพถึงมือลูกค้าในวงกว้าง โดยเฉพาะขยายฐานลูกค้าใหม่ที่สนใจกระจายการลงทุนจากเงินฝาก กองทุน ประกัน และขยับมาลงทุนหุ้นกู้ และต้องการคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ธนาคารจึงขยายฐานจำนวนเจ้าหน้าที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ โดยเปิดรับสมัครที่ปรึกษาการเงินอิสระ (Independent Financial Advisor – IFA)    

“เรามองว่า IFA ตอบโจทย์วิถีชีวิตคนยุคใหม่ที่มองหาอาชีพอิสระ เลือกเวลาทำงานเองได้ ปัจจุบัน IFA กำลังเป็นที่ต้องการของตลาด และเพิ่มจำนวนมากขึ้น แต่ถ้าจะพูดกันตามตรง ผลิตภัณฑ์ลงทุนส่วนใหญ่ที่ IFA นำเสนอกันตอนนี้ มี กองทุน และประกัน การมาเข้าร่วมเป็น IFA กับธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เป็นการเติมเต็ม เพราะเรามีจุดเด่นเรื่องหุ้นกู้ ตลาดแรกและตลาดรองให้คุณออกไปนำเสนอ พร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญหลังบ้านที่พร้อมสนับสนุน IFA ที่ออกไปพบลูกค้า และลูกค้าของ IFA จะได้รับสิทธิประโยชน์เทียบเท่าลูกค้าธนาคาร อีกทั้งเรายังมีจัดอบรมติดปีกความรู้ เรียกว่า IFA ที่มาอยู่กับเราจะได้รับประโยชน์แบบจัดเต็ม” น.ส.กษิรา กล่าว

ทั้งนี้ IFA สามารถยกระดับการขายไปอีกขั้น กับสิทธิพิเศษสมาชิก CIMB Preferred ให้ลูกค้าคนสำคัญของ IFA โดยลูกค้าจะได้รับ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ, Airport Fast Track และรถกอล์ฟไฟฟ้า, บริการห้องพักรับรอง Miracle Lounge ในสนามบิน, ผู้ช่วยส่วนตัวตลอด24ชม.

สิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่ IFA จะได้รับ ได้แก่ ทีมดูแลตัวแทนอิสระโดยเฉพาะ พร้อมหัวหน้าทีมมากประสบการณ์กว่า 20 ปี คอยให้คำแนะนำ, โปรแกรมพัฒนาที่ปรึกษาทางการเงิน, สิทธิการใช้สาขา Wealth Center ของธนาคารทั้ง 13 แห่ง สำหรับการนัดคุยกับลูกค้า

คุณสมบัติของ IFA เป็นที่ปรึกษาการเงินอิสระทีมีใบอนุญาตตัวแทน สามารถนำเสนอการลงทุนแก่ลูกค้าได้ โดยไม่ได้สังกัดสถาบันการเงิน ธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน หรือบริษัทประกัน แห่งใดแห่งหนึ่ง ธนาคารเปิดโอกาสให้ทุกคน ตั้งแต่คนรุ่นใหม่ ไปถึงคนวัยเกษียณที่ยังมีไฟและมีความหลงใหลในงานแนะนำการลงทุน โดยตั้งเป้าหมายรับสมัคร IFA 500 ตำแหน่ง ผู้ที่สนใจร่วมงานกับ ซีไอเอ็มบี ไทย สมัครได้ที่นี่ https://bit.ly/3YXgKwI Moving Forward With You.

ซีพีเอฟ เดินหน้ามอบอาหารน้ำดื่ม หนุนภารกิจอาสาสมัครป้องกันไฟป่าเชียงใหม่

0

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ รับมอบผลิตภัณฑ์อาหารและน้ำดื่ม CP จากซีพีเอฟ เพื่อสนับสนุนภารกิจอาสาสมัครป้องกันแก้ไขปัญหาไฟป่าเชียงใหม่ ของสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่ (ปภ.จ.เชียงใหม่) หนุนนโยบายป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) เพื่อให้ชาวเชียงใหม่มีอากาศสะอาดปราศจากมลพิษ

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้สั่งการคุมเข้มป้องกันไฟป่าในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับแผนการทำงานให้เหมาะสมกับพื้นที่ที่เป็นเป้าหมายการเผา มุ่งเน้นลดแหล่งกำเนินไฟในทุกทาง ทั้งในพื้นที่ป่าที่มีการลาดตระเวนคุมเข้มไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าไปกระทำการใดๆ ที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า เคาะประตูบ้านขอความร่วมมือประชาชนหยุดเผาทุกชนิดในที่โล่ง โดยจัดหาทางเลือกใหม่ที่ดีกว่าในการบริหารจัดการเชื้อเพลิงด้วยวิธีการเผา การตรวจจับควันดำรถ และตรวจสอบภาคอุตสาหกรรมอย่างเข้มงวด การที่ซีพีเอฟมอบอาหารและน้ำดื่มในครั้งนี้ ถือเป็นการสนับสนุนภารกิจดับไฟป่าและเติมเต็มกำลังใจในการทำงานของทีมอาสาสมัคร

ด้าน นายดุสิต พงศาพิพัฒน์ หัวหน้า ปภ.จ.เชียงใหม่ กล่าวขอขอบคุณซีพีเอฟที่ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครดับไฟป่าทุกคน ที่เสียสละในการเดินหน้าภารกิจการป้องกันและแก้ไขหมอกควันไฟป่า ด้วยการมอบผลิตภัณฑ์อาหารทั้ง ไข่ไก่สด เนื้อหมูสด หมูคูโรบูตะพร้อมทาน น้ำดื่ม CP และผลิตภัณฑ์อาหารห้าดาว ที่ซีพีเอฟนำมามอบให้ทั้งหมดนี้ ทางจังหวัดเชียงใหม่ จะนำไปจัดสรรมอบให้กับเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครผู้ปฏิบัติงานดับไฟป่าในแต่ละพื้นที่ต่อไป

นายนันทพล วิชัยดิษฐ ผู้บริหารอาวุโส งานปฏิบัติการด้านความยั่งยืน บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ในฐานะผู้แทนของบริษัทที่นำทีมซีพีเอฟจิตอาสาจากทุกกลุ่มธุรกิจร่วมส่งมอบผลิตภัณฑ์ในครั้งนี้ กล่าวว่า ซีพีเอฟ ยินดีอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมสนับสนุนภารกิจอาสาสมัครดับไฟป่าในกรร่วมเป็นด่านหน้าในการป้องกันแก้ไขปัญหาไฟป่าเชียงใหม่ ที่ทุกคนทุ่มเทในการทำงานเพื่อร่วมกันต่อสู้กับปัญหาฝุ่น PM2.5 มาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากผลิตภัณฑ์อาหารที่มอบในครั้งนี้แล้ว ซีพีเอฟ ยังให้ความร่วมมือกับ นายอำเภอสันกำแพง ที่ริเริ่มโครงการ “ตลาดนัดใบไม้แลกไข่” ชวนชาวสันกำแพงนำใบไม้แห้งมาแลกกับไข่ไก่ CP เพื่อเป็นแนวทางลดการเผาที่ทำให้เกิดฝุ่น PM2.5 และประชาชนยังได้ไข่ไก่กลับไปบริโภค ช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือน บ้านเรือนและชุมชนสะอาดขึ้น ตลอด 14 สัปดาห์ที่ผ่านมาโครงการฯ นี้ สามารถรวบรวมใบไม้ได้ถึง 25,000 กก. โดยบริษัทฯสนับสนุนไข่ไก่แก่โครงการฯ รวม 17,800 ฟอง มีส่วนช่วยลดปริมาณใบไม้ในบ้านเรือน ไร่ สวน พร้อมมอบเครื่องเป่าลม 2 เครื่อง สำหรับใช้เป่าใบไม้และทำแนวกันไฟเพื่อดับไฟป่า.

AIS ร่วมกับปภ. ทดสอบระบบเตือนภัยCell Broadcast ระดับใหญ่สำเร็จตามเป้าพร้อมลงพื้นที่แนะนำกลุ่มเปราะบางให้เข้าถึงข้อมูลฉุกเฉินอย่างทั่วถึง

0

AIS และ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ปภ. ทดสอบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินผ่านระบบ Cell Broadcast ต่อเนื่องครั้งที่ 3 ระดับใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ จ.เชียงใหม่, จ.อุดรธานี, จ.พระนครศรีอยุธยา, จ.นครศรีธรรมราช และกรุงเทพมหานคร โดยจากการทดสอบพบว่าประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ที่กำหนดได้รับข้อความแจ้งเตือนตรงเวลา 13.00 น. ทั้งสมาร์ทโฟนระบบ Android และ iOS นับเป็นการทดสอบระดับใหญ่ที่ประสบความสำเร็จเป็นไปตามเป้าหมาย

พร้อมกันนี้ AIS ยังได้นำทีมวิศวกรลงพื้นที่ให้คำแนะนำกลุ่มเปราะบางในการทดสอบรับข้อความ Cell Broadcast อาทิ ผู้ที่มีความบกพร่องทางการได้ยินหรือการมองเห็น เพื่อป้องกันการตื่นตระหนกและยืนยันว่าประชาชนทุกกลุ่มได้รับข้อความแจ้งเตือนอย่างทั่วถึง และสามารถปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้องและราบรื่น

โดยจากการทดสอบระบบ CBS ทั้ง 3 ครั้งที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือกันอย่างสอดประสาน ระหว่างภาครัฐและโอเปอเรเตอร์ ในการเดินหน้าปรับปรุงและพัฒนาระบบให้มีความแม่นยำ รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อเร่งยกระดับการแจ้งเตือนภัยของประเทศที่มีประสิทธิภาพทัดเทียมนานาชาติ โดยแผนงานต่อจากนี้ เอไอเอสพร้อมให้การสนับสนุน ปภ. ในการทดลองทดสอบระบบ CBE (Cell Broadcast Entities) ของภาครัฐต่อไป

ทั้งนี้ สำหรับประชาชนที่ไม่ได้รับข้อความ Cell Broadcast ขอแนะนำให้ท่านอัพเดทเวอร์ชั่นโทรศัพท์มือถือ โดยเข้าไปที่เมนูตั้งค่า และทำการอัพเดทซอฟแวร์ของเครื่องทันที! โดยแอนดรอยส์ต้องอัปเดตให้เป็นเวอร์ชัน 12 ขึ้นไป และไอโฟนต้องอัปเดตให้เป็น iOS 18 เท่านั้น (หมายเหตุ มือถือที่ไม่สามารถรับ Cell Broadcast ได้ คือ มือถือระบบ 2G 3G และไอโฟน 10 ลงมา ที่อัพเดท iOS 18 ไม่ได้)