Home Blog Page 108

ย้อนรอยอดีตอันรุ่งโรจน์ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา อยุธยา เปิดประตูสู่ขุมทรัพย์แห่งประวัติศาสตร์ที่ไม่ควรพลาด!

0

เมื่อกล่าวถึง “อยุธยา” หลายคนคงนึกถึงภาพความยิ่งใหญ่ของราชธานีโบราณ เมืองที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และเรื่องราวอันน่าค้นหา และหนึ่งในหมุดหมายสำคัญที่นักเดินทางผู้หลงใหลในประวัติศาสตร์ไม่ควรพลาดเลยก็คือ “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา” สถานที่ที่เปรียบเสมือนคลังสมบัติแห่งอดีต รอให้ผู้สนใจและนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือน เพื่อเปิดประตูพบกับอาณาจักรที่รุ่งโรจน์และเรืองรองอย่างน่าอัศจรรย์

ทำไมต้องมาเยือนพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา?

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแห่งแรกของไทยที่สร้างขึ้นตามหลักพิพิธภัณฑสถานสากล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดแสดงโบราณวัตถุที่ขุดค้นพบจากกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ และวัดมหาธาตุ ซึ่งเป็นโบราณวัตถุที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และศิลปะสูงยิ่ง การมาเยือนที่นี่จึงไม่ใช่เพียงการชมวัตถุโบราณ แต่เป็นการเดินทางย้อนเวลาเพื่อทำความเข้าใจวิถีชีวิต ความเชื่อ และความรุ่งเรืองของชาวอยุธยาในอดีต

ตอนนี้ อาคารส่วนหน้าอยู้ระหว่างบูรณะปรับปรุงใหม่ แต่ระหว่างนี้ มีการจัดนิทรรศการภายในอาคารเครื่องทองอยุธยา ซึ่งเป็นอาคารหลังใหม่ สร้างขึ้นสำหรับจัดแสดงโบราณวัตถุประเภทเครื่องทองอยุธยาที่ค้นพบในแหล่งโบราณคดีจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้อยู่ในรูปแบบที่น่าสนใจ ทันสมัย โดยรวบรวมวัตถุโบราณมาจัดแสดงกว่า 2,200 รายการเลยทีเดียว

ต้องยอมรับว่า ทีแรกแอดมินรู้สึกเฉยๆ กับการเดินทางมาที่นี่ตามโปรแกรมท่องเที่ยว แต่เมื่อได้เข้ามาถึงและเห็นความอลังการและอเมซิ่งของสิ่งของโบราณล้ำค่ำมากมายให้อาคารนี้ สร้างความตื่นตาตื่นใจอย่างมากเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นไฮไลท์ของส่วนงานแสดงสมบัติโบราณที่ได้คืนจากกรุวัดราชบูรณะที่ถูกขุดและขโมยไปเมื่อปีพ.ศ. 2500 ไม่ว่าจะเป็น พระแสงขรรค์ชัยศรี, พระคชาธารจำลอง, พระสุวรรณมาลา

โดยเฉพาะส่วนที่อเมซิ่งที่สุด คือ ส่วนการแสดงจำลองภายในกรุวัดราชบูรณะ ที่ในอดีตมีการขุดพบวัตถุโบราณล้ำค่ามากมาย โดยเฉพาะพระปรางค์จำลองทองคำที่พบในกรุชั้น 2 ซึ่งถือว่าหากเป็นสภาพสมบูรณ์จะเป็นที่สุดของกรุทองคำของวัดราชบูรณะเลยก็ว่าได้ น่าเสียดายที่ถูกคนโลภขโมยไปได้ เหลือไว้เพียงบางส่วน แต่ก็พอจะนำชิ้นส่วนมาประติดประต่อเป็นแบบจำลองมาแสดงให้เห็น

ไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด:

  • เครื่องทองราชกกุธภัณฑ์และเครื่องราชูปโภค: ตื่นตาตื่นใจกับเครื่องทองคำล้ำค่าที่ประดับตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง อาทิ พระแสงขรรค์ชัยศรี สุพรรณภาชน์ และเครื่องประดับต่างๆ ที่ล้วนสะท้อนถึงฐานะและชนชั้นของกษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ในสมัยนั้น
  • พระพุทธรูปทองคำ: ชมความงดงามของพระพุทธรูปทองคำบริสุทธิ์ที่มีอายุหลายร้อยปี ซึ่งแสดงถึงความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาและฝีมือเชิงช่างอันประณีตของชาวอยุธยา
  • เครื่องประดับและอัญมณี: พบกับเครื่องประดับที่ทำจากทองคำและอัญมณีหลากหลายชนิด ทั้งสร้อย สังวาล กำไล และตุ้มหู ซึ่งล้วนบอกเล่าเรื่องราวความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของอาณาจักร
  • พระพิมพ์และพระเครื่อง: ศึกษาพระพิมพ์และพระเครื่องที่ค้นพบจากกรุ ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยยืนยันถึงความศรัทธาและความเชื่อของผู้คนในอดีต
  • โบราณวัตถุอื่นๆ: นอกจากนี้ ยังมีโบราณวัตถุอีกมากมายที่จัดแสดง อาทิ เครื่องถ้วยชาม อาวุธ และเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ที่ช่วยให้เราเห็นภาพชีวิตประจำวันของชาวอยุธยาได้อย่างชัดเจน

ประสบการณ์ที่ได้รับ:

แอดมินอยากบอกว่า การเดินเที่ยวส่วนนิทรรศการที่อาคารเครื่องทองอยุธยา พิธิพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา เป็นการเดินชมเที่ยวที่แสนเย็นสบาย เพราะภายในอาคารเปิดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ ทำให้เราสามารถเพลิดเพลินกับการชมวัตถุโบราณต่างๆ แบบไม่เบื่อเลย

ที่สำคัญ มากกว่าแค่การเดินชม แต่เป็นการเรียนรู้ผ่านการสัมผัสของจริง การได้เห็นโบราณวัตถุอันล้ำค่าที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ ทำให้แอดมินอดจินตนาการถึงความยิ่งใหญ่ รุ่งโรจน์ของอาณาจักรอยุธยาในอดีต และซาบซึ้งในคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์ไว้ ที่นี่ยังเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการถ่ายภาพสวยๆ โดยเฉพาะกับฉากหลังของโบราณวัตถุที่จัดแสดงอย่างเป็นระเบียบ แบ่งเป็นสัดส่วนชวนติดตามยิ่ง

การเดินทาง:

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ตั้งอยู่ใจกลางเมืองพระนครศรีอยุธยา ใกล้กับวัดมหาธาตุและวัดราชบูรณะ ทำให้สะดวกในการเดินทางและสามารถเยี่ยมชมสถานที่สำคัญอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียงได้พร้อมกัน

วันและเวลาทำการ

วันพุธ-วันอาทิตย์ และวันนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00-16.00 น.

ค่าเข้าชม

  • คนไทย 30 บาท
  • ชาวต่างประเทศ 150 บาท
  • นักเรียนนักศึกษาในเครื่องแบบ / ภิกษุสามเณรและนักบวชในศาสนาต่างๆ ไม่เสียค่าธรรมเนียมเข้าชม

อย่ารอช้า! หากคุณกำลังวางแผนเดินทางไปจังหวัดอยุธยา อย่าลืมปักหมุด “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา” ไว้ในทริปเที่ยวครั้งต่อไปได้เลย แล้วมาสัมผัสความยิ่งใหญ่ของอดีตที่ยังคงมีชีวิต ณ ที่แห่งนี้ เพื่อเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่ไม่เหมือนใคร ใครที่หลงเสน่ห์ของเมืองเก่า จะยิ่งตกหลุมรักอยุธยามากกว่าเดิมแน่นอน

เมืองไทยประกันชีวิต ฉลองวันเกิดสมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ มอบสิทธิพิเศษรับคะแนนสะสมคูณสอง พร้อมส่วนลดพิเศษจากพันธมิตรชั้นนำ

0

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า   เมืองไทยประกันชีวิต  เดินหน้าส่งมอบความสุขเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดแก่สมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ ประจำปี 2568 รับฟรีคะแนนสะสม 5 Smile Points สำหรับใช้แลกรับสิทธิพิเศษและบริการจากเมืองไทยสไมล์คลับ พร้อมรับคะแนนสะสมเพิ่มพิเศษ 2 เท่า เมื่อซื้อกรมธรรม์ใหม่ตามเงื่อนไข  (ยกเว้นประกันชีวิตควบการลงทุน Universal Life, Unit Linked และ PA Stand Alone)  และชำระเบี้ยประกันภัยแบบรายปี โดยผู้ที่ต้องการรับสิทธิ์นี้ จะต้องกดรับสิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชัน MTL Click ก่อนทำการซื้อกรมธรรม์ใหม่ ภายในระยะเวลา 90 วันนับจากวันเกิด

นอกจากนี้ ลูกค้าเมืองไทยประกันชีวิต สามารถเลือกรับส่วนลดจากพันธมิตรชั้นนำ ที่ทางบริษัทฯ  คัดสรรมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของลูกค้า โดยสามารถตรวจสอบรายละเอียดและกดรับสิทธิ์ได้ที่    แอปพลิเคชัน MTL Click ภายในระยะเวลา 90 วันนับจากวันเกิดของลูกค้าเช่นกัน

ร้านค้าพันธมิตรที่เข้าร่วมโครงการ Muang Thai Birthday รายละเอียดดังนี้

  • HomePro & MegaHome : รับส่วนลด 100 บาท (เมื่อซื้อสินค้า 1,000 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ) ที่ โฮมโปร,    เมกาโฮมทุกสาขา และโฮมโปรออนไลน์
  • Jones’ Salad : รับส่วนลด 15% เมื่อสั่งอาหารครบตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป ทั้งแบบสั่งทานที่ร้านและสั่งกลับบ้านไม่รวมสินค้าฝากขาย
  • Skechers (สเก็ตเชอร์ส) : รับส่วนลด 300 บาท เมื่อมียอดซื้อหลังหักส่วนลดครบ 2,500  บาท เฉพาะสาขาที่เข้าร่วมโครงการฯ
  • โรงพยาบาลกรุงเทพ (โปรแกรมตรวจสุขภาพ) : รับส่วนลดโปรแกรมตรวจสุขภาพ Muang Thai Birthday ชำระในราคา 6,200 บาท ปกติ 14,560 บาท เฉพาะโรงพยาบาลในเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ ที่เข้าร่วมโครงการ
  • โรงแรมเซ็นทารา (ส่วนลดบริการ Spa) : รับส่วนลดราคาพิเศษจาก Reserve Spa Cenvaree, SPA Cenvaree และ Cense by SPA Cenvaree
  • โรงแรมเซ็นทารา (ส่วนลดร้านอาหาร) : รับส่วนลด 15% สำหรับค่าอาหารเมนู à la carte (ไม่รวมรายการเครื่องดื่ม) ที่โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทาราที่ร่วมรายการ
  • SCG Home : รับส่วนลด 200 บาท เมื่อซื้อสินค้าครบ 2,000 บาทขึ้นไป (เฉพาะสินค้ากลุ่มสินค้าเพื่อบ้าน และ กลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพและไลฟ์สไตล์ ยกเว้น หมวดค่าสำรวจ หมวดงานบริการ และใบเสนอราคางานบริการ)
  • ร้านนายอินทร์ : รับส่วนลด 20% เมื่อซื้อหนังสือครบ 500 บาท ขึ้นไป ที่ร้านนายอินทร์ทุกสาขา ยกเว้นสาขาสนามบินสุวรรณภูมิ
  • The Coral Lounge : รับส่วนลด 60% สำหรับใช้เป็นส่วนลดการซื้อสิทธิ์เข้าใช้บริการ The Coral Lounge
  • Potico บริการจัดส่งช่อดอกไม้ และของขวัญ : รับส่วนลด 20% ลดสูงสุด 150 บาท (ไม่มีขั้นต่ำในการสั่งซื้อ) สำหรับการสั่งซื้อสินค้าบนเว็บไซต์หรือเเอปพลิเคชันของ Potico

ทั้งนี้ ลูกค้าเมืองไทยประกันชีวิต สมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ สามารถติดตามกิจกรรมและสิทธิประโยชน์  ตามเทศกาลหรือตลอดทั้งปีได้ที่ เว็บไซต์เมืองไทยประกันชีวิต www.muangthai.co.th  หรือดาวน์โหลด   แอปพลิเคชัน MTL Click ได้ฟรีทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1766 ตลอด 24 ชั่วโมง

ตลาดหลักทรัพย์ฯ รับจดทะเบียน DR “TENCENT01” ออกโดย BLS เริ่มซื้อขาย 19 พ.ค. นี้

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รับจดทะเบียนหลักทรัพย์ใหม่ DR “TENCENT01” อ้างอิงหุ้น Tencent Holdings เจ้าของแพลตฟอร์ม WeChat และผู้นำตลาดเกมออนไลน์ของประเทศจีน ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ออกโดย บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ 19 พฤษภาคม 2568 นี้

ตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Depositary Receipt หรือ DR) เป็นตราสารที่ผู้ลงทุนมีโอกาสได้รับสิทธิประโยชน์เสมือนการถือครองหลักทรัพย์ต่างประเทศ ผู้ลงทุนสามารถซื้อขายผ่านบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ด้วยเงินบาท ผู้สนใจศึกษารายละเอียด DR “TENCENT01” ได้ที่เว็บไซต์สำนักงาน ก.ล.ต. www.sec.or.th หรือบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์คือ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) www.bualuang.co.th/dr หรือศึกษาผลิตภัณฑ์ DR เพิ่มเติมได้ที่ www.set.or.th/dr

AIS ตอกย้ำเครือข่ายที่ซัพพอร์ตคุณเสมอ พร้อมถ่ายทอดแรงบันดาลใจที่เชื่อมทุกความห่วงใยในครอบครัว ผ่านภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่

0

AIS ส่งภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ให้คุณติ่งเขา ให้เราติ่งคุณ” หยิบประเด็นการเป็น ‘แฟนคลับ’ มาถ่ายทอดผ่านเรื่องราวสุดอบอุ่นที่สะท้อนความผูกพันในครอบครัว และพลังของการสนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างไม่มีเงื่อนไข ตอกย้ำตัวตนของ AIS ในการเป็นเครือข่ายที่ช่วยเชื่อมโยงทุกความสัมพันธ์ พร้อมซัพพอร์ตและอยู่เคียงข้างลูกค้าทุกเจเนอเรชัน

โฆษณาชุดนี้บอกเล่าเรื่องของครอบครัวหนึ่งที่ลูกสาวเป็นแฟนคลับศิลปินอย่างสุดหัวใจ ขณะที่พ่อแม่แม้อาจไม่เข้าใจในสิ่งที่ลูกชอบ แต่ก็พร้อมซัพพอร์ตความชอบของลูกอย่างเต็มที่ โดยได้ผู้กำกับมากฝีมือ เต๋อ–นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ มาร่วมสร้างสรรค์ผลงาน ถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกของครอบครัวได้อย่างลึกซึ้ง สร้างความรู้สึกเชื่อมโยงให้ผู้ชมอินไปกับตัวละคร ราวกับได้สัมผัสความรู้สึกที่คุ้นเคยในครอบครัวของตัวเอง

เรื่องราวอบอุ่นนี้ไม่เพียงแต่พูดถึงการเป็นแฟนคลับของศิลปินเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความจริงที่ว่า เราทุกคนต่างเป็น “ติ่ง” ของใครบางคน และการได้รับการสนับสนุนคือพลังที่มีความหมาย แคมเปญนี้สะท้อนจุดยืนของ AIS ในฐานะแบรนด์ที่พร้อมเข้าใจและสนับสนุนลูกค้าในทุกช่วงเวลาสำคัญ เชื่อมต่อทุกที่ ทุกเวลา ด้วยศักยภาพของโครงข่ายอัจฉริยะที่มีทั้งความเร็ว แรง และเสถียร เหมือนกับการเป็นติ่งที่คอยให้การซัพพอร์ตลูกค้าในทุกมิติของชีวิต

รับชมภาพยนตร์โฆษณา “ให้คุณติ่งเขา ให้เราติ่งคุณ” ได้แล้ววันนี้ผ่านทุกช่องทางของ AIS หรือทาง YouTube: https://www.youtube.com/watch?v=C_c3g9Mufx4

เงินฝากเลือกได้ รับดอกดี๊ดี จากออมสิน เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 4 เดือน และ 8 เดือน ฝากได้ถึง 31 พ.ค.68

0

ฝากเงินอุ่นใจ ได้ดอกเบี้ยโตดี๊ดี จากธนาคารออมสิน
กับเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 4 เดือน และ เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 8 เดือน
รายละเอียดเพิ่มเติม > https://to.gsb.or.th/Xz7yG

เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 4 เดือน
อัตราดอกเบี้ย 1.30% ต่อปี
(เทียบเท่าเงินฝากประจำ 1.52% ต่อปี)

เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 8 เดือน

  • ฝากต่ำกว่า 10 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 1.37% ต่อปี
    (เทียบเท่าเงินฝากประจำ 1.61% ต่อปี)
  • ฝากตั้งแต่ 10 ล้านบาท ขึ้นไป อัตราดอกเบี้ย 1.50% ต่อปี
    (เทียบเท่าเงินฝากประจำ 1.76% ต่อปี)
    หมายเหตุ : อัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามยอดเงินฝากแต่ละรายการไม่ใช่จากยอดเงินฝากรวมสะสม

⚠️ เงื่อนไข
✔️ เปิดบัญชีขั้นต่ำ 10,000 บาท
✔️ ฝากเพิ่มครั้งละไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท
✔️ รับฝากบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ไม่จำกัดวงเงินรับฝากสูงสุด
✔️ บุคคลธรรมดาไม่เสียภาษี ณ ที่จ่าย
ถอนหรือปิดบัญชีก่อนครบกำหนด ได้รับดอกเบี้ยเผื่อเรียก
ฝากได้ตั้งแต่วันที่ 1 – 31 พ.ค. 68 ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา

  • เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

รู้เก็บรู้ออม : ธรรมะ ทำดี ครั้งที่ 2

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง"  หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

การทำความดีนั้นแม้จะเป็นการกระทำในเรื่องเล็กๆน้อยๆ แต่กลับถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่และควรสนับสนุนส่งเสริมให้มีการกระทำอย่างต่อเนื่อง เพราะการทำดีไม่ใช่เรื่องที่ทำแล้วครั้งเดียวก็จบไป หรือทำแบบประเดี๋ยวประด๋าว แต่ต้องอาศัยความตั้งใจ หมั่นเพียรทำความดีอย่างสม่ำเสมอ

กิจกรรมที่เชิญชวนให้คนมาร่วมทำดีใน “ธรรมะ ทำดี” ในโอกาสครบรอบการดำเนินการ 50 ปี ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็เฉกเช่นเดียวกัน หลังจากที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้จัดกิจกรรม “ธรรมะ ทำดี” ครั้งที่ 1 ปรากฏว่ากิจกรรมครั้งแรกได้รับการตอบรับอย่างดี มีผู้ให้ความสนใจจำนวนมากอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง จึงเดินหน้าจัดงาน “ธรรมะ ทำดี” ต่อเป็นครั้งที่ 2 และขอเชิญชวนผู้สนใจเรื่องการทำดี มาเข้าร่วมงานครั้งนี้ เพื่อเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดการทำความดีอย่างต่อเนื่อง

“ธรรมะ ทำดี” ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้โครงการ “50 ปี ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชวนทำความดีเพื่อสังคม” นั้น จัดขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคล และส่งเสริมสุขภาวะทางใจ โดยสนับสนุนและสร้างกำลังใจในการดำเนินงานด้วยความเพียรและซื่อตรงตามแนวทางธรรมาภิบาล ภายในงานจะมีการจัดบรรยายธรรม เพื่อให้ภาคธุรกิจ ภาคตลาดทุน และประชาชนทั่วไปได้เรียนรู้และเข้าใจหลักธรรมอย่างถูกต้อง สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการเจริญสติและดำเนินชีวิตอย่างมีสัมมาทิฏฐิ สร้างสังคมที่มีศีลธรรมและคุณธรรม 

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการทำความดี ด้วยการเชิญชวนผู้เข้าร่วมงานบริจาคเงินเพื่อการสาธารณกุศลและสาธารณประโยชน์

นับเป็นโอกาสดีที่จะได้รับฟังการบรรยายธรรมจากพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ในหัวข้อธรรม “วันนี้คือวันดีของชีวิต” เพื่อเป็นการตระหนักรู้คุณค่าของทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นการช่วยฝึกการวางใจและขัดเกลาของตัวเองให้พร้อมทำสิ่งต่างๆ ด้วยความตั้งใจและมีสติ เพื่อให้วันนี้เป็นวันดีของชีวิตสมดั่งปรารถนา เพื่อประโยชน์สุขของตนเอง ครอบครัว และสังคมต่อไป

กิจกรรม “ธรรมะ ทำดี” ครั้งที่ 2 จะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน 2568 นี้ ตั้งแต่เวลา 09.00-14.00 น. ที่อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ นอกเหนือจากฟังบรรยายธรรมแล้ว ยังจะมีกิจกรรมย่อย “ทำดี” ในการร่วมสนับสนุนองค์กรสาธารณสุขและสาธารณประโยชน์ รวมทั้งร่วมอุดหนุนสินค้าจากวิสาหกิจเพื่อสังคมและวิสาหกิจชุมชน

นอกจากนี้ ยังจะได้ฟังดนตรีพร้อมกับรับพลังบวกจากวงปล่อยแก่ที่กลับมาขึ้นเวทีอีกครั้งเพื่อถ่ายทอดเพลงประสานเสียงจากผู้สูงอายุ ภายใต้มูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข อีกเช่นเคย

ใครที่พลาดบ่นเสียดายไม่ได้ทำบุญร่วมกันในกิจกรรมครั้งที่แล้ว  สามารถลงทะเบียนร่วมกิจกรรม ธรรมะ ทำดี ครั้งที่ 2 ได้แล้วตามลิงก์นี้ https://set.group/dharma2 หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ SET Contact Center โทร. 0-2009-9999.

คุณนายพารวย

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เชิญร่วมงาน “ธรรมะ ทำดี” ครั้งที่ 2  6 มิ.ย. นี้

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ขอเชิญผู้ลงทุน ประชาชน และผู้สนใจร่วมงาน “ธรรมะ ทำดี” ครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้โครงการ “50 ปี ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชวนทำความดีเพื่อสังคม” รับฟังการบรรยายธรรมจากพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล หัวข้อธรรม “วันนี้คือวันดีของชีวิต” เพื่อการตระหนักรู้คุณค่าของทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ด้วยความตั้งใจและมีสติ เพื่อให้วันนี้เป็นวันดีของชีวิตสมดั่งปรารถนา

ภายในงานยังมีกิจกรรม “ทำดี” เชิญร่วมสนับสนุนองค์กรเพื่อการสาธารณกุศลและสาธารณประโยชน์ รวมทั้งอุดหนุนสินค้าจากวิสาหกิจเพื่อสังคมและวิสาหกิจชุมชนรวม 10 บูธ และกิจกรรม “สร้างพลังบวก” รับชมการแสดงดนตรีจาก “วงปล่อยแก่” ภายใต้โครงการดนตรีพลังบวกของมูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข

งาน “ธรรมะ ทำดี” ครั้งที่ 2 กำหนดจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน 2568 เวลา 09.00 – 14.00 น. ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://set.group/dharma2 หรือสอบถามข้อมูล
SET Contact Center 0 2009 9999

ตลาดหลักทรัพย์ฯ สั่ง EE ชี้แจงกรณีไม่มีรายได้และอยู่ระหว่างหาธุรกิจใหม่ เตือนนักลงทุนศึกษาข้อมูลก่อนลงทุน

0

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอให้ EE ชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติม กรณีบริษัทไม่มีรายได้ดำเนินงานและอยู่ระหว่างหาธุรกิจใหม่ โดยขอให้ผู้ลงทุนติดตามคำชี้แจงและศึกษาข้อมูลของบริษัทก่อนตัดสินใจลงทุน

ตามที่บริษัท เทคลีด เอ็นพีเอ็น จำกัด (มหาชน) (EE) นำส่งงบการเงินไตรมาสที่ 1 ปี 2568 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2568 โดยไม่ปรากฏรายได้จากการดำเนินงานในงบการเงินดังกล่าว ซึ่งบริษัทได้ชี้แจงว่า  บริษัทชะลอการประกอบธุรกิจการปลูกพืชกัญชง-กัญชาชั่วคราว เนื่องจากไม่คุ้มค่าในการลงทุนเพาะปลูก และ  อยู่ระหว่างการพิจารณาขยายการลงทุนในธุรกิจใหม่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและสารสนเทศ (ธุรกิจ Tech) (รายละเอียดข้อมูลตามงบการเงินและคำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการสำหรับงวดไตรมาสที่ 1 ปี 2568 ของ EE    วันที่ 15 พฤษภาคม 2568)

การชะลอการประกอบธุรกิจหลักและพิจารณาธุรกิจใหม่ เป็นข้อมูลที่สำคัญต่อฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัท ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของผู้ลงทุน ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงขอให้ EE ชี้แจงข้อมูลผ่านระบบเผยแพร่ข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 ในส่วนความเห็นของคณะกรรมการบริษัทและคณะกรรมการตรวจสอบขอให้ชี้แจงภายในวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 ดังนี้                    

  1. แผนการศึกษาธุรกิจใหม่ (ธุรกิจ Tech) กรอบเวลาที่คาดว่าจะได้ข้อสรุปในการศึกษาความเป็นไปได้ของการลงทุน ทั้งนี้ ขอให้รายงานความคืบหน้าต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อมีความคืบหน้าที่สำคัญ หรือเมื่อมีการนำส่งงบการเงิน แล้วแต่เหตุการณ์ใดจะถึงก่อน จนกว่าจะลงทุนแล้วเสร็จและมีรายได้จากธุรกิจใหม่นี้ พร้อมทั้งแผนการดำเนินการในช่วงที่ธุรกิจใหม่ยังไม่ก่อให้เกิดรายได้
  2. สถานะปัจจุบันของธุรกิจการปลูกพืชกัญชง-กัญชา เช่น ที่ดิน เครื่องจักรอุปกรณ์ สินค้าคงเหลือ ลูกหนี้ เจ้าหนี้บุคลากร เป็นต้น รวมถึงแผนการดำเนินการต่อสินทรัพย์ หนี้สิน และบุคลากรดังกล่าวและผลกระทบกับฐานะการเงินของบริษัท
  3. การชะลอการประกอบธุรกิจหลักซึ่งทำให้บริษัทไม่มีรายได้จากการดำเนินงานในงบการเงินไตรมาสที่ 1 ปี 2568 เป็นข้อมูลสำคัญซึ่งบริษัทมีหน้าที่ต้องเปิดเผยทันทีตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น จึงขอทราบวันที่คณะกรรมการบริษัทมีมติให้ชะลอการประกอบธุรกิจดังกล่าว พร้อมระบุเหตุผลที่ไม่เปิดเผยมติทันที  และความเห็นของคณะกรรมการและคณะกรรมการตรวจสอบต่อการที่บริษัทไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวทันที  

พร้อมนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอให้ผู้ลงทุนศึกษาข้อมูลของบริษัทด้วยความระมัดระวังรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน เช่น งบแสดงฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน ความเห็นผู้สอบบัญชี ข่าวย้อนหลัง เป็นต้น  ตลอดจนความเสี่ยงและปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งติดตามความคืบหน้าการสรรหาธุรกิจใหม่ของบริษัทอย่างใกล้ชิดต่อไป

เนื้อหมูกินได้ ไม่มีแอนแทรกซ์ อย่าเข้าใจผิด

0

สัตวแพทย์ยืนยันว่า เนื้อหมูปลอดภัยสำหรับการบริโภค และไม่ใช่พาหะของโรคแอนแทรกซ์ (Anthrax) ผู้บริโภคควรปรุงสุกทุกเมนูและเลือกซื้อจากร้านจำหน่ายที่ถูกสุขอนามัยได้การรับรองจากหน่วยงานภาครัฐ เพื่อความมั่นใจ

นายสัตวแพทย์วรวุฒิ ศิริปุณย์ รองเลขาธิการสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า จากสถานการณ์ที่มีความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคแอนแทรกซ์ (Anthrax) สมาคมฯ ขอชี้แจงว่า แอนแทรกซ์เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรีย Bacillus anthracis สามารถพบได้ในดินและสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ เชื้อดังกล่าวมักจะส่งผลกระทบต่อสัตว์กินพืชและเคี้ยวเอื้อง สัตว์พาหะหลัก เช่น วัว ควาย แพะ แกะ และอูฐ แต่ ไม่แพร่ระบาดในหมู

นายสัตวแพทย์วรวุฒิ ศิริปุณย์

“ประชาชนสามารถบริโภคเนื้อหมูได้อย่างปลอดภัย หากปรุงสุกอย่างทั่วถึงที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียสขึ้นไป ซึ่งจะสามารถทำลายเชื้อแบคทีเรียและจุลินทรีย์ที่อาจปนเปื้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ควรรับประทานเนื้อหมูที่ ดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเชื้อโรคที่อาจปนเปื้อน” นายสัตวแพทย์วรวุฒิ กล่าว

ทั้งนี้ ผู้บริโภคควรเลือกซื้อจากแหล่งที่ถูกสุขลักษณะและได้รับการรับรองคุณภาพ เช่น กรมปศุสัตว์ หรือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อน การบริโภคเนื้อหมูจากร้านที่มีมาตรฐานและสุขลักษณะที่ดี จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าเนื้อหมูมีความสะอาดและปลอดภัย ที่สำคัญการปรุงสุกที่อุณหภูมิดังกล่าวข้างต้นเพื่อทำลายเชื้อแบคทีเรียที่อาจตกค้างได้

นายสัตวแพทย์วรวุฒิ กล่าวย้ำว่า ผู้บริโภคควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ติดเชื้อหรือซากสัตว์ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีประวัติการระบาด หากจำเป็นต้องสัมผัสเนื้อสัตว์ ควรสวมถุงมือ หน้ากาก และล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง และหลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อหมูดิบ หรือเมนูที่ปรุงไม่สุกทั่วถึง เช่น ลาบดิบ ก้อย หรือต้มสุก ๆ ดิบ ๆ

นอกจากนี้ การรับประทานเนื้อหมูที่ปรุงไม่สุก ยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อ Streptococcus Suis ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไข้หูดับ (Streptococcal meningitis) ที่ทำให้เกิดอาการไข้สูง ปวดเมื่อย เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และอาจรุนแรงถึงขั้นสูญเสียการได้ยินถาวร หรือเสียชีวิตได้ ดังนั้น การปรุงสุกอย่างทั่วถึงจึงเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด”

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติขอเน้นย้ำว่า ประชาชนไม่ต้องตระหนกกับข่าวสาร แต่ควรศึกษาข้อเท็จจริงและปรุงสุกเนื้อหมูก่อนบริโภคทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยและสุขภาพที่ดีของทุกคน.

ปลาหมอคางดำ ต่อยอดโปรตีนสัตว์น้ำเพื่อความมั่นคงทางอาหารในยุคโลกร้อน

0

บทความ โดย อัปสร พรสวรรค์ นักวิชาการอิสระ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลให้แหล่งอาหารจากธรรมชาติเสื่อมโทรมลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแหล่งน้ำจืดและสัตว์-น้ำพื้นถิ่นที่เป็นอาหารหลักของประชาชนในหลายพื้นที่ ขณะเดียวกัน ความต้องการโปรตีนคุณภาพสูงจากสัตว์น้ำกลับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องๆ ด้วยปัจจัยด้านประชากร การขยายตัวของเมือง และการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคสมัยใหม่

ในบริบทนี้ “ปลาหมอสีคางดำ” (Sarotherodon melanotheron) ซึ่งเป็นปลาน้ำกร่อยสายพันธุ์จากแอฟริกาตะวันตกกลายเป็นประเด็นถกเถียงในสังคมไทย ทั้งในมิติของการอนุรักษ์ ความปลอดภัยด้านอาหาร และภาพลักษณ์ต่อสาธารณะ แต่หากพิจารณาโดยใช้หลักวิชาการและข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างรอบด้าน จะพบว่าปลาชนิดนี้อาจเป็นโอกาสใหม่ทางอาหารของไทย หากได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบที่เหมาะสม

จากการศึกษาด้านโภชนาการในแอฟริกา พบว่า เนื้อปลาหมอสีคางดำมีโปรตีนสูง (ประมาณ 17–20%) และไขมันต่ำ เป็นแหล่งของกรดไขมันไม่อิ่มตัวโอเมก้า-3 วิตามิน B และแร่ธาตุต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก ด้วยคุณค่าทางอาหารดังกล่าว หลายประเทศในภูมิภาค Sub-Saharan Africa ได้นำปลาชนิดนี้มาบริโภคในชีวิตประจำวัน ทั้งแบบสด แห้ง หรือหมัก และยังมีการเพาะเลี้ยงในระบบน้ำกร่อยเพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์

นอกจากนี้ ด้านความปลอดภัยทางอาหาร ไม่พบหลักฐานว่าปลาหมอสีคางดำเป็นพาหะของสารพิษหรือเชื้อโรคเฉพาะชนิด หากอยู่ภายใต้ระบบการเลี้ยงที่ได้มาตรฐาน และควบคุมคุณภาพน้ำอย่างเหมาะสม

หากการปฏิเสธปลาหมอสีคางดำเพียงเพราะไม่ใช่สัตว์น้ำพื้นถิ่น อาจเป็นมุมมองเพียงด้านเดียว แต่ในบริบทของโลกที่การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมกลายเป็นเรื่องปกติที่พูดถึงทุกวัน การแสวงหาหรือสร้างแหล่งอาหารทางเลือกใหม่สำหรับเลี้ยงประชากรโลกจึงเป็นเรื่องสำคัญในระดับต้น แม้แต่ประเทศที่เคยประสบปัญหาการแพร่ระบาดของปลาชนิดนี้มาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา หรือบางประเทศในอาเซียนอย่างฟิลิปปินส์และกัมพูชา ท้ายที่สุดก็สามารถจัดการกับปลาหมอคางดำได้อย่างเป็นระบบและใช้ประโยชน์จากปลาอย่างคุ้มค่า

พิจารณาจากข้อเท็จจริง ปลาจำนวนมากในธรรมชาติกำลังลดลง ทั้งจากโลกร้อน น้ำทะเลหนุนและมลพิษ อาหารจากธรรมชาติไม่สามารถรองรับความต้องการของประชากรที่เพิ่มขึ้นได้ในระยะยาวอีกต่อไป นั่นหมายความว่าความมั่นคงอาหารของมนุษย์กำลังถูกสั่นคลอน ดังนั้นเราควรระดมความร่วมมือจากทั่วโลกในการลดภาวะโลกร้อนที่กำลังส่งผลกระทบวงกว้างทั่วทุกหัวระแหงในโลกนี้ ควบคู่ไปกับการสร้างสมดุลธรรมชาติใหม่แม้จะไม่เหมือนเดิมก็ควรให้กลับมาดีขึ้น โดยเฉพาะการลดอุณหภูมิโลกลง 1-2 องศา ก็มีผลกระทบเชิงบวกอย่างใหญ่หลวง

ภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรเร่งศึกษาแนวทางการจัดการเชิงวิชาการกับปลาหมอสีคางดำ จัดระบบและระเบียบที่เข้มงวดใช้แนวทาง “ควบคุมเพื่อใช้ประโยชน์” ไม่ใช่ “กำจัดเพื่อหวังให้กลับสู่ธรรมชาติเดิม” เน้นเรื่องการเป็นแหล่งอาหารของมนุษย์ ถึงปลาหมอสีคางดำจะได้ชื่อว่าเป็น “เอเลี่ยนสปีชีส์” แต่คนไทยมีประสบการณ์ในเรื่องนี้มายาวนาน เห็นได้ปลาเอเลี่ยนสปีชีส์หลายชนิดกลายเป็นอาหารอันโอชะของคนไทยและมีการเลี้ยงเชิงพาณิชย์มานานหลายสิบปี เช่น ปลานิล ปลาทับทิม ปลาดุกรัสเซีย เป็นต้น และยังสามารถจับปลาเหล่านี้ได้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติได้เป็นเรื่องปกติ จึงน่าจะมองปลาหมอสีคางดำในมุมของอาหารมั่นคงเพื่อประโยชน์ในอนาคต น่าจะเป็นไปได้ หากคนไทยจะมอง “ปลาหมอสีคางดำ” เป็นความหวัง ไม่ใช่ความกลัว ไม่ใช่ศัตรูของระบบนิเวศ หากอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเหมาะสม และสามารถเป็นแหล่งโปรตีนทางเลือกสำหรับคนไทยในยุคที่ “ปลาธรรมชาติ” ไม่สามารถตอบสนองความต้องการด้านอาหารอย่างเพียงพอได้อีกต่อไป ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการผลักดันให้มีนโยบายจัดการปลาชนิดนี้บนฐานของข้อมูลวิชาการที่แม่นยำ แทนการสร้างภาพลักษณ์เชิงลบแบบยังไม่มีบทพิสูจน์ที่ชัดเจน น่าจะเป็นแนวทางที่สร้างสรรค์และยั่งยืนกว่าสำหรับทั้ง ภาคการประมง ชุมชมและผู้บริโภค.