Home Blog Page 108

รู้เก็บรู้ออม : SET Zooom in

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง" หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ปี 2568 นี้เป็นปีที่ครบรอบการดำเนินงาน 50 ปีของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำหรับนักลงทุนแล้ว ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็เป็นเหมือนเพื่อนสนิทมิตรสหายที่เห็นหน้าค่าตาและเติบโตมาด้วยกัน ได้มีเวลาทำความรู้จักกันจนเกิดมิตรภาพที่ดีมาเป็นเวลายาวนาน ขณะเดียวกันตลาดหลักทรัพย์ฯเองก็ต้องการใช้โอกาสนี้มอบสิ่งดีๆ ตอบแทนให้กับนักลงทุน และสังคม ผ่านกิจกรรมและโครงการต่างๆ สำหรับก้าวต่อไปสู่อนาคต

ช่องยูทูบใหม่แกะกล่อง “SET Zooom in” จึงเป็นความมุ่งมั่นของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ต้องการขยายช่องทางติดตามข้อมูลการลงทุนใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของ

นักลงทุนทุกเพศทุกวัยในยุคดิจิทัล ผู้ชมช่อง SET Zooom in จะได้รับข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็ว แม่นยำ เชื่อถือได้ ส่งตรงจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับพันธมิตรในตลาดทุน จัดเต็มข้อมูลความรู้ความเข้าใจในการส่งเสริมการลงทุนได้เป็นอย่างดี

คอนเทนต์ในช่องนี้ จะครอบคลุมเนื้อหาทุกมิติการลงทุน ตั้งแต่ความรู้การลงทุน ผลิตภัณฑ์การลงทุน แนวคิดการลงทุนอย่างยั่งยืน (ESG) ตลอดจนประเด็นตลาดทุนที่อยู่ในความสนใจของนักลงทุนและผู้คนทั่วไป เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนได้อย่างมั่นใจ ผ่านหลากหลายรายการที่น่าสนใจแบบอัดแน่นเต็มผังรายการตลอดวัน

ยกตัวอย่างเช่นรายการ SET Navigator เจาะลึกทุกความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น ไทยและทั่วโลกแบบเรียลไทม์ตั้งแต่ก่อนเปิดตลาดจนถึงปิดตลาด อัปเดตข่าวด่วนข่าวเตือนที่นักลงทุนต้องรู้ พร้อมแนะนำผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลาย แนะกลยุทธ์การลงทุนจากการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานอย่างเจาะลึกและการประเมินมูลค่าหุ้นรายตัวโดยนักวิเคราะห์มืออาชีพ เพื่อเป็นเข็มทิศนำทางให้ตัดสินใจลงทุนได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพ ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ รวม 3.5 ชั่วโมง เวลา 10.00 น. 14.00 น. และ 16.00 น.

รายการ Financial Lens เจาะลึกงบการเงินของบริษัทจดทะเบียน ผ่านการใช้โปรแกรมวิเคราะห์งบการเงินใน www.set.or.th เพื่อให้นักลงทุนเห็นความจริงเบื้องหลังตัวเลข และนำไปใช้ในการตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเน้นการวิเคราะห์อย่างละเอียดในทุกบรรทัดของงบการเงิน เพื่อหาสัญญาณที่แสดงถึงปัญหาหรือโอกาสในการลงทุน ออกอากาศทุกวันพฤหัสบดี เวลา 15.00-16.00 น. และรายการ ESG Go Grow มุ่งให้ความรู้ความเข้าใจเรื่อง ESG ผ่านการนำเสนอเนื้อหาที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน เพื่อให้นำไปต่อยอดการลงทุนได้อย่างยั่งยืน ออกอากาศทุกวันพุธ เวลา 11.30-12.00 น.

นอกจากนี้ยังมีคอนเทนต์อื่นๆที่น่าติดตามอย่าง Happy Money ให้ความรู้วางแผนการเงินให้ได้รับชมอีกด้วย แฟนรายการลงทุนสามารถดูสดได้ตลอดวัน ตั้งแต่เวลา 09.15-18.00 น. ทุกวันทำการ เพื่ออัปเดตข่าวสารตลาดทุน แบบไม่ตกเทรนด์

พร้อมเรียนรู้เรื่องลงทุนไปด้วยกัน โดยกดติดตาม “SET Zooom in” และกดกระดิ่งไว้สั่นแจ้งเตือนได้แล้ววันนี้ทาง www.youtube.com/@SETZooomin รับรองว่าจะไม่พลาดทุกสตอรีในตลาดทุนแน่นอน.

คุณนายพารวย

AIS ผนึกพลังภาคีเครือข่ายภาครัฐ-เอกชน ตัดวงจรมิจฉาชีพตั้งแต่ต้นทางปักหมุดประเทศไทยสู่ “ปีแห่งความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์”

0

AIS เดินหน้าภารกิจป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ เพื่อยกระดับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของประเทศ โดยร่วมกับ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ กสทช. ประกาศความร่วมมือ รวมพลังเครือข่ายปลอดภัย ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “ปีแห่งความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์” มุ่งเชิญชวนหน่วยงานทุกภาคส่วนรวมกว่า 100 องค์กร ผสานพลังตัดวงจรมิจฉาชีพตั้งแต่ต้นทาง ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลเพื่อปกป้องประชาชนจากภัยทางเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ ตอกย้ำการสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งและปลอดภัยในการใช้งานดิจิทัลทุกมิติ   

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า “รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญในการรับมือภัยไซเบอร์ โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่สร้างความเสียหายต่อประชาชน ที่ผ่านมาสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้เดินหน้าทำงานเชิงรุกผ่าน 3 แกนหลัก ทั้งการกำหนดและพัฒนากฎหมาย สร้างความร่วมมือและประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ และการยกระดับความมั่นคงระดับประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อเร่งปราบปรามยาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ และขจัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์  ผ่านการดำเนินการทั้งในเชิงนโยบาย เชิงปฏิบัติ และความร่วมมือระหว่างประเทศ ภายใต้ปฏิบัติการ “Seal Stop Safe” ตลอดจนมาตรการซีลชายแดน ตัดวงจรแก๊งคอลเซ็นเตอร์, การแก้ไขกฎหมายควบคุมบัญชีม้า-ซิมม้า รวมถึงบูรณาการการทำงานร่วมกับองค์กรภาครัฐอย่าง กสทช., ธนาคารแห่งประเทศไทย, ปปง. และกระทรวงดิจิทัลฯ รวมถึงภาคเอกชน ธนาคาร บริษัทโทรคมนาคม และแพลตฟอร์มดิจิทัล 

รัฐบาลยังคงเดินหน้ายกระดับนโยบายความปลอดภัยทางไซเบอร์สู่ระดับชาติ และบูรณาการกับทุกหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อร่วมสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัย ซึ่งเป็นภารกิจร่วมของทุกๆ คนในประเทศ ขอขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมกันในวันนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพวกเราทุกภาคส่วน ได้ร่วมมือกันผลักดัน “ปีแห่งความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์” ให้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ในการสร้างประเทศไทยที่ปลอดภัยในโลกดิจิทัลอย่างแท้จริง” 

ด้าน พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กล่าวว่า “ในวันนี้ สังคมไทยกำลังเผชิญกับปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือภัยไซเบอร์ที่ถูกพัฒนาโดยกลุ่มมิจฉาชีพในหลายรูปแบบและทวีความรุนแรงมากขึ้น นำมาซึ่งความสูญเสียทั้งด้านข้อมูลส่วนบุคคลและทรัพย์สินเป็นมูลค่ามหาศาล จากสถิติการแจ้งความออนไลน์สะสมตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2565 – 30 เมษายน 2568 มีคดีออนไลน์ 887,315 เรื่อง รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 8.9 หมื่นล้านบาท เฉลี่ยความเสียหาย 77 ล้านบาทต่อวัน ไม่ว่าจะเป็นการถูกหลอกให้โอนเงินผ่านแอปพลิเคชันปลอม ถูกดูดเงินจากบัญชีโดยไม่รู้ตัว หรือแม้แต่ถูกล้วงข้อมูลส่วนตัวไปใช้ในทางมิชอบ จึงมีความจำเป็นต้องยกระดับมาตรการป้องกันและแก้ไขในทุกมิติ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนโดยเร็ว 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินการเชิงรุก ทั้งในด้านการป้องกัน ปราบปราม และพัฒนาโครงสร้างการทำงานให้สอดรับกับพฤติกรรมอาชญากรรมยุคใหม่ ซึ่งได้จัดตั้งศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ ศปอส.ตร. เพื่อรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ และเปิดปฏิบัติการเชิงรุก พร้อมใช้เทคโนโลยี AI และระบบวิเคราะห์ธุรกรรม เพื่อติดตามเส้นทางการเงินของขบวนการอาชญากรเหล่านี้ และยังได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่าย รวมถึงผู้ให้บริการเครือข่ายอย่าง AIS เพื่อเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันและขยายผลสู่การจับกุมผู้กระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อมั่นว่าการยกระดับความร่วมมือสู่ปีแห่งความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในครั้งนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้ปลอดภัยจากภัยไซเบอร์อย่างยั่งยืน” 

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส กล่าวว่า “AIS ในฐานะผู้ให้บริการดิจิทัลที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ใช้งานสู่โลกออนไลน์ เรามุ่งมั่นเดินหน้าสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์และทักษะออนไลน์อย่างต่อเนื่อง ภายใต้ภารกิจ “Cyber Wellness for THAIs” เพื่อเสริมสร้างการใช้งานที่ปลอดภัย ทั้งการปฏิบัติตามมาตรการของหน่วยงานภาครัฐ ควบคุมระดับเสาสัญญาณมือถือในพื้นที่ชายแดน ปฏิบัติการร่วมกับตำรวจลงพื้นที่ปราบปรามมิจฉาชีพและแก๊งคอลเซ็นเตอร์  พัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเสริมความปลอดภัยไซเบอร์ อาทิ บริการสายด่วน 1185 AIS Spam Report Center และ บริการ *1185# แจ้งอุ่นใจ ตัดสายโจร รวมถึงการสร้างภูมิคุ้มกันและพัฒนาทักษะดิจิทัลให้ประชาชนผ่านหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ และการสร้างตัวชี้วัดสุขภาวะด้านดิจิทัล 

การสร้างความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ไม่ใช่หน้าที่ขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกฝ่าย ความร่วมมือภายใต้ภารกิจ “ปีแห่งความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์” ในครั้งนี้เป็นการรวมพลังจากทุกภาคส่วน ภายใต้โมเดล 3 ประสาน ได้แก่ เรียนรู้ (Educate) สร้างความเข้าใจและทักษะในการป้องกันภัยไซเบอร์ให้กับเครือข่ายทั้ง Ecosystem เพื่อยับยั้งปัญหาดังกล่าวตั้งแต่ต้นทาง, ร่วมแรง (Collaborate) ผนึกกำลังกับพาร์ทเนอร์ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อร่วมสื่อสารและสร้างแรงขับเคลื่อนสังคม และ เร่งมือ (Motivate) รณรงค์ให้ทุกภาคส่วนขับเคลื่อนกฎระเบียบ หรือกติกา แก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นสังคมดิจิทัลที่มั่นคงและปลอดภัยอย่างยั่งยืน” 

 “ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของก้าวสำคัญในวันนี้ เราเชื่อมั่นใจว่าเมื่อทุกภาคส่วนมีความรู้ ความเข้าใจ และจุดมุ่งหมายร่วมกัน จะนำไปสู่การสร้างสังคมดิจิทัลที่มีคุณภาพและปลอดภัยในทุกมิติ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะได้เดินหน้าร่วมกันต่อไป เพื่ออนาคตที่ปลอดภัยของประชาชนคนไทยทุกคน” นายสมชัย กล่าวทิ้งท้าย 

หมอแนะหยุดกินหมูดิบ ป้องโรคไข้หูดับ ชวนคนไทยกินหมูปรุงสุกเท่านั้น

0

แพทย์ แนะ ไข้หูดับ ป้องกันได้ เพียงกินหมูต้องปรุงสุก และแยกอุปกรณ์เนื้อหมูสุก-ดิบ เลือกซื้อเนื้อหมูที่มีคุณภาพ จากแหล่งจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ พร้อมย้ำ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การบีบมะนาว และการกินยาถ่ายพยาธิ ไม่สามารถป้องกันและฆ่าเชื้อโรคในอาหารได้

พญ. นวรัตน์ เจริญถาวรโภคา แพทย์เฉพาะทางสาขาวิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เปิดเผยว่า “ไข้หูดับ” เป็นโรคติดต่อจากหมูสู่คน เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย สเตร็ปโตคอคคัส ซูอิส (Streptococcus suis: S. suis) ที่พบเฉพาะในหมู โดยไม่พบในสัตว์ชนิดอื่นๆ และไม่มีรายงานพบการติดเชื้อจากคนสู่คน

พญ. นวรัตน์ เจริญถาวรโภคา

ผู้ป่วยที่พบส่วนมากได้รับเชื้อจากการรับประทานเนื้อหมูดิบ กึ่งสุกกึ่งดิบ และ เลือดหมู ที่ไม่ได้ผ่านการปรุงสุกอย่างถูกลักษณะ และปนเปื้อนเชื้อ หรือติดเชื้อจากการสัมผัสทางผิวหนังที่มีแผล รวมถึงผู้ที่ประกอบอาชีพเกี่ยวข้องกับการเลี้ยงหรือจัดการหมู ทั้งกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู และ พ่อค้าแม่ค้าเนื้อหมู โดยการติดเชื้อจะเกิดขึ้นภายใน 14 วันหลังการรับประทานหมูดิบ ซึ่งเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวจะมีระยะฟักตัว 3-4 วัน จึงเริ่มแสดงอาการ ได้แก่ มีไข้ ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน มีจุดเลือดออกหรือจ้ำเลือดที่ผิวหนัง คอแข็ง ชักเกร็ง ซึมลง หมดสติ เมื่อเชื้อผ่านระบบภูมิคุ้มกันของระบบประสาทเข้าสู่สมอง เกิดการติดเชื้อบริเวณเยื่อหุ้มสมอง ซึ่งอยู่ใกล้กับหูชั้นใน เชื้อสามารถลุกลามไปบริเวณหูชั้นในบริเวณปลายประสาทรับเสียง และปลายประสาททรงตัว ทำให้มีอาการหูได้ยินลดลง อาจไปถึงเกณฑ์หูหนวก หรือเกิดสูญเสียการทรงตัว

ทั้งนี้ หากเข้ารับการรักษาไม่ทัน อาจทำให้ติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้ สำหรับวิธีการรักษาจำเป็นต้องรับการรักษาในโรงพยาบาล ให้ยาฆ่าเซื้อทางหลอดเลือดดำ และให้ยารักษาอาการของผู้ป่วย เช่น ให้ยาลดไข้ ยาแก้ปวด ทั้งนี้เมื่อผู้ป่วยได้รับการรักษาหายแล้ว แต่หากกลับไปกินหมูดิบ หรือสัมผัสเชื้อจนได้รับเชื้อก็สามารถกลับมาติดโรคนี้ได้อีกครั้ง

สำหรับพฤติกรรมการบริโภคเมนูเนื้อหมูสุกๆ ดิบๆ ส่วนหนึ่งมาจากวัฒนธรรมในการบริโภค โดยประเทศไทยพบมากที่ภาคเหนือและอีสาน ที่ชื่นชอบการบริโภคเนื้อหมูดิบ ซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญของการเกิดโรค

อีกทั้งยังมีความเชื่อในกลุ่มนักดื่ม ที่เชื่อว่าแอลกอฮอลล์ในเครื่องดื่มจะช่วยฆ่าเชื้อโรคได้ ซึ่งเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง การดื่มแอลกอฮอล์ควบคู่อาจเพิ่มทวีคูณความรุนแรงของโรคได้ เพราะแอลกอฮอล์ทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง โดยเฉพาะผู้ที่ดื่มเป็นประจำจนถึงขั้นเป็นโรคตับแข็ง จะมีภูมิคุ้มกันไม่ดี การรับเชื้อเข้าไปเพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้การติดเชื้อรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

นอกจากนี้ ยังมีความเข้าใจผิดและไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการป้องกันโรคไข้หูดับ เช่น การกินยาถ่ายพยาธิ จะช่วยป้องกันโรคนี้ได้ ความจริงแล้ว ยาถ่ายพยาธิไม่สามารถป้องกันหรือขับเชื้อแบคทีเรียออกจากร่างกายได้ ขณะที่ยังมีอีกหนึ่งความเชื่อที่ว่าการบีบมะนาว จะช่วยฆ่าเชื้อโรค แต่ความจริงคือเป็นเพียงการบีบกรดลงบนเนื้อสัตว์ทำให้เนื้อสัตว์เปลี่ยนสีไม่สามารถทำลายเชื้อโรคได้

พญ. นวรัตน์ ย้ำถึงผู้บริโภคว่า โรคไข้หูดับ เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ ด้วยการรับประทานเนื้อหมูที่ปรุงสุก และมาจากแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐาน แยกอุปกรณ์ที่ใช้กับเนื้อหมูดิบ เช่น เขียง มีด ตะเกียบ ส่วนอาชีพที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการสัมผัสหมู เช่น เกษตรกร โรงชำแหละ ผู้จำหน่าย รวมถึงผู้ประกอบอาหาร แนะนำให้ใส่อุปกรณ์ป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นถุงมือ หน้ากากอนามัย และหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับหมูที่ป่วยหรือตาย และหลังทำงานเสร็จทุกครั้งต้องล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำสบู่

ทั้งนี้ เพียงผู้บริโภคตระหนักถึงอันตรายของโรค สาเหตุการเกิดโรค และการป้องกันโรค จะช่วยให้สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินได้ ส่วนอาชีพที่ต้องทำงานเกี่ยวกับหมู ควรได้รับข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการและให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคมากขึ้น ก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้.

AIS – ปภ. ทดสอบระบบเตือนภัย Cell Broadcast ครั้งที่ 2 ระดับกลาง 

0

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS เดินหน้าสนับสนุนภารกิจของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ปภ. ในการยกระดับระบบการแจ้งเตือนภัยของประเทศอย่างต่อเนื่อง จัดทดสอบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินผ่านระบบ Cell Broadcast ครั้งที่ 2 ในระดับกลาง โดยดำเนินการใน 5 พื้นที่ ประกอบด้วย อ.เมืองลำปาง จ.ลำปาง อ.เมืองนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์ อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา อ.เมืองสุราษฎร์ธานี จ.สุราษฎร์ธานี และเขตดินแดง กรุงเทพมหานคร ซึ่งผลการทดสอบประสบความสำเร็จตามเป้าหมายและเป็นไปอย่าง ราบรื่น ทั้งในแง่ของความถูกต้อง ความครอบคลุม และความพร้อมของระบบ ขณะเดียวกัน ทีมวิศวกร AIS ยังได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบและยืนยันว่า นักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติที่ใช้ซิมโรมมิ่งมาจากต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาในไทย และอยู่ในพื้นที่ทดสอบก็ได้รับข้อความแจ้งเตือนเช่นเดียวกัน

โดย ปภ. และโอเปอร์เรเตอร์เตรียมทดสอบ CBS ต่อเนื่องในระดับใหญ่ อีกครั้งในวันที่ 13 พฤษภาคม 2568 เวลา 13.00 น. ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด ประกอบด้วย จ.เชียงใหม่, จ.อุดรธานี, จ.พระนครศรีอยุธยา, จ.นครศรีธรรมราช และกรุงเทพมหานคร โดยข้อความที่ใช้ในการทดสอบทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ มีเนื้อหาว่า “ทดสอบการแจ้งเตือน Cell Broadcast จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โปรดอย่าตื่นตระหนก” “This is a test message from Department of Disaster Prevention and Mitigation (DDPM). No action required” หลังจากการทดสอบแต่ละระดับจะมีการประเมินประสิทธิภาพเพื่อปรับปรุงระบบให้มีความพร้อมสูงสุดในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินจริงต่อไป

ทั้งนี้ ปัจจุบันเทคโนโลยี Cell Broadcast (CBS)พร้อมรองรับการใช้งานบนสมาร์ทโฟน Android ตั้งแต่เวอร์ชัน 12 ขึ้นไป และ iPhone ที่อัปเดตเป็น iOS 18 แล้ว โดยสามารถส่งข้อความแจ้งเตือนไปยังคนไทย และลูกค้า AIS กว่า 45 ล้านรายที่อยู่ทั่วทุกภูมิภาค เพื่อแจ้งข้อมูลสำคัญให้ประชาชนรับรู้อย่างถูกต้อง แม่นยำ พร้อมรับมือต่อทุกสถานการณ์

เมืองไทยประกันชีวิต คว้า 2 รางวัลใหญ่จากเวที “International Finance Awards 2024”

0

เมืองไทยประกันชีวิต ตอกย้ำองค์กรคุณภาพอย่างต่อเนื่อง คว้า 2 รางวัลใหญ่ “Best Customer Service Life Insurance Company สุดยอดองค์กรประกันชีวิตที่ให้บริการลูกค้าด้วยมาตรฐานดีเยี่ยมระดับสากล ” และ “สาระ ล่ำซำ” คว้ารางวัลสุดยอดผู้นำองค์กร “Best Life Insurance CEO” เป็นปีที่ 3 จากงาน International Finance Awards 2024  

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เข้ารับ 2 รางวัลใหญ่ จากงาน International Finance Awards 2024  ประกอบด้วย รางวัล Best Customer Service Life Insurance Company  รางวัลนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการพัฒนาและยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ รวมถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสร้างสรรค์บริการที่สะดวก รวดเร็ว และเข้าถึงได้ง่าย ตอกย้ำแนวคิด “Happiness Means Everything: เพราะความสุขคือทุกอย่าง” ที่มุ่งมั่นส่งมอบความคุ้มครองและความสุขให้แก่ลูกค้าอย่างแท้จริง 

ในโอกาสนี้ นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  ได้รับรางวัลสุดยอดผู้นำองค์กร  Best Life Insurance CEO – Mr. Sara Lamsam –Thailand 2024  เป็นปีที่ 3  ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้แก่ผู้นำขององค์กรที่มีความสามารถอันโดดเด่น ทั้งในฐานะผู้นำที่เป็นที่ยอมรับและมีคุณลักษณะอันเป็นเอกลักษณ์ของการเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพ และเป็นผู้ขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล

โดยงานประกาศรางวัล International Finance Awards  จัดขึ้นเพื่อเชิดชูความเป็นเลิศขององค์กรและรางวัลสำหรับผู้นำองค์กรด้านการเงินทั่วโลก โดยมีการมอบรางวัลในหลากหลายสาขา ครอบคลุมทั้งธนาคาร การลงทุน การประกันภัย และอื่น ๆ  จัดโดยนิตยสาร International Finance ซึ่งเป็นนิตยสารด้านการเงินที่มีชื่อเสียง  ภายในงานมีนางสาวนิรัตน์ บูชาสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนรับรางวัล

สำหรับเกณฑ์การพิจารณารางวัล International Finance Awards 2024 จะเน้นไปที่ 4 หัวข้อหลัก ได้แก่ ผลการดำเนินงาน นวัตกรรม ความเป็นผู้นำ และการมีส่วนร่วมในการพัฒนาอุตสาหกรรม  ซึ่งด้านผลการดำเนินงาน (Performance)  พิจารณาจากบริษัทที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน  ความมั่นคงแข็งแกร่งในทุกมิติ   ตลอดจนประสิทธิภาพในการดำเนินงาน  ด้านการบริหารความเสี่ยง การบริหารงานลูกค้า  การบริหารจัดการด้านค่าใช้จ่ายขององค์กร  ด้านนวัตกรรม (Innovation)  พิจารณาจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า  นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในกระบวนการดำเนินงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน 

ด้านความเป็นผู้นำ (Leadership) ดูจากการเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และความสามารถในการนำองค์กร  การกำหนดทิศทางและกลยุทธ์ขององค์กร  การสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นให้พนักงานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ  นอกจากนี้ยังต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุนการพัฒนามาตรฐานและแนวปฏิบัติที่ดีในอุตสาหกรรม เป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงอุตสาหกรรม  พร้อมแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ  และด้านการมีส่วนร่วมในการพัฒนาอุตสาหกรรม (Contribution to Industry Development) พิจารณาจากการส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจ  การลงทุนในโครงการที่ส่งเสริมการพัฒนา การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการสร้างงานและโอกาสทางเศรษฐกิจ  พร้อมมีความรับผิดชอบต่อสังคม  มีการดำเนินธุรกิจอย่างมีจรรยาบรรณและโปร่งใส  การสนับสนุนโครงการเพื่อสังคม  และนำพาองค์กรสู่การเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนอย่างแท้จริง 

ทั้งนี้ International Finance Awards เป็นรางวัลระดับนานาชาติที่จัดขึ้นโดย International Finance Magazine สื่อชั้นนำด้านการเงินและธุรกิจระดับโลก ซึ่งมีเกณฑ์การคัดเลือกที่เข้มข้นเพื่อยกย่องผู้บริหารและองค์กรที่มีความเป็นเลิศในด้านต่างๆ ทั่วโลก   รางวัลดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของเมืองไทยประกันชีวิตที่สะท้อนถึงการบริหารงานภายใต้ผู้นำที่มีประสิทธิภาพ  แสดงถึงความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากลูกค้า ตอกย้ำความเป็นแบรนด์ประกันชีวิตที่มุ่งมั่นพัฒนาการให้บริการเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า  พร้อมมุ่งมั่นให้บริษัทเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน.

เอไอเอสแจ้งผลดำเนินการไตรมาสแรกปี 68 รายได้รวม 5.6 หมื่นล.

0

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2568 โดยยังคงมุ่งมั่นการดำเนินธุรกิจที่สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนตามวิสัยทัศน์การเป็นองค์กรเทคโนโลยีโทรคมนาคมอัจฉริยะหรือ Cognitive Tech-Co ทำรายได้รวมอยู่ที่ 56,311 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 10,584 ล้านบาท เป็นผลมาจากการให้ความสำคัญกับคุณภาพและการส่งมอบบริการดิจิทัลที่หลากหลายและตรงตามความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม ท่ามกลางความท้าทายของภาวะเศรษฐกิจทั้งในประเทศที่ผันผวน และสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของบริบทโลกในมิติต่างๆ โดยในปี 2568 AIS ยังคงมุ่งปรับตัวการดำเนินธุรกิจให้สอดรับการเปลี่ยนแปลง และเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของประเทศให้มีความแข็งแรง ทั้งโครงข่ายมือถือ 5G และเน็ตบ้าน ระบบคลาวด์ และดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงการมุ่งเน้นคุณภาพ การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ในไตรมาสแรกของปีบริษัทฯ ยังสามารถรักษาระดับผลการดำเนินงานได้ตามเป้าหมาย

ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ มีผู้ใช้บริการรวมอยู่ที่ 45.7 ล้านเลขหมาย โดยผู้ใช้งาน 5G เพิ่มขึ้นเป็น 12.7 ล้านเลขหมาย เติบโตขึ้น 708,500 เลขหมายจากไตรมาส 4/2567 โดยพื้นที่ให้บริการ 5G มีความครอบคลุมมากกว่า 95% ของประชากรไทย จากการขยายโครงข่ายอัจฉริยะอย่างต่อเนื่องและมุ่งเน้นการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ามาใช้เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้งานให้แก่ลูกค้า

ธุรกิจบรอดแบนด์ มีจำนวนลูกค้าเน็ตบ้าน AIS 3BB FIBRE3 เติบโตขึ้น 59,700 ราย ทำให้มีผู้ใช้บริการรรวม อยู่ที่ 5.1 ล้านราย โดยยังคงมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านบรอดแบนด์ไฟเบอร์ให้ครอบคลุมการใช้งานในทุกบ้าน ทุกธุรกิจ ที่จะได้สัมผัสกับประสบการณ์ดิจิทัลที่เหนือกว่า อาทิ แพ็กเกจ Super FAST, แพ็กเกจ Home FibreLAN รวมถึงขีดความสามารถจากนวัตกรรมเน็ตบ้านที่จะยกระดับบ้านให้เป็น Smart Home ด้วยอุปกรณ์ IoT อาทิ Smart Sound Bar และ IP Cloud Camera

ธุรกิจบริการลูกค้าองค์กร มีอัตราการเติบโตรายได้อยู่ที่ 12% ซึ่งวันนี้มีความพร้อมรองรับการขยายตัวของการลงทุนด้านดิจิทัลในไทย ด้วยโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยเฉพาะบริการ Ai และคลาวด์ รวมถึงการเตรียมเปิดบริการผ่านการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ระดับโลกอย่าง Oracle Cloud, GSA Data Center ภายในครึ่งปีแรก

รู้เก็บรู้ออม : Thai ESGX พร้อมเสนอขาย

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง" หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ถึงตอนนี้ นักลงทุนและคนที่วางแผนภาษีน่าจะเห็นความชัดเจนมากขึ้นเรื่องกรอบเวลาของกองทุนลดหย่อนภาษีตัวใหม่ คือ กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ หรือ Thai ESGX หลังกระทรวงการคลัง, ก.ล.ต., สมาคมบริษัทจัดการลงทุน และตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้จัดแถลงข่าวร่วมถึงความพร้อมสนับสนุนการลงทุนในกองทุน Thai ESGX ซึ่งจะเริ่มเปิดขายตั้งแต่วันที่ 2 พ.ค.นี้เป็นต้นไป ส่วนการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนจากกอง LTF มาอยู่ใน Thai ESGX นักลงทุนแจ้งความต้องการได้ตั้งแต่วันที่ 13 พ.ค.2568

ผู้สนใจมีเวลาที่จะลงทุนในกอง Thai ESGX และย้ายหน่วยลงทุน เป็นเวลา 2 เดือน คือ ตั้งแต่เดือน พ.ค. จนถึง มิ.ย.68 เท่านั้น โดยกำหนดให้วันที่ 30 มิ.ย.68 เป็นวันสุดท้ายของการซื้อและย้ายหน่วยลงทุน!!

ตลาดหลักทรัพย์ฯได้เตรียมอำนวยความสะดวกให้นักลงทุน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 2 พ.ค. 2568 นักลงทุนสามารถใช้บริการเช็กข้อมูลการถือครองกองทุน LTF ทั้งหมดของตัวเอง และทุก บลจ. ได้ทางเว็บ www.set.or.th/ltf สำหรับตรวจสอบและพิจารณาตัดสินใจสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนจาก LTF เป็น Thai ESGX เพื่อสิทธิลดหย่อนทางภาษี ได้ง่ายและรวดเร็ว

การเช็กข้อมูลการถือครอง LTF ทำเพียง 3 ขั้นตอน คือ 1.ล็อกอินเข้าใช้งาน www.set.or.th/ltf  โดยใช้ SET Member ถ้าใครยังไม่ได้เป็นสมาชิกก็ให้กดที่ “สมัครสมาชิก” 2.สแกน QR Code เพื่อยืนยันตัวตนบนแอป ThaID ในครั้งแรกที่ใช้บริการ โดยผู้ใช้งานต้องดาวน์โหลดแอป ThaID และลงทะเบียนให้เรียบร้อยก่อน 3.ผู้ลงทุนสามารถเข้าดูข้อมูลการถือหน่วยลงทุน LTF ทั้งหมดจากทุก บลจ.ได้ในที่เดียวแบบครบถ้วน

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังมีแผนต่อยอดความร่วมมือกับสมาคมบริษัทจัดการลงทุน ขยายบริการเรียกดูข้อมูลให้ครอบคลุมกองทุนลดหย่อนภาษีประเภทอื่นๆ ทั้ง RMF, SSF และ Thai ESG เพื่อความสะดวกแก่ผู้ลงทุนในการตรวจสอบและบริหารจัดการลงทุนมากขึ้น

“คุณนายพารวย” ขออธิบายเรื่องกอง Thai ESGX ให้คนที่เตรียมวางแผนภาษีได้เข้าใจอีกครั้ง ว่า สิทธิประโยชน์ภาษีของกอง Thai ESGX นั้น แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรก สำหรับผู้ลงทุนทั่วไป เริ่มซื้อกอง Thai ESGX ได้ ตั้งแต่วันที่ 2 พ.ค.-30 มิ.ย.2568 วงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุดไม่เกินร้อยละ 30 ของเงินได้พึงประเมิน และไม่เกิน 300,000 บาท โดยต้องถือครองหน่วยลงทุนไม่น้อยกว่า 5 ปี (วันชนวัน นับแต่วันที่ลงทุน)

ส่วนที่ 2 สำหรับผู้ที่ถือหน่วยลงทุน LTF ณ วันที่ 11 มี.ค.2568 ที่แจ้งความต้องการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF เดิม มาเป็นหน่วยลงทุนของ Thai ESGX ช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย.2568 วงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุด 500,000 บาท ตั้งแต่ปีภาษี 2568-2572 โดยปี 2568 วงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุด 300,000 บาท และปี 2569-2572 ให้ได้รับลดหย่อนเป็นจำนวนเท่าๆกันในแต่ละปีภาษี

เข้าไปดูรายชื่อกองทุน Thai ESGX ได้ทางเว็บไซต์ http://www.thailandesg.com/thaiesgx ซึ่งมีจำนวนมากถึง 37 กองทุน จาก 19 บลจ.

คุณนายพารวย

ยังคลุมเครือ 320,000 ตัว ส่งออกได้อย่างไร? “ปลาหมอคางดำ” ไร้แหล่งที่มารอคำตอบชัดๆ

0
บทความ โดย สินี ศรพระราม นักวิชาการอิสระ

การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ (Sarotherodon melanotheron) ในแหล่งน้ำธรรมชาติของประเทศไทย กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงในปีที่ผ่านมาทั้งในแวดวงวิชาการ สิ่งแวดล้อม และสังคมในวงกว้าง ด้วยลักษณะเป็นปลาต่างถิ่นที่มีพฤติกรรมรุกรานระบบนิเวศของไทย และอาจเผชิญความเสี่ยงหากไม่จัดการอย่างเป็นระบบ รอบคอบและรัดกุม

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความพยายามในการควบคุมการแพร่ระบาด กลับมีคำถามสำคัญที่ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน นั่นคือ “ปลาหมอคางดำกว่า 320,000 ตัว ที่ส่งออกจากประเทศไทยไปยัง 17 ประเทศในช่วงปี 2556–2559 นั้นมาจากไหน?”

เอกสารการส่งออกที่กรมประมงจัดเก็บไว้ระบุชัดว่า มีการส่งออกปลาชนิดนี้ในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ไม่มีหลักฐานการนำเข้าอย่างเป็นทางการ นั่นหมายความว่า “ไร้แหล่งที่มา” ขัดกับหลักเกณฑ์ตาม พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 ซึ่งกำหนดไว้ว่า การส่งออกสัตว์น้ำต้องมีการแจ้งแหล่งที่มาอย่างโปร่งใส

คำชี้แจงจากหน่วยงานรัฐระบุว่า เป็น “ความผิดพลาดในการกรอกเอกสารของบริษัทชิปปิ้ง” ที่ผิดพลาดต่อเนื่องกันนานถึง 4 ปี โดยไม่มีการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ โดยอ้างว่าเกิดขึ้นกับบริษัทั้ง 11 ราย แต่กลับมีการสอบสวนเพียง 6 บริษัท และไม่มีการดำเนินคดีตามกฎหมายแม้แต่รายเดียว

คำถาม คือ หากเป็นความผิดพลาดทางเอกสาร เหตุใดจึงเกิดขึ้นซ้ำๆ เกิดต่อเนื่อง และในช่วงเวลานานหลายปีและกับบริษัทเดิม เหตุใดถึงไม่มีการเปิดเผยข้อมูลเอกสารหรือหลักฐานต่อสาธารณะให้ตรวจสอบได้? ทำไมจึงไม่มีการพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ว่า ปลาที่ส่งออกมีสายพันธุกรรมตรงกับปลาที่พบในแหล่งน้ำธรรมชาติในไทยหรือไม่?

หลักฐานจากต่างประเทศสะท้อนรูปแบบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำที่คล้ายคลึงรายงานในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาและฟิลิปปินส์ พบว่า การระบาดของปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ มีต้นทางจากตลาดปลาสวยงาม ซึ่งปลาอาจหลุดรอดหรือลักลอบปล่อยลงแหล่งน้ำโดยผู้เลี้ยงที่ไม่ต้องการรับผิดชอบผลกระทบ

ในกรณีของประเทศไทย จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นตลาดปลาสวยงามขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ มีเครือข่ายแหล่งน้ำที่เชื่อมโยงกับจังหวัดสมุทรสงคราม สมุทรสาครและพื้นที่ใกล้เคียง แต่จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีหน่วยงานใดพิสูจน์หรือเปิดเผยผลการสืบสวนว่าปลาหมอคางดำที่พบในธรรมชาตินั้น มีความเชื่อมโยงกับแหล่งเพาะเลี้ยงในพื้นที่เหล่านี้หรือไม่

หากมีการลักลอบนำเข้าปลาชนิดนี้เพื่อจำหน่ายในตลาดปลาสวยงาม แต่ภายหลังกลัวความผิดตามกฎหมาย จึงเลือก “ปล่อย” ลงแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อทำลายหลักฐาน พฤติกรรมเช่นนี้ไม่เพียงผิดกฎหมาย แต่ยังอาจเป็นต้นเหตุของหายนะต่อระบบนิเวศพื้นถิ่น

การตรวจสอบแหล่งที่มาของการส่งออกจึงไม่ใช่เพียงการหาคนผิด แต่คือการป้องกันไม่ให้ ประเทศไทย ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นเดียวกับประเทศอื่นที่ไม่สามารถควบคุมสัตว์น้ำรุกรานได้ทันท่วงที ที่สำคัญทุกวันนี้ ยังมีการลักลอบนำเข้าสัตว์ต้องห้าม สัตว์แปลกๆ ปลาแปลกๆ ที่ตลาดมีความต้องการอย่างต่อเนื่องจับกุมได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ก็อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อนิเวศของไทยได้หากไม่มีการควบคุมและจัดการที่เคร่งครัดและเป็นระบบ
การปกป้องระบบนิเวศและอุตสาหกรรมประมงของไทยไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานรัฐเพียงลำพัง แต่คือความรับผิดชอบร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม โดยเฉพาะเมื่อมีข้อเท็จจริงและหลักฐานหลายด้านที่ยังไม่มีคำอธิบายที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือ เราไม่ควร “ด่วนสรุป” แต่ควร “ตั้งคำถาม” เพื่อค้นหาความจริง?

ขอเรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลการส่งออกปลาหมอคางดำในช่วงปี 2556–2559 ของทั้ง 11 บริษัทต่อสาธารณะและให้มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เรื่อง DNA และแหล่งกำเนิดของปลา เพื่อตอบคำถามอย่างจริงจังและโปรงใส แม้เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาแต่ก็จำเป็นต้องพิสูจน์ และควรเดินหน้าแก้ปัญหาตามหลักวิชาการ ไม่เพิกเฉยที่จะร่วมมือกันกำจัดและควบคุมปลาให้อยู่ในพื้นที่จำกัดให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด.

หอการค้าสุราษฎร์ฯ ยื่น 4 ข้อเสนอด่วนถึงหอการค้าไทย เร่งฝ่าวิกฤตภาษี ทวงคืนผู้นำส่งออกกุ้งของโลก

0

หอการค้าจังหวัดสุราษฎร์ธานี ยื่นข้อเสนอด่วนถึงประธานกรรมการหอการค้าไทยและกรรมการชุดใหม่ จี้เร่งบูรณาการแก้วิกฤตการส่งออกกุ้งไทย หลังเจอโรคระบาดรุมเร้า ตลาดหลักหดตัวหนัก เหตุภาษีสูงจากสหรัฐอเมริกาและยุโรป ตัดสิทธิ์ GSP ทำสูญเสียตลาดเกือบสิ้นเชิง ขณะที่ศักยภาพการผลิตยังเข้มแข็ง มีมาตรฐานสากลรองรับ พร้อมเปิดช่องเจรจา FTA–ลดภาษีแลกเปิดตลาดอาหารสัตว์ ชี้ถึงเวลาต้องเดินเกมรุก หวังทวงคืนสถานะผู้นำอาหารทะเลโลก

นายเกษียร ไลยโฆษิต ประธานหอการค้าจังหวัดสุราษฎร์ธานี  ส่งสัญญาณถึงหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้เร่งเข้ามามีบทบาทขับเคลื่อนและแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมกุ้งไทย เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลกอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในตลาดส่งออกหลักอย่างสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันประสบปัญหาอุปสรรคด้านการค้าอย่างหนัก

เกษียร ไลยโฆษิต ประธานหอการค้าจังหวัดสุราษฎร์ธานี

อุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งของไทยมีปัญหาที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้อย่างเด็ดขาด คือ โรคกุ้ง โดยเฉพาะโรคตายด่วน (Early Mortality Syndrome : EMS) ขณะที่ราคามีทิศทางตกต่ำ โดยคาดการณ์ตัวเลขส่งออกปี 2568 จะใกล้เคียงปี 2567 ที่ไทยส่งออกกุ้งได้ประมาณ 120,000-130,000 ตัน มูลค่าประมาณ 40,000 ล้านบาท เนื่องจากปัญหาโรคระบาดกระทบต่อผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการ ขณะที่คู่แข่งสำคัญ เช่น เอกวาดอร์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตกุ้งรายใหญ่ที่สุดของโลก มีผลผลิตเฉลี่ย 1.3-1.4 ล้านตันต่อปี ซึ่งไทยมีเป้าหมายจะเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงให้ผลผลิตกุ้งออกสู่ตลาดให้ได้ 400,000 ตัน ในอีก 3 ปีข้างหน้า เพื่อผลักดันส่งออกกุ้งไทยกลับมาโตอีกครั้ง

ทั้งนี้ ประธานหอการค้าจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ยื่นข้อเสนอ 4 ประการ ต่อหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นแนวทางในการผลักดันนโยบายและมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมกุ้งไทย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในภาคการเกษตรที่สร้างรายได้หลักให้ประเทศมายาวนาน ได้แก่ 1. แก้ปัญหาโรคระบาดในฟาร์มกุ้ง นับตั้งแต่ปี 2553 อุตสาหกรรมกุ้งไทยได้รับผลกระทบจากโรคระบาดในวงกว้าง ส่งผลให้การผลิตกุ้งลดลงจากเดิมเกือบ 600,000 ตัน เหลือเพียง 250,000-280,000 ตันต่อปี ทำให้ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงและสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับประเทศคู่แข่ง อาทิ เวียดนาม อินเดีย และเอกวาดอร์

2. ส่งเสริมการตลาดในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งไทยจำเป็นต้องรักษาและเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดเดิม เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเร่งขยายตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง อาทิ จีน และอาเซียน พร้อมทั้งยกระดับตลาดภายในประเทศที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง

3. ผลักดันการเจรจาเขตการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (Thailand-EU Free Trade Agreement) หลังสินค้ากุ้งของไทยถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) จากอียูในปี 2557 การส่งออกกุ้งลดลงอย่างรุนแรงจาก 60,000 ตัน เหลือไม่ถึง 1,000 ตันต่อปี จึงควรเร่งผลักดันการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป เพื่อขอลดภาษีนำเข้าสินค้ากุ้ง ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการทวงคืนส่วนแบ่งตลาด

4. ลดผลกระทบจากภาษีนำเข้ากุ้งจากนโยบายการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ เนื่องจากตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกกุ้งใหญ่เป็นอันดับสองของไทย คิดเป็น 21% ของมูลค่าการส่งออกกุ้งทั้งหมด กำลังเผชิญความเสี่ยงจากการถูกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 36% (Reciprocal Tariffs) แม้สหรัฐฯจะเลื่อนการบังคับใช้ออกไป 90 วัน ก็ตาม ไทยควรมีมาตรการและแนวทางต่อรองที่ชัดเจนเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาคการผลิตและส่งออกของประเทศ

“สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่แค่การช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเกษตรกรสุราษฎร์ธานีเท่านั้น แต่ต้องการให้หอการค้าไทยมองปัญหานี้เป็นปัญหาเชิงระบบของอุตสาหกรรมกุ้งทั้งประเทศ เพราะเรามีศักยภาพที่จะกลับมาเป็นผู้นำด้านอาหารทะเลคุณภาพระดับโลกได้อีกครั้ง หากมีมาตรการสนับสนุนที่ถูกทิศทางและทันเวลา” นายเกษียร กล่าวย้ำ

ทั้งนี้ ข้อเสนอหนึ่งที่ภาคอุตสาหกรรมมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ การเปิดตลาดนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลือง และเมล็ดถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ เพื่อแลกกับการลดภาษีนำเข้ากุ้งและสินค้าอื่นๆ ซึ่งจะช่วยลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ต่อไทย แต่จะต้องกำหนดมาตรการปกป้องเกษตรกรไทยอย่างเหมาะสม นอกจากข้อเสนอเชิงนโยบายแล้ว ล่าสุดกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้เปิดฟาร์มต้อนรับคณะทูตจากสหราชอาณาจักร เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพระบบการเลี้ยงกุ้งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปลอดสารตกค้าง ที่ได้การรับรองมาตรฐานระดับสากล ซึ่งช่วยเสริมความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคในอังกฤษ และจะเป็นประตูสำคัญในการขยายการส่งออกกุ้งเข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรปอีกทางหนึ่ง.

gettgo จับมือ ทูนประกันภัย เสิร์ฟบริการใหม่สุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Only at gettgo” กับบริการ Airport Lounge เพิ่มความอุ่นใจอีกขั้นให้คนเดินทาง พร้อมมอบส่วนลดสูงสุด 20%

0

บริษัท เมืองไทย โบรกเกอร์ จำกัด ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม gettgo เว็บไซต์เปรียบเทียบและซื้อขายประกันออนไลน์ ได้เปิดตัวแบบประกันเดินทางใหม่ต้อนรับไฮซีซั่นช่วงกลางปี โดยชูจุดเด่น “บริการห้องรับรองสนามบิน (Airport Lounge)” ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักเดินทางยุคใหม่ พร้อมมอบความอุ่นใจและความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง อีกทั้งยังครอบคลุมการให้ความช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉินอย่างครบถ้วน

นายวรวัฒน์ โรจน์รังษี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทย โบรกเกอร์ จำกัด  เปิดเผยว่า ปัจจุบัน การเดินทางไม่ได้เป็นแค่เพียงการมุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทางเท่านั้น หากแต่ยังครอบคลุมไปถึงการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ระหว่างการเดินทาง มีความสะดวกสบายและได้รับความคุ้มครองตลอดเส้นทางอีกด้วย

ในโอกาสนี้ gettgo ร่วมมือกับ ทูนประกันภัย ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันการเดินทางรูปแบบใหม่ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของนักเดินทางยุคใหม่ได้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นความคุ้มครองด้านอุบัติเหตุ การรักษาพยาบาลหรือการเจ็บป่วยระหว่างการเดินทาง รวมถึงบริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อเสริมความมั่นใจในทุกการเดินทาง เสมือนมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเดินทางไปด้วยในทุกเส้นทาง

 “การร่วมมือกันในครั้งนี้ถือเป็นการเสริมสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าด้วยการเพิ่มทางเลือกใหม่ ๆ ที่ช่วยให้การเดินทางเป็นเรื่องง่ายและสะดวกสบายมากขึ้น  เราจึงมุ่งเน้นการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในหลากหลายสถานการณ์ เพื่อให้ลูกค้าไม่ต้องกังวลเมื่อออกเดินทาง” นายวรวัฒน์ กล่าว

แนวคิดของผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากประสบการณ์จริงของนักเดินทางจำนวนมาก ที่เคยเผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดระหว่างการเดินทาง หนึ่งในกรณีตัวอย่างคือ นักธุรกิจที่เดินทางไปยังประเทศในยุโรป และเกิดอาการปวดท้องอย่างเฉียบพลันในช่วงเวลากลางดึก โชคดีที่แผนประกันของ ทูนประกันภัย มีบริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ ทำให้ได้รับคำแนะนำเบื้องต้นจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และสามารถเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลใกล้เคียงได้อย่างทันท่วงที

อีกหนึ่งตัวอย่างคือ นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปต่างประเทศ และต้องเผชิญกับเที่ยวบินล่าช้าเกินกว่า 2 ชั่วโมง ในกรณีนี้ แผนประกันการเดินทางของ ทูนประกันภัย  สำหรับลูกค้า  gettgo   กับความคุ้มครองสุดเอ็กซ์ คลูซีฟ “Only at gettgo” เท่านั้น มอบสิทธิ์ในการเข้าใช้บริการห้องรับรองสนามบิน (Airport Lounge) เพื่ออำนวยความสะดวกและช่วยให้ช่วงเวลารอคอยเป็นไปอย่างราบรื่นและผ่อนคลาย ซึ่งถือเป็นบริการพิเศษที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักเดินทางในสถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้

คุณศศิวิมล ช่อลัดดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทูน ประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในปัจจุบัน บทบาทของประกันภัยการเดินทางได้ขยายจากการเป็นเพียงเอกสารประกอบการขอวีซ่า ไปสู่การเป็นเพื่อนคู่ใจที่มอบความอุ่นใจและความมั่นใจให้ผู้เดินทางในทุกเส้นทาง”

อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ใหม่จากทูนประกันภัย ออกแบบมาเพื่อมอบความคุ้มครองที่รอบด้าน และช่วยให้ทุกการเดินทางของลูกค้าเป็นไปอย่างมั่นใจและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น กับความคุ้มครองสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Only at gettgo” เท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด “รู้จุดเด่น เห็นจุดต่าง” ของ gettgo ที่ ไม่เพียงแค่นำเสนอความคุ้มครองที่หลากหลายและครอบคลุม แต่ยังรวมถึงการที่ลูกค้าสามารถเข้าใจและเข้าถึงบริการได้อย่างง่ายดาย ซึ่งทำให้ประกันกลายเป็นเรื่องที่ง่ายและมีความเข้าใจในแผนประกันอย่างชัดเจนและพึงพอใจในทุกมิติของการได้รับบริการ ซึ่งเป็นไปตามพันธกิจที่บริษัทฯ ยึดมั่นเสมอมา

ทั้งนี้ ทูนประกันภัยและ gettgo ยังพร้อมมอบสิทธิพิเศษให้แก่ลูกค้าที่ซื้อประกันเดินทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.gettgo.com โดยจัดแคมเปญโปรโมชั่นลดราคาสูงสุดถึง 20% พร้อมของสมนาคุณสุดพิเศษ อาทิ กระเป๋าเดินทางระดับพรีเมียม และแพ็กเกจบริการห้องรับรองพิเศษ ณ สนามบิน (Airport Lounge) อีกด้วย