รายงานข่าวเปิดเผยว่า จิตติยา ธรรมสรณ์ ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้าสายงานทรัพยากรบุคคลและพัฒนาองค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นตัวแทนรับรางวัล “Thailand Employee Experience of the Year” ประเภทธุรกิจ Financial Services จากงาน Asian Experience Awards 2024 จัดโดยนิตยสาร The Asian Business Review สิงคโปร์ ซึ่งมอบแก่องค์กรที่มีการบริหารจัดการด้านทรัพยากรบุคคลที่โดดเด่น โดยมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับพนักงาน เป็นการตอกย้ำการบริหารทรัพยากรบุคคลของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ให้ความสำคัญกับพนักงาน ซึ่งเป็นหนึ่งใน stakeholder ที่สำคัญขององค์กร
ออมสิน ช่วยลูกหนี้รับมือน้ำท่วมระลอกใหม่ ขยายเวลาพักหนี้ออโต้ 6 เดือน พร้อมเพิ่มชื่อผู้ได้รับสิทธิ์พักหนี้เป็น 140,000 บัญชี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารออมสิน รับมอบนโยบายจากรัฐบาลโดยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้ขยายระยะเวลามาตรการพักหนี้อัตโนมัติ จาก 3 เดือน เป็น 6 เดือน เพื่อกระจายความช่วยเหลือให้ทั่วถึงลูกหนี้ที่ประสบอุทกภัยตามประกาศของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในปัจจุบัน ที่ล่าสุดได้เพิ่มรายชื่อจังหวัดและพื้นที่ได้รับผลกระทบกินบริเวณกว้างมากขึ้นเป็น 43 จังหวัด 5,515 หมู่บ้าน (จากเดิม 41 จังหวัด 4,000 หมู่บ้าน) และมีจุดที่ต้องประสบภัยน้ำท่วมซ้ำเติมอีกระลอก จนทำให้ผู้ได้รับผลกระทบมีจำนวนเพิ่มขึ้นมาก ธนาคารจึงดำเนินการตามนโยบายให้ขยายระยะเวลาพักหนี้อัตโนมัติ จาก 3 เดือน เป็น 6 เดือน และเพิ่มจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์พักหนี้ตามมาตรการนี้ จากเดิม 110,000 บัญชี เป็น 140,000 บัญชี คิดเป็นเม็ดเงินที่ธนาคารลดดอกเบี้ยช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ได้รับผลกระทบ เป็นจำนวนเงินกว่า 2,000 ล้านบาท
สำหรับการขยายระยะเวลามาตรการพักหนี้อัตโนมัติ จาก 3 เดือน เป็น 6 เดือน ใช้หลักเกณฑ์เดิมคือให้ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบพักจ่ายเงินต้น และธนาคารไม่คิดดอกเบี้ย มีผลทันทีตั้งแต่งวดเดือนตุลาคม 2567 ถึงงวดเดือนมีนาคม 2568 ครอบคลุมลูกหนี้สินเชื่อรายย่อย สินเชื่อบุคคล และ SMEs วงเงินสินเชื่อไม่เกิน 10 ล้านบาท (ยกเว้นสินเชื่อชีวิตสุขสันต์และสินเชื่อตามนโยบายรัฐ : PSA) โดยธนาคารจะส่ง SMS หรือ จดหมายแจ้งเพื่อทราบการพักชำระหนี้ไปยังลูกหนี้ตามรายชื่อผู้มีสิทธิ์ร่วมมาตรการฯ ซึ่งมีภูมิลำเนา ที่อยู่ หรือที่ประกอบอาชีพ ในพื้นที่ประสบภัยตามประกาศฯ ในปัจจุบัน (ประกาศฯ เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2567) และหลังจากสิ้นสุดมาตรการฯ ให้ลูกหนี้กลับมาชำระหนี้ตามสัญญาเดิมตั้งแต่งวดเดือนเมษายน 2568 เป็นต้นไป ทั้งนี้ ลูกหนี้สถานะปกติที่มีการชำระหนี้ในช่วงเวลาของมาตรการฯ ธนาคารจะนำไปตัดลดต้นเงินของลูกหนี้ต่อไป ธนาคารออมสินขอส่งกำลังใจให้ผู้ประสบภัยสามารถผ่านพ้นช่วงเวลายากลำบากนี้ในเร็ววัน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรการฯ ได้ที่ GSB Contact Center โทร.1115 หรือที่ Facebook : GSB Society
AIS ปลื้ม กวาด 3 รางวัลเวที HR Asia 2024 ด้านบริหารบุคลากรระดับโลก 6 ปีซ้อน
AIS ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญด้วยการคว้า 3 รางวัลอันทรงเกียรติจากเวที HR Asia Best Companies To Work For In Asia Awards 2024 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาองค์กรและบุคลากรแบบองค์รวมอย่างยั่งยืน โดยเสริมสร้างและพัฒนาบุุคลากรให้มีความพร้อมต่อการรองรับการขยายตัวของธุุรกิจและเป้าหมายตามวิสัยทัศน์การเป็นองค์กรโทรคมนาคมอัจฉริยะหรือ Cognitive Tech-Co นอกจากนี้ AIS ยังเป็นองค์กรเดียวในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่ได้รับการยกย่องในฐานะ Best Companies to Work for in Asia 2024 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6

รางวัลแห่งความภาคภูมิใจ
- รางวัล Best Companies to Work for in Asia 2024 นับเป็นปีที่ 6 ติดต่อกันที่เอไอเอสได้รับการยกย่องให้เป็นองค์กรที่น่าร่วมงานที่สุดในเอเชีย และเป็นองค์กรเดียวในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของไทยที่ได้รับรางวัลนี้อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงศักยภาพด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลของ AIS ที่มุ่งเน้นการดูแลพนักงานในทุกมิติ
- รางวัล HR Asia DEI Award อีกหนึ่งรางวัลที่สะท้อนถึงความสำเร็จในการวางนโยบายด้านการบริหารคนอย่างรอบด้าน เพื่อส่งเสริมความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการยอมรับความแตกต่าง (Diversity, Equity, and Inclusion: DEI) ภายในองค์กร
- รางวัล HR Asia Sustainable Workplace Award ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดย AIS ยังได้ส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งความยั่งยืนและนวัตกรรมภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง
นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรมหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคลกลุ่มบริษัท AIS กล่าวว่า “รางวัลที่ได้รับในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จของ AIS ในการเป็นองค์กรชั้นนำด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล แต่ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของเราในการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ส่งเสริมการเติบโตของพนักงานทุกคนอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญ ปีนี้ AIS ได้รับรางวัล Best Companies to Work for in Asia ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 รวมทั้งได้รับรางวัลด้าน DEI และความยั่งยืน อีก 2 รางวัล ซึ่งตอกย้ำถึงการปลูกฝังแนวคิดการยอมรับความหลากหลายและความแตกต่างของบุคลากร จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร รวมทั้งการนำหลัก DEI มาประยุกต์ใช้ในทุกภาคส่วนขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการด้านการพัฒนาทักษะ ความรู้ และทัศนคติ รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานอย่างมีความสุข อาทิ การปรับสวัสดิการให้สอดคล้องกับกฎหมายสมรสเท่าเทียม และสิทธิวันลาผ่าตัดแปลงเพศ

“นอกจากนี้ AIS ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งความยั่งยืนและนวัตกรรมโดยการสนับสนุนให้พนักงาน AIS ที่มี ‘หัวใจอาสา’ และมีทักษะความรู้ที่หลากหลายมารวมตัวในนาม “อุ่นใจอาสา” เพื่อสร้างสรรค์กิจกรรมช่วยเหลือสังคมในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ โครงการภารกิจคิดเผื่อ อุ่นใจอาสาพัฒนาอาชีพ ที่มุ่งเน้นการถ่ายทอดความรู้และพัฒนาทักษะให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ หรือโครงการ Jump Thailand Hackathon 2024 ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาพัฒนาไอเดียสร้างสรรค์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและคนพิการ โดยมีอุ่นใจอาสารับหน้าที่พี่เลี้ยงและที่ปรึกษาตลอดโครงการ ความสำเร็จทั้งหมดนี้จึงเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือร่วมใจของพนักงานทุกคนที่เชื่อมั่นและเติบโตไปพร้อมกับองค์กร เพื่อขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน และช่วยทำให้วิสัยทัศน์ที่เรากำลังจะก้าวสู่การเป็น Cognitive Tech-Co สำเร็จได้ตามเป้าหมาย”
เมืองไทยประกันชีวิต เปิดตัวประกันออนไลน์ “ออมจุใจ 10/3” เบี้ยสั้น ลดหย่อนภาษีได้ มีเงินคืนทุกปี โดนใจคนรักการออม
นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL เปิดเผยว่า เมืองไทยประกันชีวิต เดินหน้ารุกตลาดประกันออนไลน์อย่างต่อเนื่อง บนความมุ่งมั่นในการสร้างการเข้าถึงได้ของประกันชีวิตให้กับทุกๆ คนในสังคม (Democratizing Insurance) พร้อมเปิดประสบการณ์ใหม่ของการออมในรูปแบบการประกันชีวิต เปิดตัวประกันออมทรัพย์ “ออมจุใจ 10/3” ประกันออนไลน์ ใหม่ล่าสุดจากเมืองไทยประกันชีวิต ตอบโจทย์คนรักการออมแบบจุใจ เหมาะกับคนมองหาประกันออมทรัพย์ลดหย่อนภาษี
โดยความโดดเด่นของ ประกันออมทรัพย์ “ออมจุใจ 10/3” อยู่ที่การตอบโจทย์ความต้องการแบบจุใจทั้งด้านการออม ผลประโยชน์ทางภาษี และความคุ้มครองชีวิต ด้วยผลประโยชน์รวมสูงสุด 333%(1) จ่ายเบี้ย สั้น ๆ 3 ปี แต่คุ้มครองยาวถึง 10 ปี ลดหย่อนภาษีสูงสุด 100,000 บาท รับเงินคืนทุกปีกรมธรรม์ปีละ 1%(1) ซื้อออนไลน์ ไม่ต้องตรวจและไม่ต้องคำถามสุขภาพ(2) ซื้อได้ตั้งแต่อายุ 20-80 ปี สะดวกในการเลือกซื้อเพียงเข้าไปที่ webmtl.co/47yeSNn มีให้เลือกได้จุใจถึง 5 แผน เลือกได้ในแบบที่เป็นคุณ

พิเศษ!! สำหรับผู้ที่ซื้อแบบประกันภัย “ออมจุใจ 10/3” บนช่องทาง Online Sale และ แอปพลิเคชัน MTL Click รับทันที 2 ต่อ
ต่อที่ 1: รับส่วนลดเบี้ยปีแรกทันที 5%(3) เพียงกรอกโค้ด ONLINEMTL ที่ขั้นตอนการชำระเงิน
ต่อที่ 2: ผ่อนชำระ 0% นานสูงสุด 6 เดือน(4) เฉพาะการชำระเบี้ยประกันภัยรายปีปีแรก เบี้ยประกันภัยขั้นต่ำ 10,000 บาท โดยท่านสามารถรับโปรโมชันผ่อน 0% นาน 6 เดือน เมื่อชำระผ่านบัตรเครดิตธนาคารกสิกรไทย ธนาคารทหารไทยธนชาต และธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือผ่อน 0% นาน 3 เดือน เมื่อชำระผ่านบัตรเครดิตธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารยูโอบี ธนาคารทหารไทยธนชาตและธนาคารกรุงไทย ระยะเวลาโปรโมชันตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2567 – 30 พฤศจิกายน 2567
“เรายังคงมุ่งมั่นในการดำเนินนโยบาย “Happiness, Your Way เพราะความสุขคือทุกอย่าง…ความสุขสไตล์คุณคือที่สุดของทุกสิ่ง” ในฐานะคู่คิดด้านการวางแผนชีวิตและสุขภาพที่คุณวางใจ (No. 1 Most Trusted Partner in Life & Health Planning) พร้อมเดินหน้าออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้เหมาะสมกับความต้องการที่แตกต่างกันได้อย่างตรงใจ ซึ่งแบบประกันภัย ออมจุใจ 10/3 นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่จะช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงแบบประกันดี ๆ ที่เหมาะสมได้สะดวกและง่ายยิ่งขึ้น และยังสามารถสร้างหลักประกันชีวิตไปพร้อมกับการออมในรูปแบบการประกันชีวิตไปพร้อมกันได้อีกด้วย” นายสาระ กล่าว
สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถเลือกซื้อประกัน “ออมจุใจ 10/3” จากเมืองไทยประกันชีวิต ทางช่องทางออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือศึกษารายละเอียดแบบประกันภัย โปรโมชันและสิทธิพิเศษเพิ่มเติม ได้ที่webmtl.co/47yeSNn
กินเจอย่างไร ให้อิ่มบุญ และมีสุขภาพดี
ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ แนะ กินเจ ให้คำนึงสารอาหารที่ครบถ้วน ดื่มน้ำให้เพียงพอ เน้นสุขอนามัย ความสะอาด และความปลอดภัยของอาหาร พร้อมชี้ แพลนต์เบส มีท โปรตีนจากพืช เป็นอีกทางเลือกของผู้บริโภคให้กินเจได้อย่างมีความสุข
ศาสตราจารย์ ดร.สิริชัย อดิศักดิ์วัฒนา ภาควิชาโภชนาการและการกำหนดอาหาร คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เทศกาลกินเจ เป็นเทศกาลถือศีล งดการบริโภคเนื้อสัตว์ บางคนใช้ช่วงเวลานี้เป็นโอกาสในการลดน้ำหนักด้วย การกินเจให้มีสุขภาพที่ดี ควรคำนึงเรื่องของสารอาหารที่ครบถ้วน ซึ่งสารอาหารหลัก ได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน รวมถึง วิตามิน เกลือแร่ และใยอาหารจากผักและผลไม้ ที่สำคัญการกินเจต้องดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

อาหารเจ ถึงแม้ไม่ได้ใช้เนื้อสัตว์ แต่ยังให้พลังงานสูง โดยเฉพาะ ข้าว แป้ง และ น้ำมัน หากต้องการรักษาสมดุลน้ำหนัก อาจหลีกเลี่ยง ข้าวแป้ง เส้นต่าง ๆ หรือรับประทานให้น้อยลงครึ่งหนึ่ง แล้วเพิ่มปริมาณผักและผลไม้ ซึ่งจะทำให้ได้รับสารอาหารครบถ้วนและดีต่อสุขภาพ
สำหรับผักใบเขียวทุกประเภท สามารถรับประทานได้อย่างเต็มที่ อาทิ ผักบุ้ง ผักคะน้า กวางตุ้ง เนื่องจากผักเหล่านี้ให้พลังงานต่ำ มีวิตามิน เกลือแร่ และกากใยอาหาร ช่วยในเรื่องการขับถ่าย ดีต่อลำไส้ใหญ่ ส่วนผักประเภทที่อาจต้องระวัง เช่น ฟักทอง เพราะมีแป้งและน้ำตาลอยู่ อาจหลีกเลี่ยงหรือรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม ส่วน ผลไม้หลักๆ ที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ หรือคนที่ต้องการหลีกเลี่ยงน้ำตาล อาทิ ฝรั่ง ผลที่ยังไม่สุกเพราะน้ำตาลน้อย แอปเปิ้ล หรือแก้วมังกร เพราะมีใยอาหารเยอะและน้ำตาลต่ำ รวมทั้ง ส้ม แต่กินได้บางส่วน และมะละกอ กินได้ในปริมาณจำกัด
ขณะเดียวกัน โปรตีนที่ใช้ทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ อาทิ โปรตีนจากถั่ว โปรตีนจากพืช โดยถั่วที่มีโปรตีนสูง คือ ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วลิสง แต่ถั่วลิสงอาจต้องระวัง เพราะมีน้ำมันเป็นองค์ประกอบ แนะกินในปริมาณที่ไม่สูงมาก สำหรับถั่วจากต่างประเทศ อาทิ แมคคาเดเมีย วอลนัท อัลมอนด์ โปรตีนจะน้อยกว่า แต่มีน้ำมันที่เป็นองค์ประกอบที่ดีต่อร่างกาย เช่น โอเมก้า 6 ช่วยบำรุงหลอดเลือด ต้านอนุมูลอิสระ ถั่วจึงใช้เป็นตัวเลือกในการเพิ่มโปรตีนในช่วงเทศกาลกินเจได้
ศาสตราจารย์ ดร.สิริชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มอาหาร Plant-based diet ซึ่งทำมาจากพืช เป็นโปรตีนทางเลือกสำหรับผู้บริโภค โดยในกลุ่มนี้มี แพลนต์เบส มีท (Plant-based meant) ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเลียนแบบให้มีรูปลักษณ์หน้าตาคล้ายคลึงกับอาหารที่ทำมาจากเนื้อสัตว์ ตัวอย่างเช่น ไส้กรอก เบอร์เกอร์ แต่ข้างในทำมาจากพืชทั้งหมด ถ้าเปรียบเทียบคุณภาพของโปรตีนแล้ว มีความคล้ายคลึงโปรตีนจากเนื้อสัตว์ค่อนข้างมาก ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ติดภาพลักษณ์ในการรับประทานอาหาร ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคสามารถรับประทานอาหารเจได้อย่างมีความสุข

สำหรับผู้ที่มีแนวคิดดูแลสุขภาพ และมีความกังวลในเรื่องปริมาณของโซเดียม ในผลิตภัณฑ์แพลนต์เบส มีท สามารถอ่านฉลากโภชนาการ ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ เพราะฉลากจะระบุปริมาณของเกลือ โซเดียม และส่วนประกอบหลักที่ใช้ บางผลิตภัณฑ์ใช้ปริมาณเกลือต่ำหรือสูงแตกต่างกัน หากมีปริมาณโซเดียมที่สูง ให้รับประทานเพียงครึ่งหนึ่งหรือลดปริมาณลง ไม่ควรรับประทานทั้งหมด
ด้านผู้ประกอบการร้านอาหาร ขอให้คำนึงถึงสุขบัญญัติ หลักโภชนาการ ความสะอาด และสุขอนามัยของอาหารปรุงสุก ในช่วงเทศกาล ผู้ประกอบการอาจต้องเตรียมวัตถุดิบและประกอบอาหารตั้งแต่เช้า ขายเสร็จในช่วงบ่ายถึงช่วงเย็น ดังนั้นควรตระหนักถึงอาหารประเภทที่เสียง่าย เพราะประเทศไทยอากาศค่อนข้างร้อน ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงฤดูฝน แต่ระหว่างวันก็มีความร้อนอยู่พอสมควร มีโอกาสที่จะทำให้อาหารบูดเสียได้ง่าย โดยเฉพาะอาหารที่เป็นแกงกะทิ แม้จะอุ่นซ้ำแต่ก็มีโอกาสที่จะเสีย ควรปรุงสุกใหม่ ไม่ควรทำไว้ในปริมาณมาก อาจแบ่งรอบการปรุงอาหาร เช่น ขายรอบเช้าเสร็จ ช่วงบ่ายอาจทำอีกรอบ นอกจากนี้ให้คำนึงถึงเรื่องความสะอาดของร้านและอาหาร นอกจากลูกค้าจะได้รับประทานอาหารที่ทั้งมีคุณภาพดี สะอาด ปลอดภัย ยังสามารถสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า และกลับมารับประทานซ้ำ ช่วยเพิ่มยอดขายให้กับผู้ประกอบการได้
ทั้งนี้ การรับประทานอาหารเจ ผู้บริโภคต้องรู้วัตถุประสงค์หลักในการรับประทานเพื่ออะไร หากรับประทานตามเทศกาล ให้เน้นเรื่องความสะอาด ความปลอดภัย และรับประทานให้มีความเหมาะสม หากต้องการเน้นรักษาสุขภาพ อาจต้องใส่ใจหาความรู้เพิ่มเติม เพราะอาหารเจมีทั้งพลังงานมาก พลังงานน้อย โซเดียมต่ำ โซเดียมสูง แตกต่างกัน เพื่อที่จะได้เลือกก่อนการตัดสินใจซื้อ และรับประทานอาหารเจได้อย่างมีสุขภาพดี ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ.
AIS ผนึก วัตสัน ให้ลูกค้าแลก AIS Points รับส่วนลดทุกสาขาทั่วประเทศ
AIS เดินเกมรุกหนักช่วงโค้งสุดท้ายปลายปีพร้อมมอบประสบการณ์และสิทธิพิเศษโดนใจให้กับลูกค้า ตอกย้ำแนวคิด AIS Points ทำถึง ทั่วไทย พร้อมประกาศความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์อันดับ 1 ในธุรกิจร้านเพื่อสุขภาพและความงามอย่าง วัตสัน ร่วมส่งมอบประสบการณ์ความพิเศษให้กับลูกค้าเพียงใช้ AIS Points 50 คะแนน แลกรับส่วนลด 50 บาท เมื่อซื้อสินค้าครบ 500 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ ได้ที่ร้านวัตสันกว่า 700 สาขาทั่วประเทศ
นางสาวโอปอล เลิศอุทัย หัวหน้าฝ่ายงานบริหารข้อเสนอและความผูกพันลูกค้า AIS กล่าวว่า “เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่จะประกาศความร่วมมือกับอีกหนึ่งพาร์ทเนอร์ที่เป็นตัวจริงในธุรกิจร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับ 1 ของประเทศอย่างวัตสัน เพื่อขยายสิทธิพิเศษให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในทุกโมเมนต์ ซึ่งการทำงานร่วมกับวัตสันในฐานะ Strategic Partner ในครั้งนี้จะมาเชื่อมต่อการทำงานบนพอยท์แพลตฟอร์มทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์การช้อปปิ้งจากร้านวัตสัน 700 สาขาทั่วประเทศ รวมถึงเป็นตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นตั้งใจทั้งการพัฒนาโครงข่ายสื่อสารที่เร็วแรงและครอบคลุมทุกพื้นที่ รวมถึงการส่งมอบสิทธิพิเศษผ่านโปรแกรม AIS Points ที่ทำถึง ทั่วไทย แลกได้ เหนือ ใต้ ออก ตก”

อิศราวดี มีป้อม Customer Controller วัตสัน ประเทศไทย กล่าวว่า“วัตสันรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจกับ AIS ผู้นำด้านเทคโนโลยีดิจิทัลระดับประเทศ ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการผสานจุดแข็งของเราด้านเครือข่ายร้านค้าที่ครอบคลุมทั่วประเทศไทย กับ AIS ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลและพอยท์แพลตฟอร์มที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ยังเป็นการเชื่อมโยงฐานลูกค้าขนาดใหญ่ของทั้งสองแบรนด์ที่มีไลฟ์สไตล์ใกล้เคียงกัน เพื่อมอบสิทธิประโยชน์ และนำเสนอบริการที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ”
ลูกค้า AIS ทั้งมือถือและเน็ตบ้าน AIS FIBRE3 สามารถใช้ AIS Points 50 คะแนน แลกรับส่วนลด 50 บาท เมื่อซื้อสินค้าครบ 500 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ ได้ที่ร้านวัตสันทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2567 ผ่านแอป myAIS
ซีพีเอฟ คว้ารางวัลดีเด่นด้านพลังงานทดแทนระดับภูมิภาค ASEAN Energy Project Awards 2024
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์พลังงานอาเซียน (ASEAN Centre for Energy หรือ ACE) ได้มอบรางวัล ASEAN Renewable Energy Project Awards 2024 แก่ โครงการก๊าซชีวภาพจากมูลไก่สู่พลังงานทดแทน ของฟาร์มคอมเพล็กซ์ไก่ไข่วังทอง จ.พิษณุโลก ของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ชูฟาร์มเลี้ยงสัตว์ใช้เทคโนโลยีในการพัฒนากระบวนการผลิตไข่ไก่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และจัดการของเสียอย่างยั่งยืน นับเป็นฟาร์มไก่ไข่แห่งที่ 2 ของซีพีเอฟที่คว้ารางวัลด้านพลังงานทดแทนในระดับสากล
นายสมคิด วรรณลุกขี ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจไก่ไข่ ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและสร้างสรรค์นวัตกรรมพัฒนากระบวนการผลิตอาหารสะอาด ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิดการจัดการฟาร์มที่ดีสู่การลดการเกิดของเสียเป็นศูนย์ โดยส่งเสริมการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตลอดจนนำของเสียกลับมาใช้ใหม่ ภายใต้โครงการ “การผลิตไฟฟ้าโดยใช้ก๊าซชีวภาพจากมูลไก่” เพื่อจัดการมูลไก่และของเสียภายในฟาร์มที่ยั่งยืน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยใช้เทคโนโลยีการบำบัดของเสียทางชีวภาพในสภาวะไร้อากาศ (Anaerobic Covered Lagoon) นำก๊าซที่ได้มาปั่นกระแสไฟฟ้าสำหรับใช้ในกระบวนการผลิตในฟาร์ม โดยไม่มีการปล่อยน้ำเสียออกสู่ภายนอกฟาร์ม และช่วยลดสาเหตุของกลิ่น จากผลการดำเนินโครงการนี้ช่วยให้ฟาร์มคอมเพล็กซ์ใช้พลังงานทดแทนได้ร้อยละ 80 ของการใช้พลังงานทั้งหมด ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 1,947,698 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
“รางวัลที่ได้รับสะท้อนให้เห็นแนวปฏิบัติที่ดีของการพัฒนาห่วงโซ่การผลิตอาหารคาร์บอนต่ำ สร้างการเติบโตของธุรกิจ ควบคู่กับสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ทั้งนี้ ธุรกิจไก่ไข่ยังเตรียมต่อยอดพัฒนาให้ฟาร์มคอมเพล็กซ์ไก่ไข่ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% (Renewable Energy Farm หรือ RE100%) ร่วมสนับสนุนการมุ่งสู่เป้าหมายเป็นองค์กรปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ Net-Zero ในปี 2050” นายสมคิดกล่าว

สำหรับกากของเหลือที่เกิดระบบก๊าซชีวภาพ(Biogas) บริษัทได้นำมาใช้เป็นปุ๋ยหรือวัสดุปรับปรุงคุณภาพดินสำหรับปลูกผักปลอดสารภายในฟาร์ม และฟาร์มยังได้แบ่งปันให้เกษตรกรที่อยู่รอบฟาร์มเพื่อช่วยเพิ่มผลผลิต และลดค่าใช้จ่ายจากการซื้อปุ๋ยเคมี ตลอดจนส่งกากตะกอนจากระบบไบโอแก๊สให้แก่ศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์พืชหลวง จังหวัดพิษณุโลกสนับสนุนการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชปลอดสารเคมีอีกด้วย ทุกวันนี้ ฟาร์มคอมเพล็กซ์วังทองเป็นแหล่งเรียนรู้กระบวนการผลิตก๊าซชีวภาพที่มีประสิทธิภาพให้กับเกษตรกรหรือหน่วยงานที่สนใจ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำร่วมกัน
รางวัล ASEAN Energy Awards เป็นรางวัลสูงสุดด้านความเป็นเลิศในการดำเนินบริหารจัดการ และพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในกลุ่มประเทศอาเซียน จัดโดยศูนย์พลังงานอาเซียน องค์กรระหว่างรัฐบาลที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อขับเคลื่อนการใช้พลังงานทดแทนในกลุ่มประเทศอาเซียน สำหรับในปีนี้ กระทรวงพลังงานและเหมืองแร่ สปป.ลาว เป็นเจ้าภาพจัดพิธีมอบรางวัลที่นครเวียงจันทน์ ฟาร์มคอมเพล็กซ์ไก่ไข่วังทอง นับเป็นฟาร์มไก่ไข่ของซีพีเอฟ แห่งที่ 2 ต่อจากฟาร์มคอมเพล็กซ์ไก่ไข่จักราช จังหวัดนครราชสีมาที่ได้รับรางวัลดังกล่าวด้านการพัฒนาพลังงานทดแทน ในปี 2565
AIS ปล่อยแพ็กเกจเสริม ‘AIS ZEED 5G Movie Lover’ ให้วัยทีนดูหนังฟรีในเครือเมเจอร์ฯ และคอนเทนต์แพลตฟอร์มระดับโลกบนโครงข่าย 5G
AIS ZEED 5G ที่ 1 ในใจวัยทีน เปิดโลกแห่งความบันเทิงสุดคุ้มกับ “AIS ZEED 5G Movie Lover” แพ็กเกจที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับวัยทีนที่ชื่นชอบรับชมภาพยนตร์และคอนเทนต์ความบันเทิงทั้งในและนอกโรงภาพยนตร์ กับสิทธิพิเศษรับบัตรชมภาพยนตร์ ฟรี! 1 เรื่องต่อเดือน เรื่องที่ 2 ราคาพิเศษเพียง 50 บาท ที่โรงภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ทุกสาขาทั่วประเทศ พร้อมรับเน็ตเต็มสปีด 10 GB สำหรับรับชมคอนเทนต์พรีเมี่ยมผ่าน 4 แอปดัง อย่าง Viu, WeTV และ iQiYi รวมถึงยังสามารถรับชม Exclusive content ชื่อดังจาก AIS PLAY ให้ลูกค้าสามารถรับชมคอนเทนต์พรีเมี่ยมความบันเทิง ที่ครอบคลุมทั้งภาพยนตร์ไทย, เกาหลี, จีน และเอเชีย ในราคาสุดคุ้มเพียง 299 บาทต่อเดือนเท่านั้น ให้วัยทีนสามารถรับชมคอนเทนต์ได้อย่างราบรื่นไม่มีสะดุด
นางเบญจพร กำเพ็ชร หัวหน้าส่วนงานการตลาดกลุ่มลูกค้าพรีเพด AIS กล่าวว่า “AIS ในฐานะแบรนด์ที่เข้าใจและตอบสนองไลฟ์สไตล์ของวัยรุ่น เรามองเห็นความต้องการของกลุ่มลูกค้าวัยทีนที่ใช้ชีวิตประจำวันในการเชื่อมต่อโลกดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการสตรีมมิ่งเกม ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม หรือรับชมคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มต่างๆ โดยล่าสุดเราได้ร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ด้านความบันเทิงชั้นนำอย่าง เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์, Viu, WeTV และ iQiYi เปิดตัวแพ็กเกจเสริมอย่าง AIS ZEED 5G Movie Lover เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานดิจิทัลบนโครงข่าย 5G พร้อมสุดยอดความบันเทิงที่ครอบครันให้กับลูกค้าวัยทีนอายุ 7-24 ปี ทั้งการดูหนังในโรงภาพยนตร์และการรับชมคอนเทนต์จากทั้ง 4 แอป อย่าง Viu, WeTV และ iQiYi รวมถึงยังสามารถรับชม Exclusive content ชื่อดังจาก AIS PLAY ได้อีกด้วย”

นายสุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายสื่อโฆษณา บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การร่วมมือกับ AIS ในการเปิดตัวแคมเปญ ‘AIS ZEED 5G Movie Lover’ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่เราจะได้มอบประสบการณ์การรับชมภาพยนตร์มาตรฐานระดับโลก แบบครบทุกอรรถรสให้กับกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความชื่นชอบในความบันเทิงและเทคโนโลยีอย่างแท้จริง โดยลูกค้าจะได้รับสิทธิพิเศษในการชมภาพยนตร์ฟรี ในโรงภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ทุกสาขาทั่วประเทศ อีกทั้งแคมเปญนี้จะช่วยเสริมสร้างความผูกพันระหว่างแบรนด์กับกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ได้อย่างยั่งยืน พร้อมยังเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของเมเจอร์ในการนำเสนอความบันเทิงที่หลากหลายและตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในทุกเจเนเรชันอีกด้วย”
“โดยความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือสำคัญที่ได้ผนึกกำลังกับผู้นำด้านความบันเทิงชั้นนำระดับโลกอย่าง นายสุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายสื่อโฆษณา บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน)พร้อมด้วยผู้บริหารจากทุกแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็น คุณกนกพร ปรัชญาเศรษฐ ผู้จัดการ WeTV ประจำประเทศไทย, คุณอรรถสิทธิ์ บูรณะธีรกิจ หัวหน้าฝ่ายกิจกรรมการค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ จาก Viu และ คุณผ่านศึก ธงรบ ผู้อำนวยการ iQiYi ประจำประเทศไทย ในการร่วมกันส่งมอบสิทธิพิเศษที่คุ้มค่าในราคาที่เข้าถึงได้ เพื่อให้วัยทีนได้สัมผัสความบันเทิงอย่างไม่มีสะดุด เรามั่นใจว่าการร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงแค่ตอบโจทย์ความชื่นชอบ แต่ยังสะท้อนถึงการเป็นแบรนด์ที่เข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของวัยรุ่นได้อย่างแท้จริง” นางเบญจพร กล่าวทิ้งท้าย
สำหรับวัยทีนทุกแพ็กเกจทั้งแบบเติมเงินและแบบรายเดือน สามารถสมัครแพ็กเกจเสริม “AIS ZEED 5G Movie Lover” พร้อมสิทธิพิเศษที่ตอบโจทย์ความบันเทิงครบวงจรทั้งในในโรงและรับชมคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มชั้นนำ บนโครงข่าย 5G เต็มสปีด 10 GB ในราคาเพียง 299 บาทต่อเดือน สมัครได้เลย! เพียงกด *824# กดโทรออก ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ais.th/zeedmovielover และติดตามโปรแกรมการรับชมภาพยนตร์ได้ที่ www.majorcineplex.com
ธุรกิจครอบครัว
คอลัมน์ “รู้เก็บรู้ออมฯ” โดยคุณนายพารวย
การรักษาธุรกิจครอบครัวให้อยู่รอดสามารถสืบทอดส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากและซับซ้อนกว่าธุรกิจทั่วไป เพราะมีเรื่องของความสัมพันธ์และผลประโยชน์ที่ทับซ้อนกันของสมาชิกในครอบครัวที่ควบตำแหน่งหน้าที่การงานในธุรกิจ ซึ่งเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับพันธมิตร ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจครอบครัวจากต่างประเทศ ทั้งเจ้าของธุรกิจ ทายาท ผู้บริหาร ได้จัดสัมมนาธุรกิจครอบครัวภายใต้ธีม Family Business in the globalized Asia ถอดบทเรียนการบริหารครอบครัวและธุรกิจของเอเชียและไทย
เนื้อหาสำคัญที่ได้จากสัมมนาครั้งนี้ คือ เจ้าของผู้เริ่มธุรกิจและทายาทเห็นตรงกันว่าสมาชิกในธุรกิจครอบครัวควรเริ่มจัดทำ “ธรรมนูญครอบครัว (Family Constitution หรือ Family Charter)” เพื่อเป็นเวทีเคลียร์ใจของทุกคนในครอบครัว กรณีไม่สามารถตกลงร่วมกันได้ อาจต้องอาศัยบุคคลที่สามมาเป็นคนกลางช่วยเจรจา
รุ่นแรก หรือรุ่นบุกเบิกธุรกิจครอบครัว ให้ความเห็นเรื่องการส่งต่อหรือสืบทอดธุรกิจว่า ควรเป็นการส่งต่อแรงบันดาลใจ (Passion) และความภาคภูมิใจ นอกจากนี้ยังต้องทำตัวเป็นตัวอย่างให้ทายาทและให้ความสำคัญเรื่องของการสื่อสารระหว่างรุ่น
ประเด็นที่น่าสนใจ คือ ธุรกิจครอบครัวมองว่า การเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยสร้างการเติบโตของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นด้านการระดมทุน ตลอดจนการสร้างชื่อเสียงของบริษัท และการดึงดูดบุคลากรที่มีคุณภาพเข้ามาร่วมงาน
ด้านนักลงทุนก็มีมุมมองว่าบริษัทจดทะเบียนที่เป็นธุรกิจครอบครัว เป็นทางเลือกหนึ่งในการตัดสินใจลงทุนเลือกซื้อหุ้น เหตุผลสำคัญคือ บจ.ที่เป็นธุรกิจครอบครัวมีการเติบโตสูงทั้งด้านสินทรัพย์และรายได้ โดยในปี 2560–2566 สินทรัพย์รวมของ บจ.ที่เป็นธุรกิจครอบครัวโตเฉลี่ยสูงถึงปีละ 12.9%
บจ.ที่เป็นธุรกิจครอบครัวยังมีการจ่ายเงินปันผลเพื่อเป็นรายได้ของสมาชิกครอบครัว จากการคัดกรอง “หุ้นปันผล” Dividend Universe โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ พบว่า 71% ของ บจ.ในกลุ่มนี้เป็นธุรกิจครอบครัว นอกจากนี้ยังมีส่วนสำคัญด้านการส่งต่อความยั่งยืน เห็นได้จากรายชื่อ บจ.ที่ได้รับการประเมินว่าเป็น “หุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings” เป็นบจ.ธุรกิจครอบครัวอยู่ถึง 62.3% เรียกได้ว่าติดโผหุ้นน่าลงทุนทั้งสองประเภทเลยทีเดียว
สำหรับคนที่พลาดไม่ได้เข้าร่วมงานสัมมนาครั้งนี้ ไม่ต้องเสียใจ เพราะตอนนี้โอกาสดีกลับมาแล้ว ตลาดหลักทรัพย์ฯเปิดให้ซื้อบัตรรับชมสัมมนาย้อนหลังทางเว็บไซต์ SETFamilyBusinessConference.com ตั้งแต่วันนี้จนถึง 10 พฤศจิกายนนี้เท่านั้น
พบกับหัวข้อไฮไลต์สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์ธุรกิจครอบครัวที่ยั่งยืน หัวใจสำคัญของความสำเร็จจากรุ่นสู่รุ่น, ความท้าทายของธุรกิจครอบครัวไทยและโอกาสของการอยู่รอด, การวางโครงสร้างธุรกิจครอบครัวเพื่อทะยานสู่การเติบโต, ธรรมนูญครอบครัว เครื่องมือแห่งการขจัดความขัดแย้งในครอบครัว, การต่อยอดความมั่งคั่งให้ยั่งยืนจากรุ่นสู่รุ่น
ใครที่อยากสร้างธุรกิจครอบครัวให้แข็งแกร่งและส่งต่อความสำเร็จจากรุ่นสู่รุ่น ห้ามพลาด!
คุณนายพารวย
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมฯ" หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ซีพีเอฟ-กรมราชทัณฑ์-กรมประมง บูรณาการแปรรูปปลาหมอคางดำเป็นน้ำปลาแบรนด์ “หับเผย แม่กลอง”
กรมราชทัณฑ์ โดยเรือนจำกลางสมุทรสงคราม ร่วมมือกับประมงสมุทรสงคราม และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมมือคิกออฟโครงการบูรณาการความช่วยเหลือสังคมแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ ฝึกเป็นทักษะอาชีพให้ผู้ต้องขังแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ “น้ำปลา” ภายใต้แบรนด์ “หับเผย แม่กลอง” เพื่อส่งเสริมให้เกิดการบริโภคผลิตภัณฑ์จากปลาหมอคางดำในวงกว้างขึ้น และช่วยลดจำนวนของปลาหมอคางดำได้อย่างครบวงจร
นางจิตรา ประเสริฐโสภา ผู้บัญชาการเรือนจำกลางสมุทรสงคราม กล่าวว่า ที่ผ่านมาเรือนจำกลางสมุทรสงครามได้ร่วมสนับสนุนกรมประมงแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ และให้การสนับสนุนหน่วยงานของรัฐในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม ในการจัดกิจกรรมจับปลาหมอคางดำ ตามนโยบายของรัฐบาลซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ โดย พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มีมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชน ได้มีข้อสั่งการให้กรมราชทัณฑ์ ดำเนินการสนับสนุนแรงงานผู้ต้องขังเข้าช่วยเหลือสังคมจับปลาหมอคางดำ(ในรูปแบบ CSR) เรือนจำกลางสมุทรสงคราม จึงได้ดำเนินการตามนโยบายกรมราชทัณฑ์ มิติที่ 7 ยกระดับการสร้างการยอมและสร้างความเชื่อมั่นของสังคมต่อผู้ต้องขังและผู้พ้นโทษ โดยได้ร่วมกันดำเนินการจัดกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” พร้อมทั้งนำปลาหมอคางดำ มาปรุงเป็นอาหารให้ผู้ต้องขัง ให้เป็นสวัสดิการเจ้าหน้าที่ของเรือนจำ รวมทั้งนำมาปลามาสับเป็นอาหารเลี้ยงเป็ดและปลากะพงซึ่งกิจกรรมสร้างเสริมอาชีพผู้ต้องขังของเรือนจำ ล่าสุด เรือนจำกลางได้บูรณาการกับประมงสมุทรสงคราม และซีพีเอฟ ต่อยอดนำปลาหมอคางดำที่จับได้มาแปรรูปเป็น “น้ำปลา” โดยกรมประมงจัดกิจกรรมจับปลาหมอคางดำ และซีพีเอฟช่วยจัดหาอุปกรณ์และเชิญวิทยากร “จิตรกร บัวดี” เกษตรกรต้นแบบจากเพชรบุรีเจ้าของไอเดียแปรรูปปลาหมอคางดำเป็นน้ำปลาและวางจำหน่ายภายใต้ตรา “ชาววัง” มาช่วยสอนวิธีแปรรูปปลาหมอคางดำมาทำน้ำปลาเพื่อเสริมสร้างเป็นทักษะอาชีพให้ผู้ต้องขังต่อไป

“โครงการบูรณาการความช่วยเหลือสังคมแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ สอดคล้องกับแนวทางของกรมราชทัณฑ์ที่มีโครงการฝึกอาชีพช่วยให้ผู้ต้องขังได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญโดยตรงในการทำปลาที่อร่อยและปลอดภัย และนำทักษะอาชีพติดตัวไปต่อยอดเพื่อสร้างรายได้ในอนาคต ซึ่งเป็นการส่งเสริมการบริโภคปลาหมอคางดำอีกทางหนึ่ง โดยเรือนจำกลางสมุทรสงครามจะนำน้ำปลาจากปลาหมอคางดำมาจำหน่ายเป็นสินค้าจากกรมราชทัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “หับเผย แม่กลอง” ซึ่งช่วยให้คนไทยเข้าถึงผลิตภัณฑ์อาหารจากปลาคางดำในวงกว้างมากขึ้น” นางจิตรากล่าว
นายบัณฑิต กุลละวณิชย์ ประมงจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวว่า ประมงจังหวัดได้รับการสนับสนุนจากเรือนจำกลางสมุทรสงครามให้ผู้ต้องขังมาช่วยลงแรงจับปลาในกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” อย่างต่อเนื่อง สำหรับความร่วมมือในวันนี้เรือนจำกลางสมุทรสงครามนำปลาหมอคางดำไปผลิตเป็น “น้ำปลา” เป็นแนวทางการบริหารจัดการปลาหมอคางดำที่จับได้อย่างเป็นระบบและได้ประสิทธิภาพสูง ด้านประมงจังหวัดสมุทรสงครามยังมีแผนการจับปลาออกจากแหล่งน้ำอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับปล่อยปลานักล่าให้ช่วยกำจัดปลาหมอคางดำขนาดเล็กที่อยู่ในแหล่งน้ำ นอกจากนี้ ยังได้สนับสนุนปลานักล่าให้กับเกษตรกรในเครือข่ายได้นำไปช่วยกำจัดปลาหมอคางดำในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วย

สำหรับกิจกรรมล่าสุด ประมงสมุทรสงครามได้จัดกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” ระดมความร่วมมือกับเรือนจำกลางสมุทรสงคราม ชุมชน และซีพีเอฟ ช่วยจับปลาหมอคางดำออกจากลำคลอง 3 จุด ได้แก่ คลองช่อง (คลองยี่สารเก่า) คลองเลียบถนนเอกชัย และคลองบางบ่อ สามารถจับปลาหมอคางดำได้ 509 กิโลกรัม โดยจัดสรรปลาหมอคางดำที่จับได้ 450 กิโลกรัมไปใช้แปรรูปเป็นน้ำปลา และอีก 59 กิโลกรัมนำไปเลี้ยงเป็ดของเรือนจำกลางสมุทรสงคราม
“ประมงสมุทรสงครามได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วนร่วมจัดกิจกรรมจับปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำอย่างจริงจัง ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมาจับปลาประมาณ 29 ครั้ง ส่งผลให้ปัจจุบัน ปลาหมอคางดำในพื้นที่มีแนวโน้มลดน้อยลงอย่างเป็นรูปธรรม เห็นได้จากปริมาณการจับปลาในแต่ละครั้งจับได้ลดลง รวมทั้งปลาที่จับได้ยังมีขนาดเล็กลงอีกด้วย แสดงให้เห็นว่าปลาขนาดใหญ่หายไปช่วยตัดวงจรปลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายบัณฑิต กล่าว
ความร่วมมือระหว่างกรมประมงและกรมราชทัณฑ์ เป็นหนึ่งในโครงการเชิงรุกของซีพีเอฟจัดการปัญหาปลาหมอคางดำ โดยส่งเสริมการใช้ประโยชน์ปลาหมอคางดำเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อส่งเสริมให้มีการบริโภค ควบคู่กับการบริหารจัดการปลาที่จับมาได้โดยสร้างมูลค่าเพิ่ม ทุกวันนี้ ซีพีเอฟได้สนับสนุนกิจกรรมการจับปลาของกรมประมงใน 17 จังหวัดช่วยกำจัดปลาออกจากแหล่งน้ำได้ 90,000 กิโลกรัม สนับสนุนการรับซื้อเพื่อผลิตปลาป่นแล้วมากกว่า 1,700,000 กิโลกรัม และสนับสนุนปลาผู้ล่าเพื่อปล่อยในแหล่งน้ำแล้ว 90,000 ตัว เพื่อช่วยลดปริมาณปลาหมอคางดำอย่างมีนัยสำคัญ.













