Home Blog Page 96

AIS คว้ารางวัลระดับโลก GTI Awards ในงาน MWC 2025 โชว์ความเป็นผู้นำ 5G ตัวจริง

0

AIS แสดงศักยภาพความเป็นผู้นำ 5G ตัวจริง การันตีความสำเร็จด้วยการคว้ารางวัล GTI Awards สาขาการพัฒนาตลาดและมูลค่าทางธุรกิจ (Market Development and Business Value) จากเวทีระดับโลก ในงาน Mobile World Congress 2025 ที่บาร์เซโลนา ประเทศสเปน ภายใต้แนวคิด “AIS Living Network” เครือข่ายมีชีวิตที่ทำได้มากกว่าการสื่อสาร สะท้อนความเป็นเลิศในการเดินหน้าพัฒนาโครงข่ายอัจฉริยะ (Autonomous Network) ยกระดับการให้บริการเครือข่ายอย่างเหนือขีดจำกัดครั้งแรกของไทยและตอกย้ำการเป็นองค์กรเทคโนโลยีโทรคมนาคมอัจฉริยะหรือ Cognitive Tech-Co ที่ได้รับการยอมรับระดับโลกว่าสามารถนำเสนอเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าและตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายกิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยี บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ที่พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยผ่าน 4 กลุ่มธุรกิจ ด้วยฐานลูกค้ารวมกว่า 50.8 ล้านราย ได้แก่ ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ บนโครงข่ายอัจฉริยะ 5G ด้วยคลื่นความถี่มากที่สุดรวม 1460 MHz ที่มีจำนวนผู้ใช้งานAIS กล่าวว่า “การได้รับรางวัลในครั้งนี้ เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของ AIS ในการนำเสนอนวัตกรรม 5G ที่สามารถก้าวข้ามทุกขีดจำกัด เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานบนโครงข่ายที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทุกคน โดยเราได้พัฒนาบริการ 5G Mode ภายใต้แนวคิด “AIS Living Network” ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่าง AIS และ Huawei ที่ลูกค้าสามารถปรับโหมดการใช้งานอินเทอร์เน็ตแบบ On Demand ผ่าน Autonomous Network ในแบบ Real-Time นับเป็นการพลิกโฉมรูปแบบการใช้งานเครือข่าย ที่ตอกย้ำว่า AIS เป็นผู้นำในการให้บริการ 5G และเข้าใจถึงความต้องการใช้งานของลูกค้าแต่ละกลุ่มอย่างแท้จริง”

ลูกค้าสามารถเลือกใช้งานแพ็กเกจ 5G Mode ให้เหมาะกับความต้องการของตัวเอง ประกอบด้วย 3 โหมด ได้แก่

  • 5G BOOST Mode สำหรับการใช้งานที่ต้องการความเร็วสูง หรือการใช้งานในพื้นที่ที่มีความหนาแน่น เช่น การเล่นโซเชียล การดูหนัง ฟังเพลง การประชุมออนไลน์ และการดาวน์โหลดไฟล์ขนาดใหญ่
  • 5G GAME Mode สำหรับการเล่นเกมบนมือถือที่เสถียรและลื่นไหล รองรับเกมยอดนิยมกว่า 13 เกม
  • 5G LIVE Mode สำหรับการสตรีมถ่ายทอดสดที่คมชัดต่อเนื่อง ไม่มีสะดุด ครอบคลุมทุกแอปพลิเคชันยอดนิยม

สำหรับรางวัล GTI Awards จัดขึ้นโดย GTI (Global TD-LTE Initiative) ซึ่งเป็นองค์กรที่มุ่งเน้นการพัฒนาและส่งเสริมเทคโนโลยี TD-LTE และ 5G ทั่วโลก และเป็นรางวัลระดับโลกที่มีอิทธิพลต่อทิศทางของอุตสาหกรรม 5G โดยรางวัลสาขาการพัฒนาตลาดและมูลค่าทางธุรกิจ (Market Development and Business Value) มอบให้แก่องค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน 5G ให้เกิดขึ้นจริงในเชิงพาณิชย์ พร้อมทั้งสร้างแนวทางธุรกิจที่ช่วยให้ 5G สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้

เมืองไทยประกันชีวิต จับมือ เคาน์เตอร์เซอร์วิส เปิดตัว “กรมธรรม์ประกันภัยสุขใจสงกรานต์ (ไมโครอินชัวรันส์)” ร่วมส่งมอบความสุขและความอุ่นใจรับเทศกาลสงกรานต์

0

เมืองไทยประกันชีวิต จับมือ เคาน์เตอร์เซอร์วิส ร่วมส่งมอบความสุขและความอุ่นใจไปยังลูกค้าและประชาชนทั่วประเทศ ผ่าน “กรมธรรม์ประกันภัยสุขใจสงกรานต์ (ไมโครอินชัวรันส์)” ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่มที่ให้   ความคุ้มครองครอบคลุมทั้งด้านชีวิตและค่ารักษาพยาบาลเนื่องจากอุบัติเหตุ สามารถซื้อหรือใช้คะเเนน All Member แลกรับสิทธิ์ ได้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 – 30 มิถุนายน 2568  ที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น กว่า 15,000 สาขาทั่วประเทศ หรือที่เว็บไซต์ www.counterservice.co.th

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เพื่อต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ในปี 2568 นี้  เมืองไทยประกันชีวิต ผนึกกำลังกับ บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด  เปิดตัว “กรมธรรม์ประกันภัยสุขใจสงกรานต์ (ไมโครอินชัวรันส์)” ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่มที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมทั้งด้านชีวิตและค่ารักษาพยาบาลเนื่องจากอุบัติเหตุ  เพื่อส่งมอบความสุขและความอุ่นใจไปยังลูกค้าและประชาชนทั่วประเทศ ให้ทุกคนได้มีรอยยิ้มในช่วงเทศกาลที่ทุกคนรอคอย และเดินทางอย่างปลอดภัย พร้อมทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัวอย่างมีความสุข

ทั้งนี้ความร่วมมือดังกล่าว ยังถือเป็นการตอกย้ำนโยบายของเมืองไทยประกันชีวิต มีความมุ่งมั่นในการสร้างการเข้าถึงได้ของประกันชีวิตให้กับทุก ๆ คนในสังคม (Democratizing Insurance)  เพื่อเป็นส่วนช่วยให้ทุกคนได้มีความอุ่นใจ มีหลักประกันที่มั่นคง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน  พร้อมเป็นการตอบรับนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ในการส่งเสริมให้ประชาชน   มีหลักประกันความคุ้มครองอุบัติเหตุให้กับตนเองและครอบครัว สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากระบบ    การประกันภัยเพื่อบริหารความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ ได้สะดวก เข้าถึงได้ง่าย และรวดเร็วยิ่งขึ้น

นายเกรียงชัย บุญโพธิ์อภิชาติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และกรรมการผู้จัดการ บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด กล่าวว่า “เคาน์เตอร์เซอร์วิสให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกด้านบริการประกันภัย เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงความคุ้มครองได้อย่างง่าย สะดวกสบายที่สุด และมั่นใจตลอดการเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จึงนำเสนอกรมธรรม์ที่เข้าถึงง่ายและคุ้มค่า โดยประชาชนที่สนใจสามารถซื้อกรมธรรม์ได้ง่าย ๆ เพียงแสดงบัตรประชาชนที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่นที่ครอบคลุมกว่า 15,000 สาขาทั่วประเทศและชำระเบี้ยประกันภัย 10 บาท หรือใช้ ALL Member 1,000 คะแนน แลกรับสิทธิ์ฟรี นอกจากนี้ ยังสามารถซื้อผ่านเว็บไซต์ www.counterservice.co.th จากนั้นจะได้รับสลิปยืนยันการทำรายการ ซึ่งระบุวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดความคุ้มครองอย่างชัดเจน พร้อม SMS ยืนยันความคุ้มครอง โดยสามารถซื้อได้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 – 30 มิถุนายน 2568 (จำนวนจำกัด 300,000 สิทธิ์) เคาน์เตอร์เซอร์วิสมุ่งมั่นพัฒนาบริการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของประชาชน พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมความปลอดภัยบนท้องถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์

โดยความคุ้มครองที่ลูกค้าและประชาชนทั่วไปจะได้รับ ประกอบด้วย  1. ความคุ้มครองการเสียชีวิต การสูญเสียมือ เท้า การสูญเสียสายตา หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง เนื่องจากอุบัติเหตุ ไม่รวมการถูกฆาตกรรมลอบทำร้ายร่างกาย และ/หรือ อุบัติเหตุขณะขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท  2. ความคุ้มครองการเสียชีวิต การสูญเสียมือ เท้า การสูญเสียสายตา หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง จากการถูกฆาตกรรมลอบทำร้ายร่างกาย และ/หรือ อุบัติเหตุขณะขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ จำนวนเงินเอาประกันภัย 50,000 บาท 3. ความคุ้มครองการเสียชีวิต การสูญเสียมือ เท้า การสูญเสียสายตา หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง เนื่องจากอุบัติเหตุสาธารณะ จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท  และ 4. ผลประโยชน์ค่ารักษาพยาบาลเนื่องจากอุบัติเหตุ ไม่รวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการจ้างพยาบาลพิเศษ อุปกรณ์ค้ำยันต่าง ๆ (ยกเว้นไม้ค้ำยัน) รถเข็นผู้ป่วย อวัยวะเทียมภายนอกร่างกาย ค่ารักษาพยาบาลโดยแพทย์ทางเลือก (Alternative medicine) การฝังเข็ม จำนวนเงินเอาประกันภัยตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 5,000 บาท

สำหรับ “กรมธรรม์ประกันภัยสุขใจสงกรานต์ (ไมโครอินชัวรันส์)” มีระยะเวลาคุ้มครอง 30 วัน   นับจากวันเริ่มต้นระยะเวลา เอาประกันภัย ซึ่งผู้ที่จะได้รับสิทธิ์จะต้องถือสัญชาติไทยเท่านั้น และมีอายุตั้งแต่  15 ปีบริบูรณ์ ถึง 70 ปีบริบูรณ์ ณ วันที่ทำประกันภัย 

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดโครงการ ESG Super Seed ปั้นนิสิตนักศึกษา สู่เส้นทางอาชีพด้านความยั่งยืนในตลาดทุนไทย

0

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ สนับสนุนให้ภาคธุรกิจดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสีย โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) โดยในปี 2568 ได้ริเริ่ม “โครงการ ESG Super Seed” เป็นครั้งแรก เปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาเพิ่มพูนความรู้ด้านความยั่งยืนอย่างรอบด้านทั้งเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ เชื่อว่าโครงการนี้จะช่วยกระตุ้นการเรียนรู้และเสริมสร้างทักษะสำคัญให้แก่นิสิตนักศึกษาเตรียมพร้อมก้าวสู่การเป็นบุคลากรรุ่นใหม่ที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสู่ธุรกิจและสังคมที่ยั่งยืนในอนาคต

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ

“ปัจจุบัน ผู้ที่มีทักษะและความรู้ด้าน ESG เป็นหนึ่งในคุณสมบัติสำคัญ ที่องค์กรภาคธุรกิจ ภาครัฐและภาคสังคมกำลังมองหาและเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดแรงงานทั้งในและต่างประเทศ การเพิ่มทักษะความรู้ด้าน ESG ให้แก่นิสิตนักศึกษา ซึ่งถือเป็นบุคลากรสำคัญให้มีความพร้อมเข้าสู่การทำงานในตลาดทุนไทย จึงเป็นเรื่องที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ความสำคัญ เนื่องด้วยทุกภาคส่วนในตลาดทุนไทยทั้งบริษัทจดทะเบียนและองค์กร หน่วยงานต่างๆ ล้วนให้ความสำคัญในการดำเนินธุรกิจและการลงทุนโดยคำนึงถึงความยั่งยืนมากขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสีย ทำให้ความต้องการบุคลากรที่มีความรู้และประสบการณ์ด้านการพัฒนาธุรกิจและการลงทุนอย่างยั่งยืนมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง” นายศรพลกล่าว

สำหรับนิสิตนักศึกษาที่สมัครเข้าร่วมโครงการ ESG Super Seed จะได้รับการอบรม e-Learning 5 หลักสูตร (รวม 12 ชั่วโมง) 1) พื้นฐานความรู้ด้านความยั่งยืน 2) Certificate in ESG Management Program 3)  การบริหารความเสี่ยง ESG (ESG Risks) 4) ESG วิถีใหม่ลงทุนอย่างยั่งยืน 5) รู้จัก ESG Products สักนิด ก่อนคิดลงทุน หลังจากนั้น จะมีการสอบคัดเลือกเพื่อเข้าร่วมกิจกรรม ESG Super Seed Camp ตลอด 7 วัน ที่จะได้ร่วมฝึกปฏิบัติ ศึกษาดูงาน พัฒนาทักษะด้าน Soft Skills รวมทั้งได้รับความรู้และประสบการณ์จากทีมผู้บริหารด้านความยั่งยืนขององค์กรชั้นนำ ตลอดจนร่วมแข่งขันนำเสนอ Case Study ด้านความยั่งยืน ชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 100,000 บาท โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ สนับสนุนค่าใช้จ่ายตลอดโครงการ

โครงการ ESG Super Seed เปิดรับสมัครนิสิตนักศึกษาทั่วประเทศที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 1 ขึ้นไป และบุคคลทั่วไปที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี อายุไม่เกิน 25 ปี สมัครโดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันนี้–15 พฤษภาคม 2568 ที่ https://setga.page.link/9JFU รายละเอียดโครงการ www.setsustainability.com

ฝากเงินที่ไหนก็เหมือนกันจริงหรือ?

0

สัมผัสคำตอบผ่านภาพยนตร์โฆษณาล่าสุดจากธนาคารออมสิน
แล้วทุกคนจะเข้าใจว่า .. ทุกการใช้บริการของธนาคารออมสิน คือส่วนสำคัญในการการสร้างประโยชน์แก่สังคมควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจให้เติบโต
มาร่วมสร้างสังคมที่ดีไปด้วยกัน

ผู้เลี้ยงหมู บุกทำเนียบฯ ค้านนำเข้าหมู เสนอนำเข้าส่วนขาดข้าวโพด กากถั่วเหลืองแก้ปัญหาเกินดุลสหรัฐฯแทน เชื่อวินทุกฝ่าย

0

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ พร้อมตัวแทนผู้เลี้ยงรวมตัวยื่นหนังสือถึงนายกฯ และ 3 รัฐมนตรี แก้ปัญหาการกดดันทางการค้าจากสหรัฐฯ แนะหันนำเข้าข้าวโพด กากถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ในระดับตัวเลขที่มีนัยยะสำคัญ หวังสหรัฐฯ ผ่อนคลายภาษีนำเข้าต่างตอบแทนกลับมาในอัตราระดับเดิม ช่วยทุกกลุ่มไม่เสียหาย

นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า วันนี้ผู้เลี้ยงมารวมตัวเพื่อให้รัฐบาลทำงานง่ายขึ้น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลของสหรัฐฯ หวังลดการขาดดุลทางการค้ากับนานาประเทศ เพียงประเทศไทยหันมาซื้อสินค้าสหรัฐฯ มากขึ้น มาตรการทางภาษีศุลกากร ก็น่าจะปรับมาในอัตราปกติได้ ขณะที่กลุ่มการเลี้ยงสุกรและปศุสัตว์ไทยเติบโตเร็วจนผลิตพืชอาหารสัตว์ในประเทศตามไม่ทัน ดังนั้น ถ้าเปลี่ยนแหล่งกำเนิดพืชอาหารสัตว์มาซื้อจากสหรัฐฯ มากขึ้น ก็จะช่วยให้การเจรจาของรัฐบาลไทยง่ายยิ่งขึ้น

สิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ

สมาคมฯ ได้ศึกษาข้อกฎหมายในการประกาศดังกล่าว ที่เป็นการเร่งแก้ปัญหาการขาดดุลทางการค้าของประเทศของสหรัฐฯ ซึ่งข้อเสนอในการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวสาลี กากถั่วเหลือง และ DDGS เพิ่มในลักษณะเปลี่ยนถิ่นกำเนิดของการนำเข้าเป็นสหรัฐอเมริกา จะสามารถเพิ่มมูลค่าทางการค้าให้กับสหรัฐฯ ในการส่งสินค้ามายังประเทศไทยได้สูงถึง 84,000 ล้านบาท หรือ 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ตามข้อเสนอของสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำฯ ฉบับลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568

นายสิทธิพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมถึงการแก้ปัญหาดังกล่าว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องไม่สร้างผลกระทบให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมใด ๆ ในประเทศ โดยประเภทสินค้าที่สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ได้นำเสนอจะไม่เป็นการสร้างผลกระทบให้กับเกษตรกรผู้เพาะปลูกพืช เพราะเป็นการนำเข้าในจำนวนที่ผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศเท่านั้น

การยื่นข้อเสนอของสมาคมฯ มีแนวทางแก้ปัญหาการเกินดุลกับสหรัฐฯ โดยขอให้รัฐบาลละเว้นการพิจารณาที่จะนำเข้าสินค้าสุกร ทั้งเนื้อสุกรและเครื่องในเข้ามายังประเทศไทย ที่จะสร้างปัญหาให้กับผู้เลี้ยงสุกรของไทย หลังจากเผชิญปัญหาโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ในช่วงปี 2563-2565 และปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าสุกร อย่างมากในช่วงปี 2564 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็น 2 วิกฤตการณ์ที่รุนแรงที่สุดสำหรับอุตสาหกรรมสุกรไทย

“สินค้าสุกรของประเทศไทย เป็นอุตสาหกรรมอาหารโปรตีนหลักของประเทศ ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล ตั้งแต่รองรับพืชผลทางการเกษตรวัตถุดิบอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เวชภัณฑ์สุกร และธุรกิจที่เกี่ยวข้องอย่างมากมาย มีมูลค่าทางเศรษฐกิจทั้งระบบกว่า 3 แสนล้านบาทต่อปี” นายสิทธิพันธ์ ให้ข้อมูลที่สำคัญต่อการตัดสินใจของรัฐบาลปิดท้าย.

จะนำเข้าเนื้อหมูอเมริกา พิจารณารอบด้านก่อนดีไหม?

0

นักวิชาการแนะ ก่อนเปิดตลาดนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐอเมริกาควรพิจารณารอบด้าน ถึงผลกระทบระยาว ทั้งด้านความมั่นคงทางอาหารและความปลอดภัยของสุขภาพของคนไทย ย้ำประเทศไทยมีการเลี้ยงและการผลิตสุกรที่ดีตามมาตรฐานสากล ปลอดภัย ตลอดห่วงโซ่การผลิต

ผศ.ดร.น.สพ.ดุสิต เลาหสินณรงค์ อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์คลินิกและการสาธารณสุข คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า จากกรณีที่ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ออกมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้า และประเทศไทยอาจมีการเจรจานำเข้าเนื้อหมู และเครื่องในหมูจากสหรัฐฯ เพื่อต่อรองลดดุลการค้านั้น ขอแนะนำว่าก่อนการเจรจาอยากให้พิจารณาให้รอบด้านถึงผลกระทบในระยะยาวที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุขภาพของคนไทย เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า การเลี้ยงหมูในสหรัฐฯ อนุญาตให้มีการใช้ สารเร่งเนื้อแดง ซึ่งส่งผลถึงผู้บริโภคโดยตรง อีกทั้งกระทบต่อความมั่นคงทางด้านอาหาร กระทบต่ออาชีพเกษตรกรของไทย มิเช่นนั้นในระยะยาวอาจทำให้ประเทศไทยต้องพึ่งพาการผลิตอาหารจากต่างชาติ ซึ่งอาจไม่เป็นผลดีในอนาคต

ผศ.ดร.น.สพ.ดุสิต เลาหสินณรงค์

สารเร่งเนื้อแดง คือ ยารักษาโรคสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืด มีคุณสมบัติช่วยขยายหลอดลมให้ผู้ป่วยสามารถหายใจคล่องขึ้น อยู่ในกลุ่มเบตาอะโกนิสท์ (Beta-Agonist) เช่น ซัลบูทามอล (Salbutamol) เคลนบูเทอรอล (Clenbuterol) มาเพนเทอรอล (Mapenterol) หรือแรคโตพามีน (Ractopamine) ซึ่งจากผลข้างเคียงของยาดังกล่าว ผู้เลี้ยงหมูจึงนำยากลุ่มนี้มาผสมในอาหารสัตว์ หรือ นำไปฉีดในหมู เพราะหมูที่ได้รับยาจะตื่นตัวและเคลื่อนไหวตลอดเวลา กล้ามเนื้อทำงานมากขึ้น ทำให้สัดส่วนไขมันของหมูบางลง สัดส่วนเนื้อแดงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ผู้ที่บริโภคเนื้อหมูที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงจะได้รับยาที่ตกค้างอยู่ในกล้ามเนื้อหมู หลังการรับประทานยาจะออกฤทธิ์ทันที โดยมีอาการ หายใจเร็วขึ้น ใจสั่น กล้ามเนื้อสั่น สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงจะได้รับผลกระทบโดยตรง ได้แก่ กลุ่มคนที่เป็นโรคหัวใจ มีอัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติ หากได้รับยานี้ จะทำให้อัตราการเต้นของหัวใจสูง และคนที่เป็นโรคเบาหวาน ยานี้จะไปบดบังอาการของโรคทำให้ผู้ที่เป็นเบาหวานไม่รู้ตัวและวูบได้

ผศ.ดร.น.สพ.ดุสิต ย้ำว่า “สารเร่งเนื้อแดง ไม่สลายตัวจากความร้อน ดังนั้นกระบวนการปรุงอาหารไม่สามารถช่วยกำจัดสารนี้ได้ แม้ผ่านกระบวนการปรุงอาหารแล้ว สารนี้ยังคงตกค้างอยู่”

การนำยาดังกล่าวไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างกล้ามเนื้อในหมู หรือเร่งให้มีเนื้อแดงมากขึ้น ถือเป็นการปรับเปลี่ยนขั้นตอนกระบวนการการผลิต ในขณะที่ประเทศไทยมีมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงและการผลิตสุกรได้มาตรฐานสากล มีการพัฒนาคุณภาพของเนื้อหมูและประสิทธิภาพการผลิตตามมาตรฐานตลอดห่วงโซ่มาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการบริหารจัดการป้องกันโรคและการเลี้ยงสุกรที่เหมาะสม (Good Agricultural Practices; GAP) การจัดการให้มีความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) ตลอดจนการปฏิบัติตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ รวมถึงการนำเทคโนโลยีทั้งปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) และหุ่นยนต์ มาใช้ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์และขบวนการแปรรูป เพื่อให้เนื้อหมูมีคุณภาพดีและปลอดภัยต่อผู้บริโภค.

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ออกมาตรการรับมือความผันผวนจากนโยบายภาษีใหม่ของสหรัฐฯ

0

ปรับเกณฑ์ Ceiling & Floor, Dynamic Price Band และห้ามขายชอร์ต เป็นการชั่วคราว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการที่นายโดนัลท์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศใช้นโยบายภาษีใหม่ ทำให้ส่งผลกระทบต่อตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก จนมีการปรับตัวลดลงอย่างมาก  ดังนั้น เพื่อให้มีมาตรการรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อให้ผู้ลงทุนมีโอกาสในการวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารประกอบการตัดสินใจลงทุนได้ดีขึ้น  ที่ประชุมคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2568 ได้มีมติอนุมัติปรับปรุงเกณฑ์เกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ดังต่อไปนี้เป็นการชั่วคราว  ขณะเดียวกัน ที่ประชุมคณะกรรมการ บมจ. ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) (TFEX) ได้มีมติอนุมัติเกณฑ์ TFEX ที่เกี่ยวข้องด้วย

  1. ปรับ Ceiling & Floor สำหรับทั้ง SET, mai และ TFEX
ตลาดProductCeiling & Floor
เดิมใหม่
SET,
mai
หุ้น / หน่วยลงทุน+/- 30%+/-15%
Foreign share+/- 60%+/- 30%
TFEXIndex Futures / Options
Sector Futures
Single Stock Futures
+/- 30%+/-15%

ทั้งนี้ หลักเกณฑ์เกี่ยวกับราคาเสนอซื้อขายสูงสุดและต่ำสุด (Ceiling & Floor) สำหรับการซื้อขายในแต่ละวันข้างต้น จะไม่ใช้บังคับกับการซื้อขาย DR และ DRx

2.ปรับกรอบราคาซื้อขายแบบ Dynamic Price Band เป็นรายหลักทรัพย์ จากเดิม ±10% จากราคาซื้อขายล่าสุดของหลักทรัพย์นั้น เป็น ±5% จากราคาซื้อขายล่าสุดของหลักทรัพย์นั้น

3.ห้ามการขายชอร์ตทุกหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราว ยกเว้น Market Maker สำหรับ SET, mai และ TFEX

ทั้งนี้ การปรับปรุงเกณฑ์ดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2568 และไม่เกินวันที่ 11 เมษายน 2568   โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะติดตามภาวะตลาดต่อเนื่องทุกวัน พร้อมปรับเปลี่ยนเกณฑ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์    ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เชื่อว่ามาตรการชั่วคราวที่ประกาศใช้ในครั้งนี้จะมีส่วนช่วยเสริมเสถียรภาพของตลาดและสร้างความมั่นใจในการลงทุนให้แก่ผู้ลงทุน

เกษตรกรเลี้ยงหมู จ่อบุกทำเนียบฯ ค้านนำเข้าหมู ก่อนอาชีพล่มสลาย

0

กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูและตัวแทนสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคต่างๆ เปิดเผยว่า ในวันที่ 8 เมษายน 2568 เวลา 09:00 น. จะเข้ายื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีที่ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ฝั่ง กพ. ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้ข้อมูลห่วงโซ่การผลิตหมูไทยทั้งระบบ หลังรัฐบาลไทยมีแนวคิดนำเข้าหมูจากสหรัฐเพื่อแก้ไขปัญหาดุลการค้าและลดแรงกดดันการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทยในอัตรา 37% พร้อมให้กำลังใจคณะทำงานของรัฐบาลไทย ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการหามาตรการรองรับผลกระทบ และแนวทางเจรจากับสหรัฐอย่างเหมาะสม ปกป้องผลประโยชน์ชาติและสานความร่วมมือสองประเทศได้สำเร็จ

ทั้งนี้ การนำเข้าเนื้อหมูจะสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมสุกรไทยซึ่งมีเกษตรกรอยู่มากกว่า 200,000 ครอบครัวทั่วประเทศ รวมถึงจะกระทบห่วงโซ่การผลิตหมูทั้งหมด ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกพืชไร่ ไปจนถึงโรงแปรรูปเนื้อหมู ตลอดจนกระทบถึงสุขอนามัยของผู้บริโภคชาวไทยที่ต้องเสี่ยงกับสารเร่งเนื้อแดงจากหมูสหรัฐฯ ทั้ง ๆ ที่อุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูมีการพัฒนาการเลี้ยงเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคมาโดยตลอด หากรัฐยอมให้นำหมูที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงซึ่งมีผลถึงระบบหัวใจและระบบประสาทของมนุษย์เข้ามา ย่อมกระทบต่อสุขภาพความปลอดภัยของผู้บริโภคชาวไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ นับเป็นหายนะร้ายแรงต่อประชาชนและความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูเห็นด้วยที่รัฐบาลไทยจะเจรจาลดการขาดดุลของสหรัฐด้วยการเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯในกลุ่มที่ไทยผลิตได้ไม่เพียงพอ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง ผลไม้เมืองหนาว แอปเปิ้ล เชอรี่ เป็นต้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งไทยและสหรัฐฯ

เกษตรกรและตัวแทนสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคต่างๆ กล่าวอีกว่า พร้อมเป็นกำลังใจให้รัฐบาลไทยสามารถเจรจากับสหรัฐ ภายใต้การปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ของประชาชนชาวไทย และรักษาอาชีพเกษตรกรผู้ผลิตอาหารปลอดภัย ตลอดจนรักษาความมั่นคงทางอาหารของประเทศได้สำเร็จ .

รู้เก็บรู้ออม : โอกาสเก็บหุ้น VI ดีและถูก

0

ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน…สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

สัปดาห์ที่แล้ว คนไทยทั้งประเทศต้องเผชิญกับเหตุการณ์แผ่นดินไหว จนสร้างความตื่นตระหนกตกใจกันถ้วนหน้า ถึงแม้ว่าเหตุการณ์จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ก็ยังมีผลพวงเกิดขึ้นตามมา ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายของห้องชุดคอนโด, ตึกสูง, อาการเวียนหัวไม่หาย, ความวิตกกังวล, ความรู้สึกไม่มั่นใจเรื่องความปลอดภัย

ตลาดทุนเองก็ได้รับผลกระทบไม่ต่างกันด้านความเชื่อมั่นในการลงทุน แต่ภาคเศรษฐกิจและระบบทางการเงิน ทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน ได้ออกแถลงการณ์ร่วมแบบทันต่อสถานการณ์เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก็ได้แสดงถึงความพร้อมของระบบและการดำเนินการทุกด้านตลอดจนความปลอดภัยของตัวอาคาร เพื่อให้เกิดความมั่นใจสำหรับการเปิดการซื้อขายในทุกตลาดได้ตามปกติ

ยามที่ตลาดหุ้นผันผวน นักลงทุนอาจเกิดแพนิก เทขายหุ้น แต่มีกลยุทธ์การลงทุนหนึ่งที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า สร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระยะยาว สามารถนำมาใช้ในตอนตลาดหุ้นผันผวน นั่นคือ การลงทุนแบบ VI หรือการลงทุนแบบหุ้นคุณค่า (Value Investing) โดยนักลงทุน VI จะมองว่าเป็นโอกาสดีที่ตัวเองจะได้เลือกหุ้นคุณภาพดีในราคาถูก

นักลงทุนสามารถใช้เครื่องมือคัดกรองหุ้นที่มีให้บริการฟรี คือ SETSMART ของตลาดหลักทรัพย์ฯ มาเป็นตัวช่วยในการหาหุ้นที่ “ถูก ดี และมีการเติบโต” โดยอาศัยเทคนิคการคัดกรองหุ้นสไตล์ VI ที่ดูจากเกณฑ์ 3 ข้อ คือ 1. ค่า P/E Ratio (อัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิ) ต่ำกว่า 10 เท่าแสดงถึงราคาที่ต่ำเมื่อเทียบกับกำไร 2.ค่า ROE (อัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น) สูงกว่า 10% บอกถึงความสามารถในการสร้างผลตอบแทนที่ดี และ 3.อัตราการเติบโตของกำไรเป็นบวก แสดงถึงแนวโน้มการเติบโตที่ดี

เมื่อได้รายชื่อหุ้นมาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการวิเคราะห์คุณภาพธุรกิจ โดยพิจารณาทั้งรูปแบบธุรกิจและงบการเงิน โดยตัวเลขต่างๆจะแสดงถึงความสามารถของผู้บริหาร เช่น อัตรา ส่วนทางการเงินอย่าง ROE ที่สม่ำเสมอ จะบอกถึงความสามารถในการสร้างผลตอบแทนที่ดี, อัตรากำไรสุทธิที่สม่ำเสมอ แสดงถึงการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น

นอกจากการวิเคราะห์ตัวเลขพื้นฐานแล้ว เราต้องดูถึงเรื่องคุณภาพของธุรกิจ ควรให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง, วิเคราะห์แนวโน้มระยะยาว ดูการเติบโตของรายได้และกำไร, วิเคราะห์เปรียบเทียบกับกิจการบริษัทคู่แข่ง รวมทั้งปัจจัยภายนอก เช่น สภาพเศรษฐกิจ, นโยบายรัฐบาล

ทำตามเทคนิคนี้แล้วจะช่วยทำให้นักลงทุนสามารถเก็บหุ้น VI ในราคาถูกตอนตลาดผันผวน ซึ่งจะสามารถให้ผลตอบแทนที่ดีกลับมาในระยะยาว

นักลงทุนหรือผู้สนใจที่อยากศึกษาลึกลงในรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการอ่านงบ, ดูกราฟเทคนิค เพื่อเพิ่มโอกาสกำไรตอนตลาดผันผวน สามารถเข้าไปหาเรียนในหลักสูตร SET e–Learning ได้ในเว็บ setinvestnow.

คุณนายพารวย

สมาคมผู้เลี้ยงหมู ค้านแนวคิดนำเข้าเนื้อหมูสหรัฐฯ เสี่ยงกระทบวงจรเลี้ยงหมูหวั่นพังทั้งประเทศ

0

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการเปิดนำเข้าสินค้าเนื้อหมูและเครื่องใน เพื่อลดการเกินดุลการค้าสหรัฐฯ ย้ำจะกระทบอุตสาหกรรมสุกรทั้งประเทศ ทำเกษตรกรไทยหมดอาชีพ และบั่นทอนความมั่นคงทางอาหาร

นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวถึง กรณีที่ปรึกษารัฐมนตรี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และคณะเจรจาของรัฐบาลไทย ที่มีแนวคิดนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และเนื้อหมูจากสหรัฐ เพื่อลดดุลการค้า หลังสหรัฐประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย 37%

โดยระบุว่า สมาคมเห็นด้วยกับการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง ข้าวสาลี และวัตถุดิบอาหารสัตว์อื่นๆ ซึ่งประเทศไทยขาดแคลน และจำเป็นต้องใช้เพิ่มมากขึ้นเมื่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์เติบโตขึ้น แต่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง กับข้อเสนอในการนำเข้าเนื้อหมู ซึ่งเป็นการทำลายอุตสาหกรรมหมูของไทย เพราะทำให้เกษตรกรไทยไม่สามารถแข่งขันได้และจำต้องเลิกอาชีพในที่สุด เมื่อนั้นจะไม่มีความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อีกต่อไป เกษตรกรพืชไร่จะหมดอาชีพ และ ในที่สุด ก็จะไม่มีการนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ อีก

“การเปิดรับเนื้อหมูนำเข้าจากสหรัฐฯ ไม่เพียงกระทบอย่างรุนแรงต่ออาชีพเกษตรกรตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ แต่ยังกระทบสุขอนามัยของผู้บริโภค ตลอดจนทำลายอุตสาหกรรมการผลิตหมูของไทยทั้งระบบ” นายสิทธิพันธ์กล่าว

ทั้งนี้ ระบบการผลิตหมูในประเทศมีห่วงโซ่การผลิตที่ยาวมาก ตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ เช่น เกษตรกรผู้ปลูกพืชไร่ พ่อค้าพืชไร่ ผู้ผลิตอาหารสัตว์ เกษตรกรผู้เลี้ยง โรงชำแหละ เขียง ผู้ค้าในตลาดสด รวมถึง ผู้ประกอบการแปรรูปหมู การนำเข้าหมูจะกระทบทุกขั้นตอนในห่วงโซ่การผลิต ทำลายระบบการผลิตเนื้อหมูทั้งหมด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความมั่นคงทางอาหารของประเทศ ดังเช่นกรณีฟิลิปปินส์ที่ปล่อยให้มีการนำเข้าเนื้อหมู ทำให้เกษตรกรในประเทศไม่มีแรงจูงใจในการเลี้ยง ทยอยเลิกอาชีพและ ในที่สุดนำไปสู่การขาดแคลนเนื้อหมู ต้องอาศัยพึ่งพาการนำเข้า เกิดปัญหาหมูแพงขึ้น 15-30% กระทบชาวฟิลิปปินส์ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน มาตรฐานการผลิตเนื้อหมูของไทยมีความปลอดภัยสูงกว่าเนื้อหมูสหรัฐ เนื่องจากกฎหมายไทยไม่อนุญาตให้ใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยง เนื่องจากอาจส่งผลต่อระบบหัวใจและประสาทของมนุษย์ หากได้รับในปริมาณไม่เหมาะสม ตรงกันข้ามกับสหรัฐฯ ที่อนุญาตให้ใช้สารเร่งเนื้อแดงได้ตามกฎหมาย แม้สารเร่งเนื้อแดง จะยังเป็นที่ถกเถียงในระดับสากลถึงข้อกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของผู้บริโภค ผลกระทบต่อสัตว์ และความปลอดภัยระยะยาว แต่ก็มีหลายประเทศที่ห้ามใช้หรือห้ามนำเข้าสินค้าจากสัตว์ที่ได้รับสารนี้ เช่น สหภาพยุโรป จีน และรัสเซีย สำหรับประเทศไทยการตระหนักในความปลอดภัยของผู้บริโภคชาวไทยที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญมาโดยตลอด เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องรักษามาตรฐานนี้ต่อไป

นอกจากนี้ ประเทศไทยกำลังมีการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตเนื้อหมู สู่การเป็นสินค้าเพื่อการส่งออก มีมาตราฐานความปลอดภัยที่สูง มีการยกระดับการป้องกันโรค และป้องกันปัญหาหมูเถื่อนที่สร้างหายนะให้คนเลี้ยงหมูมาแล้วในช่วงที่ผ่านมา หากมีการดำเนินการและการสนับสนุนอย่างเหมาะสม “หมูไทย” จะมีศักยภาพในการสร้างรายได้ให้ประเทศไทยอย่างมหาศาล เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมเนื้อไก่ที่ได้รับการพัฒนา จนแต่ละปีสามารถสร้างรายได้มากกว่าแสนล้านบาท โดยได้รับการยอมรับด้านคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยจากทั่วโลก

“ขอฝากถึงคณะเจรจาของรัฐบาลไทยนำโดยท่านรองนายกฯ และ รมว.คลัง นายพิชัย ชุณหวชิร ที่กำลังจะเดินทางไปเจรจากับสหรัฐฯ โปรดยกเลิกแนวคิดนำเข้าเนื้อหมู เพราะจะสร้างปัญหาตามมาอีกมหาศาล ได้ไม่คุ้มเสียแน่นอน” นายสิทธิพันธ์กล่าว.