Home Blog Page 85

“สวัสดี หนีห่าว” AIS ผนึก ททท. พานักท่องเที่ยวจีนเข้าสนามมวยราชดำเนินสัมผัสซอฟต์พาวเวอร์มวยไทย รับประสบการณ์สุดพิเศษจาก AIS LUCKY TOURIST SIM CARD 

0

AIS เดินหน้าผลักดันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พานักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาเยือนไทย ระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2568 เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลอง ครบรอบ 50 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน ภายใต้โครงการ “สวัสดี หนีห่าว” เปิดประสบการณ์สัมผัสศิลปะมวยไทยอย่างใกล้ชิด ณ สนามมวยราชดำเนิน ซึ่งเป็นสิทธิพิเศษจาก AIS LUCKY TOURIST SIM CARD SIM ซิมการ์ดแบบเติมเงินที่ออกแบบมาเพื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อเติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์การเดินทาง อำนวยความสะดวกให้ทุกการเชื่อมต่อสื่อสารเป็นไปอย่างราบรื่น พร้อมมอบสิทธิประโยชน์อีกมากมาย

นางเบญจพร กำเพ็ชร หัวหน้าส่วนงานการตลาดกลุ่มลูกค้าพรีเพด AIS กล่าวว่า “เพื่อผลักดันศิลปะมวยไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล นักท่องเที่ยวจีนจะได้สัมผัสวัฒนธรรมไทยผ่านประสบการณ์สุดทันสมัยและน่าประทับใจ พร้อมรับสิทธิพิเศษที่คัดสรรมาเพื่ออำนวยความสะดวกตลอดการท่องเที่ยวในประเทศไทย เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวจากจีนในครั้งนี้ และหวังว่าทุกท่านจะได้สัมผัสกับเสน่ห์ของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและกีฬา รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่อเชื่อมโยงโลกได้อย่างไร้รอยต่อ”

โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ใช้ AIS LUCKY TOURIST SIM สามารถแชร์ทุกความประทับใจแบบเรียลไทม์ เชื่อมต่อไม่มีสะดุดบนเครือข่าย 5G พร้อมรับสิทธิพิเศษ เปิดประสบการณ์สัมผัส Soft Power ไทยอย่างใกล้ชิด รับทันทีส่วนลด 10% สำหรับบัตรเข้าชมการแข่งขันมวยไทยรายการ RAJADAMNERN WORLD SERIES (RWS) ทุกวันเสาร์ สำหรับการซื้อบัตรออนไลน์ เพียงนำโค้ดส่วนลดกรอกผ่านเว็บไซต์ RAJADAMNERN.COM สำหรับการซื้อบัตรที่หน้า Ticket Office กด *545# เพื่อยืนยันสิทธิรับส่วนลดหน้างาน ตั้งแต่วันนี้ – 11 ตุลาคม 2568

นอกจากนี้ ยังมีสิทธิประโยชน์อีกมากมาย ทั้งส่วนลดเข้าชมสวนสัตว์เปิดเขาเขียว, รับฟรีประกันภัยการเดินทาง, รับเครื่องดื่ม และใช้ห้องรับรองพิเศษฟรีกับเซ็นทรัล และส่วนลดช้อปปิ้งกับ King Power สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ AIS LUCKY TOURIST SIM Website, AIS eSIM TOURIST Website และ AIS 5G Official Account on Weibo platform  

เปลี่ยนบ้านเป็นเงิน กับ ‘สินเชื่อ GSB บ้านแลกเงิน’ ให้กู้สูงสุด 10 ล้านบาท ผ่อนนาน 30ปี วันนี้ – 15 ส.ค.68

0

ออมสินเปิดโปรโมชัน แค่มีบ้านก็เหมือนมีเงินก้อน เปลี่ยนบ้านเป็นเงินกับ ‘สินเชื่อ GSB บ้านแลกเงิน’
สมัครเลยตั้งแต่วันที่ 16 เม.ย. 68 – 15 ส.ค. 68
คลิก > https://to.gsb.or.th/VfCSCQf4

✔ อัตราดอกเบี้ยคงที่เริ่มต้น 3.59% ต่อปี (6 เดือนแรก)
✔ วงเงินกู้สูงสุด 10 ล้านบาท
✔ ผ่อนนานสูงสุด 30 ปี
✔ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายอเนกประสงค์
✔ สนับสนุนค่าประเมินหลักทรัพย์ สูงสุด 5,000 บาท *

หมายเหตุ :

  • อัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำ MRR = 6.545% (ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นไป) ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยลอยตัวสามารถเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น หรือลดลงได้
  • อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Rate) อยู่ระหว่าง 3.590% – 6.295% ต่อปี
  • กรณีใช้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างหรือห้องชุดเป็นหลักประกัน อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา (EIR)
  • กรณีวงเงินกู้ ไม่เกิน 5 ล้านบาท อยู่ระหว่าง 6.135 %-6.249% คำนวณจาก วงเงินกู้ 1 ล้านบาท ระยะเวลาชำระเงินกู้ 20 ปี
  • กรณีวงเงินกู้ตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป / กลุ่มรายได้ประจำตั้งแต่ 75,000 บาทขึ้นไป/ กลุ่มรายได้อิสระตั้งแต่ 100,000 บาทขึ้นไป
    อยู่ระหว่าง 6.010%-6.150% คำนวณจาก วงเงินกู้ 5 ล้านบาท ระยะเวลาชำระเงินกู้ 20 ปี
  • กลุ่มวิชาชีพทางการแพทย์ (ทั้งกรณีใช้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ห้องชุด ที่ดิน หรือที่สวน เป็นหลักประกัน) อยู่ระหว่าง 5.965%-6.032% คำนวณจาก วงเงินกู้ 1 ล้านบาท ระยะเวลาชำระเงินกู้ 20 ปี
  • กรณีใช้หลักประกันเป็นที่ดินหรือที่สวน อัตราดอกเบี้ยบวกเพิ่ม 1% ต่อปี (ยกเว้น กลุ่มวิชาชีพทางการแพทย์) อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา (EIR)
  • กรณีวงเงินกู้ ไม่เกิน 5 ล้านบาท อยู่ระหว่าง 7.130%-7.247% คำนวณจาก วงเงินกู้ 1 ล้านบาท ระยะเวลาชำระเงินกู้ 20 ปี
  • กรณีวงเงินกู้ตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป / กลุ่มรายได้ประจำตั้งแต่ 75,000 บาทขึ้นไป/ กลุ่มรายได้อิสระตั้งแต่ 100,000 บาท ขึ้นไป อยู่ระหว่าง 6.999%-7.144% คำนวณจากวงเงินกู้ 5 ล้านบาท ระยะเวลาชำระเงินกู้ 20 ปี
  • *กรณีสนับสนุนค่าประเมินราคาหลักทรัพย์ สำหรับลูกค้าที่วงเงินกู้ตั้งแต่ 3 ล้านบาท ขึ้นไป ธนาคารสนับสนุนค่าประเมินราคาหลักทรัพย์ ให้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินรายละ 5,000 บาท ยกเว้นกลุ่มวิชาชีพทางการแพทย์ โดยลูกค้าต้องสำรองจ่ายค่าประเมินราคาหลักทรัพย์ไปก่อนเมื่อจัดทำนิติกรรมสัญญาแล้วเสร็จ ธนาคารจะโอนเงินคืนเข้าบัญชีเงินฝาก เผื่อเรียกของผู้กู้ภายใน 30 วัน
  • หลักเกณฑ์เงื่อนไขอื่นๆ ให้เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
  • รายละเอียดการคำนวณเพิ่มเติมดูได้ที่เว็บไซต์ www.gsb.or.th

⚠️ เงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
*รู้ก่อนกู้…กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว

“Pride Month 2025”  สะท้อนพลังความหลากหลายทางเพศขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่อนาคต ในวันที่โลกเปิดกว้าง

0

ในปี 2025 นี้ ถือเป็นช่วงเวลาแห่งความท้าทายที่มาพร้อมกับโอกาสอันยิ่งใหญ่ของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศโดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ซึ่งนับเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงความเปิดกว้างและการยอมรับของสังคมไทยที่มีต่อชาว LGBTQ

เอกภพ พันธุรัตน์ นักประชาสัมพันธ์ ที่โลดแล่นอยู่ในวงการพีอาร์มาอย่างยาวนาน ร่วมงานกับธุรกิจ องค์กร และบุคคลมีชื่อเสียงมากมาย ได้รับขนานนามว่า “ Princess of PR ” กล่าวถึงกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้ว่า “สังคมไทยเปิดกว้างและยอมรับกลุ่ม LGBTQ+ มากขึ้น ส่งผลให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศสามารถแสดงศักยภาพในแวดวงธุรกิจ การตลาด และการสร้างอาชีพได้อย่างเต็มที่  จึงจะเห็นได้ว่าในทุกๆ ผู้มีความหลากหลายทางเพศเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนอยู่ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง”

เอกภพ พันธุรัตน์

เมื่อโอกาสเปิดกว้าง ผู้มีความหลากหลายทางเพศคือพลังสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจในยุคเปลี่ยนผ่าน เลยยิ่งต้องทำให้ทุกเพศสภาพตื่นตัวกับการใช้ทักษะความสามารถอย่างเต็มกำลัง ควบคู่การปรับตัวเข้าสู่บริบทต่างๆ ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา และนี่คือความชำนาญพิเศษของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศที่จะเผชิญความท้าทายนี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ปรากฏการณ์นี้เห็นได้ชัดจากการเติบโตของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว แฟชั่น และความบันเทิง ซึ่งกลุ่ม LGBTQ+ มีบทบาททั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ไม่เพียงแต่สร้างสีสันให้กับอุตสาหกรรม หากแต่ยังนำเสนอมุมมองใหม่ๆที่ตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างมีวิสัยทัศน์ จึงทำให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศคือกลุ่มบุคคลที่มีประกายของความสามารถพิเศษเฉพาะตัวที่แฝงอยู่ในตัวตนเป็นผู้ที่เต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์ ความสามารถเฉพาะตัว และการปรับตัวที่รวดเร็ว ซึ่งกลายเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้ธุรกิจเติบโตได้ แม้จะเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจโลกก็ตาม

“เราคือกลุ่มคนที่เต็มไปด้วยไอเดีย กล้าในการนำเสนอสิ่งใหม่ๆ และเข้าใจบริบทธุรกิจได้อย่างลึกซึ้ง และพร้อมปรับตัวให้สอดรับกับทุกความเปลี่ยนแปลง เราคือส่วนสำคัญ
ในการขับเคลื่อนให้แบรนด์เกิดกระแส สินค้าขายได้ และตลาดมีชีวิต”

อย่างไรก็ตาม แม้ความหลากหลายทางเพศจะเบ่งบานในประเทศไทยแล้ว แต่ในมุมธุรกิจก็ยังถือว่าเป็นตลาดใหม่ที่ยังสามารถเติบโตได้อีกเยอะ ในฐานะนักประชาสัมพันธ์ที่ทำงานกับธุรกิจ องค์กร และผู้มีชื่อเสียง เอกภพ ให้ความเห็นว่า

“ในมุมของการเป็นผู้บริโภค การที่ธุรกิจออกมาสื่อสารให้การสนับสนุนความหลากหลายทางเพศนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้บรรยากาศของสังคมมีความเข้มข้นและมีความสำคัญมากขึ้น แต่อาจไม่ใช่ทุกธุรกิจจะสามารถยกระดับความพิเศษของสินค้าได้มากนัก เช่น ที่อยู่อาศัย รถยนต์ ซึ่งเป็นสินค้าที่ตอบสนองต่อความหลากหลายอยู่แล้ว กลุ่มธุรกิจที่คิดว่าสามารถต่อยอดเพื่อให้ตอบโจทย์ผู้มีความหลากหลายทางเพศได้มากขึ้น คือ เสื้อผ้าและแฟชั่น ซึ่งน่าสนใจว่าแฟชั่นสตรี จะตอบโจทย์สตรีข้ามเพศได้อย่างไร หรือแฟชั่นบุรุษจะต้องปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมอะไรเพื่อให้เข้าถึงบุรุษข้ามเพศมากขึ้น เช่น ในกลุ่มสาว LGBTQ+ ซึ่งมีร่างกายบางอย่างที่ยังคงเป็นตามเพศสภาพ เช่น ไซส์เท้าที่ใหญ่ แต่ใจมุ่งไปที่รองเท้าส้นสูง ส้นเข็ม ตรงนี้ก็หายากมากเราก็จะมีร้านลับเฉพาะกลุ่มที่คอยซื้อหาผลิตภัณฑ์ แต่ก็ไม่ได้มีหลากหลายมากนัก หรืออย่างกลุ่มสตรีที่มีความเป็นบุรุษ ก็จะเจอกับปัญหาเสื้อผ้า ร้องเท้า ที่หาเข้ากับสรีระยากเช่นเดียวกัน อีกธุรกิจที่น่าต่อยอดคือกลุ่มเครื่องสำอาง เนื่องจากกลุ่มคนข้ามเพศที่ใช้ฮอร์โมน จะมีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของสภาพผิว ซึ่งยังมีสินค้าที่ตอบโจทย์อยู่น้อยมาก สิ่งต่างๆ เหล่านี้ จึงเป็นส่วนหนึ่งที่อยากส่งเสียงสะท้อนออกไปให้กับกลุ่มธุรกิจ เพราะกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศไม่ได้เป็นเพียงพลังแห่งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียวแต่ยังเป็นพลังแห่งการเป็นผู้บริโภค ซึ่งมองว่า คงเป็นเรื่องดีหากในอนาคตเราจะมีโอกาสเห็นแบรนด์ต่างๆ ที่สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์มาเพื่อเรา เมื่อถึงวันนั้น คงจะมีโอกาสได้สัมผัสโลกธุรกิจในมุมมองใหม่ ที่ขับเคลื่อนโดยกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งคงมีสีสันและน่าตื่นเต้นไม่น้อยเลยทีเดียว”

“การเฉลิมฉลอง Pride month จึงไม่ได้เป็นเพียงการแสดงออกถึงตัวตน แต่ยังเป็นเวทีสำคัญในการยืนยันว่า กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศคือพลังขับเคลื่อนที่แท้จริงในสังคมและเศรษฐกิจระดับโลก หากได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสมและทำให้ยั่งยืนได้” เอกภพ กล่าวเสริม

รู้เก็บรู้ออม : INVESTORY Online Exhibition on Schools

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง"  หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

พิพิธภัณฑ์ไม่ใช่แค่สถานที่จัดแสดงวัตถุโบราณ แต่เป็นศูนย์รวมเรื่องเล่าจากอดีต ปัจจุบัน และเป็นแรงบันดาลใจสู่อนาคต ไม่ว่าจะเป็นด้านประวัติศาสตร์ ศิลปะ วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณี หรือความรู้ด้านการเงินและการลงทุน หลายคนคงยังไม่ทราบว่า เรามีแหล่งเรียนรู้ด้านการเงินการลงทุนแห่งแรกของไทย ตั้งอยู่กลาง กทม.นี่เอง นั่นคือ พิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน (INVESTORY)

INVESTORY เปิดให้บริการเข้าสู่ปีที่ 9 แล้ว ที่นี่เป็นทั้งแหล่งการเรียนรู้ และสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนและประชาชนในการวางแผนการเงินและการลงทุน สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตลาดทุนไทยและพัฒนาการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้ปรับเปลี่ยนโฉมให้ทันสมัย ปรับปรุงทั้งรูปแบบการนำเสนอและจัดแสดงนิทรรศการชุดต่างๆ ให้เป็นที่น่าสนใจ และดึงให้คนทุกวัยเข้ามาเที่ยวชม

ในโอกาสที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ครบรอบการดำเนินงาน 50 ปี INVESTORY ได้จัดกิจกรรมพิเศษ ชวนนักเรียนระดับมัธยมและอาชีวศึกษา มาเสริมแกร่งความรู้ทางการเงินกับงาน “INVESTORY Online Exhibition on Schools ปี 68”

กิจกรรมครั้งนี้เป็นการขยายโอกาสสู่  50 โรงเรียน ด้วยการชักชวนให้คุณครู อาจารย์ของสถาบันการศึกษา พานักเรียนระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษาทั่วประเทศ มาเปิดประสบการณ์เรียนรู้การเงินการลงทุนที่สนุก ไม่ว่าจะเป็นการร่วมค้นหาหุ้นตัวแรกไปกับ “Choose Your First Stock”, เส้นทางจาก “หุ้นกับฉัน” รู้จักหุ้นใกล้ตัวในชีวิตประจำวันไปสู่ “หุ้นของฉัน” เรียนรู้วิธีเลือกและวิเคราะห์หุ้น

น้องๆที่ร่วมกิจกรรม จะได้รับแรงซัพพอร์ตจากเหล่า SET Heroes ที่มาช่วยสร้างประสบการณ์ของการค้นหาหุ้นตัวแรก พร้อมเกมสนุกและแจกของรางวัลมากมาย ผ่านการเรียนรู้ในรูปแบบออนไลน์ด้วยโปรแกรม Zoom โดยใช้เวลา 90 นาที งานนี้ได้ทั้งสนุกและได้ความรู้เรื่องการเงินการลงทุน ที่นำไปใช้ประโยชน์ในอนาคตได้แน่นอน

คุณครูและอาจารย์สามารถเลือกรอบการเรียนรู้ได้วันที่ 11–14 มิถุนายน 2568 และ 16–20 มิถุนายน 2568 โดยเปิดให้สมัครฟรีที่ https://gowatch.live/INVESTORYregister หากมีข้อสงสัย สอบถามได้ที่อีเมล [email protected] หรือโทร. 0–2009–9865

สำหรับคนที่สนใจเรื่องการลงทุน “คุณนายพารวย” อยากชวนให้มาลองเดินเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน (INVESTORY) ดูสักครั้ง INVESTORY ตั้งอยู่ชั้นใต้ดิน อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ บนถนนรัชดาภิเษก เปิดทุกวัน (ยกเว้นวันจันทร์) ตั้งแต่เวลา 09.30-18.00 น.


คุณนายพารวย

AIS จับมือ Prime Video เสิร์ฟความสนุกผ่านซีรีส์เรื่องใหม่ล่าสุด “GOOD BOY”พร้อมแพ็กเกจสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับลูกค้า AIS

0

AIS เชื่อมต่อประสบการณ์ดิจิทัลให้ลูกค้าผ่านการส่งมอบคอนเทนต์ชั้นนำระดับโลก เดินหน้าผนึก Prime Videoร่วมเปิดตัว GOOD BOY”ซีรีส์เกาหลีแนวแอ็กชัน-ดราม่า-คอมเมดี้ เรื่องใหม่ล่าสุด โดย Prime Videoได้จัดกิจกรรมเอ็กซ์คลูซีฟ Fan Screeningให้แฟนๆ AIS ชาวไทยได้รับชมตอนแรกก่อนใครและใกล้ชิดกับพระเอกหนุ่มสุดฮอตอย่าง พัคโบกอม ร่วมด้วย คิมโซฮยอนและอีซังอี แบบเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น พร้อมกันนี้ AISยังมอบประสบการณ์ให้กับลูกค้าและคนไทยได้รับชมคอนเทนต์คุณภาพระดับโลกบนโครงข่ายอันดับหนึ่งของประเทศไทย ด้วยแพ็กเกจสุดเอ็กซ์คลูซีฟคุ้มและหลากหลายเพื่อคอหนังและซีรีส์สามารถเต็มอิ่มกับคอนเทนต์ชั้นนำจาก Prime Videoในราคาที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้า AISเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น

  • แพ็กเกจ Prime Video 3 เดือน จ่ายเพียง 149 บาท (เฉลี่ยเดือนละ 50 บาท จากปกติเดือนละ 149 บาท) หลังจากนั้นรับชมต่อเนื่องในราคาเดือนละ149 บาท สมัครกด *144#โทรออก สตรีมได้ถึง 3 อุปกรณ์ ในความคมชัดระดับ 4K และระบบเสียง Dolby Atmos พร้อมใช้งาน Prime Gaming ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 
  • แพ็กเกจ Prime Video รายปีเพียง 999 บาท (จากปกติ 1,390 บาท) สมัครกด *144*1#โทรออก สตรีมได้ถึง 3 อุปกรณ์ ในความคมชัดระดับ 4K และระบบเสียง Dolby Atmos พร้อมใช้งาน Prime Gaming ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 
  • แพ็กเกจ PLAY PREMIUM PLUS รวมแอปพลิเคชันดังไว้ในที่เดียวทั้ง Prime Video, Max, iQIYI, Viu และ WeTV พร้อมช่องพรีเมียมอีกมากมาย เพียง 299 บาทต่อเดือน สมัครกด *678*299# โทรออก หรือคลิก https://m.ais.co.th/PPP_NLM

ลูกค้า AIS สมัครแพ็กเกจชมคอนเทนต์ Prime Video และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่  https://www.ais.th/primevideo

พี่ๆซีพีเอฟ … “คลีนเล้าด้วยใจ ปันไข่ให้น้อง”

0

“ไข่ไก่” ธรรมดา แต่ไม่ธรรมดาเลย สำหรับเด็กๆ ในโรงเรียนห่างไกล เพราะมันคือแหล่งพลังงานที่ช่วยให้อิ่มท้องและเติบโตแข็งแรงทั้งกายและใจ

มูลนิธิซีพี ร่วมกับ ซีพีเอฟ เดินหน้าเติมโภชนาการให้น้องๆ ทั่วไทย ผ่าน “โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2532 ซึ่งไม่ใช่แค่ส่งต่อวิธีการเลี้ยงไก่ไข่มาตรฐาน ที่ทำให้ได้ไข่ไก่คุณภาพดี จากฝีมือการเลี้ยงของพวกเขาเอง ห้องเรียนอาชีพแห่งนี้ยังช่วยฝึกทักษะชีวิตใช้ในอนาคต ยังได้การเรียนรู้นอกห้องเรียน การทำงานเป็นทีม และต่อยอดเป็นรายได้ให้โรงเรียน

ล่าสุดกับกิจกรรม “คลีนเล้าด้วยใจ ปันไข่ให้น้อง” พี่ๆ ซีพีอาสาจากโรงเพาะฟักลูกกุ้ง ซีพีเอฟ จ.ตราด รวมพลังกันทำความสะอาด ปรับปรุงโรงเรือนเลี้ยงไก่ที่ รร.ตชด.สิงค์โปร์แอร์ไลน์ จ.จันทบุรี เพื่อให้ไข่ที่เด็กๆ ได้กิน สะอาด ปลอดภัย และคุณภาพเป๊ะทุกฟอง!

นอกจากอิ่มท้อง “โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” ยังสร้าง “คลังอาหารยั่งยืน” ให้โรงเรียนและชุมชน แถมมีหลักสูตรการเลี้ยงไก่ที่ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ตั้งแต่เริ่มเลี้ยง จัดการฟาร์ม ไปจนถึงแปรรูปไข่ สร้างรายได้เสริมให้โรงเรียนด้วย ตอนนี้โครงการฯขยายไปแล้วกว่า 988 โรงเรียน 75 จังหวัดทั่วไทย มีเด็กๆ กว่า 223,000 คน ครูและบุคลากรกว่า 16,500 คน ได้รับประโยชน์จากโครงการฯ และเป้าหมายถัดไปคือ 1,008 โรงเรียนภายในปี 2568 นี้

เพราะเราเชื่อว่า “ไข่ฟองเล็ก” คือพลังใหญ่ ที่เปลี่ยนอนาคตของเด็กไทยได้จริงๆ

ตามไปดูเรื่องราวน่ารัก ๆ จาก “คลีนเล้าด้วยใจ ปันไข่ให้น้อง” ในลิงค์นี้ >>
https://youtube.com/shorts/c9xrlxnqtA0?feature=share

AIS ส่งพลังความสุขฉลองเทศกาล Pride เนรมิตจุดเช็กอิน “อุ่นใจ Pride Month” ทั่วบรรทัดทอง 

0

ชวนคนไทยและนักท่องเที่ยวเช็กอินฟินรับพอยท์ แลกส่วนลดร้านเด็ด

AIS ร่วมฉลองเดือนแห่งความภาคภูมิใจ “Pride Month” ตอกย้ำจุดยืนในฐานะของแบรนด์ที่เข้าใจทุกความแตกต่าง และพร้อมสนับสนุนทุกความหลากหลาย ภายใต้แนวคิด “Digital Inclusion” สานต่อความร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภายใต้โครงการ “สุขใจ เที่ยวไทย อุ่นใจทุกที่” ยกระดับบรรทัดทองให้เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก เปิดตัวกิจกรรม “อุ่นใจเช็กอิน ฟินรับพอยท์ @ บรรทัดทอง” เนรมิตจุดเช็กอิน “อุ่นใจ Pride Month บรรทัดทอง” ให้เต็มไปด้วยสีสันและบรรยากาศแห่งความสุขทั่วย่านบรรทัดทอง พร้อมชวนลูกค้าและนักท่องเที่ยวสัมผัสประสบการณ์ความพิเศษจากสิทธิพิเศษ 2 ต่อ

· ฟินต่อที่ 1 กิจกรรมอุ่นใจเช็กอิน ฟินรับพอยท์ กับจุดเช็กอินอุ่นใจ 10 จุดทั่วถนนบรรทัดทอง เพียงสแกน QR Code ผ่านแอป myAIS รับ เอไอเอส พอยท์ สูงสุด 50 คะแนน พิเศษ! เมื่อเช็กอินครบทั้ง 10 จุด รับฟรีอาหารจานพิเศษจากร้านค้าที่ร่วมรายการ ตลอดเดือนมิถุนายน 2568 นี้

· ฟินต่อที่ 2 แลกรับส่วนลดร้านค้า 40 บาท เพียงใช้ เอไอเอส พอยท์ 40 คะแนน แลกรับส่วนลด 40 บาท สำหรับร้านอาหาร ขนม เครื่องดื่ม ที่ร่วมรายการกว่า 100 ร้าน ตลอดทั้งถนนบรรทัดทอง ตั้งแต่วันนี้ถึงสิ้นปี

มาร่วมเฉลิมฉลอง Pride Month ในบรรยากาศแห่งความหลากหลายไปกับ AIS ที่ถนนบรรทัดทอง พร้อมเช็กอินรับพอยท์สุดฟิน จัดเต็มสิทธิพิเศษมากมายตลอดเดือนมิถุนายนนี้ ติดตามรายละเอียดกิจกรรม อุ่นใจ เช็กอิน ฟินรับพอยท์ @ บรรทัดทอง และโครงการ ‘สุขใจ เที่ยวไทย อุ่นใจทุกที่’ ได้ที่ http://ais.th/consumers/campaign/aisxtat

บจ. mai รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2568 ยอดขายรวม 50,432 ล้านบาท

0

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียนใน mai จำนวน 216 บริษัท คิดเป็น 96% จากทั้งหมด 224 บริษัท (ไม่รวมบริษัทในกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน หรือ NC บริษัทที่ปิดงบไม่ตรงงวด และบริษัทที่ไม่ส่งงบ) นำส่งผลการดำเนินงาน โดยผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2568 ของ บจ. mai เปรียบเทียบกับปีก่อน มียอดขายรวม 50,432 ล้านบาท ลดลง 4.6% ต้นทุนขาย 37,366 ล้านบาท ลดลง 3.3% กำไรขั้นต้น 13,066 ล้านบาท ลดลง 8.3% ขณะที่ บจ. มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 3.3% ส่งผลให้ บจ. มีกำไรจากการดำเนินงาน 3,381 ล้านบาท ลดลง 30.6% และมีกำไรสุทธิรวม 1,756 ล้านบาท ลดลง 59.0% ดังนั้นในงวดไตรมาส 1/2568 บจ. mai จึงมีอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (OPM) และ อัตรากำไรสุทธิ (NPM) ลดลง เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน

ประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ

“ผลการดำเนินงาน บจ. ใน mai ไตรมาส 1/2568 แม้ว่ายอดขายรวมจะลดลง แต่พบว่ามี บจ. ที่มียอดขายเติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนจำนวน 114 คิดเป็น 53% ของบริษัทที่นำส่งงบการเงิน และ บจ. รายงานกำไรสุทธิจำนวน 151 บริษัท คิดเป็น 70% ของบริษัทที่นำส่งงบการเงิน นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานของ บจ. บางแห่งมีการปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และมีผลกระทบในสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับผลประกอบการรวมของ บจ. ทั้งหมด โดยพบว่า บจ. บางแห่งมีการส่งมอบโครงการตามสัญญาเกือบจะครบแล้ว ทำให้ผลประกอบการงวดนี้ลดน้อยลง และบาง บจ. มีรายการขาดทุนจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ทางการเงินและสินทรัพย์ดิจิทัล จากปีก่อนที่เคยเป็นรายการกำไร อย่างไรก็ตาม งวดไตรมาสนี้ มี 4 กลุ่มอุตสาหกรรมยังสามารถรักษาการเติบโตของยอดขาย ได้แก่ กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารก ลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มบริการ และกลุ่มเทคโนโลยี” นายประพันธ์กล่าว

ในส่วนของฐานะทางการเงิน บจ. mai มีสินทรัพย์รวม 334,631 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.7% จากสิ้นปี 2567 และโครงสร้างเงินทุนรวมยังอยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแรง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio) อยู่ที่ 0.79 เท่า เท่ากับสิ้นปี 2567

ปัจจุบันมี บจ. ใน mai 224 บริษัท (ข้อมูล ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2568) ดัชนี mai ปิดที่ระดับ 241.75 จุด มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (market capitalization) อยู่ที่ 237,703 ล้านบาท มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 548 ล้านบาทต่อวัน  

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยผลดำเนินงาน บจ. ในธุรกิจบริการและอุปโภคบริโภค กำไรสุทธิเติบโต

0


นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บจ. จำนวน 812 บริษัท คิดเป็น 97.9% จากทั้งหมด 829 บริษัท (รวม SET และ mai ที่มีกำหนดส่งงบการเงิน ณ สิ้นงวด 31 มีนาคม 2568 และไม่รวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน และงบการเงินไม่ตรงรอบปีปฎิทิน) นำส่งผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1 ปี 2568 พบว่ามี บจ. รายงานกำไรสุทธิ 605 บริษัท คิดเป็น 74.5% ของ บจ. ที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ

ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2568 เทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน บจ. ใน SET มียอดขาย 4,175,056 ล้านบาท ลดลง 3.6% ขณะที่ต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายการขายและบริหารลดลง 3.0% และ 1.0% ตามลำดับ ทำให้ บจ. มีกำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core profit) 406,837 ล้านบาท ลดลง 11.1% อย่างไรก็ตาม บจ. มีกำไรสุทธิ 261,536 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.6% เนื่องจาก บจ. ขนาดใหญ่หลายแห่งมีกำไรจากตราสารทางการเงินและการลงทุน อีกทั้งกลุ่มธุรกิจทั่วไป (ไม่รวมหมวดธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค หมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์) มีผลประกอบการดีขึ้น ขณะที่ในด้านฐานะการเงินของกิจการ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2568 บจ. ไทยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ratio (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ 1.51 เท่า เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ที่ 1.50 เท่า

“ภาพรวมผลประกอบการในไตรมาส 1 ปี 2568 กลุ่มธุรกิจทั่วไปยังคงเติบโตได้ดี โดยได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวที่ค่อยๆ ฟื้นตัว ทั้งหมวดอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค ค้าปลีก พื้นที่เช่า การบิน และโทรคมนาคม แต่มีความท้าทายจากการแข่งขันที่สูงขึ้นและแรงกดดันต่อความสามารถในการทำกำไร นอกจากนี้ บจ. ขนาดใหญ่หลายแห่งมีกำไรจากการบริหารตราสารทางการเงินและการลงทุน จึงทำให้ในภาพรวมกำไรสุทธิของ บจ. ใน SET ยังคงเติบโตจากปีก่อน อย่างไรก็ดี กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันและปิโตรเคมี ซึ่งได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันและส่วนต่างค่าการกลั่นปรับลดลง อีกทั้งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าชะลอตัว ทำให้ภาพรวม บจ. ไทยมียอดขายและกำไรจากการดำเนินงานชะลอลงจากปีก่อน” นายอัสสเดชกล่าว

ด้านผลการดำเนินงานของ บจ. ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ไตรมาส 1 ปี 2568 เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน บจ. มียอดขายรวม 50,432 ล้านบาท ลดลง 4.6% ต้นทุนขาย 37,366 ล้านบาท ลดลง 3.3%  มีกำไรขั้นต้น 13,066 ล้านบาท ลดลง 8.3% ขณะที่ บจ. มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 3.3% ส่งผลให้ บจ. มีกำไรจากการดำเนินงาน 3,381 ล้านบาท ลดลง 30.6%

เจาะเบื้องหลัง AIS กับภารกิจ 49 วัน เครือข่ายที่เคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์ผสานนวัตกรรมอัจฉริยะสนับสนุนหน่วยกู้ภัยในเหตุอาคารถล่ม

0

AIS แสดงถึงความพร้อมและบทบาทสำคัญในการนำศักยภาพด้านนวัตกรรมโครงข่ายอัจฉริยะเข้ามาสนับสนุนหน่วยงานช่วยเหลือฉุกเฉิน เพื่อผู้ประสบภัยอาคารถล่มจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง โดย AIS ได้นำเทคโนโลยีเครือข่ายขั้นสูงเข้าไปช่วยค้นหาและให้ความช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานอย่างรวดเร็วและทันเหตุการณ์ ตลอดระยะเวลา 49 วัน ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม – 15 พฤษภาคม 2568 ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ AIS ที่พร้อมอยู่เคียงข้างลูกค้าและคนไทยในทุกสถานการณ์แม้ในยามวิกฤต รวมทั้งการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานเพื่อช่วยเหลือประชาชน ในฐานะผู้ให้บริการเครือข่ายของประเทศ เพื่อร่วมขับเคลื่อนความรับผิดชอบต่อสังคม

ทันทีหลังเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว AIS ได้ดำเนินการตามแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan: BCP) โดยเร่งตรวจสอบและประเมินความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่สำคัญ ขณะเดียวกัน เมื่อมีรายงานเหตุอาคารถล่มและมีผู้ติดค้างภายใน AIS จึงได้ขยายภารกิจเพิ่มเติม ด้วยการจัดส่งทีมวิศวกรและอุปกรณ์เทคโนโลยีสื่อสารขั้นสูงลงพื้นที่ทันที เพื่อสนับสนุนการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน

นายวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าหน่วยธุรกิจงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ AIS เล่าถึงการทำงานในช่วงภาวะฉุกเฉินว่า “เครือข่ายดิจิทัลของเราไม่ได้เป็นเพียงแค่เทคโนโลยี แต่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมโยงชีวิต ธุรกิจ และสังคม โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตที่การสื่อสารคือหัวใจของการช่วยเหลือ AIS พร้อมนำโครงข่ายดิจิทัลเข้าช่วยเหลือทุกภาคส่วนทันทีที่เกิดเหตุการณ์ โดยเริ่มต้นจากการนำรถโมบายและอุปกรณ์สถานีฐานเคลื่อนที่พิเศษ (Base Station) เข้าไปในพื้นที่ให้เร็วที่สุด เพื่อสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานช่วยเหลือฉุกเฉิน โดยใช้ Network Data Analytics และเทคนิค Small Cellular Pinpointing ในการกำหนดพื้นที่อย่างเจาะจง เพื่อช่วยจับสัญญาณมือถือและระบุตำแหน่งผู้ติดค้างภายในอาคารอย่างแม่นยำ โดยให้ความสำคัญกับการควบคุมการยิงสัญญาณในช่วง 3 วันแรก เพื่อประหยัดพลังงานแบตเตอรี่ของผู้ประสบภัยให้มากที่สุด   

นอกจากนี้ ยังได้ใช้เครือข่ายสนับสนุนการทำงานของเทคโนโลยีโดรน และหุ่นยนต์ติดกล้องในการสำรวจพื้นที่อันตราย เพื่อประเมินสภาพอาคารและค้นหาผู้รอดชีวิตโดยไม่เสี่ยงต่อทีมปฏิบัติงาน พร้อมเดินหน้าเสริมความแรงของสัญญาณ High-Speed Fiber และเทคโนโลยี 5G อย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาปฏิบัติการ เพื่อให้การทำงานของหน่วยกู้ภัยและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ราบรื่น และปลอดภัยสูงสุด”

พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า “หลังจากรับทราบเหตุอาคารถล่ม เราได้ประสานงานร่วมกับ AIS ทันทีด้วยการสแกนและคัดกรองสัญญาณโทรศัพท์ในพื้นที่ ทำให้สามารถระบุหมายเลขที่เกี่ยวข้องได้ถึง 249 หมายเลข พร้อมประสานกับญาติผู้สูญหายเพื่อตรวจสอบข้อมูลจนพบ 46 หมายเลขที่ยังมีสัญญาณโทรเข้าได้แต่ไม่มีผู้รับสาย ข้อมูลนี้ช่วยให้เราจัดลำดับจุดค้นหาที่สำคัญและเร่งด่วนอย่างแม่นยำ เพิ่มโอกาสในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

นายวัชระ อมศิริ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะผู้วางแผนและดำเนินการกรณีเกิดภัยพิบัติของประเทศ กล่าวว่า “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งหน่วยงานรัฐและภาคเอกชน โดยเฉพาะในช่วง 72 ชั่วโมงแรก ที่เราต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นว่าในพื้นที่จะมีระบบการสื่อสารที่เพียงพอต่อการใช้งาน ทั้งระบบการสื่อสารเพื่อการปฏิบัติงาน การสื่อสารทั่วไป รวมถึงระบบสื่อสารสำรอง การสนับสนุนสัญญาณเครือข่ายและอินเทอร์เน็ตของ AIS นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การค้นหาและช่วยเหลือเกิดขึ้นอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ และจะมีส่วนสำคัญต่อการร่วมกันพัฒนาแผนเพื่อรับมือต่อภัยพิบัติในอนาคตของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาวิกฤตที่ทุกสัญญาณสื่อสารอาจหมายถึงโอกาสในการช่วยชีวิต “

นายสิทธิพล คงยิ่งหาร หัวหน้าทีมปฏิบัติการสมาคม ตอบโต้ภัยพิบัติ (ประเทศไทย) กล่าวเสริมว่า “เราใช้โดรนเพื่อมอนิเตอร์และประเมินสถานการณ์จากการสำรวจพื้นที่อันตรายหรือเข้าถึงยาก จึงจำเป็นต้องใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อให้การถ่ายทอดภาพเป็นไปอย่างรวดเร็วและคมชัด ในช่วงที่อินเทอร์เน็ตมีปัญหา โชคดีที่ AIS เข้ามาช่วยกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ทำให้การควบคุมโดรนมีความแม่นยำมากขึ้น และสามารถนำข้อมูลต่างๆ มาผสานเทคโนโลยีการสร้างแผนที่ภาพ 3 มิติ เพื่อสแกนโครงสร้างตึกได้อย่างละเอียด รวมเร็ว เพื่อประเมินความปลอดภัยของการปฏิบัติภารกิจและความแม่นยำในการค้นหาผู้รอดชีวิต”

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของ AIS ในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารที่พร้อมใช้งานทันทีในยามเกิดเหตุฉุกเฉิน โดยยึดแนวคิด ‘AI for Sustainable Nation’ ที่เชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีควรเป็นรากฐานสำคัญในการสนับสนุนทุกภาคส่วนของสังคม เพื่อร่วมกันสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศในระยะยาว

AIS มุ่งมั่นนำความเชี่ยวชาญและทรัพยากรที่มี มาสร้างคุณค่าสูงสุดให้กับประเทศ พร้อมยืนหยัดเคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะยามปกติหรือในห้วงเวลาแห่งวิกฤต