Home Blog Page 70

ออมสิน ออกมาตรการด่วน “พักจ่ายต้น ลดดอกเบี้ย 0% นาน 3 เดือน” และมอบสินเชื่อฉุกเฉิน ซ่อมบ้าน เร่งช่วยผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวทั้งรายย่อยและผู้ประกอบการ

0

ออมสิน เร่งช่วยเหลือผู้ประสบเหตุแผ่นดินไหวที่ได้รับผลกระทบ ทั้งรายย่อยและผู้ประกอบการ ลูกค้าเดิม“พักจ่ายต้น ลดดอกเบี้ย 0% นาน 3 เดือน” และมอบสินเชื่อฉุกเฉิน ซ่อมบ้าน และ SME

ธนาคารออมสิน ห่วงใยผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยได้ส่งมอบความช่วยเหลือเบื้องต้นในทันที เพื่อสนับสนุนภารกิจของโรงพยาบาลและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในจุดต่าง ๆ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ ธนาคารขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อความสูญเสีย และขอส่งแรงใจไปยังผู้ที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้ โดยธนาคารพร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการส่งมอบมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ ผ่าน 2 มาตรการหลัก คือ

1.มาตรการบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นแก่ลูกค้าเดิม โดยให้พักชำระเงินต้นทั้งหมด และลดดอกเบี้ยเป็น 0% เป็นระยะเวลา 3 เดือน สำหรับลูกค้าสินเชื่อธนาคารออมสิน 3 กลุ่ม ที่เดือดร้อนทรัพย์สินได้รับความเสียหาย หรือการดำเนินธุรกิจได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้แก่ ลูกค้าสินเชื่อธนาคารประชาชน ลูกค้าสินเชื่อเคหะที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 5 ล้านบาท และลูกค้าสินเชื่อ SME ที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 10 ล้านบาท

2. มาตรการสินเชื่อฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูสำหรับบุคคลทั่วไป ธนาคารมอบสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษ ได้แก่

  • 2.1 สินเชื่อฉุกเฉินผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท/ราย ระยะเวลาผ่อนชำระ 24 เดือน ปลอดชำระเงินงวด 3 เดือนแรก อัตราดอกเบี้ย 0% สำหรับเดือนที่ 1 – 3 และเดือนที่ 4 เป็นต้นไป คิดอัตราดอกเบี้ย 0.60% ต่อเดือน
  • 2.2 สินเชื่อซ่อมแซมบ้าน วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท/ราย ระยะเวลาผ่อนชำระ 10 ปี สำหรับลูกค้าใหม่ ส่วนลูกค้าปัจจุบันใช้ระยะเวลาผ่อนชำระตามสัญญาเดิม ปีที่ 1 คิดอัตราดอกเบี้ย 0% สำหรับ 3 เดือนแรก และเดือนที่ 4 – 12 = 2% ปีที่ 2 = 2% ปีที่ 3 = MRR-3.35% ปีที่ 4 เป็นต้นไป = MRR-0.75%
  • 2.3 สินเชื่อ SME ฟื้นฟูแผ่นดินไหว วงเงินกู้ไม่เกิน 40 ล้านบาท/ราย ระยะเวลาผ่อนชำระไม่เกิน 10 ปี (ปลอดชำระเงินต้นสูงสุด 9 เดือน) คิดอัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1 – 2 = 2.99% ปีที่ 3 – 4 = MLR/MOR-0.5% และปีที่ 5 เป็นต้นไป = MLR/MOR+0.5% ทั้งนี้ สำหรับวงเงินกู้ไม่เกิน 10 ล้านบาท ธนาคารคิดอัตราดอกเบี้ย 3 เดือนแรก = 0% หลังจากนั้น เดือนที่ 4 – 24 = 2.99% ปีที่ 3 – 4 = MLR/MOR-0.5% และปีที่ 5 เป็นต้นไป = MLR/MOR+0.5%

โดยลูกค้าและบุคคลทั่วไปสามารถติดต่อที่สาขาธนาคารออมสิน เพื่อแจ้งความประสงค์ขอเข้าร่วมมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนได้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2568 และยื่นขอสินเชื่อได้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 30 กันยายน 2568 เงื่อนไขเป็นไปตามประกาศของธนาคาร หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมหรือความช่วยเหลืออื่นใด โปรดติดต่อ GSB Contact Center โทร. 1115 และที่ www.gsb.or.th #เป็นลูกค้าเราเท่ากับช่วยสังคม

รู้เก็บรู้ออมฯ : ตลาดหลักทรัพย์ฯสัญจร @โคราช

0

สำหรับนักลงทุน และผู้สนใจเรื่องการลงทุนแล้ว ชื่อของ “ตลาดหลักทรัพย์ฯสัญจร” ย่อมเป็นที่รู้จักกันดีอย่างแน่นอน เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา “ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” ได้ออกเดินสายไปทั่วทุกภาค ทั้งเหนือใต้ออกตก เพื่อทำหน้าที่ส่งตรงความรู้เรื่องการเงินการลงทุนให้กับประชาชน ช่วยเตรียมความพร้อมที่จะก้าวสู่โลกของการลงทุน

และสำหรับปี 2568 ตลาดหลักทรัพย์ฯสัญจรประเดิมปีใหม่ด้วยการสัญจรออกไปพบปะกับพี่น้องชาวโคราชและจังหวัดใกล้เคียง โดยงานจะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 30 เดือนมีนาคม 2568 นี้ ที่โคราช ฮอลล์ ชั้น 4 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช จังหวัดนครราชสีมา เริ่มงานตั้งแต่เวลา 10.30 น.ไปจนถึง 17.00 น.

งานนี้จัดกันแบบยิ่งใหญ่ไม่มีกั๊ก เพราะขนทัพกูรูการเงินและนักวิเคราะห์ชื่อดังมาเสิร์ฟความรู้การลงทุน ที่จะช่วยให้ผู้ร่วมงานสามารถลงทุนได้อย่างมั่นใจ อัดแน่นเนื้อหาไปกับสัมมนาที่อัปเดตเทรนด์ เจาะลึกเรื่องลงทุนกับหัวข้อ “สแกนตลาด จัดพอร์ตลงทุนจังหวะหุ้นผันผวน” พบกับคุณกรภัทร วรเชษฐ์ จาก บล.กรุงศรี และเซียนมี่ ทิวา ชินธาดาพงศ์ นายกสมาคมนักลงทุนประเทศไทย

และหัวข้อ “วิเคราะห์เจาะทางเลือกมองโอกาสใหม่กับหุ้นไทย หุ้นนอก ทอง ฟิวเจอร์ส” ที่จะได้พบกับคุณณัฐพล คำถาเครือ จาก บล.หยวนต้า, ดร.รัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ บล. อินโนเวสท์ เอกซ์, คุณชาญชัย พันทาธนากิจ บล.เมย์แบงก์, คุณทิวา ชินธาดาพงศ์ นายกสมาคมนักลงทุนประเทศไทย และคุณเจ็กกี้ สุธน สิงหสิทธางกูร สมาคมนักลงทุนประเทศไทย

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม Unlocking Opportunities for Business Growth กับสัมมนาสุดพิเศษสำหรับผู้ประกอบการและนักธุรกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่คิดการใหญ่ จัดขึ้นเพื่อช่วยสร้างโอกาสให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านตลาดทุน (SET-mai-LiVEx) พร้อมยังมีโอกาสได้พบกับผู้เชี่ยวชาญจากตลาดหลักทรัพย์ฯ และ CEO ที่ผ่านประสบการณ์ IPO มาแล้ว ที่จะมาแชร์เส้นทางการระดมทุนผ่านตลาดทุนและประสบการณ์อินไซด์ที่ผู้ประกอบการห้ามพลาด

นอกจากนี้ ในงานยังมีบริการให้คำแนะนำวางแผนลงทุน ปรึกษาและเปิดพอร์ตกับ 23 โบรกเกอร์ชั้นนำ, การสอนและสาธิตการใช้แอปฯลงทุนสำหรับมือใหม่, บริการ Clinic ให้คำปรึกษาทางธุรกิจจากเจ้าหน้าที่ตลาดหลักทรัพย์ฯและผู้เชี่ยวชาญ และโปรโมชันพิเศษเมื่อทำธุรกรรมเปิดบัญชีภายในงาน ก็จะได้รับของสมนาคุณติดไม้ติดมือกลับบ้านอีกด้วย

 ผู้สนใจเข้าร่วมงาน สามารถคลิกลงทะเบียนล่วงหน้าได้แล้วที่ https://www.setinvestnow.com/th/set-road-show-korat-2025 พิเศษสุดๆ รับฟรีชุดกิฟต์เซต กระเป๋า#investnow และหนังสือ WealthDesign

งานนี้งานเดียวครบเครื่องเรื่องลงทุน ทั้งหุ้นไทยหุ้นนอก ทอง และกองทุน ที่สำคัญคือ เข้างานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย พิเศษแบบนี้ พี่น้องโคราช และ จ.ใกล้เคียง จะพลาดได้ไง!

JerHigh x พี่จอง-คัลแลน พัฒนาขนม ‘JerHigh 2in1 Bite’ มั่นใจทุกคำกัดอร่อย ตอบโจทย์สุขภาพน้องสุนัขของคุณ

0

เจอร์ไฮ (JerHigh) ภายใต้ บริษัท อินเตอร์เนชั่ลแนล เพ็ท ฟู้ด จำกัด มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและขนมสุนัข ด้วยแนวคิด ‘Feed me with love’ หรือ ดูแลน้องสุนัขดั่งมนุษย์ เติมเต็มทั้งความรัก และเสริมสร้างสุขภาพที่ดี ล่าสุด เปิดตัวผลิตภัณฑ์ “JerHigh 2in1 Bite” ผลิตภัณฑ์ขนมสุนัขตัวใหม่ที่พัฒนาร่วมกับ 2 พรีเซนเตอร์ชื่อดัง พี่จองและคัลแลน ซึ่งมีความใกล้ชิดและเข้าใจถึงความต้องการของสัตว์เลี้ยงเป็นอย่างดี มีรสชาติอร่อย ใช้วัตถุดิบจากเนื้อไก่คุณภาพดี และตอบโจทย์เจ้าของน้องสุนัข ที่ต้องการให้น้องสุนัขมีความสุขด้วยความหลากหลาย “JerHigh 2in1 Bite” คัดเลือก 5 สูตรรสชาติยอดนิยมที่ขายดีที่สุดของแบรนด์เจอร์ไฮมาจับคู่กันผสมผสาน 2 รสชาติในซองเดียว

นายกิติศักดิ์ ลิ้มอำไพ กรรมการผู้จัดการ อินเตอร์เนชั่ลแนลเพ็ทฟู้ด กล่าวว่า เจอร์ไฮ เป็นแบรนด์ขนมสุนัขที่ได้รับความไว้วางใจจากเจ้าของมาตลอด 10 ปีซ้อน การพัฒนา JerHigh 2in1 Bite เป็นการสร้างความแตกต่างและเสริมความแข็งแกร่งให้แบรนด์ผู้นำของอาหารและขนมน้องสุนัขที่ใช้วัตถุดิบเนื้อไก่คุณภาพสูงจากซีพีเอฟ ได้มาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดในระดับเดียวกับที่นักบินอวกาศรับประทาน ผ่านกระบวนการผลิตที่มีมาตรฐานระดับเดียวกับอาหารมนุษย์ มีสารอาหารเหมาะสมตอบโจทย์ความต้องการของสุนัขทุกวัยและทุกสายพันธุ์ ไม่เติมเกลือและวัตถุกันเสียสังเคราะห์ ไม่มีผลพลอยได้จากสัตว์ปีก

“ความพิเศษของ JerHigh 2in1 Bite คือ บริษัทฯ ได้ทำงานร่วมกับ 2 พรีเซนเตอร์สุดฮอต อย่าง พี่จองและคัลแลน ที่มาออกแบบและถ่ายทอดประสบการณ์จากความเข้าใจความต้องการของกลุ่มคนรักสัตว์เลี้ยง นเกิดไอเดียใหม่ของผลิตภัณฑ์ที่มิกซ์แอนด์แมตช์รสชาติยอดนิยมเข้าด้วยกัน เป็นสื่อกลางที่ช่วยเติมเต็มความรัก ความอบอุ่นในวันดีๆ ระหว่างเจ้าของและน้องสุนัข ด้วยรสชาติและคุณประโยชน์เต็มคำแก่สุนัขของพวกเขา” คุณกิติศักดิ์ กล่าว

“JerHigh 2in1 Bite มีให้เลือก 3 รสชาติใหม่ ได้แก่ สูตรนมและสตอเบอร์รี่ สูตรนมและไก่ สูตรแครอทและผักโขม มาพร้อมบรรจุภัณฑ์ในรูปแบบซองสุดน่ารักลายลิมิเต็ดร่วมกับพี่จองและคัลแลน ในขนาดพิเศษ 225 กรัม คุ้มค่ากว่าเดิม เพื่อให้น้องสุนัขได้ลิ้มลองรสชาติที่หลากหลายและมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในร้านเพ็ทช็อปและห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ และสามารถสั่งซื้อออนไลน์ผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชันต่างๆ ที่รองรับ เพื่อให้เจ้าของสุนัขสามารถมอบขนมที่ดีที่สุดให้กับสุนัขแสนรักได้ทุกที่ทุกเวลา .

ปมปลาหมอคางดำ “กรมประมง” ไม่ฟันธงปลามาจากไหน

0

บทความ โดย ปาจรีย์ เนินสำราญ นักวิชาการอิสระ

การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำยังเป็นปริศนาที่สังคมจับตามอง ล่าสุด นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง ออกมายืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่พบหลักฐานที่สามารถชี้ชัดได้ว่า ต้นตอของการแพร่ระบาดมาจากภาคเอกชนหรือไม่ ประเด็นนี้กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และยังไม่มีบทสรุปที่สามารถฟันธงได้ว่าใครเป็นผู้กระทำผิด

จากการชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลเมื่อเร็วๆ นี้ กลุ่มเกษตรกรที่ได้รับความผลกระทบต้องการคำตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับต้นตอของปลาหมอคางดำ อย่างไรก็ตาม จากการให้สัมภาษณ์ของอธิบดีกรมประมง ไม่สามารถสรุปความผิดได้ว่าต้นตอมาจากที่ใด และไม่ควรด่วนสรุปโดยปราศจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพราะจะนำไปสู่ความเข้าใจผิดและกล่าวหาโดยไม่เป็นธรรมสำหรับกรณีปลาหมอคางดำ กรมประมง ได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่พบหลักฐานที่ระบุได้ว่า การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำมีต้นกำเนิดจากภาคเอกชนหรือจากปัจจัยทางธรรมชาติ การแก้ปัญหานี้ต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลและกระบวนการตรวจสอบที่เป็นระบบ ไม่ใช่การคาดเดาหรือกดดันจากกระแสสังคม

ในส่วนของกรมประมง ได้ประกาศมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ 7 ประการ โดยมีมาตรการหลักดังนี้ คือ จัดกิจกรรมลงแขกลงคลอง จับปลาออกจากแหล่งน้ำให้มากที่สุด, นำปลาที่จับได้ไปพัฒนาเพิ่มมูลค่าและใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น น้ำหมักชีวภาพและผลิตภัณฑ์อาหาร, การปล่อยปลาผู้ล่าทั้งปลากะพง ปลาอีกง และปลาช่อน โดยพิจารณาให้เหมาะกับแหล่งน้ำ และล่าสุด การวิจัยและพัฒนาปลาหมอคางดำ 4N ได้เป็นผลสำเร็จ เพื่อปล่อยผสมกับปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำ ทำให้ปลาเป็นหมันตัดตอนการแพรพันธุ์ในระยะยาว ส่งผลให้การแพร่ระบาดลดลงจาก 19 จังหวัด เหลือ 16 จังหวัด

กรณีนี้ไม่ได้เป็นเพียงข้อถกเถียงในสังคมเท่านั้น แต่ยังนำเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย โดยศาลแพ่งรับฟ้องคดีจากกลุ่มชาวประมง ขณะเดียวกัน ศาลปกครองกลางได้รับคำฟ้องอีก 2 คดี ที่มุ่งไปยัง 18 หน่วยงานภาครัฐ รวมถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมประมง

อย่างไรก็ตาม การที่ศาลรับฟ้องไม่ได้หมายความว่า ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้กระทำผิด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการไต่สวน ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาหลักฐานอย่างรอบด้านก่อนจะมีคำตัดสินที่ชัดเจน

ด้านบริษัทเอกชนที่ถูกพาดพิงว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเข้าปลาหมอคางดำ ได้ออกมายืนยันว่า บริษัทดำเนินการตามกฎหมายทุกขั้นตอน พร้อมเปิดเผยกระบวนการป้องกันการแพร่ระบาดของสัตว์น้ำอย่างเคร่งครัด (Biosecurity) และสนับสนุนให้มีการตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐ รวมถึงมีความมั่นใจในมาตรฐานของบริษัท และพร้อมให้ข้อมูลทุกอย่างเพื่อคลี่คลายปัญหานี้อย่างเป็นธรรม

ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถชี้ชัดได้ว่า ภาคเอกชนเป็นต้นเหตุของปัญหา สังคมจึงควรยึดมั่นในข้อเท็จจริง และปล่อยให้กระบวนการตรวจสอบเป็นตัวตัดสิน แทนที่จะใช้กระแสกดดันหรือสร้างความเข้าใจผิดที่อาจส่งผลเสียต่ออุตสาหกรรมสัตว์น้ำของประเทศในระยะยาว./

“ลงมือทำวันนี้ เพื่อสังคมที่ยั่งยืน” … DNA จิตอาสา CPF

0

“สุขภาพที่ดี คือพื้นฐานของความสุข” ทีมจิตอาสา CPF จึงจับมือกับชุมชน จัด”หน่วยสุขภาพเคลื่อนที่” (Health Station) เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับคนในชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลจากสถานพยาบาล ได้มีโอกาสตรวจเช็คสุขภาพร่างกายของตัวเอง

“จากสุขภาพ สู่การสร้างความมั่นคงทางอาหาร” เมื่อสุขภาพดีแล้ว…อาหารก็ต้องดีด้วย ทีมจิตอาสาจึงขยายไปสู่การสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับชุมชน อย่างเช่น “โครงการผักสวนครัวสู่ผู้สูงวัย” เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้ออกกำลังกายเบาๆ ผ่านการปลูกผักสวนครัว ที่ทำให้มีอาหารคุณภาพไว้บริโภค ช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและสร้างระบบแบ่งปันภายในชุมชนได้ด้วย

“ความมุ่งมั่นที่ไม่สิ้นสุด” ทั้งฟาร์มสุกร ฟาร์มไก่ไข่ โรงงานผลิตอาหารสัตว์ หรือโรงงานแปรรูป ทุกที่ล้วนมีพนักงานจิตอาสาที่คอยเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับชุมชน ความตั้งใจนี้ไม่ใช่เพียงการให้ แต่เป็นการเติบโตไปพร้อมกัน เพราะสำหรับ CPF การพัฒนาอย่างยั่งยืนไม่ได้หมายถึงแค่ธุรกิจที่แข็งแกร่ง แต่ต้องหมายถึงสังคมที่เข้มแข็งไปพร้อมกันด้วย

😃 จากรอยยิ้มเล็ก ๆ → สู่พลังที่ยิ่งใหญ่ 💪🏻…“ขอบคุณมากๆ ที่มาช่วยเหลือพวกเรา ให้อยู่ดี กินดี มีความสุข” ทุกคำขอบคุณ คือ แรงผลักดันให้เราทำดีต่อไป

🎯 เพราะความดี…แค่ “ลงมือทำ” ก็เปลี่ยนอะไรได้มากกว่าที่คิด และการลงมือทำเล็กๆ วันนี้…อาจเปลี่ยนอนาคตของใครบางคนได้ ทั้งหมดนี้ คือ DNA ของพนักงานทุกคนในองค์กรที่พร้อมดูแลและเคียงข้างชุมชน ร่วมสร้างสังคมที่ยั่งยืน

🎥 ดูให้จบ…แล้วแชร์ต่อ “ถ้าคุณเชื่อในพลังของการให้” 👉🏻 https://youtube.com/shorts/1B_yAwba6A4?feature=share

AIS Serenade พาลูกค้าเปิดประสบการณ์พิเศษ สุดเอ็กซ์คลูซีฟ สัมผัสสมาร์ทโฟน สุดล้ำก่อนใคร  กับ HUAWEI Mate XT | ULTIMATE DESIGN ในงาน AIS Serenade Night, the Art of Ultimate Design

0

AIS Serenade ยืนหนึ่งความเป็นที่สุดแห่งโปรแกรมการดูแลลูกค้า ด้วยประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ทั้งงานบริการและสิทธิพิเศษแบบเหนือระดับ พร้อมเติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้าคนสำคัญ ล่าสุด จับมือ Huawei จัดกิจกรรมเพื่อลูกค้าเซเรเนดคนสำคัญ “AIS Serenade Night, the Art of Ultimate Design” ดินเนอร์มื้อพิเศษ พร้อมมอบประสบการณ์สุดล้ำระดับโลกให้ได้สัมผัสเทคโนโลยีสมาร์ทโฟนแห่งอนาคต HUAWEI Mate XT | ULTIMATE DESIGN ที่เข้ามาพลิกโฉมวงการสมาร์ทโฟนด้วยหน้าจอพับแบบสามทบเป็นกลุ่มแรกก่อนใคร เตรียมเปิดบริการ AIS AI Calling ฟีเจอร์แปลภาษาแบบเรียลไทม์ระหว่างการโทร ใช้งานได้ทั่วโลกโดยไม่ต้องดาวน์โหลดแอป ช่วยให้การสื่อสารสะดวกในทุกสถานการณ์ ในเร็วๆ นี้

ภายในงานดังกล่าว ลูกค้าคนพิเศษได้สัมผัสกับเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าเหนือกว่ากับ HUAWEI Mate XT | ULTIMATE DESIGN ที่สุดแห่งความสมบูรณ์แบบของสมาร์ทโฟนแฟลกชิปที่มาพร้อมกับนวัตกรรมสุดล้ำของจอ 3 พับที่ใหญ่ที่สุดและบางที่สุดในโลก เพียง 3.66 มม. แต่ยังคงความแข็งแกร่งและดีไซน์พรีเมียมสุดหรูหรา พลิกโฉมวงการสมาร์ทโฟนแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน สร้างมาตรฐานใหม่ในการใช้งานที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายและทันสมัย พร้อมให้บริการอย่างเต็มประสิทธิภาพบนเครือข่าย AIS ที่มีคุณภาพ ครอบคลุมทุกพื้นที่ และรองรับทุกสถานการณ์  

สำหรับผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของ HUAWEI Mate XT | ULTIMATE DESIGN สามารถจองเป็นเจ้าของกับ AIS ได้แล้ววันนี้ พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ! รับส่วนลดสูงสุด 14,000 บาท นอกจากนี้ยังสามารถใช้ AIS Points แลกรับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 5,000 บาท พร้อมรับการดูแลระดับพรีเมียมแบบเอ็กซ์คลูซีฟ อาทิ การรับประกันหน้าจอ 1 ปี (จำนวน 1 ครั้ง) โดย HUAWEI Care, บริการรับ-ส่งเครื่องซ่อมถึงหน้าบ้าน และบริการด้านการบำรุงรักษารวมถึงบริการเฉพาะบุคคล ได้ที่ AIS Shop หรือทาง AIS Online Store คลิก https://m.ais.co.th/PYHrOz6uo  พิเศษสำหรับลูกค้า AIS Serenade รับส่วนลด 50% พร้อมเปิดเบอร์ VIP (เบอร์โฟร์) แบบ Exclusive พร้อมแพ็กเกจเหลือเพียง 1,499 บาท จากราคาเต็ม 2,999 บาท ที่ AIS Shop และ Serenade club ทุกสาขา ได้ตั้งแต่วันนี้ – 10 เมษายน 2568  

ซีพีเอฟ พาขึ้นเหนือ บ้านขุนช่างเคี่ยน เชียงใหม่ “เที่ยวดอยทั้งที ทำดีสร้างแนวป้องกันไฟป่าได้ด้วย”

0

ขุนช่างเคี่ยน จ.เชียงใหม่ วันนี้กลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายของนักท่องเที่ยว ที่มาเยือนอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย เพื่อสัมผัสวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง และหมู่บ้านแห่งนี้ยังเป็นแหล่งชมดอกพระยาเสือโคร่ง หรือซากุระเมืองไทย ในช่วงฤดูหนาวของทุกปี

แต่ในฤดูร้อนแล้งเช่นนี้โอกาสเกิดไฟไหม้ในป่าเต็งรังพื้นที่ขุนช่างเคี่ยน ก็เป็นอีกความกังวลหนึ่งของเจ้าหน้าที่อุทยานดอยสุเทพ-ปุย การสร้างแนวกันไฟ เพื่อปกป้องไฟป่า และยังช่วยลดปัญหาฝุ่น PM2.5 กลายเป็นกิจกรรมสำคัญที่เจ้าหน้าที่อุทยานฯ จัดร่วมกับชุมชนชาวม้งมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปีนี้ได้ซีพีเอฟมาเป็นกองหนุนรวมพลังทำแนวกันไฟ

เพราะ “ชมรมซีพีเอฟท่องเที่ยวจิตอาสา” วันนี้ไม่ได้แค่มาท่องเที่ยว แต่ยังชวนกันมาทำดีกับกิจกรรม “เที่ยวดอยทั้งที ทำดีสร้างแนวป้องกันไฟป่าได้ด้วย” ก่อนเริ่มภารกิจ นายภัทรกุล ธาเรือน หัวหน้าทีมประชาสัมพันธ์ชุดปฏิบัติการสถานีควบคุมไฟป่าภูพิงค์ นำทีมวิทยากรให้ความรู้วิธีการทำแนวป้องกันไฟป่า และการใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ ที่ถูกต้อง จากนั้นทั้งหมดมุ่งหน้าสู่ป่าสน บ้านขุนช่างเคี่ยน บนดอยสุเทพ-ปุย เพื่อทำแนวกันไฟร่วมกันผู้ร่วมกิจกรรมในวันนี้รวมแล้วกว่า 150 คน มาจากหลายหน่วยงาน ทั้งเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ทีมงานจากสถานีควบคุมไฟป่าภูพิงค์ ชาวชุมชนม้ง บ้านขุนช่างเคี่ยน รวมทั้งจิตอาสาซีพีเอฟ จากธุรกิจสุกร ธุรกิจอาหารสัตว์บก ธุรกิจไก่ไข่ ธุรกิจไก่เนื้อ ธุรกิจห้าดาว และทีมงาน AXONS โดยเจ้าหน้าที่อุทยานฯ จัดแบ่งทีมเป็น 2 กลุ่ม เพื่อแบ่งโซนทำแนวป้องกันไฟป่า เป็นระยะทาง 1,000 เมตร

สมาชิกชมรมฯ บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นประสบการณ์การทำแนวกันไฟเป็นครั้งแรก โดยเฉพาะได้เห็นการทำงานที่ทุ่มเทของเจ้าหน้าที่และชุมชนยิ่งรู้สึกประทับใจ แม้จะเหนื่อยบ้างเพราะทุกคนทุ่มสุดตัว แต่วันนี้อากาศบนดอยเย็นสบาย บรรยากาศการทำงานเต็มไปด้วยรอยยิ้มและการช่วยเหลือกัน พอได้เห็นแนวกันไฟปรากฎเป็นรูปเป็นร่างจากฝีมือของทุกๆคน ยิ่งชื่นใจหายเหนื่อย

หลังภารกิจเสร็จสิ้น ตัวแทนสมาชิกชมรมฯ ได้มอบไข่ไก่ แทนคำขอบคุณชุมชนชาวม้ง บ้านขุนช่างเคี่ยน พร้อมกับนำเงินที่สมาชิกชมรมฯ ได้ร่วมสมทบในการจัดซื้ออุปกรณ์การทำแนวป้องกันไฟและดับไฟป่า อาทิ เครื่องเป่าลม คราดสปริง ไม้กวาด พร้อมมอบผลิตภัณฑ์อาหารซีพี ทั้งไข่ไก่ ข้าวตราฉัตร และน้ำดื่ม สนับสนุนการทำงานเป็นกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครชุมชน โดย นายฤทธิชัย ภูมิอมร ผู้อำนวยการอาวุโส ธุรกิจผลิตและขายอาหารสัตว์บกภาคเหนือ เป็นผู้แทนส่งมอบให้กับ หัวหน้าธงชัย นาราษฎร์ หัวหน้าอุทยานดอยสุเทพ-ปุยทีเด็ดกับมื้อเที่ยงหลังเสร็จภารกิจ ทุกคนได้อิ่มอร่อยกับเมนูจากชาวชุมชนม้ง ทั้งไก่ต้มสมุนไพรม้ง ทอดไก่ม้ง น้ำพริกหลงดอย และข้าวเหนียวห่อใบข่า ก่อนจะไปท่องเที่ยวบ้านม้งดอยปุย และไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพ เป็นการปิดท้ายทริปที่อิ่มบุญ อิ่มใจ และสุขใจที่ได้ทั้งท่องเที่ยวและทำดีไปพร้อมกัน.

CPF มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมอาหารเพื่อผู้บริโภค คว้า 3 รางวัล 2024-2025 Thailand’s Most Admired Company จากนิตยสาร BrandAge

0

จากความมุั่งมั่นพัฒนานวัตกรรมด้านอาหาร เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ภายใต้พันธกิจสร้างความมั่นคงทางอาหาร และการดำเนินธุรกิจด้วยแนวคิด Sustainovation ที่ผสานเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อผลิตอาหารที่ดีต่อกายและใจ สะอาด ปลอดภัย มีคุณค่าทางโภชนาการ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ได้รับ 3 รางวัล จากนิตยสาร BrandAge สื่อชั้นนำด้านการตลาด ได้แก่ ‘2024-2025 Thailand’s Most Admired Company’ บริษัทที่มีความสามารถในการดำเนินธุรกิจและการบริการน่าเชื่อถือสูงสุด กลุ่มธุรกิจอาหาร ขณะเดียวกันอีก 2 รางวัล ภายใต้ ‘แบรนด์ CP’ ได้แก่ ‘2025 Thailand’s Most Admired Brand’ รางวัลความน่าเชื่อถือและไว้วางใจจากผู้บริโภค หมวดสินค้าบริโภค กลุ่มไส้กรอก ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และรางวัล ‘Market Leader Brand Award’ แบรนด์ที่มีความโดดเด่นมากเป็นพิเศษ จากการดำเนินกิจกรรมทางการตลาดและการส่งเสริมการตลาด ตอกย้ำความอร่อยและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ไส้กรอกที่ครองใจผู้บริโภคมายาวนาน

นางกอบบุญ ศรีชัย ผู้บริหารสูงสุด สายงานกิจการองค์กรและลงทุนสัมพันธ์ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ด้วยนโยบายการดำเนินธุรกิจ ภายใต้วิสัยทัศน์ ครัวของโลกที่ยั่งยืน ทำให้ ซีพีเอฟได้รับรางวัล 2024-2025 Thailand’s Most Admired Company โดยนำนวัตกรรมมาพัฒนาอาหารที่ดีต่อกายและดีต่อใจ ตามแนวคิด Sustainovation เพื่อตอบโจทย์ความมั่นคงทางอาหารและการบริโภคอย่างยั่งยืน ทั้งในภาวะปกติและวิกฤติ ผ่านกระบวนการผลิตคุณภาพที่มีมาตรฐานสะอาด ปลอดภัย รสชาติอร่อย ในราคาที่เหมาะสม พร้อมสร้างสุขภาพที่ดีต่อผู้บริโภคควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมและใส่ใจสิ่งแวดล้อม

ด้านนางสาวอนรรฆวี ชูรัตน์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานการตลาดกลาง ซีพีเอฟ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้บริโภคมีความต้องการหลากหลายและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์ไส้กรอกนับเป็นความท้าทาย ทั้งวัตถุดิบและกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี รวมถึงรสชาติแปลกใหม่ จึงสามารถออกแบบให้ผลิตภัณฑ์ตเป็น ‘Brand for Me’ ตอบโจทย์และเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น พร้อมทั้งเป็นตัวเลือกที่ทุกคนนึกถึง ผ่านกลยุทธ์ 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1. ตอกย้ำคุณภาพ : เน้นการผลิตไส้กรอกจากเนื้อเต็มชิ้น พร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งโปรตีนที่อร่อยและคุ้มค่าแก่ผู้บริโภค 2. พัฒนาสินค้าใหม่ : การนำเสนอรสชาติและรูปแบบความแปลกใหม่ เพิ่มความสนุกในการรับประทาน โดยเฉพาะในกลุ่มที่ใส่ใจสุขภาพ 3. ขยายช่องทางการเข้าถึง : รุกตลาดออนไลน์ พร้อมเสริมกิจกรรมการตลาดที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายอย่างตรงจุด และ 4. การสร้าง Brand Love : ร่วมงานกับพรีเซ็นเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ รวมถึงการสร้างคอนเทนต์ที่ง่ายต่อการเข้าถึง เพื่อเชื่อมต่อกับผู้บริโภครุ่นใหม่

ซีพีเอฟ มุ่งมั่นสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้บริโภค โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์แบรนด์ CP ให้เป็น ‘ไส้กรอกที่ทุกคนรัก และนึกถึง’ ในทุกสถานการณ์ ซึ่งเน้นการนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ที่ครอบคลุมความต้องการอย่างแท้จริง .

ม.กรุงเทพ มอบทุน Super Tech Talent และ Tech Talent ให้เด็กสายสร้างสรรค์ร่วมขับเคลื่อนวงการ IT

0

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มอบทุน Super Tech Talent และทุน Tech Talent พร้อมที่พักฟรี ระยะเวลา 1 ปี ณ DoBeDo Student Residence ให้กับนักเรียนที่จบชั้นมัธยมตอนปลาย (ม.6) ที่มีความสนใจสายเทคโนโลยีและมีไอเดียสร้างสรรค์นำเสนอผลงานสุดล้ำ มหาวิทยาลัยกรุงเทพเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนากำลังคนในสายเทคโนโลยีถือเป็นทรัพยากรที่มีความต้องการสูงในตลาดแรงงานของประเทศไทยอย่างมาก สำหรับผู้ที่ได้รับทุนจะได้เรียนในคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม และคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

ทุน Super Tech Talent เป็นทุนที่มอบให้กับเด็กสายเทคฯ ตัวจริง ชอบลงมือทำ หรือมีโปรเจกต์ไอทีสุดเจ๋ง ที่พร้อมโชว์ของ สนใจเทคโนโลยีใหม่ และมี Passion ชัดเจน โดยเป็นทุน 100% ค่าหน่วยกิต พร้อมได้รับค่าใช้จ่ายรายเดือน เดือนละ 12,000 บาท  และทาง Zipcode Developer มอบทุน BU Residence 100% ที่พักฟรี ระยะเวลา 1 ปี ณ DoBeDo Student Residence ที่พักนักศึกษาที่มีเฟอร์นิเจอร์ครบครัน พร้อมเข้าอยู่ โครงการตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัย สามารถเข้า-ออกได้ 24 ชั่วโมง สะดวกสบายสำหรับการเรียนและการใช้ชีวิต และทุน Tech Talent เป็นทุนที่มอบให้กับเด็กเทคโนโลยี มีไอเดีย มีโปรเจกต์ หรือเคยเข้าร่วมโครงการพัฒนาทักษะ Portfolio คิดเป็น วิเคราะห์เก่ง และพร้อมปรับตัวกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เป็นทุน 100% ค่าหน่วยกิต และทาง Zipcode Developer มอบทุน BU Residence 100% ที่พักฟรี ระยะเวลา 1 ปี ณ DoBeDo Student Residence

ภายในงานได้รับเกียรติจากอาจารย์ธนัท กิจเจริญ ที่ปรึกษาอธิการบดีด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เป็นผู้มอบรางวัล พร้อมกล่าวถึงโครงการนี้และความสำคัญกำลังคนในสายเทคโนโลยี “เด็กๆ ทุกคนมีความชอบในสายเทคโนโลยีและทุกคนแสดงศักยภาพให้เห็นถึงความชอบที่มีและม.กรุงเทพสามารถต่อยอดเรื่องวิชาการ พาร์ทเนอร์ให้กับพวกเขาขอให้ใช้เวลาให้คุ้มค่าและเต็มที่สนุกกับสิ่งที่ตั้งใจไว้ได้สร้างชื่อให้ตนเองและมหาวิทยาลัย ทุนนี้เราต้องการตอบโจทย์ความต้องการของตลาดอุตสาหกรรมที่ต้องการนักศึกษาที่จบแล้วทำงานได้จริง และผมเล็งเห็นถึงที่เด็กกลุ่มนี้มี Passion บวก ความคิดสร้างสรรค์ พวกเขาสามารถเลือกในสิ่งที่สนใจนำมาต่อยอดตลอด 4 ปีที่ในรั้วม.กรุงเทพขอให้ปล่อยของเต็มที่”

ผศ.ดร.ลักคณา วรศิลป์ชัย รองอธิการบดีสายพัฒนาธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวว่า “ขอแสดงความยินดีกับนักศึกษาทั้ง 13 คนที่ได้รับทุน Super Tech และ Tech Talent โครงการที่เฟ้นหานักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีความสามารถและความสนใจในเรื่องของ Technology โดยได้รับความสนใจจากนักเรียนจากทั่วประเทศกว่า 400 คน ตลอด 4 ปีที่ได้รับทุนขอให้ได้นำความรู้มาต่อยอดกับความชอบที่สนใจ และเรียนรู้ด้วยความสนุก”

ทางนายสรรพโชติ สวัสดิ์เรืองไพศาล ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจบริษัท ซิปโคด จำกัด ผู้มอบทุน BU Residence 100% ที่พัก DoBeDo กล่าวถึงการสนับสนุนมอบทุนให้กับโครงการนี้ว่า “โครงการนี้เป็นความร่วมมือที่ทางเรามีที่พักที่คุณภาพดี มี Community ที่พร้อมในที่พัก DoBeDo ได้ตอบโจทย์ Passion และ Creativity ของนักศึกษาที่มาใช้พื้นที่เป็นตัวช่วยส่งเสริมทุกเรื่องให้ประสบความสำเร็จ”

และเด็กๆ 2 ตัวแทนผู้ได้รับทุน Super Tech นายปณิธิพงศ์ ชูประเสริฐโชค (บุ๊ง) นักศึกษาคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มุ่งเน้นในด้านวิทยาการข้อมูลและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ กล่าวด้วยความภูมิใจว่า “ทุนที่ได้รับในครั้งนี้ไม่เพียงแค่เป็นการสนับสนุนทางการเงินสำหรับการศึกษาของผมเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสให้ผมสามารถมุ่งมั่นในการเรียนรู้และพัฒนาโดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย ผมสามารถใช้เวลาที่มีไปพัฒนาผลงานที่มีคุณค่าและต่อยอดในอนาคตได้อย่างเต็มที่ครับ” และผู้ได้รับทุน Tech Talent นายอธิปภูวัส เรืองสา (ลุฟ) นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และหุ่นยนต์ กล่าวว่า “การได้รับทุนในครั้งนี้เปิดโอกาสให้ผมได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และต่อยอดความรู้เพื่อพัฒนาผลงานในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ซึ่งไม่เพียงแค่ให้ความรู้ในห้องเรียน แต่ยังส่งเสริมให้เรามีโอกาสแสดงความสามารถและความสนใจในด้านต่างๆ นอกห้องเรียนอย่างเต็มที่”

CPF คว้ารางวัลสูงสุดระดับ Gold ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านรายงานความยั่งยืนด้านสิทธิมนุษยชน

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ สร้างความภาคภูมิใจอีกครั้งด้วยการคว้ารางวัล “รายงานความยั่งยืนยอดเยี่ยมระดับภูมิภาคเอเชีย” ประจำปี 2567 (Asia Sustainability Reporting Awards (ASRA) 2024) ในด้านสิทธิมนุษยชน ระดับ Gold ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุด จากผู้เข้าร่วมกว่า 13 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย ด้วยการดำเนินงานที่ได้มาตรฐานระดับสากล มีการเปิดเผยข้อมูลอย่าง โปร่งใส ชัดเจน และครอบคลุม ตั้งแต่เป้าหมาย นโยบาย ไปจนถึงผลการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม สะท้อนความมุ่งมั่นของซีพีเอฟในการขับเคลื่อนองค์กรด้วยหลักสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง

นางสาวพิมลรัตน์ รีพัฒนาวิจิตรกุล ประธานผู้บริหารทรัพยากรบุคคล ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟได้รับรางวัลระดับ Gold ถือเป็นรางวัลอันดับหนึ่งของ “รายงานความยั่งยืนยอดเยี่ยมแห่งภูมิภาคเอเชีย” ด้านสิทธิมนุษยชน โดยบริษัทฯ ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 และเป็นองค์กรเดียวในประเทศไทยที่ได้รับรางวัลสูงสุดระดับ Gold ในปีนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเปิดเผยข้อมูลด้านสิทธิมนุษยชนอย่างครบถ้วน โปร่งใส ซึ่งเป็นการรายงานให้เห็นถึงการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดนโยบาย ดำเนินงานป้องกันความเสี่ยงและบรรเทาผลกระทบ โดยมุ่งสร้างระบบนิเวศองค์กรที่เปิดกว้าง วัฒนธรรมที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วม และสภาพแวดล้อมการทำงานที่เคารพในความแตกต่างของบุคลากรทุกระดับ ปราศจากการเลือกปฏิบัติ โดยบริษัทจะรักษามาตรฐานพร้อมพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับการบริหารจัดการด้วยความเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างยั่งยืน

ในฐานะที่ ซีพีเอฟ ดำเนินธุรกิจการเกษตรและอาหารแบบครบวงจรใน 17 ประเทศ และส่งออกสินค้าอาหารไปกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ซีพีเอฟให้ความสำคัญกับการยอมรับและเคารพในความหลากหลายของบุคลากรที่ประกอบไปด้วยความแตกต่างในด้านเชื้อชาติ สัญชาติ และวัฒนธรรม พร้อมขับเคลื่อนนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบทั่วทั้งองค์กร เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างและเท่าเทียม

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซีพีเอฟได้ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง เช่น การตรวจประเมินสถานะด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (HRDD) ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน การบูรณาการมาตรการเพื่อบรรเทาความเสี่ยงและลดผลกระทบเชิงลบ ตลอดจนถึงการติดตามและรายงานผลการดำเนินงาน อีกทั้ง ยังมุ่งสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้าง ยอมรับและให้คุณค่ากับความหลากหลาย (DEI) อาทิ การจ้างงานคนพิการ แรงงานข้ามชาติเป็นพนักงานของบริษัท การส่งเสริมให้ความรู้พนักงานโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางมีความเข้าใจในสิทธิแรงงาน แนวปฏิบัติด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน รวมทั้งสนับสนุนให้พนักงานมีส่วนร่วมในกิจกรรมทั้ง 19 ชมรม ซึ่งสะท้อนถึงค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กร เช่น ชมรม LGBTQ+ ชมรมครอบครัวอบอุ่น และชมรม Happy Life เป็นต้น

บริษัทยังให้ความสำคัญกับการยกระดับการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามหลักการของความเท่าเทียมผ่านโครงการแบ่งปันความรู้เพื่อลดความไม่เท่าเทียมทางการศึกษา เช่น โปรแกรมทุนการศึกษาสำหรับพนักงานและบุตร การพัฒนาหลักสูตรกับมหาวิทยาลัยผ่านโครงการ Co-Creation และโครงการ CONNEXT ED เป็นต้น

จากความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้ซีพีเอฟได้รับการยอมรับผ่านรางวัลทั้งในระดับชาติและระดับสากล ได้แก่ รางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2567 จากกระทรวงยุติธรรม ซึ่งซีพีเอฟได้รับต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 รางวัลองค์กรที่ส่งเสริมการจ้างงานคนพิการ ประจำปี 2567 ระดับดีเยี่ยมติดต่อกันเป็นปีที่ 8 และรางวัลดีเด่นด้านการคุ้มครองสิทธิและการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมถึงได้ร้บรางวัลรองชนะเลิศ “UN Women 2022 Thailand WEPs Awards” ในสาขาสถานที่ทำงานที่มีความเท่าเทียมทางเพศ จากองค์การเพื่อการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศและเพิ่มพลังของผู้หญิงแห่งสหประชาชาติ หรือ UN Women