Home Blog Page 71

เคียงข้างทุกวิกฤต! ‘CPF ส่งต่อพลังแห่งการให้’ ฟื้นฟูโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า – ส่งกำลังใจให้ทหารกล้า

0

ด้วยหัวใจที่เชื่อมั่นใน “พลังแห่งการให้” บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เดินหน้าสานต่อภารกิจเพื่อสังคม มอบเงินบริจาคจำนวน 200,000 บาท จากกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” เพื่อสมทบทุนซ่อมแซมและฟื้นฟูอาคารหลักของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ซึ่งได้รับความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวที่ผ่านมา

การสนับสนุนครั้งนี้ สะท้อนถึงเจตนารมณ์ขององค์กรเอกชนไทยที่ไม่เพียงดำเนินธุรกิจเพื่อเติบโตอย่างยั่งยืน แต่ยังพร้อมเคียงข้างประชาชนในยามยาก เพื่อให้โรงพยาบาลกลับมาปฏิบัติภารกิจดูแลผู้ป่วยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกครั้ง โดยมี พลตรี สุขไชย สาทถาพร ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เป็นผู้รับมอบ ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 11 โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

ในโอกาสเดียวกัน ซีพีเอฟ ได้ร่วมกับคณะนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 67 เข้าเยี่ยมและให้กำลังใจทหารกล้าซึ่งได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา พร้อมมอบผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เพื่อเสริมพลังใจให้แก่ผู้เสียสละที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทยด้วยหัวใจเปี่ยมศรัทธาและความกล้าหาญ

“ภายใต้การนำของท่านประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ เครือซีพีและซีพีเอฟ ยึดมั่นในหลักปรัชญา ‘3 ประโยชน์’ เพื่อประเทศชาติ ประชาชน และองค์กร เราเชื่อว่าทุกการสนับสนุนจากหัวใจ จะกลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ในการเยียวยาและฟื้นฟูให้สังคมไทยเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคง เราขอขอบคุณทหารทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ และขอเป็นอีกหนึ่งพลังใจให้ทุกท่านกลับมาแข็งแรงในเร็ววัน” นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าว

ที่ผ่านมา ซีพีเอฟ ยังคงยืนหยัดเคียงข้างพี่น้องชายแดนอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งการเปิดโอกาสให้บุตร คู่สมรส หรือบุคคลในครอบครัวของทหารและตำรวจตระเวนชายแดนที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร เพื่อสานต่อคุณค่าความกล้าหาญ รวมถึงการส่งมอบอาหาร น้ำดื่ม และของใช้จำเป็น เพื่อสนับสนุน ครัวพระราชทาน ครัวกลาง และครัวจิตอาสา ในการปรุงมื้ออาหารแทนความห่วงใย ส่งต่อกำลังใจสู่ประชาชนใน 5 จังหวัดชายแดน ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และตราด อย่างทั่วถึง

นี่คืออีกหนึ่งบทพิสูจน์ของ “พลังแห่งการให้” ที่ซีพีเอฟยึดมั่นและพร้อมเคียงข้างคนไทยในทุกวิกฤต… เราจะผ่านเหตุการณ์นี้ไปด้วยกัน!

บอร์ดตลาดหลักทรัพย์ฯ มีมติเลือก “กิติพงศ์” เป็นประธานบอร์ดต่ออีกวาระ

0

ผุ้สื่อข่าวรายงายว่า ที่ประชุมคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วาระพิเศษในวันนี้ (5 สิงหาคม 2568) ได้มีมติเลือก ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ต่ออีกวาระหนึ่ง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ เป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์ในภาคธุรกิจทั้งตลาดเงินตลาดทุน และมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ซึ่งในช่วงที่ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการครั้งล่าสุด ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ ได้ผลักดันงานสำคัญหลายด้าน อาทิ การปรับปรุงและเพิ่มเติมมาตรการกำกับดูแลการซื้อขายและคุ้มครองผู้ลงทุน การส่งเสริมธุรกิจครอบครัวให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านกลไกตลาดทุน การผลักดันการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงในโลกยุคใหม่ด้วยการนำ AI มาปรับใช้ในการยกระดับการพัฒนาตลาดทุน การสนับสนุนการสร้างมูลค่าเพิ่มบริษัทจดทะเบียนผ่านโครงการ Jump+ รวมถึงการให้ความสำคัญกับการส่งเสริมบรรษัทภิบาลและสร้างความโปร่งใส และที่สำคัญคือ การผลักดันให้ประสานการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมเพื่อบังคับการใช้กฎหมายอย่างเข้มแข็ง อันนำมาซึ่งความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนไทย (Trust and Confidence) ทั้งนี้ ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ ได้เคยดำรงตำแหน่งกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ในหลายวาระ ในช่วงเวลาต่าง ๆ ตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งการดำรงตำแหน่งกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งนี้ นับเป็นวาระที่ 5

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ จบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นิติศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เนติบัณฑิตไทยแห่งสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา สมัยที่ 29, นิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย (LL.M.) ประเทศแคนาดา, ปริญญาบัตรหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 48 โดยวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร และนิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขานิติศาสตร์ ประเภทวิชาการ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ปัจจุบันยังดำรงตำแหน่งสำคัญทั้งในหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอีกหลายแห่ง

คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ชุดปัจจุบัน มีจำนวน 11 ท่าน ประกอบด้วย ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ (ประธานกรรมการ), นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย (รองประธานกรรมการ), นายคมกฤช เกียรติดุริยกุล, ม.ล. ทองมกุฎ ทองใหญ่, นายธนพิศาล คูหาเปรมกิจ, นางสาวเพ็ญจันทร์ จริเกษม, นายไพบูลย์ นลินทรางกูร, นายรวินทร์ บุญญานุสาสน์, นายวราห์ สุจริตกุล, นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ และนายอัสสเดช คงสิริ (กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ)

กรุงเทพโปรดิ๊วส เปิดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั่วประเทศ เกษตรกรมั่นใจ ผลผลิตไม่บุกรุกป่าและปลอดเผาแปลง มีตลาดรองรับแน่นอน

0

บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) หรือ บีเคพี ผู้จัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้กับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ พร้อมเปิดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์โดยตรงจากเกษตรกรทั่วประเทศ รองรับผลผลิตของเกษตรกรที่กำลังเก็บเกี่ยวของฤดูกาลใหม่ในเดือนสิงหาคมนี้ ทั้ง โรงงานอาหารสัตว์บกของซีพีเอฟทั่วประเทศ โดยเริ่มเปิดรับซื้อตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคมเป็นต้นไป และเพื่ออำนวยความสะดวกให้เกษตรกรได้จำหน่ายผลผลิตใกล้กับแหล่งปลูก บริษัทยังได้เปิดจุดรับซื้อพิเศษเพิ่มเติมอีก 4 จุดในจังหวัดเพชรบูรณ์ อุทัยธานี อุตรดิตถ์ และนครราชสีมา ทั้งนี้ บริษัทยืนยันรับซื้อผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับเท่านั้น

บริษัทสร้างความมั่นใจกับเกษตรกรโดยมีระบบ Fast Track ช่วยเกษตรกรรายย่อยสามารถขายผลผลิตของตนเองได้ทันทีไม่ต้องรอต่อคิวกับรถขนส่งผลผลิตของผู้ประกอบการรายใหญ่ และในทุกจุดรับซื้อยังมีทีมงานและคู่ค้าช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรลงทะเบียนพื้นที่เพาะปลูกเพื่อขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับ บริษัทรับซื้อเฉพาะผลผลิตที่ปลูกมาจากพื้นที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ได้บุกรุกพื้นที่ป่า และไม่เผาตอซัง ตามนโยบายของเครือซีพี ไม่รับซื้อและไม่นำเข้าผลผลิตข้าวโพดจากพื้นที่รุกป่าและพื้นที่เผาแปลง

ฐิติ ลุจินตานนท์ ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการวัตถุดิบอาหารสัตว์ บีเคพี กล่าวว่า ซีพีให้ความสำคัญกับการจัดหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศ โดยสนับสนุนคู่ค้าและเกษตรกรด้วยการรับซื้อข้าวโพดในประเทศ โดยเฉพาะผลผลิตที่กำลังเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ โดยบริษัทรับซื้อเฉพาะผลผลิตที่ไม่มาจากพื้นที่บุกรุกพื้นที่ป่า และไม่เผาแปลง

“พี่น้องเกษตรกรที่กำลังเก็บเกี่ยวและผู้รวบรวมผลผลิต มั่นใจได้ว่า ผลผลิตข้าวโพดที่ปลอดการบุกรุกพื้นที่ป่า และไม่เผาแปลง มีตลาดรองรับแน่นอน กรุงเทพโปรดิ๊วสรับซื้อผลผลิตผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับ มีมาตรฐาน โปร่งใสและยุติธรรม ทั้งในเรื่องราคารับซื้อ การวัดความชื้น และ การตรวจสอบคุณภาพผลผลิต” ฐิติกล่าว

ทั้งนี้ โรงงานอาหารสัตว์และจุดรับซื้อทั้ง 9 แห่งที่เริ่มเปิดรับซื้อตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม เป็นต้นไป ได้แก่

  • โรงงานผลิตอาหารสัตว์ซีพีเอฟ กบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เปิดรับซื้อตั้งแต่ วันที่ 29 กรกฎาคม 2568
  • โรงงานผลิตอาหารสัตว์ซีพีเอฟ ท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดรับซื้อตั้งแต่ วันที่ 4 สิงหาคม 2568
  • โรงงานผลิตอาหารสัตว์ซีพีเอฟ ศรีราชา จังหวัดชลบุรี เปิดรับซื้อตั้งแต่ วันที่ 4 สิงหาคม 2568
  • โรงงานผลิตอาหารสัตว์ซีพีเอฟ บางนา เปิดรับซื้อตั้งแต่ วันที่ 7 สิงหาคม 2568
  • โรงงานผลิตอาหารสัตว์ซีพีเอฟ โคกกรวด จังหวัดนครราชสีมา เปิดรับซื้อตั้งแต่ วันที่ 7 สิงหาคม 2568

จุดรับซื้อพิเศษที่เปิดใกล้กับแหล่งปลูกของเกษตรกร

  • จุดรับซื้อ ลานธนากรพืชผล อำเภอชนแดน จังหวัด เพชรบูรณ์ เริ่มเปิดรับซื้อตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568
  • จุดรับซื้อ ลาน สหกรณ์การเกษตรปฎิรูปที่ดินหนองกอก อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ เปิดรับซื้อ ต้นเดือน กันยายน 2568
  • จุดรับซื้อ ลาน พ พืชผล อำเภอด่านขุนทด จังหวัด นครราชสีมา เปิดรับซื้อต้นเดือนตุลาคม 2568
  • จุดรับซื้อ ลาน ท.เจริญลานสัก อำเภอลานสัก จังหวัด อุทัยธานี เปิดรับซื้อตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม 2568

ทั้งนี้ โรงงานผลิตอาหารสัตว์ของซีพีเอฟทุกแห่งทั่วประเทศจะทยอยเปิดรับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้สอดคล้องกับช่วงเวลาและปริมาณการเก็บเกี่ยวผลผลิตของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ โดยสามารถติดตามข่าวสารการเปิดรับซื้อผลผลิตของโรงงานผลิตอาหารสัตว์ของซีพีเอฟ และราคารับซื้อประจำวันได้ทุกวันที่แอปพลิเคชัน ฟ.ฟาร์ม ซึ่งเป็นช่องทางสื่อสารหลักในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและทันสถานการณ์.

เอไอเอส และไทยคม สนับสนุนภารกิจความมั่นคงชายแดนไทย–กัมพูชาเสริมกำลังโครงข่าย และการสื่อสารในพื้นที่ปฏิบัติการแนวชายแดน

0

ท่ามกลางเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ที่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง เอไอเอส และไทยคม ในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารและโทรคมนาคมของประเทศ เดินหน้าสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่และทหารชายแดนอย่างเต็มกำลัง เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านการสื่อสารในพื้นที่ชายแดน โดยการเสริมขีดความสามารถของเครือข่ายทั้ง 4G/5G  รวมถึงติดตั้งสถานีฐานชั่วคราวในพื้นที่ปฏิบัติการ

เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการสื่อสารให้กับเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดน พร้อมเสริมประสิทธิภาพในการประสานงานและติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ โดยได้ดำเนินการในพื้นที่แนวชายแดน 4 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี, สุรินทร์, ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ รวมถึงฐานปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ความมั่นคงในจุดสำคัญบริเวณชายแดน

นอกจากนี้ ไทยคม ซึ่งเป็นผู้ให้บริการดาวเทียมสื่อสารชั้นนำของประเทศไทยได้ให้การสนับสนุนภารกิจของเจ้าหน้าที่ความมั่นคงในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่สามารถเข้าถึงโครงข่ายสื่อสารรูปแบบปกติได้ ด้วยการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านระบบดาวเทียมของไทยคม ทั้งแบบจานติดตั้งประจำ (Fixed Satellite Terminals) สำหรับศูนย์ปฏิบัติการตามแนวชายแดน และจานแบบเคลื่อนที่ (Mobile Terminals) สำหรับหน่วยปฏิบัติการเคลื่อนที่อีกด้วย

AIS และไทยคม ยังคงมุ่งมั่นในการสนับสนุนภารกิจสำคัญของชาติในทุกสถานการณ์ ด้วยศักยภาพของเครือข่ายและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อร่วมสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยให้กับสังคมไทยอย่างยั่งยืน

รู้เก็บรู้ออม : SME ต้องรอด 2025!!

0
บทความ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง" หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

มีคำกล่าวว่า “รู้สิ่งใดไม่สู้รู้วิชา รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี” ซึ่งหมายถึง ความรู้ เป็นอาวุธสำคัญที่จะทำให้เราอยู่รอดปลอดภัย พ้นจากภัยอันตราย เช่นเดียวกับการดำเนินกิจการ หรือทำธุรกิจให้อยู่รอดท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ถือเป็นความท้าทายที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัว ตลอดจนเรียนรู้ประสบการณ์และความรู้ เพื่อทำให้กิจการหรือธุรกิจของตัวเอง “ต้องรอด” ต่อไป

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอติดอาวุธความรู้ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ด้วยการจัดสุดยอดสัมมนา SME แห่งปี “SME ต้องรอด 2025” เพื่อปลดล็อกศักยภาพธุรกิจไทย พลิกเกมฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ ไปด้วยกัน โดยงานจัดขึ้นวันอาทิตย์ที่ 31 ส.ค.68 นี้ ที่อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ ถนนรัชดาภิเษก ตั้งแต่ 10.00-17.00 น. งานนี้ระดมผู้เชี่ยวชาญแถวหน้าของไทย ที่จะมาเปิดทุกมุมมอง พร้อมเสิร์ฟกลยุทธ์ที่ “ใช้ได้จริง” แบบไม่มีกั๊ก เพื่อให้ผู้ประกอบการ SME และผู้เข้าชมงานได้เข้าใจทุกเทรนด์ ทั้งเศรษฐกิจ เทคโนโลยี การเงิน การเข้าถึงแหล่งทุนและการบริหารคนแบบทันเกม ไม่มีตกขบวน!!

พบกับ 4 เวทีเจาะลึกทุกแง่มุมธุรกิจ 1.Main Stage เวทีหลักที่จะพา SME อัปเดตเทรนด์เศรษฐกิจ ผู้บริโภค และเทคโนโลยี พร้อมเปิดมุมมองใหม่ในการคิดแบบเจ้าของตัวจริง  2.Empower Stage เวทีที่ช่วยเสริมพลังติดอาวุธให้กับ SME ให้พร้อมรอดและโตด้วยเทคนิคการบริหารคน คุมต้นทุน และการใช้ AI 3.Breakthrough Stage เวทีสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการปรับตัว พาธุรกิจไปต่อ ที่ไม่ใช่แค่รอด แต่ต้องรุ่ง 4. SurviveStage เวทีที่พาเจ้าของกิจการเข้าใจเกมการเงิน การบริหารทุน และเทคนิคการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

ผู้เข้าร่วมงานจะได้ฟังความรู้และประสบการณ์ในการทำธุรกิจจากเจ้าของธุรกิจและกูรูกว่า 20 ชีวิตจากหลากหลายวงการที่หมุนเวียนมาถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์บนเวที เช่น ธุรกิจต้องรอด ที่ Main Stage พบกับ คมสันต์ แซ่ลี จาก FlashExpress, เทคโนโลยีต้องรอด ที่ Empower Stage กับ ปัทมาวลัย รัตนพล จาก S&P, กลยุทธ์ต้องรอด ที่ Breakthrough Stage กับ ธนัย ชรินทร์สาร (Podcaster Strategy Clinic), การเงินต้องรอด ที่ Survive Stage กับ ทรงพล ชัญมาตรกิจ จากบริษัท ต้นหอม

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม Pitching Showcases : ก้าวข้ามขีดจำกัดสู่ High-Value SME จากผู้ประกอบการ 11 บริษัท พร้อมบูธและกิจกรรมมากมาย ภายในงานยังมีสิทธิพิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมงาน ทั้งบริการจาก Service provider (Business Strategy/HR/MarTech/AI & Digital) ในราคาพิเศษเฉพาะงานนี้, ข้อมูลจากหน่วยงานรัฐและเอกชนที่สนับสนุนเงินทุน สำหรับ SMEs/Startups ในไทย, บริการเข้าถึง แหล่งทุนจาก SME D Bank ดอกเบี้ยต่ำ, รับคำปรึกษา การสนับสนุน ทุนจากหน่วยงานรัฐ และโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน และการลงทุนบนไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx)

งานเดียว ครบจบทุกบทเรียนสำคัญ ผู้ประกอบการ SME, สตาร์ตอัพ, ผู้บริหาร ตลอดจนสายงานการตลาดและ HR ห้ามพลาด! ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรีได้ที่ https://set–event–registration.setgroup.or.th/e/SMEDay2025

คุณนายพารวย

AIS ACADEMY ผนึก พม. เปิดสนามไอเดีย “JUMP THAILAND HACKATHON 2025” ชวนนิสิต-นักศึกษาปั้นนวัตกรรม AI พลิกชีวิตผู้สูงอายุและผู้พิการ สู่การทำงานและสร้างรายได้ ชิงรางวัลกว่า 200,000 บาท

0

AIS ACADEMY จับมือ กรมกิจการผู้สูงอายุและกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ภายใต้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เดินหน้าสานต่อพันธกิจเคียงข้างสังคมไทย ผ่านการเปิดตัวโครงการ JUMP THAILAND HACKATHON 2025 ภายใต้แนวคิด “ภารกิจคิดเผื่อ ขับเคลื่อนอนาคตด้วยนวัตกรรม” เชิญชวนนิสิต นักศึกษาทั่วประเทศ ร่วมแสดงศักยภาพด้านเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ ภายใต้โจทย์ “ร่วมคิดร่วมสร้างนวัตกรรมเทคโนโลยีในยุคปัญญาประดิษฐ์เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับผู้สูงอายุหรือคนพิการให้สามารถมีงานทำ มีรายได้ อย่างยั่งยืน” ในการพัฒนาโซลูชันที่ช่วยเพิ่มโอกาสทางอาชีพและรายได้ให้แก่ผู้สูงอายุและคนพิการ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยมีผู้เชี่ยวชาญจาก AIS ทำหน้าที่เมนเทอร์ให้คำปรึกษาและถ่ายทอดองค์ความรู้ตลอดระยะเวลาโครงการ

นายสรรเพชญ สรรพศิริ หัวหน้าฝ่ายงานการบริหารความเป็นเลิศด้านงานทรัพยากรบุคคล AIS กล่าวว่า “AIS ACADEMY มุ่งเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคนอย่างยั่งยืน จึงให้ความสำคัญกับการทำงานอย่างต่อเนื่องร่วมกับพันธมิตรทุกภาคส่วน โดยเฉพาะกระทรวง พม. ที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลกลุ่มประชากรที่เปราะบาง การจัดโครงการ JUMP THAILAND HACKATHON 2025 ครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นเวทีให้นิสิต นักศึกษาได้แสดงความสามารถด้านนวัตกรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาโซลูชันที่นำไปต่อยอดใช้งานจริง เพื่อเปลี่ยนชีวิตผู้สูงอายุและคนพิการในสังคมไทย โดยมี AIS ร่วมเป็นแรงสนับสนุนทั้งในด้านเทคโนโลยีและบุคลากรผู้เชี่ยวชาญอย่างเต็มที่ ซึ่งสะท้อนบทบาทของเราในฐานะองค์กรโทรคมนาคมอัจฉริยะ (Cognitive Tech-Co) ที่พร้อมใช้ศักยภาพในการร่วมขับเคลื่อนสังคมให้เดินหน้าอย่างยั่งยืน”

สำหรับนิสิต นักศึกษาที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมแข่งขันได้ ตั้งแต่วันนี้ ถึง วันที่ 30 สิงหาคม 2568 เพื่อชิงรางวัลรวมมูลค่ากว่า 200,000 บาท โดยทีมชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท และโอกาสในการต่อยอดโครงการให้เกิดขึ้นจริงร่วมกับ AIS และกระทรวง พม. ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมได้ที่ www.jumpthailand.com หรือ Facebook: AIS Jump Thailand

ตามรอยเซียน โดย เจี๊ยบ บางกรวย “พระสมเด็จวัดระฆังเกศบัวตูม ”

0

วันอาทิตย์เดินดูพระกับพระอาจารย์ คุยกันเรื่องรักในพระสมเด็จ ถ้าเจอสีดำบนรักแดงแท้ แต่ถ้าเจอแดงสีเดียวเก๊ รักแท้อายุเป็นร้อยปีจะหลุดเป็นชิ้นเป็นแผ่น ถ้ารักละลาย ไม่ดีเป็นรักใหม่ จำไว้นะเธอ ถ้าเดินเจอพระสมเด็จในกรอบ พระอาจารย์บอก มีพระหลุดนะยิ่งมีกรอบยิ่งดี แสดงว่าคนขายดูดี ตั้งใจขายแพงพร้อมกรอบ ถ้าเจอดูพระสว่างทั้งองค์คราบแป้งนวลๆ พิมพ์ดีมีโอกาสได้พระสมเด็จไว้ใช้

อาจารย์สอนเซียนเจี๊ยบหาตาม ได้มา 1องค์จากหลายร้อยองค์ จาก 20-30 แผงในสนามพระ เสร็จสิ้นการเดินแวะกินข้าว จบที่ร้านกาแฟ ได้เวลาโชว์พระ ให้พระอาจารย์ดู วัดระฆังเกศบัวตูมแท้ดูง่าย หวานเจี๊ยบ ใช้ได้แล้วนี่หาพระได้ พามาดูพระด้วยกันไม่ได้เดี๋ยวแย่งพระฉันหมด
พระอาจารย์สอนเซียนเจี๊ยบบอกต่อ พระสมเด็จแท้ ยังรอเราอยู่นะเธอ

เจี๊ยบบางกรวยเดินตามรอยพระอาจารย์ 087 0030897

มื้อนี้ไม่ใช่แค่อาหาร…แต่คือความห่วงใยจากซีพี-ซีพีเอฟ

0

พายุโซนร้อน “วิภา” ทิ้งร่องรอยไว้ในหลายจังหวัดของภาคเหนือ บ้านเรือนจมหาย ผู้คนใช้ชีวิตยากลำบาก แต่ท่ามกลางวิกฤต ยังมีความห่วงใยที่ไม่เคยหายไป

เครือซีพี-ซีพีเอฟ ร้อยเรียงความดี เร่งลงพื้นที่มอบวัตถุดิบอาหารสด ทั้งเนื้อไก่ เนื้อหมู ไข่ไก่ น้ำดื่ม และอาหารพร้อมรับประทานแบรนด์ CP ส่งตรงถึงหน่วยงานต่างๆ ทั้งโรงครัวพระราชทาน โรงครัวกลาง และหน่วยงานจิตอาสา ในพื้นที่ 5 จังหวัด น่าน พะเยา เชียงราย แพร่ และลำปาง เพื่อเปลี่ยนเป็นมื้ออุ่นๆ ที่เติมพลังใจให้ทั้งผู้ประสบภัยและเจ้าหน้าที่ด่านหน้า

ภารกิจนี้ไม่ใช่แค่การ “ส่งของ” แต่คือการ “ส่งใจ” เพราะการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน ท้องถิ่น และภาคประชาชน คือพลังที่ทำให้ความช่วยเหลือไปถึงมือผู้ที่ต้องการอย่างรวดเร็วที่สุด

ทีมจิตอาสาซีพีและซีพีเอฟ พร้อมใจลงเรือ ลุยน้ำ เดินเท้า ฝ่าทุกอุปสรรค เพื่อส่งมอบกำลังใจผ่านทุกมื้ออาหารที่ปรุงด้วยหัวใจ

วิกฤตอาจยังไม่จบ เราก็ยังไม่หยุด เครือซีพีและซีพีเอฟ พร้อมลุยเคียงข้างกัน…จนถึงวันที่วิกฤตคลี่คลาย

ชมคลิปเต็มความช่วยเหลือจากใจ https://youtube.com/shorts/QufrBe5nDRg?si=8Dx8C66H3RXJjVf2

CPF หนุน SMEs ไทยด้วยองค์ความรู้ ESG พลิกโอกาสธุรกิจ สู่ความยั่งยืน

0

ในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การแข่งขันไม่ได้วัดกันที่ผลกำไรเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป หากแต่ต้องวัดจากศักยภาพในการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงอย่างมีความรับผิดชอบ ผู้ประกอบการ SMEs ยืนยันการดำเนินงานอย่างยั่งยืนเป็นโอกาส การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ภาระหรือเป็นต้นทุนที่สูญเปล่า แต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้างโอกาสเติบโตอย่างแข็งแกร่งในอนาคต

ผู้ประกอบการ SMEs ไทยกว่า 100 รายที่เข้าร่วมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “Empowering SMEs Competitiveness: อยู่รอด เติบโต ยั่งยืน” ในงาน GCNT Expo 2025 จัดโดย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร ทั้งภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ธนาคารพัฒนาเอเชีย และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญของบริษัทถ่ายทอดความรู้และแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ไทยขับเคลื่อนธุรกิจก้าวสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ ร่วมดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม

พีรพงศ์ กรินชัย ผู้บริหารสูงสุดสายงานวิศวกรรม ซีพีเอฟ กล่าวว่า ในฐานะสมาชิกของสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพค ประเทศไทย (GCNT) การจัดกิจกรรมแบ่งปันองค์ความรู้เสริมสร้างศักยภาพธุรกิจ SMEs ดำเนินงานตามหลักการ ESG ดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม ซีพีเอฟเชื่อมั่นว่า ‘ความยั่งยืน’ จะเกิดขึ้นได้จริงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ธุรกิจ SMEs ซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ลดต้นทุนในระยะยาว เสริมสร้างความน่าเชื่อถือ และเปิดโอกาสในการเข้าถึงตลาดใหม่ รวมถึงแหล่งเงินทุนที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ด้าน ยุทธพล วงศ์วรกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซินเนอร์จี้แพค จำกัด ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหาร กล่าวว่า SME หลายรายกังวลการพัฒนาที่ยั่งยืนต้องใช้งบประมาณ เมื่อได้ลงมือลดก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิต พบว่าไม่ได้มีต้นทุนสูงอย่างที่เคยคิด แต่กลับช่วยให้กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น ได้ผลผลิตเพิ่ม ต้นทุนลดลง ที่สำคัญช่วยสร้างความน่าเชื่อถือกับลูกค้า โดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม

ขณะที่ หิรัญญา วงศ์จิรัฐิติกาล ผู้อำนวยการ บริษัท วงศ์เอกอุตสาหกรรม จำกัด กล่าวเสริม ว่า แนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนไม่ได้เป็นทฤษฎี ความรู้ที่ได้รับเป็นแนวทางปฏิบัติที่นำไปประยุกต์ใช้ได้จริง จากการปรับเปลี่ยนสู่ธุรกิจสีเขียวช่วยเปิดประตูให้ SMEs ได้เข้าถึงลูกค้าใหม่และโอกาสทางธุรกิจเพิ่มขึ้น

ภเดช กันตจินดา กรรมการผู้บริหาร บริษัท เนเจอร์สไปซ์ จำกัด สะท้อนว่า “ความยั่งยืน” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ธุรกิจ SME สามารถนำมาปรับใช้ได้จริง ผลลัพธ์ที่ตามมา SMEs มีรายได้ที่มั่นคง ต้นทุนที่ลดลง และสร้างภาพลักษณ์องค์กรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในสายตาของผู้บริโภคการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG เป็นกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ SMEs ช่วยผลักดันให้ธุรกิจเติบโตก้าวทันโลก พร้อมกับสร้างคุณค่าและความยั่งยืนทั้งต่อองค์กร สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว.

ปลาหมอคางดำกินพืชเป็นส่วนใหญ่ มองใหม่อย่างเข้าใจธรรมชาติของ “ผู้ร้ายจำเป็น” ในน้ำกร่อย

0

บทความ โดย วงษ์อร อร่ามกูล

ในห้วงเวลาที่ชื่อของ “ปลาหมอคางดำ” ถูกกล่าวถึงอย่างหนาหูว่าเป็นปลารุกราน เป็นภัยต่อระบบนิเวศ หรือแม้กระทั่งเป็น “ปลามลพิษ” ที่ไม่ควรบริโภค เสียงตัดสินเหล่านี้อาจทำให้สังคมเข้าใจผิดและตื่นตระหนกเกินเหตุ แต่เมื่อย้อนกลับมามองด้วยข้อมูลวิชาการจะเห็นภาพที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง

งานวิจัยโดยคุณทิวารัตน์ เถลิงเกียรติลีลา ผู้เชี่ยวชาญด้านความหลากหลายทางชีวภาพ กรมประมง ชี้ให้เห็นว่า ปลาหมอคางดำมีธรรมชาติที่ต่างจากสิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดมาโดยตลอด เริ่มจากโครงสร้างทางกายภาพที่สำคัญอย่าง “ลำไส้” ที่ยาวมาก โดยเฉพาะในปลาขนาด 15–20 เซนติเมตร ซึ่งมีลำไส้ยาวกว่าความยาวลำตัวถึงเกือบ 7 เท่า ลักษณะนี้เป็นดัชนีสำคัญของสิ่งมีชีวิตที่บริโภคพืชเป็นหลัก

เป็นไปตามข้อมูลเชิงวิชาการที่แบ่งประเภทของปลาตามลักษณะพฤติกรรมการกินอาหารได้ 3 กลุ่ม คือ 1.) ปลากินพืช (Herbivorous fish) ลำไส้จะยาวมากกว่าความยาวลำตัวหลายเท่า โดยทั่วไปอยู่ที่ 4–10 เท่า ของความยาวลำตัว หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณเส้นใยในอาหาร 2.) ปลากินสัตว์ (Carnivorous fish) ลำไส้จะสั้นกว่ามาก โดยปกติจะยาวเพียง 0.5–2 เท่า ของความยาวลำตัวเท่านั้น เพราะโปรตีนสัตว์ย่อยง่าย ใช้ลำไส้ไม่ยาว 3.) ปลากินทั้งพืชและสัตว์ (Omnivorous fish) ลำไส้จะอยู่ระหว่างกลาง ประมาณ 1.5–4 เท่า ของความยาวลำตัว ดังนั้น เมื่อปลาหมอคางดำมีลำไส้ยาวถึง เกือบ 7 เท่า ของลำตัวในช่วงอายุที่โตเต็มที่ ก็เป็นหลักฐานที่หนักแน่นว่า มันเป็นปลาที่มีลักษณะกินพืชเป็นหลัก มากกว่าที่จะเป็นสัตว์กินเนื้อ

ยิ่งไปกว่านั้นการศึกษาชิ้นนี้ยังได้วิเคราะห์องค์ประกอบอาหารภายในลำไส้ของปลาหมอคางดำที่จับได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติหลายจุด เช่น แม่น้ำสวี จังหวัดชุมพร คลองท่าครก จังหวัดระยอง และพื้นที่ป่าชายเลนบางตะบูนนอก จังหวัดเพชรบุรี ผลการวิเคราะห์พบว่า องค์ประกอบของอาหารภายในลำไส้ถึง 94% เป็นพืชน้ำ แพลงก์ตอนพืช และสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่สัตว์นักล่า ขณะที่สัตว์น้ำอย่างกุ้ง หอย ปู หรือแมลงตัวเต็มวัยมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

กล่าวได้ว่าปลาหมอคางดำ “กินพืชเป็นหลัก” และไม่ได้มีพฤติกรรมการล่า หรือกินลูกสัตว์น้ำตามที่มีความเชื่อผิด ๆ กันในวงกว้าง ความเข้าใจผิดเหล่านี้มักเกิดจากการพบว่า ปลาในบ่อเพาะเลี้ยงมีเศษกุ้งหรือปลาขนาดเล็กอยู่ในลำไส้ ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นผลจากพฤติกรรมการ “ปรับตัว” มากกว่าพฤติกรรมดั้งเดิม

ข้อเท็จจริงอีกประการที่ควรรับรู้คือ การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติหลายแห่งของไทย ส่วนใหญ่มิได้เกิดขึ้นโดยกระบวนการตามธรรมชาติ แต่เป็นผลจาก “การกระทำของมนุษย์” ทั้งโดยตั้งใจ เช่น การนำไปทดลองเลี้ยง และโดยไม่ตั้งใจ เช่นการปะปนมากับพันธุ์สัตว์น้ำอื่น หรือการนำปลาไปทำปลาเหยื่อ ปลาปรับตัวได้ดี มนุษย์เราก็ควรกำจัดปลาหมอคางดำด้วยการพิจารณาถึงศักยภาพในการใช้ประโยชน์จากปลาชนิดนี้อย่างสร้างสรรค์ ซึ่งที่ผ่านมากรมประมงได้ทดลองนำปลาหมอคางดำไปแปรรูปเป็น “หมอหมัก” สำหรับทำเป็นอาหารสัตว์น้ำ พบว่าใช้ได้ผลดี และยังสามารถนำเนื้อปลาสดไปเลี้ยงปูทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเนื้อแน่น คงรูปดี และมีราคาถูก

ที่สำคัญกว่านั้นคือ ปลาหมอคางดำเป็นปลาที่สามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัย หากผ่านการเตรียมที่ถูกสุขลักษณะ เนื้อปลาสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลาย ทั้งทอด ต้ม นึ่ง หรือทำปลาแดดเดียว ทำน้ำปลา ปลาร้า โดยไม่มีหลักฐานใดบ่งชี้ว่าปลาชนิดนี้มีสารพิษหรืออันตรายต่อผู้บริโภคเลย

การเข้าใจผิดคือจุดเริ่มต้นของการตีตรา หากไม่ย้อนกลับมามองข้อมูลอย่างเป็นเหตุเป็นผล ก็อาจพลาดโอกาสในการอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่กำลังหาทางปรับตัวอยู่กับเราอย่างสงบ ปลาหมอคางดำไม่ใช่ศัตรู และไม่ใช่ปลามลพิษ มันคือปลาชนิดหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าหากช่วยกันมองด้วยใจที่เปิดกว้างบนข้อมูลที่ถูกต้อง