Home Blog Page 71

กรมประมงเดินหน้าปล่อย “ปลานักล่า” ต่อเนื่อง กทม.บูรณาการทุกภาคส่วนคุมเข้ม “ปลาหมอคางดำ”

0

กรมประมงยังคงเดินหน้ามาตรการควบคุมและจัดการ “ปลาหมอคางดำ” อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความหนาแน่น และควบคุมการแพร่กระจาย โดยใช้แนวทางบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และชุมชนในพื้นที่ เพื่อฟื้นฟูความสมดุลของแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างยั่งยืน

หนึ่งในมาตรการสำคัญของกรมประมง คือ “การปล่อยพันธุ์ปลานักล่า” เช่น ปลาอีกง ปลากะพงขาว ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติในการลดจำนวนปลาหมอคางดำ จะช่วยกำจัดลูกปลาหมอคางดำขนาดเล็ก เป็นการ “ตัดวงจรการแพร่พันธุ์” และลดความหนาแน่นของประชากรของปลาต่างถิ่นในแหล่งน้ำ พร้อมทั้งช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพและสร้างสมดุลให้ระบบนิเวศกลับคืน

ล่าสุด กรมประมง โดย ได้ร่วมกับชุมชน และหน่วยงานภาครัฐ และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ (CPF) จัดกิจกรรม ปล่อยพันธุ์ปลากะพงขาว ขนาด 4-5 นิ้ว 10,000 ตัว ลงในแหล่งน้ำธรรมชาติในกรุงเทพมหานคร การปล่อยปลานักล่าจะดำเนินต่อจากกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” ที่มีการจับปลาหมอคางดำขนาดใหญ่ออกจากแหล่งน้ำ

นายยุคล เหมบัณฑิต ประมงพื้นที่กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การปล่อยปลานักล่าเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของกรมประมงในการควบคุมและลดจำนวนปลาหมอคางดำ โดยเฉพาะ ปลากะพงขาว ซึ่งถือเป็นปลาดั้งเดิมในแหล่งน้ำของชุมชน และสามารถกำจัดลูกปลาหมอคางดำได้เป็นอย่างดี กิจกรรมการปล่อยปลานักล่าครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชนในพื้นที่ โดยลูกพันธุ์ปลากะพงขาวที่ปล่อยในวันนี้ 10,000 ตัวได้รับการสนับสนุนจากซีพีเอฟ ขณะที่ชุมชนและพี่น้องเกษตรกรได้ร่วมกันคัดเลือกแหล่งน้ำที่เหมาะสมในการปล่อยปลาสองจุด ได้แก่ บริเวณคลองหน้าวัดลูกวัว และศูนย์เรียนรู้แสมดำ

นายยุคลกล่าวเพิ่มเติมว่า “เกษตรกรในพื้นที่ต้องการปลากะพงขาวเพิ่มเติมเพื่อนำไปใช้ในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งกรุงเทพมหานครมีแผนจัดตั้ง ‘กองทุนปลากะพงขาว’ เพื่อสนับสนุนเกษตรกรในอนาคต ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครยังให้ความสำคัญกับการบูรณาการทุกภาคส่วนในการช่วยกันกำจัดปลาหมอคางดำ เช่น การรับซื้อปลาหมอคางดำกว่า 500,000 กิโลกรัม เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ”

การปล่อยปลานักล่าเป็นตัวอย่างของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชนท้องถิ่น ที่ใช้กลไกธรรมชาติในการควบคุมประชากรปลาหมอคางดำ ยังเป็นการเพิ่มชนิดของพันธุ์ปลาในแหล่งน้ำ ช่วยให้ชุมชนได้รับประโยชน์โดยตรงจาก “ปลากะพงขาว” ซึ่งเป็นปลาเศรษฐกิจ สามารถจับขึ้นมาเป็นอาหารของครัวเรือน หรือนำไปจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้เสริมแก่ครัวเรือน

นอกจากนี้ ปลานักล่ายังมีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่เป็น “แนวกันชนธรรมชาติ” จำกัดขอบเขตการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำไม่ให้ขยายไปยังพื้นที่ใหม่ ๆ โดยเฉพาะในจังหวัดที่ยังไม่พบการระบาด เช่น จังหวัดตราด ซึ่งมีการปล่อยปลากะพงขาวในแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อสร้างแนวป้องกันตามธรรมชาติ ลดความเสี่ยงต่อการรุกรานของปลาหมอคางดำในอนาคต

ทั้งนี้ กรมประมงยังคงติดตามและประเมินผลของมาตรการกำจัดและควบคุมปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง ทั้งกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” และการปล่อยปลานักล่าในพื้นที่ต่าง ๆ โดยเน้นส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์ปลาหมอคางดำและสร้างมูลค่าเพิ่ม ทั้งการแปรรูปเป็นอาหารเพื่อบริโภคและจำหน่าย ใช้เป็นอาหารของปลากะพงและปู รวมถึงทำเป็นน้ำหมักชีวภาพ เพื่อให้การจัดการปลาหมอคางดำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ บนพื้นฐานของความร่วมมือและการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล

“ไข่จากมือเด็ก พลังใหม่สู่ชุมชน” ซีพีเอฟต่อยอดโครงการเลี้ยงไก่ไข่ร่วมสร้างความมั่นคงทางอาหาร

0

วันศุกร์ที่สองของเดือนตุลาคมในทุกๆ ปี ถูกกำหนดให้เป็น “วันไข่โลก” (World Egg Day) เพื่อย้ำถึงความสำคัญของ “ไข่” อาหารโปรตีนคุณภาพสูงที่มีประโยชน์ต่อทุกเพศทุกวัย

ไข่ไก่ สำหรับเด็กๆ ในโรงเรียนต่างจังหวัดทั่วไทยแล้ว ไม่ได้เป็นเพียงแค่เมนูอาหาร แต่ยังเป็น “แหล่งโปรตีนแห่งโอกาส” ที่หล่อเลี้ยงร่างกาย สมอง และยังต่อยอดเป็นบทเรียนชีวิตและอาชีพในอนาคต

โรงเรียนวัดบางปิดล่าง (ราษฎร์สงเคราะห์) ต.บางปิด อ.แหลมงอบ จ.ตราด เข้าร่วม “โครงการซีพีเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” ตั้งแต่ปี 2559 ปัจจุบันเป็นโรงเรียนขยายโอกาส ชั้น ม.1- ม.3 เป็นปีแรก มีนักเรียน 274 คน เลี้ยงไก่ไข่กว่า 150 ตัว เด็กได้ทานเมนูไข่ไก่สัปดาห์ละ 3 วัน ได้ทั้งโปรตีนดีและความรู้จากการเลี้ยงไก่ ผลผลิตดีต่อเนื่องจนสามารถต่อยอดสู่อาชีพในครัวเรือน

เมื่อแม่ไก่ครบอายุเลี้ยง โรงเรียนจะมอบแม่ไก่ปลดระวางที่ยังให้ผลผลิตดี ให้นักเรียนที่เป็นสมาชิกในชุมนุมเกษตร-เลี้ยงไก่ไข่ทั้ง10 คน นำไปเลี้ยงต่อที่บ้าน และมอบให้ผู้ปกครองอีก 20 ครอบครัว ที่ร่วมโครงการ “โคกหนองนา” รวมถึงจำหน่ายให้ชาวชุมชนที่สนใจ เพื่อให้ทุกครัวเรือนมีแหล่งอาหารของตัวเอง

ด.ญ.ชญานนท์ บุญมี – น้องอิง ชั้น ม.1 เล่าว่า “เริ่มเลี้ยงไก่ตั้งแต่ ป.3 ตอนนั้นตื่นเต้นมาก พอได้ไก่ไข่ไปเลี้ยงต่อที่บ้าน ทำให้มีไข่กินทุกวัน ช่วยลดรายจ่ายให้ที่บ้านได้มากๆเลย”

ส่วน ด.ญ.กรวรรณ โพธิวรรณา – น้องพอใจ ชั้น ป.4 เสริมว่า “เราแบ่งเวรดูแลไก่ทุกวัน เช้าให้อาหาร ทำความสะอาด ตอนบ่ายเก็บไข่ แล้วส่งขายผ่านสหกรณ์ โรงเรียนก็นำไปทำอาหารกลางวัน ส่วนที่เหลือขายให้ผู้ปกครอง ขายดีมากค่ะ เพราะเป็นไข่ที่พวกเราเลี้ยงเอง สดและปลอดภัยแน่นอน”

ส่วน โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนค็อกนิสไทยฯ ต.แมดนาท่ม อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร ที่ดำเนินโครงการเลี้ยงไก่ไข่ฯ ต่อเนื่องมากว่า 20 ปี ตั้งแต่ปี 2548 ซีพีเอฟและมูลนิธิฯ มอบแม่ไก่ 200 ตัว เพื่อสนับสนุนอาหารกลางวันเด็กๆ 244 คน การเลี้ยงไก่ไข่ยังสอดคล้องกับ โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่มุ่งให้เด็กมีอาหารครบถ้วน และได้เรียนรู้ทักษะชีวิตควบคู่ไปด้วย

ผลลัพธ์คือ เด็กๆ ไม่เพียงมีสุขภาพดี จากการทานเมนูไข่ไม่น้อยกว่า 3 วันต่อสัปดาห์ แต่ยังได้ฝึกอาชีพ ทั้งการเลี้ยงไก่ การแปรรูปไข่ เป็นวิชาชีพติดตัว และยังรู้จักการทำงานเป็นทีม รวมทั้งเรียนรู้ระบบสหกรณ์จากการจำหน่ายไข่จริงในโรงเรียน และโรงเรียนแห่งนี้ยังได้เป็นต้นแบบศูนย์เรียนรู้ LEARNING CENTER ในพื้นที่อีกด้วย

สำหรับ โรงเรียนบ้านห้วยไม้หก อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ที่อยู่ห่างตัวเมืองเชียงใหม่กว่า 300 กิโลเมตร การเข้าถึงอาหารไม่ง่ายนัก โรงเรียนจึงเข้าร่วมโครงการเลี้ยงไก่ไข่ฯ ตั้งแต่ต้นปี 2568 และมูลนิธิซีพียังช่วยสนับสนุนโครงการเกษตรพอเพียง สร้างโรงเรือนปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ภาคเรียนหน้าโรงเรียนจะเลี้ยงปลา หมู และกบ เสริมอาหารให้เด็กๆ และชุมชนรอบข้าง ผลผลิตไข่ไก่ เป็นทั้งอาหารกลางวันของนักเรียนทั้ง 192 คน และสำหรับนักเรียนพักนอน 93 คน ส่วนที่เหลือจำหน่ายให้ชุมชน และยังมีผู้บริจาคเงินจัดซื้อไข่ไก่ เพื่อให้ทางโรงเรียนมอบแก่กลุ่มเปราะบาง 100 ราย ทั้งผู้สูงวัย ผู้พิการ และผู้ยากไร้ ใน ต.ม่อนจอง ต.แม่ตื่ “ไข่ไก่” จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการแบ่งปันอย่างแท้จริง

ด.ญ.วารี ชีวีอิสระ-น้องน้ำ และ ด.ญ.มณฑิตา ไพรบุญพำนัก-น้องสาวิกา ชั้น ม.2 ที่กำลังช่วยดูแลแม่ไก่ไข่ บอกตรงกันว่า “ดีใจที่ได้เรียนรู้การเลี้ยงไก่ ไข่ที่ได้ทั้งกินเอง และแจกให้ชุมชน ทำให้เราอยากสืบต่ออาชีพนี้ในอนาคต”

ส่วน น.ส.นลิน เลาย้าง – น้องหยี ชั้น ม.3 กล่าวขอบคุณโครงการที่มอบโอกาสให้โรงเรียนมีไข่ไก่สดใหม่และมีคุณค่าทางโภชนาการไว้ดูแลเพื่อนๆ ทุกคน

อีกหนึ่งโรงเรียนต้นแบบคือ โรงเรียนบ้านห้วยจรเข้ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ที่นำองค์ความรู้จากโครงการ CONNEXT ED มาต่อยอดสู่นวัตกรรมเกษตรยุคใหม่ โรงเรียนแห่งนี้เลี้ยงไก่ไข่ 200 ตัว ภายใต้ระบบ IoT ที่ควบคุมพัดลม แสง และอุณหภูมิในโรงเรือนอัตโนมัติ กลายเป็น “ศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยี เกษตร และนวัตกรรม” ที่เด็กๆ ภูมิใจ โดยแบ่งการเรียนรู้เป็น 9 ฐาน เช่น การแปรรูป การตลาด และเบเกอรี่ ปัจจุบันมีผู้เข้ามาฝึกทักษะแล้วกว่า 2,000 คน ทั้งจากโรงเรียนใกล้เคียง ชุมชน และสถาบันอุดมศึกษา

ด.ช.ธันวา เทียนขุนทด – น้องวา ชั้น ม.3 เล่าว่า “ไข่ไก่ของเราขายดีมาก เรามีระบบขายออนไลน์ด้วย พอเห็นไข่ที่ได้ดูแลเองกลายเป็นอาหารให้เพื่อนๆ และครอบครัว รู้สึกดีใจสุดๆ อยากให้โครงการนี้อยู่กับโรงเรียนไปนานๆ”

ด.ญ.ฐิติรัตน์ แสงสง่า – น้องเกรซ ม.2 เล่าด้วยรอยยิ้ม “เรานำไข่ที่ได้มาทำเบเกอรี่ขายคู่กับกาแฟ เป็นฐานหนึ่งในศูนย์เรียนรู้ ภูมิใจมาก ได้เรียน ได้ขาย ได้ใช้จริงๆ”

“ไข่ไก่” จากโครงการซีพีเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน ไม่เพียงเป็นเมนูเติมพลังในแต่ละวัน แต่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างชีวิตและโอกาสให้เด็กๆ ได้เรียนรู้การพึ่งพาตนเอง มีอาหารที่มั่นคง และต่อยอดสู่ทักษะอาชีพในอนาคต … เมื่อได้เรียนรู้จาก “ไข่” พวกเขาได้รับโปรตีนจากธรรมชาติ และยังได้รับ “พลังในการเติบโต” ที่หล่อหลอมให้เป็นพลังเล็กๆ ของครอบครัว โรงเรียน และชุมชนที่ยั่งยืน

คลิกชมคลิป >> https://youtube.com/shorts/p_NKjyQ1UJk?si=n1WLABhCxmnzaAgu

“ออมสิน” ให้ทุกขั้นของชีวิตได้ไปต่อ เปิดตัวโฆษณาชุดใหม่ถ่ายทอดเรื่องราวการสู้ชีวิตของคนธรรมดาที่ไม่ยอมแพ้

0

“ทุกคนต่างเคย “จม” อยู่กับช่วงเวลาที่ยากลำบาก…บางคนจมอยู่กับหนี้ บางคนเจอกับค่าใช้จ่ายไม่ทันตั้งตัว บางคนก็หมดแรงเพราะขาดเงินทุนทำมาหากิน แต่ทุกครั้งที่เราลุกขึ้นสู้ใหม่ ชีวิตก็จะค่อยๆ พาเราไปต่อได้เสมอ

ภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ของออมสินถ่ายทอดเรื่องราวการสู้ชีวิตของคนธรรมดาที่ไม่ยอมแพ้ พร้อมบทเพลง “You Can Do It” ที่คอยย้ำกับเราว่า..

ไม่ว่าทางข้างหน้าจะยากแค่ไหน คุณก็ทำได้ และเพราะการก้าวต่อในชีวิต บางครั้งก็ต้องมี “แรงเสริม” ออมสินจึงมีสินเชื่อหลายรูปแบบไว้ช่วยดูแล ไม่ว่าจะเพื่อปิดหนี้นอกระบบ เสริมทุนกิจการเล็กๆ หรือเป็นเงินฉุกเฉินในวันที่ไม่คาดคิด…ก็เพื่อให้ทุกขั้นของชีวิตของคุณ ได้มีทางไปต่อ ได้จริงๆ

💕”ชมภาพยนตร์เต็มเรื่องได้ที่ https://to.gsb.or.th/p7sXTqและทุกช่องทางโซเชียลมีเดียของ GSB Society หรือ https://to.gsb.or.th/jmWYh # ## #”

AIS ฉลอง 35 ปี สร้างปรากฏการณ์ว้าวอย่างต่อเนื่องแจกฟรี! คูปองเครื่องดื่ม Café Amazon มูลค่า 50 บาท 100,000 แก้ว เพียงใช้ AIS Points 1 คะแนนในวันที่10.10 นี้เท่านั้น!

0

เอไอเอส ฉลองครบรอบ 35 ปี ขอแทนคำขอบคุณลูกค้ากว่า 51 ล้านรายทั่วประเทศ ที่ไว้วางใจและเติบโตไปพร้อมกัน ด้วยการเติมเต็มทุกโมเมนต์ความสุข ผ่านแคมเปญสุดยิ่งใหญ่ “AIS 1 POINT 12 WEEKS 12 WOW” ใช้ AIS Points เพียง 1 คะแนน เตรียมแลกรับสิทธิพิเศษสุดว้าวได้ต่อเนื่อง 12 สัปดาห์ ตลอด 3 เดือนเต็ม 

เอไอเอสตั้งใจมอบทุกเซอร์ไพรส์ความ WOW ให้ลูกค้าต่อเนื่องตลอดทั้งแคมเปญ และในวันที่ 10 ตุลาคม 2568 นี้ ขอมอบของขวัญความ WOW ครั้งใหญ่ ให้ลูกค้าใช้ AIS Points 1 คะแนน แลกรับฟรี! คูปองส่วนลดเครื่องดื่ม Café Amazon มูลค่า 50 บาท ได้เลยทันที วันเดียวเท่านั้น! ผ่านแอป myAIS ตั้งแต่เวลา 10.00 น. – 11.00 น. (หรือจนกว่าสิทธิ์จะเต็ม) โดยแจกความสดชื่นแบบจัดหนักถึง 100,000 แก้ว ให้คนไทยได้สดชื่นไปพร้อมกันทั้งประเทศ พร้อมแล้วก็เตรียมแอป myAIS ให้พร้อม และเตรียมเอไอเอส พอยท์ไว้รอได้เลย สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://m.ais.co.th/9WHxlJxtG

เรื่อง Money กับคนรุ่นใหม่#3 ตอนที่ 3 – ธุรกิจโตได้ด้วยตลาดทุน

0

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นช่องทางสำคัญหนึ่งที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถระดมเงินทุนระยะยาวไปใช้ในการขยายกิจการได้ โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ยหรือชำระคืนเงินต้น นอกจากนี้ การนำธุรกิจเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดี สร้างความน่าเชื่อถือ และเพิ่มโอกาสในการร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศในการต่อยอดทางธุรกิจ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล Money กับคนรุ่นใหม่ #3 จะสรุปให้เห็นว่าธุรกิจที่จดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ประโยชน์อะไร

INVESTORY ชวนดูซีรีส์ “เรื่อง Money คนรุ่นใหม่ #3” เรียนรู้ตลาดทุน เข้าใจการลงทุนอย่างยั่งยืน

0

พิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน INVESTORY ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ชวนผู้สนใจรู้จักบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ฯ ผ่านกลไกตลาดทุน จากคลิปซีรีส์ “Money คนรุ่นใหม่ #3” รวม 5 ตอน ที่จะถ่ายทอดเรื่องราวตั้งแต่กลไกของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่เชื่อมโยงผู้มีเงินออมกับธุรกิจ ทำให้ธุรกิจเติบโตผ่านตลาดทุน ทำให้การลงทุนเป็นเรื่องใกล้ตัว ผู้มีเงินออมก้าวไปสู่การเป็นผู้ลงทุน และกลายเป็นผู้ลงทุนคุณภาพที่ลงทุนอย่างมีความรู้และรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินอย่างยั่งยืน ติดตามชมซีรีส์ทั้ง 5 ตอนได้ทาง YouTube: SET Thailand หรือ https://www.youtube.com/playlist?list=PLQtlXHTArVHtSx1YJ7_EJp6qdHcN5wtcz

“สาระ ล่ำซำ” คว้า 2 รางวัลเกียรติยศ “สุดยอดผู้นำองค์กร” ประจำปี 2568 จากงานประกาศรางวัล CEO ECONMASS Awards 2025

0

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)  เข้ารับ 2 รางวัลเกียรติยศสุดยอดผู้นำองค์กร ประจำปี  2568  ได้แก่ รางวัลสุดยอดซีอีโอรุ่นกลาง”  สาขาธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง และธุรกิจภาคบริการ และรางวัล “เดอะเบสท์ซีอีโอรุ่นกลาง” จากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในงานมอบรางวัลCEO ECONMASS Awards 2025  ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย งานจัดขึ้น ณ โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ

ทั้งนี้รางวัลสุดยอดซีอีโอ จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างต้นแบบผู้นำองค์กรที่เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างแรงกระตุ้นของสังคม การดำเนินธุรกิจที่ดี และมีความรับผิดชอบต่อสังคมตามแนวทาง ESG ตลอดจนเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนผู้นำองค์กรที่เข้มแข็ง อีกทั้งยังเป็นการยกย่องและเชิดชูเกียรติให้กับสุดยอดผู้นำองค์กรที่มีคุณสมบัติครบถ้วนที่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาจากคณะกรรมอย่างรอบด้านจนนำมาซึ่งการได้รับรางวัลในครั้งนี้

โดยการได้รับรางวัลในครั้งนี้  “นายสาระ ล่ำซำ” ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำที่มีคุณสมบัติครบถ้วนทั้งความสามารถในการกำหนดทิศทางธุรกิจด้วยวิสัยทัศน์อันกว้างไกล ความมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรในทุกด้านอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และเป็นผู้นำแบบอย่างที่ให้ความสำคัญต่อการสร้างความยั่งยืน ด้วยการเดินหน้าธุรกิจควบคู่ไปกับนโยบายด้าน ESG  สะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทในการสร้างผลกระทบเชิงบวกในมิติด้านสิ่งแวดล้อม มิติด้านสังคม  มิติด้านบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ โดยได้บูรณาการแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนผนวกเข้ากับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ทุกหน่วยงานในบริษัทฯ  ได้นำไปเป็นแนวปฏิบัติในการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายมีความสุขอย่างยั่งยืน .

แพทย์ชวนคนไทยกินไข่ไก่ให้ได้อย่างน้อย วันละ 1 ฟอง เนื่องในวันไข่โลก

0

แพทย์ ชี้ ไข่ไก่ เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดี มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เหมาะสำหรับทุกช่วงวัย โดยเฉพาะวัยเด็กที่อยู่ในช่วงเจริญเติบโต ควรกินไข่ให้ได้วันละ 1 ฟอง หรือมากกว่านั้น ขณะที่ผู้ใหญ่ที่ไม่มีโรคประจำตัว สามารถบริโภคได้อย่างน้อยวันละ 1 ฟอง เช่นกัน

ผศ.พญ.กัลย์สุดา อริยะวัตรกุล กุมารแพทย์ (โรคระบบต่อมไร้ท่อ) ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า “ไข่ไก่” เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดี ย่อยง่าย คุณค่าทางโภชนาการสูง ทั้งไขมันดี วิตามิน แร่ธาตุครบถ้วน มีสารอาหารสำคัญบำรุงสมอง ดวงตา และหัวใจ เช่น โคลีนในไข่แดง ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ทั้งยังหาซื้อง่าย ราคาเข้าถึงได้ ประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู

ผศ.พญ.กัลย์สุดา อริยะวัตรกุล

ไข่ไก่ แหล่งอาหารที่ให้โปรตีนเป็นหลัก สามารถบริโภคได้ทุกช่วงวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัยเด็กที่อยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโต ซึ่งโปรตีนและธาตุเหล็กเป็นสารอาหารที่สำคัญ เด็กจึงควรรับประทานโปรตีนให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ซึ่งวัยเด็กสามารถกินไข่ไก่ได้ทุกวัน อย่างน้อยวันละ 1 ฟอง หรือมากกว่านั้นได้

สำหรับปริมาณโปรตีนที่แนะนำ ในเด็กที่มีอายุ 2-12 ปี ควรบริโภคไข่ไก่ วันละ 1 ฟอง ร่วมกับ เนื้อสัตว์ประมาณ 6-9 ช้อนโต๊ะต่อวัน เช่น เนื้อไก่ หรือเนื้อหมู เพื่อให้มีโปรตีนที่หลากหลายสลับกันไป รวมถึงนมจืด 2-3 กล่องต่อวัน สำหรับเด็กวัยรุ่น เพิ่มเนื้อให้เป็น 4 ช้อนโต๊ะต่อมื้อ และเพิ่มนมเป็น 3-4 กล่องต่อวัน อาหารในปริมาณนี้เด็ก ๆ ก็จะได้รับโปรตีนได้อย่างครบถ้วน

วัยผู้ใหญ่ที่ไม่มีโรคประจำตัว สามารถกินไข่ได้วันละ 1 ฟอง แม้ว่าคอเลสเตอรอลในไข่แดงจะมีปริมาณ 200 มิลลิกรัม แต่คอเลสเตอรอลในอาหารไม่ได้ทำให้ไขมันในเลือดสูง โดยมีงานวิจัยยืนยันว่าคอเลสเตอรอลในเลือดที่สูงไม่ได้เกิดจากอาหารที่รับประทานเข้าไป เพราะคอเลสเตอรอลในเลือดส่วนใหญ่มาจากการที่ร่างกายผลิตขึ้นมาเอง แต่สิ่งที่ควรระวังคือ การกินไปพร้อมกับอาหารอื่น ๆ ที่มีไขมันสูงร่วมด้วย ซึ่งจะทำให้ได้รับปริมาณไขมันที่มากเกินไป

ไข่ไก่ แม้เป็นโปรตีนคุณภาพดี หาซื้อง่าย ราคาเข้าถึงได้ แต่อย่างไรก็ตาม อัตราการบริโภคไข่ไก่ ของประเทศไทย ปี 2568 (ม.ค.-มิ.ย.) ข้อมูลจากกรมปศุสัตว์ คนไทยบริโภค ไข่ไก่ เฉลี่ยอยู่ที่ 236.63 ฟองต่อคนต่อปี ซึ่งยังต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ และเนื่องในวันไข่โลก (World Egg Day) โดยกำหนดให้เป็นวันศุกร์ที่ 2 ของเดือนตุลาคมของทุกปี จึงอยากให้คนไทยหันมาบริโภคไข่ไก่ให้ได้อย่างน้อยวันละ 1 ฟอง เพื่อให้ได้รับโปรตีนที่เพียงพอต่อร่างกาย

ใช้ภาพเท็จ – ข้อมูลเท็จใส่ความผู้อื่น ถูกฟ้องหมิ่นประมาทได้เสมอ

0

บทความโดย พิทักษ์พล ช่อผกาพงษ์

ในยุคที่ข่าวสารแพร่กระจายเร็วกว่าความคิด หลายครั้งเพียงไม่กี่ประโยคในโซเชียลมีเดียก็สามารถเปลี่ยนชีวิตของใครบางคนไปอย่างสิ้นเชิง เรามักคุ้นเคยกับคำว่า “เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น” และใช้มันเป็นเกราะป้องกันเวลาจะโพสต์หรือแชร์อะไรสักอย่าง แต่สิ่งที่หลายคนลืมคือเสรีภาพนั้นไม่ได้ไร้ขอบเขต หากคำพูดหรือข้อความทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง กฎหมายอาญาก็พร้อมจะทำหน้าที่เข้ามาปกป้อง

กฎหมายหมิ่นประมาทในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 เขียนไว้ชัดว่า หากใครใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามในลักษณะที่ทำให้เขาเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้กระทำอาจต้องโทษจำคุกสูงสุดหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นี่ไม่ใช่ถ้อยคำลอยๆ ที่อยู่บนกระดาษ แต่เป็นกฎหมายที่ถูกนำมาใช้จริงในหลายกรณีที่เราเห็นในหน้าหนังสือพิมพ์และหน้าจอข่าวอยู่บ่อยครั้ง

หรือหากมีการ live สด หรือนำไปพูดในเวทีสาธารณะที่มีบุคคลที่สามจำนวนมากเป็นผู้ฟังความเท็จนั้น และเกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง ก่อให้เกิดการดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง คดีจะขยับความรุนแรงขึ้นไปเป็น “หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา” ซึ่งมีโทษทั้งจำทั้งปรับที่หนักขึ้น

ลองนึกถึงคดีดาราที่ถูกพาดพิงว่าเอี่ยวกับยาเสพติด แม้เจ้าหน้าที่จะยืนยันในภายหลังว่าไม่จริง แต่ภาพลักษณ์ที่เสียไปนั้นยากจะกู้คืน หรือกรณีนักธุรกิจที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตในโครงการใหญ่ เมื่อพิสูจน์ได้ว่าเป็นเพียงข่าวลือ คนที่โพสต์ก็ต้องเผชิญการฟ้องร้องและชดใช้ค่าเสียหายจำนวนมหาศาล เรื่องเหล่านี้สะท้อนว่า การพิมพ์คอมเมนต์หนึ่งบรรทัดอาจกลายเป็นต้นทุนที่ต้องจ่ายไปทั้งชีวิต

หลายคนยังเชื่อว่าการโพสต์บนโซเชียลก็แค่เรื่องเล่นๆ คำพูดบนโลกออนไลน์ไม่ต่างจากการพูดในที่สาธารณะ เมื่อข้อความหลุดไปถึง “บุคคลที่สาม” มันก็เข้าหลักหมิ่นประมาททันที ไม่ว่าจะด้วยเจตนาดีหรือหวังจะเตือนสังคม หากข้อมูลไม่จริงหรือบิดเบือน ก็เป็นความผิดทั้งนั้น สิ่งที่น่ากลัวคือผลลัพธ์ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในศาล แต่ความเสียหายต่อชื่อเสียงและศักดิ์ศรีมนุษย์เป็นสิ่งที่ยากจะประเมิน

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเรามีสิทธิพูดหรือไม่ แต่คือเราจะใช้อิสระนั้นอย่างไร กฎหมายหมิ่นประมาทไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปิดปากคน หากแต่เพื่อเตือนเราว่า เสรีภาพต้องเดินคู่กับความรับผิดชอบ ก่อนจะกดโพสต์อะไร ลองถามตัวเองว่า ข้อมูลนี้มีหลักฐานหรือไม่ สิ่งที่เขียนเป็นเพียงความเห็นหรือเรากำลังอ้างเป็นข้อเท็จจริง และถ้อยคำที่ใช้แรงเกินไปหรือเปล่า คำถามง่ายๆ เหล่านี้อาจช่วยให้เราไม่ต้องเจอกับหมายเรียกศาลในอนาคต

ท้ายที่สุด กฎหมายหมิ่นประมาทคือเครื่องมือคุ้มครองเกียรติและชื่อเสียงของทุกคนในสังคม และยังเป็นกำแพงที่กั้นไม่ให้การใส่ร้ายแพร่กระจายอย่างไร้ขอบเขต การสร้างภาพเท็จหรือเผยแพร่ข้อมูลเท็จอาจทำให้ใครบางคนต้องเสียอนาคต แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันก็ทำให้ผู้กระทำเองต้องจ่ายราคา ทั้งค่าเสียหาย ความน่าเชื่อถือ และอาจถึงขั้นสูญเสียอิสรภาพ นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราทุกคนควรหยุดคิดสักครู่ก่อนจะปล่อยคำพูดหรือข้อความใดๆ ออกไป อย่าให้ปลายนิ้วบนคีย์บอร์ดเป็นตัวการทำลายทั้งชีวิตคนอื่น และย้อนกลับมาทำลายตัวเราเอง

AIS 5G จับมือ favstay ยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยครบวงจร มอบส่วนลด AIS TOURIST eSIM 20%

0

AIS 5G ร่วมมือกับ favstay หนึ่งในผู้นำด้านการบริหารรายได้และกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลสำหรับโรงแรม เปิดตัวแคมเปญใหม่ ภายใต้แนวคิด ผสานพลังการสื่อสารไร้รอยต่อและที่พักคุณภาพ เพื่อยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวในไทย อย่างครบวงจร เติมเต็มช่วงไฮซีซันของการท่องเที่ยว มอบส่วนลดพิเศษ 20% สำหรับซื้อ AIS TOURIST eSIM สำหรับลูกค้าที่จองที่พักกับโรงแรมที่อยู่ภายใต้การบริหารของ favstay กว่า 150 แห่ง และโรงแรมในเครือพันธมิตรทั่วประเทศไทย ผ่าน OTA Platforms ชั้นนำ อาทิ Agoda, Booking.com, Traveloka, Tiket.com  เพื่อการเชื่อมต่อดิจิทัลไลฟ์สไตล์แบบไร้สะดุดตลอดทั้งทริป ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสื่อสาร การค้นหาข้อมูลท่องเที่ยว หรือการแชร์ประสบการณ์ ผ่านโซเชียลมีเดีย เติมเต็มประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยให้สมบูรณ์แบบ เริ่มตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2568

คุณเบญจพร กำเพ็ชร หัวหน้าส่วนงานการตลาดกลุ่มลูกค้าพรีเพด AIS กล่าวว่า “ความร่วมมือกับ favstay ในครั้งนี้ เป็นการเสริมศักยภาพความแข็งแกร่งของสองบริการ โดย AIS เข้ามาเติมเต็มด้านการสื่อสารแบบไร้รอยต่อด้วย AIS TOURIST eSIM ที่ใช้งานง่าย รองรับการใช้งานหลายหมายเลขในอุปกรณ์เดียว และสามารถใช้งานได้ทันที แบบไร้รอยต่อเมื่อมาถึงประเทศไทยผ่านเครือข่าย 5G ความเร็วสูงของ AIS ขณะที่ favstay นำเสนอที่พักคุณภาพ หลากหลายและเข้าถึงได้ง่าย เป็นการเชื่อมโยงประสบการณ์การท่องเที่ยวครบวงจร เพื่อตอบรับความต้องการของกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการวางแผนการเดินทางของนักท่องเที่ยวอย่างการจองที่พัก ตั๋วเครื่องบินเดินทาง ตลอดจนการเลือกใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทำให้ AIS เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ท่องเที่ยวตั้งแต่ก่อนเดินทางมาถึงไทย ช่วยให้นักท่องเที่ยวได้รับความสะดวกสบาย ท่องเที่ยวได้เต็มอิ่ม และคุ้มค่าตลอดทริป”

คุณสุชาดา เตโชติรส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร favstay กล่าวว่า “ในฐานะบริษัทที่มุ่งมั่นพัฒนาโซลูชันด้านการบริหารรายได้และการตลาดดิจิทัลสำหรับโรงแรม favstay มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ AIS 5G เพื่อสนับสนุนการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวไทย เราเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีศักยภาพสูงที่จะพัฒนาเป็นจุดหมายปลายทางที่โดดเด่น ทั้งสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ

การจับมือกันครั้งนี้ ไม่เพียงช่วยยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยวให้ครบวงจรยิ่งขึ้น แต่ยังสะท้อนถึงความตั้งใจของ favstay ที่จะร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างแข็งแกร่ง เราพร้อมที่จะสนับสนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างเต็มที่ และสร้างคุณค่าร่วมกับทุกภาคส่วนต่อไป”

ในช่วงแคมเปญ AIS x favstay นักท่องเที่ยวที่จองห้องพักโรงแรมในเครือพันธมิตรของ favstay ผ่าน OTA Platforms ที่ร่วมรายการ จะได้รับโค้ดส่วนลดพิเศษ 20% สำหรับการซื้อ AIS TOURIST eSIM เพียงส่งหลักฐานการจองไปยังอีเมลของ favstay หลังจากตรวจสอบแล้วจะได้รับโค้ดส่วนลดเพื่อซื้อ eSIM ผ่าน AIS TOURIST eSIM Website พร้อมรับประสบการณ์การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทันทีเมื่อมาถึงประเทศไทย ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 ธันวาคม 2568 นักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมของแคมเปญได้ที่ https://www.ais.th/esim-traveller/#/