Home Blog Page 65

โรคระบาดในสุกร ต้นทุนเงียบที่ต้องจัดการจริงจัง เพื่อความยั่งยืนของอุตสาหกรรมอาหาร

0

บทความ โดย เอมอร อัมฤก นักวิชาการอิสระ

แม้เทคโนโลยีการเลี้ยงสัตว์จะพัฒนาไปมากเพียงใด แต่ “โรคระบาดในสุกร” ยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาหลักที่ยังบั่นทอนความมั่นคงของอุตสาหกรรมสุกรไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สถานการณ์โรคระบาดทั้งในฟาร์มขนาดใหญ่และฟาร์มรายย่อยกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงพุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การป้องกันโรคสุกรอย่างมีประสิทธิภาพ จึงไม่ใช่แค่เรื่องทางเทคนิคของสัตวแพทย์อีกต่อไป แต่กลายเป็น “ความจำเป็นพื้นฐาน” ที่เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อาหารต้องตระหนักรู้ร่วมกัน เพื่อป้องกันไม่ให้โรคระบาดส่งผลกระทบต่อการผลิต การตลาด และความปลอดภัยของอาหารที่เราบริโภคในแต่ละวัน

สำหรับโรคระบาดในสุกรที่เป็นความเสี่ยงในประเทศไทยยังมีอีกหลายโรคและบางโรคยังเป็นข้อจำกัดสำคัญในการส่งออก เช่น โรคปากและเท้าเปื่อย (Foot and Mouth Disease : FMD) โรคอหิวาต์สุกร (Classical Swine Fever : CSF) โรคอหิวาต์สุกรแอฟริกัน (African Swine Fever : ASF) โรคติดเชื้อ PRRS (Porcine Reproductive and Respiratory Syndrome) โรคติดเชื้อ E.coli (Colibacillosis) และโรคพยาธิในกล้ามเนื้อ (Trichinosis) ซึ่งโรคเหล่านี้ก่อให้เกิดความสูญเสียโดยตรง ทั้งด้านการเจริญเติบโต อัตราการรอดชีวิต ไปจนถึงผลกระทบด้านเศรษฐกิจของเกษตรกร และระบบอาหารของประเทศ

หลายคนมองว่าการลงทุนในระบบป้องกันโรค เช่น การติดตั้งรั้ว ระบบฆ่าเชื้อ ควบคุมคนเข้าออก การฝึกอบรมพนักงาน หรือจ้างสัตวแพทย์ประจำฟาร์ม เป็นภาระหรือค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แต่ในความเป็นจริง นี่คือ “ต้นทุนที่จำเป็น” เพื่อป้องกันไม่ให้โรคเข้าฟาร์ม ซึ่งเมื่อเทียบกับความเสียหายหากเกิดการระบาดแล้ว ถือว่า “คุ้มค่ากว่ามาก” เพราะเป็นการป้องกันโรคเพื่อความปลอดภัยของอาหาร

ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) จึงเป็นหัวใจหลักของการเลี้ยงสุกรยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นฟาร์มขนาดเล็กหรือใหญ่ การป้องกันโรคต้องเริ่มตั้งแต่การออกแบบฟาร์มให้ปลอดภัย มีระบบรั้ว ประตู และทางเข้าออกที่ควบคุมได้การพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ เปลี่ยนชุด-รองเท้า ก่อนเข้าเขตเลี้ยงสัตว์ การควบคุมรถขนส่ง อุปกรณ์ และสัตว์พาหะ การจัดการน้ำใช้ อาหาร และของเสียในฟาร์ม

นอกจากนี้ การติดตามและตรวจประเมินฟาร์มอย่างสม่ำเสมอยังเป็นแนวทางปฎิบัติที่สำคัญ โดยมี สัตวแพทย์ควบคุมฟาร์ม เป็นผู้ดูแลระบบ ช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยง ให้คำแนะนำ และตรวจสอบสุขภาพสัตว์อย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัยของเนื้อสุกรมากขึ้น ทั้งด้านกายภาพ (ไม่มีสิ่งแปลกปลอม เช่น เข็มฉีดยา เศษโลหะ) ด้านเคมี (ไม่มีสารตกค้าง) และด้านชีวภาพ (ปลอดเชื้อโรค)
ซึ่งการทำฟาร์มสุกรหรือฟาร์มปศุสัตว์จะเริ่มต้นไม่ได้เลย หากฟาร์มต้นทางยังมีการระบาดของโรคอยู่ ดังคำกล่าวฟาร์มไร้โรค คือพื้นฐานของ “อาหารปลอดภัย”

การผลิตเนื้อสุกรปลอดภัยต้องวางแผนตั้งแต่ต้นทาง มีการควบคุมการใช้ยา วัคซีน การหยุดยาอย่างถูกต้อง ตลอดจนการดูแลสุขลักษณะของผู้ปฏิบัติงาน เพื่อป้องกันปัญหาการติดเชื้อแทรกซ้อน หรือการปนเปื้อนในกระบวนการผลิต ซึ่งจำเป็นที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันหยุดวงจรโรคระบาด เริ่มที่เกษตรกร ต้องตื่นตัวและยกระดับการจัดการฟาร์มให้ปลอดโรค ภาครัฐ ต้องสนับสนุนความรู้ การเฝ้าระวัง และการควบคุมโรคเชิงรุก และผู้บริโภค ควรเข้าใจที่มาของอาหาร และสนับสนุนฟาร์มที่ผลิตอย่างปลอดภัย เพราะการแก้ปัญหาโรคระบาดในสุกรไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่เราต้องร่วมมือกันทั้งระบบ เพื่อให้การผลิตอาหารของประเทศไทย “ปลอดภัย และยั่งยืน” อย่างแท้จริง./

ก่อนจะโทษใคร…ปลาหมอคางดำต้องพิสูจน์ด้วยข้อเท็จจริง และชี้ขาดจาก “ศาล” ไม่ใช่ความเชื่อ

0

บทความ โดย อัยย์ วิทยาเจริญ นักวิชาการอิสระด้านสัตว์น้ำ

ในช่วงปีที่ผ่านมา “ปลาหมอคางดำ” (Blackchin tilapia) หรือที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sarotherodon melanothedon ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมไทย หลังมีการแพร่ระบาดในแหล่งน้ำหลายพื้นที่ของประเทศ ประเด็นนี้ก่อให้เกิดกระแสสังคมและความวิตกกังวลถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ รวมถึงคำถามถึงต้นตอของการนำเข้าสายพันธุ์ปลาต่างถิ่นชนิดนี้และชนิดอื่นๆ เข้ามาในประเทศไทย

กรณีนี้ มีความเห็นหลากหลายและข้อกล่าวหาจากหลายฝ่าย มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่สังคมควรตั้งหลักและพิจารณาเรื่องนี้อย่างมีสติ โดยอาศัยข้อมูลข้อเท็จจริง หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และกระบวนการยุติธรรม มากกว่าการด่วนสรุปตามกระแสสังคมหรืออารมณ์

ปลาหมอคางดำ เป็นปลาน้ำจืดต่างถิ่นที่มีต้นกำเนิดจากแอฟริกา ซึ่งมีผู้นำเข้ามาในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมายเพียงรายเดียวและได้ยกเลิกการทำวิจัยไปเมื่อ 14 ปีแล้ว ก่อนที่จะเกิดการแพร่ระบาดขึ้น การสืบค้นหลักฐานและพยานทั้งทางวิทยาศาสตร์และบุคคลจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องมีการพิสูจน์ให้ถ่องแท้

กรณีการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และรายงานจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ฟิลิปปินส์ ชี้ชัดว่าปลาชนิดนี้ได้แพร่ระบาดในบางพื้นที่ของอ่าวมะนิลา ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นไปได้ของการแพร่กระจายที่มีปัจจัยมากกว่าการนำเข้าอย่างถูกกฎหมายในประเทศใดประเทศหนึ่ง การที่ประเด็นนี้ถูกมองข้ามหรือไม่ได้รับความสนใจในบริบทภูมิภาค สะท้อนให้เห็นว่ายังมีช่องว่างด้านข้อมูลและการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่สังคมควรพิจารณาอย่างรอบด้าน ก่อนจะสรุปต้นตอสาเหตุอย่างเร่งรีบ

ในความเป็นจริง ตลาดปลาภายในประเทศมีมูลค่าการค้าขายสูงถึงหลักหมื่นล้านบาทต่อปี และยังมีการพบปลาต่างถิ่นจำนวนไม่น้อยที่ถูกลักลอบนำเข้าโดยไม่ผ่านกระบวนการตรวจสอบของรัฐ ซึ่งนับเป็นช่องโหว่สำคัญที่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำในธรรมชาติ การลักลอบนำเข้าปลาต่างถิ่นผิดกฎหมายเป็นข้อสังเกตสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามได้ ยังไม่มีคำอธิบายจากหน่วยงานภาครัฐที่ชัดเจนหรือหลักฐานที่เพียงพอในเวลานี้

ในสังคมที่ข้อมูลไหลเวียนอย่างรวดเร็ว ความเชื่อและอคติสามารถเปลี่ยนเป็นคำตัดสินได้ก่อนที่ข้อเท็จจริงจะได้รับการพิสูจน์ น่าเสียดายที่กระบวนการยุติธรรมในกรณีนี้ถูกเพิกเฉยด้วยกระแสโจมตีฝ่ายเดียว จนบางครั้งมองข้ามหลักฐานและข้อเท็จจริงที่ต้องผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญและศาล แต่เป็นการตัดสินด้วยกระแสแทน

สิ่งสำคัญคือสังคมควรปล่อยให้กระบวนการตรวจสอบและพิจารณาทางกฎหมายเป็นไปอย่างโปร่งใส และให้เกียรติกับความจริงที่ปรากฏผ่านหลักฐานและพยาน มากกว่าการตัดสินจากความคิดเห็นที่ยังไม่มีความชัดเจน

การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในประเทศไทยเป็นเรื่องที่ควรพิจารณาด้วยข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์และข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่เพียงความเชื่อหรืออารมณ์สังคม การตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ต่อกระบวนการนำเข้า การลักลอบค้าสัตว์น้ำผิดกฎหมาย และการจัดการแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน ควรได้รับความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการหาคนผิด

สุดท้ายแล้ว หน้าที่ของสังคมไม่ใช่การตัดสินล่วงหน้า แต่คือการรับฟังและตรวจสอบอย่างเที่ยงตรง เพื่อให้ความจริงและความยุติธรรมเป็นเรื่องเดียวกัน.

AIS แนะลูกค้า iPhone อัปเดต iOS 18 ให้พร้อมรับการแจ้งเตือนภัย ยืนยันความพร้อมระบบ Cell Broadcast บน Android และ iOS 

0

AIS ร่วมกับ กสทช. ทดสอบระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ “Cell Broadcast” ซึ่งสามารถรองรับการใช้งานได้ทั้งบนสมาร์ทโฟนระบบ Android และ iOS โดยผลการทดสอบสามารถส่งข้อความแจ้งเตือนได้ทั้ง 2 ระบบ ภายหลังจากที่ Apple ได้เปิดอัปเดตระบบ Cell Broadcast ให้ผู้ใช้ไอโฟน iOS 18 ในไทยใช้งานได้แล้ว จึงขอแนะนำให้ประชาชนที่ใช้มือถือไอโฟนรีบอัปเดตเป็น iOS 18 โดยเร็วที่สุด

นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับความพร้อมของระบบเตือนภัยฉุกเฉินของประเทศ เพื่อให้ประชาชนสามารถรับรู้ข้อมูลสำคัญได้ทันท่วงที โดยการทดสอบดังกล่าวมี นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ กสทช. , นายวรุณเทพ วัชราภรณ์ หัวหน้าฝ่ายงานธุรกิจสัมพันธ์ เอไอเอส และนายวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าหน่วยธุรกิจงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ เอไอเอส เข้าร่วม ณ หอประชุมสำนักงาน กสทช. เมื่อวันศุกร์ที่ 18 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ระหว่างที่ทาง ปภ. กำลังพัฒนาระบบ Cell Broadcast Entity (CBE) หรือศูนย์สั่งการของภาครัฐ นั้น ทาง ปภ. ได้ขอความร่วมมือมายังโอเปอเรเตอร์ ให้ช่วยดำเนินการส่งข้อความแจ้งเตือนภัยผ่าน 2 ระบบ ดังนี้

1. ระบบ CBS (Cell Broadcast Service) โดยโอเปอเรเตอร์

  • ใช้ได้บนมือถือแอนดรอยด์ เวอร์ชัน 12 ขึ้นไป
  • ใช้ได้บนมือถือไอโฟน iOS 18

** หมายเหตุ : มือถือที่ไม่สามารถรับ CBS ได้แก่

  • มือถือระบบ 2G 3G
  • iPhone X (10) ลงมา ที่ยังอัปเดต iOS 18 ไม่ได้

2. ระบบ SMS

  • ยังจำเป็นต้องส่ง SMS เพื่ออุดช่องโหว่ของ CBS ที่ไม่สามารถใช้งานกับมือถือ 2G 3G และ iPhone X (10) ลงมา
  • โดย ปภ. จะเป็นผู้กำหนดการส่งข้อความแจ้งเตือน พร้อมระบุพื้นที่ โลเคชั่น และจังหวัดที่จะส่ง มายังโอเปอเรเตอร์ โดยใช้ SMS Sender Name เป็น DDPM ย่อมาจาก กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ส่วน TMD ย่อมาจาก กรมอุตุนิยมวิทยา

เมืองไทยประกันชีวิต เปิดตัวพรีเซนเตอร์ “ณเดชน์ คูกิมิยะ” พร้อมปล่อยแคมเปญ “ShieldLife” รับมือความเสี่ยงให้เบาใจได้มากขึ้น 

0

เมืองไทยประกันชีวิต ชวนคิดว่าชีวิตไม่แน่นอน…บางครั้งความเสี่ยงก็เดินมาหาเราในรูปแบบต่าง ๆ เช่น อุบัติเหตุ โรคภัยไข้เจ็บ หรือแม้แต่ภัยธรรมชาติ  เปิดมุมมองการบาลานซ์ชีวิตของคนยุคนี้ ที่ต้องวางแผนชีวิตไว้เพื่อคนข้างหลัง ด้วย ShieldLife   จากเมืองไทยประกันชีวิต  ตัวช่วยให้คนข้างหลังเดินหน้าต่อไปได้ ประกันชีวิตช่วยสร้างหลักประกันที่มั่นคงให้คนที่คุณรัก และได้ใช้ชีวิตในไลฟ์สไตล์ที่คุณเป็น ได้อย่างเบาใจมากยิ่งขึ้น พร้อมเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ “ณเดชน์ คูกิมิยะ” ร่วมเปิดมุมมองการวางแผนชีวิตเพื่อคนข้างหลัง

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า เมืองไทยประกันชีวิต  ตอกย้ำกระแสความแรงแคมเปญ “ShieldLife” ตัวช่วยให้คุณเบาใจ ในวันที่คุณจากไป อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ “ณเดชน์ คูกิมิยะ” พระเอกสุดฮอต มาร่วมเปิดมุมมองแบบใหม่ของการวางแผนชีวิตเพื่อคนข้างหลัง ชีวิตของคนยุคนี้ที่อยากบาลานซ์ชีวิตในหลากหลายบทบาทหน้าที่ ทั้งเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว การดูแลครอบครัว อยากใช้ชีวิตในไลฟ์สไตล์ที่ชอบที่เป็นตัวเอง แต่ก็กังวลหากเกิดเหตุไม่คาดคิด หากจากไปก่อน  คนที่อยู่ข้างหลังจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว คู่ชีวิต พ่อแม่ ลูก หลาน และหากมีภาระหนี้สิน จะตกเป็นภาระของครอบครัวหรือไม่  ซึ่ง ShieldLife จากเมืองไทยประกันชีวิต เป็นตัวช่วยวางแผน ให้ทุกคนได้ใช้ชีวิตในแบบที่อยากใช้ได้อย่างเบาใจได้มากขึ้น

โดย ShieldLife  โดดเด่นในการเป็นตัวช่วยวางแผนการสร้างหลักประกันที่มั่นคงให้คนที่คุณรัก เพื่อสร้างและส่งต่อมรดกให้ครอบครัว เป็นตัวช่วยสภาพคล่องทางการเงิน เป็นตัวช่วยผ่อนภาระหนี้สิน ไม่ว่าจะเป็น หนี้บ้าน หนี้รถ หนี้ธุรกิจ หนี้อื่น ๆ หรือเป็นทุนการศึกษาสำหรับลูก จะคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุและเจ็บป่วย ด้วยแบบประกันชีวิตที่คุณเลือกได้ ทั้งประกันชีวิตแบบตลอดชีพ  (Whole Life) ประกันชีวิตแบบคุ้มครองภายในระยะเวลา (Term) หรือประกันชีวิตแบบยูนิเวอร์แซลไลฟ์ (Universal Life)  วางแผนได้เอง ทั้งวงเงินความคุ้มครองที่เลือกได้ตามต้องการ  เลือกจ่ายเบี้ยแบบสั้นหรือแบบยาวก็ได้  ซื้อได้ถึงอายุ 90 ปี ระยะเวลาคุ้มครองสูงสุดถึงอายุ 99 ปี  เบี้ยประกันภัยยังสามารถนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้เปิดตัวโฆษณาชุดใหม่ ชีวิตที่เบาใจ ถ่ายทอดความเป็นตัวตนของ “ณเดชน์ คูกิมิยะ” ที่อยากบาลานซ์เรื่องงาน เรื่องส่วนตัว และครอบครัวให้ดีที่สุด เพื่อให้ชีวิตได้ก้าวไปในจุดที่สูงขึ้น และท้าทายยิ่งขึ้น แต่ก็ตระหนักได้ว่าชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน เพราะแม้บางครั้งเราเลือกที่จะเสี่ยง แต่บางครั้งความเสี่ยงก็เดินมาหาเราเอง หากเกิดเหตุไม่คาดคิดและทำให้ต้องจากไปก่อน ครอบครัวจะอยู่อย่างไร ธุรกิจที่เริ่มไว้จะเดินหน้าไปต่อได้หรือไม่ และถ้ามีลูกอนาคตเขาจะเป็นอย่างไร  ดังนั้นแม้จะเป็นคนที่ชอบความท้าทาย แต่ต้องตระหนักไว้ว่าทุกความท้าทายมีความเสี่ยง ShieldLife จึงเป็นตัวช่วยให้คุณเบาใจได้มากขึ้น ช่วยให้คนข้างหลังเดินหน้าต่อไปได้  โดยการสร้างและส่งต่อมรดกให้ครอบครัว เป็นตัวช่วยแบ่งเบาภาระหนี้สิน หรือเป็นทุนการศึกษาให้กับลูก  ทั้งนี้สามารถติดตามโฆษณาชุดใหม่นี้ได้หลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ www.muangthai.co.th, YouTube,  Facebook, Instagram, X, LINE Official Account และ TikTok  เริ่มเผยแพร่ตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2568 นี้เป็นต้นไป

โฆษณาชุด ชีวิตที่เบาใจ https://www.youtube.com/watch?v=wDRnJv7FvMQ

สำหรับผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์ “ShieldLife” สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://webmtl.co/3Eq52mK  หรือโทร.1766 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือติดต่อตัวแทนจากเมืองไทยประกันชีวิตทั่วประเทศ สาขา ธนาคารกสิกรไทย และ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์  

พิเศษ ซื้อวันนี้! ผ่อนเบี้ย 0% สบาย ๆ สำหรับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ 

ก.ล.ต. ยกระดับปิดกั้นแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัลเถื่อน หลังกม.ใหม่บังคับ ใช้ 13 เม.ย. 68

0

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) พร้อมเดินหน้าประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยกระดับปิดกั้นแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัลต่างประเทศที่มีพฤติกรรมการชักชวนหรือโฆษณาการให้บริการ (solicit) กับผู้ลงทุนในประเทศไทย กระบวนการปิดกั้นทำได้รวดเร็วมากขึ้น หลังจากพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 (พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ) และพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 (พ.ร.ก. อาชญากรรมทางเทคโนโลยีฯ) มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2568

ตาม พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ฉบับแก้ไข กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ที่มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ ถือว่าเป็นการให้บริการแก่บุคคลซึ่งอยู่ในราชอาณาจักร ที่ต้องได้รับอนุญาตตาม พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ
(1) มีการแสดงผลโดยผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นภาษาไทย
(2) มีการจดทะเบียนผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลโดยใช้ชื่อโดเมน “th” หรือ “ไทย” หรือชื่ออื่นที่หมายถึงประเทศไทย ราชอาณาจักร หรือราชอาณาจักรไทย หรือใช้ชื่อโดเมนภาษาไทย
(3) มีการกำหนดโดยผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลให้ผู้ใช้บริการชำระเงินหรือสามารถเลือกชำระเงินเป็นสกุลเงินบาท หรือมีการรับชำระเงินผ่านบัญชีเงินฝากหรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย
(4) มีเงื่อนไขให้ใช้กฎหมายไทยเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับแก่ธุรกรรมซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลหรือกำหนดให้ดำเนินคดีในศาลไทย
(5) มีการจ่ายค่าบริการแก่ผู้ให้บริการสืบค้นแหล่งที่ตั้งของข้อมูลคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยให้ผู้ใช้บริการในราชอาณาจักรไทยเข้าถึงบริการของผู้ประกอบธุรกิจเป็นการเฉพาะ
(6) มีการจัดตั้งสำนักงาน หน่วยงาน หรือมีบุคลากรเพื่อให้การสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้ใช้บริการในราชอาณาจักรไทย
(7) มีลักษณะอื่นตามที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด

พร้อมกันนี้ พ.ร.ก. อาชญากรรมทางเทคโนโลยีฯ กำหนดให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) สามารถดำเนินการปิดกั้นเว็บไซต์และแอปพลิเคชันของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต่างประเทศที่มีพฤติกรรมในลักษณะข้างต้น ซึ่งถือว่าเป็นการให้บริการแก่บุคคลซึ่งอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ได้

สำหรับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล กฎหมายกำหนดให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล การคัดกรอง และระงับธุรกรรมหรือบัญชีที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในลักษณะเดียวกับธนาคารพาณิชย์ รวมถึงอยู่ภายใต้กลไกการคืนเงินแก่ผู้เสียหายซึ่งจะทำให้ผู้เสียหายได้รับเงินคืนรวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดรายชื่อบุคคลหรือเลขที่กระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัล (wallet) ที่เกี่ยวข้องอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (blacklist) และห้ามผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลทำธุรกรรมกับบุคคลที่มีรายชื่อหรือกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลดังกล่าว*

นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการ และโฆษก ก.ล.ต. กล่าวว่า “หลังจากกฎหมายทั้ง 2 ฉบับมีผลใช้บังคับแล้วจะทำให้การปิดกั้นช่องทางการเข้าถึงแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่เข้าข่ายเป็นการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต มีกระบวนการที่กระชับ รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น สำหรับเจ้าของบัญชีม้าสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งเปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีสินทรัพย์ดิจิทัลในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ ก.ล.ต. สนับสนุนให้ผู้ลงทุนใช้บริการกับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยที่ได้รับใบอนุญาต เนื่องจากได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลและ ก.ล.ต. มีการติดตามตรวจสอบใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ลงทุนที่ใช้บริการแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในต่างประเทศต้องระมัดระวัง เพราะอาจมีความเสี่ยงที่จะถูกหลอกลวง (scam) รวมถึงความเสี่ยงในการเป็นเส้นทางผ่านเงินของผู้กระทำความผิดที่ต้องการฟอกเงิน”

ดัชนีหุ้นปันผล (SETHD Index) มุมมองเลือกลงทุนในหุ้นปันผล

0

ฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เผยแพร่บทความ SET NOTE เรื่อง “SETHD Index: ดัชนีหุ้นปันผลอีกหนึ่งมุมมองในการเลือกลงทุนในหุ้นปันผล” นำเสนอมุมมองในการลงทุนหุ้นกลุ่มปันผล โดยใช้ SETHD Index มีเนื้อหาว่า ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำอยู่ในระดับต่ำ การเลือกลงทุนในหุ้นปันผลที่ขณะนี้ที่ราคาหลักทรัพย์ปรับตัวลดลง อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของนักลงทุนโดยอาจเลือกลงทุนในหลักทรัพย์ที่เป็นองค์ประกอบของ SETHD Index

ทั้งนี้ จากข้อมูล ณ สิ้นปี 2567 อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือนฯ ส่วนใหญ่ปรับลดลงจากสิ้นปี 2566 มาอยู่ที่ระดับ 1.30% ถึง 2.35% ขณะที่ระดับเงินเฟ้อทั้งปีอยู่ที่ระดับ 0.4% และเมื่อพิจารณาผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ณ สิ้นปี 2561 – 2567 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย พบว่า ในทุกปีที่ทำการศึกษาผลตอบแทนจากเงินปันผลของบจ.ในตลาดหลักทรัพย์ฯ สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือน และสูงประมาณ 1.37 – 2.48 เท่าของอัตราที่สูงที่สุดของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือนของธนาคารพาณิชย์ และพบว่า สิ้นปี 2567 บางอุตสาหกรรมให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงเกือบ 2 เท่าของอัตราที่สูงที่สุดของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือน ดังนั้น การลงทุนระยะยาวโดยการเลือกลงทุนในหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่จ่ายเงินปันผล อาจเป็นทางเลือกหนึ่งในการโยกย้ายเงินออม โดยนักลงทุนต้องพิจารณาจังหวะในการเข้าซื้อหุ้นเมื่อราคาหุ้นอยู่ในระดับที่เหมาะสม

SETHD Index เป็นดัชนีสะท้อนความเคลื่อนไหวราคาของกลุ่มหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าตามราคาตลาดและมีสภาพคล่องสูงอย่างสม่ำเสมอ และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงและต่อเนื่อง เป็นอีกหนึ่งมุมมองในการเลือกลงทุนในหุ้นปันผล

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มหุ้นปันผลโดยเผยแพร่ดัชนีราคา SET High Dividend 30 Index (SETHD) ตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2554 ซึ่ง SETHD Index เป็นดัชนีที่สะท้อนความเคลื่อนไหวราคาของกลุ่มหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าตามราคาตลาดสูง (Market Capitalization) มีสภาพคล่องสูงอย่างสม่ำเสมอ และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงและต่อเนื่อง เป็นอีกหนึ่งมุมมองในการเลือกลงทุนในหุ้นปันผล

มีการประเมินผลตอบแทนจากการเปลี่ยนแปลงดัชนีของ SETHD Index เทียบกับ SET Index และ SET100 Index ในช่วง 5 ปีย้อนหลัง ที่ผ่านช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรน่าไวรัส (COVID-19) ตามตารางที่ 3 และภาพที่ 1 พบว่า SETHD Index ให้ผลตอบแทนดีกว่าทั้ง SET Index และ SET100 Index และหากพิจารณาผลตอบแทนของการเปลี่ยนแปลงดัชนีในช่วง 10 ปีย้อนหลัง พบว่า SETHD Index ลดลงน้อยกว่า Index และ SET100 Index

นอกจากนี้ ค่าเฉลี่ยผลตอบแทนจากเงินปันผลในช่วง 3 ปีล่าสุดของทุกหลักทรัพย์ที่องค์ประกอบ SETHD Index อยู่ที่ 5.58% โดยค่าเฉลี่ยฯ อยู่ในช่วง 2.45% ถึง 17.03% พบว่า 16 หลักทรัพย์จากทั้งหมด 30 หลักทรัพย์ มี Dividend Yield เฉลี่ย 3 ปี สูงกว่า 5% ต่อปี โดยมี Dividend Yield เฉลี่ย 3 ปีอยู่ในช่วง 5.43% ถึง 17.03%

หากนักลงทุนไม่ต้องการเลือกลงทุนในหุ้นรายตัวในองค์ประกอบของ SETHD Index อาจพิจารณาเลือกลงทุนใน “1DIV” ได้ โดยกองทุนเปิดไทยเด็กซ์ SET High Dividend ETF (1DIV) เป็นหน่วยลงทุนของกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นที่มีประวัติการจ่ายเงินปันผลดีและสม่ำเสมอ ซึ่งจะลงทุนในตราสารทุนโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยเน้นลงทุนในหลักทรัพย์ที่เป็นส่วนประกอบของดัชนีอ้างอิง (ดัชนี SET High Dividend 30 Index)

สรุปได้ว่า ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำอยู่ในระดับต่ำ การเลือกลงทุนในหุ้นปันผลที่ขณะนี้ที่ราคาหลักทรัพย์ปรับตัวลดลง อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของนักลงทุนโดยอาจเลือกลงทุนในหลักทรัพย์ที่เป็นองค์ประกอบของ SETHD Index ที่เป็นหลักทรัพย์ที่สภาพคล่องสูงอย่างสม่ำเสมอ และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงและต่อเนื่อง หรือเลือกลงทุนใน “1DIV” ที่เป็นหน่วยลงทุนของกองทุนที่เน้นการลงทุนในองค์ประกอบของ SETHD Index

อย่างไรก็ตาม การลงทุนมีความเสี่ยง นักลงทุนควรพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ประกอบการตัดสินใจลงทุนด้วย อาทิ ราคาตลาดของหลักทรัพย์ในขณะนั้นเมื่อเทียบกับราคาที่แท้จริง  ความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ ภาวะเศรษฐกิจไทยและต่างประเทศ ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน สภาพคล่องในการซื้อขาย จังหวะเวลาในการเข้าลงทุนในหุ้นปันผลนั้น ๆ เป็นต้น

สมาคมปศุสัตว์-เอกชน ชื่นชมรัฐเข้าใจภาคเกษตร เชื่อมั่นทีมเจรจาข้อมูลครบด้าน ขอบคุณรัฐไม่นำเข้าหมู-เครื่องใน

0

รายงานข่าวจากที่ประชุมแนวทางเจรจาของประเทศไทยต่อนโยบายการค้าของสหรัฐ ซึ่งมีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจา เป็นประธานที่ประชุม ระบุว่า เป็นการประชุมที่เปิดโอกาสให้ สภาอุตสาหกรรม หอการค้าไทย สมาคมภาคปศุสัตว์และผู้ประกอบการเอกชน ตลอดจนทุกภาคส่วนในห่วงโซ่การผลิตอาหาร ได้เข้าให้ข้อมูลอย่างรอบด้าน โดยรองนายกฯ รับฟังอย่างตั้งใจ และประเมินสถานการณ์ด้วยความเข้าใจระบบอุตสาหกรรมเกษตรของประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่การเจรจาที่เป็นประโยชน์กับชาติ  ด้านเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูคลายกังวลและขอบคุณรัฐที่ประกาศไม่นำหมู-เครื่องในหมู เข้าเป็นสินค้าต่อรองสหรัฐ  

นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า รู้สึกคลายกังวลกับสถานการณ์ หลังจากก่อนหน้านี้เข้ายื่นหนังสือขอความเห็นใจจากท่านรองนายกฯและคณะ  ซึ่งท่านรับฟังและเข้าใจในข้อมูลที่นำเรียนอย่างรอบด้านชัดเจน ในฐานะผู้แทนเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูทั่วประเทศ ตลอดจนเกษตรกรผู้ปลูกพืชไร่ และห่วงโซ่การผลิตทั้งหมดต้องขอขอบคุณท่านรองนายกฯ ที่มีมติว่าจะไม่นำชิ้นส่วนและเครื่องในหมูไปอยู่ในรายการสินค้าที่ใช้ต่อรองกับสหรัฐฯ แต่จะนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลือง เนื่องจากปัจจุบันการผลิตหมูในไทยมีปริมาณเหลือจนสามารถส่งออกได้จึงไม่เข้าเงื่อนไขสินค้าที่ต้องนำเข้าเพิ่ม แตกต่างจากข้าวโพดที่เป็นสินค้าที่ไทยขาดแคลน (Net Importer)

ขณะเดียวกัน ท่านยังมีวิสัยทัศน์ที่จะพัฒนาภาคเกษตรและห่วงโซ่การผลิตหมูในประเทศให้มีขีดความสามารถทางการแข่งขันเพิ่มขึ้น ลดต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ให้ได้ในอนาคต เพื่อการส่งออกได้ในระยะยาว ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ทุกๆประเทศปฏิบัติต่อภาคเกษตร ซึ่งจะทำให้ภาคเกษตรของไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน เป็นผลดีต่อทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค ตลอดจนความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

เกษตรกร สมาคมภาคปศุสัตว์และผู้แทนผู้ประกอบการเอกชน รวมถึงห่วงโซ่ผลิตอาหารของไทย พร้อมให้ความร่วมมือเดินหน้ายกระดับและพัฒนากระบวนการผลิตอย่างเต็มที่ เพื่อผลิตอาหารคุณภาพให้ประชาชนไทยบริโภคได้อย่างปลอดภัย รวมถึง ส่งออกสร้างรายได้เข้าประเทศ  รักษาไว้ซึ่งความมั่นคงทางอาหารของประเทศตลอดไป
สำหรับแผนการเจรจาของรัฐบาลไทยในครั้งนี้ มีความชัดเจนค่อนข้างมาก มีการกล่าวถึงสินค้าอื่นๆ ในอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างรอบด้าน  แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมีข้อมูลในการเจรจาครบถ้วน เชื่อได้ว่าทีมประเทศไทยจะสามารถต่อรองให้สหรัฐลดภาษีโต้ตอบลงให้เหลือใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่งได้

ปรับเกณฑ์ชอร์ตเซล อนุญาตเฉพาะหุ้นกลุ่ม SET100 มีผล 16 เม.ย.68

0

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จัดให้มีมาตรการใหม่เพิ่มเติมในการดูแลการซื้อขายหลักทรัพย์ หลังสิ้นสุดมาตรการชั่วคราว เพื่อสร้างเสถียรภาพตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง

เนื่องด้วยเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อการซื้อขายหลักทรัพย์ได้เริ่มคลี่คลายลงแล้ว ดังนั้น หลังจากสิ้นสุดมาตรการชั่วคราวซึ่งได้มีผลใช้บังคับในช่วงระหว่างวันที่ 8-11 เมษายน 2568 ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ บมจ. ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) (TFEX) จะกลับไปใช้เกณฑ์เกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ตามปกติ ตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2568 เป็นต้นไป  ทั้งนี้ หากมีความจำเป็น ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ TFEX ก็พร้อมที่จะพิจารณาทบทวนปรับใช้เกณฑ์เกี่ยวกับการซื้อขายให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์

อย่างไรก็ดี แม้มาตรการชั่วคราวดังกล่าวข้างต้นจะสิ้นสุดลง แต่เพื่อให้การดูแลความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ และการสร้างเสถียรภาพตลาดหุ้นไทยเป็นไปอย่างต่อเนื่อง คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เห็นชอบให้มีมาตรการใหม่เพิ่มเติมอีก 2 มาตรการ ดังนี้

  1. กำหนดหุ้นที่อนุญาตให้ขายชอร์ตได้ เป็นเฉพาะหุ้นในกลุ่ม SET100 ซึ่งจะมีผลใช้บังคับทันที ตั้งแต่ 16 เมษายน 2568 เป็นต้นไป โดยได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. แล้ว ทั้งนี้ การขายชอร์ตหลักทรัพย์ดังกล่าว ยังคงต้องเป็นไปตามเกณฑ์ uptick คือให้ใช้ราคาที่สูงกว่าราคาซื้อขายครั้งสุดท้าย
  2. กำหนดให้การซื้อขายหุ้นของผู้ลงทุนกลุ่ม HFT จำกัดอยู่เพียงเฉพาะหุ้นในกลุ่ม SET100 เพื่อลดความผันผวนของหุ้นขนาดกลางและเล็ก ซึ่งคาดว่าจะเริ่มใช้ได้ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ หลังจากที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีการประสานงานกับผู้เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมความพร้อม

นอกจากนี้ คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้เห็นชอบให้คงมาตรการ Minimum Resting Time (MRT) ต่อไป เพื่อป้องกันการใส่ถอนคำสั่งซื้อขายที่รวดเร็วเกินไปอีกด้วย

รู้เก็บรู้ออม : ธรรมะ ทำดี 50 ปี ตลาดหลักทรัพย์ฯ

0
ที่มา คอลัมน์ “รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน…สู่ความมั่งคั่ง” หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วัย 50 ปี สำหรับเราแล้ว เป็นเวลาเหมาะสมที่จะได้นั่งคิดทบทวนถึงสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตที่เดินทางมาได้ครึ่งทางแล้ว ตอนที่เราอายุน้อย ความสุขในวันเกิดของเราอาจเป็นความสนุกสนานที่ได้สังสรรค์ เฮฮาปาร์ตี้กับเพื่อนๆ แต่เมื่ออายุมากขึ้น เราจะมองหาความสุขกายสบายใจ จากการไม่เจ็บป่วย และการมีจิตใจที่สุขสงบ

เช่นเดียวกับ “ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” ที่ดำเนินงานครบ 50 ปีในปี พ.ศ.2568 นี้ ก็ถือว่า ได้ผ่านร้อนผ่านหนาว จนมีพัฒนาการและเติบโตขึ้น สร้างความมั่นคงและเป็นรากฐานที่แข็งแรงในการเป็นกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศมาอย่างยาวนาน

ในโอกาสสำคัญนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯจึงจัดกิจกรรม “โครงการธรรมะ ทำดี” เพื่อความเป็นสิริมงคล และส่งเสริมสุขภาวะทางใจ พร้อมกับเป็นการสนับสนุนและสร้างกำลังใจในการดำเนินงานด้วยความเพียรและซื่อตรงตามแนวทางธรรมาภิบาล โดยจัดการบรรยายธรรม เพื่อภาคธุรกิจ ภาคตลาดทุน รวมถึงประชาชนทั่วไปได้เรียนรู้และเข้าใจหลักธรรมอย่างถูกต้อง และนำไปเป็นแนวทางในการเจริญสติและดำเนินชีวิตอย่างมีสัมมาทิฏฐิ สร้างสังคมที่มีศีลธรรมและคุณธรรม นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการทำความดี ด้วยการเชิญชวนผู้เข้าร่วมงานบริจาคเงินเพื่อการสาธารณกุศลและสาธารณประโยชน์

กิจกรรม “โครงการธรรมะ ทำดี” ครั้งที่ 1 จะจัดขึ้นในวันอังคารที่ 29 เมษายน 2568 ตั้งแต่เวลา 09.00-14.00 น. ที่หอประชุมศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย ชั้น 7 ตลาดหลักทรัพย์ฯขอเชิญชวนมารับฟังการบรรยายธรรมจากพระพรหมพัชรญาณมุนี (พระอาจารย์ชยสาโร) ในหัวข้อธรรม “มรรคใหญ่ ใฝ่สูง” พร้อมร่วมกิจกรรม “ทำดี” เพื่อสนับสนุนองค์กรหรือโครงการเพื่อการสาธารณกุศลและสาธารณประโยชน์ รวมทั้งอุดหนุนสินค้าจากวิสาหกิจเพื่อสังคมและวิสาหกิจชุมชน

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม “สร้างพลังบวก” รับฟังดนตรีจาก “วงปล่อยแก่” ภายใต้โครงการดนตรีพลังบวกของมูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข ที่นำกลุ่มผู้สูงอายุมาร้องเพลงประสานเสียง  เพื่อร่วมส่งพลังบวกและความสุขผ่านเสียงเพลง

กิจกรรมครั้งนี้ เราจะได้ทั้งการเจริญสติด้วย “ธรรมะ” สร้างสรรค์สังคมด้วยการ “ทำดี” และรับ “พลังบวก” จากเสียงเพลงที่อบอุ่น ใครอยากร่วมกิจกรรมดีๆครั้งนี้ สามารถลงทะเบียนร่วมงานได้ที่  https://set.group/dharma สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ SET Contact Center 0-2009-9999.


คุณนายพารวย

AIS จับมือ เวทีมวยราชดำเนิน เปิดตัวแคมเปญมอบสิทธิพิเศษส่งเสริมการท่องเที่ยว นำมวยไทยสู่สายตาชาวโลก

0

AIS 5G ร่วมกับเวทีมวยราชดำเนินเปิดตัวแคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยวไทย ชวนนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกร่วมสัมผัสมนต์เสน่ห์ของมวยไทยในมิติใหม่ มอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดกับ AIS LUCKY TOURIST SIM ให้นักท่องเที่ยวสามารถแชร์ทุกความประทับใจได้แบบเรียลไทม์ เชื่อมต่อการสื่อสารได้แบบไร้รอยต่อบนโครงข่าย 5G พร้อมมอบสิทธิพิเศษรับส่วนลดทันที 10% สำหรับบัตรชมการแข่งขันมวยไทยรายการ RAJADAMNERN WORLD SERIES (RWS) ทุกวันเสาร์ ผ่านช่องทางเวทีมวยราชดำเนิน ทั้งนักท่องเที่ยวที่ซื้อบัตรออนไลน์ เพียงนำโค้ดส่วนลดกรอกผ่านเว็บไซต์ RAJADAMNERN.COM และผู้ที่ซื้อบัตรที่หน้า Ticket office กด *545# เพื่อยืนยันรับสิทธิส่วนลดหน้างาน ตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน – 11 ตุลาคม 2568

นางเบญจพร กำเพ็ชร หัวหน้าส่วนงานการตลาดกลุ่มลูกค้าพรีเพด AIS กล่าวว่า “AIS มุ่งมั่นพัฒนาเครือข่ายและบริการดิจิทัลที่ตอบโจทย์ทั้งลูกค้าคนไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ ผ่านการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ที่หลากหลาย โดยให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และนโยบาย Soft Power ของไทย เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก จึงได้ร่วมมือกับเวทีมวยราชดำเนิน จัดแคมเปญ “AIS x RAJADAMNERN STADIUM GET CLOSER TO WORLD-CLASS FIGHTERS” ด้วยเป้าหมายการส่งเสริมมวยไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล โดยนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับวัฒนธรรมไทยและมวยไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก ผ่านประสบการณ์ที่ทันสมัยและน่าตื่นตาตื่นใจ พร้อมเติมเต็มดิจิทัลไลฟ์สไตล์ด้วย AIS LUCKY TOURIST SIM CARD ที่มาพร้อมสิทธิพิเศษที่จะอำนวยความสะดวกตลอดการท่องเที่ยวที่ประเทศไทย

การร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงแค่สร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำให้กับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก แต่ยังเป็นการสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ AIS ในการเสริมสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและกีฬา พร้อมส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อเชื่อมโยงโลกเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ เราหวังว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยในเวทีโลก”

นายเธียรชัย พิสิฐวุฒินันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกลเบิล สปอร์ต เวนเจอร์ส จำกัด (GSV) ประธานรายการ RWS – Rajadamnern World Series และกรรมการบริหารเวทีมวยราชดำเนิน กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง ผู้นำด้านกีฬามวยไทย กับ ผู้นำด้านโทรคมนาคมไทย จึงเป็นการผสานจุดแข็งระหว่าง “พลังของศิลปะการต่อสู้” กับ “พลังของนวัตกรรม” เพื่อยกระดับการเข้าถึงมวยไทยทั้งในรูปแบบของประสบการณ์จริงในสนาม และในช่องทางดิจิทัลผ่านสื่อและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่เพียงเท่านั้น เรายังเชื่อว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยเปิดประตูสู่ผู้ชมรุ่นใหม่ และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ให้สามารถเข้าถึงมวยไทยได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลกก็ตาม นี่คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนมวยไทยจากเวทีประจำถิ่น ไปสู่เวทีระดับโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ขอบคุณเอไอเอสที่เล็งเห็นคุณค่าของศิลปะมวยไทย และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานและต่อยอดความภาคภูมิใจของคนไทยไปสู่สายตาชาวโลก”

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ AIS LUCKY TOURIST SIM Website, AIS eSIM TOURIST Website และ AIS 5G Official Account on Weibo platform