Home Blog Page 63

AIS – ปภ. ร่วมทดสอบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉิน Cell Broadcast ครั้งแรกระดับเล็ก พร้อมทดสอบต่อเนื่อง ครอบคลุมทั่วประเทศ

0

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ร่วมกับ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จัดทดสอบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินผ่านระบบ Cell Broadcast ครั้งที่ 1 ในระดับเล็ก โดยดำเนินการภายในอาคารราชการ 5 แห่ง ได้แก่ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย, อุบลราชธานี, สุพรรณบุรี, สงขลา และอาคารศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ กรุงเทพมหานคร ซึ่งผลการทดสอบบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ตอกย้ำความพร้อมของระบบในการรองรับการแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินอย่างแม่นยำและรวดเร็ว

การทดสอบในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนทั่วประเทศ โดยมีกำหนดส่งข้อความทดสอบในระดับที่ใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2568 เวลา 13.00 น. ทดสอบระดับกลาง 5 พื้นที่ ประกอบด้วย อ.เมืองลำปาง, อ.เมืองนครสวรรค์, อ.เมืองนครราชสีมา, อ.เมืองสุราษฎร์ธานี และเขตดินแดง กรุงเทพฯ และวันที่ 13 พฤษภาคม 2568 เวลา 13.00 น. ทดสอบระดับใหญ่ 5 พื้นที่ ประกอบด้วย จ.เชียงใหม่, จ.อุดรธานี, จ.พระนครศรีอยุธยา, จ.นครศรีธรรมราช และกรุงเทพมหานคร

โดยประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ จะได้รับข้อความที่ใช้ในการทดสอบทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ระบุว่า “ทดสอบการแจ้งเตือน Cell Broadcast จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โปรดอย่าตื่นตระหนก” “This is a test message from Department of Disaster Prevention and Mitigation (DDPM). No action required” ซึ่งภายหลังจากการทดสอบ ในแต่ละระดับ จะมีประเมินประสิทธิภาพการแจ้งเตือนภัยเพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุงการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และพร้อมใช้งานในสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ดัน 3 โครงการ ชวนทำความดีเพื่อสังคม ในโอกาสครบรอบ 50 ปี

0

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในโอกาสครบรอบการดำเนินงาน 50 ปีในปี 2568 นี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับทุกภาคส่วนดำเนิน “โครงการ 50 ปี ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชวนทำความดีเพื่อสังคม” ผ่าน 3 โครงการหลัก เน้นย้ำบทบาทตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการพัฒนาตลาดทุนอย่างยั่งยืน และสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมไทย

“ความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาคตลาดทุน ภาคธุรกิจ ภาครัฐ และภาคสังคม จะเป็นพลังสำคัญขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่สมดุลและยั่งยืนให้สังคมไทย โดยการดำเนิน 3 โครงการในวาระพิเศษนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งหวังว่าจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านการส่งเสริมการศึกษา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขเพื่อสุขภาพของคนไทย และการสร้างความเท่าเทียมในโอกาสทางการศึกษา ซึ่งทุกโครงการจะมีส่วนช่วยสร้างพลเมืองคุณภาพและเสริมศักยภาพการขับเคลื่อนประเทศต่อไป” นายอัสสเดชกล่าว

ทั้งนี้ 3 โครงการเพื่อประโยชน์แก่สังคม ที่จะร่วมดำเนินการกับพันธมิตรทุกภาคส่วน ได้แก่

  1. โครงการ “ผสานพลังแห่งการให้ เพื่อสุขภาพของคนไทย” โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมด้วยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม (SIF) เชื่อมโยงภาคธุรกิจทำความดี ด้วยการบริจาคหรือสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์และครุภัณฑ์ที่อยู่ในความต้องการของโรงพยาบาลในกรุงเทพและภูมิภาค เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือไปยังประชาชนทั่วประเทศ โดยภาคธุรกิจที่สนับสนุนได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
  2. โครงการ “ขยายโอกาสสู่ 50 โรงเรียน เพื่ออนาคตเยาวชนไทย” บ่มเพาะเยาวชนที่เป็นอนาคตของประเทศ ด้วยการปลูกฝังพื้นฐานความรู้การเงินการลงทุนแก่เยาวชนใน 50 โรงเรียนทั่วประเทศ ผ่านรูปแบบ offline และ online เพื่อสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่เป็นรากฐานของการเติบโตของประเทศ สอดรับพันธกิจตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการให้ความรู้ทางการเงินแก่คนไทยทุกกลุ่ม
  3. โครงการ “คอมพิวเตอร์เพื่อเด็กไทย ใส่ใจเรื่องการเงิน” โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมด้วย สภาธุรกิจตลาดทุนไทย และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา สร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพิ่มทักษะดิจิทัลและปลูกฝังความรู้ด้านการเงิน โดยเชิญชวนภาคตลาดทุนและภาคธุรกิจสนับสนุนคอมพิวเตอร์ ทั้งคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานแล้วคุณภาพดี และคอมพิวเตอร์ใหม่ (มือ1) หรือองค์ความรู้ตามความเชี่ยวชาญของธุรกิจมอบแก่โรงเรียนที่ขาดแคลน โดยมีเป้าหมายบริจาคคอมพิวเตอร์พร้อมติดตั้งชุดความรู้ทางการเงิน 5,000 เครื่อง ภายใน 5 ปี

การดำเนินโครงการดังกล่าวแสดงถึงความมุ่งมั่นของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน มุ่งสร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมแก่สังคมไทยที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในหลากหลายมิติ อาทิ ด้านการศึกษา สิ่งแวดล้อม การพัฒนาชุมชน เป็นต้น

สำหรับองค์กรและผู้ที่สนใจ 1) โครงการ “ผสานพลังแห่งการให้ เพื่อสุขภาพของคนไทย” สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่มูลนิธินวัตกรรมทางสังคม (SIF) คุณชยุต จินตรัศมี โทร. 061 789 2539 หรือ [email protected] คุณธัญสินี เตรียมอุดมสุข โทร. 094 545 2852 หรือ [email protected] 2) โครงการ “ขยายโอกาสสู่ 50 โรงเรียน เพื่ออนาคตเยาวชนไทย” สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 0 2009 9865 หรือ [email protected] และ 3) โครงการ “คอมพิวเตอร์เพื่อเด็กไทย ใส่ใจเรื่องการเงิน” สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กสศ. Call Center โทร. 0 2079 5475 ติดตามความคืบหน้าโครงการได้ที่ www.eef.or.th/donate/ และ https://pinhelppoint.com/

ติดตามโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ที่มีขึ้นในโอกาสครบรอบการดำเนินงาน 50 ปีตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ www.set.or.th www.setfoundation.or.th

สมุทรสงคราม เรียนรู้หมักปลาหมอคางดำเป็น “น้ำปลา” เปลี่ยนปัญหาสู่ผลิตภัณฑ์คู่ครัว

0

สถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรสงครามจับมือ ประมงจังหวัด และซีพีเอฟ จัดคอร์สอบรมทำ “น้ำปลา” จากปลาหมอคางดำ ให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจและแม่บ้าน เพื่อนำมาใช้สำหรับใช้บริโภคในครัวเรือน และจำหน่ายเป็นรายได้เสริม เป็นอีกหนึ่งการพลิกปัญหาสู่โอกาสทางเศรษฐกิจขยายผลสอนให้กับชาวสมุทรสงครามที่สนใจ มาร่วมกันเปลี่ยนปัญหาให้เป็นผลิตภัณฑ์สร้างรายได้ ร่วมจัดการการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำอย่างยั่งยืน

พันตำรวจเอกสมชาย ขอค้า ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรสงคราม กล่าวว่า สถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรสงครามต้องการเปลี่ยนปัญหาเป็นโอกาส โดยร่วมมือกับ ประมงจังหวัดสมุทรสงคราม และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ คิกออฟฝึกอาชีพบูรณาการช่วยเหลือสังคมกำจัดปลาหมอคางดำ โดยร่วมมือกับประชาชนในพื้นที่จับปลาหมอคางดำขึ้นจากแหล่งน้ำ เพื่อนำปลาหมอคางดำมาประกอบอาหารบริโภคในครัวเรือนช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับครอบครัวของข้าราชการตำรวจ พร้อมทั้งฝึกให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจและกลุ่มแม่บ้านแปรรูปเป็นน้ำปลา ตั้งแต่การเตรียมปลาหมอคางดำ ใส่เกลือคลุกเคล้าให้เข้ากันก่อนปิดฝาและหมักไว้ประมาณ 12 เดือนจนได้เป็นน้ำปลา เป็นการสร้างงานสร้างรายได้ให้กับข้าราชการตำรวจและครอบครัว

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ที่เข้าอบรมครั้งนี้ ยังต่อยอดความรู้ไปถ่ายทอดให้กับประชาชนในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการนำปลาหมอคางดำมาใช้ประโยชน์มากขึ้น และสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการปัญหาปลาหมอคางดำอย่างเป็นระบบ
“สมุทรสงครามเป็นจังหวัดที่ทำนาเกลือ การแปรรูปปลาหมอคางดำเป็นน้ำปลา เป็นการบูรณาการของดีประจำจังหวัดต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อสร้างเศรษฐกิจชุมชนเติบโต ช่วยกันจัดการปัญหาปลาหมอคางดำที่ชุมชน และสิ่งแวดล้อมได้ประโยชน์” ผกก.สภ.เมืองสมุทรสงครามกล่าว

ด้านนายนิรัตน สนิทมัจโร ประมงจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวว่า การนำปลาหมอคางดำหมักเป็นน้ำปลา เป็นหนึ่งในมาตรการของกรมประมง นอกจากสถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรสงครามแล้ว ก่อนหน้านี้ประมงสมุทรสงครามได้ร่วมมือกับเรือนจำกลางสมุทรสงครามสอนเจ้าหน้าที่และผู้ต้องขังนำปลาหมอคางดำหมักน้ำปลาเป็นทักษะอาชีพ และทำเป็นสินค้าราชทัณฑ์ ตรา “หับเผยแม่กลอง” รวมทั้งสนับสนุนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปปลาหมอคางดำเป็นปลาร้า และสินค้าอาหารอื่นๆ เพื่อขยายผลให้เกิดการบริโภคอย่างกว้างขวางมากขึ้น ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนเติบโตอีกด้วย.

AIS จับมือ กระทรวงพาณิชย์ ขานรับโครงการ “เปิดเทอม เติมพลัง” กระตุ้นเศรษฐกิจ ต้อนรับเปิดเทอม จัดเต็มส่วนลดสินค้าและบริการดิจิทัล ตอบโจทย์วัยทีน

0

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส นำโดย นางเบญจพร กำเพ็ชร หัวหน้าส่วนงานการตลาดกลุ่มลูกค้าพรีเพด ร่วมกับ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ โดย นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในโครงการ “เปิดเทอม เติมพลัง” จัดแคมเปญพิเศษ มอบส่วนลดสินค้าและบริการสูงสุด 70% เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแบ่งเบาภาระรายจ่ายและค่าครองชีพของผู้ปกครองในช่วงเทศกาลเปิดเทอม พร้อมสนับสนุนสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ทุกดิจิทัลไลฟ์สไตล์ของเยาวชนไทย ดังนี้

  • AIS ZEED Movie Lover แพ็กเกจดูหนังสำหรับวัยรุ่น ราคาพิเศษ 199 บาท จากราคาปกติ 299 บาท
  • ซิมเบอร์พลิกชีวิต พลังปัญญา เบอร์เสริมดวงเรื่องการเรียนและอนาคตที่มั่นคง ราคาพิเศษ 49 บาท จากปกติ 199 บาท สมัครคู่กับแพ็กเกจรายเดือน ZEED 5G เริ่มเต้นเพียงเดือนละ 299 บาท
  • ส่วนลด imoo Watch Phone นาฬิกาโทรศัพท์สำหรับเด็ก เมื่อสมัครคู่กับแพ็กเกจรายเดือน Kiddy 199 บาท/เดือน ได้รับส่วนลดเพิ่ม 500 บาท ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม – 15 สิงหาคม 2568
  • โปรโมชันพิเศษ iPad A16 ซื้อคู่กับ Apple Pencil USB-C เครื่องเปล่าไม่ติดสัญญาและเครื่องพร้อมแพ็ก ลดราคาพิเศษต้อนรับเปิดเทอม ระยะเวลาโปรโมชั่น ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2568 – 28 มิถุนายน 2568

โดยวางจำหน่ายที่ AIS Shop, AIS Telewiz ทุกสาขา และ AIS Online Store สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ www.ais.th

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จัดกิจกรรม “ธรรมะ ทำดี” ครั้งที่ 1 เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี ตลาดหลักทรัพย์ฯ

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดกิจกรรม “ธรรมะ ทำดี” ครั้งที่ 1 ภายใต้โครงการ “50 ปี ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชวนทำความดีเพื่อสังคม” โดยมีการบรรยายธรรมจาก พระพรหมพัชรญาณมุนี (พระอาจารย์ชยสาโร) ในหัวข้อ “มรรคใหญ่ ใฝ่สูง” รับฟังแง่คิดและหลักธรรมที่สามารถนำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตและการทำงานอย่างมีสัมมาทิฏฐิ พร้อมด้วยศีลธรรมและคุณธรรม อันจะนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองทั้งแก่ตนเองและสังคมอย่างยั่งยืน ซึ่งได้รับความสนใจจำนวนมาก

นอกจากนี้ ผู้ร่วมงานได้ร่วมอุดหนุนสินค้าจากวิสาหกิจเพื่อสังคมและวิสาหกิจชุมชน และร่วมบริจาคเงินเพื่อสาธารณกุศลและสาธารณประโยชน์ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2568 ผู้ที่สนใจสามารถรับชมการบรรยายธรรม ย้อนหลังได้ที่ Facebook และ Youtube: SET Thailand ทั้งนี้ กิจกรรม “ธรรมะ ทำดี” ครั้งที่ 2 จะจัดขึ้นในวันที่ 6 มิถุนายน 2568 ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมทาง Facebook: SET Thailand

ให้เลือด = ให้ชีวิตทุกหยดโลหิต…คือหัวใจจิตอาสา CPF ทั่วไทย

0

CPF ผนึกกำลังกับทุกภาคส่วน รวมใจจิตอาสาทั่วประเทศ เติมเต็มคลังเลือด เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อย่างต่อเนื่อง

“โครงการทำความดีบริจาคโลหิต“ คือกิจกรรมที่บริษัทฯ ดำเนินการอย่างสม่ำเสมอ สะท้อนหนึ่งในค่านิยมสำคัญของเครือเจริญโภคภัณฑ์และซีพีเอฟ ในการ “ตอบแทนคุณแผ่นดิน”

โดยร่วมมือกับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เชิญชวนผู้บริหาร พนักงานจากสถานประกอบการทั่วประเทศ ตลอดจนประชาชนทั่วไป มาร่วม “ทำความดีด้วยการบริจาคโลหิต” เป็นประจำทุก 3 เดือน เพื่อเพิ่มปริมาณโลหิตสำรองให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้ป่วยทั่วประเทศ และตอกย้ำคุณค่าของการเป็น “ผู้ให้” ที่แท้จริง

โครงการนี้ยังสะท้อนถึงความร่วมมือระหว่าง CPF และภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ เหล่ากาชาด ทหาร ตำรวจ โรงเรียน และชุมชน ร่วมกันสร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน พร้อมปลูกจิตสำนึกถึงความสำคัญของการบริจาคโลหิต เพื่อส่งต่อชีวิตและความหวังให้แก่เพื่อนมนุษย์

ฟังเรื่องจริงที่อบอุ่นหัวใจได้ที่ >> https://youtube.com/shorts/MlbORapwhAo

เมืองไทยประกันชีวิต มอบเงิน 16 ล้านบาท สมทบทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานบริการทางการแพทย์ของ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

0

เมืองไทยประกันชีวิต ตอกย้ำนโยบายการตอบแทนสังคมเดินหน้าโครงการเพื่อมุ่งเน้น    การสร้าง “คุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน” โดยล่าสุดได้มอบเงินสนับสนุนจำนวนเงิน 16,110,000 บาท แก่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เพื่อร่วมสมทบทุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการบริการทางการแพทย์

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลากว่า 74 ปีแห่งการดำเนินธุรกิจ บริษัทฯ ยึดมั่นในการดูแลและคุ้มครองประชาชนควบคู่กับการขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านสุขภาพ คุณภาพชีวิต ศิลปวัฒนธรรม ศาสนา รวมถึงสิ่งแวดล้อม สะท้อนถึงความมุ่งมั่นตามนโยบายความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างแท้จริง โดยการสนับสนุน  ในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์เจตนารมณ์ของบริษัทในการร่วมเสริมสร้างระบบสุขภาพไทย ให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง

โดยมอบเงินสนับสนุนแก่ ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านโรคหลอดเลือดสมองแบบครบวงจร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นจำนวนเงิน 10 ล้านบาท  ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการให้บริการทางการแพทย์ที่มีมาตรฐานสูง และเป็นแหล่งวิจัย ฝึกอบรม และเผยแพร่ความรู้ ด้านโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนไทยในวงกว้าง

ทั้งนี้ โรคหลอดเลือดสมองเป็นภัยเงียบที่เกิดได้กับทุกเพศทุกวัย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที     อาจส่งผลร้ายแรงต่อชีวิตผู้ป่วยและครอบครัว ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านโรคหลอดเลือดสมองแบบครบวงจร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จึงมุ่งดูแลผู้ป่วยอย่างครบวงจร โดยทีมสหสาขาวิชา ครอบคลุมทั้งการป้องกัน รักษา ฟื้นฟู ติดตามอาการ และดูแลต่อเนื่องที่บ้าน พร้อมเป็นศูนย์กลางฝึกอบรม วิจัย และเผยแพร่ความรู้สู่สังคม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ลดอัตราการเจ็บป่วยและภาระต่อระบบสาธารณสุขอย่างยั่งยืน

และบริษัทยังมอบเงินสนับสนุนใน “โครงการพัฒนาศูนย์มะเร็งแบบบูรณาการ” โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ซึ่งเป็นโครงการที่มีเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพการรักษาพยาบาลแก่ผู้ป่วยโรคมะเร็งในประเทศไทยให้ครอบคลุม เข้าถึง และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และยังมอบเงินสนับสนุนโครงการพัฒนาศูนย์ฯ เพิ่มเติมผ่านทางการกิจกรรมการจัดแสดงการเต้นรำระดับโลก “Rhythm Dance by The BYU Ballroom Dance Company”   รวมเป็นจำนวนเงิน 6,000,000 บาท เพื่อมอบให้แก่“โครงการพัฒนาศูนย์มะเร็งแบบบูรณาการ” โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

สำหรับ “โครงการพัฒนาศูนย์มะเร็งแบบบูรณาการ” โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นโครงการที่มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพด้านการดูแลรักษาโรคมะเร็งอย่างครบวงจร โดยมีการปรับปรุงอาคารเดิม 4 อาคาร ได้แก่ อาคารคัคคณางค์, อาคารนวมินทราชินี, อาคารเอลิซาเบธ และอาคารว่องวานิช ให้เป็นอาคารสูง 9 ชั้น เชื่อมต่อกับอาคารนวมินทราชินีซึ่งเป็นอาคารสูง 11 ชั้น เพื่อรองรับการให้บริการผู้ป่วยมะเร็งที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะด้านการวินิจฉัยและรักษาด้วยเครื่องมือทางรังสีวิทยา ซึ่งต้องจัดหาเครื่องมือใหม่ทดแทนของเดิมที่ใช้งานมานาน

นอกจากนี้บริษัทยังมอบเงินสนับสนุนจากโครงการ MTL e-Document หรือ การรับเอกสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อทดแทนการรับเอกสารที่เป็นกระดาษ ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจ พร้อมเปิดตัวแคมเปญ “Save Paper, Save Life”  เชิญชวนลูกค้าทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่ง  ในการรักษ์โลกด้วยการสมัคร MTL e-Document  และทุกการสมัครยังจะถูกเปลี่ยนเป็นเงินบริจาคจำนวน 20 บาทต่อ 1 กรมธรรม์ที่สมัครสำเร็จ และนำไปบริจาคให้แก่สภากาชาดไทย เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่าง ๆ   

“แคมเปญ “Save Paper, Save Life” นอกจากเป็นการตอกย้ำนโยบายด้านการดูแลสิ่งแวดล้อมของบริษัทฯ แล้วนั้น ยังถือเป็นการฉลองความสำเร็จในการผลักดันนโยบายดังกล่าวจนมียอดลูกค้าสมัครรับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์กว่า 100,000 ราย รวมกว่า 200,000 กรมธรรม์ ซึ่งช่วยลดการใช้กระดาษได้มากกว่า 1,700,000 แผ่น  พร้อมกันนี้จึงได้จัดแคมเปญพิเศษเพื่อช่วยเหลือพี่น้องที่ประสบภัยอยู่ในขณะนี้ ทำให้ลูกค้าที่สมัครMTL e-Document  นอกจากจะได้ช่วยกันลดโลกร้อนแล้ว  ยังได้เป็นส่วนหนึ่งในความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนไปอีกทางหนึ่งด้วย โดยยอดเงินบริจาคจากการกิจกรรมดังกล่าวเป็นจำนวนเงิน 110,000  บาท

ในโอกาสนี้บริษัทได้รับเกียรติจาก  นายขรรค์ ประจวบเหมาะ  ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย   รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ ฉันชาย สิทธิพันธุ์  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย รองศาสตราจารย์พิเศษ แพทย์หญิง อรอุมา ชุติเนตร  หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านโรคหลอดเลือดสมอง  และ นางจันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย  เป็นผู้รับมอบเงินสนับสนุน รวมทั้งหมดเป็นจำนวนเงิน  16,110,000  บาท

เมืองไทยประกันชีวิต จับมือ asava ปรับโฉม “ชุดพนักงานบริการสาขา” ทำจากขวดพลาสติก Upcycling พร้อมเปิดตัว “ชุดสูทเชิดชูเกียรติยศสุดยอดตัวแทนประกันชีวิต”

0

เมืองไทยประกันชีวิต จับมือ asava แบรนด์แฟชั่นชื่อดังของประเทศไทย ร่วมยกระดับภาพลักษณ์ “แบรนด์แห่งความสุขและรอยยิ้ม” ปรับโฉมชุดพนักงานบริการสาขา (CSC) ทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด  Sharp  Modern และ Sustainable พร้อมใส่ใจความยั่งยืนด้วยการเลือกใช้ใยผ้ารีไซเคิลจากขวดพลาสติกที่ผ่านกระบวนการ Upcycling  และได้เปิดตัว “ชุดสูทเชิดชูเกียรติยศสุดยอดตัวแทนประกันชีวิต” เสริมภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพ ความน่าเชื่อถือ พร้อมดูแลและเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมืองไทยประกันชีวิต ตอกย้ำตัวตนในการเป็นแบรนด์แห่งการสร้างความสุขและรอยยิ้มที่ยั่งยืน ภายใต้กลยุทธ์ “Boost Your Happiness by Our People” บูสท์ความสุขของคุณด้วยคนของเมืองไทยประกันชีวิต ด้วยการเดินหน้าพัฒนาองค์กรในทุกภาคส่วน  เพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกันคือ “การส่งมอบความสุขให้กับลูกค้าคนสำคัญ”

ล่าสุดบริษัทฯ ได้ร่วมมือกับ  asava  แบรนด์แฟชั่นดีไซเนอร์ชั้นนำของประเทศไทย โดย คุณหมู พลพัฒน์     อัศวะประภา ปรับโฉมภาพลักษณ์ “พนักงานบริการสาขา (Customer Service Center หรือ CSC)” ของเมืองไทยประกันชีวิตทั่วประเทศ ด้วยยูนิฟอร์มใหม่ที่ออกแบบภายใต้แนวคิด “Sharp  Modern และ Sustainable” สะท้อนถึงความน่าเชื่อถือ ความมั่นคง ร่วมสมัย ใส่ใจต่อการสร้างความยั่งยืน และดูสดใส เข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น  โดดเด่นด้วยการเลือกวัสดุจากใยผ้ารีไซเคิล ซึ่งนำมาจากขวดพลาสติก PET ที่ผ่านกระบวนการ Upcycling มาเป็นองค์ประกอบสำคัญ  เส้นใยผ้ารีไซเคิลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมช่วยลดปริมาณขยะขวดพลาสติกที่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติ ตอกย้ำนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งมั่นที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินงานของบริษัท    พร้อมให้ความใส่ใจต่อพนักงาน ด้วยการให้อิสระในการเลือกสวมใส่ชุดยูนิฟอร์มใหม่ โดยสามารถมิกซ์ แอนด์ แมทซ์ ชุดได้ในสไตล์ตัวเอง ให้มีความสุขและพร้อมให้บริการลูกค้าได้อย่างเต็มที่

นอกจากนี้ เมืองไทยประกันชีวิต ยังได้เดินหน้ายกระดับและพัฒนาตัวแทนประกันชีวิตทั่วประเทศสู่การเป็นที่ปรึกษาประกันชีวิตที่ลูกค้าไว้วางใจอย่างต่อเนื่อง  โดย asava ได้รังสรรค์ “ชุดสูทเชิดชูเกียรติยศแห่งความสำเร็จ”  ภายใต้แนวคิด Reflection of Success”  ซึ่งจะมอบให้กับตัวแทนประกันชีวิตที่สามารถพิชิตเป้าหมายที่กำหนด  เพื่อเชิดชูความสำเร็จ และเสริมภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพ ความน่าเชื่อถือ ความน่าไว้วางใจ และยังช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับตัวแทนประกันชีวิตและลูกค้าได้เป็นอย่างดี  ซึ่งชุดนี้ถูกออกแบบด้วยเทคนิคชั้นสูงของการตัดสูท เพื่อสร้างความพรีเมี่ยม และความภาคภูมิใจแก่ผู้สวมใส่

บริษัทฯ ในฐานะผู้นำ “แบรนด์แห่งความสุขและรอยยิ้ม” ที่มีความแข็งแกร่งทั้งด้านธุรกิจและภาพลักษณ์อย่างต่อเนื่อง ยังคงเดินหน้าพัฒนาองค์กรให้ทันสมัยสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตลอด โดยเชื่อมั่นว่า “ภาพลักษณ์” คือกุญแจสำคัญที่จะสร้าง “ความเชื่อมั่น” ให้เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอกองค์กร การเปิดตัวยูนิฟอร์มใหม่นี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนรูปลักษณ์เท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงถึงตัวตนของบริษัทที่ก้าวสู่ยุคใหม่ทั้งพนักงานและตัวแทนประกันชีวิตที่ไม่ใช่เพียงผู้ขายประกัน แต่คือ “ที่ปรึกษาการประกันชีวิต” ที่เปี่ยมด้วยพลัง ความรู้ ความมั่นใจ และเข้าใจความต้องการของผู้คนในทุกช่วงของชีวิต

“ความร่วมมือในครั้งนี้ระหว่างเมืองไทยประกันชีวิตและ asava คือการก้าวข้ามกรอบเดิมของคำว่า    “ยูนิฟอร์ม” ไปสู่การสร้างภาพลักษณ์ใหม่ที่ทรงพลังจากภายในสู่ภายนอก ไม่เพียงเพื่อปรับรูปลักษณ์ของตัวแทนและพนักงานให้ทันสมัย สะท้อนความเป็นมืออาชีพ และใกล้ชิดกับผู้คนมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความภาคภูมิใจในบทบาทของตนเอง และปลุกพลังแห่งความมั่นใจให้พร้อมรับบทบาทสำคัญในการดูแลชีวิตและความมั่นคงของลูกค้าอย่างแท้จริง” นายสาระ กล่าวสรุป 

แม่ไก่สู้ไม่ไหว อากาศร้อนสุดไข่ไม่ออก ยันเพียงพอ ราคาไม่แพงเกินจริง

0

บทความโดย ศิระ มุ่งมะโน นักวิชาการอิสระ

ไข่ไก่เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดีที่มีราคาย่อมเยาและเข้าถึงได้ง่ายที่สุดของคนไทยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงของราคาจึงเป็นสิ่งที่สังคมให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ที่มีการปรับราคาขึ้นต่อเนื่อง ทำให้เกิดความกังวลในหมู่ผู้บริโภคและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ถ้าเข้าใจวัฏจักรปกติของการผลิตและราคาของไข่ไก่ รวมถึงการยืนยันว่าการปรับราคาครั้งนี้มีเหตุผลรองรับอย่างสมบูรณ์ เป็นสถานการณ์ชั่วคราว และไข่ไก่ยังมีเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ ก็จะช่วยให้การบริโภคเป็นไปตามปกติและลดคำถามเรื่องราคา “ไข่ไก่ราคาแพง” ลงไปได้

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับวัฏจักรการผลิตและราคาไข่ไก่ ว่า มีสาเหตุมาจาก 3 ปัจจัยหลักที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ คือ

  1. ผลกระทบจากสภาพอากาศ โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่มีสภาพอากาศร้อนอบอ้าว ที่อุณหภูมิโลกสูงขึ้นต่อเนื่องตาม
    “ภาวะโลกร้อน ส่งผลโดยตรงต่อสมรรถนะการให้ไข่ของแม่ไก่ ทำให้แม่ไก่ออกไข่น้อยลง อีกทั้งขนาดของไข่ที่ผลิตได้มีแนวโน้มเล็กลง และสัดส่วนไข่ขนาดเล็กที่ออกสู่ตลาดมีสูงถึงกว่า 60% ซึ่งไข่เบอร์เล็กนี้มีราคาขายต่ำกว่าเบอร์กลางและใหญ่ค่อนข้างมาก ทั้งนี้ สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ระบุว่า ปัจจัยเหล่านี้มีส่วนสำคัญต่อการผลักดันราคาไข่ไก่ในตลาด
  2. การปลดไก่ยืนกรง (culling) ซึ่งเป็นนโยบายที่ภาครัฐนำมาใช้โดยขอความร่วมมือจากผู้เลี้ยงไก่ไข่ เพื่อรักษาสมดุลการผลิต
    และเสถียรภาพราคาให้เป็นไปตามกลไกตลาด ด้วยการลดไก่อายุสูงและรักษาประสิทธิภาพการผลิต ส่งผลให้ไข่ไก่ที่ออกสู่ตลาดไม่ล้นเกิน ปริมาณไข่จึงยังคงสมดุลกับความต้องการในประเทศ
  3. ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ข้อมูลปัจจุบันชี้ให้เห็นว่าต้นทุนการเลี้ยงเพื่อจัดการกับภาวะอากาศร้อน (ค่าไฟฟ้า) เฉลี่ยที่ 3.40
    บาทต่อฟอง ตลอดจนต้นทุนวัตถุดิบอาหารแม้ที่ยังผันผวน ส่งผลให้เกษตรกรจำเป็นต้องปรับราคาขายไข่ไก่ เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สถานการณ์ผลผลิตและความต้องการในตลาด ข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระบุว่า ในเดือนเมษายนผลผลิตไข่ไก่ออกสู่ตลาดประมาณ 44.5 ล้านฟองต่อวัน ขณะที่ความต้องการบริโภคอยู่ที่ 43.3 ล้านฟองต่อวัน เห็นได้ว่าผลผลิตยังมีเพียงพอรองรับความต้องการโดยรวมได้ อย่างไรก็ตาม ช่วงเดือนพฤษภาคมเป็นช่วงเปิดเทอม ซึ่งความต้องการไข่ไก่จะสูงขึ้นตามธรรมชาติของตลาด จึงเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้ราคามีการขยับตัวสูงขึ้นชั่วคราวตามกลไกตลาด

เปรียบเทียบช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ราคาไข่ไก่คละอยู่ที่ประมาณ 3.80 บาทต่อฟอง จึงเห็นได้ว่าการปรับราคาในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากความผิดปกติของตลาด แต่เป็นการสะท้อนต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมีเหตุผล เกษตรกรจำเป็นต้องดำเนินกิจการได้อย่างยั่งยืน เพื่อให้มีไข่ไก่จำหน่ายอย่างต่อเนื่องในอนาคต

จากข้อมูลดังกล่าว เห็นได้ว่าการปรับราคาไข่ไก่ในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมนี้เป็นผลจากวัฏจักรปกติของการผลิตและตลาด โดยมีปัจจัยธรรมชาติ ต้นทุนการผลิต และกลไกตลาดเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก สถานการณ์นี้เป็นเพียง “ภาวะชั่วคราว” ผู้บริโภคจึงไม่ควรวิตกกังวล เพราะไข่ไก่ยังคงมีเพียงพอสำหรับการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งช่วงนี้หน่วยงานภาครัฐทั้งกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ต้นทุนการผลิตและราคาขายเกินกว่าที่กำหนดไว้ และเพื่อให้ไข่ไก่เป็นอาหารโปรตีนคุณภาพสูงที่คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างต่อเนื่อง.

“CPF เคียงข้างยามวิกฤต“ ชวนคนไทยส่งต่อพลังแห่งการให้ รพ.รามาธิบดี

0

เพราะทุกนาทีมีค่าต่อชีวิตผู้ป่วย พื้นที่การรักษาที่สมบูรณ์พร้อม คือ หัวใจสำคัญของโรงพยาบาลที่ต้องได้รับการสนับสนุนอย่างเร่งด่วน

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ และบริษัทในกลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมร้อยเรียงความดี จัดกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือ พลังแห่งการให้” ครั้งที่ 3 เพื่อนำเงินรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายสมทบทุนในการซ่อมแซมและฟื้นฟูอาคารหลักของโรงพยาบาลรามาธิบดี ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้

กิจกรรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28-29 เมษายน 2568 เวลา 08.00-18.00 น. ณ บริเวณโถงชั้น 1 อาคารสมเด็จพระเทพรัตน์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เชิญชวนประชาชนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพมาตรฐานสากล พร้อมส่งต่อพลังแห่งการให้ สนับสนุนภารกิจของโรงพยาบาลในการดูแลชีวิตและสุขภาพของคนไทยอย่างเต็มกำลัง ภายในงานได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.แพทย์หญิงอติพร อิงค์สาธิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี และ นางสาวอนรรฆวี ชูรัตน์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานการตลาดกลาง ซีพีเอฟ ร่วมกิจกรรม

ศ.ดร.แพทย์หญิงอติพร อิงค์สาธิต กล่าวว่า “โรงพยาบาลรามาธิบดี ขอขอบคุณซีพีเอฟและประชาชนทุกท่านที่ร่วมส่งกำลังใจและสนับสนุนการฟื้นฟูอาคารหลักของโรงพยาบาล ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้โรงพยาบาลสามารถกลับมาให้บริการประชาชนได้อย่างเต็มที่”

เครือซีพีและซีพีเอฟ ยืนหยัดเคียงข้างโรงพยาบาลรามาธิบดีเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูพื้นที่การรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง ทั้งการระดมทุนทรัพย์ โดยมอบเงินบริจาค จำนวน 10 ล้านบาท ผ่านมูลนิธิรามาธิบดีฯ และดำเนินกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” ณ อาคาร ซี.พี. ทาวเวอร์ สีลม

ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อ “พลังแห่งการให้” เคียงข้างโรงพยาบาลรามาธิบดีไปด้วยกัน .