Home Blog Page 62

AIS เสริมแกร่งสโมสรไทยลีก T1, T2, T3 ทั่วประเทศ สนับสนุนเทคโนโลยีสื่อสารครบวงจรพร้อมยิงสดเต็มรูปแบบ ไทยลีก 3 แมตช์แรก 13 ก.ย.นี้ ผ่าน AIS PLAY

0

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS เดินหน้าสานต่อภารกิจสนับสนุนวงการกีฬาไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยการส่งมอบ Pocket Wi-Fi พร้อมซิม “เน็ต มาราธอน แมกซ์” ที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ไม่อั้น ไม่ลดสปีด ให้กับสโมสรฟุตบอลไทยลีกทั้งระดับ T1, T2 และ T3 ทั่วประเทศ โดยมี นางนวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นผู้แทนรับมอบเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงานและการสื่อสารของบุคลากรในสนามแข่งขัน ให้สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้อย่างคล่องตัว ทุกที่ ทุกเวลา รองรับการทำงานในยุคดิจิทัลอย่างเต็มประสิทธิภาพ

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าหน่วยธุรกิจสื่อสารองค์กรและรัฐกิจสัมพันธ์ AIS กล่าวว่า “AIS มุ่งยกระดับวงการฟุตบอลไทยในทุกมิติ โดยเฉพาะการนำศักยภาพของโครงข่ายอัจฉริยะและเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเสริมประสิทธิภาพการทำงานของสโมสรในทุกระดับ เพราะเราเชื่อว่าการถ่ายทอดสดไทยลีก ไม่ใช่เพียงแค่การส่งสัญญาณจากสนามสู่หน้าจอเท่านั้น แต่คือภารกิจสำคัญในการเชื่อมโยงพลังเชียร์ของคนไทยทั่วประเทศให้ใกล้กันมากยิ่งขึ้น ผ่านการถ่ายทอดสดที่คมชัดและเสถียรที่สุด”

พร้อมกันนี้ AIS ยังได้ขยายขีดความสามารถของเครือข่าย 5G และไฟเบอร์ออฟติก ให้ครอบคลุมทุกสนามแข่งขันและจุดรับชมทั่วประเทศ รองรับการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลไทยลีกทุกลีกผ่าน AIS PLAY ด้วยมุมกล้องครบทุกมิติพร้อมจัดเต็มทีมโปรดักชันคุณภาพ และทีมนักพากย์มืออาชีพกว่า 60 คน ถ่ายทอดอารมณ์เกมอย่างเต็มอรรถรส เสริมด้วยกิจกรรมความสนุกจากขอบสนาม เติมเต็มทุกจังหวะการเชียร์ของแฟนบอลให้เร้าใจยิ่งกว่าเดิม

ศึกฟุตบอลไทยลีก ฤดูกาล 2025/26 ได้เปิดฉากความมันส์ไปแล้วสำหรับไทยลีก 1 และไทยลีก 2 ขณะที่ไทยลีก 3 เตรียมประเดิมแมตช์แรกในวันที่ 13 กันยายนนี้ ขอเชิญชวนแฟนบอลทั่วประเทศร่วมเชียร์และสนับสนุนวงการฟุตบอลไทยอย่างสร้างสรรค์ผ่านช่องทางรับชมที่ถูกลิขสิทธิ์ ชมฟรีทุกเครือข่าย ถ่ายทอดครบทุกลีกที่แอปพลิเคชัน AIS PLAY กล่อง AIS PLAYBOX, Smart TV, Android TV, Apple TV สามารถดาวน์โหลด AIS PLAY ได้ที่ App store และ Google Play Store และถ่ายทอดสดทาง 3BB GIGATV

ก.ล.ต. ผนึกกำลังเปิด “ร่างมาตรการสร้างเสน่ห์ตลาดทุนไทย” สร้างความเชื่อมั่น และขีดความสามารถแข่งขันระดับสากล

0

คณะทำงานร่วม (Taskforce) จัดตั้งขึ้นโดย สำนัก ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย ได้ข้อสรุปในการเสนอแนะมาตรการสร้างเสน่ห์ตลาดทุนไทย โดยจะออกเป็นแพ็กเกจเพื่อดึงดูดและสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ลงทุน สร้างสมดุลทั้งในส่วนของผู้ลงทุนรายใหญ่-รายย่อย และผู้ลงทุนต่างชาติ โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

  1. Quality Demand เช่น การส่งเสริมให้ประชาชนมีวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาวผ่านบัญชีการลงทุนส่วนบุคคล (Individual Investment Account) และเพิ่มบทบาทผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้กับตลาดหุ้น เป็นต้น
  2. Attractive Supply เช่น การดึงดูดกิจการที่มีศักยภาพและคุณภาพทั้งในประเทศและต่างประเทศและเข้าสู่ตลาดทุนไทยผ่านช่องทางการระดมทุนที่หลากหลาย การปรับขั้นตอนการออกและเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ให้กระชับ เน้น “การเปิดเผยข้อมูล” ลดขั้นตอนและลดเอกสารซับซ้อนภายใต้
    การคุ้มครองผู้ลงทุนที่เหมาะสม อีกทั้ง ส่งเสริมการจัดทำแผนเพื่อยกระดับมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) พร้อมให้ บจ. ต้องมีการเปิดเผยแผนและผลการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมและสื่อสารกับผู้ถือหุ้นได้ มี Roadmap ที่ชัดเจนในการเปิดเผยข้อมูล ESG ตามมาตรฐาน ISSB เพื่อดึงดูดผู้ลงทุนที่คำนึงถึงความรับผิดชอบด้าน ESG ในระดับสากล เป็นต้น
  3. Trusted Market เช่น การสร้างความเข้มแข็ง corporate governance ของ บจ. การยกระดับการกำกับ gatekeepers เพื่อป้องปรามการกระทำที่ไม่เหมาะสม และการใช้เทคโนโลยีเพิ่มช่องทางเข้าถึงข้อมูลทางการเงินของบริษัทขนาดกลาง-ย่อม-เล็ก เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของผู้ลงทุน เป็นต้น
  4. Supportive Ecosystem เช่น การเสริมสร้างระบบนิเวศน์ให้เกิดการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มการเข้าถึงการลงทุนของผู้ลงทุนรายย่อย (Inclusion) รวมทั้งการให้ผู้ลงทุนต่างประเทศสามารถใช้สิทธิ e-proxy ได้สะดวกยิ่งขึ้น เป็นต้น

การขับเคลื่อนมาตรการตลาดทุนในระยะเริ่มต้นจะเน้นการสร้างเสน่ห์ให้ตลาดหุ้นเป็นลำดับแรก ผ่านการดำเนินการของ Taskforce เพื่อให้ได้รับข้อเสนอและแรงสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ดี สำนักงาน ก.ล.ต.จะเดินหน้าพัฒนาตลาดทุนในส่วนอื่น ๆ ทั้งตลาดตราสารหนี้ หน่วยลงทุน ตลอดจนการเปลี่ยนผ่านตลาดทุนสู่ตลาดทุนดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและส่งเสริมการเข้าถึงการลงทุนของประชาชน (tokenization) โดยจะมีการจัดตั้ง Taskforce ชุดอื่นเพิ่มเติมอีกในระยะต่อไป

ดร.วโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า “ อยากให้ตลาดทุนไทยเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และสามารถรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคต สิ่งสำคัญ คือ จะต้องเสริมสร้างตลาดทุนให้มีความแข็งแกร่งในทุกด้าน เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดทุน และทำให้ตลาดทุนมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ซึ่งจะช่วยให้สามารถยกระดับตลาดทุนให้แข่งขันได้ในระยะยาว ”

ศ. ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูลเลขาธิการ สำนักงาน ก.ล.ต. เปิดเผยว่า“ เชื่อว่าทุกภาคส่วนในตลาดทุนเห็นด้วยกับการที่ตลาดทุนไทยต้องปรับตัว เพื่อสร้างโอกาสและรักษาความสามารถในการแข่งขัน ความท้าทายที่เผชิญอยู่ต้องอาศัยความร่วมมือในการมองโจทย์ เห็นปัญหา และหาทางเปลี่ยนแปลงที่ต้องสอดคล้องและส่งเสริมกันในแต่ละภาคส่วน ไม่สามารถทำได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง มาตรการที่นำเสนอจึงควรสกัดมาจากความคิดเห็นร่วมกัน แม้จะเป็นทิศทางที่ต้องใช้เวลาในการดำเนินการ แต่น่าจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นและเสน่ห์ให้เกิดขึ้นได้ ซึ่งจะส่งผลดีกับตลาดทุนไทยในระยะยาว ”

นาย อัสสเดช คงสิริกรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งมั่นทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยการเสริมสร้างทั้งความน่าสนใจและความเชื่อมั่นในตลาดทุน เรามั่นใจว่า การผนึกกำลังจากทุกภาคส่วนและมาตรการที่ร่วมกันผลักดันในครั้งนี้ จะช่วยยกระดับศักยภาพของตลาดทุนไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น พร้อมดึงดูดทั้งการระดมทุนและการลงทุน ท่ามกลางความท้าทายที่เกิดขึ้น ”

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า “ ในสถานการณ์ที่ต้องเผชิญความท้าทายทั้งจากในและนอกประเทศ สภาธุรกิจตลาดทุนไทยเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนในการดำเนินมาตรการปฏิรูปตลาดทุนครั้งนี้ จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการวางรากฐานตลาดทุน เพื่อยกระดับความโปร่งใส เสริมสร้างความเชื่อมั่น ให้กับทั้งผู้ลงทุนและผู้ร่วมตลาด และพร้อมเป็นกลไกสำคัญ
ในการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ”

ดีอี-แบงก์ชาติ-ธนาคารพาณิชย์-ตร.ไซเบอร์ ประชุมร่วม เร่งปลดล็อกบัญชีธนาคารที่โดนระงับให้ปชช.ที่ไม่เกี่ยวข้อง

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานประชุมการดำเนินมาตรการเพิกถอนการระงับบัญชีธนาคารชั่วคราวในบัญชีที่อาจมีความเกี่ยวข้องกับบัญชีม้าของมิจฉาชีพ ร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.)

ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ เปิดเผยว่า ตามที่มีกรณีประชาชนได้รับผลกระทบจากการระงับบัญชีธนาคารชั่วคราว ซึ่งเป็นมาตรการในการตรวจสอบและปิดกั้นบัญชีม้าของมิจฉาชีพ เพื่อติดตามเส้นทางการเงิน และนำเงินจากการก่ออาชญากรรมออนไลน์ของมิจฉาชีพกลับคืนมาให้กับผู้เสียหาย เป็นกลไกตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ตามมาตรา 6 และมาตรา 7 ซึ่งธนาคารมีหน้าที่ในการระงับการทำธุรกรรมทางการเงินเป็นการชั่วคราว โดยจะมีการระงับจำนวนเงินเฉพาะที่โอนออกไปจากบัญชีต้องสงสัยเท่านั้น ไม่ได้ระงับทั้งบัญชีแต่อย่างใด ซึ่งบัญชีธนาคารนั้นยังคงสามารถทำธุรกรรมได้อยู่ตามปกติ ในส่วนของการอายัดบัญชี เป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการอายัดบัญชี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยมีหมายอายัดเท่านั้น

ทั้งนี้ที่ประชุมมีการพิจารณากลไกการเพิกถอนการระงับธุรกรรมชั่วคราว โดย ตาม พ.ร.ก.ฯ ให้อำนาจ ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) ในการปลดล็อกการระงับวงเงินจากบัญชีธนาคารของประชาชนผู้สุจริตซึ่งถูกระงับชั่วคราวได้ ผ่านการดำเนินการของศูนย์ AOC 1441 โดยจะเร่งรัดดำเนินการตรวจสอบบัญชีของประชาชน และบัญชีต้องสงสัยว่าเป็นบัญชีม้า ผ่านการจัดตั้งศูนย์ประสานงานทำงานร่วมกัน ระหว่าง ศปอท. ธปท. ธนาคารพาณิชย์ที่เกี่ยวข้อง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อตรวจสอบบัญชีดังนี้ 1.เส้นทางการเงิน รูปแบบทางการเงินของบัญชีว่ามีลักษณะเป็นการทำธุรกรรมปกติหรือไม่ 2.เจ้าของบัญชีมีรายชื่อเกี่ยวข้องกับการอายัดบัญชีของ ปปง. และตำรวจหรือไม่

“ขณะนี้ ศปอท. หรือ ศูนย์ AOC ได้เร่งรัดดำเนินการตรวจสอบบัญชีธนาคารที่มีการระงับชั่วคราว พร้อมปลดล็อกบัญชีที่ตรวจสอบแล้วว่าเป็นของประชาชนทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องกับบัญชีม้า โดยสามารถปลดล็อกไปแล้วเป็นจำนวนหนึ่ง ดังนั้นหากประชาชนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมาย สามารถติดต่อ ศูนย์ AOC โทร. 1441 กด 2 เพื่อดำเนินการเพิกถอนการระงับและคืนสิทธิ์ตามขั้นตอนต่อไป” ปลัดกระทรวงดีอี กล่าว

อย่างไรก็ตาม บัญชีของประชาชนทั่วไปที่ถูกระงับชั่วคราว เมื่อมีคำสั่งจาก ศปอท.ให้ปลดล็อกแล้ว ธนาคารจะเป็นผู้แจ้งให้เจ้าของบัญชีได้รับทราบ โดยศูนย์ AOC จะทำหน้าที่รับเรื่อง และประมวลผลข้อมูลเท่านั้น จะไม่ติดต่อกับประชาชนโดยตรง เพื่อป้องกันการแอบอ้างจากมิจฉาชีพ สำหรับมาตรการดังกล่าว ได้ดำเนินการมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว เพื่อปิดกั้นเส้นทางการเงินของมิจฉาชีพ ที่ก่ออาชญากรรมออนไลน์สร้างความเสียหายให้กับประชาชน

“แบรนด์เนม มันนี่”ตั้งเป้าปี 71 พอร์ตสินเชื่อทะยาน1,000 ล้าน!! แต่งตัวเข้าตลาดหุ้นปี 73หลังครบ1 ปี ปล่อยสินเชื่อทะลุ 200 ล้าน คืนกำไรลูกค้าลดดอกเบี้ย 0.88%

0

“แบรนด์เนม มันนี่” ฉลองครบรอบ1 ปี ยอดปล่อยสินเชื่อทะลุเป้า 200 ล้านบาท ตั้งเป้าพอร์ตโต 1,000 ล้านบาท ภายในปี 71 เดินหน้าวางแผนขายหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์ปี 73 พร้อมเปิดพันธมิตรเข้าร่วมทุน หลังเนื้อหอมมีกลุ่มทุนและบริษัทในตลาดหุ้นหลายรายสนใจขอร่วมทุน พร้อมจัดแคมเปญขอบคุณลูกค้าจับมือร้านค้าพันธมิตรแบรนด์เนมมือ 2 ลดดอกเบี้ยสินเชื่อเดือนแรกลงเหลือ 0.88%ยาวถึงสิ้นปี

นายปพน มนัสภากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ผู้ก่อตั้งบริษัท แบรนด์เนม มันนี่ จำกัด (Brandname Money) ผู้นำด้านบริการสินเชื่อเช่าซื้อและขายฝากแบรนด์เนม กระเป๋า นาฬิกา จิวเวลรี่ Luxury แห่งเดียวในประเทศไทย และสินเชื่อเช่าซื้อแบรนด์เนมแห่งแรกของโลก เปิดเผยว่า ในโอกาสที่ แบรนด์เนมมันนี่ ดำเนินธุรกิจมาครบ 1 ปี เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เราสามารถขยายพอร์ตการปล่อยสินเชื่อได้อย่างต่อเนื่อง เกินเป้าหมาย ล่าสุดเราสามารถปล่อยสินเชื่อได้กว่า 200 ล้านบาทแล้ว แบ่งเป็นสินเชื่อจำนำหรือขายฝากสินค้าแบรนด์เนม LUXURY วงเงิน 150 ล้านบาท ,สินเชื่อเช่าซื้อหรือผ่อนไป-ใช้ไปวงเงิน 30 ล้านบาท และสินเชื่อผ่อนจบ-รับของ วงเงิน 20 ล้านบาท

นายปพน กล่าวต่อว่า ในโอกาสครบรอบ 1 ปี เราได้จัดแคมเปญคืนกำไรให้ลูกค้าขายฝาก โดยลดดอกเบี้ยลงเหลือ 0.50% (สำหรับเดือนแรก) และบริการย้ายค่าย (ย้ายการขายฝากจากที่เดิม มาฝากที่แบรนด์เนมมันนี่) โดยเราจะไถ่ถอนให้ฟรี หากลูกค้าต้องจ่ายดอกเบี้ยที่สูงกว่าและเสียค่าปรับจากการผิดนัดชำระหนี้ในอัตราสูง หรือยอดที่ฝากไว้กับที่เดิมได้วงเงินต่ำต้องการเพิ่มวงเงินสภาพคล่อง สามารถย้ายมาขายฝากที่เราได้

นอกจากนี้เรายังบริการไปรับของถึงที่บ้านฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย จากทีมรับของที่มีมาตรฐาน พร้อมอุปกรณ์กันกระแทก และประกันภัยสินค้าทั้งนี้ เราได้ทำแคมเปญร่วมกับพันธมิตรหรือพาร์ทเนอร์ ร้านขายสินค้าแบรนด์เนมมือสองชั้นนำ โดยปัจจุบันเรามีพันธมิตรร้านค้าจำนวนมากกว่า 70 ร้านค้าทั่วประเทศที่ในออนไลน์และออฟไลน์ เช่น ร้าน Bagnifique Brandname , SF Brandname, Clara Brandname ฯลฯ เพื่อกระตุ้นทั้งฝั่งคนขายและคนซื้อ ภายใต้ ecosystem ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์

“ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดี ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ เพราะช่วงเศรษฐกิจไม่ดี คนจะนำแบรนด์เนมมาขายฝากเพิ่มมากขึ้น เพราะต้องการใช้เงิน ต้องการสภาพคล่องทางการเงิน โดยเราเข้าถึงง่ายและรวดเร็วกว่าแหล่งเงินทุนอื่น ที่ต้องยื่นเอกสาร รอผลอนุมัติที่ต้องใช้เวลา แต่เราใช้เวลาพิจารณาสินเชื่อไม่ถึงชั่วโมง โอนเงินให้ได้เลย ในทางกลับกัน หากเศรษฐกิจดีขึ้น คนต้องการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น หากต้องการซื้อสินค้าแบรนด์เนม เรามีบริการสินเชื่อเช่าซื้อแบรนด์เนมทั้งของใหม่มือหนึ่งและมือสอง ขณะที่บริษัทมีระบบการบริหารจัดการความเสี่ยง โดยพัฒนาระบบ Risk Management ของเราอยู่ตลอด ด้วยการอนุมัติที่รัดกุม ใช้เครดิตสกอร์ริ่ง และเกณฑ์พิจารณาสำหรับสินค้าแบรนด์เนมโดยเฉพาะ และมีทีมงาน Collection ติดตามหนี้ มีทีมงานกฎหมายที่เข้มแข็ง”

นายปพนยังกล่าวถึงทิศทางและเป้าหมายธุรกิจแบรนด์เนม มันนี่ว่า แผนงานระยะกลาง ตั้งแต่ปี 2569–2571 บริษัทตั้งเป้าปูพรมขยายสาขาและจุดรับขายฝากแบรนด์เนมทั่วประเทศ พร้อมพัฒนาระบบ Credit Scoring และ AI Risk Model สำหรับสินค้าแบรนด์เนม LUXURY โดยเฉพาะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการทางการเงินกับลูกค้า และเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกิจ โดยตั้งเป้าวงเงินปล่อยสินเชื่อแบรนด์เนมให้ถึง 1,000 ล้านบาท ภายปี 2571

โดยบริษัทจะใช้กลยุทธ์ จากความเป็นผู้เชี่ยวชาญสินค้าแบรนด์เนม และมีความเข้าใจคนที่ใช้สินค้าแบรนด์เนมอย่างแท้จริง เพราะเราทราบดีว่า ของทุกชิ้นไม่ได้มีแค่ “มูลค่า” แต่ยังมี “คุณค่า” ทางจิตใจ ดังนั้นผู้ที่มีสินค้าแบรนด์เนม แต่มีความจำเป็นหรือต้องการใช้เงิน-ขาดสภาพคล่อง ขณะที่ไม่ต้องการเสียของรักไป เขาสามารถนำมาขายฝากกับแบรนด์เนมมันนี่ โดยเราจะประเมินให้สินเชื่อในราคาตลาด ไม่กดราคาและคิดอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรมไม่เอาเปรียบ ส่วนผู้ที่ต้องการมีสินค้าแบรนด์เนมไว้ในครอบครอง ไม่จำเป็นต้องใช้เงินก้อนอีกต่อไป สามารถใช้บริการสินเชื่อกับเราได้ ตามสโลแกนของแบรนด์เนมมันนี่คือ “ใครๆก็ใช้แบรนด์เนมได้”

ส่วนแผนระยะยาวนั้น ตั้งเป้าหมายภายในปี 2573 จะระดมทุนกระจายขายหุ้น IPO และนำหุ้นเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อแปลงสภาพเป็นบริษัทมหาชน พร้อมเปิดโอกาสให้บริษัทในตลาดทุนร่วมลงทุน ซึ่งจากทิศทางธุรกิจของแบรนด์เนมมันนี่ ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เราจำเป็นต้องระดมเงินทุนเพื่อนำมาขยายพอร์ตขยายธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันมีสถาบันการเงินเสนอวงเงินกู้ให้เรา และยังมีบริษัทมหาชนที่อยู่ในตลาดหุ้น สนใจเข้ามาขอร่วมทุนกับ แบรนด์เนมมันนี่หลายราย แต่ทางเรายังไม่ได้มีการเจรจาหรือตอบตกลงกับรายใด

“เราต้องการเลือกพาร์ทเนอร์ ที่มีความเข้าใจและมีวิสัยทัศน์ใกล้เคียงกับเรามากที่สุด เพราะเรามองไปไกลกว่าเพียงการปล่อยกู้ แต่เราอยากเป็นแหล่งเงินทุนหรือเป็นผู้สร้างสภาพคล่องทางการเงินให้กับคนรักแบรนด์เนมทั่วประเทศ ที่สำคัญแบรนด์เนมมันนี่ ต้องการสร้างสมดุลระหว่าง“การปล่อยกู้แบบไม่กดราคา” และ “เปิดโอกาสหรือเพิ่มการเข้าถึงแบรนด์เนมโดยไม่ต้องใช้เงินก้อน” สะท้อนวิสัยทัศน์ขององค์กรที่เชื่อว่า“ของทุกชิ้นไม่ได้มีแค่มูลค่าในตลาด แต่มีคุณค่าทางใจ เพราะเราเข้าใจเจ้าของแบรนด์เนมทุกคน และจะไม่ปล่อยให้ใครต้องเสียของรักไปโดยไม่จำเป็น”

รู้เก็บรู้ออม : Happy Money App ตอบปั๊บ รับเลย

0

สำหรับผู้วางแผนและบริหารจัดการเงินแล้วคงรู้จัก Happy Money App เพราะ “คุณนายพารวย” เคยแนะนำตัวช่วยบริหารการเงินส่วนบุคคลนี้ สำหรับคนที่จัดการการเงินให้เข้าที่เข้าทางได้รู้จักกันหลายครั้งแล้วว่าเป็นเครื่องมือสุดเจ๋งที่ “ตลาดหลักทรัพย์ฯ” พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นแอปฯที่ช่วยทำให้การจัดการการเงินสามารถบรรลุเป้าหมายได้ง่ายและเร็วขึ้น เหมือนเป็นพี่เลี้ยงการเงินส่วนตัวของเราเลยทีเดียว

Happy Money App เป็นแอปฯบริหารการเงินที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดให้เข้าไปดาวน์โหลดใช้งานกันฟรีๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ใช้สามารถสร้างเงินออมสำหรับทุกเป้าหมายในชีวิต โดยออกแบบหน้าตาแอปฯให้ทันสมัยและใช้งานง่ายได้ทุกที่ทุกเวลา แม้จะไม่มีอินเตอร์เน็ตก็ตาม หัวใจสำคัญของแอปฯนี้คือการจดบันทึกรายรับรายจ่าย ซึ่งการทำอย่างสม่ำเสมอ นอกจากเป็นการสร้างวินัยการเงินให้ตัวเองแล้ว ยังทำให้ผู้ใช้รู้ถึงนิสัยการใช้เงิน, สถานะการเงิน และสุขภาพการเงินของตัวเอง

นอกจากนี้ Happy Money App ยังมีฟังก์ชันโดนใจอีกหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการตั้งเป้าหมายการออม, การแจ้งเตือนรับ-จ่ายเงิน, การตั้งงบก่อนใช้ และการแนะนำความรู้ลงทุน เรียกได้ว่าครบเครื่องทุกเรื่องการเงินอยู่ในแอปฯเดียว จึงควรค่าและคู่ควรที่จะเป็นแอปฯ สามัญประจำมือถือของคนที่ต้องการวางแผนการเงินและบรรลุเป้าหมายที่วางไว้

ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์ฯจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นให้คนได้รู้จักเครื่องมือนี้ และให้ความสนใจเรื่องการบริหารการเงินส่วนบุคคลมากขึ้น ด้วยการชวนให้มาร่วมสนุกตอบคำถาม “Happy Money App ตอบปั๊บ รับเลย” แล้วลุ้นรับของรางวัลมากมาย ซึ่งปีนี้แจกหนักกว่าเดิมถึง 50 รางวัล โดยกิจกรรมจะจัดขึ้น 2 รอบ คือรอบแรกวันที่ 1–10 ก.ย.68 ในธีม “50 ปี ตลาดหลักทรัพย์ฯ” รอบที่สอง วันที่ 1–10 ต.ค.68 ในธีม “The Art of Happy Money”

กติการ่วมสนุกง่ายๆคือดาวน์โหลดและล็อกอินเข้าใช้งาน Happy Money App ผ่าน SET Member จากนั้นตอบคำถามประจำวันใน Happy Money App อย่างน้อย 8 วันใน 10 วัน คนที่ตอบถูกจะได้คะแนน 3 เหรียญ หากตอบผิดได้ 1 เหรียญ

ผู้ที่ตอบถูก ตอบไว ทำคะแนนสูงสุด 50 อันดับแรกจะได้รับรางวัลไปเลย แบ่งเป็นคนที่ได้คะแนนสูงสุด 10 อันดับแรก จะได้รับ e-Voucher 300 บาท, อันดับที่ 11-20 ได้รับ e-Voucher 200 บาท และอันดับที่ 21-50 ได้รับกระเป๋าเรียกทรัพย์สุดเก๋เอาไปใช้กันเท่ๆ

ผู้ที่อยากร่วมสนุก สามารถดาวน์โหลด Happy Money App ได้ฟรีผ่านระบบ iOS และ Android โดยค้นหาคำว่า SET HAPPY MONEY และย้ำอีกทีว่า ต้องล็อกอินใช้งานแอปฯผ่าน SET Member เท่านั้น โดยสมัครได้ฟรี และศึกษาเตรียมคำตอบล่วงหน้าก่อนใครได้ที่เว็บ set.or.th ผู้สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.set.or.th/th/education-research/education/happymoney/hm-app-event

“คุณนายพารวย” ขออนุญาตอีกครั้ง ฝากให้ผู้อ่านสละเวลาเข้าไปทำแบบสอบถามเพื่อนำความคิดเห็นไปปรับปรุงคอลัมน์ให้ดียิ่งขึ้น ตามลิงก์นี้ค่ะ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSePSQjJQJnOnO6NQjY92u3XXqGXZOOfAdl6fuz6f6dt550Ppw/viewform

เปิดฉากสัปดาห์นี้! AIS PLAY พร้อมยิงสดไทยลีก 3 ปลุกไฟลูกหนังท้องถิ่นเต็มรูปแบบเชียร์ทีมบ้านเกิดอย่างใกล้ชิดไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน

0

สุดสัปดาห์นี้เริ่มคิกออฟ! AIS เตรียมยิงสดศึกฟุตบอล “บีวายดี ดอลฟินส์ ลีกสาม” หรือไทยลีก 3 ลีกระดับภูมิภาคของประเทศไทย พร้อมสร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการถ่ายทอดสดมากที่สุด ตั้งแต่รอบปกติ เพื่อปลุกกระแสท้องถิ่นนิยมด้วยฟุตบอลระดับรากหญ้า ให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากที่ลีกใหญ่ทั้ง “บีวายดี ซีไลออน6 ลีกหนึ่ง” และ “บีวายดี ซีล5 ลีกสอง” ได้เปิดฉากไปก่อนแล้ว โดยไทยลีก 3 จะเริ่มแข่งขันในรอบภูมิภาคครบทั้ง 6 โซน  ได้แก่ เหนือ, ใต้, ตะวันออก, ตะวันตก, ตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง โดยเริ่มฟาดแข้งในวันที่ 13 กันยายน เวลา 15.30 น. เป็นต้นไป แฟนบอลทั่วประเทศรับชมผ่าน AIS PLAY ได้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

นางสาวรุ่งทิพย์ จารุศิริพิพัฒน์ หัวหน้าฝ่ายงานธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนท์ AIS กล่าวว่า “AIS มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดสดฟุตบอลไทยลีก 3 รอบภูมิภาค เพื่อกระตุ้นกระแสฟุตบอลลีกภูมิภาคให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากช่วงที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากการขาดการถ่ายทอดสดที่เข้าถึงผู้ชมอย่างทั่วถึง เราต้องการให้แฟนบอลได้ติดตามและให้กำลังใจทีมบ้านเกิดของตนเองอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็เชียร์ทีมรักได้

รุ่งทิพย์ จารุศิริพิพัฒน์ หัวหน้าฝ่ายงานธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนท์ AIS 

สำหรับการถ่ายทอดสดในฤดูกาลนี้ AIS ได้ลงพื้นที่ร่วมกับสโมสรฟุตบอลในไทยลีก 3 เพื่อวางระบบถ่ายทอดสดให้ได้มาตรฐานเดียวกัน โดยแต่ละสนามจะมีกล้องถ่ายทอดสดไม่น้อยกว่า 3 ตัว เพื่อเก็บทุกช็อตสำคัญอย่างครบถ้วน นอกจากนี้ ทีมวิศวกรเครือข่ายของ AIS ยังเสริมความพร้อมด้านสัญญาณ 5G และไฟเบอร์ออฟติก เพื่อรับประกันภาพและเสียงคุณภาพสูงจากสนามถึงหน้าจอแฟนบอลทั่วประเทศ”

นางสาวรุ่งทิพย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “นอกจากไทยลีก 3 แล้ว AIS ยังพร้อมถ่ายทอดสดฟุตบอลไทยทุกลีก ได้แก่ ไทยลีก 1, ไทยลีก 2, ฟุตบอลถ้วย เอฟเอ คัพ และ ฟุตบอลถ้วย ลีก คัพ รวมถึงฟุตบอลลีกเยาวชน U-21, ฟุตบอลหญิงลีก 1 และ2 กว่า 1,600 แมตช์ ผ่านทาง PLAY SPORTS football และพิเศษกับช่องเพื่อแฟนบอลไทยตัวจริง PLAY SPORTS football1 ที่ออกอากาศตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมด้วยรายการพิเศษ ‘BALLTHAI SHOWTIME’ ทุกวันเสาร์และอาทิตย์ เวลา 18.15 น. ที่จะนำเสนอวิเคราะห์เจาะลึกเกมทั้งก่อนและหลังแมตช์ สรุปผลสัมภาษณ์โค้ชและนักกีฬาส่งตรงจากขอบสนาม พร้อมพูดคุยกับ Guru Influencer และอดีตนักกีฬาฟุตบอลมากมายเพื่อแฟนบอลตัวจริงอีกด้วย”

AIS ขอเชิญแฟนฟุตบอลชาวไทยทุกคน ร่วมส่งแรงเชียร์ผ่านช่องทางรับชมที่ถูกลิขสิทธิ์ เพื่อสนับสนุนวงการฟุตบอลไทยอย่างสร้างสรรค์ โดยสามารถชมได้ฟรีทุกเครือข่าย ถ่ายทอดสดครบทุกลีก ที่แอปพลิเคชัน AIS PLAY กล่อง AIS PLAYBOX, Smart TV, Android TV, Apple TV สามารถดาวน์โหลด AIS PLAY ได้ที่ App store และ Google Play Store และถ่ายทอดสดทาง 3BB GIGATV แฟนบอลไทย ห้ามพลาด!

เมืองไทยประกันภัย – เมืองไทยประกันชีวิต เปิดตัวฟุตบอลลีกคัพ “เมืองไทย CUP” พลิกโฉมฟุตบอลไทยครั้งประวัติศาสตร์

0

บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) แถลงข่าวประกาศการสนับสนุนครั้งสำคัญร่วมกับ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เปิดตัวฟุตบอลลีกคัพชื่อใหม่ “เมืองไทย CUP” ประจำฤดูกาล 2025/26 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลง ครั้งใหญ่แห่งวงการฟุตบอลไทย โดยทีมชนะเลิศ จะได้รับเงินรางวัล 5,000,000 บาท พร้อมสิทธิ์ ไปแข่งขันศึกฟุตบอล ชิงถ้วยสโมสรอาเซียน ในฤดูกาล 2026/27

ความร่วมมือครั้งนี้ตอกย้ำถึงพันธกิจของทั้งสององค์กรที่ต้องการยืนหยัดเคียงข้างฟุตบอลไทย พร้อมขับเคลื่อนและพัฒนาฟุตบอลไทยอย่างต่อเนื่องซึ่งหวังว่าจะสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาฟุตบอลไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน โดยใช้ชื่อรายการเป็น ‘เมืองไทย CUP’ ไม่ใช่แค่เพียงการเปลี่ยนชื่อ แต่คือการเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่าเดิมเป็นพลังที่จะทำให้ถ้วยนี้กลายเป็นถ้วยแห่งศักดิ์ศรีที่นักเตะทุกคนและทุกสโมสรต่างใฝ่ฝันถึง

“เมืองไทย CUP” ถ้วยแห่งศักดิ์ศรีฟุตบอลไทย การแข่งขันที่เดิมพันด้วยศักดิ์ศรีในทุกนาที แพ้คือจบ ชนะจึงได้ไปต่อ ทุกนัดคือไฟนอล ทุกวินาทีชี้ชะตา สโมสรที่สามารถชูถ้วยนี้ได้ ไม่ได้หมายถึง เพียงการคว้าแชมป์ แต่คือการพิสูจน์ศักดิ์ศรี ความแข็งแกร่ง และศรัทธาที่แฟนบอลทั้งประเทศมีให้

คุณวิลักษณ์ โหลทอง | อุปนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า “นี่ไม่ใช่แค่ความร่วมมือทางธุรกิจ แต่เป็นความตั้งใจระหว่างสองบริษัท ที่แสดงให้เห็นถึงการสนับสนุน และ ให้ความสำคัญกับวงการกีฬามาโดยตลอด ในฐานะตัวแทนของสมาคมฯ ต้องขอขอบคุณ ทั้งสองบริษัท ที่เล็งเห็นคุณค่าของการแข่งขันฟุตบอลถ้วยรายการนี้ ซึ่งถือเป็นถ้วยที่สำคัญ เพราะทีมชนะเลิศ นอกจากจะได้รับเงินรางวัลสูงถึง 5 ล้านบาทแล้ว ยังได้สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรอาเซียน ในฤดูกาล 2026/27 นับเป็นอีกบทสำคัญของการพัฒนาฟุตบอลไทย ให้ทุกสโมสรพิสูจน์ ตัวเองในเวทีระดับอาเซียน เชื่อว่าการแข่งขันนี้จะช่วยให้สโมสรมีมาตรฐานสูงขึ้น นักเตะได้ ประสบการณ์มากขึ้น และทำให้แฟนบอลไทยภูมิใจที่เห็นทีมบ้านเราไปสู้กับทีมต่างชาติ นี่คือสิ่งที่ทำให้ ‘เมืองไทย CUP’ คือถ้วยแห่งการสร้างโอกาสจริงๆ”

คุณปราโมทย์ ศักดิ์กำจร | รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  “ผมในฐานะตัวแทนของเมืองไทยประกันชีวิต ซึ่งนำโดยคุณสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร รู้สึกดีใจอย่างยิ่งที่วันนี้เราได้มีโอกาสร่วมกันทำสิ่งสำคัญ อันเกิดจากความตั้งใจของทั้ง 2 บริษัท นับตั้งแต่ปีที่ผ่านมา บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) และบริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้เข้ามาเป็นผู้สนับสนุนหลักของการแข่งขันฟุตบอล ไทยลีก 2 เพราะเราเชื่อว่าฟุตบอล ไม่ได้เป็นเพียงกีฬา แต่คือเวทีที่สร้างความฝัน แรงบันดาลใจ และโอกาส

“โดยเฉพาะฟุตบอลถ้วยรายการนี้ ในฐานะอีกหนึ่งรายการสำคัญของประเทศไทย ที่เปิดโอกาสให้ทีม จากทุกลีกได้แข่งขันอย่างเท่าเทียมใน ‘เมืองไทย CUP’ ทำให้ทุกสโมสรและนักเตะ ได้พิสูจน์ศักยภาพต่อสายตาคนทั้งประเทศ และทำให้แฟนบอลได้เห็นเรื่องราวแห่งความพยายาม ความสามัคคี และความมุ่งมั่น พร้อมทั้งสร้างประโยชน์ต่อชุมชนในหลากหลายมิติทุกครั้งที่มีการแข่งขัน”

ที่ผ่านมา เมืองไทยประกันชีวิตยึดมั่นในการสนับสนุนกิจกรรมที่มีคุณค่าต่อสังคม เพราะเราเชื่อว่า การพัฒนาคุณภาพชีวิตต้องครอบคลุมทั้งธุรกิจและชุมชน โดยกีฬาคือเครื่องมือสำคัญในการดูแล สุขภาพกายใจ และเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแรงให้กับสังคมไทย

ผมเชื่อมั่นว่า ถ้วยรางวัลนี้จะไม่เพียงสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักฟุตบอล แต่ยังส่งต่อ พลังอันยิ่งใหญ่ที่จะมอบทั้งความสุขแก่แฟนบอล และผลักดันวงการฟุตบอลไทยให้ ก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน”

คุณนวลวรรณ ล่ำซำ ผู้บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เมืองไทยประกันภัย อยู่เคียงข้าง และ อยู่คู่กับวงการฟุตบอลไทย มาอย่างยาวนาน บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เรามีนโยบายชัดเจน ในการสนับสนุนวงการกีฬา โดยเฉพาะ ฟุตบอล ในฐานะกีฬาอันดับหนึ่งของประเทศไทย เพราะเราเชื่อว่าฟุตบอล ไม่ใช่แค่กีฬา แต่เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมต่อ ไปสู่มิติอื่น ๆ ทั้งในเรื่องของ สังคม , เศรษฐกิจ , การท่องเที่ยว และ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของผู้คนทั้งหมด โดยเราให้การสนับสนุน ทีมชาติไทย ในทุกระดับ ทั้งฟุตบอลชาย , ฟุตบอลหญิง , ฟุตซอล และ สโมสรอาชีพในประเทศไทย รวมเกือบ 30 สโมสร รวมถึงฟุตบอลไทยลีก 2 ในปีล่าสุด ในฐานะผู้สนับสนุนหลักของการแข่งขัน ดังนั้น ปีนี้ จึงถือเป็นการต่อยอด ตามนโยบาย และ พันธกิจสำคัญของบริษัท เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่ง และ สนับสนุนให้ ฟุตบอลไทย ก้าวไปข้างหน้า ด้วยความมั่นคง แข็งแรง และ ยั่งยืนต่อไป”

ในงานมีการเชิญสื่อมวลชน, KOL และบุคคลสำคัญในวงการฟุตบอลมาร่วมงาน ได้แก่ กบ-สุเชาว์ นุชนุ่ม อดีตกัปตันที่พาทีมคว้าแชมป์ถ้วยนี้ถึง 5 สมัย และ ต้อง-ภานุวัฒน์ ใจยิ้ม (ต้องซุย) อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังด้านฟุตบอลไทย โดยทั้งสองท่านได้มาแบ่งปันประสบการณ์ที่น่าสนใจ สุเชาว์ นุชนุ่ม ได้เล่าถึงความรู้สึกและความท้าทายในฐานะนักกีฬาที่ลงสนามแข่งขันในรายการนี้ ต้องซุย ได้สะท้อนมุมมองในฐานะแฟนบอลคนหนึ่งที่ติดตามและเชียร์การแข่งขันในถ้วยแห่งศักดิ์ศรีฟุตบอลไทยนี้

สำหรับ “เมืองไทย CUP” ฤดูกาล 2025/26 จะเปิดฉากการแข่งขันอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคม 2568 เปิดโอกาสให้ทุกสโมสรไทยลีก ไม่ว่าจะทีมใหญ่หรือทีมเล็ก ได้ต่อสู้ในสนามเดียวกัน เพื่อพิสูจน์ศักดิ์ศรีของตนเอง และทั้งหมดนี้ทำให้ถ้วยเมืองไทยคัพ กลายเป็น สัญลักษณ์แห่งศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจของฟุตบอลไทย ทั้งจากไทยลีก 1, ไทยลีก 2 และไทยลีก 3 เข้าร่วมแข่งขันในระบบน็อกเอาต์แบบแพ้คัดออก เริ่มจากรอบคัดเลือกที่ทีมจากไทยลีก 3 จะลงสนามเพื่อหาตัวแทนเข้าสู่รอบเพลย์ออฟ ก่อนจะรวมกับทีมจากไทยลีก 2 รวมเป็น 32 ทีม เพื่อชิงสิทธิ์เข้าสู่รอบ 32 ทีมสุดท้าย ร่วมกับสโมสรจากไทยลีก 1 ที่จะเข้ามาสมทบในรอบนี้

การแข่งขันจะดำเนินไปอย่างเข้มข้น ตั้งแต่รอบ 32 ทีม รอบ 16 ทีม รอบก่อนรองชนะเลิศ รอบรองชนะเลิศ จนถึงรอบชิงชนะเลิศ โดยทุกนัดจะเป็นการแข่งขันแบบแพ้คัดออกเพื่อหาทีมที่คู่ควรกับตำแหน่งแชมป์ถ้วย “เมืองไทย CUP” ในฤดูกาลนี้

ทีมแชมป์จะได้รับถ้วยเกียรติยศ พร้อมเงินรางวัลจำนวน 5,000,000 บาท และจะได้สิทธิ์ไปแข่งขันศึก ชิงถ้วยสโมสรอาเซียน ในฤดูกาล 2026/27 ขณะที่ทีมรองชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัลจำนวน 1,000,000 บาท

ชะอำรวมพลังกำจัดปลาหมอคางดำตามแผนระยะสั้นและยาว นำมาใช้ประโยชน์ สร้างโอกาสให้ชุมชน

0

เพชรบุรีเดินหน้าบูรณาการองค์กรส่วนท้องถิ่น ชุมชนและชาวบ้านลดและกำจัดปลาหมอคางดำ ตามแนวทาง “เจอ แจ้ง จับ จบ” จัดกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” ทุกเดือนควบคู่กับการปล่อยปลานักล่า ส่งผลปลาหมอคางดำลดลง พร้อมขยายการรับรู้ปลาหมอคางดำกินได้ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ชุมชน

สำนักงานประมงจังหวัดเพชรบุรี พร้อมด้วยอำเภอชะอำ หน่วยงานสังกัดกรมประมง เทศบาลเมืองชะอำ สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดเพชรบุรี เจ้าหน้าที่กรมประมง ประมงอำเภอ ผู้นำชุมชน องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น ผู้แทนบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ชาวประมง และประชาชนจัดกิจกรรมลงแขกลงคลองครั้งที่ 46/2538 เพื่อกำจัดปลาหมอคางดำ บริเวณปากคลองวัดเนรัญชราราม อำเภอชะอำ สร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ รวมถึงสร้างการรับรู้และความตระหนักในการป้องกันผลกระทบกับทรัพยากรสัตว์น้ำพื้นถิ่น

นายแก้ว คงวงศ์ นายอำเภอชะอำ กล่าวว่า ชะอำดำเนินการจับปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำเป็นประจำทุกเดือนๆ ละ 2 ครั้ง โดยได้รับความร่วมมือจากชุมชน และปลาที่จับได้สามารถใช้ประโยชน์นำไปทำเป็นปลาร้า แปรรูปเป็นอาหาร นอกจากนี้ อำเภอชะอำเตรียมปล่อยปลานักล่า ช่วยฟื้นฟูความสมดุลในระบบนิเวศ

ด้านนายประจวบ เจี้ยงยี่ ประมงจังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า ภายใต้แนวทาง “เจอ–แจ้ง–จับ–จบ” กระตุ้นให้ทุกภาคส่วนรวมทั้งชุมชนร่วมมือกันจับและนำปลาหมอคางดำมาใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง เป็นกลไกที่ได้ผลช่วยลดจำนวนปลาหมอคางดำทั้งในแหล่งน้ำธรรมชาติและบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ จากการสำรวจความหนาแน่นปลาหมอคางดำในลำคลองเหลือเพียง 15 ตัวต่อ 100 ตารางกิโลเมตร ช่วยฟื้นจำนวนปลาพื้นถิ่นคืนกลับมา นอกจากนี้ ช่วยสร้างโอกาสให้กับเกษตรกรและชุมชนมีรายได้เสริม

“จากการจับปลาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้พบปลาขนาดใหญ่ลดลง เพชรบุรีจึงปรับแนวทางการจับปลาให้เหมาะสม ใช้อวนที่มีตาถี่เล็กลงควบคู่กับการใช้กากชาในบางพื้นที่ รวมทั้งยังดำเนินแผนระยะยาว โดยจะปล่อยปลากะพงขาวใน 5 สายคลองรวม 10,000 ตัวในปลายเดือนกันยายนนี้เพื่อลดจำนวนลูกปลาหมอคางดำด้วยวิธีธรรมชาติ” นายประจวบกล่าว

ในโอกาสนี้ ประมงเพชรบุรียังมอบลูกพันธุ์ปลากะพงให้เกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอีก 5,000 ตัว ภายใต้โครงการ “กองทุนปลากะพง” ที่ได้รับการสนับสนุนลูกปลาขนาด 4-5 นิ้วจาก ซีพีเอฟ ช่วยเกษตรกรลดต้นทุนในการควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยง เพื่อรักษาคุณภาพและปริมาณผลผลิตกุ้งหรือปู และสร้างรายได้เสริมเมื่อนำปลากะพงโตเต็มวัยเกษตรกรสามารถจับไปจำหน่ายอีกด้วย จนถึงวันนี้ กองทุนได้มอบ ลูกพันธุ์ปลากะพงขาวให้แก่เกษตรกร 64 รายในอำเภอเขาย้อยและอำเภอเมืองไปปล่อยในบ่อแล้วรวม 15,000 ตัว

นายประจวบยังกล่าวต่ออีกว่า ที่ผ่านมา ปลาหมอคางดำยังช่วยสร้างโอกาสให้กับเกษตรกรและชุมชน การใช้ปลาหมอคางดำเป็นเหยื่อเลี้ยงปลากะพง หรือทำเป็นเหยื่อเลี้ยงปูช่วยเกษตรกรลดต้นทุน นอกจากนี้ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปสัตว์น้ำตำบลโพพระ เป็นอีกโมเดลที่ดีในการนำปลาหมอคางดำมาแปรรูปเป็นสินค้าอาหาร จำหน่ายภายใต้แบรนด์ “ใบโพธิ์” เช่น ปลาร้าแห้งทอด แจ่วบอง น้ำปลาร้าปรุงรส และล่าสุด ทำเป็นปลาส้ม ซึ่งประมงเพชรบุรีเตรียมขยายผลให้กับกลุ่มอื่นๆ ในจังหวัดต่อไป.

คืบหน้า “คนละครึ่ง” คาดเริ่มได้ 2 สัปดาห์หลังรบ.ใหม่แถลงนโยบาย

0

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ เปิดเผยความคืบหน้าโครงการ “คนละครึ่ง” ว่า สามารถเดินหน้าโครงการได้ภายใน 2 สัปดาห์หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่เข้าปฏิบัติหน้าที่ภายในเดือนก.ย. โดยกระทรวงคลังมีงบประมาณเบื้องต้น 25,000 ล้านบาทเตรียมไว้แล้ว และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รมว.คลัง ก็กำลังหาข้อมูลเพิ่มเติมและแหล่งเงินใหม่เพื่อเสริมงบประมาณให้กับโครงการ อย่างไรก็ดาม ขึ้นอยู่กับว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะแถลงนโยบายได้เมื่อไร เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการนี้ด้วย

หากแถลงนโยบายได้เร็ว ครม.ใหม่ปฏิบัติหน้าที่ได้ภายในปีงบประมาณ 68 มีกำหนดเวลาถึง 30 ก.ย. นี้ ก็สามารถใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทางกระทรวงการคลังเตรียมไว้แล้ว

สำหรับเงื่อนไขใหม่ของโครงการ “คนละครึ่ง” ที่คาดว่าจะมี คือ การขยายสิทธิ์ไปยังกลุ่มผู้เสียภาษี 11 ล้านคนตามแนวคิด 60:40 เพื่อจูงใจให้เข้าสู่ระบบภาษี

นายสิริพงศ์ ยืนยันว่า ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการจะไม่ถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลังอย่างแน่นอน และหากไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งในครั้งนี้ ร้านที่จด VAT จะสามารถรับได้หรือไม่ และควรเป็นร้านแบบไหน ต้องพิจารณาเพิ่ม

รายละเอียดอื่น ๆ ของโครงการ อยู่ระหว่างพิจารณาของทีมเศรษฐกิจ เช่น การเพิ่มวงเงินต่อวันจาก 150 บาทเป็น 200 บาท , การควบคุมราคาสินค้าและการลดค่า GP ของแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่เข้าร่วมโครงการ , กรอบระยะเวลาของโครงการ

สำหรับข้อห้ามของการใช้สิทธิ์ น่าจะยังคงเป็นไปตามเดิม เช่น ห้ามซื้อสุรา บุหรี่ สลากกินแบ่งรัฐบาล หรือห้ามจ่ายค่าบริการ ส่วนจะมีการควบคุมสินค้าเพิ่มเติมหรือไม่ ยังอยู่ระหว่างพิจารณา

ทั้งนี้ หากโครงการสามารถเริ่มต้นได้ตามกรอบเวลาที่วางไว้ จะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายในประเทศโดยตรง เพราะเงินจะถูกนำไปใช้จ่ายจริง

TFEX จับมือผู้ค้าทองคำ 5 ราย พัฒนาราคาอ้างอิงทองคำของไทย

0

บมจ. ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) (TFEX) หนุนการพัฒนาราคาอ้างอิงทองคำของไทย (Gold Benchmark Price) โดยร่วมกับผู้ประกอบการค้าทองคำ 5 ราย ได้แก่ บริษัท ออสสิริส จำกัด บริษัท ห้างขายทองฮั่วเซ่งเฮง จำกัด บริษัท เอ็มทีเอส แคปปิตอล จำกัด บริษัท วายเเอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นเเนล จำกัด และ บริษัท จีแคป จำกัด เพื่อพัฒนาราคาทองคำสำหรับใช้อ้างอิงในการทำธุรกรรมซื้อขายแบบ Wholesale และสนับสนุนต่อยอดไปเพื่อใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกระบวนการคำนวณเป็นมาตรฐาน โปร่งใส มั่นใจได้ ทั้งนี้ ดร. รินใจ ชาครพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ TFEX และผู้บริหารบริษัทค้าทองคำ 5 ราย ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การพัฒนาการกำหนดราคาซื้อขายทองคำ โดยมี คุณจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ ร่วมเป็นสักขีพยาน และมีกำหนดเผยแพร่ราคาอ้างอิงดังกล่าวในปี 2569 ทั้งนี้ การลงนาม พร้อมทั้งบรรยายพิเศษได้ดำเนินการภายในงาน Thailand Gold Forum 2025 ซึ่งจัดโดย สมาคมค้าทองคำ ร่วมกับ สภาทองคำโลก (World Gold Council) และสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เมื่อที่ 10 ก.ย. 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ

ดร. รินใจ ชาครพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ TFEX

ผู้ประกอบการค้าทองคำและผู้ลงทุน สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.TFEX.co.th