Home Blog Page 6

เอไอเอส และไทยคม สนับสนุนภารกิจความมั่นคงชายแดนไทย–กัมพูชาเสริมกำลังโครงข่าย และการสื่อสารในพื้นที่ปฏิบัติการแนวชายแดน

0

ท่ามกลางเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ที่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง เอไอเอส และไทยคม ในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารและโทรคมนาคมของประเทศ เดินหน้าสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่และทหารชายแดนอย่างเต็มกำลัง เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านการสื่อสารในพื้นที่ชายแดน โดยการเสริมขีดความสามารถของเครือข่ายทั้ง 4G/5G  รวมถึงติดตั้งสถานีฐานชั่วคราวในพื้นที่ปฏิบัติการ

เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการสื่อสารให้กับเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดน พร้อมเสริมประสิทธิภาพในการประสานงานและติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ โดยได้ดำเนินการในพื้นที่แนวชายแดน 4 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี, สุรินทร์, ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ รวมถึงฐานปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ความมั่นคงในจุดสำคัญบริเวณชายแดน

นอกจากนี้ ไทยคม ซึ่งเป็นผู้ให้บริการดาวเทียมสื่อสารชั้นนำของประเทศไทยได้ให้การสนับสนุนภารกิจของเจ้าหน้าที่ความมั่นคงในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่สามารถเข้าถึงโครงข่ายสื่อสารรูปแบบปกติได้ ด้วยการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านระบบดาวเทียมของไทยคม ทั้งแบบจานติดตั้งประจำ (Fixed Satellite Terminals) สำหรับศูนย์ปฏิบัติการตามแนวชายแดน และจานแบบเคลื่อนที่ (Mobile Terminals) สำหรับหน่วยปฏิบัติการเคลื่อนที่อีกด้วย

AIS และไทยคม ยังคงมุ่งมั่นในการสนับสนุนภารกิจสำคัญของชาติในทุกสถานการณ์ ด้วยศักยภาพของเครือข่ายและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อร่วมสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยให้กับสังคมไทยอย่างยั่งยืน

รู้เก็บรู้ออม : SME ต้องรอด 2025!!

0
บทความ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง" หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

มีคำกล่าวว่า “รู้สิ่งใดไม่สู้รู้วิชา รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี” ซึ่งหมายถึง ความรู้ เป็นอาวุธสำคัญที่จะทำให้เราอยู่รอดปลอดภัย พ้นจากภัยอันตราย เช่นเดียวกับการดำเนินกิจการ หรือทำธุรกิจให้อยู่รอดท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ถือเป็นความท้าทายที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัว ตลอดจนเรียนรู้ประสบการณ์และความรู้ เพื่อทำให้กิจการหรือธุรกิจของตัวเอง “ต้องรอด” ต่อไป

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอติดอาวุธความรู้ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ด้วยการจัดสุดยอดสัมมนา SME แห่งปี “SME ต้องรอด 2025” เพื่อปลดล็อกศักยภาพธุรกิจไทย พลิกเกมฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ ไปด้วยกัน โดยงานจัดขึ้นวันอาทิตย์ที่ 31 ส.ค.68 นี้ ที่อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ ถนนรัชดาภิเษก ตั้งแต่ 10.00-17.00 น. งานนี้ระดมผู้เชี่ยวชาญแถวหน้าของไทย ที่จะมาเปิดทุกมุมมอง พร้อมเสิร์ฟกลยุทธ์ที่ “ใช้ได้จริง” แบบไม่มีกั๊ก เพื่อให้ผู้ประกอบการ SME และผู้เข้าชมงานได้เข้าใจทุกเทรนด์ ทั้งเศรษฐกิจ เทคโนโลยี การเงิน การเข้าถึงแหล่งทุนและการบริหารคนแบบทันเกม ไม่มีตกขบวน!!

พบกับ 4 เวทีเจาะลึกทุกแง่มุมธุรกิจ 1.Main Stage เวทีหลักที่จะพา SME อัปเดตเทรนด์เศรษฐกิจ ผู้บริโภค และเทคโนโลยี พร้อมเปิดมุมมองใหม่ในการคิดแบบเจ้าของตัวจริง  2.Empower Stage เวทีที่ช่วยเสริมพลังติดอาวุธให้กับ SME ให้พร้อมรอดและโตด้วยเทคนิคการบริหารคน คุมต้นทุน และการใช้ AI 3.Breakthrough Stage เวทีสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการปรับตัว พาธุรกิจไปต่อ ที่ไม่ใช่แค่รอด แต่ต้องรุ่ง 4. SurviveStage เวทีที่พาเจ้าของกิจการเข้าใจเกมการเงิน การบริหารทุน และเทคนิคการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

ผู้เข้าร่วมงานจะได้ฟังความรู้และประสบการณ์ในการทำธุรกิจจากเจ้าของธุรกิจและกูรูกว่า 20 ชีวิตจากหลากหลายวงการที่หมุนเวียนมาถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์บนเวที เช่น ธุรกิจต้องรอด ที่ Main Stage พบกับ คมสันต์ แซ่ลี จาก FlashExpress, เทคโนโลยีต้องรอด ที่ Empower Stage กับ ปัทมาวลัย รัตนพล จาก S&P, กลยุทธ์ต้องรอด ที่ Breakthrough Stage กับ ธนัย ชรินทร์สาร (Podcaster Strategy Clinic), การเงินต้องรอด ที่ Survive Stage กับ ทรงพล ชัญมาตรกิจ จากบริษัท ต้นหอม

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม Pitching Showcases : ก้าวข้ามขีดจำกัดสู่ High-Value SME จากผู้ประกอบการ 11 บริษัท พร้อมบูธและกิจกรรมมากมาย ภายในงานยังมีสิทธิพิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมงาน ทั้งบริการจาก Service provider (Business Strategy/HR/MarTech/AI & Digital) ในราคาพิเศษเฉพาะงานนี้, ข้อมูลจากหน่วยงานรัฐและเอกชนที่สนับสนุนเงินทุน สำหรับ SMEs/Startups ในไทย, บริการเข้าถึง แหล่งทุนจาก SME D Bank ดอกเบี้ยต่ำ, รับคำปรึกษา การสนับสนุน ทุนจากหน่วยงานรัฐ และโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน และการลงทุนบนไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx)

งานเดียว ครบจบทุกบทเรียนสำคัญ ผู้ประกอบการ SME, สตาร์ตอัพ, ผู้บริหาร ตลอดจนสายงานการตลาดและ HR ห้ามพลาด! ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรีได้ที่ https://set–event–registration.setgroup.or.th/e/SMEDay2025

คุณนายพารวย

AIS ACADEMY ผนึก พม. เปิดสนามไอเดีย “JUMP THAILAND HACKATHON 2025” ชวนนิสิต-นักศึกษาปั้นนวัตกรรม AI พลิกชีวิตผู้สูงอายุและผู้พิการ สู่การทำงานและสร้างรายได้ ชิงรางวัลกว่า 200,000 บาท

0

AIS ACADEMY จับมือ กรมกิจการผู้สูงอายุและกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ภายใต้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เดินหน้าสานต่อพันธกิจเคียงข้างสังคมไทย ผ่านการเปิดตัวโครงการ JUMP THAILAND HACKATHON 2025 ภายใต้แนวคิด “ภารกิจคิดเผื่อ ขับเคลื่อนอนาคตด้วยนวัตกรรม” เชิญชวนนิสิต นักศึกษาทั่วประเทศ ร่วมแสดงศักยภาพด้านเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ ภายใต้โจทย์ “ร่วมคิดร่วมสร้างนวัตกรรมเทคโนโลยีในยุคปัญญาประดิษฐ์เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับผู้สูงอายุหรือคนพิการให้สามารถมีงานทำ มีรายได้ อย่างยั่งยืน” ในการพัฒนาโซลูชันที่ช่วยเพิ่มโอกาสทางอาชีพและรายได้ให้แก่ผู้สูงอายุและคนพิการ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยมีผู้เชี่ยวชาญจาก AIS ทำหน้าที่เมนเทอร์ให้คำปรึกษาและถ่ายทอดองค์ความรู้ตลอดระยะเวลาโครงการ

นายสรรเพชญ สรรพศิริ หัวหน้าฝ่ายงานการบริหารความเป็นเลิศด้านงานทรัพยากรบุคคล AIS กล่าวว่า “AIS ACADEMY มุ่งเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคนอย่างยั่งยืน จึงให้ความสำคัญกับการทำงานอย่างต่อเนื่องร่วมกับพันธมิตรทุกภาคส่วน โดยเฉพาะกระทรวง พม. ที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลกลุ่มประชากรที่เปราะบาง การจัดโครงการ JUMP THAILAND HACKATHON 2025 ครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นเวทีให้นิสิต นักศึกษาได้แสดงความสามารถด้านนวัตกรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาโซลูชันที่นำไปต่อยอดใช้งานจริง เพื่อเปลี่ยนชีวิตผู้สูงอายุและคนพิการในสังคมไทย โดยมี AIS ร่วมเป็นแรงสนับสนุนทั้งในด้านเทคโนโลยีและบุคลากรผู้เชี่ยวชาญอย่างเต็มที่ ซึ่งสะท้อนบทบาทของเราในฐานะองค์กรโทรคมนาคมอัจฉริยะ (Cognitive Tech-Co) ที่พร้อมใช้ศักยภาพในการร่วมขับเคลื่อนสังคมให้เดินหน้าอย่างยั่งยืน”

สำหรับนิสิต นักศึกษาที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมแข่งขันได้ ตั้งแต่วันนี้ ถึง วันที่ 30 สิงหาคม 2568 เพื่อชิงรางวัลรวมมูลค่ากว่า 200,000 บาท โดยทีมชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท และโอกาสในการต่อยอดโครงการให้เกิดขึ้นจริงร่วมกับ AIS และกระทรวง พม. ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมได้ที่ www.jumpthailand.com หรือ Facebook: AIS Jump Thailand

ตามรอยเซียน โดย เจี๊ยบ บางกรวย “พระสมเด็จวัดระฆังเกศบัวตูม ”

0

วันอาทิตย์เดินดูพระกับพระอาจารย์ คุยกันเรื่องรักในพระสมเด็จ ถ้าเจอสีดำบนรักแดงแท้ แต่ถ้าเจอแดงสีเดียวเก๊ รักแท้อายุเป็นร้อยปีจะหลุดเป็นชิ้นเป็นแผ่น ถ้ารักละลาย ไม่ดีเป็นรักใหม่ จำไว้นะเธอ ถ้าเดินเจอพระสมเด็จในกรอบ พระอาจารย์บอก มีพระหลุดนะยิ่งมีกรอบยิ่งดี แสดงว่าคนขายดูดี ตั้งใจขายแพงพร้อมกรอบ ถ้าเจอดูพระสว่างทั้งองค์คราบแป้งนวลๆ พิมพ์ดีมีโอกาสได้พระสมเด็จไว้ใช้

อาจารย์สอนเซียนเจี๊ยบหาตาม ได้มา 1องค์จากหลายร้อยองค์ จาก 20-30 แผงในสนามพระ เสร็จสิ้นการเดินแวะกินข้าว จบที่ร้านกาแฟ ได้เวลาโชว์พระ ให้พระอาจารย์ดู วัดระฆังเกศบัวตูมแท้ดูง่าย หวานเจี๊ยบ ใช้ได้แล้วนี่หาพระได้ พามาดูพระด้วยกันไม่ได้เดี๋ยวแย่งพระฉันหมด
พระอาจารย์สอนเซียนเจี๊ยบบอกต่อ พระสมเด็จแท้ ยังรอเราอยู่นะเธอ

เจี๊ยบบางกรวยเดินตามรอยพระอาจารย์ 087 0030897

มื้อนี้ไม่ใช่แค่อาหาร…แต่คือความห่วงใยจากซีพี-ซีพีเอฟ

0

พายุโซนร้อน “วิภา” ทิ้งร่องรอยไว้ในหลายจังหวัดของภาคเหนือ บ้านเรือนจมหาย ผู้คนใช้ชีวิตยากลำบาก แต่ท่ามกลางวิกฤต ยังมีความห่วงใยที่ไม่เคยหายไป

เครือซีพี-ซีพีเอฟ ร้อยเรียงความดี เร่งลงพื้นที่มอบวัตถุดิบอาหารสด ทั้งเนื้อไก่ เนื้อหมู ไข่ไก่ น้ำดื่ม และอาหารพร้อมรับประทานแบรนด์ CP ส่งตรงถึงหน่วยงานต่างๆ ทั้งโรงครัวพระราชทาน โรงครัวกลาง และหน่วยงานจิตอาสา ในพื้นที่ 5 จังหวัด น่าน พะเยา เชียงราย แพร่ และลำปาง เพื่อเปลี่ยนเป็นมื้ออุ่นๆ ที่เติมพลังใจให้ทั้งผู้ประสบภัยและเจ้าหน้าที่ด่านหน้า

ภารกิจนี้ไม่ใช่แค่การ “ส่งของ” แต่คือการ “ส่งใจ” เพราะการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน ท้องถิ่น และภาคประชาชน คือพลังที่ทำให้ความช่วยเหลือไปถึงมือผู้ที่ต้องการอย่างรวดเร็วที่สุด

ทีมจิตอาสาซีพีและซีพีเอฟ พร้อมใจลงเรือ ลุยน้ำ เดินเท้า ฝ่าทุกอุปสรรค เพื่อส่งมอบกำลังใจผ่านทุกมื้ออาหารที่ปรุงด้วยหัวใจ

วิกฤตอาจยังไม่จบ เราก็ยังไม่หยุด เครือซีพีและซีพีเอฟ พร้อมลุยเคียงข้างกัน…จนถึงวันที่วิกฤตคลี่คลาย

ชมคลิปเต็มความช่วยเหลือจากใจ https://youtube.com/shorts/QufrBe5nDRg?si=8Dx8C66H3RXJjVf2

CPF หนุน SMEs ไทยด้วยองค์ความรู้ ESG พลิกโอกาสธุรกิจ สู่ความยั่งยืน

0

ในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การแข่งขันไม่ได้วัดกันที่ผลกำไรเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป หากแต่ต้องวัดจากศักยภาพในการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงอย่างมีความรับผิดชอบ ผู้ประกอบการ SMEs ยืนยันการดำเนินงานอย่างยั่งยืนเป็นโอกาส การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ภาระหรือเป็นต้นทุนที่สูญเปล่า แต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้างโอกาสเติบโตอย่างแข็งแกร่งในอนาคต

ผู้ประกอบการ SMEs ไทยกว่า 100 รายที่เข้าร่วมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “Empowering SMEs Competitiveness: อยู่รอด เติบโต ยั่งยืน” ในงาน GCNT Expo 2025 จัดโดย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร ทั้งภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ธนาคารพัฒนาเอเชีย และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญของบริษัทถ่ายทอดความรู้และแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ไทยขับเคลื่อนธุรกิจก้าวสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ ร่วมดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม

พีรพงศ์ กรินชัย ผู้บริหารสูงสุดสายงานวิศวกรรม ซีพีเอฟ กล่าวว่า ในฐานะสมาชิกของสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพค ประเทศไทย (GCNT) การจัดกิจกรรมแบ่งปันองค์ความรู้เสริมสร้างศักยภาพธุรกิจ SMEs ดำเนินงานตามหลักการ ESG ดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม ซีพีเอฟเชื่อมั่นว่า ‘ความยั่งยืน’ จะเกิดขึ้นได้จริงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ธุรกิจ SMEs ซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ลดต้นทุนในระยะยาว เสริมสร้างความน่าเชื่อถือ และเปิดโอกาสในการเข้าถึงตลาดใหม่ รวมถึงแหล่งเงินทุนที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ด้าน ยุทธพล วงศ์วรกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซินเนอร์จี้แพค จำกัด ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหาร กล่าวว่า SME หลายรายกังวลการพัฒนาที่ยั่งยืนต้องใช้งบประมาณ เมื่อได้ลงมือลดก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิต พบว่าไม่ได้มีต้นทุนสูงอย่างที่เคยคิด แต่กลับช่วยให้กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น ได้ผลผลิตเพิ่ม ต้นทุนลดลง ที่สำคัญช่วยสร้างความน่าเชื่อถือกับลูกค้า โดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม

ขณะที่ หิรัญญา วงศ์จิรัฐิติกาล ผู้อำนวยการ บริษัท วงศ์เอกอุตสาหกรรม จำกัด กล่าวเสริม ว่า แนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนไม่ได้เป็นทฤษฎี ความรู้ที่ได้รับเป็นแนวทางปฏิบัติที่นำไปประยุกต์ใช้ได้จริง จากการปรับเปลี่ยนสู่ธุรกิจสีเขียวช่วยเปิดประตูให้ SMEs ได้เข้าถึงลูกค้าใหม่และโอกาสทางธุรกิจเพิ่มขึ้น

ภเดช กันตจินดา กรรมการผู้บริหาร บริษัท เนเจอร์สไปซ์ จำกัด สะท้อนว่า “ความยั่งยืน” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ธุรกิจ SME สามารถนำมาปรับใช้ได้จริง ผลลัพธ์ที่ตามมา SMEs มีรายได้ที่มั่นคง ต้นทุนที่ลดลง และสร้างภาพลักษณ์องค์กรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในสายตาของผู้บริโภคการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG เป็นกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ SMEs ช่วยผลักดันให้ธุรกิจเติบโตก้าวทันโลก พร้อมกับสร้างคุณค่าและความยั่งยืนทั้งต่อองค์กร สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว.

ปลาหมอคางดำกินพืชเป็นส่วนใหญ่ มองใหม่อย่างเข้าใจธรรมชาติของ “ผู้ร้ายจำเป็น” ในน้ำกร่อย

0

บทความ โดย วงษ์อร อร่ามกูล

ในห้วงเวลาที่ชื่อของ “ปลาหมอคางดำ” ถูกกล่าวถึงอย่างหนาหูว่าเป็นปลารุกราน เป็นภัยต่อระบบนิเวศ หรือแม้กระทั่งเป็น “ปลามลพิษ” ที่ไม่ควรบริโภค เสียงตัดสินเหล่านี้อาจทำให้สังคมเข้าใจผิดและตื่นตระหนกเกินเหตุ แต่เมื่อย้อนกลับมามองด้วยข้อมูลวิชาการจะเห็นภาพที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง

งานวิจัยโดยคุณทิวารัตน์ เถลิงเกียรติลีลา ผู้เชี่ยวชาญด้านความหลากหลายทางชีวภาพ กรมประมง ชี้ให้เห็นว่า ปลาหมอคางดำมีธรรมชาติที่ต่างจากสิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดมาโดยตลอด เริ่มจากโครงสร้างทางกายภาพที่สำคัญอย่าง “ลำไส้” ที่ยาวมาก โดยเฉพาะในปลาขนาด 15–20 เซนติเมตร ซึ่งมีลำไส้ยาวกว่าความยาวลำตัวถึงเกือบ 7 เท่า ลักษณะนี้เป็นดัชนีสำคัญของสิ่งมีชีวิตที่บริโภคพืชเป็นหลัก

เป็นไปตามข้อมูลเชิงวิชาการที่แบ่งประเภทของปลาตามลักษณะพฤติกรรมการกินอาหารได้ 3 กลุ่ม คือ 1.) ปลากินพืช (Herbivorous fish) ลำไส้จะยาวมากกว่าความยาวลำตัวหลายเท่า โดยทั่วไปอยู่ที่ 4–10 เท่า ของความยาวลำตัว หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณเส้นใยในอาหาร 2.) ปลากินสัตว์ (Carnivorous fish) ลำไส้จะสั้นกว่ามาก โดยปกติจะยาวเพียง 0.5–2 เท่า ของความยาวลำตัวเท่านั้น เพราะโปรตีนสัตว์ย่อยง่าย ใช้ลำไส้ไม่ยาว 3.) ปลากินทั้งพืชและสัตว์ (Omnivorous fish) ลำไส้จะอยู่ระหว่างกลาง ประมาณ 1.5–4 เท่า ของความยาวลำตัว ดังนั้น เมื่อปลาหมอคางดำมีลำไส้ยาวถึง เกือบ 7 เท่า ของลำตัวในช่วงอายุที่โตเต็มที่ ก็เป็นหลักฐานที่หนักแน่นว่า มันเป็นปลาที่มีลักษณะกินพืชเป็นหลัก มากกว่าที่จะเป็นสัตว์กินเนื้อ

ยิ่งไปกว่านั้นการศึกษาชิ้นนี้ยังได้วิเคราะห์องค์ประกอบอาหารภายในลำไส้ของปลาหมอคางดำที่จับได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติหลายจุด เช่น แม่น้ำสวี จังหวัดชุมพร คลองท่าครก จังหวัดระยอง และพื้นที่ป่าชายเลนบางตะบูนนอก จังหวัดเพชรบุรี ผลการวิเคราะห์พบว่า องค์ประกอบของอาหารภายในลำไส้ถึง 94% เป็นพืชน้ำ แพลงก์ตอนพืช และสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่สัตว์นักล่า ขณะที่สัตว์น้ำอย่างกุ้ง หอย ปู หรือแมลงตัวเต็มวัยมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

กล่าวได้ว่าปลาหมอคางดำ “กินพืชเป็นหลัก” และไม่ได้มีพฤติกรรมการล่า หรือกินลูกสัตว์น้ำตามที่มีความเชื่อผิด ๆ กันในวงกว้าง ความเข้าใจผิดเหล่านี้มักเกิดจากการพบว่า ปลาในบ่อเพาะเลี้ยงมีเศษกุ้งหรือปลาขนาดเล็กอยู่ในลำไส้ ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นผลจากพฤติกรรมการ “ปรับตัว” มากกว่าพฤติกรรมดั้งเดิม

ข้อเท็จจริงอีกประการที่ควรรับรู้คือ การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติหลายแห่งของไทย ส่วนใหญ่มิได้เกิดขึ้นโดยกระบวนการตามธรรมชาติ แต่เป็นผลจาก “การกระทำของมนุษย์” ทั้งโดยตั้งใจ เช่น การนำไปทดลองเลี้ยง และโดยไม่ตั้งใจ เช่นการปะปนมากับพันธุ์สัตว์น้ำอื่น หรือการนำปลาไปทำปลาเหยื่อ ปลาปรับตัวได้ดี มนุษย์เราก็ควรกำจัดปลาหมอคางดำด้วยการพิจารณาถึงศักยภาพในการใช้ประโยชน์จากปลาชนิดนี้อย่างสร้างสรรค์ ซึ่งที่ผ่านมากรมประมงได้ทดลองนำปลาหมอคางดำไปแปรรูปเป็น “หมอหมัก” สำหรับทำเป็นอาหารสัตว์น้ำ พบว่าใช้ได้ผลดี และยังสามารถนำเนื้อปลาสดไปเลี้ยงปูทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเนื้อแน่น คงรูปดี และมีราคาถูก

ที่สำคัญกว่านั้นคือ ปลาหมอคางดำเป็นปลาที่สามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัย หากผ่านการเตรียมที่ถูกสุขลักษณะ เนื้อปลาสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลาย ทั้งทอด ต้ม นึ่ง หรือทำปลาแดดเดียว ทำน้ำปลา ปลาร้า โดยไม่มีหลักฐานใดบ่งชี้ว่าปลาชนิดนี้มีสารพิษหรืออันตรายต่อผู้บริโภคเลย

การเข้าใจผิดคือจุดเริ่มต้นของการตีตรา หากไม่ย้อนกลับมามองข้อมูลอย่างเป็นเหตุเป็นผล ก็อาจพลาดโอกาสในการอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่กำลังหาทางปรับตัวอยู่กับเราอย่างสงบ ปลาหมอคางดำไม่ใช่ศัตรู และไม่ใช่ปลามลพิษ มันคือปลาชนิดหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าหากช่วยกันมองด้วยใจที่เปิดกว้างบนข้อมูลที่ถูกต้อง

เมืองไทยประกันชีวิต เดินหน้าสานต่อโครงการ “เมืองไทยมอบทุนน้องน้อย” ครั้งที่ 36 ส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชน

0

เมืองไทยประกันชีวิต ยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนภารกิจเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง สานต่อ โครงการ “เมืองไทยมอบทุนน้องน้อย” ครั้งที่ 36 ตอกย้ำการพัฒนาคุณภาพเยาวชนไทยในฐานะรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมด้านการศึกษาและการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ เพื่อจุดประกายอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับสังคมไทย

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าเยาวชนคือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ การได้มอบโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กที่มีความมุ่งมั่น แต่ขาดแคลนทรัพยากร เป็นการวางรากฐานที่มั่นคงเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต เราหวังว่าทุนการศึกษานี้จะเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่ช่วยส่งเสริมให้เด็ก ๆ ได้เดินตามความฝัน และเติบโตเป็นกำลังสำคัญของสังคมไทยต่อไป”

โดยจัดพิธีมอบทุนการศึกษา ภายใต้โครงการ “เมืองไทยมอบทุนน้องน้อย” ครั้งที่ 36 ซึ่งในปีนี้จัดขึ้น ณ นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนินกลาง กรุงเทพฯ เพื่อมอบโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์จาก 19 โรงเรียนในพื้นที่เขตห้วยขวาง เขตดินแดง และเขตปทุมวัน รวมถึงบุตรหลานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทั้ง 3 เขต รวมทั้งสิ้น 195 ทุน เป็นจำนวนเงินรวม 585,000 บาท

นอกจากการมอบทุนการศึกษาแล้ว บริษัทฯ ยังจัดกิจกรรมทัศนศึกษาให้แก่นักเรียนผู้รับทุนทุกคน ณ นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ แหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ที่นำเสนอเนื้อหาอย่างทันสมัยผ่านเทคโนโลยีสื่อผสมเสมือนจริง ระบบมัลติมีเดียแอนิเมชัน และอินเตอร์แอคทีฟเซลฟ์เลิร์นนิ่ง เพื่อเปิดมุมมองใหม่แห่งการเรียนรู้ และปลูกฝังความภาคภูมิใจในความเป็นไทยให้กับเยาวชน

โครงการ “เมืองไทยมอบทุนน้องน้อย” เป็นหนึ่งในกิจกรรมเพื่อสังคมของบริษัทฯ ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน สะท้อนถึงนโยบายด้านความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเฉพาะในมิติสังคม (Social) ที่มุ่งส่งเสริมการพัฒนาเยาวชนไทยให้มีคุณภาพทั้งในด้านการศึกษา ความคิดสร้างสรรค์ และการเรียนรู้ภาคปฏิบัติ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาทุนมนุษย์ และต่อยอดสู่การสร้างสังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืนในอนาคต

สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ บริษัทฯ ได้รับเกียรติจาก ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร และผู้ร่วมสนับสนุนการจัดงาน ได้แก่ ดร.บุษราคัม ศรีจันทร์ หัวหน้ากลุ่มงานนิเทศการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ การจัดการเรียนรู้ สำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร นางชุติสา ศาสตร์สาระ ผู้อำนวยการเขตดินแดง นายอิทธิพล อิงประสาร ผู้อำนวยการเขตปทุมวัน นายอุกฤษฏ์ องตระกูล ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตห้วยขวาง นายปัทมนิธิ เสนาณรงค์ หัวหน้าฝ่ายบริหารนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ สำนักงานพระคลังข้างที่ นายสุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสื่อโฆษณา บมจ. เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป และนางสาวเกวลิน ธาระสิทธิ์ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายพันธมิตรสัมพันธ์ บริษัท แมคไทย จำกัด ร่วมในพิธีดังกล่าว

“เมืองไทยประกันชีวิต ยึดมั่นในพันธกิจในการสร้างสังคมแห่งโอกาส พร้อมมุ่งมั่นเดินหน้า สร้างคุณค่าร่วมกับสังคมไทย โดยเฉพาะการส่งเสริมและพัฒนาเยาวชนซึ่งเป็นพลังสำคัญของชาติ อันเป็นรากฐานที่มั่นคงในการขับเคลื่อนประเทศสู่ความยั่งยืนในอนาคต การให้โอกาสทางการศึกษาในวันนี้ คือการวางรากฐานของเยาวชนไทยในอนาคต” นายสาระ กล่าวสรุป

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ผนึก ปปง. DSI บช.ก. และ ASCO แถลงความคืบหน้าคดีหุ้น MORE ตอกย้ำความมุ่งมั่นประสานความร่วมมือเพื่อดำเนินการกับผู้กระทำผิด และสร้างความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย

0

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) และสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO) แถลงความคืบหน้าสำคัญในการดำเนินการคดีหุ้นบริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) ( MORE) และการยกระดับการทำงานร่วมกันเพื่อตลาดทุนไทย

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า คดีหุ้น MORE ถือเป็นกรณีตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มของการกระทำความผิดในตลาดทุนที่มีความซับซ้อนมากขึ้นและทำให้เกิดผลกระทบกับผู้ที่เกี่ยวข้องได้ในวงกว้าง ซึ่งการดำเนินการกับการกระทำความผิดในลักษณะดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างเข้มแข็งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อันสะท้อนให้เห็นว่า การบูรณาการความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมและหน่วยงานภาคตลาดทุนมีความสำคัญและมีความจำเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน

สำหรับคดีหุ้น MORE นอกเหนือจากการดำเนินการตามขอบเขตอำนาจหน้าที่ในการดูแลการซื้อขายหลักทรัพย์แล้ว ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้เป็นตัวกลางในการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบการกระทำความผิด การรวบรวมพยานหลักฐาน และการแลกเปลี่ยนข้อมูลสำคัญระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งช่วยทำหน้าที่สื่อสารความคืบหน้าทางคดีให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในตลาดทุนและผู้ลงทุนได้รับทราบ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย

“สำหรับการป้องกันการกระทำผิดลักษณะเช่นนี้ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ยกระดับมาตรการกำกับดูแลด้วยการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหลักทรัพย์ อาทิ มาตรการ Auto Pause รายหลักทรัพย์ มาตรการ Minimum Resting Time การเปิดเผยข้อมูลหลักทรัพย์ที่วางเป็นประกันการชำระหนี้ในบัญชีมาร์จิ้น ตลอดจนการเปิดเผยข้อมูลผู้ลงทุนที่ส่งคำสั่งซื้อขายไม่เหมาะสมแก่บริษัทหลักทรัพย์สมาชิกทุกราย เพื่อให้บริษัทหลักทรัพย์สามารถใช้ประกอบการบริหารความเสี่ยงและร่วมกันป้องปรามพฤติกรรมดังกล่าวได้อย่างทันท่วงที” นายอัสสเดช กล่าวเสริม

นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO) กล่าวว่า ASCO เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่สำคัญในการประสานงานกับหน่วยงานกำกับดูแลให้กับบริษัทหลักทรัพย์สมาชิกที่ได้รับความเสียหาย ตั้งแต่ช่วงเริ่มเกิดเหตุการณ์ของการกระทำความผิด จนสามารถรวบรวมหลักฐานในการร้องทุกข์กล่าวโทษได้ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ASCO ได้นำเสนอมาตรการต่าง ๆ ต่อหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อปิดความเสี่ยงไม่ให้เกิดเหตุซ้ำขึ้นอีกในอนาคต และที่สำคัญ คือ การจัดตั้ง Securities Data Exchange Platform (SDEP) เพื่อให้บริษัทหลักทรัพย์รับทราบข้อมูลลูกค้าที่มีความเสี่ยงในระดับอุตสาหกรรม ทั้งข้อมูลวงเงิน คุณภาพหลักประกัน มูลหนี้ และประวัติการชำระราคา ด้วยการจัดตั้ง Platform การแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบ Decentralized คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายใน 1 ก.พ. 2569

พลตำรวจโท จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) กล่าวว่า คดีหุ้น MORE เป็นคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่มีความซับซ้อน ผู้กระทำความผิดมีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับตลาดหุ้นและใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นตัวช่วยในการกระทำความผิด ส่งผลกระทบต่อตลาดทุนและสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างจำนวนมาก บช.ก.ได้ระดมผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานในสังกัดและประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทหลักทรัพย์ ก.ล.ต. ปปง. และ DSI เพื่อเร่งรัดดำเนินการระงับยับยั้ง ความเสียหาย จนสามารถดำเนินคดีและมีความเห็นสั่งฟ้องผู้กระทำความผิดได้ทั้งหมด 42 ราย ถือเป็นคดีปั่นหุ้นที่สามารถดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดได้จำนวนมากที่สุดและสามารถยึดอายัดทรัพย์สินได้สูงถึง 4,500 ล้านบาท ความสำเร็จนี้แสดงให้เห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทำให้สามารถยับยั้งการกระทำความผิดและดำเนินคดีได้อย่างทันท่วงที

นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กล่าวว่า ความสำเร็จจากการประสานความร่วมมือข้ามหน่วยงาน (inter-agency cooperation model) ในการดำเนินคดีหุ้น MORE อันนำไปสู่การป้องกันความเสียหายและติดตามทรัพย์สินได้อย่างรวดเร็ว โดยสามารถระงับธุรกรรมต้องสงสัยได้ภายในวันเดียว ลดเวลาดำเนินการจากเดิมที่ใช้เวลา 2-3 วัน ส่งผลให้สามารถตัดวงจรอาชญากรรม ยับยั้งการกระทำผิดทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทยด้วยความโปร่งใสในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและเป็นระบบ สำหรับคดีหุ้น MORE ศาลมีคำสั่งคืนหรือชดใช้ทรัพย์สินให้บริษัทหลักทรัพย์ผู้เสียหาย 10 ราย รวมมูลค่าประมาณ 4,500 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการบูรณาการข้อมูลและอำนาจหน้าที่ระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ตลาดทุนไทยมีความน่าเชื่อถือและมั่นคงมากขึ้นในระยะยาว

พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กล่าวว่า คดีหุ้น MORE เป็นพัฒนาการของอาชญากรรมทางเศรษฐกิจอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ผู้กระทำผิดอาศัยความรู้ ความชำนาญ เกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ หรือ อยู่ในแวดวงนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ รู้ขั้นตอนวิธีการซื้อขาย ชำนาญจนมองเห็นช่องโอกาสที่จะทุจริตได้ ความสำเร็จของเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีการบูรณาการหลายหน่วยงาน ยกระดับมาตรฐานการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ทำให้ระงับยับยั้งความเสียหายของบริษัทหลักทรัพย์ทั้ง 10 บริษัท รวมความเสียหายประมาณ 4,500 ล้านบาท ที่จะต้องชำระให้กับผู้ขายหลักทรัพย์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ร่วมกระทำผิดด้วย โดยใช้มาตรการทางแพ่งของกฎหมายฟอกเงิน ในการร้องต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินและนำมาเฉลี่ยคืนให้กับผู้เสียหาย และยังมีการดำเนินคดีอาญากับกลุ่มผู้ร่วมกระทำผิดด้วย ตามประมวลกฎหมายอาญา และกฎหมายฟอกเงิน เท่ากับผู้กระทำผิดไม่ได้ทรัพย์สินตามที่ตั้งใจไว้และยังอาจจะต้องรับโทษในทางอาญาในสถานหนักด้วย

เอาใจคนซื้อบ้านหลังแรก ออมสินออก “สินเชื่อบ้านหลังแรกเพื่อคุณ” ให้ดอกเบี้ยคงที่ 3 ปีแรก เพียง 2.99% ต่อปี

0

ทุกความสุขเกิดขึ้นได้ในบ้านหลังแรกด้วย…สินเชื่อบ้านหลังแรกเพื่อคุณ

สำหรับการซื้อที่อยู่อาศัยหลังแรก
✅ วงเงินกู้สินเชื่อเคหะไม่เกิน 5 ล้านบาท
✅ ผ่อนเริ่มต้น 3,500 บาท/เดือน (ปีที่ 1 – 2)
✅ ดอกเบี้ยคงที่ 3 ปีแรก 2.99% ต่อปี (กรณีทำประกันฯ)
✅ สนับสนุนค่าประเมินราคาหลักทรัพย์สูงสุด 5,000 บาท (สำหรับวงเงินกู้สินเชื่อเคหะตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป)

ยื่นกู้ได้ตั้งแต่ 16 ก.ค. 68 – 30 ธ.ค. 68 หรือจนกว่าครบวงเงิน 10,000 ล้านบาท
อนุมัติและจัดทำนิติกรรมสัญญา ภายใน 31 ม.ค. 69

  • ปัจจุบัน MRR เท่ากับ 6.545% ต่อปี (ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นไป) ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยลอยตัวสามารถเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น หรือลดลงได้
  • อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Rate อยู่ระหว่าง 2.990% – 6.295% ต่อปี)
  • อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา (EIR) อยู่ระหว่าง 4.744% – 5.226% ต่อปี คำนวณจากวงเงินกู้ 1 ล้านบาท ระยะเวลา 20 ปี แบบผ่อนชำระเท่ากันทุกงวด
  • เงินงวดผ่อนชำระสินเชื่อเคหะแบบผ่อนต่ำ ปีที่ 1 – 2 ล้านละ 3,500 บาท/เดือน ปีที่ 3 ล้านละ 5,500 บาท/เดือน หลังจากนั้น 7,700 บาท/เดือน ดอกเบี้ยทั้งสัญญา 604,102.78 บาท คำนวณจากวงเงินกู้ 1 ล้านบาท ระยะเวลา 20 ปี กรณีทำประกันชีวิตเพื่อประกันสินเชื่อตามงื่อนไขฯ

สมัครขอสินเชื่อ คลิก >> https://to.gsb.or.th/mLl2f0si
⚠️ รู้ก่อนกู้…กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว
⚠️ เงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด