Home Blog Page 6

ปกป้องปศุสัตว์ไทย เร่งระงับนำเข้าพ่อแม่พันธุ์สัตว์ปีก-เนื้อสัตว์ ป้องกันไข้หวัดนก

0

บทความ โดย สมิง วงศ์รามัญ ที่ปรึกษาอิสระด้านปศุสัตว์

สถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดนก (Avian Influenza)ในหลายประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ตลอดจนในเอเซียที่ประเทศจีน อินเดีย และประเทศเพื่อนบ้านของไทยทั้งเวียดนาม กัมพูชาและฟิลิปปินส์ ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตในทุกประเทศที่กล่าวมา กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมปศุสัตว์ทั่วโลก และยังเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของเชื่อไวรัสดังกล่าวเข้าสู่ประเทศไทย หากไม่มีมาตรการป้องกันที่เข้มงวด หนึ่งในมาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลไทยต้องพิจารณาดำเนินการ คือ การระงับการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่เนื้อ ไก่ไข่ และเนื้อสัตว์จากต่างประเทศที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดนก

สำหรับเหตุผลสำคัญที่ต้องระงับการนำเข้า เพราะพ่อแม่พันธุ์ไก่เนื้อ ไก่ไข่ หรือแม้แต่เนื้อสัตว์ปีกที่นำเข้า หากมาจากประเทศต้นทางที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดนกก็จะเป็นพาหะนำโรคเข้ามาแพร่กระจายได้ กรณีที่เชื้อเข้าสู่ฟาร์มของเกษตรกรไทยอาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดในระดับประเทศ ซึ่งจะส่งผลกระทบร้ายแรงทั้งอุตสาหกรรมไก่เนื้อและไก่ไข่ อีกทั้งเกษตรกรต้องเผชิญกับการสูญเสียทางเศรษฐกิจ

ไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตและผู้ส่งออกเนื้อไก่แนวหน้าของโลกที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล รวมถึงไข่ไก่ที่ส่งออกไปหลายประเทศในเอเซีย โดยเฉพาะการผลิตในประเทศมีศักยภาพเพียงพอในการพึ่งพาตนเองและราคาเป็นไปตามกลไกตลาด ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้บริโภค ดังนั้น หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องประเทศไทยต้องมีมาตรการควบคุมและป้องกันโรคระบาดอย่างเคร่งครัด สร้างผลผลิตให้เพียงพอต่อการบริโภคในประเทศโดยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้า ก็จะสามารถรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมปศุสัตว์และลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก

นอกจากการระงับการนำเข้าแล้ว ภาครัฐจำเป็นต้องมีการตรวจสอบการเคลื่อนย้ายสัตว์และตรวจตราการลักลอบนำเข้าเนื้อสัตว์ผ่านชายแดนที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเข้มแข็ง เพื่อป้องกันไม่ให้โรคระบาดจากภายนอกเข้าประเทศไทย การบริโภคเนื้อสัตว์จากแหล่งที่ไม่มีความมั่นคงด้านสุขอนามัยอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชน อีกทั้ง โรคระบาดไข้หวัดนกมีการกลายพันธุ์ไปหลายสายพันธุ์ และมีการระบาดขยายวงไปยังสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั่วโลก และมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หากโรคไข้หวัดนกแพร่ระบาดในประเทศใด ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดการขาดแคลนไข่ไก่และเนื้อสัตว์ปีก ประสบการณ์ที่คนอเมริกันเผชิญอยู่ขณะนี้ คือ ไข่ไก่ มีราคาสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์โหลละ 4.95 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 168.35 บาท และจำกัดปริมาณการซื้อในแต่ละครั้ง

มาตรการที่รัฐบาลควรดำเนินการ คือ ออกคำสั่งระงับการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่เนื้อ ไก่ไข่ และเนื้อสัตว์ปีกจากประเทศที่มีการระบาดของไข้หวัดนก ส่งเสริมระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) ในฟาร์มเลี้ยงไก่ของไทย จัดอบรมเกี่ยวกับแนวทางป้องกันไข้หวัดนก และส่งเสริมให้เกษตรกรใช้มาตรการป้องกันที่เหมาะสมในฟาร์มของตนเอง ควบคู่กับการกำหนดมาตรฐานฟาร์มที่เข้มงวด เช่น การจำกัดการเข้าออกของบุคคล การใช้มาตรการฆ่าเชื้อ และการควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีก

นอกจากนี้ รัฐบาลควรสนับสนุนและกระตุ้นให้เกษตรกรไทยปฏิบัติตามระบบ Compartment ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ช่วยให้ฟาร์มสามารถควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาและเพราะพ่อแม่พันธุ์ไก่ภายในประเทศให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพสูง เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศส่งเสริมให้เกษตรกรตรวจสอบสุขภาพสัตว์ในพื้นที่เสี่ยง เป็นต้น

การระงับการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่เนื้อ ไก่ไข่และเนื้อสัตว์จากต่างประเทศในช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัดนก เป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยปกป้องอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของไทย ลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชน และสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรไทย รวมถึงการสนับสนุนให้ฟาร์มสัตว์ปีกของไทยดำเนินการตามระบบ Compartment จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถป้งกันโรคไข้หวัดนกได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน และสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคไทยว่าเนื้อสัตว์ปีกที่ผลิตในประเทศมีความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล หากรัฐบาลดำเนินการอย่างจริงจังและทันท่วงที ประเทศไทยจะสามารถรักษาความมั่นคงด้านอาหาร และยังคงเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกเนื้อไก่ที่สำคัญของโลกต่อไป.

‘CPF RUN FOR CHARITY’ ชวนสายวิ่งทั่วไทย เดิน-วิ่งเพื่อการกุศลส่งมอบเงินแก่โรงพยาบาล-โรงเรียน-หน่วยงานต่างๆ แล้วกว่า 70 แห่ง

0

การให้ไม่สิ้นสุด!! ซีพีเอฟ เดินหน้าสร้างสังคมยั่งยืน ชวนร่วมกิจกรรมเดิน-วิ่งเพื่อการกุศล “CPF RUN FOR CHARITY” หนุนคนไทยสุขภาพดี พร้อมทำดีเพื่อสังคม นำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายส่งมอบให้แก่หน่วยงานสาธารณประโยชน์ในจังหวัดต่างๆ ทั้งโรงพยาบาล โรงเรียน ชุมชน องค์กรภาครัฐ และองค์กรสาธารณประโยชน์ แล้วกว่า 70 แห่ง เป็นเงินร่วม 17 ล้านบาท จากการจัดงานอย่างต่อเนื่องมากกว่า 38 ครั้ง

นายเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจอาหารสัตว์บก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟ มุ่งเสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้แก่บุคลากรของบริษัทและครอบครัว รวมถึงประชาชน ผ่านกิจกรรมเดิน-วิ่งเพื่อการกุศล โดยจัดตั้งชมรมซีพีเอฟรันนิ่งคลับ (CPF Running Club) มาตั้งแต่ปี 2559 โดยพัฒนารูปแบบกิจกรรมพร้อมนำระบบและเทคโนโลยีในการจัดการแข่งขันวิ่งที่ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัยสำหรับนักวิ่งทุกคน พร้อมจัดอบรมเทคนิคการวิ่ง ปัจจุบันได้มีการกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 เพื่อส่งเสริมให้คนไทยได้ออกกำลังกาย มีสุขภาพที่ดี สร้างความผูกพันในครอบครัว และยังเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของจังหวัดต่างๆที่บริษัทไปจัดงาน ที่สำคัญยังได้ร่วมกันทำความดีช่วยเหลือสังคมไปพร้อมกัน

“การจัดกิจกรรมเดิน-วิ่งการกุศล ถือเป็นประโยชน์ต่อสังคมและชุมชน ในการมีสุขภาพที่ดี และบริษัทยังมุ่งจัดงานในรูปแบบคาร์บอน นิวทรัล (Carbon Neutral Event) ช่วยลดโลกร้อน ด้วยการคำนวนและจัดเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อาทิ ลักษณะการเดินทางของผู้มาร่วมงาน การใช้พลังงาน และอาหารภายในงาน รวมถึงของเสียที่มีการคัดแยกและจัดการอย่างจริงจัง ลดการใช้ทรัพยากรที่ไม่จำเป็น อย่างเช่นบรรจุภัณฑ์พลาสติก เพื่อเชิญชวนให้ผู้ร่วมงานร่วมกันใส่ใจสิ่งแวดล้อม”

นักวิ่งทุกคนมีส่วนร่วมในกิจกรรมลดโลกร้อน โดยซีพีเอฟเลือกใช้เสื้อวิ่งที่ทำมาจากขวดน้ำพลาสติก ใช้ภาชนะที่สามารถย่อยสลายได้ เช่น ใบตอง กระดาษ และมีการแยกขยะอย่างจริงจัง เพื่อสามารถนำมาใช้ประโยชน์ต่อได้ โดยบริษัทจะยังคงเดินหน้าสานต่อกิจกรรมดีๆ เพื่ออยู่ร่วมกับคนในชุมชนรอบสถานประกอบการซีพีเอฟและคนไทย ผ่านกิจกรรมเดิน-วิ่งเพื่อการกุศล ที่จัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง โดยกิจกรรมล่าสุดจะจัดกิจกรรม CPF ZOO RUN “RUN FOR CHARITY SEASON 4 ที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ในวันที่ 23 มีนาคม 2568

ที่ผ่านมา มีหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุน เช่น มูลนิธิชัยพัฒนา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา โรงพยาบาลวังน้อย โรงพยาบาลเสนา โรงพยาบาลท่าเรือ โรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา และโรงพยาบาลในจังหวัดที่จัดงาน ทั้งราชบุรี หาดใหญ่ พิษณุโลก ขอนแก่น สระบุรี ตลอดจน สถาบันมะเร็งแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี รวมถึงมอบเงินสนับสนุนกิจกรรมของเหล่ากาชาด จ.ลำพูน และสถานศึกษาใน จ.ลำพูน เป็นต้น.

AIS ยกระดับ Cloud PC เปลี่ยนแท็บเล็ตให้เป็นคอมพิวเตอร์พกพา ขยายการใช้งานใน 10 ประเทศแถบเอเชีย ตอบโจทย์การเรียน-ทำงาน ทุกที่ ทุกเวลา

0

AIS พร้อมเชื่อมต่อประสบการณ์การทำงานยุคดิจิทัล ด้วยบริการ AIS Cloud PC แอปพลิเคชันคอมบนคลาวด์ช่วยเปลี่ยนแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการ iOS และ Android รวมถึง MacOS ให้เป็นคอมพิวเตอร์ ให้สามารถใช้งานระบบปฏิบัติการ Windows และโปรแกรมสำคัญๆ ในการทำงานได้อย่างง่ายดาย ตอบโจทย์ดิจิทัลไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ให้สามารถทำงานหรือเรียนได้แบบ Work from Anywhere ทุกที่ ทุกเวลา

ล่าสุด AIS Cloud PC ได้ขยายพื้นที่ให้ใช้งานเพิ่มเติมได้ในอีก 10 ประเทศในภูมิภาคเอเชียเป็นครั้งแรกในไทย รองรับการใช้งานในประเทศสิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฮ่องกง อินเดีย มาเลเซีย เวียดนาม ไต้หวัน กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่น ให้ลูกค้าสามารถพกพาแท็บเล็ตไปทำงานได้สะดวกอุ่นใจแม้จะต้องเดินทางไปต่างประเทศ สมัครใช้งานวันนี้เริ่มต้นเพียง 299 บาทต่อเดือน

นายศรัณย์ ผโลประการ หัวหน้าฝ่ายงานผลิตภัณฑ์โทรศัพท์เคลื่อนที่กลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS กล่าวว่า “หลังจากที่ AIS เปิดตัว AIS Cloud PC ให้บริการลูกค้าในนามบุคคลเป็นเพียงรายแรกและรายเดียวในไทย ที่เข้ามาพลิกโฉมประสบการณ์การทำงานของลูกค้าและคนไทยให้สามารถใช้งานทั้งการเรียน และการทำงานผ่านระบบปฏิบัติการ Windows บนแท็บเล็ต ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย โดยวันนี้เราได้ยกระดับไปอีกขั้น ด้วยการขยายพื้นที่ให้ใช้งานเพิ่มเติมในอีก 10 ประเทศในภูมิภาคเอเชียเป็นครั้งแรกในไทย รองรับพฤติกรรมของลูกค้าที่มีไลฟ์สไตล์ชื่นชอบการท่องเที่ยว หรือมีภารกิจต้องเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้ลูกค้าสามารถทำงานหรือเรียนไปด้วยได้โดยไม่ต้องพกพาคอมพิวเตอร์ และไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลอีกต่อไป”

แพ็กเกจ AIS Cloud PC เปลี่ยนแท็บเล็ตเป็นคอม เลือกสมัครได้ตามความต้องการ ได้แก่ แพ็กเกจ Standard Plan ราคา 299 บาทต่อเดือน เหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไป ให้ประสิทธิภาพที่ครบครันในระดับพื้นฐาน CPU 4 vCPU, RAM 8 GB, พื้นที่จัดเก็บข้อมูล 500 GB และแพ็กเกจ High Performance Plan ราคา 499 บาทต่อเดือน ให้พลังการประมวลผลที่เร็วขึ้น และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่มากขึ้น CPU 8 vCPU, RAM 16 GB, พื้นที่จัดเก็บข้อมูล 1 TB ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://m.ais.co.th/ais_cloudpc 

บทบาทสถาบันอุดมศึกษาเอกชนกับอนาคตการศึกษาไทย

0

ศาสตราจารย์ ดร.สุรินทร์ คำฝอย รองผู้อำนวยการ กลุ่ม ยุทธศาสตร์กำลังคนในระบบการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แห่งชาติ (สอวช.) ให้เกียรติมาบรรยาย เรื่องบทบาทสถาบันอุดมศึกษาเอกชนต่อการจัดการศึกษาในอนาคตของประเทศไทย ในการประชุมคณะกรรมการฝ่ายวิชาการและประกันคุณภาพการศึกษาสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) ครั้งที่ 1/2568 โดยมี ดร.สุนทรี รัตภาสกร รองอธิการบดีสายบริหารและบริการการศึกษาและประธานคณะกรรมการฝ่ายวิชาการและประกันคุณภาพการศึกษา สสอท. เป็นประธานในการประชุม พร้อมด้วย ดร.มัทนา สานติวัตร อุปนายกสภา และคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยกรุงเทพให้การต้อนรับ ณ อาคาร Tourism Tower มหาวิทยาลัยกรุงเทพ**ในภาพ ศาสตราจารย์ ดร.สุรินทร์ คำฝอย ยืนคู่กับ ดร.มัทนา สานติวัตร

เมืองไทยประกันชีวิตจัดงาน “MTL Bancassurance Kick Off 2025” ก้าวข้ามทุกลิมิต เพื่อพิชิตเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ร่วมกัน

0

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เป็นประธาน   จัดงาน “MTL Bancassurance Kick Off 2025” ภายใต้ธีม “Breakthrough Our Limits From Good to Great” ก้าวข้ามทุกลิมิตเพื่อพิชิตเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ร่วมกัน เพื่อปลุกพลังให้เต็มเปี่ยม พร้อมก้าวข้ามทุกขีดจำกัด ขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จและการเติบโตที่แข็งแกร่ง  ด้วยความมุ่งมั่นในการส่งมอบความสุขและรอยยิ้มที่ยั่งยืน ภายในงานยังได้มอบนโยบายแนวทางการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์และวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ ในปี 2568 แก่ผู้บริหารและฝ่ายขายช่องทางธนาคาร หรือ Bancassurance ทั่วประเทศ  โดยมีนายเคียม เคียว โฮ  รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส  นายเกศพงศ์ นาทะสิริ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส และผู้บริหารบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)  ร่วมในงาน  ณ  โรงแรมสวิสโซเทล กรุงเทพ รัชดา

เงินหมื่นดิจิทัลเฟส 3 เตรียมแจกกลุ่ม 16-20 ปี ปลายไตรมาส 2

0

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจมีติเห็นชอบโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ เฟส 3 ผ่านการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท สำหรับบุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 16-20 ปี จำนวนรวม 2.7 ล้านคน โดยคาดว่าจะสามารถจ่ายเงินถึงมือได้ภายในปลายไตรมาส 2 ปีนี้ หรือต้นไตรมาสที่ 3 ปีพ.ศ.2568

สำหรับสาเหตุที่แจกเงินดิจิทัลเฟส 3 ให้กับกลุ่มคนช่วงอายุนี้ เนื่องจากเป็นกลุ่มดังกล่าวยังอยู่ในวัยเรียน สามารถนำเงินส่วนนี้ไปใช้จ่ายแบ่งเบาภาระผู้ปกครองได้ คาดว่ากระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีมาก ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขใหม่เกือบทั้งหมด เน้นใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งร้านค้าสามารถขึ้นเงินสดได้ ไม่เน้นเฉพาะร้านค้าเสียภาษีเท่านั้น

รายงานข่าวเปิดผยว่า สำหรับคุณสมบัติของผู้มีสิทธิได้รับเงิน 10,000 บาทโครงการเงินดิจิทัล เฟส 3 ประกอบด้วย

  • เป็นผู้ที่ไม่ฝ่าฝืนเงื่อนไขของมาตรการหรือโครงการอื่นๆ ของรัฐ
  • บุคคลสัญชาติไทย
  • อายุตั้งแต่ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป (ก่อนวันที่ 16 กันยายน 2567)
  • เป็นผู้ที่ไม่มีรายได้เกิน 840,000 บาท (สำหรับปีภาษี 2566)
  • ไม่มีเงินฝากกับธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจรวมกันเกิน 500,000 บาท (ณ วันที่ 31 มีนาคม 2567)
  • ไม่อยู่ระหว่างการต้องโทษจำคุกในเรือนจำ
  • ไม่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในมาตรการหรือโครงการอื่น ๆ ของรัฐ

รู้เก็บรู้ออม : TSD Counter Services โฉมใหม่

0

เวลาที่เราเปลี่ยนสถานะตัวเองจากนักลงทุนมาเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำให้ต้องมีการติดต่อเพื่อใช้บริการจาก TSD ในการทำธุรกรรมต่างๆ ทั้งการฝาก ถอน และโอนหุ้น ขณะที่ TSD ก็จะดูแลติดต่อกับผู้ถือหุ้น ทั้งการส่งหนังสือเชิญประชุมผู้ถือหุ้น หนังสือแจ้งนำเงินปันผลเข้าบัญชีธนาคาร หนังสือรับรองการหักภาษี เป็นต้น

TSD ย่อมาจาก Thailand Securities Depository Company Limited หรือบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในกลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯ ตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางการบริการที่ต่อเนื่องของการซื้อขายหลักทรัพย์และยังทำหน้าที่เป็นนายทะเบียนหลักทรัพย์เพื่อดูแลและจัดการทะเบียนหลักทรัพย์ รวมทั้งให้บริการข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์สำหรับผู้ถือหุ้น โดยมีการรวบรวม ประมวลผลและเก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัยหายห่วง

“คุณนายพารวย” เป็นผู้ถือหุ้นรายหนึ่ง ที่ต้องใช้บริการของ TSD จึงเห็นการพัฒนาและยกระดับบริการของ TSD ในการอำนวยความสะดวกกับผู้ถือหุ้น ให้ทำธุรกรรมได้สะดวกรวดเร็วปลอดภัย อย่างบริการ e-service เช่น ตรวจสอบข้อมูลการถือครองหลักทรัพย์ บริการขอออกใบหุ้นและเช็คใหม่ กรณีใบหุ้นสูญหาย, บริการส่งเอกสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-document) เช่น หนังสือเชิญประชุมผู้ถือหุ้น และเอกสารประกอบการประชุม ตัดปัญหาเรื่องผู้ถือหุ้นไม่ได้รับเอกสารที่ส่งทางไปรษณีย์ หรือทำเอกสารหาย

ล่าสุด TSD ได้ปรับปรุง TSD Counter Services โฉมใหม่ เปิดให้บริการตั้งแต่ 3 มี.ค.68 โดยเพิ่มช่องบริการให้มากขึ้น กว้างขวาง เป็นสัดส่วนเพื่อความเป็นส่วนตัว สร้างความมั่นใจในการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ของผู้ถือหุ้น รวมทั้งรองรับผู้สูงอายุและผู้ใช้บริการที่มีรถเข็นวีลแชร์อีกด้วย

โดย TSD Counter Services โฉมใหม่ จะสามารถรองรับจำนวนผู้ถือหุ้นที่ใช้บริการเพิ่มขึ้นได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ภายในปีหน้า 2569 TSD จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลยืนยันตัวตนด้วย Biometrics มาให้บริการ ช่วยเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

นอกจากเคาน์เตอร์เซอร์วิสที่ให้บริการฝาก ถอน โอนใบหุ้น และออกใบหุ้นใหม่/เช็คใหม่ TSD ยังมีบริการธุรกรรมระบบดิจิทัล ผ่าน Investor Portal อีกหนึ่งช่องทางที่ www.set.or.th/th/tsd/services/investors/e-services/investor-portal เช่น แก้ไขข้อมูลในฐานทะเบียนผู้ถือหุ้น สมัครหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูล e-Dividend, ตรวจสอบยอดหุ้น, เงินปันผล, ยื่นภาษีกับสรรพากรได้สะดวกรวดเร็ว โดยดาวน์โหลดและส่งไฟล์ข้อมูลภาษีผ่านออนไลน์เป็นต้น

ผู้ถือหุ้นที่ต้องการใช้บริการ TSD Counter Services เพียงนำบัตรประชาชน Smart Card ใบเดียวมาติดต่อที่ TSD Counter Services ชั้น 1 อาคาร B ตลาดหลักทรัพย์ฯและจองคิวออนไลน์ล่วงหน้าผ่าน www.set.or.th/tsdcounter ได้ 24 ชม. เปิดให้บริการวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-16.30 น. (เว้นวันหยุดตามประกาศตลาดหลักทรัพย์ฯ) สามารถตรวจสอบบริการของ TSD ได้ที่ www.set.or.th/th/tsd หรือ SET Contact Center 0-2009-9999.

“คดีกลุ่ม” ปลาหมอคางดำ ยังไม่ใช่การชี้ชัดความผิด

0

ในยุคที่ข้อมูลไหลทะลักด้วยความเร็วและโซเชียลมีเดียกลายเป็นเวทีในการแสดงความคิดเห็น ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคดีปลาหมอคางดำจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังเช่นล่าสุด เมื่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ อนุญาตให้ดำเนินคดีในรูปแบบคดีกลุ่ม  

คดีแบบกลุ่ม (Class Action) ถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องสิทธิของผู้ที่ได้รับความเสียหายในลักษณะเดียวกัน โดยเฉพาะเมื่อต้นทุนในการฟ้องร้องรายบุคคลสูงเกินกว่าที่ผู้เสียหายจะดำเนินการได้ ยกตัวอย่าง คดีปลาหมอคางดำ ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้เพิ่งมีคำสั่งอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่มได้ เท่ากับกฎหมายเปิดโอกาสให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบสามารถรวมตัวกันเพื่อต่อสู้กับองค์กรเอกชน 

หลักเกณฑ์การพิจารณาคดีแบบกลุ่มมีความซับซ้อนโดยศาลต้องพิจารณาว่า “คดีนี้เข้าเงื่อนไขของการเป็นคดีแบบกลุ่มหรือไม่” เช่น มีผู้เสียหายจำนวนมาก ได้รับความเสียหายคล้ายคลึงกันและการฟ้องแบบกลุ่มจะมีประสิทธิภาพมากกว่าการฟ้องรายบุคคล เป็นต้น ซึ่งศาลก็มีคำสั่งอนุญาตเมื่อวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา  

แต่ประเด็นที่หลายคนเข้าใจผิดคือคำว่า “ศาลรับเป็นคดีแบบกลุ่ม” ถูกตีความไปว่า “ศาลตัดสินแล้วว่าเอกชนผิด” ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างมาก  เพราะในความเป็นจริงการอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม เป็นเพียงการพิจารณาเชิงขั้นตอนว่าคดีนี้เหมาะสมจะใช้กระบวนการพิเศษนี้หรือไม่ โดยที่ยังไม่มีการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน หรือวินิจฉัยว่าใครผิดหรือถูกแต่อย่างใด ขณะเดียวกันผู้ถูกกล่าวหาก็สามารถอุทธรณ์คำสั่งศาลได้ ส่งผลให้คำสั่งศาลของศาลอุทธรณ์ยังมีความสำคัญต่อการดำเนินการคดีในอนาคต ซึ่งก็คงใช้เวลาอีกไม่น้อย 

คำถามที่ยังค้างคาใจคือ “ปลาหมอคางดำที่ระบาดอยู่นี้มีต้นทางจากเอกชนรายนี้จริงหรือไม่?” ขณะที่ปัญหาการลักลอบนำเข้าสัตว์น้ำยังเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเรื้อรังในประเทศไทย และความซับซ้อนของปัญหานี้ไม่อาจตัดสินเพียงแค่จากการวิพากษ์วิจารณ์หรือกระแสในโลกออนไลน์ได้ แต่ควรอาศัยการพิสูจน์จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ การพิสูจน์ที่มีอยู่ในศาลจะช่วยให้เราเห็นภาพชัดขึ้นในประเด็นที่คลุมเครือ

หลักฐานจึงถือเป็นหัวใจของคดี ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยต้องนำหลักฐานมาพิสูจน์ในศาล ในขณะที่ผู้ติดตามข่าวสารจึงควรอดใจรอผลการพิสูจน์ตามกระบวนการยุติธรรมก่อนที่จะตัดสินเสียเอง การพิจารณาหลักฐานควรตั้งอยู่บนความเป็นจริงและหลักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เพียงแค่ความรู้สึกหรือความคิดเห็นส่วนตัว

ความท้าทายของทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยที่จะพิสูจน์ความเชื่อมโยงทางวิทยาศาสตร์ระหว่างการดำเนินการของบริษัทกับความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น ควรอาศัยการตรวจสอบดีเอ็นเอ การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม และการพิจารณาที่เกี่ยวข้องกับนิเวศวิทยา นอกจากนี้เราต้องระลึกว่าความแม่นยำและความโปร่งใสในการศึกษาทางวิทยาศาสตร์นั้นสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด

ความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นเมื่อมีการชี้นำจากกระแสต่างๆ จะนำไปสู่อคติและลดทอนความไม่เป็นธรรมในสังคม ดังนั้น ในฐานะผู้ที่ติดตามข้อมูลข่าวสารของคดีนี้ทุกคนไม่ควรด่วนสรุป แต่ควรรอให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปจนถึงที่สุด และควรเข้าใจว่าเส้นทางสู่ความจริงเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา.

“หลวงพ่อเงินพิมพ์นิยม องค์นางเลิ้ง”

0

ตามรอยเซียน โดย เจี๊ยบ บางกรวย

อาทิตย์ก่อนเฮียเชียรเจ้าของร้านบะหมี่รุ่งเรืองนางเลิ้ง ส่งหลวงพ่อเงินมาในไลน์ ถ้าแท้ลงให้หน่อยนะ เซียนเจี๊ยบดูแล้วแท้เลย หลวงพ่อเงินพิมพ์นิยมเอ แท้นะเฮียเลยเอามาให้เพื่อนๆชม
เฮียเชียรเล่าแกเอาหลวงปู่ทวดพิมพ์ใหญ่ไหล่จุด 2497 แลกไป ชอบหลวงพ่อเงินมากกว่า ค้าขายดี จะได้เฮงรวยปัง เฮียเชียรว่า เราก็ดูร้านแกขายดีมาก มีเงินเยอะตามความเชื่อศรัทธาที่มีต่อหลวงพ่อเงิน แต่จริงๆแล้วบะหมี่ไข่แกอร่อยเส้นเล็กเหนียวนุ่ม ข้าวขาหมู ข้าวหมูแดงหมูกรอบก็อร่อยรสเยี่ยมเลย ก๋วยเตี๋ยวเป็ด ปอเปียะ ก๋วยเตี๊ยวหลอด แกใจดีขายถูกให้เยอะ เจ้าเก่าแก่นางเลิ้ง ออกไปหลายรายการดังๆ นายกหลายท่านก็ไปกิน ลูกค้าเยอะ

ยิ่งมีหลวงพ่อเงินด้วยรวยแล้วยิ่งรวยกันเข้าไปใหญ่
มาดูหลวงพ่อเงินพิมพ์นิยม”องค์นางเลิ้ง”ของเฮียเชียรร้านบะหมี่รุ่งเรือง องค์นี้ขี้เบ้าอยู่เต็ม เนื้อออกเหลืองแกมน้ำตาล เกร็ดกระดี่ขึ้น เป็นตัวชี้ในการดูหลวงพ่อเงินว่าเก่าแท้ โลหะหลอมละลายไม่เท่ากัน เห็นเม็ดตาและฟัน แจ่มมากเก่าธรรมชาติ มีตำหนินิดเดียวตรงปากติดไม่เต็ม แต่ทำให้ดูง่าย แท้ตาเปล่า หลังเหยี่วย่น คราบขี้เป้าน้ำตาลดำ เกาะตามซอกแขนองค์พระหน้าหลัง แบบนี้จำไว้เลย หลวงพ่อเงินวัดบางคลาน โลหะร้อยปียังงัยก็ต้องมีเหยี่วย่นนะ ถ้าเจอแบบนี้อย่าปล่อยให้หลุดมือนะจ๊ะ
หาหลวงพ่อเงิน มาใช้กันนะ จะได้มีเงิน รวยรวย เฮงเฮงเหมือนเฮียเชียรบะหมี่รุ่งเรืองนางเลิ้ง

ปลาหมอคางดำยังควบคุมได้ กรมประมงยังคงดำเนินการป้องกันอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง

0

สถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในประเทศไทยได้รับการยืนยันจากกรมประมงในทุกจังหวัดสามารถควบคุมได้ ปริมาณประชากรปลาหมอคางดำมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากการดำเนินมาตรการจัดการปัญหาที่แสดงถึงความเป็นจริงจังและมุ่งผลเป็นรูปธรรม โดยกรมประมงยังคงดำเนินงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง

ในปีนี้ กรมประมงได้เน้นการใช้ปลานักล่าช่วยลดจำนวนปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำ พร้อมทั้งส่งเสริมการแปรรูปปลาเพื่อเพิ่มมูลค่าและช่วยเกษตรกรในการกำจัดปลาในบ่อเพาะเลี้ยง ซึ่งจะส่งผลดีต่อการฟื้นฟูระบบนิเวศและคืนความหลากหลายทางชีวภาพให้แก่ชุมชน

ข้อมูลจากอธิบดีกรมประมง ยืนยันว่าจากการร่วมมือของหน่วยงานรัฐบาล ภาคเอกชน และประชาชนอย่างจริงจังในการกำจัดปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำ ส่งผลให้พบว่าปริมาณปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยพื้นที่การระบาดลดลงจาก 19 จังหวัดเหลือเพียง 17 จังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดปราจีนบุรีและพัทลุงที่แทบไม่พบปลาเลย

ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2568 ที่ผ่านมา สำนักงานประมงในจังหวัดที่พบการระบาดของปลาหมอคางดำ และจังหวัดที่อยู่ใกล้เคียงได้ดำเนินการตาม 7 มาตรการหลัก พร้อมบูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงานเพื่อให้การจัดการปัญหาครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการกำจัดปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำ และการใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะ โครงการผลิตน้ำหมักชีวภาพเพื่อเกษตรกรชาวสวนยาง ยังถือเป็นแรงเสริมที่ช่วยให้การกำจัดปลาหมอคางดำมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โครงการแปรรูปปลาหมอคางดำเป็นอาหาร เพิ่มมูลค่าปลาเป็นสินค้าชุมชน ตลอดจนการปล่อยปลานักล่าพื้นถิ่น เช่น ปลาอีกงและปลากะพงขาว เพื่อช่วยกำจัดปลาหมอคางดำขนาดเล็กและป้องกันการแพร่ระบาด และเพิ่มความหลากหลายให้กับระบบนิเวศ ช่วยให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ กรมประมงยังให้ความสำคัญและสนับสนุนให้ความช่วยเหลือเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในระบบเปิด ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการ “สิบหยิบหนึ่ง” “กองทุนกากชา” และ “กองทุนปลากะพง” เป็นต้น ซึ่งมีส่วนช่วยให้เกษตรกรลดค่าใช้จ่ายและต้นทุนในการจัดการปลาหมอคางดำอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับจังหวัดที่อยู่ใกล้เคียงกับจังหวัดที่พบปลาหมอคางดำ อย่างจังหวัดตราด จังหวัดพัทลุงแม้ยังไม่พบการระบาดของปลาหมอคางดำ แต่มีการสำรวจสม่ำเสมอเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เพียงช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับคืนสู่สภาพที่สมดุล แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสให้กับชุมชนและเกษตรกร.