Home Blog Page 515

กทม.ขู่ปิดสวนสาธารณะ หลังพบคนจำนวนมากไม่ให้ความร่วมมือ ไม่ใส่หน้ากากอนามัย ไม่เว้นระยะห่าง

0

นางศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) กรุงเทพมหานคร (ศบค.กทม.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมว่า จากรายงานของคณะทำงานด้านการประสานงานการดูแลความสงบเรียบร้อย พบว่า ประชาชนจำนวนไม่น้อย กว่า 80% ที่ใช้บริการสวนสาธารณะของกรุงเทพมหานคร ละเลยไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของมาตรการผ่อนปรนการใช้สวนสาธารณะ ซึ่งกรุงเทพมหานครได้ติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์ข้อกำหนดการเข้าใช้สวนทั้งบริเวณทางเข้า และบริเวณทั่วไปภายในสวน ตลอดจนประชาสัมพันธ์เสียงตามสายภายในสวนให้ผู้ใช้บริการปฏิบัติตามข้อกำหนด

ศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร

พบว่า ผู้มาใช้บริการสวนสาธารณะ ไม่สวมหน้ากากอนามัยระหว่างที่อยู่ในสวน ไม่เว้นระยะห่างระหว่างบุคคล (Physical Distancing) ระหว่างการออกกำลังกายหรือนั่งพักผ่อน ออกกำลังกายแบบเป็นกลุ่ม บางส่วนนั่งจับกลุ่มพูดคุย รับประทานอาหาร บางส่วนใช้อุปกรณ์ออกกำลังกายแม้จะมีการปิดกั้นพื้นที่ดังกล่าว โดยไม่เชื่อฟังและปฏิบัติตามที่เจ้าหน้าที่ประจำสวนสาธารณะแจ้งเตือน  

กทม. จึงมอบหมายให้สำนักเทศกิจ สำนักงานเขตจัดเจ้าหน้าที่เทศกิจตรวจตราอย่างเข้มข้น หากตรวจพบบุคคลที่ไม่สวมหน้ากากอนามัย หรือไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด ให้เชิญบุคคลดังกล่าวออกนอกพื้นที่สวน ทั้งนี้หากปรากฎว่าประชาชนยังคงไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดหรือคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ กรุงเทพมหานครอาจปิดสวนสาธารณะ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 รอบใหม่ ซึ่งจะทำให้การควบคุมการแพร่ระบาดและการรักษาผู้ป่วยเป็นไปด้วยความยากลำบากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ขอบคุณ ภาพประกอบจากเว็บไซต์ สำนักงานประชาสัมพันธ์ กรุงเทพมหานคร

กรมบัญชีกลางแจง ขรก.ติดคุก/ล้มละลาย ยังได้รับบำนาญต่อ

0

นางสาววิลาวรรณ พยาน้อย รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อออนไลน์เกี่ยวกับบำเหน็จบำนาญ กรณีถูกศาลสั่งจำคุกหรือล้มละลาย ว่าจะยังคงได้รับบำนาญต่อไปหรือไม่

กรมบัญชีกลางขอชี้แจงว่า ผู้รับบำนาญที่ถูกศาลพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ในหรือหลังวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2551 จะยังคงได้รับบำนาญต่อไปได้ เนื่องจาก ในปี พ.ศ. 2551 กระทรวงการคลังได้ออกพระราชบัญญัติบําเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 25) พ.ศ. 2551 และให้ยกเลิกมาตรา 52 ของพรบ.เดิมที่ บัญญัติให้ผู้รับบำนาญที่กระทำความผิดถึงต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาโทษจำคุก เว้นแต่ความผิดในลักษณะลหุโทษ หรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท และผู้รับบำนาญที่เป็นบุคคลล้มละลายทุจริต จะหมดสิทธิรับบำนาญตั้งแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด

ทั้งนี้ มีเหตุผลสำคัญ 3 ข้อ ได้แก่
1) บำนาญ เป็นเงินที่ตอบแทนความชอบที่ได้รับราชการมา ความชอบดังกล่าวเป็นสิ่งที่ผู้รับบำนาญได้สั่งสมมาตลอดชีวิตการรับราชการ แม้ผู้รับบำนาญจะได้กระทำผิดกฎหมายจนต้องได้รับโทษถึงจำคุกหรือเป็นบุคคลล้มละลายทุจริตในภายหลัง ก็ไม่ได้กระทบต่อความดีความชอบที่ผู้รับบำนาญได้กระทำไว้ในอดีต การนำเอาความผิดที่ได้กระทำในวันนี้ ไปลบล้างความชอบที่ได้กระทำลงไปแล้วจึงไม่ถูกต้อง ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการรับบำเหน็จ ซึ่งเป็นเงินที่จ่ายเพื่อตอบแทนความชอบที่ได้รับราชการมาเช่นกัน เมื่อผู้รับบำเหน็จได้รับโทษจำคุกหรือเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต ก็มิได้มีการเรียกเงินบำเหน็จที่ได้รับไปแล้วคืนแต่ประการใด
2) ผู้รับบำนาญ มีเงินบำนาญที่ได้รับจากรัฐบาลทุกเดือนเป็นรายได้เพียงประการเดียว การที่ผู้รับบำนาญถูกงดบำนาญเพราะเหตุถูกจำคุก ภายหลังเมื่อผู้รับบำนาญพ้นโทษก็จะกลายเป็นบุคคลผู้ไม่มีรายได้ ซึ่งรัฐบาลก็ต้องจัดสรรงบประมาณในการสงเคราะห์ดูแลเช่นเดิม
3) ผู้รับบำนาญที่เสียสิทธิในการได้รับบำนาญเมื่อถึงแก่ความตาย ทายาทจะไม่มีสิทธิในการขอรับบำเหน็จตกทอด ทั้งที่ทายาทมิได้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดด้วย

“สิงห์อาสาสู้ภัยแล้ง” ช่วยสร้างงานให้คนไทย โครงการดีของบุญรอดฯ

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น และ นายฌานนท์ โปษยะจินดา ผู้บริหาร บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด พร้อมด้วยผู้บริหาร และหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำชุมชน ร่วมกันเปิดโครงการ “สิงห์อาสาสู้ภัยแล้ง” เป็นที่แรก ที่หมู่ 9 บ้านโนนสวรรค์ใหม่ ต.ภูเหล็ก ที่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้ง และมีประชาชนในหมู่บ้านได้รับผลกระทบจากวิกฤตสถานการณ์ โควิด – 19

นายฌานนท์ โปษยะจินดา ผู้บริหาร บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ กล่าวว่า บริษัทจัดกิจกรรมสิงห์อาสาเป็นประจำอยู่แล้ว เพื่อช่วยบรรเทาทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม หรือภัยพิบัติต่างๆที่เกิดขึ้น และในปีนี้มีทั้งโควิด19 เข้ามา บริษัทได้ใช้งบประมาณบรรเทาความเดือดร้อนผ่านบริษัทในเครือทั้งหมด ทั้งในส่วนของผู้บริหาร พนักงาน ตัวแทนจำหน่ายและคู่ค้า มูลค่ารวม 150 ล้านบาท และยังได้เตรียมงบประมาณเพิ่มเติมอีก 50 ล้านบาท กับนโยบายเร่งจ้างงานสร้างอาชีพ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ผ่านโครงการสิงห์อาสาทั่วประเทศ จ้างงานสร้างอาชีพ และช่วยเหลือประชาชนในชุมชนที่ตกงาน

สำหรับโครงการสิงห์อาสาสู้ภัยแล้ง ที่จ.ขอนแก่นนี้ สามารถจ้างงานชาวบ้านในพื้นที่กว่า 100 คน จากประชากรในหมู่บ้าน 146 ครัวเรือน ทำการติดตั้งแทงค์น้ำดื่มขนาดใหญ่เพื่อบริการกับชาวบ้านที่เดือดร้อนในชุมชน และขุดบ่อน้ำเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ทำการเกษตรและใช้ในครัวเรือน เป็นการสำรองน้ำไว้ยามขาดแคลนจากภาวะภัยแล้ง รวมถึงแจกจ่ายน้ำดื่มให้กับประชาชนในหมู่บ้าน ซึ่งชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการ จะได้รับเบี้ยเลี้ยงคนละ 200 บาท น้ำดื่มสิงห์ ข้าวสารตราพันดี หลังจากนี้จะกระจายโครงการไปยังพื้นที่ได้รับผลกระทบจากภาวะภัยแล้งในจังหวัดอื่นๆ ของภาคอีสานต่อไป

โครงการ “สิงห์อาสาสู้ภัยแล้ง” จะกระจายไปยังพื้นที่ประสบภัยแล้ง ทั้ง 20 จังหวัดในภาคอีสาน โดยมีเครือข่ายนักศึกษาสิงห์อาสาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 16 สถาบัน ร่วมกันเฝ้าระวัง และดูแลพื้นที่สถานการณ์วิกฤตภัยแล้งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน, มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี, มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด, มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์, มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์, มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ,มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี, มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา, มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร,มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน, มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

ทั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายการช่วยเหลือทั้งในเรื่องปากท้องและการสร้างอาชีพแก่พี่น้องประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เพื่อให้มีรายได้เลี้ยงครอบครัวของบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ผ่านโครงการสิงห์อาสาทั่วประเทศ ทั้งโครงการระยะสั้นและโครงการระยะยาวเพื่อให้เกิดความยั่งยืน ประกอบด้วยโครงการสิงห์อาสาสู้ไฟป่า โครงการสิงห์อาสาสู้ภัยแล้ง และ โครงการสิงห์อาสาสู้น้ำท่วม

ยอดจ้างงานชลประทาน 50% แล้ว รับเพิ่มได้อีก 4.4 หมื่นคน

0
ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงความก้าวหน้าโครงการจ้างแรงงานชลประทาน    เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งและโรคระบาดไวรัสโควิด 19 ว่า กรมชลประทาน      ได้ดำเนินโครงการจ้างแรงงาน ตามนโยบายช่วยเหลือของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งและการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 จนถึงขณะนี้            ทั่วประเทศมีผู้สนใจเข้าร่วมจ้างแรงงานแล้ว 44,464 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 50 ของแผนฯ ยังสามารถจ้างแรงงานได้อีกประมาณ 44,000 คน ให้ครบตามเป้าที่กำหนดไว้ 88,838 คน

โดยมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาจ้างแรงงาน ดังนี้

  • เป็นเกษตรกรหรือเป็นสมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำของกรมชลประทาน
  • ประชาชน และผู้ใช้แรงงานทั่วไป ในพื้นที่ดำเนินโครงการฯ

หากแรงงานที่ต้องการในพื้นที่เป้าหมายมีไม่เพียงพอ จะพิจารณาจ้างแรงงานในพื้นที่ใกล้เคียงจากหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และลุ่มน้ำ ตามลำดับ  กรมชลประทาน จึงขอเชิญชวนเกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจ เข้าร่วมสมัครรับจ้างแรงงานชลประทาน โดยสามารถติดต่อสอบถามหรือสมัครได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางสายด่วนกรมชลประทาน หมายเลข 1460 ชลประทานบริการประชาชน

ช็อปปิ้งไม่เหมือนเดิม เช็กอินก่อนเข้าห้าง คัดกรองคน ชูสังคมไร้สัมผัส

0

นางสาววรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า เดอะมอลล์กรุ๊ป เตรียมพร้อมสำหรับการเปิดศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าที่จะมีขึ้นเร็วๆ นี้ ทั้งนี้ ชีวิตวิถีใหม่ของธุรกิจค้าปลีกห้างสรรพสินค้าจะเปลี่ยนรูปแบบไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะมาตรการด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยที่เข้มงวด เพื่อให้คนไทยกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ

มาตรการขั้นสูงสุดดำเนินการในทุกมิติ ประกอบด้วย สำหรับลูกค้า 5 มาตรการหลัก 34 มาตรการย่อย และสำหรับกลุ่มธุรกิจ 6 มาตรการเสริม 66 มาตรการย่อย รวม 100 มาตรการ โดยกลยุทธ์สำคัญคือการสร้าง สังคมไร้สัมผัส (TMG TOUCHLESS SOCIETY) ถือเป็นประสบการณ์ช้อปปิ้งและไลฟ์สไตล์รูปแบบใหมตั้งแต่การขับรถเข้าในที่จอดรถ ไปถึงขั้นตอนการชำระเงินซื้อสินค้าและบริการ

ทั้งนี้ ลูกค้าทุกคนจะต้อง เช็กอิน เพื่อเข้าไปศูนย์ ทำได้ 3 รูปแบบ คือ

  1. ดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น MCARD ซึ่งปัจจุบันมีระบบกว่า 7 แสนราย ลูกค้าสามารถ เช็กอินมาจากที่บ้านได้ แสดงแอปให้เจ้าที่หน้าที่และผ่านเข้าประตูได้เลยไม่ต้องรอคิวหน้าศูนย์
  2. การเช็กอินผ่านการสแกนคิวอาร์โค้ดและแอปพลิเคชั่นไลน์
  3. กรอกแบบฟอร์มหน้าศูนย์

ช่วงแรกประเมินว่าลูกค้าจะมาใช้บริการ ลดลงกว่าปกติ 30-40% โดยพฤติกรรมการซื้อสินค้าหลังวิกฤตโควิดได้เปลี่ยนแปลงไป ผู้บริโภคจะซื้อสินค้าที่มีความจำเป็นมากกว่ากว่าการซื้อตามอารมณ์ ซึ่งจะเป็นสินค้าใช้ในครัวและใช้ในบ้านยอดขายขึ้นท็อป 5 ซึ่งปกติจะมีสัดส่วนการขายเพียง 5-10% เท่านั้น และพฤติกรรมการช้อปจะมีความรวดเร็วขึ้น มีการวางแผนล่วงหน้ามาจากบ้าน

สำหรับการปิดศูนย์การค้าไปตั้งแต่วันที่ 22 มี.ค.ที่ผ่านมา ยอดขายรวมหายไปถึง 70-80% เพราะเปิดบริการเพียงซูเปอร์มาร์เก็ตและช้อปออนไลน์

นายเกรียงศักดิ์ ตันติพิภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดิ เอ็มโพเรี่ยม กรุ๊ป และกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ตลาดค้าปลีกปีนี้ จะหดตัวลง 14% หรือคิดเป็นเม็ดเงินที่หายไป 5 แสนล้านบาท จากมูลค่าตลาดค้าปลีกปี 62 ประมาณ 3.5 ล้านล้านบาท  โดยมีผลกระทบจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ จำนวนนักท่องเที่ยวที่หดตัวลง, กำลังซื้อที่ลดลง และสต๊อกสินค้าที่ขาดแคลน อาทิ สินค้านำเข้าจากจีน และกำลังการผลิตที่หดตัวลง

เดอะมอลล์กรุ๊ปได้วางแผนธุรกิจเดินหน้าไปพร้อมชีวิตวิถีใหม่ซึ่งก้าวสู่ดิจิทัลอย่างเต็มตัว แต่รูปแบบของศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้ายังคงเป็นหลักอยู่ และจะทำให้แม้การช้อปออนไลน์จะเติบโตสูงมากแต่ยังถือว่าเป็นสัดส่วนน้อย โดยกลยุทธ์ต่อไปจะพิจารณาตาม 3 ประเด็นหลัก คือการเข้มงวดในการดูแลสุขภาพ, การเว้นระยะห่างทางสังคม และการทำงานจากที่บ้าน ซึ่งทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง

“หลังศูนย์การค้ากลับมาเปิด จะเห็นภาพรูปแบบใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง พื้นที่ศูนย์การค้าจะลดลงเหลือเพียง 50% หรือหากบริหารดีๆ อาจจะได้ 70% เพราะต้องเข้มงวดในมาตรการรักษาระยะห่างหรือ social distancing และมาตรการที่เข้มงวดที่นำมาใช้เพื่อความมั่นใจให้กับลูกค้าให้มากที่สุด”

ห่วงสถานการณ์น้ำ ฝนตกแต่น้ำในอ่างเก็บน้ำยังน้อย วอนทุกฝ่ายประหยัดน้ำ อย่าประมาท

0

สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ ยังคงมีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย และยังคงส่งน้ำตามแผนการจัดสรรน้ำฤดูฝน เพื่อสนับสนุนน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศ แม้ว่าในระยะนี้จะมีฝนตกลงมาบ้าง  แต่ปริมาณน้ำที่ไหลลงอ่างฯ ยังมีไม่มากนัก

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะโฆษกกรมชลประทาน กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และกลางทั่วประเทศ ปัจจุบัน(12 พ.ค. 63) มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกันประมาณ 34,472 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 45 ของความจุ เป็นน้ำใช้การได้ประมาณ 10,802 ล้าน ลบ.ม. สามารถรับน้ำได้อีกกว่า 40,000 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 8,380 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 34 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันประมาณ 1,684 ล้าน ลบ.ม.

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

ด้านผลการจัดสรรน้ำฤดูฝนทั้งประเทศ ปัจจุบัน มีการใช้น้ำไปแล้ว 1,056 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 9 ของแผนจัดสรรน้ำฯ เฉพาะในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการใช้น้ำไปแล้ว 347 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 11 ของแผนจัดสรรน้ำฯที่วางไว้ สำหรับสถานการณ์ฝนที่ตกจากอิทธิพลของพายุฤดูร้อนในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 35 แห่ง ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 – 11 พฤษภาคม 2563 รวมประมาณ 234 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยาในช่วงวันเดียวกัน มีน้ำไหลลงอ่างฯรวมกันประมาณ 47 ล้าน ลบ.ม. แม้ว่ายังอยู่ในเกณฑ์น้อย แต่มีแนวโน้มที่ดีขึ้น ทั้งนี้ อ่างเก็บน้ำส่วนใหญ่มีน้ำต้นทุนน้อย จะมีพื้นที่เพียงพอที่จะรองรับปริมาณน้ำได้อีกมากตลอดในช่วงฤดูฝนนี้

เขื่อนแควน้อย

กรมชลประทาน ได้ให้โครงการชลประทานทุกพื้นที่ บริหารจัดการน้ำในแต่ละพื้นที่ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ พร้อมทั้งจัดเตรียมเครื่องจักร-เครื่องมือ ให้สามารถพร้อมใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดเวลา รวมไปถึงให้เร่งกำจัดวัชพืชไม่ให้กีดขวางทางน้ำ การตรวจสอบระบบและอาคารชลประทาน ให้สามารถรองรับสถานการณ์น้ำได้อย่างเต็มศักยภาพ นอกจากนี้ ยังบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานในท้องที่ ประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำ ให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง เพื่อให้ทุกพื้นที่พร้อมรับกับสถานการณ์น้ำที่อาจเกิดขึ้นไม่ว่าจะภัยแล้งหรืออุทกภัย และขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายให้ร่วมใจกันประหยัดน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงต่อปัญหาขาดแคลนน้ำที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต

เขื่อนสิริกิติ์

ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัส ยันโควิด-19 ไม่ติดต่อหมู ไก่ เป็ด

0

แนะเตรียมรับมือหน้าฝน เพราะโรคระบบทางเดินหายใจระบาดได้ง่ายกว่าหน้าร้อน

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ปกติเชื้อโคโรน่าไวรัสสามารถพบได้ในสัตว์ทุกชนิด ส่วนเชื้อโคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ที่เกิดโรคในคน หรือ โควิด 19 นั้น จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ในจีน พบว่าเชื้อนี้ติดต่อได้ในสัตว์ตระกูล Feline เช่น แมวและเสือ เป็นต้น สำหรับสัตว์เศรษฐกิจ เช่น หมู ไก่และเป็ด งานวิจัยพบว่าจะไม่สามารถติดโรคโควิด 19 ได้อย่างแน่นอน นอกจากนี้โรคโควิด 19 ที่แพร่จากคนไปสู่สัตว์เลี้ยงยังไม่พบหลักฐานว่าเชื้อโรคชนิดนี้แพร่กลับมาสู่คนได้

“งานวิจัยชี้ชัดว่าไวรัสตัวนี้ไม่ติดใน หมู ไก่ เป็ด หรือปศุสัตว์อื่นๆ ประชาชนจึงสบายใจได้ในการบริโภคเนื้อสัตว์เหล่านี้ แต่อยากเน้นต้องปรุงอาหารให้สุก สะอาด และไม่แนะนำให้ทานอาหารดิบๆ สุกๆ เด็ดขาดในช่วงนี้ การทานอาหารที่สุกความร้อนสามารถฆ่าเชื้อโรคได้ทุกชนิดรวมทั้งโควิด19 ”

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหาร ควรมีมาตรการป้องกันโรคที่เข้มงวดและแนวทางปฏิบัติด้านสุขอนามัยส่วนบุคคลที่เคร่งครัดโดยเฉพาะมาตรการดูแลตัวเองและการควบคุมอนามัยส่วนบุคคล ความสะอาด การล้างมือ การใส่หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันฝอยละอองที่เกิดจาการไอหรือจามปนเปื้อนไปกับอาหาร และหากผู้ปฏิบัติงานมีอาการป่วยและมีไข้ ควรหยุดการปฏิบัติงานในทันที

และว่า ในโรงงานชำแหละและแปรรูปสัตว์ หากพบผู้ป่วยติดเชื้อในไลน์การผลิต ต้องหาผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย เพื่อกักตัวและะเฝ้าระวังอาการเป็นเวลา 14 วัน และให้หยุดสายการผลิตบริเวณที่ผู้ป่วยติดเชื้อปฏิบัติงานเป็นเวลา 1 วัน เพื่อทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ โดยไม่จำเป็นต้องปิดสายการผลิตทั้งโรงงาน และการฆ่าเชื้อจะใช้น้ำยาฆ่าเชื้อที่มีสารประกอบคลอรีนหรือแอลกอฮอลล์ ซึ่งสามารถฆ่าเชื้อไวรัสโควิด 19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การฆ่าเชื้อจะช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อโรคนี้แพร่กระจายไปสู่เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ

ในสายการผลิตควรเตรียมแผนปฏิบัติการไว้ล่วงหน้ากรณีเกิดการระบาดของโรคโควิด 19 ผู้ปฏิบัติงานในแต่ละกะการทำงาน ควรแบ่งแยกกันอย่างชัดเจน เพราะหลังปิดไลน์การผลิตทำความสะอาดและฆ่าเชื้อแล้วต้องมีทีมงานกลุ่มใหม่เข้าไปทำงานแทนทันทีเพราะไม่สามารถปิดโรงงานได้ 14 วัน

จากการทำวิจัยระยะเวลาสิบกว่าปีในไทย พบว่าโรคในระบบทางเดินหายใจ จะแพร่ระบาดได้ง่ายช่วงฤดูฝนมากกว่าฤดูร้อน ดังนั้นในฤดูฝนระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมนี้ ประเทศไทยต้องเตรียมตั้งรับแบบเข้มแข็งกว่าปกติ เพราะหากพบผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ การวินิจฉัยโรคจะค่อนข้างยุ่งยากกว่าปกติ จำเป็นต้องตรวจโรคมากขึ้นเพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยติดเชื้อโควิด 19 หรือติดเชื้อไข้หวัดธรรมดา ดังนั้นปีนี้ไทยจำเป็นต้องระวังมากกว่าทุกปี ศ.นพ.ยง กล่าว

เร่งพัฒนายาฟาวิพิราเวียร์ รักษาโควิด-19 คาดเสร็จปลายปี 64

0

ดร.ภญ.นันทกาญจน์ สุวรรณปิฎกกุล ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ องค์การเภสัชกรรม (อภ.) เปิดเผยว่า อภ.ได้วิจัยและพัฒนา ยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) มาตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม 2563 โดยได้มีการวางแผนบริหารจัดการเพื่อให้มียาฟาวิพิราเวียร์ มีเพียงพอต่อความต้องการรองรับการรักษาผู้ป่วยภายในประเทศอย่างยั่งยืนทั้งในภาวะวิกฤติและระยะยาวในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาเม็ดฟาวิพิราเวียร์ ซึ่งดำเนินการคู่ขนานกับการนำเข้านั้น ได้มีการจัดหาวัตถุดิบเพื่อใช้พัฒนาและผลิตยาเม็ดฟาวิพิราเวียร์ ได้เองภายในประเทศ สามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยคัดเลือกแหล่งวัตถุดิบที่มีคุณภาพมาตรฐานจากประเทศจีน

ขณะนี้ได้จัดซื้อตัวอย่างวัตถุดิบมาเพื่อทดลองผลิตในเบื้องต้นและอยู่ระหว่างการสั่งซื้อวัตถุดิบในปริมาณที่มากขึ้น เพื่อนำมาพัฒนาสูตรตำรับ และขยายขนาดการผลิต ตลอดจนศึกษาความคงสภาพ และศึกษาประสิทธิผลทางชีวสมมูล (Bioequivalence study) เพื่อศึกษาระดับยาในเลือดเทียบกับยาต้นแบบต่อไป คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี จะมีข้อมูลพร้อมยื่นขึ้นทะเบียน


การดำเนินการด้านวิจัยพัฒนาการสังเคราะห์วัตถุดิบยาฟาวิพิราเวียร์ ได้ร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดำเนินการในกระบวนการสังเคราะห์วัตถุดิบ โดยอภ.สนับสนุนทุนวิจัยแก่ สวทช. จำนวน 4.28 ล้านบาท สำหรับดำเนินการในกระบวนการสังเคราะห์วัตถุดิบระดับห้องปฏิบัติการ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 3 – 6 เดือน จากนั้น อภ.นำมาขยายขนาดการสังเคราะห์สู่ระดับกึ่งอุตสาหกรรมคาดว่าจะสามารถเริ่มผลิตวัตถุดิบในระดับกึ่งอุตสาหกรรมได้ ในเดือน มิถุนายน 2564

ดร.ภญ.นันทกาญจน์ กล่าวว่า ในส่วนของสิทธิบัตรยานั้น บริษัท FujiFilm Toyama Chemical Co.,Ltd. ประเทศญี่ปุ่น ได้มายื่นคำขอสิทธิบัตรด้านการผลิตเม็ดยา favipiravir ที่ประเทศไทยในปี พ.ศ.2553 แต่ปัจจุบันยังเป็นเพียงคำขอสิทธิบัตรเท่านั้น หากยาดังกล่าวได้รับสิทธิบัตร จะได้ระยะเวลาคุ้มครอง 20 ปี โดยนับย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ยื่นคำขอสิทธิบัตรในไทย อย่างไรก็ตามการพัฒนาสูตรภายในประเทศสามารถทำได้โดยไม่ถูกฟ้องร้อง แต่หากผลิตจำหน่ายในท้องตลาด อาจโดนฟ้องเพราะละเมิดสิทธิบัตรได้ ดังนั้น อาจต้องเตรียมการเจรจาทำ Voluntary Licensing หรือ การอนุญาตให้ใช้สิทธิกับบริษัทเจ้าของสิทธิบัตร เพื่อให้อภ.สามารถผลิตและจำหน่ายได้ต่อไป

กรมชลฯ สั่งทุกโครงการพร้อมรับมือฝนตกหนักจากพายุฤดูร้อน

0

กรมชลประทาน สั่งทุกโครงการชลประทานทั่วประเทศเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด หลังกรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศแจ้งเตือนพายุฤดูร้อนตอนบนประเทศไทย ส่งผลฝนฟ้าคะนองในระยะนี้

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานสั่งการให้โครงการชลประทานทั่วประเทศ ให้พร้อมเฝ้าระวังติดตามสภาพอากาศ และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำ โดยให้บุคลากรประจำอยู่ในพื้นที่ เพื่อสามารถเข้าไปดำเนินการช่วยเหลือประชาชนได้ทันที และได้เน้นย้ำให้บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำและน้ำท่า ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละช่วงเวลา หลังจากที่กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกประกาศเตือน เรื่อง “พายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบน” ในช่วงวันที่ 11-13 พฤษภาคม 2563 บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง กับมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ รวมถึงฟ้าผ่าที่อาจจะเกิดขึ้นได้

ทั้งนี้ หากมีฝนตกลงมาในบริเวณเหนืออ่างเก็บน้ำ ย่อมจะส่งผลดีในการเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกัก รวมทั้งปริมาณน้ำท่าในแม่น้ำสายหลักต่างๆด้วย ทำให้มีปริมาณน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้น สำหรับใช้ในการอุปโภคบริโภค รวมไปถึงเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่การเกษตร การรักษาระบบนิเวศ และการผลักดันค่าความเค็มด้วย อย่างไรก็ตาม จะต้องบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำในให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมอย่างเคร่งครัดและปรับการระบายน้ำให้เหมาะสมสอดคล้องกับฝนที่ตกลงมา โดยไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายอ่าง

นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้โครงการชลประทาน ตรวจสอบอาคารชลประทานทุกแห่ง ให้สามารถใช้งานได้เต็มศักยภาพ รวมทั้งการกำจัดวัชพืชไม่ให้กีดขวางทางน้ำ  การติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ ให้เป็นไปตามเกณฑ์การเก็บกัก ที่สำคัญได้เน้นย้ำให้มีการแจ้งเตือนและประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ให้ประชาชนทราบอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม-   น้ำล้นตลิ่ง อีกทั้ง ยังให้จัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ ประจำไว้ในพื้นที่แล้ว หากต้องการความช่วยเหลือสามารถติดต่อได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทร.สายด่วนกรมชลประทาน 1460 ได้ตลอดเวลา

5 มาตรการบริหารน้ำช่วงหน้าฝน วอนปลูกข้าวนาปีให้รอประกาศอุตุฯ

0

กรมชลประทานวาง 5 มาตรการบริหารน้ำฤดูฝน พร้อมจัดสรรน้ำปลูกข้าวนาปี 16.79 ล้านไร่  วอนรอฟังกรมอุตุฯ ส่งสัญญาณเข้าฤดูฝน จึงเริ่มเพาะปลูกข้าวนาปี

 ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า มาตรการบริหารจัดการน้ำในฤดูฝนปี 2563 เพื่อให้ปริมาณน้ำมีเพียงพอสำหรับการใช้ตลอดฤดูฝนและเก็บกักไว้ใช้ในหน้าแล้งปี 2563/64 แบ่งเป็น 5 มาตรการ คือ

1. การจัดสรรน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศให้เพียงพอตลอดทั้งปี                      

2. ส่งเสริมการปลูกพืชฤดูฝนให้ใช้น้ำฝนเป็นหลักและใช้น้ำชลประทานเสริมกรณีฝนทิ้งช่วง

3. บริหารจัดการน้ำท่าให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยระบบชลประทาน

4. กักเก็บน้ำในเขื่อนให้มากที่สุด ไม่ให้ต่ำกว่าเกณฑ์เก็บกักน้ำต่ำสุด ตามช่วงเวลา เพื่อความมั่นคงด้านอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศ     

5. วางแผนป้องกันและบรรเทาอุทกภัย

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน

แผนการจัดสรรน้ำและการปลูกพืชในฤดูฝนปี 2563 กรมชลประทานได้วางแผนบริหารจัดการน้ำต้นทุนและความต้องการน้ำในการเพาะปลูกทั่วประเทศไว้ปริมาณ 31,351.50 ล้าน ลบ.ม. เพื่อเพาะปลูก 27.61 ล้านไร่ แบ่งเป็นการทำนาปี 16.79 ล้านไร่ เพาะปลูกพืชไร่พืชผัก 0.54 ล้านไร่ และพืชอื่นๆ 10.29 ล้านไร่

ทั้งนี้ เป็นการใช้น้ำในการเพาะปลูกในลุ่มเจ้าพระยา 11,664.94 ล้าน ลบ.ม. เพื่อการเพาะปลูกทั้งหมด 10.57 ล้านไร่ แบ่งเป็นการทำนาปี 8.1 ล้านไร่ เพาะปลูกพืชไร่พืชผัก 0.13 ล้านไร่ พืชอื่นๆ 2.34 ล้านไร่ และลุ่มน้ำแม่กลอง 4,768.89 ล้าน ลบ.ม. เพื่อการเพาะปลูกทั้งหมด 2.42 ล้านไร่ แบ่งเป็น การทำนาปี 0.90 ล้านไร่  เพาะปลูกพืชไร่พืชผัก 0.22 ล้านไร่ และพืชอื่นๆ 1.30 ล้านไร่

และ กรมชลฯ แนะนำให้เพาะปลูกข้าวนาปีในเขตชลประทานเมื่อกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเข้าสู่ฤดูฝน ประมาณสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน พ.ค. 63 และเมื่อมีปริมาณฝนตกอย่างสม่ำเสมอในพื้นที่ เพื่อให้มีปริมาณน้ำเพียงพอสำหรับการเติบโตของต้นข้าว การเพาะปลูกในฤดูฝนให้ใช้น้ำฝนเป็นหลัก ควรใช้น้ำชลประทานเสริมหากเกิดกรณีฝนทิ้งช่วงหรือปริมาณฝนตกน้อยกว่าการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา  โดยในภาคเหนือ จำนวน 17 จังหวัด คาดว่าจะมีการทำนาปีประมาณ 5.13 ล้านไร่ รวมทุ่งบางระกำในที่ดอน

ส่วนภาคกลางและภาคตะวันตกจำนวน 16 จังหวัด คาดว่าจะมีการทำนาปีประมาณ 5.86 ล้านไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวน 20 จังหวัด คาดว่าจะมีการทำนาปีประมาณ 3.48 ล้านไร่ และภาคตะวันออกจำนวน 8 จังหวัด คาดว่าจะมีการทำนาปีประมาณ 1.34 ล้านไร่

ขณะที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออก มีจำนวน 8 จังหวัด คาดว่าจะมีการทำนาปีประมาณ 0.96 ล้านไร่  ให้เริ่มปลูกข้าวได้ตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค. 63 และภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีจำนวน 6 จังหวัด คาดว่าจะมีการทำนาปีประมาณ 0.03 ล้านไร่ ได้มีการแนะนำให้ปลูกข้าวไปแล้วตั้งแต่ต้นเดือน ส.ค. 63

อย่างไรก็ตาม ลุ่มเจ้าพระยาปีนี้มีน้ำต้นทุนน้อยไม่เพียงพอส่งน้ำให้ 12 ทุ่งเจ้าพระยาตอนล่างครอบคลุมพื้นที่ 1.145 ล้านไร่ ประกอบด้วยทุ่งฝั่งตะวันออก มี 1. ทุ่งเชียงราก 2. ทุ่งท่าวุ้ง 3. ทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสัก 4. ทุ่งบางกุ่ม 5. ทุ่งบางกุ้ง 6. โครงการชลประทานรังสิตใต้ ส่วนทุ่งฝั่งตะวันตก มี 7. ทุ่งบางบาน-บ้านแบน 8. ทุ่งป่าโมก 9. ทุ่งผักไห่ 10. ทุ่งเจ้าเจ็ด 11. โครงการฯโพธิ์พระยา  และ12. โครงการฯ พระยาบรรลือ 

“ปีนี้จึงจำเป็นต้องทำนาเหลื่อมเวลาเหมือนปี 2562 โดยการทำนาปีปีนี้ให้เริ่มทำนาเมื่อกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งจะมีฝนสม่ำเสมอ และมีน้ำในพื้นที่เพียงพอต่อการเตรียมแปลงปลูกข้าว เพื่อให้ใช้น้ำฝนในการทำนาปีเป็นหลัก แต่น้ำในเขื่อนของกรมชลประทาน จะเสริมกรณีฝนทิ้งช่วง และหากชาวนาทำตามคำแนะนำของกรมชลประทานและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อเกิดความเสียหายต่อข้าวในนา ทั้งจากฝนแล้งหรือน้ำท่วม ภาครัฐจะจ่ายค่าชดเชยให้ตามระเบียบของทางการต่อไป”

ส่วนโครงการบางระกำโมเดล ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมายในเขตชลประทาน ในจังหวัดพิษณุโลก และสุโขทัย 2.65 แสนไร่ เมื่อต้นเดือน มี.ค.เริ่มมีการประชาสัมพันธ์การเตรียมเพาะปลูกข้าวนาปี, 15 มี.ค. 63     เริ่มส่งน้ำเข้าระบบชลประทาน, 1 เม.ย.63 เริ่มเพาะปลูกข้าว, 31 ก.ค. 63 สิ้นสุดการส่งน้ำ, 1-15 ส.ค. 63 เป็นช่วงที่ต้องเก็บเกี่ยวหลังจากเก็บเกี่ยวเสร็จ และระหว่าง 15 ส.ค. 63 -31 ต.ค. 63 เตรียมพื้นที่รองรับน้ำหลากปริมาณ 400 ล้าน ลบ.ม.