Home Blog Page 5

นักวิชาการหวั่นนำเข้าหมูสหรัฐฯ กระทบผู้บริโภคไทย ย้ำสารเร่งเนื้อแดงอันตรายต่อร่างกาย

0

นักวิชาการ ย้ำสารเร่งเนื้อแดงอันตราย ผู้ป่วยโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูงมีโอกาสหัวใจวายได้ แม้ในคนที่ร่างกายปกติแข็งแรงดีก็ไม่ควรรับสารเหล่านี้ ชี้หากนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ อาจกระทบผู้บริโภคไทยในวงกว้าง

ผศ.ดร.รชา เทพษร อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สารเร่งเนื้อแดงเป็นสารเคมีสังเคราะห์ที่มีสมบัติเปลี่ยนการสะสมไขมันไปเป็นมวลกล้ามเนื้อทำให้สัตว์มีเนื้อแดงมากขึ้นและมีชั้นไขมันลดลง เมื่อนำมาใช้ในภาคปศุสัตว์ถือเป็นการนำมาใช้ที่ผิดวัตถุประสงค์ เพราะเมื่อสัตว์กินสารนี้เข้าไปจะเกิดตกค้างในเนื้อสัตว์ ทำให้คนที่รับประทานได้รับสารนี้ด้วย การใช้สารนี้เลี้ยงสัตว์จึงเป็นสิ่งผิดกฎหมายในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย

สารกลุ่มนี้มีกลไกสามารถขยายหลอดลม ผลข้างเคียงอาจเร่งให้เกิดการหายใจถี่ขึ้น ปอดทำงานหนัก และเหนื่อยได้ ซึ่งในผู้ป่วยบางรายอาจนำไปสู่ภาวะระบบทางเดินหายใจล้มเหลวได้

นอกจากนี้ในทางการแพทย์ยังระบุว่าทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นและแรงขึ้น ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อย เมื่อหัวใจทำงานหนักขึ้น ร่างกายจะต้องการออกซิเจนมากขึ้น และผู้ป่วยอาจรู้สึกใจสั่นหรือหายใจถี่ขึ้นตามมา

ไม่เพียงเท่านั้น สารกลุ่มนี้ยังมีผลต่อระบบประสาท ทำให้เกิดอาการมือสั่น กล้ามเนื้อกระตุก วิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ กระวนกระวาย นอนไม่หลับ ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว จะทำให้เกิดอาการเฉียบพลันขึ้นทันที เช่น ผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคปอด หรือ หญิงมีครรภ์ เมื่อสารเข้าสู่กระแสเลือด จะส่งต่อไปสู่ทารก แม้ในคนที่ร่างกายปกติแข็งแรงดี ก็ไม่ควรรับสารเหล่านี้ เพราะจะไปกระตุ้นร่างกายให้เกิดการตื่นตัวมากกว่าปกติ

“แม้โรคหัวใจหรือโรคความดันโลหิต จะเป็นโรคที่เกิดจากหลายสาเหตุ แต่การกินเนื้อสัตว์ที่มีสารเร่งเนื้อแดงตกค้างสะสม อาจเป็นตัวกระตุ้นให้อาการต่างๆ ปรากฎจนเป็นอันตรายได้” ผศ.ดร.รชา กล่าว

สำหรับข้อสงสัยที่ว่า ในสหรัฐฯ มีการใช้สารเร่งเนื้อแดงในเนื้อสัตว์ แต่พลเมืองยังปลอดภัยดี และไม่มีรายงานการเสียชีวิตนั้น ตั้งข้อสังเกตได้ว่า เป็นไปได้ว่าในสหรัฐฯ ผู้ป่วยที่เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจหรือโรคความดัน อาจไม่ได้รับการตรวจสอบถึงสาเหตุของโรคว่ามาจากการกินเนื้อสัตว์ที่มีสารเร่งเนื้อแดง จึงทำให้ไม่พบข้อมูลรายงาน

ดังนั้น หากมีการเปิดนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ ซึ่งมีการใช้สารเร่งเนื้อแดง แม้เพียง 1 เปอร์เซ็นต์ ย่อมเกิดผลกระทบต่อผู้บริโภคไม่มากก็น้อย รวมถึงหากประเทศไทยปรับกฎหมายเพื่อรองรับการเปิดนำเข้าหมูปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดง ก็อาจส่งผลให้ภาคปศุสัตว์ของไทยหันกลับมาใช้สารดังกล่าวอีกครั้ง หลังจากเลิกใช้มานานกว่า 30 ปี ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อประชาชนผู้บริโภค.

เมืองไทยประกันชีวิต ลุยมันนี่เอ็กซ์โป โคราช 2025 ขนทัพผลิตภัณฑ์-บริการเด่น ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

0

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า  เมืองไทยประกันชีวิต คัดสรรผลิตภัณฑ์ บริการ และโปรโมชันเด่น เข้าร่วมงานมหกรรมการเงินโคราช ครั้งที่ 19 “Money Expo 2025 Korat” ระหว่างวันที่ 8-10 สิงหาคม 2568 ณ MCC Hall ชั้น 3 เดอะมอลล์ โคราช     จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Resilient Wealth การสร้างความมั่งคั่งแบบยืดหยุ่นเพื่อความยั่งยืน”  ซึ่งบริษัทฯ ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ การบริการ และโปรโมชัน ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าอย่างครบถ้วน พร้อมด้วยกิจกรรมมากมาย รวมถึงการให้คำปรึกษาและวางแผนด้านประกันชีวิต เพื่อเป็นส่วนช่วยให้ทุกคนได้มีความอุ่นใจ คลายห่วง มีหลักประกันที่มั่นคง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน ตามความมุ่งมั่นสร้างการเข้าถึงได้ของประกันชีวิตให้กับทุกคนในสังคม (Democratizing Insurance)  

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้คัดสรรผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ได้อย่างหลากหลาย ครอบคลุมไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง  ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ในแคมเปญ ShieldLife  ตัวช่วยให้คุณเบาใจ ในวันที่คุณจากไป ด้วยการวางแผนสร้างหลักประกัน       ที่มั่นคงให้คนที่คุณรัก ด้วยแบบประกันชีวิตที่คุณเลือกได้ทั้งประกันชีวิตแบบตลอดชีพ  (Whole Life) ประกันชีวิตแบบคุ้มครองภายในระยะเวลา (Term) หรือประกันชีวิตแบบยูนิเวอร์แซลไลฟ์ (Universal Life)  สัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยสุขภาพแบบ อีลิท เฮลท์ พลัส   สัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยสุขภาพแบบ  ดี เฮลท์ พลัส และสัญญาเพิ่มเติมโรคร้ายแรง ซีไอ เพอร์เฟค แคร์ 

นอกจากนี้ยังนำเสนอแบบประกันภัยพิเศษ  7 แบบประกัน ประกอบด้วย โครงการเมืองไทย สมาร์ท ลิงค์ 15/3 (Global)  ออมทรัพย์ 20/14  โครงการเมืองไทย สไมล์ เซฟเวอร์ 20/16 โครงการเมืองไทย แฮปปี้ รีเทิร์น 80/4 เฟล็กซี่ รีไทร์ 90/5 ดี55, ดี60, ดี65 (บำนาญแบบลดหย่อนได้) เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ พร้อมโปรโมชันเด็ดโดนใจสำหรับลูกค้าที่ซื้อประกันภัย รวมถึงลูกค้าที่ชำระเบี้ยประกันภัยต่ออายุกรมธรรม์ภายในงาน  ซึ่งลูกค้าสามารถสอบถามรายละเอียดโปรโมชันได้ภายในบูธเมืองไทยประกันชีวิต

ด้านสมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ พบกับสิทธิพิเศษมากมาย ภายในจุดบริการเมืองไทยสไมล์คลับ สำหรับท่านสมาชิกฯ สามารถแลกคะแนนสะสม Smile Point เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมและรับสิทธิพิเศษมากมาย อาทิ เมืองไทย Smile Society 2025:ผ่าตัดหัวใจเพื่อผู้ยากไร้แก่มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ บริการปรึกษา    ด้านกฎหมาย Legal Consultant  1,500 Smile Points แลกรับบริการ Legal Consultant (1 ชั่วโมง)   โดยผู้เชี่ยวชาญจากพันธมิตรของเมืองไทยประกันชีวิต เพื่อการบริหารจัดการทรัพย์สินธุรกิจของครอบครัวอย่างมีประสิทธิภาพและส่งต่ออย่างยั่งยืน หรือแลกคะแนน 100 Smile Points รับบริการปรึกษาวางแผนการเงิน         ส่วนบุคคล โดยนักวางแผนการเงินจาก บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต

Muang Thai Smile Movie “ธี่หยด3” @ โคราช สมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับในจังหวัดนครราชสีมา เพียงแลกคะแนนสะสม 30 คะแนน ต่อ 1 สิทธิ์ (2 ที่นั่ง) ร่วมรับชมภาพยนตร์ “ธี่หยด 3” รอบวันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม 2568 ณ โรงภาพยนตร์ โคราช ซีนีเพล็กซ์ เอ็ม ไลฟ์สโตร์ โคราช (เดอะมอลล์ โคราช) พร้อมสนุกไปกับกิจกรรม             อีกมากมาย ชวนคนรักมาร่วมแชร์ความสุขกับหนังที่ชอบไปด้วยกัน  

หรือ แลกรับของที่ระลึกต่าง ๆ ที่บูธ อาทิ บัตรกำนัลเซ็นทรัล  500 บาท  บัตรเติมน้ำมัน ปตท. 500 บาท  และ บัตรกำนัลสเปเชียลพ้อยท์ บัตรชมภาพยนตร์ SF DELUXE Seat 30 คะแนน (จำนวนจำกัด)

และพิเศษสุด สำหรับสมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับที่เปิดบัญชีกองทุนและแลกคะแนน Smile Point to Invest เพื่อซื้อหน่วยลงทุน รับ Starbucks e-Coupon มูลค่า 200 บาท (จากปกติ 100 บาท) จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

แล้วพบกันที่ บูธเมืองไทยประกันชีวิต ในงานมหกรรมการเงินโคราช ครั้งที่ 19 “Money Expo 2025 Korat” ระหว่างวันที่ 8-10 สิงหาคม 2568 ณ MCC Hall ชั้น 3 เดอะมอลล์ โคราช  

‘บ้าน’ ที่รอวันกลับ … กับความช่วยเหลือที่ไม่เคยจางหาย

0

“อยากกลับบ้าน”… คำพูดของคุณยายวัย 95 ปี ผู้ที่ไม่มีแม้แต่ญาติพี่น้อง คุณยายจำเป็นต้องย้ายมาอยู่ที่ศูนย์อพยพ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ พร้อมกับเพื่อนบ้าน นับตั้งแต่วันที่เกิดเหตุความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย -กัมพูชา

แม้ที่นี่จะมีคนคอยดูแลความเป็นอยู่และสุขภาพของคุณยายซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียง ถือเป็นคนแปลกหน้า ที่กลายเป็นเหมือนลูกหลานที่เฝ้าดูแลไม่ขาด แต่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ไม่เหมือนอยู่บ้าน ความรู้สึกของคุณยายไม่ต่างจากผู้อพยพอีกกว่า 96,000 คน ในศูนย์อพยพ 495 จุด ใน 4 จังหวัด

ถึงแม้ภาพรวมเหตุการณ์ทั่วไปในวันนี้ ยังไม่มีรายงานเหตุการณ์รุนแรงในทุกพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน แต่หลายชีวิตยังต้องทิ้งบ้านและมาอยู่ร่วมกันในศูนย์อพยพ เพื่อความปลอดภัยของทุกคน ขณะเดียวกันทหารแนวหน้าก็ยังตรึงกำลังไม่ถอยเช่นกัน

สิ่งของจำเป็น อาหาร น้ำดื่ม ฯลฯ ต่างหลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศ เพื่อเติมเต็มให้ศูนย์อพยพ เป็นเหมือนบ้านสำหรับพักกาย-พักใจของทุกคน จากความห่วงใยของคนไทยที่มีต่อคนไทยด้วยกัน

หนึ่งในทีมงานที่ไม่หยุดส่งความช่วยเหลือ คือ ซีพีเอฟ ที่เป็นคลังอาหารคอยเติมเต็มให้แก่โรงครัวพระราชทาน โรงครัวกลาง และโรงครัวอาสาที่เป็นเครือข่ายพันธมิตร ที่เร่งส่งทั้งอาหารสด หมู ไก่ ไข่ไก่ มาเป็นเสบียงจากแนวหลังสู่ด่านหน้ามาตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุการณ์ จนถึงวันนี้น้ำใจที่มียังไม่เคยเหือดหาย

โดยมีทีมงานจิตอาสา เดินหน้าเคียงข้างทุกวิกฤติ ลงพื้นที่ศูนย์พักพิง ทั้งทำหน้าที่ส่งอาหารสดเข้าโรงครัวต่างๆ พร้อมตั้งโรงครัวอาสาทำอาหารปรุงสำเร็จสดใหม่ส่งถึงพี่น้องประชาชน ให้ได้รับประทานอาหารร้อนๆ แทนกำลังใจที่ทุกคนมอบให้ ฝากไปกับมื้ออาหาร พร้อมมอบของใช้จำเป็นทั้งที่ศูนย์อพยพ และเข้าเยี่ยมให้กำลังใจทีมอาสาอยู่เฝ้าพื้นที่ชุมชน

ล่าสุด ซีพีเอฟ ร่วมเชิดชูทหารกล้า ผู้เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องประเทศไทย ด้วยการเปิดรับ บุตร คู่สมรส หรือบุคคลในครอบครัว ของทหารที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ เข้าทำงานกับบริษัทฯ เพื่อสานต่อคุณค่าของความกล้าหาญ

ขอบคุณทุกหัวใจของผู้ให้ ทั้งเจ้าหน้าที่ด่านหน้า ทีมงานจิตอาสา และทุกภาคส่วนที่ร่วมด้วยช่วยกันมาตลอด ทุกคนยังพร้อมส่งกำลังใจและความห่วงใยต่อไป ไม่ถอยจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย…

คลิกชมคลิป ธารน้ำใจคนไทย >> https://youtube.com/shorts/pyhJRt6dKvQ?si=8MccJTTNTuWnd2BP

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือกรมการค้าภายใน เดินหน้าช่วยเกษตรกรปลูกลำไยภาคเหนือ ลดปัญหาผลไม้ล้นตลาด

0

รองรักษ์ พนาปวุฒิกุล รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกฎหมายและบริหารกิจกรรมเพื่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์ฯ และญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ร่วมรับและส่งมอบลำไยจากเกษตรกร จ.เชียงใหม่ รวม 3,000 กิโลกรัม ภายใต้แคมเปญกระตุ้นการบริโภคและช่วยเหลือเกษตรกร “รวมพลังอุดหนุนผลไม้ไทยยกกำลัง 2 ครั้งที่ 2” ชวนพนักงานอุดหนุนลำไยจากเกษตรกร จ.เชียงใหม่ โดยเมื่อพนักงานซื้อผลไม้ 1 ตะกร้า ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะซื้อเพิ่มอีก 1 ตะกร้า เพื่อส่งมอบเครือข่ายพันธมิตร อาทิ สภากาชาดไทย

ทั้งนี้ เป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากเดือนกรกฎาคมที่สนับสนุนมังคุดจากเกษตรกรภาคใต้กว่า 5,400 กิโลกรัม ภายใต้โครงการเดียวกัน พร้อมเชิญชวนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และภาคธุรกิจมาร่วมกันสนับสนุน ด้วยการอุดหนุนผลไม้ไทยช่วยเหลือเกษตรกร โดยสามารถติดต่อได้ที่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ โทร.098-8935699, 092-5139944 หรือ ID Line @ditthaifruits

ออมสิน เร่งเพิ่มสภาพคล่องด้วย 4 สินเชื่อพิเศษ ดอกเบี้ย 0% นาน 3 เดือนแรก เยียวยาเหตุชายแดน-น้ำท่วม ขานรับนโยบายรัฐ เคียงข้างคนไทยทุกวิกฤต

0

นายวีระชัย อมรถกลสุเวช รองผู้อำนวยการธนาคารออมสินอาวุโส รักษาการผู้อำนวยการธนาคารออมสินเปิดเผยว่า ธนาคารมีความห่วงใยอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา และอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายทั้งต่อทรัพย์สิน การดำรงชีวิต และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสภาพจิตใจของพี่น้องประชาชน ธนาคารได้ดำเนินมาตรการให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม โดยสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงการคลัง ออกมาตรการทางการเงินเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

👉 สินเชื่อเงื่อนไขพิเศษ 4 ประเภท โดยทุกประเภทคิดอัตราดอกเบี้ย 0% นาน 3 เดือนแรก ไม่ต้องรับภาระดอกเบี้ยในช่วงเริ่มต้น เพื่อช่วยเหลือประชาชน ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและฟื้นคืนสู่สภาวะปกติได้เร็วขึ้น

🚩 มาตรการสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษ ดังนี้

✅ สินเชื่อฉุกเฉิน เพื่อเสริมสภาพคล่อง ไม่ต้องใช้หลักประกัน

✅ สินเชื่อฟื้นฟูบ้าน เพื่อต่อเติมซ่อมแซมที่อยู่อาศัย

✅ สินเชื่อฟื้นฟูรายย่อย เพื่อเป็นเงินทุนหรือซ่อมแซมสถานประกอบการ ไม่ต้องใช้หลักประกัน

✅ สินเชื่อฟื้นฟู SME เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในการฟื้นฟูกิจการ ยื่นกู้ได้ตั้งแต่บัดนี้ ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา*ทั้งนี้ ให้กู้เท่าที่จำเป็นและความสามารถในการชำระคืน เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

✨ ธนาคารออมสิน ยังคงยึดมั่นบทบาท “ธนาคารเพื่อสังคม” ที่อยู่เคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์ และพร้อมเป็นพลังทางการเงินในการฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

พ่อค้าแม่ค้าถูกใจ! โหลดและใช้งาน “แอปออมสินมหาเฮง”ได้ลุ้นทองรวมกว่า 2 ล้าน

0

ออมสิน มหาเฮง #แอปใหม่คู่ใจร้านค้า รับสแกนง่าย ได้เงินชัวร์
โหลดแล้วใช้งานวันนี้ ลุ้นทองเป็นล้าน!
คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติม https://to.gsb.or.th/Sh5BG

ออมสิน มหาเฮง”” ผู้ช่วยใหม่ พ่อค้าแม่ขายทั่วไทย รับเงินได้คล่องกว่าเดิม
✅เสียงแจ้งเตือนชัดทุกการชำระเงิน ไม่พลาดสักยอดขาย เงินเข้าปุ๊บ รู้ปั๊บ ไม่ต้องเช็กสลิป ปิดหน้าจอก็ได้ยิน!
✅ สร้าง QR Code ได้ทั้งแบบระบุ และไม่ระบุยอดเงิน
✅ รองรับการสแกนผ่านแอปทุกธนาคาร ลูกค้าจากธนาคารไหนก็จ่ายได้ สะดวก ครบ จบในแอปเดียว
✅ สรุปยอดขายให้ทุกวัน ดูยอดได้ทันที หรือย้อนหลังก็ง่าย จัดการเงินสะดวกสุดๆ

โหลดแอป “”ออมสิน มหาเฮง””และใช้งาน รับสิทธิ์ลุ้นทองรวมมูลค่า 2 ล้านบาท
(ทองคำแท่ง 10 บาท จำนวน 1 รางวัล และทองคำแท่ง 1 สลึง จำนวน 98 รางวัล)
✅ เป็นผู้ใช้แอปตลอดกิจกรรม รับ 10 สิทธิ์
✅ รับแสกนจ่าย 30-500 รายการ/เดือน รับ 10 สิทธิ์
✅ รับแสกนจ่าย 501-1,000 รายการ/เดือน รับ 20 สิทธิ์
✅ รับแสกนจ่าย 1,001 รายการขึ้นไป/เดือน รับ 30 สิทธิ์

รับสิทธิ์สูงสุด 30 สิทธิ์/เดือน หรือสูงสุด 100 สิทธิ์ตลอดกิจกรรม
ยิ่งรับสแกนมาก ยิ่งมีสิทธิ์มาก!
ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. – 30 ก.ย. 68 นี้เท่านั้น !

หมายเหตุ :

  • เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
  • ใบอนุญาตจัดให้มีการเล่นการพนัน การเล่นแถมพกหรือรางวัลในการเสี่ยงโชค โดยวิธีใด ๆ ในการประกอบกิจการค้าหรืออาชีพ เลขที่ 934/2568 จากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
  • ศึกษารายระเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.gsb.or.th

AIS ผนึก GC ดันภารกิจ “Green University ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ Upvel 3” ปลุกพลังเด็กไทยโชว์ไอเดียธุรกิจรักษ์โลก-ลดขยะ E-Waste พร้อมสานต่อเครือข่ายมหาวิทยาลัยสีเขียว

0

ก้าวสู่ปีที่ 3 ของความร่วมมือระหว่าง AIS และ GC ในการสานต่อพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนกับโครงการ “Green University ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ Upvel 3 ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพื่อร่วมกันสร้างการตระหนักรู้ถึงปัญหาขยะที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งสร้างเครือข่ายมหาวิทยาลัยสีเขียวผ่านกิจกรรมหลายรูปแบบที่กระตุ้นการมีส่วนร่วมของนิสิต-นักศึกษา บุคลากร รวมถึงชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียง ให้สามารถบริหารจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) และขยะพลาสติกอย่างถูกวิธี โดยปีนี้ได้ขยายความร่วมมือสู่ 50 มหาวิทยาลัย พร้อมเปิดเวทีให้นิสิตและนักศึกษาได้แสดงพลังความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ ชิงทุนการศึกษาและถ้วยรางวัล มูลค่ารวมกว่า 100,000 บาท เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าหน่วยธุรกิจสื่อสารองค์กรและรัฐกิจสัมพันธ์ AIS กล่าวว่า “AIS รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ GC ในการสานต่อโครงการ ‘Green University ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3
ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นพลังของสถาบันการศึกษาและเยาวชนทั่วประเทศ ที่ทำให้สามารถรวบรวม E-Waste และพลาสติกใช้แล้วรวมกว่า 1.6 ล้านชิ้น เข้าสู่กระบวนการจัดการได้อย่างถูกต้อง ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 35 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้กว่า 3,700 ต้นเลย ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้และสร้างแรงบันดาลใจให้เราสานต่อโครงการ อย่างต่อเนื่อง

สำหรับปีนี้ เราได้ยกระดับความเข้มข้นของโครงการ ทั้งภารกิจเก็บขยะเพื่อโลกที่ขยายพื้นที่การจัดการขยะครอบคลุมทั่วประเทศ ร่วมกับ 50 มหาวิทยาลัย พร้อมเพิ่มกิจกรรมใหม่ที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ นำเสนอโมเดลธุรกิจจากขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะพลาสติก โดยเราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือในครั้งนี้
จะเป็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่งสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนในอนาคต”

คุณกิจชัย เฉลิมสุขสันต์  ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่สายงานการตลาดและการขาย กลุ่มลูกค้าแพลตฟอร์มอุตสาหกรรม บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GCกล่าวว่า “ความสำเร็จของโครงการ Green University “ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ” ตลอด ปีที่ผ่านมา เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เราสามารถลดขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์สู่หลุมฝังกลบได้มากกว่า 1 ล้านชิ้น และปีนี้เรายินดีอย่างยิ่งที่ได้ต่อยอดและขยายความร่วมมือเป็นปีที่ 3 กับ 50 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ภายใต้โครงการ Green University “ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ Upvel 3” โดยนอกจากการแข่งขันเก็บขยะแล้ว เรายังเปิดเวทีกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ให้น้องๆ คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพ สร้างเครือข่าย และเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ผมขอเชิญชวนเยาวชนทั่วประเทศ มาร่วม ‘อัปเวลความคิด’ เปลี่ยนขยะให้เป็นคุณค่า และร่วมสร้างโลกที่ดีขึ้นไปด้วยกันตั้งแต่ในรั้วมหาวิทยาลัย”

โครงการ “Green University ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ Upvel 3” ร่วมปลุกพลังคนรุ่นใหม่ผ่าน 3 ภารกิจ ได้แก่

  • ภารกิจที่ 1 ภารกิจเฟ้นหามหาวิทยาลัยสีเขียวกับการแข่งขันเก็บขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะพลาสติก โดยขยายพื้นที่การจัดการขยะครอบคลุมทั่วประเทศ ร่วมกับมหาวิทยาลัยกว่า 50 มหาวิทยาลัย ชวนนิสิต นักศึกษา บุคลากร ร่วมกันนำขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะพลาสติกมาทิ้งที่จุดรับทิ้งขยะภายในมหาวิทยาลัย โดยมหาวิทยาลัยที่รวบรวมได้มากที่สุดจะเป็นผู้ชนะรับเงินสนับสนุนมูลค่า 30,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล Upcycle
  • ภารกิจที่ 2  ประกวดแข่งขันคลิป TikTok “Green Creator “ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ” ประกวดรายบุคคลและทีม โดยนิสิตนักศึกษาสามารถรวมกลุ่มคณะหรือมหาวิทยาลัย ไม่จำกัดจำนวนสมาชิกในทีม ออกแบบการเล่าเรื่องผ่านคลิปวีดีโอในหัวข้อ “Green Creator ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ” เพื่อรณรงค์การทิ้ง E-Waste และขยะพลาสติกใช้แล้วอย่างถูกวิธี
    ชิงทุนการศึกษามูลค่าสูงสุด 10,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร
  • ภารกิจที่ 3 Waste to Wealth: Business Model Pitching Contest 2025” อัปเวลด้วยกิจกรรมใหม่ เปิดโอกาสให้นักศึกษาจากทุกคณะในมหาวิทยาลัยรวมทีมละ 1–5 คน (ไม่จำเป็นต้องอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน) นำเสนอไอเดียธุรกิจสร้างสรรค์ที่สามารถนำไปต่อยอดได้จริง โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อปัญหาขยะ
    ชิงทุนการศึกษามูลค่าสูงสุด 10,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร

โครงการ Green University “ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ Upvel 3” ไม่ได้เป็นเพียงแค่กิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมทั่วไป แต่คือเวทีเปิดกว้างให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ ลงมือทำ และสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในระดับมหาวิทยาลัย ชุมชน เพื่ออนาคตของโลก โดยผสานทั้งเทคโนโลยี นวัตกรรม และไอเดียสร้างสรรค์ เพื่อสร้างพลังบวกในการจัดการขยะ โดย AIS และ GC เชื่อว่า “ความยั่งยืน” จะเกิดขึ้นจริงได้ เมื่อทุกคนมีส่วนร่วม และ “ความแตกต่าง” จะเป็นพลังสร้างอนาคตได้ เมื่อเริ่มลงมือทำตั้งแต่วันนี้

สำหรับนิสิต นักศึกษา บุคลากร และประชาชนที่สนใจโครงการ “Green University ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ Upvel 3” สามารถติดตามรายละเอียด กติกา และระยะเวลาของแต่ละกิจกรรม ได้ที่ https://www.facebook.com/ais.sustainability/ และ https://www.facebook.com/YOUTURNPLATFORM

เคียงข้างทุกวิกฤต! ‘CPF ส่งต่อพลังแห่งการให้’ ฟื้นฟูโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า – ส่งกำลังใจให้ทหารกล้า

0

ด้วยหัวใจที่เชื่อมั่นใน “พลังแห่งการให้” บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เดินหน้าสานต่อภารกิจเพื่อสังคม มอบเงินบริจาคจำนวน 200,000 บาท จากกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” เพื่อสมทบทุนซ่อมแซมและฟื้นฟูอาคารหลักของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ซึ่งได้รับความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวที่ผ่านมา

การสนับสนุนครั้งนี้ สะท้อนถึงเจตนารมณ์ขององค์กรเอกชนไทยที่ไม่เพียงดำเนินธุรกิจเพื่อเติบโตอย่างยั่งยืน แต่ยังพร้อมเคียงข้างประชาชนในยามยาก เพื่อให้โรงพยาบาลกลับมาปฏิบัติภารกิจดูแลผู้ป่วยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกครั้ง โดยมี พลตรี สุขไชย สาทถาพร ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เป็นผู้รับมอบ ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 11 โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

ในโอกาสเดียวกัน ซีพีเอฟ ได้ร่วมกับคณะนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 67 เข้าเยี่ยมและให้กำลังใจทหารกล้าซึ่งได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา พร้อมมอบผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เพื่อเสริมพลังใจให้แก่ผู้เสียสละที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทยด้วยหัวใจเปี่ยมศรัทธาและความกล้าหาญ

“ภายใต้การนำของท่านประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ เครือซีพีและซีพีเอฟ ยึดมั่นในหลักปรัชญา ‘3 ประโยชน์’ เพื่อประเทศชาติ ประชาชน และองค์กร เราเชื่อว่าทุกการสนับสนุนจากหัวใจ จะกลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ในการเยียวยาและฟื้นฟูให้สังคมไทยเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคง เราขอขอบคุณทหารทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ และขอเป็นอีกหนึ่งพลังใจให้ทุกท่านกลับมาแข็งแรงในเร็ววัน” นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าว

ที่ผ่านมา ซีพีเอฟ ยังคงยืนหยัดเคียงข้างพี่น้องชายแดนอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งการเปิดโอกาสให้บุตร คู่สมรส หรือบุคคลในครอบครัวของทหารและตำรวจตระเวนชายแดนที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร เพื่อสานต่อคุณค่าความกล้าหาญ รวมถึงการส่งมอบอาหาร น้ำดื่ม และของใช้จำเป็น เพื่อสนับสนุน ครัวพระราชทาน ครัวกลาง และครัวจิตอาสา ในการปรุงมื้ออาหารแทนความห่วงใย ส่งต่อกำลังใจสู่ประชาชนใน 5 จังหวัดชายแดน ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และตราด อย่างทั่วถึง

นี่คืออีกหนึ่งบทพิสูจน์ของ “พลังแห่งการให้” ที่ซีพีเอฟยึดมั่นและพร้อมเคียงข้างคนไทยในทุกวิกฤต… เราจะผ่านเหตุการณ์นี้ไปด้วยกัน!

บอร์ดตลาดหลักทรัพย์ฯ มีมติเลือก “กิติพงศ์” เป็นประธานบอร์ดต่ออีกวาระ

0

ผุ้สื่อข่าวรายงายว่า ที่ประชุมคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วาระพิเศษในวันนี้ (5 สิงหาคม 2568) ได้มีมติเลือก ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ต่ออีกวาระหนึ่ง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ เป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์ในภาคธุรกิจทั้งตลาดเงินตลาดทุน และมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ซึ่งในช่วงที่ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการครั้งล่าสุด ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ ได้ผลักดันงานสำคัญหลายด้าน อาทิ การปรับปรุงและเพิ่มเติมมาตรการกำกับดูแลการซื้อขายและคุ้มครองผู้ลงทุน การส่งเสริมธุรกิจครอบครัวให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านกลไกตลาดทุน การผลักดันการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงในโลกยุคใหม่ด้วยการนำ AI มาปรับใช้ในการยกระดับการพัฒนาตลาดทุน การสนับสนุนการสร้างมูลค่าเพิ่มบริษัทจดทะเบียนผ่านโครงการ Jump+ รวมถึงการให้ความสำคัญกับการส่งเสริมบรรษัทภิบาลและสร้างความโปร่งใส และที่สำคัญคือ การผลักดันให้ประสานการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมเพื่อบังคับการใช้กฎหมายอย่างเข้มแข็ง อันนำมาซึ่งความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนไทย (Trust and Confidence) ทั้งนี้ ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ ได้เคยดำรงตำแหน่งกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ในหลายวาระ ในช่วงเวลาต่าง ๆ ตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งการดำรงตำแหน่งกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งนี้ นับเป็นวาระที่ 5

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ จบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นิติศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เนติบัณฑิตไทยแห่งสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา สมัยที่ 29, นิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย (LL.M.) ประเทศแคนาดา, ปริญญาบัตรหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 48 โดยวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร และนิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขานิติศาสตร์ ประเภทวิชาการ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ปัจจุบันยังดำรงตำแหน่งสำคัญทั้งในหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอีกหลายแห่ง

คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ชุดปัจจุบัน มีจำนวน 11 ท่าน ประกอบด้วย ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ (ประธานกรรมการ), นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย (รองประธานกรรมการ), นายคมกฤช เกียรติดุริยกุล, ม.ล. ทองมกุฎ ทองใหญ่, นายธนพิศาล คูหาเปรมกิจ, นางสาวเพ็ญจันทร์ จริเกษม, นายไพบูลย์ นลินทรางกูร, นายรวินทร์ บุญญานุสาสน์, นายวราห์ สุจริตกุล, นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ และนายอัสสเดช คงสิริ (กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ)

กรุงเทพโปรดิ๊วส เปิดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั่วประเทศ เกษตรกรมั่นใจ ผลผลิตไม่บุกรุกป่าและปลอดเผาแปลง มีตลาดรองรับแน่นอน

0

บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) หรือ บีเคพี ผู้จัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้กับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ พร้อมเปิดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์โดยตรงจากเกษตรกรทั่วประเทศ รองรับผลผลิตของเกษตรกรที่กำลังเก็บเกี่ยวของฤดูกาลใหม่ในเดือนสิงหาคมนี้ ทั้ง โรงงานอาหารสัตว์บกของซีพีเอฟทั่วประเทศ โดยเริ่มเปิดรับซื้อตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคมเป็นต้นไป และเพื่ออำนวยความสะดวกให้เกษตรกรได้จำหน่ายผลผลิตใกล้กับแหล่งปลูก บริษัทยังได้เปิดจุดรับซื้อพิเศษเพิ่มเติมอีก 4 จุดในจังหวัดเพชรบูรณ์ อุทัยธานี อุตรดิตถ์ และนครราชสีมา ทั้งนี้ บริษัทยืนยันรับซื้อผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับเท่านั้น

บริษัทสร้างความมั่นใจกับเกษตรกรโดยมีระบบ Fast Track ช่วยเกษตรกรรายย่อยสามารถขายผลผลิตของตนเองได้ทันทีไม่ต้องรอต่อคิวกับรถขนส่งผลผลิตของผู้ประกอบการรายใหญ่ และในทุกจุดรับซื้อยังมีทีมงานและคู่ค้าช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรลงทะเบียนพื้นที่เพาะปลูกเพื่อขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับ บริษัทรับซื้อเฉพาะผลผลิตที่ปลูกมาจากพื้นที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ได้บุกรุกพื้นที่ป่า และไม่เผาตอซัง ตามนโยบายของเครือซีพี ไม่รับซื้อและไม่นำเข้าผลผลิตข้าวโพดจากพื้นที่รุกป่าและพื้นที่เผาแปลง

ฐิติ ลุจินตานนท์ ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการวัตถุดิบอาหารสัตว์ บีเคพี กล่าวว่า ซีพีให้ความสำคัญกับการจัดหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศ โดยสนับสนุนคู่ค้าและเกษตรกรด้วยการรับซื้อข้าวโพดในประเทศ โดยเฉพาะผลผลิตที่กำลังเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ โดยบริษัทรับซื้อเฉพาะผลผลิตที่ไม่มาจากพื้นที่บุกรุกพื้นที่ป่า และไม่เผาแปลง

“พี่น้องเกษตรกรที่กำลังเก็บเกี่ยวและผู้รวบรวมผลผลิต มั่นใจได้ว่า ผลผลิตข้าวโพดที่ปลอดการบุกรุกพื้นที่ป่า และไม่เผาแปลง มีตลาดรองรับแน่นอน กรุงเทพโปรดิ๊วสรับซื้อผลผลิตผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับ มีมาตรฐาน โปร่งใสและยุติธรรม ทั้งในเรื่องราคารับซื้อ การวัดความชื้น และ การตรวจสอบคุณภาพผลผลิต” ฐิติกล่าว

ทั้งนี้ โรงงานอาหารสัตว์และจุดรับซื้อทั้ง 9 แห่งที่เริ่มเปิดรับซื้อตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม เป็นต้นไป ได้แก่

  • โรงงานผลิตอาหารสัตว์ซีพีเอฟ กบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เปิดรับซื้อตั้งแต่ วันที่ 29 กรกฎาคม 2568
  • โรงงานผลิตอาหารสัตว์ซีพีเอฟ ท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดรับซื้อตั้งแต่ วันที่ 4 สิงหาคม 2568
  • โรงงานผลิตอาหารสัตว์ซีพีเอฟ ศรีราชา จังหวัดชลบุรี เปิดรับซื้อตั้งแต่ วันที่ 4 สิงหาคม 2568
  • โรงงานผลิตอาหารสัตว์ซีพีเอฟ บางนา เปิดรับซื้อตั้งแต่ วันที่ 7 สิงหาคม 2568
  • โรงงานผลิตอาหารสัตว์ซีพีเอฟ โคกกรวด จังหวัดนครราชสีมา เปิดรับซื้อตั้งแต่ วันที่ 7 สิงหาคม 2568

จุดรับซื้อพิเศษที่เปิดใกล้กับแหล่งปลูกของเกษตรกร

  • จุดรับซื้อ ลานธนากรพืชผล อำเภอชนแดน จังหวัด เพชรบูรณ์ เริ่มเปิดรับซื้อตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568
  • จุดรับซื้อ ลาน สหกรณ์การเกษตรปฎิรูปที่ดินหนองกอก อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ เปิดรับซื้อ ต้นเดือน กันยายน 2568
  • จุดรับซื้อ ลาน พ พืชผล อำเภอด่านขุนทด จังหวัด นครราชสีมา เปิดรับซื้อต้นเดือนตุลาคม 2568
  • จุดรับซื้อ ลาน ท.เจริญลานสัก อำเภอลานสัก จังหวัด อุทัยธานี เปิดรับซื้อตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม 2568

ทั้งนี้ โรงงานผลิตอาหารสัตว์ของซีพีเอฟทุกแห่งทั่วประเทศจะทยอยเปิดรับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้สอดคล้องกับช่วงเวลาและปริมาณการเก็บเกี่ยวผลผลิตของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ โดยสามารถติดตามข่าวสารการเปิดรับซื้อผลผลิตของโรงงานผลิตอาหารสัตว์ของซีพีเอฟ และราคารับซื้อประจำวันได้ทุกวันที่แอปพลิเคชัน ฟ.ฟาร์ม ซึ่งเป็นช่องทางสื่อสารหลักในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและทันสถานการณ์.