Home Blog Page 487

โออาร์ ผนึกหอการค้าฯ ขยายสิทธิพิเศษบัตร Blue Card สำหรับสมาชิก หวังกระตุ้นการใช้จ่าย ช่วยเศรษฐกิจไทยหมุนเวียน

0

นางสาวจิราพร  ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.น้ำมัน และการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ เปิดเผยว่า โออาร์ ในฐานะบริษัท Flagship ของกลุ่ม ปตท. ด้านการค้าน้ำมันและการค้าปลีก และเป็นสมาชิกของหอการค้าไทย ยินดีมอบสิทธิพิเศษ คะแนนสะสมบัตร Blue Card 2 เท่า ให้แก่สมาชิกของหอการค้าไทยและเครือข่ายทั่วประเทศ เมื่อเติมน้ำมันชนิดใดก็ได้ครบ 500 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ หรือซื้อสินค้าที่ ร้านคาเฟ่อเมซอนครบ 20 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ ระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2563 – 31 สิงหาคม 2564 เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้กลับสู่ภาวะปกติ และเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจของประเทศให้ขับเคลื่อนต่อไป

นายสวาท  ธีระรัตนนุกูลชัย รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หอการค้าไทย กล่าวว่า ความร่วมมือในโครงการสิทธิพิเศษบัตร Blue Card กับโออาร์ จะช่วยเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับสมาชิกหอการค้าฯ มากยิ่งขึ้น และจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของภาคเอกชน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ ทำให้เกิดการหมุนเวียนของระบบเศรษฐกิจ และคาดหวังให้เกิดการต่อยอดขยายผลไปยังภาคส่วนอื่น ๆ ต่อไป ทั้งนี้ ปัจจุบันหอการค้าจังหวัดทั่วประเทศมีสมาชิกรวมกันกว่า 40,000 ราย จากสมาชิกทั้งหมดในเครือข่ายหอการค้าไทยเกือบ 1 แสนราย ที่ผ่านมา ได้มีการเชื่อมโยงเครือข่ายต่าง ๆ เข้าด้วยกันผ่าน Mobile Application “TCC Connect” ซึ่งสมาชิกสามารถรับทราบข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งใช้แสดงตนการเป็นสมาชิก เพื่อนำไปรับสิทธิประโยชน์ส่วนลด หรือสิทธิพิเศษจากการซื้อสินค้า และการใช้บริการ เช่น ของฝาก ของที่ระลึก ร้านอาหาร และโรงแรมที่พัก ฯลฯ จากผู้ประกอบการในเครือข่ายทุกจังหวัดทั่วประเทศ กว่า 7,000 ร้านค้า และคาดว่าจะมีจำนวนร้านค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ สำหรับ บัตร Blue Card เป็นบัตรสะสมคะแนนสำหรับสมาชิกเมื่อซื้อผลิตภัณฑ์หรือใช้บริการของ PTT Station ร้านคาเฟ่อเมซอน และร้านค้าในเครือของ โออาร์ ที่เข้าร่วมโครงการ โดยสมาชิกสามารถนำคะแนนสะสมมาแลกเพื่อใช้แทนเงินสดในการซื้อสินค้าและบริการครั้งถัดไป อีกทั้งยังสามารถรับส่วนลดและสิทธิพิเศษต่าง ๆ ที่มอบให้เฉพาะสมาชิกเป็นรายบุคคล ตามความต้องการและความสนใจ โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลและพฤติกรรมของผู้บริโภค ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อมอบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคแต่ละรายได้อย่างตรงใจ โดยปัจจุบันมีจำนวนสมาชิกกว่า 6 ล้านราย

ซีพีเอฟโชว์แกร่ง ผลประกอบการครึ่งปีแรก กำไร 1.2 หมื่นล้าน จ่ายปันผล 0.40 บ.ต่อหุ้น คาดปีนี้กำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์

0

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยถึงผลดำเนินงานรอบ 6 เดือนแรกของปี ว่า ซีพีเอฟมีตัวเลขกำไร 12,139 ล้านบาท เติบโต 45% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปัจจัยหลักมาจากภาวะการขาดแคลนสุกรที่สืบเนื่องมาจากการระบาดของโรค ASFในเอเชีย และผลการดำเนินงานของธุรกิจสัตว์น้ำในประเทศไทยที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ

ทั้งนี้ รายงานรายได้จากการขาย ครึ่งปีแรกของปี 2563 เท่ากับ 281,940 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 9% แบ่งเป็นกิจการในต่างประเทศ 69% และในประเทศกับส่งออก 31% ทั้งนี้ รายได้ของกิจการในต่างประเทศ เติบโต 12% และกิจการประเทศไทยเติบโต 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ผลประกอบการของซีพีเอฟที่ดีขึ้น มาจากการเติบโตของกิจการในต่างประเทศที่ซีพีเอฟได้เข้าไปลงทุนในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา โดยในช่วงปีนี้มีปัจจัยสำคัญมาจากการขาดแคลนสุกรในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศเวียดนาม เนื่องจากการระบาดของโรค ASF โดยมองว่าภาวะขาดตลาดดังกล่าวอาจจะยังคงต่อเนื่องจากการที่ยังไม่มีวัคซีนในการป้องกันโรค และการลงทุนในการเลี้ยงสุกรมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นจากการต้องมีระบบการป้องกันทางชีวภาพและการบริหารจัดการป้องกันโรคที่เข้มงวดขึ้น

สำหรับผลกระทบจากโรคระบาด COVID-19 ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาและกำลังซื้อที่ลดลง ธุรกิจของบริษัทได้รับผลกระทบบ้างแต่ไม่มากนัก เนื่องจากสินค้าของซีพีเอฟเป็นสินค้าจำเป็นในการดำรงชีพ และบริษัทได้มีการขับเคลื่อนกลุยุทธ์ด้านการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการทำงานมากขึ้น พร้อมไปกับปรับรูปแบบการทำงานและการขายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

นอกจากนี้ ธุรกิจสัตว์น้ำในประเทศไทยมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นอย่างมากจากประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจที่ดีขึ้น ทำให้ความสามารถในการทำกำไรปรับตัวขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ส่วนผลการดำเนินงานในครึ่งปีหลัง ซีพีเอฟน่าจะยังคงมีผลการดำเนินงานที่ดีต่อเนื่อง ปีนี้น่าจะเป็นปีที่มีกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากปัจจัยหลัก คือ ภาวะขาดแคลนสุกรในภูมิภาคที่ส่งผลให้ราคาตลาดอยู่ในระดับที่สูงกว่าปีก่อน และความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจสัตว์น้ำในประเทศไทยน่าจะดีขึ้นต่อเนื่อง รวมทั้ง การเติบโตของธุรกิจจากการเพิ่มมูลค่าและการลงทุน นอกจากนั้น ยังคาดว่าแนวโน้มการบริโภคน่าจะปรับตัวดีขึ้นจากช่วงที่ผ่านมา

ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2563 ได้มีมติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนปีนี้ ในอัตราหุ้นละ 40 สตางค์ โดยจะทำกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผลในวันที่ 31 สิงหาคม 2563 (ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 28 สิงหาคม) และจะทำการจ่ายเงินปันผลในวันที่ 11 กันยายนนี้

บลูการ์ด จับมือ สิงห์ รีวอร์ด เปิดแคมเปญ ‘โอนคะแนนสะสม สิงห์ รีวอร์ด กับคะแนนสะสม บลูการ์ด’

0

นายนิสิต พงษ์วุฒิประพันธ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์องค์กร นวัตกรรมและความยั่งยืน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ พร้อมด้วย นายธิติพร ธรรมาภิมุขกุล หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มการตลาดแบรนด์ บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด ร่วมกันเปิดแคมเปญ “โอนคะแนนสะสม สิงห์ รีวอร์ด กับ คะแนนสะสม บลูการ์ด” 

แคมเปญร่วมดังกล่าว เพื่อเป็นการเพิ่มความหลากหลายในการรับสิทธิพิเศษต่าง ๆ ของสมาชิก บลูการ์ด (Blue Card) และสมาชิก สิงห์ รีวอร์ด (Singha Rewards) โดยสมาชิกสามารถนำคะแนนสะสม บลูการ์ด แลกเป็นคะแนนสะสม สิงห์ รีวอร์ด ได้ ผ่านทาง www.pttbluecard.com หรือ Blue Card Mobile Application 

และสามารถนำคะแนนสะสม สิงห์ รีวอร์ด แลกเป็นคะแนนสะสม บลูการ์ด ผ่านทาง Line Official Account Singha Rewards ตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2563 – 31 กรกฎาคม 2564  ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.pttbluecard.com  และ Blue Card Mobile Application หรือ สอบถามข้อมูลได้ที่ โทร. 1365 Contact Center 

นายจ้างเฮ ยกเว้นภาษีให้ผู้ประกอบการ รับผู้พ้นโทษเข้าทำงาน

0

รายงานข่าวจากกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า นายจ้างที่รับผู้พ้นโทษเข้าทำงาน จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ร้อยละ 50 ของรายจ่ายที่เป็นค่าแรง เฉพาะรอบภาษี 1 ม.ค. ถึง 31 ธ.ค.63 นี้เท่านั้น

โดยกรมราชทัณฑ์ขอแจ้ง พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 704) พ.ศ. 2563 (มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการจ้างงานผู้พ้นโทษเข้าทำงาน) ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 63 โดยการยกเว้นภาษีดังกล่าว เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจและสนับสนุนให้นายจ้างที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เกิดการจ้างงานผู้พ้นโทษเข้าทำงาน โดยสามารถนำรายจ่ายที่เป็นค่าจ้างแรงงานผู้พ้นโทษ มายกเว้นภาษีเงินได้ เป็นจำนวนร้อยละ 50 ของรายจ่าย

โดยสาระสำคัญของพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่รับผู้พ้นโทษ ซึ่งได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำเป็นระยะเวลาไม่เกินสามปีนับแต่วันที่ได้รับการปล่อยตัวเข้าทำงาน สำหรับเงินได้เป็นจำนวนร้อยละ ห้าสิบของรายจ่าย ที่ได้จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจ้างแรงงานผู้พ้นโทษเฉพาะในส่วนที่ไม่เกินหนึ่งหมื่นห้าพันบาท ต่อคนต่อเดือน ซึ่งการยกเว้นภาษีในครั้งนี้เฉพาะรอบระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.- 31 ธ.ค. 63 นี้เท่านั้น 

โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ ตามมาตรา 4 ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 59 แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับการหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50(1) แห่งประมวลรัษฎากร กรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40(1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย ตั้งแต่เดือนที่รับผู้พ้นโทษเข้าทำงานจนถึงเดือนสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้

สำหรับนายจ้างที่จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีตามพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ จะต้องเป็นบริษัทหรือนิติบุคคลเท่านั้น และต้องมีการจ้างงานผู้พ้นโทษเข้าทำงาน โดยผู้พ้นโทษจะต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดที่พ้นโทษครบกำหนดตามหมายศาล หรือเป็นนักโทษที่มีหนังสือสำคัญพักการลงโทษกรณีปกติ หนังสือสำคัญพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษ หรือหนังสือสำคัญการปล่อยตัวลดวันต้องโทษจำคุก ซึ่งจะต้องเป็นผู้พ้นโทษที่ได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำเป็นระยะเวลาไม่เกิน 3 ปีเท่านั้น เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ เพื่อเป็นการสนับสนุนให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเกิดการจ้างงานผู้พ้นโทษ อันจะก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้แก่ผู้พ้นโทษ ซึ่งจะช่วยลดการกระทำผิดซ้ำ สอดคล้องกับภารกิจกรมราชทัณฑ์ ที่นอกจากการควบคุมผู้ต้องขังแล้ว ยังมีหน้าที่ในการแก้ไขและพัฒนาพฤตินิสัยของผู้ต้องขัง ให้เป็นผู้ที่มีทักษะ มีความสามารถ เพื่อให้ผู้พ้นโทษได้มีงานมีรายได้ สามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ภายหลังพ้นโทษ ไม่หันมาก่อความผิดซ้ำ 

โดยมีการติดตามผลการมีงานทำของผู้พ้นโทษ ผ่านระบบศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำ (ศูนย์ CARE) ของเรือนจำทัณฑสถานทั่วประเทศ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่กรมราชทัณฑ์ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากในการคืนคนดีสู่สังคม

เอไอเอส เตือนภัยยุคใหม่ ใช้จิตวิทยามุ่งแฮ็กจิตใจของผู้คน

0

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าฝ่ายงานประชาสัมพันธ์ เอไอเอส เปิดเผยว่า  เอไอเอส มีความเป็นห่วงใยคนไทยต่อการเสี่ยงถูกโจรกรรมข้อมูล โดยปัจจุบันแฮ็กเกอร์ได้พัฒนาเล่ห์เหลี่ยมใหม่ๆ ทำให้เหยื่อหลงเชื่อและให้ข้อมูลแก่ตน โดยอาศัยหลักจิตวิทยา ความไม่รู้ หรือความประมาทของเหยื่อ ลอกเลียนแบบองค์กรหรือแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือเพื่อให้หลงเชื่อและกระทำการบางอย่าง เช่น เปิดเผยรหัสผ่าน ซึ่งในทางสากลเรียกกลวิธีแบบนี้ว่า Social Engineering หรือ วิศวกรรมสังคม ดังเช่น กรณีสื่อโซเชียลมีเดียชื่อดัง ถูกแฮ็กเกอร์เข้าถึงระบบหลังบ้าน ผ่านการปลอมแปลงเป็นเว็บไซต์ภายใน ก่อให้เกิดความเสียหายรวมกว่า 1 แสนดอลลาร์สหรัฐ

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าฝ่ายงานประชาสัมพันธ์ เอไอเอส

สามารถแบ่งรูปแบบการโจมตีของวิธีวิศวกรรมสังคม ได้ดังนี้ 

  1. Phishing การแอบอ้างเป็นช่องทางการติดต่อจากองค์กร เพื่อล้วงข้อมูลสำคัญจากเหยื่อ 
  2. Baiting การล่อลวงให้เหยื่อเกิดพฤติกรรมอันตรายทางไซเบอร์ โดยใช้กลวิธีกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของเหยื่อ 
  3. Scareware การแจ้งเตือนภัยอันตรายปลอม เพื่อกระตุ้นให้เหยื่อเข้าถึงหรือติดตั้งซอฟต์แวร์อันตราย 
  4. Pretexting การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ให้เหยื่อเปิดเผยข้อมูลสำคัญ และ 
  5. Mining Social Media การเรียนรู้และเก็บรวบรวมข้อมูลจากกิจกรรมบนโลกออนไลน์ของเหยื่อ เพื่อนำมาสร้างชุดข้อมูลสำหรับใช้ทำให้เหยื่อหลงเชื่อได้ง่ายขึ้น

ดังนั้น เพื่อสร้างความปลอดภัย ต้องไม่เปิดอีเมลและไฟล์แนบจากแหล่งที่น่าสงสัย, เปิดใช้การยืนยันแบบ 2 ขั้นตอนสำหรับ Social Network และอีเมลส่วนตัว, อย่ารีบดำเนินการทันทีตามที่มีการแจ้ง, จัดการ Digital Footprint และตั้งค่าความเป็นส่วนตัวให้เหมาะสม รวมไปถึงหมั่นอัปเดตซอฟต์แวร์ป้องกันให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเสมอ

 “เอไอเอส เราเชื่อว่า การรู้เท่าทันภัยไซเบอร์ ถือเป็นอีกหนึ่งทักษะสำคัญในศตวรรษนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านเราจึงได้นำเข้าชุดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะทางดิจิทัล DQ (Digital Quotient) รวมไปถึงพัฒนาดิจิทัลโซลูชันเพื่อความปลอดภัยของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าได้อุ่นใจเมื่อใช้ทุกบริการของเอไอเอส ว่าเราจะดูแล ปกป้อง ป้องกัน ความเป็นส่วนตัวของลูกค้าสูงสุดตามมาตรฐานสากล” นางสายชล กล่าว

ตามดู เด็กโรงเรียนชายขอบ “ไทยราษฏร์คีรี” ต่อยอดเลี้ยงไก่ไข่สู่ทักษะอาชีพและการจัดการเชิงธุรกิจ

0

ห่างจากตัวเมืองจังหวัดตาก ออกไปประมาณ 70 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของ”โรงเรียนไทยราษฎร์คีรี” ตำบลช่องแคบ อำเภอพบพระ โรงเรียนขนาดกลางที่มีจำนวนนักเรียน 807 คน ครูและบุคลากรทางการศึกษา 42 คน จัดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล1 จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 นักเรียนครึ่งหนึ่งเป็นเด็กชาวเขาชนเผ่าต่างๆ เช่น พม่า กะเหรี่ยง มอญ และม้ง ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ปกครองมีฐานะยากจน

โรงเรียนไทยราษฎร์คีรี ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน เมื่อปี 2560 โครงการภายใต้ความร่วมมือของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท และสำนักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ดำเนินการร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2532 ช่วยบรรเทาปัญหาทุพโภชนาการของเด็กและเยาวชน ด้วยการส่งเสริมให้เข้าถึงการบริโภคไข่ไก่ทีเป็นโปรตีนคุณภาพ จนถึงปัจจุบัน มีพันธมิตรที่ร่วมสนับสนุนโครงการ ฯ อาทิ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) และ หอการค้าญี่ปุ่น- กรุงเทพฯ (JCC) ซึ่งโรงเรียนไทยราษฎร์คีรี เป็นโรงเรียนลำดับที่ 662 จากทั้งหมด 855 โรงเรียนทั่วประเทศที่เข้าร่วมโครงการ

จากปี 2560 ปีแรกที่โรงเรียนได้รับการสนับสนุนแม่ไก่ 300 ตัวจากซีพีเอฟ รวมทั้งมีการสร้างโรงเรือนมาตรฐานพร้อมอุปกรณ์ อาหารไก่ วัคซีน ให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย พร้อมกับส่งผู้เชี่ยวชาญของซีพีเอฟถ่ายทอดความรู้การเลี้ยงไก่ไข่ให้คุณครูและนักเรียนที่รับผิดชอบโครงการฯ ปัจจุบันโรงเรียนเลี้ยงไก่ไข่เป็นรุ่นที่ 2 อีก 300 ตัว เป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้การเลี้ยงสัตว์สู่โรงเรียนและขยายผลสู่ชุมชนต่อไป ทำให้เกิดการเรียนรู้ และนำไปประยุกต์ใช้สู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

นอกจากผลผลิตไข่ไก่ที่สามารถนำส่งเข้าโครงการอาหารกลางวันนักเรียนได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้เด็กนักเรียนได้รับประทานไข่ไก่ 3 มื้อต่อสัปดาห์ตามเป้าหมายของโครงการฯแล้ว โรงเรียนส่งเสริมการจัดกิจกรรมแปรรูปผลผลิตไข่ไก่เป็นอาหารหลากหลายเมนู สอดคล้องไปกับหลักสูตรการเรียนการสอนของโรงเรียนที่เน้นส่งเสริมทักษะอาชีพให้กับเด็กๆ อาทิ กิจกรรมของชุมนุมอาหารนำไข่ไก่มาแปรรูปเป็นคุ้กกี้ เค้ก เพื่อจำหน่ายในร้าน In Doi schoolshop ร้าน INCA Coffee ซึ่งเป็นร้านขายสินค้าและร้านเบเกอรี่ของโรงเรียน และจำหน่ายในร้านค้าสหกรณ์ ส่งเสริมเด็กๆมีรายได้ระหว่างเรียน เงินที่ได้รับเด็กๆ นำไปบริหารจัดการในเรื่องที่จำเป็น เช่น การศึกษา เก็บออม และส่งเสริมให้เด็กนักเรียนทุกคนมีสมุดเงินฝากออมทรัพย์

“เมา เมา” เด็กนักเรียนชาวพม่า อายุ 19 ปี กำลังเรียนอยู่ชั้น ม.2 ได้รับมอบหมายจากคุณครูช่วยดูแลโครงการเลี้ยงไก่ไข่ เล่าว่า ได้เรียนรู้เรื่องการเลี้ยงไก่ไข่มาตั้งแต่โรงเรียนเลี้่ยงไก่รุ่นแรก หลังจากที่พี่ๆที่รับผิดชอบโครงการจบชั้น ม. 3ไปแล้ว คุณครูจึงมอบหมายให้ผมมาช่วยดูแลโครงการฯแทน ดีใจเพราะทำให้ผมมีรายได้ตอบแทนจากการเลี้ยงไก่ไข่เดือนละ 1,000 บาท ผมต้องดูแลแม่ที่ป่วยทำงานไม่ได้ และน้องสาวอีก 2 คน นอกจากนี้ โครงการนี้ ฯทำให้เด็กนักเรียนได้ทานไข่ไก่เป็นอาหารกลางวันสัปดาห์ละ 2-3 มื้อ และความรู้เรื่องวิธีการเลี้ยงไก่ไข่ที่ถูกต้องจากพี่ๆ ซีพีเอฟ เช่น สอนให้สังเกตไก่ป่วย ผมสามารถถ่ายทอดและให้คำแนะนำกับเพื่อนๆไปใช้ได้จริง

ด.ช.พงศกร กาบแก้ว หรือเกรซ อายุ 15 ปี เด็กนักเรียนคนไทย กำลังศึกษาชั้น ม. 3 เล่าว่า โครงการเลี้ยงไก่ไข่ฯมีประโยชน์หลายอย่าง ทำให้นักเรียนมีความรู้เรื่องการเลี้ยงไก่ไข่ เช่น ที่บ้านผมเลี้ยงไก่บ้านไว้ และมีไก่ป่วยตาเป็นฝ้าขาว ผมได้รับคำแนะนำจากเมา เมาซึ่งมีประสบการณ์ในการเลี้ยงไก่ไข่ ให้ผมไปซื้อยามาหยอดให้ไก่ แค่สัปดาห์เดียวตาของไก่ก็กลับมาเป็นปกติ นอกจากนี้ ในอนาคตผมอยากมีร้านเบเกอรี่ของตัวเอง จึงสนใจเรียนรู้การทำอาหาร กิจกรรมในชุมนุมอาหารของโรงเรียน ที่นำผลผลิตไข่ไก่มาแปรรูปเป็นเมนูต่างๆ เช่น คุ้กกี้ เค้ก เค้กกล้วยหอม ขนมปัง และขนมดอกจอกซึ่งเป็นสูตรที่นำไข่แดงมาผสมเพื่อเพิ่มความอร่อย ฯลฯ เป็นผลิตภัณฑ์ที่เราวางจำหน่ายที่่ร้านกาแฟ INCA Coffee ของโรงเรียน เด็กๆได้ฝึกทักษะอาชีพที่ตัวเองสนใจ และเรียนรู้เกี่ยวกับการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย เป็นความรู้ที่นำไปใช้ได้ต่อไป

นางศิริภัสสร ชุมภูเทพ ผู้อำนวยการโรงเรียนไทยราษฎร์คีรี กล่าวว่า รู้สึกโชคดีที่ รร.ไทยราษฎร์คีรี ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน โดยได้รับมอบโครงการและไก่ไข่ 300 ตัวเมื่อปี 2560 โครงการนี้เกิดผลกับนักเรียน คือ เด็กๆได้ทานไข่ไก่ที่สะอาด สด จากฟาร์มของเราเอง ได้ฝึกทักชีวิต ทักษะอาชีพ นอกเหนือจากทักษะวิชาการที่ทางโรงเรียนจัดให้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ต่อยอดทำขนมขายมีรายได้ระหว่างเรียน มีโอกาสศึกษาต่อ ชุมชนมีแหล่งเรียนรู้เรื่องการเลี้ยงไก่ไข่เพื่อประกอบอาชีพ ได้ทานไข่ไก่ที่สะอาด สด ในช่วงปิดเทอม และยังนำมาจำหน่ายแก่ชุมชน และโรงเรียนมองเป้าหมายต่อยอดโครงการไว้ คือ จะพัฒนาการเลี้ยงไก่ไข่บรรจุในรายสาระเพิ่มเติม ในหลักสูตรสถานศึกษาเพื่อให้เด็กๆทุกคนมีโอกาสได้เรียนรู้เรื่องการเลี้ยงไก่ไข่ และสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างอาชีพในอนาคต การเชิญผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานมาให้ความรู้อย่างสม่ำเสมอ อาทิ กรมปศุสัตว์ ที่ให้ความรู้และข้อแนะนำเกี่ยวกับการดูแลโรงเรือน การทำความสะอาด การเก็บมูลไก่ และพัฒนาสูตรขนมในการใช้ไข่ไก่มาเป็นวัตถุดิบ สร้างความมั่นคงและยั่งยืนของการเป็นแหล่งอาหารและอาชีพแก่เด็กๆ

ด้าน คุณครูนิชาภา บุญประเสริฐ คุณครูผู้รับผิดชอบโครงการฯ กล่าวว่า โครงการเลี้ยงไก่ไข่ ฯ ทำให้เด็กๆ มีโอกาสได้เรียนรู้ทักษะการเลี้ยงไก่ การบริหารจัดการ และรู้จักรับผิดชอบ โดยไก่ไข่ที่เลี้ยงรุ่นแรก 300 ตัว ได้รับการสนับสนุนพันธุ์ไก่และอาหารสัตว์จากซีพีเอฟ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย โดยรายได้จากโครงการเลี้ยงไก่ไข่ฯ ในรุ่นแรก มีรายได้มากกว่า 2 แสนบาท ปัจจุบัน โรงเรียนเลี้ยงไก่ไข่เป็นรุ่นที่สอง จำนวน 300 ตัว ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่ต้องซื้อพันธุ์ไก่ ซื้ออาหารไก่เอง เด็กๆ จึงต้องเรียนรู้เรื่องการบริหารจัดการ การทำบัญชีรายรับ – รายจ่ายทุกๆวัน จากการเก็บผลผลิตไข่ไก่วันละ 250 ฟอง จัดสรรเข้าโครงการอาหารกลางวันนักเรียน วางจำหน่ายที่ร้านค้าสหกรณ์ของโรงเรียนราคาต่อแผง(30 ฟอง) 70 บาท และอีกส่วนหนึ่งนักเรียนนำไปแปรรูปเป็นขนมต่างๆ

ซีพีเอฟ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท สพฐ. และพันธมิตร มุ่งมั่นเดินหน้าโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน ส่งมอบโครงการที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริงให้แก่เยาวชนและชุมชน ไม่ใช่แค่เป้าหมายให้เด็กและเยาวชนได้อิ่มท้องด้วยอาหารโปรตีนคุณภาพสูงอย่างไข่ไก่ แต่ยังเป็นการเติมอาหารสมองจากโอกาสที่เด็กและเยาวชนจะได้เรียนรู้ทักษะอาชีพ และทักษะการบริหารจัดการเชิงธุรกิจอีกด้วย


บีทีเอสกรุ๊ป-บางกอกสมาร์ทการ์ด ร่วมกับพระจอมเก้าลาดกระบัง ลงนาม MOU ศึกษาใช้รถไฟฟ้าล้อยาง ครั้งแรกของไทย

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า วันที่ 10 สิงหาคม 2563 นายกวิน กาญจนพาสน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย นายรังสิน กฤตลักษณ์ กรรมการบริหาร และผู้อำนวยการใหญ่สายปฏิบัติการ นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการบริหาร นางสาวรัชนี แสนศิลป์ชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอก สมาร์ทการ์ด ซิสเทม จำกัด และ ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่าง สจล., บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท บางกอก สมาร์ทการ์ด ซิสเทม จำกัด โดยมี นายสุรยุทธ ทวีกุลวัฒน์ ผู้อำนวยการใหญ่สายการเงิน บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ดร.ชัยศักดิ์ ศรีเศรษฐนิล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บีทีเอส อินฟราสตรัคเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด และรองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี รองอธิการบดีอาวุโส สจล. ร่วมเป็นสักขีพยาน ที่ โรงแรมยู สาทร กรุงเทพฯ

นายกวิน เปิดเผยว่า การร่วมลงนามในครั้งนี้ บริษัทมีส่วนร่วมในการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำระบบรถไฟฟ้าล้อยาง (Tram Bus) มาใช้เป็นครั้งแรกของประเทศไทย เป็นการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนสาธารณะระบบรางขนาดรอง เชื่อมต่อพื้นที่ภายในสถาบันการศึกษา กับระบบขนส่งมวลชนหลัก รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ สถานีลาดกระบัง เป็นการนำความรู้และประสบการณ์ทางระบบรางที่มีมามากกว่า 20 ปี ผนวกกับความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีโดยเฉพาะ ระบบ E-Payment และ Non-Payment ผ่านบัตรแรบบิท ที่สามารถเชื่อมต่อกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ภายใต้ความร่วมมือนี้จะทำให้นักศึกษาเกิดการเรียนรู้ เข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่จากประสบการณ์จริง นอกจากนี้ยังจะเป็นโอกาสอันดี ที่ทางบริษัทฯ จะได้แลกเปลี่ยนความรู้ด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับระบบขนส่งมวลชน และระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงฟังก์ชันการใช้งานด้านดิจิทัลอื่นๆ กับสจล. ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่มีองค์ความรู้ มีผลงานวิจัยมากมาย และยังสามารถนำมาใช้ในการศึกษาเพื่อนำไปสู่การเรียนการสอนในชั้นเรียนได้อีกด้วย

ศ. ดร.สุชัชวีร์ กล่าวว่า การเดินทางภายในบริเวณสถาบัน และเขตชุมชนใกล้เคียง ปัจจุบันเป็นปัญหาอย่างมากเนื่องจากมีทางรถไฟวิ่งผ่านกลางสถาบันฯ มีผู้โดยสารเดินทางมา ขึ้นลงจำนวนมาก ประชาชนนำรถยนต์ส่วนตัวออกมาขับขี่ แทนการใช้ระบบขนส่งมวลชน ทำให้ในช่วงเวลาเร่งด่วนเช้า – เย็น เกิดปัญหาจราจรติดขัดเป็นเวลานาน ก่อให้เกิดการสะสมมลพิษ ส่งผลต่อสภาพแวดล้อมภายในสถาบันฯ สุขภาพของนักศึกษา และประชาชนทั่วไป โดย บีทีเอส กรุ๊ป จะได้เข้ามาร่วมแก้ไขปัญหาโดยการศึกษาเส้นทาง “ระบบรถรางไฟฟ้าล้อยาง” เพื่อใช้เป็นระบบขนส่งมวลชน หลักในการเดินทางของนักศึกษา และบุคคลากรภายในสถาบัน ในการเดินทางเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนสาธารณะที่มีอยู่ในปัจจุบัน และลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว แก้ปัญหาจราจร พร้อมทั้งลดมลพิษ ภายในสถาบันให้เป็นไปตามนโยบายของทางภาครัฐ และยังสามารถตอบโจทย์ให้กับนักศึกษาซึ่งเป็นวัยรุ่นยุคใหม่ที่เน้นความรวดเร็ว และสะดวกสบายในการเดินทางเป็นหลัก

ด้านนายสุรพงษ์ กล่าวว่าสำหรับการศึกษารูปแบบระบบรถรางไฟฟ้าล้อยาง ในเบื้องต้น บีทีเอสได้ศึกษาเส้นทางที่มีความเป็นไปได้ไว้ 2 เส้นทาง เส้นทางที่1 รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ จากสถานีลาดกระบัง – หัวตะเข้ ระยะทาง 4 กิโลเมตร ประกอบด้วย 3 สถานี ได้แก่ สถานีพระจอมเกล้า และสถานีหัวตะเข้ เส้นทางที่2 วิ่งรอบภายในพื้นที่ของสถาบัน และเชื่อมต่อรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์

ระบบรถรางไฟฟ้าล้อยาง

สำหรับรถรางไฟฟ้าล้อยาง เป็นระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ ที่ได้รับความนิยมใช้ตามเมืองหลวงต่าง ๆ ในต่างประเทศ มีลักษณะคล้ายรถโดยสารทั่วไปแต่จะทันสมัยกว่า และมีการพ่วงตู้โดยสาร โดยในรถ 1 ขบวนจะมี 3 ตู้ ซึ่งจะสามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 250 คนต่อขบวน ใช้ความเร็วได้สูงสุด 75 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่มีมลพิษเนื่องจากใช้ระบบไฟฟ้าในการขับเคลื่อน ทั้งนี้ใน 2 เส้นทางจะต้องใช้รถรางไฟฟ้าล้อยาง จำนวน 4 ขบวน ในการให้บริการซึ่งคาดว่าจะเพียงพอรองรับการเดินทางของผู้โดยสารที่ใช้บริการ ภายในสถาบันฯ และประชาชนทั่วไป โดยรูปแบบการใช้บริการสามารถใช้บัตรแรบบิทในการเดินทาง และสามารถเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชนในปัจจุบันได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามโครงการนี้ยังอยู่ในระหว่างการศึกษา และหากสามารถนำไปสู่การดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมต่อไปได้จะใช้เวลาประมาณ 2 – 3 ปี โครงการนี้จึงจะเสร็จสมบูรณ์ และเป็นระบบรถรางไฟฟ้าล้อยางแห่งแรก ที่จะวิ่งในสถาบันการศึกษาของประเทศไทยและจะเป็นต้นแบบให้กับโครงการอื่น ๆ ที่จะมีต่อไปในอนาคตได้

CPF RD Center โชว์นวัตกรรมผลิตอาหารมาตราฐานโลก ในงานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ 63

0

นางปาริฉัตร เหลืองทองคำ รองกรรมการผู้จัดการ สำนักวิจัยอาหาร ศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า บริษัทได้ร่วมนำนวัตกรรมการผลิตอาหารมาตรฐานระดับโลกเข้าร่วมแสดงในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2563 (Thailand Research Expo 2020)” จัดโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

บริษัท ให้ความสำคัญกับงานวิจัยและนวัตกรรมการผลิตอาหารมาตรฐานระดับโลก โดยคำนึงถึงการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ตอบรับวิสัยทัศน์การเป็นครัวของโลก ส่งมอบผลิตภัณฑ์อาหารสู่การมีชีวิตที่ดีของผู้บริโภค อาทิ บรรจุภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน ถาดพลาสติกใสชีวภาพ Polylactic acid (PLA) บรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากพืช ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่สามารถหมุนเวียนได้ (renewable resource) และย่อยสลาย 100% ช่วยลดการใช้มวลพลาสติก 20-30% โดยใช้เป็นถาดสำหรับผลิตภัณฑ์ หมูสด-ไก่สดแช่เย็น CP Butcher, การพัฒนาถุง Mono Material บรรจุภัณฑ์ที่นำไปรีไซเคิลได้ 100% สนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ปัจจุบันใช้กับ ไก่ปรุงสุกแช่แข็ง ตรา Kitchen Joy ที่วางจำหน่ายในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย, การพัฒนาสูตรและกระบวนการผลิตอาหารที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ อาหารปั่นผสมเนื้อไก่และฟักทอง Smart Soup ในบรรจุภัณฑ์รีทอร์ทเพาซ์ ช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายและมีสารอาหารครบถ้วน ทดแทนเป็นอาหารมื้อหลักได้ ช่วยให้ผู้ป่วยมีภาวะโภชนาการที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ ยังพัฒนาสินค้าย่างถ่าน ด้วยการใช้ถ่านเซรามิก ทดแทนถ่านไม้โกงกาง ซึ่งเนื้อเซรามิกมีความแกร่ง กักเก็บความร้อนได้นาน ไม่ดูดความชื้น จึงไม่ปนเปื้อนอาหาร ลดการเกิดควันและสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ทำให้ได้สินค้าที่อร่อย มีคุณภาพ, การพัฒนาโปรตีนไฮโดรไลเซทจากลำไส้ไก่ ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นสารเพิ่มกลิ่นในอาหารสัตว์เลี้ยง เช่น ชนิดเม็ด,เหลว และของกินเล่น เป็นการเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้วัตถุดิบมากขึ้น และการพัฒนาสูตรอาหารเลี้ยงเชื้อ Lactic Acid Bacterig จากแหล่งโปรตีนที่เป็นผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมไก่เนื้อ ทดแทนแหล่งโปรตีนใน MRS ซึ่งเป็นอาหารเลี้ยงเชื้อจุลินทรีย์ทางการค้าที่มีราคาสูง เป็นต้น

กรมปศุสัตว์เซ็งข่าวปลอมหมูไก่เป็นเอดส์ วนแชร์ซ้ำทุกปี

0

ด้านเกษตรกรหมู แฉผู้ไม่หวังดีปล่อยข่าว หวังสร้างความวิตกให้ผู้บริโภค ขอรัฐหาตัวไอ้โม่งลงโทษตามกม.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยถึงกรณีมีการส่งต่อข้อความ “หมู-ไก่ เป็นโรคเอดส์ ห้ามทานเนื้อสัตว์ 6 เดือน” ในโซเชียล ว่า เป็นข่าวปลอมที่กลุ่มผู้ไม่หวังดีที่มุ่งทำลายภาคอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี 2551 โดยมีการแต่งเติมเพิ่มข้อความเท็จเข้าไปอีก แล้วนำมาวนแชร์กันทุกปีตลอด 12 ปีที่ผ่านมา ทั้งๆที่ที่ผ่านมากรมปศุสัตว์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ออกให้ข้อมูลที่ถูกต้องในทุกครั้ง ตลอดจนมีการส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพื้นที่ที่มีการกล่าวอ้าง ก็ยังไม่เคยพบโรคดังกล่าว ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่โพสต์และแชร์ข่าวปลอมที่สร้างความหวั่นวิตกประชาชน เนื่องจากมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ2560 มีโทษหนัก จำคุก 2 ปี ปรับ 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และสามารถแจ้งเบาะแสผู้กระทำผิดได้ที่ Application “DLD4.0” เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์

ด้าน น.สพ.วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า การปล่อยข่าวลวงครั้งนี้ คาดว่าจะเกิดจากขบวนการปั่นป่วนอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะในช่วงที่ทุกภาคส่วนกำลังร่วมกันแก้ปัญหาราคาเนื้อสุกร เพื่อหวังให้ผู้บริโภคเกิดความวิตกกังวลจนเลิกบริโภคเนื้อหมู ทำให้ราคาหมูตกลงอีก คนกลุ่มนี้ถือเป็นผู้ไม่หวังดี และจ้องปล่อยข่าวลวงเพื่อทำลายอุตสาหกรรมหมู ขณะที่จากประวัติการตรวจโรคทุกพื้นที่ที่มีการเลี้ยงหมูทั่วไทย ไม่เคยพบโรคนี้ตั้งแต่เริ่มเลี้ยงหมูมาเป็น 100 ปี ตั้งแต่ปี 2461 เป็นต้นมา ที่สำคัญประเทศไทยยังประสบความสำเร็จสามารถป้องกันโรค ASF ได้เป็นเวลาเกือบ 2 ปี นับเป็นความสำเร็จระดับภูมิภาค ช่วยปกป้องอุตสาหกรรมหมูของไทยมูลค่า 1.5 แสนล้านบาท และยังเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้เนื้อหมูที่ปลอดภัย และไม่ต้องประสบภาวะขาดแคลนเนื้อหมูดังเช่นประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียที่ปริมาณหมูเสียหายจากโรคนี้ จนทำให้ราคาหมูเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

น.สพ.วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ

“เกษตรกรคนเลี้ยงหมูทั่วประเทศขอให้ภาครัฐทั้งกรมปศุสัตว์ และกระทรวงดิจิทัลฯ เร่งหาตัวไอ้โม่งมาลงโทษตามกฎหมาย เพื่อให้ข่าวปลอมนี้หมดไปจากประเทศและไม่กลับมาทำลายอุตสาหกรรมหมูอีกต่อไป เนื่องจากการแชร์ข่าวปลอมนี้สร้างความหวั่นวิตกแก่ประชาชนอย่างมาก ทั้งๆที่รู้ว่าไม่เป็นความจริงแต่ก็ยังจงใจส่งต่อ และยังพบว่ามีการแชร์ต่อเรื่องนี้ทุกปี”

เพจหมอแล็บฯ เตือนระวังช่างแอร์นอกตำนาน หลอกคนแก่เก็บค่าล้างแอร์ 3 เครื่อง 7 พันบาท

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า เฟสบุ๊กเพจ หมอแล็บแพนด้า เพจดังที่มีผู้ติดตามกว่า 2.5 ล้านคน ได้โพสต์เตือนภัย ให้ระวังการเก็บค่าบริการของ “ช่างแอร์” จากผู้สูงอายุที่อยู่บ้านตามลำพัง โดยคิดค่าบริการล้างแอร์ จำนวน 3 เครื่อง เป็นเงินถึง 7,000 กว่าบาท โดยโพสมีเนื้อหาว่า

“ระวังนะครับ มีการหากินแบบนี้ด้วย ล้างแอร์ตามใบปลิวราคาถูกๆ พอล้างเสร็จโดนฟันราคาเละเลย 7 พันกว่าบาท อ้างว่าเติมนั่นเติมนี่ ทั้งที่ลูกค้าอยากล้างแอร์เฉยๆ สุดท้ายพอโทรไปสอบถาม ปิดเบอร์หนีซะงั้น ส่วนใหญ่เหยื่อคือคนเฒ่าคนแก่ที่อยู่บ้านตามลำพัง” นอกจากนี้ ยังได้โพจภาพใบปลิว และโพสต์ข้อความของญาติผู้เสียหาย

โดยญาติของผู้เสียหายได้โพสต์ข้อความว่า ใครเจอแบบนี้บ้างคะ เมื่อคนแก่อยู่บ้าน 2 คน เรียกช่างแอร์จากใบปลิวที่มาเสียบหน้าบ้าน ซื่อสัตย์ สุจริต เครื่องเย็นบริการก็เลยเรียกมาล้างแอร์ 2 ตัวชั้นล่าง (ครบรอบล้างฝุ่นเยอะเย็นน้อยลงเหมือนทุกครั้งที่พอล้างแล้วก็หาย)

ช่างมาถึงเลยให้ดูเพิ่มอีก 1 ตัวชั้น 2 (แอร์เก่า) ช่างก็ทำไปโดยไม่มีการแจ้งก่อนทำว่า น้ำยาพร่องต้องเติม ต้องจ่ายเพิ่มอะไรบ้าง พอทำเสร็จคิดราคามา 7,320 ลุงบอกเงินไม่พอ ช่างผู้ซื่อสัตย์สุจริต ก็อธิบายเยอะประมาณบัฟช่างคนเก่าว่า เติมน้ำยาขาด แถมใส่น็อตหลวมทำให้น้ำยารั่วไหล พอล้างแอร์แล้วมันไม่เย็นเลยตรวจดูว่าน้ำยาพร่อง คือเป็นทั้ง 3 ตัวเลย

ซึ่งแอร์ 2 ตัวชั้นล่างยังเย็นปกติ แต่ฝุ่นเยอะ!! และ 1 ตัวเป็นแอร์ที่เพิ่งติดได้ประมาณ 1 ปี ถ้าชั้น 2 น้ำยาพร่องพอเข้าใจได้เพราะเป็นแอร์เก่า สรุปลุงต้องออกไปกดเงินมาจ่ายให้

วันนี้ไปหาแม่ดูบิลเลยรู้สึกผิดปกติ เลยโทรหาช่างในใบเสร็จ ถามว่า ทำไมต้องเติมน้ำยา 3 เครื่อง แอร์ไม่ได้เสีย ช่างพูดว่า บอกราคาก่อนทำแล้วมีการเถียงกันทางโทรช่างตัดสายทิ้ง โทรเข้าศูนย์ในใบปลิว ก็ตอบไม่ได้โบ้ยให้ช่าง คือช่างมันไม่รับสายแล้วไง เราเลยเปิดกล้องวงจรที่บันทึกไว้ดูการสนทนาทั้งหมดเลย ไม่มีการบอกราคาก่อนจริง เพราะถ้าแจ้งราคาแล้วเงินไม่พอ แม่เราไม่ทำแน่นอนเพราะความตั้งใจคือแค่ล้างแอร์เฉยๆ

น้องจากทางร้านที่รับเรื่องบอกว่า ใจเย็นนะคะ เดี๋ยวจะให้ช่างโทรกลับมาเคลียร์ สรุปไม่โทรมาละใบปลิวแบบนี้หาความจริงไม่ได้เลยมีคลิป VDO จากกล้องวงจรบ้านแม่ บันทึกเหตุไว้ทั้งหมด ชัดทั้งภาพและเสียง โทรปรึกษาพี่ที่เป็นช่างแอร์แกบอกโดนแล้วน้องเอ๊ย อยากแจ้งความจังเลย

ขอบคุณภาพ เพจ หมอแล็บแพนด้า