Home Blog Page 476

เอไอเอส จับมือ ไมโครซอฟท์ ขยายความเป็นพันธมิตร

0

ให้บริการโซลูชันอย่างเป็นทางการ ร่วมขับเคลื่อนภาคธุรกิจด้วยเทคโนโลยีประสิทธิภาพสูงระดับเวิลด์คลาส

 AIS ร่วมกับ Microsoft ประกาศขยายความร่วมมือการเป็นพันธมิตรครั้งสำคัญในฐานะผู้ให้บริการ Microsoft Licensing Solution Provider (LSP) ที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจองค์กรในทุกระดับได้หลากหลายมากยิ่งขึ้นด้วยบริการโซลูชันประสิทธิภาพสูงจาก Microsoft ครบวงจร ถือเป็นผู้ให้บริการในกลุ่มอุตสาหกรรมโทรคมนาคมรายแรกและรายเดียวในประเทศไทยที่ได้รับความไว้วางใจอย่างเป็นทางการจากองค์กรระดับโลกที่มองเห็นถึงศักยภาพในการส่งมอบสินค้าและบริการต่างๆ ที่เชื่อมโยงการทำงานบนเครือข่ายคุณภาพของเอไอเอส ที่มาพร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการรับรองด้วยมาตรฐานระดับโลกคอยให้คำปรึกษา

นายฮุย เวง ชอง กรรมการผู้อำนวยการ – AIS กล่าวว่า การขยายความร่วมมือกับ Microsoft ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวย่างสำคัญที่จะเป็นประโยชน์ต่อการช่วยขับเคลื่อนภาคธุรกิจในยุคปัจจุบันที่ต้องเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงรอบด้านอยู่ตลอดเวลา โดย AIS ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ให้บริการ Licensing Solution Provider (LSP) ที่สามารถนำโซลูชันเพื่อองค์กร เช่น Modern workplace, Azure, และ solutions สำหรับ IT Infrastructure อื่นๆ มาให้องค์กรสามารถเลือกใช้ได้ตามโจทย์ที่ต้องการได้มากขึ้น ตอบโจทย์การบริหารจัดการองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ที่ผ่านมา AIS ได้สนับสนุนให้องค์กรต่างๆ ได้ใช้งานเทคโนโลยีประสิทธิภาพสูงจาก Microsoft และคุ้มค่ากับการลงทุนอย่างต่อเนื่อง จากการที่ AIS ได้รับเลือกให้เป็นผู้ให้บริการ Microsoft Edge Node และ AIS Azure ExpressRoute รายแรกและรายเดียวในไทยที่ช่วยให้ลูกค้าองค์กรได้รับประสบการณ์ใช้งานที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของค่าความหน่วงต่ำ (Latency) ที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการใช้งานเครือข่ายได้อย่างแม่นยำ และทำให้การเชื่อมต่อมีความเสถียรมั่นคง ตลอดจนมีทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้น ความร่วมมือครั้งนี้ จึงนำมาซึ่งความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมเสริมความแข็งแกร่งภาคธุรกิจไทยร่วมกับ Microsoft อีกครั้ง


ด้านนายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ความร่วมมือกับเอไอเอสทำให้สามารถสนับสนุนลูกค้าในประเทศไทยได้มากขึ้น และผลักดันให้ทุกองค์กรก้าวไปสู่ความสำเร็จที่ดีกว่า ด้วยศักยภาพของผู้ให้บริการระดับ LSP เอไอเอสสามารถพัฒนาโซลูชันมากมายที่ตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าได้อย่างแม่นยำ เราต้องขอขอบคุณเอไอเอสในฐานะพันธมิตรที่แข็งแกร่ง ผู้ร่วมกันเปิดโอกาสให้เราได้ยกระดับและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปพร้อม ๆ กัน

บัตรแรบบิท ยืนหนึ่งผู้นำสมาร์ทการ์ด ยุคนิวนอร์มอล

0
ไอรินทร์ อริยพงศ์สถิต ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท บางกอก สมาร์ทการ์ด ซิสเทม จำกัด

ไอรินทร์ อริยพงศ์สถิต ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท บางกอก สมาร์ทการ์ด ซิสเทม จำกัด เปิดเผยถึงทิศทางของบัตรแรบบิทในปีที่ผ่านมา ว่า หลังจากเปิดตัวบัตรแรบบิทในฐานะสมาร์ทการ์ด ที่ให้ความสะดวกสบายสำหรับผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส และร้านค้าพันธมิตรต่างๆ ไปแล้ว และวันนี้บัตรแรบบิทได้กลายเป็นบัตรที่ใช้สำหรับการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งในระบบขนส่งมวลชน ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจบริการ ในหลายๆ รูปแบบ โดยมุ่งมั่นที่จะวางบทบาทของบัตรใบนี้ ให้ตอบสนองกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

การดำเนินงาน 8 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ออกบัตรแรบบิทไปแล้วกว่า 14 ล้านใบ และจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด บริษัทได้เตรียมพร้อมรับมืออย่างเต็มที่ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ถือบัตรให้ได้มากที่สุด ให้บัตรแรบบิทเป็นบัตรเดียวที่สามารถใช้ได้ทั้งช้อป กิน และเที่ยว ลดความเสี่ยงจากการสัมผัสเงินสด โดยได้ขยายการชำระเงินไปสู่ระบบขนส่งสาธารณะอื่น ๆ นอกเหนือจากรถไฟฟ้าบีทีเอส ไม่ว่าจะเป็น ไมโครบัส Y70E (หมอชิต – ศาลายา) รถโดยสารประจำทางในหัวเมืองต่าง ๆ ทั้ง ภูเก็ตสมาร์ทบัส โพธิ์ทองบัส (สงขลา – หาดใหญ่) และ RTC เชียงใหม่ รถประจำทางสาย 51 (ปากเกร็ด – มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) สาย 52 (ปากเกร็ด – บางซื่อ) สาย 104 (ปากเกร็ด – หมอชิต 2) สาย 147 (วงกลมเคหะธนบุรี) สาย 150 (ปากเกร็ด – บางกะปิ) และสาย 167 (เคหะธนบุรี – สวนลุมพินี) รวมไปถึงเรือโดยสาร ได้แก่ เรือคลองภาษีเจริญ เรือข้ามฟาก (ท่าพระจันทร์ – ท่ามหาราช) เรือเจ้าพระยาทัวริสท์โบ๊ท (ธงฟ้า) และเรือด่วนปรับอากาศ (ธงแดง) เพื่อแสดงจุดยืนให้ชัดเจนว่า บัตรแรบบิท เป็นบัตรใบเดียวที่ใช้จ่ายค่าโดยสารขนส่งสาธารณะได้หลากหลายที่สุด

สำหรับร้านค้าและบริการ ผู้ถือบัตรสามารถใช้แทนเงินสดเพื่อซื้ออาหาร เครื่องดื่ม และความบันเทิง บริษัทเดินหน้าขยายพันธมิตรร้านค้า จนปัจจุบันมีร้านค้าพันธมิตรมากถึง 550 แบรนด์ พร้อมจุดให้บริการกว่า 15,000 จุด ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยผู้ถือบัตรแรบบิททุกใบ จะได้รับส่วนลดพิเศษ หรือสิทธิประโยชน์อื่น ๆ มากมาย ทำให้บัตรแรบบิทตอบโจทย์ความเป็น “One for All” โดยแท้จริง

นอกจากนี้ บัตรแรบบิทยังได้มีการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อสนองความต้องการของภาคธุรกิจอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น บริษัท ห้างร้าน หรือองค์กรต่างๆ โดยบัตรแรบบิทสามารถที่จะเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งาน เพื่อเป็นบัตรเข้า – ออกอาคาร (Access Control) ใช้ชำระค่าอาหารเครื่องดื่มภายในโรงเรียน หรือองค์กร (Canteen Solution) เป็นบัตรประจำตัวพนักงาน (Employee ID card) หรือเป็นบัตรประจำตัวนักเรียน (Student ID card) โดยมีบริษัทและองค์กรชั้นนำต่างๆ ที่ใช้บัตรแรบบิท เช่น บริษัท สหพัฒนพิบูล จํากัด (มหาชน) บริษัท สิงห์ เอสเตท จํากัด (มหาชน) บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) โรงเรียนนานาชาติร่วมฤดี โรงเรียนนานาชาติเวอร์โซ และคอนโดมิเนียมชั้นนำต่างๆ ที่ตั้งอยู่ใกล้กับเส้นรถไฟฟ้าบีทีเอส โดยบัตรแรบบิทใบเดียวกันนี้ ยังสามารถจ่ายค่าโดยสารขนส่งสาธารณะ และจ่ายค่าสินค้า บริการต่าง ๆ ได้อีกด้วย เพียงเติมเงินเข้าบัตรแรบบิทก็สามารถใช้งานได้ทันที

ทั้งนี้ ด้านการเติมเงิน บริษัทได้ขยายจุดเติมเงิน จากเดิมที่เติมเงินได้ที่ห้องจำหน่ายตั๋วโดยสารบนสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส และรถโดยสารด่วนพิเศษบีอาร์ที วันนี้ ผู้ถือบัตรแรบบิทสามารถเติมเงินกับพนักงานเก็บค่าโดยสารบนรถโดยสารสมาร์ทบัส สาย 51, 52, 104, 147, 150, 167 และร้านค้าพันธมิตรอย่าง แมคโดนัลด์ 219 สาขาทั่วประเทศ เคอรี่ เอ็กซ์เพรส 423 สาขาในกรุงเทพฯ และร้านสะดวกซื้อต่าง ๆ เช่น เทสโก้โลตัส เอ็กเพลส มินิบิ๊กซี ลอว์สัน108 รวมไปถึงศูนย์อาหารในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ได้แก่ ศูนย์อาหารในเครือเดอะมอลล์ เครือซีพีเอ็น และอื่น ๆ อีกมากมาย และตู้เติมสบายพลัส และบริษัทกำลังพัฒนา โมบายแอพลิเคชั่น ให้กับผู้ถือบัตรแรบบิทได้รับความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยจะสามารถใช้งานกันได้ภายในต้นปีหน้านี้

ซีพีเอฟ สร้างโอกาสให้เป็นเจ้าของธุรกิจ ร้านอาหารห้าดาว และ สตาร์คอฟฟี่

0

นายสถิต สังขนฤบดี ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการธุรกิจห้าดาวและร้านอาหาร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า เพื่อช่วยสร้างงานให้กับประชาชนที่สนใจอยากมีธุรกิจเป็นของตนเอง แต่ไม่อยากเสี่ยงมาก ในสถานการณ์ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซีพีเอฟเสนอทางเลือกแนวทางการลงทุนธุรกิจแฟรนไชส์ร้านอาหารห้าดาวและธุรกิจแฟรนไชส์กาแฟสด แบรนด์ Star coffee เพื่อส่งเสริมอาชีพให้ผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย (SMEs) ด้วยรูปแบบการลงทุนลักษณะแฟรนไชส์ ซึ่งที่ผ่านมามีเอสเอ็มอีที่เป็นเจ้าของร้านอาหารห้าดาวและร้านสตาร์คอฟฟี่ รวมกันกว่า 4,500 รายทั่วประเทศ

จากความสำเร็จที่เอสเอ็มอีเป็นเจ้าของกิจการเองกว่า 4,500 ราย ดังกล่าว น่าจะช่วยให้ผู้ว่างงานและผู้อยากมีธุรกิจเป็นของตนเอง ได้เห็นแนวทางที่จะสร้างงาน สร้างธุรกิจ โดยไม่ต้องเสียเวลาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ เพราะแบรนด์ของธุรกิจห้าดาวและสตาร์คอฟฟี่ เป็นที่รู้จักและได้รับความน่าเชื่อถือในรสชาติที่อร่อย สะอาด ถูกหลักอนามัยอยู่แล้ว รวมทั้งผู้ประกอบการรายย่อยและเอสเอ็มอี ไม่ต้องเสียเงินจำนวนมากไปลองผิดลองถูกในการพัฒนาร้าน พัฒนาสูตร โดยเฉพาะในสถานการณ์โควิด-19 ที่กระทบเศรษฐกิจช่วงนี้ ความเสี่ยงยิ่งสูงมากขึ้นไปอีก ซึ่งเห็นได้จากร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่มที่ปิดกิจการไป

การเป็นแฟรนไชส์ร้านอาหารห้าดาวและร้านสตาร์คอฟฟี่ ทางซีพีเอฟจะมีทีมงานเข้าไปเป็นที่ปรึกษา อบรมให้ความรู้ทางธุรกิจแบบครบวงจร ตั้งแต่การเลือกทำเล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการทำธุรกิจประเภทร้านอาหารและเครื่องดื่มให้ประสบความสำเร็จ การอบรมวิธีบริหารร้านให้ได้กำไร การบริหารจัดการสต๊อกสินค้าให้มีประสิทธิภาพสินค้าใหม่สดเสมอ การอบรมงานบริการให้ยอดขายดีสามารถสร้างลูกค้าประจำ รวมทั้งช่วยในการออกแบบตกแต่งร้าน การอบรบสูตรอาหาร เครื่องดื่มใหม่ๆเป็นระยะ ที่สำคัญจะมีกิจกรรมการตลาดโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย ดึงลูกค้าเข้าร้านอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถบริหารจัดการได้อย่างมืออาชีพ

ทั้งนี้ การร่วมทำแฟรนไชส์กับธุรกิจห้าดาวมีรูปแบบร้าน ทั้งรูปแบบคิออส(Premium Kiosk) พื้นที่ 3 × 3 ตารางเมตร งบลงทุนประมาณ 50,000 บาท และรูปแบบร้านอาหาร (Five Star Restaurant) ซึ่งเป็นรูปแบบที่สามารถคืนทุนให้ผู้ประกอบธุรกิจได้รวดเร็วเมื่อเทียบกับรูปแบบอื่น ด้วยความหลากหลายของขนาดร้านที่มีตั้งแต่พื้นที่ 20 ตารางเมตร ถึง 100 ตารางเมตร ตามกำลังของผู้ประกอบการ

ทั้งนี้ โครงการสนับสนุนแฟรนไชส์ร้านห้าดาวและสตาร์คอฟฟี่ เป็นหนึ่งในโครงการที่ซีพีเอฟ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและแก้ปัญหาคนว่างงานจากผลกระทบโควิด-19 ซึ่งมีทั้งหมด 3 โครงการ คือ โครงการรับสมัครนักศึกษาจบใหม่ โครงการคูปองแทนใจให้ผู้ประกันตน และโครงการสนับสนุนแฟรนไชส์ร้านห้าดาวและสตาร์คอฟฟี่ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ว่างงานได้สร้างอาชีพ สร้างธุรกิจเป็นของตนเอง โดยใช้เงินลงทุนเพียงหลักหมื่น คืนทุนเร็ว ใช้พื้นที่ขนาดเล็กเพื่อกระจายร้านเข้าถึงชุมชนได้ง่าย พร้อมมีรูปแบบที่ปรับให้เข้ากับกลุ่มผู้บริโภคแต่ละแห่งซึ่งได้รับความประสบความสำเร็จมาแล้วเป็นตัวอย่างให้เห็นทั่วประเทศ และเป็นการร่วมสนับสนุนนโยบาย”รวมไทยสร้างชาติ”ของรัฐบาล

สำหรับผู้สนใจเข้าเป็นแฟรนไชส์ธุรกิจห้าดาว สามารถดูรายละเอียดได้ที่ https://fivestar.in.th และผู้ที่สนใจเป็นแฟรนไชส์ธุรกิจสตาร์คอฟฟี่ สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://.starcoffee.in.th หรือสามารถติดต่อได้ที่โทร. 02-800-8000

เดินหน้าสร้างอาชีพต่อเนื่อง สิงห์อาสาเปิดหลักสูตรล่าสุด ช่างคอมฯ เพิ่มช่องทางสร้างรายได้

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า สิงห์อาสา โดย มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี และ บริษัท บญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น จัดหลักสูตร “ช่างคอมพิวเตอร์” อบรมฟรีให้กับผู้ที่สนใจ เพื่อใช้เป็นช่องทางสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ดูแลตนเองและครอบครัว ฝ่าวิกฤตโควิด-19

โดยเป็นหลักสูตรที่ 10 ภายใต้โครงการสิงห์อาสาสร้างงานสร้างอาชีพ ในกลุ่ม Home service and Office skills  โดยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ได้สนับสนุนการจ้างงาน สร้างอาชีพ ผ่านโครงการสิงห์อาสาทั่วประเทศมาแล้วอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจ้างงานผ่านการทำหน้าที่อาสาสมัครดูแลท้องถิ่นตนและการสร้างอาชีพหลากหลายหลักสูตรหวังพี่น้องประชาชนใช้เป็นช่องทางในการประกอบอาชีพสร้างรายได้ทันที

ล่าสุด เมื่อวันที่ 26-27 กันยายน 2563 สิงห์อาสาได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น จัดหลักสูตร “ช่างคอมพิวเตอร์” ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากเป็นสาขาวิชาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และใช้เงินลงทุนไม่มากในการเริ่มอาชีพ

หลักสูตรดังกล่าว ได้คณาจารย์ประจำสาขาวิชาครุศาสตร์อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น เป็นผู้ออกแบบหลักสูตรและเป็นทีมวิทยากรถ่ายทอดความรู้ ทั้งภาคทฤษฎีพื้นฐานไปจนถึงภาคปฏิบัติเชิงลึก เริ่มตั้งแต่ระบบฮาร์ดแวร์ในส่วนขององค์ประกอบและการทำงานของอุปกรณ์ส่วนต่างๆ ของคอมพิวเตอร์ ระบบซอฟท์แวร์เกี่ยวกับการติดตั้ง การเชื่อมต่อเครือข่ายทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ รวมไปถึงการศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ พรบ.คอมพิวเตอร์และจรรยาบรรณสำหรับช่างคอมพิวเตอร์ เมื่อจบหลักสูตรผู้เข้าการอบรมจะได้รับใบประกาศนียบัตรรับรอง เพื่อการันตีถึงความรู้ความสามารถ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าและผู้ใช้บริการ

นับตั้งแต่เกิดสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ทั่วโลก ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวทั้งในแง่ของการดำเนินชีวิตรวมถึงสภาพเศรษฐกิจที่เกิดการชะลอตัว หลายกลุ่มธุรกิจได้รับผลกระทบ เกิดปัญหาการว่างงานตามมา  ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนมีนาคม ที่ผ่านมา บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ได้มีมติให้งบประมาณช่วยเหลือ สนับสนุนการทำงานของบุคลากรการแพทย์ให้แก่โรงพยาบาลหลัก 26 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งสนับสนุนอาหารน้ำดื่มให้กับบุคคลากรการแพทย์และบุคคลากรหลัก ที่เป็นด่านหน้าในการรับมือกับการแพร่ระบาดโควิด-19 รวมถึงเร่งบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ ผ่านโครงการสิงห์อาสาทั่วประเทศ ทั้งในรูปแบบของการจ้างงาน เป็นอาสาสมัครดูแลท้องถิ่นตนเอง และการอบรมสร้างอาชีพ รวมเป็นมูลค่าการช่วยเหลือกว่า 200 ล้านบาท

AIS เปิดตัวหนังสือ ’30 ปี เอไอเอส ธรรมดาที่ไม่ธรรมดา’

0
สมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส

เอไอเอส จัดงานเปิดตัวหนังสือ 30 ปี เอไอเอส ธรรมดาที่ไม่ธรรมดา พ็อกเก็ตบุ๊กเล่มแรกและเล่มเดียว  ผลงานของ ‘สมชัย    เลิศสุทธิวงค์’ ซีอีโอมืออาชีพ ถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานที่ไต่เต้าจากพนักงานธรรมดา ๆ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดขององค์กรด้านโทรคมนาคมอันดับ​1 ของประเทศ

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส เปิดเผยว่า หนังสือเล่มนี้ เกิดจากความตั้งใจที่อยากสื่อสารเรื่องราวของเอไอเอส โดยตั้งชื่อหนังสือว่า ธรรมดาที่ไม่ธรรมดา มาจากตัวตนขององค์กร ที่เป็นเพียงบริษัทธรรมดาแห่งหนึ่ง แต่มีความไม่ธรรมดาแฝงอยู่ นั่นคือการเป็นผู้บุกเบิกเทคโนโลยีและสร้างนวัตกรรมการสื่อสารใหม่ ๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สร้างความเปลี่ยนแปลงและยกระดับประเทศไทยให้ก้าวหน้า ทัดเทียมเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ซึ่งในทุก ๆ เรื่องราวที่เกิดขึ้น ล้วนแฝงไปด้วยบทเรียนที่องค์กรสั่งสม กลายเป็นองค์ความรู้ที่จะส่งต่อให้กับคนในองค์กร และอีโคซิสเต็มที่เกี่ยวข้องให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

ขณะเดียวกัน ในทุก ๆ ช่วงเวลา ยังได้สร้างความเป็นคนทำงานมืออาชีพให้กับชาวเอไอเอส ปลูกฝังการมีหัวใจบริการอยู่ทุกลมหายใจ การมีพลังที่จะส่งต่อความสุข, ความสะดวกสบายจากสินค้าและบริการของเอไอเอสให้กับลูกค้าและคนไทยทุกคน ทั้งหมดนี้หล่อหลอมเกิดเป็นดีเอ็นเอแบบคนเอไอเอสมาจนถึงทุกวันนี้

เนื้อหาในเล่ม เป็นบทบันทึกพัฒนาการการเปลี่ยนผ่านทั้งในด้านเทคโนโลยีการสื่อสารของเมืองไทย ตั้งแต่ยุคบุกเบิก 1G เมื่อ 30 ปีก่อน จนปัจจุบันที่เครื่องมือสื่อสารอย่างสมาร์ทโฟนเปรียบเสมือนอวัยวะที่ 33 ของมนุษย์ และก้าวมาถึงยุค 5G ตลอดจนการพัฒนาคนมืออาชีพในแบบฉบับเอไอเอส เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมนี้ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยตนวางแนวทางการเขียนหนังสือโดยใช้ปรัชญา 3 คำ ในทุก ๆ บท ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกันกับที่ผมใช้ในการทำงาน กับทุก ๆ คนที่เกี่ยวข้องในชีวิตการทำงานอีกด้วย

หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์บนกระดาษ EcoFiber 100%  ช่วยลดการใช้ทรัพยากร รักษาสิ่งแวดล้อม และ E-Book ในรูปแบบมัลติมีเดียที่มีครบทั้งภาพและเสียง ซึ่งในหน้าสุดท้ายของแต่ละบท ผู้อ่านสามารถสแกนคิวอาร์โค้ด หรือกดรับชมภาพความประทับใจในแต่ละช่วงเวลาตลอด 30 ปี ของ เอไอเอส ในรูปแบบคลิปวิดีโอ  

“ส่วนใน E-Book ยังเพิ่มเติมความเป็นหนังสือเสียง หรือ Audio Book ที่ร่วมถ่ายทอดโดยบุคคลพิเศษที่เกี่ยวข้องกับเอไอเอส ไม่ว่าจะเป็น “น้องแบงค์-วชิรธรรม” และ “น้องแพรก-วิษณุ” เยาวชนตัวแทนจากโครงการ AIS คนเก่งหัวใจแกร่ง, “คุณโอม-นัฐภูมิ” พนักงาน Call Center ผู้พิการ ที่ได้รับโอกาสเข้าทำงานกับเอไอเอส เป็นที่แรก หลังจากพยายามหาตำแหน่งงานที่เปิดรับผู้พิการอยู่นาน, “คุณเจมส์-จิรายุ” พรีเซ็นเตอร์ ​AIS 3G คนแรก และกลุ่มพนักงานเอไอเอสจากหลากหลายหน่วยงาน”

เริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2563 เป็นต้นไป ในราคา 250 บาท ผ่าน 3 ช่องทางการจัดจำหน่าย ได้แก่ AIS Online Store, แอปพลิเคชัน OokBee, ร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป และในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 25 (บูธมติชน H26) ระหว่างวันที่ 30 กันยายน – 11 ตุลาคม 2563 ณ ชาเลนเจอร์ 2         อิมแพค เมืองทองธานี โดยรายได้จากการจำหน่ายหนังสือทั้งหมด หลังหักค่าใช้จ่าย เอไอเอสจะมอบให้แก่โรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน)

ซีพีเอฟ ส่งมอบอาหารให้หมอ-พยาบาล คุมเข้มชายแดนป้องกันโควิด-19

0
ยประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ส่งมอบอาหารเพื่อแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ ในโรงพยาบาลของรัฐ 5 แห่งของจังหวัดตาก ตาม “โครงการ CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” เพื่อแบ่งเบาภารกิจทีมแพทย์ในการป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 บริเวณชายแดน หลังยอดผู้ติดเชื้อในประเทศเมียนมาสูงเกินกว่า 9,000 คน

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศเมียนมาที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่า 9,000 คน ส่งผลให้ประเทศไทยต้องคุมเข้มชายแดนเพื่อป้องกันคนไทยจากเชื้อไวรัสนี้ด้วย

ซีพีเอฟ เป็นผู้ผลิตอาหารปลอดภัยและได้แบ่งเบาภาระของกระทรวงสาธารณสุข ตลอดจนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือคนไทยและประเทศไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 มาตั้งแต่ช่วงต้นปี วันนี้ ซีพีเอฟ ขอนำความเชี่ยวชาญด้านอาหารของบริษัทมาช่วยแบ่งเบาภารกิจของทีมแพทย์ในจังหวัดตากอีกครั้ง เพื่อเติมกำลังกายและเป็นกำลังใจให้แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องใกล้ชิดและมีความเสี่ยงอย่างมากในสถานการณ์นี้ เนื่องจากจังหวัดตากเป็นจังหวัดชายแดนที่มีแรงงานจากเมียนมาเข้าออกเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ ซีพีเอฟ จะจัดเตรียมอาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทานให้แก่ทีมแพทย์ในโรงพยาบาล 5 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลพบพระ โรงพยาบาลแม่สอด โรงพยาบาลท่าสองยาง โรงพยาบาลแม่ระมาด และโรงพยาบาลอุ้มผาง โดยทีมงานเดลิเวอรี่ของซีพี เฟรชมาร์ท จะจัดส่งอาหารให้บุคลากรทางการแพทย์ถึงที่ทุกโรงพยาบาล

“ได้เห็นข้อความของคุณหมอท่านหนึ่งในจังหวัดตากที่บอกกว่า คุณหมอมีหน้าที่ที่ต้องป้องกันเมืองหลวงหรือเมืองชั้นกลางของประเทศไว้ให้ได้ ถ้าทัพหน้าแข็งแรง ทัพหลวงก็อุ่นใจ… ผมก็อยากจะบอกคุณหมอว่า ซีพีเอฟ จะเป็นกองหนุนเติมเสบียง ส่งพลังให้ทัพหน้าของคุณหมอสู้ภ้ยโควิด-19 ได้อย่างเข้มแข็งและมั่นใจครับ” นายประสิทธิ์ กล่าว

JOB EXPO วันสุดท้าย รมว.แรงงานปลื้ม ยอดรอบรรจุ 2.4 แสนคน

0

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า การจัดงาน Job Expo Thailand 2020 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-28 กันยายน 2563 โดยวันนี้เป็นวันสุดท้าย ล่าสุดพบว่า มีการสมัครงาน และรอบรรจุงาน จำนวน 243,566 คน

สำหรับการจัดงาน JOB EXPO ครั้งนี้ เป็นปีแรก และถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก และเป็นไปตามเป้าหมาย เพื่อให้เกิดการจ้างงาน จากผลกระทบของโควิด – 19 ตามนโยบายรวมไทยสร้างชาติ เพื่อเยียวยาช่วยเหลือ นักศึกษาจบใหม่ ให้มีงานทำ รวมทั้งช่วยให้ประชาชนฟื้นตัว สร้างรายได้ให้ภาคครัวเรือน เพื่อนำพาประเทศให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

พบว่า มีหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน มาเปิดรับสมัครงาน เป็นจำนวนมากถึง 570 หน่วยงาน มีตำแหน่งงานว่าง 1,355,187 อัตรา มีผู้เข้าร่วมงานจำนวน 125,383 คน

สำหรับโครงการส่งเสริม การจ้างงานนักศึกษาจบใหม่ (Co-payment) มีนายจ้างเข้าร่วมโครงการจำนวน 1,048 ราย แจ้งความประสงค์รับสมัครงาน จำนวน 78,855 อัตรา และนักศึกษาจบใหม่ จำนวน 15,737 คน

ทั้งนี้ การจัดงานครั้งนี้ ถือเป็นก้าวแรกและสำคัญในการช่วยส่งเสริมให้คนไทยมีงานทำ โดยการจับคู่ตำแหน่งงานว่างให้ผู้สมัครงานและนายจ้างมาเจอกัน โดยการดำเนินการต่อจากนี้ นายจ้างจะทยอยการบรรจุงาน โดยอาศัยฐานข้อมูลการสมัครงานจากแพลตฟอร์มไทยมีงานทำ.com ที่ผู้สมัครได้กรอกข้อมูลไว้

ซีพี เวียดนาม เจ๋ง คว้า 2 รางวัลระดับชาติ

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า ซี.พี.เวียดนาม คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือซีพี เวียดนาม ได้ถูกจัดให้เป็นอันดับที่ 1  ในกลุ่มอาหารสด และอาหารแช่แข็ง  โดย Vietnam Top 10 Food Reputation Award 2020 จากการยอมรับของชาวเวียดนาม ในความน่าเชื่อถือ และภาพลักษณ์ที่ดี รวมถึงได้รับรางวัล Gold Brand จากงาน Vietnam’s Agriculture Award 2020 ซึ่งมอบให้กับตราสินค้า และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่มีคุณภาพโดดเด่น ตอกย้ำการเป็นผู้ผลิตอาหารปลอดภัย

ทั้งนี้ รางวัล Top 10 Food Reputation Award 2020 โดย Vietnam Report พิจารณาจากผลประกอบการล่าสุด ภาพลักษณ์ของบริษัท การประเมินข่าวสารและบทความของบริษัท ในช่องทางต่างๆ  รวมถึงผลสำรวจจากผู้บริโภค บริษัท และผู้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหาร

ขณะที่รางวัลVietnam’s Agriculture Award 2020 จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีโดยสมาคมการเกษตร เกษตรกร และชนบทเพื่อเป็นแบบอย่างความสำเร็จในการพัฒนาสินค้าการเกษตร ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาชนบท ในปีนี้ ซีพี เวียดนามได้รับเกียรติให้ได้รับรางวัล จากคุณภาพที่ยอดเยี่ยมของผลิตภัณฑ์ 3 ชนิด ได้แก่ ไส้กรอก เนื้อหมู และอาหารสัตว์

นายวู๋อันตวั้น (Vu Anh Tuan) รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพี เวียดนาม กล่าวว่า ซีพี เวียดนาม เดินหน้าตามวิสัยทัศน์ครัวของโลก ซึ่งผลิตสินค้าที่โดดเด่นทั้งด้านคุณภาพ และความปลอดภัย เป็นที่ยอมรับจากทั้งผู้บริโภค และเกษตรกร ทำให้ในปัจจุบันเครือซีพีเป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์เบอร์หนึ่งของโลก ขณะที่ไส้กรอก และหมูของบริษัทก็เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค จากความสะอาดปลอดภัย ที่มาพร้อมคุณค่าทางอาหาร และความอร่อย

แม้ว่าในปี 2562 และ 2563 จะเป็นปีที่ท้าทายสำหรับภาคการเกษตรเวียดนาม เนื่องจากการระบาดของโรคเอเอสเอฟ ในสุกร และโควิด19 อย่างไรก็ตาม ซีพี เวียดนาม และบริษัทอื่นๆ ได้พยายามอย่างสุดความสามารถ เพื่อให้ภาคการเกษตร เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ สามารถเดินหน้าต่อไปได้

ซีพี เวียดนามเป็นบริษัทของไทย จดทะเบียนตั้งแต่ปี  2536 โดยดำเนินธุรกิจเกษตรปศุสัตว์และอาหารครบวงจร ครอบคลุมทั้งธุรกิจสัตว์บกและธุรกิจสัตว์น้ำ

ซีพีเอฟ แก้ปัญหาไข่ราคาตก เร่งส่งออกเพิ่มก่อนเทศกาลกินเจ หวั่นราคาหล่นซ้ำ

0
สมคิด วรรณลุกขี รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธุรกิจไก่ไข่ ซีพีเอฟ

นายสมคิด วรรณลุกขี รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธุรกิจไก่ไข่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ  ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลจัดโครงการสร้างเสถียรภาพราคาไข่ไก่ เพื่อแก้ปัญหาราคาไข่ในประเทศ ด้วยแผนปฏิบัติการ “PS Support” โดยขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (PS) จำนวน 16 ราย ให้เร่งผลักดันการส่งออกไข่ไก่ส่วนที่เกินกว่าความต้องการบริโภคในประเทศออกไปยังตลาดต่างประเทศมากขึ้น เพื่อระบายผลผลิตไข่ สร้างเสถียรภาพราคาและช่วยพยุงเกษตรกรรายย่อย ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากปัญหาราคาตกต่ำ โดยเฉพาะในช่วงใกล้จะถึงเทศกาลกินเจที่ปกติราคาจะปรับลดลงทุกปี ซึ่งกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กำหนดให้ส่งออกไข่ไก่จำนวน 200 ล้านฟอง เพื่อสร้างเสถียรภาพราคาไข่หลังวิกฤติโควิด-19 ที่ก่อนหน้านี้เคยห้ามส่งออกไข่ไก่ 1 เดือน

สำหรับซีพีเอฟได้รับโควต้าจากกรมการค้าภายใน ให้ส่งออกไข่ จำนวน 53.6 ล้านฟอง (หรือ 165 ตู้) โดยในช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายน บริษัทได้ดำเนินการส่งออกไปแล้ว จำนวน 32.5 ล้านฟอง (หรือ 100 ตู้) คิดเป็น 60% ของโควต้าที่ได้รับ ยังคงเหลือที่จะต้องทำการส่งออกตามกำหนดอีก จำนวน 21 ล้านฟอง (หรือ 65 ตู้) ทั้งนี้ ซีพีเอฟและพันธมิตรทางการค้า ร่วมกันตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการสร้างเสถียรภาพราคาไก่ไข่ โดยจะเร่งผลักดันการส่งออกในส่วนที่เหลือจำนวน 21 ล้านฟอง ก่อนเทศกาลกินเจ ที่ทุกปีราคาไข่ไก่จะปรับตัวลดลงในช่วงดังกล่าว

eggs in basket, wood background

คาดว่าจะส่งออกให้ครบได้ภายในเดือนตุลาคม ซีพีเอฟยินดีให้ความร่วมมือกับภาครัฐตามโตวต้าส่งออกที่บริษัทได้รับผิดชอบมาอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันขอให้ผู้ผลิต PS ร่วมกันสนับสนุนโครงการนี้ เพื่อช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมทั้งระบบเดินหน้าต่อได้ และช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรทั้งประเทศก้าวผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

ตลาดหลักทรัพย์ จับมือสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดโอกาสนศ.จบใหม่เข้าทำงานในตลาดทุน

0

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ร่วม “JOB EXPO THAILAND 2020” เปิดโอกาสผู้สนใจก้าวสู่โอกาสการทำงานในตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทหลักทรัพย์ และบริษัทจดทะเบียน นิสิตนักศึกษาจบใหม่และผู้สนใจพบกันที่บูธตลาดหลักทรัพย์ฯ และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (บูธ 451) 26-28 กันยายน 2563 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งสร้างสรรค์ให้ตลาดทุนเกิดประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืน ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ออกบูธในงาน “JOB EXPO THAIALAND 2020” 26-28 กันยายนนี้ เป็นศูนย์รวมสำหรับผู้สนใจก้าวสู่เส้นทางการทำงานในตลาดทุนไทย ให้สามารถเข้าถึงโอกาสการทำงานทั้งในตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทหลักทรัพย์ บลจ. บริษัทจดทะเบียน และองค์กรที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดปัญหาการว่างงานและสร้างรายได้แก่ประชาชน ที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ฯ ดำเนินโครงการเพื่อส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบวิชาชีพในตลาดทุนมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการ Young Financial Star Competition โครงการมอบทุนการศึกษา SET Scholarship และโครงการรับนักศึกษาฝึกงาน SET Internship เป็นต้น

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า สภาธุรกิจตลาดทุนไทย สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย สมาคมบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ สมาคมบริษัทจัดการลงทุน สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย และตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างงานสร้างรายได้แก่ประชาชน โดยภาคตลาดทุนมีความต้องการบุคลากรที่มีความสนใจเข้าสู่เส้นทางอาชีพสายตลาดทุนจำนวนมาก และต้องการช่วยลดปัญหาการว่างงานซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของเศรษฐกิจประเทศที่ต้องการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ มองว่าภาคธุรกิจ ภาครัฐ ภาคประชาชน และทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันเพื่อให้เกิดการเติบโตไปพร้อมกัน

นิสิตนักศึกษาจบใหม่และผู้สนใจ พบกันที่บูธตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (บูธ 451) ในงาน “JOB EXPO THAILAND 2020” 26-28 กันยายน 2563 เวลา 10.00-20.00 น. ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค