Home Blog Page 475

บสย. ร่วมกับ กพร. ลงนามอุ้มแรงงาน 9.5 หมื่นคน สร้างอาชีพ และช่วยเข้าถึงแหล่งเงินทุน

0

บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) ลงนามความร่วมมือ “โครงการพัฒนาทักษะและส่งเสริมการประกอบอาชีพ” สร้างอาชีพคนตกงาน คาด อุ้มแรงงาน 95,000 คน เกิดสินเชื่อในระบบสร้างอาชีพอิสระ 29,300 ล้านบาท

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บสย. เปิดเผยว่า บสย. พร้อมให้ความสนับสนุนกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อช่วยเหลือตลาดแรงงานที่กำลังได้รับผลกระทบจากวิกฤต COVID-19 ทั้งกลุ่มตกงาน ว่างงาน และแรงงานกลุ่มที่มีความสามารถด้านงานช่าง หรืออาชีพอื่นๆ ที่ต้องการก้าวสู่ชีวิตใหม่ เป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ ภายใต้แนวคิด “บสย. เพื่อนแท้ SMEs ไทย ทางรอดใหม่ คู่ใจยามวิกฤต” มอบโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดย บสย. ให้การค้ำประกันสินเชื่อ จากกลุ่มธนาคารพันธมิตรที่เข้าร่วมโครงการ ให้กับกลุ่มแรงงานที่ได้พัฒนาเพิ่มทักษะและฝีมือจาก กพร.

การร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการมีพันธกิจใกล้เคียงกัน ในการช่วยเหลือของ บสย. และ กพร. ที่ช่วยเหลือแรงงานและกลุ่มคนตกงาน บัณฑิตจบใหม่ให้มีทางรอดโดยเข้าสู่การเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ

โครงการพัฒนาทักษะและส่งเสริมการประกอบอาชีพการจัดงานครั้งนี้ มีศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นายธวัช เบญจาทิกุล อธิบดีกระทรวงแรงงาน และ 4 ธนาคารพันธมิตร ที่มีโครงการสินเชื่อช่วยเหลือกลุ่มแรงงานและอาชีพอิสระต่างๆ

นอกจากนี้ บสย. ยังได้นำเสนอศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน SMEs (บสย. F.A. Center) ที่เป็นทั้งที่ปรึกษาทางการเงินและศูนย์ให้ข้อมูลความรู้ เข้าสู่การเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระในธุรกิจต่างๆ เพื่อเป็นการช่วยกันยกระดับฝีมือแรงงาน อาทิ ช่างชุมชน ช่างไฟฟ้า ช่างประปา ช่างซ่อมรถ ช่างแอร์ ช่างตัดผม ช่างก่อสร้าง เพื่อส่งเสริมแรงงานที่ตกงานให้เป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ ที่ได้รับการสนับสนุนด้านสินเชื่อเพื่อประกอบอาชีพแบบครบวงจร

การดำเนินโครงการความร่วมมือนี้จะนำไปสู่ผลสำเร็จ 3 สร้าง คือ 1.สร้างความรู้โดยพัฒนาองค์ความรู้เพื่อต่อยอดและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ 2.สร้างอนาคตโดยให้เข้าถึงแหล่งทุนง่ายขึ้น 3.สร้างโอกาสเชื่อมโยงธุรกิจต่อยอดด้านการขาย โดย บสย. ทำหน้าที่สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นใจให้สถาบันการเงินที่มีโครงการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ว่างงานและผู้ประกอบอาชีพอิสระ ที่ร่วมเข้ากับโครงการค้ำประกันสินเชื่อ บสย. ซึ่งปัจจุบัน ได้แก่ โครงการค้ำประกันสินเชื่อ Micro 3 โครงการค้ำประกันสินเชื่อ บสย. SMEs ไทยชนะ และ โครงการค้ำประกันสินเชื่อ Start up & Innobiz สอดคล้องกับแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบัน ดร.รักษ์ เป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)

สำหรับธนาคารที่พร้อมให้การสนับสนุนสินเชื่อขณะนี้มี 4 ธนาคาร ได้เตรียมวงเงินสินเชื่อเพื่อผู้ประกอบอาชีพอิสระ 8 โครงการ ประกอบด้วย

  • 1. ธนาคารออมสิน จำนวน 5 โครงการ ได้แก่
    • 1. โครงการสินเชื่อเพื่อ Street food วงเงิน 3 ล้านต่อราย
    • 2. โครงการสินเชื่อธุรกิจแฟรนไชส์ วงเงิน 1 ล้านบาทต่อราย
    • 3. โครงการสินเชื่อประชาชนสุขใจ วงเงิน 200,000 บาทต่อราย
    • 4. โครงการสินเชื่อสำหรับผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ วงเงิน 50,000 บาทต่อราย
    • 5. โครงการสินเชื่อเสริมพลังฐานราก วงเงิน 50,000 บาทต่อราย
  • 2.​ธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน) จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการสินเชื่อนาโนและไมโครเครดิตเพื่อธุรกิจรายย่อย วงเงิน 200,0000 บาทต่อราย
  • 3.​ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ วงเงิน 200,000 บาทต่อราย
  • 4.​ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ สินเชื่อฮักบ้านเกิด

การร่วมมือของ กพร. บสย. และธนาคารพันธมิตรในครั้งนี้ คาดว่าจะก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบจากการค้ำประกันสินเชื่อ บสย. จำนวน 29,300 ล้านบาท และ ช่วยอุ้มแรงงาน 95,000 คน ให้กลับมามีอาชีพและทางรอดในการฝ่าวิกฤต COVID-19

วันที่ 7 และ 11 ธ.ค. 2563 เป็นวันหยุดของบริษัทหลักทรัพย์ และผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า

0

ก.ล.ต. กำหนดให้วันที่ 7 และ 11 ธันวาคม 2563 เป็นวันหยุดทำการของบริษัทหลักทรัพย์และผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า

ตามที่การประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2563 มีมติเห็นชอบประกาศวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศทดแทนนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ โดยให้เลื่อนวันหยุดชดเชยวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ ซึ่งจะหยุดชดเชยในวันที่ 7 ธันวาคม 2563 เป็นวันที่ 11 ธันวาคม 2563 นั้น

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) พิจารณาแล้ว เห็นควรให้วันที่ 11 ธันวาคม 2563 เป็นวันหยุดทำการของบริษัทหลักทรัพย์และผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ตามมติคณะรัฐมนตรี นอกจากนี้ ก.ล.ต. ได้กำหนดให้วันที่ 7 ธันวาคม 2563 เป็นวันหยุดทำการเพิ่มเติมตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ที่ สธ. 63/2563 เรื่อง วันหยุดทำการของบริษัทหลักทรัพย์และผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าประจำปี พ.ศ. 2563 เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ประกาศให้หยุดวันดังกล่าว

ดังนั้น ก.ล.ต. จึงกำหนดให้วันที่ 7 และ 11 ธันวาคม 2563 เป็นวันหยุดทำการของบริษัทหลักทรัพย์และผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า

ก.ล.ต. ขอความร่วมมือป้องกันมัลแวร์เรียกค่าไถ่ สร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน

0

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แนะแนวปฏิบัติในการป้องกันและลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตีโดยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) สำหรับผู้ประกอบธุรกิจในภาคตลาดทุน บริษัทจดทะเบียนและประชาชน เพื่อเป็นแนวทางบริหารจัดการความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์กรได้อย่างเหมาะสม ซึ่งสอดรับกับพระราชบัญญัติการรักษาความปลอดภัยมั่นคงไซเบอร์ พ.ศ. 2562 และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการในตลาดทุน

การประสบปัญหาจากมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) ขององค์กรจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น เกิดความเสียหายต่อระบบคอมพิวเตอร์ ส่งผลกระทบต่อการให้บริการแก่ผู้ใช้บริการ และก่อให้เกิดความเสียหายในเชิงภาพลักษณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล ดังนั้น การเตรียมความพร้อมด้านบริหารจัดการความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์กรในยุคปัจจุบันจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ก.ล.ต. มุ่งหวังให้ผู้ประกอบธุรกิจในภาคตลาดทุนซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศมีการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิผล เพื่อลดผลกระทบจากภัยไซเบอร์และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการในตลาดทุน

ก.ล.ต. จึงขอความร่วมมือให้ทุกภาคส่วนเพิ่มความระมัดระวังและปฏิบัติตามแนวทางที่ ก.ล.ต. ได้จัดทำประกาศและแนวปฏิบัติในการจัดให้มีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เมื่อปี 2559 เช่น ควรจัดเตรียมแผนรับมือภัยคุกคามไซเบอร์ (Cyber Incident Plan) และหมั่นสำรองข้อมูลและตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลที่สำรองไว้อย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งสร้างความตระหนักรู้และฝึกอบรม (Cybersecurity Awareness) ให้กับบุคลากรภายในองค์กรอย่างต่อเนื่องโดยให้รู้จักและเข้าใจวิธีป้องกันเบื้องต้นเพื่อลดความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นและพร้อมรับมือเมื่อเกิดเหตุ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ประกอบธุรกิจ บริษัทจดทะเบียนหรือองค์กรในตลาดทุน และประชาชนทั่วไปที่สนใจ

ทั้งนี้ Ransomware คือ มัลแวร์ที่มุ่งหวังจะทำการเข้ารหัสไฟล์ข้อมูลของเหยื่อ ซึ่งจะส่งผลให้เหยื่อหรือเจ้าของข้อมูลไม่สามารถเข้าถึงไฟล์ข้อมูลของตนเองได้ โดยหากต้องการเข้าถึงไฟล์ดังกล่าว เหยื่อจะต้องจ่ายเงินให้กับผู้ไม่ประสงค์ดี (hacker) เพื่อทำการถอดรหัสไฟล์ข้อมูลดังกล่าว โดยไม่สามารถรับรองได้ว่า hacker จะทำการถอดรหัสไฟล์ให้เหยื่อหรือไม่หลังได้รับค่าไถ่แล้ว ทั้งนี้ hacker มักจะให้ผู้เสียหายจ่ายค่าไถ่ผ่านสกุลเงินดิจิทัล เช่น Bitcoin เนื่องจากเป็นช่องทางที่ยากต่อการตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้ไม่ประสงค์ดี

รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน : ห้องเรียนนักลงทุน (2)

0

คราวที่แล้วเราเห็นถึงความจำเป็นและความสำคัญในการลงทุนเพื่อให้เงินออมงอกเงย และเริ่มบทเรียนแรกที่ควรต้องรู้สำหรับ “มือใหม่เริ่มลงทุน” ว่า ต้อง “รู้จักตัวเอง” และกำหนดเป้าหมายการลงทุน เช่น เพื่อไว้ใช้จ่ายยามเกษียณ เพื่อลดหย่อนภาษี หรือเพื่อทำกำไร

และกำหนดเวลาเพื่อบรรลุเป้าหมาย ซึ่งมีทั้งระยะสั้น-กลาง-ยาว รวมทั้งต้องการผลตอบแทนเท่าไร ทำใจยอมรับความเสี่ยงได้แค่ไหน!!

เมื่อรู้จักตัวเองดีแล้ว ก็ต้องมาวางแผนการลงทุนว่าควรจัดสรรการลงทุนอย่างไร ในเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ www.set.or.th หัวข้อ “ความรู้การลงทุน” เข้าไปที่หน้า “มือใหม่เริ่มลงทุน” ได้แบ่งทางเลือกลงทุนหรือลายแทงขุมทรัพย์ไว้ 6 ประเภท ดังนี้

1.ลงทุนในหุ้น 2.อนุพันธ์ทำกำไรทั้งตลาดขาขึ้นและขาลง 3.กองทุนรวม เงินลงทุนเติบโตโดยมืออาชีพ 4.DW ลงทุนน้อยกว่า โอกาสได้ผลตอบแทนสูงกว่า 5.อีทีเอฟซื้อง่ายขายคล่อง ผลตอบแทนตามดัชนี 6.ตราสารหนี้ เสี่ยงน้อยผลตอบแทนสม่ำเสมอ

แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือเราต้องเรียนรู้ ทำความรู้จักและเข้าใจถึงทางเลือกเหล่านี้ ว่ามีโอกาสได้ผลตอบแทนมาก-น้อยแค่ไหน มีความเสี่ยงสูง-ต่ำอย่างไร รวมทั้งข้อดี-ข้อเสีย เพื่อช่วยให้เราจัดสรรเงินลงทุนให้เหมาะสมกับตัวเองและสอดคล้องกับเป้าหมายที่ตั้งไว้!!

“มือใหม่เริ่มลงทุน” หน้านี้ มีตารางความเสี่ยงและผลตอบแทนที่คาดหวังของแต่ละทางเลือกลงทุน จากความเสี่ยงต่ำสุดและเสี่ยงสูงขึ้นให้เรียนรู้อย่างน่าสนใจ ทั้งการลงทุนเองและการลงทุนผ่านกองทุนรวมต่างๆ

ครั้งหน้า “คุณนายพารวย” จะพาไปรู้จักการลงทุนในตลาดหุ้น ให้เราได้เป็นเจ้าของกิจการดีๆในตลาดหลักทรัพย์ฯได้ง่ายๆ!!

ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง โดย คุณนายพารวย หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ

เอไอเอส 30 ปี ก้าวสู่อนาคตที่แข็งแกร่ง ใช้ 5G พลิกโฉมประเทศ เตรียมทุ่มงบกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท

0

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส เปิดเผยว่าเ อไอเอสได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของประเทศตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ยุค 1G จนถึง 5G และทำให้อุตสาหกรรมสื่อสารในภาพรวม ขยายตัวถึงกว่า  90 ล้านเลขหมาย ทั้งนี้ยังรวมถึงการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลที่สนับสนุนให้เกิดรูปแบบของธุรกิจใหม่ๆ การจ้างงาน สร้างให้เกิดการเติบโตของประเทศ ที่มีขีดความสามารถและแข่งขันได้อย่างสมศักดิ์ศรี

ความภาคภูมิใจของเอไอเอส นอกจากการสร้างดิจิทัลอินฟราสตรัคเจอร์ให้แก่คนไทยแล้ว ยังได้ส่งมอบเงินให้กับภาครัฐเพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศ เป็นมูลค่ารวมกว่า 915,000 ล้านบาท พร้อมการลงทุนต่อเนื่องกว่า 1.1 ล้านล้านบาท และในปีนี้ได้เตรียมงบลงทุนไว้ที่ 35,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของประเทศให้แข็งแกร่งขึ้นตามลำดับ  โดยในโอกาสครบรอบ 30 ปี เราตั้งใจอย่างยิ่งที่จะนำเทคโนโลยีมาพัฒนาประเทศให้พลิกฟื้นเศรษฐกิจ ก้าวข้ามความท้าทายได้อย่างแข็งแรง  โดยจุดเริ่มต้นของทศวรรษใหม่ของเอไอเอส คือ เทคโนโลยี 5G ที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ ทั้งในแง่ของการมอบประสบการณ์ด้านการสื่อสารในโลกเสมือนจริงให้แก่คนไทย และยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันให้แก่ภาคอุตสาหกรรม รวมถึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานให้ทุกภาคส่วน แม้แต่ภาคประชาสังคมเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ในโอกาสครบรอบ 30 ปี เอไอเอสพร้อมประกาศความตั้งใจผ่านการส่งมอบบริการคุณภาพและความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ประกอบด้วย

–          สร้างโอกาสและเสริมขีดความสามารถให้แก่ภาคอุตสาหกรรมของประเทศอย่างต่อเนื่อง จาก 5G

–          เปิดตัวบริการ 5G อย่างเต็มรูปแบบให้คนไทย ได้รับประสบการณ์ครบถ้วน จากแพ็คเกจและดิจิทัลคอนเทนท์

–          การอยู่เคียงข้างคนไทยและสังคม ให้พร้อมปรับตัวรับความท้าทาย รวมถึงการนำ 5G พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างให้เกิดการมีส่วนร่วมดูแล รักษาสิ่งแวดล้อม อย่างยั่งยืน

พร้อมกันนี้ เพื่อแสดงการขอบคุณและตอบแทนลูกค้าที่มอบความไว้วางใจใช้บริการมาอย่างต่อเนื่อง เอไอเอสจึงขอมอบความสุขด้วยเอไอเอส พอยท์ 150 ล้านพอยท์ ให้แลกรับความสุขจากพันธมิตรร้านค้าชั้นนำของไทย ตลอดเดือนตุลาคม เพื่อร่วมเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 30 ปี อีกด้วย

“ก้าวต่อไปของเอไอเอส ในขวบปีที่ 31 เรามุ่งหวังที่จะพลิกโฉมองค์กรสู่การเป็น Innovation Organization อย่างเต็มตัว ที่พร้อมสร้างสรรค์งานบริการ พัฒนาผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์กับความต้องการขององค์กรและลูกค้าทุกเจเนอเรชัน พร้อมทั้งใช้ขีดความสามารถ เทคโนโลยี ร่วมยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยต่อไป” นายสมชัย กล่าว

CPF โชว์ศักยภาพ “ครัวของโลก” ผลิตอาหารมั่นคง ปลอดภัย เพียงพอ สร้างสมดุลโลกอย่างยั่งยืน

0

นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟ เข้าร่วมงาน Thailand Sustainability Expo 2020 (TSX) ระหว่างวันที่ 1-4 ต.ค. 2563 จัดที่ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ โดยในงาน บริษัทจะแสดงนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี จากกระบวนการผลิตที่ทันสมัยด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม มุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตและส่งเสริมโภชนาการของคนไทยอย่างยั่งยืน

วุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ

สำหรับการร่วมงาน TSX ในครั้งนี้ ซีพีเอฟ นำเสนอกิจกรรมต่างๆภายใต้แนวคิด “Put Our Heart into Food for the World : อาหารแห่งความห่วงใยเพื่อโลก” ตอกย้ำการเป็นผู้ผลิตอาหารด้วยความใส่ใจและรับผิดชอบ 3 ด้าน คือ 1.การใส่ใจสุขภาพ สุขใจผู้บริโภค 2. สังคมพึ่งตน สู่อาหารที่ยั่งยืน และ 3. ความมั่นคงทางอาหาร บนพื้นฐานของทรัพยากรที่ยั่งยืน สะท้อนการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับการสร้างสมดุลสิ่งแวดล้อมในการมีส่วนช่วยแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก (Climate Change)

ซีพีเอฟ มุ่งเน้นการสร้างองค์กรแห่งนวัตกรรม โดยมีค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนามากกว่า 2,964 ล้านบาท เพื่อพัฒนากระบวนการผลิตให้ตอบสนองและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต โดยในปี 2563 บริษัทฯตั้งเป้าพัฒนานวัตกรรมเพื่อสุขภาพเพิ่มขึ้น 30% ของผลิตภัณฑ์ใหม่

นอกจากนี้ การดำเนินธุรกิจของซีพีเอฟ ยังให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทั่วประเทศ ผ่านการสร้างงาน สร้างอาชีพ ให้แก่เกษตรกรรายย่อยเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 42,090 ราย ตลอดจนส่งเสริมการเรียนรู้ด้านโภชนาการและทักษะเกี่ยวกับอาหารให้แก่เยาวชน 291,997 คน ในปี 2562 และมีเป้าหมายเพิ่มจำนวนเป็น 1,300,000 คน ในปี 2563

รวมถึงการดำเนินโครงการร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตามแนวทาง “ความมั่นคงทางอาหาร จากภูผาสู่ป่าชายเลน” โดยส่งเสริมให้พนักงานของบริษัทฯ ชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียงสถานประกอบการและโรงงานปลูกต้นไม้ ร่วมอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน ซึ่งในระยะที่หนึ่ง (ปี 2557-2561 ) ช่วยอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายแลน 2,388 ไร่ และโครงการซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง อนุรักษ์ ฟื้นฟูและเพิ่มพื้นที่ป่าต้นน้ำที่จังหวัดลพบุรี ระยะที่หนึ่ง (ปี 2559-2563) จำนวน 5,971 ไร่

โครงการต่างๆของซีพีเอฟ ช่วยสร้างชุมชนต้นแบบที่ส่งเสริมให้คนให้ชุมชนตระหนักถึงความสำค้ญของการอยู่ร่วมกับป่าอย่างยั่งยืน เช่น ชุมชนตำบลบางหญ้าแพรก จังหวัดสมุทรสาคร เป็นชุมชนต้นแบบความยั่งยืนที่ซีพีเอฟต่อยอดการพัฒนาไปสู่การชุมชนท่องเที่ยวเชิงนิเวศ มีผลิตภัณฑ์ของชุมชนที่เป็นเอกลักษณ์ อาทิ เกลือสปา เกลือหอม และบาธบอมม์ เป็นสินค้าสร้างรายได้เสริมให้คนในชุมชนมีความอยู่ดีกินดี ซี่งมีการนำผลิตภัณฑ์ของชุมชนมาจำหน่ายในงานด้วย

ที่ผ่านมา ซีพีเอฟ ดำเนินธุรกิจด้วยความยั่งยืน และได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกกลุ่มดัชนีความยั่งยืนของดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices : DJSI ) ต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปี โดยนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs) เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนธุรกิจ ภายใต้กลยุทธ์ 3 เสาหลักสู่ความยั่งยืน ประกอบด้วย อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน ดินน้ำป่าคงอยู่ ตลอดจนร่วมพัฒนาคู่ค้าให้เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

ซีพีเอฟ ต้านภัยโควิดติดชายแดน ส่งอาหารปลอดภัยให้บุคลากรการแพทย์

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ส่งมอบอาหารสำเร็จรูป CP ในโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” แก่บุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลพบพระ จ.ตาก เพื่อเป็นกำลังใจแก่แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ที่ดูแลคัดกรองผู้ป่วย และเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคมและประเทศไทยให้รอดพ้นวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน โดยมี คุณธารินี ศิริวัลย์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ เป็นผู้รับมอบ

ทั้งนี้ ซีพีเอฟ จะจัดเตรียมอาหารสำเร็จรูปพร้อมทานให้แก่โรงพยาบาลของรัฐ 5 แห่ง ใน จ.ตาก ได้แก่ โรงพยาบาลพบพระ, โรงพยาบาลแม่สอด, โรงพยาบาลท่าสองยาง, โรงพยาบาลแม่ระมาด และ โรงพยาบาลอุ้มผาง โดยทีมงานเดลิเวอรี่ของซีพี เฟรชมาร์ท จะจัดส่งอาหารให้บุคลากรทางการแพทย์ถึงที่ทุกโรงพยาบาล

ซีพีเอฟ เป็นผู้ผลิตอาหารปลอดภัยและได้แบ่งเบาภาระของ ก.สาธารณสุข ตลอดจนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือคนไทยและประเทศไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 มาตั้งแต่ช่วงต้นปี ในครั้งนี้ บริษัทฯ ขอนำความเชี่ยวชาญด้านอาหาร มาช่วยแบ่งเบาภารกิจของทีมแพทย์ใน จ.ตาก อีกครั้ง เพื่อเติมกำลังกายและเป็นกำลังใจให้แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องใกล้ชิดและมีความเสี่ยงอย่างมากในสถานการณ์นี้ เนื่องจาก จ.ตาก เป็นจังหวัดชายแดนที่มีแรงงานจากเมียนมาเข้าออกเป็นจำนวนมาก

ซีพี เช่าเหมาเที่ยวบินพิเศษ รับหัวใจจากผู้บริจาคที่ร้อยเอ็ด สานต่อ”ภารกิจหัวใจ” ในวันหัวใจโลก

0

เนื่องในวันหัวใจโลก เครือเจริญโภคภัณฑ์ จัดเครื่องบินเช่าเหมาลำไฟล์ทพิเศษโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายของบริษัท สยามแลนด์ ฟลายอิ้ง จำกัด สานต่อภารกิจเป็นครั้งที่ 5 นำคณะแพทย์และพยาบาลจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย นำโดย นายแพทย์ พัชร อ่องจริต แพทย์ศัลยกรรมหัวใจและทรวงอก เดินทางไปจังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อผ่าตัดนำหัวใจและดวงตาจากร่างผู้บริจาค กลับมาเปลี่ยนถ่ายให้แก่คนไข้ที่กำลังรอรับความช่วยเหลือที่กรุงเทพฯ

โดยภารกิจครั้งนี้ ดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว ทันเวลาที่กำหนด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาอวัยวะให้อยู่ในสภาพดีต่อเนื่อง ประสบความสำเร็จเ่ช่นเดียวกับ 4 ครั้งที่ผ่านมา ทั้งนี้ ยอดรวมอวัยวะที่ได้รับจากภารกิจสนับสนุนเครื่องบินเช่าเหมาลำของบริษัท สยามแลนด์ ฟลายอิ้ง จำกัดในเครือซีพี ตลอดทั้ง 5 ครั้ง ประกอบด้วย หัวใจ 5 ดวง ไต 10 ข้าง ดวงตา 4 ข้าง กระจกตา 2 ข้าง และตับ 2 ข้าง ซึ่งอวัยวะที่รับมาทั้งหมดนี้สามารถช่วยชีวิตใหม่ได้มากกว่า 15 คน

แนะวิธีป้องกันภัย ไม่ให้โดนโจรกรรมทางการเงิน

0

ภัยโจรกรรมทางการเงิน ปรากฏเป็นข่าว และสร้างความเสียหายด้านทรัพย์สินเงินทองกับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบัน การเข้าถึงเทคโนโลยีการสื่อสารของผู้คนเป็นไปได้ง่ายและสะดวกขึ้น ทำให้มิจฉาชีพ หรือผู้ไม่ประสงค์ดี สามารถใช้ช่องทางนี้ หลอกลวงเหยี่อ เพื่อขโมยเอาข้อมูลส่วนตัวเราไปหาประโยชน์ในทางที่มิชอบได้

ตัวอย่างสถานการณ์ที่อาจทำให้เรา หรือคนรอบข้าง ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ได้แก่

  1. การฉ้อโกงโดยการสวมรอย ผู้ไม่ประสงค์ดีจะแอบอ้างเป็นพนักงานธนาคาร หรือเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานราชการ เพื่อหลอกถามข้อมูลส่วนตัว หรือข้อมูลการเงิน และเรียกร้องให้แสดงธุรกรรมทางการเงิน
  2. การฉ้อโกงแบบฟิชชิ่ง เป็นรูปแบบในการปลอมแปลงผ่านชองทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น อีเมล์ โทรศัพท์ หรือ sms ที่พยายามจะให้เราเปิดเผยข้อมูลที่เป็นความรับ เช่น ชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน ข้อมูลบัตรเครดิต
  3. การฉ้อโกงผ่านการประชุมออนไลน์ การไม่ได้ป้องกันการเข้าร่วมประชุมจากบุคคลภายนอกด้วยรหัสผ่าน อาจทำให้ข้อมูลลับทางธุรกิจและข้อมูลส่วนบุคคล รั่วไหลผ่านช่องทางการประชุมออนไลน์
  4. การฉ้อโกงผ่านการซื้อสินค้าออนไลน์ ผู้ไม่ประสงค์ดีหลอกขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ โดยจะขาดการติดต่อหลังจากการทำธุรกรรมเสร็จ

วิธีป้องกันข้อมูลส่วนตัวของเรา

ข้อมูลส่วนบุคคลในการทำธุรกรรมออนไลน์ 1. ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวให้กับบุคคลที่สาม รวมไปถึงพนักงานธนาคาร 2. ทุกธนาคารไม่มีนโยบายสอบถามข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า เช่น เลขที่บัญชี ชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน รหัสผ่านแบบใช้ครั้งเดียว (OTP) รหัสเอทีเอ็มหรือ PIN ยอดเงินคงเหลือในบัญชี เลขบัตรประชาชนหรือพาสปอร์ด รวมทั้งข้อมูลส่วนตวอื่นๆ ผ่านช่องทางต่างๆ (อีเมล โทรศัพท์ และ sms)

แอปพลิเคชั่นประชุมออนไลน์/ช่องทงออนไลน์อื่นๆ 1. อย่าเปิดเผยรหัสผ่านการเข้าร่วมประชุมแก่บุคคลที่สาม และควรแน่ใจว่ารหัสของเราเป็นความลับ 2. ถ้ามีข้อกังวลเกี่ยวกับตัวตนของผู้เข้าร่วมประชุม หรือความผิดปกติใดๆ ให้ออกจากแอปพลิเคชั่น หรือชองทางที่ใช้บริการอยู่ทันที

ช้อปออนไลน์ 1.ซื้อสินค้าจากร้านออนไลน์ บนแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือ 2. ค้นหาประวัติความน่าเชื่อถือของร้านค้าก่อนชำระเงิน 3. ไม่ควรชำระเงินล่วงหน้า หรือมัดจำค่าสินค้า

ทั้งนี้ หากพบกรณี หรือพฤติกรรมที่ไม่น่าไว้วางใจ ให้รีบแจ้งธนาคารที่เรามีบัญชีอยูทันที และเปลี่ยนชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน รหัสเอทีเอ็ม บ่อยๆ

ที่มา ซิตี้แบงก์

เจ้าสัวธนินทร์ พร้อมผู้บริหารเครือซีพี จัดกิจกรรมเคารพธงชาติ ปฏิญาณตนเทิดทูน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2563 ที่ผ่านมา  นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ พร้อมด้วย ดร.อาชว์ เตาลานนท์ รองประธานอาวุโส นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร และผู้บริหารระดับสูงจากกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ได้เข้าร่วมกิจกรรมเชิญธงชาติไทยและร้องเพลงชาติไทย เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย และได้ประกอบพิธีอัญเชิญธงชาติไทยขึ้นสู่ยอดเสา ณ บริเวณเสาธงชาติ สถาบันพัฒนาผู้นำ เครือเจริญโภคภัณฑ์ จังหวัดนครราชสีมา 

พร้อมกันนี้นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้กล่าวนำการปฏิญาณตน ในวันพระราชทานธงชาติไทยนี้ด้วย พร้อมผู้บริหารและพนักงานโดยยืนตรงเคารพธงชาติ อันเชิญธงไตรรงค์ขึ้นสู่ยอดเสา เพื่อเทิดทูนชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อย่างพร้อมเพรียงกัน ด้วยความรำลึกถึงความเสียสละและพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ตลอดจนความเสียสละของบรรพบุรุษไทย ทำให้ประเทศชาติดำรงอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้

สำหรับการจัดกิจกรรมครั้งสำคัญในวันนี้ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ มีศูนย์กลางที่สถาบันพัฒนาผู้นำ เครือเจริญโภคภัณฑ์ จ.นครราชสีมา ส่วนในกรุงเทพฯ มีการจัดกิจกรรมตามสำนักงานใหญ่ต่าง ๆ อาทิ อาคารทรู ทาวเวอร์ ถนนรัชดาภิเษก สำนักงานใหญ่ของบมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น และ สำนักงานใหญ่ บมจ.สยามแม็คโคร ถนนพัฒนาการ

นายศุภชัย เปิดเผยว่า วันนี้ถือเป็นวันดีที่ทุกคนภาคภูมิใจในความเป็นไทย โดยธงชาติไทยถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นไทย ความสามัคคีและร่มเย็น มาจนถึงปัจจุบันครบ 103 ปี ในขณะที่ปัจจุบันเครือเจริญโภคภัณฑ์นั้นได้ดำเนินกิจการมาถึง 99 ปี ด้วยเพราะยึดมั่นในค่านิยม “3 ประโยชน์” ประกอบธุรกิจที่ก่อให้เกิดประโยชน์เพื่อประเทศชาติ เพื่อประชาชนชาวไทย และสุดท้ายจึงเป็นประโยชน์ต่อบริษัท 

ทั้งนี้ เครือซีพียึดมั่นในชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์  ซึ่งในทุกประเทศที่เครือฯเข้าไปลงทุนได้อัญเชิญธงไตรรงค์ของชาติไทยโบกสะบัดหน้าโรงงานหรือสำนักงานทุกแห่ง เพื่อแสดงความเคารพต่อธงชาติไทยและเพื่อแสดงให้ชาวโลกเห็นถึงความเป็นไทยที่น่าภาคภูมิใจ