Home Blog Page 473

กทม. เตรียมเปิดบริการรถไฟฟ้า 2 เส้นทาง ธ.ค.63 เป็นของขวัญปีใหม่

0

พลตำรวจเอก อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร  เปิดเผยว่า กทม. พร้อมให้บริการรถไฟฟ้า 2 เส้นทาง ในเดือนธ.ค.63 นี้ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชนตามนโยบายรัฐบาล ประกอบด้วย

1.โครงการรถไฟฟ้าบีทีเอส ส่วนต่อขยายสายสีเขียว (เหนือ) หมอชิต – สะพานใหม่ – คูคต ช่วงจากสถานีวัดพระศรีมหาธาตุ – คูคต อีก 7 สถานี ได้แก่ สถานีพหลโยธิน 59 สถานีสายหยุด สถานีสะพานใหม่ สถานีโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช สถานีพิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศ สถานีแยกคปอ. และสถานีคูคต หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ทยอยเปิดให้บริการช่วงจากสถานีห้าแยกลาดพร้าว – วัดพระศรีมหาธาตุไปแล้ว 9 สถานี เมื่อเดือน มิ.ย.63 ที่ผ่านมา โดยทั้งหมดนี้รัฐบาลเป็นผู้ลงทุนงานโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และตั้งใจที่จะก่อสร้างให้แล้วเสร็จ พร้อมเปิดเดินรถเพื่อบริการประชาชนให้ได้ภายในต้นเดือน ธ.ค.63 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน โดยส่วนที่ขยายถึงคูคตก็จะให้ประชาชนได้ใช้บริการฟรี 

ทั้งนี้ การเดินทางเชื่อมต่อ 3 จังหวัด คือ สมุทรปราการ กรุงเทพฯ และปทุมธานี จะสะดวก รวดเร็ว และง่ายขึ้น ลดความคับคั่งบนถนนสุขุมวิท กรุงเทพฯ ชั้นใน และถนนพหลโยธิน ซึ่งถือเป็นถนนสายหลักที่ผ่านสถานที่สำคัญมากมาย ทั้งย่านธุรกิจ สถานที่ท่องเที่ยว สถานที่ราชการ สถานศึกษา และย่านที่พักอาศัยหนาแน่น และถือเป็นการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเต็มระบบตลอดสาย จากสถานีเคหะสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ถึงสถานีคูคต จังหวัดปทุมธานี รวมระยะทาง 68.25 กิโลเมตร จำนวน 59 สถานี เป็นการพัฒนาโครงการข่ายเดินรถไฟฟ้าที่เข้าถึงประชาชนได้มากที่สุด และจะช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ ตลอดจนการพัฒนาพื้นที่ในเส้นทางที่รถไฟฟ้าผ่านอีกด้วย

2.โครงการรถไฟฟ้าสายสีทอง ตามแนวถนนกรุงธนบุรี ถนนเจริญนคร และถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน จำนวน 3 สถานี โดยเอกชนเป็นผู้ลงทุนให้ จะเปิดบริการกลางเดือน ธ.ค.63 ขณะนี้กำลังทดลองเดินรถ 3 ขบวน เพื่อหาจุดบกพร่องและทำให้สมบูรณ์ โดยจะได้เชิญ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มาเปิดให้บริการเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน

ไม่เพียงแต่การพัฒนาระบบขนส่งมวลชนสาธารณะระบบรางเท่านั้น รัฐบาลยังมีนโยบายให้พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะเชื่อมกันเป็นโครงข่าย “ล้อ ราง เรือ” โดยการพัฒนาคูคลองสายต่าง ๆ ให้สามารถเดินเรือโดยสารได้ เพื่อให้การเดินทางขนส่งสาธารณะทุกรูปแบบเชื่อมต่อถึงกัน และเข้าถึงพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด

เอไอเอส เปิดตัว PLAY NEWS ดิจิทัลแพลตฟอร์มคอนเทนต์ข่าวของคนไทย บน AIS PLAY

0

เอไอเอส เปิดตัวบริการ “PLAY NEWS” ปรากฏการณ์คอนเทนต์ข่าวในรูปแบบวีดิโอแพลตฟอร์มบน AIS PLAY ที่เปิดโอกาสให้เหล่าคนข่าวและคอนเทนต์ครีเอเตอร์ มีช่องทางเผยแพร่ผลงานวีดิโอคอนเทนต์ข่าวหลากหลายในสไตล์ของตัวเอง โดยเป็นการรวมตัวของคนข่าวระดับแถวหน้าของประเทศ เช่น สุทธิชัย หยุ่น, ฐปณีย์ เอียดศรีไชย, บัญชา ชุมชัยเวทย์, ชมพูนุช ภัทรขจี, ธงชัย ชลศิริพงษ์, พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต เป็นต้น พร้อมเหล่าบล็อกเกอร์จากแวดวงต่างๆ ร่วมสร้างคอนเทนต์ข่าวบน AIS PLAY ทุกช่องทาง

พร้อมเปิดมิติใหม่ของการรายงานข่าวด้วยเทคโนโลยี AIS 5G VR ถือเป็นครั้งแรกของโลกที่เกิดจากการร่วมมือ (Co-creation) ระหว่างโอเปอเรเตอร์ผู้ให้บริการเครือข่าย กับ         คนข่าว (News Creator) นำเทคโนโลยี VR เข้ามาพัฒนาการรายงานข่าวรูปแบบใหม่ ถ่ายทอดผ่านมุมมอง 360 องศา เพื่อให้ผู้ชมได้สัมผัสประสบการณ์เสมือนลงพื้นที่จริงด้วยตัวเอง เริ่มต้นด้วย รายงานพิเศษ โดย ฐปณีย์ เอียดศรีไชย พาสำรวจสถานีกลางบางซื่อ เปิดให้รับชมแล้ววันนี้ ในเมนู PLAY NEWS บนแอปพลิเคชั่น AIS 5G PLAY VR

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส กล่าวว่า มุ่งหวังให้ “PLAY NEWS” เป็นต้นแบบโมเดลธุรกิจคอนเทนต์ ที่ยั่งยืนสำหรับผู้ที่มีใจรักในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ทุกคน (Professional Generated Content Creator) ที่จะต่อยอดและพัฒนาเป็นแหล่งสร้างรายได้ใหม่สำหรับมือผลิตคอนเทนต์ในอนาคต เพื่อสร้าง WIN-WIN ให้กับภาพรวมของอุตสาหกรรมสื่อและโซเชียลแพลตฟอร์มในประเทศไทย พร้อมกันนี้ ยังได้นำศักยภาพเครือข่าย 5G และนวัตกรรม VR (Virtual Reality) เข้ามาร่วมสร้าง Co-creation ยกระดับการผลิตข่าวและการรายงานข่าวมิติใหม่ ให้กับวงการสื่อสารของไทย เพื่อสะท้อนให้คนไทยได้เห็นถึงประโยชน์ของเทคโนโลยี 5G ด้วย

สมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส

PLAY NEWS PLAY ข่าว เพื่อชาวไทย รายงานทุกความเคลื่อนไหวของเมืองไทยและทั่วโลก ย่อให้ฟังแบบสั้น กระชับ เข้าใจง่าย เพียง 5 นาที รู้เรื่อง ทั้งหมดจะอัพเดทใหม่ เป็นประจำทุกวัน เช้า เที่ยง เย็น เพื่อคนไทยทุกคน ทุกเครือข่าย รับชมได้ฟรี ทุกที่ ทุกเวลาในรูปแบบวีดิโอออนดีมานด์ บน AIS PLAY ทุกช่องทาง ทั้งแอปพลิเคชัน AIS PLAY, กล่องทีวี AIS PLAYBOX, เว็บไซต์ aisplay.ais.co.th  กล่อง APPLE TV และ SAMSUNG SMART TV

ซีพีเอฟ ร่วมมือ กรมป่าไม้ กรมอุทยานฯ และอบก. อนุรักษ์ ฟื้นฟูป่าบก-ป่าชายเลน 2.6 หมื่นไร่

0

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ลงนามบันทึกความร่วมมือ “การปกป้องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) สู่การฟื้นฟูป่า” กับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ดำเนินโครงการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ปลูกป่าบกและป่าชายเลน ระยะที่ 2 ครอบคลุมพื้นที่รวม 26,000 ไร่ มุ่งมั่นมีส่วนร่วมปกป้องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อความมั่นคงทางอาหารและสร้างสมดุลธรรมชาติอย่างยั่งยืน

โดยพิธีลงนาม มีนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน ร่วมด้วย นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงฯ ข้าราชการระดับสูงของกระทรวง ผู้บริหาร อบก. โดยมี นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด เป็นสักขีพยานการลงนาม ร่วมกันระหว่าง นายอดิศร นุชดำรงค์ อธิบดีกรมป่าไม้ นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ ผู้อำนวยการ อบก. และนายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูป่าในโครงการซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง จังหวัดลพบุรี ระหว่างปี พ.ศ. 2564 – 2568 พื้นที่ 7,000 ไร่ และโครงการซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน พื้นที่อ่าวไทย ตัว ก. จังหวัดสมุทรสาคร ระหว่างปี พ. ศ. 2562 – 2566 พื้นที่ 14,000 ไร่ รวมทั้งเพิ่มพื้นที่เขียวในสถานประกอบการของซีพีเอฟ อีก 5,000 ไร่

นายวราวุธ กล่าวว่า การลงนามบันทึกความร่วมมือนี้ จะช่วยสนับสนุนแนวทางการพัฒนาประเทศไทยในระยะยาว ในการมีส่วนร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามมาตรการระหว่างประเทศที่มุ่งสู่การเติบโตด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนและภาคประชาชนให้ตระหนักรู้ต่อผลกระทบของก๊าซเรือนกระจกและเป็นเครือข่ายในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่องและจริงจัง

วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

เครือซีพี เป็นตัวอย่างของภาคเอกชนไทยที่เห็นความสำคัญและผลักดันนโยบายต่างๆ นำไปสู่การแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ยั่งยืน เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงทำให้สังคมไทยและประชาชนเห็นความสำคัญของการฟื้นฟูธรรมชาติเพื่อคืนความสมดุลของสิ่งแวดล้อม ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ​ พร้อมเป็นแรงผลักดันทุกฝ่ายร่วมกันขับเคลื่อนเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูผืนป่าที่เขาพระยาเดินธง จ.ลพบุรี และพื้นที่อ่าวไทย ตัว ก. จังหวัดสมุทรสาครทั้งสองผืนของซีพีเอฟว่า จะช่วยสร้างสมดุลธรรมชาติ โดยเฉพาะป่าชายเลนซึ่งมีคุณค่าทางเศรษฐกิจ เป็นที่ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง เป็นที่พักพิงของสัตว์ทะเล ซึ่งการฟื้นฟูป่าทั้งสองแห่ง สามารถขยายผลและเป็นตัวอย่างให้กับพื้นที่ป่าอื่นๆ ต่อไปในอนาคต

นายศุภชัย กล่าวว่า เครือซีพี ตระหนักถึงการมีส่วนร่วมในการสร้างความยั่งยืน และบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ภาคเอกชนมีหน้าที่ที่จะต้องมีความตระหนักรู้ และควรมีการวางเป้าหมาย กำหนดตัวชี้วัดในการก้าวสู่ยุคที่มีความรับผิดชอบต่อระบบของสิ่งแวดล้อม ระบบสังคม ระบบความยั่งยืนในภาพรวม เครือซีพีจึงตั้งเป้าหมายเป็นองค์กรปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ (Carbon Neutral) ภายใน พ.ศ. 2573

ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด

“เครือซีพีในฐานะที่เรามีความตระหนักในเรื่องของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงตั้งเป้าให้ปี 2573 การดำเนินธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทานของเครือฯ​ ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ และลดขยะของเสียเป็นศูนย์ ซึ่งวันนี้เป็นจุดเริ่มต้นจุดหนึ่งของความพยายามทั้งหมด”​

การผนึกกำลังและความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน ทำให้มองเห็นทางออกในการแก้ปัญหาได้มากขึ้น โดยมีภาครัฐเป็นแกนนำเป็นตัวอย่างและเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับภาคเอกชน ซึ่งเครือซีพีพร้อมปฏิบัติตามแนวทางของภาครัฐในด้านความยั่งยืนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

สิงห์อาสา จับมือ ประปานครหลวง จัดอบรมหลักสูตร ช่างประปา ฟรี

0

สิงห์อาสา โดย มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี และ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ร่วมกับ การประปานครหลวง จัดอบรมหลักสูตร “ช่างประปา” ฟรี ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ระหว่างวันที่ 7-9 ตุลาคม 2563 ที่การประปานครหลวง สำนักงานใหญ่ เพื่อให้ประชาชนมีทักษะความรู้ใช้เป็นช่องทางในการประกอบอาชีพสร้างรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัว

ช่างประปา นับเป็นอีกหนึ่งวิชาชีพที่สำคัญในชีวิตประจำวัน เนื่องจากทุกบ้าน ทุกสำนักงานจำเป็นต้องมีระบบประปาที่มีประสิทธิภาพเพื่อใช้งาน ช่างประปาจึงจำเป็นต้องมีทักษะความสามารถในการซ่อมแซมแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นและมีวิธีบำรุงรักษาระบบประปาที่ถูกต้องและปลอดภัย การจัดอบรมในหลักสูตรช่างประปาในครั้งนี้ จึงมีการเตรียมเนื้อหาและวิทยากรผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ความรู้แก่ผู้เข้ารับการอบรมอย่างเต็มที่ โดยตลอดระยะเวลาการอบรมทั้ง 3 วัน ผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับความรู้เรื่องท่อน้ำและวัสดุอุปกรณ์งานประปา ฝึกปฏิบัติเดินระบบท่อประปาภายในห้องน้ำ ซ่อมท่อรั่วภายในบ้าน การเพิ่มจุดจ่ายน้ำ รวมถึงความรู้เกี่ยวกับถังเก็บน้ำ ฝึกปฏิบัติล้างถังพักน้ำ โดยในวันสุดท้ายของการอบรม ผู้เข้ารับการอบรมทุกท่านจะได้รับโอกาสเยี่ยมชมสถานีสูบน้ำดิบสำแล ที่จังหวัดปทุมธานี เพื่อชมกระบวนการผลิตน้ำประปาตั้งแต่ต้นน้ำ และเป็นการสร้างความตระหนักเรื่องคุณภาพของน้ำให้กับช่างประปาอีกด้วย

นับตั้งแต่ช่วงต้นปีที่เกิดสถานการณ์การระบาดของโควิด-19  บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ได้มีนโยบายช่วยเหลือสังคม มอบเงินสนับสนุนการทำงานของบุคลากรการแพทย์ให้แก่โรงพยาบาลหลัก 26 แห่งทั่วประเทศ ทั้งยังสนับสนุนอาหารน้ำดื่มให้กับบุคคลากรการแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่รับมือกับการแพร่ระบาดโควิด-19 รวมถึงประกาศนโยบายเร่งด่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบผ่านโครงการสิงห์อาสาทั่วประเทศ โดยตลอดระยะเวลากว่า 6 เดือน ได้จัดอบรมโครงการทั้งหมด 11 โครงการ 28 ห้องเรียน ทั้งในรูปแบบของการจ้างงาน สร้างรายได้ เป็นอาสาสมัครดูแลท้องถิ่นตนเอง ได้แก่  โครงการสิงห์อาสาสู้ไฟป่า โครงการสิงห์อาสาสู้ภัยแล้ง และโครงการสิงห์อาสาสู้ภัยน้ำท่วม รวมถึงรูปแบบการสร้างงาน สร้างอาชีพ ได้แก่ กลุ่มทักษะวิชาชีพทางด้านอาหาร กลุ่มทักษะวิชาชีพทางด้านงานช่าง และเตรียมจัดอบรมกลุ่มทักษะทางด้านการเกษตร รวมเป็นมูลค่าการช่วยเหลือกว่า 200 ล้านบาท

เอไอเอส จ่ายค่าคลื่นความถี่ 1800 MHz งวดที่ 2 นำส่งรายได้ให้รัฐ

0

พร้อมเร่งเดินหน้าขยายเครือข่ายการให้บริการ 5G เพื่อลูกค้าทั่วประเทศ

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์  อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ในฐานะผู้บริหาร บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (เอดับบลิวเอ็น) ผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz ย่าน (1740 – 1745 / 1835 -1840 MHz ) ในมูลค่ารวม 12,511 ล้านบาท ได้นำเงินไปชำระค่าประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz งวดที่ 2 เป็นเงินจำนวน 3,346,692,500.00 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว โดยมี พลเอกสุกิจ ขมะสุนทร ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นผู้รับมอบ เพื่อนำส่งเงินเป็นรายได้ของแผ่นดินต่อไป

นายสมชัย กล่าวว่า เอไอเอส ให้ความสำคัญกับการนำคลื่นความถี่ ซึ่งเป็นทรัพยากรของประเทศมาสร้างสรรค์ประโยชน์เพื่อประชาชน ดังนั้น นับตั้งแต่ได้รับคลื่นความถี่มา บริษัทได้เดินหน้านำไปพัฒนาเครือข่ายอย่างเต็มที่ ทำให้ปัจจุบัน เอไอเอสเป็นรายแรกที่เปิดให้บริการ 5G พร้อมเครือข่ายทั่วประเทศ โดยปีนี้ได้เตรียมงบลงทุนไว้ 35,000 ล้านบาท.

ซีพีเอฟ เดินหน้าส่งมองอาหารปลอดภัยถึงมือหมอ-พยาบาลที่รพ.แม่ระมาด จ.ตาก

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ โดย นายมานพ หนูเทศ ผู้แทนบริษัท ส่งมอบอาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน ในโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” ให้แก่ โรงพยาบาลแม่ระมาด อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก เพื่อเป็นกำลังใจให้แก่คณะแพทย์ พยาบาล บุคคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่คัดกรองกลุ่มเฝ้าระวัง ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นด่านหน้าในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ให้ได้รับอาหารที่ดี มีคุณค่าทางโภชนาการ สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มที่ ช่วยเหลือสังคมและประเทศไทยให้รอดพ้นวิกฤติโควิด-19 ไปได้ โดยมี ผู้แทน นายแพทย์สุธา ภัทรกิจรุ่งเรือง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่ระมาด เป็นผู้รับมอบ

ก่อนหน้านี้ ซีพีเอฟ ได้ส่งมอบอาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทานให้แก่ โรงพยาบาลพบพระ และเตรียมส่งมอบอาหารปลอดภัยให้แก่โรงพยาบาลของรัฐในจังหวัดตาก อีก 3 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลท่าสองยาง โรงพยาบาลแม่สอด และ โรงพยาบาลอุ้มผาง รวมทั้งหมด 5 แห่ง โดยทีมงานเดลิเวอรี่ของซีพี เฟรชมาร์ท จะจัดส่งอาหารให้บุคลากรทางการแพทย์ถึงที่โรงพยาบาล

ซีพีเอฟ ในฐานะผู้ผลิตอาหารคุณภาพปลอดภัย ได้แบ่งเบาภาระของกระทรวงสาธารณสุข ตลอดจนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือคนไทยและประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 มาตั้งแต่ช่วงต้นปี ในครั้งนี้ บริษัทฯ ขอนำความเชี่ยวชาญด้านอาหาร มาช่วยแบ่งเบาภารกิจของทีมแพทย์ใน จังหวัดตากอีกครั้ง เพื่อเติมกำลังกายและเป็นกำลังใจให้แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องใกล้ชิดและมีความเสี่ยงอย่างมากในสถานการณ์นี้ เนื่องจากจังหวัดตากเป็นจังหวัดชายแดนที่มีแรงงานจากเมียนมาเข้าออกเป็นจำนวนมาก

เลื่อนเปิดรถไฟฟ้าสายสีทองเป็น ธ.ค. 63 คิดค่าโดยสาร 15 บาทตลอดสาย

0

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ตรวจเยี่ยมโครงการระบบขนส่งมวลชนขนาดรอง สายสีทอง ระยะที่ 1 (สถานีกรุงธนบุรี-สถานีสำนักงานเขตคลองสาน) โดยมี ผู้บริหารสำนักการจราจรและขนส่ง ผู้บริหารบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด และผู้บริหาร บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ร่วมให้การต้อนรับ ณ สถานีกรุงธนบุรี เขตคลองสาน

พล.ต.อ.อัศวิน เปิดเผยว่า ขณะนี้การก่อสร้างและติดตั้งระบบในภาพรวมมีความก้าวหน้า 96 % แบ่งออกเป็นความก้าวหน้างานโยธา 98 % และความก้าวหน้างานระบบการเดินรถ 92 % ทั้งนี้จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้การจัดส่งขบวนรถและอุปกรณ์ต่างๆ ล่าช้า รวมทั้งมีการปรับปรุงแบบทางขึ้นลงสถานีให้ตรงตามความต้องการของชุมชน ทำให้ต้องเลื่อนกำหนดการเปิดให้บริการจากเดิมที่กำหนดไว้ในเดือน ต.ค.63 เป็นเดือน ธ.ค.

ทั้งนี้ หลังจากที่สถานการณ์โรคโควิด-19 เริ่มคลี่คลายได้รับมอบขบวนรถในโครงการมาครบแล้ว ทั้ง 3 ขบวน และขณะนี้อยู่ระหว่างทดสอบการเดินรถในเส้นทาง ซึ่งผลการทดสอบเป็นไปตามแผน คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการประชาชนได้กลางเดือน ธ.ค.63 กำหนดอัตราค่าโดยสาร 15 บาทตลอดสาย เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับชาวกรุงเทพฯ โดยเฉพาะประชาชนในย่านฝั่งธนฯ ที่จะมีทางเลือกในการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบริเวณสถานีคลองสาน ซึ่งเป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการหลายแห่ง อาทิ โรงพยาบาลตากสิน สำนักการศึกษา สำนักงานเขตคลองสาน และสน.ปากคลองสาน จะช่วยให้การเดินทางมาติดต่อราชการของประชาชนสะดวกมากขึ้น โดยรถไฟฟ้าสายสีทองยังเชื่อมต่อการเดินทางระบบ ล้อ ราง เรือ รองรับผู้โดยสารจากรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่สถานีกรุงธนบุรี และเชื่อมต่อโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสายสีแดงในอนาคต รวมทั้งยังเชื่อมการเดินทางของประชาชนที่ใช้บริการเรือโดยสารในแม่น้ำเจ้าพระยาอีกด้วย

นอกจากนี้การพัฒนาโครงข่ายรถไฟฟ้าดังกล่าวยังช่วยเพิ่มมูลค่าของที่ดินบริเวณแนวรถไฟฟ้า เสริมสร้างเศรษฐกิจในพื้นที่ และจะเป็นจุดไฮไลท์อีกแห่งหนึ่งที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยว อันเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่หลังจากที่ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 ได้ทางหนึ่งด้วย

กรุงเทพมหานคร ได้มอบหมายบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) วิสาหกิจของกรุงเทพมหานครเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งไม่ได้ใช้งบประมาณของภาครัฐ แต่ใช้รายได้ล่วงหน้าจากการให้สิทธิพื้นที่โฆษณาบนรถไฟฟ้ามาลงทุนก่อสร้างโครงการ เป็นรูปแบบการแสวงหาความร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนากรุงเทพฯ ไปด้วยกัน จึงทำให้โครงการเกิดขึ้นได้เร็ว ไม่ต้องรอกระบวนการวิธีงบประมาณจากทางภาครัฐ และทรัพย์สินในโครงการนี้ยังเป็นกรรมสิทธิ์ของกรุงเทพมหานครทั้งหมด ขอยืนยันว่าโครงการนี้ เป็นความตั้งใจดีที่ กทม. มอบแก่ให้ประชาชน สำหรับปัญหาการใช้ผิวการจราจรในแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีทอง ปัจจุบันนี้การก่อสร้างงานโยธาของโครงการรถไฟฟ้านั้นเสร็จสิ้นไปแล้ว แต่ที่มีการก่อสร้างคือการดำเนินการของหน่วยงานสาธารณูปโภคซึ่งได้เร่งรัดการดำเนินการให้รวดเร็วที่สุด พร้อมกำชับให้สำนักงานเขตเร่งประสานเปิดพื้นที่การจราจรลดผลกระทบต่อผู้สัญจรในเส้นทางให้มากที่สุด

ทั้งนี้ โครงการรถไฟฟ้าสายสีทอง มีระยะทางรวม 2.75 กิโลเมตร 4 สถานี วิ่งตามแนวถนนกรุงธนบุรี ถนนเจริญนครและถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน การดำเนินงานแบ่งออกเป็น 2 ระยะ โดยในปัจจุบันเป็นการดำเนินการระยะที่ 1 ระยะทาง 1.80 กิโลเมตร ประกอบด้วย สถานีกรุงธนบุรี (G1) สถานีเจริญนคร (G2) และสถานีคลองสาน (G3) ระบบรถไฟฟ้าเป็นระบบ Automated Guideway Transit (AGT) หรือระบบขนส่งมวลชนแบบนำทางอัตโนมัติ หรือรถไฟฟ้าระบบ Automated People Mover (APM) เป็นระบบล้อยาง โดยรถที่นำมาใช้เป็นรถไฟฟ้ารุ่น Bombardier Innovia APM 300 ความเร็วสูงสุดที่ 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง จำนวน 3 ขบวน ขบวนละ 2 ตู้ ความจุผู้โดยสาร 138 คน/ตู้ ตู้รถไฟฟ้ามีความกว้าง 2.8 เมตร ความยาว 12.75 เมตร ความสูง 3.5 เมตร ประตูมีความกว้าง 1.9 เมตร ความสูงของพื้นรถ 1.1 เมตร คาดการณ์ปริมาณผู้โดยสารเมื่อเปิดให้บริการ อยู่ที่ประมาณ 42,000 เที่ยว-คน/วัน

ยูฟาร์ม เปิดตัว ‘หมูชีวา’ นวัตกรรมเนื้อหมู ไขมันดี โอเมก้าสูง

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดตัวผลิตภัณฑ์อาหารใหม่ หมูชีวา แบรนด์ยูฟาร์ม นวัตกรรมหมูชีวา เป็นหมูไขมันดี มีโอเมก้า 3 สูง ที่ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์ พัฒนาอาหาร และวิธีการเลี้ยงตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ ต่อยอดจากมาตรฐานปศุสัตว์โอเคของกรมปศุสัตว์ ตามแนวทางอาหารปลอดภัยของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้รับการรับรองจาก NSF และเพิ่งคว้ารางวัลสุดยอดนวัตกรรมจากงาน THAIFEX – Anuga Asia 2020 โดยมีนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดตัว พร้อมด้วยนายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ ให้การต้อนรับ และมี น.สพ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ให้เกียรติร่วมงาน

ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า อาหารเพื่อสุขภาพยังคงเป็นที่นิยมและมีความต้องการบริโภคเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยูฟาร์มก็ประสบความสำเร็จอย่างมากกับผลิตภัณฑ์ไก่เบญจา จึงได้ทำการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์เพื่อสุขภาพอย่างต่อเนื่อง กระทั่งพบความสำเร็จอีกครั้งกับนวัตกรรม “เนื้อหมูชีวา” เนื้อหมูที่อุดมด้วยไขมันดี มีโอเมก้า 3 สูง ซึ่งสามารถตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ที่ทั้งใส่ใจในสุขภาพและให้ความสำคัญกับหลักสวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare)

ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ

“เนื้อหมูชีวา เป็นนวัตกรรมเนื้อสัตว์ที่เราทำการพัฒนาหมู ตั้งแต่สายพันธุ์ อาหารที่เลี้ยง ตลอดจนวิธีการเลี้ยง เพื่อให้ได้มาซึ่งเนื้อหมูไขมันดี และมีโอเมก้า 3 สูง ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค โดยมีงานวิจัยรองรับ ตลอดจนได้รับการรับรองมาตรฐานการเลี้ยงจาก NSF ซึ่งเป็นองค์กรชั้นนำในด้านการรับรองความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ในระดับนานาชาติ และคว้ารางวัลสุดยอดนวัตกรรมอาหารจากงานแสดงสินค้าอาหารระดับโลก THAIFEX–Anuga Asia 2020” นายประสิทธิ์กล่าว

ดร.ไพรัตน์ ศรีชนะ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานวิชาการอาหารสัตว์บก กล่าวว่า อาหารของหมูชีวามีความพิเศษและแตกต่างจากอาหารหมูทั่วไป เนื่องจากใช้ซูเปอร์ฟู้ดอย่างเมล็ด flaxseed น้ำมันปลา และสาหร่ายทะเลลึก มาเป็นวัตถุดิบในสูตรอาหาร เพื่อเป็นแหล่งของโอเมก้า3 ให้หมูชีวาสามารถสะสมสร้างเป็นไขมันดีเพื่อสุขภาพได้สำเร็จ

สำหรับด้านการเลี้ยงหมูชีวา จากพื้นฐานสำคัญของฟาร์มมาตรฐานปศุสัตว์โอเคของกรมปศุสัตว์ ซีพีเอฟได้ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงสุดภายในฟาร์มระบบปิดที่มีการป้องกันโรคอย่างเข้มงวดและเป็นโรงเรือนปรับอากาศด้วยการระเหยของน้ำ ส่งผลให้หมูชีวาอยู่สบาย แข็งแรง ไม่ป่วย นอกจากนี้ยังเลี้ยงหมูชีวาใน “คอกขังรวม (Group Pen)” ตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ ให้แม่พันธุ์อุ้มท้องมีอิสระในการเคลื่อนไหวและมีปฏิสัมพันธ์กับสุกรตัวอื่นๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ที่สำคัญคือไม่มีการใช้สารเร่งการเจริญเติบโต ปราศจากสารเร่งเนื้อแดง และไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ 100% ตลอดการเลี้ยงดู จึงมั่นใจได้ว่าหมูชีวาปลอดภัยและเหมาะมากสำหรับทุกคนในครอบครัว

ด้าน นายเฉลิมชัย รมว.กระทรวงเกษตรกและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นโยบาย 3S เป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ ประกอบด้วยกรอบการทำงานเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหาร (Safety) ความมั่นคงทางอาหาร (Security) และความยั่งยืนภาคเกษตร (Sustainability) ที่จะสนับสนุนและมุ่งเป้าให้ประเทศไทยเป็นครัวของโลก เพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการผลิตอาหารที่ดีและปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค ขณะที่ซีพีเอฟถือเป็นภาคเอกชนที่ช่วยขับเคลื่อนนโยบาย 3S โดยเป็นทั้งผู้ผลิตอาหารปลอดภัย ช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารให้ประเทศ และต่อยอดนวัตกรรมไปถึงการสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหาร “หมูชีวา” ซึ่งป็นการเพิ่มทางเลือกที่ดีสำหรับอาหารเพื่อสุขภาพให้แก่ผู้บริโภคได้อย่างน่าชื่นชม

น.สพ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ได้วาง “มาตรฐานปศุสัตว์โอเค” ซึ่งเป็นการกำกับดูแลการผลิตอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ตั้งแต่ต้นทางคือ ฟาร์ม โรงชำแหละ และจุดจำหน่าย รวมทั้งตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายอาหารปลอดภัยให้ผู้บริโภคได้บริโภคเนื้อสัตว์ที่ดี โดยซีพีเอฟเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานนี้ทั้ง 100% รวมทั้งมาตรฐานด้าน Animal welfare หรือ หลักสวัสดิภาพสัตว์ ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้เป็นอย่างดี “หมูชีวา” จึงเป็นต้นแบบของศักยภาพผู้ประกอบการไทยที่มีการวิจัยพัฒนาและต่อยอดนำไปสู่นวัตกรรมอาหารของไทยที่ไม่แพ้ชาติอื่นในโลก

ด้าน รศ.นพ. กัมมาล กุมาร ปาวา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า แนวคิด “การกินอาหารเป็นยา” หรือ “Food as Medicine” เป็นทางเลือกของการกินอาหารเพื่อส่งเสริมสุขภาพที่ดี และจากผลจากการทดสอบในสัตว์ทดลองบ่งชี้ว่าเมื่อสัตว์ทดลองทานอาหารที่ปรุงจากผลิตภัณฑ์จากหมูชีวา (น้ำมันหมู) ปริมาณไขมันในกระแสเลือด ซึ่งประกอบด้วย โคเลสเตอรอล, ไตรกลีเซอไรด์, และ LDL นั้น มีปริมาณต่ำกว่าสัตว์ทดลองกลุ่มที่ทานอาหารที่ปรุงจากน้ำมันมะพร้าวอย่างมีนัยยะสำคัญ

“ผลการทดลองดังกล่าวเป็นผลมาจากการสะสมของกรดไขมันโอเมก้า 3 ในผลิตภัณฑ์หมูชีวาที่มีสูงกว่าเนื้อหมูทั่วไป ซึ่งโอเมก้า3 นี้มีความสำคัญมากต่อสุขภาพของมนุษย์ เนื่องจากมีคุณสมบัติ ช่วยลดระดับไขมันในเลือด ทั้งโคเลสเตอรอล (Cholesterol), ไขมันชนิดไม่ดี (LDL), และไตรกลีเซอรืไรด์ (Triglyceride) ซึ่งจะมีส่วนช่วยป้องกันความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ”

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์หมูชีวามุ่งเจาะกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นคนรักสุขภาพ พ่อแม่ยุคใหม่ที่ใส่ใจการเลือกอาหารให้ลูก ผู้ใหญ่วัยกลางคน และผู้ที่ต้องการฟื้นฟูสุขภาพ นอกจากนี้ ยังมีแผนทำการตลาดร่วมกับร้านอาหารชั้นนำ ร้านอาหารระดับพรีเมียม รวมถึงร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ เพื่อสร้างการรับรู้ กระตุ้นให้เกิดการทดลองบริโภคหมูชีวา ซึ่งก่อให้เกิดความเชื่อมั่นในคุณภาพเนื้อหมูพรีเมี่ยมเพื่อสุขภาพอย่างหมูชีวาได้ในที่สุด

กระทรวงเกษตร หนุนส่งออกสินค้าเกษตร-ปศุสัตว์ รับเทรนด์อาหารปลอดภัยหลังโควิด-19

0

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในงานเปิดตัว หมูชีวา แบรนด์ ยูฟาร์ม ว่า กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายนำภาคเกษตรสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ซึ่งหากนำเกษตรกรไปสู่จุดนั้นได้ ประเทศจะเข้มแข็ง ทั้งสังคมและเศรษฐกิจ ตัดปัญหารายได้น้อยของคนส่วนใหญ่ของประเทศได้ทันที

ในสถานการณ์โควิด-19 แสดงให้เห็นชัดเจนว่าโลกต้องการอาหารปลอดภัย และการฟื้นตัวของภาคธุรกิจในหลายประเทศต้องใช้เวลานานมาก ไทยต้องพลิกวิกฤตนี้ให้เป็นโอกาสให้ได้ และภาคเกษตรมีความสำคัญมากในการพลิกฟื้นประเทศ ใครฟื้นเร็วกว่าคือได้เปรียบ เป็นโอกาสของธุรกิจ และของประเทศ

กระทรวงเกษตร พร้อมที่จะก้าวเดินไปด้วยกัน เพื่อสร้างรากฐานให้สังคมไทย ถ้าเกษตรกรเข้มแข็ง ชาติเข้มแข็ง เศรษฐกิจเข้มแข็ง และไทยจะเป็นผู้นำจากการผลิตสินค้าที่ดีมีคุณภาพ เมื่อผลิตได้แล้ว และทำการเผื่อแผ่ไปสู่เกษตรกร ก็จะสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศ

ทั้งนี้ ความมั่นคงทางอาหารเป็นนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงเกษตรฯ โดยจะร่วมมือกับเอกชนในการต่อยอดผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ออกมา ไม่เพียงรองรับความต้องการของผู้บริโภค แต่เพื่อผลักดันการส่งออกด้วย โดยผลิตภัณฑ์หมูชีวา เป็นสินค้าที่มีความสำคัญที่สามารถทำรายได้ให้ประเทศ เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและปลอดภัย เชื่อว่าไทยจะต้องติดอันดับผู้ส่งออกอาหารของโลก จากอันดับ 12 เป็น Top Ten ได้ในปีหน้า

ด้าน น.สพ. สรวิศ ธานีโต อธิบดี​กรม​ปศุสัตว์​ กล่าวว่า​กรมฯ มีหน้าที่ในการกำกับดูแลเรื่องสุขภาพ​สัตว์​ให้ปลอดโรค การส่งเสริม​การ​ผลิตของเกษตรกร​รายย่อย และการผลิตอาหาร​ปลอดภัย​ซึ่งเป็นเทรนด์ความต้องการของผู้บริโภค ที่กรมฯให้ความสำคัญมากขณะนี้

สำหรับหมูชีวา เป็นผลิตภัณฑ์​ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต และเป็นผลิตภัณฑ์​ที่คัดเลือกทุกองค์ประกอบเป็นอย่างดี เพื่อสุขภาพ​และเป็นการเลี้ยงตามหลักสวัสดิภาพ​สัตว์​ ทั้งยังได้รับเครื่องหมายรับรองคุณภาพ ‘ปศุสัตว์​ OK’ นั่นหมายความว่าเป็นเนื้อหมูที่มาจากสัตว์​ที่เลี้ยงในฟาร์มมาตรฐาน GAP แปรรูป​จากโรงงานแปรรูป​ที่ได้รับใบอนุญาต​และคุณภาพ​จากกรมฯ สถานที่จำหน่ายถูกสุขลักษณะ​และสามารถตรวจสอบย้อนกลับ​ได้

​กระทรวงเกษตรและสหกรณ์​มุ่งมั่นผลักดันมูลค่าการส่งออกปศุสัตว์​ไทยสู่เป้าหมาย 2 แสนล้านบาท​ ในปี 2563​ ซึ่ง​จะช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์​มวลรวมภาคปศุสัตว์​ 5.6% ในปีนี้ จากการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์​

เอไอเอส ยกระดับวงการเกมในไทย เตรียมจัดงาน Thailand Zocial AIS Gaming Awards

0

นายอลิสแตร์ เดวิด จอห์นสตั้น กรรมการผู้จัดการหน่วยธุรกิจพัฒนาธุรกิจใหม่ เอไอเอส เปิดเผยว่า เอไอเอส ร่วมกับ บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด (Wisesight) จัดงานมอบรางวัล Thailand Zocial AIS Gaming Awards งานประกาศรางวัลครั้งแรกของวงการเกมและอีสปอร์ตในประเทศไทย เพื่อร่วมเชิดชูและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่ทำผลงานบนโซเชียลมีเดียยอดเยี่ยมในด้านเกมและอีสปอร์ตตลอดปีที่ผ่านมา ยกระดับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอีสปอร์ต อีโคซิสเต็ม พร้อมผลักดันไทยสู่อีกขั้นของการเป็นฮับอีสปอร์ตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สามารถนำข้อมูลบนโซเชียล

นายกล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไวซ์ไซท์ กล่าวว่า ยินดีที่ได้ทำงานร่วมกับเอไอเอส ในการเข้ามามีบทบาทยกระดับอุตสาหกรรมเกมและอีสปอร์ตให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและได้รับการยอมรับในวงกว้าง โดยได้พัฒนา GAMING METRIC สำหรับวัดประสิทธิภาพบนโซเชียลมีเดียในด้านเกมและอีสปอร์ต เพื่อเชิดชูผู้เกี่ยวข้องในอีสปอร์ต อีโคซิสเต็ม อย่างเหมาะสม สร้างสรรค์ และมีผลงานยอดเยี่ยมบนโซเชียล สร้างมาตรฐานใหม่ที่ได้รับการยอมรับทั้งในระดับประเทศและระดับสากล ซึ่งจะเป็นอีกส่วนสำคัญของการร่วมฟื้นฟูและผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

Thailand Zocial AIS Gaming Awards 2020 จะมีการมอบรางวัลเพื่อเชิดชูผู้ที่ทำงานได้ดีบนโซเชียลมีเดียจำนวน 33 รางวัลให้กับเหล่า Game publisher, Game Creator, e-Sport Player, e-Sport club, game caster รวมถึง devices และ gadget โดยแบ่งเป็น 7 กลุ่มรางวัล ได้แก่

1. The most popular game publisher จำนวน 13 รางวัล

2. The most popular game creator จำนวน 2 รางวัล

3. The most popular game creator by platform จำนวน 2 รางวัล

4. The most popular e-Sport Player and e-Sport club จำนวน 8 รางวัล

5. The most popular game caster จำนวน 1 รางวัล

6. The most popular game devices & gadget จำนวน 5 รางวัล

7. Special Awards จำนวน 2 รางวัล

Wisesight ได้พัฒนา GAMING METRIC โดยเก็บข้อมูลจากโซเชียลมีเดียทั้งหมด 5 ช่องทาง ได้แก่ Facebook, Instagram, Twitter, YouTube และ Twitch ซึ่งใช้เกณฑ์การวัดผลทั้งหมด 7 ปัจจัยด้วยกันคือ วัดปริมาณกลุ่มเป้าหมาย และผู้ติดตาม (Fans Base), วัดความสามารถในการโน้มน้าว (Intention), วัดระดับการแนะนำเนื้อหาให้กับเพื่อนหรือคนรู้จัก (Recommendation), วัดประสิทธิภาพ หรือความสนใจต่อเนื้อหา (Interaction), วัดระดับความสนใจของผู้ติดตามที่มีต่อเนื้อหา (View), วัดระดับการ กระจายเนื้อหาผ่านปริมาณการแชร์บนโซเชียลมีเดีย (Share), วัดปริมาณการพูดถึงผลงานของเกมครีเอเตอร์ เกมแคสเตอร์ นักกีฬา e-sport เกมต่างๆ จากโซเชียลมีเดีย และ (Social Voice)