Home Blog Page 458

ทิพยประกันภัย เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ ลงพื้นที่มอบสินไหมทดแทน พร้อมฟื้นฟูบ้านหลังน้ำลด

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บมจ.ทิพยประกันภัย เดินหน้าให้ความช่วยเหลือประชาชนและลูกค้าผู้ทำประกัน พร้อมดูแลให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง หลังลูกค้าและประชาชนที่ประสบภัย และได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วมในหลายจังหวัดทางภาคใต้ โดยดร.สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ ได้จัดส่งทีมงานสำนักงานใหญ่-สำนักงานสาขา ทีมสินไหม ทีม TIP Smart Assist และหน่วยหนุมานทิพยจิตอาสา ลงพื้นที่ เพื่อมอบถุงยังชีพช่วยเหลือประชาชนและลูกค้าผู้ทำประกัน รวมถึงจ่ายค่าสินไหมกรณีลูกค้าที่ทำประกันได้รับความเสียหายทั้งที่อยู่อาศัยและรถยนต์ ที่ทำประกันไว้ โดยทีมงานยังคงอยู่ในพื้นที่จนกว่าเหตุการณ์จะคลี่คลายกลับสู่สภาวะปกติ

สำหรับบางพื้นที่ที่น้ำเริ่มลด หน่วย TIP Smart Assist , หน่วยหนุมานทิพยจิตอาสา ก็ได้เข้าพื้นที่เพื่อทำการฟื้นฟูบ้านเรือนชาวบ้าน โดยช่วยกันทำการขนย้ายทรัพย์สินที่เสียหายออกจากบ้านพักอาศัย ช่วยทำความสะอาดบ้านเรือน ขนย้ายซ่อมแซมรถยนต์ที่เสียหาย และกระจายกำลังออกไปฟื้นฟูในพื้นที่จุดอื่นๆที่น้ำลดต่อไป

เซเว่น อีเลฟเว่น ปล่อยแคมเปญกระตุ้นท่องเที่ยว ชวนคนไทย กิน เที่ยวครบทุกอำเภอทั่วไทย

0
ยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล กรรมการผู้จัดการ (ร่วม) บมจ.ซีพี ออลล์

นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล กรรมการผู้จัดการ (ร่วม) บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้บริหารร้านเซเว่น อีเลฟเว่น และ เซเว่น เดลิเวอรี่ เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลแห่งความสุข การเฉลิมฉลองและท่องเที่ยว เซเว่น อีเลฟเว่น ออกแคมเปญ “7-11 มอบสุขทุกอำเภอ ชวนเธอเที่ยวไทย” ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับคนไทยในการหาสถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร หรือที่พักในทุกอำเภอทั่วไทย ภายใต้

ทั้งนี้ ตั้งเเต่วันนี้ถึงวันที่ 23 มกราคม 2564 ขอเชิญคนไทยร่วมสนุกกับแคมเปญ “7-11 มอบสุขทุกอำเภอ ชวนเธอเที่ยวไทย” เพียงลูกค้าที่เป็นสมาชิก ALL Member สแกน QR Code ที่สื่อหน้าร้าน 7-11 เพื่อเข้าไปค้นหาข้อมูลโรงแรม สถานที่ท่องเที่ยว และร้านอาหารทุกอำเภอทั่วไทย พร้อมรับส่วนลดพิเศษอื่นๆอีกมากมาย หรือสแกน QR Code ที่ท้ายสลิปใบเสร็จผ่าน 7App เพื่อส่งสิทธิ์ ลุ้นรางวัลใหญ่ รถยนต์ New MG ZS EV พร้อมสิทธิ์กินฟรี เครื่องดื่ม All Café เมนูเย็น และ ข้าวกล่องแช่แข็ง, แพ็กเกจเน็ต ทรูมูฟ เอช 10 GB และแพ็กเกจทรูไอดีพลัส ฟรีตลอดปี จำนวน 1 รางวัล และรางวัลอื่นๆอีกมากมาย รวมทั้งสิ้น 770 รางวัล มูลค่ากว่า 23 ล้านบาท โดยนอกจากจะได้ส่งสิทธิ์ลุ้นรางวัลผ่าน 7App แล้ว ยังสามารถดูข้อมูลท่องเที่ยวในอำเภอที่ลูกค้าซื้อสินค้าต่อได้อีกด้วย

รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน : เปลี่ยนพอยต์เป็นกองทุนรวม

0

วันนี้ “คุณนายพารวย” พาไปพบกับทางเลือกใหม่ในการลงทุนอย่างง่ายๆ โดยไม่ต้องใช้เงิน เพียงเปลี่ยนคะแนนสะสมของบัตรเครดิตเป็นหน่วยลงทุนของกองทุนรวม!!

จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่าปัจจุบัน มีบัญชีผู้ถือบัตรเครดิตรวมกันกว่า 24 ล้านบัญชี และในปี 2562 มีการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตรวมกันกว่า 2.2 ล้านล้านบาท ทำให้ผู้ที่ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตได้รับคะแนนสะสมจากธนาคารพาณิชย์และบริษัทบัตรเครดิต ที่ตีมูลค่าคะแนนสะสมเป็นเงินรวมกันกว่า 8 พันล้านบาท!! (ใช้สมมติฐานมูลค่าการใช้จ่าย 25 บาท = 1 คะแนน และ 1,000 คะแนน มีมูลค่าคิดเป็น 100 บาท)

จึงเกิดโครงการดีๆ “Point to Invest : เปลี่ยนพอยต์เป็นกองทุนรวม” โดยตลาดหลักทรัพย์ ร่วมกับองค์กรพันธมิตร คือ ธนาคารพาณิชย์ บริษัทบัตรเครดิต และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) จัดทำโครงการ “Point to Invest : เปลี่ยนพอยต์เป็นกองทุนรวม ให้นำคะแนนสะสมหรือพอยต์ที่ได้จากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมาเปลี่ยนเป็นเงินลงทุนในกองทุนรวมได้

ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดทุนของคนไทย!! และสามารถเชื่อมการลงทุนให้เข้ากับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของผู้ที่ถือบัตรเครดิตได้อย่างง่ายๆ

โดยผู้ถือบัตรเครดิต ก็มีทางเลือกเพิ่มขึ้นในการใช้ประโยชน์จากคะแนนสะสมบัตรเครดิต โดยนำคะแนนสะสมเปลี่ยนเป็นเงินลงทุนในกองทุนรวม ซึ่งมีโอกาสเพิ่มมูลค่าได้ในอนาคต ทำให้ทุกการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตสามารถต่อยอดไปสู่การลงทุนได้

ขณะเดียวกัน ธนาคารพาณิชย์และบริษัทบัตรเครดิตได้เพิ่มทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้นให้ผู้ถือบัตรเครดิตในการแลกคะแนนสะสม ขณะที่ บลจ.ก็ได้เพิ่มโอกาสในการขยายฐานผู้ลงทุนสู่กลุ่มผู้ถือบัตรเครดิต โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำหน้าที่ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในตลาดทุน

ที่สำคัญที่สุดการเปลี่ยนคะแนนสะสมเป็นเงินลงทุนในโครงการนี้ ยังถือเป็นทางเลือกที่จะช่วยสร้างความมั่งคั่งให้กับผู้ถือบัตรเครดิตได้อีกทางหนึ่งด้วย!!

สำหรับ พันธมิตรที่เข้าร่วมโครงการดีๆ นี้ คือธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารทหารไทย, ธนาคารไทยพาณิชย์, ธนาคารธนชาต, บริษัท บัตรกรุงไทย, บริษัท บัตรกรุงศรีอยุธยา, บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส ส่วนในฝั่งกองทุน ประกอบด้วย บลจ.กรุงไทย, บลจ.กรุงศรี, บลจ.กสิกรไทย, บลจ.ทหารไทย, บลจ.ไทยพาณิชย์, บลจ.ธนชาต, บลจ.บัวหลวง และ บลจ.บางกอกแคปปิตอล

ใครเป็นลูกค้าบัตรเครดิตของธนาคารและบริษัทบัตรเครดิตเหล่านี้รีบเลย เพราะช่องทางในการแลกพอยต์สามารถทำได้ง่ายและสะดวก มีทั้งการแลกผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์อย่างแอปพลิเคชัน และเว็บไซต์ หรือจะแลกผ่าน call center, SMS หรือสาขาของธนาคารก็ได้

อย่ามัวรอช้า รีบเข้าไปดูรายละเอียดการแลกพอยต์ ของบัตรเครดิตแต่ละแห่งในโครงการ Point to Invest ได้ที่เว็บไซต์ www.set.or.th/pointtoinvest ได้เลย บอกเลยบรรดานักช็อปมือหนักทั้งหลาย ที่รูดปรื๊ด..รูดปรื๊ดทุกเดือน ประตูสู่ความมั่งคั่งของคุณเปิดแล้ว ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง มาลงทุนง่ายๆ แบบไม่ต้องใช้เงิน เพียงเปลี่ยนพอยต์ของบัตรเครดิตเป็นกองทุนรวมกัน!!


ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง โดย คุณนายพารวย หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน : ตลาดหุ้นกับปฏิบัติการลดโลกร้อน

0

ครั้งก่อน คุณนายพารวย พาไปทำความรู้จักตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในบทบาทของการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม ทั้งโครงการปลูกไม้ให้ได้ป่า : Care the wild และโครงการขยะล่องหน : Care the Whale แล้ว

ทำให้เห็นว่าเสาหลักของตลาดทุนหรือองค์กรอย่างตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ได้แคร์แค่เรื่องการลงทุนหรือนักลงทุนในตลาดหุ้นเท่านั้น แต่ยังแคร์กับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเราด้วย

อีกหนึ่งการแคร์ ที่เป็นกิจกรรมดีๆของตลาดหลักทรัพย์ฯ คือ โครงการ Care the bear : Change the Climate Change ที่เป็นการส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์ฯ รวมถึงองค์กรภาครัฐและเอกชน มาช่วยกันลดปัญหาโลกร้อนด้วยการลดการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากการจัดกิจกรรมหรืออีเวนต์ พร้อมส่งเสริมผู้บริโภคให้เกิดพฤติกรรมการมีส่วนช่วยลดโลกร้อน ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน Sustainable Development Goals (SDGs) ข้อที่ 13 ว่าด้วย Climate Action

ล่าสุดมีองค์กรพันธมิตร ทั้งที่เป็นองค์กรภาครัฐ ภาคสังคม และองค์กรภาคธุรกิจมากกว่า 60 องค์กร ผนึกกำลังเข้าร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้าโครงการนี้แล้ว

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ในฐานะแม่นำเสนอและส่งมอบ Care the Bear : Digital Eco Calculator Kit สะดวก ใช้งานง่าย สามารถรายงานผลได้ ผ่านเว็บไซต์ www.setsocialimpact.com เพื่อใช้คำนวณการลดการปล่อยคาร์บอนจากการจัดกิจกรรมหรืออีเวนต์

คู่มือจัดกิจกรรม (Eco Event Kit) ประกอบด้วย 6 เรื่อง คือ 1.รณรงค์ให้เดินทางโดยรถสาธารณะหรือเดินทางร่วมกัน 2.ลดการใช้กระดาษและพลาสติก 3.งดการใช้โฟมจากบรรจุภัณฑ์ หรือโฟมเพื่อการตกแต่ง 4.ลดการใช้พลังงานจากอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเปลี่ยนไปใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน 5.ใช้วัสดุตกแต่งที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ 6.ลดขยะจากอาหารเหลือทิ้งในงานอีเวนต์

โดยตลาดหลักทรัพย์ฯจะร่วมกับธุรกิจเพื่อสังคมในการให้คำปรึกษา การเก็บข้อมูลเพื่อจัดทำอีเวนต์ลดคาร์บอน และข้อมูลตัวเลขว่ากิจกรรมที่ทำไป ช่วยลดคาร์บอนได้เท่าไร จะถูกจัดเก็บประชาสัมพันธ์ในสื่อต่างๆ และรวบรวมเป็นสถิติความร่วมมือของภาคตลาดทุนต่อไป

จากความมุ่งมั่นทำโครงการ 3 แคร์ ของตลาดหลักทรัพย์ ทั้ง ปลูกไม้ให้ได้ป่า : Care the wild และขยะล่องหน : Care the Whale และล่าสุดโครงการ Care the bear ลดก๊าซเรือนกระจก ลดโลกร้อน

ทำให้เห็นว่าตลาดหลักทรัพย์ฯไม่ได้ “แคร์แค่บางคน” เพราะเราไม่สามารถอยู่ได้ เพียงลำพังบนโลกใบนี้ หรือทำธุรกิจโดยหวังแต่ตัวเลขกำไร โดยไม่สนใจไยดีสิ่งแวดล้อม แต่ต้องร่วมแรงร่วมใจกันใส่ใจสิ่งแวดล้อม ทั้งการใช้ทรัพยากร และพลังงานอย่างประหยัดรู้คุณค่า เพื่อให้มีสิ่งแวดล้อมที่ดีสำหรับส่วนรวมและคนรุ่นต่อไป!!


ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง โดยคุณนายพารวย หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ไทยยูเนี่ยน เอาใจทาสแมว เปิดตัว ChangeTer ขนมแมวเลีย รักสุขภาพน้องเหมียว

0

ตอกย้ำคอนเซ็ปต์ ‘healthy living’ จากความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คนสู่สัตว์เลี้ยงที่เรารัก

รายงานข่าวจาก บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทขานรับเทรนด์ เอาใจทาสแมว ด้วยการเปิดตัว ChangeTer เปลี่ยนขนมน้องแมวให้กลายเป็นขนมแมวเลียสุดเฮลตี้ ดีต่อไต และอุดมไปด้วยสารอาหารที่ดีต่อสุขภาพของน้องแมว เนื่องจาก ปัจจุบันบรรดาคนรักสัตว์เลี้ยงให้ความสำคัญกับเรื่องของสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะอาหารแมวที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์

โดย บริษัทไทยยูเนี่ยนได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ ChangeTer ขนมแมวเลียเพื่อสุขภาพและดีต่อไตน้องแมว ตอบรับกระแสผู้บริโภคที่ปัจจุบันวิถีชีวิตเปลี่ยนมาอยู่บ้าน ทำอาหารทานเองและมีเวลาเล่นกับสัตว์เลี้ยงมากขึ้น

ChangeTer คือขนมแมวเลียที่นอกจากจะอร่อยแล้วยังไม่ทำร้ายไต คิดค้นโดยนักวิทยาศาสตร์และนักโภชนาการเพื่อให้บรรดาทาสแมวมั่นใจได้ว่าเวลาเล่นให้ขนมเจ้าเหมียวทานนั้น นอกจากพวกเขาจะได้รับสารอาหารที่ดีมีประโยชน์แล้ว ยังไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกายของแมวอีกด้วย

นายพิชิตชัย วงศ์ปิยะ ประธานกรรมการ กลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า มีรายงานหลายฉบับที่ชี้ให้เห็นว่า สาเหตุการตายลำดับต้นๆ ในแมวมาจาก โรคไต ทำให้เจ้าของแมวต้องการเลือกซื้ออาหารและขนมที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพ เหมือนกับที่เราเลือกซื้ออาหารสุขภาพให้กับตนเองและครอบครัว ขนมแมวเลีย ChangeTer จึงเป็นความตั้งใจของไทยยูเนี่ยนที่อยากให้เจ้าของแมวสามารถเล่นให้ขนมกับแมวได้อย่างไม่ต้องกังวลใจอีกต่อไป

ทั้งนี้ ChangeTer มี 5 สูตร 5 รสชาติให้เลือกซื้อ ไม่ว่าจะเป็นสูตรบำรุงการย่อยอาหาร สูตรบำรุงผิวและขน สูตรบำรุงข้อและกระดูก และสูตรช่วยลดความเครียด สำหรับสูตรที่ 5 เป็นการรวม 4 รสเอาไว้ด้วยกัน โดย ChangeTer มีวางจำหน่ายแล้วที่ร้านอาหารสัตว์เลี้ยงชั้นนำทั่วไป หรือสามารถสั่งซื้อได้ทางเฟสบุ๊คแฟนเพจ ChangeTer

“ความตั้งใจของไทยยูเนี่ยนนอกจากจะทำขนมแมวเลียที่ดีและปลอดภัยต่อสุขภาพแมวแล้ว เรายังมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือสัตว์ที่เจ็บป่วย โดยเรามีโครงการช่วยเหลือสัตว์ที่เจ็บป่วยตามโรงพยาบาลสัตว์และบ้านสงเคราะห์สัตว์ต่างๆ ทั่วประเทศ รายได้ส่วนหนึ่งจากการขายผลิตภัณฑ์ ChangeTer จะนำไปบริจาคสมทบทุนช่วยเหลือสัตว์ตามที่ต่างๆ ทุกไตรมาส” นายพิพิตชัย กล่าวเพิ่มเติม

ปัจจุบัน ไทยยูเนี่ยนมีผลิตภัณฑ์อาหารสุนัขและแมวภายใต้แบรนด์ Bellotta และ Marvo วางจำหน่ายในประเทศไทย โดยศูนย์นวัตกรรมไทยยูเนี่ยนมีทีมนักวิทยาศาสตร์ที่วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ และในฐานะบริษัทอาหารทะเลระดับโลก ที่มีแบรนด์ต่างๆ วางจำหน่ายทั่วโลกไม่ว่าจะเป็น King Oscar, John West, Chicken of the Sea, Petit Navire, Mare Blu และ SEALECT

เครือซีพี ครองแชมป์ความยั่งยืนระดับชาติ คว้า 11 รางวัลเวที Sustainable Business Award Thailand

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ นายนพปฎล เดชอุดม ประธานคณะผู้บริหาร ด้านความยั่งยืนองค์กร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด  เป็นตัวแทนขึ้นรับรางวัลธุรกิจที่ยั่งยืนประจำประเทศไทย หรือ  Sustainable Business  Award Thailand  (SBA)  ในงาน Sustainable Business Award  (SBA) 2019 Thailand  ครั้งแรกในไทย ซึ่งจัดขึ้นในรูปแบบ Virtual Awards Ceremony เนื่องจากอยู่ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยมีผู้ลงทะเบียนร่วมงานจาก 20 ประเทศทั่วโลก และมีบริษัทที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่และ SMEs ในไทยเกือบ 20 แห่งได้รับรางวัลนี้

นายนพปฎล เปิดเผยว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์เป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่ได้รับรางวัลความยั่งยืนบนเวทีนี้มากที่สุด รวมทั้งสิ้น 11 รางวัล แบ่งเป็นรางวัลชนะเลิศ 6 รางวัล ได้แก่

  1. ด้านแรงงาน ( Workforce)
  2. ด้านชุมชน (Community)
  3. ด้านการจัดการน้ำ  (Water Management)
  4. ด้านการใช้ประโยชน์ที่ดินและความหลากหลายทางชีวภาพ (Land use and Biodiversity)
  5. ด้านการจัดการกลยุทธ์และนโยบายความยั่งยืน (Strategy and Sustainability Management)
  6. ด้านการดำเนินงานตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (UN Sustainable Development Goals) 

อกจากนี้ยังได้รับรางวัลชมเชย 5 รางวัล ได้แก่

  1. ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Climate change) 
  2. ด้านการจัดการด้านพลังงาน (Energy Management)
  3. ด้านการจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management)
  4. ด้านความรับผิดชอบและจริยธรรมทางธุรกิจ (Business Responsibility and Ethics)
  5. ด้านระบบการผลิตและการจัดการขยะ (Waste and  Material Productivity)  

งานครั้งนี้ จัดขึ้นโดย Global Initiative เครือข่ายด้านความยั่งยืนระดับโลก มอบรางวัลความยั่งยืน  Sustainable Business Award  (SBA) 2019 Thailand  เป็นครั้งแรกในประเทศไทยเพื่อส่งเสริมให้ภาคเอกชนไทยดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน   โดยคณะกรรมการพิจารณารางวัลมีความประทับใจในกรอบยุทธศาสตร์ความยั่งยืนของเครือฯที่เรียกว่า  3 Hs ประกอบด้วย Heart : ความมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน  Health : ความมุ่งมั่นที่จะสร้างสังคมที่ยั่งยืน และ Home : ความมุ่งมั่นที่จะสร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน รวมไปถึงความเชื่อของเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่เห็นว่าการช่วยเหลือคนยากจนที่ดีที่สุดคือการสร้างงานไม่ใช่การบริจาค ซึ่งเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้บรรลุเป้าหมายในการช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยและกลุ่มเปราะบางไปแล้วมากกว่า 100,000 ราย 

Sustainable Business Award  Thailand 2020 มีองค์กรชั้นนำในประเทศไทยที่เข้าร่วมประกวดผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน แยกเป็นหมวดองค์กรขนาดใหญ่ และหมวด SMEs  โดยกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ มีบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด เป็นผู้ชนะเลิศโดยรวม Overall Winners  โดยมีบริษัทอื่นที่ได้รับรางวัลประกอบด้วย  Mondelez International บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา บมจ. พีทีที โกลบอล เคมิคอล   และบมจ. อินโดรามา เป็นต้น  และในหมวดSMEs ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศโดยรวม หรือ Overall Winners คือ South Pole โดยมี SMEs ที่ได้รับรางวัล ได้แก่  สานพลังวิสาหกิจเพื่อสังคม  Locla Alike  และ บริษัท โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส จำกัด  

เอไอเอส ยืนหนึ่งค่ายมือถือ เปิดบริการ “ยืนยันตัวตนบนโลก Online” เป็นรายแรก

0

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าทั่วไป บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า เอไอเอส ร่วมมือกับ บริษัท เนชั่นแนลดิจิทัลไอดี จำกัด (NDID)  ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางที่สร้าง Platform ระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล เปิดตัวบริการ “ยืนยันตัวตนบนโลก Online” เป็นรายแรกของค่ายมือถือ ที่ใช้การตรวจสอบข้อมูลด้วยเทคโนโลยีชีวมิติ (Biometric) จากข้อมูลอัตลักษณ์ทางกายภาพเพื่อพิสูจน์และยืนยันตัวตน ด้วยมาตรฐานระดับสากล รวมถึงมาตรฐานของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) 

ทั้งนี้ การเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการแสดงตัวตนบนโลก Online หรือ National Digital ID ที่ถูกต้อง ได้มาตรฐานด้านความปลอดภัย เป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้น การเปิดให้บริการ “ยืนยันตัวตนบนโลก Online” หรือ Identity Provider  ของเอไอเอสในฐานะค่ายมือถือรายแรก ก็เพื่อเพิ่มโอกาส  ความสะดวก ในการเข้าถึงบริการทางการเงินทุกประเภทของคนไทยทุกระดับ รวมถึงต่อยอดการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศอีกด้วย  

โดยเอไอเอส ยังได้จับมือกับ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) (KKPB) เป็นสถาบันการเงินรายแรกที่เปิดให้ลูกค้าแสดงตัวตน เพื่อเปิดบัญชีเงินฝากผ่านระบบดิจิทัลได้ โดยไม่ต้องเดินทางไปที่สาขาธนาคาร ทั้งนี้บริการนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมทดสอบและพัฒนานวัตกรรมที่นำเทคโนโลยีใหม่มาสนับสนุนการให้ บริการทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (Regulatory Sandbox)

บริการยืนยันตัวตนบนโลก Online โดย AIS เริ่มเปิดให้บริการแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ณ จุดบริการเอไอเอส ทั่วประเทศ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ais.co.th/ndid

ด้านนายบุญสันต์ ประสิทธิ์สัมฤทธิ์ ผู้จัดการใหญ่  บริษัท เนชั่นแนลดิจิทัลไอดี จำกัด (NDID) กล่าวว่า  NDID เป็น Platform กลาง เพื่อการพิสูจน์และยืนยันตัวตนดิจิทัล โดยมีสมาชิกจากหลากหลายภาคส่วนร่วมให้บริการดังกล่าว โดยก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน การร่วมมือกับเอไอเอส ที่ให้บริการเป็นผู้พิสูจน์และยืนยันตัวตนผ่าน AIS Kiosk  จะช่วยเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงการยืนยันตัวตนทางดิจิทัลให้แก่ผู้ทำธุรกรรมดิจิทัลได้สะดวกยิ่งขึ้น และธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)​ ในฐานะของผู้ให้บริการธุรกรรมทางการเงินดิจิทัล ที่ได้พัฒนา และขยายขอบเขตการให้บริการลูกค้าผ่านการยืนยันตัวตนดิจิทัลผ่าน และคาดว่าความร่วมมือระหว่าง AIS KKP และ NDID จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประชาชน และการส่งเสริมการเติบโตด้านธุรกรรมดิจิทัลของประเทศไทย

นายฟิลิป เชียง ชอง แทน กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร เปิดเผยว่า การจับมือกับ AIS ซึ่งมีเครือข่ายให้บริการที่กว้างขวางครอบคลุม และ NDID ซึ่งมีแพลตฟอร์มสำหรับพิสูจน์และยืนยันตัวตนได้อย่างปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ทำให้ลูกค้ามีทางเลือกของการเปิดบัญชีกับธนาคารเกียรตินาคินภัทรได้โดยไม่ต้องเดินทางไปที่สาขา เพียงลูกค้านำบัตรประชาชนมาแสดงตัวตนที่ AIS Smart Kiosk ทั่วประเทศ ธนาคารก็จะสามารถพิสูจน์และยืนยันตัวตนลูกค้าได้ พัฒนาการเหล่านี้จะทำให้ต่อไปธุรกรรมออนไลน์เกิดขึ้นได้สะดวกรวดเร็วกว่าเดิม โดยยังคงมาตรฐานของความปลอดภัยสูงสุด นับเป็นการลดต้นทุนทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างมหาศาล ซึ่งจะผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลให้เติบโตไปอีกขั้นหนึ่ง  

ซีพีเอฟ ปลูกฝังพนักงาน ช่วยดูแลและใส่ใจสิ่งแวดล้อม

0

นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซีพีเอฟ กล่าวว่า วิกฤติการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นหลายครั้งในปีนี้และสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 กระทบวิถีชีวิตของมนุษย์ในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่วิถีปกติใหม่ (New Normal) และเป็นสัญญาณเตือนประชากรโลกต้องหันมาฟื้นฟูสมดุลธรรมชาติ เพื่อสร้างสมดุลโลกและการดำรงชีวิตในอนาคต ซึ่งในโอกาสวันสิ่งแวดล้อมไทย 4 ธันวาคม 2563 เป็นการย้ำความสำคัญ และกระตุ้นทุกภาคส่วน ให้ตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ

ซีพีเอฟเอง ได้ปลูกฝังพนักงานในองค์กร สถานประกอบการ ฟาร์มและโรงงาน มีส่วนร่วมรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตลอดกระบวนการผลิต เพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายการดำเนินงานด้านความยั่งยืน

การมีส่วนร่วมลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ถือเป็นหนึ่งในความมุ่งมั่นสำคัญของซีพีเอฟ โดยกำหนดเป้าหมายความยั่งยืนเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในด้านต่าง ๆ เช่น การลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงและทางอ้อมต่อหน่วยการผลิตลง 25% ปี ภายในปีพ.ศ. 2568 เทียบกับปีฐาน 2558 โดยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานตลอดกระบวนการผลิต ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนอยู่ที่ 26 %ของการใช้พลังงานทั้งหมด

นอกจากนี้ มีการรณรงค์ลดการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ไม่จำเป็น โดยกำหนดเป้าหมายระยะยาวด้านบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่นำมาใช้บรรจุอาหารสำหรับกิจการในประเทศไทยสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ หรือนำมาใช้ใหม่ หรือนำไปผลิตเป็นสินค้าใหม่ได้ หรือย่อยสลายได้ 100% ในปี พ.ศ. 2568 และกิจการในต่างประเทศปี 2573 จากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ปัจจุบัน 99.99 % เป็นบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ หรือ นำกลับมาใช้ซ้ำ หรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เป็นต้น

และซีพีเอฟยังได้เดินหน้ามีส่วนร่วมปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ ลงนามบันทึกความร่วมมือ“การปกป้องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) สู่การฟื้นฟูป่า” กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำเนินโครงการซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง โครงการ ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน โครงการรักษ์นิเวศ เพิ่มพื้นที่สีเขียวในสถานประกอบการ เพื่อร่วมปกป้องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สร้างความมั่นคงทางอาหาร และเติมสมดุลธรรมชาติอย่างยั่งยืน

รถไฟฟ้าบีทีเอส ปฏิเสธข่าวขึ้นค่าโดยสารตลอดเส้นทาง 158 บาท สัญญาจะให้บริการเป็นปกติจนถึงที่สุด

0

บมจ. ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC) ในเครือบมจ. บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) ออกหนังสือชี้แจงกรณีข่าวว่า บีทีเอสเตรียมขึ้นค่าโดยสารรถไฟฟ้าตลอดเส้นทางเป็นจำนวน 158 บาทว่า อัตรา 158 บาทเป็นการกำหนดค่าโดยสารตามสัญญาสัมปทานเดิม โดยรถไฟฟ้าบีทีเอส ในฐานะผู้รับผิดชอบการบริหารรถไฟฟ้า ผู้ลงทุนขบวนรถ ส่วนกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในฐานะผู้ลงทุนงานโยธาและระบบไฟฟ้าและเครื่องกล ได้ร่วมรับผิดชอบดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำให้ส่วนต่อขยายประกอบด้วยช่วงสะพานตากสิน-บางหว้า ช่วงอ่อนนุช-เคหะ และ ช่วงหมอชิต-คูคต จำนวน 59 สถานี รวมระยะทางถึง 68.25 กม. สามารถเชื่อมโยงการเดินทางครอบคลุมถึง 3 จังหวัด ได้แก่ ปทุมธานี , กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ โดยมีความคืบหน้าพร้อมเปิดเป็นทางการครบทั้ง 59 สถานี ในวันที่ 16 ธ.ค.63 นี้

สำหรับค่าโดยสารที่จะเพิ่มขึ้นจากเส้นทางเดินรถไฟฟ้าในส่วนต่อขยาย ช่วงสะพานตากสิน-บางหว้า, ช่วงอ่อนนุช-เคหะ และ ช่วงหมอชิต-คูคต ยังคงเป็นการกำหนดโดยกรุงเทพมหานคร ส่วน BTSC อยู่ในฐานะผู้รับจ้างการเดินรถในส่วนต่อขยายนี้เท่านั้น และที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทย รวมถึงกทม.มีเป้าหมายในการทำให้ค่าโดยสารมีอัตราที่เหมาะสม โดยจะมีการเก็บค่าโดยสารตามระยะทางเริ่มต้นจาก 15 บาท และรวมตลอดเส้นทางอยู่ในระดับไม่เกิน 65 บาท เพื่อไม่ให้เป็นภาระกระทบต่อคุณภาพชีวิตชาวกรุงเทพมหานคร จากค่าโดยสารตลอดเส้นทางที่ศึกษาไว้เดิมสูงสุดถึง 158 บาท จนนำมาสู่การเจรจาเพื่อแก้ไขสัญญาสัมปทาน เพื่อให้สามารถจัดเก็บค่าโดยสารตามเป้าหมายและแก้ไขปัญหาเรื่องภาระหนี้สินของกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการและกระทรวงมหาดไทยและอยู่ระหว่างการเสนอขออนุมัติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

ทั้งนี้ บริษัทขอยืนยันในข้อเท็จจริงข้างต้น พร้อมย้ำอีกครั้งว่า ถึงแม้จะต้องเป็นผู้แบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการเดินรถส่วนต่อขยายจากหนี้คงค้างของกรุงเทพมหานครกว่า 8,000 ล้านบาท ทางบริษัทฯ ให้คำมั่นสัญญาจะรับผิดชอบให้บริการ การเดินรถไฟฟ้าบีทีเอส แก่ชาวกรุงเทพมหานคร และ ปริมณฑล เป็นปกติเช่นเดิมจนถึงที่สุด รวมถึงยืนยันหลักการในความร่วมมือกับทุกฝ่ายโดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย และกทม. เพื่อทำให้แผนการขยายเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียว รวมระยะทาง 68.25 กม. มีความสมบูรณ์แบบมากที่สุด จนกว่าจะมีความชัดเจนอย่างใดอย่างหนึ่งจากที่ประชุมครม.

CPAll หนุนรร.บ้านดอนแดงดอนน้อยวิทยา สร้างอาชีพ/รายได้ยั่งยืน พร้อมเปิดศูนย์เรียนรู้ทำเฟอร์นิเจอร์จากไม้พาเลท

0

ทักษะงานช่างที่สามารถต่อยอดไปสู่การประกอบอาชีพอาจไม่ใช่สิ่งที่มีสอนในทุกโรงเรียน แต่การสนับสนุนของบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ภายใต้การขับเคลื่อนมูลนิธิสานอนาคตการศึกษาคอนเน็กซ์ อีดี (CONNEXT ED) ในโครงการ “ศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์ไม้ภายใต้แบรนด์ Sambaisit by Dondang” ของ  โรงเรียนบ้านดอนแดงดอนน้อยวิทยา จ.ขอนแก่น กำลังกลายเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างงานสร้างอาชีพผ่านหลักสูตรการเรียนการสอนในโรงเรียน และขยายผลในวงกว้างออกไปสู่การถ่ายทอดองค์ความรู้ในชุมชน 

นายธานินทร์ บูรณมานิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหาร เซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ กล่าวว่า ด้วยความมุ่งมั่นของบุคลากรภายในโรงเรียนบ้านดอนแดงดอนน้อยวิทยา ในการพัฒนาหลักสูตรทักษะงานช่างสำหรับการประกอบอาชีพสำหรับทั้งในโรงเรียนและชุมชน ประกอบกับแนวคิดในการพัฒนาสินค้าที่ดูแปลกใหม่ สวยงาม ทันสมัย อย่างเฟอร์นิเจอร์จากไม้พาเลทและถังน้ำมัน ซีพี ออลล์ จึงได้เข้ามาสนับสนุนโครงการ “ศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์ไม้ภายใต้แบรนด์ Sambaisit by Dondang (ซำบายซิท บาย ดอนแดง)” ของ  โรงเรียนบ้านดอนแดงดอนน้อยวิทยา จ.ขอนแก่น ทั้งในด้านงบประมาณ องค์ความรู้ ในการพัฒนาธุรกิจ ตลอดจนช่วยพัฒนาช่องทางออนไลน์ให้พร้อมสำหรับการจำหน่าย 

ธานินทร์ บูรณมานิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)

“โครงการนี้มีทั้งแนวคิดที่ดี กระบวนการที่ดี สินค้าที่ดี ตลอดจนจุดมุ่งหมายที่ดี ทั้งเด็กๆ บุคลากรในโรงเรียน ตลอดจนคนในชุมชน สามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับหลักสูตรได้ จึงได้ยกให้โรงเรียนบ้านดอนแดงดอนน้อยวิทยา เป็นหนึ่งในโรงเรียน Best Practice ที่ต่อยอดขึ้นมามี “ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน” พร้อมกับเพิ่มกำลังการผลิตเฟอร์นิเจอร์ และเข้ามาสนับสนุนด้านต่างๆ ด้วยความมุ่งหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างแบรนด์ Sambaisit by Dondang สร้างอาชีพ สร้างรายได้กลับสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน ในอนาคตหากโรงเรียนได้รับการคัดเลือกเป็นโรงเรียนต้นแบบ หรือ School Model ทางซีพี ออลล์ จะช่วยระดมทุน (crowdfunding) ให้คนทั่วประเทศเข้ามาสนับสนุน จนสามารถยกระดับโครงการนี้เป็นวิสาหกิจชุมชนได้เต็มรูปแบบ” นายธานินทร์ กล่าว 

โครงการ “ศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์ไม้ภายใต้แบรนด์ Sambaisit by Dondang” ของโรงเรียนบ้านดอนแดงดอนน้อยวิทยา มุ่งมั่นถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์จากถังน้ำมันและลังไม้พาเลท ผ่านการบูรณาการให้เข้ากับหลักสูตรท้องถิ่นของโรงเรียนเชื่อมกับกลุ่มสาระวิชาต่างๆ แก่นักเรียนทุกระดับชั้น อาทิ ชั้นอนุบาล 2-3 เรียนเกี่ยวกับส่วนประกอบของต้นไม้ ประโยชน์และการดูแลต้นไม้ ชั้นประถมศึกษาเรียนเรื่องการเจริญเติบโตของพืช พันธุ์ไม้ที่นิยมทำลังไม้พาเลท การออกแบบผลิตภัณฑ์ และชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นเรียนเกี่ยวกับการเทคนิคการออกแบบ กระบวนการผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้พาเลทและถังน้ำมันจากปราชญ์ชาวบ้านในชุมชนผ่าน 4 ฐาน ได้แก่ ฐานที่ 1 แซะ งัด แงะ ฐานที่ 2 ขัด ตัด แต่ง ฐานที่ 3 ประกอบร่าง และฐานที่ 4 พ่น สี ว๊าว รวมถึงการจัดทำบัญชี การโฆษณาและประชาสัมพันธ์  

นอกจากนั้น ทางโรงเรียนได้จัดทำหลักสูตร Sambaisit by Dondang สำหรับประชาชนทั่วไปในการอบรมการออกแบบและผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้พาเลท จำนวน 15 ชั่วโมง โดยผู้ร่วมอบรมจะได้การรับรองจากสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค 6 ขอนแก่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตหากมีความต้องการสินค้ามากขึ้นในอนาคต และนำรายได้ชุมชนบ้านดอนแดง บ้านดอนน้อย และบ้านดอนเจริญ ทั้งยังร่วมกับคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พัฒนารูปลักษณ์ให้ทันสมัยและควบคุมมาตรฐานการผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ให้แข็งแรงทนทานต่อการใช้สอยมากขึ้น  

นายนราวุธ รามศิริ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดอนแดงดอนน้อยวิทยา เล่าว่า เนื่องจากภายใน 3 ชุมชนคือ บ้านดอนแดง บ้านดอนน้อย และบ้านดอนเจริญ มีภูมิปัญญาท้องถิ่น และปราชญ์ชาวบ้านผู้เชี่ยวชาญในการผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ ทางโรงเรียนจึงสืบทอดมรดกของชุมชนให้คงอยู่ต่อไปด้วยการบรรจุทักษะผลิตเฟอร์นิเจอร์จากไม้พาเลทและถังน้ำมันเข้าสู่หลักสูตรท้องถิ่นในปี 2562  ทั้งนี้ ขอขอบคุณซีพี ออลล์ ที่เข้ามาสร้างฝัน สนับสนุนทุนการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงวางแผนขยายการจัดจำหน่ายสินค้าออกไปทั่วประเทศ เช่น ออกแบบเป็นเฟอร์นิเจอร์ถอดประกอบซึ่งสะดวกต่อการขนส่งมากขึ้น และพัฒนาระบบจำหน่ายสินค้าออนไลน์ให้รวดเร็วและมีหลากหลายช่องทางมากขึ้น 

ด้านด.ญ.ณิชมน กันทรนิคม นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านดอนแดงดอนน้อยวิทยา เล่าเพิ่มเติมว่า โครงการ CONNEXT ED ช่วยเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้ขั้นตอนการผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ การสื่อสารทางการตลาด และฝึกการทำงานร่วมกับเพื่อนๆ ทั้งยังได้ซีพี ออลล์เข้ามาช่วยสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์ไม้ภายใต้แบรนด์ Sambaisit by Dondang ซึ่งจะช่วยให้แบรนด์ของโรงเรียนเป็นที่รู้จักและนำรายได้สู่ชุมชนมากขึ้น  หลังจากนี้ตั้งใจว่าจะนำความรู้และทักษะต่างๆ ที่ฝึกฝนไปต่อยอดอาชีพเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวในอนาคต จึงอยากขอขอบคุณคุณครู เพื่อนๆ คนในชุมชนและซีพี ออลล์ ผู้ใหญ่ใจดีที่ช่วยสนับสนุนโครงการนี้  

ขณะที่นายชัณต์ฎณัย ขุลีทรัพย์ รองผู้จัดการฝ่ายบริหารทั่วไป และรักษาการฝ่ายควบคุมสินค้า DC ขอนแก่น ผู้นำรุ่นใหม่ (School Partner) บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ที่ดูแลโรงเรียนบ้านดอนแดงดอนน้อยวิทยา เปิดเผยว่า ศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์ไม้ภายใต้แบรนด์ Sambaisit by Dondang ก่อให้เกิดการร่วมแรงร่วมใจระหว่างโรงเรียนและชาวบ้านทั้ง 3 ชุมชนเป็นอย่างดี เนื่องจากทุกคนภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นและพัฒนาแบรนด์สินค้าประจำชุมชน  

“เราได้เห็นว่าทุกคนในชุมชนมีความตั้งใจในการรักษามรดกทางภูมิปัญญาท้องถิ่น ทั้งผู้อำนวยการและคุณครูในโรงเรียนที่พยายามบูรณาการความรู้เข้ากับหลักสูตรท้องถิ่นแก่นักเรียนทุกระดับชั้น ปราชญ์ชาวบ้านผู้เป็นขุมทรัพย์ขององค์ความรู้ท้องถิ่นช่วยเป็นวิทยากรแก่ผู้ฝึกอบรม ไปจนถึงผู้ปกครองและชาวบ้านที่ร่วมมาเรียนรู้และพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน รวมถึงในอนาคตยังวางแผนการจัดจำหน่ายให้กระจายไปทั่วประเทศ จึงถือเป็นโครงการที่สร้างมูลค่าให้ชุมชนอย่างยั่งยืน” นายชัณต์ฎณัย กล่าว 

สำหรับบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในพันธมิตรก่อตั้งมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์ อีดี (CONNEXT ED) และเป็น 1 ใน 41 องค์กรเอกชนที่เล็งเห็นความสำคัญและตอบรับการมีส่วนร่วมทางการศึกษา โดยปัจจุบัน ซีพี ออลล์ ดูแลโรงเรียนในโครงการ CONNEXT ED จำนวน 392 แห่งทั่วประเทศ ร่วมสนับสนุนโรงเรียนให้สามารถดำเนินโครงการด้านต่างๆ ทั้งโครงการที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ โครงการพัฒนาคุณภาพคน โครงการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน โครงการส่งเสริมอาชีพ โครงการด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีผู้นำรุ่นใหม่ หรือ School Partner ซึ่งเป็นอาสาสมัครจากในองค์กรร่วมลงพื้นที่และคอยให้คำแนะนำในการพัฒนาโครงการของโรงเรียนต่างๆ อย่างใกล้ชิด