Home Blog Page 453

หวั่นโควิด-19 ระลอกใหม่ ทุบเศรษฐกิจพัง 4.5 หมื่นล้านบาท

0

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินโควิด-19 ระบาดระลอกใหม่ ถ้าสถานการณ์ลากยาว 1 เดือน กระทบเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรม คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 4.5 หมื่นล้านบาท

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 รอบใหม่ ที่เริ่มต้นจากตลาดกุ้ง จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อต้นเดือน ธ.ค.2563 และนำมาสู่การล็อกดาวน์ชั่วคราวจังหวัดสมุทรสาคร ตั้งแต่ 19 ธ.ค.2563 ถึง 3 ม.ค.2564 และ ยังพบจำนวนผู้ติดเชื้อกระจายตัวไปยังพื้นที่ต่างๆ ในหลายจังหวัดของประเทศไทย

เบื้องต้น ภายใต้กรณีที่ไม่พบคลัสเตอร์ของจำนวนผู้ติดเชื้อในจังหวัดอื่น หรือเหตุการณ์ไม่ลุกลามจนนำมาสู่การล็อกดาวน์เป็นวงกว้าง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย อาจได้รับความสูญเสีย คิดเป็นมูลค่าราว 45,000 ล้านบาท ในกรอบเวลา 1 เดือน

จำแนกผลกระทบได้ ดังนี้ 

ความสูญเสียที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้าประมงและอาหารทะเล ที่อาจมีมูลค่ารวมกันราว 13,000 ล้านบาท จากความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดการชะลอการบริโภคสินค้าประมงและอาหารทะเลในระยะสั้น นอกจากนี้ การส่งออกสินค้ากลุ่มดังกล่าวในระยะถัดไปก็อาจจะได้รับผลกระทบบ้างโดยเฉพาะในด้านขั้นตอนการตรวจสอบและกระบวนการต่างๆ ที่คู่ค้าอาจหยิบยกให้ผู้ประกอบการไทยมีการดำเนินการเพิ่มเติม ถึงแม้ขณะนี้จะยังไม่มีการยกเลิกคำสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้าก็ตาม

ทั้งนี้ สมุทรสาคร นับเป็นแหล่งวัตถุดิบหลักในธุรกิจการประมงและการแปรรูปสัตว์น้ำ โดยปริมาณสัตว์น้ำสดที่ใช้ในธุรกิจการประมงและการแปรรูปสัตว์น้ำเค็ม มีสัดส่วนเกือบ 40% ของทั้งประเทศ (ไม่รวมวัตถุดิบนำเข้า)การล็อกดาวน์ จึงส่งผลกระทบต่อกิจกรรมการค้าและการผลิตหมวดนี้ไม่น้อย

อย่างไรก็ดี การสร้างความเชื่อมั่นต่อความปลอดภัยของสินค้าและกระบวนการผลิตโดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน คงจะช่วยบรรเทาผลกระทบได้ นอกจากนี้ ผลกระทบดังกล่าวยังนับว่าอยู่ในขอบเขตที่ค่อนข้างจำกัด จากการที่ผู้บริโภคและผู้ใช้วัตถุดิบยังมีทางเลือกในการซื้อและจัดหาสินค้าจากแหล่งอื่น อีกทั้งมีประเภทอาหารที่หลากหลายและเพียงพอ ขณะที่โดยปกติประชาชนส่วนใหญ่ก็นิยมบริโภคสินค้าประมงและอาหารทะเลในสัดส่วนที่น้อยกว่าเนื้อสัตว์อย่างหมูและไก่อยู่แล้ว

ความสูญเสียจากการที่ประชาชนชะลอการทำกิจกรรมในช่วงเฉลิมฉลองปีใหม่ โดยเฉพาะคนที่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ คิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาท ได้แก่ การเลี้ยงสังสรรค์ การจัดกิจกรรมต่างๆ การลดความถี่ในการใช้จ่ายที่ร้านค้าปลีก เป็นต้น (ไม่รวมการเดินทางท่องเที่ยว) ขณะที่ ประชาชนอาจมีการจัดหาหรือสำรองสินค้าจำเป็น เช่น หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ อาหารพร้อมปรุง/พร้อมทาน เป็นต้น เพิ่มเติมจากช่วงก่อนหน้านี้บ้าง รวมทั้งคงจะหันไปทำกิจกรรมผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นแทนการออกมาทำกิจกรรมนอกบ้าน

ความสูญเสียจากการชะลอการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ คิดเป็นเม็ดเงินที่หายไปประมาณ 17,000 ล้านบาท หรือราว 30% ของรายได้ท่องเที่ยวในช่วงเวลา 1 เดือน ภายใต้กรณีที่ยังไม่ได้มีประกาศห้ามการเดินทางข้ามจังหวัด โดยพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ ได้แก่ จังหวัดในภาคตะวันตกและภาคกลาง รวมกรุงเทพฯ ตลอดจนจังหวัดรอยต่อชายแดนระหว่างไทยและเมียนมา อย่างไรก็ดี ประชาชนบางส่วนที่ยังต้องการเดินทางท่องเที่ยวในระยะเวลาใกล้ๆ นี้ อาจจะมีการปรับเปลี่ยนจุดหมายปลายทางไปยังพื้นที่หรือจังหวัดที่ไม่พบจำนวนผู้ติดเชื้อทดแทนได้เช่นกัน

นอกจากนี้แล้ว โควิด-19 รอบใหม่ ยังอาจสร้างผลกระทบด้านอื่นๆ ที่ไม่สามารถประเมินมูลค่าได้อย่างชัดเจนด้วย อาทิ ผลกระทบต่อรายได้ของผู้ประกอบการที่ค้าขายสินค้าอื่นๆ ในตลาด จากการที่ผู้คนหลีกเลี่ยงการสัญจรโดยเฉพาะการสัญจรไปในพื้นที่ที่มีการระบาดหรือพบผู้ติดเชื้อ เป็นต้น

ทั้งนี้ ผลกระทบจากการระบาดรอบใหม่ของ COVID-19 ที่สร้างความสูญเสียต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมข้างต้น เป็นกรอบการประเมินเบื้องต้นจนถึง ณ ขณะนี้เท่านั้น ซึ่งคงจะต้องมีการทบทวนและปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ขณะที่ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องคงจะต้องร่วมมือกันในการดูแลและจำกัดผลกระทบทั้งในมิติด้านสาธารณสุขและด้านเศรษฐกิจ เพื่อให้เหตุการณ์ค่อยๆ คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า หากการระบาดของ COVID-19 รอบใหม่ สามารถควบคุมได้ และภาครัฐมีมาตรการที่สร้างความมั่นใจให้กลับมาได้อย่างรวดเร็ว ก็มีโอกาสที่มูลค่าความสูญเสียจะต่ำกว่าตัวเลขที่ประเมินไว้

กระทรวงคลังมอบของขวัญปีใหม่ปี 64 ให้ประชาชน

0

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้จัดทำของขวัญปีใหม่ปี 2564 สำหรับกลุ่มประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการ และลูกค้าสถาบันการเงินเฉพาะกิจ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1. โครงการของขวัญปีใหม่ของธนาคารออมสิน

  • 1. มอบเงินจำนวน 500 บาท ให้กับลูกค้าที่มีประวัติการส่งชำระหนี้ดีไม่น้อยกว่า 3 ปี ไม่มีประวัติการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ หรือเป็นหนี้ NPLs โดยมีระยะเวลาโครงการตั้งแต่เดือนธันวาคม 2563 – มกราคม 2564
  • 2. เพิ่มรางวัลพิเศษของสลากออมสิน Digital “ฉลองปีใหม่ 2564” จำนวน 20 รางวัล รางวัลละ 1 ล้านบาท รวม 20 ล้านบาท สำหรับการออกรางวัลในเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ 2564

2. โครงการของขวัญปีใหม่ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

  • 1. โครงการชำระดีมีคืน สำหรับหนี้เงินกู้จัดชั้นปกติ โดยการโอนคืนดอกเบี้ยเงินกู้เข้าบัญชีเงินฝากให้แก่ (1) ลูกค้าเกษตรกรและบุคคลในอัตราร้อยละ 20 ของดอกเบี้ยที่ชำระจริง รายละไม่เกิน 5,000 บาท และ (2) ลูกค้ากลุ่มบุคคล กลุ่มเกษตร สหกรณ์ นิติบุคคล กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ในอัตราร้อยละ 10 ของดอกเบี้ยที่ชำระจริง รายละไม่เกิน 50,000 บาท
  • 2. โครงการลดภาระหนี้ สำหรับหนี้เงินกู้ NPLs หรือมีดอกเบี้ยค้างชำระเกิน 15 เดือน โดยการคืนดอกเบี้ยให้แก่ (1) ลูกค้าเกษตรกรและบุคคลในอัตราร้อยละ 20 ของดอกเบี้ยที่ชำระจริง และ (2) ลูกค้ากลุ่มบุคคล กลุ่มเกษตร สหกรณ์ นิติบุคคล กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ในอัตราร้อยละ 10 ของดอกเบี้ยที่ชำระจริงทั้งนี้ ระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2563 – 31 มีนาคม 2564

3. โครงการของขวัญปีใหม่ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)

  • 1. กลุ่มที่ 1 ได้รับสิทธิของขวัญปีใหม่ เป็นเงินจำนวน 1,000 บาท สำหรับผู้มีเงินกู้ไม่เกิน 1 ล้านบาท มีประวัติการชำระดี 48 เดือน และชำระเงินค่างวดผ่านแอปพลิเคชัน GHB ALL ในเดือนกันยายน – ธันวาคม 2563
  • 2. กลุ่มที่ 2 ได้รับสิทธิของขวัญปีใหม่ เป็นเงินจำนวน 500 บาท จำนวนไม่เกิน 100,000 ราย สำหรับลูกค้าที่ไม่เป็นผู้รับสิทธิในกลุ่มที่ 1 มีการสมัครใช้งานแอปพลิเคชัน GHB ALL และผูกบัญชีเงินฝากในเดือนสิงหาคม – กันยายน 2563 และชำระเงินค่างวดผ่านแอปพลิเคชัน GHB ALL ในเดือนกันยายน – ธันวาคม 2563ทั้งนี้ ธอส. จะดำเนินการโอนเงินตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2563 – 4 มกราคม 2564

4. โครงการของขวัญปีใหม่ของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.)

  • 1. เสริมสภาพคล่อง SMEs ไทย โดยลดค่าธรรมเนียมวิเคราะห์โครงการ (Front End Fee) ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนดสำหรับโครงการสินเชื่อจำนวน 3 โครงการ ได้แก่ (1) โครงการสินเชื่อเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน (Local Economy Loan) (2) โครงการสินเชื่อ Smart SMEs และ (3) โครงการสินเชื่อเสริมสภาพคล่อง SME D Happy แก่ผู้ประกอบการ SMEs ที่ยื่นขอสินเชื่อตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 – 28 กุมภาพันธ์ 2564
  • 2. โครงการ “จ่ายดี มีเติม” สำหรับลูกค้าเดิมที่มีวงเงินสินเชื่อประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Term Loan) และมีประวัติชำระหนี้ดีจนถึง 31 ธันวาคม 2563 ธพว. จะเติมทุน เพื่อเสริมสภาพคล่องเพิ่มเติมสูงสุดเท่ากับวงเงินสินเชื่อเดิม ทั้งนี้ เมื่อรวมกับวงเงินสินเชื่อเดิมจะต้องไม่เกินวงเงินสูงสุด 15 ล้านบาท

5. โครงการของขวัญปีใหม่ของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม

  • 1. ช่วยจัดสรรการผ่อนชำระ สำหรับลูกหนี้ค่าประกันชดเชยขออนุมัติประนอมหนี้ครั้งแรก ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 โดยผ่อนชำระค่างวด ปีที่ 1 – 2 มากกว่าร้อยละ 20 ของดอกเบี้ยประจำเดือน และปีที่ 3 – 5 มากกว่าร้อยละ 50 ของดอกเบี้ยประจำเดือน
  • 2. ช่วยลดอัตราดอกเบี้ย สำหรับลูกหนี้ประกันชดเชยที่มีศักยภาพ ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0 โดยผ่อนชำระค่างวดไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของดอกเบี้ยปกติ (ผ่อนชำระภายใน 5 ปี)
  • 3. ช่วยลดค่างวดผ่อนชำระ สำหรับลูกหนี้ค่าประกันชดเชยก่อนฟ้องและหลังฟ้อง ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 โดยผ่อนชำระค่างวด ปีที่ 1 – 2 มากกว่าร้อยละ 20 ของดอกเบี้ยประจำเดือน และปีที่ 3 – 5 มากกว่าร้อยละ 50 ของดอกเบี้ยประจำเดือนทั้งนี้ ระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 – 31 ธันวาคม 2564

6. โครงการของขวัญปีใหม่ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย

  • 1. ด้านสินเชื่อ สำหรับผู้ประกอบการเริ่มต้นธุรกิจส่งออก สามารถยื่นขอสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี เป็นเวลา 3 เดือน วงเงินสินเชื่อสูงสุด 1 ล้านบาทต่อราย และสำหรับผู้ประกอบการ SMEs สามารถยื่นขอสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดร้อยละ 4 ต่อปี สำหรับ 1 ปีแรก วงเงินสินเชื่อสูงสุด 8 ล้านบาทต่อราย
  • 2. ด้านรับประกันการส่งออก สำหรับผู้เอาประกันรายใหม่จำนวน 100 รายแรก จะได้รับฟรี ค่าวิเคราะห์ข้อมูลผู้ซื้อ ธนาคารผู้ซื้อ และผู้ซื้อสินค้า 1 ราย และสำหรับผู้เอาประกันรายเดิม จะได้รับส่วนลดค่าวิเคราะห์ข้อมูลผู้ซื้อ ธนาคารผู้ซื้อ และผู้ซื้อสินค้า 2 ราย เหลือร้อยละ 50ทั้งนี้ ระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2563 – 28 กุมภาพันธ์ 2564

7. โครงการของขวัญปีใหม่ของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) สำหรับลูกค้าที่ขอใช้บริการสินเชื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคล จะได้รับฟรีค่าธรรมเนียมนิติกรรมสัญญาและค่าประเมินหลักประกัน และสำหรับลูกค้าทั่วไป ธอท. จะให้อัตรากำไรพิเศษในช่วงเดือนมกราคม 2564 โดยระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2563 – 31 มกราคม 2564

8. โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 ภาครัฐจะร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไปร้อยละ 50 แต่ไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวันเช่นเดียวกับโครงการคนละครึ่ง โดยโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 นี้ แบ่งกลุ่มผู้ใช้สิทธิเป็น 2 กลุ่ม ประกอบด้วย1) ผู้ได้รับสิทธิเดิมตามโครงการคนละครึ่ง ไม่เกิน 10 ล้านคน จะได้รับสิทธิวงเงินสนับสนุนจากรัฐเพิ่มเติมคนละ 500 บาท ในวันที่ 1 มกราคม 2564 ซึ่งเมื่อรวมกับวงเงินตามสิทธิที่มีอยู่เดิม 3,000 บาท เท่ากับจะมีวงเงินรวม 3,500 บาท สามารถใช้จ่ายได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 25642) ผู้ลงทะเบียนใหม่ ไม่เกิน 5 ล้านคน จะได้รับสิทธิวงเงินสนับสนุนจากรัฐคนละ 3,500 บาท สำหรับใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 มีนาคม 2564

9. โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 2ภาครัฐช่วยเหลือวงเงินค่าซื้อสินค้าบริโภคอุปโภคที่จำเป็นจากร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นให้แก่กลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 500 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม 2564

10. การขยายระยะเวลามาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถหักรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเป็นค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้จัดขึ้นให้แก่ลูกจ้าง หรือรายจ่ายที่ได้จ่ายให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ เพื่อการอบรมสัมมนาภายในประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 30 กันยายน 2564 เป็นจำนวน 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง

11. โครงการกรมธรรม์ประกันภัยกลุ่มปีใหม่ 10 บาท นิวนอร์มอลพลัสของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)สำนักงาน คปภ. ได้ร่วมกับภาคธุรกิจประกันภัย จัดทำกรมธรรม์ประกันภัยกลุ่มปีใหม่ 10 บาท นิวนอร์มอลพลัส ที่ให้ความคุ้มครองทั้งอุบัติเหตุและโรค COVID-19 ในคราวเดียวกัน ระยะเวลาคุ้มครอง 30 วัน อัตราเบี้ยประกันภัย 10 บาท/ราย (ผู้ประกอบการสามารถซื้อเพื่อมอบความคุ้มครองให้กับพนักงาน และลูกค้าของตนได้ และสำหรับบุคคลทั่วไปสามารถรวมตัวกันเป็นกลุ่ม ตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป) ให้ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง สูงสุดถึง 100,000 บาท และคุ้มครองกรณีโรค COVID-19 แบบ “เจอ-จ่าย-จบ” 3,000 บาท ทั้งนี้ สามารถซื้อกรมธรรม์ได้โดยตรงกับบริษัทประกันภัยที่เข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2563 – 31 มกราคม 2564

12. มาตรการเพื่อช่วยเหลือแบ่งเบาภาระทางการเงิน เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่จากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษามีมาตรการเพื่อช่วยเหลือแบ่งเบาภาระทางการเงิน เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับผู้กู้ยืมเงินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 30 มิถุนายน 2564 ดังนี้ (1) มาตรการลดเบี้ยปรับ อัตราร้อยละ 100 สำหรับผู้กู้ยืมเงินทุกกลุ่มที่ชำระหนี้ปิดบัญชี (2) มาตรการลดเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 80 สำหรับผู้กู้ยืมเงินกลุ่มก่อนฟ้องคดีที่มาชำระหนี้ค้างทั้งหมดให้มีสถานะปกติ (ไม่ค้างชำระ) (3) มาตรการลดอัตราการคิดเบี้ยปรับจากเดิมอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีเหลืออัตราร้อยละ 0.5 ต่อปี สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ยังไม่ถูกดำเนินคดีและไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด และ (4) เพิ่มอัตราการลดเงินต้นจากเดิมร้อยละ 3 เป็นร้อยละ 5 กรณีชำระหนี้ปิดบัญชีในคราวเดียว กรณีผู้กู้ยืมเงินที่ไม่เคยผิดนัดชำระหนี้มาชำระหนี้คืนกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา

13. โครงการของขวัญปีใหม่ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ จัดทำไมโครไซต์ Start to Grow (www.sec.or.th/starttogrow) เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลและความรู้ที่จำเป็นในการระดมทุนสำหรับผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ผู้ประกอบการใหม่ (Start-Up) และประชาชนที่สนใจ ซึ่งรวมถึงวิธีการสำรวจความพร้อมและรูปแบบการระดมทุนที่เหมาะสมกับธุรกิจของตน ขั้นตอนและช่องทางติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการระดมทุน ข่าวสารกิจกรรมการให้ความรู้ และช่องทางการขอรับคำปรึกษาฟรีผ่านคลินิกระดมทุนโดยเปิดใช้งานไมโครไซต์ดังกล่าวแล้วตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2563

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมข้อ 1 ติดต่อธนาคารออมสิน โทร. 02 299 8000 หรือ 1115ข้อ 2 ติดต่อธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โทร. 02 555 0555 หรือ 1593ข้อ 3 ติดต่อธนาคารอาคารสงเคราะห์ โทร. 02 645 9000ข้อ 4 ติดต่อธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย โทร. 02 265 3000 หรือ 1357ข้อ 5 ติดต่อบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม โทร. 02 890 9999ข้อ 6 ติดต่อธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย โทร. 02 271 3700ข้อ 7 ติดต่อธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย โทร. 02 650 6999 หรือ 1302ข้อ 8 ติดต่อสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง โทร. 02 273 9020 ต่อ 3697 3527 3548 3509ข้อ 9 ติดต่อสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง โทร. 02 273 9020 ต่อ 3514 3513 3697ข้อ 10 ติดต่อสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง โทร. 02 273 9020 ต่อ 3512 3509 3529 3525ข้อ 11 ติดต่อกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา โทร. 02 016 4888 กด 9ข้อ 12 ติดต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย โทร. 02 515 3999 หรือ 1186ข้อ 13 ติดต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โทร. 02 033 9999 หรือ 1207

แม็คยีนส์ ประกาศผลผู้ชนะประกวดเฟดยีนส์

0

คุณชนัญญารักษ์ เพ็ชร์รัตน์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า แม็คยีนส์ ได้จัดงานประกาศผลพร้อมมอบรางวัลให้กับผู้ชนะจาก การประกวดเฟดยีนส์ ในแคมเปญ Mc Jeans Fade Contest ปั้นเฟดปั้นฝัน ซึ่งจัดขึ้นระหว่าง ธ.ค. 62 –  ธ.ค. 63 โดยมีเวลาการเฟดรวม 1 ปี มีผู้ส่งกางเกงเข้าประกวดมากกว่า 400 คน โดยเป็นครั้งแรกที่แม็คยีนส์จัดให้สาวก RAW DENIM มาแข่งขันปั้นเฟดด้วยกางเกง MC JEANS 18 OZ. รุ่น 45 ปี LIMITED EDITION ซึ่งเป็นกางเกงยีนส์รุ่นพิเศษ ที่ถูกออกแบบอย่างพิถีพิถัน เพื่อฉลองการก้าวเข้าสู่ปีที่ 45  เงินรางวัลรวม 520,000บาท  และ ได้กรรมการที่เป็นที่รู้จักกันดีในสายปั้นเฟดระดับโลก ฉายากูรูแห่งยีนส์   ผู้คร่ำหวอดในวงการยีนส์มาเป็นเวลาหลายสิบปี Mr.Ruedi Karrer (Swiss Jeans Freaks) ซี่งเป็นผู้ก่อตั้ง Jeans Museum หรือพิพิธภัณฑ์ยีนส์ ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่มียีนส์เฟดสะสมมากกว่า 16,000 ตัว  มาช่วยคัดเลือกแม็คยีนส์ 18Oz.ที่เฟดแล้วสวยที่สุด จากประสบการณ์ระดับโลก

ชนัญญารักษ์ เพ็ชร์รัตน์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด(มหาชน)

แคมเปญดังกล่าว เป็นการฉลอง 45 ปีแม็คยีนส์ และเป็นครั้งแรกของเวทีการประกวดเฟดยีนส์ในประเทศไทย ที่จะแสดงให้เห็นว่า ยีนส์ไทยอย่างแม็คยีนส์ มีคุณภาพในระดับสากล และจะได้เห็นยีนส์ตัวแรกของประเทศไทยได้ไปจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์ยีนส์ ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์

คุณสุณี เสรีภาณุ  รองประธานกรรมการบริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด(มหาชน)   กล่าวว่า การประกวดครั้งนี้ถูกจัดขึ้นมาเพราะอยากเห็นคนรักยีนส์ คนที่ทุ่มเทชีวิตและจิตวิญญาณให้กับยีนส์ ได้มีโอกาสสร้างสรรค์ยีนส์เฟดที่เป็นเอกลักษณ์ สวยงาม มีคุณค่าที่เงินหาซื้อไม่ได้  และได้แสดงให้เห็นว่า แม็คยีนส์สามารถทำกางเกง Raw Denim เพื่อสาวกยีนส์ได้อย่างทัดเทียมกับแบรนด์ต่างประเทศ 

สุณี เสรีภาณุ  รองประธานกรรมการบริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด(มหาชน)

นอกจากเพื่อแสดงตัวตนของทุกคนผ่านรอยเฟดของยีนส์แล้ว แม็คยีนส์ยังตั้งใจมอบสิ่งดีๆกลับคืนสู่สังคมด้วย โดยร่วมสมทบเงินบริจาคเท่าเงินรางวัล รวมทั้งสิ้น 230,000 บาท มอบให้กับโครงการ One Man & The Sea เพื่อเกาะมันใน ซึ่งเป็นโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมที่นำโดยคุณโตโน่ ภาคิน คำวิลัยศักดิ์  เพื่อนำไปใช้ในการช่วยชีวิตสัตว์ทะเลต่อไป

สำหรับผลการตัดสิน มีตังนี้

รางวัลที่ 1 ได้รับเงินสด 80,000 บาท พร้อมกับ Gift voucher Mcshop 20,000 บาท ได้แก่ คุณณัชพล มูลมี   

รางวัลที่ 2 ได้รับเงินสด 60,000 บาท พร้อมกับ Gift voucher Mcshop 8,000 บาท ได้แก่ คุณสุวิทย์ ประเสริฐสังข์

รางวัลที่ 3 ได้รับเงินสด 40,000 บาท พร้อมกับ Gift voucher Mcshop 5,000 บาท ได้แก่ คุณเฉลิมรัช ข่มจิตต์

รางวัลที่ 4 ได้รับเงินสด 30,000 บาท พร้อมกับ Gift voucher Mcshop 3,000 บาท ได้แก่ คุณสมนึก ไชยศิลป์

รางวัลที่ 5 ได้รับเงินสด 20,000 บาท พร้อมกับ Gift voucher Mcshop 2,000 บาท ได้แก่ คุณมงคลพร ศิริโสภณ

ทั้งนี้ สามารถติดตามกิจกรรมดีๆ จาก แม็คยีนส์ ได้ที่ Facebook Mcjeans

รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน : SET Awards 2020

0

วันก่อนตลาดหลักทรัพย์ฯร่วมกับนิตยสารการเงินธนาคาร ประกาศมอบรางวัล SET Awards 2020 ให้กับผู้บริหารและบริษัทจดทะเบียนที่มีความโดดเด่นและความเป็นเลิศในด้านต่างๆ ที่น่ายกย่องชื่นชม โดยปีนี้มีรายชื่อบริษัทใหม่ๆที่ได้รับรางวัลหลายบริษัท

สำหรับมือใหม่หัดลงทุนหรือนักลงทุนหน้าใหม่ที่กำลังศึกษาเพื่อเข้าลงทุนในตลาดหุ้น นอกจากการพิจารณาดูตัวเลขรายได้-กำไร-ขาดทุน และโอกาสในการเติบโตของธุรกิจแล้ว ควรพิจารณาความรู้ความสามารถวิสัยทัศน์และความมีธรรมาภิบาลของผู้บริหาร

รวมทั้งความโดดเด่นของบริษัทที่มีเหนือบริษัทอื่นๆ จนได้รับการยกย่องให้มีความเป็นเลิศในด้านต่างๆ เช่นที่ตลาดหลักทรัพย์ฯได้มีการคัดเลือกและมอบรางวัล SET Awards ให้กับผู้บริหารและบริษัทจดทะเบียนในทุกๆปี ซึ่งน่าจะเป็นอีกข้อมูลที่นักลงทุนใช้ประกอบการพิจารณาเลือกลงทุนระยะยาวในบริษัทใดบริษัทหนึ่งได้

ดังนั้น “คุณนายพารวย” สัปดาห์นี้ จึงขอร่วมชื่นชมกับบริษัทเหล่านี้ โดยบริษัทที่ได้รับรางวัลเกียรติยศแห่งความสำเร็จ (SET Award of Honor) Excellence in Investor Relations ปี 2017–2020 คือ บมจ.สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี (SAT)

ส่วนรางวัล Best Company Performance Awards ยอดเยี่ยม สำหรับบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ใน SET ที่มีมูลค่ามาร์เกตแคปสูงกว่า 100,000 ล้านบาท คือ บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) ขณะที่ Outstanding Company Performance Awards โดดเด่น คือ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA)

ส่วน บจ.ที่มีมูลค่ามาร์เกตแคปสูงกว่า 30,000 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 100,000 ล้านบาท คือ CBG ขณะที่ บจ.ที่มีมูลค่ามาร์เกตแคปสูงกว่า 10,000 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 30,000 ล้านบาท ได้แก่ บมจ.เอสพีซีจี (SPCG) ส่วน บจ.ที่มีมูลค่ามาร์เกตแคปสูงกว่า 3,000 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 10,000 ล้านบาท คือ RJH และ บจ.ที่มีมูลค่ามาร์เกตแคปไม่เกิน 3,000 ล้านบาท ได้แก่ บมจ. เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ (SNC) ขณะที่ บจ.ในตลาด mai รางวัล Best Company Performance Awards คือ บมจ.อาฟเตอร์ ยู (AU)

สำหรับอีกรางวัลสำคัญคือ Best Innovative Company Awards ยอดเยี่ยม ได้แก่ บมจ.ฮิวแมนิก้า (HUMAN) ได้รางวัลจากนวัตกรรม HUMATRIX : THE ULTIMATE WORK-LIFE PLATFORM และ บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ได้รางวัลจาก Nautilus นวัตกรรมหุ่นยนต์สำหรับตรวจสอบ ซ่อมและบำรุงรักษาท่อส่งปิโตรเลียมใต้ทะเล

ส่วน บมจ.ราช กรุ๊ป (RATCH) ได้จากนวัตกรรมระบบผลิตไฟฟ้าและไอน้ำร่วม 3 ระบบ คือเครื่องกังหันแก๊ส เครื่องกังหันไอน้ำ และเครื่องยนต์แก๊ส

ขณะที่ บจ.ที่ได้ Outstanding Innovative Company Awardsโดดเด่น คือ บลจ.บางกอกแคปปิตอล จากนวัตกรรม แพลตฟอร์ม Global Wealth การจัดสรรสินทรัพย์เพื่อการสะสมความมั่งคั่งที่ยั่งยืนของคนไทย และ บมจ.ซาบีน่า (SABINA) ได้รางวัลจากนวัตกรรมชุดชั้นในเรียบเนียนไร้ตะเข็บ “เกาะเก่งไม่กลัวหลุด” รวมทั้ง บมจ.ทีเอ็มที สตีล (TMT) ได้รางวัลจากนวัตกรรม STAY FLAT เหล็กแผ่นเรียบพิเศษ

สัปดาห์หน้ามาต่อกันว่ามีบริษัทใดบ้าง ที่มีความโดดเด่นในด้านการดูแลให้ความสำคัญกับสิทธิ ของผู้ถือหุ้นจนได้รับรางวัล Best Investor Relations Awards ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก!!


ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง โดย คุณนายพารวย หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ซีพีเอฟ การ์ดไม่ตก คุมแรงงานไม่ออกนอกพื้นที่โรงงาน ย้ำกุ้งสดและผลิตภัณฑ์กุ้งปลอดภัยกินได้ไม่มีโรค

0

บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหารจำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ยืนยัน “การ์ดไม่ตก” คงมาตรการป้องโควิดเข้มงวด พร้อมยกระดับป้องกันโรคตั้งแต่ฟาร์มถึงโต๊ะอาหาร (From Farm to Table) และในโรงงานหลังล็อคดาวน์สมุทรสาคร ย้ำกุ้งสดและผลิตภัณฑ์กุ้งปลอดภัยกินได้ไม่มีโรค

นายไพโรจน์ อภิรักษ์นุสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ธุรกิจสัตว์น้ำ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า บริษัทยังคงมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 อย่างเข้มงวดโดยยกระดับมาตรการความปลอดภัยสูงสุดตั้งแต่เดือนมีนาคมจนถึงปัจจุบัน ตลอดจนเข้มงวดเรื่องสุขอนามัยของพนักงานทั้งก่อนและหลังปฏิบัติงาน ทำให้แรงงานทุกคนปลอดภัย กระบวนการผลิตไม่สะดุด และส่งมอบอาหารปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภคได้เพียงพอและต่อเนื่อง

หลังประกาศจังหวัดสมุทรสาครประกาศล๊อคดาวน์ ซีพีเอฟ มีการดำเนินการขอให้แรงงานทั้งหมดไม่ออกนอกพื้นที่โรงงาน และบริษัทจัดการด้านอาหารให้ เพื่อลดโอกาสการปะปนกับบุคคลอื่น เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับอาหารปลอดภัย ตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดกระบวนการผลิต” นายไพโรจน์ กล่าว

ซีพีเอฟ ในฐานะผู้ผลิตกุ้งครบวงจรชั้นนำ มีการควบคุมการผลิตตั้งแต่ต้นทางการผลิตคือ อาหารสัตว์ ต้องตรวจสอบที่มาของแหล่งวัตถุดิบได้ การจัดการฟาร์มเลี้ยงในระบบไบโอซีเคียวริตี้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีช่วยป้องกันโรคในสัตว์น้ำ ควบคู่ไปกับนวัตกรรม 3 สะอาด คือ บ่อสะอาด ลูกกุ้งสะอาด และน้ำสะอาด เพื่อให้การเลี้ยงถูกสุขอนามัยตามหลักวิชาการ ช่วยให้กุ้งแข็งแรง ต้านทานโรคสูง ไร้สารตกค้าง จนถึงปลายทางการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารตามมาตรฐานสากล สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต

นอกจากนี้ แรงงานทุกคนของซีพีเอฟเป็นแรงงานถูกกฎหมาย ภายใต้บันทึกความตกลงระหว่างบริษัทฯ กับประเทศต้นทางแรงงาน ผ่านหน่วยงานที่รัฐบาลแต่ละประเทศให้การรับรอง และมีการนำเข้ามาถูกต้องตามมาตรฐานแรงงานไทย ประกอบกับความพร้อมของโรงงาน ทำให้สามารถติดตามตรวจสอบและควบคุมกระบวนการได้ทั้งหมด

นายไพโรจน์ กล่าวว่า ซีพีเอฟ ยังให้ความรู้เกษตรกรซึ่งเป็นต้นทางการผลิตกุ้ง ในการป้องกันโควิดอย่างต่อเนื่องด้วย ทั้งการลงกุ้งเลี้ยง การปฏิบัติต่อแรงงาน การจับกุ้ง โดยกระบวนส่งมอบทั้งหมดเป็นไปอย่างรัดกุม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบ Logistic ของบริษัทที่สามารถขนส่งกุ้ง “ซีพีแปซิฟิค” จากปากบ่อส่งตรงถึงมือผู้บริโภค ลดการสัมผัสคนได้มาก

“ขอให้ผู้บริโภคมั่นใจในการบริโภคสัตว์น้ำทั้งกุ้งสดและกุ้งแปรรูป ด้วยการเลือกรับประทานสัตว์น้ำจากผู้ผลิตที่มีคุณภาพ ตรวจสอบย้อนกลับได้ ผลิตภัณฑ์มีความสด สะอาดและปรุงสุกร้อนเสมอ และไม่ต้องกังวลเนื่องจากมีโอกาสน้อยที่อาหารจะปนเปื้อนเชื้อโควิด-19” นายไพโรจน์ กล่าว

AIS ยันเจตนารมณ์ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน หลังติดโผ 4 ดัชนียั่งยืนหลักต่อเนื่อง

0

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา เอไอเอสให้ความสำคัญกับแนวทางในการดำเนินธุรกิจแบบเติบโตไปพร้อมกันทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน หรือ Sustainability Development ที่ครอบคลุมในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ, สังคม และสิ่งแวดล้อม อย่างสมดุล  ภายใต้หลักบรรษัทภิบาลที่ดี เพื่อเป็นรากฐานในการพัฒนาประเทศไทย สร้างคุณค่าแก่สังคมไทยในทุกภาคส่วน

ความยั่งยืนถือเป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน ทุกองค์กรต้องมองถึงผลกระทบในระยะยาวที่จะเกิดต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันอย่างเหมาะสมและยั่งยืน ไม่ใช่เพียงผลกำไร ขาดทุน ในระยะสั้นเท่านั้น เอไอเอส มุ่งนำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัล อาทิ 5G, ไฟเบอร์บรอดแบนด์และบริการดิจิทัล มาสร้างสรรค์ความเป็นเลิศเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงมุ่งสร้างประโยชน์และคุณค่าให้แก่ชุมชน สังคม ในการเรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจ พร้อมยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ที่ผ่านมา เอไอเอส เดินหน้าผลักดันการสร้างสังคม Digital ที่เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการ อุ่นใจไซเบอร์ ด้วยเป้าหมายในการสร้างภูมิคุ้มกัน รณรงค์ ปลูกจิตสำนึก พร้อมพัฒนาเครื่องมือคัดกรอง Content ที่ไม่เหมาะสมจากโลกดิจิทัล นอกจากนี้ยังผลักดันการบริหารจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) เพื่อนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี และไม่เกิดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านโครงการ “คนไทยไร้ E-Waste” ที่ถูกยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ ผ่านการทำงานร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมภาคีเครือข่ายหลัก อาทิ TBCSD, TRBN , ไปรษณีย์ไทย พร้อมภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการสร้างการตระหนักรู้และขยายจุดรับทิ้งขยะ E-Waste ทั่วประเทศรวมแล้วกว่า 2,400 จุด

และ ถือเป็นความภาคภูมิใจของบริษํท ที่ได้รับการยอมรับจากสถาบันจัดอันดับความยั่งยืนชั้นนำทั้งในไทย และ ต่างประเทศ จาก 4 สถาบันหลัก ประกอบด้วย

–         หุ้นยั่งยืน หรือ Thailand Sustainability Investment (THSIประจำปี 2563 โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่สะท้อนถึงการให้ความสำคัญในการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยคำนึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) ผ่านกระบวนการดำเนินงาน ทั้ง 4 ระดับ ได้แก่ การกำหนดนโยบาย การตั้งเป้าหมายและการนำนโยบายไปปฏิบัติ การวัดผลลัพธ์จากการดำเนินการ และการเปิดเผยข้อมูลของบริษัท โดย           เอไอเอสติดอันดับต่อเนื่องถึง 6 ปี

–         ดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability IndicesDJSIปี 2563 ในกลุ่มดัชนีโลก (World Index) และดัชนีตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market Index) ของกลุ่มธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมของประเทศไทย สะท้อนวิสัยทัศน์และนโยบายในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน รวมทั้งคำนึงถึง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของบริษัทให้เติบโตไปพร้อมๆกัน จนได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยเอไอเอสติดอันดับต่อเนื่อง

–         ดัชนีความยั่งยืน FTSE4Good Index Series จากฟุตซี่ รัสเซล (FTSE Russell) ปี 2563 ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในกลุ่มนักลงทุน  โดยเอไอเอสติดอันดับต่อเนื่อง 6 ปี

–         ดัชนีความยั่งยืน ESG 100  ซึ่งใช้หลักเกณฑ์ในการพิจารณาจากข้อมูลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมภิบาล (ESG) พร้อมผลประกอบการของบริษัทควบคู่ไปพร้อมกัน โดยใช้  เรตติ้งโมเดลที่พัฒนาขึ้นจากหลักการตามมาตรฐานการประเมินความยั่งยืนของ GISR (Global Initiative For Sustainability Ratings)  โดยเอไอเอสติดอันดับต่อเนื่อง 6 ปี

“ความสำเร็จครั้งนี้ เกิดจากการรวมพลังของบุคลากรในองค์กรตั้งแต่ผู้บริหาร พนักงาน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ได้นำหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาปรับประยุกต์ใช้ในการทำงานตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ทำให้เกิดแรงขับเคลื่อนที่มีพลัง โดยเราจะยังคงเดินหน้าปฏิบัติตามพันธกิจนี้อย่างต่อเนื่องต่อไป” นายสมชัย กล่าวย้ำ

CPF การันตี “กุ้งซีพี แปซิฟิก” ปลอดภัย ส่งตรงจากปากบ่อถึงมือผู้บริโภค

0

นายไพโรจน์ อภิรักษ์นุสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ธุรกิจสัตว์น้ำ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์เกิดโควิด-19 ในตลาดกลางขายกุ้งจังหวัดสมุทรสาคร อาจทำให้หลายคนเกิดความกังวลกับการเลือกซื้อกุ้งเพื่อการบริโภค ในขณะที่ “กุ้ง ซีพีแปซิฟิก” เป็นกุ้งที่สด สะอาด ปลอดภัยกับผู้บริโภคทุกคน และเป็นกุ้งที่จับจากปากบ่อส่งตรงถึงมือผู้บริโภคทันที ณ ร้านซีพีเฟรชมาร์ท ซึ่งมีมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 อย่างเข้มงวด

ทั้งนี้ กระบวนการผลิต “กุ้งซีพีแปซิฟิก” จะเริ่มต้นตั้งแต่กระบวนการเลี้ยงที่ดีด้วยระบบ CPF Combine Model ภายใต้แนวทาง “3 สะอาด” ซึ่งประกอบด้วย พื้นบ่อสะอาด น้ำสะอาด และ ลูกกุ้งสะอาด ปรับปรุงสภาพแวดล้อมของบ่อเลี้ยงกุ้งให้สะอาดขึ้น ช่วยให้กุ้งอยู่สบาย กินอาหารได้ดี มีอัตราการเติบโตที่ดี รวมถึง การใช้โปรไบโอติก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง ลดความเสี่ยงการเกิดโรคของกุ้ง โดยไม่ใช้ยาปฏิชีวนะในระหว่างการเลี้ยง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับในสถานการณ์โควิด-19 ซีพีเอฟ ให้ความรู้เกษตรกรซึ่งเป็นต้นทางของการผลิตกุ้งในการป้องกันโควิดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เกิดการระบาดครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็นการแนะนำการลงกุ้งเข้าเลี้ยง มาตรการป้องกันโรคของแรงงาน วิธีการจับกุ้ง ฯลฯ โดยกระบวนการทั้งหมดเป็นไปอย่างรอบคอบรัดกุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบ Logistic ของบริษัทที่สามารถขนส่งกุ้ง “ซีพีแปซิฟิก” จากปากบ่อส่งตรงถึงมือผู้บริโภค ช่วยลดการสัมผัสของคนจำนวนมาก ตอบโจทย์วิถีปกติใหม่ (New Normal) ที่ต้องเว้นระยะห่าง (Social Distancing) ลดการสัมผัสและลดการปนเปื้อนให้มากที่สุด เพราะความปลอดภัยของอาหารเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด

“ซีพีเอฟ ให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยทางอาหาร การดูแลห่วงโซ่อุปทานการผลิตกุ้งอย่างรอบด้านจะเริ่มตั้งแต่การส่งเสริมการใช้วัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์ที่ตรวจสอบแหล่งที่มาได้ สู่ฟาร์มเลี้ยงตามหลักวิชาการและมาตรฐานสากล และการพัฒนาพันธุ์กุ้งที่โตไว สะอาด แข็งแรง ต้านทานโรค ไร้สารตกค้าง เป็นผลิตภัณฑ์สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต” นายไพโรจน์กล่าวทิ้งท้าย

เครือซีพี เดินหน้ามุ่งสู่เป้าหมายความยั่งยืนภายในปี 2030

0

เครือเจริญโภคภัณฑ์ จัดงาน “CG Network Recognition  Awards” ซึ่งถือเป็นการจัดงานมอบเกียรติบัตรเชิดชูผู้บริหารตั้งแต่ระดับกลางขึ้นไปจากกลุ่มธุรกิจของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ทั้งบริษัทจดทะเบียนและไม่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณและสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงานที่มีส่วนร่วมเป็นกำลังสำคัญในการเป็นเครือข่ายสนับสนุนการดำเนินงานด้านธรรมาภิบาลของเครือฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญที่จะขับเคลื่อนเครือฯให้บรรลุเป้าหมายความยั่งยืนของเครือฯภายในปี 2030 โดยได้รับเกียรติจาก คุณ สุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นผู้มอบเกียรติบัตร ทั้งนี้มีผู้ได้รับเกียรติบัตรจำนวน 72 คนจาก 18 กลุ่มธุรกิจของเครือฯ

คุณ รงค์รุจา สายเชื้อ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านธรรมาภิบาล สำนักบริหารความยั่งยืน ธรรมาภิบาลและสื่อสารองค์กร เครือฯ กล่าวสรุปผลการดำเนินงานด้านธรรมาภิบาลของเครือฯในปี 2563 ว่า  เครือเจริญโภคภัณฑ์มีความก้าวหน้าและสามารถบรรลุเป้าหมายการดำเนินงานด้านธรรมาภิบาลที่ตั้งไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านการขับเคลื่อนภารกิจที่สำคัญ 3 ด้าน คือ การพัฒนาศักยภาพ การสร้างวัฒนธรรมองค์กร และการเปิดเผยข้อมูลและการสร้างความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

ในด้านการพัฒนาศักยภาพ สามารถบรรลุเป้าหมายได้ครบสมบูรณ์ มีการดำเนินการพัฒนาโครงสร้างการกำกับดูแลกิจการที่ดีให้กลุ่มธุรกิจในเครือฯที่ไม่ได้จดทะเบียนที่ชัดเจนมากขึ้นทำให้เกิดความโปร่งใสของการปฏิบัติงาน มีการพัฒนาระบบการกำกับดูแล กระบวนการติดตามและการรายงานผล รวมไปถึงการพัฒนานโยบายและแนวทางปฏิบัติที่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ธรรมาภิบาล โดยปีนี้ยังเป็นปีแรกที่ได้มีการจัดทำการประเมินตนเองเกี่ยวกับการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นการจัดทำแนวปฏิบัติในการป้องกันความเสี่ยงจากการทุจริตคอร์รัปชั่นด้วย

ด้านการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ถือเป็นเป้าหมายสำคัญของปีนี้ มีผลการดำเนินงานเป็นที่น่าภูมิใจ โดยพนักงานในเครือฯ 350,000 คนทั่วโลก ได้ร่วมทำการทดสอบและเข้ารับการอบรมจริยธรรมธุรกิจ หรือ Code of Conduct (CoC ) ซึ่งผลการดำเนินการในด้านการสร้างการเรียนรู้และทดสอบกับพนักงานทั่วโลกเป็นไปตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ พร้อมกันนี้ยังได้มีการจัดฝึกอบรม Top Executive Training 4 หลักสูตร และ Manager Training 4 หลักสูตร ตลอดจนมีการจัด CEO Interview สัมภาษณ์ผู้นำองค์กรในการผลักดันนโยบายด้านการกำกับและส่งเสริมกิจการที่ดี

สำหรับการเปิดเผยข้อมูลและการสร้างความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยได้มีการจัดทำรายงานประจำปี CG Report เผยแพร่สาธารณะเพื่อแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสของการดำเนินธุรกิจ และจัดทำจดหมายข่าว (Newsletter) รูปแบบออนไลน์ CG Voices รวมไปถึงการเพิ่มช่องทางการสื่อสารด้านธรรมาภิบาลให้กับพนักงานในเครือฯผ่านแพลทฟอร์ม CPG Connect และเว็บไซต์ We are CP

ซีพีเอฟ ชู “บัลลังก์โมเดล” สร้าง สมาร์ทฟาร์มเมอร์ ปลูกข้าวโพดยั่งยืน

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมกับ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ภายใต้กลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ เดินหน้า ส่งเสริมเกษตรกรรายย่อย ในเทศบาลตำบลบัลลังก์ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา ใช้ความรู้และเทคโนโลยีทันสมัย เพิ่มประสิทธิภาพปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม ปลดล็อกปัญหาความยากจน ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร ภายใต้ โครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” ขับเคลื่อนห่วงโซ่การผลิตอาหารอย่างรับผิดชอบ ตรวจสอบย้อนกลับได้ ระบุวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์มาจากพื้นที่ปลูกถูกต้องมีเอกสารสิทธิ์ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม พัฒนาศักยภาพเกษตรกร เป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์เติบโตอย่างยั่งยืนในวิถีใหม่

นายวรพจน์ สุรัตวิศิษฏ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในปีนี้ ซึ่งนับเป็นปีที่ 5 ของการดำเนินโครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน”​ เกษตรกรรายย่อยที่เข้าร่วมโครงการฯ 800 ครอบครัวในพื้นที่เทศบาลตำบลบัลลังก์ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา และใกล้เคียง ครอบคลุมพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 15,000 ไร่ ต่างพอใจกับผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในฤดูกาลนี้มาก ได้ผลผลิตที่ดีเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทั้งจากปริมาณฝนที่เพียงพอ และที่สำคัญ เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจในการจัดการปลูกมากขึ้น ผ่านการใช้เครื่องมือ และการวิเคราะห์ข้อมูลจาก Chatbot เข้ามาช่วยเกษตรกรรายย่อยได้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการปลูก การเก็บเกี่ยว จนถึงการจัดจำหน่ายผลผลิต

โปรแกรม Chatbot เป็นหนึ่งเทคโนโลยีช่วยตอบโจทย์ในการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรรายย่อยในวิถีใหม่ ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของเกษตรกร ได้เข้าถึงและรับทราบข้อมูลที่เป็นประโยชน์ของเกษตรกร ได้แก่ ข้อมูลราคารับซื้อรายวัน สภาพอากาศ ที่จะเป็นตัวช่วยให้เกษตรกรในกำหนดเวลาปลูกและเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงสุด ผลผลิตต่อไร่ดี และ ราคารับซื้อข้าวโพดของโรงงานผลิตอาหารสัตว์ของซีพีเอฟ จะช่วยให้ เกษตรกรได้รับรู้ความเคลื่อนไหวของตลาดและราคารับซื้อข้าวโพดที่เป็นปัจจุบัน ช่วยป้องกันปัญหาเกษตรกรถูกเอาเปรียบ และมีทางเลือกในการจำหน่ายผลผลิตหรือเลือกขายให้กับโรงงานผลิตอาหารสัตว์ของซีพีเอฟโดยตรงได้

นายวิเชียร ใกล้สันเทียะ เกษตรกรในเทศบาลบัลลังก์ ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 140 ไร่ กล่าวว่า โครงการเกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน และการเปิดรับซื้อผลผลิตโดยตรงของซีพีเอฟ เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาก ช่วยแก้ปัญหาการถูกกดราคาผลผลิต การวัดความชื้น การชั่งน้ำหนักของโรงงานที่เป็นธรรมและได้มาตรฐาน ทำให้เกษตรกรมีกำลังใจที่จะพัฒนาคุณภาพผลผลิตให้ดีตามที่โครงการฯ เข้ามาช่วยแนะนำ ทำให้ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวในปีนี้ดีขึ้น นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมของบริษัท ยังให้ความสำคัญกับดิน โดยมีการเข้ามาช่วยวิเคราะห์คุณภาพของดิน และให้คำแนะนำการใช้ปุ๋ยขี้ไก่และการฝังกลมตอซังข้าวโพด ไม่เผาแปลงเพาะปลูก ทำให้คุณภาพของดินดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“บัลลังก์โมเดล” นับเป็นพื้นที่แรกในการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้เพื่อพัฒนาเกษตรกรรายย่อยสู่การเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ตั้งแต่ การวิเคราะห์แร่ธาตุและอาหารในดินเพื่อทำสูตรปุ๋ยที่เหมาะสมให้ได้ผลผลิตดีที่สุด การนำเทคโนโลยี GIS (Geographic Information System) มาใช้ในการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์สภาพพื้นที่เพาะปลูกอย่างรอบด้าน เพื่อนำไปสู่การจัดการเพื่อเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ล่าสุด นำโปรแกรม Chatbot มาใช้ นอกจากนี้ บริษัทยังมีการสนับสนุนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ด้วยการจัดหารถเก็บเกี่ยวและรถขนส่ง รวมถึงช่วยเหลือค่าใช้จ่ายค่าเก็บเกี่ยวและค่าขนส่งบางส่วน เพื่อลดภาระต้นทุน แก้ปัญหาแรงงานขาดแคลน เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดี และร่วมสนับสนุนการผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ตามแนวทางการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน

โครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” เป็นความร่วมมือระหว่าง ซีพีเอฟ กับ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ผู้จัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้ซีพีเอฟ ที่ต้องการถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บนพื้นที่มีเอกสารสิทธิ์ ได้ทำการเกษตรให้ได้ผลผลิตที่ดี มีคุณภาพ บนพื้นฐานการเกษตรที่ดีตามมาตรฐาน เพื่อให้เกษตรกรมีผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตลดลง ใช้สารเคมีทางการเกษตรอย่างเหมาะสม และได้ต่อยอดร่วมมือกับภาครัฐ และเทศบาลตำบลบัลลังก์ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา สร้าง “บัลลังก์โมเดล”​ ตั้งแต่ปี 2559 เพื่อสนับสนุนเกษตรกรในเทศบาลตำบลบัลลังก์ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์​ยั่งยืนแบบครบวงจร โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างต้นแบบกลุ่มเกษตรกรที่มีความรู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตามหลักวิชาการไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม มีการบริหารจัดการในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่ นำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้ เพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิต ลดต้นทุน ปลดล็อกปัญหาราคาตกต่ำ และความยากจนของเกษตรกร ควบคู่กับการสร้างความพร้อมให้เกษตรกรไทยเข้าสู่ยุคเกษตรทันสมัย โดยใช้ข้อมูลเพื่อช่วยในการตัดสินใจ และมีส่วนร่วมสนับสนุนการสร้างห่วงโซ่อาหารที่รับผิดชอบและยั่งยืน

ซีพีเอฟ ปลดล็อกศักยภาพบุคลากรสร้างผู้นำแห่งอนาคต

0

จัดเสวนาพิเศษ The Creator : Be a Leader Who Creates Future Leaders

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ จัดเสวนาพิเศษ ในหัวข้อ The Creator : Be a Leader Who Creates Future Leaders เพื่อสนับสนุนให้ผู้นำได้ปลดล็อกศักยภาพของตน สู่การเป็นนักสร้างผู้นำรุ่นใหม่ให้ประสบความสำเร็จในงานตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยผู้เข้าร่วมเสวนาจะได้เรียนรู้ประสบการณ์ตรงของผู้นำจากองค์กรขนาดใหญ่ และผู้นำจากบริษัทสตาร์ทอัพที่เติบโตเป็นองค์กรชั้นนำ สามารถบริหารคนรุ่นใหม่ด้วยมุมมองการเป็นผู้นำแบบชี้แนะแต่ไม่ชี้นำ เพื่อก้าวสู่การสร้างคนรุ่นใหม่ให้กลายเป็นผู้นำแห่งอนาคต

นางสาวพิมลรัตน์ รีพัฒนาวิจิตรกุล รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ด้านทรัพยากรบุคคล ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟ ต้องการสร้างผู้นำรุ่นใหม่ โดยเน้นการทำงานแบบรวดเร็วควบคู่กับคุณภาพ เพื่อให้องค์กรขับเคลื่อนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยปกติแล้วจะมีการประชุมร่วมกันระหว่างผู้บริหารในโครงการต่างๆเป็นประจำทุกเดือน แต่ครั้งนี้เป็นการเชิญวิทยากรผู้มีประสบการณ์ทั้งในด้านองค์กรและสตาร์ทอัพมาให้ถ่ายทอดเรื่องการทำงานจนประสบความสำเร็จ พร้อมทั้งเปิดให้ผู้เข้าร่วมเสวนาได้ถ่ายทอดประสบการณ์และพูดคุยถึงปัญหาที่พบในการทำงาน

“ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่จัดให้มีวิทยากรภายนอกมาร่วมเสวนา ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานอย่างมาก และในครั้งถัดไปทีมงานจะรวบรวมและจัดหัวข้อเสวนาโดยใช้ผลการสำรวจความคิดเห็นว่าผู้นำแต่ละท่านต้องการเพิ่มเติมทักษะด้านใดแก่ผู้นำรุ่นใหม่ที่ต้องการจะสร้าง เพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับค่านิยมขององค์กร ซึ่งในที่สุดจะทำให้เกิดการต่อยอดและนำไปพัฒนาการทำงาน เป็นประโยชน์สูงสุดให้องค์กรต่อไป ” นางสาวพิมลรัตน์กล่าว

สำหรับวิทยากรที่ร่วมให้ความรู้ในครั้งนี้ ได้แก่ นายอภิรัตน์ หวานชะเอม Chief Digital Officer บริษัท SCG Cement-Building Materials จำกัด (SCG-CBM) ที่ร่วมเสวนาในหัวข้อ การบริหาร Talent ที่เป็นคนรุ่นใหม่ และการสร้าง Talent ใน way ใหม่ ขณะที่ นายณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ ผู้ก่อตั้งและ CEO ของบริษัท Ookbee ร่วมแบ่งปันในหัวข้อ คนรุ่นใหม่นำองค์กรและนำคนรุ่นใหม่ ให้สามารถ drive performance, fail fast learn fast โดยผู้เข้าร่วมเสวนาได้แลกเปลี่ยนมุมมองการเป็นผู้นำ เรียนรู้เส้นทางการเดินทางสู่การเป็นสุดยอดผู้นำ สร้างการเปลี่ยนแปลงให้องค์กรอยู่รอดในยุค Digital Disruption และรู้วิธีปลดล็อคศักยภาพทีมงานก้าวสู่การสร้าง Agile & Innovation Culture

นายพงษ์ศักดิ์ ไตรภูธร หนึ่งในนักสร้างผู้นำที่เข้าร่วมงาน กล่าวว่า การเสวนาในครั้งนี้มีประโยชน์มากทำให้ได้รู้แนวความคิดของผู้นำที่ประสบความสำเร็จ ขณะที่ตนมีน้องในทีมที่ต้องดูแล จึงต้องคอยให้คำแนะนำ ให้โอกาสได้ลองผิด ลองถูกและร่วมรับผิดชอบในผลลัพธ์ หากเกิดความผิดพลาดก็ต้องเรียนรู้และหาแนวทางแก้ไข ส่วนเรื่องของการชี้แนะหรือชี้นำขึ้นอยู่กับบริบทนั้นๆ เพราะในบางครั้งจำเป็นต้องชี้นำหากน้องมีประสบการณ์ในงานน้อย ส่วนถ้าเป็นเรื่องใหม่ก็ต้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไปพร้อมกัน

ขณะที่นางสาววิภาวินี ชัยสุทธิโรจน์ อีกหนึ่งนักสร้างผู้นำ กล่าวว่า ได้เรียนรู้แนวทางการเป็นผู้นำที่ดี และการบริหารทีมที่จะสามารถนำไปปรับใช้ได้ ที่สำคัญคือการให้โอกาสทุกคนได้แสดงศักยภาพซึ่งจะทำให้เกิดการเป็นผู้นำ ตนเองรู้สึกประทับใจที่ได้มาเข้าร่วมการเสวนาในครั้งนี้ ได้ความรู้ใหม่ๆ เปิดประสบการณ์ที่แตกต่างที่จะสามารถนำไปต่อยอดในงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ การสร้างนักสร้างผู้นำ เป็นหนึ่งในกลยุทธด้านการพัฒนาบุคลากรของซีพีเอฟ ด้วยตระหนักดีว่า “คน” คือปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน