Home Blog Page 452

กรมประมง ชวนกินกุ้ง-ปลา ช่วยเกษตรกรไทยฝ่าโควิด-19

0

ซีพีเอฟ พร้อมช่วยขยายช่องทางจำหน่ายที่ ซีพี เฟรชมาร์ทและแม็คโคร

กรมประมง ร่วมกับ สมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหารจำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ จัดกิจกรรม “สัตว์น้ำมาตรฐานไทย สู้ภัยโควิด-19” นำผลผลิตคุณภาพดี สด สะอาด ปลอดภัย จากฟาร์มมาตรฐานมาจำหน่ายให้ประชาชน เพื่อสร้างความมั่นใจในการบริโภคอาหารทะเล ช่วยอุดหนุนเกษตรกรให้มีรายได้สามารถดำเนินกิจการได้ต่อเนื่อง หลังยอดขายลดจากโควิด-19 รอบใหม่

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รอบใหม่ จากตลาดกุ้ง-ปลาในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครและได้ขยายวงกว้างไปยังพื้นที่อื่นๆ สร้างความไม่มั่นใจด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยในการบริโภคสัตว์น้ำของประชาชน ส่งผลกระทบต่อการจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำ รวมถึงเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและชาวประมงเป็นอย่างมาก

กรมประมง ขอยืนยันว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานการตรวจพบเชื้อไวรัสโควิด-19 อยู่ในตัวของสัตว์น้ำแต่อย่างใด การนำผลผลิตสัตว์น้ำมาจำหน่ายในวันนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรได้ทันที และเป็นช่องทางให้ผู้บริโภคเลือกซื้ออาหารทะเลที่สด สะอาดและปลอดภัย จากฟาร์มเกษตรกรและผู้ผลิตที่ได้รับการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี GAP (Good Aquaculture Practice) ของกรมประมง ผู้บริโภคจึงมั่นใจได้ว่าปราศจากเชื้อโควิด-19 โดยจัดกิจกรรมที่ ลานโพธิ์ กรมประมง ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคควรเลือกซื้อสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและผ่านการผลิตที่ได้การรับรองมาตรฐาน ล้างทำความสะอาดด้วยน้ำอย่างดี ปรุงสุกด้วยความร้อน และไม่ควรใช้มือสัมผัสสัตว์น้ำโดยตรงและใช้ถุงมือหรืออุปกรณ์ในการหยิบหรือตัก เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการปนเปื้อนและจากสุขอนามัยที่ดี จากการรับประทานและสัมผัสสัตว์น้ำ

นายมีศักดิ์ กล่าวย้ำ กรมประมง ให้ความสำคัญกับการควบคุมความปลอดภัยและสุขอนามัยในสินค้าสัตว์น้ำอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคตลอดห่วงโซ่การผลิต โดยมีการตรวจสอบแหล่งที่มาของสัตว์น้ำที่วางจำหน่ายก่อนถึงมือผู้บริโภค ควบคู่ไปกับการเพิ่มมาตรการความปลอดภัยด้านสุขภาพและสุขอนามัยในกลุ่มเกษตรกร ชาวประมง และผู้ประกอบการ โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการติดตาม เฝ้าระวัง และป้องกันการแพร่การระบาดของโรคในฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและจากการทำประมง อย่างใกล้ชิด

นายไพโรจน์ อภิรักษ์นุสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ธุรกิจสัตว์น้ำ ซีพีเอฟ กล่าวว่า กุ้ง “ซีพี แปซิฟิก” ของบริษัทให้ความสำคัญกับการจัดการการเลี้ยงด้วยระบบไบโอซีเคียวริตี้ (Biosecurity) และนวัตกรรม 3 สะอาด ควบคู่ไปกับมาตรการ GAP และยังถ่ายทอดองค์ความรู้การเลี้ยงสัตว์น้ำตามหลักวิชาการให้กับเกษตรกร เพื่อช่วยให้ผลผลิตมีคุณภาพตามมาตรฐานสากล ปลอดภัย ปราศจากโรค และการปนเปื้อน ตลอดจนสนับสนุนช่องทางการตลาดเพื่อจำหน่ายกุ้งจากฟาร์มถึงมือผู้บริโภคโดยตรง เป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในภาวะวิกฤตโควิด-19 รอบใหม่

สำหรับผลผลิตกุ้ง “ซีพี แปซิฟิก” ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานกรมประมง ส่งตรงจากฟาร์มสู่โรงงานแปรรูปในพื้นที่ด้วยระบบขนส่งห้องเย็นที่ทันสมัย ลดการสัมผัสมือ ทำให้กุ้งสด สะอาด ปลอดภัย ไม่มีจากสิ่งปนเปื้อน ผู้บริโภคนำไปปรุงสุกด้วยความร้อนตามคำแนะนำของแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญและโภชนากร รับประทานได้อย่างปลอดภัย สามารถเลือกซื้อกุ้งสด และอาหารทะเลคุณภาพดี ได้ที่ร้านซีพี เฟรชมาร์ท และแม็คโคร ทุกสาขา

“ขอให้ผู้บริโภคมั่นใจ ว่า กุ้งซีพี แปซิฟิก และกุ้งที่จากฟาร์มเลี้ยงมาตรฐาน มีความปลอดภัยและผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากกรมประมงถูกต้องทุกขั้นตอน ผู้บริโภครับประทานได้อย่างปลอดภัย” นายไพโรจน์ กล่าว

ด้านนายบรรจง นิสภวาณิชย์ ประธานสมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย กล่าวว่า สมาพันธ์ส่งเสริมให้สมาชิกปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ในระดับสูง และดำเนินการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การผลิตปลอดภัยจากโรค

“สมาพันธ์ฯ ขอยืนยันว่ากุ้งไทยกินได้ปลอดภัย พี่น้องเกษตรกรยังคงยืนหยัดเฝ้าระวัง ป้องกันอย่างเข้มแข็ง ขอให้ผู้บริโภคมั่นใจว่า กุ้ง ปลา และอาหารทะเลไทย กินได้ ปลอดภัยแน่นอน และเป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรให้อยู่รอดได้ในภาวะโรคระบาด” นายบรรจง กล่าว

ทั้งนี้ การผลิตกุ้งและสัตว์น้ำ มีการควบคุมทุกขั้นตอนการผลิต พนักงานและแรงงาน ปฏิบัติตามแนวทางป้องกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้มีความปลอดภัยในการผลิต 100% ส่วนการแพร่ระบาดที่จังหวัดสมุทรสาคร เป็นโรคที่เกิดจากคนสู่คนเท่านั้น ไม่ได้แพร่ไปยังผลิตภัณฑ์กุ้ง ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคใดๆ” นายบรรจง กล่าว

นักลงทุนวีไอ รุมสนใจ “สยามราชธานี” โชว์ศักยภาพธุรกิจไม่เคยขาดทุน

0
จิรณุ กุลชนะรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.สยามราชธานี

“สยามราชธานี” เนื้อหอม 40 นักลงทุนหุ้นมูลค่า (VI) ขอเข้าพบเพื่อรับฟังข้อมูลทิศทางการเติบโตของธุรกิจในอนาคต ด้าน “ซีอีโอ” โชว์ศักยภาพทำธุรกิจมา 43 ปี ไม่เคยขาดทุน ทุกวิกฤติคือโอกาส การเติบโตของธุรกิจ Outsource เดินหน้ารุก SO NEXT เป็น New S-CURVE ของธุรกิจ ตั้งเป้าจะสร้างรายได้ที่มีนัยสำคัญในอนาคต 

นายจิรณุ กุลชนะรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.สยามราชธานี (SO) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นักลงทุนหุ้นมูลค่า (VI) กว่า 40 ราย ได้ขอ Company Visit เข้าพบเพื่อรับฟังข้อมูลการทำธุรกิจ รวมทั้งทิศทางการเติบโตของบริษัท โดยทีมผู้บริหาร SO ได้ให้ข้อมูลกับกลุ่มนักลงทุน VI ว่า บริษัทได้ทำธุรกิจการจ้างเหมาบริการครบวงจรชั้นนำระดับประเทศมากว่า 43 ปี โดยไม่เคยขาดทุนและทุกครั้งที่เกิดวิกฤติ มักจะมีโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นเสมอ

แม้แต่วิกฤติโควิด- 19 รอบนี้ ช่วงแรกบริษัทจะได้รับผลกระทบบ้าง แต่กลับสร้างโอกาสในการทำธุรกิจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง พบว่า มีหลายบริษัทติดต่อเข้ามาขอข้อมูลและใช้บริการ Outsource พนักงานจาก SO เพิ่มขึ้น เพราะหลายธุรกิจต้องมีการลดจำนวนพนักงาน เพื่อลดภาระต้นทุนระยะยาวของพนักงาน นอกจากนี้ยังให้ SO เข้าไปช่วยบริหารจัดการข้อมูล DATA ต่างๆ เพื่อรองรับการใช้ไอทีเทคโนโลยีในการทำงานมากขึ้น ส่งผลให้กำไรของบริษัทในงวด 9 เดือนแรกของปีนี้เติบโตได้อย่างดี  มีกำไรสุทธิ 100.73 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.86 % จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 76.97 ล้านบาท  

และคาดว่าผลการดำเนินงานรวมทั้งปี 2563 จะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ รายได้ของบริษัท มีโอกาสแตะ 2,000 ล้านบาท จากปีก่อนหน้ามีรายได้ราว 1,900 ล้านบาท และมีอัตรากำไรขั้นต้น  อยู่ในระดับ 17-18% ขณะที่ยังคงมีอัตราการต่อสัญญาใช้บริการของลูกค้ารายเดิมทั้งภาครัฐและบริษัทเอกชนมากกว่า 90% และมีลูกค้ารายใหม่ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่องในทุกบริการ

ในปีหน้า บริษัทจะขยายบริการ และรุกธุรกิจใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจ SO-NEXT คือ Data Solutions และ S-Next  ซึ่ง Data Solutions เป็นระบบจัดการข้อมูลและเอกสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เราให้บริการจัดการข้อมูลและเอกสารหลายรูปแบบ  เช่น บริการคีย์ข้อมูล บริการงานสแกนเอกสาร และบริการบันทึกข้อมูลภาคสนาม เป็นต้น

ขณะที่ S-Next  คือบริการที่ลดความซับซ้อนในการทำงาน เช่น เรามีระบบ DIGIDOCS เป็นระบบบริหารจัดการเอกสารออนไลน์ ทำให้การทำงานเอกสารสะดวกยิ่งขึ้น ลดเวลาต้นทุนและค่าใช้จ่าย, ระบบ CARPOOL เป็นระบบจัดสรรทรัพยากรรถยนต์ในองค์กร ทำให้การทำงานเป็นระบบมากขึ้น และระบบ TIKTRACK เป็นระบบบริหารจัดการข้อมูลการลงเวลาของพนักงานแบบเรียลไทม์ ทำให้ใช้งานง่าย และสามารถเช็คข้อมูลได้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งขณะนี้มีลูกค้าหลายรายติดต่อเข้ามาให้ SO เข้าไปเป็นที่ปรึกษาในการปรับตัวสู่ ดิจิทัล ทรานส์ฟอร์ม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจ

และที่สำคัญคือ SO กำลังพัฒนาบริการ HRM (Human Resource Management) การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลด้วยระบบดิจิทัล ซึ่งขณะนี้กำลังทดลองใช้กับลูกค้าหลังนำมาบริหารจัดการบุคลากรภายในบริษัท ได้ประสบความสำเร็จอย่างดีแล้ว โดยจะเห็นความชัดเจนในปี 2564

 “SO NEXT ถือเป็นธุรกิจใหม่ที่เป็น New S-CURVE ของบริษัท ซึ่งตอบโจทย์ชีวิตและธุรกิจในยุค NEW NORMAL และ NEXT NORMAL ที่ดิจิทัลจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตและการทำธุรกิจมากขึ้นในอนาคต เช่น การพัฒนาและให้บริการ HRM โดยบริษัทตั้งเป้าหมายว่า ใน 3-5 ปี ข้างหน้ารายได้จาก         SO NEXT จะเข้ามามีบทบาทในโครงสร้างรายได้รวมของบริษัทประมาณ 20% จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนรายได้ เพียง 5% ของรายได้รวม”

ทั้งนี้  สยามราชธานี ให้บริการธุรกิจ 4 ด้าน คือ 1.SO PEOPLE บริการบริหารจัดการด้านบุคลากร  เช่น ช่างเทคนิค พนักงานขับรถ พนักงานประจำออฟฟิศ 2.SO GREEN บริการดูแลภูมิทัศน์ จัดสวนขนาดใหญ่  3.SO WHEEL บริการรถยนต์ รถดัดแปลงให้เช่า และ 4.SO NEXT บริการบริหารจัดการงานบันทึกข้อมูล

ซีพีเอฟ ดูแลแรงงานทุกชาติ ไม่เลิกจ้าง ทุกโรงงานเข้ม ป้องกันโรคระบาดสูงสุด

0

นางสาวพิมลรัตน์ รีพัฒนาวิจิตรกุล รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ด้านทรัพยากรบุคคล บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ บริษัทยังคงแนวทางปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคระบาดสูงสุดของอย่างต่อเนื่อง และยกระดับมาตรการป้องกันเพิ่มเติมด้านสุขอนามัยส่วนบุคคลและโรงงานให้สอดคล้องกับมาตรการของรัฐ

พิมลรัตน์ รีพัฒนาวิจิตรกุล รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ด้านทรัพยากรบุคคล ซีพีเอฟ

ทั้งนี้ ซีพีเอฟ จัดจ้างแรงงานทั้งไทยและต่างชาติตามกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เพื่อดูแลให้พนักงานทุกคนที่จัดจ้างอย่างถูกต้องตามกฎหมายมีความปลอดภัยในการดำเนินชีวิตและทำงานในสภาพแวดล้อมที่ดี โดยเฉพาะแรงงานต่างชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง บริษัทให้การดูแลเป็นพิเศษ ทั้งที่พักอาศัย รถรับส่งจากที่พักถึงที่ทำงาน พร้อมเร่งขจัดอุปสรรค “ความแตกต่างทางภาษา” เพื่อให้พนักงานทุกคนรับรู้ข่าวสาร เข้าถึงการคุ้มครองและสิทธิอันพึงได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานร่วมกันด้วยความเข้าใจ

“ซีพีเอฟให้ความสำคัญการบริหารจัดการแรงงานทุกเชื้อชาติอย่างเป็นระบบ โดยไม่เลือกปฏิบัติ ส่งเสริมให้ทุกคนเคารพในความหลากหลาย มุ่งคุ้มครองให้แรงงานต่างชาติทุกคนดำเนินชีวิตด้วยความปลอดภัยในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ทั้งในหอพัก ในโรงงาน รถรับส่ง ที่มีมาตรการควบคุมและการรักษาระยะห่าง (Social Distancing) อย่างเข้มข้น พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือเรื่องอาหารให้พนักงานทุกคนในพื้นที่สมุทรสาคร” นางสาวพิมลรัตน์ กล่าว

นอกจากนี้ ซีพีเอฟ ร่วมกับ มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) เปิดโอกาสให้แรงงานทั้งไทยและต่างชาติ สามารถแสดงความคิดเห็น ร้องเรียนและรับคำปรึกษาได้อย่างเสรีกับศูนย์รับเรื่องร้องเรียนและรับฟังเสียงแรงงาน ที่ดำเนินการโดยมูลนิธิ LPN ซึ่งเป็นองค์กรกลางเปิดรับฟังข้อเสนอแนะจากแรงงานเป็นภาษากัมพูชา เมียนมา อังกฤษ และไทย ควบคู่กับจัดการอบรมให้แก่แรงงานผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ได้มีความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน กฎหมายแรงงาน มาตรการความปลอดภัยและการป้องกันโรค เพื่อพัฒนาศักยภาพของแรงงานต่างชาติได้มีความรู้ และเข้าถึงสิทธิตามกฎหมาย ตระหนักถึงสถานการณ์โรคระบาด ช่วยให้แรงงานมีความมั่นใจในการทำงานและดำเนินชีวิต และให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันโรคอย่างจริงจัง

ปัจจุบัน ซีพีเอฟ จัดจ้างแรงงานต่างชาติตามข้อตกลงระหว่างรัฐบาลไทยและประเทศเพื่อนบ้านว่าด้วยการจ้างแรงงานต่างด้าว (MoU) ประกอบด้วยกัมพูชาและเมียนมา ทำงานอยู่ในโรงงานของซีพีเอฟกว่า 9,000 คน ทุกคนได้รับค่าตอบแทนและสวัสดิการต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนด ผ่านการจัดจ้างและคัดสรรอย่างโปร่งใส และเป็นธรรม ซี่งบริษัทฯ รับผิดชอบค่าใช้จ่ายการเดินทาง ใบอนุญาตทำงาน และการตรวจสุขภาพ รวมทั้งจัดหาหอพัก และรถรับส่งให้แรงงานต่างชาติที่เพียงพอ และมีมาตรการควบคุมการระบาดเคร่งครัด เพื่อให้แรงงานต่างชาติมีความเป็นอยู่ที่ดี ไม่แออัด และเดินทางมาทำงานด้วยความปลอดภัย นอกจากนี้บริษัทฯ ​ยังจัดให้มีล่ามประจำโรงงานคอยให้ความช่วยเหลือและคำแนะนำกับแรงงานต่างชาติตลอดเวลา

เครือซีพี – ซีพีเอฟ จัดกิจกรรมปู๊นปู๊นไปปลูกป่า ชวนคนรุ่นใหม่เปลี่ยนโลกสู่ความยั่งยืน

0

เครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ จัดกิจกรรม CP for Sustainability ปู๊นปู๊นไปปลูกป่า ชวนคนรุ่นใหม่เรียนรู้การปลูกป่า ปลูกจิตสำนึกรักษ์ป่า รักษ์โลก ภายใต้แนวคิด No One is too small to make a change ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ก็เปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้ โดยมี คุณนเรศ สวัสดิกุลวัฒน์ ผู้ช่วยผู้บริหารฝ่ายโครงการพิเศษ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด นำทีมศิลปิน นนท์ ธนนท์ ,ไอซ์ ธมลวรรณ และเบสท์ ทิฏฐินันท์ เดินทางไปพร้อมกับแฟนเพจ CP for Sustainability ร่วมด้วยลูกค้า True you ผู้โชคดีจากการแลก True Point และพนักงานซีพีเอฟ รวมทั้งหมด 50 คน ร่วมเดินทางแบบ Low Carbon ด้วยรถไฟไทย ชมธรรมชาติผ่านทางรถไฟลอยน้ำเหนือเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ร่วมกิจกรรมปลูกป่า โดยมี คุณ สุธี สมุทระประภูต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซีพีเอฟ และคณะทำงานปลูกป่าฯ ให้การต้อนรับ ณ โครงการซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง จ.ลพบุรี

คุณ รุ่งฟ้า เกียรติพจน์ ผู้บริหารด้านโครงการพิเศษ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด กล่าวว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ให้ความสำคัญในการมีส่วนร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านมาตรการต่างๆ ตามเป้าหมายความยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ รวมถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของเครือฯ ที่มุ่งสู่การเป็นองค์กรปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ (Carbon Neutral) ภายในปี 2573 ด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ การปกป้องระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเครือฯ เติบโตโดยมีรากฐานมาจากการยึดมั่นในค่านิยม “สามประโยชน์” คือประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประชาชนและบริษัท ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงสู่ความยั่งยืนของธุรกิจและโลกใบนี้

คุณ วุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส หน่วยงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม ภายใต้กลยุทธ์ 3 เสาหลักสู่ความยั่งยืน คือ อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน ดิน น้ำ ป่า คงอยู่ ซึ่งโครงการซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง เป็นโครงการที่บริษัท ร่วมกับกรมป่าไม้ และชุมชน อนุรักษ์ ฟื้นฟู และปลูกป่าใหม่ ในพื้นที่เขาพระยาเดินธง ต.พัฒนานิคม อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี โดยระยะที่หนึ่ง (ปี 2559-2563) อนุรักษ์และฟื้นฟูป่า เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ประเทศได้ 5,971 ไร่ พร้อมทั้งเดินหน้าสานต่อโครงการในระยะที่สอง ( ปี 2564-2568) มุ่งสู่การมีส่วนร่วมปกป้องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สร้างความมั่นคงทางอาหาร และสร้างสมดุลธรรมชาติอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังมีส่วนร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตามเป้าหมายความยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs) เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้เรื่องการปลูกป่าอย่างถูกวิธีให้แก่นักศึกษา นักเรียน และผู้ที่สนใจ ที่สำคัญ บริษัทฯส่งเสริมให้ชุมชนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน ปลูกฝังให้คนรุ่นใหม่รักและหวงแหนธรรมชาติ มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่า ขยายผลสู่การสร้างความมั่นคงทางอาหาร ดำเนินโครงการยุทธศาสตร์สร้างสุขชุมชนเขาพระยาเดินธง ประกอบด้วย โครงการปลูกผักวิถีธรรมชาติ และโครงการปล่อยปลาลงเขื่อน รวมทั้งมอบเงินกองทุนเพื่อใช้หมุนเวียนในการดำเนินโครงการ เพื่อให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ซีพี เฟรชมาร์ท คุมเข้มอาหารสด ปลอดภัยไร้โควิด-19

0

นายสุจริต มัยลาภ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิค-19 ซีพี เฟรชมาร์ท มีการปฏิบัติมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคในระดับสูงสุดอย่างต่อเนื่องและเข้มงวด เช่น การคัดกรองโดยการวัดอุณหภูมิ การใส่หน้ากาก การทำความสะอาดร้าน ทั้งพนักงานในร้าน ลูกค้า และพนักงานส่งสินค้า

รวมถึงมาตรการความปลอดภัยในการขนส่งสินค้าอย่างเคร่งครัด เช่น การอบรมมาตรการป้องกันโรคให้พนักงานขับรถและพนักงานที่เกี่ยวข้อง จัดเตรียมอุปกรณ์จำเป็นประจำรถ (หน้ากากอนามัย ถุงมือยาง แอลกอฮอล์) พนักงานขับรถต้องทำความสะอาดภายในรถทุกครั้งหลังการใช้งาน งดการใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น ไม่ทานอาหารร่วมกับผู้อื่น เป็นต้น

นายสุจริต กล่าวว่า สินค้าที่เป็นวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์อาหารในร้านซีพี เฟรชมาร์ท มาจากแหล่งผลิตที่มีการตรวจสอบคุณภาพเข้มงวดและส่งตรงถึงร้านด้วยระบบการจัดการขนส่งที่ทันสมัย ลดการสัมผัสมือให้น้อยที่สุด ติดตามรถขนส่งด้วยระบบ GPS เพื่อคงความสด สะอาดและปลอดภัยสูงสุดจนถึงมือผู้บริโภค และยังเป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้าประเภทอาหารสดของ ซีพีเอฟ และเนื้อสัตว์ต่างๆ ที่ส่งตรงจากฟาร์มเลี้ยงมาตรฐานสากลและหลักสวัสดิภาพสัตว์ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าที่มีคุณค่าทางโภชนาการได้อย่างทั่วถึง

“ซีพี เฟรชมาร์ท ให้ความสำคัญกับการจัดเก็บ การกระจายและจำหน่ายสินค้า ตามนโยบายคุณภาพของบริษัทฯ ควบคู่ไปกับการคัดเลือกผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ จากวัตถุดิบที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพอย่างเป็นระบบและกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากลตามนโยบายสุขโภชนาการ เพื่อสร้างหลักประกันอาหารปลอดภัยและส่งมอบผลิตภัณฑ์อาหารที่มีคุณภาพดี อย่างพอเพียงในทุกช่วงเวลา สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต และปลอดภัยให้ถึงมือผู้บริโภค”

นอกจากนี้ ซีพี เฟรชมาร์ท ยังให้ความสำคัญกับดำเนินธุรกิจตามแนวทางความยั่งยืน ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วยการลดใช้พลาสติกและการสูญเสียอาหาร (Food Waste) จากการบริโภค เพื่อใช้ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุด

ไก่เบญจา ฉลองครบ 2 ปี พาผู้โชคดีลิ้มรสเมนูเลิศ ฝีมือเชฟมิชลินสตาร์

0

นายธีรยุทธ พัชรมณีปกรณ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ นำผู้โชคดีจากกิจกรรม “ช้อป อัพ ลุ้น” กับผลิตภัณฑ์ไก่เบญจา บาย ยูฟาร์ม จำนวน 30 ท่าน ร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษ ในงาน Benja Prestige 2nd Anniversary ภายใต้แนวคิด The Wisdom of Thailand Modern Cuisine ที่นำไก่เบญจา สุดยอดไก่รายเดียวที่เลี้ยงด้วยข้าวกล้อง มารังสรรค์เป็นอาหารระดับมิชลินที่แสนอร่อยและงดงาม ฝีมือเชฟหนุ่ม ธนินทร จันทรวรรณ เชฟมิชลินสตาร์ กับบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่ร้าน CHIM by SIAM WISDOM  

ธีรยุทธ พัชรมณีปกรณ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ

เชฟหนุ่ม เลือกวัตถุดิบ “ไก่เบญจา” มารังสรรค์เมนูสุดพิเศษให้กับผู้ร่วมงานได้สัมผัสความพรีเมียมของเนื้อไก่ถึง 5 เมนู นำโดยหนังไก่กรอบเบญจากับแยมพริก ตับไก่เบญจาผลไม้ ไก่เบญจาห่อใบเตย ซุปใสเห็ดไก่เบญจา และ สะโพกไก่เบญจารมควันกับน้ำจิ้มแจ่ว ทานร่วมกับเครื่องเคียงอย่างแตงกวาย่างกับแจ่วปลาร้า ที่ทุกคนได้ชิมแล้วถึงกับร้องอื้อหื้อ … ด้วยสัมผัสได้ถึงความหอม นุ่ม ฉ่ำ ในเนื้อไก่และรสชาติอันกลมกล่อมสมชื่อเชฟมิชลิน  

ไม่เพียงเท่านั้น เชฟยังเสริฟเมนูอื่นๆ ตามมาอย่างจุใจ ไม่ว่าจะเป็น หอยจอบทาทาร์กับส้มซ่าคาร์เวียแสนสวย รวมถึง เมนูชื่อธรรมดาที่ไม่ธรรมดาเลย อย่างกุ้งย่างมะเขือเผา วุ้นเส้นผัดไทยไชยา ฉู่ฉี่ปลากระพงกับโฟมตะไคร้ ข้าวหอมมะลิอบกับน้ำมะพร้าวเผา ปิดท้ายด้วย กล้วยทอดไอศครีม  

เมื่อผนวกกับบรรยากาศค่ำคืนของบ้านทรงไทยที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นผ่อนคลาย คลอเคล้าเบาๆ ด้วยเสียงดนตรี เพิ่มสุนทรียะให้อาหารมื้อนี้พิเศษยิ่งขึ้น การรังสรรค์อาหารแบบไทยที่คุ้นเคย แต่ให้รสชาติและการจัดวางที่แตกต่างของเชฟ ช่วยให้อาหารทุกจานมีเรื่องราวให้ค้นหาและชวนลิ้มลอง สร้างความประทับใจไม่รู้ลืมแก่ลูกค้าคนพิเศษ 

สำหรับวัตถุดิบชั้นเลิศ สดใหม่ระดับซุปเปอร์พรีเมียมอย่าง “ไก่เบญจา” (Benja Chicken) จากธรรมชาติ 100% เลี้ยงด้วยข้าวกล้อง ระบบฟาร์มป้องกันโรคขนาดใหญ่ และการเลี้ยงเคจฟรี (Cage Free) หรือเลี้ยงแบบนอกกรง ซึ่งจะทำให้ไก่มีพื้นที่ในการเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ภายในโรงเรือนควบคุมอากาศและอุณหภูมิตามช่วงอายุอย่างถูกสุขลักษณะ มีการปรับสูตรอาหารตามช่วงวัย นอกเหนือจากข้าวกล้อง ไก่เบญจายังให้กินโยเกิร์ตที่มีจุลินทรีย์ชนิดดี ทำให้ไก่ทุกตัวมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี ส่งผลต่อรสชาติและคุณภาพของเนื้อไก่ เกิดเป็นรสชาติที่ให้ความหอม ความนุ่ม และความฉ่ำของเนื้อไก่มากกว่าปกติถึง 55% ปลอดสาร ปลอดภัย ไม่ใช้ฮอร์โมน ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ 100% ตลอดการเลี้ยงดู และได้รับการรับรองมาตรฐานระดับโลก NSF

บีทีเอส กรุ๊ปฯ คว้ารางวัลเกียรติคุณการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน ปี 2563

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัลเกียรติคุณการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน (Sustainability Disclosure Award) ประจำปี 2563 จากสถาบันไทยพัฒน์ โดยพิธีมอบรางวัล มีนางสาววีรญา ปรียาพันธ์ Director of Sustainability เป็นผู้แทนมอบรางวัลให้กับ นางสาวมรกต จิรนิธิรัตน์ ผู้จัดการฝ่าย สำนักสื่อสารองค์กร บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ในงาน “The State of Corporate Sustainability in 2020” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้

ทั้งนี้ บีทีเอส กรุ๊ปฯ ให้ความสำคัญในเรื่องกระบวนการทำงานด้านความยั่งยืนขององค์กรมาโดยตลอด เห็นได้จากการนำกรอบมาตรฐานการจัดทำรายงานความยั่งยืน GRI (Global Reporting Initiative) ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล มาเป็นแนวทางการดำเนินงานขององค์กร เพื่อพัฒนาองค์กรสู่ความยั่งยืนในระยะยาว รวมทั้งร่วมตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDG Target 12.6 ในขณะเดียวกันได้มีการทบทวนประเด็นที่มีนัยสำคัญต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนทุกปี เพื่อนำมาปรับใช้พัฒนาการดำเนินงานขององค์กรให้ครอบคลุมทุกมิติ สามารถประเมินและรายงานผลการดำเนินงานได้อย่างเป็นรูปธรรม สู่การยอมรับในระดับสากลต่อไป

และในปีนี้ สถาบันไทยพัฒน์ได้พิจารณาคัดเลือกบริษัทจดทะเบียนและองค์กรธุรกิจ จากการเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในด้านต่างๆ ต่อสาธารณะ รวมทั้งสิ้น 96 รางวัล โดยองค์กรที่ได้รับรางวัลเกียรติคุณ Sustainability Disclosure Award 34 แห่ง ประกาศเกียรติคุณ Sustainability Disclosure Recognition 42 แห่ง และกิตติกรรมประกาศ Sustainability Disclosure Acknowledgement 20 แห่ง นอกจากจะเป็นการส่งเสริมและสร้างขวัญกำลังใจ ให้แก่องค์กรที่ดำเนินการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนต่อสาธารณะแล้ว ยังต้องการเชิดชูองค์กรธุรกิจที่ได้รับรางวัลทั้ง 96 แห่ง ในการตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ที่ 12.6 ร่วมกัน

กยศ. ลดเบี้ยปรับ 80-100% พร้อมลดค่าปรับเหลือ 0.5% เป็นของขวัญปีใหม่สู้ภัยโควิด-19

0

นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า จากการที่กองทุนได้มีมาตรการช่วยเหลือและให้โอกาสผู้กู้ยืมเงินที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) มาอย่างต่อเนื่อง และขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์การระบาดของโรคดังกล่าว คณะกรรมการกองทุนฯ จึงได้มีมติเห็นชอบมาตรการชั่วคราว เพื่อช่วยเหลือแบ่งเบาภาระทางการเงินและเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่แก่ผู้กู้ยืมเงิน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564 รวมระยะเวลา 6 เดือน ดังนี้

1. ลดเบี้ยปรับ 100% กรณีชำระหนี้ปิดบัญชี สำหรับผู้กู้ยืมเงินทุกรายที่ยังไม่ถูกดำเนินคดี สามารถชำระได้ที่ธนาคารกรุงไทยและธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยทุกสาขา ส่วนผู้กู้ยืมเงินที่ถูกดำเนินคดี ต้องลงทะเบียนขอรับสิทธิและนัดหมายวันที่ประสงค์จะชำระหนี้ปิดบัญชีได้ที่ www.studentloan.or.th โดยผู้กู้ยืมเงินต้องชำระค่าทนายความและค่าฤชาธรรมเนียมศาลให้เสร็จสิ้นก่อนปิดบัญชี
2. ลดเบี้ยปรับ 80% สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ยังไม่ถูกดำเนินคดีที่ชำระหนี้ค้างทั้งหมดให้มีสถานะปกติ
3. ลดเงินต้น 5% สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ไม่เคยผิดนัดชำระหนี้และชำระหนี้ปิดบัญชีในคราวเดียว
4. ลดอัตราการคิดเบี้ยปรับเหลือ 0.5% ต่อปี สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ยังไม่ถูกดำเนินคดีและไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด

มาตรการดังกล่าวเป็นของขวัญปีใหม่ที่กยศ. มอบให้แก่ผู้กู้ยืมเงิน ผู้กู้ยืมเงินสามารถดูรายละเอียดช่องทางการชำระหนี้เพื่อรับสิทธิตามมาตรการต่างๆ ได้ที่ www.studentloan.or.th โดยตรวจสอบยอดชำระได้ที่แอปพลิเคชัน กยศ. Connect หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ไลน์บัญชีทางการ กยศ. (Line Official Account กยศ.) หรือโทร. 0 2016 4888” ผู้จัดการกองทุนฯ กล่าวในที่สุด

AIS ผนึกช่อง 3 จัดเคาท์ดาวน์คอนเสิร์ตเสมือนจริงบนโลกออนไลน์ครั้งแรกในไทย

0

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เอไอเอส และ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 เตรียมพลิกโฉมการจัดงานคอนเสิร์ตที่เคยจัดแบบ Physical มาไว้บนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้คนไทยได้อยู่บ้านเฉลิมฉลองความสุขร่วมกับครอบครัวได้เหมือนเดิม ผ่าน “AIS 5G The Future of Virtual Celebration 2021” คอนเสิร์ตในรูปแบบ Virtual Reality (VR) หรือโลกเสมือนจริงผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟนและโทรทัศน์ที่บ้าน ซึ่งให้ระบบภาพ แสง สี เสียง และเอฟเฟกต์เต็มอิ่มเสมือนจริงในรูปแบบมัลติมีเดีย อินเตอร์ แอคทีฟ 360 องศา พร้อมจัดเต็มดาราและศิลปินดัง กว่า 30 ชีวิต นำโดย แบมแบม GOT7, เป๊ก ผลิตโชค, เจมส์ จิรายุ, แต้ว ณัฐพร, เต้ย จรินทร์พร, มิว นิษฐา, พุฒ พุฒิชัย, วี วิโอเลต, ทอม อิศรา, เวียร์ ศุกลวัฒน์, เบลล่า ราณี, ปีใหม่ เอวาริณ, แอลลี่ อชิรญา, บิวกิ้น พุฒิพงศ์, พีพี กฤษฏ์, สกาย วงศ์รวี, TRINITY, Polycat, Slot Machine, Triumphs Kingdom, สาวสาวสาว และคลิปอวยพรปีใหม่สุดพิเศษจากลิซ่า BLACKPINK โดยเป็นการสร้างบรรยากาศการดูคอนเสิร์ตในรูปแบบใหม่ ประสบการณ์ใหม่ และให้ความรู้สึกใกล้ชิดกับศิลปินมากยิ่งขึ้น ถือเป็นการฉลองเคาท์ดาวน์ในยุคนิวนอร์มัล และเปิดประตูคนไทยเข้าสู่ยุค 5G อย่างเต็มรูปแบบ

โดยคนไทยทุกคน ทุกเครือข่าย สามารถรับชมคอนเสิร์ต “AIS 5G The Future of Virtual Celebration 2021” ไปพร้อมกันได้ในวันที่ 31 ธ.ค.นี้ ที่ AIS PLAY พิเศษ! รับชมใกล้ชิดแบบ 360° ที่แอปพลิเคชัน AIS 5G PLAY VR เริ่มตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป หรือรับชมผ่านช่อง 3 HD กด 33 แบบไม่มีโฆษณาคั่น ตั้งแต่เวลา 22.20 น.

ด้าน นายสุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ กรรมการผู้อำนวยการ สายงานธุรกิจโทรทัศน์ บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ช่อง 3 ยินดีที่ได้ร่วมกับเอไอเอส เป็นสื่อกลางส่งสารความสุขไปยังคนไทยทั่วประเทศ

ทั้งนี้ นายปรัธนา ได้กล่าวเพิ่มเติม ว่า เอไอเอส ยังได้ร่วมกับพันธมิตรมอบสิทธิพิเศษและเสริมกำลังดูแลเครือข่ายชุดใหญ่ต้อนรับปีวัว 2564 ประกอบด้วย

  • สิทธิพิเศษเฉพาะลูกค้าเอไอเอส สามารถใช้ 10 เอไอเอส พอยท์ แลกรับประกันภัยปีใหม่
    “อุ่นใจพลัส” ฟรี! จากเมืองไทยประกันชีวิต
    ผ่านแอปพลิเคชัน myAIS ได้ง่ายๆ ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 31 มกราคม 2564 คุ้มครองกรณีอุบัติเหตุสูงสุด 100,000 บาท พร้อมด้วยประกัน COVID-19 ส่งมอบความสุขส่งท้ายปีให้ลูกค้าเอไอเอสได้อุ่นใจมากยิ่งขึ้น
  • ตั้งการ์ดสูง! เสริมกำลังเครือข่ายเพิ่มความสามารถในการรองรับการใช้งานของเครือข่ายทั้ง AIS 5G, AIS 4G ADVANCED, AIS NEXT G, AIS SUPER WiFi  และ AIS Fibre เพิ่มอีก 300% พร้อมเสริมทัพวิศวกรดูแลเครือข่าย สแตนบายดูแลประสิทธิภาพเครือข่ายทั่วประเทศตลอด 24 ชั่วโมง ทั้ง ศูนย์บริหารเครือข่าย, ส่วนกลาง และศูนย์บริหารเครือข่ายส่วนภูมิภาค เพื่อให้พร้อมแก้ปัญหาในทุกกรณี ตลอดจนทีมงานบริการลูกค้า ทั้งทีม AIS Contact Center 1175 และโซเชียลมีเดียทุกช่องทาง สแตนบายดูแลให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

Bluebik แนะองค์กรกำจัดจุดอ่อนระบบจัดการข้อมูล อุดช่องโหว่ภัยไซเบอร์

0

นางฉันทชา สุวรรณจิตร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ Chief Operation Officer (COO) บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (Bluebik) บริษัทที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และการจัดการนวัตกรรมและเทคโนโลยี เปิดเผยว่า ปัจจุบันข้อมูลลูกค้าได้กลายเป็นสินทรัพย์สำคัญขององค์กร องค์กรจึงต้องให้ความสำคัญมากขึ้นกับการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล (Data Security) เพื่อป้องกันความเสี่ยงข้อมูลภายในองค์กรรั่วไหล การถูกโจรกรรมข้อมูล รวมถึงการต้องปรับกระบวนการให้สอดคล้องกับระเบียบข้อบังคับต่างๆ ของภาครัฐ เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ Personal Data Protection Act (PDPA) ที่กำลังจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 27 พ.ค. 2564

ฉันทชา สุวรรณจิตร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ Chief Operation Officer (COO) บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด

การประเมินความพร้อมหรือช่องโหว่การบริหารจัดการข้อมูลขององค์กร ควรเริ่มด้วยการศึกษาและวิเคราะห์เพื่อระบุแหล่งที่มาข้อมูล โครงสร้างการจัดเก็บข้อมูล การเข้าถึง การไหลของข้อมูล จากนั้นประเมินความเสี่ยงและวิเคราะห์ช่องโหว่ของมาตรการที่องค์กรดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน และกำหนดมาตรการที่ต้องมีในการบริหารจัดการเพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมาตรการ รวมถึงกระบวนการบริหารจัดการข้อมูล องค์กรควรพิจารณาตั้งแต่ขั้นตอนการขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล (Consent) ซึ่งต้องแจ้งอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมชี้แจงวัตถุประสงค์การเก็บ การประมวลข้อมูล รายละเอียด ระยะเวลา และสิทธิของเจ้าของข้อมูล

“การประเมินประสิทธิภาพของกระบวนการในการบริหารจัดการข้อมูลเป็นสิ่งที่องค์กรส่วนใหญ่ละเลย โดยองค์กรจำนวนมากมักให้ความสำคัญและพุ่งเป้าไปที่การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ซึ่งแท้จริงแล้วเทคโนโลยีมีส่วนช่วยเพียง 10% เท่านั้น และหากขาดการประเมินความพร้อมในการบริหารจัดการข้อมูล ก่อนการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้อาจประสบปัญหาว่าเทคโนโลยีดังกล่าวอาจไม่ได้เหมาะสมหรือตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงขององค์กรในด้านการบริหารจัดการข้อมูล”

ขั้นตอนหลังจากประเมินช่องโหว่ คือการกำหนดแนวทางการจัดการข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหา ในปัจจุบันกระบวนการทำงานของธุรกิจส่วนใหญ่อยู่บนช่องทางออนไลน์และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้มีข้อมูลปริมาณมากไหลเวียนภายในองค์กร โดยข้อมูลดังกล่าวอยู่กระจัดกระจาย ไม่ได้รวมอยู่ในที่เดียวกัน หรืออาจจะไม่ได้จัดเก็บรวบรวมอย่างเป็นระบบ ส่งผลไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าแหล่งข้อมูล (Source of Data) จัดเก็บอยู่ตรงไหนบ้าง ทำให้การป้องกันความเสี่ยงกรณีข้อมูลรั่วไหลหรือสูญหายเป็นเรื่องยากสำหรับองค์กร เนื่องจากอาจเกิดปัญหาที่ส่วนใดของการเก็บข้อมูลก็ได้

การปรับการจัดการข้อมูล เพื่ออุดช่องโหว่ความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยในการดูแลข้อมูล ประกอบด้วย 5 ขั้นตอนหลัก คือ

  1. จัดทำ Data Mapping ซึ่งเป็นการจัดโครงสร้างข้อมูล เพื่อตรวจสอบว่าองค์กรมีข้อมูลอะไร และข้อมูลถูกเก็บไว้ที่ใดบ้าง โดยจะแสดงถึงแหล่งข้อมูลต้นทางปลายทาง ความสัมพันธ์ของข้อมูล และการไหลเวียนของข้อมูล ทำให้องค์กรนำข้อมูลไปใช้งานได้ง่ายขึ้น และหากเกิดปัญหาข้อมูลรั่วไหลหรือถูกขอให้ลบข้อมูล จะช่วยให้ระบุตำแหน่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว
  2. จัดลำดับความสำคัญของข้อมูล (Prioritization) เป็นการนำข้อมูลที่จัดให้เป็นระบบแล้ว มาจัดลำดับความสำคัญตามระดับความอ่อนไหวของข้อมูล (Sensitivity Level) ซึ่งข้อมูลที่มีความอ่อนไหวหมายถึงข้อมูลที่เสี่ยงสร้างความเสียหายต่อบุคคลหรือองค์กรหากมีการเปิดเผยข้อมูลนั้น โดยการจัดลำดับความสำคัญของข้อมูลจะช่วยให้องค์กรสามารถออกแบบนโยบาย แนวทางจัดการข้อมูล และวางแผนการดำเนินงานได้อย่างเหมาะสมในอนาคต
  3. พัฒนาระบบควบคุมการเข้าถึงข้อมูล (Access Control System) เพื่อช่วยสร้างความปลอดภัยรัดกุมในการจัดการข้อมูล โดยระบบที่องค์กรควรพัฒนาเพิ่ม เช่น ระบบการให้สิทธิ์เข้าถึงข้อมูลและการยืนยันตัวตน การเข้ารหัสข้อมูลเพื่อรักษาความปลอดภัย (Encryption) รวมถึงการทำข้อมูลให้เป็นนิรนาม (Anonymization) ซึ่งหมายถึง การทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลไม่สามารถระบุตัวตนของบุคคลได้เพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เป็นต้น
  4. กำหนดค่าและทดสอบระบบ (Configuration and Testing) โดยควรเริ่มจากการกำหนดมาตรฐานการตั้งค่าระบบปฏิบัติการ ระบบฐานข้อมูล และอุปกรณ์อื่นๆ ภายในเครือข่าย เพื่อเพิ่มความปลอดภัยอีกขั้นในการเข้าถึงข้อมูล รวมถึงต้องจัดเก็บการเปลี่ยนแปลงการตั้งค่า และตรวจสอบการตั้งค่าอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับระบบการจัดเก็บข้อมูล
  5. ผลักดันสู่การปฏิบัติจริง (Implementation) ทางองค์กรควรมีทีมงานเฉพาะกิจในการวางแผนและบริหารจัดการ เพื่อผลักดันการให้แผนการจัดการข้อมูลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องตามกฎหมาย โดยคณะทำงานควรเป็นมาจากตัวแทนที่เหมาะสมจากแต่ละฝ่ายงานที่เกี่ยวข้อง

“การปรับโครงสร้างระบบเพื่อรักษาความปลอดภัยของข้อมูล เป็นสิ่งที่องค์กรต้องให้ความสำคัญและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่กลับมาน่ากังวลอีกครั้งเมื่อไม่นานนี้ ทำให้องค์กรตระหนักเรื่องนี้น้อยลง แตกต่างจากในช่วงแรกๆ ที่องค์กรต่างตื่นตัวเรื่องการปรับกระบวนการและการจัดการข้อมูลเพื่อให้สอดรับกับ PDPA ที่กำลังจะบังคับใช้ในปี 2564”

ทั้งนี้ จากประสบการณ์ของบลูบิค ในการให้คำปรึกษาแนะนำองค์กรเกี่ยวกับแนวทางการปรับกระบวนการธุรกิจให้สอดรับกับ PDPA มองว่า องค์กรควรให้ความสำคัญกับเรื่องข้อมูล โดยไม่มองข้าม 3 ประเด็น ได้แก่ 1. การให้ความรู้ความเข้าใจเรื่อง PDPA กับบุคลากรในองค์กร เพื่อให้พร้อมสำหรับการปฏิบัติงานจริง 2. การกำหนดกระบวนการทำงานให้มีความชัดเจน ตั้งแต่การวางนโยบายและแผนกลยุทธ์การนำข้อมูลไปใช้งาน พร้อมระบุความชัดเจนของสิทธิ์ หน้าที่ และความรับผิดชอบ รวมไปถึงขั้นตอนการตรวจสอบหากเกิดกรณีข้อมูลรั่วไหล และ 3. การเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับขนาดและระบบข้อมูลขององค์กร รวมถึงควรปรับเทคโนโลยีให้ทันสมัย เอื้อต่อการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ซึ่งการเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน ทั้งเรื่องโครงสร้างข้อมูล บุคลากร กระบวนการ และเทคโนโลยีจะช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จในการอุดช่องโหว่ความเสี่ยง และรักษาความปลอดภัยของข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ