Home Blog Page 372

สิงห์อาสา ลงพื้นที่จ.มหาสารคาม-อยุธยา ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อ 12 ต.ค.64 ที่่ผ่านมา สิงห์อาสา นำทีมลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมต่อเนื่องใน อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม และ อ.บางปะอิน จ.อยุธยา โดยเครือข่ายสิงห์อาสา จากบริษัทในเครือบุญรอดฯ ได้แก่ บริษัท มหาสารคามเบเวอเรช จำกัด และบริษัท วังน้อยเบเวอเรช จำกัด ร่วมกระจายความช่วยเหลือ เข้าไปแจกจ่ายน้ำดื่ม ข้าวสาร อาหารพร้อมทาน (ข้าวรีทอร์ท) และอาหารกล่องปรุงสุก ให้กับชาวบ้านในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในเบื้องต้น จำนวนหลายร้อยหลังคาเรือน

ทั้งนี้ จากสถานการณ์อุทกภัยในปีนี้ ได้สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ที่ผ่านมา สิงห์อาสาได้ร่วมกับเครือข่ายสิงห์อาสาทั่วประเทศ อาทิ เครือข่ายนิสิต-นักศึกษา, เครือข่ายหน่วยงานกู้ภัย, เครือข่ายชมรมผู้ประกอบการค้าอาหาร ฯลฯ ได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่องหลายจังหวัด อาทิ ชัยภูมิ นครราชสีมา ขอนแก่น มหาสารคาม สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ ลพบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และจะเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำท่วมต่อไป เพื่อเข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ

แม็คยีนส์ ต้อนรับปีเสือ เปิดตัวลิมิเต็ดเอดิชั่น Mc TIGER COLLECTION

0

นายเจมส์ริชาร์ด อมตวิวัฒน์ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ “Mc” เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัวลิมิเต็ด เอดิชั่น “Mc TIGER COLLECTION” ซึ่งถือเป็นคอลเลคชั่นพิเศษ เพื่อต้อนรับปีเสือในปี 2565 โดยหยิบยก “เสือ” ในนักษัตรปีขาล มาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ  ประกอบกับไลน์สินค้าภายใต้คอลเลคชั่น ‘Mc Selvedge’ ของแม็คยีนส์ ซึ่งมีความโดดเด่นและเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผลิตจากผ้าทอหน้าแคบที่มีการควบคุมคุณภาพสูงกว่าผ้าทอทั่วไป และมีการเย็บริมขอบผ้าด้วยด้ายสีเพื่อให้ผ้ามีความทนทาน ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของความพรีเมี่ยมในวงการยีนส์ โดยมีพรีเซ็นเตอร์ “โตโน่ ภาคิน คำวิลัยศักดิ์” นักร้อง นักแสดง มาเป็นตัวแทนนำเสนอภาพลักษณ์ความเท่แบบมีสไตล์  

เจมส์ริชาร์ด อมตวิวัฒน์ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Mc

สำหรับคอลเลคชั่นพิเศษนี้ ประกอบด้วยสินค้าหลากหลายที่ได้รับการออกแบบจากองค์ประกอบลายเสือในลักษณะต่างๆ ทั้งแจ็คเก็ตยีนส์ เสื้อเชิ้ต เสื้อยืด บอมเบอร์และฮู้ดดี้แจ็คเก็ต รวมถึงไฮไลต์ไอเทมอย่างกางเกงยีนส์ผู้ชายและผู้หญิงที่นำเสนอความคลาสสิคของยีนส์ที่ใช้ผ้าริมชนิดพิเศษดีไซน์ทันสมัย  โดยมีการใช้ด้ายแดงเดินตะเข็บที่สวยงามเพิ่มความมีสไตล์ เนื้อผ้าผสม Spandex ทำให้สวมใส่สบาย ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ เหมาะกับสรีระคนไทย  พร้อมการันตีด้วยคุณภาพสินค้าจาก “แม็คยีนส์” ในฐานะแบรนด์ยีนส์อันดับ 1 ของไทย  

ทั้งนี้ ด้วยความหมายของปีนักษัตรที่เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ คอลเลคชั่นต้อนรับปีเสือ จึงมีจุดเชื่อมโยงในเรื่องความเป็นที่สุดระหว่าง Tiger (เสือ) ราชาแห่งป่า  เมื่อนำมารวมกับ Selvedge (ยีนส์ริมแดง) ซึ่งเป็นที่สุดของยีนส์ จึงกลายเป็นที่มาของคำว่า King of Denim ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของคอลเลคชั่นนี้ โดยใช้ความปราณีตและใส่ใจในทุกรายละเอียด  สร้างสรรค์งานปักให้มีมิติขับเน้นลายเส้นและสีสันอย่างพิถีพิถันด้วยเทคนิคการปักพิเศษถึง 5 ชนิด

นายเจมส์ริชาร์ด กล่าวว่า การเปิดตัวคอลเลคชั่นดังกล่าว  เป็นไปตามเป้าหมายของบริษัทที่มุ่งเน้นการออกแบบและนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย ทันสมัย และมีนวัตกรรม ให้เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม โดยคงความปราณีตพิถีพิถันในทุกรายละเอียดตามแบบฉบับของ “แม็คยีนส์” พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับแบรนด์เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น

“แม็คยีนส์ ต้องการสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนได้สนุกกับการสร้างลุคสไตล์ใหม่ๆ เพื่อต้อนรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง  ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เรามองว่าแฟชั่นนั้นเปลี่ยนไปมาก ดีไซน์ต่างๆ มีความสนุกและเป็นกันเองมากขึ้น เราจึงอยากนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ให้คนสวมใส่ได้ลองและหันมาสนุกกับการแต่งตัวสไตล์ที่แตกต่างจากเดิม เพื่อค้นพบตัวเองในมุมมองใหม่มากขึ้น ซึ่งคอลเลคชั่นนี้ก็ได้นำกิมมิคของปีเสือมาสร้างสรรค์ให้เกิดความน่าสนใจ” นายเจมส์ริชาร์ด กล่าว

คอลเลคชั่นพิเศษลิมิเต็ดอิดิชั่นต้อนรับปีเสือ“Mc TIGER COLLECTION” มีลายปักรูปเสือเป็นเอกลักษณ์ทั้งบนตัวเสื้อแจ็คเก็ตยีนส์ เสื้อฮู้ดดี้และบอมเบอร์แจ็คเก็ต เสื้อยืดตลอดจนกางเกงยีนส์แต่งป้ายหนังพิมพ์ลายเสือ ให้ลุควินเทจ ไปจนถึงเสื้อเชิ้ตลายพิมพ์และสินค้าจำพวกกระเป๋าและหมวก ด้วยดีไซน์ทันสมัย  เริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป ทั้งในเว็บไซต์ www.mcshop.com และร้านแม็คยีนส์ที่ร่วมรายการ 

เซเว่น อีเลฟเว่น ดันโครงการต้นกล้าไร้ถัง ปี2 ขยายเครือข่าย 120 โรงเรียนผ่านออนไลน์

0

บมจ. ซีพีออลล์ ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ โดยส่วนงานยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อม และ CONNEXT ED สำนักกิจการเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม จัดงานสัมมนาการบริหารจัดการขยะและสิ่งแวดล้อมภายใต้แนวคิด “ต้นกล้าไร้ถัง” พร้อมลงนาม MOU ขยายภาคีเครือข่ายโรงเรียนต้นกล้าไร้ถังรุ่นที่2รวมกว่า 120 โรงเรียนผ่านระบบการประชุมทางไกล (Video Conference)

“ต้นกล้าไร้ถัง” เป็นหนึ่งในโครงการที่ซีพีออลล์ให้การสนับสนุนและร่วมขับเคลื่อนผ่านโครงการสานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED และร่วมยกระดับสร้างเครือข่ายต่อเนื่องสู่ปี ที่ 2 โดยการดำเนินโครงการดังกล่าวได้รับความสนใจจากนักวิชาการ และบุคคลทวั่ไป เยี่ยมชมดูงานในศูนยก์ารเรียนรู้ตน้กล้าไร้ถังทั้งที่โรงเรียนต้นแบบอนุบาลทับสะแก อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ซึ่งสามารถปลูกฝังเยาวชนช่วยกันลดขยะจากเดือนละ 15 ตัน เหลือเพียงเดือนละ 2 กิโลกรัม และยังร่วมดูงานที่ศูนย์การเรียนรู้ของโรงเรียนเครือข่ายฯ รุ่นที่1 อีกหลายโรงเรียน จนนำมาสู่การขยายผลสร้างเครือข่ายและสัมมนาให้ความรู้

โดยภายในงานได้รับเกียรติจาก นายสุวิทย์ กิ่งแก้ว ที่ปรึกษาอาวุโสคณะเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซีพีออลล์, นายสมภพ ทิพย์เวียง รอง ผอ.สพป.ลำพูน เขต 1 เป็นประธานเปิดงาน และมีนายตรีเทพ ปาลกะวงศ์ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป สำนักกิจการเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย สุดารัตน์ สังฤทธิ์ ครูโรงเรียนอนุบาลทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทำหน้าที่เป็นวิทยากรถ่ายทอดแนวคิด ประสบการณ์พร้อมช้ีแจงถึงพันธกิจ บทบาทหน้าที่ในฐานะโรงเรียนภาคีเครือข่ายฯ ต่อเนื่อง 2 วัน

โดยในวันแรกเป็นกลุ่มโรงเรียนจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำพูน เขต1 (สพป.ลพ.1), เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรีเขต 3 (สพป.ชบ3), ทีมคณะวิจัย Chula ZeroWaste จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ประสานงานความยั่งยืนเครือเจริญโภคภัณฑ์ ส่วนวันที่สองเป็นกลุ่มโรงเรียนจากโครงการสานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED ภายใต้การดูแลของบมจ.ซีพีออลล์รวมแล้วกว่า 123 โรงเรียน พร้อมกันนี้ ภายในงานสัมมนาฯ ยังได้เชิญโรงเรียนเครือข่ายต้นกล้าไร้ถังที่สามารถดำเนินโครงการได้อย่างยอดเยี่ยม 5 โรงเรียน (TOP5) มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์แนวทางการดำเนินโครงการอย่างไรให้ประสบผลสำเร็จ โดยสะท้อนผลลัพธ์ที่สามารถลดจำนวนขยะได้มากกว่า 80% โดยเฉลี่ยจากผลดำเนินโครงการปี2563 ที่ผ่านมา

สำหรับโครงการ “ต้นกล้าไร้ถัง” เป็นอีกหน่ึ่งโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมภายใต้แนวคิด 7 GO GREEN ในกลุ่ม GREEN LIVING ที่มุ่งเน้นการบริหารจดัการขยะเพื่อสิ่งแวดล้อม อย่างยัั่งยืน ผ่านการปลูกฝังจิตสำนึกให้แก่เยาวชน มีความรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางในหน่วยที่เล็กที่สุดของชุมชนโดยวิถีของต้นกล้าไร้ถัง คือ “การไม่มีถังขยะ” หรือมีขยะเหลือน้อยที่สุดผ่านการคัดแยกวัสดุย่อยสลาย วัสดุรีไซเคิล (เดิมถูกเหมาเป็นขยะรีไซเคิล) ออกจากขยะทั่วไป จนเหลือสิ่งที่ใช้ไม่ไดแล้วจริงๆ จึงจะเรียกว่าขยะ ซึ่งยังแบ่งได้อีก 3 ประเภทคือ ขยะใช้ไม่ได้, ขยะเป็นพิษ และขยะติดเชื้อ ซึ่งหากต่อยอดขยายผลสู่ชุมชนหรือระดับจังหวัดได้จะยิ่งช่วยลดปริมาณขยะได้อย่างมหาศาล รวมถึงยังจะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รักษาและส่งมอบสภาพแวดล้อมที่สวยงาม สะอาดตาให้แก่ลูกหลานในอนาคตอย่างยั่งยืนจากประโยชน์และคุณค่าที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการ “ต้นกล้าไร้ถัง” ของโรงเรียนอนุบาลทับสะแก อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ หนึ่งในโรงเรียนภายใต้การดูแลของ CONNEXT ED CP ALL ได้รับรางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณ ประเภทโครงการในการส่งเสริมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติเพื่อประกาศเกียรติคุณเป็น “ค่าของแผ่นดิน”ระหว่างปี2561 –2563 ที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประชาชน สังคม และประเทศชาติ ซีพีออลล์ในฐานะผู้สนับสนุนมีความเชื่อมั่นในประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการและหวังเป็นต้นแบบบ่มเพาะเยาวชนในแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศให้มีจิตสำนึกด้านการจัดการขยะและลดปริมาณขยะทั้งในโรงเรียนและชุมชนโดยรอบต่อไปในอนาคตและมุ่งหวังที่จะขยายผลและสร้างภาคเครือข่ายต้นกล้าไร้ถังออกไปในวงกว้าง

CPF โชว์กระบวนการผลิตอาหารแช่แข็ง ย้ำความปลอดภัยผู้บริโภค

0

นายณฤกษ์ มางเขียว รองกรรมการผู้จัดการบริหาร สายธุรกิจอาหารสำเร็จรูป บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ  เปิดเผยว่า ซีพีเอฟได้ยกระดับมาตรการป้องกัน การควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะขั้นตอนการให้ความร้อนเพื่อทำลายเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค โดยทุกผลิตภัณฑ์ต้องมีอุณหภูมิหลังผ่านความร้อนมากกว่า 73 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นจุดควบคุมพิเศษที่เป็นการการันตีว่าสามารถฆ่าเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคได้ทั้งหมด นอกจากนี้ ยังมีกรมปศุสัตว์ที่จะควบคุมดูแลในทุกขั้นตอนการผลิตภายในโรงงาน มีการตรวจสอบและสุ่มตรวจทุก 1 ชั่วโมงว่าความสามารถในการทำความร้อนของเครื่องจักรและผลิตภัณฑ์ยังเป็นไปตามเกณฑ์ที่กรมปศุสัตว์กำหนด 

าหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทานซีพีเอฟ มีจุดเด่นในเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารที่ใส่ใจทุกขั้นตอน โดยเริ่มจากการสรรหาวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ร่วมกับการนำเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีการควบคุมด้วยระบบมาตรฐานต่างๆ ทั้งภายในและต่างประเทศ เช่น มาตรฐาน GMP HACCP ISO9001 และ BRC (British Retail Consortium) ที่เป็นมาตรฐานระดับสากลในการใช้ควบคุมสำหรับการส่งออกต่างประเทศ และยังนำมาประยุกต์ใช้ในการผลิตอาหารเพื่อให้ได้คุณภาพและความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต 

ทั้งนี้ วงจรการผลิตคุณภาพของซีพีเอฟ เริ่มตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบที่ต้องสด สะอาด ปราศจากสารเคมีตกค้าง โดยเริ่มตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด ผ่านเครื่องล้างผักเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอม ตัดแต่งผักโดยใช้เครื่องจักร สำหรับสายการผลิตสินค้าต่างประเทศ ในส่วนของกับข้าว วัตถุดิบทั้งหมดจะถูกนำไปผ่านกระบวนการปรุงสุก บรรจุด้วยระบบอัตโนมัติผ่านเครื่องชั่งบรรจุเนื้อ ลำเลียงสู่เครื่องบรรจุผัก บรรจุน้ำแกง ส่วนของข้าวจะมีการชั่งตวงและบรรจุน้ำซึ่งควบคุมด้วยระบบอัตโนมัติทั้งหมด จากนั้นข้าวและกับข้าวจะผ่านกระบวนการทำให้สุกพร้อมกัน ส่วนสายการผลิตสินค้าภายในประเทศ เริ่มจากการแยกถาดลำเลียงเข้าเครื่องบรรจุข้าวอัตโนมัติ บรรจุและชั่งส่วนประกอบต่างๆ เพื่อให้ได้น้ำหนักตามที่กำหนด จากนั้นทั้งสองสายการผลิตจะเข้าสู่การลดอุณหภูมิทันที ด้วยเทคโนโลยีทันสมัยเครื่อง IQF เพื่อให้อุณหภูมิ -18 องศาเซลเซียส ผ่านเครื่องปิดผนึกและมีการตรวจสอบด้วยเครื่องตรวจจับโลหะและเครื่อง x-ray เพื่อป้องกันสิ่งแปลกปลอมที่อาจปะปนเข้ามาในอาหาร และบรรจุสินค้าลงกล่อง ลำเลียงเข้าห้องจัดเรียงสินค้าโดยใช้หุ่นยนต์อัตโนมัติ  

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทานของซีพีเอฟ แบ่งเป็นประเภทอาหารแช่แข็งและอาหารแช่เย็น ภายใต้สินค้าแบรนด์ CP ประกอบไปด้วยแบรนด์ BKP Kitchen Joy และแบรนด์สินค้าอื่นๆ ภายใต้ร้านสะดวกซื้อ 7-11 เช่น Ezy Choice และ Ezy GO โดยผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทานของซีพีเอฟ จัดจำหน่ายครอบคลุมทั้งในและต่างประเทศ ในปีที่ผ่านมามีปริมาณขายรวม 116 ล้านกล่องต่อปี คิดเป็นมูลค่าประมาณ 3,040 ล้านบาท โดยในประเทศมีสัดส่วนยอดขายประมาณ 80% และต่างประเทศมีสัดส่วนยอดขายประมาณ 20% 

ฟื้นแมตซ์ตำนานสวิง ไทยแลนด์ โอเพ่น ครั้งที่ 49 ชิงถ้วยพระราชทาน รัชกาลที่ 9

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า สมาคมกีฬากอล์ฟแห่งประเทศไทยฯ เตรียมฟิ้นรายการกอล์ฟอาชีพในตำนานอย่าง “ไทยแลนด์ โอเพ่น ครั้งที่ 49” แมตช์ระดับเนชั่นเนลโอเพ่น ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย และเก่าแก่รายการหนึ่งของทวีปเอเชีย ชิงถ้วยพระราชทานรัชกาลที่ 9 อันมีมนต์ขลัง ในสนามแชมเปี้ยนส์ชิพ คอร์ส อย่าง ริเวอร์เดล กอล์ฟ คลับ จ.ปทุมธานี โปรชั้นนำพร้อมสวิงด้วยอย่างคึกคัก ร่วมกับเชียร์นักกอล์ฟไทยคว้าแชมป์รายการนี้ให้ได้อีกครั้ง หลังประสบความสำเร็จมาแล้วถึง 5 ครั้งด้วยกัน

โดยปีนี้ สมาคมกีฬากอล์ฟแห่งประเทศไทยฯ ร่วมกับ กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา, การกีฬาแห่งประเทศไทย, สิงห์ คอร์เปอเรชั่น, สนามริเวอร์เดล จ.ปทุมธานี, แพลนบี จัดการแข่งขัน “ไทยแลนด์ โอเพ่น ครั้งที่ 49” อยู่ในโปรแกรมของ ออลไทยแลนด์ กอล์ฟ ทัวร์ ภายใต้มาตรการควบคุมความปลอดภัยในการระบาดของโรคโควิด-19 จัดแข่งขันระหว่างวันที่ 28-31 ต.ค.นี้ ที่สนามริเวอร์เดล กอล์ฟ คลับ จ.ปทุมธานี สนามกอล์ฟระดับแชมเปี้ยนชิพคอร์ส 18 หลุม พาร์ 72 ระยะ 7,095 หลา บนเนื้อที่ 360 ไร่

ทั้งนี้ ถือว่าเป็นการกลับมาจัดแข่งขันอีกครั้ง หลังจากที่ปี 2563 ที่ได้ยกเลิกไป เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาด คาดว่าบรรดานักกอล์ฟชั้นนำของเมืองไทยให้การตอบรับร่วมด้วยอย่างคึกคัก สำหรับศึกกอล์ฟ ไทยแลนด์ โอเพ่น เป็นแมตช์แข่งขันกอล์ฟอาชีพที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองไทยเริ่มมาตั้งแต่ปี 2508 ผ่านเส้นทางการแข่งขันตลอดหลายปีที่ผ่านมายาวนานถึง 48 ครั้ง และมีนักกอล์ฟอาชีพไทยประสบความสำเร็จคว้าโทรฟี่มาแล้วถึง 5 คน ประกอบด้วย โปรสุเทพ มีสวัสดิ์  เป็นโปรไทยคนแรกที่คว้าชัยชนะได้ ในปี 2534 จากนั้นเป็น โปรบุญชู เรืองกิจ ทำได้สองครั้งในปี 2535 และ 2547 ต่อด้วย “โปรหมาย” ประหยัด มากแสง เป็นคนไทยคนที่สามคว้าแชมป์ได้ในปี 2556 ก่อนจะเป็น “โปรฟลุ๊ค” รฐนน วรรณศรีจันทร์ ปี 2560 และ “โปรมะพร้าว” ภาณุพล พิทยารัตน์ ปี 2561 โดยแชมป์ปีล่าสุด 2562 เป็น จอห์น แคตลิน โปรกอล์ฟชาวสหรัฐฯ โดยจะมีกำหนดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 ต.ค. นี้ เวลา 11.00 น. ที่คลับเฮ้าส์ของสนามแข่งขัน ริเวอร์เดล กอล์ฟ คลับ

AIS ผนึก Samsung ยกระดับบริการ เปิดใช้งาน VoNR โทรผ่าน 5G SA

0

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS เปิดเผยว่า AIS 5G เดินหน้าตอกย้ำศักยภาพ 5G ที่ 1 ตัวจริง สู่การสร้างประสบการณ์ใหม่ในโลกดิจิทัล โดยร่วมกับ Samsung ยกระดับโครงข่าย 5G ในการใช้บริการของคนไทย ด้วยประสบการณ์ใหม่ Voice over 5G New Radio (VoNR) หรือเทคโนโลยีการโทรผ่าน 5G SA บนโครงข่ายอัจฉริยะของ AIS 5G ที่สามารถใช้งานได้แล้ววันนี้บนสมาร์ทโฟนสุดล้ำจาก Samsung ในรุ่น Galaxy S21 Ultra, S21+ และ S21 ซึ่งจะมาเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารด้วยเสียงคุณภาพสูงพร้อมความเร็วและแรงระดับ 5G ครั้งแรกในไทย

“เป้าหมายของเราคือ นำศักยภาพของ AIS 5G ในฐานะผู้ให้บริการที่มีคลื่นมากที่สุดมายกระดับประสบการณ์ใช้งานไปอีกขั้นให้แก่คนไทยอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับพาร์ทเนอร์ใน Digital Ecosystem โดยเฉพาะผู้ผลิต Device ระดับโลก อย่าง Samsung ที่นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่เราได้นำ 5G มาสร้างประโยชน์ให้กับลูกค้าอย่างเป็นรูปธรรมอีกครั้ง”

ทั้งนี้ หลังจาก AIS  เปิดตัว 5G NSA/SA  เป็นเจ้าแรกของประเทศ เพื่อให้ลูกค้าได้ใช้งานการโทรที่มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น จึงมีการเปิดทดลองทดสอบใช้งาน VoNR  หรือ “Voice over 5G New Radio” เป็นรายแรกของประเทศไทย โดยถือเป็นบริการโทรพื้นฐานที่ใช้สถาปัตยกรรม SA-Stand Alone  ของเครือข่าย 5G อย่างเต็มที่ โดยเมื่อเทียบกับบริการการโทรอื่นๆ VoNR ทำให้เวลาเรียกเข้ารับสายเร็วกว่าเดิม และปรับปรุงคุณภาพเสียงและภาพ ส่งผลให้ได้รับประสบการณ์การโทรที่ยกระดับขึ้นเป็นครั้งแรกในไทย ซึ่งจะทำให้ลูกค้าที่ใช้บริการนี้สามารถสนทนาที่ชัดเจนได้อย่างต่อเนื่อง เต็มประสิทธิภาพ ไม่มีสิ่งรบกวน และยังใช้เวลาในการติดต่อสื่อสารได้เร็วยิ่งกว่า เพราะการโทรวิ่งอยู่บนเครือข่าย AIS 5G โดยที่ลูกค้า Samsung ที่ใช้สมาร์ทโฟนในรุ่น Galaxy S21 Ultra, S21+ และ S21 ก็จะเป็นกลุ่มแรกที่สามารถสัมผัสประสบการณ์นี้ได้ก่อนใคร

นายสิทธิโชค นพชินบุตร รองประธานองค์กรกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคมและไอที บริษัทไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า “Samsung คือผู้นำในตลาดสมาร์ทโฟน 5G ด้วยการนำเสนอสมาร์ทโฟน 5G เชิงพาณิชย์เป็นรายแรกของประเทศไทย และนำเสนอรุ่นใหม่ๆ มาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา เพราะ เราเชื่อว่า 5G คืออีกหนึ่งเทคโนโลยีที่จะมาสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านการใช้งานให้กับผู้คน โดยมีสมาร์ทโฟนหรือดีไวซ์ต่างๆ เป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งครั้งนี้ Samsung ได้ร่วมมือกับ AIS เพื่อร่วมกันเปิดประสบการณ์ใหม่ของการโทรด้วยเสียงคุณภาพสูง ผ่าน Samsung Galaxy S21 Series ที่ถือเป็นสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นแรกที่สามารถใช้งาน VoNR ได้ และจะทำให้ลูกค้าที่ใช้งานเครือข่าย 5G SA ได้ใช้บริการโทรได้มีประสิทธิภาพทั้งเรื่องของคุณภาพเสียง และเวลารอสายเรียกเข้า รับสายที่รวดเร็วกว่าเดิม”

การทำงานร่วมกันของ AIS และ Samsung ในครั้งนี้จะเป็นปรากฎการณ์ครั้งสำคัญของวงการ 5G 7 ในแง่ของการใช้งานที่ลูกค้าสามารถสัมผัสได้จริงเพียงแค่โทรออก สำหรับลูกค้า AIS และ Samsung ที่ใช้สมาร์ทโฟนใน Galaxy S21 Ultra, S21+ และ S21 สามารถใช้เปิดประสบการณ์การโทรบนเครือข่าย 5G SA ก่อนใครได้แล้ววันนี้ สัมผัสบริการโทรได้มีประสิทธิภาพดีขึ้น ด้วยคุณภาพเสียงและความเร็วแรงระดับ 5G โดยทั้ง AIS และ Samsung ยังคงทำงานร่วมกันเพื่อนำนวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลใหม่ๆ เข้ามาให้ผู้บริโภคได้ใช้งาน

คลายกังวล กับสินเชื่อเคหะ Re-Finance และกู้เพิ่มเติมของออมสิน ปลอดเงินต้นและดอกเบี้ย 9 เดือน

0

ธนาคารออมสิน ปล่อยสินเชื่อช่วยคลายทุกความกังวลเรื่องบ้าน กับสินเชื่อเคหะ รีไฟแนนซ์ และกู้เพิ่มเติม

คลายกังวล ดอกเบี้ย​0% นานสูงสุด​ 9​ เดือน

  • รีไฟแนนซ์ปีนี้ ผ่อนปีหน้า
  • ไม่ต้องจ่ายทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย นานถึง 9 เดือน
  • วงเงินกู้เพิ่มเติม Replus สูงสุดถึง 5 ล้านบาท

สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 29 ตุลาคม 2564

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนดสมัครและอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม > https://bit.ly/3l7QRGr

OR มอบอุปกรณ์รถวัคซีนเคลื่อนที่ BMV หนุนฉีดวัคซีนโควิดในพื้นที่กรุงเทพฯ

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า พลตำรวจเอก อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร รับมอบอุปกรณ์สำหรับรถวัคซีนเคลื่อนที่ BMV (BKK Mobile Vaccination Unit) มูลค่า 320,000 บาท จาก นายบุญมา พนธนกรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ และนายอธิป พีชานนท์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการให้บริการฉีดวัคซีนให้ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างทั่วถึง และครอบคลุม อีกทั้งยังเป็นการ อำนวยความสะดวกให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง อาทิ กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มคนไร้บ้าน กลุ่มผู้มีโรคประจำตัวและหญิงตั้งครรภ์ เป็นต้น ซึ่งไม่สามารถเดินทางไปฉีดวัคซีนที่โรงพยาบาลหรือจุดฉีดวัคซีนที่กำหนดไว้ และช่วยลดความแออัดที่จุดให้บริการฉีดวัคซีนในพื้นที่กรุงเทพมหานครด้วย โดยสามารถรองรับการฉีดได้ถึง 1,000 คนต่อวัน

ทั้งนี้ รถวัคซีนเคลื่อนที่ BMV เป็นเครื่องมือที่ช่วยกระจายการฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึง และลดความเสี่ยงการติดเชื้อโควิด-19 เนื่องจากสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างรวดเร็ว และใช้เวลาฉีดวัคซีนไม่นาน การสนับสนุนอุปกรณ์สำหรับรถวัคซีนเคลื่อนที่ครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของ โออาร์ ในการดูแลสังคมชุมชนในช่วงของการแพร่ระบาดของโรคโควิด -19  เพิ่มเติมจากสิ่งที่ โออาร์ ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องผ่าน โครงการส่งกำลังใจ..สู้ไปด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดพื้นที่ในสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น พระรามสองให้เป็นจุดฉีดวัคซีน การจัดทำ tOgetheR Box สำหรับผู้ป่วยที่อยู่ในระบบ Home Isolation รวมถึงการบริจาคเงินและสิ่งของจำเป็นต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงาน รวมถึงเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และโรงพยาบาลสนามในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีสถานประกอบการของ โออาร์ ตั้งอยู่ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจของ โออาร์ ที่มุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน และพร้อมเป็นกำลังใจเคียงข้างคนไทยในการสู้ภัยโควิด-19 ไปด้วยกัน

AIS จ่ายค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ 1800 งวดที่ 3 เดินหน้าสร้างโครงข่าย 5G คุณภาพสากล

0

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์  อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ในฐานะผู้บริหาร บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (เอดับบลิวเอ็น) ผู้ได้รับจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 1800  MHz  ในมูลค่ารวม 12,511,000,000 บาท เป็นตัวแทนชำระเงินค่าคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz  งวดที่ 3 งวดสุดท้าย จำนวน 3,346,692,500 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อนำส่งเงินเป็นรายได้ของแผ่นดินในการพัฒนาประเทศต่อไป

 “ตลอดระยะเวลากว่า 31 ปีของ AIS เราได้มีส่วนสร้างการเปลี่ยนแปลงและติดอาวุธดิจิทัลให้กับประเทศ ด้วยเม็ดเงินกว่า 500,000 ล้านบาทในการพัฒนา Digital Infrastructure และอีกกว่า 200,000 ล้านบาท สำหรับค่าใบอนุญาต รวมไปถึงการสร้างบุคลากรด้านดิจิทัล ทั้งในส่วนของพนักงานเอไอเอสเอง และผ่านการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ และท้ายที่สุดคือ ร่วมปลดล็อคการเข้าถึงดิจิทัลแพลตฟอร์มด้วยเทคโนโลยี 5G ที่มีประสิทธิภาพทัดเทียมประเทศชั้นนำของโลก

ดังนั้น ในฐานะที่ประเทศไทย มีจุดได้เปรียบอยู่ที่ศักยภาพของคน และโครงสร้างพื้นฐานอย่าง 5G ที่ได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ การนำศักยภาพทั้งหมดมาเสริมความเข้มแข็งของประเทศได้อย่างดีที่สุด ซึ่งต้องมีการร่วมมือกันจาก 3 ภาคส่วน เริ่มจากภาคประชาชนที่ต้องมีความพร้อมที่จะปรับตัวรับมือกับการใช้ Digital ให้เกิดประโยชน์กับการใช้ชีวิตในทุกแง่มุม ต่อมาคือความแข็งแกร่งของภาครัฐที่มีทรัพยากรในมือมหาศาล เช่น กสทช. ที่ได้บริหารจัดการนโยบายการจัดสรรคลื่นความถี่อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อผสานเข้ากับ ภาคเอกชน ทั้งผู้ให้บริการเครือข่ายและผู้ประกอบการทุกกลุ่มใน Digital Ecosystem ที่ต่างเดินหน้าทำงาน และลงทุนต่อเนื่อง เพื่อสร้าง Digital Infrastructure และให้บริการลูกค้าอย่างดีที่สุด ผมเชื่อมั่นว่า ประเทศไทย จะเป็นศูนย์รวมของอุตสาหกรรมดิจิทัลและเติบโต พร้อมรับมือกับความท้าทายจากสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างแน่นอน”

เคอรี่​ เอ็กซ์เพรส​ ร่วมทุน เบทาโกร ตั้ง​ KERRY COOL​ รุกขนส่งพัสดุแบบควบคุมอุณหภูมิ

0

นายอเล็กซ์ อึ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ​ ​KEX เปิดเผยว่า​ บริษัท​ ร่วมกับ​ เครือเบทาโกร ผู้นำอุตสาหกรรมอาหารคุณภาพชั้นนำของประเทศไทย ผนึกความร่วมมือทางธุรกิจครั้งสำคัญจัดตั้งบริษัทใหม่ “Kerry Betagro Company Limited” เปิดตัวธุรกิจ KERRY COOL ซึ่งเป็นที่แรกของไทยที่ให้บริการขนส่งสินค้าด้วยแพลตฟอร์มการขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ (Cold Delivery Platform) ด้วยเทคโนโลยีและบริการที่มีคุณภาพระดับโลก ด้วยราคาที่เข้าถึงได้ โดยบริการของ KERRY COOL ได้นำหลักการของวิธีการขนส่งแบบ Hub-and-Spoke มาปรับใช้อย่างเหมาะสมและครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์อาหารสดแช่เย็น ไปจนถึงเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์แช่แข็งต่างๆ

“ประเทศของเราต้องการคุณภาพที่ดีสำหรับการขนส่งผลิตภัณฑ์ทั้งแบบแช่เย็นและแช่แข็ง ซึ่งมีความต้องการอยู่ทั่วประเทศ อีกทั้งผู้ให้บริการขนส่งสินค้าแบบควบคุมอุณหภูมิส่วนใหญ่เป็นรายเล็กหลายรายในตลาดและยังดำเนินธุรกิจแบบดั้งเดิม รวมถึงการบริการยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครบถ้วน เพราะเหตุนี้ Kex ที่มีความแข็งแกร่งด้านคุณภาพการให้บริการ รวมกับความสามารถในการรองรับการขยายตัวซึ่งจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราจึงมั่นใจว่าจะสามารถให้บริการแก่คนไทยได้ครอบคลุมทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นทั้งเรื่องความรวดเร็วในการจัดส่ง ด้านสุขอนามัย ความเป็นมิตรต่อลูกค้า และการบริการที่ครอบคลุมทั่วไทย นอกจากนี้ รถขนส่งเย็นของบริษัทสามารถเชื่อมต่อข้อมูลของรถทุกคันผ่านระบบดาวเทียมซึ่งทำให้ทราบถึงสถานะการขนส่งแบบเรียลไทม์ และคงอุณหภูมิที่แน่นอนตลอดเส้นทาง ถือเป็นเทคโนโลยีล่าสุดที่พร้อมส่งมอบให้กับลูกค้าและสร้างความโดดเด่นแตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่นในตลาด คาดว่าบริษัทจะสามารถครองใจลูกค้าด้วยคุณภาพที่เป็นเลิศเสมือนกับมาตรฐานการให้บริการธุรกิจจัดส่งพัสดุด่วน”

ด้วยความพร้อมด้านคุณภาพและการเป็นแบรนด์ที่ได้รับความเชื่อถือมาอย่างยาวนานของทั้งเคอรี่ เอ็กซ์เพรส  และเครือเบทาโกร จึงมั่นใจว่าจะสามารถขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในธุรกิจขนส่งพัสดุแบบควบคุมอุณหภูมิได้อย่างรวดเร็ว โดยในช่วงแรกจะเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าธุรกิจรายใหญ่ ก่อนจะขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมลูกค้ารายย่อยผ่านช่องทางของทั้งเคอรี่ เอ็กซ์เพรส และเครือเบทาโกร โดยลูกค้าธุรกิจบางส่วนจะสามารถเริ่มใช้บริการได้ประมาณช่วงปลายปีนี้เป็นต้นไป และจะเปิดให้บริการแบบเต็มรูปแบบช่วงไตรมาส 2 ของปี 2565 โดยตั้งเป้าหมายจะยกระดับมาตรฐานการให้บริการขนส่งพัสดุแบบควบคุมอุณหภูมิให้เหมือนกับที่ได้เข้ามาสร้างปรากฎการณ์ในธุรกิจจัดส่งพัสดุด่วน KEXเชื่อมั่นว่าการผนึกกำลังกับเครือเบทาโกรในครั้งนี้ จะส่งมอบคุณภาพและมาตรฐานการให้บริการระดับแนวหน้าและเป็นสากล ในราคาที่คนไทยทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้

นายวสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เครือเบทาโกร กล่าวว่า เครือเบทาโกร เป็นหนึ่งในผู้นำตลาดอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหารคุณภาพครบวงจรของประเทศไทย โดดเด่นด้วยความมุ่งมั่นในการส่งมอบอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัยสูง  ในราคาที่เป็นธรรม อีกทั้งยังเป็นแบรนด์ที่ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการร้านอาหารทั่วประเทศให้ความเชื่อมั่น เราเล็งเห็นถึงแนวโน้มตลาดอาหารที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยหันมาซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นเพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ให้เข้าถึงผลิตภัณฑ์อาหารที่ดีที่สุดอย่างทั่วถึง เครือเบทาโกรจึงจับมือกับเคอรี่ เอ็กซ์เพรส ร่วมกันพัฒนาธุรกิจ “KERRY COOL” บริการขนส่งสินค้าด้วยแพลตฟอร์มแบบควบคุมอุณหภูมิ (Cold Delivery Platform) ที่ได้มาตรฐานคุณภาพระดับสากล ที่ทางเบทาโกรเลือกใช้ เพื่อให้ผู้บริโภค และผู้ประกอบการ ทั้งรายใหญ่ และ รายย่อย ได้มีทางเลือก ตอบโจทย์ความต้องการในปัจจุบันในการดำเนินธุรกิจ ส่งมอบอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัยสูงสู่มือลูกค้า และ คู่ค้า อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการผนึกกำลังระหว่างเครือเบทาโกร และ เคอรี่ เอ็กซ์เพรส จึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันที่ลูกค้าและผู้ใช้บริการ มั่นใจได้ว่าสามารถตอบโจทย์ความต้องการอย่างถูกต้องและลงตัวด้วยราคาที่เข้าถึงได้

ในส่วนของพื้นที่ให้บริการของ KERRY COOL จะครอบคลุมทั้งลูกค้า Walk-In ที่สาขาของเคอรี่ เอ็กซ์เพรส และ ร้านในเครือเบทาโกร รวมถึงช่องทาง D2D booking ซึ่งเป็นบริการเข้ารับพัสดุที่หน้าบ้าน โดยลูกค้าสามารถทำการจองรถเข้ารับพัสดุได้ด้วยตนเองผ่านทั้งทางแอปพลิเคชั่นมือถือและเว็บไซต์