Home Blog Page 36

AIS SIAM CO-PLAY NIGHT เปิดสนามบิ๊กแมตช์แดงเดือดใจกลางสยาม!

0

ศึกแดงเดือดครั้งนี้ ร้อนแรงยิ่งกว่าที่เคย เมื่อ AIS SIAM เปิดบ้านต้อนรับเหล่าแฟนบอลทั้งฝั่งหงส์แดง ลิเวอร์พูล และปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในงาน “AIS SIAM CO-PLAY NIGHT” ปาร์ตี้ชมฟุตบอลสุดมันส์ที่จัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ท่ามกลางบรรยากาศสุดคึกคักใจกลางสยาม เหล่าแฟนลูกหนังต่างพร้อมใจกันสวมเสื้อทีมรัก มาร่วมเชียร์การแข่งขันนัดหยุดโลกอย่างพร้อมเพรียง

งานนี้จัดเต็มความมันส์ตลอดคืน เริ่มต้นด้วยกิจกรรม Red War Pre-Match การแข่งขันเกม EA SPORTS FC 25 เพื่อเฟ้นหาผู้เล่นฝีมือดี คว้าเงินรางวัลรวมกว่า 3,000 บาท ตามมาด้วยการแสดงสุดพิเศษจากทีม CU POMPOM ที่มาร่วมเติมสีสันและความสนุกให้กับบรรยากาศ และอีกหนึ่งไฮไลต์ของค่ำคืนคือกิจกรรม “Red War: The Cosplay Rivalry การประชันไอเดียของแฟนบอลจากทั้งสองทีม คอสเพลย์เป็นนักเตะขวัญใจ เพื่อชิงเงินรางวัลรวมกว่า 2,000 บาท นอกจากนี้ยังมี กิจกรรม Lucky Draw ให้แฟนบอลได้ร่วมลุ้นเสื้อลิขสิทธิ์แท้จาก ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พร้อมของรางวัลอื่นๆ อีกมากมายที่แจกกันแบบจัดเต็ม สร้างความตื่นเต้นและสนุกสนานตลอดทั้งงาน

ความพิเศษยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะภายในงานยังได้ต้อนรับแขกรับเชิญสายกีฬาและคอบอลตัวจริง นำโดยโฟนตุง อินฟลูเอนเซอร์สายผีแดง, กายจิโอรามอส แฟนหงส์แดงพันธุ์แท้, ฟูไอซ์ ธนวัตร นักแสดงหนุ่มรุ่นใหม่หัวใจยูไนเต็ด และ ที Jetset’er นักร้องเสียงนุ่มผู้หลงใหลในทีมลิเวอร์พูล มาร่วมแบ่งปันความประทับใจและส่งแรงเชียร์ให้กับทีมรัก สร้างสีสันและความทรงจำสุดประทับใจในค่ำคืนที่เต็มไปด้วยพลังของแฟนบอลตัวจริง

สำหรับผลการแข่งขันในครั้งนี้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นฝ่ายบุกมาเอาชนะ ลิเวอร์พูล ถึงถิ่นแอนฟิลด์ไปได้ 2-1 ท่ามกลางเสียงเชียร์อันเร้าใจที่ดังสนั่นแม้จะมีฝนโปรยปราย แต่ก็ไม่อาจดับความร้อนแรงของเกมและพลังของแฟนบอลได้ และยังมีการถ่ายทอดสดบิ๊กแมตช์ “แดงเดือด” บนจอยักษ์หน้าตึก AIS SIAM ซึ่งกลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของการชมฟุตบอลร่วมกันใจกลางเมือง และจุดรวมพลังของคนรักฟุตบอล พร้อมตอกย้ำบทบาท Teen Sport Community Hub ที่สนับสนุนคนรุ่นใหม่ในสายกีฬาอย่างแท้จริง

ติดตามกิจกรรมดีๆ ที่ AIS SIAM พื้นที่ของคนรุ่นใหม่ ที่เปิดโอกาสให้ทุกแรงบันดาลใจได้มาเชื่อมโยงกันอย่างไร้ขีดจำกัด เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00 – 21.00 น. ที่ AIS SIAM สยามสแควร์ ซอย 7

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดรับฟังความคิดเห็นการปรับปรุงเกณฑ์กำกับดูแล บจ. เพิ่มความโปร่งใสและคุ้มครองนักลงทุน ลดความซ้ำซ้อนกับเกณฑ์ ก.ล.ต.

0

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้ายกระดับเกณฑ์การกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียน (“บจ.”) และการเปิดเผยข้อมูล โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นการปรับปรุงเกณฑ์จากผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่อง “การทบทวนเกณฑ์กำกับบริษัทจดทะเบียน และการเปิดเผยข้อมูลของทรัสต์ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน” เพิ่มความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลให้ครบถ้วน เพื่อให้ผู้ลงทุนมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ เพียงพอ ทันต่อเหตุการณ์ สอดคล้องมาตรฐานสากล และลดความซ้ำซ้อนกับเกณฑ์ของสำนักงาน ก.ล.ต. โดยมีสาระสำคัญของเกณฑ์ที่เสนอปรับปรุงใน 7 ด้าน ดังนี้

1. เพิ่มการเปิดเผยรายชื่อผู้ถือหุ้นที่เป็นปัจจุบันเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ ได้แก่ กรณีมีการเปลี่ยนแปลงการถือหุ้นตามรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหุ้นสามัญของกิจการ (แบบ 246) และกรณีมีการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์แล้วเสร็จตามรายงานผลการทำ Tender Offer (แบบ 256) โดยให้เปิดเผยข้อมูลเป็นรายเดือนภายหลังจากได้รับการรายงานดังกล่าว

2. เพิ่มการเปิดเผยรายการที่มีความเสี่ยงต่อฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน เช่น

  • ให้ บจ. เปิดเผยข้อมูลเมื่อมีการบันทึกด้อยค่าสินทรัพย์หรือผลขาดทุนด้านเครดิต หรือไม่ได้รับเงินมัดจำในการทำธุรกิจคืนตามกำหนด ในสัดส่วนที่เกินกว่า 50% ของรายได้หรือมูลค่ารายการนั้น ๆ  โดยให้เปิดเผยข้อมูลพร้อมกับการนำส่งงบการเงิน

3. ปรับปรุงเกณฑ์ Backdoor Listing โดยพิจารณาจากผลลัพธ์และเนื้อหาสาระที่แท้จริง (Substance) ของรายการเป็นสำคัญ มากกว่ารูปแบบรายการซึ่งสอดคล้องกับตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ เช่น การได้มาซึ่งสินทรัพย์จากเจ้าของเดิมซึ่งเป็นได้ทั้งบริษัทจดทะเบียนและบริษัทนอกตลาด และส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะธุรกิจหรืออำนาจควบคุมที่สำคัญ เป็นต้น รวมถึงการปรับปรุงเกณฑ์ให้สอดคล้องกับเกณฑ์การทำรายการที่มีนัยสำคัญ (Material Transaction: MT) ของสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับผู้ปฏิบัติ เช่น การนับรวมขนาดรายการ การดำเนินการเมื่อมีรายการ Backdoor Listing เป็นต้น

4. ปรับปรุงเกณฑ์ Cash Company โดยพิจารณาจาก “โครงสร้างสินทรัพย์” โดยรวม หากบริษัทมีสินทรัพย์ส่วนใหญ่เป็นเงินสดหรือหลักทรัพย์ระยะสั้น จะเข้าข่ายเป็น Cash Company ทันที โดยไม่จำกัดว่าต้องเกิดจากการขายสินทรัพย์ที่ใช้ประกอบธุรกิจออกไปเท่านั้น รวมถึงปรับปรุงเงื่อนไขในการเข้าจดทะเบียนของสินทรัพย์ใหม่ให้ชัดเจน

5. ทบทวนเกณฑ์การขึ้นเครื่องหมาย C (Caution) โดยปรับการนับระยะเวลาการขึ้นเครื่องหมาย CC (Non-Compliance) และ CF (Free Float) จาก “วันที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้รับข้อมูล” เป็น “วันที่บริษัทมีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูล” เพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทได้ประโยชน์จากการเปิดเผยข้อมูลล่าช้า

6. ทบทวนเกณฑ์เปิดเผยข้อมูล และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดความซ้ำซ้อนและสอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน อาทิยกเลิกเกณฑ์ที่ซ้ำซ้อนกับเกณฑ์ของสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อไม่ให้ บจ. เกิดความสับสนในการปฏิบัติ เช่น เกณฑ์การทำรายการที่มีนัยสำคัญ (Material Transaction: MT) และการทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน (Related Party Transaction: RPT) เป็นต้น รวมถึงยกเลิกการเปิดเผยข้อมูลการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งถือเป็นธุรกิจปกติและเพิ่มการเปิดเผยข้อมูลกรณี บจ. ถูกฟ้องล้มละลาย

7. ทบทวนเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลของทรัสต์ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน โดย ปรับปรุงเกณฑ์ให้สอดคล้องกับการเปิดเผยข้อมูลของ บจ. และเหมาะสมกับลักษณะผลิตภัณฑ์ เช่น เพิ่มการเปิดเผยข้อมูลการบันทึกด้อยค่าสินทรัพย์ ยกเลิกการเปิดเผยเกี่ยวกับการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ เพิ่มการเปิดเผยข้อมูลกรณีกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานมีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูหรือถูกฟ้องล้มละลาย เป็นต้น

การเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องในครั้งนี้ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าว ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เผยแพร่เอกสารรับฟังความคิดเห็นพร้อมรายละเอียดบนเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ https://www.set.or.th/th/rules-regulations/market-consultation หัวข้อการทบทวนเกณฑ์กำกับบริษัทจดทะเบียน และการเปิดเผยข้อมูลของทรัสต์ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน สามารถร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่ https://forms.gle/Kiun5QRsvrNojRdMA จนถึง 14 พฤศจิกายน 2568

กินเจ อย่างไรไม่ให้ขาดสารอาหาร

0

นักกำหนดอาหารวิชาชีพ แนะ กินเจ ควรเลือกกินให้หลากหลาย หมุนเวียน ให้ครบ 5 หมู่ เพื่อไม่ให้ขาดสารอาหาร ชี้ โปรตีนจากพืช ถือเป็นโปรตีนที่ดี

นางสาวอรนันท์ เสถียรสถิตกุล นักกำหนดอาหารวิชาชีพ กล่าวว่า “กินเทศกาลเจ” หลายคนมักกังวลเรื่องสารอาหารที่ขาดไป เนื่องจากเป็นช่วงที่งดรับประทานเนื้อสัตว์

การงดเนื้อสัตว์เป็นระยะเวลานาน อาจทำให้ร่างกายมีโอกาสที่จะขาดโปรตีนและวิตามินบางชนิด เช่น B3 B6 B12 โดยเฉพาะ B12 ธาตุเหล็ก สังกะสี ที่มีอยู่ในเฉพาะเนื้อสัตว์เนื้อแดงเท่านั้น แต่สำหรับเทศกาลกินเจ ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลระยะสั้นไม่เกิน 10 วัน หากงดรับประทานเนื้อสัตว์ช่วงเวลาสั้นๆ ร่างกายจะยังมีวิตามินและแร่ธาตุเหล่านี้เพียงพอไม่ก่อให้เกิดอันตราย

สำหรับผู้ที่มีความกังวลว่าจะขาดสารอาหาร ปัจจุบัน มีผลิตภัณฑ์แพลนต์เบส มีท หรือเนื้อสัตว์แปรรูปจากพืช เป็นโปรตีนทางเลือกให้กับผู้ที่มองหาแหล่งโปรตีนเพิ่มเติมในช่วงเทศกาลกินเจ โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์แพลนต์เบส (Plant-based) คือ ผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนที่มีส่วนประกอบหลักมาจากพืช ส่วนใหญ่ผลิตมาจากโปรตีนถั่ว

ผู้ที่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ แม้เลือกบริโภคโปรตีนจากแพลนต์เบสทดแทน แต่ควรบริโภคให้หลากหลาย จากแหล่งวัตถุดิบที่มาแตกต่างชนิดกัน เช่น จากถั่ว งา อัลมอนด์ ไม่ว่าจะเป็นนมถั่วเหลือง หรือนมอัลมอนด์ เพื่อเติมโปรตีน กรดอะมิโน แคลเซียม วิตามิน หรือแร่ธาตุต่างๆ ที่ร่างกายขาดไปให้ครบ โดยแหล่งโปรตีนจากพืชที่ทำจากถั่วเหลือง อาทิ เต้าหู้ เป็นกลุ่มโปรตีนที่มีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วนใกล้เคียงเนื้อสัตว์

ข้อควรระวังในการกินเจ การรับประทานแป้ง และของทอด ที่มากเกินไปอาจส่งผลต่อการเพิ่มของแคลอรี่ได้ และเพื่อป้องกันการขาดสารอาหาร ควรวางแผนการกินเจให้ครบ 5 หมู่ เปลี่ยนโปรตีนจากเนื้อสัตว์เป็นโปรตีนจากพืช ถั่ว ธัญพืช แพลนท์เบส เลือกกินให้หลากหลาย หมุนเวียน อย่ากินอาหารซ้ำๆ และเน้นกินผัก ผลไม้ ให้ได้ใยอาหาร รวมถึงการดื่มน้ำ การพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

เมื่อจบเทศกาลการกินเจ ระบบทางเดินอาหารควรปรับอย่างค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากการกินอาหารอ่อนๆ เลือกโปรตีนที่ย่อยง่าย เช่น ไข่ หรือปลาแล้วค่อย ๆ เพิ่มปริมาณการทานเนื้อสัตว์อื่น ๆ จนเข้าสู่ภาวะปกติ

“CP ISAN RUN FOR CHARITY 2025” CPF ชวนเดิน–วิ่งการกุศล สมทบทุนซื้อเครื่องมือแพทย์ ช่วย รพ.มทส.–รพ.เทพรัตน์ฯ

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ โดย ชมรม CPF Running Club สานต่อเจตนารมณ์ “ทำดีเพื่อสังคม” ผ่านกิจกรรมเดิน–วิ่งการกุศล “CP ISAN RUN FOR CHARITY 2025” รวมพลังพันธมิตรและนักวิ่งสายบุญกว่า 1,800 คน ร่วมส่งต่อ “พลังแห่งการให้” นำเงินรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย รวมทั้งสิ้น 903,100 บาท สมทบทุนการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ มอบให้แก่ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และ โรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา

พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก นายกิตติศักดิ์ ธีระวัฒนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานในพิธี ร่วมด้วยผู้บริหารจากโรงพยาบาลทั้งสองแห่ง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และ นายบุญเสริม เจริญวัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ด้านบริหารกระบวนการธุรกิจอาหารสัตว์บก ซีพีเอฟ

รองผู้ว่าฯ นครราชสีมา กล่าวชื่นชมและขอบคุณซีพีเอฟที่จัดกิจกรรมดีๆ อย่างต่อเนื่องถึง 10 ปี กิจกรรมนี้ไม่เพียงส่งเสริมสุขภาพกายและใจของประชาชน แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งความสามัคคี และน้ำใจของคนไทยที่ไม่ทอดทิ้งกัน เป็นแบบอย่างของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืน

“งบฯสนับสนุนจากกิจกรรมในครั้งนี้ จะถูกนำไปจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาพยาบาล ถือเป็นพลังจากทุกก้าวของนักวิ่งที่ส่งต่อความหวังและคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นให้กับผู้ป่วยในพื้นที่“ ผศ.พญ.นพร อึ้งอาภรณ์ รักษาการแทนผู้อำนวยการ รพ.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี กล่าว

ด้าน นพ.ธีรพงศ์ โศภิษฐิกุล รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ รพ.เทพรัตน์นครราชสีมา เสริมว่า การได้รับการสนับสนุนจากซีพีเอฟในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งพลังแห่งความห่วงใยที่ช่วยเสริมศักยภาพระบบสาธารณสุขไทย และช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการบริการอย่างทั่วถึง

นายบุญเสริม กล่าวว่า ซีพีเอฟ จัดกิจกรรม ‘CPF Run for Charity’ อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 เพื่อส่งเสริมให้พนักงานและประชาชนมีสุขภาพแข็งแรงควบคู่กับการทำความดีเพื่อส่วนรวม ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เรารวมพลังนักวิ่งทั่วประเทศ รวมระยะทางกว่า 613,000 กิโลเมตร และมอบรายได้กว่า 17 ล้านบาท ให้กับโรงพยาบาลในหลายจังหวัด สอดคล้องตามหลักปรัชญา ‘3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืน’ ของเครือซีพี คือ ประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประชาชน และองค์กร

บรรยากาศภายในงานเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความสุขและความสามัคคี นักวิ่งและกองเชียร์ร่วมสร้างสีสันแห่งรอยยิ้ม พร้อมเพลิดเพลินกับอาหารและเครื่องดื่มสุขภาพจากแบรนด์ในเครือซีพีเอฟ อาทิ ไข่ต้มพร้อมทาน ไส้กรอก ไก่ปรุงสุก CP หมูบดชีวาผสมไข่ผำ ไก่จ๊อห้าดาว นมเมจิ และขนมปัง รวมถึง Jerhigh & Jinny ที่มอบความสุขให้ทั้งนักวิ่งและเพื่อนสี่ขาอย่างอบอุ่น

กิจกรรม “CPF Run for Charity” ครั้งต่อไป เตรียมจัดขึ้น ณ จังหวัดสงขลา ในปีหน้า เชิญชวนทุกคนมาร่วมวิ่งเพื่อส่งต่อ ”พลังแห่งการให้“ ไปด้วยกัน.

สมุทรสาครโชว์ผลงาน 2 ปีกำจัดปลาหมอคางดำ 2.9 ล.ตัว ฟื้นสมดุลแหล่งน้ำพร้อมสร้างโอกาสให้ชุมชน

0

ประมงสมุทรสาครโชว์ผลสำรวจ “ปลาหมอคางดำ” ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนความสำเร็จของการบูรณาการทุกภาคส่วนภายใต้ 7 มาตรการจัดการปลาต่างถิ่นของกรมประมง ที่ดำเนินการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา สามารถกำจัดปลาหมอคางดำได้แล้วกว่า 2.9 ล้านตัว พร้อมเปลี่ยนเป็น “โอกาสสร้างรายได้และคุณค่าให้ชุมชนและสังคม” อย่างยั่งยืน

นายเผดิม รอดอินทร์ ประมงจังหวัดสมุทรสาคร เปิดเผยว่า จากผลสำรวจของศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสมุทรสาคร ในเดือนกันยายน 2568 พบว่าปริมาณความหนาแน่นของปลาหมอคางดำเฉลี่ยทั้งจังหวัดลดเหลือ 19 ตัวต่อ 100 ตารางเมตร ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกของการฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ และสะท้อนถึงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ชุมชน เกษตรกร และชาวประมงในพื้นที่ และยังเดินหน้าดำเนินการ 7 มาตรการโครงการควบคุมและกำจัดประชากรปลาหมอคางดำต่อเนื่อง ล่าสุดร่วมกับชุมชนปล่อยปลาผู้ล่ามุ่งตัดวงจรการแพร่กระจายปลาต่างถิ่น และสร้างความตระหนักและการมีส่วนร่วมของชุมชนตั้งแต่การแจ้งเตือน การจับ การนำมาใช้ประโยชน์ เพื่อให้ปลาหมอคางดำลดจำนวนลงจนอยู่ระดับที่ควบคุมได้

ประมงจังหวัดสมุทรสาคร สำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรสาคร สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดสมุทรสาคร สภาเกษตรกรจังหวัดสมุทรสาคร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน หน่วยงานในพื้นที่ ประชาชน คณะครู บุคลากร ผู้ปกครอง และนักเรียนโรงเรียนบ้านแพ้ววิทยา (ตี่ตง) โรงเรียนบ้านดอนไผ่ (อุดม-สอางค์ อุ่นสุวรรณ) โรงเรียนวัดอ่างทอง โรงเรียนวัดบางยาง เข้าร่วมกิจกรรมปล่อยปลากะพงขาวขนาด 4 นิ้วขึ้นไปรวม 10,000 ตัวในแหล่งน้ำธรรมชาติทั้ง 4 จุดในอำเภอบ้านแพ้ว และอำเภอกระทุ่มแบน โดยพันธุ์ปลาที่ปล่อยได้รับการสนับสนุนจากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ

การปล่อยผู้ล่าในแหล่งน้ำธรรมชาติ เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญช่วยตัดวงจรการแพร่พันธุ์ของปลาหมอคางดำ นายเผดิมกล่าวว่า “มาตรการนี้จะเกิดประสิทธิภาพต้องอาศัยความร่วมมือจากชุมชนให้ช่วยกันดูแล ไม่จับปลากะพงขาวในช่วง 3 เดือนแรก เพื่อให้ปลาได้ทำหน้าที่ผู้ล่าอย่างเต็มที่ และจับได้ต่อเมื่อปลากะพงขาวโตเต็มวัย เป็นการจัดการระบบนิเวศแบบพึ่งพาธรรมชาติ ซึ่งในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ประมงสมุทรสาครได้ปล่อยปลาผู้ล่าไปแล้วกว่า 3 แสนตัว มีทั้งปลากะพงขาว ปลาอีกง เป็นต้น และยังมีแผนปล่อยอย่างต่อเนื่อง”

ประมงสมุทรสาครยังเดินหน้ามาตรการอื่นๆ ทั้งการจัดกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” จับปลาหมอคางดำ ทั้งในแหล่งน้ำธรรมชาติ รวมทั้งในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาสามารถนำปลาหมอคางดำออกจากระบบนิเวศได้แล้วกว่า 2.9 ล้านตัว นับเป็นสถิติที่สูงสุดในประเทศ โดยมี จุดเด่นของการมีแนวร่วมที่ดีและเข้มแข็งทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน เกษตรกร และชาวประมง อาทิ โรงงานปลาป่นในพื้นที่ ได้แก่ โรงงานศิริแสงอารำพี โรงงานท่าจีนนำไปผลิตปลาป่น และชาวบ้านนำปลาไปแปรรูปเป็นอาหารบริโภคในครัวเรือน และจำหน่ายสร้างรายได้เสริม

อีกหนึ่งนวัตกรรมการจัดการ คือ โครงการ “ศูนย์การเรียนรู้ของเสียที่ไม่เสีย (Waste, not wasted)” ที่ประมงสมุทรสาครร่วมกับเกษตรกรอำเภอบ้านแพ้ว นำปลาหมอคางดำไปหมักเป็น น้ำหมักชีวภาพ สำหรับให้เกษตรกรในพื้นที่นำไปใช้ โครงการนี้ช่วยกำจัดปลาหมอคางดำออกจากระบบได้ถึง เดือนละกว่า 6,000 กิโลกรัม หรือปีละ 72,000 กิโลกรัม และเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกษตรกรนำไปใช้ปรับปรุงดินแทนปุ๋ยเคมี ซึ่งเป็นโครงการเพิ่มเติมต่อยอดจากความร่วมมือกับ การยางแห่งประเทศไทย กรมพัฒนาที่ดิน และหมอดินในพื้นที่ ในการผลิตน้ำหมักชีวภาพเพื่อส่งต่อให้เกษตรกร

อีกความร่วมมือในการแก้ปัญหาปลาต่างถิ่นเชิงสร้างสรรค์ คือโครงการ หมักน้ำปลาจากปลาหมอคางดำ ภายใต้แบรนด์ “หับเผยสมุทรสาคร” ที่ประมงสมุทรสาครร่วมกับ เรือนจำจังหวัดสมุทรสาคร และ ซีพีเอฟ เพื่อสร้างทักษะอาชีพให้ผู้ต้องขัง พร้อมเพิ่มมูลค่าให้ปลาหมอคางดำ นำไปสู่การเป็นผลิตภัณฑ์โอทอปของจังหวัดต่อไป

นอกจากการควบคุมและกำจัด ประมงสมุทรสาครยังให้ความสำคัญกับการ ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ โดยปล่อยพันธุ์ปลาพื้นถิ่น เช่น ปลาตะเพียน ปลาอีกง และกุ้งทะเลกว่า 7 ล้านตัว ลงในแหล่งน้ำธรรมชาติ

นายเผดิม กล่าวทิ้งท้ายว่า “สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่แค่จำนวนปลาหมอคางดำที่ลดลง แต่คือพลังความร่วมมือของคนทั้งจังหวัด ที่เปลี่ยนปัญหาให้กลายเป็นพลังสร้างสรรค์ เพื่อคืนความสมดุลของระบบนิเวศและสร้างความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง”

AIS อัปเลเวลความปลอดภัยไซเบอร์ เปิดตัวบริการ “1185 แชะแล้วแชร์ แจ้งเบาะแส SMS หลอกลวง” ยกระดับความสะดวกให้ลูกค้าแจ้งเบาะแสมิจฉาชีพ

0

AIS เดินหน้าส่งเสริมความปลอดภัยไซเบอร์ให้ลูกค้าเอไอเอส เปิดตัวบริการใหม่ “1185 แชะแล้วแชร์ แจ้งเบาะแส SMS หลอกลวง” บริการที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถแจ้งเบาะแสมิจฉาชีพได้ง่าย แม่นยำ และรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยลูกค้าสามารถส่งภาพหน้าจอที่แสดงข้อความ SMS จากมิจฉาชีพไปที่ SMS หมายเลข 1185 ระบบจะตรวจสอบและแจ้งผลกลับภายใน 24 ชั่วโมง พร้อมดำเนินการบล็อกข้อความมิจฉาชีพเหล่านั้นไม่ให้ส่งไปยังลูกค้าท่านอื่นๆ ได้อีก โดยแจ้งได้ฟรีไม่จำกัดและไม่มีค่าใช้จ่าย AIS ขอเชิญชวนลูกค้าร่วมกันแจ้งเบาะแสมิจฉาชีพ เพื่อรวมพลังสร้างเครือข่ายความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง ปกป้องตนเองและผู้ใช้งานรายอื่นๆ ให้ปลอดภัยจากมิจฉาชีพ ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการผลักดันปีแห่งความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อย่างแข็งแกร่ง

ลูกค้า AIS ร่วมแจ้งเบาะแส SMS มิจฉาชีพได้ง่ายๆ ใน 3 ขั้นตอน เพียงกดบันทึกภาพหน้าจอ SMS ที่พบข้อความจากมิจฉาชีพ จากนั้นเข้าแอปพลิเคชัน SMS แล้วแนบภาพดังกล่าว ส่งไปที่เบอร์ 1185 โดยไม่ต้องพิมพ์ข้อความใดๆ เพิ่มเติม ระบบจะตอบกลับข้อความเพื่อเร่งตรวจสอบ ภายใน 1-2 วินาที และแจ้งผลลัพธ์กลับให้ทราบทาง SMS ภายใน 24 ชั่วโมง หากพบว่าเป็นข้อความจากมิจฉาชีพจริง ระบบจะทำการบล็อกข้อความและ Link URL ที่แนบมากับ SMS เหล่านั้นไม่ให้สามารถส่งต่อไปได้อีก พร้อมขยายผลปิด Sender Name และแจ้งไปยัง กสทช. และเครือข่ายปลายทางเพื่อปิดกั้นความเสี่ยงของลูกค้าทุกท่าน โดยสามารถดูรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ais.th/consumers/lifestyle/apps-and-services/aunjai-cyber/mms-1185

เมืองไทยยูนิตลิงค์ เปิดตัว mDesign เพิ่มทางเลือกใหม่ ‘จ่ายเบี้ยสั้น’ คุ้มครองชีวิตยาว พร้อมบริการบริหารพอร์ตฟรี

0

เมืองไทยประกันชีวิต เพิ่มตัวช่วยสร้างพอร์ตชีวิตของคุณให้เติบโตอย่างมั่นคง ด้วยประกันชีวิตควบการลงทุน mDesign จ่ายเบี้ยสั้น 3-5-10 ปี รับความคุ้มครองยาวถึงอายุ 99 ปี การันตีคุ้มครองชีวิตระหว่างช่วงเวลา  ชำระเบี้ย

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมืองไทยประกันชีวิต เดินหน้าตอบโจทย์การสร้างความมั่นคงเพื่อคนที่คุณรัก ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านประกันชีวิตและสุขภาพ ที่คอยเคียงข้างดูแลในทุกช่วงของชีวิต (Trusted Lifetime Partner) เปิดตัวผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน mDesign แบบชำระเบี้ย 3 ปี 5 ปี และ 10 ปี ทางเลือกที่ไม่ต้องชำระเบี้ยนาน แต่คุ้มครองชีวิตถึงอายุ 99 ปี(1)

mDesign เป็นแบบประกันชีวิตควบการลงทุนที่พัฒนาขึ้นมาอีกระดับ ให้คุณสร้างความคุ้มครองชีวิตได้สูงเท่าที่ต้องการ ตอบโจทย์การสร้าง“หลักประกันก้อนใหญ่” ได้ด้วย “เงินก้อนเล็ก” สมัครได้ตั้งแต่อายุ 30 วัน – 75 ปี(2) เบี้ยประกันภัยเริ่มต้นเพียง 20,000 บาท ต่อปี(2) เลือกชำระเบี้ยประกันภัยได้ 4 แบบ คือ ชำระเบี้ยรายงวดถึงอายุ 98 ปี และแบบใหม่ชำระเบี้ย 3 ปี 5 ปี หรือ10 ปี ความคุ้มครองขั้นต่ำ 3 เท่าของเบี้ยประกันภัยหลัก(2) เพื่อเพิ่มโอกาสนำเงินไปลงทุนมากขึ้น และไม่จำกัดความคุ้มครองชีวิตสูงสุด เบาใจได้ด้วยการการันตีความคุ้มครองชีวิต จำนวน 3 เท่าของเบี้ยประกันภัยหลัก แม้มูลค่ากรมธรรม์จะเท่ากับหรือน้อยกว่าศูนย์ (Non – Lapse Guaranteed)(3) หมดกังวลด้วยทุนประกันชีวิตที่ปรับเพิ่มขึ้น ตามการเติบโตของเงินลงทุน พร้อมเพิ่มโอกาสการลงทุนที่มากกว่า ด้วยค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมกรมธรรม์ที่ชัดเจน ไม่ซ้ำซ้อน และยังสามารถเลือกเพิ่มเติมความคุ้มครองสุขภาพและโรคร้ายแรงได้

ทั้งนี้ mDesign เหมาะสำหรับลูกค้าที่ต้องการวางแผนชีวิตเพื่อเป้าหมายที่ชัดเจน ด้วยระยะเวลาการชำระเบี้ยที่แน่นอน ต้องการความคุ้มครองที่สูง มีความเข้าใจเรื่องการลงทุน ต้องการความยืดหยุ่น สามารถเพิ่ม-ลดหรือหยุดพักชำระเบี้ยประกันภัยได้ พร้อมโอกาสรับผลตอบแทนจากการลงทุน เพื่อเตรียมพร้อมส่งต่อความมั่นคงด้วยประกันชีวิต

“mDesign เป็นประกันชีวิตแบบยูนิตลิงค์ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถเลือกรับความคุ้มครองชีวิตได้สูง และยังสามารถจัดพอร์ตกองทุนรวมได้หลากหลาย เข้าถึงกองทุนคุณภาพที่บริษัทฯ ได้คัดสรรจาก บลจ.ชั้นนำ ทั้งยังมี MTL Portfolio Management บริการบริหารพอร์ตการลงทุนโดยผู้จัดการกองทุนมืออาชีพที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านการลงทุน ที่จะดูแลการคัดเลือกกองทุนรวม กำหนดสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสม ตลอดจนติดตามผลการดำเนินงาน รวมถึงปรับเปลี่ยนการลงทุนให้ทันตามสถานการณ์ เหมาะสำหรับลูกค้าที่ไม่มีเวลาบริหารพอร์ตการลงทุน ต้องการให้มีการติดตามพอร์ตการลงทุนยูนิตลิงค์ให้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้บรรลุทุกเป้าหมายทางการเงินได้อย่างมั่นใจ” นายสาระ กล่าว

ลูกค้าที่สนใจประกันชีวิตควบการลงทุน mDesign สามารถเลือกวางแผนความคุ้มครองชีวิตและการลงทุนได้ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ผู้สนใจสามารถติดต่อตัวแทนเมืองไทยประกันชีวิต หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการลูกค้าทางโทรศัพท์ โทร. 1766

AIS ฉลอง 35 ปี เสริมพลังว้าวต่อเนื่อง ลุ้นสิทธิ์จับรางวัล! เบอร์โฟร์เลขมงคล เบอร์สวยขั้นเทพ 8888 และ 9999 เอาใจสายมู เพียงใช้ AIS Points 1 คะแนน ลุ้นรับความเฮง! 5 รางวัล

0

เอไอเอส ฉลองครบรอบ 35 ปี ตอกย้ำความผูกพันและความไว้วางใจจากลูกค้าทั่วประเทศกว่า 51 ล้านราย แจกว้าวสะเทือนจักรวาลอย่างต่อเนื่อง ผ่านแคมเปญสุดยิ่งใหญ่ “AIS 1 POINT 12 WEEKS 12 WOW” โดยว้าวนี้เอาใจลูกค้าสายมูโดยเฉพาะ ลุ้นสิทธิ์จับรางวัล! เบอร์โฟร์เลขมงคล เบอร์สวยขั้นเทพระดับ VVIP ลงท้าย 8888 หรือ 9999 เป็นเบอร์มงคลคู่แท้ ถือเป็นเลขแห่งความมั่งคั่ง ร่ำรวย เสริมอำนาจ วาสนา บารมี ที่สำคัญเบอร์โฟร์นี้ ไม่กำหนดแพ็กเกจขั้นต่ำในการใช้งาน มากถึง 5 เบอร์ 5 รางวัล ให้ลูกค้าเอไอเอสได้ร่วมสนุกและลุ้นเบอร์โฟร์เลขมงคลระดับพรีเมี่ยมได้แบบง่ายๆ เพียงใช้ AIS Points 1 คะแนน แลก 1 สิทธิ์ จับรางวัล ผ่านแอป myAIS ยิ่งแลกมาก ยิ่งมีสิทธิ์มาก! ร่วมสนุกได้ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2568 – 23 ตุลาคม 2568 สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://m.ais.co.th/9WHxlJxtG

เรื่อง Money กับคนรุ่นใหม่#3 ตอนที่ 5 – เส้นทางผู้ลงทุน

0

การเป็นผู้ลงทุนคุณภาพไม่ได้หมายถึงแค่การรู้จักวิธีการซื้อขายหลักทรัพย์เท่านั้น แต่คือการหาความรู้ ติดตามข้อมูลข่าวสาร เข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท และลงทุนอย่างสุจริต ที่สำคัญต้องคิดถึงผลตอบแทนและความยั่งยืนของโลกและสังคมไปพร้อมกันด้วย โดยผู้ลงทุนคุณภาพรุ่นใหม่ต้องลงทุนอย่างรอบคอบ รับผิดชอบต่อสังคม และสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับตนเองและประเทศ

Money กับคนรุ่นใหม่ #3 จะชวนให้เห็นว่าแบบไหนที่เรียกว่าผู้ลงทุนคุณภาพ

เรียนรู้การลงทุน และ ติดตามเราได้ที่
INVESTORY Website: https://investory.setgroup.or.th
Line (Official Account) : @INVESTORYMuseum
SET Website: https://www.set.or.th
Facebook : / set.or.th
YouTube : / setthailand
TikTok: / set_thailand
Instagram : / set_thailand
Twitter : / set_thailand

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมเสวนาสร้างความเชื่อมั่นตลาดทุนอาเซียน ในงาน APAC Macro Quantitative Conference ที่ฮ่องกง

0

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมเสวนาในหัวข้อ “ASEAN Emerging Market Liquidity and Considerations for Systematic Trading” พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากตลาดหลักทรัพย์ในภูมิภาคอาเซียน ภายในงาน APAC Macro Quantitative Conference ที่จัดโดย J.P. Morgan เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มสภาพคล่องในตลาดเกิดใหม่ การพัฒนาโครงสร้างตลาดและเทคโนโลยี รวมถึงบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความยั่งยืนของตลาดทุนอาเซียน โดยมีผู้จัดการกองทุนเข้าร่วมงานมากกว่า 100 ราย ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2568

นอกจากนี้ คณะผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้เข้าพบหารือกับกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Funds) และกองทุนภาครัฐรวมถึงผู้จัดการกองทุนจากฮ่องกง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกด้านแนวโน้มการลงทุนในไทย และเสริมสร้างความร่วมมือกับนักลงทุนสถาบันระดับโลกในการพัฒนาตลาดทุนไทยอย่างต่อเนื่อง