Home Blog Page 26

“โรคอ้วน” วิกฤติสุขภาพคนไทย ทำประเทศสูญเสียเศรษฐกิจมหาศาล คนไทย 50% น้ำหนักเกิน และลดน้ำหนักล้มเหลว!!

0

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดข้อเท็จจริง “โรคอ้วน” วิกฤติสุขภาพคนไทย ทำประเทศสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล!! พบเกือบ 50% คนไทยมีน้ำหนักเกิน ขณะที่คนส่วนใหญ่ล้มเหลวในการลดน้ำหนัก!! พร้อมเปิดแนวทางจัดการน้ำหนักเพื่อสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข รายงานว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีน้ำหนักเกินและมีภาวะอ้วนสูงถึง 42.4% เป็นตัวเลขที่น่ากังวลต่อสุขภาพระยะยาว การมีน้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐานไม่ได้เป็นเพียงเรื่องรูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังเป็นปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงและเป็นประตูสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่อันตรายหลายชนิด เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ไขมันพอกตับ และมะเร็งบางชนิด

ที่สำคัญโรคอ้วนในคนไทย ทำให้ประเทศเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล จากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) และ WOF ประเมินว่าปี 2562 ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายจากภาวะโรคอ้วนของคนไทยได้สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 8.27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 256,370 ล้านบาท (31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็นมูลค่าราว 1.5% ของมูลค่าGDP ปี 62 ที่ 16.87 ล้านล้านบาท หรือเฉลี่ย 4,000 บาทต่อคน หากไม่เร่งจัดการปัญหานี้ ภายใน 2603 หรือในอีก 34 ปีข้างหน้า ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจเพิ่มเป็น 180.78 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5.6 ล้านล้านบาท (31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็น 5.6% ของ GDP ไทยในอนาคต เพิ่มขึ้นถึง 22 เท่า จากฐานปี 62 ความสูญเสียทางเศรษฐกิจนี้ ประเมินจากค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโดยตรง และค่าใช้จ่ายทางอ้อมจากความสูญเสียของประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง การขาดงาน การทำงานได้ไม่เต็มที่ จนถึงการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร กระทบต่อศักยภาพการเติบโตของประเทศโดยตรง

ทำให้การค้นหาวิธีการควบคุมน้ำหนักที่ถูกต้องและปลอดภัย เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาวจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนสำหรับคนไทย!!

พญ. นพวรรณ กิติวัฒน์ แพทย์ชำนาญการด้านโรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ชี้ว่า Weight Management คือการควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมของแต่ละ การควบคุมดูแลน้ำหนักที่ประสบความสำเร็จและยั่งยืนต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างถาวร ทั้งด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด และพฤติกรรมการใช้ชีวิต บางกรณีการปรับพฤติกรรมอย่างเดียวไม่พอ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มี BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 27.5 (สำหรับคนในกลุ่มอาเซียน) รวมถึงมี BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 25 และมีโรคแทรกซ้อน เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดผิดปกติ การรักษาด้วยยาในกลุ่ม GLP-1RA (ปากกาลดน้ำหนัก) เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยยับยั้งความอยากอาหาร คุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ และสนับสนุนให้ผู้ป่วยมีแรงจูงใจในการปรับพฤติกรรม ซึ่งการใช้ยาต้องอยู่ภายใต้การดูแลจากแพทย์ใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด

รศ.คลินิก นพ. ทศพล เกิดศิริชัยรัตน์, FACG, FASGE แพทย์ชำนาญการด้านทางเดินอาหาร-ตับ และการส่องกล้องขั้นสูง โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า โรคอ้วนก่อให้เกิด “ภัยเงียบ” หลายอย่างที่คนส่วนใหญ่ไม่ตระหนักถึง ได้แก่ โรคกรดไหลย้อน (GERD) โรคไขมันพอกตับที่ไม่มีแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุ (NAFLD) นิ่วในถุงน้ำดี และมะเร็งหลายชนิด!!

ผู้ป่วยที่การใช้ยาไม่ได้ผล การรักษาด้วยการส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร (ESG) เป็นอีกทางเลือกที่ได้รับการยอมรับ เหมาะกับผู้ป่วยที่มี BMI 30-40 ร่วมกับมีโรคประจำตัวที่ยังไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีอื่น ESG ไม่ใช่การผ่าตัดใหญ่ ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว ไม่มีแผลเป็นหน้าท้อง ลดน้ำหนักส่วนเกินได้เฉลี่ย 15-20% บำรุงราษฎร์รักษาด้วยวิธี ESG ร่วมกับการใช้ยาในกลุ่ม GLP-1RA (ปากกาลดน้ำหนัก) ในการรักษาโรคอ้วน ช่วยให้ผู้ป่วยบางรายลดน้ำหนักได้มากถึง 44% ซึ่งเป็นหนึ่งในสถิติที่ดีที่สุดในโลก

พญ. มรกต สุวรรณการ แพทย์ชำนาญการด้านโภชนศาสตร์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าการลดน้ำหนักคือการลดตัวเลขบนเครื่องชั่งเพียงอย่างเดียว โดยไม่ตระหนักถึงอันตรายต่อสุขภาพ เช่น การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ หรือมีมวลไขมันสูงแม้ BMI จะปกติ ดังนั้น การประเมินเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและออกแบบแผนการรักษาที่เหมาะสม

แผนการกินที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือแผนที่ออกแบบเฉพาะบุคคล หัวใจสำคัญไม่ใช่การกินให้น้อยแต่คือ “การกินให้ถูกต้องและเหมาะสม” เพราะการจำกัดอาหารมากเกินไปอาจทำให้ขาดสารอาหาร สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ และกลับมาอ้วนใหม่ได้ง่ายกว่าเดิม (Yo-Yo Effect) แนวทาง IF และ KETO หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร เป็นเครื่องมือเสริมที่ได้ผลสำหรับผู้ป่วยบางราย ซึ่งการมีผู้เชี่ยวชาญหรือนักโภชนาการช่วยวางแผนจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายและรักษาสุขภาพที่ดีได้อย่างยั่งยืน

รู้เก็บรู้ออม : ปีทองหุ้นปันผล

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง"  หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ดูเหมือนว่า เศรษฐกิจปีม้า 2569 นี้ อาจดูไม่สวยหรูเท่าไร สะท้อนจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาไม่ดีนัก ขณะที่ ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ทั้งพื้นที่ประชิดติดกับบ้านเรา และพื้นที่ห่างไกลออกไป  สภาพแบบนี้ทำให้ “ทองคำ” กลับมาเป็นทางเลือกที่สนใจของนักลงทุนอย่างมากอีกครั้ง เห็นได้จากราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้นจนสร้างสถิติทำลายหลายดอยที่มีหลายคนเคยติดอยุ่ก่อนหน้านี้  เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ลงทุนที่นักลงทุนเชื่อมั่นว่ามีความมั่นคงและปลอดภัยสูง

ถ้าเปรียบเทียบกับหุ้นแล้ว  ตลาดทุนก็มีสินทรัพย์ลงทุนที่มีคุณสมบัติพร้อมด้าน “ความปลอดภัยและมั่นคง” เช่นเดียวกับทองคำ นั่นคือ “หุ้นปันผล”  หากหุ้นปันผลตัวที่ถืออยู่  มีผลดำเนินงานดี สร้างผลตอบแทนจากราคาส่วนต่าง แถมยังให้ปันผลงามด้วยแล้ว นักลงทุนที่ถือหุ้นตัวนั้นไว้ก็ไม่ต่างกับการได้เป็นเจ้าของ หุ้นห่านทองคำ ที่ออก ไข่ทองคำ ให้เป็นผลตอบแทนกลับมา

ยิ่งเมื่อปีที่แล้ว 2568 มีรายงานว่า หุ้นปันผลไทยสามารถทุบสถิติ มียอดจ่ายปันผล ทะลุ 6.5 แสนล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ด้วยแล้ว ยิ่งช่วยตอกย้ำถึงการเป็นทางเลือกลงทุนที่ปลอดภัยของหุ้นปันผลได้อย่างชัดเจน  จากบทความ SET Note ฉบับที่ 1/2569 โดยฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้แสดงให้เห็นภาพรวมการจ่ายเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในปี 2568  ว่า บจ.ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ จำนวน 581 บริษัท จ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นรวม 838 ครั้ง มีมูลค่าการจ่ายปันผลรวมพุ่งสูงถึง 651,239 ล้านบาท โดยเติบโตขึ้นถึง 9.71% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

และเมื่อพิจารณาแยกเป็นรายหมวดธุรกิจ พบว่า 3 อันดับแรกของหมวดธุรกิจที่ครองแชมป์ปันผล ปี 68  ได้แก่ อันดับหนึ่ง หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค จ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้น 149,497 ล้านบาท   ตามด้วยอันดับสอง หมวดธนาคาร มีตัวเลขจ่ายปันผล 143,609 ล้านบาท  และ หมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) เป็นอันดับที่สาม จ่ายปันผล 81,694 ล้านบาท    โดยตัวเลขรวมของเฉพาะ 3 กลุ่มนี้ มียอดจ่ายปันผลรวมกันกว่า 374,800 ล้านบาท หรือเท่ากับ  57.6% ของเงินปันผลทั้งหมดในตลาดหุ้นไทยเลยทีเดียว

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับช่วงเวลาการจ่ายปันผล พบว่า  ในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม 2568 มีการจ่ายปันผลของบจ. เกิดขึ้น 533 ครั้ง คิดเป็น 63.6% ของจำนวนการจ่ายเงินปันผลทั้งหมดในปี 68 โดยเดือนพฤษภาคมมีการจ่ายเงินปันผลมากที่สุดทั้งจำนวนครั้งและมูลค่าเงินปันผลจ่าย

สถิติการจ่ายเงินปันผลนี้ จะเป็นประโยชน์โดยตรงกับนักลงทุน สามารถนำไปใช้วางแผนลงทุน, คัดกรองหุ้นปันผล และจับจังหวะเวลาเข้าซื้อขาย เพื่อให้ได้หุ้นถูกตัวถูกเวลา

แต่ต้องอย่าลืมว่า ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ผลการดำเนินการในอดีตไม่ได้การันตีอนาคตว่าจะสวยงามเสมอไป นักลงทุนต้องประเมินปัจจัยต่างๆ ประกอบการตัดสินใจ เช่น ราคาตลาด, สถานการณ์เศรษฐกิจ  ที่จะส่งผลกระทบต่อผลประกอบการ และความสามารถในการทำกำไรของบจ.ด้วย

คุณนายพารวย

TFEX จัดสัมมนาพิเศษ “THE GAME CHANGER” พลิกเกมลงทุน ยกระดับพอร์ตหุ้น เสาร์ 31 ม.ค. นี้

0

บมจ. ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) หรือ TFEX ชวนมองหาโอกาสทำกำไรให้ทันทุกจังหวะแม้ตลาดผันผวน ในสัมมนาพิเศษ “THE GAME CHANGER: พลิกเกมลงทุน ยกระดับพอร์ตหุ้นด้วย TFEX” ร่วมเจาะลึกทิศทาง หุ้น-ทอง-ค่าเงิน ปี 2569 พร้อมจังหวะการเทรด รวมถึงรับฟังกลยุทธ์สร้างกำไร พลิกเกมลงทุน เสริมพอร์ตแกร่ง ตลอดจนเทคนิคและประสบการณ์เทรด TFEX

หัวข้อ “มองเกม มองเทรนด์ หุ้น-ทอง-ค่าเงิน ปี 2026” โดย ณัฐพงศ์ หิรัณยศิริ จากกลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ (แม่ทองสุก) ดร. ปิยศักดิ์ มานะสันต์ จาก บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ และ กิตพน กิตติอําพน เจ้าของเพจ “ทันโลกกับ Trader KP” และ หัวข้อ “พลิกเกมลงทุน สร้างกำไร เสริมพอร์ตแกร่ง ด้วย TFEX” โดย เดชธนา ฟางสะอาด จาก บล. ทรีนีตี้ สินธนันทน์ บุญยอด จาก บล. บัวหลวง และ กฤติยา คุณาบริมาส เจ้าของเพจ “แกะกราฟกับกุ๊ก”

พบกันวันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2569 เวลา 9.00-12.30 น. ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมรับคำปรึกษาจากบูธโบรกชั้นนำ และเปิดบัญชีภายในงานรับโปรโมชันพิเศษ สำรองที่นั่งฟรี https://www.tfex.co.th/th/activities/tfexthegamechanger

ปัญหาคนกรุงเผชิญฝุ่น PM2.5 มลพิษที่เกิดกลางเมือง

0

ปี 2569 เพิ่งผ่านมาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ปัญหามลพิษทางอากาศในกรุงเทพฯและหัวเมืองใหญ่ก็ยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องไม่ต่างจากปีก่อนๆ แม้จะมีการพยายามรณรงค์กันมาหลายปี แต่ตัวเลขบนแอปพลิเคชันวัดค่าอากาศยังคงเป็น “สีแดง” และ “สีม่วง” จนกลายเป็นความคุ้นชินที่แสนอันตราย หลายคนมักพุ่งเป้าไปที่ควันไฟจากไร่นา แต่ข้อมูลทางวิชาการระบุชัดเจนว่า ในเขตเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯและปริมณฑล ปัจจัยที่ก่อฝุ่นหนักที่สุดกลับมาจาก “กิจกรรมการจราจร” “งานก่อสร้าง” และ “สภาพอากาศ” เป็นสำคัญ

1. ยานพาหนะ เส้นเลือดใหญ่ที่ลำเลียงมลพิษหากจะถามหาต้นตอหลักของฝุ่นในเมืองหลวง ข้อมูลจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) และกรมควบคุมมลพิษระบุตรงกันว่ากว่า 50-60% มาจากภาคการขนส่ง โดยเฉพาะ “เครื่องยนต์ดีเซล” ที่ผ่านการใช้งานมาอย่างยาวนานกรุงเทพ ขับเคลื่อนด้วยรถบรรทุกที่ขนส่งสินค้าเข้าออกตลอดคืน รถเมล์ควันดำที่ยังคงวิ่งให้บริการ และรถกระบะสายบรรทุกที่ขาดการบำรุงรักษา เครื่องยนต์เหล่านี้มีการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ ก่อให้เกิดอนุภาคคาร์บอนขนาดจิ๋วที่พ่นออกมาจากท่อไอเสียโดยตรง สิ่งที่น่ากังวลคือถนนในเมืองหลวงมีลักษณะเป็น “ตรอกซอกซอย” และมีตึกสูงขนาบข้าง (Urban Canyon Effect) ทำให้ลมไม่สามารถพัดพามลพิษเหล่านี้ออกไปได้ ฝุ่นจึงวนเวียนอยู่ระดับต่ำที่เด็กเล็กและคนเดินถนนหายใจเข้าไปเต็มๆ

2. กับดักทางอุตุนิยมวิทยา เมื่ออากาศปิดสนิทปัจจัยที่ทำให้ฝุ่นในเมืองหลวงช่วงนี้ “หนัก” เป็นพิเศษ ไม่ได้มาจากแหล่งกำเนิดที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน แต่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เรียกว่า “อุณหภูมิผกผัน” (Temperature Inversion) ในภาวะปกติ อากาศยิ่งสูงจะยิ่งเย็น ทำให้ฝุ่นละอองลอยตัวขึ้นสู่ที่สูงและกระจายตัวออกไปได้ แต่ในช่วงฤดูหนาวหรือช่วงที่ความกดอากาศสูงแผ่ลงมา อากาศอุ่นจะทำหน้าที่เหมือน “ฝาชี” ที่กดทับอากาศเย็นไว้ด้านล่าง เมื่อไม่มีลมพัดผ่านและอากาศไม่สามารถลอยตัวขึ้นได้ มลพิษจากท่อไอเสียและงานก่อสร้างจึงถูกกักขังไว้ในพื้นที่จำกัดจนความเข้มข้นพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นี่คือเหตุผลว่าทำไมในบางวันที่ดูเหมือนไม่มีแดด แต่อากาศกลับอึดอัดและแสบคออย่างบอกไม่ถูก

3. การขยายตัวของเมืองที่ไม่มีวันหลับไหลหากมองไปทางไหนในกรุงเทพฯ วันนี้เห็นแต่ “การก่อสร้าง” ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟฟ้าหลายสีที่ยังไม่เสร็จสิ้น การรื้อถอนอาคารเก่าเพื่อสร้างคอนโดมิเนียมหรู หรือการปรับปรุงถนน การก่อสร้างเหล่านี้ไม่ได้สร้างเพียงแค่ฝุ่นละอองขนาดใหญ่ (PM10) เท่านั้น แต่เครื่องจักรหนักที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและกระบวนการจัดการฝุ่นที่ไม่รัดกุมพอ ได้เติมสารแขวนลอยเข้าไปในอากาศในระดับที่เครื่องฟอกอากาศในบ้านก็แทบจะเอาไม่อยู่

บทเรียนจาก ‘ปักกิ่ง’ 7 ปีที่เปลี่ยนโลกหลายคนมองว่า “ปัญหาสิ่งแวดล้อมต้องใช้เวลาชั่วชีวิตในการแก้” แต่ประเทศจีนได้พิสูจน์ให้โลกเห็นแล้วว่านั่นไม่ใช่ความจริงเสมอไป หากมี “เจตจำนงทางการเมือง” ที่แรงกล้าพอ ย้อนกลับไปในปี 2556 ปักกิ่งเคยเผชิญกับวิกฤตที่เรียกว่า “Airpocalypse” หรือวันสิ้นโลกทางอากาศที่ค่าฝุ่นพุ่งสูงเกิน 500-600 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จนมองไม่เห็นตึกฝั่งตรงข้าม แต่รัฐบาลจีนใช้เวลาเพียง 7 ปี (2556-2563) ในการลดระดับมลพิษลงได้มากกว่า 40% ซึ่งถือเป็นสถิติที่เร็วที่สุดในโลก โดยมีคีย์เวิร์ดสำคัญคือ “ความเด็ดขาดและการบังคับใช้กฎหมาย”• สงครามถ่านหิน: จีนสั่งระงับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่รอบเมืองสำคัญทันที และบังคับให้ครัวเรือนเปลี่ยนจากเตาถ่านหินเป็นก๊าซธรรมชาติหรือไฟฟ้า โดยรัฐให้เงินอุดหนุน• ปฏิวัติรถยนต์: พวกเขาไม่ได้แค่รณรงค์ให้ใช้รถไฟฟ้า แต่มีการกำหนดโควต้าการจดทะเบียนรถยนต์น้ำมันอย่างเข้มงวด ใครอยากได้ป้ายทะเบียนรถน้ำมันอาจต้องรอนานหลายปีหรือประมูลในราคาสูงลิ่ว ในขณะที่ป้ายทะเบียนรถ EV สามารถขอได้ทันที• ระบบตรวจสอบอัจฉริยะ: มีการติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดอากาศทั่วทุกหัวถนน และหากโรงงานใดปล่อยมลพิษเกินมาตรฐาน ระบบจะส่งสัญญาณเตือนและสั่งปรับเงินมหาศาลอัตโนมัติ โดยไม่มี “การเคลียร์หลังบ้าน” เพราะข้อมูลถูกเปิดเผยต่อสาธารณะแบบ Real-time

ทางออกของไทย … ต้องมี “โครงสร้างที่ยั่งยืน”การแก้ปัญหา PM2.5 ในไทยจะหยุดอยู่แค่การขอความร่วมมือให้ “ทำงานที่บ้าน” (WFH) หรือการ “ฉีดน้ำพ่นอากาศ” ไม่ได้ เพราะนั่นคือการแก้ปัญหาที่ผิวเผิน สิ่งที่ต้องทำ คือการขยับโครงสร้างขนานใหญ่ เช่น 1.การยกระดับมาตรฐานน้ำมันและเครื่องยนต์: เราต้องขยับไปสู่มาตรฐาน Euro 6 อย่างเต็มรูปแบบ และมีมาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจให้รถบรรทุกและรถขนส่งมวลชนเปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นไฟฟ้าภายในระยะเวลาที่กำหนด (Zero-Emission Bus) 2. ผังเมืองสีเขียวและทางเดินเท้า: หากเราทำให้คนสามารถเดินจากบ้านไปสถานีรถไฟฟ้าได้โดยมีร่มไม้ปกคลุมและอากาศที่ไม่ร้อนจัด จำนวนการใช้รถยนต์ส่วนตัวจะลดลงโดยธรรมชาติ 3. กฎหมายอากาศสะอาด (Clean Air Act): เราต้องการกฎหมายที่ให้อำนาจจัดการปัญหามลพิษข้ามเขตแดน และมีบทลงโทษที่รุนแรงต่อแหล่งกำเนิดมลพิษ ไม่ว่าจะเป็นโรงงานขนาดใหญ่หรือโครงการก่อสร้างที่ไม่รับผิดชอบ

การแก้ปัญหามลพิษในเมืองหลวงไม่ใช่เรื่องของการเลือกข้างระหว่าง “เศรษฐกิจ” หรือ “สิ่งแวดล้อม” เพราะในท้ายที่สุดแล้ว หากไม่มีอากาศที่สะอาดให้หายใจ เศรษฐกิจที่เติบโตไปก็ไม่มีความหมาย ค่ารักษาพยาบาลจากโรคระบบทางเดินหายใจจะกลายเป็นต้นทุนแฝงที่กัดกินความมั่งคั่งของประเทศไปในที่สุด ความสำเร็จของจีนประกาศให้รู้ว่า “มันทำได้” แต่ต้องแลกมาด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน และความกล้าหาญของรัฐบาลที่จะออกนโยบายที่อาจจะไม่ถูกใจคนบางกลุ่มในระยะสั้น เพื่อสุขภาพที่ยั่งยืนของลูกหลานเราในระยะยาว.

เอไอเอส คว้ารางวัล The Network AI Award 2025 เวที FutureNet Asia ใช้ AI ผสาน 5G ยกระดับดูแลเครือข่ายและลดการใช้พลังงานมือถือ

0

เอไอเอสคว้ารางวัล FutureNet Asia Awards 2025 สาขา The Network AI Award จากการนำ 5G ผสาน AI มาพัฒนาเครือข่ายให้สามารถตรวจจับสัญญาณความผิดปกติและแจ้งเตือนให้ทีมงานเข้าแก้ไขก่อนผู้ใช้งานจะได้รับผลกระทบ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของระบบเครือข่าย ส่งผลให้ลูกค้าใช้งานได้ต่อเนื่อง มีคุณภาพ และเสถียรมากขึ้น โดย เอไอเอสร่วมกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Huawei เดินหน้าพัฒนาโซลูชันเครือข่ายอัจฉริยะอย่างต่อเนื่อง พร้อมดำเนินงานตามแนวทาง ESG ทั้งด้านความปลอดภัย การพัฒนาบุคลากร และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

นายกิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยี เอไอเอส กล่าวว่า “ที่ผ่านมา เอไอเอส มุ่งนำเทคโนโลยี 5G ผสานการทำงานร่วมกับ AI เพื่อยกระดับการบริหารจัดการเครือข่ายให้มีความอัจฉริยะยิ่งขึ้น ทั้งการคาดการณ์และป้องกันปัญหาล่วงหน้า การปรับคุณภาพสัญญาณให้เหมาะสมกับรูปแบบการใช้งานแบบเรียลไทม์ และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ลูกค้าใช้งานได้ต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น พร้อมเพิ่มความรวดเร็วและความแม่นยำในการดูแลโครงข่าย ตามเจตนารมย์ของเอไอเอสในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ เพื่อรองรับการใช้งานในทุกมิติและการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยการนำ AI มาใช้ในเครือข่ายได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน อาทิ Predictive Maintenance ที่ตรวจจับความผิดปกติและแจ้งเตือนให้แก้ไขก่อนเกิดปัญหาจริง, Self-Optimizing Network ที่ปรับคุณภาพสัญญาณให้เหมาะสมกับการใช้งาน, Digital Twin ที่จำลองโครงข่ายเพื่อประเมินผลกระทบและช่วยสื่อสารกับลูกค้าได้แม่นยำยิ่งขึ้น รวมถึงแนวคิด Zero Bit Zero Watt ที่ลดการใช้พลังงานของอุปกรณ์เครือข่ายในช่วงที่ไม่มีการใช้งาน เพื่อการประหยัดพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม”

สำหรับรางวัล FutureNet Asia Awards 2025 จัดขึ้นโดยบริษัท FutureNet World ซึ่งเป็นองค์กรผู้จัดงานประชุมและนิทรรศการด้านเทคโนโลยีเครือข่ายและระบบอัตโนมัติระดับนานาชาติ โดยมุ่งเน้นบทบาทของ AI (Artificial Intelligence) และเทคโนโลยีอัจฉริยะในการยกระดับเครือข่ายโทรคมนาคม โดยรางวัลสาขา The Network AI Award มอบให้กับองค์กรที่มีผลงานโดดเด่นในการพัฒนาและประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายและประสบการณ์ลูกค้าอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งในปีนี้ เอไอเอสและ Huawei ได้รับรางวัลนี้ในฐานะผู้นำนวัตกรรม AI Solution ที่ล้ำสมัยที่สุด เพื่อยกระดับทั้งด้าน Network Performance และ Customer Experience

การคว้ารางวัลนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 มาจากการนำ AI และ 5G ไปใช้พัฒนาเครือข่ายให้ตรวจจับและแก้ไขปัญหาสัญญาณได้ก่อนกระทบลูกค้า พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของระบบ ช่วยให้ลูกค้าใช้งานได้ต่อเนื่องและเสถียรมากขึ้น ขณะเดียวกันเอไอเอสเดินหน้าบทบาท Cognitive Tech-Co เชื่อมการพัฒนาเครือข่ายกับแนวทาง ESG เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน

“มูลนิธิซิตี้” บริจาค 6 ล้านบาทให้ “มูลนิธิช่วยเหลือเด็ก” ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และศรีลังกา

0

มูลนิธิซิตี้ (Citi Foundation) มอบเงินบริจาคจำนวน 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6 ล้านบาท ให้มูลนิธิช่วยเหลือเด็ก (Save the Children) เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยจากมรสุมและพายุหมุนเขตร้อนในประเทศไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และศรีลังกา โดยเงินบริจาคดังกล่าวจะนำไปใช้ในการเยียวยาชุมชนที่ได้รับผลกระทบ ผ่านการจัดหาสิ่งของบรรเทาทุกข์ การจัดศูนย์พักพิงชั่วคราว และการคุ้มครองเด็กในภาวะวิกฤติ

แบรนดี แมคเฮล หัวหน้าฝ่ายการลงทุนเพื่อสังคมและการพัฒนาชุมชน ธนาคารซิตี้แบงก์ และประธานมูลนิธิซิตี้ กล่าวว่า “มูลนิธิซิตี้ขอส่งกำลังใจให้แก่ประชาชนในประเทศไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และศรีลังกา เพื่อให้สามารถฟื้นฟูและกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็ว หลังเผชิญอุทกภัยรุนแรง พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการยืนเคียงข้างชุมชนในยามวิกฤติ โดยเชื่อมั่นว่าความร่วมมือกับมูลนิธิช่วยเหลือเด็กในครั้งนี้ จะสามารถส่งมอบความช่วยเหลือที่จำเป็น และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนได้อย่างเป็นรูปธรรม”

ทั้งนี้ มูลนิธิช่วยเหลือเด็กมีประสบการณ์ด้านการบรรเทาทุกข์และการฟื้นฟูจากภัยพิบัติอย่างยาวนาน โดยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองความปลอดภัย การดูแลสุขภาพ และการส่งเสริมการศึกษาแก่เด็กในสถานการณ์ฉุกเฉิน มูลนิธิฯ ได้ดำเนินงานในประเทศไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2522 และที่ผ่านมาได้สนับสนุนประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ ผ่านการจัดหาสิ่งของอุปโภคที่จำเป็น และเสื้อชูชีพสำหรับเด็ก รวมถึงมีการจัดตั้งพื้นที่ปลอดภัยภายในศูนย์อพยพ เพื่อให้เด็กและเยาวชนสามารถเล่นและเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม ควบคู่กับการส่งมอบความช่วยเหลือที่จำเป็น อาทิ ชุดของใช้สำหรับทารก และชุดดูแลสุขอนามัย แก่ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

นอกจากนี้ มูลนิธิซิตี้ยังตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการดำเนินงานของโครงการเพื่อสังคมในประเทศไทย อาทิ มูลนิธิแบงค็อก คอมมูนิตี้ เฮลป์ (Bangkok Community Help Foundation) ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรที่ได้รับทุนจากโครงการ Global Innovation Challenge ประจำปี 2567 โดยทางมูลนิธิฯ ได้เร่งระดมทรัพยากรเพื่อให้ความช่วยเหลือชุมชนในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างรุนแรง สะท้อนถึงบทบาทความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกับภาคีท้องถิ่นในการรับมือกับภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ

ติดตามข้อมูลการดำเนินงานของมูลนิธิซิตี้เพิ่มเติมได้ทาง https://www.citigroup.com/global/foundation

สองโปรกอล์ฟสาว ‘โปรจีน–โปรข้าวกล้อง’ จัดกอล์ฟการกุศล ฟื้นฟู รพร.เดชอุดม

0

“โปรจีน” อาฒยา ฐิติกุล นักกอล์ฟหญิงมือหนึ่งของโลก ร่วมกับ “โปรข้าวกล้อง” กีรัตริยา ฟูเจริญ จัดกิจกรรม JK GOLF CHARITY ปีที่ 2 ณ Royal Lakeside Golf Club เพื่อรวมพลังน้ำใจจากนักกอล์ฟ ระดมทุนช่วยเหลือ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม (รพร.) อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี หลังได้รับผลกระทบจากเหตุเพลิงไหม้เมื่อช่วงต้นปี 2568

รายได้จากกิจกรรมหลังหักค่าใช้จ่าย รวมทั้งเงินสนับสนุนจากบริษัทต่างๆ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 9,983,000 บาท นำไปสมทบทุนการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อซ่อมแซมและฟื้นฟูโรงพยาบาลให้สามารถกลับมาเปิดให้บริการประชาชนได้อย่างเต็มศักยภาพโดยเร็ว

กลุ่มบริษัทซีพี ผู้สนับสนุนโปรจีนมาอย่างต่อเนื่อง ได้เป็นหนึ่งในบริษัทที่ร่วมส่งต่อพลังแห่งการให้ ผ่านกิจกรรม CPF Charity Golf – Fuel the Foundation ที่จัดโดยซีพีเอฟ หรือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) เพื่อขอเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมตอบแทนสังคมไปด้วยกัน.

AIS ร่วมกับ ปภ. ทดสอบระบบแจ้งเตือนภัย Cell Broadcast ระดับประเทศ ตอกย้ำความพร้อมเครือข่ายครอบคลุมทั่วไทย เพื่อคนไทยทุกสถานการณ์

0

ท่ามกลางสถานการณ์ฉุกเฉินในปัจจุบันที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นฝุ่น PM2.5, อุทกภัย และอุบัติเหตุร้ายแรง เอไอเอสในฐานะเครือข่ายเคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์ ได้ร่วมมือกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เดินหน้าพร้อมนำโครงข่ายอัจฉริยะสนับสนุนการแจ้งเตือนภัย ผ่านระบบ Cell Broadcast (CBS) โดยผนึกความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงาน กสทช. และกรมประชาสัมพันธ์ ล่าสุดได้ทดสอบระบบการแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินผ่านสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ครอบคลุม 76 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร เพื่อประเมินความพร้อมและประสิทธิภาพของระบบ

ผลการทดสอบพบว่าประชาชนได้รับข้อความตรงเวลา 14.00 น. ทั้งบนสมาร์ทโฟนระบบ Android และ iOS สะท้อนความสำเร็จตามเป้าหมาย และตอกย้ำศักยภาพเครือข่ายเพื่อคนไทยของ AIS ที่พร้อมสนับสนุนภารกิจในการส่งข้อมูลสำคัญได้อย่างรวดเร็ว และครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงภัยทั่วประเทศ โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธี  พร้อมด้วย นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และนายวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าหน่วยธุรกิจงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ AIS ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

ทั้งนี้ การส่งแจ้งเตือนครั้งนี้ดำเนินการผ่าน Cell Broadcast Entities (CBE) ที่สั่งการโดย ปภ. ซึ่งทำหน้าที่ออกประกาศเตือนภัยพิบัติในสถานการณ์ต่าง ๆ โดยมีเครือข่ายอัจฉริยะของ AIS สนับสนุนการส่งข้อความให้เข้าถึงประชาชนได้ครอบคลุมทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะลึก สูง กว้างไกล แค่ไหน ทั้งนี้ เพื่อความพร้อมในการรับข้อความแจ้งเตือน แนะนำให้ประชาชนตรวจสอบและอัปเดตระบบปฏิบัติการให้เป็นไปตามเงื่อนไขการทดสอบ โดยต้องเป็น Android 11 ขึ้นไป หรือ iOS 18 ขึ้นไป

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จด 6 DR ใหม่หุ้นชั้นนำจากสหรัฐฯ ออกโดย Yuanta เริ่มซื้อขาย 20 ม.ค. นี้

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รับจดทะเบียนตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) 6 หลักทรัพย์ใหม่ อ้างอิงหุ้นชั้นนำในตลาดหลักทรัพย์แนสแด็ก (NASDAQ) และตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) ออกโดย บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด (Yuanta) เริ่มซื้อขายในตลาดหุ้นไทย 20 มกราคม 2569

ชื่อย่อ DRหลักทรัพย์อ้างอิงรายละเอียดธุรกิจตลาดหลักทรัพย์ที่จดทะเบียน
AAPL19Apple Inc. (AAPL)บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ที่ออกแบบ ผลิต และจำหน่ายผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ และบริการดิจิทัลNASDAQ
DDOG19Datadog, Inc. (DDOG)บริษัทซอฟต์แวร์ที่ให้บริการแพลตฟอร์มการตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลแบบครบวงจรสำหรับระบบคลาวด์ขนาดใหญ่ ที่เน้นด้านการสังเกตการณ์ระบบ และความปลอดภัยNASDAQ
ISRG19Intuitive Surgical, Inc. (ISRG)บริษัทเทคโนโลยีการแพทย์ชั้นนำ เชี่ยวชาญการออกแบบ พัฒนา และผลิตหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดNASDAQ
MICRON19Micron Technology, Inc. (MU)บริษัทผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ที่เน้นด้านหน่วยความจำและการจัดเก็บข้อมูลNASDAQ
MSFT19Microsoft Corporation (MSFT)บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ที่มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาและนำเสนอโซลูชันด้านซอฟต์แวร์ บริการคลาวด์ อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ และแพลตฟอร์มดิจิทัลNASDAQ
NOW19ServiceNow, Inc. (NOW)บริษัทซอฟต์แวร์ที่ให้บริการแพลตฟอร์มคลาวด์ (SaaS-Software as a Service) ที่เน้นการจัดการกระบวนการทำงานภายในองค์กรNYSE

ผู้สนใจศึกษารายละเอียด 6 DR ใหม่ได้ที่เว็บไซต์สำนักงาน ก.ล.ต. www.sec.or.th หรือบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์คือ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด https://dr.yuanta.co.th หรือศึกษาผลิตภัณฑ์ DR เพิ่มเติมได้ที่ www.set.or.th/dr     

AIS แจ้งประชาชน 20 ม.ค.นี้ ร่วมกับ ปภ. ทดสอบระบบเตือนภัยผ่าน Cell Broadcast ทั่วประเทศ แค่ทดสอบ ไม่ใช่เหตุการณ์จริง

0

AIS ขอแจ้งให้ประชาชนทราบว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) มีกำหนดทดสอบระบบแจ้งเตือนภัยผ่านโทรศัพท์มือถือด้วยเทคโนโลยี Cell Broadcast ในระดับประเทศ วันอังคารที่ 20 มกราคม 2569 เวลา 14.00 น. ครอบคลุมพื้นที่ 76 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร เพื่อยืนยันความพร้อมของระบบเตือนภัยระดับชาติให้สามารถส่งข้อความได้รวดเร็ว ครอบคลุม และแม่นยำมากยิ่งขึ้น

ในการทดสอบครั้งนี้ โทรศัพท์มือถือของประชาชนในพื้นที่รับสัญญาณจะมี เสียงเตือนและข้อความแจ้งเตือนแสดงอัตโนมัติ โดยเป็นข้อความทดสอบ จาก ปภ. เท่านั้น โดยจะระบุว่า “ทดสอบแจ้งเตือนภัย ไม่ใช่สถานการณ์จริง จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โปรดอย่าตื่นตระหนก” ขอให้ประชาชน ไม่ตื่นตระหนก และรับทราบว่า ไม่ใช่สถานการณ์จริง

AIS ขอเน้นย้ำเพื่อความปลอดภัยว่า ข้อความทดสอบจะไม่มีการแนบลิงก์ใดๆ หากพบข้อความลักษณะชวนกดลิงก์หรือให้กรอกข้อมูลส่วนบุคคล ขอให้หลีกเลี่ยงทันที เพราะอาจเป็นการแอบอ้างจากมิจฉาชีพ

เช็กความพร้อมมือถือก่อนวันทดสอบ :

• ระบบจะแจ้งเตือนขึ้นอัตโนมัติบนหน้าจอ แม้อยู่ในโหมดเงียบ/ล็อกหน้าจอ (ขึ้นกับการรองรับของอุปกรณ์)

• แนะนำตรวจสอบ/อัปเดตระบบปฏิบัติการให้รองรับเงื่อนไขการทดสอบ โดยต้องเป็น Android 11 ขึ้นไป หรือ iOS 18 ขึ้นไป

• ไม่ต้องติดตั้งแอปเพิ่ม เพื่อรับข้อความทดสอบ

AIS พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานร่วมกับภาครัฐในการยกระดับระบบเตือนภัยของประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้รับการแจ้งเตือนที่รวดเร็วและครอบคลุมเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจริง พร้อมขอความร่วมมือประชาชนรับทราบการทดสอบในวันที่ 20 มกราคมนี้ และช่วยกันส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อลดความตื่นตระหนกในสังคม