Home Blog Page 2

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือสมาคมนักลงทุนประเทศไทย จัดงาน “AI for Investors: ติดอาวุธนักลงทุนด้วย AI” เปิดตัวคอร์สออนไลน์ เรียนฟรี ก.ย.-ต.ค. นี้

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสมาคมนักลงทุนประเทศไทย ร่วมจัดโครงการ “AI for Investors: ติดอาวุธนักลงทุนด้วย AI” ส่งเสริมทักษะผู้ลงทุนไทยให้ก้าวทันเทคโนโลยี AI ตั้งแต่พื้นฐานสู่การวิเคราะห์และบริหารพอร์ตการลงทุนได้จริง โดยมี สรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์ฯ ทิวา ชินธาดาพงศ์ นายกสมาคมนักลงทุนประเทศไทย พร้อมด้วยผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ฯ และสมาคมฯ ร่วมเปิดงาน รวมถึงวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ร่วมให้ข้อมูลความรู้ในสัมมนาเปิดตัวโครงการ เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2569 มีผู้ร่วมงานคับคั่งกว่า 700 คน สะท้อนความมุ่งมั่นในการส่งเสริมผู้ลงทุนให้สามารถนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์เพื่อเพิ่มโอกาสในการลงทุน

“AI for Investors: ติดอาวุธนักลงทุนด้วย AI” เป็นคอร์สออนไลน์ที่สอนโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้าน AI และนักลงทุนระดับแนวหน้า ผู้ลงทุนสามารถเรียนรู้ได้ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 19.00 น. ระหว่างวันที่ 3 ก.ย.-29 ต.ค. 2569 ทาง YouTube “SET Thailand” และ “สมาคมนักลงทุนประเทศไทย” เรียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

เมืองไทยประกันชีวิตครอง Share of Voice 42% อันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2  ตอกย้ำการสื่อสารที่เข้าถึงประชาชน เด่นด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ บริการลูกค้า และคอนเทนต์สุขภาพ “Go Healthier with MTL”

0

เมืองไทยประกันชีวิตตอกย้ำความแข็งแกร่งของแบรนด์ จากผล Social Monitoring & Listening เมษายน–มิถุนายน 2569 ซึ่งได้รับการกล่าวถึงรวม 256,448 Mentions คิดเป็น Share of Voice 42% จากทั้งหมด 613,411 Mentions ในกลุ่มแบรนด์ประกันชีวิตที่ทำการติดตาม ครองอันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกที่ 37% โดยมีแรงสนับสนุนจากการสื่อสารด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ การบริการลูกค้า และรายการออนไลน์ “Go Healthier with MTL” ซึ่งมีคุณสาริศา ล่ำซำ เป็นผู้ดำเนินรายการ

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เมืองไทยประกันชีวิตสามารถเชื่อมโยงการสื่อสาร ผลิตภัณฑ์ บริการ และคอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์ เข้ากับความสนใจของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเสียงตอบรับที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์เป็นภาพสะท้อนสำคัญของการรับรู้ ความสนใจ และการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์อย่างต่อเนื่อง”

เมื่อพิจารณาเป็นรายเดือน เมืองไทยประกันชีวิตได้รับการกล่าวถึงจำนวน 108,200 Mentions ในเดือนเมษายน  93,986 Mentions ในเดือนพฤษภาคม และ 54,262 Mentions ในเดือนมิถุนายน สะท้อนถึงการสื่อสารและกิจกรรมของบริษัทฯ ที่สามารถสร้างการรับรู้ได้อย่างต่อเนื่องตลอดไตรมาส ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ การบริการ ช่องทางดิจิทัล และเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

นอกจากนี้ เมืองไทยประกันชีวิตยังได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกรวม 1,676 Mentions โดยเดือนพฤษภาคมเป็นเดือนที่ได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกสูงสุดที่ 900 Mentions ตามด้วยเดือนเมษายน 561 Mentions และเดือนมิถุนายน 215 Mentions ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความสนใจของประชาชนที่มีต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ

ประเด็นที่ได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกส่วนใหญ่มาจากด้านผลิตภัณฑ์ 52% รองลงมาคือ บริการหลังการขาย 21% และภาพลักษณ์แบรนด์ 19% โดยแรงสนับสนุนสำคัญมาจากแคมเปญ D Health Lite และ BBPK กิจกรรมบนสื่อสังคมออนไลน์ ตลอดจนการให้บริการผ่าน MTL Customer Contact Center บริการ Video Call และ #MTLsmileservice ที่ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงข้อมูลและบริการได้สะดวกยิ่งขึ้น

อีกหนึ่งคอนเทนต์สำคัญที่มีส่วนช่วยสนับสนุนการเติบโตของ Share of Voice ในไตรมาสนี้ คือรายการออนไลน์ด้านสุขภาพและประกัน “Go Healthier with MTL” โดยมี คุณสาริศา ล่ำซำ เป็นผู้ดำเนินรายการ ถ่ายทอดความรู้จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในประเด็นสุขภาพใกล้ตัว อาทิ ฝุ่น PM2.5 อัลไซเมอร์ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไต การนอน เชื้อดื้อยา และ EP.7 ล่าสุด เรื่อง HYROX กับการเตรียมความพร้อมก่อนลงแข่งจริง ในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้จริง

ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวสะท้อนว่า Share of Voice ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขการกล่าวถึงบนโลกออนไลน์ แต่เป็นเสียงสะท้อนจากประชาชนที่แสดงถึงผลลัพธ์ของการดำเนินงาน ทั้งด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การยกระดับบริการ และการสื่อสารที่เข้าถึงผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน เมืองไทยประกันชีวิตจึงยังคงให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงของลูกค้าและประชาชน เพื่อนำข้อมูลเชิงลึกมาต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ลูกค้าให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การวิเคราะห์ครั้งนี้จัดทำโดย Wisesight ผู้ให้บริการด้าน Social Data Analytics และ Social Intelligence ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการรวบรวมและวิเคราะห์เสียงผู้บริโภคบนสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อนำไปสู่ข้อมูลเชิงลึกสำหรับการวางแผนและตัดสินใจขององค์กร โดยรวบรวมข้อความมากกว่า 15 ล้านข้อความต่อวัน และให้บริการแก่องค์กรกว่า 300 แห่ง

“เมืองไทยประกันชีวิตยังคงเดินหน้ารับฟังเสียงของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ คอนเทนต์ และช่องทางการสื่อสารที่เข้าถึงง่าย เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีในทุกมิติ ตลอดจนตอกย้ำบทบาทขององค์กรประกันชีวิตที่พร้อมดูแลและอยู่เคียงข้างลูกค้าในทุกช่วงของชีวิต พร้อมนำทุกเสียงสะท้อนมาต่อยอดสู่การพัฒนาที่ตอบโจทย์และสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าอย่างยั่งยืน” นายสาระกล่าวสรุป

บำรุงราษฎร์ชู Complete Heart Failure Care เส้นทางการรักษาที่ครอบคลุม สู่โอกาสใหม่ของผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว

0

บำรุงราษฎร์ชู “Complete Heart Failure Care” ผสานทีมแพทย์และเทคโนโลยีขั้นสูง ดูแลผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวอย่างสมบูรณ์ ย้ำการส่งต่อผู้ป่วยตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและการตัดสินใจรักษาอย่างทันท่วงที เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสมในเวลาที่เหมาะสม เพิ่มโอกาสรอดชีวิต ครอบคลุมตั้งแต่การรักษาด้วยยา การใช้ ECMO และ Impella การปลูกถ่ายหัวใจ ไปจนถึงการฟื้นฟูเพื่อกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพ

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จัด Exclusive Afternoon Tea Conversation ภายใต้หัวข้อ “Bumrungrad’s Complete Heart Failure Care Pathway: A Second Chance at Life” นำเสนอแนวทางการดูแลผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวอย่างครอบคลุมและเชื่อมโยงทุกขั้นตอนการรักษา ผ่านการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดของทีมสหสาขาวิชาชีพและเทคโนโลยีขั้นสูง ตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษาในระยะเริ่มต้น การดูแลผู้ป่วยภาวะวิกฤต การใช้เทคโนโลยีพยุงการทำงานของหัวใจ ปอด และการไหลเวียนโลหิต การปลูกถ่ายหัวใจ ตลอดจนการฟื้นฟูและติดตามผลระยะยาว

หัวใจล้มเหลวไม่ใช่โรคเดี่ยว แต่เป็นปลายทางของโรคหัวใจหลายชนิด
พญ.ปิยฉัตร พิพัฒนพงศ์โสภณ แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ หัวใจล้มเหลว และการปลูกถ่ายหัวใจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ภาวะหัวใจล้มเหลวเป็นปลายทางของโรคหัวใจหลายชนิด อาทิ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคลิ้นหัวใจ และภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง ผู้ป่วยแต่ละรายจึงมีสาเหตุและระดับความรุนแรงแตกต่างกัน แนวทางรักษาจึงเป็นการดูแลแบบเฉพาะบุคคล โดยเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับสภาวะของผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด โดยปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิต คือการส่งต่อผู้ป่วยมายังทีม Advanced Heart Failure ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น (Early Referral) โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยเริ่มมีอาการทรุดลง หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษามาตรฐาน เพื่อให้ทีมแพทย์มีเวลาในการประเมินและพิจารณาทางเลือกการรักษาขั้นสูง ก่อนที่ภาวะหัวใจล้มเหลวจะส่งผลกระทบต่ออวัยวะสำคัญอื่น

โดยยกกรณีของคุณ Timothy ผู้ป่วยชายวัย 64 ปี ที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงมานานกว่า 15 ปี แม้ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง แต่อาการทรุดลงอย่างรวดเร็วจนเข้าสู่ภาวะวิกฤตและต้องใช้เทคโนโลยีพยุงการทำงานของหัวใจ ทั้งการใส่ Pacemaker การใช้ CRT-D การทำ MitraClip และการรักษาด้วยยา เมื่อประเมินว่าหัวใจไม่สามารถฟื้นตัวได้เพียงพอ การปลูกถ่ายหัวใจจึงเป็นทางเลือกสำคัญ โดยตลอดเส้นทางการรักษาต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของทีมสหสาขาวิชาชีพ ตั้งแต่อายุรแพทย์โรคหัวใจด้านหัวใจล้มเหลว ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก ทีม CCU วิสัญญีแพทย์ นักเทคโนโลยีหัวใจ เภสัชกรผู้เชี่ยวชาญด้านยาโรคหัวใจ รวมถึงทีมผู้ประสานงานภาวะหัวใจล้มเหลวและการปลูกถ่ายหัวใจ ซึ่งเชื่อมโยงการดูแลและประสานข้อมูลกับครอบครัวและทีมรักษา เพื่อให้การรักษาดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง

ECPELLA เทคโนโลยีพยุงชีวิต ซื้อเวลาให้อวัยวะสำคัญฟื้นตัว
ด้าน ร.ต.อ.นพ.สกลวัชร มนต์ไตรเวศย์ แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ มัณฑนากรหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า เมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวขั้นวิกฤตหรือภาวะช็อก ทุกนาทีมีความหมายต่อโอกาสรอดชีวิต ทีมแพทย์จึงต้องประเมินและเลือกใช้เทคโนโลยีพยุงชีพในจังหวะเวลาที่เหมาะสม โดยผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง อาจพิจารณาใช้ ECMO เพื่อช่วยพยุงการทำงานของหัวใจและปอด ร่วมกับ pVAD หรือ Impella ซึ่งช่วยลดภาระการทำงานและความดันภายในหัวใจ หรือที่เรียกว่า ECPELLA เพื่อรักษาการไหลเวียนเลือดไปยังอวัยวะสำคัญ และเปิดโอกาสให้ร่างกายฟื้นตัวจากภาวะวิกฤต

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความสำเร็จ ปัจจัยสำคัญคือการเลือกใช้เทคโนโลยีในเวลาที่เหมาะสม ประสบการณ์ของทีมผู้เชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะเป็น แพทย์มัณฑนากรหัวใจและหลอดเลือด ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก วิสัญญีแพทย์ นักเทคโนโลยีหัวใจและทรวงอก ทีม CCU และบุคลากรทุกฝ่ายที่ร่วมกันติดตามภาวะแทรกซ้อนอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง โดยในกรณีที่หัวใจไม่สามารถฟื้นกลับมาทำงานได้เพียงพอ เทคโนโลยีพยุงชีพขั้นสูงสามารถทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมสู่การปลูกถ่ายหัวใจ (Bridge to Transplant) เพื่อประคับประคองระบบไหลเวียนเลือด เปิดโอกาสให้อวัยวะสำคัญฟื้นตัว และเตรียมความพร้อมของผู้ป่วยสำหรับการปลูกถ่ายหัวใจเมื่อมีหัวใจบริจาคที่เหมาะสม

ปลูกถ่ายหัวใจ ภารกิจแข่งกับเวลาภายในกรอบไม่เกิน 4 ชั่วโมง
นพ.พัชร อ่องจริต แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า เมื่อได้รับแจ้งจากสภากาชาดไทยว่า มีหัวใจบริจาคที่เข้ากันได้กับผู้ป่วย ทุกฝ่ายต้องเข้าสู่กระบวนการทำงานแข่งกับเวลาทันที เนื่องจากหัวใจที่นำออกจากร่างผู้บริจาคมีระยะเวลาเก็บรักษานอกร่างกายโดยทั่วไปไม่เกิน 4 ชั่วโมง ขณะที่ทีมศัลยแพทย์เดินทางไปผ่าตัดนำหัวใจจากผู้บริจาค อีกทีมจะเตรียมผู้ป่วยและห้องผ่าตัดให้พร้อม โดยทุกขั้นตอนต้องดำเนินไปพร้อมกันอย่างเป็นระบบและไร้รอยต่อ รวมถึงการประสานด้านการเดินทางกับตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ เพื่อให้หัวใจบริจาคมาถึงผู้ป่วยภายในระยะเวลาที่กำหนด

การปลูกถ่ายหัวใจจึงไม่ใช่ภารกิจของศัลยแพทย์เพียงคนเดียว แต่เป็นการทำงานของทีมสหสาขาวิชาชีพ ทั้งศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก วิสัญญีแพทย์เฉพาะทางด้านการปลูกถ่ายอวัยวะ ทีมพยาบาลห้องผ่าตัด และบุคลากรทุกฝ่าย เพื่อให้การผ่าตัดดำเนินไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ สถาบันโรคหัวใจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีประสบการณ์ในการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจที่ประสบความสำเร็จมานานกว่า 20 ปี โดยได้รับอนุญาตจากสภากาชาดไทยให้เป็นศูนย์ปลูกถ่ายหัวใจ และได้รับการรับรองมาตรฐาน JCI Heart Failure จากสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ ยังได้รับการจัดอันดับจากนิตยสาร Newsweek ให้เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลเฉพาะทางที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2569 ด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ และเป็นโรงพยาบาลไทยเพียงแห่งเดียวที่ติดอันดับดังกล่าว รวมทั้งได้รับการจัดอันดับให้เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางที่ดีที่สุดในเอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2569 ด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจและศัลยศาสตร์หัวใจ เป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย

โดยผลลัพธ์การรักษา มีอัตราการเสียชีวิตภายใน 30 วันหลังการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจเป็น 0 (30-day mortality = 0) ขณะที่ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวขั้นสูงที่ได้รับการปลูกถ่ายหัวใจมีอัตราการรอดชีวิตหลังการผ่าตัดประมาณ 85–90% ขณะที่ผู้ป่วยกลุ่มนี้ หากไม่ได้รับการปลูกถ่ายหัวใจ อาจมีโอกาสเสียชีวิตภายใน 1–2 ปี

การปลูกถ่ายหัวใจไม่ใช่ปลายทาง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการกลับไปใช้ชีวิต
ขณะที่ คุณรุจิรา ทรงประโคน Division Director, Clinical Service Line-OPD 1 โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ทีมผู้ประสานงานการปลูกถ่ายหัวใจมีบทบาทสำคัญตลอดเส้นทางการรักษา โดยทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมสำคัญของ Integrated Patient Journey ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนรอรับบริจาคหัวใจกับสภากาชาดไทย การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างทีม Heart Failure ทีม ICU และทีมปลูกถ่ายหัวใจ ไปจนถึงการสื่อสารกับผู้ป่วยและครอบครัว โดยเฉพาะในช่วงรอรับบริจาคหัวใจที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าโอกาสจะมาถึงเมื่อใด ทุกฝ่ายจึงต้องมีความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ทีมแพทย์ ทีมดูแลผู้ป่วย และครอบครัวได้รับข้อมูลตรงกัน สามารถตัดสินใจร่วมกัน และพร้อมดำเนินการทันทีเมื่อมีหัวใจบริจาคที่เหมาะสม

หลังการปลูกถ่ายหัวใจ ผู้ป่วยจะเข้าสู่โปรแกรม Cardiac Rehabilitation โดยทีมสหสาขาวิชาชีพร่วมดูแลทั้งด้านการฟื้นฟูร่างกาย โภชนาการ การใช้ยา และการติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง พร้อมเตรียมความพร้อมให้ผู้ป่วยและครอบครัวสำหรับการดูแลตนเองหลังกลับบ้าน ภายใต้แนวคิด Family-centered Care ที่ให้ครอบครัวมีส่วนร่วมตลอดกระบวนการรักษา เพราะความสำเร็จของการปลูกถ่ายหัวใจไม่ได้หมายถึงเพียงการรอดชีวิตหรือผ่านการผ่าตัด แต่คือการช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิต ทำกิจวัตรประจำวัน และมีช่วงเวลาที่มีคุณค่าร่วมกับครอบครัวอีกครั้ง

การปลูกถ่ายหัวใจจึงไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการรักษา แต่เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ ขณะที่การวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว การส่งต่อผู้ป่วยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การตัดสินใจใช้เทคโนโลยีในเวลาที่เหมาะสม และการทำงานร่วมกันของทีมสหสาขาวิชาชีพ คือองค์ประกอบสำคัญในการเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้แก่ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สถาบันโรคหัวใจ ชั้น 14 อาคาร A (คลินิก) โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โทร. 065 509 9198 (8:00-20:00 น.) หรือ 02 066 8888 (20:00-8:00 น.)

รวมพลังพนักงานทรูทั่วประเทศ ลงพื้นที่ใกล้ชิดลูกค้า “เติมใจให้กัน ด้วยสัญญาณที่ถึงใจ” ยกระดับ True Customer Day 2026 สู่ภารกิจฟังเสียงลูกค้า ขับเคลื่อน Big Moves ด้านประสบการณ์ลูกค้าที่ดีกว่า

0

จาก “สัญญาณ” ที่เชื่อมต่อผู้คน สู่ “สัญญาณที่ถึงใจ” พร้อมก้าวใหญ่ เพื่อประสบการณ์ลูกค้าที่ดีกว่า…ทรู คอร์ปอเรชั่น ยกระดับ True Customer Day 2026 จากกิจกรรมขอบคุณลูกค้า สู่ภารกิจสำคัญของทั้งองค์กรในการลงพื้นที่พบลูกค้า รับฟังเสียงสะท้อนจากประสบการณ์จริง และนำอินไซต์ที่ได้กลับไปพัฒนาบริการในทุกมิติ สานต่อพันธกิจการเป็นองค์กรโทรคมนาคม-เทคโนโลยีที่ยึด “ลูกค้า” เป็นหัวใจสำคัญ ภายใต้แนวคิด “เติมใจให้กัน ด้วยสัญญาณที่ถึงใจ” นำโดย คุณซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมคณะผู้บริหารและพนักงานกว่า 2,000 คน ออกเดินสายพร้อมกันทั่วประเทศ ผ่าน 9 เส้นทางยุทธศาสตร์ ครอบคลุมกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่ ได้แก่ เชียงใหม่ นครปฐม ชลบุรี ขอนแก่น นครราชสีมา และสงขลา เพื่อพบปะลูกค้าอย่างใกล้ชิด ทั้งในแหล่งชุมชน ย่านธุรกิจ ศูนย์การค้า และพื้นที่การใช้ชีวิตจริงของผู้คน

ภารกิจครั้งนี้สะท้อนหนึ่งใน Big Moves สำคัญของทรู ด้าน Customer Experience ที่จะยกระดับประสบการณ์ลูกค้าอย่างเป็นระบบ ผ่านการทำงานร่วมกันของทุกทีมทั้งองค์กร ตั้งแต่ผู้บริหาร พนักงานหน้าร้าน ทีมเครือข่าย ทีมดิจิทัล ทีมบริการลูกค้า ไปจนถึงทีมดูแลความปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อให้ทุกเสียงสะท้อนจากลูกค้าไม่หยุดอยู่เพียงการรับฟัง แต่ถูกนำไปต่อยอดเป็นการพัฒนาบริการจริงในทุกจุดสัมผัส ตอกย้ำเป้าหมายของทรูในการส่งมอบประสบการณ์ที่เข้าถึง เข้าใจ และอยู่เคียงข้างลูกค้าในทุกวัน ทั้งด้านความมั่นใจในการเชื่อมต่อ ความคุ้มค่าในชีวิตประจำวัน และความปลอดภัยในโลกดิจิทัล

คุณซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “True Customer Day สะท้อนความมุ่งมั่นของทรูในการขับเคลื่อนวัฒนธรรมที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง ผ่านภารกิจที่พนักงานทุกคนมีเป้าหมายร่วมกันในการให้ความต้องการ และประสบการณ์ของลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญของทุกการตัดสินใจ และทุกกระบวนการทำงาน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของกลยุทธ์ก้าวใหญ่เพื่อประสบการณ์ที่ดีกว่า วันนี้ พนักงานด่านหน้าและทีมสนับสนุนกว่า 2,000 คน พร้อมใจกันลงพื้นที่เพื่อสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า ผ่านสิทธิพิเศษและของรางวัลแทนคำขอบคุณ พร้อมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากลูกค้าโดยตรง เพื่อนำเสียงสะท้อนเหล่านั้นไปต่อยอดและพัฒนาการให้บริการอย่างต่อเนื่อง สำหรับทรู เสียงของลูกค้าคือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทั่วทั้งองค์กร ตั้งแต่การพัฒนาเครือข่าย การออกแบบบริการ ไปจนถึงการสร้างประสบการณ์ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้รับความเข้าใจ การดูแล และการสนับสนุนในทุกวัน”

ภายใต้แนวคิด “เติมใจให้กัน” ทรูออกแบบสิทธิประโยชน์ของ True Customer Day 2026 ให้ครอบคลุมการดูแลลูกค้าใน 3 มิติสำคัญ ครอบคลุมทั้ง เติมความเชื่อมั่นในทุกการเชื่อมต่อ เติมความคุ้มค่าให้ทุกวันประทับใจ และเติมการปกป้องให้ใช้ชีวิตดิจิทัลได้อย่างมั่นใจ
1.เติมความเชื่อมั่นในทุกการเชื่อมต่อ (Network Leadership) ตอกย้ำความมั่นใจในคุณภาพเครือข่าย ด้วยสิทธิ์รับฟรีเน็ต True5G เต็มสปีด 3GB นาน 1 วัน และสิทธิเพิ่มความเร็วอินเทอร์เน็ตบ้านฟรีนาน 15 วัน เพื่อให้ลูกค้าใช้งานได้อย่างลื่นไหลและมั่นใจยิ่งขึ้น
2.เติมความคุ้มค่าให้ทุกวันประทับใจ (More Value Everyday) ส่งต่อสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน อาทิ คูปองบนมือถือ 7-Eleven มูลค่า 10 บาท ใช้แทนเงินสดในร้าน 7-Eleven, สิทธิ์ใช้งาน TrueVisions NOW ฟรี 7 วัน เพื่อรับชมคอนเทนต์ กีฬา และความบันเทิง, สิทธิ์ใช้งาน “ตาตั้ง by TrueID” ฟรี 7 วัน สำหรับรับชมซีรีส์สั้นแนวตั้งได้ไม่อั้น, ส่วนลด 30% สำหรับอุปกรณ์ Smart Home รุ่นที่ร่วมรายการบน TrueX และส่วนลดมือถือ 5G เพิ่มเติม 200 บาท เมื่อซื้อเครื่องพร้อมแพ็กเกจที่ร่วมรายการ ณ True Shop หรือ dtac hall
3.เติมการปกป้องให้ใช้ชีวิตดิจิทัลไร้กังวล (Care Beyond Service) มอบสิทธิ์ทดลองใช้งาน True CyberSafe PRO ฟรี 1 เดือน เพื่อช่วยปกป้องลูกค้าจากภัยไซเบอร์และมิจฉาชีพออนไลน์ พร้อมระบบบล็อก แจ้ง และเตือนภัยตลอด 24 ชั่วโมง สะท้อนความตั้งใจของทรูในการดูแลลูกค้าให้ครอบคลุมมากกว่าการให้บริการสัญญาณ แต่รวมถึงความปลอดภัยในชีวิตดิจิทัล

ลูกค้าสามารถรับสิทธิพิเศษได้หลากหลายช่องทาง ทั้งการพบทีม Troop ในพื้นที่กิจกรรม การเข้าร่วมผ่าน True Shop และ dtac hall ที่ร่วมรายการ หรือการกดรับสิทธิ์ผ่านช่องทางออนไลน์บนแอปทรู เพื่อให้ลูกค้าทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงความคุ้มค่าและการดูแลจากทรูได้อย่างสะดวก

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของกิจกรรมปีนี้ คือการรับฟังเสียงลูกค้าอย่างเป็นระบบผ่านแบบสอบถามหน้างาน โดยทีมพนักงานจะพูดคุยและบันทึกฟีดแบ็กจากลูกค้าอย่างเจาะจง เพื่อนำข้อมูลจริงจากพื้นที่กลับไปต่อยอดการพัฒนาบริการ รวมถึงการเซอร์ไพรส์ลูกค้าเก่าที่ใช้บริการกับทรูหรือดีแทคมากกว่า 10 ปี เพื่อแทนคำขอบคุณสำหรับความไว้วางใจที่มีให้กันมาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากการส่งมอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าแล้ว คณะผู้บริหารและพนักงานทรูยังเดินสายเยี่ยมเยียน True Shop และ dtac hall รวม 40 จุดทั่วประเทศ เพื่อขอบคุณและส่งกำลังใจให้พนักงานหน้าร้าน ซึ่งเป็นด่านหน้าสำคัญในการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด พร้อมมอบ “Heart Cookies” ภายใต้ข้อความ “We care. We appreciate.” เพื่อสะท้อนค่านิยม Compassion และตอกย้ำวัฒนธรรมองค์กรที่ให้ความสำคัญกับทั้งลูกค้าและคนทำงานที่อยู่เบื้องหลังประสบการณ์ที่ดีในทุกวัน

True Customer Day 2026 “เติมใจให้กัน ด้วยสัญญาณที่ถึงใจ ” จึงเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อน จากทรู คอร์ปอเรชั่น ในการขับเคลื่อนองค์กรด้วยพลังของลูกค้า เปลี่ยนทุกเสียงสะท้อนจากพื้นที่จริงให้กลายเป็นแนวทางพัฒนาบริการที่ตอบโจทย์มากขึ้น พร้อมตอกย้ำบทบาทของทรูในฐานะบริษัทโทรคมนาคม-เทคโนโลยีชั้นนำของประเทศไทย ที่มุ่งเชื่อมโยงผู้คน ครอบครัว ธุรกิจ และสังคมไทย ผ่านโครงข่ายคุณภาพสูง นวัตกรรมดิจิทัล และบริการที่ออกแบบโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อร่วมสร้างสังคมดิจิทัลที่เชื่อมต่อได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และยั่งยืน


โค้งสุดท้าย! AIS Academy ชวนคนรุ่นใหม่ทั่วประเทศ สมัคร JUMP THAILAND HACKATHON 2026 เดินสาย Roadshow – Bootcamp บ่มเพาะไอเดีย AI เพื่ออนาคตการศึกษาไทย ก่อนปิดรับสมัคร 16 สิงหาคมนี้

0

AIS Academy เดินสายจัดกิจกรรม Roadshow และ Bootcamp ในมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ภายใต้โครงการ JUMP THAILAND HACKATHON 2026 ชวนนิสิต นักศึกษาร่วมเรียนรู้ พัฒนาไอเดีย และเตรียมความพร้อมในการสร้างนวัตกรรม AI เพื่ออนาคตการศึกษาไทย โดยตลอดช่วงที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่พบคนรุ่นใหม่ในมหาวิทยาลัยและหัวเมืองสำคัญในแต่ละภูมิภาค เปิดพื้นที่ให้ได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ ทดลองคิดจากโจทย์จริง พร้อมรับคำแนะนำเพื่อนำไปต่อยอดแนวคิดก่อนเข้าสู่การแข่งขัน Hackathon สะท้อนความคึกคักของคนรุ่นใหม่ทั่วประเทศ ก่อนเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการเปิดรับสมัครถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2569

สำหรับ JUMP THAILAND HACKATHON 2026 จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ภายใต้โจทย์ “AI for the Future of Thai Education: ปัญญาประดิษฐ์เพื่ออนาคตการศึกษาไทย” โดย AIS Academy ร่วมกับ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA พร้อมความร่วมมือจากภาคการศึกษาและพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง เปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษาจากทั่วประเทศ นำศักยภาพด้านเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และมุมมองของคนรุ่นใหม่ มาร่วมพัฒนาไอเดียและนวัตกรรม AI ที่ตอบโจทย์อนาคตการศึกษาไทย ตลอดช่วงที่ผ่านมา โครงการได้จัดกิจกรรมทั้ง Roadshow และ Bootcamp ครอบคลุมหลายภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นภาคใต้ ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ภาคเหนือ ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น รวมถึงการลงพื้นที่ Roadshow ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ อาทิ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ก่อนเตรียมปิดท้ายกิจกรรม Bootcamp ภาคกลาง ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวันที่ 15 สิงหาคม 2569

กิจกรรมในแต่ละพื้นที่ถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าการประชาสัมพันธ์การแข่งขัน แต่เป็นพื้นที่ให้นิสิต นักศึกษาได้เริ่มต้นพัฒนาไอเดียอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การทำความเข้าใจปัญหาและโจทย์ด้านการศึกษา การเรียนรู้กระบวนการ Problem Framing การนำเสนอแนวคิดเพื่อรับ Feedback จากผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนการเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่สนใจสามารถค้นหาเพื่อนร่วมทีมและแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างกัน เพื่อช่วยให้ไอเดียตั้งต้นมีความชัดเจนและสามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาเป็นนวัตกรรมได้จริง โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของนิสิต นักศึกษาจากหลากหลายสาขา ที่ต้องการนำ AI เข้ามามีส่วนช่วยแก้โจทย์ทางการศึกษาในมิติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการเรียนรู้ การสร้างประสบการณ์การเรียนที่เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละคน การสนับสนุนการทำงานของครูและบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ที่ตอบโจทย์บริบทของประเทศไทย

ทั้งนี้ JUMP THAILAND HACKATHON 2026 จึงมุ่งสร้างพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ก้าวจากการเป็นเพียงผู้ใช้งานเทคโนโลยี ไปสู่การเป็น ผู้คิดและผู้สร้างนวัตกรรม ผ่านกระบวนการเรียนรู้และลงมือทำจริง พร้อมเชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาคเทคโนโลยี ภาคนวัตกรรม และภาคการศึกษา เพื่อช่วยให้คนรุ่นใหม่สามารถพัฒนาไอเดียจากโจทย์ที่มองเห็นรอบตัว และนำ AI มาใช้เป็นเครื่องมือสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับระบบการศึกษาไทยในอนาคต

สำหรับการแข่งขัน JUMP THAILAND HACKATHON 2026 เปิดรับนิสิต นักศึกษาระดับปริญญาตรีหรือ ปวส. จากทั่วประเทศ สมัครเข้าร่วมเป็นทีม ทีมละ 3–5 คน พร้อมที่ปรึกษาประจำทีม 1 คน เพื่อร่วมพัฒนาไอเดียและนวัตกรรม AI สำหรับอนาคตการศึกษาไทย ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 220,000 บาท พร้อมโอกาสในการพัฒนาแนวคิดร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ โดยทีมที่ผ่านเข้าสู่ 10 ทีมสุดท้าย จะได้ร่วมพัฒนาและนำเสนอผลงานในการแข่งขันรอบสุดท้าย ในรอบ Demo Day วันที่ 11 กันยายน 2569 เปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้ร่วมติดตามและส่งกำลังใจให้กับคนรุ่นใหม่ พร้อมชมผลงานและไอเดีย AI เพื่ออนาคตการศึกษาไทยจากทีมที่ผ่านเข้ารอบ

ทั้งนี้ โค้งสุดท้ายสำหรับนิสิต นักศึกษาที่มีไอเดียและอยากร่วมสร้างอนาคตการศึกษาไทยด้วย AI สามารถสมัครเข้าร่วม JUMP THAILAND HACKATHON 2026 ได้ถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2569 เวลา 18.00 น. ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครได้ที่ www.jumpthailand.com พร้อมติดตามและร่วมเชียร์ 10 ทีมสุดท้ายบนเวที Demo Day วันที่ 11 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00–12.30 น. ณ สามย่านมิตรทาวน์

ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ติดสปีดธุรกิจโรงแรมด้วย Thai Hyperscale Cloud จาก AIS Business วางรากฐานดิจิทัลอัจฉริยะ ยกระดับสู่ผู้นำอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งเอเชียแปซิฟิก

0
ภูผา เอกะวิภาต หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)

ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) บริษัทบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ และที่พักอาศัยระดับหรู โดยมีแบรนด์ภายใต้การบริหาร อาทิ อมารี ( Amari) OZO (โอโซ่) ชามา (Shama) และ โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ (Oriental Residence) นำศักยภาพของ AIS Cloud powered by Oracle Cloud Infrastructure บริการ Hyperscale Cloud แห่งแรกของไทยที่ดำเนินการและเป็นเจ้าของโดยคนไทย ซึ่งผสานเวิร์กโหลดสำคัญขององค์กรเข้ากับการควบคุมและดูแลข้อมูลภายในประเทศ พร้อมการบริหารจัดการแบบครบวงจรจาก AIS Business มาเสริมศักยภาพรากฐานดิจิทัลอัจฉริยะขององค์กร เพื่อเชื่อมโยงสำนักงานใหญ่และโรงแรมในเครือทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ให้สามารถเข้าถึงระบบและข้อมูล พร้อมทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ AIS Cloud สามารถรองรับการประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก เชื่อมต่อระบบได้หลากหลาย และปรับขยายทรัพยากรตามความต้องการ ครอบคลุมทั้งระบบบริหารทรัพยากรองค์กร หรือ ERP ระบบวิเคราะห์ข้อมูลและระบบปฏิบัติการของโรงแรม พร้อมต่อยอดสู่ AI ระบบ Automation และระบบอัจฉริยะ นอกจากนี้ AIS Business ยังผสานศักยภาพของคลาวด์เข้ากับโครงข่าย การดูแลข้อมูลภายในประเทศ และทีมผู้เชี่ยวชาญไทยที่เข้าใจบริบทธุรกิจและสามารถสื่อสารกับลูกค้าเป็นภาษาไทย จึงช่วยให้เข้าใจโจทย์ได้ตรงกัน เชื่อมโยงระบบ และใช้ข้อมูลร่วมกันระหว่างหลายประเทศได้อย่างคล่องตัว พร้อมรองรับการขยายธุรกิจของกลุ่มออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ฯ จากกว่า 45 แห่ง สู่มากกว่า 70 แห่งภายในปี 2030

              การขยายตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในเอเชียแปซิฟิกยิ่งตอกย้ำทั้งโอกาสและการแข่งขันของธุรกิจฮอสพิทาลิตี้ โดยสภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก (World Travel & Tourism Council: WTTC) ระบุว่า ในปี 2025 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP) จากภาคการเดินทางและท่องเที่ยวของเอเชียแปซิฟิกเติบโตถึง 8.1% สูงที่สุดในโลก และมีมูลค่ารวม 3.29 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ การเติบโตดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งเพิ่มความพร้อมทั้งด้านการบริหารจัดการ การรองรับการขยายธุรกิจ และการพัฒนาประสบการณ์ให้ตอบโจทย์นักเดินทางมากขึ้น กลุ่มออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ฯจึงเดินหน้ายกระดับศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและการบริหารข้อมูลให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพื่อสร้างความคล่องตัวในการดำเนินงาน และรองรับโอกาสการเติบโตทั่วทั้งภูมิภาคโดยหนึ่งในก้าวสำคัญคือการพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลกลางขององค์กร (Data Platform) ที่รวบรวมข้อมูลผู้เข้าพัก ข้อมูลการจอง และข้อมูลการดำเนินงานไว้ในคลังข้อมูลบนระบบคลาวด์ (Cloud Data Warehouse) เพื่อนำมาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกลูกค้า (Customer Insight) เชื่อมต่อกับระบบบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (Customer Relationship Management: CRM) และต่อยอดสู่การพัฒนาแคมเปญ บริการ และประสบการณ์เฉพาะบุคคล (Personalization) ที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่มได้มากยิ่งขึ้น

นายพิพัฒน์ ขนอนเวช รองประธานกรรมการแผนกเทคโนโลยีสารสนเทศ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป กล่าวว่า “สำหรับออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป การเดินหน้าสู่เป้าหมายในการเป็นบริษัทบริหารจัดการธุรกิจบริการขนาดกลางที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (To be the best medium-sized hospitality management company in Asia-Pacific) จำเป็นต้องมีรากฐานที่แข็งแกร่งในทุกมิติ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี เรามองว่าเทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานเท่านั้น แต่เป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับประสบการณ์ของผู้เข้าพัก พร้อมทั้งเสริมศักยภาพให้พนักงานสามารถส่งมอบบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง เรามั่นใจว่าจะสามารถรองรับการเติบโตของธุรกิจ ขยายการดำเนินงานในอนาคต และขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน” นายพิพัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

นายภูผา เอกะวิภาต หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “Cloud ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับขีดความสามารถของภาคธุรกิจ ทั้งในด้านการสร้างความคล่องตัว การขยายโอกาส และการนำข้อมูลมาต่อยอดเป็นคุณค่าใหม่ ทั้งนี้ ภายใต้เจตนารมณ์ของ AIS Business ในการเป็นพันธมิตรที่ร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย เรามุ่งพัฒนา AIS Cloud ในฐานะบริการคลาวด์ระดับ Hyperscale จากผู้ให้บริการไทย (AIS Cloud Thai Hyperscale) ที่เข้าใจบริบทและความต้องการของธุรกิจไทย พร้อมนำศักยภาพของเทคโนโลยีระดับโลกมาช่วยให้องค์กรเติบโตและแข่งขันได้ในเวทีระดับภูมิภาคและระดับโลก   โดยจากความร่วมมือกับออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ในครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ Hyperscale Cloud ในการเป็นรากฐานสำคัญของการทรานส์ฟอร์มธุรกิจฮอสพิทาลิตี้ ช่วยให้องค์กรสามารถขยายศักยภาพ เชื่อมโยงการเติบโตในหลายประเทศ  โดย AIS Business พร้อมสนับสนุนออนิกซ์ในฐานะองค์กรไทย ให้สามารถเติบโตอย่างแข็งแกร่งทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายทางธุรกิจได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน”

AIS Business พร้อมเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อส่งมอบมากกว่าโซลูชัน แต่เป็นพลังสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรม ช่วยให้ธุรกิจไทยก้าวข้ามข้อจำกัด สร้างความแตกต่าง เปิดโอกาสใหม่ และเติบโตอย่างแข็งแกร่งในเวทีระดับภูมิภาคและระดับโลก

ภาคธุรกิจที่สนใจ AIS Cloud ดูรายละเอียดและติดต่อได้ที่ https://www.ais.th/business/enterprise/technology-and-solution/cloud-and-data-center 

AIS จัดเซอร์ไพรส์ใหญ่ ชวนลุ้นเป็นเจ้าของ “กีตาร์หอบฟาง” ชิ้นเดียวในโลก จากมือพี่ป้อม-พี่โต๊ะ เพียงสมัครแพ็ก PLAY PASS ชมสดคอนเสิร์ต “อยากจะย้ำชัดๆ ครั้งสุดท้าย”

0

AIS จัดเซอร์ไพรส์สุดพิเศษเอาใจแฟนเพลงตัวจริงของ อัสนี-วสันต์ เปิดโซนหน้าจอ รับชมคอนเสิร์ตรอบสุดท้ายแบบสดๆ ผ่าน AIS PLAY ชวนลูกค้า AIS ที่สมัครแพ็กเกจ PLAY PASS ระหว่างวันที่ 8–31 สิงหาคม 2569 ร่วมลุ้นเป็นเจ้าของ “กีตาร์หอบฟาง” ของที่ระลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟชิ้นเดียวในโลก โดยลูกค้า 1 เบอร์ มีสิทธิ์ร่วมลุ้น 1 สิทธิ์ และจะประกาศรายชื่อผู้โชคดีในวันที่ 6 กันยายน 2569 ทางเพจ AIS  ยิ่งไปกว่านั้น ผู้โชคดีจะได้สัมผัสโมเมนต์สุดพิเศษด้วยการ รับรางวัลจากมือพี่ป้อมและพี่โต๊ะด้วยตัวเองที่คอนเสิร์ตรอบสุดท้าย ในวันที่ 8 กันยายน 2569 เรียกได้ว่าไม่เพียงได้ครอบครองของที่ระลึกชิ้นเดียวในโลก แต่ยังได้เก็บเกี่ยวความทรงจำสุดพิเศษจากศิลปินที่รักในค่ำคืนแห่งการบอกลาครั้งสำคัญอีกด้วย

แพ็กเกจ PLAY PASS เปิดโอกาสให้ลูกค้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ FAREWELL CONCERT อัสนี-วสันต์ “อยากจะย้ำชัดๆ ครั้งสุดท้าย” ในราคา 500 บาท (ไม่รวม VAT) รับชมสดผ่าน AIS PLAY ในการแสดงรอบสุดท้าย วันที่ 8 กันยายน 2569 ลูกค้ามือถือ AIS กด *678*500# โทรออก ส่วนลูกค้าเน็ตบ้านสามารถสมัครผ่านแอปฯ myAIS พร้อมรับสิทธิ์ชมคอนเสิร์ตย้อนหลัง (Rerun) ได้ระหว่างวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569 – 31 ธันวาคม 2570

นอกจากนี้ ลูกค้า AIS ทั้งมือถือและเน็ตบ้านยังได้รับโปสการ์ดพร้อมข้อความที่เขียนด้วยลายมือจาก “อัสนี-วสันต์” ฟรี! เมื่อสมัครแพ็กเกจ PLAY PASS ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป หรือจนกว่าสินค้าจะหมด โดยสามารถรับโปสการ์ดได้ที่ AIS Shop สาขาที่ร่วมรายการ ติดตามรายละเอียดและสมัครแพ็กเกจ PLAY PASS ได้ที่ www.ais.th/playpass

เมืองไทยประกันชีวิต ส่งต่อความหมายของ “ห่วง…ไม่เคยหาย”ผ่านเรื่องราวของ “ไบรท์ พิชญทัฬห์” และ “สิ่งของแทนใจ” ที่เก็บความคิดถึงไว้เสมอ

0

เมืองไทยประกันชีวิต ส่งต่อเรื่องราวความรักและความผูกพันในช่วงวันแม่ ผ่านเรื่องราวของ “ไบรท์ – พิชญทัฬห์ จันทร์พุฒ” ผู้ประกาศข่าวและพิธีกรชื่อดัง กับความคิดถึงที่มีต่อคุณแม่ ผ่าน “โทรศัพท์มือถือของแม่” สิ่งของธรรมดาที่วันนี้กลายเป็น “สิ่งของแทนใจ” และยังคงเก็บความทรงจำ ความรัก และความห่วงใยของแม่เอาไว้

เรื่องราวดังกล่าวเป็นการต่อยอดแนวคิดจากแคมเปญ “ห่วง…ไม่เคยหาย” ของเมืองไทยประกันชีวิต ที่เชื่อว่า ความห่วงใยไม่ได้จบลงในวันที่จากลา เพราะแม้คนที่เรารักจะไม่ได้อยู่ข้างกันแล้ว แต่ความรัก คำพูด คำสอน และเรื่องราวที่เคยมีร่วมกัน ยังคงอยู่กับคนข้างหลังและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเสมอ

ไบรท์ถ่ายทอดความผูกพันระหว่างเธอกับ คุณแม่มนทิรา จันทร์พุฒ หรือ “แม่ต้อย” คุณแม่ที่อยู่เคียงข้างและดูแลเธอในทุกช่วงของชีวิต หลายเหตุการณ์ในวันนั้นอาจเป็นเพียงวันธรรมดาของแม่กับลูก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ช่วงเวลาเหล่านั้นกลับกลายเป็นความทรงจำที่มีความหมาย

หนึ่งในสิ่งที่ไบรท์ยังคงเก็บรักษาไว้คือ “โทรศัพท์มือถือของแม่” แม้วันนี้จะไม่มีเสียงของแม่โทรเข้ามาเหมือนวันก่อน แต่โทรศัพท์เครื่องเดิมยังพาให้คิดถึงเจ้าของเครื่อง บทสนทนาที่เคยมี และช่วงเวลาที่แม่กับลูกเคยแบ่งปันร่วมกัน ของบางชิ้นจึงไม่ได้มีคุณค่าจากราคา แต่อยู่ที่เรื่องราวและคนที่เคยเป็นเจ้าของ
หลังจากเผยแพร่เรื่องราวของไบรท์เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมา ได้รับความสนใจอย่างมากบนโลกออนไลน์ ด้วยยอดเข้าชมรวมกว่า 16 ล้านวิว และความคิดเห็นกว่า 200 ข้อความ ภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง ผู้ชมจำนวนมากเข้ามาแบ่งปันความทรงจำของตัวเอง บางคนยังเก็บมือถือของแม่ บางคนเก็บนาฬิกาของพ่อ รวมถึงของใช้ของคนในครอบครัวที่จากไป เพราะทุกครั้งที่ได้เห็นหรือหยิบขึ้นมาสัมผัส สิ่งของเหล่านั้นยังพาให้คิดถึงคนที่เคยอยู่ด้วยกัน

เรื่องราวของไบรท์จึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงเรื่องของคนคนหนึ่ง แต่เปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้บอกเล่าความคิดถึงของตัวเอง แต่ละคนมีวิธีเก็บคนที่รักไว้ในชีวิตแตกต่างกัน บางคนเก็บไว้ในภาพถ่าย บางคนจดจำผ่านคำพูดและคำสอน ขณะที่บางคนเลือกเก็บไว้ผ่าน “สิ่งของแทนใจ” ที่อาจไม่มีมูลค่าทางตลาด แต่มีคุณค่าทางใจที่ประเมินไม่ได้

เมืองไทยประกันชีวิต ตั้งใจถ่ายทอดเรื่องราวนี้ในช่วงวันแม่ เพื่อส่งกำลังใจถึงผู้ที่เคยสูญเสียคนที่รัก เพราะแม้วันนี้จะไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่ความรัก ความทรงจำ และความห่วงใยที่เคยมอบให้กัน ยังคงอยู่กับคนข้างหลัง และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเสมอ

นี่คือความหมายของ “ห่วง…ไม่เคยหาย” เพราะเมื่อใครคนหนึ่งจากไป สิ่งที่ยังคงอยู่ไม่ได้มีเพียงความทรงจำหรือ “สิ่งของแทนใจ” แต่ยังมีความห่วงที่อยากเห็นคนข้างหลังได้รับการดูแลและก้าวต่อไปได้ จึงต่อยอดแนวคิดผ่าน ShieldLife ประกันชีวิต อีกหนึ่งทางเลือกในการวางแผนความคุ้มครอง เพื่อเตรียมการดูแลและส่งต่อความห่วงใยให้กับคนที่เรารัก แม้ในวันที่เราไม่สามารถอยู่ดูแลเขาได้ด้วยตัวเอง

เมืองไทยประกันชีวิต เข้าใจทุกความ “ห่วง…ไม่เคยหาย”

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญ “ห่วง…ไม่เคยหาย”
สามารถรับชมเรื่องราวและดูรายละเอียดเพิ่มเติมของแคมเปญได้ที่

  1. VDO เรื่องราวความผูกพันของ “ไบรท์ – พิชญทัฬห์ จันทร์พุฒ” กับคุณแม่
    • Facebook: https://www.facebook.com/reel/1051650964126130/
    • Instagram: https://www.instagram.com/reel/Db7XT7qCsH6
    • YouTube: https://youtu.be/g_UBHPwOFRA
  2. รายละเอียดแคมเปญ “ห่วง…ไม่เคยหาย”
    Landing Page: https://www.muangthai.co.th/th/campaign/mtlafterlife2

มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์ฯ ผนึก สถาบันรักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป เปิดโครงการ “เด็ก EF คิดเป็น เก่งการเงิน” ปูรากฐานทักษะสมองควบคู่วินัยการเงิน

0

มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ สถาบันรักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป (RLG) เปิดตัวโครงการ “เด็ก EF คิดเป็น เก่งการเงิน” บูรณาการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Functions: EF) เข้ากับความรู้ทางการเงิน มุ่งเสริมสร้างวินัยทางการเงินให้เด็กปฐมวัยถึงประถมศึกษา เพื่อยกระดับเด็กไทยให้เติบโตพร้อมกับทักษะการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society) ในขณะที่มีอัตราเด็กเกิดใหม่ลดลงต่อเนื่อง การเตรียมความพร้อมให้เด็กไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ โครงการนี้ มุ่งที่จะพัฒนาสื่อการเรียนรู้ที่ใช้ได้จริงทั้งในครอบครัวและสถานศึกษา ซึ่งประกอบด้วย หนังสือนิทานภาพสำหรับเด็กระดับปฐมวัย 5 เล่ม นิทานระดับประถมศึกษา 5 เล่ม และบอร์ดเกมความรู้ทางการเงิน สื่อการเรียนรู้ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมให้เด็กรู้คุณค่าของเงิน มีวินัยการออม สามารถวิเคราะห์และตัดสินใจได้อย่างรอบคอบระหว่างความจำเป็นและความอยาก และรู้จักแบ่งปันผู้อื่น ซึ่งล้วนเป็นการพัฒนาทักษะพื้นฐานเพื่อสร้างความมั่นคงทั้งทางด้านจิตใจและการเงินไปพร้อมๆ กัน โดยที่สำคัญ คือการที่เด็กไทยได้เติบโตขึ้นเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพพร้อมจะช่วยขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า

นางสุภาวดี หาญเมธี ประธานสถาบันรักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป กล่าวว่า การพัฒนาสื่อนิทานและบอร์ดเกมสำหรับเด็กปฐมวัยและประถมศึกษา รวมถึงการออกแบบกระบวนการฝึกทักษะ EF ผนวกกับความรู้ทางการเงิน เป็นการพัฒนาบนฐานวิทยาศาสตร์สมอง การปลูกฝังทักษะสมอง EF ตั้งแต่ปฐมวัย 3-6 ขวบ และเมื่อมีการฝึกต่อเนื่องไปจนเติบโต จะเป็นรากฐานที่ช่วยให้เด็กกำกับตนเองได้ในชีวิตประจำวัน เด็กที่จัดการตนเองได้จะสามารถเข้าใจและจัดการชีวิตทางการเงินของเขาได้เมื่อโตขึ้นตามวัย เช่น รู้จักวางแผน ไม่เป็นหนี้เกินตัว และมีภูมิคุ้มกันจากการถูกหลอกลวงทางการเงินได้ ไปจนถึงสามารถลงทุนอย่างมีเป้าหมายได้ในอนาคต ทักษะ EF ที่ดี จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ความรู้ทางการเงินเกิดผลสัมฤทธิ์จริง

นางธิดา พิทักษ์สินสุข นายกสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ฯ และผู้อำนวยการโรงเรียนเพลินพัฒนา กล่าวว่า การเงินไม่ใช่เรื่องยากเกินวัย หากสื่อสารให้ใกล้ตัวและเข้าใจง่าย ผ่านนิทานหรือกิจกรรมที่ลงมือทำได้จริง และเริ่มปลูกฝังตั้งแต่ปฐมวัยและส่งต่ออย่างต่อเนื่องทุกช่วงวัย จะเป็นรากฐานความมั่นคงทางการเงินอย่างยั่งยืนในอนาคต

นายวีรัตน์ สานุมิตร ผู้อำนวยการ กลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผล สำนักงานศึกษาธิการ จังหวัดเชียงรายกล่าวว่า จังหวัดเชียงรายมีรากฐานการขับเคลื่อนทักษะสมอง EF อย่างเข้มแข็ง การนำสื่อความรู้ทางการเงินมาประยุกต์ใช้ในรูปแบบการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ทำให้ครูบรรลุตามตัวชี้วัดของหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ และนักเรียน ครูผู้สอน รวมถึงผู้ปกครอง มีความรอบรู้ทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

นายกิตติพัฒน์ แสนทวีสุข ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้การลงทุน คณะบริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ และการสื่อสาร มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า ปัญหาการเงินของคนไทยส่วนใหญ่ คือขาดการถูกฝึกให้คิดก่อนตัดสินใจ และขาดการปลูกฝังนิสัยการใช้เงินมาตั้งแต่วัยเด็ก องค์ประกอบความรู้ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ต่างมีผลชี้ตรงกันว่าเด็กช่วงปฐมวัยคือโอกาสทองของการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Functions, EF) ให้ได้ผลดีที่สุด ทักษะ EF ส่วนแรกคือการยับยั้งชั่งใจ ไม่ทำตามแรงกระตุ้นหรือตามอารมณ์ทันที เป็นพื้นฐานสำคัญในการ “อดใจไม่ยอมซื้อ” หรือแม้กระทั่ง “ออมก่อนใช้” หรือการเลือก “ซื้อไว้ใช้ ไม่ใช่ซื้อไว้โชว์” ทักษะ EF ส่วนที่สอง คือความจำเพื่อใช้งาน ด้วยการตั้งเป้าหมายทางการเงิน และมีกระบวนการย้ำเตือนความจำ ทำให้จิตผูกพันกับเป้าหมายทางด้านการเงิน และทักษะ EF ส่วนที่สาม คือความยืดหยุ่นทางความคิด สามารถปรับเปลี่ยนแผนการเงิน ไปตามสถานการณ์ชีวิตที่อาจจะเกิดเรื่องฉุกเฉินขึ้นได้

สำหรับโครงการ “เด็ก EF คิดเป็น เก่งการเงิน” ต่อยอดความสำเร็จจากความร่วมมือที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2563 ในพื้นที่อำเภอนำร่อง 2 แห่งของจังหวัดเชียงราย จนกระทั่งครบทั้ง 18 อำเภอในปี 2567 และขยายผลไปยังจังหวัดน่านและลำปาง ต่อมาในปี 2568 ได้เริ่มบูรณาการความรู้ทางการเงินกับทักษะ EF ในสถานศึกษา 20 แห่ง และเตรียมที่จะขยายความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมไปยังสถานศึกษาระดับปฐมวัยและประถมทั่วประเทศ ที่มุ่งจะพัฒนาในเรื่องความรอบรู้ทางการเงิน รวมทั้งต่อยอดไปยังคณะครุศาสตร์ของสถาบันอุดมศึกษากว่า 10 แห่งเพื่อสร้างครูรุ่นใหม่ที่มีความรู้ ทักษะ และ เจตคติในการสอนความรอบรู้ทางการเงินด้วย นอกจากนี้ โครงการยังพร้อมเปิดรับความร่วมมือจากองค์กรภาคีเครือข่ายเพื่อขยายผลไปสู่พื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งนี้ สามารถติดตามรายละเอียดและความคืบหน้าของโครงการฯ ได้ที่ www.setfoundation.or.th

สัญญาณเตือนภัย ‘วงการสัตว์น้ำ’ : ไม่ปรับตัววันนี้ วันหน้าไม่มีที่ยืน!

0

ใครที่ยังคิดว่า “เลี้ยงแบบเดิมๆ ก็รอด” บอกเลยว่าคุณกำลังประเมินอนาคตต่ำเกินไป!

วันนี้สนามแข่งขันของอุตสาหกรรมสัตว์น้ำเปลี่ยนไปชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ ข้อมูลจาก FAO ระบุว่า ในปี 2022 ผลผลิตสัตว์น้ำจากการเพาะเลี้ยง(Aquaculture) แซงหน้าการจับจากธรรมชาติเป็นครั้งแรก คิดเป็น 51% ของผลผลิตสัตว์น้ำทั้งหมดที่บริโภคเป็นอาหาร นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยระดับเรดโซนว่า ตลาดโลกกำลังดุเดือดขึ้นทุกวินาที.

ใครที่ยังคิดว่าแข่งขันกันแค่ “ใครเลี้ยงได้เยอะกว่า” เตรียมตัวเจ๊งได้เลย! เพราะยุคนี้เขาวัดกันที่ ใครต้นทุนต่ำกว่า ความเสี่ยงน้อยกว่า สารเคมีไร้แอบแฝง และตรวจสอบย้อนกลับได้จริง! ไม่ใช่แค่โรคระบาดในบ่อที่พร้อมจะสูบเงินล้านของคุณไปในข้ามคืน แต่ยังมีกติกาใหม่จากต่างประเทศที่จ่อคิวไล่ต้อนเกษตรกรที่ไม่ยอมปรับตัว ให้ไม่มีที่ยืนบนกระดานการค้าโลก!🏁 ขอเตือนไว้ตรงนี้เลย! กติกาโลกใหม่กำหนดไว้ชัดเจน อย่างมาตรฐาน ASC Feed Standard ที่บังคับใช้แล้ววันนี้ ผู้ซื้อเขาไม่ได้ถามแค่ว่า “กุ้งตัวโตแค่ไหน” แต่ถามย้อนไปถึงต้นน้ำว่า “เลี้ยงยังไง มีความรับผิดชอบไหม และใช้เทคโนโลยีคุมความเสี่ยงหรือเปล่า?

”การปรับตัวรอบนี้ ไม่ได้บอกให้ทุกคนไปกู้หนี้ยืมสินมาติดระบบไฮเทคหลักล้านทันที แต่ปฏิวัติง่ายๆ จาก “วิธีคิด” รู้จักฟาร์มตัวเอง เก็บข้อมูล จดบันทึก และใช้เทคโนโลยีมาช่วยอุดรอยรั่ว ลดอัตราสูญเสียให้ได้มากที่สุด.

ในอีก 5–10 ปีข้างหน้า คนที่จะรอดและรวย ไม่ใช่คนที่เลี้ยงกุ้งเลี้ยงปลาได้มากที่สุด แต่คือคนที่ “ควบคุมต้นทุนและบริหารความเสี่ยงได้เก่งที่สุด.

“ถามตัวเองวันนี้ให้ชัดๆ ว่า… คุณจะยอม “เปลี่ยนเพื่อรอด” หรือจะยอม “จมน้ำหายไป” ตามกาลเวลา?