Home Blog Page 2

ภาษาโกงวันละคำกับ Gawdland วันนี้ ขอเสนอคำว่า “ใต้โต๊ะ”

0

ภาษาโกงวันละคำกับ Gawdland วันนี้ ขอเสนอคำว่า “ใต้โต๊ะ”

.

ใต้โต๊ะ = พื้นที่เก็บสายไฟหรือมีเอาไว้ให้แมวนอน แต่ถ้าเอาไปใช้ทำอย่างอื่นจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง พจนานุโกงให้คำนิยามไว้อย่างไร พื้นที่ใต้โต๊ะพรากอะไรไปจากเราบ้าง ไปดูกัน

โรงงานปลาป่นสมุทรสาครรับซื้อปลาหมอคางดำไม่จำกัด ตั้งเป้า 1 ล้านกก.

0

โรงงานปลาป่น จ.สมุทรสาคร ร่วมมือกับประมงจังหวัดสมุทรสาคร เปิดรับซื้อปลาหมอคางดำจากทั่วประเทศไม่จำกัด และกำจัดปริมาณขั้นต่ำ รับซื้อราคา 10 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อผลิตเป็นปลาป่นคุณภาพสำหรับการผลิตอาหารสัตว์ เป็นการนำปลาหมอคางดำที่จับได้เข้าสู่กระบวนการใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เพื่อนำออกจากระบบนิเวศอย่างต่อเนื่อง เบื้องต้นตั้งเป้ารับซื้อ 1 ล้านกก. ด้านประมงจังหวัดสมุทรสาครส่งเสริมการใช้ประโยชน์ปลาหมอคางดำซึ่งมีส่วนช่วยลดปริมาณปลาได้อย่างเป็นรูปธรรม

ล่าสุด เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ที่ บริษัท ศิริแสงอารำพี จำกัด ตำบลท่าทราย อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร นายสุวัฐน์ วงศ์สุวัฒน์ รองอธิบดีกรมประมง ได้ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานรับซื้อปลาหมอคางดำเพื่อนำไปแปรรูปเป็นปลาป่น โดยมี นายเผดิม รอดอินทร์ ประมงจังหวัดสมุทรสาคร และ นายปรีชา ศิริแสงอารำพี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศิริแสงอารำพี จำกัด

คณะได้เยี่ยมชมกระบวนการรับซื้อ การชั่งน้ำหนัก การขนถ่ายวัตถุดิบ ตลอดจนขั้นตอนการผลิตปลาป่น ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของประเทศไทย โดยปลาหมอคางดำที่รับซื้อจากเกษตรกรและชาวประมงจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการผลิตทันที ผ่านการอบและให้ความร้อนตามมาตรฐานอุตสาหกรรม ก่อนแปรรูปเป็นปลาป่นส่งจำหน่ายให้โรงงานผลิตอาหารสัตว์ทั่วประเทศ

นายปรีชา ศิริแสงอารำพี เปิดเผยว่า บริษัทให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการรับซื้อปลาหมอคางดำมาอย่างต่อเนื่อง และคิดว่าจะทำตลอดไป เนื่องจากมองเห็นว่าการนำปลาออกจากแหล่งน้ำและเข้าสู่กระบวนการผลิตปลาป่น เป็นวิธีที่สามารถลดปริมาณปลาหมอคางดำได้อย่างเป็นรูปธรรม

“ขณะนี้มีความพร้อมในการรับซื้อปลาหมอคางดำผลิตปลาป่นได้ถึงวันละ 150,000 กิโลกรัม รับซื้อไปแล้วประมาณ 400,000 กิโลกรัม จากเป้าหมายเบื้องต้น 1,000,000 กิโลกรัม และยังสามารถรับซื้อได้อีกอย่างน้อย 600,000 กิโลกรัม แต่หากสถานการณ์ในแหล่งน้ำธรรมชาติและพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำยังคงมีการแพร่ระบาดอยู่ โรงงานก็พร้อมเปิดรับซื้อต่อไป”

นายปรีชา กล่าวว่า โรงงานรับซื้อปลาหมอคางดำในราคากิโลกรัมละ 10 บาท โดยไม่จำกัดจำนวน และเปิดรับจากทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เพียงนำบัตรประจำตัวประชาชนมาแสดงเพื่อบันทึกข้อมูลแหล่งที่มาของปลาให้สอดคล้องกับระบบติดตามของกรมประมง

“เราไม่ได้กำหนดโควตาหรือจำกัดพื้นที่รับซื้อ ขอเพียงเป็นปลาหมอคางดำที่จับได้จากแหล่งน้ำจริง ทางโรงงานยินดีรับซื้อทั้งหมด ส่วนใหญ่มาจากสมุทรสาคร สมุทรสงคราม สมุทรปราการ เขตบางขุนเทียน กทม. และเพชรบุรี เป้าหมายสำคัญคือการช่วยลดปริมาณปลาหมอคางดำในระบบนิเวศให้มากที่สุด”

ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศิริแสงอารำพี กล่าวอีกว่า จากประสบการณ์รับซื้อในช่วงที่ผ่านมา พบว่าปริมาณปลาหมอคางดำที่เข้าสู่โรงงานจำนวนมากสะท้อนถึงความร่วมมือของเกษตรกรและชาวประมงในหลายจังหวัด ทั้งสมุทรสาคร สมุทรสงคราม สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร เพชรบุรี และพื้นที่ใกล้เคียง

“หากมีโรงงานปลาป่นและผู้ประกอบการรายอื่นเข้ามาร่วมรับซื้อเพิ่มขึ้น เชื่อว่าจะสามารถช่วยลดปริมาณปลาหมอคางดำในธรรมชาติได้มากยิ่งขึ้น เพราะเมื่อจับปลาได้แล้วมีตลาดรองรับ ชาวบ้านก็มีแรงจูงใจในการจับปลาออกจากแหล่งน้ำอย่างต่อเนื่อง”

ด้าน นายเผดิม รอดอินทร์ ประมงจังหวัดสมุทรสาคร กล่าวว่า ปัจจุบันจังหวัดสมุทรสาครแม้จะไม่ได้ถูกจัดอยู่ในพื้นที่สีแดงแล้ว แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังและดำเนินมาตรการควบคุมประชากรปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง จังหวัดสมุทรสาครได้ดำเนินการตาม 7 มาตรการหลักของกรมประมง โดยการรับซื้อปลาหมอคางดำเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ถือเป็นมาตรการสำคัญด้านการลดผลกระทบทางเศรษฐกิจและลดจำนวนปลาในแหล่งน้ำ

ที่ผ่านมาเกษตรกรจำนวนมากจับปลาหมอคางดำได้ แต่ไม่รู้จะนำไปจัดการอย่างไร บางส่วนถูกทิ้งเพราะไม่มีมูลค่า แต่เมื่อมีเอกชนรับซื้อในราคาที่เหมาะสม เกษตรกรจึงให้ความร่วมมือมากขึ้น ทำให้มีปลาถูกนำออกจากระบบนิเวศเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

นายเผดิม กล่าวด้วยว่า แนวคิดการนำปลาหมอคางดำไปใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตปลาป่น น้ำปลา ปลาร้า หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ถือเป็นแนวทางสำคัญในการจัดการปัญหาระยะยาว

การนำไปใช้ประโยชน์ คือการกำจัดที่ดีที่สุด เพราะปลาที่ถูกจับขึ้นมาแล้วเข้าสู่กระบวนการแปรรูป จะไม่สามารถกลับไปขยายพันธุ์ในธรรมชาติได้อีก ขณะเดียวกันยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม

ประมงจังหวัดสมุทรสาคร ย้ำว่า การควบคุมปลาหมอคางดำให้ได้ผล จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน เกษตรกร ชาวประมง และผู้ประกอบการแปรรูป เพราะการกำจัดเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่หากสามารถสร้างระบบการใช้ประโยชน์ที่ต่อเนื่องได้ ก็จะช่วยลดจำนวนปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำ พร้อมกับฟื้นฟูสมดุลระบบนิเวศและรักษาความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

“ทุจริต”  ถ้าอธิบายง่ายๆ ก็คือการขโมย

0

ไม่ใช่แค่สร้างคนดีแต่ต้องสร้างระบบที่ทำให้โกงยาก

เมื่อ ‘การทุจริตคอร์รัปชัน’ เกิดขึ้น ความเสียหายไม่เคยหยุดอยู่แค่ตัวเลขงบประมาณที่รั่วไหล แต่มันลุกลามไปเป็นถนนที่พังก่อนเวลา อาคารที่ไม่มีใครกล้ายืนยันว่าปลอดภัย บริการรัฐที่ขาดพร่อง สวัสดิการที่ไปไม่ถึง และประชาชนที่ต้องเสียทั้งเวลา โอกาส ไปจนถึง ‘ชีวิต’ 

รองศาสตราจารย์ ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชันและส่งเสริมธรรมาภิบาลในระดับภูมิภาค เรียกสิ่งนี้อย่างไม่อ้อมค้อมว่า ‘การขโมย’ และย้ำว่า “เวลาคิดถึงเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน อย่าคิดแค่ว่า อ๋อ มันคือการจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่รัฐร้อยบาทสองร้อยบาท หรือล้านสองล้าน แต่มันรวมไปถึงชีวิตและโอกาสการพัฒนาประเทศด้วย”

หัวขโมยที่ชื่อว่า    

“ทุจริตคอร์รัปชัน ถ้าอธิบายง่ายๆ ก็คือการขโมย”

“สิ่งที่เสียไปอย่างแรกคือเงินภาษีของประชาชนที่ถูกนำไปจ่ายให้กับบางบริษัทมากกว่าที่ควรจะเป็น ขณะเดียวกัน เงินที่เอกชนจ่ายกลับคืนมาให้เจ้าหน้าที่รัฐ หรือที่เรียกว่าสินบน ไม่ได้กลับมาสู่ประชาชน แต่กลับไปอยู่ในกระเป๋าของเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะฉะนั้นพูดง่ายๆ มันคือการขโมยทรัพย์สิน ขโมยเงิน

“แต่ความเสียหายไม่ได้จบแค่เงินที่หายไป สมมุติรัฐจ่ายเงินซื้อของชิ้นหนึ่งในราคา 100 บาท แต่มีเงินบางส่วนหายไประหว่างทางจากต้นทุนสินบน เงินที่เหลือสำหรับผลิตของจริงอาจเหลือแค่ 70 บาท และเมื่อบริษัทต้องมีกำไรของตัวเอง ต้นทุนที่ลงไปกับคุณภาพของของชิ้นนั้นก็ยิ่งเหลือน้อยลงไปอีก

“ผลก็คือ รัฐจ่ายในราคา 100 บาท แต่ประชาชนอาจได้ของที่มีคุณภาพไม่สมกับราคานั้น นี่คือเหตุผลที่เราเห็นอยู่บ่อยๆ ว่า ของหลายอย่างที่รัฐซื้อมามีราคาแพงกว่าปกติ และไม่ได้มาตรฐานเสียด้วยซ้ำ

“ถนนที่ควรใช้งานได้สิบปี แต่ใช้ไปหกเดือนก็พัง ต้องซ่อมใหม่ นั่นก็เป็นการขโมยเหมือนกัน ขโมยความเสียหายของรถ ขโมยสินทรัพย์ ขโมยเวลา เพราะแทนที่จะเดินทางจากจังหวัดหนึ่งไปอีกจังหวัดหนึ่ง ระยะทางสองร้อยกิโลเมตรภายในชั่วโมงกว่า กลายเป็นว่าต้องใช้เวลาสี่ชั่วโมง เพราะถนนพัง

“แม้แต่นโยบายที่รัฐบาลเคยสัญญาไว้ตอนเลือกตั้ง ประชาชนควรจะได้รับสิ่งที่เขาเลือกมา แต่บางนโยบายก็ไม่เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นแบบแปลกๆ เคยบอกไว้อย่างหนึ่ง พอทำจริงกลับกลายเป็นอะไรก็ไม่รู้ แล้วก็บอกว่าทำแล้ว ทั้งที่ประชาชนบอกว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่ฉันโหวตให้ตอนเลือกตั้ง นั่นคือการขโมยสิทธิเสรีภาพ”

เมื่อมองจากมุมนี้ การทุจริตคอร์รัปชันจึงสัมพันธ์กับสิทธิมนุษยชนโดยตรง เพราะสิทธิมนุษยชนไม่ได้หมายถึงเพียงการไม่ถูกทำร้ายร่างกาย แต่รวมถึงสิทธิในการเข้าถึงบริการ สวัสดิการ และข้อมูลที่ประชาชนควรรู้

“สิทธิมนุษยชนมันไม่ใช่แค่การทำร้ายร่างกายหรือการค้ามนุษย์เท่านั้น แต่มันคือการที่สิทธิของคนถูกเอาออกไปด้วย

“ดังนั้นสิ่งที่พวกเราควรรู้คือ รัฐเอาเงินภาษีประชาชนไปใช้อย่างไร ไปซื้ออะไร หน่วยงานอะไรซื้อ ซื้อในราคาเท่าไหร่ บริษัทไหนประมูล บริษัทที่มาร่วมประมูลเป็นเจ้าของเดียวกันหรือเปล่า และสุดท้ายบริษัทเหล่านั้นเชื่อมโยงกับการเมืองหรือเปล่า นี่คือสิทธิของเรา

“เราควรจะเข้าถึงข้อมูลได้ แต่กฎหมายไม่ได้ลงไปในรายละเอียดว่ามาตรฐานการเปิดข้อมูลเป็นอย่างไร คุณจะเปิดข้อมูลอย่างไรก็ได้ จะเปิดเป็น PDF เป็นรูปสแกนเอกสาร หรือคาดดำจนแทบอ่านไม่รู้เรื่องก็ได้ แล้วแบบนี้จะเปิดไปทำไม”

กรณีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ถล่ม ระหว่างการก่อสร้าง กลายเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้สังคมตั้งคำถามต่อมาตรฐานงานก่อสร้างของรัฐ ตั้งแต่วัสดุที่ใช้ การควบคุมงาน ไปจนถึงระบบตรวจสอบความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รศ. ดร.ต่อภัสสร์ ย้ำว่าไม่ได้ฟันธงว่ากรณีนี้คือคดีทุจริตคอร์รัปชัน แต่เห็นว่านี่คือกรณีที่ทำให้ปัญหาบางอย่างในระบบจัดซื้อจัดจ้างไทยปรากฏออกมาอย่างชัดเจน

“กรณี สตง. มันสะท้อนลักษณะทุจริตคอร์รัปชันของประเทศไทยมาก สิ่งเหล่านี้หมกอยู่ใต้พรมมานาน แต่เดิมเราอาจเห็นแค่เก้าอี้ พรม ฝักบัวราคาแพงแต่คราวนี้ไม่ใช่แค่ของแพงหรือของใช้ไม่ได้ แต่มันถล่มลงมาและทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก”

รศ. ดร. ต่อภัสสร์อธิบายว่า เมื่อการทุจริตคอร์รัปชันเกิดซ้ำๆ ในระบบจัดซื้อจัดจ้าง มันไม่ได้ทำให้ของแพงเฉพาะโครงการที่มีการจ่ายสินบนเท่านั้น แต่ยังทิ้งร่องรอยไว้ในราคาของทั้งระบบ ผู้ขายที่เคยเจอกระบวนการเรียกรับหรือความไม่แน่นอนต่างๆ ย่อมเรียนรู้ว่าการขายของให้รัฐอาจมีต้นทุนแฝง จึงต้อง ‘บวกเพิ่มไว้ก่อน’ เพื่อกันความเสี่ยง สุดท้ายแม้บางโครงการอาจไม่มีการจ่ายสินบนเกิดขึ้นจริง ราคาสินค้าของรัฐก็สามารถแพงขึ้นได้ เพราะทั้งระบบเคยถูกคอร์รัปชันผลักให้ราคาปูดขึ้นมาแล้ว

“รัฐไทยเลยซื้อของราคาแพงเป็นเรื่องปกติ และได้ของคุณภาพต่ำเป็นเรื่องปกติ คนที่อยากทำดีก็ติดระเบียบ คนที่อยากโกงก็โกงได้อยู่ดี มันก็เลยเละกันไปหมด”

ขอบคุณ ภาพจากเพจ KRAC Corruption


ภาพลักษณ์ที่ประเทศต้องจ่าย

ประเทศที่ถูกมองว่ามีทุจริตคอร์รัปชันสูงในสายตาโลก มีต้นทุนอะไรที่ต้องจ่าย?

หนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ตอบคำถามนี้คือดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน หรือ CPI (Corruption Perceptions Index) จัดทำโดย Transparency International หรือองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ครอบคลุมกว่า 180 ประเทศทั่วโลก 

“ประเทศไทยปีนี้ได้ 33 คะแนนจาก 100 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 116 ของโลก ถ้าถามว่าเต็มร้อยได้ 33 คะแนนหนักไหม ก็คือหนัก แต่เพื่อความเป็นธรรม เราไม่ควรดูแค่คะแนนปีเดียว เพราะ CPI เอาไว้ดูแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงมากกว่า ว่าประเทศกำลังเคลื่อนไปในทิศทางไหน และคนมองภาพเราอย่างไรบ้าง

“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เส้นคะแนนของประเทศไทยลดลงต่อเนื่อง อาจมีกระตุกขึ้นมาบ้างเล็กน้อย แต่ไม่ได้มากพอจะเปลี่ยนภาพรวม แนวโน้มจึงบอกเราว่า ทั้งคนต่างประเทศและคนไทยเองกำลังมองภาพคอร์รัปชันของประเทศแย่ลงเรื่อยๆ”

รศ.  ดร.ต่อภัสสร์เห็นว่า  ปัญหาของตัวเลข CPI ไม่ได้อยู่แค่ว่าปีนี้ไทยได้คะแนนมากหรือน้อยกว่าปีก่อนหนึ่งหรือสองคะแนน แต่สิ่งที่ควรมองคือแนวโน้มระยะยาวที่บอกว่า ประเทศไทยถูกมองอย่างไรในสายตาของคนที่ต้องตัดสินใจทำธุรกิจ ลงทุน หรือมีปฏิสัมพันธ์กับรัฐไทย

“เวลาดู CPI อย่าดูแค่ตัวเลขตัวเดียว ต้องไปดูเจาะลึกในแต่ละอัน แล้วดูว่าประเทศไทยมีปัญหาอะไรบ้าง พอไปดูทีละอันก็เห็นว่าเราตกเกือบทุกอัน และหลายเรื่องคะแนนก็ลดด้วย

“ลองคิดว่าถ้าคนต่างชาติเขาจะตั้งโรงงานหนึ่งโรง ต้นทุนระหว่างประเทศไทยกับเวียดนามอาจพอๆ กัน หรือบางเรื่องประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานดีกว่าด้วยซ้ำ แต่ถ้าเขาเห็นว่าแนวโน้ม CPI ของเวียดนามดีขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ไทยแย่ลง เขาก็ต้องไปเวียดนามมากกว่า 

“ไม่ได้หมายความว่าเวียดนามไม่มีคอร์รัปชันนะครับ นักลงทุนต่างชาติอาจบอกเหมือนกันว่าไปเวียดนามก็ต้องจ่ายสินบน แต่มันอาจจ่ายน้อยกว่า หรือจ่ายแล้วจบ ขณะที่ไทยจ่ายแล้วไม่จบ จ่ายหน่วยงานหนึ่งแล้ว เดี๋ยวมีอีกหน่วยงานมาเรียกรับ บางทีจ่ายเสร็จกำลังจะตั้งโรงงาน พอเปลี่ยนรัฐบาล โยกย้ายข้าราชการ ก็ต้องจ่ายใหม่อีกรอบ”

ไม่ใช่แค่คนดี แต่ต้องมีระบบที่โกงยาก

ถ้าทางออกของการทุจริตคอร์รัปชันคือการรอให้ทุกคนเป็นคนดี ประเทศไทยก็คงรอมานานเกินพอแล้ว

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนไทยไม่ตื่นตัว ตรงกันข้าม คนไทยพูดเรื่องการเมือง คอร์รัปชัน และสิทธิเสรีภาพกันอยู่เสมอ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่สนใจเรื่องเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ความตื่นตัวจำนวนมากกลับไปต่อไม่ได้ เพราะประชาชนไม่มีข้อมูล ไม่มีเครื่องมือ และไม่มีช่องทางที่ทำให้การตรวจสอบรัฐเกิดผลจริง

“สิ่งหนึ่งที่เราอยากได้คือคนที่ตื่นรู้สู้โกงอยากได้ Active Citizen คำตอบคือเรามีอยู่แล้ว แต่มันกลับมาสู่เรื่องว่า คนเหล่านี้ต่อให้คุยกันแทบตาย สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้มาก เพราะเราไม่รู้จะไปทางไหน

“เรามีหน่วยงานต้านโกงเยอะมาก มีกฎหมายเยอะมาก อาจมากที่สุดในโลกด้วยซ้ำ คำถามคือ ถ้ามีมากขนาดนี้แล้วปัญหายังไม่ลดลง เรามาผิดทางหรือเปล่า วิธีแก้คอร์รัปชันแบบเดิมมันไม่พอหรือเปล่า

“ต่อให้คุณผ่านหลักสูตรอบรมปลูกฝังจิตสำนึกมาดีมาก และรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนดีมาก เงินหนึ่งแสนบาทวางอยู่ข้างหน้า คุณอาจไม่หยิบ หนึ่งล้านบาทวางอยู่ คุณก็อาจไม่หยิบ แต่ถ้าเป็นสิบล้าน ร้อยล้าน หรือพันล้านบาท คำถามคือจะมีกี่คนที่ไม่หยิบ

เพราะฉะนั้น ต่อให้เรียนหลักสูตรต้านโกงมาสิบหลักสูตร ก็ไม่ได้แปลว่าจะต้านทานแรงจูงใจขนาดนั้นได้เสมอไป”

คำตอบของต่อภัสสร์จึงไม่ใช่การเลิกพูดเรื่องคุณธรรม แต่สิ่งที่ประเทศไทยต้องการคือการออกแบบระบบที่ทำให้ต่อให้คนอยากโกง โกงได้ยากขึ้น

“การหวังให้คนเป็นคนดีเป็นเรื่องสำคัญ แต่มันไม่พอแน่นอน สิ่งที่เราต้องมีคือกล้องวงจรปิดมาตั้ง ต่อให้เขาอยากหยิบ เขาก็หยิบไม่ได้ แล้วกล้องวงจรปิดนั้นคืออะไร มันคือความโปร่งใส”

ในหลายประเทศที่จัดการคอร์รัปชันได้ดีกว่าไทย จุดเปลี่ยนไม่ได้อยู่ที่การตั้งองค์กรเพิ่ม แต่อยู่ที่การทำให้รัฐเปิดข้อมูลมากขึ้น และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนตรวจสอบได้จริง รศ. ดร. ต่อภัสสร์ยกตัวอย่างเกาหลีใต้ โดยเฉพาะกรุงโซล ที่ใช้แนวคิด Open Government หรือรัฐบาลเปิด ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่การเปิดข้อมูล แต่รวมถึงการเปิดพื้นที่ทางกายภาพ ออนไลน์ และกิจกรรม ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับการตัดสินใจของรัฐ

“ถ้าเปรียบเทียบกับเกาหลีใต้ จุดเริ่มต้นคือการสร้างความโปร่งใส เขาทำสิ่งที่เรียกว่า Open Government คือเปิดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล และมีพื้นที่เข้าไปมีส่วนร่วม ไม่ใช่แค่พื้นที่ออนไลน์ แต่รวมถึงพื้นที่จริงและกิจกรรมต่างๆ ด้วย

“เวลาหน่วยงานรัฐบอกว่าเอาหลักฐานมา ผมก็อยากถามกลับว่า แล้วข้อมูลอยู่ไหน ข้อมูลทั้งหมดอยู่ในมือคุณ แล้วประชาชนจะไปเอาหลักฐานมาจากไหน เพราะฉะนั้นจุดเริ่มต้นคือการเปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นมาตรฐานและเป็นสาธารณะ”

สำหรับ รศ. ดร. ต่อภัสสร์ หลักการที่ไทยควรขยับไปให้ถึงคือ ‘เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น’ หรือ Open by default กล่าวคือ รัฐต้องเปิดข้อมูลเป็นหลัก และเลือกปิดเฉพาะข้อมูลที่มีเหตุผลชัดเจน เช่น ข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลด้านความมั่นคง ไม่ใช่เปิดเฉพาะรายการที่กฎหมายเขียนไว้

“ตอนนี้เรายังใช้วิธีเขียนเป็นรายการว่า ข้อมูลอะไรบ้างที่รัฐต้องเปิดเผย แต่โลกยุคใหม่เปลี่ยนเร็วมาก มีทั้งแพลตฟอร์มใหม่ AI ฐานข้อมูลใหม่ และข้อมูลรูปแบบใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา ถ้าเรายังต้องคอยแก้กฎหมายทุกครั้งว่าอะไรต้องเปิดบ้างก็ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว 

“หลักที่ควรเป็นคือ Open by default คือรัฐต้องเปิดข้อมูลไว้ก่อน แล้วค่อยกำหนดให้ชัดว่า ข้อมูลประเภทไหนที่ปิดได้ และถ้าหน่วยงานใดจะปิดข้อมูล ก็ต้องอธิบายให้ได้ว่าปิดเพราะอะไร”

เขาย้ำว่า การเปิดข้อมูลไม่ได้ทำให้คอร์รัปชันหายไปทันที แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการติดอาวุธให้ประชาชน ทำให้เทคโนโลยี การตรวจสอบย้อนหลัง และการคุ้มครองผู้ร้องเรียนทำงานต่อได้ รวมถึงทำให้ประชาชนตรวจสอบหน่วยงานอิสระและผู้ใช้อำนาจแทนตนเองได้จริง

ตลาดหุ้นไทยพุ่งแรงสุดในรอบเกือบ 3 ปี! นิวไฮ 2 ปี 9 เดือน ต่างชาติแห่ช็อปกระจาย

0

สิ้นเดือนพฤษภาคม 2569 SET Index ปิดที่ 1,568.37 จุด สูงสุดในรอบ 2 ปี 9 เดือน โดยปรับตัวเพิ่มขึ้น 5% จากเดือนก่อนหน้า และ 24.5% จากสิ้นปี 2568 สอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นในภูมิภาค ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับตัวลดลง ประกอบกับตลาดหุ้นเริ่มคลายความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงกระแสการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดหุ้นโลก อย่างไรก็ตาม แนวโน้มเงินเฟ้อและนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางตลาดการเงินโลก 

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวดีขึ้นในเดือนพฤษภาคม หลังสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางเริ่มผ่อนคลายลง ทั้งนี้ตลาดหุ้นไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่ปรับตัวโดดเด่นในปี 2569 ซึ่งสะท้อนถึงปัจจัยพื้นฐาน โดยเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/2569 ขยายตัว 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เร่งตัวขึ้นจาก 2.5% ในไตรมาสก่อนหน้า นำโดยการลงทุนรวมและการส่งออกที่ขยายตัวได้ดี นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนไทยในไตรมาส 1/2569 เติบโตแข็งแกร่งทั้งด้านยอดขายและกำไรจากการดำเนินงาน ส่งผลให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 25.3% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อนหน้า ทำให้นักวิเคราะห์ปรับประมาณการกำไรในอนาคตของบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้นในหลายกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์  

ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทยเดือนพฤษภาคม 2569 

  • ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2569 SET Index ปิดที่ 1,568.37 จุด สูงสุดในรอบ 2 ปี 9 เดือน โดยปรับตัวเพิ่มขึ้น 5% จากเดือนก่อนหน้า และ 24.5% จากสิ้นปี 2568  
  • กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม  
  • ในเดือนพฤษภาคม 2569 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ mai อยู่ที่ 66,479 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 64,195 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 
  • ในเดือนพฤษภาคม 2569 ผู้ลงทุนต่างประเทศกลับมาซื้อสุทธิ 3,366 ล้านบาท ส่งผลให้มียอดซื้อสุทธิสะสมในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 20,004 ล้านบาท 
  • ผู้ลงทุนต่างประเทศยังคงมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ระดับ 52.8% ของมูลค่าการซื้อขายรวม ตามด้วยผู้ลงทุนรายย่อยในประเทศ 32.6% ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ 7.2% และบริษัทหลักทรัพย์ 7.4% 
  • Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 15.9 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 13.3 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 16.4 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 17.4 เท่า 
  • อัตราเงินปันผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 4.3% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 2.9% 

ภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) เดือนพฤษภาคม 2569 

  • ในเดือนพฤษภาคม 2569 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 435,227 สัญญา เพิ่มขึ้น 13.3% จากเดือนก่อน ที่สำคัญจากการเพิ่มขึ้นของ Single Stock Futures และ Currency Futures ส่งผลให้ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวม อยู่ที่ 537,079 สัญญา เพิ่มขึ้น 22.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน   

AIS โชว์วิสัยทัศน์เทคโนโลยีอัจฉริยะในงาน Global Telecom AIoT Summit 2026 นำโซลูชัน IoT ร่วมขับเคลื่อนการประยุกต์ใช้ AI เพื่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม

0

AIS ร่วมโชว์ศักยภาพเทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะ ในงาน Global Telecom AIoT Summit 2026 เวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรมด้าน Artificial Intelligence (AI) และ Internet of Things (IoT) ระดับนานาชาติ ภายใต้แนวคิด “AI for All” ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งรวบรวมผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ และพันธมิตรจากอุตสาหกรรมโทรคมนาคม เทคโนโลยี และภาครัฐจากนานาประเทศ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและการประยุกต์ใช้งาน AIoT ในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ภายในงาน นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร เอไอเอส พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ร่วมให้การต้อนรับผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรจากทั้งในและต่างประเทศที่เข้าร่วมงาน

โดย AIS ได้นำโซลูชัน IoT และนวัตกรรมดิจิทัลมาร่วมจัดแสดง เพื่อสะท้อนศักยภาพการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานขององค์กร ตั้งแต่การเชื่อมต่ออุปกรณ์อัจฉริยะ การบริหารจัดการข้อมูลแบบเรียลไทม์ ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจ นอกจากนี้ AIS ยังได้ร่วมแบ่งปันมุมมองด้านการประยุกต์ใช้ AIoT ผ่านการบรรยายในหัวข้อ “AIoT Ecosystem For Business” โดยผู้เชี่ยวชาญด้าน IoT และ Smart Solutions จาก AIS ซึ่งได้นำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้ AI และ IoT เพื่อเปลี่ยนข้อมูลจากหน้างานให้เป็นข้อมูลเชิงลึก (Insight) ที่สามารถนำไปใช้สร้างคุณค่าทางธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และรองรับการเติบโตขององค์กรในยุคดิจิทัล

AIS มุ่งมั่นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและนวัตกรรมอัจฉริยะอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI Economy พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลในอนาคต

เมืองไทยประกันชีวิต เปิดตัวรายการ “Go Healthier with MTL” ส่งต่อความรู้สุขภาพและประกันจากคนวงใน ชวนคนไทยสุขภาพดีกว่าเดิม

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำแคมเปญ “Go Healthier with MTL”        ล่าสุดเปิดตัวรายการออนไลน์ด้านสุขภาพและประกัน ที่นำเสนอสาระจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและ “คนวงใน” โดยมี คุณสาริศา ล่ำซำ ร่วมถ่ายทอดเนื้อหา เพื่อช่วยให้คนไทยเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง เข้าใจง่าย และนำไปใช้ดูแลตัวเองได้จริง

ในยุคที่ข้อมูลสุขภาพบนโลกออนไลน์มีอยู่มากมาย ขณะที่รายละเอียดเกี่ยวกับประกันสุขภาพอาจมีความซับซ้อนและเข้าใจยาก เมืองไทยประกันชีวิตจึงพัฒนาแคมเปญ “Go Healthier with MTL” เพื่อส่งต่อความรู้ด้านสุขภาพและประกันจากผู้เชี่ยวชาญ ผ่านรูปแบบการสื่อสารที่เข้าใจง่าย เข้าถึงได้จริง ช่วยให้ผู้คนที่ใส่ใจสุขภาพสามารถดูแลตัวเอง พร้อมวางแผนความคุ้มครองได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของแคมเปญ คือ “รายการ Go Healthier with MTL” รายการออนไลน์ที่พาผู้ชมไปหาคำตอบเรื่องสุขภาพกับคุณหมอผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขา โดยมี คุณสาริศา ล่ำซำ ตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพ รับหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ ถ่ายทอดประเด็นสุขภาพในรูปแบบที่สดใส เป็นกันเอง และเข้าถึงง่าย ช่วยดึงความสนใจของผู้ชม พร้อมเชื่อมโยงคำถามและข้อสงสัยต่าง ๆ ให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอธิบายอย่างชัดเจน ทำให้เรื่องสุขภาพและศัพท์ทางการแพทย์ที่อาจดูซับซ้อน กลายเป็นเรื่องเข้าใจง่าย น่าสนใจ และสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง

ปัจจุบัน รายการ “Go Healthier with MTL” ได้ออกอากาศแล้ว 6 ตอน ครอบคลุมประเด็นสุขภาพสำคัญที่ใกล้ตัวคนไทย ได้แก่

EP.1 ฝุ่น PM2.5 กับความเสี่ยงต่อระบบทางเดินหายใจ โดย นพ.กุลชาติ เอกภูมิมาศ อายุรแพทย์โรคระบบการหายใจ และภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลกรุงเทพ

EP.2 อัลไซเมอร์ โรคสมองอันดับต้นที่ส่งผลต่อความทรงจำ โดยรศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ เหมรัญช์โรจน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชและสุขภาพสมอง รองคณบดีด้านนวัตกรรมแนวบูรณาการและเทคโนโลยีดิจิทัล คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

EP.3 โรคหัวใจและหลอดเลือด ภัยเงียบที่อาจใกล้ตัวกว่าที่คิด โดย นพ.ไพฑูรย์ จองวิริยะวงศ์ อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท

EP.4 โรคไต กับพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว โดย นพ.สิโรตม์ คุณาพรไพโรจน์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านโรคไต โรงพยาบาลรามคำแหง

EP.5 การนอน กับผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ โดย พญ.พิยะดา หาชัยภูมิ จิตแพทย์ โรงพยาบาลพระรามเก้า

EP.6 เชื้อดื้อยา ประเด็นใกล้ตัวจากการใช้ยาไม่ถูกต้อง หรือกินยาไม่ครบ ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของเชื้อดื้อยาโดยไม่รู้ตัว โดย  ศ.พญ.ศศิโสภิณ  เกียรติบูรณกุล  แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ

นอกจากการส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพเชิงป้องกัน เมืองไทยประกันชีวิตยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความรู้ด้านประกัน หรือ Insurance Literacy เพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าใจศัพท์ประกัน เงื่อนไขกรมธรรม์ และความคุ้มครองต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ภายใต้แนวคิด “สิ่งที่คนวงในอยากบอก และสิ่งที่คนนอกอยากรู้” พร้อมตอบข้อสงสัยสำคัญเกี่ยวกับการทำประกันและการเลือกความคุ้มครองที่เหมาะสม เพื่อให้ทุกคนสามารถวางแผนสุขภาพและความคุ้มครองได้อย่างรอบด้านมากขึ้น

แคมเปญ “Go Healthier with MTL” สะท้อนความมุ่งมั่นของเมืองไทยประกันชีวิตในการเป็นคู่คิดด้านชีวิตและสุขภาพ ผ่านการส่งเสริมความรู้ การวางแผนประกันสุขภาพ และการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน เพื่อให้ทุกคน “สุขภาพดีกว่าเดิม”

ผู้สนใจสามารถติดตามรายการ “Go Healthier with MTL” ตอนใหม่ และรับชมย้อนหลังได้ทาง YouTube: Muang Thai Life และดูรายละเอียดเพิ่มเติมของแคมเปญได้ที่เว็บไซต์เมืองไทยประกันชีวิต
https://www.muangthai.co.th/th/campaign/gohealthier

ตัวอย่าง EP.6 เชื้อดื้อยา ประเด็นใกล้ตัวจากการใช้ยาไม่ถูกต้อง โดยศ.พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล

Facebook: https://www.facebook.com/share/v/1BjijPspw7/

YouTube : https://youtu.be/-DfM3uCC59s

Instagram : https://www.instagram.com/reel/DZJsloaCOk3/

TikTok: https://www.tiktok.com/@muangthailife/video/7647402826968157461

‘ประมงเมืองคอน’ ต่อยอดโมเดลเลี้ยงปูขาว ใช้ปลาหมอคางดำลดต้นทุน สร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชน

0

สำนักงานประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกับชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงปูขาวปลอดภัยลุ่มน้ำปากพนัง เดินหน้าขยายผลความสำเร็จของโมเดลการเลี้ยงปูขาว ผ่าน “โครงการส่งเสริมการเลี้ยงปูขาวเพื่อเพิ่มรายได้แก่เกษตรกร” โดยส่งมอบลูกปูขาวจำนวน 10,000 ตัว ให้เกษตรกร 20 ราย ในพื้นที่ตำบลขนาบนาก อำเภอปากพนัง นำไปเลี้ยงต่อด้วยแนวทางการใช้ปลาหมอคางดำเป็นอาหารปู ช่วยลดต้นทุนการผลิตและสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชน ณ ฟาร์มสาธิตการเลี้ยงปูขาวปลอดภัย บ้านเนินหนองหงส์ ตำบลเกาะเพชร อำเภอหัวไทร

นายสมเกียรติ ขวัญเมือง ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า กลุ่มเลี้ยงปูขาวในปากพนังเป็นเกษตรกรมีศักยภาพผลิตสินค้าเศรษฐกิจดาวรุ่งตอบโจทย์ตลาด เพราะ “ปูขาว” เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่ตลาดมีความต้องการต่อเนื่อง ด้วยจุดเด่นด้านรสชาติที่หวาน นุ่ม เปลือกไม่หนาจนเกินไป แถมยังเลี้ยงง่ายและโตไว ราคาขายอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างสูง เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 400-500 บาทต่อกิโลกรัม สร้างกำไรให้เกษตรกรได้ดี ขณะเดียวกัน ปลาหมอคางดำที่จับได้ในพื้นที่มาใช้เป็นอาหารปู ช่วยลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของการเลี้ยง และเป็นอีกแนวทางการควบคุมการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำได้อย่างเป็นระบบ

นายณัฎฐชัย นาคเกษม ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในลุ่มน้ำปากพนัง กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงปูขาวปลอดภัยลุ่มน้ำปากพนังมีสมาชิกมากกว่า 30 ราย ครอบคลุมพื้นที่เลี้ยงกว่า 300 ไร่ และมีความต้องการใช้ปลาหมอคางดำเป็นอาหารปูวันละ 600-900 กิโลกรัม โดยเปิดรับซื้อจากชาวบ้านในราคากิโลกรัมละ 10 บาท สร้างรายได้เสริมให้คนในพื้นที่อีกทางหนึ่ง

“ปูขาวกินได้ทุกอย่าง ปลาหมอคางดำมีคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมต่อการเลี้ยงปูขาว ช่วยให้ปูเจริญเติบโตดี ขณะที่ต้นทุนต่ำกว่าอาหารสำเร็จรูป และความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะสมาชิกในกลุ่มยังนำปลาหมอคางดำไปแปรรูปเป็นอาหารด้วย จนทำให้บางช่วง ปลาหมอคางดำมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร” นายณัฎฐชัยกล่าว

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยยกระดับการเลี้ยงปูขาว คือการสนับสนุนองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ซึ่งได้ถ่ายทอดเทคนิคการจัดการฟาร์ม การใช้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ร่วมกับอาหารจากปลาหมอคางดำ และการดูแลคุณภาพน้ำอย่างเหมาะสม ส่งผลให้ปูแข็งแรง เจริญเติบโตเร็ว เนื้อแน่น และมีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาด

นอกจากนี้ ก่อนนำปลาหมอคางดำมาใช้เป็นอาหารปู เกษตรกรจะนำปลาไปแช่แข็งที่อุณหภูมิประมาณ -20 องศาเซลเซียส (ติดลบ 20 องศาเซลเซียส) เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง เพื่อให้ไข่ปลาที่อาจติดอยู่ในช่องปากฝ่อไม่สามารถขยายพันธุ์ได้ ก่อนนำมาหั่นเป็นชิ้นและใช้เป็นอาหารในบ่อเลี้ยง ช่วยเพิ่มความมั่นใจในกระบวนการผลิตและการจัดการฟาร์มอย่างเหมาะสม

โมเดลการเลี้ยงปูขาวของชุมชนลุ่มน้ำปากพนังจึงเป็นตัวอย่างของการนำองค์ความรู้ด้านประมงมาผสานกับการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นอย่างคุ้มค่า เกิดประโยชน์ทั้งต่อเกษตรกร ผู้รวบรวมวัตถุดิบ และชุมชนโดยรอบ พร้อมต่อยอดเป็นอาชีพที่สร้างรายได้และความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่อย่างยั่งยืน.

โบกมือลาความวุ่นวาย! SET เปิดตัวแอป “wiset” รวมครบจบทุกพอร์ตการลงทุนในที่เดียว!

0

ใครเป็นบ้าง? ซื้อหุ้นไว้โบรกนึง ซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีไว้อีกแอปนึง แถมมีหุ้นกู้ พันธบัตรรัฐบาลอีก เวลาจะเช็กพอร์ตทีคือต้องเปิดสลับกันหลายแอปให้วุ่นวาย! ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จัดการแก้ Pain Point นี้ให้เรียบร้อยแล้ว ด้วยการเปิดตัวแอปพลิเคชันน้องใหม่ล่าสุดชื่อว่า “wiset” (วิเศษ) มาในคอนเซปต์ “ให้ทุกการลงทุนของคุณเป็นเรื่องวิเศษ”

นำเสนอฟิเจอร์สำคัญครั้งแรกของไทย ที่แสดงภาพรวมพอร์ตหุ้น พันธบัตร หุ้นกู้ และกองทุนลดหย่อนภาษี ไว้ในที่เดียว

ดาวน์โหลดแอป wiset ได้แล้ววันนี้ โหลดฟรี! ทั้งระบบ Apple App Store และ Google Play Store เลย

ใครจะกล้าพูดความจริง? ถ้าตรวจสอบร้องเรียนรัฐแล้วต้องเสี่ยง

0

ราคาที่ประชาชนต้องจ่ายเมื่อลุกขึ้นมาตรวจสอบทุจริต

หากอุปมา ‘การตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชัน’ เป็นดั่งการเปิดไฟในห้องมืด สิ่งแรกที่ประชาชนต้องมีคงไม่ใช่ความกล้าหาญเปิดสวิตช์ไฟเพียงอย่างเดียว แต่สวิตช์ไฟที่กดไปแล้ว ‘ต้องทำงาน’ เพื่อให้สังคมได้ตรวจสอบ แต่การจะไปถึงจุดนั้นได้ ประชาชนต้องเข้าถึง ‘สิทธิ’ ในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การร้องเรียนเมื่อพบความไม่โปร่งใส และสิทธิในการตั้งคำถามต่อโครงการ งบประมาณ สัญญาจ้าง หรือการตัดสินใจใดๆ ที่ใช้เงินสาธารณะและส่งผลต่อชีวิตของผู้คน 

อย่างไรก็ดี ในรัฐราชการไทย สิทธิที่ควรเป็นเรื่องปกติมักถูกทำให้กลายเป็นเรื่องผิดปกติ ประชาชนที่ขอข้อมูลอาจถูกมองว่า ‘ยุ่ง’ หากถามเรื่องงบประมาณอาจถูกมองว่าไม่ไว้ใจรัฐ หรือลุกขึ้นมาร้องเรียนอาจถูกมองว่าเป็นปัญหาเสียเอง ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญได้รับรองสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะของรัฐ รวมถึง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการก็วางหลักว่า ข้อมูลรัฐควรเปิดเผยเป็นหลัก และปกปิดเป็นข้อยกเว้น

คำถามที่สำคัญคือ เหตุใดสิทธิที่เรามีอยู่ จึงยังใช้ยากเย็น เหตุใดการขอข้อมูลจึงเหมือนขอความกรุณา เหตุใดการร้องเรียนจึงยังต้องอาศัยความกล้าระดับเสี่ยงภัยอันตราย และเหตุใดระบบที่บอกว่าประชาชนตรวจสอบได้ จึงมักทำให้ประชาชนรู้สึกตั้งแต่ต้นว่า … ‘ตรวจไปก็เท่านั้น’ 

‘ข้อมูลเปิดภาครัฐ’ คืออำนาจตรวจสอบของประชาชน

ในเชิงหลักการ การตรวจสอบรัฐไม่ใช่การต่อต้านรัฐ แต่เป็นการบังคับให้รัฐกลับไปอยู่ในที่ทางที่ควรอยู่ นั่นคือภายใต้กฎหมาย 

หากประชาชนไม่มีสิทธิเห็นข้อมูลเบื้องหลังการใช้อำนาจ การตรวจสอบก็ย่อมเหลือเพียงการคาดเดา ส่วนความโปร่งใสก็กลายเป็นเพียงสโลแกนสวยๆ ที่รัฐใช้ประดับรายงานประจำปีเท่านั้น

ในทางการบริหารงานภาครัฐ ปัญหานี้มักถูกอธิบายผ่านแนวคิดเรื่อง ‘ความไม่สมดุลของข้อมูล’ หรือ information asymmetry กล่าวคือ รัฐเป็นฝ่ายถือครองข้อมูลจำนวนมาก ทั้งงบประมาณ สัญญา โครงการ กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และเหตุผลในการตัดสินใจ ขณะที่ประชาชนซึ่งเป็นผู้รับผลกระทบกลับมักมีข้อมูลน้อยกว่าอย่างมาก 

งานวิจัยเรื่อง Open Government Data: The Key to Promoting Public Participation, and Fighting Against Corruption โดย ฐาลินี สังฆจันทร์ จากคณะรัฐประศาสนศาสตร์ NIDA ชี้ว่า ความไม่สมดุลเช่นนี้ เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ประชาชนลังเล ไม่เชื่อมั่น  เพราะเมื่อไม่มีข้อมูลเพียงพอ ความเห็นหรือข้อโต้แย้งของประชาชนก็มักถูกลดทอนให้กลายเป็นเพียง ‘ความรู้สึก’ มากกว่าจะถูกนับเป็นข้อเสนอที่มีน้ำหนัก

การทุจริตคอร์รัปชันจึงไม่ใช่แค่เรื่องคนโกงเงิน หากคือสภาวะที่พื้นที่สาธารณะถูกทำให้มืดพอให้อำนาจทุจริตเคลื่อนไหวได้โดยไม่มีใครเห็น นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไม  Open Government Data หรือข้อมูลเปิดของภาครัฐ ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงนโยบายดิจิทัลหรือแดชบอร์ดที่เอาไว้อวดความทันสมัย แต่ควรเป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานของการตรวจสอบอำนาจ’ อย่างที่ข้อค้นพบของ ฐาลินี ชี้ให้เห็นว่า ข้อมูลเปิดจะมีความหมายก็ต่อเมื่อประชาชนนำไปใช้ได้จริง ไม่ว่าจะใช้เพื่อตั้งคำถาม ตรวจสอบ เปรียบเทียบ หรือกดดันให้รัฐต้องตอบ

งานวิจัยยังพบว่า เมื่อข้อมูลเปิดทำงานร่วมกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งสองปัจจัยสามารถอธิบายประสิทธิภาพในการควบคุมการทุจริตได้ถึงร้อยละ 54.2 ตัวเลขนี้สำคัญ เพราะมันบอกเราว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่รัฐมีข้อมูลมากหรือน้อยเท่านั้น แต่อยู่ที่ประชาชนมีอำนาจเข้าถึง ใช้ และบังคับให้รัฐต้องรับผิดจากข้อมูลนั้นได้จริงหรือไม่

แนวคิดนี้ยังสอดคล้องกับกรอบระหว่างประเทศอย่างอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต หรือ United Nations Convention against Corruption: UNCAC ซึ่งให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของสังคมและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชน โดยเฉพาะมาตรา 13 ที่มองว่า การเปิดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมในการป้องกันคอร์รัปชัน เป็นเงื่อนไขสำคัญของการต่อต้านการทุจริต ส่วนมาตรา 10 ยังเน้นให้รัฐเพิ่มความโปร่งใสในการบริหารราชการ ทั้งในแง่โครงสร้าง การดำเนินงาน และกระบวนการตัดสินใจ

ดังนั้น ข้อมูลเปิดที่ดีจึงต้องมีหน้าที่ทำให้ประชาชน ‘ตรวจสอบรัฐได้จริง’ ไม่ใช่เป็นเพียงชุดเอกสารที่ถูกนำไปวางไว้บนเว็บไซต์ราชการ แต่ต้องสามารถใช้เป็นเครื่องมือติดตาม วิเคราะห์ โต้แย้ง และกดดันให้รัฐต้องรับผิดชอบต่ออำนาจที่ตนใช้อยู่

การมีส่วนร่วมที่ไร้อำนาจตรวจสอบ

เมื่อข้อมูลคือเงื่อนไขพื้นฐานของการตรวจสอบ คำว่า ‘การมีส่วนร่วม’  จึงไม่ควรถูกลดเหลือเพียงการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น แต่ต้องหมายถึงการเปิดอำนาจให้ประชาชนเห็น ตรวจสอบ โต้แย้ง และติดตามผลได้จริง 

ทว่าในทางปฏิบัติ กระบวนการมีส่วนร่วมส่วนใหญ่มักถูกออกแบบให้อยู่ในกรอบที่รัฐควบคุมได้ ประชาชนอาจได้พูดในเวทีรับฟังความคิดเห็น กรอกแบบสอบถาม เข้าร่วมประชุม หรืออยู่ในภาพถ่ายของกิจกรรม แต่พื้นที่เหล่านั้นมักไปไม่ถึงคำถามที่สำคัญกว่า เช่น งบประมาณถูกใช้ไปอย่างไร สัญญาจ้างเอื้อประโยชน์ให้ใคร มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ และใครต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจนั้น การมีส่วนร่วมเช่นนี้จึงมัก ‘ปลอดภัยสำหรับรัฐ’ แต่แทบไร้พลังสำหรับประชาชนในท้ายที่สุด

งานวิจัยของฐาลินี สังฆจันทร์ จากคณะรัฐประศาสนศาสตร์ NIDA ชี้ว่า ข้อมูลเป็นทรัพยากรพื้นฐานของการมีส่วนร่วม เพราะเมื่อประชาชนขาดข้อมูลหรือเผชิญความไม่สมดุลของข้อมูล ความเห็นและข้อโต้แย้งของประชาชนย่อมถูกลดน้ำหนักลง และทำให้การมีส่วนร่วมกับรัฐไม่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีความหมาย

การมีส่วนร่วมที่ไม่มีข้อมูลรองรับ คือการมีส่วนร่วมในฐานะผู้ชม ไม่ใช่พลเมือง

หลักการนี้ไม่ได้เป็นเพียงข้อเรียกร้องเชิงอุดมคติ แต่ปรากฏอยู่ในกรอบต่อต้านคอร์รัปชันระดับสากลโดยตรง นั่นคือ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต หรือ UNCAC มาตรา 13 ว่าด้วยการมีส่วนร่วมของสังคมในการต่อต้านคอร์รัปชัน ไม่ได้หมายถึงแค่การเปิดเวทีให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นเท่านั้น แต่รัฐต้องทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น เห็นการทำงานของรัฐได้ชัดขึ้น และสามารถแสวงหา รับรู้ หรือเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตได้โดยไม่ถูกปิดกั้น

ด้าน รายงาน OECD ว่าด้วยความซื่อสัตย์สุจริตภาครัฐไทย ระบุว่า แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายและเครื่องมือดิจิทัลสำหรับรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เช่น ระบบกลางทางกฎหมาย แต่การทำงานของระบบเหล่านี้ยังไม่สม่ำเสมอ และยังไม่ทำให้ประชาชนเห็นกระบวนการตัดสินใจของรัฐได้ชัดพอ

รายงานฯ จึงเสนอให้ไทยเพิ่มความโปร่งใสในจุดที่มักถูกมองไม่เห็น เช่น เปิดเผยว่าในกระบวนการออกกฎหมายหรือกำหนดนโยบาย มีใครเข้าพบ พูดคุย หรือให้ข้อมูลกับผู้มีอำนาจตัดสินใจบ้าง เปิดเผยวาระการทำงานของผู้กำหนดนโยบาย และเปิดเผยว่า ‘คณะที่ปรึกษา’ ของรัฐมีใครบ้าง ทำงานเรื่องอะไร และเสนอความเห็นอย่างไร

ในทางหนึ่ง สิ่งนี้สะท้อนปัญหาที่ลึกกว่าเรื่องช่องทางหรือเทคนิค เพราะรัฐที่ไม่คุ้นชินกับการถูกตรวจสอบ มักมองเสียงของประชาชนเป็นความรบกวนมากกว่าข้อมูลสาธารณะ มองคำถามเป็นการจับผิดมากกว่าการถ่วงดุล มองการร้องเรียนเป็นภาระทางธุรการมากกว่ากลไกป้องกันการใช้อำนาจโดยมิชอบ

ผลที่ตามมาคือ ประชาชนจำนวนมากไม่ได้รู้สึกว่าตนกำลังใช้สิทธิ แต่รู้สึกเหมือนกำลังรบกวนรัฐ ทั้งที่ในทางหลักการควรเป็นตรงกันข้าม รัฐต่างหากที่ต้องตอบคำถามประชาชน ไม่ใช่ประชาชนต้องอธิบายยืดยาวว่าทำไมตนจึงมีสิทธิตั้งคำถามต่อรัฐ เพราะการมีส่วนร่วมที่ตรวจสอบไม่ได้ สุดท้ายก็อาจเป็นเพียงพิธีกรรมอีกแบบหนึ่งของระบบราชการที่ทำให้รัฐดูรับฟัง ขณะที่อำนาจตัดสินใจยังเคลื่อนไปตามเส้นทางเดิมโดยแทบไม่ต้องรับผิดอะไร

เมื่อการ ‘ร้องเรียน’ ไม่ควรเป็นความกล้าหาญลำพัง

เดินมาถึงจุดนี้ คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “ประชาชนมีสิทธิตรวจสอบหรือร้องเรียนไหม” แต่ต้องเป็นคำถามว่า “เมื่อประชาชนตัดสินใจใช้สิทธินี้จริง ระบบของรัฐพร้อมรองรับเขาแค่ไหน”

นั่นเพราะการร้องเรียนเรื่องทุจริตหรือความไม่โปร่งใสไม่เหมือนการส่งแบบฟอร์มทั่วไป หลายครั้งผู้ร้องเรียนไม่ได้เผชิญแค่ขั้นตอนราชการ แต่ต้องเผชิญความสัมพันธ์เชิงอำนาจ โดย ‘ผู้ถูกร้อง’ อาจเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หน่วยงานที่ยังมีอำนาจตัดสินใจต่อชีวิตของผู้ร้อง ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ หรือเครือข่ายผลประโยชน์ที่ประชาชนธรรมดาไม่มีต้นทุนพอจะต่อรองด้วย

จึงไม่แปลกนักที่ประชาชนไม่ได้ถามเพียงว่า “ร้องเรียนได้ไหม ร้องเรียนอย่างไร” แต่ยังต้องถามต่ออีกว่า… 

“ร้องแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับฉันไหม”
“เขาจะรู้ไหมว่าฉันเป็นคนร้อง”
“ฉันจะถูกตอบโต้ไหม จะปลอดภัยไหม”
และ “ถ้าเรื่องเงียบไป ฉันจะตามต่อได้อย่างไร”

คำถามเหล่านี้สำคัญ เพราะการทุจริตไม่ใช่แค่ความผิดทางการเงินหรือความบกพร่องทางศีลธรรมของคนบางคน หากเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์เชิงอำนาจโดยตรง บทความของ กนกกาญจน์ อนุแก่นทราย เรื่อง Corruption: The Catalyst for Violation of Human Rights ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ป.ป.ช. อธิบายคอร์รัปชันผ่านมุมมองความสัมพันธ์เชิงอำนาจว่า การทุจริตสะท้อนความสัมพันธ์ที่ไม่สมดุลระหว่างผู้ใช้อำนาจกับผู้ที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจ และผู้ที่ออกมาเปิดโปงการทุจริตมักเผชิญการคุกคามได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่การข่มขู่ การคุกคามทางร่างกายและจิตใจ ไปจนถึงความรุนแรง เพราะการเปิดเผยความจริงย่อมกระทบต่อผู้ที่ได้ประโยชน์จากอำนาจเดิม

เช่นเดียวกับรายงาน Anti-Corruption and Human Rights in ASEAN ของ OHCHR ที่ชี้ไปในทางเดียวกันว่า ผู้เปิดโปงการทุจริต พยาน นักข่าว นักกิจกรรม และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน มีบทบาทสำคัญในการตรวจพบและผลักดันให้เกิดการดำเนินการต่อการทุจริต แต่ในเวลาเดียวกัน คนกลุ่มนี้ก็มักเผชิญการตอบโต้ ทั้งการคุกคาม การทำร้าย การดำเนินคดี และคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน หรือ SLAPP

กล่าวคือ ถ้าระบบต้องการให้ประชาชนช่วยตรวจสอบคอร์รัปชัน ระบบก็ต้องไม่ปล่อยให้ประชาชนต้องกล้าหาญตามลำพัง

มาตรฐานระหว่างประเทศจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การเปิดช่องให้ประชาชนแจ้งเบาะแสการทุจริต แต่ยังมองว่าช่องทางนั้นต้องเข้าถึงได้ ปลอดภัย และมีระบบคุ้มครองคนที่กล้าให้ข้อมูลด้วย โดย UNCAC มาตรา 13(2) พูดถึงการเปิดให้ประชาชนเข้าถึงหน่วยงานต่อต้านการทุจริต รวมถึงการรายงานแบบไม่เปิดเผยตัวตน มาตรา 33 วางหลักเรื่องการคุ้มครองผู้รายงานจากการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม และมาตรา 32 วางหลักเรื่องการคุ้มครองพยาน ผู้เชี่ยวชาญ และเหยื่อในกระบวนการทางกฎหมาย

ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะ ‘ผู้ร้องเรียน’ ‘ผู้เปิดโปง’ และ ‘พยาน’ ไม่ใช่สถานะเดียวกันเสมอไป บางคนอาจเป็นพนักงานในหน่วยงานที่พบความผิดปกติ เป็นประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เป็นนักข่าวหรือนักกิจกรรม และบางคนอาจต้องกลายเป็นพยานในกระบวนการสอบสวนหรือศาลในภายหลัง ดังนั้น หากรัฐคุ้มครองทุกกรณีด้วยมาตรการแบบเดียวกัน หรือเริ่มคุ้มครองเฉพาะเมื่อบุคคลนั้นเข้าสู่สถานะ ‘พยาน’ แล้วเท่านั้น คนจำนวนมากที่เสี่ยงตั้งแต่ช่วงแรกของการร้องเรียนหรือเปิดเผยข้อมูล ก็อาจหลุดออกจากระบบคุ้มครองไปโดยปริยาย

นี่คือเหตุผลที่รายงาน OECD เสนอให้ไทยพัฒนากรอบคุ้มครองผู้เปิดโปงการทุจริตให้ชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้น โดยต้องแยกให้ชัดว่าอะไรคือการคุ้มครองผู้เปิดโปง และอะไรคือการคุ้มครองพยาน รวมถึงกำหนดให้ชัดว่าข้อมูลแบบใดควรได้รับความคุ้มครอง การกระทำแบบใดถือเป็นการตอบโต้ผู้รายงาน ผู้ร้องเรียนควรรายงานผ่านช่องทางใดได้บ้าง และหากถูกตอบโต้ รัฐจะเยียวยาอย่างไร เพราะถ้าระบบคุ้มครองยังคลุมเครือ คนที่เห็นความผิดปกติก็ต้องชั่งน้ำหนักเองว่า การพูดออกไปคุ้มกับความเสี่ยงหรือไม่

ในทางปฏิบัติ ช่องทางร้องเรียนที่ดีจึงต้องมีทั้งประตูและหลังคา ในความหมายที่ว่า มีประตูให้ประชาชนเดินเข้าไปใช้สิทธิได้จริง และมีหลังคาคุ้มกันไม่ให้คนที่กล้าเดินเข้าไปต้องยืนตากฝนอยู่ลำพัง

ระบบที่มีแต่ช่องทางรับเรื่อง แต่ไม่มีกรอบเวลาที่ตรวจสอบได้ ไม่มีการแจ้งความคืบหน้า ไม่มีคำอธิบายเมื่อเรื่องไม่เดินหน้า ไม่มีการคุ้มครองตัวตน และไม่มีหลักประกันว่าผู้ร้องเรียนจะไม่ถูกตอบโต้ ย่อมเป็นได้เพียง ‘กล่องรับเรื่อง’ มากกว่าจะเป็นกลไกตรวจสอบอำนาจที่ใช้การได้จริง

ถ้าสิทธิในการตรวจสอบคือสวิตช์ไฟของประชาชน รัฐประชาธิปไตยก็มีหน้าที่ทำให้สวิตช์นั้นกดแล้วติดจริง ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนกดซ้ำๆ อยู่ในห้องมืด แล้วบอกว่าอย่างน้อยรัฐก็ได้ติดตั้งสวิตช์ไว้ให้แล้ว

เชิงอรรถ 

  1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 41(1) และมาตรา 59; พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540.
  2. ฐาลินี สังฆจันทร์, “ข้อมูลเปิดของภาครัฐ: กุญแจสำคัญในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนและการต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชัน,” วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 2, 2564.
  3. ฐาลินี สังฆจันทร์, เรื่องเดียวกัน. ดูข้อค้นพบเรื่องผลของข้อมูลเปิดต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนและการควบคุมการทุจริต.
  4. United Nations Convention against Corruption (UNCAC), Articles 10 and 13.
  5. OECD, Advancing Public Integrity in Thailand: Recent Progress and Priorities for Reform, OECD Public Governance Reviews, 2026, Chapter 6.
  6. วิษณุพงษ์ โพธิพิรุฬห์ และอังศุธร ศรีสุทธิสอาด, ราชการไทยไร้คอร์รัปชัน: การสำรวจความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่รัฐต่อการแจ้งเบาะแสการทุจริต, รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์, 30 เมษายน 2563.
  7. Kanokkan Anukansai, “Corruption: The Catalyst for Violation of Human Rights,” NACC Journal.
  8. OHCHR, Anti-Corruption and Human Rights in ASEAN: Areas of Overlap based on the UNCAC Implementation Review Mechanism and UN Human Rights Mechanisms Recommendations, August 2025.
  9. UNCAC, Articles 13(2), 32 and 33; UNODC, Whistle-blower Protection in ASEAN Member States.
  10. OECD, Advancing Public Integrity in Thailand, 2026, Chapter 7.

SET เปิดตัวแอปวิเศษ “wiset” รวมครบจบทุกพอร์ตการลงทุนในที่เดียว! ครั้งแรกในไทย เชื่อมพอร์ต หุ้น-พันธบัตร-หุ้นกู้-กองทุนลดหย่อนภาษี และบริการผู้ถือหุ้น

0

ปัจจุบันผู้ลงทุนไทยต้องเผชิญกับความยุ่งยากในการติดตามข้อมูลและใช้บริการด้านการลงทุนผ่านหลายแพลตฟอร์ม ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงได้พัฒนา wiset” (วิเศษ) แอปพลิเคชันนวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่รวมทุกข้อมูลและบริการสำคัญสำหรับผู้ลงทุนไทยไว้ในที่เดียวเป็นครั้งแรก เพื่อทลายข้อจำกัด ยกระดับความสะดวก และเชื่อมต่อการลงทุนให้เป็นเรื่องง่ายในชีวิตประจำวัน ภายใต้แนวคิด ‘ให้ทุกการลงทุนของคุณเป็นเรื่องวิเศษ

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ลงทุนเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย แต่ความท้าทายคือข้อมูลเหล่านั้นกระจัดกระจาย ทำให้ยากต่อการเห็นภาพรวมการลงทุนที่แท้จริง แอปพลิเคชัน wiset จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็น Solution ที่เชื่อมทุกสิ่งสำคัญเข้าด้วยกัน ทั้งข้อมูลพอร์ตการลงทุน บริการ ข้อมูลและความรู้จากตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อช่วยให้ผู้ลงทุนตัดสินใจได้ดีขึ้นและทันท่วงทีในทุกช่วงเวลา สอดรับกับวิสัยทัศน์ ‘The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities’ ผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์มที่เชื่อมการลงทุนอย่างไร้รอยต่อ (Seamless Infrastructure) พร้อมยกระดับคุณภาพบริการที่มั่นใจได้ (Trusted Marketplace) ช่วยเสริมสร้างศักยภาพผู้ลงทุนทุกกลุ่ม (Empowering Market Participants) ตามพันธกิจสำคัญของตลาดหลักทรัพย์ฯ

ฟีเจอร์สำคัญของ wiset ที่จะช่วยเปลี่ยนประสบการณ์การลงทุนของผู้ใช้งาน คือ ครั้งแรกของไทยกับบริการ My Wealth หรือ One-Stop Portfolio Consolidation ที่รวบรวมข้อมูลการถือครองหลักทรัพย์ ทั้งหุ้น พันธบัตร หุ้นกู้ และกองทุนลดหย่อนภาษี จากทุกช่องทางมาแสดงผลรวมกันบนหน้าจอเดียวอัตโนมัติโดยไม่ต้องกรอกข้อมูลเอง อีกทั้ง ยังสามารถจัดการธุรกรรมผู้ถือหุ้นครบวงจรด้วย TSD e-Service ที่เชื่อมต่อระบบของศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ฯ ทำให้สามารถตรวจสอบการถือหุ้น ขอเอกสารเครดิตภาษีเงินปันผล และรับการแจ้งเตือนเงินปันผลเข้าบัญชีได้ทันทีผ่านแอปเดียว นอกจากนี้ wiset ยังเป็นศูนย์รวมข้อมูลและองค์ความรู้จากตลาดหลักทรัพย์ฯ ช่วยให้ผู้ลงทุนติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดได้แบบ real-time ทั้งข่าวสาร ข้อมูลสถิติ และการแจ้งเตือนสำคัญ พร้อมเข้าถึงคอนเทนต์คุณภาพ อาทิ วิดีโอไลฟ์สด Earnings Call และ SET e-Learning ที่คัดสรรมาให้เฉพาะบุคคลตามความสนใจ

wiset พร้อมให้ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ทั้งบนระบบ Apple App Store และ Google Play Store หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.set.or.th/wisetapp หรือ SET Contact Center โทร. 0 2009 9999 โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมนำ wiset ไปร่วมออกบูธในงาน SET in the City 2026 วันที่ 20-21 มิถุนายน 2569 ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ เพื่อให้ผู้ลงทุนได้สัมผัสประสบการณ์การใช้งานฟีเจอร์สำคัญ และกิจกรรมพิเศษจากแอปอย่างใกล้ชิด