Home Blog Page 2

บริหารจัดการ “ปลาหมอคางดำ” จากการกำจัดสู่การใช้ประโยชน์ 4 มิติ พลิกเป็นวัตถุดิบเศรษฐกิจ-สร้างรายได้ชุมชนอย่างยั่งยืน

0

ทิศทางการบริหารจัดการ “ปลาหมอคางดำ” ในปัจจุบัน กำลังเปลี่ยนจากการมองเป็นปัญหาที่ต้องกำจัดเพียงด้านเดียว ไปสู่การจัดการเชิงระบบที่ใช้ประโยชน์จากปลาที่มีอยู่ในแหล่งน้ำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการควบคุมปริมาณและลดผลกระทบต่อระบบนิเวศโจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียง “จะกำจัดอย่างไร” แต่คือ “จะบริหารจัดการอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด” โดยทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ภาควิชาการ เกษตรกร หน่วยงานรัฐ และชุมชนท้องถิ่น เริ่มมองแนวทางร่วมกันในการเปลี่ยนปลาหมอคางดำให้เป็นวัตถุดิบทางเศรษฐกิจ ผ่านการรับซื้อ แปรรูป ใช้ในภาคเกษตร อาหารสัตว์ ปุ๋ยชีวภาพ และการต่อยอดด้วยงานวิจัย

แนวทางดังกล่าวสะท้อนการบริหารจัดการใน 4 มิติสำคัญ ดังนี้.

มิติที่ 1: นโยบายเชิงรุกจากวุฒิสภา เปลี่ยนปลาเป็นทรัพยากรสร้างรายได้ด้วยงานวิจัยจากเวทีสัมมนา “มิติใหม่แห่งการบริหารจัดการปลาหมอคางดำ : สู่การใช้ประโยชน์และเพิ่มมูลค่า” ที่รัฐสภา ทิศทางสำคัญคือการผลักดันแนวคิด “อยู่ร่วม จัดการ และใช้ประโยชน์” อย่างเป็นระบบ

นายธวัช สุระบาล ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ได้เสนอแนวทางรับซื้อปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปแปรรูปและใช้ประโยชน์ในหลายรูปแบบ รวมถึงการพิจารณาแก้ไขกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปิดทางให้ปลาหมอคางดำที่ผ่านการตรวจสอบแล้วว่าไม่สามารถแพร่ระบาดได้ สามารถขนย้ายเข้าสู่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น อุตสาหกรรมปลาป่น หรือการแปรรูปเชิงพาณิชย์

ภายในงานยังมีการนำเสนอผลงานวิจัยที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่ เช่น การนำก้างปลาหมอคางดำไปสกัดเป็น “แคลเซียม” ซึ่งพบว่ามีคุณค่าทางโภชนาการสูงใกล้เคียงกับปลาทะเลเศรษฐกิจบางชนิด สามารถต่อยอดสู่อุตสาหกรรมอาหารและสุขภาพได้ รวมถึงการนำปลาไปผลิตน้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ย หรือผลิตภัณฑ์ชุมชนอื่น ๆ สะท้อนว่า ปลาชนิดนี้มีศักยภาพมากกว่าการเป็นเพียงปัญหาในแหล่งน้ำ.

มิติที่ 2: เสียงจากเกษตรกร หนุนอุตสาหกรรมใหญ่ช่วยเร่งลดปริมาณปลาในพื้นที่แม้แนวทางการใช้ประโยชน์จะเริ่มชัดเจนขึ้น แต่ภาคเกษตรกรยังคงสะท้อนข้อห่วงใยต่อปริมาณปลาหมอคางดำในหลายพื้นที่ โดยต้องการให้ภาครัฐเดินหน้าแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง และเห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น

ข้อเสนอสำคัญจากภาคเกษตรกรคือ การนำปลาหมอคางดำเข้าสู่กลไกอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น การทำปลาป่น การผลิตปุ๋ย การทำน้ำหมักชีวภาพ หรือการใช้เป็นวัตถุดิบในระบบเกษตรและประมง เพื่อช่วยดูดซับปริมาณปลาออกจากแหล่งน้ำได้รวดเร็วกว่าแนวทางกำจัดรายจุดหากมีกลไกรับซื้อที่ต่อเนื่อง ราคาจูงใจ และจุดรวบรวมที่เหมาะสม การใช้ประโยชน์เชิงอุตสาหกรรมจะไม่เพียงช่วยลดปริมาณปลา แต่ยังเพิ่มรายได้ให้ชาวประมงพื้นบ้าน เกษตรกร และชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบ.

มิติที่ 3: ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ ฐานข้อมูลสำคัญเพื่อการจัดการที่แม่นยำการบริหารจัดการปลาหมอคางดำให้ตรงจุด จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เพียงการคาดการณ์จากสถานการณ์รายพื้นที่ล่าสุด งานวิจัยจากคณะนักวิจัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย ดร. พรเทพ พรรณรักษ์ พร้อมด้วยคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Aquaculture Reports ได้ศึกษารหัสพันธุกรรมของปลาหมอคางดำในประเทศไทย และพบรูปแบบพันธุกรรม 19 รูปแบบ สะท้อนว่าการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำในไทยอาจไม่ได้เกิดจากแหล่งกำเนิดเดียว แต่มีลักษณะของการนำเข้าหลายครั้งจากหลายแหล่งกำเนิด และมีการกระจายตัวไปยังพื้นที่ต่าง ๆ โดยมีมนุษย์เป็นปัจจัยสำคัญในการเคลื่อนย้ายข้อมูลดังกล่าวมีความสำคัญต่อการกำหนดมาตรการของภาครัฐ ทั้งการควบคุมการเคลื่อนย้าย การกำหนดพื้นที่เสี่ยง การเฝ้าระวังแหล่งน้ำ และการออกแบบมาตรการใช้ประโยชน์อย่างปลอดภัย เพื่อไม่ให้การแปรรูปหรือการขนย้ายกลายเป็นปัจจัยเพิ่มการแพร่ระบาดในอนาคต.

มิติที่ 4: การขับเคลื่อนของภาครัฐ ใช้นวัตกรรมควบคู่มาตรการชีวภาพ

ในระดับนโยบาย นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมประมง เดินหน้าบริหารจัดการปลาหมอคางดำด้วยมาตรการที่ชัดเจนและบูรณาการมากขึ้น

แนวทางสำคัญประกอบด้วย การส่งเสริมการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม สนับสนุนให้ชุมชนและผู้ประกอบการนำปลาหมอคางดำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้า สร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่

ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังเดินหน้ามาตรการทางชีวภาพ เช่น การปล่อย “ปลากะพง” ซึ่งเป็นปลานักล่าตามธรรมชาติ ลงในแหล่งน้ำที่เหมาะสม เพื่อช่วยควบคุมประชากรปลาหมอคางดำตามหลักนิเวศวิทยา ควบคู่กับการเร่งผลักดันมาตรการต่าง ๆ ให้เกิดผลสัมฤทธิ์โดยเร็วที่สุด

บทสรุป

การบริหารจัดการ “ปลาหมอคางดำ” ในวันนี้ กำลังขยับจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การวางระบบระยะยาวที่เชื่อมโยงทั้งงานวิจัย นโยบาย กลไกอุตสาหกรรม และเศรษฐกิจชุมชน

หากสามารถสร้างระบบรับซื้อที่ต่อเนื่อง มีมาตรฐานการขนย้ายที่ปลอดภัย มีศูนย์รวบรวมและแปรรูปในพื้นที่ และมีการใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์กำกับการดำเนินงานอย่างรอบคอบ ปลาหมอคางดำก็มีโอกาสเปลี่ยนจาก “ภาระของแหล่งน้ำ” ไปสู่ “วัตถุดิบเศรษฐกิจ” ที่ช่วยลดปริมาณปลา สร้างรายได้ให้ชุมชน และสนับสนุนการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของแนวทางนี้ต้องเดินคู่กับการรับฟังเสียงของเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่ เพราะเป้าหมายสูงสุดไม่ใช่เพียงการสร้างมูลค่าเพิ่มจากปลา แต่คือการลดผลกระทบ ฟื้นสมดุลแหล่งน้ำ และทำให้คนในพื้นที่อยู่กับปัญหานี้ได้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน.

ตามรอยเซียน โดย เจี๊ยบ บางกรวย “ พระรอดเขียวเหนี่ยวทรัพย์ ”

0

พระรอด 1ในเบญจภาคี ที่มีอายุมากที่สุดนับพันปี มีพิมพ์ใหญ่ กลาง เล็ก พิมพ์ตื้นและพิมพ์ต้อ
เนื้อมีหลายสี ขาว เหลือง แดง เขียว เกิดจากความร้อนของการเผาเนื้อดิน พระรอด พิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง พิมพ์เล็ก พิมพ์ต้อ พิมพ์ตื้นนั้น

ขนาดพระจะใหญ่จะเล็กนั้น เกิดจากความร้อน ถ้าเผาร้อนน้อย ก็ใหญ่ ร้อนปานกลาง ก็เล็กลงๆ สีเขียวแข็งสุดเดินสุกจนเป็นหิน ราดำไม่กินเนื้อพระ สีขาว เหลือง แดง มีราได้พระดินยังไม่สุกเต็มที่ พระอาจารย์สอนมา
มาดู”พระรอดเขียวเหนี่ยวทรัพย์ “องค์วันนี้ สวยแจ่มคมชัดลึก มีหน้าตา จมูกปากครบ เห็นมวยผมวิ่งเป็นเส้นๆ ฝ้าดินกรุขาวนวล เนื้อพระ ผิวผ่านแดงม่น อมเขียว

มีรอยนิ้วมือด้านขาซ้าย ตอนดึงพระออกจากพิมพ์ พระอาจารย์บอกเห็นรอยนิ้วมือด้านมักแท้ ตอนครึงพระที่นำพระออกจากพิมพ์ สีพระเนื้อผ่านแดงออกน้ำตาลไปเขียว มีรอยกระเทาะตรงฐาน3ชั้น เห็นเนื้อเขียวด้านใน
เจอเนื้อแบบนี้อย่าปล่อยผ่าน เป็นจุดพิจารณาพระเนื้อดินเผา

เจอมักแท้ ด้านหลังมีลายนิ้วมือคลึงเรียบร้อย รอยย่นรอยหดตัวของเนื้อดินเป็นธรรมชาติ แดงคราบเขียวสุกเต็มที่เนื้อแข็งเป็นหิน เจอแบบนี้พระรอดมาโปรดแล้วจร้าาา

“พระอาจารย์สอนเซียนเจี๊ยบบอกต่อ” หวานเจี๊ยบนะจ๊ะเธอ

เจี๊ยบบางกรวยเดินตามรอยพระอาจารย์ 087 0030897

ออมสินรุกตลาดเงินฝากเด็ก เปิดตัว ‘เงินฝากออมสิน ออมรัก’ เพิ่มความคุ้มครองอุบัติเหตุ สูงสุด 200,000 บาท ฝากเลยที่ออมสินทุกสาขา 

0

ออมเงินให้ลูก พร้อมคุ้มครองอุบัติเหตุกับ ‘เงินฝากออมสิน ออมรัก’ รับดอกเบี้ยเต็ม ไม่เสียภาษี 0.25% ต่อปี
รายละเอียดเพิ่มเติม > https://to.gsb.or.th/NQ4XZ2r

ฝากได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขาตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
หรือจนกว่าธนาคารจะมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขที่กำหนดไว้ภายหลัง

🔰 คุ้มครองอุบัติเหตุ

  • ผู้เยาว์ (ตั้งแต่แรกเกิด – ต่ำกว่า 10 ปีบริบูรณ์)
    คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ 1% ของยอดเงินฝากคงเหลือ สูงสุด 1,000 บาทต่อบัญชี (ต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง) ทั้งนี้ ไม่เกินจำนวนเงินที่จ่ายจริงและไม่จำกัดจำนวนครั้ง
  • ผู้ฝาก (ตั้งแต่ 20 – 65 ปีบริบูรณ์)
    คุ้มครองอุบัติเหตุ อบ.1 2 เท่าของยอดเงินฝากคงเหลือ สูงสุด 200,000 บาทต่อบัญชี (ไม่คุ้มครองอาชีพที่ใช้รถจักรยานยนต์ในการปฏิบัติงานเป็นประจำ)

หมายเหตุ :

  • ผู้ฝาก ต้องมีอายุตั้งแต่ 20 – 65 ปีบริบูรณ์ (นับวันชนวัน) ณ วันที่เปิดบัญชี และ ผู้เยาว์ ต้องมีอายุตั้งแต่แรกเกิด – ต่ำกว่า 10 ปีบริบูรณ์ (นับวันชนวัน) ณ วันที่เปิดบัญชี
  • ผู้ฝาก ต้องเป็นพ่อหรือแม่โดยกำเนิดเท่านั้น (ไม่รวมถึง พ่อ และ/หรือ แม่บุญธรรม) และ ผู้เยาว์ 1 คน เปิดได้สูงสุด 2 บัญชี (พ่อเพื่อเด็ก และ/หรือ แม่เพื่อเด็ก)
  • เปิดบัญชีขั้นต่ำ 1 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.25 ต่อปี (ไม่เสียภาษี)
  • ผู้ฝาก ได้รับความคุ้มครองจากอุบัติเหตุ อบ.1 และความคุ้มครองอุบัติเหตุขณะขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ วงเงินคุ้มครอง 2 เท่าของยอดเงินฝากคงเหลือในบัญชี ณ วันก่อนประสบอุบัติเหตุ 1 วัน สูงสุด 200,000 บาทต่อบัญชี
  • ผู้เยาว์ ได้รับค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ วงเงินคุ้มครอง 1% ของยอดเงินฝากคงเหลือในบัญชี ณ วันก่อนประสบอุบัติเหตุ 1 วัน สูงสุดไม่เกิน 1,000 บาทต่อบัญชี (ต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง) ซึ่งไม่เกินจำนวนเงินที่จ่ายจริง และ “ ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ” ทั้งนี้ กรณีประสบอุบัติเหตุในวันที่เปิดบัญชี วงเงินที่คุ้มครองจะคำนวณจากยอดเงินฝากคงเหลือในบัญชี ณ วันที่เปิดบัญชี และต้องมียอดเงินฝากคงเหลือตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป
  • คุ้มครองผู้ฝากและผู้เยาว์เป็นระยะเวลา 12 เดือน นับตั้งแต่วันที่เปิดบัญชี
  • ไม่คุ้มครองอาชีพที่ใช้รถจักรยานยนต์ในการปฏิบัติงานเป็นประจำ เช่น พนักงานส่งเอกสาร/ส่งอาหาร คนขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง ผู้ทำหรือใช้งานเกี่ยวกับวัตถุระเบิดหรือเหมืองใต้ดิน นักกีฬาอาชีพ พนักงานประจำเรือ แรงงานต่างด้าวที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในประเทศไทย ทหารและตำรวจขณะปฏิบัติหน้าที่ป้องกันและปราบปราม
  • ธนาคารเป็นผู้จ่ายเบี้ยประกันภัย รับประกันโดยบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)

เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

“มาดามแป้ง” สั่งเยียวยาด่วน! เมืองไทยประกันภัย เร่งจ่ายสินไหมเยียวยาเหยื่อรถไฟชนรถเมล์ ขสมก. มักกะสัน เปิดสายด่วน 1484 ดำเนินการทันที

0

บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์ ของ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์รถไฟชนรถโดยสารประจำทางปรับอากาศ บริเวณทางรถไฟมักกะสัน พร้อมเร่งดูแลด้านสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์

จากกรณีอุบัติเหตุรถไฟชนรถโดยสารประจำทางปรับอากาศ บริเวณทางรถไฟมักกะสัน เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ซึ่งส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต และสร้างความสะเทือนใจแก่ประชาชนในวงกว้างนั้นบริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ภายใต้การนำของ “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมส่งกำลังใจไปยังผู้ได้รับบาดเจ็บ ครอบครัวผู้เสียชีวิต และผู้ที่ได้รับผลกระทบทุกท่าน โดยได้มอบหมายให้ นายวาสิต ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดทันทีขณะนี้บริษัทฯ ได้เร่งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้เอาประกันภัยโดยทันที เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการตรวจสอบข้อมูล และดำเนินการด้านสินไหมทดแทนอย่างใกล้ชิด โดยเปิดช่องทางพิเศษสำหรับการสอบถามข้อมูลผ่าน Call Center 1484.

ทั้งนี้ บริษัทฯ พร้อมพิจารณาและดำเนินการด้านสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขความคุ้มครองของกรมธรรม์อย่างเต็มความสามารถ โปร่งใส เป็นธรรม และเร่งให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ได้รับผลกระทบและครอบครัวอย่างดีที่สุด

เมืองไทยประกันชีวิต บริจาคเงินและสนับสนุนกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุกลุ่มดูแลสถานสงเคราะห์เด็กบ้านตะวันใหม่

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) โดยนายปราโมทย์ ศักดิ์กำจร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส เป็นผู้แทนมอบเงินบริจาคสนับสนุนการดำเนินงาน และมอบกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุกลุ่มแก่มูลนิธิ พล.ต.อ.เภา สารสิน เพื่อใช้ในการดูแลสถานสงเคราะห์เด็กบ้านตะวันใหม่ ซึ่งมีหน้าที่หลักในการอุปการะ และพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชนกลุ่มเสี่ยงหรือขาดโอกาส โดยเน้นการฝึกทักษะชีวิต (Life Skills) การศึกษา และการฝึกอาชีพ เพื่อให้เด็กสามารถพึ่งพาตนเองและอยู่ในสังคมได้ ในงานมหกรรมการเงินกรุงเทพ ครั้งที่ 26 โดยมีนางเสาวภาคย์ สุขวัฒโน กรรมการเหรัญญิกและเลขานุการมูลนิธิ พล.ต.อ.เภา สารสิน เป็นผู้แทนรับมอบ พร้อมได้รับเกียรติจาก นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นายสันติ วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานจัดงาน มหกรรมการเงิน Money Expo นางสาวภาคนี วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานจัดงานร่วมงานมหกรรมการเงิน Money Expo นางสาวภริตา วิริยะรังสฤษฎ์  รองประธานจัดงานมหกรรมการเงิน Money Expo นางพิตราภรณ์ บุณยรัตพันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสและนายสหพล พลปัถพี รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)ร่วมในพิธีดังกล่าวด้วย ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 – 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความแข็งแกร่ง มั่นคง และตั้งอยู่บนหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด ควบคู่ไปกับพันธกิจในการส่งมอบความสุขและรอยยิ้มให้แก่สังคม ผ่านกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม การศึกษา ศิลปวัฒนธรรม ศาสนา รวมถึงสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพันธกิจสำคัญที่มุ่งมั่นถึงการเป็นองค์กรที่รับผิดชอบด้าน ESG อย่างจริงจัง

ครั้งแรกของไทย! “CLICX” ได้รับอนุญาตเป็น Virtual Bank รายแรกประกาศความพร้อมพลิกประวัติศาสตร์การเงินไทย ผสานพลัง KTB–AIS–OR เพื่อบริการทางการเงินที่เข้าถึงง่าย ปลอดภัย และตอบโจทย์ทุกชีวิตคนไทย

0

CLICX (คลิกซ์) ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาภายใต้ความร่วมมือของ 3 องค์กรชั้นนำของประเทศไทย ได้แก่ KTB, AIS และ OR สร้างหมุดหมายครั้งสำคัญให้กับอุตสาหกรรมการเงินไทย หลังได้รับอนุญาตประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา หรือ Virtual Bank จากธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ขึ้นแท่น Virtual Bank รายแรกของประเทศ  พร้อมเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของระบบการเงินไทย ด้วยธนาคารไร้สาขาที่เกิดจากพลังความร่วมมือขององค์กรไทย เพื่อยกระดับโอกาสทางการเงินให้คนไทยเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ปลอดภัย และตอบโจทย์ชีวิตมากขึ้น

การได้รับอนุญาตในครั้งนี้สะท้อนถึงความพร้อมของ “CLICX”  ในการก้าวสู่ธุรกิจธนาคารดิจิทัลเต็มรูปแบบ ทั้งด้านเทคโนโลยี ความปลอดภัย มาตรฐานการให้บริการ และความเข้าใจต่อพฤติกรรมทางการเงินของผู้ใช้งานยุคใหม่ จึงไม่ใช่เพียงการเกิดขึ้นของผู้เล่นรายใหม่ในตลาดการเงิน แต่คือก้าวยุทธศาสตร์สำคัญที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมธนาคารไทย สู่บริการทางการเงินดิจิทัลที่เข้าถึงง่าย คล่องตัว ปลอดภัย และเข้าใจชีวิตของคนไทยอย่างแท้จริง

CLICX เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด “Bank in One CLICX” ที่ยกระดับจากการเป็นเพียงธนาคารดิจิทัลสู่การเป็น Beyond Banking ที่ผสานบริการทางการเงินเข้ากับชีวิตประจำวันอย่างไร้รอยต่อ ผ่านการพัฒนาในหลายด้าน เช่น การประยุกต์ใช้ AI เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้า, การวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานจริง (real-life behavior)
และการใช้ Alternative Data เพื่อสร้างมุมมองทางการเงินที่ครอบคลุมและเข้าใจผู้ใช้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการใช้ชีวิต การสื่อสาร การเดินทาง หรือพฤติกรรมการใช้บริการในชีวิตประจำวัน ประกอบกับนโยบายการเปิดกว้างให้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลตามสิทธิของผู้ใช้บริการ(Open Data for Consumer Empowerment) ของธนาคารแห่งประเทศไทย จะทำให้สามารถเข้าใจลูกค้าได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น เพื่อนำไปสร้างแบบจำลองการประเมินเครดิตแบบใหม่ที่นำข้อมูลทางเลือกมาใช้เพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทยเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากยิ่งขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพในการประเมินความสามารถในการชำระหนี้ได้ดีกว่าแบบจำลองปัจจุบัน เพื่อยกระดับประสบการณ์ทางการเงินที่ “เข้าใจผู้ใช้มากกว่าข้อมูลบนเอกสาร” ครอบคลุมตั้งแต่การออม การบริหารเงิน ไปจนถึงการเข้าถึงสินเชื่อที่เหมาะสมแบบเฉพาะบุคคลโดย
ให้ความสำคัญกับความโปร่งใส ความปลอดภัย และความสอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า
อย่างแท้จริง

จากความร่วมมือของ 3 พันธมิตรไทย ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ผสานจุดแข็งจาก 3 มิติสำคัญ ทั้งเทคโนโลยีดิจิทัลที่เชื่อมโยงผู้คนในวงกว้าง ความเชี่ยวชาญทางการเงินที่มั่นคงและน่าเชื่อถือ รวมถึง ecosystem ที่อยู่ใกล้ชิดกับชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ทำให้ CLICX ไม่ได้เป็นเพียงแอปธนาคารใหม่ แต่เป็น “แพลตฟอร์มที่เชื่อมโลกการเงินเข้ากับชีวิตจริง” (Embedded Banking) อย่างสมบูรณ์ ที่ไม่ถูกจำกัดด้วยสาขา เอกสาร หรือกรอบบริการแบบเดิม แต่พร้อมอยู่ในทุกจังหวะชีวิตของผู้ใช้งาน ช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการทางการเงิน และเปิดโอกาสให้คนไทยบริหารเงิน ออมเงิน รวมถึงเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมกับชีวิตจริงได้ง่ายขึ้น ปลอดภัยขึ้น และเป็นธรรมมากขึ้น

หัวใจสำคัญของ CLICX  คือการขับเคลื่อน Financial Inclusion หรือการเปิดโอกาสทางการเงินให้คนไทยทุกกลุ่มเข้าถึงบริการได้อย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะกลุ่มที่ระบบการเงินเดิมยังตอบโจทย์ได้ไม่เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นผู้มีรายได้ไม่ประจำ แรงงานรายวัน ฟรีแลนซ์ ไรเดอร์ คนขับแท็กซี่ พนักงานจบใหม่ นักศึกษา แม่ค้าออนไลน์ และผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งอาจมีข้อจำกัดด้านเอกสารรายได้ ประวัติทางการเงิน หรือรูปแบบรายได้ การมีข้อมูลทางเลือกที่ช่วยให้เห็นภาพพฤติกรรมจริงของผู้คนในระบบนิเวศ ที่สามารถสร้างความเข้าใจลูกค้าได้ชัดกว่า ช่วยให้สามารถประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าได้ดีขึ้น เหล่านี้ทำให้มองเห็นภาพของลูกค้าในมิติใหม่ แม้จะไม่ใช่ข้อมูลทางการเงินโดยตรง ลดปัญหาหนี้นอกระบบและเศรษฐกิจนอกระบบ ควบคู่ไปกับการมุ่งเน้นการให้ความรู้ทางการเงินและสร้างพฤติกรรมทางการเงินที่ดีผ่านแนวคิดการเงินเชิงพฤติกรรม(Behavioral Finance) ในการส่งเสริมการออมเงินเพื่อสร้างพฤติกรรมทางการเงินที่ดีและความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว โดย CLICX มีแผนพร้อมให้บริการภายในเดือนมิถุนายน 2569 

CLICX เชื่อว่าธนาคารแห่งอนาคตไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงสถานที่หรือรูปแบบบริการแบบเดิม แต่ควรเป็นบริการที่เข้าถึงได้ทุกที่ เข้าใจชีวิตจริง และช่วยให้เรื่องเงินเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน การได้รับอนุญาตประกอบกิจการ Virtual Bank ในครั้งนี้จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการพลิกโฉมระบบการเงินไทย และเป็นก้าวสำคัญในการสร้างธนาคาร
ไร้สาขาโดยคนไทย เพื่อคนไทยอย่างแท้จริง ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ ทั้งในด้าน #SDGs1 การส่งเสริมการขจัดความยากจน #SDGs9 การนำนวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ #SDGs10 การลดความเหลื่อมล้ำ รวมถึง #SDGs17 ผนึกความร่วมมือที่แข็งแกร่งเพื่อเสริมสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน  

กมธ.เกษตรฯ วุฒิสภา รุกบริหารจัดการ “ปลาหมอคางดำ” ชูโมเดลแปรรูปเพิ่มมูลค่า-สร้างรายได้คืนสู่ชุมชน

0

นายธวัช สุระบาล ประธาน กมธ.เกษตรฯ วุฒิสภา นำทีมระดมสมองเปลี่ยนมุมมองจากการกำจัด เป็นการสร้าง “ทรัพยากรทางเศรษฐกิจ” พร้อมเปิดผลวิจัยพบคุณค่าสารอาหารสูง เตรียมดันเป็นนโยบายรับซื้อเพื่อช่วยเหลือภาคเกษตรกรอย่างยั่งยืน

กรุงเทพมหานคร (14 พฤษภาคม 2569 ) – ณ อาคารรัฐสภา คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ได้จัดงานสัมมนาทางวิชาการครั้งสำคัญในหัวข้อ “มิติใหม่แห่งการบริหารจัดการปลาหมอคางดำ : สู่การใช้ประโยชน์และเพิ่มมูลค่า” โดยมี พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง เป็นประธานในพิธีเปิด เพื่อมุ่งหาทางออกเชิงสร้างสรรค์ในการบริหารจัดการปลาหมอคางดำที่มีปริมาณมากในแหล่งน้ำธรรมชาติ ให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ

📌 ยกระดับการจัดการ สู่มูลค่าทางเศรษฐกิจใหม่
นายธวัช สุระบาล ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา เปิดเผยว่า หัวใจสำคัญของการสัมมนาครั้งนี้คือการก้าวข้ามวิธีการเดิมๆ และมุ่งเน้นการบริหารจัดการปลาหมอคางดำที่มีอยู่ในปัจจุบันให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยคณะกรรมาธิการฯ เล็งเห็นว่าหากมีเทคโนโลยีและการบริหารจัดการที่เหมาะสม จะสามารถเปลี่ยนปลาเหล่านี้ให้เป็นวัตถุดิบต้นน้ำที่มีมูลค่าได้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการลดปริมาณปลาในระบบนิเวศไปพร้อมกับการสร้างรายได้เสริมให้แก่พี่น้องเกษตรกรและชาวประมงพื้นบ้าน
“ ทั้งนี้ต้องยอมรับความจริงในเรื่องของปลาหมอคางดำ การที่จะทำให้หมดไปคงเป็นเรื่องยาก ดังนั้นทำอย่างไรถึงจะพลิกวิกฤตตรงนั้นให้เป็นโอกาส ในการนำมาใช้ประโยชน์ โดยแนวทางคือ รับซื้ออย่างต่อเนื่อง , นำมาใช้ประโยชน์ เช่นการนำมาทำน้ำหมักชีวภาพ การสนับสนุนกลุ่มแม่บ้าน หรือวิสาหกิจชุมชนให้นำมาแปรรูป ปลาส้ม น้ำพริก น้ำปลาร้า ซึ่งเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหา ซึ่งจากการลงพื้นที่หลายพื้นที่ก็เห็นว่าทำอย่างไรจะอยู่กับมันให้ได้ โดยเฉพาะการที่เกษตรกรนำปลาหมอคางดำ มาเป็นเหยื่อในการเลี้ยงปูขาวในหลายจังหวัด เช่นเดียวกับการเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง นำปลาหมอคางดำมากินขี้เลน รวมไปถึงงานวิจัยที่นำปลาหมอคางดำไปทำแคลเซียม นอกจากนี้เห็นว่าจะต้องมีการแก้ไขกฎระเบียบเพื่อจะให้ปลาหมอคางดำที่ตรวจสอบแล้วว่าไม่สามารถแพร่ระบาดได้ สามารถย้ายออกนอกพื้นที่ เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมปลาป่น นอกจากนี้ต้องสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ปลาหมอคางดำ ว่าไม่ได้น่ากลัว สามารถนำมาบริโภคได้อย่างหลากหลาย จึงอยู่ที่มุมมองและการสร้างมูลค่าเพิ่ม” ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา กล่าว

ไฮไลต์สำคัญจากการระดมสมองในเวทีสัมมนาประกอบด้วย:
นวัตกรรมแปรรูปเพิ่มมูลค่า: ข้อมูลวิจัยระบุว่าปลาหมอคางดำสามารถนำมาต่อยอดในอุตสาหกรรมได้หลากหลาย เช่น การผลิตอาหารสัตว์คุณภาพสูงเพื่อลดต้นทุนการผลิตสัตว์น้ำเศรษฐกิจ การทำปุ๋ยชีวภาพ และการสกัดคอลลาเจน

คุณค่าทางโภชนาการสูง: ผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่า “ก้างปลาหมอคางดำ” มีสารอาหารสำคัญในปริมาณสูงใกล้เคียงกับปลาทะเลเศรษฐกิจบางชนิด ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและสุขภาพ

โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy): คณะกรรมาธิการฯ เตรียมสรุปข้อเสนอเพื่อผลักดันเป็นนโยบายให้รัฐบาลจัดตั้งกลไกการรับซื้อและศูนย์แปรรูปในพื้นที่ เพื่อเปลี่ยนให้เป็นวัตถุดิบทางธุรกิจที่สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในท้องถิ่น

บทสรุปจากงานสัมมนาในครั้งนี้ คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา จะดำเนินการรวบรวมข้อเสนอแนะและผลการศึกษาทั้งหมด เพื่อจัดทำเป็นรายงานข้อเสนอเชิงนโยบายส่งถึงรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นพิมพ์เขียวในการบริหารจัดการปลาหมอคางดำอย่างยั่งยืน โดยเปลี่ยนจากภาระให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของไทยต่อไป

ออมสินใจป้ำ ฉลอง 113 ปี แจกรางวัลพิเศษสุดเบิ้ม 113 ล้านบ. ลุ้นยาว 3 เดือนเต็มกับสลากออมสินพิเศษ 1 ปี และ 2 ปี (แบบใบสลากและสลากดิจิทัล)

0

ซื้อเลยวันนี้ เตรียมลุ้นรวยกับสลากออมสินพิเศษ 1 ปี และ 2 ปี (แบบใบสลากและสลากดิจิทัล) แจกรางวัลพิเศษแบบบึ้ม ๆ รวม 113 ล้านบาท ซื้อแล้ว ซื้ออีก ยิ่งซื้อเพิ่มโอกาสยิ่งมากขึ้น 💰✨
👉 รีบซื้อเลย คลิก >> https://to.gsb.or.th/P3b6pTR

ทั้งลูกค้าที่ซื้อสลากเพิ่ม และลูกค้าเดิมที่มีสลากออมสิน 1 ปี หรือ 2 ปี ที่ยังไม่ครบอายุ ทั้งแบบใบสลากและสลากดิจิทัล ก็มีสิทธิ์ลุ้นรางวัลพิเศษ 3 ครั้ง รวมมูลค่า 113 ล้านบาท รวมจำนวน 63 รางวัล
💰 ครั้งที่ 1 ลุ้น 13 ล้านบาท : วันที่ 16 พ.ค. 69 รางวัลละ 5 แสนบาท จำนวน 26 รางวัล
💰 ครั้งที่ 2 ลุ้น 30 ล้านบาท : วันที่ 16 มิ.ย. 69 รางวัลละ 1 ล้านบาท จำนวน 30 รางวัล
💰 ครั้งที่ 3 ลุ้น 70 ล้านบาท : วันที่ 16 ก.ค. 69 รางวัลละ 10 ล้านบาท จำนวน 7 รางวัล
ซื้อได้แล้ววันนี้ ที่ MyMo📱 หรือที่ธนาคารออมสินทุกสาขาทั่วประเทศ 🏦
📍 ดอกเบี้ยและเงินรางวัล บุคคลธรรมดาไม่เสียภาษี
📍 กรณีถอนก่อนครบกำหนด ให้เป็นไปตามเงื่อนไขผลิตภัณฑ์สลากออมสินพิเศษ
📍 ผู้ถือสลาก ยังมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลปกติในแต่ละงวดพร้อมผลตอบแทนเหมือนเดิม
⚠️เงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

“ห้าดาว” ปล่อยกล่องสุ่มสุดมู คอลแลบ “StupidnoobMacc” เอาใจ สายอาร์ททอย

0

“ห้าดาว” (Five Star) แบรนด์อาหารคู่ใจคนไทย พลิกโฉมภาพลักษณ์ใหม่ ก้าวเข้าสู่โลกของสะสมอย่างเต็มตัว เปิดตัวโปรเจกต์ Merchandise สุดพิเศษกับกล่องสุ่ม “FIVETY X BABY BOY” โดยดึงศิลปินสตรีทอาร์ตไทยชื่อดัง “StupidnoobMacc” (อัษฎณัย อรุณคีรี) เจ้าของคาแรกเตอร์ BABY BOY by SNMM มาร่วมออกแบบ เพื่อสร้างประสบการณ์ร่วมกับกลุ่มวัยรุ่นเจนซี (Gen Z) ผ่านกระแส Art Toy และเทรนด์ “สายมู” ของไทย

สำหรับการร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการนำ DNA ของแบรนด์ห้าดาว ที่มีความสนุกสนานและความคุ้นเคยในฐานะแบรนด์ไทย มาผสมผสานกับลายเส้นสไตล์ Street Art ที่เป็นเอกลักษณ์ของ BABY BOY จนเกิดเป็นกล่องสุ่ม Art Toy 2 คาแรกเตอร์พิเศษ ที่ดีไซน์มาเพื่อเสริมสิริมงคลและความมั่นใจให้กับไลฟ์สไตล์คนเมืองโดยเฉพาะ ได้แก่:

“น้องเวลบอย” (Well Boy): ตัวแทนแห่งสุขภาพ (Wellness) ออกแบบมาเพื่อเป็นกำลังใจให้คนวัยทำงานที่ใช้ชีวิตหนักหน่วง ให้มีพลังกายพลังใจที่แข็งแรง สดใส เหมือนได้พักผ่อนเต็มอิ่ม

“น้องลัคสเตอร์” (Luckster): ตัวแทนแห่งโชคลาภและความสำเร็จ (Luck & Career) เน้นเสริมดวงด้านการงานและการเงิน เหมาะสำหรับตั้งโต๊ะทำงานเพื่อเรียกพลังงานบวก ให้โปรเจกต์ราบรื่นและรับโบนัสรัวๆ

ไฮไลท์พิเศษ: มูรับโชค 2 ต่อ นอกจากตัวโมเดลสุดแรร์แล้ว ภายในกล่องสุ่มยังมีเซอร์ไพรส์ “สุ่มในสุ่ม” กับการ์ดพิเศษเพื่อลุ้นรับ “ไก่ย่างสูตรทรงเครื่อง” ฟรี! รวมกว่า 1,500 ตัว เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าและนักสะสม ให้ได้อิ่มทั้งกายและอิ่มทั้งใจตั้งแต่เปิดกล่อง

คอลเลคชัน “FIVETY X BABY BOY” วางจำหน่ายแล้ววันนี้ ในรูปแบบ Exclusive Item จำนวนจำกัด ในราคาตัวละ 899 บาท โดยผู้ที่สนใจสามารถสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ของห้าดาวได้ทั้ง Facebook: https://bit.ly/4niqDPY (ทักแชทสอบถามแอดมิน) และ Shopee: https://th.shp.ee/2TEDWRDT

AIS 3BB Fibre3 เปิดตัว SMART CLOUD PAD แท็บเล็ตตัวจบ 9,999 บาท เปลี่ยนแท็บเล็ตให้เป็นคอมผ่าน AIS Cloud PC เรียน ทำงาน ใช้ชีวิตดิจิทัลครบทุกที่เติมเต็ม Smart Living ครบวงจร

0
ยยอดชาย อัศวธงชัย หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจบรอดแบนด์ เอไอเอส

AIS 3BB Fibre3 ผู้ให้บริการโครงข่ายอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์อัจฉริยะ เดินหน้าขยายบทบาทสู่การสร้าง Smart Living Ecosystem ที่ใกล้ชีวิตคนไทยมากขึ้น ผ่านการเปิดประสบการณ์ SMART CLOUD PAD ให้กับลูกค้า แท็บเล็ต Android ราคาสุดคุ้มค่าเพียง 9,999 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) พร้อมสิทธิ์ใช้งาน AIS Cloud PC ในราคาพิเศษ โดย AIS Cloud PC เป็นแอปพลิเคชันที่ช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าถึงประสบการณ์คอมพิวเตอร์ Windows ผ่านอินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ ตอบโจทย์การเรียน การทำงาน และไลฟ์สไตล์ดิจิทัลได้ครบในเครื่องเดียว

SMART CLOUD PAD มาพร้อมพื้นที่จัดเก็บข้อมูล 256GB, RAM 8GB รองรับการใช้งานแบบ Multitasking รวมถึงการเชื่อมต่อ 5G / Wi-Fi โดยผู้ใช้งานสามารถเริ่มต้นจากการใช้งานแท็บเล็ต Android เพื่อจดโน้ต เรียนออนไลน์ หรือดูคอนเทนต์ และต่อยอดสู่การทำงานในสภาพแวดล้อมแบบ Windows ผ่าน AIS Cloud PC ได้เพียงเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นการทำรายงาน พิมพ์งาน ทำสไลด์ จัดการไฟล์ หรือใช้งานโปรแกรมพื้นฐาน เหมาะสำหรับการใช้งานทั้งในมหาวิทยาลัย คาเฟ่ Co-working Space ที่บ้าน หรือระหว่างเดินทาง

นายยอดชาย อัศวธงชัย หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจบรอดแบนด์ เอไอเอส กล่าวว่า “วันนี้อินเทอร์เน็ตบ้านไม่ได้เป็นเพียงบริการเชื่อมต่ออีกต่อไป แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตดิจิทัลในทุกวันของลูกค้า จึงมุ่งยกระดับบทบาทจาก Network ไปสู่ Beyond Connectivity ผ่านการสร้าง Smart Living Ecosystem ที่เชื่อมโยงโครงข่ายอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์อัจฉริยะ อุปกรณ์ และบริการ Cloud เข้าด้วยกัน เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ ที่ใช้งานได้จริง สะดวก และคุ้มค่ามากขึ้น โดยเฉพาะนักศึกษา คนรุ่นใหม่ First Jobber และผู้ใช้งานที่มีไลฟ์สไตล์แบบ Hybrid Learning หรือ Work Anywhere ซึ่งต้องการอุปกรณ์ที่พกพาง่ายและรองรับได้ทั้งการเรียน การทำงาน และไลฟ์สไตล์ดิจิทัลในเครื่องเดียว SMART CLOUD PAD จึงเป็นอีกหนึ่งบริการที่สะท้อนแนวคิด Customer Centricity ของเรา และเป็นการต่อยอดสู่บริการดิจิทัลที่มีมูลค่าเพิ่ม เพื่อสร้างการเติบโตของธุรกิจ AIS ในระยะยาว”

SMART CLOUD PAD พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้ ในราคา 9,999 บาท ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมรับสิทธิ์เปิดซิมใหม่กับแพ็กเกจราคาพิเศษเริ่มต้น 299 บาทต่อเดือน โดยในระยะแรกเปิดให้ทดลองและสั่งซื้อได้ที่ AIS Shop ทั้ง 24 สาขาที่ร่วมรายการ  

พิเศษ สำหรับลูกค้า AIS 3BB Fibre3 เมื่อซื้อ SMART CLOUD PAD จะได้รับสิทธิประโยชน์และรายละเอียดการใช้งาน ดังนี้   

·      รับสิทธิ์ใช้งานฟรี AIS Cloud PC นาน 12 เดือน เฉพาะลูกค้า AIS 3BB FIBRE3 ที่จดทะเบียนในนามบุคคลธรรมดา เท่านั้น

·      ระบบมี SMS แจ้งเตือนก่อนสิ้นสุดระยะเวลาใช้งานฟรีแพ็กเกจ หากลูกค้าต้องการสมัครใช้แพ็กเกจราคาพิเศษ 99 บาท/เดือน จะต้องทำการสมัครด้วยตนเอง ผ่านช่องทางที่กำหนด

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 1175, AIS Shop หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.ais.th/consumers/fibre/services/smart-cloud-pad