Home Blog Page 2

AIS ระดมพนักงาน “อุ่นใจอาสา” แพ็คถุงยังชีพช่วยผู้ประสบภัยน่าน ผนึกกองทัพอากาศ – กองทัพไทยเร่งส่งความช่วยเหลือ พร้อมดูแลเครือข่ายเคียงข้างคนไทย 24 ชั่วโมง

0

AIS ระดมพลังพนักงาน “อุ่นใจอาสา” ร่วมจัดเตรียมถุงยังชีพ เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในจังหวัดน่านและพื้นที่ใกล้เคียง โดย นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร เอไอเอส เป็นผู้แทนส่งมอบถุงยังชีพและน้ำดื่ม รวมทั้งสิ้น 1,000 แพ็ค (12,000 ขวด) แก่กองทัพอากาศและกองทัพไทย เพื่อนำไปกระจายสู่พื้นที่ประสบภัยโดยเร็ว พร้อมเปิดจุดให้บริการชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือแก่ประชาชน ณ เทศบาลเมืองน่าน เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการติดต่อสื่อสารในช่วงสถานการณ์อุทกภัย

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า “ในทุกสถานการณ์ที่สังคมต้องการความช่วยเหลือ คน AIS ไม่เคยมองข้ามบทบาทในการเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลและพร้อม “ทำทันที” เพื่อส่งต่อความห่วงใยให้กับสังคม ครั้งนี้พนักงานจากหลากหลายส่วนงานจึงร่วมแรงร่วมใจกันในฐานะ “อุ่นใจอาสา” จัดเตรียมและแพ็คถุงยังชีพเพื่อส่งต่อไปยังผู้ประสบภัย พร้อมผสานการทำงานกับทีมวิศวกรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูแลเครือข่ายสื่อสารให้พร้อมสนับสนุนทั้งประชาชนและภารกิจช่วยเหลือในพื้นที่ เราเชื่อว่าพลังของการช่วยเหลือเกิดขึ้นได้จากการที่ทุกคนร่วมกันลงมือทำในสิ่งที่ตนเองทำได้ และ AIS จะยังคงนำทั้งพลังของคน พลังของเครือข่าย และศักยภาพที่เรามี มาเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลสังคมและยืนเคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์”

พร้อมกันนี้ AIS ได้ระดมทีมวิศวกรและทีมงานในพื้นที่ภาคเหนือ ติดตามสถานการณ์และดูแลเครือข่ายสื่อสารตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรักษาความต่อเนื่องของการติดต่อสื่อสาร ซึ่งมีความสำคัญทั้งต่อประชาชน เจ้าหน้าที่ และหน่วยงานที่ปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือในพื้นที่

สำหรับการสนับสนุนพื้นที่ประสบอุทกภัยภาคเหนือ AIS ดำเนินการใน 3 ด้านหลัก ได้แก่

  • เร่งส่งความช่วยเหลือผ่านกองทัพอากาศและกองทัพไทย
  • ส่งมอบถุงยังชีพ 500 ชุด และน้ำดื่ม 500 แพ็ค หรือ 6,000 ขวด แก่ กองทัพอากาศ โดยมีพลอากาศตรี สมบัติ วงศาโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนกรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ กองทัพอากาศ เป็นผู้รับมอบ
  • ส่งมอบน้ำดื่ม 500 แพ็ค หรือ 6,000 ขวด แก่กองทัพไทย โดยมีพลตรี วันฉัตร แสงสว่าง ผู้อำนวยการสำนักประชาสัมพันธ์ กรมกิจการพลเรือนทหาร กองทัพไทย เป็นผู้รับมอบ
  • เปิดจุดให้บริการชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ แก่ประชาชน ณ เทศบาลเมืองน่าน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถติดต่อสื่อสารและเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างต่อเนื่อง
  • ดูแลเครือข่ายสื่อสารตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งวอร์รูมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมทีมวิศวกร รถสถานีฐานเคลื่อนที่ และระบบไฟฟ้าสำรอง เพื่อรักษาความพร้อมของเครือข่ายในพื้นที่เสี่ยงและจุดสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชน
  • สนับสนุนภารกิจของหน่วยงานในพื้นที่ เตรียมอุปกรณ์สื่อสารเพื่อสนับสนุนการประสานงาน การรายงานสถานการณ์ และการเข้าช่วยเหลือประชาชนให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

AIS ขอยืนยันเจตนารมณ์ในการใช้ทุกศักยภาพ ทั้งเครือข่าย เทคโนโลยี และพลังของคน AIS เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือและความห่วงใย พร้อมยืนหยัดเคียงข้างคนไทยให้ก้าวผ่านทุกสถานการณ์ไปด้วยกัน

FIVE STAR ตอกย้ำความสำเร็จต่อเนื่อง คว้า 2 รางวัลแฟรนไชส์ยอดเยี่ยมระดับประเทศเป็นปีที่ 3

0

ธุรกิจ FIVE STAR ตอกย้ำความสำเร็จอันโดดเด่นอีกครั้ง ด้วยการคว้า 2 รางวัลอันทรงเกียรติระดับประเทศจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ บนเวที Thailand Franchise Award 2026 เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ “สุดยอดแฟรนไชส์ยอดเยี่ยมขนาดกลางแห่งปี” (Best Medium Franchise) ซึ่งครองรางวัลต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน และรางวัลรองชนะเลิศ “สุดยอดแฟรนไชส์แห่งปี 2026” (Franchise of the Year 2026) นับเป็นการยืนยันสถานะผู้นำธุรกิจแฟรนไชส์อาหารของไทยบนเวทีระดับประเทศที่มีกว่า 10,000 สาขา ใน 11 ประเทศทั่วโลก

ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนเกณฑ์การพิจารณาของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่ให้น้ำหนักกับ 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การมีระบบบริหารจัดการธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ การเติบโตของสาขาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน การสนับสนุนและดูแลผู้ซื้อแฟรนไชส์อย่างเป็นระบบ และการผ่านเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพจากกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งทั้งหมดนี้คือแนวทางที่ FIVE STAR ยึดมั่นมาตลอดการดำเนินธุรกิจ นับตั้งแต่วันแรกที่มุ่งสร้างโอกาสให้คนไทยก้าวสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจผ่านระบบแฟรนไชส์มาตรฐาน

จนในปัจจุบันกำลังเดินหน้าสู่การเป็นร้านอาหารบริการด่วน (Quick Service Restaurant: QSR) เต็มรูปแบบ เพิ่ม 24 ชั่วโมง พร้อมขยายธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มภายใต้ Food & Beverage Ecosystem เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตร่วมกับผู้ประกอบการ นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความสามารถในการบริหารจัดการและดูแลเครือข่ายพันธมิตรได้อย่างเป็นระบบตามเกณฑ์ของรางวัล

สุนทร จักษุกรรฐ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีเอฟ เรสเทอรองท์ แอนด์ ฟู้ดเชน จำกัด กล่าวถึงความสำเร็จในครั้งนี้ว่า “รางวัลอันทรงคุณค่าครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของธุรกิจ FIVE STAR ที่ช่วยตอกย้ำความน่าเชื่อถือ และเป็นเครื่องการันตีศักยภาพในการต่อยอดขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศในนามของประเทศไทยอย่างมั่นคง”

ด้วยรากฐานที่แข็งแกร่งนี้ FIVE STAR ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าตามวิสัยทัศน์ “ก้าวสู่ผู้นำธุรกิจแฟรนไชส์อาหารและเครื่องดื่มอันดับหนึ่งระดับโลก เพื่อทุกคน ทุกแห่งหน และทุกช่วงเวลาแห่งชีวิต” พร้อมยกระดับแบรนด์ไทยสู่เวทีสากล ด้วยมาตรฐาน นวัตกรรม และการเติบโตอย่างยั่งยืน

ทรู คอร์ปอเรชั่น ระดมทีมเน็ตเวิร์กภาคเหนือ รับมือวิกฤตน้ำท่วมน่าน-พะเยา เร่งด่วนดูแลสัญญาณมือถือและเน็ตบ้านให้การสื่อสารได้ต่อเนื่อง

0

ตั้งศูนย์บัญชาการภาคเหนือ ระดมทีมภาคสนาม-รถ COW-ระบบไฟสำรอง พร้อมเฝ้าระวังสถานีฐานสำคัญ โครงข่ายไฟเบอร์ และพื้นที่สำคัญในการช่วยเหลือประชาชน

ทรู คอร์ปอเรชั่น ระดมทีมเน็ตเวิร์กภาคเหนือรับมือสถานการณ์อุทกภัยใน จ.น่าน และ จ.พะเยา อย่างเร่งด่วน หลังฝนตกหนักต่อเนื่องส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากโดยเฉพาะใน อ.ปัว จ.น่าน ระดับน้ำเพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว กระทบบ้านเรือนและเส้นทางสำคัญ โดยทรูเร่งติดตามสถานการณ์และสถานะโครงข่ายทั้งบริการโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตบ้าน รวมถึงผลกระทบในพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมจัดตั้งศูนย์บัญชาการภาคเหนือที่สำนักงานทรู จ.เชียงใหม่ เป็นศูนย์กลางประสานการปฏิบัติงาน ระดมทีมภาคสนาม เตรียมพร้อมกำลังคน อุปกรณ์ ระบบไฟฟ้าสำรอง และรถโมบายล์สถานีฐานเคลื่อนที่เร็ว (Cell-On-Wheel: COW) จากพื้นที่ภาคเหนือมุ่งเข้าสนับสนุน จ.น่าน เพื่อรักษาความต่อเนื่องของบริการสื่อสารให้ประชาชนและหน่วยงานที่ปฏิบัติงานในพื้นที่วิกฤต

ขณะเดียวกัน ทรูร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ส่งข้อความแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินระดับรุนแรงผ่านระบบ Cell Broadcast ถึงประชาชนใน อ.ปัว จ.น่าน ให้เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำล้นตลิ่ง และดินโคลนถล่ม พร้อมเร่งยกสิ่งของขึ้นที่สูง เคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง ไปยังพื้นที่ปลอดภัย รวมถึงขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานในพื้นที่หากจำเป็นต้องอพยพ

สำหรับการดูแลโครงข่าย ทรูได้จัดลำดับความสำคัญของสถานีฐานในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะสถานีฐานสำคัญ (Critical Cell Sites) ที่รองรับโรงพยาบาล ศูนย์บัญชาการ ศูนย์ช่วยเหลือประชาชน และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ พร้อมเฝ้าระวังสถานะระบบไฟฟ้า ระบบส่งสัญญาณ (Transmission) การเข้าถึงพื้นที่ และสถานะของสถานีฐานอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความเสี่ยงและเร่งแก้ไขหากโครงข่ายได้รับผลกระทบ

ทีมเน็ตเวิร์กยังเตรียมรถ COW สถานีฐานชั่วคราว เครื่องกำเนิดไฟฟ้า ระบบไฟฟ้าสำรอง อุปกรณ์ภาคสนาม และยานพาหนะที่จำเป็น รวมทั้งเตรียมพร้อมทีมเข้าซ่อมแซมและเสริมสัญญาณทันทีเมื่อสามารถเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย โดยประสานการทำงานอย่างใกล้ชิดกับสำนักงาน กสทช. ปภ. หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยกู้ภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนทั้งการสื่อสารในพื้นที่ประสบภัย ศูนย์พักพิง และศูนย์ช่วยเหลือฉุกเฉินทั้งนี้ ทรูให้ความสำคัญกับการรักษาความต่อเนื่องของการสื่อสารและการเชื่อมต่อทั้งผ่านโครงข่ายมือถือและอินเทอร์เน็ตบ้านในช่วงวิกฤต เพื่อให้ประชาชนสามารถติดต่อครอบครัว ขอความช่วยเหลือ และรับข้อมูลแจ้งเตือนจากภาครัฐได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังสนับสนุนการติดต่อประสานงานของหน่วยกู้ภัยและเจ้าหน้าที่ภาครัฐ โดยการปฏิบัติงานของทีมภาคสนามจะดำเนินการตามคำแนะนำด้านความปลอดภัยของหน่วยงานภาครัฐและสภาพพื้นที่จริง เพื่อให้สามารถเข้าดูแลและฟื้นฟูโครงข่ายได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย

คาถา “4 ไม่ 4 ทำ”

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง"  หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนในตลาดหุ้นไทยคงได้เห็นข่าวที่ TSD หรือบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด ตรวจพบการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการระบบ Investor Portal โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งทาง TSD ได้เร่งประสานงานกับตำรวจไซเบอร์ทันที เพื่อติดตามตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษโดยเร็ว พร้อมยืนยันว่าข้อมูลการถือครองหุ้นและข้อมูลธุรกรรมการซื้อขายหลักทรัพย์ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ และมิจฉาชีพจะไม่สามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปแอบอ้างทำธุรกรรมซื้อขายหุ้นแทนเราได้อย่างแน่นอน

“คุณนายพารวย” มองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ “การพบปัญหา” แต่คือการที่ TSD เดินหน้า ตรวจสอบและแจ้งเตือนอย่างรวดเร็วทันทีที่ทราบเหตุ ถือเป็นการทำงานที่ฉับไว อีกทั้งยังแจ้งความคืบหน้าให้นักลงทุนรับรู้ทันทีโดยไม่ปิดบัง ไม่ปล่อยให้นักลงทุนต้องเผชิญปัญหาตามลำพัง

จากข้อมูลที่ TSD แจ้ง พบว่ามีข้อมูลที่ได้รับผลกระทบ 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.ชื่อ-นามสกุล วันเดือนปีเกิด เลขบัตรประชาชน และที่อยู่ 2.เบอร์โทรศัพท์และอีเมล, 3.ชื่อบริษัทหลักทรัพย์และเลขบัญชีซื้อขายหุ้น และ 4.ชื่อธนาคารและเลขบัญชีธนาคารที่ผูกไว้รับเงินปันผล แต่ข่าวดีคือ TSD ยืนยันชัดเจนว่ายังไม่พบข้อมูลการถือครองหลักทรัพย์และธุรกรรมซื้อขายหุ้นได้รับผลกระทบแต่อย่างใด นั่นแปลว่าใครถือหุ้นอะไรอยู่ จำนวนกี่หุ้น มูลค่าเท่าไหร่ ข้อมูลในส่วนนี้ยังคงปลอดภัยดีอยู่ในระบบหลักของ TSD

เหตุการณ์นี้อาจทำให้หลายคน “ตกใจ” แต่สิ่งที่ควรทำ คือ “ตั้งสติ” เพราะในโลกการเงินปัจจุบัน ภัยไม่ได้มาในรูปแบบโจรปล้นซึ่งๆหน้า แต่มาในรูปแบบการหลอกลวงผ่านช่องทางต่างๆที่พร้อมเข้าถึงทุกคนให้ตกเป็นเหยื่อได้ตลอดเวลา

TSD ได้แนะนำนักลงทุนผ่านหลักคิดง่ายๆ ซึ่งจะขอสรุปเป็น “4 ไม่ 4 ทำ” ให้จำกันง่ายๆ เริ่มจาก ฝั่ง “4 ไม่” ที่อยากเน้นย้ำ ได้แก่ 1.ไม่คลิกลิงก์จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ (อีเมลจริงจาก TSD จะส่งมาจาก [email protected] เท่านั้น และไม่มีลิงก์แนบมาด้วย) 2.ไม่เปิดเผยรหัสผ่าน หรือรหัส OTP (One-Time Password หรือรหัสยืนยันตัวตนแบบใช้ครั้งเดียว) หรือข้อมูลส่วนตัวให้ใคร 3.ไม่โอนเงินให้ใครก็ตามที่อ้างเป็นหน่วยงานทางการโดยไม่ได้ตรวจสอบก่อน และ 4.ไม่เชื่อทันทีเมื่อมีผู้แอบอ้างเป็น TSD บริษัทหลักทรัพย์ หรือธนาคาร จนกว่าจะตรวจสอบผ่านช่องทางทางการเรียบร้อยแล้วเท่านั้น

ส่วนฝั่ง “4 ทำ” เพื่อความอุ่นใจตามที่ TSD แนะนำ เริ่มด้วย 1.เปิดระบบแจ้งเตือนธุรกรรมผ่าน SMS หรือแอปพลิเคชันไว้เสมอ เพื่อรับรู้ได้ทันทีหากมีความเคลื่อนไหวผิดปกติ 2.หมั่นตรวจสอบบัญชีธนาคารและบัญชีซื้อขายหุ้นเป็นระยะ 3.เปลี่ยนรหัสผ่านให้คาดเดายาก ไม่ใช้ข้อมูลส่วนตัวและรหัสซ้ำกันในหลายบริการ พร้อมเปิดใช้งาน 2FA (Two-Factor Authentication หรือการยืนยันตัวตนสองชั้น) ในทุกบริการที่รองรับ และ 4.“กดวางสายทันที” หากเจอสายที่น่าสงสัย แล้วค่อยโทร.กลับไปที่เบอร์ทางการขององค์กรนั้นด้วยตัวเอง ยิ่งเรารู้เท่าทันคำเตือนของ TSD และปฏิบัติตามมากเท่าไหร่ มิจฉาชีพก็ยิ่งนำข้อมูลที่รั่วไหลไปใช้ประโยชน์ได้ยากขึ้นเท่านั้นค่ะ

ในยุคนี้สำหรับนักลงทุนอย่างเรา ลำพังเพียงแค่ฉลาด “รู้เรื่องลงทุน” อย่างเดียวคงไม่พอ แต่จำเป็นต้องเฉลียว “รู้ทันมิจฉาชีพ” ด้วย ขอให้เราตั้งสติ ตรวจสอบให้ชัวร์ทุกครั้งก่อนเชื่อใคร แล้วพอร์ตของเราจะปลอดภัย ทั้งจากความผันผวนของตลาดและจากมิจฉาชีพไปพร้อมๆกันค่ะ.

คุณนายพารวย

ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ต้อนรับ บมจ. กลุ่มภัทร (PHAT) เริ่มซื้อขาย 20 ส.ค. นี้

0

PHAT ธุรกิจสกัดและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ และผลิตภัณฑ์พลอยได้ เริ่มซื้อขายใน mai ภายใต้กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร วันที่ 20 ส.ค. 2569 โดยเงินระดมทุนจะนำไปขยายกำลังการผลิตและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ mai ยินดีต้อนรับ บมจ. กลุ่มภัทร เข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายใน mai ภายใต้กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “PHAT” ในวันที่ 20 สิงหาคม 2569

ประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai)

PHAT ประกอบธุรกิจสกัดและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ เมล็ดในปาล์ม และผลิตภัณฑ์พลอยได้ โดยรับซื้อทะลายปาล์มสดจากเกษตรกรและลานเทคู่ค้ากว่า 200 ลานในจังหวัดกระบี่และจังหวัดใกล้เคียง โรงงานตั้งอยู่ที่อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ มีกำลังการผลิต 60 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง ลูกค้าหลัก อาทิ โรงกลั่นน้ำมันปาล์มดิบ ผู้ผลิตน้ำมันพืช ลูกค้าเทรดเดอร์ที่ซื้อขายระหว่างประเทศ โดยงวด 3 เดือนแรกปี 2569 รายได้หลัก 98.89% มาจากการจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบและเมล็ดในปาล์ม ที่เหลือ 1.11% จากผลิตภัณฑ์พลอยได้และรายได้อื่น

นายสมนึก จันทวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. กลุ่มภัทร (PHAT) กล่าวว่า บริษัทมุ่งมั่นพัฒนาธุรกิจบนพื้นฐานของการเกษตรแบบบูรณาการและยั่งยืน ภายใต้โครงการ RSPO (Roundtable on Sustainable Palm Oil) เพื่อส่งเสริมการปลูกปาล์มอย่างมีคุณภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม บริษัทวางแผนเพิ่มกำลังการผลิตจาก 60 เป็น 90 ตันผลปาล์มต่อชั่วโมง และขยายการส่งออกไป อินเดีย และจีน สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุนจะนำไปใช้สำหรับโรงสกัดน้ำมันจากเมล็ดใน ระบบผลิตก๊าซชีวภาพ และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน

ข้อมูลการเสนอขาย:

  • ทุนชำระแล้ว หลัง IPO: 235.72 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 353.57 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 117.86 ล้านหุ้น
  • จำนวนหุ้นเสนอขาย: 118.86 ล้านหุ้น (หุ้นเพิ่มทุน 117.86 ล้านหุ้น และหุ้นเดิม 1 ล้านหุ้น) ราคาหุ้นละ 2 บาทระหว่างวันที่ 4-6 สิงหาคม 2569
  • มูลค่า IPO: 237.72 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 942.86 ล้านบาท
  • P/E ratio: 5.91 เท่า คำนวณจากกำไรสุทธิ 4 ไตรมาสล่าสุด (1 เม.ย. 2568 -31 มี.ค. 2569) เท่ากับ 159.62 ล้านบาท หรือ 0.34 บาทต่อหุ้น
  • ที่ปรึกษาทางการเงิน: บริษัท ออพท์เอเชีย แคปิตอล จำกัด
  • ผู้จัดการจัดจำหน่ายร่วม: บล. ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ บล. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) โดยไม่รับประกันการจำหน่าย

ผู้ถือหุ้นใหญ่หลัง IPO:

  • บริษัท ภัทร โฮลดิ้ง จำกัด 52.5%
  • กองทุนทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุนกองทุนร่วมลงทุนในกิจการ SMEs (กองทุนย่อยกองที่ 1) 4.79%
  • นายสมนึก จันทวงศ์ 4.4%

บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิตามงบการเงินเฉพาะกิจการ หลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคล และการจัดสรรเงินทุนสำรองต่างๆ ทุกประเภทตามกฎหมาย และตามข้อบังคับของบริษัท
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากหนังสือชี้ชวนของบริษัทที่เว็บไซต์ของสำนักงาน ก.ล.ต. ที่ www.sec.or.th และข้อมูลทั่วไปของบริษัทที่ www.phatragroup.co.th และ www.set.or.th

Thailand Focus 2026 “Reignite Thailand” ชูศักยภาพประเทศไทยและธุรกิจไทย แก่ผู้ลงทุนทั่วโลก 26-28 ส.ค. นี้

0

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมจัดงาน “Thailand Focus 2026: Reignite Thailand” ชูความน่าสนใจการลงทุนในไทย โดยได้รับเกียรติจาก ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษ ร่วมด้วยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ผู้นำภาคธุรกิจ ตลาดเงินตลาดทุน และผู้บริหารระดับสูงของ บจ. ร่วมให้ข้อมูลถึงโอกาสการลงทุนและการเติบโตของธุรกิจไทย ตอกย้ำความเชื่อมั่นแก่
ผู้ลงทุนสถาบันทั่วโลก 26-28 สิงหาคม 2569 โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้านำเสนอข้อมูลศักยภาพตลาดทุนไทยแก่ผู้ลงทุนสถาบันต่อเนื่อง ซึ่งตั้งแต่ต้นปี ได้เดินทางร่วมให้ข้อมูลแก่ผู้ลงทุนสถาบันในหลายประเทศศูนย์กลางการลงทุนสำคัญ และงาน Thailand Focus ครั้งนี้นับเป็น flagship สำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนสถาบันทั่วโลกรับฟังข้อมูลโดยตรงจาก บจ. ไทย 78 บริษัทจากทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ทั้งใน SET และ mai รวมทั้งมุมมองนโยบายจากภาครัฐและผู้เกี่ยวข้องโดยตรง และเป็นเวทีที่ภาครัฐ ตลาดทุน บจ. และผู้ลงทุนสถาบันได้หารือแลกเปลี่ยน สร้างความเข้าใจในมุมมองและบริบทระหว่างกัน นำไปสู่การพัฒนานโยบาย และสินค้าบริการตอบโจทย์ดึงดูดผู้ลงทุนทั่วโลกได้

Thailand Focus 2026 ยังเป็นการเสริมศักยภาพสร้าง visibility แก่ผู้ร่วมตลาด โดยในจำนวน บจ. ที่เข้าร่วม มีบริษัทในโครงการ JUMP+ 16 บริษัท ร่วมให้ข้อมูลแผน 3 ปีเพื่อมุ่งยกระดับมูลค่าธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นแผนด้านธุรกิจ ธรรมาภิบาล การจัดการก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ ยังเปิดเวทีให้ผู้บริหารระดับสูงจากตลาดหลักทรัพย์อาเซียน 6 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และไทย รวมทั้ง บจ. อาเซียนให้ข้อมูลถึงการเชื่อมโยงเงินทุนสู่การเติบโตทั่วภูมิภาคอาเซียนด้วย

“บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยกลับมามีความโดดเด่นอีกครั้ง โดย SET Index ปรับเพิ่มขึ้นเกือบ 30% นับตั้งแต่ต้นปี สูงสุดเป็นอันดับที่ 4 ของโลก สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนที่กลับมาอย่างชัดเจน ท่ามกลางปัจจัยสนับสนุน อาทิ กระแสเงินลงทุนจากต่างชาติที่ไหลเข้าต่อเนื่อง มุมมองด้านความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ได้รับการปรับดีขึ้นจากสถาบันจัดอันดับชั้นนำระดับโลก ตลอดจนนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐที่มีทิศทางชัดเจนและมุ่งสร้างการเติบโตในระยะยาว ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจไทยยังคงมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง มีศักยภาพในการปรับตัว และสามารถเปลี่ยนความท้าทายจากบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วให้เป็นโอกาสในการสร้างความสามารถในการแข่งขัน” นายอัสสเดช กล่าว

งาน Thailand Focus ในปีนี้ ได้รับเกียรติจาก ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษ พร้อมด้วยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร่วมฉายภาพยุทธศาสตร์และนโยบายภาครัฐในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย พร้อมด้วย ผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจที่จะร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและนำเสนอศักยภาพของประเทศไทย

การจัดงาน “Thailand Focus 2026: Reignite Thailand” ครั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือพันธมิตร ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ BofA Securities และบริษัทหลักทรัพย์ ยูบีเอส (ประเทศไทย) จำกัด ระหว่าง 26-28 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ ผู้ลงทุนและผู้สนใจสามารถรับชมการถ่ายทอดสดงานสัมมนาวันแรก 26 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00-16.00 น. ผ่าน Facebook & Youtube: SET Thailand และ www.set.or.th/thailandfocus

เมืองไทยประกันชีวิต ผนึก iClaim เพิ่มทางเลือกรักษาในโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ ยกระดับบริการ เคลมไม่ต้องสำรองจ่าย

0

เมืองไทยประกันชีวิต เดินหน้ายกระดับบริการด้านสุขภาพ ขยายการใช้สิทธิประกันสุขภาพ (Health Claim) ผ่านระบบ iClaim ในโรงพยาบาลภาครัฐที่เข้าร่วมโครงการ ช่วยให้ลูกค้าเข้ารับการรักษาได้โดยไม่ต้องสำรองจ่ายเงินสดล่วงหน้า  พร้อมเชื่อมการดูแลผ่านเครือข่ายโรงพยาบาลรัฐ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมและสะดวกยิ่งขึ้น

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เมืองไทยประกันชีวิต ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านความคุ้มครองด้านชีวิตและสุขภาพ รวมทั้งการบริการที่ครบวงจร  พร้อมมุ่งมั่นสู่การเป็นพันธมิตรที่ช่วยดูแลลูกค้าตลอดช่วงชีวิต ภายใต้แนวคิด Longevity Economy ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์และยกระดับการบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างตรงจุด และเราให้ความสำคัญกับการส่งเสริมคุณภาพการเข้าถึงบริการสุขภาพ ที่ทั้งสะดวก รวดเร็ว และลดภาระทางการเงิน อันเป็นหัวใจของการสร้างความอุ่นใจให้แก่ลูกค้าทุกคน ดังนั้นเมื่อเกิดการเจ็บป่วย สิ่งสำคัญที่สุดคือการได้เข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมอย่างทันท่วงที เราไม่อยากให้เรื่องค่าใช้จ่าย ขั้นตอนการใช้สิทธิ หรือการต้องเตรียมเงินก้อนล่วงหน้า กลายเป็นอุปสรรคในช่วงเวลาที่ลูกค้าและครอบครัวกำลังกังวลกับเรื่องสุขภาพ”

ล่าสุด เมืองไทยประกันชีวิต ได้เดินหน้ายกระดับบริการยื่นเคลมการรักษาแบบผู้ป่วยนอก (OPD)และการรักษาแบบผู้ป่วยใน (IPD)ผ่านระบบเครดิตคู่สัญญา (Cashless Claim) โดยไม่ต้องสำรองจ่ายภายใต้วงเงินความคุ้มครองตามที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัย เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้สิทธิประกันสุขภาพกับโรงพยาบาลภาครัฐทั่วประเทศได้อย่างเต็มศักยภาพ   พร้อมผนึกกำลัง บริษัท ไวท์พลาย จำกัด  ผู้ให้บริการระบบเบิกจ่ายประกันสุขภาพในรูปแบบดิจิทัล (iClaim) เสริมความแข็งแกร่งบริการยื่นเคลมโดยไม่ต้องสำรองจ่ายในเครือข่ายโรงพยาบาลรัฐขึ้นไปอีกขั้น ควบคู่ไปกับบริการตรวจสอบสิทธิและอำนวยความสะดวกด้านการเคลมที่รวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อให้ลูกค้าอุ่นใจได้อย่างเต็มที่ในยามที่เจ็บป่วย

ทั้งนี้ iClaim หรือ ระบบเบิกจ่ายประกันสุขภาพในรูปแบบดิจิทัล ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับกระบวนการเคลมประกันให้มีความสะดวก รวดเร็ว และโปร่งใส ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ป่วย เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของโรงพยาบาล และขยายสิทธิประโยชน์ในการรักษาอย่างครอบคลุม ส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับบริการที่ดีขึ้นและโรงพยาบาลสามารถจัดการเคลมประกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งการใช้สิทธิผ่านระบบ iClaim โรงพยาบาลจะประสานข้อมูลค่ารักษาพยาบาลและเอกสารทางการแพทย์กับบริษัทประกันโดยตรง เพื่อพิจารณาสิทธิตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ลูกค้าจึงไม่ต้องเตรียมเงินออม เงินสำรองฉุกเฉิน หรือวงเงินบัตรเครดิตมาชำระค่ารักษาล่วงหน้า รวมถึงไม่ต้องรวบรวมเอกสารเพื่อยื่นเบิกเงินคืนภายหลัง ช่วยลดขั้นตอนและความกังวลในช่วงเวลาที่ควรให้ความสำคัญกับการรักษาอย่างเต็มที่

ปัจจุบันมีโรงพยาบาลรัฐที่เชื่อมต่อระบบ iClaim จำนวน 400 กว่าแห่ง อาทิ โรงพยาบาลลำปาง  โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ โรงพยาบาลสระบุรี โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช โรงพยาบาลสมุทรสาคร โรงพยาบาลราชบุรี โรงพยาบาลระยอง โรงพยาบาลพระปกเกล้า โรงพยาบาลสมุทรปราการ โรงพยาบาลชลบุรี โรงพยาบาลร้อยเอ็ด โรงพยาบาลขอนแก่น   โรงพยาบาลสกลนคร โรงพยาบาลอุดรธานี โรงพยาบาลชัยภูมิ โรงพยาบาลสุรินทร์ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โรงพยาบาลศรีสะเกษ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี โรงพยาบาลหาดใหญ่ เป็นต้น

ด้าน นพ.โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการ บริษัท ไวท์พลาย จำกัด ในฐานะบริษัท Social Enterprise กล่าวถึงความร่วมมือว่า “White Plai มีความยินดีที่ได้ร่วมกับเมืองไทยประกันชีวิตในการเชื่อมต่อระบบ iClaim เพื่อให้การใช้สิทธิประกันสุขภาพสะดวกและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เชื่อมการทำงานระหว่างสถานพยาบาลกับบริษัทประกัน ตั้งแต่การตรวจสอบสิทธิไปจนถึงการเคลม พร้อมสนับสนุนบริการแบบไม่ต้องสำรองจ่ายตามเงื่อนไขกรมธรรม์”

“ความร่วมมือครั้งนี้ยังช่วยเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงบริการของโรงพยาบาลภาครัฐ รวมถึง Premium Clinic ได้สะดวกขึ้น ลดขั้นตอนในการใช้สิทธิ และเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสม โดยมีเทคโนโลยีดิจิทัลช่วยให้การประสานงานเป็นไปอย่างรวดเร็วและคล่องตัวยิ่งขึ้น เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงทำให้การเคลมเร็วขึ้น แต่ทำให้ผู้เอาประกันรู้สึกว่าการใช้สิทธิประกันสุขภาพเป็นเรื่องง่ายในวันที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด”

นายสาระ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันเมืองไทยประกันชีวิตยังมีการเชื่อมต่อระบบเครดิตคู่สัญญา (Cashless Claim) กับโรงพยาบาลรัฐและโรงเรียนแพทย์อื่น ๆ อย่างครอบคลุม อาทิ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย  โรงพยาบาลรามาธิบดี  โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ศูนย์บริการทางการแพทย์ชั้นเลิศ (SMC) คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในโครงการ MTL Smile Hospital Network  

รวมถึงสนับสนุน Premium Clinic ของภาครัฐ โดยมีโรงพยาบาลนำร่องเป็น โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ โรงพยาบาลแม่สอด โรงพยาบาลนครพิงค์ โรงพยาบาลนครปฐม โรงพยาบาลบุรีรัมย์ โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า โรงพยาบาลราชบุรี โรงพยาบาลราชวิถี และยังเตรียมขยายความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดี เพิ่มความสบายใจที่จับต้องได้ทั้งด้านคุณภาพ บริการ และการบริหารค่าใช้จ่าย เมื่อเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยรายละเอียด โครงการ MTL Smile Hospital Network สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.muangthai.co.th/th/mtl-smile-hospital-network

“การขยายเครือข่ายโรงพยาบาลภาครัฐครั้งนี้ จะช่วยให้ลูกค้ามีทางเลือกในการเข้าถึงแพทย์เฉพาะทางและการรักษาที่เหมาะสมได้ใกล้บ้านมากขึ้น โดยเฉพาะลูกค้าในต่างจังหวัดที่สามารถใช้สิทธิประกันสุขภาพกับโรงพยาบาลในพื้นที่ ลดความจำเป็นในการเดินทางเข้ากรุงเทพฯ และช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลต่อเนื่องโดยมีครอบครัวอยู่ใกล้ตลอดช่วงการรักษา” นายสาระกล่าวสรุป

เมืองไทยประกันชีวิต ครอง Share of Voice 42% ขึ้นแท่นอันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 ตอกย้ำการสื่อสารที่เข้าถึงประชาชน เด่นด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ บริการลูกค้า และคอนเทนต์สุขภาพ “Go Healthier with MTL”

0

เมืองไทยประกันชีวิตตอกย้ำความแข็งแกร่งของแบรนด์ จากผล Social Monitoring & Listening เมษายน–มิถุนายน 2569 ซึ่งได้รับการกล่าวถึงรวม 256,448 Mentions คิดเป็น Share of Voice 42% จากทั้งหมด 613,411 Mentions ในกลุ่มแบรนด์ประกันชีวิตที่ทำการติดตาม ครองอันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกที่ 37% โดยมีแรงสนับสนุนจากการสื่อสารด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ การบริการลูกค้า และรายการออนไลน์ “Go Healthier with MTL” ซึ่งมี คุณสาริศา ล่ำซำ เป็นผู้ดำเนินรายการ

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)       เปิดเผยว่า “ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เมืองไทยประกันชีวิตสามารถเชื่อมโยงการสื่อสาร ผลิตภัณฑ์ บริการ และคอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์ เข้ากับความสนใจของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเสียงตอบรับที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์เป็นภาพสะท้อนสำคัญของการรับรู้ ความสนใจ และการมี       ส่วนร่วมของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์อย่างต่อเนื่อง”

เมื่อพิจารณาเป็นรายเดือน เมืองไทยประกันชีวิตได้รับการกล่าวถึงจำนวน 108,200 Mentions ในเดือนเมษายน  93,986 Mentions ในเดือนพฤษภาคม และ 54,262 Mentions ในเดือนมิถุนายน สะท้อนถึงการสื่อสารและกิจกรรมของบริษัทฯ ที่สามารถสร้างการรับรู้ได้อย่างต่อเนื่องตลอดไตรมาส ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ การบริการ ช่องทางดิจิทัล และเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

นอกจากนี้ เมืองไทยประกันชีวิตยังได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกรวม 1,676 Mentions โดยเดือนพฤษภาคมเป็นเดือนที่ได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกสูงสุดที่ 900 Mentions ตามด้วยเดือนเมษายน 561 Mentions และเดือนมิถุนายน 215 Mentions ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความสนใจของประชาชนที่มีต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ

ประเด็นที่ได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกส่วนใหญ่มาจากด้านผลิตภัณฑ์ 52% รองลงมาคือ บริการหลังการขาย 21% และภาพลักษณ์แบรนด์ 19% โดยแรงสนับสนุนสำคัญมาจากแคมเปญ D Health Lite และ BBPK กิจกรรมบนสื่อสังคมออนไลน์ ตลอดจนการให้บริการผ่าน MTL Customer Contact Center บริการ Video Call และ #MTLsmileservice ที่ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงข้อมูลและบริการได้สะดวกยิ่งขึ้น

อีกหนึ่งคอนเทนต์สำคัญที่มีส่วนช่วยสนับสนุนการเติบโตของ Share of Voice ในไตรมาสนี้ คือรายการออนไลน์ด้านสุขภาพและประกัน “Go Healthier with MTL” โดยมี คุณสาริศา ล่ำซำ เป็นผู้ดำเนินรายการ ถ่ายทอดความรู้จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในประเด็นสุขภาพใกล้ตัว อาทิ ฝุ่น PM2.5 อัลไซเมอร์ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไต การนอน เชื้อดื้อยา และ EP.7 ล่าสุด เรื่อง HYROX กับการเตรียมความพร้อมก่อนลงแข่งจริง ในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้จริง

ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวสะท้อนว่า Share of Voice ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขการกล่าวถึงบนโลกออนไลน์ แต่เป็นเสียงสะท้อนจากประชาชนที่แสดงถึงผลลัพธ์ของการดำเนินงาน ทั้งด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การยกระดับบริการ และการสื่อสารที่เข้าถึงผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน เมืองไทยประกันชีวิตจึงยังคงให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงของลูกค้าและประชาชน เพื่อนำข้อมูลเชิงลึกมาต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ลูกค้าให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การวิเคราะห์ครั้งนี้จัดทำโดย Wisesight ผู้ให้บริการด้าน Social Data Analytics และ Social Intelligence ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการรวบรวมและวิเคราะห์เสียงผู้บริโภคบนสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อนำไปสู่ข้อมูลเชิงลึกสำหรับการวางแผนและตัดสินใจขององค์กร โดยรวบรวมข้อความมากกว่า 15 ล้านข้อความต่อวัน และให้บริการแก่องค์กรกว่า 300 แห่ง

“เมืองไทยประกันชีวิตยังคงเดินหน้ารับฟังเสียงของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ คอนเทนต์ และช่องทางการสื่อสารที่เข้าถึงง่าย เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีในทุกมิติ ตลอดจนตอกย้ำบทบาทขององค์กรประกันชีวิตที่พร้อมดูแลและอยู่เคียงข้างลูกค้าในทุกช่วงของชีวิต พร้อมนำทุกเสียงสะท้อนมาต่อยอดสู่การพัฒนาที่ตอบโจทย์และสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าอย่างยั่งยืน” นายสาระกล่าวสรุป

AIS Academy จัดงาน “AIS ACADEMY For THAIs 2026” ชวนคนไทยอัปสกิล AI ฟรี! ในมหกรรมสัมมนา AI ครั้งใหญ่รวมวิทยากรจากพันธมิตรระดับโลก พร้อมจัดเต็ม Workshop–Masterclass 11–12 ก.ย.นี้

0

AIS Academy เตรียมจัดมหกรรมสัมมนาและนิทรรศการด้าน AI ครั้งใหญ่ AIS ACADEMY For THAIs 2026 ภายใต้แนวคิด “MASTERING AI BEYOND BORDERS” ระหว่างวันที่ 11–12 กันยายน 2569 ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ สานต่อ “ภารกิจคิดเผื่อเพื่อคนไทย” มุ่งสร้าง “แพลตฟอร์มแห่งโอกาส” ที่เชื่อมองค์ความรู้ เทคโนโลยี ผู้เชี่ยวชาญ และเครือข่ายทั้งในประเทศและระดับโลก เพื่อยกระดับความพร้อมของคนไทยให้สามารถประยุกต์ใช้ AI สร้างคุณค่าได้จริง โดยปีนี้ได้รวบรวม Speaker และผู้เชี่ยวชาญจากพันธมิตรเทคโนโลยีและองค์กรชั้นนำระดับโลก มาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ พร้อม Workshop และ Masterclass ที่เน้นการลงมือปฏิบัติ เรียนรู้จาก Use Case และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ทดลองสัมผัสเทคโนโลยีจริง ควบคู่กับการผนึกกำลังจากภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน และพันธมิตรทุกภาคส่วน เพื่อร่วมสร้าง Learning Ecosystem และ Innovation Ecosystem พร้อมลงนามความร่วมมือกับ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA และ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD เพื่อเชื่อมการเรียนรู้สู่การลงมือทำและการสร้างนวัตกรรม พร้อมขยายโอกาสการเข้าถึงองค์ความรู้ด้าน AI สู่คนไทยในวงกว้าง

สำหรับไฮไลต์ตลอด 2 วันของงาน ออกแบบให้ผู้เข้าร่วมได้ทั้งเรียนรู้ ทดลอง และลงมือทำ ผ่านกิจกรรมและประสบการณ์ด้าน AI ที่หลากหลาย ได้แก่

  • เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก พบกับ Speaker และผู้เชี่ยวชาญจากพันธมิตรเทคโนโลยีและองค์กรชั้นนำระดับโลก ได้แก่ AWS, BytePlus, Canva, Google, Huawei, Meta, Microsoft, NVIDIA, Pearson, Samsung และ ZTE  รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายอุตสาหกรรมกว่า 30 คน
  • ลงมือทำและเรียนรู้จาก Use Case จริง ผ่าน Workshop และ Masterclass มากกว่า 20 Sessions เพื่อให้ผู้เข้าร่วมเห็นแนวทางการนำ AI ไปประยุกต์ใช้กับการทำงาน ธุรกิจ และชีวิตได้จริง
  • สัมผัสเทคโนโลยี AI สุดล้ำ ผ่าน Booth ในรูปแบบ AI Interactive Experience จากพันธมิตรชั้นนำที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เห็น ทดลอง และสัมผัสประสบการณ์จากเทคโนโลยีจริง
  • เปิดมุมมอง AI ครบตั้งแต่ประเทศ ธุรกิจ ไปจนถึงคน ผ่านเนื้อหา 3 แกนหลัก ได้แก่ AI Ready Thailand ยกระดับความพร้อมของประเทศและทุกอุตสาหกรรม, AI Ready Business ยกระดับความพร้อมของภาคธุรกิจไทย และ AI Ready Skills ยกระดับทักษะของคนไทย ครอบคลุมตั้งแต่อนาคต AI กับประเทศไทย การปรับตัวขององค์กรและโลกการทำงาน การเตรียมพร้อมต่อ AGI ไปจนถึงกรณีศึกษาการนำ AI ไปสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ ตลอดจนการประยุกต์ใช้ AI ในด้านความคิดสร้างสรรค์ การออกแบบ Creator Economy, Animation และความปลอดภัยในโลกดิจิทัล
  • ร่วมลุ้นไอเดีย AI เพื่ออนาคตการศึกษาไทย กับ โครงการ JUMP Thailand Hackathon 2026 รอบ Final Pitching จาก 10 ทีมสุดท้าย ที่จะนำเสนอแนวคิดและโซลูชันบนเวทีภายในงาน

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า “AIS เชื่อมาโดยตลอดว่า การเติบโตขององค์กรเพียงองค์กรเดียวไม่ใช่การเติบโตที่ยั่งยืน เพราะความแข็งแกร่งของธุรกิจต้องเติบโตไปพร้อมกับสังคม เศรษฐกิจ และคนในประเทศ นี่จึงเป็นที่มาของ ‘ภารกิจคิดเผื่อ’ ของ AIS Academy ที่ไม่ได้มองเพียงว่า วันนี้องค์กรต้องการคนที่มีทักษะแบบใด แต่เรามองไปข้างหน้าว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอะไร และจะช่วยเตรียมคนไทยให้พร้อมได้อย่างไร เราจึงนำองค์ความรู้ของ AIS Academy เปิดออกสู่สังคมผ่าน AIS ACADEMY For THAIs พร้อมปรับโจทย์การพัฒนาคนให้สอดคล้องกับความท้าทายของประเทศในแต่ละช่วงเวลา ตั้งแต่ช่วงโควิด การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย จนถึงวันนี้ที่ AI กำลังเปลี่ยนทั้งเศรษฐกิจ การทำงาน และวิถีชีวิตอย่างรวดเร็ว โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเรามีหรือเข้าถึงเทคโนโลยี AI แล้วหรือยัง แต่คือ ‘คนของเราพร้อมใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นแล้วหรือยัง’ เพราะวันนี้ประเทศไทยกำลังขยับจากเรื่อง Access ไปสู่ Capability ขณะที่โลกกำลังก้าวจาก Generative AI ไปสู่วิวัฒนาการขั้นต่อไป รวมถึง Artificial General Intelligence หรือ AGI สิ่งที่ต้องเตรียมจึงไม่ใช่เพียงการเรียนรู้เครื่องมือ AI ตัวใดตัวหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แต่คือการสร้าง AI Capability ให้คนสามารถเรียนรู้ ปรับตัว ตั้งคำถาม ทำงานร่วมกับ AI และนำไปสร้าง Productivity ธุรกิจ นวัตกรรม และโอกาสใหม่ได้อย่างเข้าใจและรับผิดชอบ นี่จึงเป็นที่มาของแนวคิด ‘MASTERING AI BEYOND BORDERS’ ที่มุ่งให้คนไทยเข้าใจ ใช้เป็น รู้เท่าทัน ประยุกต์ และสร้างคุณค่าจาก AI ได้จริง พร้อมก้าวข้ามข้อจำกัดด้านความรู้ ทักษะ อาชีพ อายุ พื้นที่ และโอกาสในการเข้าถึงองค์ความรู้ เพราะประเทศไทยไม่ได้ต้องการเพียง AI Infrastructure ที่แข็งแกร่ง แต่ต้องมี AI-ready People ไปพร้อมกัน เพื่อเปลี่ยน AI ให้เป็นพลังในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดังนั้น สิ่งที่ AIS Academy ต้องการจึงไม่ใช่เพียงทำให้คนไทย ‘ตาม AI ให้ทัน’ แต่ต้องการให้คนไทย ‘ใช้ AI เพื่อก้าวไปได้ไกลกว่าเดิม’ ทั้งเพื่อตัวเอง องค์กร สังคม และประเทศไทย”

ปีนี้ AIS Academy ยังเดินหน้าขยายความร่วมมือกับ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ในการเพิ่มศักยภาพด้านเทคโนโลยีกับเครือข่าย Startup ผู้ประกอบการ นักลงทุน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานวิจัย เพื่อเสริม Innovation Ecosystem และ Future Talent Ecosystem พร้อมต่อยอดสู่โครงการ JUMP Thailand Hackathon 2026 ภายใต้โจทย์ AI for the Future of Thai Education โดย 10 ทีมสุดท้ายจะเข้าแข่งขันรอบ Final Pitching ภายในงาน AIS ACADEMY For THAIs 2026 ขณะเดียวกันยังร่วมมือกับ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD เพื่อเสริม Learning Ecosystem และขยายการเรียนรู้ด้าน AI สู่ภูมิภาค ผ่าน AIS Academy For THAIs 2026 Roadshow ตลอดเดือนสิงหาคม 2569 ใน 4 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก นครราชสีมา ฉะเชิงเทรา และนครศรีธรรมราช พร้อมกิจกรรม Workshop ด้านเทคโนโลยี AI เพื่อขยายโอกาสการเรียนรู้สู่คนไทยในพื้นที่ต่าง ๆ ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ AIS Academy ยังได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐที่มีพันธกิจในการยกระดับและพัฒนาศักยภาพคนอย่างต่อเนื่อง โดยได้ร่วมมือกับ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นำองค์ความรู้และเทคโนโลยีไปสนับสนุนกลุ่มเปราะบาง ทั้งผู้พิการและผู้สูงอายุ ให้สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม ขณะที่ ในปีนี้ ได้ต่อยอดความร่วมมือกับหน่วยงานภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ผ่านการพัฒนา Thailand AI Readiness Index (TARI) เพื่อประเมินและยกระดับความพร้อมด้าน AI ขององค์กรไทย และ เตรียมขยายความร่วมมือกับ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อพัฒนาทักษะ AI และเทคโนโลยีแห่งอนาคตให้กับ กลุ่มอาชีวศึกษา เตรียมกำลังคนให้พร้อมต่อความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต สะท้อนแนวทางของ AIS Academy ที่มุ่งทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้และเตรียมความพร้อมให้กับคนไทยในแต่ละกลุ่มอย่างตรงกับบริบทและความต้องการ

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงาน AIS ACADEMY For THAIs 2026” ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11–12 กันยายน 2569 เวลา 10.00–18.00 น. ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ สามย่านมิตรทาวน์ สามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://www.zipeventapp.com/e/AIS-Academy-for-THAIs-2026

มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์ฯ ผนึก สถาบันรักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป เปิดโครงการ “เด็ก EF คิดเป็น เก่งการเงิน” ปูรากฐานทักษะสมองควบคู่วินัยการเงิน   

0

มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ สถาบันรักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป (RLG) เปิดตัวโครงการ “เด็ก EF คิดเป็น เก่งการเงิน” บูรณาการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Functions: EF) เข้ากับความรู้ทางการเงิน มุ่งเสริมสร้างวินัยทางการเงินให้เด็กปฐมวัยถึงประถมศึกษา เพื่อยกระดับเด็กไทยให้เติบโตพร้อมกับทักษะการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society) ในขณะที่มีอัตราเด็กเกิดใหม่ลดลงต่อเนื่อง การเตรียมความพร้อมให้เด็กไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ โครงการนี้ มุ่งที่จะพัฒนาสื่อการเรียนรู้ที่ใช้ได้จริงทั้งในครอบครัวและสถานศึกษา ซึ่งประกอบด้วย หนังสือนิทานภาพสำหรับเด็กระดับปฐมวัย 5 เล่ม นิทานระดับประถมศึกษา 5 เล่ม และบอร์ดเกมความรู้ทางการเงิน สื่อการเรียนรู้ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมให้เด็กรู้คุณค่าของเงิน มีวินัยการออม สามารถวิเคราะห์และตัดสินใจได้อย่างรอบคอบระหว่างความจำเป็นและความอยาก และรู้จักแบ่งปันผู้อื่น ซึ่งล้วนเป็นการพัฒนาทักษะพื้นฐานเพื่อสร้างความมั่นคงทั้งทางด้านจิตใจและการเงินไปพร้อมๆ กัน โดยที่สำคัญ คือการที่เด็กไทยได้เติบโตขึ้นเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพพร้อมจะช่วยขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์ฯ

นางสุภาวดี หาญเมธี ประธานสถาบันรักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป กล่าวว่าการพัฒนาสื่อนิทานและบอร์ดเกมสำหรับเด็กปฐมวัยและประถมศึกษา รวมถึงการออกแบบกระบวนการฝึกทักษะ EF ผนวกกับความรู้ทางการเงิน เป็นการพัฒนาบนฐานวิทยาศาสตร์สมอง การปลูกฝังทักษะสมอง EF ตั้งแต่ปฐมวัย 3-6 ขวบ และเมื่อมีการฝึกต่อเนื่องไปจนเติบโต จะเป็นรากฐานที่ช่วยให้เด็กกำกับตนเองได้ในชีวิตประจำวัน เด็กที่จัดการตนเองได้จะสามารถเข้าใจและจัดการชีวิตทางการเงินของเขาได้เมื่อโตขึ้นตามวัย เช่น รู้จักวางแผน ไม่เป็นหนี้เกินตัว และมีภูมิคุ้มกันจากการถูกหลอกลวงทางการเงินได้ ไปจนถึงสามารถลงทุนอย่างมีเป้าหมายได้ในอนาคต ทักษะ EF ที่ดี จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ความรู้ทางการเงินเกิดผลสัมฤทธิ์จริง

นางธิดา พิทักษ์สินสุข นายกสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ฯ และผู้อำนวยการโรงเรียนเพลินพัฒนา กล่าวว่า การเงินไม่ใช่เรื่องยากเกินวัย หากสื่อสารให้ใกล้ตัวและเข้าใจง่าย ผ่านนิทานหรือกิจกรรมที่ลงมือทำได้จริง และเริ่มปลูกฝังตั้งแต่ปฐมวัยและส่งต่ออย่างต่อเนื่องทุกช่วงวัย จะเป็นรากฐานความมั่นคงทางการเงินอย่างยั่งยืนในอนาคต

นายวีรัตน์ สานุมิตร ผู้อำนวยการ กลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผล สำนักงานศึกษาธิการ จังหวัดเชียงรายกล่าวว่าจังหวัดเชียงรายมีรากฐานการขับเคลื่อนทักษะสมอง EF อย่างเข้มแข็ง การนำสื่อความรู้ทางการเงินมาประยุกต์ใช้ในรูปแบบการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ทำให้ครูบรรลุตามตัวชี้วัดของหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ และนักเรียน ครูผู้สอน รวมถึงผู้ปกครอง มีความรอบรู้ทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

นายกิตติพัฒน์ แสนทวีสุข ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้การลงทุน คณะบริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ และการสื่อสาร มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า ปัญหาการเงินของคนไทยส่วนใหญ่ คือขาดการถูกฝึกให้คิดก่อนตัดสินใจ และขาดการปลูกฝังนิสัยการใช้เงินมาตั้งแต่วัยเด็ก องค์ประกอบความรู้ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ต่างมีผลชี้ตรงกันว่าเด็กช่วงปฐมวัยคือโอกาสทองของการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Functions, EF) ให้ได้ผลดีที่สุด ทักษะ EF ส่วนแรกคือการยับยั้งชั่งใจ ไม่ทำตามแรงกระตุ้นหรือตามอารมณ์ทันที เป็นพื้นฐานสำคัญในการ “อดใจไม่ยอมซื้อ” หรือแม้กระทั่ง “ออมก่อนใช้” หรือการเลือก “ซื้อไว้ใช้ ไม่ใช่ซื้อไว้โชว์” ทักษะ EF ส่วนที่สอง คือความจำเพื่อใช้งาน ด้วยการตั้งเป้าหมายทางการเงิน และมีกระบวนการย้ำเตือนความจำ ทำให้จิตผูกพันกับเป้าหมายทางด้านการเงิน และทักษะ EF ส่วนที่สาม คือความยืดหยุ่นทางความคิด สามารถปรับเปลี่ยนแผนการเงิน ไปตามสถานการณ์ชีวิตที่อาจจะเกิดเรื่องฉุกเฉินขึ้นได้

สำหรับโครงการ “เด็ก EF คิดเป็น เก่งการเงิน”ต่อยอดความสำเร็จจากความร่วมมือที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2563 ในพื้นที่อำเภอนำร่อง 2 แห่งของจังหวัดเชียงราย จนกระทั่งครบทั้ง 18 อำเภอในปี 2567 และขยายผลไปยังจังหวัดน่านและลำปาง ต่อมาในปี 2568 ได้เริ่มบูรณาการความรู้ทางการเงินกับทักษะ EF ในสถานศึกษา 20 แห่ง และเตรียมที่จะขยายความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมไปยังสถานศึกษาระดับปฐมวัยและประถมทั่วประเทศ ที่มุ่งจะพัฒนาในเรื่องความรอบรู้ทางการเงิน รวมทั้งต่อยอดไปยังคณะครุศาสตร์ของสถาบันอุดมศึกษากว่า 10 แห่งเพื่อสร้างครูรุ่นใหม่ที่มีความรู้ ทักษะ และ   เจตคติในการสอนความรอบรู้ทางการเงินด้วย  นอกจากนี้ โครงการยังพร้อมเปิดรับความร่วมมือจากองค์กรภาคีเครือข่ายเพื่อขยายผลไปสู่พื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งนี้ สามารถติดตามรายละเอียดและความคืบหน้าของโครงการฯ ได้ที่ www.setfoundation.or.th