Home Blog Page 2

เตือนภัยคนไทย! วิกฤตสารพิษในแหล่งน้ำคุกคามคนไทย

0

ในช่วงเวลาที่สังคมไทยถกเถียงกันจริงจังถึงปัญหาเอเลี่ยนสปีชีส์ในแหล่งน้ำ ไม่ว่าจะเป็นปลาต่างถิ่นหรือสิ่งมีชีวิตรุกรานที่คุกคามระบบนิเวศ ก็มีข่าวอีกชุดหนึ่งซึ่งร้ายแรงกว่าอย่างเทียบไม่ติดและกำลังส่งสัญญาณอันตรายรุนแรง นั่นคือการปนเปื้อนสารพิษโลหะหนักในแม่น้ำสายหลักของประเทศ โดยเฉพาะแม่น้ำกกและแม่น้ำโขง ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา ปัญหาสารพิษในแม่น้ำกกและลำน้ำสาขาไม่ได้คลี่คลายลง ตรงกันข้าม มันกำลังลุกลามไปยังลุ่มน้ำโขง ซึ่งเป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของภาคอีสาน

ความแตกต่างระหว่างเอเลี่ยนสปีชีส์กับสารพิษโลหะหนักคือระดับของอันตราย เอเลี่ยนสปีชีส์สร้างความเสียสมดุลในระบบนิเวศก็จริง แต่ยังเป็นภัยที่มองเห็น จับต้องและมีแนวทางจัดการในเชิงนโยบายหรือเชิงพื้นที่ได้ ในทางกลับกันสารหนูและโลหะหนักที่ละลายอยู่ในน้ำ ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และไม่ส่งสัญญาณเตือน แต่มันสะสมเงียบ ๆ ในตะกอนดิน ในปลา ในพืชและสุดท้ายคือในร่างกายมนุษย์

สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษ (สคพ.) เขต 1 เชียงใหม่ รายงานผลการตรวจคุณภาพน้ำแม่น้ำสาละวินเมื่อเดือนมีนาคม 2569 ว่าพบสารหนูเกินค่ามาตรฐานทุกจุดตรวจ โดยสูงกว่าค่าที่กำหนดไว้ถึง 5–6 เท่า ตัวเลขเช่นนี้สะท้อนถึงสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าประชาชนที่พึ่งพาน้ำจากลำน้ำสายนี้กำลังอยู่ในความเสี่ยง ทั้งด้านสุขภาพและความมั่นคงในชีวิตประจำวัน

ภาพปลาแค้ที่มีตุ่มพุพองทั่วตัวซึ่งถูกพบในแม่น้ำกกเมื่อปี 2568 และกลับมาปรากฏอีกครั้งในแม่น้ำโขง บริเวณอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ตามการเปิดเผยของกลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง ไม่ควรถูกมองว่าเป็นภาพผิดปกติชั่วคราว แต่ควรถูกอ่านในฐานะสัญญาณชีวภาพของระบบนิเวศที่กำลังป่วยหนัก (แม้กรมประมงจะระบุว่าเกิดจากการติดพยาธิก็ตาม)

สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิตระบุว่าปลาท้องถิ่นในแม่น้ำกกกว่า 94 ชนิดเริ่มสูญหายไปจากระบบภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี นี่ไม่ใช่ตัวเลขเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่เป็นตัวชี้วัดการพังทลายของฐานอาหารและรายได้ของชุมชนริมน้ำอย่างเป็นรูปธรรม ส่วนชาวประมงพื้นบ้านในจังหวัดเชียงรายจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับภาวะรายได้เป็นศูนย์ในช่วงฤดูน้ำหลากปี 2568 ขณะที่มีต้นทุนอุปกรณ์เฉลี่ยกว่า 80,000 บาทต่อครัวเรือน เมื่อปลาขายไม่ได้ความเชื่อมั่นของตลาดหายไป แต่สิ่งที่ตามมายิ่งเงียบกว่าคือการเยียวยาที่ยังไม่คืบหน้าอย่างเป็นระบบจากภาครัฐ ความร้ายแรงของสารพิษในแม่น้ำสายหลัก กำลังลุกลามไปสู่เศรษฐกิจ อาชีพ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งประเทศ ปัญหานี้คือความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่อาจทำให้ประชาชนตั้งคำถามกับอาหารบนโต๊ะ ทุกครั้งที่มองปลาในตลาด หรือเปิดก๊อกน้ำในบ้าน

นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงชี้ตรงกันว่า ปัญหานี้มีลักษณะเป็นมลพิษข้ามพรมแดน โดยต้นตอสำคัญอยู่ที่กิจกรรมเหมืองแร่บริเวณต้นน้ำในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งอยู่นอกอำนาจควบคุมของไทยโดยตรง แต่การควบคุมไม่ได้ ไม่อาจถูกใช้เป็นข้ออ้างในการปล่อยให้ประชาชนอยู่กับความเสี่ยง นี่คือเหตุผลที่เครือข่ายภาคประชาชน 12 องค์กร ในนามเครือข่ายปกป้องแม่น้ำกก–สาย–รวก–โขง ออกมาเรียกร้องให้รัฐเร่งยกระดับการตรวจคุณภาพน้ำ ตะกอนดิน สัตว์น้ำ พืชผัก และสุขภาพประชาชนอย่างเป็นระบบ พร้อมเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจและปกป้องตนเองได้บนฐานข้อมูลที่ครบถ้วน

ในท้ายที่สุด เอเลี่ยนสปีชีส์อาจเป็นปัญหาที่จัดการได้ด้วยเวลา เทคโนโลยี และงบประมาณ แต่สารพิษที่สะสมในสายน้ำคือระเบิดเวลาที่ซ้อนทับทั้งมิติสุขภาพ เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางอาหาร หากวันนี้รัฐยังมองว่านี่เป็นเพียงข่าวท้องถิ่นหรือปัญหาสิ่งแวดล้อมเฉพาะพื้นที่ ประเทศอาจต้องจ่ายราคาด้วยบาดแผลเรื้อรังที่ไม่มีวันฟื้นคืน./

GULF และ AIS ขยายธุรกิจดิจิทัล จัด Open House รับสมัครงานบุคลากรสายเทคขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแห่งอนาคต รองรับ Cloud, Data Center, AI และ Digital Banking

0

GULF และ AIS เดินหน้าตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เคียงข้างคนไทย จัดงาน Open House เปิดบ้านครั้งสำคัญเพื่อรับสมัครงานบุคลากรสายเทคหลากหลายสาขา อาทิ Data Center Operation, Cloud Product, Data Analytics, Network Operations Center, Technical Sales, International Connectivity มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนธุรกิจดิจิทัลที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับเทคโนโลยีแห่งอนาคต ทั้ง Data Center, Cloud, AI, Digital Infrastructure, Enterprise Digital Services และ Digital Bank สะท้อนถึงทิศทางการเติบโตของ GULF และ AIS ในการยกระดับขีดความสามารถด้านดิจิทัลของประเทศไทย ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีที่มีความสำคัญต่อภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว

โดยงาน Open House จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 – 17.00 น. ณ อาคารเพิร์ล แบงก์ค็อก ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://products.aisacademy.com/careeropenhouse หรือเตรียมประวัติส่วนตัวและผลงานที่เกี่ยวข้อง Walk-in เข้ามาสมัครและพูดคุยกับทีมงานได้โดยตรง

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดตัวนิทรรศการพิเศษชุดใหม่ “INVESTiGUARD นักสืบกันโกง” มุ่งเสริมภูมิคุ้มกันคนไทย รู้ทันภัยหลอกลงทุน

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยพิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน INVESTORY เปิดตัวนิทรรศการพิเศษชุดใหม่ “INVESTiGUARD นักสืบกันโกง” ภายใต้แนวคิด “ดีเกินจริง” เร่งเสริมภูมิคุ้มกันให้คนไทยรู้เท่าทันกลโกงที่ทวีความรุนแรงขึ้น

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภัยหลอกลงทุนไม่เพียงสร้างความเสียหายทางทรัพย์สิน แต่ยังกระทบต่อความเชื่อมั่นและสภาพจิตใจของประชาชน ที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ดำเนินการให้ความรู้ในหลายรูปแบบ และล่าสุดได้พัฒนานิทรรศการพิเศษ “INVESTiGUARD นักสืบกันโกง” เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้คนไทยรู้เท่าทันภัยหลอกลงทุน มีทักษะการคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจอย่างรอบคอบก่อนการลงทุน ซึ่งจะมีส่วนในการยกระดับความเชื่อมั่นในการลงทุน และสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มุ่งสู่การเป็น The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities

นิทรรศการ INVESTiGUARD เป็นการเรียนรู้แบบ Interactive Self-Discovery Museum ภายใต้แนวคิด “ดีเกินจริง” (Too Good to be True) สะท้อนให้เห็นว่าทุกคนมีสิทธิ์เป็นเหยื่อจากกลโกงที่มิจฉาชีพใช้แอบอ้างเป็น “คนที่ดีเกินจริง” (Too Good People) หลอกให้เชื่อด้วย “เรื่องที่ดีเกินจริง” (Too Good Story) และเร่งรัดให้ตัดสินใจด้วย “โอกาสที่ดีเกินจริง” (Too Good Opportunity) ผู้เข้าชมจะได้สวมบทบาทนักสืบเพื่อเรียนรู้และฝึกคิดวิเคราะห์ผ่านสถานการณ์จำลอง เกมและเทคโนโลยีที่หลากหลาย รวมทั้งรู้จักแหล่งข้อมูลด้านการลงทุนที่น่าเชื่อถือ เมื่อสิ้นสุดกระบวนการเรียนรู้ ผู้เข้าชมจะได้รับผลจากการฝึกทักษะว่าเป็นยอดนักสืบระดับใด

พร้อมกับการเปิดตัวนิทรรศการพิเศษชุดใหม่ “INVESTiGUARD นักสืบกันโกง” นี้ ได้มีการจัดงานเสวนาหัวข้อ “INVESTiGUARD : รู้ทันภัยหลอกลงทุน” โดย พ.ต.ท. พากฤต กฤตยพงษ์ สารวัตรกลุ่มงานรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และคุณพีรพล อนุตรโสตถิ์ ผู้จัดการศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย อสมท. เพื่อร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับภัยหลอกลงทุน ให้ผู้สนใจ

ผู้ลงทุนทั่วไปด้วยผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการดังกล่าวได้ฟรี ณ พิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน INVESTORY ชั้นใต้ดิน อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถนนรัชดาภิเษก ตั้งแต่เวลา 9:30 – 18:00 น. (วันอังคาร – วันอาทิตย์) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://INVESTORY.setgroup.or.th หรือโทร. 02-009-9000 ต่อ 3566

เปิดตัว “AIS SPORT ACADEMY” ผนึกพันธมิตรระดับโลก ยกระดับอุตสาหกรรมกีฬาครบวงจรประเดิมบิ๊กโปรเจคต์ ส่งเด็กไทยลุยเยอรมนี พร้อมคว้าทุนเรียนจุฬาฯ

0

AIS ประกาศยุทธศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่ ยกระดับวงการกีฬาไทยเต็มรูปแบบ เปิดตัว “AIS SPORT ACADEMY” เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมกีฬาไทยครบวงจรภายใต้แนวคิด “พลังคน สร้างพลังกีฬาไทย”  จับมือพันธมิตรระดับประเทศและสากล ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, บุนเดสลีกา เยอรมนี และ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ มอบโอกาสครั้งสำคัญ สานฝันเยาวชนไทยบินลัดฟ้าไปฝึกทักษะลูกหนังระดับโลกถึงประเทศเยอรมนี ควบคู่การมอบทุนการศึกษาเพื่อเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มุ่งบ่มเพาะศักยภาพเยาวชนให้เป็นเลิศทั้งทักษะกีฬาและวิชาการ เพื่อก้าวขึ้นเป็นบุคลากรคุณภาพระดับมืออาชีพของวงการกีฬาไทยอย่างย

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า “เอไอเอสยึดมั่นมาโดยตลอดว่า คน คือรากฐานสำคัญขององค์กรและสังคม โดยที่ผ่านมา AIS Academy ได้มีบทบาทในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทั้งภายในและภายนอกองค์กร ผ่านการยกระดับทักษะดิจิทัล และการเปิดโอกาสให้คนไทยเข้าถึงองค์ความรู้ระดับโลกอย่างเท่าเทียม

ความสำเร็จของการสร้างคนถือเป็น DNA ของ AIS และในวันนี้เราได้นำโมเดลดังกล่าวมาต่อยอดสู่ วงการกีฬา ซึ่งเราไม่ได้มองกีฬาเป็นเพียงการแข่งขัน แต่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ โดยมีผู้คนในระบบนิเวศกีฬาไทยมากกว่า 10 ล้านคน นี่คือความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนบทบาทของ AIS จากการเป็นเพียง ช่องทาง หรือ ผู้ถ่ายทอดสด ก้าวสู่การเป็น ผู้สนับสนุนและผู้ยกระดับวงการกีฬาไทย อย่างเต็มตัว เอไอเอสตั้งใจนำพันธกิจขององค์กรและโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่แข็งแกร่ง มาติดอาวุธทางปัญญาให้กับคนกีฬา เพื่อสร้างความแข็งแกร่งตั้งแต่รากฐาน โดย AIS SPORT ACADEMY ถือเป็นความตั้งใจจริงในการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับสังคมไทย และจะเป็นสถาบันที่ลงมือทำเรื่องกีฬาอย่างจริงจัง เพราะเราเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่า ถ้าคนแข็งแรง วงการกีฬาแข็งแรง ประเทศก็จะแข็งแรงตามไปด้วย

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า “AIS SPORT ACADEMY เกิดขึ้นจากการมองกีฬาในมิติที่กว้างกว่าการแข่งขัน โดยเป็นทั้งอุตสาหกรรมและชุมชนที่มีพลังมหาศาล พร้อมวางกรอบการดำเนินงานผ่าน 3 แกนหลัก คือ การสร้างโอกาส ในการสร้างเวทีเพื่อปั้นคนคุณภาพเข้าสู่วงการ, การเสริมองค์ความรู้ นำทักษะระดับโลกมาถ่ายทอด และ ความเป็นมืออาชีพ เพื่อให้ทุกคนเติบโตในเส้นทางอาชีพได้อย่างยั่งยืน

ซึ่งเอไอเอสได้เดินหน้าผนึกความร่วมมือกับพันธมิตรสำคัญทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, บุนเดสลีกา และสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เพื่อร่วมกันคัดเลือกนักฟุตบอลเยาวชนไทยไปฝึกอบรม ที่ประเทศเยอรมนี และยังมีการมอบทุนการศึกษาเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเป็นการให้ความสำคัญกับการสร้างปลายทางที่มั่นคง พิสูจน์ให้เห็นว่าเยาวชนไทยไม่ต้องเลือกระหว่างการเรียนหรือกีฬา แต่สามารถเดินหน้าควบคู่กันไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งความร่วมมือทั้งหมดนี้สะท้อนถึงการบูรณาการ “กีฬา การศึกษา โอกาส” เข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อวางรากฐานระบบนิเวศกีฬาไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนสืบไป

สำหรับก้าวต่อไปของ AIS SPORT ACADEMY เราเตรียมต่อยอดเชิงปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ต่างๆ ซึ่งจะไม่จบลงแค่แมตช์การแข่งขัน แต่จะเป็นเวทีแห่งการพัฒนา เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนทักษะ ที่จะช่วยยกระดับตั้งแต่รากฐาน ไปจนถึงการผลักดันนักกีฬาไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล โดยทั้งหมดนี้ไม่ใช่แผนงาน แต่เราเริ่มลงมือทำและขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการลงพื้นที่จัดกิจกรรม ฟุตบอลคลินิก, บาสเกตบอลคลินิก, การอบรมครูพละ เพื่อยกระดับมาตรฐานผู้ฝึกสอน ให้สามารถนำองค์ความรู้ที่ถูกต้องไปส่งต่อให้กับเด็กๆ ได้อีกนับไม่ถ้วน หรือแม้แต่เราจะมีโครงการคัดนักพากย์กีฬาหน้าใหม่ เพื่อเปิดพื้นที่และสร้างบุคลากรคุณภาพเข้าสู่วงการ ในมิติอื่นๆ นอกเหนือจากการเป็นนักกีฬาบนสนามด้วย”

การเปิดตัว AIS SPORT ACADEMY ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของ AIS ในการนำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและความเชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคล มาสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ให้วงการกีฬาไทยเติบโตสู่ระดับสากลอย่างยั่งยืน
 

TFEX Academy+ ปั้นพอร์ตโต

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง" หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

“คุณนายพารวย” มีข่าวดีสำหรับใครที่กำลังมองหาเครื่องมือช่วยบริหารพอร์ตให้เติบโตท่ามกลางความผันผวนของตลาดในปัจจุบัน เพราะล่าสุด บมจ.ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) หรือ TFEX ได้เปิดโครงการ “TFEX Academy+” เพื่อชวนผู้ที่สนใจมาเรียนรู้การใช้ Futures และ Options เป็นเครื่องมือเสริมพอร์ตที่ตอบโจทย์ทุกสไตล์การลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการทำกำไรในช่วงที่ตลาดมีแนวโน้มชัดเจน หรือการป้องกันความเสี่ยงจากสินทรัพย์หลากหลายประเภท เช่น ดัชนีหุ้น หุ้นรายตัว ทองคำ โลหะเงิน อัตราแลกเปลี่ยน หรือยางพารา ซึ่งโครงการนี้ออกแบบมาเพื่อให้เปลี่ยนจากมือใหม่ให้กลายเป็นมือโปร และปั้นพอร์ตให้เติบโตไปพร้อมกับมืออาชีพ

เนื้อหาในโครงการนี้ถือว่าเข้มข้นและครบถ้วนมาก เพราะมีการรวบรวมหลักสูตรกว่า 50 คอร์ส โดยแบ่งเป็นเนื้อหาที่ตอบโจทย์ผู้เรียนทุกระดับ เริ่มต้นตั้งแต่หลักสูตร “TFEX 101” สำหรับคนที่ต้องการทำความรู้จักกับสินค้าใน TFEX ทั้งหุ้น ทองคำ และค่าเงิน พร้อมเข้าใจแนวคิดในการซื้อขายที่ถูกต้อง ไปจนถึงหลักสูตร “TFEX Trading Idea” ที่รวบรวมเทคนิคและกลยุทธ์การเทรด Futures และ Options แบบมืออาชีพที่ใช้ได้จริง โดยผู้เรียนสามารถเลือกหัวข้อที่สนใจได้ตามความต้องการ ผ่านช่องทางทั้งระบบออนไลน์และออฟไลน์ ทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องสะดวกสำหรับทุกคนไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม

อีกความพิเศษที่โดดเด่นของโครงการนี้ คือ เป็นเวทีที่มีพี่เลี้ยงเป็นโบรกเกอร์ Mentor ชั้นนำถึง 11 แห่ง ที่จะมาคอยดูแลให้คำปรึกษาตลอดโครงการ สำหรับผู้ที่ตัดสินใจเปิดบัญชี TFEX กับทางโบรกเกอร์ Mentor ก็จะได้รับคำแนะนำและการดูแลการเทรดอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เริ่มต้นได้อย่างมั่นใจ

ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งสู่การเป็น “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” หรือ เส้นทางแห่งความเชื่อมั่นสู่โอกาสของทุกคน โดยโครงการนี้สอดรับพันธกิจด้าน “Empowering Market Participants” เพื่อเสริมศักยภาพให้ผู้ลงทุนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการใช้เครื่องมือทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับใครที่สนใจ อยากได้อาวุธทางเลือกใหม่ไปปรับใช้กับพอร์ตลงทุน สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ฟรีตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569  โดยสามารถสมัครและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://www.tfex.co.th/th/activities/tfexacademyplus2026 หรือ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 0 2009 9999

“คุณนายพารวย” ขอเชิญชวนให้รีบไปสมัครกัน เพราะยิ่งสมัครเร็วเท่าไร พอร์ตลงทุนของเราก็มีโอกาสที่จะโตเร็วขึ้นเท่านั้น!

 คุณนายพารวย

เมืองไทยประกันชีวิต คว้า 2 รางวัล 2025 ASIA CEO SUMMIT & AWARD CEREMONY

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำความสำเร็จทั้งในมิติของภาวะผู้นำและความแข็งแกร่งของแบรนด์ ด้วยการคว้า 2 รางวัลสำคัญ ได้แก่ Influential Brands – Top CEO Thailand 2025 และ Thailand’s Top Influential Brands 2025 สาขา Life Insurance Company ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 จากเวที 2025 ASIA CEO SUMMIT & AWARD CEREMONY (Thailand) เวทีที่จัดขึ้นเพื่อยกย่ององค์กรและแบรนด์ที่มีอิทธิพลต่อผู้บริโภค และสามารถสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในภูมิภาคเอเชีย โดยจัดขึ้นโดยบริษัท นีโอ ทาร์เก็ต จำกัด ร่วมกับ Influential Brands ประเทศสิงคโปร์

ในโอกาสนี้ นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัล Influential Brands – Top CEO Thailand 2025 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 สะท้อนถึงวิสัยทัศน์และบทบาทของผู้นำที่สามารถขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างมั่นคง พร้อมปรับตัวได้อย่างต่อเนื่องท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของบริบทธุรกิจและความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

พร้อมกันนี้ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ยังได้รับรางวัล Thailand’s Top Influential Brands 2025 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ในสาขา Life Insurance Company ตอกย้ำความแข็งแกร่งของ        แบรนด์ที่สามารถครองใจผู้บริโภค และรักษามาตรฐานการดำเนินธุรกิจ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ     และประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับการเข้ารับรางวัลในครั้งนี้ มี คุณนาเดีย สุทธิกุลพานิช รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส เป็นผู้แทนบริษัทฯ เข้ารับรางวัล  โดยได้รับเกียรติจาก คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้มอบรางวัล พร้อมด้วย มิสเตอร์ฮอร์เก โรดริเกซ กรรมการผู้จัดการ อินฟลูเอ็นเชียล แบรนด์ส ประเทศสิงคโปร์      และ คุณวรรณี ลีลาเวชบุตร ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นีโอ ทาร์เก็ต จำกัด ร่วมแสดงความยินดี  ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ

รางวัลนี้นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของเมืองไทยประกันชีวิต สะท้อนถึงความสำเร็จในการขับเคลื่อนองค์กรภายใต้ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ควบคู่กับการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งและมีความหมายต่อผู้บริโภค      พร้อมส่งมอบประสบการณ์ที่ดีผ่านผลิตภัณฑ์ บริการ และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า  ในทุกช่วงชีวิตได้อย่างต่อเนื่อง #เมืองไทยประกันชีวิต #MuangThaiLife

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จัดสัมมนาใหญ่ “THE NEXT HR FRONTIER 2026” ยกระดับศักยภาพบุคลากรไทย

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดงาน “THE NEXT HR FRONTIER 2026: พัฒนาสกิลบุคลากรให้พร้อมทำงานในโลกธุรกิจยุคใหม่” เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากผู้แทนองค์กร และบุคลากรสาย HR เข้าร่วมงานกว่า 400 คน โดยมี พรรณวดี ลดาวัลย์ ณ อยุธยา รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานทรัพยากรบุคคลและพัฒนาองค์กร ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวต้อนรับ พร้อมเปิดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองการวางกลยุทธ์พัฒนาคนให้ตรงเป้าหมายธุรกิจ โดยวิทยากรจากองค์กรชั้นนำ ได้แก่ คุณกานติมา เลอเลิศยุติธรรม บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส คุณวินิตา สาน้อย บมจ. พีทีจี เอ็นเนอยี  และ คุณอภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา Slingshot Group

ทั้งนี้ ตลอดปี 2569 ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งยกระดับศักยภาพบุคลากร เพื่อช่วยขับเคลื่อนบริษัทจดทะเบียนและองค์กรต่างๆ ให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน ด้วยบริการ e-Learning Platform สำหรับองค์กร ผ่าน 2 โครงการหลัก ได้แก่  
1) โครงการ Corporate Excellence Learning Solution ที่ให้องค์กรออกแบบการเรียนรู้ได้เองตามความต้องการ โดยมีให้เลือกกว่า 300 หลักสูตร ทั้งด้านตลาดทุน การเงิน ธุรกิจ และ ESG

2) โครงการ SET DSD e-Learning ซึ่งเป็นบริการจัดฝึกอบรมเพื่อยกระดับฝีมือแรงงานให้แก่สถานประกอบการตามเกณฑ์ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สอดคล้องพันธกิจของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการเสริมศักยภาพผู้ร่วมตลาดผ่านการให้ความรู้ (Empowering Market Participants) และส่งเสริมความรู้และทักษะบุคลากรในองค์กรต่างๆ เพื่อพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง (Purposeful People Who Transform) ภายใต้วิสัยทัศน์ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” องค์กรที่สนใจสามารถสมัครและดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.setlink.set.or.th/th/education/course/1-cles

CPF คว้า 6 รางวัล TPM Awards 2025 ตอกย้ำมาตรฐานระดับโลก

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF และ บริษัท ซี.พี.เวียดนาม คอร์ปอเรชั่น คว้า 6 รางวัลระดับโลก จากเวที TPM Awards 2025 จัดโดยสถาบัน Japan Institute of Plant Maintenance (JIPM) ประเทศญี่ปุ่น สะท้อนความเป็นเลิศด้านการบริหารจัดการการผลิตตามมาตรฐานสากล โดยในปี 2025 มีองค์กรจาก 16 ประเทศ รวม 83 บริษัท เข้ารับการประเมิน ภายใต้กระบวนการประเมินมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก

โดยปีนี้ โรงงานผลิตอาหารสัตว์บกปักธงชัย คว้ารางวัลสูงสุดระดับ “Special Award” ซึ่งเป็นรางวัลสำหรับองค์กรที่มีผลงานโดดเด่นเป็นเลิศในทุกมิติ ตอกย้ำความเป็นองค์กรต้นแบบด้านเกษตรอุตสาหกรรม ที่สามารถยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างคุณค่าให้แก่สังคม สิ่งแวดล้อม และชุมชนอย่างยั่งยืน

พิธีมอบรางวัลจัดขึ้น ณ เกียวโต อินเตอร์เนชันแนล คอนเฟอเรนซ์ เซ็นเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น โดยมี นายบุญเสริม เจริญวัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ด้านบริหารกระบวนการธุรกิจอาหารสัตว์บก นางสาวสลิลรัตน์ พงษ์พานิช ผู้อำนวยการอาวุโส ธุรกิจอาหารสำเร็จรูป CPF และ นายวิรัตน์ บัวแย้ม รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซี.พี.เวียดนาม เป็นผู้แทนรับรางวัล

นายบุญเสริม เจริญวัฒน์ กล่าวว่า CPF ได้นำระบบ Total Productive Maintenance (TPM) มาพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับกระบวนการผลิต โดยให้พนักงานทุกระดับมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ความสำเร็จครั้งนี้ไม่เพียงเป็นความภาคภูมิใจขององค์กร แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างความปลอดภัย เพิ่มประสิทธิภาพ และส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพระดับสากลสู่ผู้บริโภคทั่วโลก

สำหรับรางวัลที่ได้รับในปีนี้ รวมทั้งสิ้น 6 รางวัล ดังนี้

  • Special Award for TPM Achievement ได้แก่ โรงงานผลิตอาหารสัตว์บกปักธงชัย จ.นครราชสีมา
  • Award for Excellence in Consistent TPM Commitment ได้แก่
    • โรงงานอาหารสัตว์บกท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา
    • โรงงานอาหารสำเร็จรูป จ.สระบุรี
    • Binh Dinh Feed Mill ซี.พี.เวียดนาม
    • Hai Duong Factory ซี.พี.เวียดนาม
  • Award for TPM Excellence ได้แก่ โรงงานอาหารสำเร็จรูปหนองจอก

ทั้งนี้ TPM Awards เป็นเวทีระดับนานาชาติที่มีเกณฑ์การประเมินเข้มข้น โดยผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น (TPM Assessor) พิจารณา 5 ด้านหลัก ได้แก่ การบริหารจัดการโรงงาน ระบบและกระบวนการ บุคลากร ผลลัพธ์ และการมีส่วนร่วมของพนักงานทุกระดับ

ในช่วงปี 2015–2022 กลุ่ม CPF ได้รับรางวัล TPM อย่างต่อเนื่อง รวม 25 รางวัล ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการผลิตอาหารที่มีมาตรฐานระดับสากลอย่างยั่งยืน.

เมืองไทยประกันชีวิต สนับสนุนเงิน 3 ล.ให้โครงการปรับปรุงอาคารและจัดซื้อเครื่องมือแพทย์เพื่อผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อโรคมะเร็งเต้านม

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เดินหน้าสนับสนุนการเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างมีคุณภาพแก่ประชาชน โดยมอบงบประมาณจำนวน 3,000,000 บาท เพื่อสนับสนุนโครงการปรับปรุงอาคารและจัดซื้อเครื่องมือแพทย์เพื่อผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ให้แก่ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถเพื่อโรคมะเร็งเต้านม เพื่อร่วมยกระดับประสิทธิภาพการดูแลรักษาผู้ป่วย และเสริมความพร้อมของสถานพยาบาลในการให้บริการทางการแพทย์ได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

การสนับสนุนในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเมืองไทยประกันชีวิตในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย โดยเฉพาะการสนับสนุนด้านสาธารณสุขและการรักษาพยาบาลที่มีความจำเป็นต่อผู้ป่วย ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มศักยภาพด้านสถานที่และอุปกรณ์ทางการแพทย์แล้ว ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างโอกาสให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในโอกาสนี้ นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เป็นผู้มอบเงินสนับสนุนจำนวน 3,000,000 บาท ให้แก่ นายขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ นางจันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ และ รศ.นพ.กฤษณ์ จาฏามระ หัวหน้าศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถเพื่อโรคมะเร็งเต้านม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โดยมี นายปราโมทย์ ศักดิ์กำจร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส นางพิตราภรณ์ บุณยรัตพันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส และ นางสาวจิตต์เกษม สุรธรรมานันท์ รองกรรมการผู้จัดการ ร่วมในพิธี ณ เมืองไทยประกันชีวิต สำนักงานใหญ่

เมืองไทยประกันชีวิตยังคงมุ่งดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าให้สังคม โดยให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนไทยมาอย่างต่อเนื่อง เพราะบริษัทเชื่อว่า สุขภาพที่ดีคือพื้นฐานสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข การได้มีส่วนร่วมสนับสนุนระบบสาธารณสุขไทย จึงไม่ใช่เพียงการส่งต่อความช่วยเหลือในวันนี้ แต่ยังสะท้อนถึงความตั้งใจในการขับเคลื่อน ESG ในมิติด้านสังคม หรือ Social ที่มุ่งสร้างโอกาส สร้างการเข้าถึง และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมไทยอย่างยั่งยืน

AIS ผนึก อว. และจุฬาฯ เปิดตัวคอร์ส “AI Literacy” ภายใต้หลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ เรียนฟรี! บนแพลตฟอร์ม Thai MOOC และอุ่นใจ CYBER

0

AIS ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดตัวคอร์สเรียน “อุ่นใจไซเบอร์ : AI Literacy” สื่อการเรียนรู้ในรูปแบบดิจิทัลที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับความรู้และทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของคนไทย พัฒนาโดยคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI จากหลากหลายสาขา ครอบคลุมตั้งแต่ความหมายของ AI การประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการใช้งานอย่างปลอดภัย สร้างสรรค์ และมีจริยธรรม โดยมี อว. รับรองมาตรฐานเนื้อหา นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการต่อยอดหลักสูตรให้นิสิตนักศึกษาสามารถสะสมชั่วโมงการเรียนรู้จากคอร์สดังกล่าว เพื่อนำไปเทียบเป็นหน่วยกิตได้ในอนาคต ศาสตราจารย์

ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มนุษย์ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วม ทำงานร่วม และใช้เทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณ ขณะเดียวกันสถาบันการศึกษาต้องก้าวสู่บทบาทการ ‘สร้างคน’ ที่พร้อมสำหรับโลกยุคใหม่อย่างมีคุณภาพ จุฬาฯ มุ่งพัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ภายใต้แนวทาง ‘Responsible AI’ เพื่อยกระดับการเรียนรู้ของนิสิต ผลิตบัณฑิตที่มีความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัล และสามารถประยุกต์ใช้ AI ได้จริงในอนาคต และด้วยความตระหนักถึงความสำคัญของ AI ต่อการพัฒนาคนและประเทศ ประกอบกับความพร้อมของจุฬาฯ ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาที่มีความเข้มแข็งด้านวิชาการ จึงได้ระดมคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI จากหลากหลายศาสตร์มาร่วมสนับสนุนความร่วมมือครั้งนี้ ทั้งในด้านการพัฒนาหลักสูตร การออกแบบเนื้อหา และการถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อให้การเรียนรู้มีความรอบด้าน ลุ่มลึก และสอดคล้องกับการนำไปใช้จริง ควบคู่กับการเปิดโอกาสการเรียนรู้ที่เข้าถึงได้สำหรับทุกภาคส่วน โดยความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลภายใต้หลักสูตร ‘อุ่นใจไซเบอร์ AI Literacy’ ถือเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมการเรียนรู้ด้าน AI และพลเมืองดิจิทัลในรูปแบบที่ยืดหยุ่นและเข้าถึงได้ เพื่อให้การเรียนรู้ด้าน AI ไม่ใช่เพียงโอกาสของบางกลุ่ม แต่เป็น ‘โอกาสของทุกคน’ ในการร่วมกันพัฒนากำลังคนของประเทศ และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง”

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า “กระทรวง อว. มุ่งพัฒนากำลังคนของประเทศผ่านระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัญญาประดิษฐ์ โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับ AI Literacy ควบคู่กับทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) และจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยี เพื่อสร้าง “พลเมืองดิจิทัล” ที่มีคุณภาพ ผ่านความร่วมมือในการพัฒนาหลักสูตร “อุ่นใจไซเบอร์ AI Literacy” ระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งเป็นการขยายโอกาสการเรียนรู้ไปยังนิสิต นักศึกษาทั่วประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมกำลังคนกว่า 1.8 ล้านคนให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอนาคต ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนเป้าหมายของ อว. ในการขับเคลื่อนระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการพัฒนาคนไทยให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างยั่งยืน”

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร AIS กล่าวว่า “AIS ในฐานะผู้นำด้านโครงข่ายและเทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะ ไม่เพียงมุ่งยกระดับเครือข่ายสู่ Autonomous Network และการนำ AI มาเป็นแกนหลักในการบริหารจัดการเท่านั้น แต่ยังเดินหน้าขับเคลื่อน ecosystem ของปัญญาประดิษฐ์ อย่างรอบด้าน ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนานวัตกรรมบริการที่ตอบโจทย์การใช้งาน AI ของลูกค้า อาทิ AISpace ศูนย์รวมบริการ AI, การส่งเสริมการสร้างทักษะดิจิทัลให้คนไทยทุกกลุ่มผ่านแพลตฟอร์ม LearnDi for Thais ตลอดจนการเสริมศักยภาพบุคลากรภายในองค์กรผ่านหลักสูตรด้าน AI โดยมี AIS Academy เป็นแหล่งความรู้ และล่าสุด เราตั้งใจยกระดับจาก Digital Literacy สู่ AI Literacy เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์ และยกระดับความรู้ด้าน AI ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ผ่านหลักสูตร ‘อุ่นใจไซเบอร์ AI Literacy : My AI Buddy’ ซึ่งเป็นการต่อยอดจากโครงการ ‘อุ่นใจไซเบอร์’ ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 และปัจจุบันมีผู้เรียนแล้วกว่า 1.05 ล้านคน โดยเชื่อว่าหลักสูตรนี้จะช่วยให้คนไทยใช้งาน AI ได้อย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ สนุกกับการใช้ AI ในฐานะ ‘บัดดี้’ หรือเพื่อนคู่คิด สามารถอยู่ร่วมกับ AI ได้อย่างมั่นใจ มีความรับผิดชอบ และก้าวสู่สังคมดิจิทัลอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน”ผู้ที่สนใจสามารถเรียนรู้หลักสูตร “อุ่นใจไซเบอร์ : AI Literacy” ได้ฟรี ทุกที่ทุกเวลา ผ่านแพลตฟอร์ม Thai MOOC https://thaimooc.ac.th/instructor/ais/, LearnDi for Thais บนเว็บไซต์ https://aunjaicyber.ais.th/pathway/162 และแอปพลิเคชัน อุ่นใจ CYBER

หลักสูตร “อุ่นใจไซเบอร์ : AI Literacy” ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางการเรียนรู้ในสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง เพื่อร่วมยกระดับทักษะด้าน AI และภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้แก่เยาวชนไทยในอนาคตอย่างยั่งยืน