Home Blog Page 2

ปัญหาคนกรุงเผชิญฝุ่น PM2.5 มลพิษที่เกิดกลางเมือง

0

ปี 2569 เพิ่งผ่านมาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ปัญหามลพิษทางอากาศในกรุงเทพฯและหัวเมืองใหญ่ก็ยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องไม่ต่างจากปีก่อนๆ แม้จะมีการพยายามรณรงค์กันมาหลายปี แต่ตัวเลขบนแอปพลิเคชันวัดค่าอากาศยังคงเป็น “สีแดง” และ “สีม่วง” จนกลายเป็นความคุ้นชินที่แสนอันตราย หลายคนมักพุ่งเป้าไปที่ควันไฟจากไร่นา แต่ข้อมูลทางวิชาการระบุชัดเจนว่า ในเขตเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯและปริมณฑล ปัจจัยที่ก่อฝุ่นหนักที่สุดกลับมาจาก “กิจกรรมการจราจร” “งานก่อสร้าง” และ “สภาพอากาศ” เป็นสำคัญ

1. ยานพาหนะ เส้นเลือดใหญ่ที่ลำเลียงมลพิษหากจะถามหาต้นตอหลักของฝุ่นในเมืองหลวง ข้อมูลจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) และกรมควบคุมมลพิษระบุตรงกันว่ากว่า 50-60% มาจากภาคการขนส่ง โดยเฉพาะ “เครื่องยนต์ดีเซล” ที่ผ่านการใช้งานมาอย่างยาวนานกรุงเทพ ขับเคลื่อนด้วยรถบรรทุกที่ขนส่งสินค้าเข้าออกตลอดคืน รถเมล์ควันดำที่ยังคงวิ่งให้บริการ และรถกระบะสายบรรทุกที่ขาดการบำรุงรักษา เครื่องยนต์เหล่านี้มีการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ ก่อให้เกิดอนุภาคคาร์บอนขนาดจิ๋วที่พ่นออกมาจากท่อไอเสียโดยตรง สิ่งที่น่ากังวลคือถนนในเมืองหลวงมีลักษณะเป็น “ตรอกซอกซอย” และมีตึกสูงขนาบข้าง (Urban Canyon Effect) ทำให้ลมไม่สามารถพัดพามลพิษเหล่านี้ออกไปได้ ฝุ่นจึงวนเวียนอยู่ระดับต่ำที่เด็กเล็กและคนเดินถนนหายใจเข้าไปเต็มๆ

2. กับดักทางอุตุนิยมวิทยา เมื่ออากาศปิดสนิทปัจจัยที่ทำให้ฝุ่นในเมืองหลวงช่วงนี้ “หนัก” เป็นพิเศษ ไม่ได้มาจากแหล่งกำเนิดที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน แต่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เรียกว่า “อุณหภูมิผกผัน” (Temperature Inversion) ในภาวะปกติ อากาศยิ่งสูงจะยิ่งเย็น ทำให้ฝุ่นละอองลอยตัวขึ้นสู่ที่สูงและกระจายตัวออกไปได้ แต่ในช่วงฤดูหนาวหรือช่วงที่ความกดอากาศสูงแผ่ลงมา อากาศอุ่นจะทำหน้าที่เหมือน “ฝาชี” ที่กดทับอากาศเย็นไว้ด้านล่าง เมื่อไม่มีลมพัดผ่านและอากาศไม่สามารถลอยตัวขึ้นได้ มลพิษจากท่อไอเสียและงานก่อสร้างจึงถูกกักขังไว้ในพื้นที่จำกัดจนความเข้มข้นพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นี่คือเหตุผลว่าทำไมในบางวันที่ดูเหมือนไม่มีแดด แต่อากาศกลับอึดอัดและแสบคออย่างบอกไม่ถูก

3. การขยายตัวของเมืองที่ไม่มีวันหลับไหลหากมองไปทางไหนในกรุงเทพฯ วันนี้เห็นแต่ “การก่อสร้าง” ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟฟ้าหลายสีที่ยังไม่เสร็จสิ้น การรื้อถอนอาคารเก่าเพื่อสร้างคอนโดมิเนียมหรู หรือการปรับปรุงถนน การก่อสร้างเหล่านี้ไม่ได้สร้างเพียงแค่ฝุ่นละอองขนาดใหญ่ (PM10) เท่านั้น แต่เครื่องจักรหนักที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและกระบวนการจัดการฝุ่นที่ไม่รัดกุมพอ ได้เติมสารแขวนลอยเข้าไปในอากาศในระดับที่เครื่องฟอกอากาศในบ้านก็แทบจะเอาไม่อยู่

บทเรียนจาก ‘ปักกิ่ง’ 7 ปีที่เปลี่ยนโลกหลายคนมองว่า “ปัญหาสิ่งแวดล้อมต้องใช้เวลาชั่วชีวิตในการแก้” แต่ประเทศจีนได้พิสูจน์ให้โลกเห็นแล้วว่านั่นไม่ใช่ความจริงเสมอไป หากมี “เจตจำนงทางการเมือง” ที่แรงกล้าพอ ย้อนกลับไปในปี 2556 ปักกิ่งเคยเผชิญกับวิกฤตที่เรียกว่า “Airpocalypse” หรือวันสิ้นโลกทางอากาศที่ค่าฝุ่นพุ่งสูงเกิน 500-600 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จนมองไม่เห็นตึกฝั่งตรงข้าม แต่รัฐบาลจีนใช้เวลาเพียง 7 ปี (2556-2563) ในการลดระดับมลพิษลงได้มากกว่า 40% ซึ่งถือเป็นสถิติที่เร็วที่สุดในโลก โดยมีคีย์เวิร์ดสำคัญคือ “ความเด็ดขาดและการบังคับใช้กฎหมาย”• สงครามถ่านหิน: จีนสั่งระงับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่รอบเมืองสำคัญทันที และบังคับให้ครัวเรือนเปลี่ยนจากเตาถ่านหินเป็นก๊าซธรรมชาติหรือไฟฟ้า โดยรัฐให้เงินอุดหนุน• ปฏิวัติรถยนต์: พวกเขาไม่ได้แค่รณรงค์ให้ใช้รถไฟฟ้า แต่มีการกำหนดโควต้าการจดทะเบียนรถยนต์น้ำมันอย่างเข้มงวด ใครอยากได้ป้ายทะเบียนรถน้ำมันอาจต้องรอนานหลายปีหรือประมูลในราคาสูงลิ่ว ในขณะที่ป้ายทะเบียนรถ EV สามารถขอได้ทันที• ระบบตรวจสอบอัจฉริยะ: มีการติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดอากาศทั่วทุกหัวถนน และหากโรงงานใดปล่อยมลพิษเกินมาตรฐาน ระบบจะส่งสัญญาณเตือนและสั่งปรับเงินมหาศาลอัตโนมัติ โดยไม่มี “การเคลียร์หลังบ้าน” เพราะข้อมูลถูกเปิดเผยต่อสาธารณะแบบ Real-time

ทางออกของไทย … ต้องมี “โครงสร้างที่ยั่งยืน”การแก้ปัญหา PM2.5 ในไทยจะหยุดอยู่แค่การขอความร่วมมือให้ “ทำงานที่บ้าน” (WFH) หรือการ “ฉีดน้ำพ่นอากาศ” ไม่ได้ เพราะนั่นคือการแก้ปัญหาที่ผิวเผิน สิ่งที่ต้องทำ คือการขยับโครงสร้างขนานใหญ่ เช่น 1.การยกระดับมาตรฐานน้ำมันและเครื่องยนต์: เราต้องขยับไปสู่มาตรฐาน Euro 6 อย่างเต็มรูปแบบ และมีมาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจให้รถบรรทุกและรถขนส่งมวลชนเปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นไฟฟ้าภายในระยะเวลาที่กำหนด (Zero-Emission Bus) 2. ผังเมืองสีเขียวและทางเดินเท้า: หากเราทำให้คนสามารถเดินจากบ้านไปสถานีรถไฟฟ้าได้โดยมีร่มไม้ปกคลุมและอากาศที่ไม่ร้อนจัด จำนวนการใช้รถยนต์ส่วนตัวจะลดลงโดยธรรมชาติ 3. กฎหมายอากาศสะอาด (Clean Air Act): เราต้องการกฎหมายที่ให้อำนาจจัดการปัญหามลพิษข้ามเขตแดน และมีบทลงโทษที่รุนแรงต่อแหล่งกำเนิดมลพิษ ไม่ว่าจะเป็นโรงงานขนาดใหญ่หรือโครงการก่อสร้างที่ไม่รับผิดชอบ

การแก้ปัญหามลพิษในเมืองหลวงไม่ใช่เรื่องของการเลือกข้างระหว่าง “เศรษฐกิจ” หรือ “สิ่งแวดล้อม” เพราะในท้ายที่สุดแล้ว หากไม่มีอากาศที่สะอาดให้หายใจ เศรษฐกิจที่เติบโตไปก็ไม่มีความหมาย ค่ารักษาพยาบาลจากโรคระบบทางเดินหายใจจะกลายเป็นต้นทุนแฝงที่กัดกินความมั่งคั่งของประเทศไปในที่สุด ความสำเร็จของจีนประกาศให้รู้ว่า “มันทำได้” แต่ต้องแลกมาด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน และความกล้าหาญของรัฐบาลที่จะออกนโยบายที่อาจจะไม่ถูกใจคนบางกลุ่มในระยะสั้น เพื่อสุขภาพที่ยั่งยืนของลูกหลานเราในระยะยาว.

เอไอเอส คว้ารางวัล The Network AI Award 2025 เวที FutureNet Asia ใช้ AI ผสาน 5G ยกระดับดูแลเครือข่ายและลดการใช้พลังงานมือถือ

0

เอไอเอสคว้ารางวัล FutureNet Asia Awards 2025 สาขา The Network AI Award จากการนำ 5G ผสาน AI มาพัฒนาเครือข่ายให้สามารถตรวจจับสัญญาณความผิดปกติและแจ้งเตือนให้ทีมงานเข้าแก้ไขก่อนผู้ใช้งานจะได้รับผลกระทบ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของระบบเครือข่าย ส่งผลให้ลูกค้าใช้งานได้ต่อเนื่อง มีคุณภาพ และเสถียรมากขึ้น โดย เอไอเอสร่วมกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Huawei เดินหน้าพัฒนาโซลูชันเครือข่ายอัจฉริยะอย่างต่อเนื่อง พร้อมดำเนินงานตามแนวทาง ESG ทั้งด้านความปลอดภัย การพัฒนาบุคลากร และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

นายกิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยี เอไอเอส กล่าวว่า “ที่ผ่านมา เอไอเอส มุ่งนำเทคโนโลยี 5G ผสานการทำงานร่วมกับ AI เพื่อยกระดับการบริหารจัดการเครือข่ายให้มีความอัจฉริยะยิ่งขึ้น ทั้งการคาดการณ์และป้องกันปัญหาล่วงหน้า การปรับคุณภาพสัญญาณให้เหมาะสมกับรูปแบบการใช้งานแบบเรียลไทม์ และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ลูกค้าใช้งานได้ต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น พร้อมเพิ่มความรวดเร็วและความแม่นยำในการดูแลโครงข่าย ตามเจตนารมย์ของเอไอเอสในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ เพื่อรองรับการใช้งานในทุกมิติและการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยการนำ AI มาใช้ในเครือข่ายได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน อาทิ Predictive Maintenance ที่ตรวจจับความผิดปกติและแจ้งเตือนให้แก้ไขก่อนเกิดปัญหาจริง, Self-Optimizing Network ที่ปรับคุณภาพสัญญาณให้เหมาะสมกับการใช้งาน, Digital Twin ที่จำลองโครงข่ายเพื่อประเมินผลกระทบและช่วยสื่อสารกับลูกค้าได้แม่นยำยิ่งขึ้น รวมถึงแนวคิด Zero Bit Zero Watt ที่ลดการใช้พลังงานของอุปกรณ์เครือข่ายในช่วงที่ไม่มีการใช้งาน เพื่อการประหยัดพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม”

สำหรับรางวัล FutureNet Asia Awards 2025 จัดขึ้นโดยบริษัท FutureNet World ซึ่งเป็นองค์กรผู้จัดงานประชุมและนิทรรศการด้านเทคโนโลยีเครือข่ายและระบบอัตโนมัติระดับนานาชาติ โดยมุ่งเน้นบทบาทของ AI (Artificial Intelligence) และเทคโนโลยีอัจฉริยะในการยกระดับเครือข่ายโทรคมนาคม โดยรางวัลสาขา The Network AI Award มอบให้กับองค์กรที่มีผลงานโดดเด่นในการพัฒนาและประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายและประสบการณ์ลูกค้าอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งในปีนี้ เอไอเอสและ Huawei ได้รับรางวัลนี้ในฐานะผู้นำนวัตกรรม AI Solution ที่ล้ำสมัยที่สุด เพื่อยกระดับทั้งด้าน Network Performance และ Customer Experience

การคว้ารางวัลนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 มาจากการนำ AI และ 5G ไปใช้พัฒนาเครือข่ายให้ตรวจจับและแก้ไขปัญหาสัญญาณได้ก่อนกระทบลูกค้า พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของระบบ ช่วยให้ลูกค้าใช้งานได้ต่อเนื่องและเสถียรมากขึ้น ขณะเดียวกันเอไอเอสเดินหน้าบทบาท Cognitive Tech-Co เชื่อมการพัฒนาเครือข่ายกับแนวทาง ESG เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน

“มูลนิธิซิตี้” บริจาค 6 ล้านบาทให้ “มูลนิธิช่วยเหลือเด็ก” ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และศรีลังกา

0

มูลนิธิซิตี้ (Citi Foundation) มอบเงินบริจาคจำนวน 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6 ล้านบาท ให้มูลนิธิช่วยเหลือเด็ก (Save the Children) เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยจากมรสุมและพายุหมุนเขตร้อนในประเทศไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และศรีลังกา โดยเงินบริจาคดังกล่าวจะนำไปใช้ในการเยียวยาชุมชนที่ได้รับผลกระทบ ผ่านการจัดหาสิ่งของบรรเทาทุกข์ การจัดศูนย์พักพิงชั่วคราว และการคุ้มครองเด็กในภาวะวิกฤติ

แบรนดี แมคเฮล หัวหน้าฝ่ายการลงทุนเพื่อสังคมและการพัฒนาชุมชน ธนาคารซิตี้แบงก์ และประธานมูลนิธิซิตี้ กล่าวว่า “มูลนิธิซิตี้ขอส่งกำลังใจให้แก่ประชาชนในประเทศไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และศรีลังกา เพื่อให้สามารถฟื้นฟูและกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็ว หลังเผชิญอุทกภัยรุนแรง พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการยืนเคียงข้างชุมชนในยามวิกฤติ โดยเชื่อมั่นว่าความร่วมมือกับมูลนิธิช่วยเหลือเด็กในครั้งนี้ จะสามารถส่งมอบความช่วยเหลือที่จำเป็น และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนได้อย่างเป็นรูปธรรม”

ทั้งนี้ มูลนิธิช่วยเหลือเด็กมีประสบการณ์ด้านการบรรเทาทุกข์และการฟื้นฟูจากภัยพิบัติอย่างยาวนาน โดยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองความปลอดภัย การดูแลสุขภาพ และการส่งเสริมการศึกษาแก่เด็กในสถานการณ์ฉุกเฉิน มูลนิธิฯ ได้ดำเนินงานในประเทศไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2522 และที่ผ่านมาได้สนับสนุนประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ ผ่านการจัดหาสิ่งของอุปโภคที่จำเป็น และเสื้อชูชีพสำหรับเด็ก รวมถึงมีการจัดตั้งพื้นที่ปลอดภัยภายในศูนย์อพยพ เพื่อให้เด็กและเยาวชนสามารถเล่นและเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม ควบคู่กับการส่งมอบความช่วยเหลือที่จำเป็น อาทิ ชุดของใช้สำหรับทารก และชุดดูแลสุขอนามัย แก่ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

นอกจากนี้ มูลนิธิซิตี้ยังตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการดำเนินงานของโครงการเพื่อสังคมในประเทศไทย อาทิ มูลนิธิแบงค็อก คอมมูนิตี้ เฮลป์ (Bangkok Community Help Foundation) ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรที่ได้รับทุนจากโครงการ Global Innovation Challenge ประจำปี 2567 โดยทางมูลนิธิฯ ได้เร่งระดมทรัพยากรเพื่อให้ความช่วยเหลือชุมชนในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างรุนแรง สะท้อนถึงบทบาทความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกับภาคีท้องถิ่นในการรับมือกับภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ

ติดตามข้อมูลการดำเนินงานของมูลนิธิซิตี้เพิ่มเติมได้ทาง https://www.citigroup.com/global/foundation

สองโปรกอล์ฟสาว ‘โปรจีน–โปรข้าวกล้อง’ จัดกอล์ฟการกุศล ฟื้นฟู รพร.เดชอุดม

0

“โปรจีน” อาฒยา ฐิติกุล นักกอล์ฟหญิงมือหนึ่งของโลก ร่วมกับ “โปรข้าวกล้อง” กีรัตริยา ฟูเจริญ จัดกิจกรรม JK GOLF CHARITY ปีที่ 2 ณ Royal Lakeside Golf Club เพื่อรวมพลังน้ำใจจากนักกอล์ฟ ระดมทุนช่วยเหลือ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม (รพร.) อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี หลังได้รับผลกระทบจากเหตุเพลิงไหม้เมื่อช่วงต้นปี 2568

รายได้จากกิจกรรมหลังหักค่าใช้จ่าย รวมทั้งเงินสนับสนุนจากบริษัทต่างๆ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 9,983,000 บาท นำไปสมทบทุนการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อซ่อมแซมและฟื้นฟูโรงพยาบาลให้สามารถกลับมาเปิดให้บริการประชาชนได้อย่างเต็มศักยภาพโดยเร็ว

กลุ่มบริษัทซีพี ผู้สนับสนุนโปรจีนมาอย่างต่อเนื่อง ได้เป็นหนึ่งในบริษัทที่ร่วมส่งต่อพลังแห่งการให้ ผ่านกิจกรรม CPF Charity Golf – Fuel the Foundation ที่จัดโดยซีพีเอฟ หรือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) เพื่อขอเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมตอบแทนสังคมไปด้วยกัน.

AIS ร่วมกับ ปภ. ทดสอบระบบแจ้งเตือนภัย Cell Broadcast ระดับประเทศ ตอกย้ำความพร้อมเครือข่ายครอบคลุมทั่วไทย เพื่อคนไทยทุกสถานการณ์

0

ท่ามกลางสถานการณ์ฉุกเฉินในปัจจุบันที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นฝุ่น PM2.5, อุทกภัย และอุบัติเหตุร้ายแรง เอไอเอสในฐานะเครือข่ายเคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์ ได้ร่วมมือกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เดินหน้าพร้อมนำโครงข่ายอัจฉริยะสนับสนุนการแจ้งเตือนภัย ผ่านระบบ Cell Broadcast (CBS) โดยผนึกความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงาน กสทช. และกรมประชาสัมพันธ์ ล่าสุดได้ทดสอบระบบการแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินผ่านสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ครอบคลุม 76 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร เพื่อประเมินความพร้อมและประสิทธิภาพของระบบ

ผลการทดสอบพบว่าประชาชนได้รับข้อความตรงเวลา 14.00 น. ทั้งบนสมาร์ทโฟนระบบ Android และ iOS สะท้อนความสำเร็จตามเป้าหมาย และตอกย้ำศักยภาพเครือข่ายเพื่อคนไทยของ AIS ที่พร้อมสนับสนุนภารกิจในการส่งข้อมูลสำคัญได้อย่างรวดเร็ว และครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงภัยทั่วประเทศ โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธี  พร้อมด้วย นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และนายวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าหน่วยธุรกิจงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ AIS ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

ทั้งนี้ การส่งแจ้งเตือนครั้งนี้ดำเนินการผ่าน Cell Broadcast Entities (CBE) ที่สั่งการโดย ปภ. ซึ่งทำหน้าที่ออกประกาศเตือนภัยพิบัติในสถานการณ์ต่าง ๆ โดยมีเครือข่ายอัจฉริยะของ AIS สนับสนุนการส่งข้อความให้เข้าถึงประชาชนได้ครอบคลุมทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะลึก สูง กว้างไกล แค่ไหน ทั้งนี้ เพื่อความพร้อมในการรับข้อความแจ้งเตือน แนะนำให้ประชาชนตรวจสอบและอัปเดตระบบปฏิบัติการให้เป็นไปตามเงื่อนไขการทดสอบ โดยต้องเป็น Android 11 ขึ้นไป หรือ iOS 18 ขึ้นไป

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จด 6 DR ใหม่หุ้นชั้นนำจากสหรัฐฯ ออกโดย Yuanta เริ่มซื้อขาย 20 ม.ค. นี้

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รับจดทะเบียนตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) 6 หลักทรัพย์ใหม่ อ้างอิงหุ้นชั้นนำในตลาดหลักทรัพย์แนสแด็ก (NASDAQ) และตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) ออกโดย บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด (Yuanta) เริ่มซื้อขายในตลาดหุ้นไทย 20 มกราคม 2569

ชื่อย่อ DRหลักทรัพย์อ้างอิงรายละเอียดธุรกิจตลาดหลักทรัพย์ที่จดทะเบียน
AAPL19Apple Inc. (AAPL)บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ที่ออกแบบ ผลิต และจำหน่ายผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ และบริการดิจิทัลNASDAQ
DDOG19Datadog, Inc. (DDOG)บริษัทซอฟต์แวร์ที่ให้บริการแพลตฟอร์มการตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลแบบครบวงจรสำหรับระบบคลาวด์ขนาดใหญ่ ที่เน้นด้านการสังเกตการณ์ระบบ และความปลอดภัยNASDAQ
ISRG19Intuitive Surgical, Inc. (ISRG)บริษัทเทคโนโลยีการแพทย์ชั้นนำ เชี่ยวชาญการออกแบบ พัฒนา และผลิตหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดNASDAQ
MICRON19Micron Technology, Inc. (MU)บริษัทผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ที่เน้นด้านหน่วยความจำและการจัดเก็บข้อมูลNASDAQ
MSFT19Microsoft Corporation (MSFT)บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ที่มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาและนำเสนอโซลูชันด้านซอฟต์แวร์ บริการคลาวด์ อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ และแพลตฟอร์มดิจิทัลNASDAQ
NOW19ServiceNow, Inc. (NOW)บริษัทซอฟต์แวร์ที่ให้บริการแพลตฟอร์มคลาวด์ (SaaS-Software as a Service) ที่เน้นการจัดการกระบวนการทำงานภายในองค์กรNYSE

ผู้สนใจศึกษารายละเอียด 6 DR ใหม่ได้ที่เว็บไซต์สำนักงาน ก.ล.ต. www.sec.or.th หรือบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์คือ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด https://dr.yuanta.co.th หรือศึกษาผลิตภัณฑ์ DR เพิ่มเติมได้ที่ www.set.or.th/dr     

AIS แจ้งประชาชน 20 ม.ค.นี้ ร่วมกับ ปภ. ทดสอบระบบเตือนภัยผ่าน Cell Broadcast ทั่วประเทศ แค่ทดสอบ ไม่ใช่เหตุการณ์จริง

0

AIS ขอแจ้งให้ประชาชนทราบว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) มีกำหนดทดสอบระบบแจ้งเตือนภัยผ่านโทรศัพท์มือถือด้วยเทคโนโลยี Cell Broadcast ในระดับประเทศ วันอังคารที่ 20 มกราคม 2569 เวลา 14.00 น. ครอบคลุมพื้นที่ 76 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร เพื่อยืนยันความพร้อมของระบบเตือนภัยระดับชาติให้สามารถส่งข้อความได้รวดเร็ว ครอบคลุม และแม่นยำมากยิ่งขึ้น

ในการทดสอบครั้งนี้ โทรศัพท์มือถือของประชาชนในพื้นที่รับสัญญาณจะมี เสียงเตือนและข้อความแจ้งเตือนแสดงอัตโนมัติ โดยเป็นข้อความทดสอบ จาก ปภ. เท่านั้น โดยจะระบุว่า “ทดสอบแจ้งเตือนภัย ไม่ใช่สถานการณ์จริง จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โปรดอย่าตื่นตระหนก” ขอให้ประชาชน ไม่ตื่นตระหนก และรับทราบว่า ไม่ใช่สถานการณ์จริง

AIS ขอเน้นย้ำเพื่อความปลอดภัยว่า ข้อความทดสอบจะไม่มีการแนบลิงก์ใดๆ หากพบข้อความลักษณะชวนกดลิงก์หรือให้กรอกข้อมูลส่วนบุคคล ขอให้หลีกเลี่ยงทันที เพราะอาจเป็นการแอบอ้างจากมิจฉาชีพ

เช็กความพร้อมมือถือก่อนวันทดสอบ :

• ระบบจะแจ้งเตือนขึ้นอัตโนมัติบนหน้าจอ แม้อยู่ในโหมดเงียบ/ล็อกหน้าจอ (ขึ้นกับการรองรับของอุปกรณ์)

• แนะนำตรวจสอบ/อัปเดตระบบปฏิบัติการให้รองรับเงื่อนไขการทดสอบ โดยต้องเป็น Android 11 ขึ้นไป หรือ iOS 18 ขึ้นไป

• ไม่ต้องติดตั้งแอปเพิ่ม เพื่อรับข้อความทดสอบ

AIS พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานร่วมกับภาครัฐในการยกระดับระบบเตือนภัยของประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้รับการแจ้งเตือนที่รวดเร็วและครอบคลุมเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจริง พร้อมขอความร่วมมือประชาชนรับทราบการทดสอบในวันที่ 20 มกราคมนี้ และช่วยกันส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อลดความตื่นตระหนกในสังคม

พบ ปลาเขือ-ปลากระบอก ผิดปกติที่สมุทรสาคร หวั่นมลพิษโรงงานปนเปื้อนห่วงโซ่อาหาร

0

พบ “ ปลาเขือ ” มีลักษณะผิดปกติเหมือนกับ “ปลากระบอก” หวั่นมลพิษโรงงานปนเปื้อนในห่วงโซ่อาหาร ชาวบ้านฝากการบ้านรัฐบาลชุดใหม่เพิ่มความเข้มงวดมาตรฐานค่ามลพิษโรงงาน สร้างความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืนให้ชุมชน

ปลายปี 2568 นายพูลศักดิ์ นิลเภตรา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ตำบลนาโคก อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาครได้ติดต่อกรมประมงเข้าตรวจสอบปลากระบอกที่มีลักษณะผิดปกติอย่างชัดเจน คือ มีตุ่มก้อน พอง และมีจุดดำกระจายทั่วลำตัว ซึ่งชาวบ้านจับได้จากคลองนิคม 2 เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติ อยู่ใกล้เคียงกับโรงงานหลอมโลหะ โรงงานรีไซเคิลกากอุตสาหกรรมที่ทิ้งน้ำเสียและใช้เป็นจุดฝังกลบกากอุตสาหกรรม ทำให้ประชาชนเกิดความหวั่นเกรงว่า ปลากระบอกผิดรูปอาจเกิดจากการปนเปื้อนมลพิษโรงงานที่ปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของผู้บริโภคสัตว์น้ำ

หลังจากเจ้าหน้าที่กรมประมงได้จัดเก็บตัวอย่างปลากระบอกผิดปกติ ส่งไปตรวจที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสมุทรสาคร ก็ได้ผลการตรวจวิเคราะห์ คุณภาพน้ำคลองนิคม 2 พบว่าค่าออกซิเจนที่ละลายในน้ำ (DO) มีค่าต่ำกว่าเกณฑ์ที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของปลา ส่งผลต่อสุขภาพปลา เช่น ทำให้หายใจลำบาก เครียด อ่อนแอ และติดโรคง่าย หรือตายได้

ส่วนตัวอย่างปลากระบอกที่มีเนื้อเยื่อ/วัตถุสีดำติดบนตัวปลานั้น ทางศูนย์ฯ ได้นำมาตรวจวินิจฉัยภายใต้กล้องจุลทรรศน์ไม่พบปรสิตภายนอก แต่พบวัตถุเป็นเม็ดเล็กๆ สีเข้มดำ ซึ่งไม่สามารถจำแนกได้ว่าเป็นอะไร ติดอยู่บนตัวปลา เมื่อทำการขูดเนื้อเยื่อ ออกจากตัวปลาพบว่า วัตถุนั้นแทรกเข้าไปได้เกล็ดปลาเพียงเล็กน้อย และเนื้อเยื่อของปลามีลักษณะปกติไม่มีแผลหรือลักษณะของการถูกทำลาย ผลจากการผ่าพิสูจน์ช่องท้อง ไม่มีการติดเชื้อในอวัยวะ ตับ ม้าม ไต มีลักษณะปกติ

ส่วนผลการตรวจเชื้อแบคทีเรียโดยการเขี่ยเชื้อจากบริเวณเนื้อเยื่อ/วัตถุสีดำ นำไปเลี้ยงบนอาหาร selective media ไม่พบการเจริญของเชื้อกลุ่ม Vibrio แต่พบเชื้อ Streptococcus และ Psuedomonas เจริญบนอาหารเลี้ยงเชื้อในปริมาณปานกลาง อย่างไรก็ตาม ทางศูนย์ฯ เสนอแนะให้เก็บตัวอย่างปลา/สัตว์น้ำที่มีอาการ/ลักษณะผิดปกติ ส่งให้กองวิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำททำการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม สำหรับในแหล่งน้ำธรรมชาติควรประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านสิ่งแวดล้อมเข้ามาร่วมตรวจสอบด้วย

กรณีประชาชนพบเจอสัตว์น้ำที่มีลักษณะผิดปกติ ทางศูนย์ให้คำแนะนำว่าอย่านำปลาไปบริโภคเพราะไม่ทราบแน่ชัดว่า อาการผิดปกตินั้นเกิดจากสาเหตุใด และไม่ควรจับหรือเคลื่อนย้ายปลาที่มีลักษณะหรืออาการผิดปกติไปยังแหล่งน้ำอื่น ควรกำจัตโดยการเผาหรือฝังร่วมกับการโรยปูนขาวในหลุม และไม่ทิ้งลงแหล่งน้ำ ขณะเดียวกันควรเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำและบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ หากพบปลา/สัตว์น้ำมีอาการผิดปกติหรือตายเพิ่มเป็นจำนวนมาก ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เพื่อตรวจสอบเพิ่มเติม

ด้าน นายพูลศักดิ์ นิลเภตรา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ตำบลนาโคก อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ล่าสุด ชาวบ้านได้จับ “ ปลาเขือ ” ที่มีลักษณะผิดปกติเช่นเดียวกับปลากระบอก คือ มีจุดดำกระจายทั่วลำตัว จึงติดต่อให้เจ้าหน้าที่กรมประมงเข้ามาจัดเก็บตัวอย่างปลาเขือผิดปกติส่งไปตรวจที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสมุทรสาคร แต่ผลการวิเคราะห์ที่ได้ก็ยังคลุมเครือไม่ชัดเจนเช่นเดียวกับปลากระบอก หากต้องการผลพิสูจน์ที่ชัดเจน ต้องเก็บตัวอย่างปลาผิดปกติที่ยังมีชีวิตอยู่ นำไปตรวจสอบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากเพราะทั้งปลากระบอกและปลาเขือ ถือเป็นปลาที่ใจเสาะ ขึ้นจากน้ำได้ไม่นานก็ตายหมด

ความจริงจังหวัดสมุทรสาคร เป็นเขตผังเมืองสีเขียว เส้นทแยงขาว เป็นพื้นที่อนุรักษ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม และการเกษตรกรรม เช่นเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเค็มและสัตว์น้ำกร่อยได้ ห้ามสร้างโรงงานอย่างเด็ดขาด แต่ปี 2559 รัฐบาล คสช.ออกคำสั่งอนุญาตให้จัดตั้งโรงงานหล่อหลอมโลหะได้ในโซนนี้ ทำให้มีโรงงานหลอมขยะอิเล็กทรอนิกส์เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก

นายพูลศักดิ์กล่าวว่า ผมได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้าน กรณีโรงงานปล่อยกลิ่นเหม็น หมอกควัน ฝุ่นละออง และน้ำเสีย ทำให้คุณภาพน้ำเสื่อมโทรมลง ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนโดยรอบ อุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร ชุดสุดซอย เคยเข้ามาตรวจพบโรงงานปล่อยน้ำเสียออกสู่สิ่งแวดล้อม และมีการฝังกลบกากอุตสาหกรรมลงดิน โรงงานถูกสั่งปิดกิจการชั่วคราวเพื่อปรับปรุงแก้ไขระบบจัดการของเสีย ปิดไม่กี่วัน โรงงานก็กลับมาเปิดได้ ปัญหามลพิษก็เกิดขึ้นอีก ผมอยากฝากการบ้านให้รัฐบาลชุดใหม่ บังคับใช้กฎหมายควบคุมมลพิษโรงงานอย่างจริงจัง โดยเข้มงวดมาตรฐานค่ามลพิษจากปล่องโรงงาน ควบคุมการจัดการของเสีย เพื่อให้โรงงานอุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับชุมชนได้ ลดความเสี่ยงมลพิษและสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน

เมืองไทยประกันชีวิต จับมือ ซาบีน่า สานต่อโครงการ “New Life BRA CYCLE” โละบราเก่า เปลี่ยนเป็นพลังงานสะอาด

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) ผนึกกำลังขับเคลื่อนการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ผ่านโครงการ “New Life BRA CYCLE” โละบราเก่า  เปลี่ยนเป็นพลังงานสะอาด โดยได้เชิญชวนพนักงานมีส่วนร่วมในการบริจาคชุดชั้นในและเครื่องแต่งกายที่ไม่ใช้แล้ว เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการจัดการอย่างถูกต้องตามหลักสิ่งแวดล้อม และแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานสะอาดอย่างมีประสิทธิภาพ

ความร่วมมือในโครงการดังกล่าว ไม่เพียงเป็นกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น หากยังเป็นกลไกสำคัญ  ในการปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรด้านความยั่งยืน ผ่านการมีส่วนร่วมของพนักงานในการจัดการทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) รวมถึงทิศทางการดำเนินงานด้าน ESG ของทั้งสององค์กรอย่างเป็นรูปธรรม

โครงการนี้เปิดรับบริจาค เสื้อชั้นใน กางเกงชั้นใน เสื้อซับใน ชุดว่ายน้ำ กางเกง Boxer ที่ไม่ใช้แล้ว ไม่จำกัดแบรนด์ ไม่จำกัดสภาพ และไม่จำกัดเพศ ณ จุดรับบริจาคที่บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ และสำนักงานภูมิภาค จังหวัดเชียงใหม่ ทั้งนี้ บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) ได้นำสิ่งของที่ได้รับไปผ่านกระบวนการทำลายอย่างถูกวิธี เพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน สะท้อนเจตนารมณ์ของทั้งสององค์กรในการร่วมขับเคลื่อนการจัดการทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ และสนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างต่อเนื่อง

ในโอกาสนี้ มีผู้บริหารร่วมกิจกรรม ได้แก่ นางสาวอินทิรา อิ่มจิตต์ ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) และ นายปราโมทย์ ศักดิ์กำจร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยทีมผู้บริหารและพนักงานเมืองไทยประกันชีวิต ร่วมแสดงพลังความร่วมมือในการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม  

AIS เปิดรับสมัครงานสายเทค 400 อัตรา! วอร์คอิน สัมภาษณ์ 24 ม.ค.นี้

0

ท่ามกลางความท้าทายของตลาดแรงงานดิจิทัล AIS ผู้นำเครือข่ายและเทคอัจฉริยะ ยังคงเดินหน้าลงทุน “สร้างคน” อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เปิดรับสมัคร บุคลากรสายเทคโนโลยีกว่า 400 อัตรา ในตำแหน่ง Software Tester และ Automate Tester เพื่อช่วยสร้างงาน สร้างโอกาส และสร้างอาชีพให้บุคลากรด้านไอที พร้อมเปิดบ้านต้อนรับคนรุ่นใหม่เข้ามา Walk-in สัมภาษณ์งานได้ทันที 24 ม.ค. นี้ เพื่อร่วมทำงานกับองค์กรเทคโนโลยีชั้นนำที่มั่นคง และเป็นกำลังสำคัญในการร่วมพัฒนาเทคโนโลยี สินค้า และนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อให้ตอบโจทย์ลูกค้า AIS และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย

ดร.ปรง ธาระวานิช

ดร.ปรง ธาระวานิช หัวหน้าฝ่ายงานการบริหารความเป็นเลิศด้านงานทรัพยากรบุคคล เอไอเอส กล่าวว่า “ในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั่วโลกเผชิญความท้าทายด้านกำลังคน AIS ยังคงเชื่อมั่นว่าการลงทุนใน ‘คน’ คือการลงทุนที่สำคัญที่สุด เราไม่เพียงต้องการสร้างองค์กรให้แข็งแรง แต่ต้องการพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลที่มีคุณภาพ โดยการเปิดบ้านครั้งนี้เป็นการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ ได้เติบโตไปพร้อมกับองค์กรที่มั่นคง มีระบบการทำงานระดับมืออาชีพ และได้มีส่วนร่วม พัฒนาเทคโนโลยี สินค้า และนวัตกรรมดิจิทัล ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า AIS ในวงกว้าง นี่คือเหตุผลที่ AIS ยังคงเดินหน้าสร้างคน และช่วยสร้างงาน สร้างโอกาสให้บุคลากรด้านไอทีอย่างต่อเนื่อง”

สำหรับตำแหน่ง Software Tester & Automate Tester ซึ่งถือเป็น “ด่านสุดท้าย” ของคุณภาพ ก่อนที่แอปพลิเคชันและบริการดิจิทัลจะส่งมอบสู่ผู้ใช้งานจริง มีบทบาทสำคัญในการยกระดับประสบการณ์ดิจิทัลของลูกค้า AIS กว่า 50 ล้านราย

ผู้สนใจสมัครงานที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปในสาขาที่เกี่ยวข้อง และมีประสบการณ์ทำงานด้านที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ระดับนักศึกษาจบใหม่ ไปจนถึงประสบการณ์การทำงาน 10 ปี สามารถ Walk-in เข้ามาสัมภาษณ์ได้ในวันเสาร์ที่ 24 มกราคม 2569 เวลา 09.00 – 17.00 น.  AIS ACADEMY อาคาร Pearl Bangkok ชั้น 11 หรือกรอกข้อมูลและฝาก CV ล่วงหน้าได้ที่ https://forms.gle/oEC8FFFaWez4q7rX8

ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้ทำงานกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำที่มีความมั่นคง พร้อมสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ต่างๆ อาทิ โบนัส และโอกาสพัฒนาทักษะเพื่อเติบโตในสายอาชีพเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงไฮไลต์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนทำงาน เช่น วันลาในเดือนเกิด และสิทธิพิเศษแพ็กเกจพนักงานสำหรับมือถือและอินเทอร์เน็ตบ้าน เป็นต้น

AIS ขอเชิญชวนคนรุ่นใหม่ที่มี Passion ด้านเทคโนโลยี มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรที่ไม่เพียงสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีอัจฉริยะ แต่ยังสร้าง “โอกาส” และ “อนาคต” ให้กับบุคลากรและประเทศ พร้อมก้าวไปสู่ยุคดิจิทัลอย่างมั่นคงไปด้วยกัน