Home Blog Page 2

ธอส. รับรางวัล “การบริหารจัดการเรื่องร้องทุกข์โดดเด่น

0

นายณรงค์พล ประภานิรินธน์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เป็นผู้แทนเข้ารับรางวัล “การบริหารจัดการเรื่องร้องทุกข์โดดเด่น (CCEO Award) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569” ในระดับดีเด่น (Outstanding Award) จากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยได้รับเกียรติจาก นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี การมอบรางวัลนี้เพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติหน่วยงานภาครัฐที่เป็นต้นแบบที่ดี (BestPractice)ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างรวดเร็ว เป็นธรรม และเป็นรูปธรรม รางวัลการบริหารจัดการเรื่องร้องทุกข์โดดเด่น (CCEO Award) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ถือเป็นความภาคภูมิใจร่วมกันของผู้ปฏิบัติงาน ธอส. ทุกคน ที่ร่วมแรงร่วมใจขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรที่มุ่งเน้นลูกค้า เป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) ด้วยความใส่ใจและรับฟังเสียงลูกค้า เพื่อผลักดันให้ ธอส. ก้าวสู่ความเป็นเลิศในทุกมิติ และขับเคลื่อนสู่การเป็น Beyond Housing Bank อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ พิธีมอบรางวัลดังกล่าว จัดขึ้น ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569

ธอส. พร้อมดูแลลูกค้าทุกสถานการณ์ ออกมาตรการพักชำระหนี้ – ลดเงินงวด – ลดดอกเบี้ย – เคลมสินไหมเร่งด่วน จากเหตุการณ์ฝนตกหนักในหลายพื้นที่

0

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) พร้อมดูแลลูกค้าในทุกสถานการณ์ ออก 7 มาตรการช่วยเหลือและเยียวยา บรรเทาความเดือดร้อนที่ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักถึงหนักมาก จากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงเคลื่อนเข้าปกคลุมทั่วทั้งประเทศ ทำให้ฝนตกหนัก ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ ลูกค้าสามารถ ยื่นความประสงค์เข้าร่วมมาตรการได้ที่ ธอส. ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า จากสภาพอากาศในช่วงวันที่ 25 – 27 กันยายน 2569 ที่มีฝนตกหนักหลายพื้นที่และมีฝนตกหนักมากบางแห่ง จากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณประเทศกัมพูชาจะเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก ภาคกลางรวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ส่งผลให้ในหลายจังหวัดมีน้ำท่วมฉับพลัน กระทบต่อบ้านเรือน และความเป็นอยู่ ของประชาชน ธอส. ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ที่มีพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” จัดทำมาตรการช่วยเหลือและเยียวยา บรรเทาความเดือดร้อนผู้ที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ ผ่าน “มาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ปี 2569” โดยมีรายละเอียด ดังนี้

มาตรการที่ 1 : สำหรับลูกค้าปัจจุบัน กรณีหลักประกันได้รับผลกระทบสาธารณภัย พักชำระหนี้นาน 3 เดือน พร้อมลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เหลือ 0% ต่อปี เงินงวดผ่อนชำระ 0 บาท กรณีหลักประกันได้รับความเสียหายรุนแรงจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ พักชำระหนี้นาน 6 เดือน พร้อมลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เหลือ 0% ต่อปี เงินงวดผ่อนชำระ 0 บาท เมื่อครบระยะเวลาให้ความช่วยเหลือ ลูกค้าสามารถกลับไปใช้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เดิมต่อไป และลูกค้า ที่ต้องการกู้เพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยสามารถกู้ได้สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาทต่อราย ระยะเวลาการกู้นานสูงสุด 5 ปี โดยวงเงิน 1 แสนบาทแรก อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปีเพียง 1% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ย 1.99% ต่อปี ในวงเงิน 200,000 บาทถัดมา โดยไม่ต้องจดทะเบียนการจำนองเพิ่มที่สำนักงานที่ดิน (หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการให้สินเชื่อเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนดในผลิตภัณฑ์สินเชื่อซ่อม-แต่ง และสินเชื่อซ่อม-แต่ง Plus)

มาตรการที่ 2 : สำหรับลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าใหม่ กู้เพิ่มเพื่อซ่อมแซม หรือปลูกสร้างทดแทนหลังเดิม วงเงินกู้สูงสุดต่อราย ต่อหลักประกันไม่เกิน 2 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเดือนที่ 1 – 3 เท่ากับ 0% ต่อปี พร้อมปลอดชำระเงินงวด อัตราดอกเบี้ยเดือนที่ 4 – 24 เท่ากับ 2.00% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยปีที่ 3 เท่ากับ MRR-3.30% ต่อปี ปีที่ 4 เท่ากับ MRR-2.40% ต่อปี และปีที่ 5 จนถึงตลอดอายุสัญญา กรณีลูกค้ารายย่อย เท่ากับ MRR-0.50% ต่อปี ลูกค้าสวัสดิการ เท่ากับ MRR-1.00% ต่อปี และกู้เพื่อซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์

ในการอยู่อาศัย เท่ากับ MRR (อัตราดอกเบี้ย MRR ของ ธอส. ปัจจุบัน เท่ากับ 6.145% ต่อปี) ระยะเวลาการกู้ 40 ปี กู้ 1 ล้านบาท ผ่อนชำระเริ่มต้นเพียง 3,100 บาทต่อเดือนเท่านั้น ฟรีค่าธรรมเนียมประเมินราคาหลักประกัน (1,900 – 2,800 บาท) และค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการจำนองไม่เกิน 1% ของวงเงินจำนอง เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน

มาตรการที่ 3 : สำหรับลูกค้าสถานะ NPL ที่หลักประกันได้รับความเสียหาย ให้ประนอมหนี้ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี 6 เดือน โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปี นาน 6 เดือนแรก และไม่ต้องชำระเงินงวด จากนั้นเดือนที่ 7-18 อัตราดอกเบี้ย 1.00% ต่อปี โดยให้ผ่อนชำระเงินงวดไม่น้อยกว่าดอกเบี้ยรายเดือน และเมื่อครบระยะเวลาประนอมหนี้ ให้กลับมาใช้อัตราดอกเบี้ยตามสิทธิเดิมก่อนที่จะใช้มาตรการนี้

มาตรการที่ 4 : สำหรับลูกค้าสถานะ NPL ที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้ ให้ประนอมหนี้เป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปี นาน 6 เดือนแรก และผ่อนชำระเงินงวดเพียง 1,000 บาท จากนั้น เดือนที่ 7-12 อัตราดอกเบี้ย 1.00% ต่อปี โดยให้ผ่อนชำระเงินงวดไม่น้อยกว่าดอกเบี้ยรายเดือน บวกอีก 100 บาท และเมื่อ ผ่อนชำระครบระยะเวลาประนอมหนี้ ให้กลับมาใช้อัตราดอกเบี้ยตามสิทธิเดิมก่อนที่จะใช้มาตรการนี้

มาตรการที่ 5 : สำหรับลูกค้าสถานะบัญชีปกติและสถานะ NPL ที่เสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวร ให้ผ่อนชำระ โดยใช้อัตราดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี ตลอดระยะเวลาคงเหลือ (พิจารณาเป็นรายกรณี)

มาตรการที่ 6 : สำหรับลูกค้าสถานะบัญชีปกติและสถานะ NPL หากที่อยู่อาศัยได้รับความเสียหายทั้งหลัง และไม่สามารถซ่อมแซมได้ ให้ปลอดหนี้ในส่วนของราคาอาคาร และให้ผ่อนชำระต่อเฉพาะส่วนของที่ดินคงเหลือเท่านั้น (พิจารณาเป็นรายกรณี)

มาตรการที่ 7 : พิจารณาสินไหมเร่งด่วน (Fast Track) สำหรับลูกค้าที่ทำกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัย ซึ่งคุ้มครองภัยธรรมชาติกับบริษัทประกันภัยที่ธนาคารจัดให้ พิจารณาจ่ายค่าสินไหมให้กับลูกค้าที่ประสบภัยทุกราย อย่างเร่งด่วนเป็นกรณีพิเศษ โดยผู้เอาประกันสามารถแจ้งความเสียหายโดยใช้ภาพถ่าย จ่ายตามความเสียหายจริง ไม่เกิน 20,000 บาท และสำหรับลูกค้าที่มีกรมธรรม์เริ่มความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 เพิ่มความคุ้มครองภัยธรรมชาติตามความเสียหายจริงอีกไม่เกิน 30,000 บาท ต่อปี (รายละเอียดและเงื่อนไขเป็นไปตามกรมธรรม์)

ทั้งนี้ สามารถติดต่อยื่นความประสงค์เข้าร่วมมาตรการได้ที่ ธอส. ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ G H BANK Call Center โทร.0-2645-9000 หรือ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และติดตามข่าวสารของธนาคารได้ที่ G H BANK Social Media ทุกช่องทาง

เมืองไทยประกันชีวิต คว้ารางวัลสุดยอดผลิตภัณฑ์แห่งปี จาก “ประกันสุขภาพเหมาจ่ายระดับพรีเมี่ยม อีลิท เฮลท์ พลัส” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 ในงาน BUSINESS+ PRODUCT OF THE YEAR AWARDS 2026

0

ดร.สุธี โมกขะเวส กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)  ขึ้นรับรางวัลสุดยอดผลิตภัณฑ์แห่งปี  ประเภทผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพเหมาจ่ายระดับพรีเมี่ยม จากผลิตภัณฑ์ความคุ้มครองสุขภาพ “อีลิท เฮลท์ พลัส” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7  จากงาน “BUSINESS+ PRODUCT OF THE YEAR AWARDS 2026”  จัดโดย นิตยสาร Business+ ในเครือ บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมี ฯพณฯ นุรักษ์ มาประณีต องคมนตรี ประธานในพิธีเป็นผู้มอบรางวัล งานจัดขึ้น ณ ห้องบอลรูม โรงแรมจูบิลี่ เพรสทีจ โฮเทล รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ

สำหรับการมอบรางวัลในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด  “The Next Generation Mainstream” เพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติให้แก่ผลิตภัณฑ์และบริการ ที่มีความโดดเด่นและได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค โดยคัดเลือกผ่านกระบวนการวิจัยตลาดที่เข้มข้นโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและการสำรวจความคิดเห็นจากผู้บริโภคที่สะท้อนถึงผลิตภัณฑ์และบริการที่มีความโดดเด่น และได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง อีกทั้งรางวัลดังกล่าวยังเป็นเครื่องหมายแห่งความสำเร็จและความภาคภูมิใจขององค์กรธุรกิจ ตลอดจนเป็นแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการอย่างต่อเนื่อง ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค  และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยในอนาคต

โดยความคุ้มครองสุขภาพ  “อีลิท เฮลท์ พลัส (Elite Health Plus)” โดดเด่นด้วยการเป็นผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยยกระดับความคุ้มครองให้เหมาะกับการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคล ด้วยความคุ้มครองที่ยาวจนถึง         วัยเกษียณ ครอบคลุมการรักษาด้วยวงเงินความคุ้มครองสูง ผู้เอาประกันภัยซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมได้ตามต้องการ เลือกวงเงินเหมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลสูงถึง 20-100 ล้านบาทต่อปี คุ้มครองทั้งโรคระบาด โรคร้ายแรง โรคทั่วไป และอุบัติเหตุ ครอบคลุมการรักษาแบบผู้ป่วยใน (IPD) และผู้ป่วยนอก (OPD) ตามแผนความคุ้มครองที่ลูกค้าเลือก  รวมถึงการฟอกไต การรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีการเคมีบำบัด และแบบ Targeted Therapy ให้ลูกค้ามั่นใจในการเข้าถึงการรักษาด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย การวินิจฉัยโรคแบบ CT Scan และ MRI โดยไม่ต้องแอดมิต หรือกรณีเจ็บป่วยต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยห้องเดี่ยวมาตรฐานได้ทุกโรงพยาบาล  หรือค่าห้องเดี่ยวพิเศษ 10,000 – 25,000 บาทต่อวัน และห้องผู้ป่วยหนัก (ICU) เหมาจ่ายตามจริง รวมสูงสุด 365 วัน เข้ารักษาได้ทุกโรงพยาบาลทั่วไทย หรืออยากรักษาที่ไหน สามารถเลือกพื้นที่ความคุ้มครองได้จาก 4 พื้นที่ทั่วโลก สมัครได้ตั้งแต่อายุ 11– 90 ปี คุ้มครองยาวถึงอายุ 99 ปี

อีกทั้งยังสามารถพลัสความคุ้มครองเพิ่มได้ตามต้องการ อาทิ ความคุ้มครองการคลอดบุตร พลัส (Maternity Plus) และสุขภาพดี พลัส (Well-Being Plus) ซึ่งประกอบด้วย ตรวจสุขภาพ ฉีดวัคซีน  ค่ารักษาทางทันตกรรม ค่ารักษาทางสายตา ก็พลัสเพิ่มได้ตามความต้องการอีกด้วย ทั้งนี้เงื่อนไขรายละเอียดต่าง ๆ เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

73 ปี ธอส. เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตด้านสังคม Beyond CSR สร้างบ้าน สร้างอาชีพ สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน มากกว่า 57,000 ราย

0

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เดินหน้าสู่บทบาทการเป็นสถาบันการเงินที่มากกว่าการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย พร้อมเป็นฟันเฟืองสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสอย่างเท่าเทียมในสังคม ผ่าน 3 โครงการด้าน CSR ครอบคลุมทั้งการดูแลที่อยู่อาศัย การพัฒนาอาชีพ และการยกระดับการศึกษา เพื่อวางรากฐานความมั่นคงให้แก่สังคมไทยอย่างยั่งยืน

ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 73 ปี ธอส. ได้สนับสนุนคนไทยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองแล้วมากกว่า 4.8 ล้านครอบครัว ผ่านการจัดทำสินเชื่อ บ้านอัตราดอกเบี้ยต่ำมาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ธอส. ยังเดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนกลุ่มเปราะบาง และด้อยโอกาสผ่านโครงการด้านสังคม ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการดูแลด้านที่อยู่อาศัย พัฒนาอาชีพ และการศึกษามาแล้วมากกว่า 57,000 ราย สะท้อนแนวคิด ธอส. สร้างบ้าน สร้างอาชีพ สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน ปี 2569 ธอส. ยังคงมุ่งมั่นสานต่อการสร้างโอกาสทางสังคม เพิ่มรายได้ และลดความเหลื่อมล้ำผ่านการมีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้แข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าหมายยกระดับความเป็นอยู่ของคนไทยให้ดีขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 2,400 ราย ผ่าน 3 โครงการหลัก ประกอบด้วย

              1. โครงการสร้างและซ่อมแซมที่อยู่อาศัยเพื่อผู้ด้อยโอกาส ผู้ยากไร้ ผู้สูงอายุ และผู้พิการ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตแก่ผู้ด้อยโอกาส ผู้ยากไร้ ผู้สูงอายุ และผู้พิการให้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง แข็งแรง และปลอดภัยมากขึ้น โดยในปี 2569 ได้ตั้งเป้าหมายสร้างและซ่อมแซมที่อยู่อาศัยภายใต้โครงการดังกล่าวอีก 294 หลัง นอกจากนี้ ยังมีโครงการต่อเนื่องที่ร่วมมือกับกองทัพภาคที่ 1 พัฒนาทักษะการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยด้วยตนเอง ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ประชาชนกลุ่มเปราะบางมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัวได้มากขึ้นต่อเนื่องจากการดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปี 2553 ซึ่งจะทำให้สามารถสร้างและซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้กับประชาชน กลุ่มดังกล่าวครอบคลุมทุกภาคของประเทศกว่า 5,420 หลัง

              2. โครงการบ้านดีมีสุข สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน โดย ธอส. พร้อมเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ให้ (Charity) สู่การเป็นผู้สร้างความเข้มแข็ง (Empowerment) ด้วยการบูรณาการความร่วมมือกับกองทัพภาคที่ 1 ผ่านการให้ความรู้ทางการเงิน สร้างวินัยทางการออม ส่งเสริมทักษะวิชาชีพช่างพื้นฐานแก่คนในชุมชนให้สามารถพึ่งพาตนเอง และนำไปต่อยอดอาชีพได้ในอนาคต ซึ่งช่วยลดความเหลื่อมล้ำและขับเคลื่อนการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม อย่างยั่งยืน โดยปี 2569 จะดำเนินการสร้างศูนย์การเรียนรู้จำนวน 4 แห่ง ประกอบด้วย พื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี สระแก้ว อ่างทอง และเพชรบุรี เพื่อพัฒนาทักษะวิชาชีพช่างพื้นฐานจำนวน 6 หลักสูตร ได้แก่ ช่างประปา ช่างเชื่อม ช่างสี ช่างปูน ช่างปูกระเบื้อง และช่างไฟฟ้า ซึ่งตั้งเป้าให้มีผู้ผ่านหลักสูตรช่างพื้นฐาน พร้อมความรู้ทางการเงิน ไม่น้อยกว่า 80%

             3. โครงการ ธอส. สร้างโอกาสด้านที่อยู่อาศัยและการศึกษาให้เด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร (โครงการสร้างหรือซ่อมแซมอาคารเรียนในถิ่นทุรกันดาร) ธอส. ตระหนักถึงความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของนักเรียนและเยาวชนไทย จึงได้ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ตั้งแต่ปี 2550 ถึงปัจจุบัน คัดเลือกโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้การสนับสนุนการก่อสร้างและซ่อมแซมอาคารเรียนในสังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ที่ชำรุดให้มีสภาพเหมาะสมต่อการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในปี 2569 ธอส. ตั้งเป้าสร้างโอกาสเพิ่มเติมอีก 5 แห่ง และซ่อมแซมบ้านให้เด็กนักเรียนอีกกว่า 20 หลัง ส่งผลให้ ธอส. สามารถสร้างและซ่อมอาคารเรียนให้กับนักเรียนแล้วกว่า 47 แห่ง ตลอดจนซ่อมแซมบ้านให้เด็กนักเรียนในถิ่นทุรกันดาร รวม 235 หลัง

“โครงการทั้งหมดนี้คือสะพานพลังแห่งความรับผิดชอบต่อสังคมที่ ธอส. ดำเนินการควบคู่กับภารกิจหลัก มาโดยตลอด และเพื่อการเป็น Beyond Housing Bank ธอส. พร้อมสานต่อภารกิจในการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาเพื่อสามารถดูแลตนเอง ร่วมพัฒนาท้องถิ่น และเป็น กำลังสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างยั่งยืนต่อไป” ดร.มหัทธนะ กล่าว

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ลงนาม MOU กับ NYSE เดินหน้า Dual Listing โดยมีนายกฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน

0

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และลินน์ มาร์ติน ประธานกลุ่มตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE Group) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โดยมีอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ร่วมเป็นสักขีพยาน เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้ MOU ดังกล่าว ครอบคลุมความร่วมมือในการจดทะเบียนหลักทรัพย์ทั้งสองตลาดพร้อมกัน (Dual Listing) การพัฒนาและการจดทะเบียนข้ามตลาด (Cross listing) ของกองทุน ETF (Exchange-Traded Fund) ข้อมูลตลาดและผลิตภัณฑ์ดัชนี การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้าน ESG ตลอดจนการแลกเปลี่ยนข้อมูลและองค์ความรู้ระหว่างสองตลาดหลักทรัพย์

“GULF-AIS” ยกระดับวงการลูกหนังไทย มอบทุนแข้งเยาวชนไทยลีก 3 ทุกทีมทั่วประเทศ ปูรากฐานฟุตบอลท้องถิ่น ผลักดันสู่มืออาชีพควบคู่การศึกษา

0

“GULF-AIS บอลไทยเพื่อคนไทย” เดินหน้าสานต่อเจตนารมณ์ ประกาศยกระดับการพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทยอย่างยั่งยืน ชูแนวคิด “เส้นทางอาชีพคู่ขนาน” ด้วยการมอบทุนการศึกษาแก่นักฟุตบอลเยาวชนในศึกฟุตบอลไทยลีก 3 จำนวน 69 ทุน จาก 69 สโมสรทั่วประเทศ มุ่งสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งทั้งทักษะฟุตบอลและวิชาความรู้ เพื่อเตรียมพร้อมสู่อนาคตนักกีฬาอาชีพและสร้างทักษะชีวิตเพื่อความมั่นคงในระยะยาว

นายธนญ ตันติสุนทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านองค์กรสัมพันธ์ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “GULF เชื่อมั่นว่าพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือพลังของคนในพื้นที่ สโมสรในไทยลีก 3 ไม่ได้เป็นเพียงแค่ทีมฟุตบอล แต่คือศูนย์รวมความภาคภูมิใจของคนในจังหวัด การที่เราเข้ามาสนับสนุนทุนการศึกษาครอบคลุมทั้ง 69 ทีมในระดับรากหญ้า จึงเปรียบเสมือนการเติมพลังให้กับระบบนิเวศกีฬาท้องถิ่นโดยตรง เราหวังว่าน้อง ๆ ที่ได้รับโอกาส จะเติบโตเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยสร้างความคึกคักและเป็นแรงบันดาลใจให้กับชุมชนของตนเองอย่างยั่งยืน”

นายสิตมน รัตนาวะดี ผู้อำนวยการด้านการบริหารฝ่ายกิจกรรมองค์กรเพื่อสังคม บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “สำหรับ GULF เราเชื่อมั่นเสมอว่าการพัฒนาเยาวชนคือการลงทุนที่ยั่งยืนที่สุดเพื่ออนาคตของสังคมไทย โครงการนี้เราไม่ได้มุ่งเน้นแค่ทักษะในสนามแต่ใช้กีฬาเป็นเครื่องมือหล่อหลอมวินัย
เมื่อนำมาผสานกับการสนับสนุนด้านการศึกษาและการปูพื้นฐานทางการเงิน เราจึงมั่นใจว่านี่จะเป็นการติดอาวุธทางปัญญาและสร้างภูมิคุ้มกันในชีวิต เพื่อให้เยาวชนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป”

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS กล่าวว่า “AIS เชื่อว่าการพัฒนาฟุตบอลไทยให้แข็งแกร่งอย่างแท้จริง ต้องเริ่มจากการสร้างโครงสร้างพื้นฐานของมนุษย์ โดยเฉพาะนักเตะรุ่นใหม่ในไทยลีก 3 ซึ่งเป็นฐานสำคัญของระบบฟุตบอลไทย การมอบทุนครั้งนี้เรามองข้ามไปไกลกว่าการแบ่งเบาภาระด้านการศึกษา แต่คือการสร้างหลักประกันชีวิตให้พวกเขาเดินหน้าตามเป้าหมายในเส้นทางกีฬาได้อย่างมั่นคงยิ่งขึ้น เราต้องการให้เยาวชนเติบโตเป็นนักกีฬาที่มีคุณภาพ พร้อมมีความรู้และทักษะที่สามารถต่อยอดเส้นทางชีวิตได้ในระยะยาว แม้ในวันที่ต้องแขวนสตั๊ดไปแล้วก็ตาม”

“เราตั้งใจให้ GULF-AIS บอลไทยเพื่อคนไทย เป็นส่วนหนึ่งในการกระจายโอกาสไปสู่สโมสรและนักเตะในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพราะเราเชื่อว่าศักยภาพสามารถเกิดขึ้นได้จากทุกพื้นที่ และนักเตะที่ได้รับทุนเหล่านี้จะกลายเป็นต้นแบบให้กับชุมชน ในการพิสูจน์ว่าเยาวชนสามารถทุ่มเทให้กับการฝึกซ้อมควบคู่ไปกับการเรียน จนประสบความสำเร็จไปพร้อมกันได้”

ความพิเศษของโครงการนี้ ไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการสนับสนุนนักฟุตบอลเยาวชนอายุ 15-22 ปี ในด้านวิชาการ แต่ยังสอดแทรกการปูพื้นฐานความรู้ทางการเงินในยุคดิจิทัล โดยได้ส่งมอบทุนผ่าน CLICX Bank ธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) เพื่ออำนวยความสะดวกในการรับทุนแก่นักเตะทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นก้าวแรกในการส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่คุ้นเคยกับการบริหารจัดการเงินผ่านระบบดิจิทัลที่เป็นทักษะชีวิตสำคัญควบคู่ไปกับความมุ่งมั่นและวินัยในการฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน การสนับสนุนครั้งนี้ยังช่วยลดข้อจำกัดของเยาวชนที่ต้องฝึกซ้อมควบคู่ไปกับการเรียน โดยเฉพาะนักเตะจาก 69 สโมสรทั่วประเทศ สิ่งนี้สะท้อนแนวคิดของ “GULF-AIS บอลไทยเพื่อคนไทย” ที่มุ่งกระจายโอกาสสู่ภูมิภาคและให้ความสำคัญกับการพัฒนาฟุตบอลรากหญ้า เพราะนักเตะท้องถิ่นคือตัวเชื่อมสำคัญที่ผสานสโมสรกับคนในพื้นที่ให้แน่นแฟ้น เกิดเป็นระบบนิเวศกีฬาที่ชุมชนมีส่วนร่วมและเติบโตไปพร้อมกัน

ทั้งนี้ GULF และ AIS เชื่อว่าการพัฒนาฟุตบอลไทยให้เติบโตอย่างแข็งแรง ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแข่งขันในสนาม แต่ต้องสร้างโอกาสรอบด้าน ทั้งกีฬา การศึกษา ทักษะชีวิต และการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต เพื่อสร้างความพร้อมให้เยาวชนสามารถนำความรู้ไปต่อยอดสร้างความมั่นคงในชีวิตอย่างยั่งยืน

โครงการมอบทุนการศึกษาครั้งนี้จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญของ “GULF-AIS บอลไทยเพื่อคนไทย” ในการเชื่อมโยงสโมสร เยาวชน และชุมชนเข้าด้วยกัน พร้อมร่วมวางรากฐานระบบฟุตบอลไทยจากระดับภูมิภาค ส่งต่อโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เดินหน้าตามความฝัน โดยมีทั้งกีฬาและการศึกษาเป็นพลังสำคัญในการเติบโตสู่อนาคต

5 ผลงานวิจัย คว้ารางวัลทุนวิจัยด้านตลาดทุน ประจำปี 2569 ชูโจทย์วิจัย JUMP+ ยกระดับมูลค่าบริษัทจดทะเบียนไทย

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมอบทุนสนับสนุนการวิจัยและรางวัลภายใต้โครงการสนับสนุนทุนวิจัยด้านตลาดทุน ประจำปี 2569 แก่ 5 ผลงานของนิสิตนักศึกษา โดยปีนี้มุ่งเน้นงานวิจัยที่ตอบโจทย์โครงการ JUMP+ ทั้งนี้ มีสถาบันการศึกษาเข้าร่วมส่งผลงานรวม 15 คณะ จาก 10 มหาวิทยาลัย จำนวน 29 หัวข้องานวิจัย

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งส่งเสริมการสร้างองค์ความรู้ด้านตลาดทุนผ่านการสนับสนุนงานวิจัยที่มีคุณภาพ ทั้งฐานข้อมูล แพลตฟอร์ม และทุนเพื่อผลิตงานวิจัย ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 13 โดยได้ปรับรูปแบบและโจทย์วิจัยให้สอดรับพัฒนาการด้านตลาดทุนในแต่ละช่วงเวลา สะท้อนบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการสร้างโอกาสแก่ทุกภาคส่วน ตามวิสัยทัศน์ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities”

“ท่ามกลางความท้าทายในหลายมิติที่ตลาดทุนไทยต้องเผชิญ การพัฒนาศักยภาพของบริษัทจดทะเบียนเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนจึงเป็นสิ่งสำคัญ การวิจัยในปีนี้มุ่งเน้นตอบโจทย์โครงการ JUMP+ ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ริเริ่มขึ้นเพื่อยกระดับมูลค่าองค์กรผ่านการเปิดเผยแผนการเติบโตในระยะ 3 ปี ใน 3 มิติหลัก ได้แก่ การเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจ การยกระดับธรรมาภิบาล และ Climate Action โดยผลงานที่ได้รับรางวัลมีความหลากหลายและสามารถนำไปต่อยอดในเชิงปฏิบัติ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงสนับสนุนงานวิจัยด้านตลาดทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตลาดทุนไทยอย่างยั่งยืน” นายอัสสเดชกล่าว

ปีนี้ มีนิสิตนักศึกษาจาก 15 คณะ 10 มหาวิทยาลัย ส่งผลงานวิจัย 29 หัวข้อ โดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในภาคตลาดทุน ภาคการศึกษา และตัวแทนจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมคัดเลือก 5 ผลงาน มีดังนี้

  • รางวัล Best Paper Award และรางวัล Corporate Value Enhancement Research Award: งานวิจัยหัวข้อ  ”When Does Debt Create Value? ESG Thresholds and Capital Structure in Thailand” จัดทำโดยนายจิรภัทร ชินการ โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.วรพล ยะมะกะ จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา
  • รางวัล Outstanding Paper Award: งานวิจัยหัวข้อ “Decoding the Finfluencer Landscape in Thailand using LLM-Powered Analytics” จัดทำโดยนายพันธกานต์ บุญเลี้ยง โดยมีศาสตราจารย์ ดร.สรศาสตร์ สุขเจริญสิน
    จากคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา
  • รางวัล Honorary Award 3 รางวัล ได้แก่
  • งานวิจัยหัวข้อ “Capital Market Implications of Climate Risk Exposure regarding Cost of Capital and Corporate Valuation: Evidence from Thai Listed Companies” จัดทำโดยนายพุฒิพงศ์ สุขสิริพร และนางสาวภควดี รัตนา โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปภา คณานุรักษ์ จากคณะบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ทั้งนี้ ผลงานวิจัยชิ้นนี้ยังได้รับรางวัล Young Rising Star Award อีกด้วย
  • งานวิจัยหัวข้อ “Corporate Rating Downgrade Prediction in Thailand” จัดทำโดยนายพงศ์พล วชิรลาภไพฑูรย์ โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.ณดา จันทร์สม จากคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา
  • งานวิจัยหัวข้อ “Impact of Corporate Governance on Firm Value under Context of Fraud in Thai Capital Market” จัดทำโดยนางสาวพฤศจิ ลิ้มสุวรรณเกสร โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.พนิต วัฒนกูล จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา

ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลงานวิจัย รวมถึงฐานข้อมูลตลาดทุนที่ www.set.or.th/setresearch

เมืองไทยประกันชีวิต เปิดตัว “Muang Thai Flexi Retire Series” แบบประกันบำนาญยุคใหม่ ยกระดับการสร้าง Longevity Ecosystem

0

เมืองไทยประกันชีวิต เดินหน้าสร้างประสบการณ์ใหม่ครั้งสำคัญ ตอกย้ำจุดยืนการเป็นพันธมิตรดูแลลูกค้าตลอดช่วงชีวิต ประกาศยกระดับ Longevity Ecosystem ครบวงจร รับสังคมสูงวัยระดับสุดยอด พร้อมเปิดตัว “Muang Thai Flexi Retire Series” ประกันบำนาญยุคใหม่ ตัวช่วยวางแผนเกษียณที่ยืดหยุ่นได้ในทุกความเป็นคุณ และจับมือพันธมิตรด้าน Senior Living และ Nursing Home   ทั่วประเทศ เพื่อมุ่งสร้างชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพให้แก่คนไทย 

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากโครงสร้างประชากร ทั้งการลดลงของวัยแรงงาน รวมถึงความเสี่ยงด้านเงินออมที่ไม่เพียงพอหลังเกษียณและค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น เมืองไทยประกันชีวิต ในฐานะองค์กรที่เคียงข้างสังคมไทยมาตลอด 75 ปี จึงมุ่งขยายบทบาทจากการให้ความคุ้มครองชีวิตและสุขภาพ สู่การขับเคลื่อน Longevity Ecosystem อย่างเต็มรูปแบบ โดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางในการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการ มุ่งเน้นการสร้างความสมดุลใน 3 มิติสำคัญ เพื่อให้การมีอายุที่ยืนยาวเป็นชีวิตที่มีคุณภาพและพึ่งพาตนเองได้ ได้แก่ การมีช่วงชีวิตที่ยืนยาวขึ้น (Lifespan) การส่งเสริมให้มีสุขภาพที่แข็งแรงยาวนานขึ้น (Healthspan) และการมีความมั่นคงทางการเงินที่เพียงพอตลอดชีวิต (Wealthspan)

ทั้งนี้ เพื่อตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นและลงมือทำจริงในการตอบรับโลกยุคใหม่ ล่าสุดบริษัทฯ ได้เปิดตัว        “Muang Thai Flexi Retire Series” แบบประกันบำนาญที่ออกแบบมาให้ยืดหยุ่นสูง เพื่อให้ลูกค้าสามารถวางแผนการเกษียณได้ตามไลฟ์สไตล์ของตนเอง ควบคู่ไปกับการผนึกกำลังร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรด้านการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะพักฟื้น (Senior Living และ Nursing Home) ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อส่งมอบ       การดูแลที่ครบวงจรตั้งแต่การวางแผนทางการเงินไปจนถึงการบริการด้านสุขภาพ ตอกย้ำจุดยืนในการเป็นพันธมิตรที่ช่วยดูแลลูกค้าตลอดช่วงชีวิต และตอบโจทย์การมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ (Longevity is        a Trend)

โดย “Muang Thai Flexi Retire Series” ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ของแบบประกันบำนาญ ที่ถูกยกระดับให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น และถูกออกแบบให้เป็นหนึ่งในตัวช่วยวางแผนอนาคตเพื่อชีวิตที่ยืนยาวได้เป็นอย่างดี เลือกได้ว่าจะจ่ายเบี้ยประกันแบบไหน จ่ายครั้งเดียว จ่ายสั้น 5 ปี หรือจ่ายสบาย ๆ จนถึงอายุที่กำหนดครบอายุ 55 60 หรือ 65 ปี  เลือกได้ว่าจะรับเงินบำนาญตอนไหน ตอนครบอายุ 55 60 65 หรือ 70 ปี หากเลือกไปแล้วเปลี่ยนใจก็สามารถปรับเปลี่ยนแผนเกษียณได้ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยเพิ่มเติม ไม่ต้องมีการพิจารณารับประกันภัยใหม่ เลือกได้ว่าอยากรับประกันบำนาญแบบไหน แบบรายปี หรือรายเดือน  หมดกังวลเรื่องเงินเฟ้อพร้อมรับเงินบำนาญสูงขึ้นแบบขั้นบันไดตามช่วงอายุ หรือสามารถเลือกรับเงินบำนาญงวดแรกเป็นเงินก้อน 30% และใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท  หมดกังวลเรื่องปัญหาสุขภาพเพราะเป็นแบบประกันภัยที่สามารถพิจารณารับประกันภัยแบบการันตีไม่ตรวจสุขภาพ  

สำหรับแบบประกันภัย Muang Thai Flexi Retire Series ประกอบด้วย “เฟล็กซี่ รีไทร์ โปร 90/1” ดี 55, 60, 65, 70 (บำนาญแบบลดหย่อนได้) หรือ “เฟล็กซี่ รีไทร์ เน็กซ์ 90/1” ดี 55, 60, 65, 70 (บำนาญแบบลดหย่อนได้) จ่ายเบี้ยครั้งเดียวเลือกออกแบบการรับเงินบำนาญได้ตามไลฟ์สไตล์   “เฟล็กซี่ รีไทร์ 90/5”     ดี 55, 60, 65  บำนาญปรับได้ตามใจเลือกออกแบบการรับเงินบำนาญได้ตามไลฟ์สไตล์ “เฟล็กซี่ รีไทร์ 9055, 9060, 9065 (บำนาญแบบลดหย่อนได้) เริ่มขายตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569

นายสาระ กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อเป็นการสร้าง Longevity Ecosystem ที่ครบวงจรมากยิ่งขึ้น เมืองไทยประกันชีวิต ยังได้ขยายเครือข่ายพันธมิตร Senior Ecosystem ในการดูแลกลุ่มผู้สูงอายุที่ครอบคลุมทุกรูปแบบการใช้ชีวิตอย่างเข้าใจ เข้าถึง และเติมเต็มชีวิตให้มีความอุ่นใจ มีคุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น พร้อมผนึกกำลังกับพันธมิตรด้านการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะพักฟื้น (Senior Living และ Nursing Home) จำนวน 44 แห่งครอบคลุมทั่วประเทศ ในการร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตสำหรับสังคมผู้สูงวัย โดยผู้ถือกรมธรรม์ประกันภัยบำนาญของเมืองไทยประกันชีวิต ในกรณีที่เข้าใช้บริการบ้านพักผู้สูงอายุ สามารถแจ้งความประสงค์ให้จ่ายเงินบำนาญให้กับสถานบริการบ้านผู้สูงอายุที่เป็นเครือข่ายพันธมิตรได้โดยตรง พร้อมเตรียมขยายสิทธิดังกล่าวไปยังผู้ถือกรมธรรม์สะสมทรัพย์เร็ว ๆ นี้  

นอกจากนี้ ลูกค้าของเมืองไทยประกันชีวิต ยังได้รับสิทธิพิเศษและบริการที่หลากหลายจากพันธมิตร ครอบคลุมทั้ง โครงการที่อยู่อาศัยแนวคิดใหม่เพื่อผู้สูงวัยที่ยังกระฉับกระเฉง แต่ต้องการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพและสะดวกสบาย รวมถึงที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัย และผู้ป่วยที่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง โดยทีมพยาบาลและผู้ดูแลมืออาชีพ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกและการดูแลด้านสุขภาพอย่างครบครัน บริการรถรับ-ส่งพร้อมผู้ดูแล สำหรับผู้สูงวัย ผู้ป่วย และผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ ไปพบแพทย์ เดินทางสะดวก ปลอดภัย อุ่นใจทุกเส้นทางด้วยทีมดูแลมืออาชีพ และโรงพยาบาลดูแลผู้ป่วยระยะท้าย เน้นการบรรเทาอาการเจ็บป่วยให้สบายใจใกล้ชิดครอบครัว 

“เมืองไทยประกันชีวิตยังคงยึดมั่นในการยกระดับองค์กร เพื่อตอบโจทย์ความมั่นคงทางการเงินและสุขภาพของลูกค้าในทุกช่วงชีวิต การขับเคลื่อน Longevity Ecosystem ควบคู่กับการเปิดตัว Muang Thai Flexi Retire Series และการผนึกกำลังกับพันธมิตรที่ครอบคลุมในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการ แต่คือเจตนารมณ์อันมุ่งมั่นในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการวางแผนเกษียณที่แข็งแกร่ง เพื่อยืนหยัดเป็นหลักประกันอันมั่นคง และร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยสู่การมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนในทุกยุคสมัย” นายสาระ กล่าว

รพ.ตำรวจ x CPF ชวนส่งต่อพลังแห่งการให้ ร่วมสมทบทุนการจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ดูแลผู้ป่วย

0

โรงพยาบาลตำรวจ ร่วมกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF จัด โครงการ “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” ชวนประชาชนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล ในราคาพิเศษ พร้อมส่งต่อพลังแห่งการแบ่งปัน โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปสมทบทุนจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อสนับสนุนการดูแลรักษาผู้ป่วย

กิจกรรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23–25 กันยายน 2569 เวลา 07.00–16.00 น. ณ ศูนย์อาหารด้านหน้าอาคาร มภร. โรงพยาบาลตำรวจ โดยมี พล.ต.ท.ไพบูลย์ เจียมอนุกูลกิจ นายแพทย์ใหญ่ (สบ.8) โรงพยาบาลตำรวจ ร่วมเปิดงานและเยี่ยมชมบูธ
พล.ต.ท.ไพบูลย์ กล่าวว่า โรงพยาบาลตำรวจเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ รองรับผู้ป่วย 850 เตียง ให้บริการทั้งข้าราชการตำรวจ ครอบครัว และประชาชนทั่วไป โดยประชาชนทั่วไปมีสัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งของผู้รับบริการ สะท้อนบทบาทของโรงพยาบาลในการดูแลประชาชนในวงกว้าง

ภายในงาน CPF นำผลิตภัณฑ์อาหารหลากหลายรายการมาจำหน่ายในราคาพิเศษ ซึ่ง พล.ต.ท.ไพบูลย์ ระบุว่า ต่ำกว่าราคาจำหน่ายทั่วไปประมาณ 30–40% ช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายให้ประชาชน ผู้ป่วยและญาติ ข้าราชการตำรวจ ครอบครัว รวมถึงบุคลากรของโรงพยาบาล

“ขอขอบคุณซีพีเอฟ ที่ช่วยจัดสวัสดิการให้กับประชาชนที่เข้ามารักษาในโรงพยาบาลตำรวจ รวมถึงข้าราชการตำรวจและครอบครัว ตลอดจนบุคลากรของโรงพยาบาล และยังเป็นกำลังใจให้บุคลากรในการดูแลประชาชนต่อไปครับ” พล.ต.ท.ไพบูลย์ กล่าว

โครงการ “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” จึงเชื่อมโยงการเข้าถึงอาหารคุณภาพในราคาพิเศษ เข้ากับการมีส่วนร่วมสนับสนุนโรงพยาบาล โดยทุกการเลือกซื้อมีส่วนสมทบทุนจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดูแลรักษาผู้ป่วย

ผู้สนใจสามารถร่วมกิจกรรมได้ถึง 25 กันยายน 2569 เวลา 07.00–16.00 น. ณ ศูนย์อาหารด้านหน้าอาคาร มภร. โรงพยาบาลตำรวจ./

เปิดแล้ว! สินเชื่อออมสิน QR มหาเฮง x นกกระซิบกู้ได้สูงสุด 5 หมื่น ดอกเบี้ยต่ำ 0.75% ต่อเดือนลงทะเบียน 24 ก.ย. – 31 ต.ค. 69 ที่ www.gsb.or.th

0

“📣 ออมสินเปิดลงทะเบียน ‘สินเชื่อออมสิน QR มหาเฮง x นกกระซิบ’
ช่วยพ่อค้าแม่ขายโครงการไทยช่วยไทยพลัส เปลี่ยนยอดขายเป็นเงินทุน ให้วงเงินพร้อมใช้ ร้านได้ไปต่อ
📌เปิดลงทะเบียน ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย. 69 – 31 ต.ค. 69 คลิก >> https://to.gsb.or.th/iHfdIk

📲กดสมัครสินเชื่อที่แอปออมสินมหาเฮง ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 69 เป็นต้นไป
โหลดแอปอออมสินมหาเฮง คลิก >> https://www.gsb.or.th/online/gsb-mahaheng

✅ วงเงินกู้สูงสุด 50,000 บาท
✅ อัตราดอกเบี้ย 0.75% ต่อเดือน (Flat Rate)
✅ ไม่ต้องมีหลักประกัน (Clean Loan)
✅ เป็นผู้ประกอบการในโครงการไทยช่วยไทยพลัส

📍หมายเหตุ

  • วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท (ไม่เกิน 1.5 เท่า ของยอดขายเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 3 เดือน)
  • อัตราดอกเบี้ย (Flat Rate) ร้อยละ 0.75 ต่อเดือน (Effective Rate ร้อยละ 16.20 ต่อปี)
  • ประเภทวงเงินหมุนเวียน (เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชี) ทบทวนวงเงินทุกปี
  • เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพ

⚠️ รู้ก่อนกู้…กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว
⚠️ เงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด