Home Blog Page 2

AIS คว้า 3 รางวัลใหญ่ IAA Awards 2026 ต่อเนื่อง 6 ปีซ้อน ชูผู้นำ การเงิน นักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม สะท้อนความเชื่อมั่นจากนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุน

0

เอไอเอส ตอกย้ำความแข็งแกร่งของผู้นำอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย คว้า 3 รางวัล BEST CEO, BEST CFO และ BEST IR ในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและสื่อสาร จากเวที IAA Awards for Listed Companies 2026 จัดโดยสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน สานต่อความสำเร็จในการได้รับรางวัลอย่างต่อเนื่อง 6 ปีซ้อน สะท้อนการยอมรับจากนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนต่อวิสัยทัศน์ของผู้นำ ประสิทธิภาพการบริหารการเงิน และคุณภาพการสื่อสารกับนักลงทุน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผู้ถือหุ้นและส่งมอบคุณค่าแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน

            ความสำเร็จทั้ง 3 รางวัลสะท้อนศักยภาพของ AIS ที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่การกำหนดทิศทางธุรกิจจนถึงการสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน โดย รางวัล BEST CEO หรือ CEO ยอดเยี่ยม ตอกย้ำความสามารถของผู้นำในการวางวิสัยทัศน์และขับเคลื่อนกลยุทธ์ เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตและนำองค์กรก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม รางวัล BEST CFO หรือ CFO ยอดเยี่ยม สะท้อนความเป็นเลิศในการบริหารการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับความโปร่งใสและการบริหารความเสี่ยง เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจและการเติบโตในระยะยาว ขณะที่ รางวัล BEST IR หรือนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม สะท้อนคุณภาพการนำเสนอข้อมูลที่ชัดเจน ตรงประเด็น และสม่ำเสมอ ช่วยให้นักวิเคราะห์และนักลงทุนเข้าใจทิศทางธุรกิจและศักยภาพขององค์กรอย่างรอบด้าน

            เวที IAA Awards for Listed Companies 2026 เป็นเวทีที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคัดเลือกผู้บริหารและนักลงทุนสัมพันธ์ของบริษัทจดทะเบียน แบ่งตามหมวดอุตสาหกรรมของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตัดสินจากผลโหวตของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุน ภายใต้หลักเกณฑ์ที่ให้ความสำคัญกับความรู้ความสามารถในการบริหารงาน คุณภาพการเปิดเผยและนำเสนอข้อมูล จรรยาบรรณและบรรษัทภิบาล ตลอดจนความสามารถในการนำองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผู้ถือหุ้น รวมถึงการให้ความร่วมมือกับนักวิเคราะห์อย่างครบถ้วนและสม่ำเสมอ

            การได้รับรางวัลอย่างต่อเนื่องจึงเป็นเครื่องยืนยันถึงมาตรฐานการดำเนินงานที่ AIS รักษาและพัฒนามาโดยตลอด ผ่านการบริหารธุรกิจอย่างมีวิสัยทัศน์ การจัดการการเงินอย่างรอบคอบ และการสื่อสารข้อมูลอย่างโปร่งใส ความเชื่อมั่นจากผู้เชี่ยวชาญในตลาดทุนครั้งนี้ยังสะท้อนความสำคัญของการขับเคลื่อนทั้งสามด้านไปพร้อมกัน เพื่อสร้างองค์กรที่แข็งแกร่ง พร้อมรองรับโอกาสและความท้าทายในอนาคต

            AIS มุ่งนำความแข็งแกร่งดังกล่าวมาต่อยอดการพัฒนาเทคโนโลยีและบริการ เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า เพิ่มขีดความสามารถให้ภาคธุรกิจ และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาล โดยให้ความสำคัญกับการสร้างผลลัพธ์ระยะยาวแก่ผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า และสังคม เพื่อให้ทุกก้าวของการเติบโตสร้างคุณค่าร่วมกันอย่างยั่งยืน

ผู้ว่าฯ ลำพูน ชวน “ส่งต่อพลังแห่งการให้” ร่วมกับ รพ.ลำพูน–CPF สมทบทุนซื้อเครื่องมือแพทย์

0

โรงพยาบาลลำพูน ร่วมกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF จัดโครงการ “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” นำผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพดี สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล มาจำหน่ายในราคาประหยัด ให้ประชาชนเลือกซื้อได้อย่างคุ้มค่า พร้อมนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายสมทบทุนจัดซื้อเครื่องควบคุมการให้สารละลายทางหลอดเลือดดำ เพื่อเพิ่มความพร้อมในการดูแลรักษาผู้ป่วยของโรงพยาบาลลำพูน ในระหว่างวันที่ 20–22 ตุลาคม 2569 เวลา 07.00–16.00 น. ณ ทางเข้าอาคารศูนย์อาหาร บริเวณข้างเสาธง โรงพยาบาลลำพูน

นายปิยพงศ์ ชูวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน กล่าวว่า โครงการนี้เป็นตัวอย่างความร่วมมือที่สร้างประโยชน์ทั้ง 3 ฝ่าย ได้แก่ ภาคเอกชนที่ดำเนินธุรกิจควบคู่กับการช่วยเหลือสังคม ประชาชนที่ได้ซื้อสินค้าคุณภาพในราคาประหยัด และโรงพยาบาลที่ได้รับเงินสมทบทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ที่จำเป็น

ผู้ว่าฯ ลำพูน กล่าวเพิ่มเติมว่า โรงพยาบาลลำพูนเป็นศูนย์กลางการรักษาพยาบาลของจังหวัด แต่ยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและเครื่องมือแพทย์ ทำให้ผู้ป่วยบางกรณีต้องส่งต่อไปยังจังหวัดเชียงใหม่ ความร่วมมือจากภาคเอกชนจึงช่วยเสริมศักยภาพโรงพยาบาลให้รองรับการรักษาในพื้นที่ได้มากขึ้น พร้อมเชิญชวนประชาชนเลือกซื้อสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันในราคาประหยัด และร่วมสนับสนุนการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์เพื่อชาวลำพูน

ด้าน แพทย์หญิงลดาวรรณ หาญไพโรจน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำพูน กล่าวว่า โรงพยาบาลยังมีความต้องการเครื่องมือแพทย์เพิ่มเติม จึงขอขอบคุณ CPF ที่ร่วมจัดโครงการฯ สมทบทุนซื้อเครื่องควบคุมการให้สารละลายทางหลอดเลือดดำ ซึ่งช่วยควบคุมอัตราและปริมาณการให้สารละลายแก่ผู้ป่วยตามแผนการรักษา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลรักษาและยกระดับการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของชาวลำพูน

โครงการ “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” เปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมสนับสนุนระบบสาธารณสุขในชุมชนผ่านการเลือกซื้ออาหารคุณภาพ โดยจัดกิจกรรมระหว่างวันที่ 20–22 ตุลาคม 2569 เวลา 10.00-18.00 น. ณ ทางเข้าอาคารศูนย์อาหาร บริเวณข้างเสาธง โรงพยาบาลลำพูน./

“ทรีนีตี้” เปิดเวที Future Finance Innovation Hackathon 2026 ชวนนักศึกษารุ่นใหม่ เปลี่ยน Data & AI สู่ต้นแบบนวัตกรรมการเงินที่ใช้ได้จริง พร้อม Mentor จากธุรกิจจริง และโอกาส Fast-Track สู่การร่วมงานกับ Trinity

0

“ทรีนีตี้” เดินหน้าสร้าง Financial Innovation Community เปิดตัวโครงการ “Future Finance Innovation Hackathon 2026” เวทีพัฒนานวัตกรรมการเงินสำหรับนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้นำความรู้ด้าน Data Science, Big Data, Machine Learning และ AI Tools มาประยุกต์ใช้กับโจทย์ธุรกิจหลักทรัพย์และการเงิน เพื่อพัฒนาเป็นต้นแบบที่สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริงได้

โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างทั้ง Talent Pipeline และ Innovation Pipeline ผ่านรูปแบบการเรียนรู้ Learning + Mentoring + Hackathon ตั้งแต่การทำความเข้าใจเทรนด์และโจทย์ธุรกิจ การเรียนรู้ด้าน Data และ AI การพัฒนา Prototype ไปจนถึงการ Pitching และ Demo Day โดยมุ่งให้ผู้เข้าร่วมได้พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การออกแบบนวัตกรรม และการทำงานร่วมกันเป็นทีม Hackathon

ดร.วีรพัฒน์ เพชรคุปต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด กล่าวว่า “เราเชื่อว่านวัตกรรมทางการเงินไม่ได้เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการนำเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในธุรกิจ โครงการ Future Finance Innovation Hackathon 2026 จึงต้องการเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาได้ทดลองคิดและลงมือทำกับโจทย์จริง โดยมี Mentor จากทรีนีตี้คอยให้คำแนะนำตลอดกระบวนการ เพื่อเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็น Prototype ที่มีโอกาสนำไปต่อยอดได้จริง”

“สิ่งที่เราอยากให้นักศึกษาได้รับจากโครงการนี้ ไม่ใช่เพียงรางวัลจากการแข่งขัน แต่คือประสบการณ์ในการทำงานกับโจทย์ธุรกิจจริง ได้เรียนรู้จากคนทำงานจริง และได้เห็นว่า Data และ AI สามารถสร้าง Business Value ได้อย่างไร” ดร.วีรพัฒน์กล่าวเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการ ไม่จำเป็นต้องมีทักษะการเขียนโปรแกรมเป็นหลัก แต่ควรมีความสนใจในการเรียนรู้ การทำงานเป็นทีม และ Financial Literacy โดยทีมจะประกอบด้วยสมาชิกประมาณ 2-3 คน และผู้เข้าร่วมจะได้รับการสนับสนุนผ่านกิจกรรม Bootcamp, Workshop และ Mentor Clinic ก่อนเข้าสู่กระบวนการ Hackathon และ Demo Day Hackathon

ผลงานที่ส่งเข้าร่วมจะต้องประกอบด้วย Problem Statement, Solution Concept และ Business Value, MVP / Interactive Prototype / Proof of Concept, แนวทางการใช้ข้อมูลและสถาปัตยกรรมเบื้องต้น รวมถึง Risk, Limitation และ Roadmap สำหรับการนำไปใช้งานจริง โดยเกณฑ์การตัดสินให้ความสำคัญกับ Innovation, Business Value, Technical Feasibility, Problem Clarity และ Responsible AI Hackathon

จุดเด่นสำคัญของ Future Finance Innovation Hackathon 2026 คือการเปิดโอกาสให้ผลงานที่มีศักยภาพได้รับการพัฒนาต่อในรูปแบบ Pilot/Incubation ขณะที่ผู้ชนะเลิศจะได้รับโล่ห์รางวัล พร้อมโอกาส Paid Internship หรือ Job Offer และการนำไอเดียไปทดลองต่อยอดกับหน่วยธุรกิจ ส่วนรองชนะเลิศ 1–2 จะได้รับสิทธิ์ Fast-Track Interview และทีมที่ผ่านเข้าร่วมโครงการ 15 ทีม จะได้รับประกาศนียบัตร รวมถึงโอกาสเข้าสู่เครือข่าย Trinity Academy และ Alumni Hackathon

สำหรับการแข่งขันรูปแบบ Hybrid มีเงินรางวัลรวม 70,000 บาท แบ่งเป็น รางวัลชนะเลิศ 30,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน 20,000 บาท และรองชนะเลิศอันดับ 2 จำนวน 10,000 บาท

“ทรีนีตี้” เชื่อว่าโครงการนี้จะเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญในการเชื่อมโยง “คนรุ่นใหม่ – Data & AI – ธุรกิจการเงิน” พร้อมสร้างเครือข่าย Financial Innovation Community และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ ทดลอง และสร้างนวัตกรรมที่มีโอกาสก้าวจาก Prototype ไปสู่การใช้งานจริงในโลกธุรกิจ

เมืองไทยประกันชีวิต จับมือ Vital Club (VitalLife) เปิดประสบการณ์ดูแลสุขภาพครบทุกมิติ พร้อมยกระดับ Healthspan เพื่อคนยุคใหม่ภายใต้แนวคิด “GO LONGEVITY WITH MTL ชีวิตดี…ในเวอร์ชันคุณ”

0

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมืองไทยประกันชีวิตเดินหน้าขยายบทบาทจากการให้ความคุ้มครองเมื่อเกิดการเจ็บป่วย สู่การเป็นพันธมิตรที่สนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพดีและใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพในระยะยาว ล่าสุดได้จับมือกับ Vital Club โดย VitalLife Scientific Wellness Center ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพและการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ ภายใต้แนวคิด “GO LONGEVITY WITH MTL ชีวิตดี…ในเวอร์ชันคุณ” มุ่งผสานองค์ความรู้ทางการแพทย์และนวัตกรรมด้านสุขภาพเข้ากับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ยกระดับ Health & Wellness Ecosystem ที่ครบวงจร สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ

การผนึกกำลังในครั้งนี้ ชูจุดแข็งความเชี่ยวชาญที่โดดเด่นด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ จากทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพเชิงป้องกัน อายุยืนอย่างมีคุณภาพ (Longevity) มาร่วมออกแบบกิจกรรม Wellness เอกสิทธิ์เฉพาะที่เน้นเจาะลึกเฉพาะบุคคล เพื่อส่งเสริม Healthspan หรือช่วงเวลาของการมีสุขภาพที่ดีตลอดช่วงชีวิต ให้ทุกปีที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่เพียงแค่จำนวนอายุ แต่เป็นปีที่ได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพในแบบของตัวเอง

พร้อมเปิดประสบการณ์สุขภาพระดับเอ็กซ์คลูซีฟ ที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพเชิงลึกและตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล ผ่าน 4 กิจกรรมที่หลากหลาย ได้แก่ Red Light Yoga เพื่อส่งเสริมการผ่อนคลายและความสมดุลของร่างกาย, HYROX Performance เพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพร่างกาย, Trampoline Fitness เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและความฟิต และ Sound Healing เพื่อดูแลสุขภาวะทางจิตใจและอารมณ์

ทั้งหมดนี้มุ่งส่งเสริม Healthspan หรือช่วงเวลาของการมีสุขภาพที่ดี เพื่อให้ทุกปีของชีวิตที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่เพียงอายุที่ยืนยาวขึ้น แต่เป็นการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพในแบบของตนเอง โดยรายละเอียด 4 กิจกรรมมีดังนี้

1.      Red Light Yoga (8 พฤศจิกายน 2569): ยกระดับการเล่นโยคะด้วยศาสตร์แห่งบำบัดด้วยแสงสีแดง สิทธิพิเศษเฉพาะสมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ ระดับ The Ultimate, Beyond Prestige และ Prestige (ใช้คะแนนสะสม 50 Smile Points)

2.      Hyrox Performance (23 มกราคม 2570): เตรียมความพร้อมร่างกายก่อนลงแข่ง พร้อมฟังการบรรยายพิเศษจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการเตรียมร่างกายสำหรับสายสปอร์ต

3.      Trampoline Fitness (มิถุนายน 2570): สนุกกับกิจกรรมออกกำลังกายคาร์ดิโอแรงกระแทกต่ำ เพิ่มความฟิตและความหนาแน่นของกระดูก

4.      Sound Healing (ตุลาคม 2570): ศาสตร์แห่งการฟื้นฟูสภาวะจิตใจและอารมณ์ด้วยคลื่นเสียง เพื่อการผ่อนคลายลึกถึงระดับเซลล์

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการตอบโจทย์ความต้องการด้านการดูแลสุขภาพที่ครบทุกมิติเมืองไทยประกันชีวิต ยังให้ความสำคัญกับการสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องผ่านโปรแกรม Fit Point ซึ่งสามารถสะสมคะแนนจากกิจกรรมสุขภาพเพื่อนำไปแลกเป็นส่วนลดเบี้ยประกันภัยปีต่ออายุสำหรับประกันสุขภาพหรือโรคร้ายแรง (ตามเงื่อนไขที่โครงการกำหนด)  และนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ถูกพัฒนาขึ้นให้ตอบโจทย์ความต้องการด้านความคุ้มครองสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น D Health Lite และ Elite Health Plus เพื่อเป็นทางเลือกในการวางแผนความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล ควบคู่กับการวางแผนการเงินสำหรับอนาคต สะท้อนแนวทางการดูแลลูกค้าแบบองค์รวมที่เชื่อมโยงการส่งเสริมสุขภาพ การเข้าถึงสิทธิประโยชน์ และการบริหารความเสี่ยงทางการเงินไว้ด้วยกัน

สำหรับลูกค้าที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม MTL x Vital Club (VitalLife)  สามารถติดตามรายละเอียดและเงื่อนไขการแลกรับสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมตลอดปี ผ่านเว็บไซต์ www.muangthai.co.th  หรือ ช่องทางออนไลน์ของเมืองไทยประกันชีวิต และ MTL Click Application

AIS จับมือวิศวฯ จุฬาฯ เปิด “AIS SPARK SPACE” คอมมูนิตี้สเปซแห่งใหม่ จุดประกายการเรียนรู้ เชื่อมต่อไอเดียและคนรุ่นใหม่ ภายใต้แนวคิด Eco Play Green

0

AIS ร่วมกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิด “AIS SPARK SPACE” คอมมูนิตี้สเปซแห่งใหม่ จุดประกายการเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์ ณ ชั้น 1 อาคารวิศวฯ 100 ปี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้แนวคิด “Eco Play Green” เพื่อเชื่อมโยงการเรียนรู้ การทำงาน และการแลกเปลี่ยนไอเดียเข้ากับศักยภาพด้านเทคโนโลยีและโครงข่ายของ AIS พร้อมเปิดกว้างให้ทุกคนสามารถเข้ามาใช้พื้นที่ได้ โดยไม่จำกัดเฉพาะนิสิตและบุคลากรของมหาวิทยาลัย โดยความร่วมมือครั้งนี้ AIS ได้นำศักยภาพด้านเทคโนโลยีและโครงข่ายการสื่อสาร ทั้ง เครือข่าย 5G-ADVANCED และบริการ AIS WiFi มาสนับสนุนการเชื่อมต่อภายในพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ การทำงาน และการแลกเปลี่ยนไอเดีย พร้อมสร้างประสบการณ์การใช้งานดิจิทัลที่สะดวกและต่อเนื่อง เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงความรู้ เชื่อมต่อความคิด และต่อยอดสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ โดยมี นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร เอไอเอส, รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผศ.ดร.สุรัฐ ขวัญเมือง รองคณบดีฝ่ายบริหาร (กายภาพ/สื่อสารองค์กร/วิรัชกิจ) ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมเปิด AIS SPARK SPACE ตอกย้ำความตั้งใจของ AIS ในการนำศักยภาพด้านเทคโนโลยีและการเชื่อมต่อมาสร้างพื้นที่แห่งโอกาส และต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ร่วมกัน

AIS SPARK SPACE ได้รับการออกแบบเพื่อยกระดับพื้นที่บริเวณใต้อาคารให้เป็น Community Space ที่เอื้อต่อการจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ ด้วยบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเป็นมิตร รองรับการใช้งานที่หลากหลาย ทั้งการเรียนรู้ การทำงาน การประชุมกลุ่ม การแลกเปลี่ยนไอเดีย และการพักผ่อน ครอบคลุมทั้งโซนทำงานแบบ Individual และ Collaboration รวมถึงโซฟาและ Bean Bag สำหรับพักผ่อน พร้อมปรับปรุงระบบแสงสว่างให้เหมาะสมกับการใช้งาน ติดตั้งจุดชาร์จไฟบริเวณโต๊ะ และให้บริการ AIS WiFi เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้และการทำงานให้เชื่อมต่อได้อย่างต่อเนื่อง

AIS SPARK SPACE ตั้งอยู่บริเวณชั้น 1 อาคารวิศวฯ 100 ปี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองรับผู้ใช้งานประมาณ 75 ที่นั่ง และเปิดให้บริการทุกวัน จันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00–17.00 น. และ เสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 08.00 – 16.00 น. 

ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้! AIS โชว์นวัตกรรม AI สุดล้ำ ด้วยพลัง 5G-ADVANCEDชวนสัมผัสเทคโนโลยีแห่งอนาคต ทดลองเล่นจริงที่ AIS SIAM

0

AIS ชวนเปิดประสบการณ์โลกดิจิทัลแห่งอนาคต ให้เทคโนโลยี AI กลายเป็นเรื่องใกล้ตัว ผ่านโชว์เคสนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AIS 5G-ADVANCED เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ทดลองเล่นและสัมผัสความอัจฉริยะด้วยตัวเองที่ AIS SIAM แลนด์มาร์กไลฟ์สไตล์ดิจิทัลใจกลางเมือง ที่ผสานเทคโนโลยีเข้ากับไลฟ์สไตล์อย่างลงตัว ชวนทุกคนมาอัปเดตเทรนด์ ทดลองนวัตกรรมใหม่ ๆ และค้นพบความเป็นไปได้ของ AI ที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด ระหว่างวันที่ 19–20 ตุลาคม 2569

ภายในงานพบกับ 4 ไฮไลต์นวัตกรรม AI ตั้งแต่ Robot Dog น้องหมาหุ่นยนต์อัจฉริยะที่เสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่ม ต้อนรับและนำทางผู้มาเยือน พร้อมโชว์ความสามารถสุดน่ารัก, AI Movie Scene ที่ให้ผู้เข้าชมก้าวสู่บทบาทตัวเอกในภาพยนตร์ที่สร้างสรรค์ด้วย AI พร้อมเนรมิตภาพและวิดีโอสั้นในสไตล์ของตัวเอง, AI Glasses และ AI Toy นำเสนอผู้ช่วยดิจิทัลสำหรับชีวิตประจำวัน ผ่านแว่นตาที่ช่วยตอบคำถาม ค้นหาข้อมูล แนะนำเส้นทาง และแปลภาษา, AI Live Streaming โซลูชันที่ช่วยสร้างการนำเสนอสินค้าออนไลน์ด้วยเสียงและการขยับริมฝีปากที่สอดคล้องกับภาษาต่างๆ ช่วยลดข้อจำกัดด้านภาษาและเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงลูกค้าต่างประเทศผ่าน Live Commerce

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้ด้วยศักยภาพของ AIS 5G-ADVANCED มาตรฐานเครือข่ายใหม่ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ผสาน AI เข้ากับเทคโนโลยีการรวมคลื่นความถี่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรับส่งข้อมูล ให้ดาวน์โหลดเร็วขึ้นสูงสุด 1.5 เท่า และอัปโหลดเร็วขึ้นสูงสุด 2 เท่า รองรับไลฟ์สไตล์ดิจิทัลที่หลากหลาย ตั้งแต่การใช้งานโซเชียลมีเดีย การสร้างคอนเทนต์ ไปจนถึง Live Streaming และ Live Commerce ปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ 100% และพื้นที่อำเภอเมืองครบทั้ง 77 จังหวัด พร้อมเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดนวัตกรรมและสร้างโอกาสทางธุรกิจในยุคดิจิทัล

จากมื้ออาหารแห่งกำลังใจ สู่การร่วมใจฟื้นฟู

0

เมื่อน้ำลดลง หลายคนอาจมองว่าสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายแล้ว แต่สำหรับผู้คนในพื้นที่ การฟื้นฟูยังต้องดำเนินต่อ ทั้งการทำความสะอาดบ้านเรือน การจัดการน้ำเสียและกลิ่นไม่พึงประสงค์ ตลอดจนการฟื้นฟูแหล่งน้ำและพื้นที่ทำกินที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ชุมชนค่อยๆ กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

ซีพีเอฟจึงเดินหน้าสนับสนุนการฟื้นฟูทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและการดูแลผู้คนที่ยังต้องเร่งจัดการผลกระทบจากน้ำท่วม ควบคู่กับการส่งต่ออาหารและกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่

ฟื้นฟูแหล่งน้ำ ดูแลพื้นที่ทำกิน
หลังน้ำลด ปัญหาที่เกษตรกรต้องเร่งจัดการไม่ได้มีเพียงความเสียหายของบ้านเรือน แต่ยังรวมถึงสภาพแวดล้อมและแหล่งน้ำที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการกลับมาดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพ

นายเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจอาหารสัตว์บก จึงนำทีมจิตอาสาจัดโครงการ “ซีพีเอฟร่วมใจฟื้นฟู เคียงข้างลูกค้าฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน” นำผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรค จุลินทรีย์ EM ปูนขาว และน้ำดื่มซีพี ไปสนับสนุนเกษตรกร เพื่อนำไปใช้ตามความเหมาะสมในการดูแลพื้นที่และจัดการผลกระทบหลังน้ำท่วม ต้องดูแลทั้งความเป็นอยู่ของผู้คนและสภาพแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบ การสนับสนุนอุปกรณ์และผลิตภัณฑ์ที่จำเป็นจึงเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยให้เกษตรกรและชุมชนทยอยฟื้นฟูพื้นที่ พร้อมเดินหน้าสู่การกลับมาประกอบอาชีพได้อีกครั้ง

ขณะเดียวกัน ที่คลองหนองนาก จังหวัดสระบุรี ภาคีเครือข่าย จิตอาสา และหน่วยงานท้องถิ่นกว่า 40 คน รวมถึงทีมอาสาจากซีพี-เมจิ ร่วมกิจกรรม “หนองนากคลองสวย น้ำใส” โดยร่วมกันเติมน้ำหมักชีวภาพ พด.6 จำนวน 300 ลิตร ในระยะทางกว่า 1.5 กิโลเมตร เพื่อร่วมฟื้นฟูแหล่งน้ำ ลดปัญหาน้ำเสียและกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลต่อสภาพแวดล้อมชุมชน

เติมพลังให้คนทำงาน ส่งต่อกำลังใจถึงชุมชน
นอกจากการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมแล้ว ผู้คนที่กำลังเร่งทำความสะอาดและจัดการความเสียหายในชุมชนก็ต้องการการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่และจิตอาสาที่ลงแรงทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะและบ้านเรือน เพื่อให้ชุมชนกลับมาใช้ชีวิตได้สะดวกและปลอดภัยขึ้น

ในพื้นที่หมู่บ้านนักกีฬาแหลมทองและหมู่บ้านเคหะธานี 4 ซึ่งมีการเร่งทำความสะอาดครั้งใหญ่ ข้าวกล่องร้อนๆ จากโครงการ “ซีพี-ซีพีเอฟ ส่งอาหารจากใจ สู้ภัยน้ำท่วม” เป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนผู้ปฏิบัติงานและประชาชนในพื้นที่ เพื่อเติมพลังให้ทุกคนมีแรงเดินหน้าฟื้นฟูชุมชนต่อไป

    “น้ำลดแล้วก็จริง แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องช่วยกันจัดการ ทั้งน้ำเสีย กลิ่นเหม็น และความสกปรกที่หลงเหลืออยู่ พอมีคนเข้ามาช่วย เราก็มีกำลังใจที่จะค่อยๆ ฟื้นฟูทุกอย่างให้กลับมาเหมือนเดิม” เสียงจากคนในชุมชนที่กำลังเร่งฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำท่วม

ขณะเดียวกัน ซีพี-เมจิ ยังส่งมอบผลิตภัณฑ์นมผ่าน นางสาวเกศินี เจริญสุวรรณ สหกรณ์จังหวัดนครนายก เพื่อกระจายไปยังประชาชนและศูนย์ช่วยเหลือในพื้นที่จังหวัดนครนายกและปราจีนบุรี นับเป็นอีกส่วนหนึ่งของความร่วมมือในการดูแลผู้คนที่ยังต้องการความช่วยเหลือในช่วงฟื้นฟูหลังน้ำลด

การฟื้นฟูหลังน้ำท่วมต้องใช้เวลา ตั้งแต่การจัดการสภาพแวดล้อม การดูแลแหล่งน้ำและพื้นที่ทำกิน ไปจนถึงการสนับสนุนผู้คนที่กำลังเร่งฟื้นฟูบ้านเรือนและชุมชน ความร่วมมือจากหน่วยงานท้องถิ่น ภาคีเครือข่าย ภาคเอกชน และจิตอาสา จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้การฟื้นฟูเดินหน้าต่อเนื่อง

เพราะแม้น้ำจะลดลงแล้ว แต่ภารกิจของการฟื้นฟูยังไม่สิ้นสุด การร่วมแรงกันดูแลทั้งผู้คนและสิ่งแวดล้อม คือส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ชุมชนค่อยๆ กลับมาเข้มแข็ง ตั้งหลัก และก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง

สถิติใหม่! หุ้นไทย 9 เดือนแรกจ่ายปันผลทะลุ 8 แสนล้าน หมวด ‘แบงก์-พลังงาน-สื่อสาร’ แชมป์จ่ายหนักสุด

0

ฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยข้อมูลสถิติการจ่ายเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียนไทย (ทั้ง SET และ mai) ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค. – ก.ย. 2569) พบว่ามีการจ่ายเงินปันผลรวมกันสร้างสถิติสูงสุดใหม่ (All-time high)

พบว่า บริษัทจดทะเบียน จ่ายเงินปันผลรวม 585 บริษัท จำนวน 824 ครั้ง คิดเป็นมูลค่าเงินปันผลจ่ายสูงถึง 806,778 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35.81% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

เมื่อพิจารณามูลค่าเงินปันผลที่จ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นในช่วงเทศกาลจ่ายเงินปันผล (ในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม) พบว่า มีการจ่ายเงินปันผลรวม 587,835 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40.44% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และในเดือนกันยายน 2569 มีการจ่ายเงินปันผลรวมอีกกว่า 158,420 ล้านบาท

ช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม ของทุกปีเป็นเทศกาลจ่ายเงินปันผลจากผลประกอบการประจำปี  ซึ่งในช่วงดังกล่าวของปี 2569 บริษัทจดทะเบียนจ่ายเงินปันผล 560 ครั้ง คิดเป็น 67.96% ของจำนวนการจ่ายเงินปันผลรวมในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 และเดือนพฤษภาคม 2569 เป็นเดือนที่มีการจ่ายเงินปันผลมากที่สุดรวม 476 ครั้ง คิดเป็น 57.77% ของจำนวนการจ่ายเงินปันผลทั้งหมดในช่วงเวลาดังกล่าว ตามมาด้วยเดือนกันยายน 2569 ที่มีการจ่ายเงินปันผลรวม 205 ครั้ง คิดเป็น 24.88%

และเมื่อพิจาณาหมวดธุรกจิที่มีจ่ายปันผลมากที่สุด 3 อันดับแรก ประกอบด้วย หมวดธนาคาร จ่ายสูงสุดเป็นอันดับ 1 มูลค่ารวม 203,577 ล้านบาท ตามด้วย หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค มูลค่ารวม 175,317 ล้านบาท และ หมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร: มูลค่ารวม 136,288 ล้านบาท โดยทั้ง 3 หมวดนี้รวมกันคิดเป็น 63.86% ของมูลค่าเงินปันผลจ่ายทั้งหมดในช่วง 9 เดือนแรก

อย่างไรก็ตาม แม้นักลงทุนจะสามารถใช้สถิติและช่วงเวลาการจ่ายเงินปันผลในอดีตมาช่วยวางแผนคัดเลือกหุ้นเข้าพอร์ตได้ แต่เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวเป็นสถิติในอดีต นักลงทุนจึงควรพิจารณาปัจจัยพื้นฐาน ความสามารถในการทำกำไร กระแสเงินสด และแนวโน้มผลประกอบการในอนาคตควบคู่กันไปด้วย เพื่อสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอและลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนในระยะยาว

AIS เผยผล Thailand Cyber Wellness Index 2026 เปิด 5 สถานการณ์ดิจิทัลคนไทยสุขภาวะขยับสู่ระดับก้าวหน้า แต่ทักษะรู้เท่าทันยังต้องเร่งพัฒนา

0

AIS ตอกย้ำภารกิจสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัย เผยผลวิจัยดัชนีชี้วัดสุขภาวะดิจิทัลของไทย หรือ Thailand Cyber Wellness Index 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อสำรวจและติดตามความพร้อมของคนไทยในการใช้ชีวิตบนโลกดิจิทัล พร้อมนำข้อมูลมาใช้เป็นฐานในการพัฒนาทักษะและสร้างภูมิคุ้มกันให้ตรงกับความเสี่ยงของคนแต่ละกลุ่ม โดยพบว่า สุขภาวะดิจิทัลของคนไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 0.51 ในปี 2566 เป็น 0.724 ในปี 2569 ซึ่งเป็นการขยับสู่ระดับก้าวหน้า ขณะที่คนไทยใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างคล่องแคล่วแต่ทักษะการรู้เท่าทันและการตรวจสอบข้อมูลยังเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องพัฒนาควบคู่กัน สะท้อนผ่าน 5 สถานการณ์สำคัญที่คนไทยกำลังเผชิญบนโลกดิจิทัล ซึ่งมีความแตกต่างกันในแต่ละช่วงวัย

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร AIS กล่าวว่า “ผล Thailand Cyber Wellness Index ในปีนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนว่า คนไทยมีความพร้อมในการใช้ชีวิตบนโลกดิจิทัลดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้เราเห็นว่า การใช้เทคโนโลยีได้คล่อง ไม่ได้หมายความว่าเราจะรู้เท่าทันข้อมูลและความเสี่ยงที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์เสมอไป วันนี้โจทย์ของประเทศไทยจำเป็นต้องขยับจากการทำให้คนเข้าถึงและใช้เทคโนโลยีเป็น ไปสู่การสร้างคนไทยให้คิดเป็น ตรวจสอบเป็น ปลอดภัยเป็น และรับผิดชอบต่อผู้อื่นเป็น เพราะทักษะเหล่านี้คือพื้นฐานสำคัญของการใช้ชีวิตในยุคที่ AI ข้อมูลข่าวสาร และภัยออนไลน์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

            ผล TCWI 2026 ยังสะท้อนว่าการสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลไม่สามารถใช้แนวทางเดียวกับคนทุกกลุ่ม เพราะเด็ก เยาวชน วัยทำงาน และผู้สูงอายุ ต่างมีพฤติกรรมและความเสี่ยงไม่เหมือนกัน AIS จึงจะนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้เป็นฐานในการออกแบบการเรียนรู้ให้เหมาะกับคนแต่ละช่วงวัย ผ่าน Digital Health Check หลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ : AI Literacy และความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อให้คนไทยสามารถเติบโตไปพร้อมกับเทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน”

สำหรับดัชนีชี้วัดสุขภาวะดิจิทัลของคนไทย ประจำปี 2569 หรือ Thailand Cyber Wellness Index 2026 จัดทำขึ้นจากการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 77,492 คนทั่วประเทศ และวัดผลครอบคลุม 7 ด้าน ได้แก่ 1) การใช้งานดิจิทัล 2) ทักษะดิจิทัล 3) การสื่อสารและการทำงานร่วมกัน 4) อัตลักษณ์และสิทธิบนโลกดิจิทัล 5) ความปลอดภัยและความมั่นคง 6) การกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์ และ 7) ความสัมพันธ์ดิจิทัล โดยผล Thailand Cyber Wellness Index เผยให้เห็น 5 สถานการณ์สำคัญที่สะท้อนสุขภาวะดิจิทัลของคนไทยในวันนี้ ดังนี้

1. สุขภาวะดิจิทัลคนไทยสูงสุดในรอบ 4 ปี แต่ยังมีคนไทย 1 ใน 6 ที่ต้องเร่งพัฒนา

            คะแนนเฉลี่ยสุขภาวะดิจิทัลของคนไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 0.51 ในปี 2566 และเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็น 0.724 ในปี 2569 ทำให้ภาพรวมสุขภาวะดิจิทัลของประเทศขยับขึ้นสู่ระดับก้าวหน้า ขณะเดียวกัน คนไทย 1 ใน 6 ยังอยู่ในกลุ่มที่ต้องได้รับการพัฒนาความรู้และทักษะดิจิทัลเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

2. คนไทยใช้งานเทคโนโลยีได้คล่อง แต่ทักษะการรู้เท่าทันและตรวจสอบข้อมูลยังต้องพัฒนาควบคู่กัน

            เมื่อพิจารณาสุขภาวะดิจิทัลทั้ง 7 ด้าน พบว่า ความสามารถในการใช้งานดิจิทัลมีคะแนนเฉลี่ย 0.720 ขณะที่ทักษะการรู้เท่าทันดิจิทัลมีคะแนนต่ำที่สุด อยู่ที่ 0.653 สะท้อนถึงช่องว่างที่ต้องเร่งพัฒนาควบคู่กัน

            ช่องว่างดังกล่าวสะท้อนว่า การใช้อุปกรณ์ แพลตฟอร์ม หรือบริการดิจิทัลได้อย่างคล่องแคล่ว จำเป็นต้องพัฒนาควบคู่กับความสามารถในการตั้งคำถาม วิเคราะห์ความน่าเชื่อถือ และตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล โดยเฉพาะในยุค Generative AI ที่สามารถสร้างข้อความ ภาพ เสียง และวิดีโอที่ดูสมจริงได้อย่างรวดเร็ว การหยุดคิดและตรวจสอบก่อนเชื่อหรือส่งต่อจึงกลายเป็นทักษะสำคัญของผู้ใช้งานทุกคน

3. ภัยหลอกลวงออนไลน์อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด คนไทย 1 ใน 5 เคยมีประสบการณ์เกี่ยวข้อง

            ผล TCWI 2026 พบว่า คนไทย 20.7% หรือประมาณ 1 ใน 5 เคยมีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับภัยหลอกลวงออนไลน์อย่างน้อยหนึ่งรูปแบบ ทั้งลิงก์ปลอม ข้อความหลอกลวง การปลอมตัวเป็นบุคคลหรือหน่วยงาน และการชักชวนให้เปิดเผยข้อมูลหรือโอนเงิน สถานการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ความปลอดภัยบนโลกดิจิทัลในวันนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงการตั้งรหัสผ่านที่คาดเดายากหรือการป้องกันมัลแวร์ แต่ต้องรวมถึง “ความปลอดภัยในการตัดสินใจ” ตั้งแต่การตรวจสอบตัวตน แหล่งที่มา และความน่าเชื่อถือของข้อมูล ไปจนถึงการหยุดคิดก่อนคลิกลิงก์ เปิดเผยข้อมูลสำคัญ หรือโอนเงิน

4. เด็ก Gen Alpha อายุ 10–15 ปี แม้โตมากับเทคโนโลยี แต่สุขภาวะดิจิทัลยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ

            เด็ก Gen Alpha มีคะแนนสุขภาวะดิจิทัลเฉลี่ย 0.61 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ โดย 29.4% หรือเกือบ 3 ใน 10 ยังอยู่ในกลุ่มที่ต้องเร่งพัฒนา โดยเฉพาะด้านการรู้เท่าทันข้อมูล ความปลอดภัย ความสัมพันธ์บนโลกออนไลน์ และความเข้าใจเรื่องร่องรอยดิจิทัล หรือ Digital Footprint ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาคะแนนสุขภาวะด้าน Cyberbullying ตามช่วงวัย พบว่าคะแนนลดลงจาก 0.82 ในวัย 10–12 ปี เหลือ 0.76 ในวัย 13–15 ปี และ 0.75 ในช่วงอายุ 16–22 ปี สะท้อนว่า การป้องกันไม่ควรรอจนเด็กเข้าสู่ช่วงวัยที่ต้องให้ความสำคัญ แต่ควรเริ่มปูพื้นฐานตั้งแต่วัย 10–12 ปี ให้เด็กเข้าใจว่าทุกโพสต์ ความคิดเห็น และการส่งต่อข้อมูลสามารถสร้างผลกระทบและทิ้งร่องรอยบนโลกออนไลน์ได้ พร้อมเรียนรู้การปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล คิดก่อนโพสต์หรือแชร์ เคารพสิทธิและความรู้สึกของผู้อื่น ไม่ร่วมขยายความรุนแรง และกล้าขอความช่วยเหลือเมื่อเผชิญ Cyberbullying

5. คนไทยใช้และเข้าใจ AI ดีขึ้น แต่ช่องว่างระหว่างช่วงวัยยังชัดเจน

            คะแนนเฉลี่ยด้านการใช้และความเข้าใจ AI ของคนไทยในปี 2569 อยู่ที่ 3.30 จาก 5 เพิ่มขึ้นจาก 3.18 ในปี 2568 แสดงให้เห็นว่าคนไทยเริ่มคุ้นเคยและนำ AI มาใช้มากขึ้น แต่เมื่อพิจารณาตามช่วงวัย พบว่ากลุ่มอายุ 23–29 ปีมีคะแนนสูงที่สุดที่ 3.61 ขณะที่ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปมีคะแนนต่ำที่สุดที่ 2.53 ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนถึงช่องว่างด้านการเข้าถึง ความรู้ และความสามารถในการใช้ AI ระหว่างคนแต่ละช่วงวัย หรือความเหลื่อมล้ำทาง AI (AI Divide) ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงการมีหรือไม่มีโอกาสใช้เทคโนโลยี แต่รวมถึงความสามารถในการเลือกใช้ AI ให้เหมาะสมกับงาน ตั้งคำถาม ตรวจสอบความถูกต้องของผลลัพธ์ และเข้าใจข้อจำกัดของเทคโนโลยี เพราะ AI จะสร้างประโยชน์ได้อย่างแท้จริง เมื่อผู้ใช้งานยังสามารถคิด ตรวจสอบ และตัดสินใจได้ด้วยตนเอง

            จากผล Thailand Cyber Wellness Index ทั้งหมด AIS จะนำข้อมูลไปต่อยอดสู่การพัฒนาทักษะที่เหมาะกับบริบทและความเสี่ยงของคนแต่ละช่วงวัย ตั้งแต่การวางรากฐานด้านการรู้เท่าทัน ร่องรอยดิจิทัล และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นสำหรับเด็ก การรับมือ Cyberbullying และแรงกดดันจากสังคมออนไลน์สำหรับเยาวชน การใช้ AI และป้องกันภัยหลอกลวงสำหรับวัยทำงาน ไปจนถึงการเสริมความมั่นใจด้าน AI และความปลอดภัยให้แก่ผู้สูงอายุ

            AIS ทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ ครอบครัว สื่อมวลชน และพันธมิตร อย่างต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยนข้อมูลจากผลสำรวจให้เกิดการลงมือทำ ตั้งแต่การค้นหาช่องว่างผ่าน Digital Health Check การพัฒนาความรู้ผ่านหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์: AI Literacy ไปจนถึงการร่วมสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ปลอดภัยและรับผิดชอบ ยังคงเดินหน้าในฐานะผู้นำที่เป็นเพื่อนคู่คิดที่ไม่เพียงเชื่อมต่อคนไทยเข้ากับเทคโนโลยี แต่ร่วมสร้างความพร้อมให้ทุกคนสามารถ “ใช้เป็น คิดเป็น ตรวจสอบเป็น ปลอดภัยเป็น และรับผิดชอบเป็น” เพื่อให้สุขภาวะดิจิทัลของคนไทยเติบโตได้ทันกับเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน

            ผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะการใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน สามารถเรียนรู้ผ่านหลักสูตร AI Literacyเพื่อเสริมความเข้าใจในการเลือกใช้ ตรวจสอบข้อมูล และใช้ AI อย่างเหมาะสม ปลอดภัย และรับผิดชอบ ได้ที่ https://aunjaicyber.ais.th/pathway/162

เมืองไทยประกันชีวิต คว้า 2 รางวัลใหญ่ระดับสากลจาก The Global Economic Awards 2026 ตอกย้ำผู้นำด้านความยั่งยืนและการสร้างความสุขอย่างแท้จริง

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) (MTL) ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญด้วยการคว้ารางวัลระดับสากลจากเวที The Global Economic Awards ประจำปี 2026 จำนวน 2 รางวัล สะท้อนภาพลักษณ์การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมาย (Purpose-led organization) ที่บูรณาการความสุขของลูกค้า ความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน ความเป็นผู้นำด้าน ESG และความแข็งแกร่งทางการเงินเข้าไว้ด้วยกันเป็นโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน

โดยรางวัล “Outstanding Contributions towards Sustainable Life Insurance – Thailand 2026” มอบให้แก่ นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  จากความโดดเด่นในการเป็นผู้นำด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่นำหลัก ESG เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานหลักขององค์กรอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้พันธกิจ “Embedding Sustainability into our own Operations” โดยกำหนดยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นคุณค่าระยะยาวให้แก่ผู้เอาประกันภัย สร้างโอกาสในการเข้าถึงการประกันภัยและให้ความรู้แก่ลูกค้าและประชาชนอย่างทั่วถึง ตลอดจนดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใสจนได้รับการต่ออายุสมาชิกแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (CAC) อย่างต่อเนื่อง

พร้อมด้วยรางวัล “Leading Life Assurance Company for Sustainable Customer Well-being – Thailand 2026″ ซึ่งมอบให้แก่บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เพื่อเชิดชูเกียรติในฐานะองค์กรที่สร้างความเป็นอยู่ที่ดีและความสุขให้แก่ผู้บริโภคอย่างยั่งยืน ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนองค์กรผ่านการดูแลสุขภาวะแบบองค์รวมให้แก่พนักงาน มุ่งมั่นในการยกระดับการให้บริการลูกค้าเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินและสุขภาพที่ดีสำหรับทุกช่วงชีวิตในระยะยาว มีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง มีความยืดหยุ่น และมีความเป็นผู้นำในตลาดประกันชีวิตในประเทศไทย

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ความสำเร็จจาก 2 รางวัลในระดับสากลนี้ คือเครื่องยืนยันว่าเราได้ก้าวข้ามการเป็นเพียงบริษัทประกันชีวิตแบบดั้งเดิม สู่องค์กรยุคใหม่ที่มุ่งส่งมอบ ‘ความสุข’ ที่วัดผลได้จริงแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ทั้งลูกค้า พนักงาน ชุมชน และผู้ถือหุ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายทางโครงสร้างประชากร ทั้งวัยแรงงานที่ลดลงและภาระค่าใช้จ่ายหลังเกษียณที่สูงขึ้น เมืองไทยประกันชีวิตในฐานะพันธมิตรที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 75 ปี จึงเดินหน้าขับเคลื่อน Longevity Ecosystem อย่างเต็มกำลัง เรามุ่งสร้างสมดุลให้ชีวิตแบบครบมิติ ทั้ง Lifespan (อายุยืนยาว) Healthspan (สุขภาพแข็งแรง) และ Wealthspan (การเงินมั่นคง) เพื่อให้ทุกการเติบโตและทุกช่วงวัยของลูกค้าเป็นชีวิตที่เปี่ยมด้วยคุณภาพและพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง”