Home Blog Page 2

เมืองไทยประกันชีวิต คว้ารางวัล “Future of Longevity Award”
ตอกย้ำวิสัยทัศน์การสร้างคุณภาพชีวิตที่ยืนยาวอย่างยั่งยืน เพื่อคนไทยทุกช่วงวัย

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัล “Future of Longevity Award” จากเวที Brand Inside Awards 2026 รางวัลที่มอบให้แก่องค์กรที่สามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ที่ตอบโจทย์บริบทใหม่ของการใช้ชีวิตในอนาคต ทั้งด้านสุขภาพ (Health) การมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ (Lifespan) รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการทำงานและวิถีชีวิต เพื่อรองรับความต้องการของผู้คนในทุกช่วงของชีวิต (Life Stage) โดยมีนายปราโมทย์ ศักดิ์กำจร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนขึ้นรับรางวัล งานจัดขึ้น ณ One Bangkok

รางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเมืองไทยประกันชีวิตในการก้าวข้ามบทบาทของธุรกิจประกันชีวิตแบบดั้งเดิม สู่การเป็น Life & Health Partner ที่อยู่เคียงข้างลูกค้าในทุกช่วงของชีวิต ผ่านการพัฒนานวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ บริการ และการสร้าง Longevity Ecosystem ที่เชื่อมโยงการดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ และความมั่นคงทางการเงินเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อส่งเสริมให้คนไทยมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ (Healthy & Happy Longevity)

ตลอดระยะเวลากว่า 75 ปี เมืองไทยประกันชีวิตได้เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดรับกับโครงสร้างประชากรที่กำลังก้าวสู่สังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพ และความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคในแต่ละช่วงวัย พร้อมนำเทคโนโลยีและความร่วมมือกับพันธมิตรในหลากหลายอุตสาหกรรมมาสร้างระบบนิเวศที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถดูแลสุขภาพ ป้องกันความเสี่ยง วางแผนการเงิน และใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจในทุกช่วงของชีวิต

การได้รับรางวัล Future of Longevity Award ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการยกย่องความสำเร็จของผลิตภัณฑ์หรือบริการเท่านั้น แต่ยังเป็นการยืนยันถึงวิสัยทัศน์และทิศทางการดำเนินธุรกิจของเมืองไทยประกันชีวิต ที่มุ่งสร้างคุณค่าระยะยาวให้แก่ลูกค้าและสังคมไทย พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมประกันชีวิตให้มีบทบาทสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกและสังคมในอนาคต

ทั้งนี้ Brand Inside Awards 2026 จัดขึ้นเพื่อเชิดชูองค์กรและแบรนด์ที่มีบทบาทในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของผู้คน ผ่านการดำเนินธุรกิจที่มีวิสัยทัศน์และนวัตกรรม โดยมีการพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในหลากหลายสาขา เพื่อคัดเลือกองค์กรที่สามารถสร้างคุณค่าและผลลัพธ์เชิงประจักษ์ได้อย่างต่อเนื่อง

AIS คว้า 2 รางวัลใหญ่จาก Brand Inside Awards 2026 ตอกย้ำบทบาทองค์กรระดับประเทศ ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะ พร้อมสร้างกำลังคนไทยสู่ยุค AI

0

AIS ตอกย้ำบทบาทผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะ คว้า 2 รางวัลจากเวที Brand Inside Awards 2026 ได้แก่ รางวัล  AI & Digital People Empowerment Award จากการพัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI ให้แก่คนไทย และรางวัล World Class Intelligent Infrastructure Award จากการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อยกระดับขีดความสามารถของภาคธุรกิจไทย สะท้อนถึงพันธกิจของ AIS ในการขับเคลื่อนประเทศอย่างครบวงจร ผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งและการเตรียมกำลังคนให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง เพื่อเสริมศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลไทยให้เติบโตและแข่งขันได้ในเวทีโลก

 รางวัล AI & Digital People Empowerment Award ในหมวด People & Workplace โดยมี นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนรับรางวัล ตอกย้ำบทบาทของ AIS Academy ในการพัฒนากำลังคนดิจิทัลของประเทศ ภายใต้ภารกิจคิดเผื่อ ที่มุ่งสร้างความพร้อมด้าน AI ให้แก่คนไทย องค์กรไทย และสังคมไทย ผ่านระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา และสังคม ตั้งแต่การจัดทำ Thailand AI Readiness Index การเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่พัฒนานวัตกรรมผ่าน JUMP THAILAND HACKATHON ตลอดจนการยกระดับ AI Literacy ควบคู่กับการสร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์ เพื่อให้คนไทยใช้เทคโนโลยีได้อย่างรู้เท่าทัน ปลอดภัย และสร้างสรรค์

 ทางด้านรางวัล World Class Intelligent Infrastructure Award ในหมวด Business and Branding โดยมี นายนวชัย เกียรติก่อเกื้อ หัวหน้าส่วนงานการตลาดกลุ่มลูกค้าองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนรับรางวัล ถือเป็นเครื่องยืนยันบทบาทของ AIS Business ในการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ภาคธุรกิจไทย ผ่านบริการที่เชื่อมโยง Network, Cloud, Hyperscale Data Center และ Sovereign Cloud เข้าด้วยกันอย่างครบวงจร ช่วยให้องค์กรบริหารจัดการข้อมูลได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และมีอธิปไตยทางข้อมูล พร้อมต่อยอดสู่การใช้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างโอกาสทางธุรกิจ และเสริมความพร้อมให้ภาคธุรกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงในเศรษฐกิจดิจิทัล

โดยทั้ง 2 รางวัลเป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพของ AIS ในการขับเคลื่อนดิจิทัลอัจฉริยะให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง การเพิ่มขีดความสามารถให้ภาคธุรกิจ ไปจนถึงการพัฒนาคนให้พร้อมรับโอกาสจาก AI พร้อมเดินหน้าผสานเทคโนโลยี ความรู้ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจดิจิทัลและขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

 Brand Inside Awards 2026 จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี Brand Inside ภายใต้แนวคิด A Decade of Business that Moves the World เพื่อยกย่องแบรนด์และองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิต และผลักดันสังคมไทยให้ก้าวไปข้างหน้า โดยพิธีมอบรางวัลจัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ณ common 6 ชั้น 6 อาคาร ONE BANGKOK Tower 4

AIS SIAM ปลุกคอมมูนิตี้คนรักมัตจะ เปิด “Matcha Social Club” แมตช์ทุกไลฟ์สไตล์ชาว Gen C ผ่านมัตจะ ดนตรี ศิลปะ และกิจกรรมสุดชิค ตอกย้ำพื้นที่ของคน “ชอบเล่น” จนได้เป็น “ตัวจริง”

0

AIS SIAM คอมมูนิตี้สเปซของชาว Gen C ใจกลางสยาม เดินหน้าตอกย้ำบทบาทพื้นที่ของคน “ชอบเล่น” จนได้เป็น “ตัวจริง” ผ่านแคมเปญ “Matcha Social Club” ชวนทุกคนมา Match กับความชอบ ไลฟ์สไตล์ และผู้คนใหม่ ๆ ผ่านประสบการณ์ที่ผสานมัตจะ ดนตรี ศิลปะ แฟชั่น และคอมมูนิตี้ไว้ในที่เดียว ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม – 30 กันยายน 2569 ณ AIS SIAM ตลอดแคมเปญ AIS SIAM จะถูกเนรมิตให้เป็น “Matcha Destination” แห่งใหม่ใจกลางสยาม ด้วยผลงานการออกแบบจากศิลปิน Illustrator รุ่นใหม่ “จูโน่ – ชญากานต์ หรรษคุณาชัย” ผู้ถ่ายทอดคาแรกเตอร์ของ Matcha Social Club ออกมาในสไตล์สดใส สนุก และเต็มไปด้วยพลังของคนรุ่นใหม่ พร้อมมุมถ่ายภาพ จุดเช็กอิน และ Matcha Bar สำหรับนั่งชิล พบปะเพื่อนใหม่ และฟังเพลงในไวบ์ที่ชอบ

พร้อมกันนี้ PLUG Café ยังมีเมนูใหม่ เครื่องดื่มมัตจะสูตรพิเศษ 4 เมนู 4 สไตล์ ให้ทุกคนเลือกแก้วที่ใช่ให้ตรงกับ Mood ของตัวเอง ได้แก่ Summer Daydream การผสมผสานระหว่าง Pure Matcha และแตงโม ให้รสชาติหวานฉ่ำ สดชื่น ดื่มง่าย เหมาะสำหรับวันที่ต้องการเติมความสดใส, Sunrise Matcha การจับคู่ Pure Matcha กับส้มโอ เพิ่มรสเปรี้ยวอมหวานและกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของผลไม้ โดยยังคงเอกลักษณ์ของมัตจะไว้อย่างลงตัว, Golden Grove มัตจะโคลด์โฟมเนื้อนุ่มละมุน ผสานความสดชื่นของส้ม เกิดเป็นรสชาติที่ทั้งหอม นุ่ม และรีเฟรชในแก้วเดียว และ Dirty Matcha มัตจะ รสชาติเข้มลึก เบลนด์เข้ากับนมสด วิปปิ้งครีม วานิลลา และน้ำผึ้ง ให้สัมผัสนุ่มละมุน หอมหวาน และสมดุล เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบมัตจะสไตล์เข้มข้นและครีมมี่ พิเศษ! สำหรับลูกค้า AIS สามารถใช้ AIS POINTS 10 คะแนน และลูกค้าเซเรเนดใช้เพียง 1 คะแนน เพื่อแลกรับส่วนลดเครื่องดื่มมูลค่า 20 บาท

อีกหนึ่งไฮไลต์ของแคมเปญคือ “Moodular Synth” ประสบการณ์อินเทอร์แอ็กทีฟที่ชวนทุกคนมาค้นหา Mood และ Musical Taste ของตัวเอง ผ่านการเชื่อมต่อสาย Synth และปรับแต่ง Filter ตามความรู้สึก ก่อนรับ “Taste Receipt” ซึ่งบันทึกรสนิยมทางดนตรีเฉพาะตัวกลับไปเป็นที่ระลึก พร้อมกันนี้ยังมีกิจกรรมที่จะมาร่วมสร้างสีสันและเชื่อมโยงคอมมูนิตี้ตลอดแคมเปญ ไม่ว่าจะเป็น Matcha Party, Matcha Listening Party และ Matcha Run Club พร้อม Merchandise คอลเลกชันพิเศษ ทั้งเสื้อยืด โปสการ์ด และ Tumbler ที่ออกแบบขึ้นภายใต้คาแรกเตอร์ของ Matcha Social Club โดยสามารถแลกซื้อได้ที่ PLUG Café

แคมเปญ Matcha Social Club สะท้อนความตั้งใจของ AIS SIAM ที่ต้องการเป็นมากกว่าสถานที่นัดพบ แต่คือพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ทดลอง ลงมือเล่น เชื่อมต่อกับผู้คน และพัฒนาความชอบของตัวเอง เพราะทุกความเป็น “ตัวจริง” อาจเริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ ที่เราชอบ ก่อนเติบโตเป็นตัวตนและคอมมูนิตี้ที่ใช่ มาร่วมเลือกแก้วที่ใช่ ค้นหาไวบ์ที่ชอบ และเปิดรับประสบการณ์ใหม่ไปด้วยกันใน AIS SIAM Matcha Social Club ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม – 30 กันยายน 2569 ณ AIS SIAM ติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ทาง Instagram: @aissiam_official

ใหม่ล่าสุด! สลากออมสิน 5 ปี ลุ้น 10 ล้านบาท เดือนละ 2 ครั้ง ฝากครบรับดอกเบี้ย 5 บาท/หน่วย ซื้อเลยที่ MyMo/ออมสินทุกสาขา

0

ออมสินเปิดใหม่ จัดเต็ม! กับ ‘สลากออมสินพิเศษ 5 ปี’ ซื้อแล้วได้ลุ้นบ่อยกว่าเดิม เดือนละ 2 ครั้ง!! (แบบใบสลากและสลากดิจิทัล)

รางวัลรับเต็มไม่เสียภาษี เงินต้นอยู่ครบ
ซื้อได้แล้ววันนี้ที่ MyMo คลิก >> https://to.gsb.or.th/VyxZe7B9
หรือที่ธนาคารออมสินทุกสาขา

  • ลุ้นรางวัลที่ 1 มูลค่า 10 ล้านบาท เดือนละ 2 ครั้ง รวมมูลค่า 20 ล้านบาท (ออกรางวัลทุกวันที่ 1 และ 16 ของทุกเดือน) ฝากครบ 5 ปี ได้รับดอกเบี้ย 5.00 บาท/หน่วย (0.20% ต่อปี)
  • สลากออมสินพิเศษ (ใบสลากและดิจิทัล) ราคา 500 บาทต่อหน่วย
  • แบบใบสลาก ซื้อขั้นต่ำ 500 บาท (1 หน่วย)
  • แบบดิจิทัล ซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท (2 หน่วย)

ดอกเบี้ยและเงินรางวัล บุคคลธรรมดาไม่เสียภาษี
กรณีถอนก่อนครบกำหนด ให้เป็นไปตามเงื่อนไขผลิตภัณฑ์สลากออมสินพิเศษ
เงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือ อบก. พัฒนาศักยภาพบุคลากร หนุนตลาดคาร์บอนไทย

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ เสริมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านการพัฒนาศักยภาพผู้เชี่ยวชาญและการเพิ่มจำนวนผู้ทวนสอบก๊าซเรือนกระจก ส่งเสริมกลไกลดก๊าซเรือนกระจก ตลาดคาร์บอน พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลสู่แพลตฟอร์ม SET Carbon สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและการเงินเพื่อความยั่งยืน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้พัฒนา SET Carbon Platform ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานจาก อบก. ในปี 2568 ให้บริษัทจดทะเบียนใช้คำนวณและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามข้อกำหนดของสำนักงาน ก.ล.ต. โดยข้อมูลต้องผ่านการทวนสอบโดยผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองจาก อบก. ความร่วมมือครั้งนี้จึงมุ่งพัฒนาศักยภาพผู้เชี่ยวชาญและเพิ่มจำนวนผู้ทวนสอบ โดย              ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะนำประสบการณ์ในการดูแลมาตรฐานการสอบผ่านแพลตฟอร์ม SET Exam และศูนย์สอบ มาสนับสนุนการจัดสอบให้มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการส่งเสริมการเรียนรู้และเชื่อมโยงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศตลาดคาร์บอน เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้านก๊าซเรือนกระจก เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสีย ตอกย้ำวิสัยทัศน์ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities”

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กล่าวว่าในฐานะที่ อบก. เป็นหน่วยงานหลักที่มีบทบาทในการส่งเสริมการดำเนินงานด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาศักยภาพให้กับหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยสถาบันวิทยาการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Action Academy : CAA ที่ อบก.จัดตั้งขึ้น ถือเป็นภารกิจสำคัญ และความร่วมมือจากตลาดหลักทรัพย์ฯ จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดและรองรับความต้องการบุคลากร เช่น ผู้ทวนสอบในระบบนิเวศตลาดคาร์บอน ให้มีความโปร่งใสและมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ เป็นการยกระดับความน่าเชื่อถือ รองรับการเติบโตของกลไกลดก๊าซเรือนกระจกและตลาดคาร์บอนในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯ และ อบก. มีระยะเวลา 3 ปี เพื่อสร้างบุคลากรคุณภาพ ส่งเสริมกลไกลดก๊าซเรือนกระจก พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม นำพาประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน

ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดงบไตรมาส 2/2569 ทำกำไรต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 6 โชว์รายได้เติบโตและวินัยทางการเงิน พร้อมจ่ายปันผล 5.2 พันล้านบาท 4 ส.ค.2569

0

ทรู คอร์ปอเรชั่น ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 เดินหน้าสร้างผลกำไรได้อย่างต่อเนื่อง จากรายได้เติบโตและการบริหารการเงินอย่างมีวินัย แม้เผชิญผลกระทบจากเศรษฐกิจมหภาคที่เพิ่มขึ้น แต่ผลการดำเนินงานของทุกกลุ่มธุรกิจยังคงเติบโตในทิศทางที่ดี

สำหรับไตรมาสนี้ บริษัทมีกำไรสุทธิหลังหักภาษีจำนวน 6.6 พันล้านบาท ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 2.83 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน

นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ทรู คอร์ปอเรชั่น สร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งอีกไตรมาส โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของรายได้จากการให้บริการทุกกลุ่มธุรกิจ การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของจำนวนผู้ใช้บริการ และการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน การลงทุนเพื่อพัฒนาโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่และไฟเบอร์ให้ทันสมัย การดำเนินงานเชิงพื้นที่แบบเจาะจง รวมถึงการนำ AI มายกระดับประสบการณ์ลูกค้าและการปฏิบัติงาน ทั้งหมดนี้ ผลให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้นและผลการดำเนินธุรกิจแข็งแกร่งยิ่งขึ้น จากนี้ไป เราจะเสริมศักยภาพการเปลี่ยนผ่านองค์กรด้วย AI ในทุกมิติ ผ่าน AI Centre of Excellence การวางรากฐานข้อมูลที่แข็งแกร่ง ควบคู่กับการยกระดับกระบวนการทำงานแบบครบวงจร (End-to-End) เพื่อขยายขีดความสามารถด้านนวัตกรรม เพิ่มผลิตภาพ และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน”

จำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้น 479,000 เลขหมาย เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐในโครงการไทยช่วยไทย พลัส และการเข้าร่วมโครงการ “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Study Anywhere Anytime)” ของกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของ กสทช. ส่งผลให้จำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รวมอยู่ที่ 48.6 ล้านเลขหมาย ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตบ้านเพิ่มขึ้น 28,000 ราย เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน จากความเสถียรของโครงข่ายและคุณภาพการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น โดยไตรมาสนี้ มีผู้ใช้บริการ 5G รวม 19.3 ล้านราย

นายนกุล เซห์กัล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ไตรมาส 2/2569 นับเป็นอีกหนึ่งไตรมาสที่ทรู คอร์ปอเรชั่น มีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง มีจุดเด่นรายได้จากการให้บริการกลับมาเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อน โดย EBITDA เพิ่มขึ้น 13.5% และกำไรสุทธิหลังหักภาษีอยู่ที่ 6.6 พันล้านบาท นับเป็นไตรมาสที่ 6 ติดต่อกันที่บริษัทมีกำไร ผลการดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนถึงการรักษาวินัยทางการเงินและการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง แม้ไตรมาสนี้จะเผชิญกับความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจมหภาคที่เพิ่มสูงขึ้น สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และแรงกดดันด้านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่ยังคงดำเนินอยู่ คณะกรรมการบริษัทฯ ได้อนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 เป็นจำนวน 5.2 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล 79% หรือเงินปันผล 0.15 บาทต่อหุ้น (Dividend per Share: DPS)”

ตัวเลขทางการเงินที่สำคัญสำหรับไตรมาส 2/2569

▪️รายได้จากการให้บริการไม่รวมรายได้ค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (IC): 4.14 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการเติบโตของธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และธุรกิจออนไลน์ และเพิ่มขึ้น 0.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน จากการเติบโตของทุกกลุ่มธุรกิจ เมื่อปรับผลกระทบจากรายได้การให้บริการข้ามโครงข่ายในประเทศที่ลดลง รายได้จากการให้บริการเพิ่มขึ้น 1.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน และ 0.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน

▪️EBITDA: 2.83 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการเติบโตของรายได้และประโยชน์จากการได้มาซึ่งใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ และ EBITDA เพิ่มขึ้น 1.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน อัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้จากการให้บริการ เพิ่มขึ้น 7.6 จุดเปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อน มาอยู่ที่ 68.5% สำหรับไตรมาส 2/2569 ทั้งนี้ นับตั้งแต่การควบรวมกิจการแล้วเสร็จ ทรู คอร์ปอเรชั่น สามารถเพิ่ม EBITDA ได้รวม 8.9 พันล้านบาท หรือคิดเป็นการเติบโต 46%

▪️อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA (Leverage Ratio): อยู่ที่ 3.7 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 ลดลง 0.3 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน และ 0.1 เท่าเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน▪️กำไรสุทธิหลังหักภาษี (NPAT): 6.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.2 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน และทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน

▪️เป้าหมายทางการเงิน ปี 2569 (ใหม่):-รายได้จากการให้บริการไม่รวม IC: เติบโต 1–2% เมื่อเทียบกับปีก่อน-EBITDA: เติบโต 7–9% (ไม่เปลี่ยนแปลง)-CAPEX: 2.5–2.7 หมื่นล้านบาท (ไม่เปลี่ยนแปลง)

ไม่อิงกระแส! ชุมชน…ผู้พิทักษ์ระบบนิเวศ

0

แหล่งน้ำทุกแห่งคือหัวใจของชุมชน เป็นแหล่งอาหาร เป็นอาชีพ และเป็นมรดกทางธรรมชาติที่ส่งต่อจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง การดูแลแหล่งน้ำจึงไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานรัฐเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนที่อาศัยและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติเดียวกัน

กรณีตัวอย่างที่ยกมาในครั้งนี้ มีเป้าหมายชัดเจนคือ “รักษาระบบนิเวศ” จึงนำเรื่องการพบปลาหมอคางดำในหลายพื้นที่ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การปกป้องระบบนิเวศต้องอาศัยความร่วมมือของชุมชนเป็นกำลังสำคัญ เพราะไม่มีใครรู้จักคลอง หนอง บึง และแหล่งน้ำในพื้นที่ได้ดีเท่ากับคนในชุมชนเอง ทุกคนจึงเป็นด่านหน้าในการเฝ้าระวัง แจ้งข้อมูล และร่วมควบคุมการแพร่กระจายของปลาได้อย่างรวดเร็วที่สุด

เป้าหมายของการดำเนินงานในวันนี้ ไม่ใช่การกำจัดปลาหมอคางดำให้หมดไปในเวลาอันสั้น แต่คือ การควบคุมประชากรปลาให้อยู่ในพื้นที่จำกัด ลดการแพร่กระจายไปยังแหล่งน้ำใหม่ และรักษาสมดุลของระบบนิเวศให้คงอยู่ นี่คือเป้าหมายที่ทำได้จริง หากทุกชุมชนร่วมกันลงมืออย่างต่อเนื่อง

หัวใจของความสำเร็จอยู่ที่การเปลี่ยน “การจับปลา” ให้กลายเป็น “กิจวัตรของการดูแลแหล่งน้ำ” เมื่อพบปลาหมอคางดำในพื้นที่ที่มีการระบาด การจับปลาเพื่อนำไปบริโภค แปรรูป หรือใช้ประโยชน์ตามความเหมาะสม เป็นการช่วยลดจำนวนประชากรปลาและลดโอกาสการขยายพันธุ์ ขณะเดียวกัน หากพบการระบาดในพื้นที่ใหม่ การแจ้งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบโดยเร็ว จะช่วยให้สามารถเข้าควบคุมสถานการณ์ได้ก่อนที่ปลาจะแพร่กระจายเป็นวงกว้าง

สิ่งสำคัญไม่แพ้กัน คือการใช้จุดแข็งของแต่ละชุมชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นภูมิปัญญาการประมงพื้นบ้าน ความร่วมมือของกลุ่มประมง องค์กรชุมชน โรงเรียน วัด หรือเครือข่ายอาสาสมัคร ทุกพื้นที่มีศักยภาพในการออกแบบวิธีการดูแลแหล่งน้ำให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของตนเอง เพราะการปกป้องระบบนิเวศไม่มีรูปแบบเดียว แต่มีเป้าหมายเดียวกัน คือการลดการแพร่ระบาดและรักษาทรัพยากรของชุมชน

การควบคุมปลาหมอคางดำจึงไม่ใช่การแข่งขันระหว่างหน่วยงาน แต่เป็นการรวมพลังของคนในพื้นที่ เพราะทุกครั้งที่ชุมชนร่วมกันจับปลา เฝ้าระวัง และดูแลแหล่งน้ำ เท่ากับกำลังลดโอกาสที่ปลาจะขยายไปยังพื้นที่อื่น และช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพของแหล่งน้ำไทยให้คงอยู่ต่อไป
​💥 ใช้ภูมิปัญญาบ้านๆ สู้ศึกสายน้ำ
​ไม่ต้องรอเทคโนโลยีลอยฟ้า! ภูมิปัญญาประมงพื้นบ้าน อวน แห ไซ ตาข่าย นี่แหละของจริง! ดึงวัด โรงเรียน อบต. กลุ่มอาสาสมัคร ร่วมมือกัน ลุยตามบริบทพื้นที่

​”ตัววัดผลไม่ใช่จำนวนข่าว ไม่ใช่ภาพดาราลงไปจับปลาเอาหน้า… แต่วัดกันที่น้ำคลองแต่ละบ้านยังอุดมสมบูรณ์อยู่ไหม! คลองข้างเคียงยังรอดพ้นจากคางดำหรือเปล่า!”

​การปกป้องสายน้ำไทยไม่ได้เริ่มจากโครงการหรูหราหมื่นล้าน แต่เริ่มจากการตัดสินใจของคนในชุมชนวันนี้… จับ เฝ้าระวัง แจ้งเบาะแส! ถ้าชุมชนแข็งแกร่ง ประเทศไทยก็รอด​ จากการสร้างเครือข่าย “ผู้พิทักษ์ระบบนิเวศ” ที่เข้มแข็ง เป็นรากฐานสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และความมั่นคงทางอาหารของประเทศในระยะยาว.

ฟาร์มสัตว์น้ำไทย…พร้อมรับมือโลกที่เปลี่ยนไปแล้วหรือยัง?

0

ทุกครั้งที่เกิดปัญหาในวงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กระแสสังคมมักพุ่งไปที่คำถามว่า “ใครผิด?” หรือ “ต้นเหตุคืออะไร?” แต่คำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ…
วันนี้ ฟาร์มของเกษตรกรไทยพร้อมรับมือกับความเสี่ยงยุคใหม่แล้วหรือยัง?

โลกทุกวันนี้ไม่เหมือนเมื่อ 20 ปีก่อน การเลี้ยงสัตว์น้ำไม่ได้เสี่ยงแค่โรคระบาด แต่ยังต้องเผชิญกับอากาศที่แปรปรวน น้ำเสื่อมคุณภาพ สิ่งมีชีวิตต่างถิ่น และมาตรฐานอาหารที่เข้มงวดขึ้นทุกปี
ฟาร์มที่ยังสูบน้ำจากคลองเข้าบ่อโดยไม่มีระบบกรอง ก็อาจรับทั้งเชื้อโรค ปรสิต หรือสัตว์น้ำที่ไม่ต้องการเข้ามาพร้อมกับน้ำ

คำถามคือ…

  • มีระบบกรองน้ำหรือไม่
  • มีมาตรการ Biosecurity หรือเปล่า
  • ตรวจคุณภาพน้ำสม่ำเสมอหรือไม่
  • ใช้ข้อมูลบริหารฟาร์มหรือยัง

หลายคนมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็น “ต้นทุน”
แต่ในความเป็นจริง มันคือ ต้นทุนของการป้องกัน ซึ่งอาจถูกกว่าความเสียหายที่ต้องจ่ายเมื่อเกิดวิกฤตหลายเท่า
ประเทศที่เป็นผู้นำด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในวันนี้ ไม่ได้แข่งขันกันว่าใครลงทุนต่ำที่สุด แต่แข่งขันกันว่า ใครควบคุมความเสี่ยงได้ดีที่สุด ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และรักษาสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป

สำหรับประเทศไทย ความจริงคือ ฟาร์มจำนวนไม่น้อยที่ใช้น้ำจากคลองหรือแหล่งน้ำธรรมชาติโดยตรง กำลังเปิดรับความเสี่ยงเข้าสู่บ่อเลี้ยงทุกครั้งที่สูบน้ำหรือปล่อยน้ำเข้าบ่อ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรค ปรสิต สัตว์น้ำต่างถิ่น หรือสารปนเปื้อนจากต้นน้ำ หากไม่มีการติดตั้งระบบกรองน้ำ ระบบเติมอากาศ บ่อตกตะกอน เครื่องตรวจวัดคุณภาพน้ำ ระบบจัดการข้อมูลฟาร์ม หรือมาตรการด้าน Biosecurity การลงทุนในระบบต่างๆ เหล่านี้ ก็เพื่อเพิ่มโอกาสในการอยู่รอดของธุรกิจ มากกว่ารอความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจสูงกว่าต้นทุนของการป้องกันหลายเท่า

การบริหารฟาร์มยุคใหม่จึงไม่ใช่เพียงการลดค่าใช้จ่าย แต่คือการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ
ไม่ใช่เรื่องของฟาร์มขนาดใหญ่เท่านั้น แต่เป็นพื้นฐานของความอยู่รอดของฟาร์มทุกขนาด ขณะที่เกษตรกรบางส่วนกังวลว่าการใช้เทคโนโลยีจะเพิ่มต้นทุน แต่ในความเป็นจริง เทคโนโลยีที่เหมาะสมสามารถช่วยลดความเสี่ยง ลดการสูญเสีย และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

ขณะเดียวกัน สังคมควรตระหนักว่าการลดลงของทรัพยากรสัตว์น้ำตามธรรมชาติไม่อาจอธิบายด้วยสาเหตุเพียงประการเดียว โรคระบาด การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษ การใช้ทรัพยากรเกินศักยภาพของธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลร่วมกัน การกำหนดนโยบายบนพื้นฐานของสาเหตุเพียงด้านเดียว ย่อมเสี่ยงต่อการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด

การช่วยเหลือเกษตรกรเมื่อเกิดวิกฤตเป็นหน้าที่ของรัฐ แต่การช่วยเหลือที่ยั่งยืนควรมุ่งสร้างขีดความสามารถให้เกษตรกรสามารถรับมือกับความเสี่ยงในอนาคต ผ่านการลงทุนด้านเทคโนโลยี การจัดการน้ำ ระบบ Biosecurity และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อปรับปรุงฟาร์ม

ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของโลก แต่ศักยภาพนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนยอมรับความจริงร่วมกันว่า ไม่ได้เกิดจากการลดต้นทุนเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากการผสมผสานระหว่างวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การบริหารจัดการ และการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง

การช่วยเกษตรกรไม่ควรมีแค่การเยียวยาหลังเกิดปัญหา แต่ต้องช่วยให้เข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี เงินทุน
เพราะอนาคตของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย…
จะไม่ได้วัดกันแค่ผลผลิต แต่จะวัดกันที่ว่า ใครปรับตัวได้ก่อน./

เมืองไทยประกันชีวิต จัดงาน “75 ปี เมืองไทยประกันชีวิต 75 ปี ของคนทัพหน้า”
ปลุกสุดยอดพลัง Do It Now แก่ทุกช่องทางการขายอย่างยิ่งใหญ่ประกาศเดินหน้าสร้าง Longevity Ecosystem ยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยอย่างยั่งยืน

0

เมืองไทยประกันชีวิต จัดงาน “75 ปี เมืองไทยประกันชีวิต 75 ปี ของคนทัพหน้า” ปลุกสุดยอดพลัง Do It Now แก่ทุกช่องทางการขายอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และเครือข่ายพันธมิตร ภายใต้แนวคิด Longevity Economy เพื่อสนับสนุนให้คนไทยมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพใจ และความมั่นคงทางการเงิน

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) นำทัพ จัดงานสุดยิ่งใหญ่ “75 ปี เมืองไทยประกันชีวิต 75 ปี ของคนทัพหน้า” ปลุกสุดยอดพลัง Do It Now ชาวสีบานเย็นทุกช่องทางการขาย (All Channel) เพื่อก้าวเดินไปสู่เส้นชัยแห่งการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและพิชิตความสำเร็จได้เหนือเป้าหมาย บนจุดยืนในการส่งมอบความสุข ความอุ่นใจ และรอยยิ้มให้แก่ลูกค้าคนสำคัญในทุกช่วงของชีวิต ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และเครือข่ายตัวแทนที่มีคุณภาพ หัวใจการบริการ และจรรยาบรรณสูงสุด โดยในงานมี ดร.สุธี โมกขะเวส กรรมการผู้จัดการ นายภูมิชาย ล่ำซำ ที่ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และตัวแทนฝ่ายขายทุกช่องทาง บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) งานจัดขึ้น ณ ภิรัชฮอลล์ ไบเทค บางนา

ภายในงาน นายสาระ ได้เปิดมุมมองความพร้อมขององค์กรในการขับเคลื่อนธุรกิจประกันชีวิตท่ามกลางความท้าทายของโลกยุคใหม่ ที่มุ่งยกระดับบทบาทของเมืองไทยประกันชีวิต ในการเป็นคู่คิดด้านการวางแผนชีวิตและสุขภาพ ที่ลูกค้าไว้วางใจ ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และเครือข่ายตัวแทนที่มีคุณภาพ หัวใจการบริการ และจรรยาบรรณสูงสุด

พร้อมฉายภาพสำคัญให้เห็นถึงประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ขณะที่ประชาชนต้องเผชิญทั้งค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น จำนวนประชากรวัยแรงงานที่ลดลง และความเสี่ยงจากเงินออมที่อาจไม่เพียงพอหลังเกษียณ เมืองไทยประกันชีวิตจึงมุ่งขยายบทบาทจากการให้ความคุ้มครองด้านชีวิตและสุขภาพ สู่การเป็นพันธมิตรที่ช่วยดูแลลูกค้าตลอดช่วงชีวิต ภายใต้แนวคิด Longevity Economy

แนวคิดดังกล่าวไม่ได้มองเพียงการมีช่วงชีวิตที่ยืนยาวขึ้น หรือ Lifespan เท่านั้น แต่ต้องทำให้คนมีช่วงเวลาที่สุขภาพแข็งแรงยาวนานขึ้น หรือ Healthspan ควบคู่กับการมีความมั่นคงทางการเงินเพียงพอตลอดชีวิต หรือ Wealthspan โดยเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ทั้ง 3 ด้านสอดคล้องกัน เพื่อให้ชีวิตที่ยืนยาวเป็นชีวิตที่มีคุณภาพ สามารถพึ่งพาตนเอง และใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจในทุกช่วงวัย

บริษัทฯ เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกันโรค การตรวจสุขภาพ การรักษา การฟื้นฟู ไปจนถึงการดูแลระยะยาว พร้อมเชื่อมโยงบริการสุขภาพผ่านเครือข่ายสถานพยาบาลกว่า 750 แห่งทั่วประเทศ และสถานพยาบาลคู่สัญญาโครงการพิเศษ (Muang Thai Smile Hospital Network) จำนวน 166 แห่ง รวมถึงบริการ Primary Care, Telemedicine โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพ และสิทธิประโยชน์ที่สนับสนุนให้ลูกค้าดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

ในด้านการวางแผนการเงิน เมืองไทยประกันชีวิตมุ่งพัฒนาความคุ้มครองให้ตอบโจทย์ลูกค้าในทุกช่วงชีวิต ตั้งแต่การดูแลสุขภาพและโรคร้ายแรง การคุ้มครองชีวิตและอุบัติเหตุ ไปจนถึงการออมเพื่อวัยเกษียณ การสร้างรายได้หลังเกษียณ และการวางแผนส่งต่อทรัพย์สินให้กับคนในครอบครัว พร้อมยกระดับการดูแลให้มากกว่าความคุ้มครองตามกรมธรรม์ โดยเชื่อมโยงผลประโยชน์จากประกันเข้ากับบริการดูแลที่นำไปใช้ได้จริง เช่น การฟื้นฟูหลังการรักษา การดูแลที่บ้าน และการดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว

“การจัดงาน 75 ปี เมืองไทยประกันชีวิต 75 ปี ของคนทัพหน้า ถือเป็นการปลุกพลังครั้งสำคัญให้แก่ตัวแทนทุกช่องทางทั่วประเทศ พร้อมทั้งได้เปิดมุมมองและสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้ตัวแทนฝ่ายขายทุกช่องทาง ได้เตรียมความพร้อมในการส่งต่อการให้คำปรึกษา การแนะนำ และ การวางแผนทางการเงินที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละรายได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งยังได้มองเห็นถึงเส้นทางในการพิชิตความสำเร็จ พร้อมลงมือทำในทันที ด้วยพลังแห่งการขับเคลื่อน Do It Now” นายสาระ กล่าว

AIS Business ปั้น Smart Building ลุยตลาดอาคารสำนักงานด้วยโซลูชันครบวงจร ยกระดับสู่มาตรฐานอัจฉริยะและอาคารสีเขียว

0

AIS Business ต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐานและบริการดิจิทัล เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอาคารสำนักงานทุกรูปแบบ Smart Building ผ่านโซลูชันครบวงจรที่ครอบคลุมตั้งแต่ Digital Backbone ระบบบริหารจัดการ ไปจนถึงเทคโนโลยีอัจฉริยะ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้อาคาร ดึงดูดผู้เช่าคุณภาพ และสร้างมูลค่าให้อสังหาริมทรัพย์ในระยะยาว พร้อมสนับสนุนการพัฒนาไปสู่มาตรฐานตึกอัจฉริยะและอาคารสีเขียว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมขีดความสามารถของภาคธุรกิจและเศรษฐกิจดิจิทัลไทย

ภูผา เอกะวิภาต หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)

นายภูผา เอกะวิภาต หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เมื่อเศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีมากขึ้น ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานได้กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เห็นได้จากการคาดการณ์ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมว่า เศรษฐกิจดิจิทัลไทยในปี 2569 จะมีมูลค่าราว 5.6 ล้านล้านบาท สะท้อนว่า Cloud, Data, AI, IoT และระบบอัตโนมัติกำลังเข้าไปเป็นส่วนสำคัญของการดำเนินธุรกิจในทุกอุตสาหกรรม  ทั้งนี้ ในฐานะผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการดิจิทัลให้กับภาคธุรกิจ AIS Business จึงเตรียมความพร้อมด้วยโซลูชันที่ช่วยให้องค์กรสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยอาคารสำนักงานถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เพราะเป็นพื้นที่ที่คน ระบบ ข้อมูล และเทคโนโลยีทำงานร่วมกันทุกวัน หากอาคารมีความพร้อม ธุรกิจก็จะสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง ปลอดภัย และรองรับการเติบโตในอนาคต”

“นอกเหนือจากการเตรียมอาคารใหม่ให้มีความพร้อมตั้งแต่ต้นแล้ว เรายังมองเห็นโอกาสสำคัญในการยกระดับอาคารเดิมให้ตอบโจทย์ธุรกิจยุคใหม่ จากข้อมูลของ JLL ที่ระบุว่า พื้นที่สำนักงานราว 60% ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีอายุมากกว่า 20 ปี สะท้อนว่ายังมีอาคารอีกจำนวนมากที่สามารถปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและระบบบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการสร้างใหม่ทั้งหมด นี่จึงเป็นโอกาสของเจ้าของอาคารในการเพิ่มศักยภาพของสินทรัพย์ และเสริมความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางการเข้าสู่ตลาดของอาคารระดับพรีเมียมรุ่นใหม่ และยังช่วยสร้างความเชื่อมั่น ดึงดูดและรักษาผู้เช่าคุณภาพ ตลอดจนเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจให้กับอสังหาริมทรัพย์ ภายใต้พันธกิจ ‘Your Trusted Smart Digital Partner’ AIS Business ได้พร้อมเป็นพันธมิตรในการวางรากฐานให้อาคารสามารถรองรับเทคโนโลยีใหม่ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของภาคธุรกิจให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน” นายภูผา กล่าวทิ้งท้าย

การพัฒนา Smart Building ต้องเริ่มต้นจาก Digital Backbone ที่มีความแข็งแกร่ง เพื่อรองรับการเชื่อมต่อ การดำเนินธุรกิจ และการขยายระบบในอนาคต โดย AIS Business วางองค์ประกอบสำคัญไว้ 5 ด้าน ได้แก่

  • โครงข่ายไฟเบอร์หลักที่มีเสถียรภาพและพร้อมใช้งานต่อเนื่อง (High Availability Fiber Backbone)

วางระบบ Fiber Optic เพื่อให้อาคารมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและเสถียร รองรับ Cloud, AI และแอปพลิเคชันสำคัญ พร้อมพร้อมเพิ่มความจุของโครงข่ายหรือ Bandwidth ตามจำนวนผู้ใช้งาน อุปกรณ์ และปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้น

  • อินเทอร์เน็ตสำรองเพื่อความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Network Resilience & Business Continuity)
    ออกแบบเครือข่ายให้มีเส้นทางเชื่อมต่อและระบบสำรองมากกว่าหนึ่งชุด หากโครงข่ายหลักเกิดขัดข้อง ระบบจะสลับไปใช้เส้นทางสำรองโดยอัตโนมัติ รักษาการเชื่อมต่อภายในอาคาร และลดผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของผู้เช่า
  • ระบบสัญญาณมือถือครอบคลุมทั่วทั้งอาคาร (Complete Indoor Mobile Coverage)
    ติดตั้งระบบกระจายสัญญาณให้ครอบคลุมสำนักงาน ห้องประชุม ล็อบบี้ ลิฟต์ และชั้นใต้ดิน รองรับการโทร ใช้อินเทอร์เน็ต และประชุมออนไลน์ได้อย่างต่อเนื่อง ลดปัญหาสัญญาณอ่อนหรือขาดหายในพื้นที่อับสัญญาณ
  • ระบบ Wi-Fi ระดับองค์กร รองรับผู้ใช้งานและอุปกรณ์จำนวนมาก (Enterprise Wi-Fi Infrastructure)
    ติดตั้ง Wi-Fi ครอบคลุมพื้นที่สำนักงานและส่วนกลาง พร้อมบริหารจากศูนย์กลาง รองรับ Hybrid Working อุปกรณ์จำนวนมาก และบริการดิจิทัลภายในอาคาร
  •  โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับเทคโนโลยีในอนาคต (Future-ready Network Infrastructure)
    ออกแบบระบบให้รองรับเทคโนโลยีใหม่ เช่น IoT กล้อง AI ระบบจอดรถอัจฉริยะ ลิฟต์อัจฉริยะ ระบบบริหารอาคาร ระบบวัดและติดตามการใช้พลังงานอัจฉริยะ ระบบประมวลผลข้อมูลภายในอาคาร และ Digital Twin ช่วยให้สามารถขยายระบบในอนาคตได้โดยไม่ต้องรื้อโครงสร้างเดิมทั้งหมด เพิ่มความยืดหยุ่นในการพัฒนาให้สอดรับกับความต้องการของผู้เช่าและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง

เมื่อวาง Digital Backbone ครบทั้ง 5 ด้านแล้ว โครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวจะทำหน้าที่เป็นรากฐานในการเชื่อมโยงระบบต่าง ๆ ภายในอาคารให้ทำงานร่วมกันและบริหารจัดการจากศูนย์กลาง เจ้าของอาคารจึงสามารถติดตามและควบคุมระบบสำคัญ แก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว ขณะเดียวกันยังสามารถปรับการใช้ไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ และแสงสว่างให้สอดคล้องกับจำนวนผู้ใช้งานจริง รวมถึงยกระดับการรักษาความปลอดภัย การเข้าออกอาคาร การจัดการผู้มาติดต่อ และที่จอดรถให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น  โดยข้อมูลที่เกิดขึ้นจากระบบต่าง ๆ สามารถนำมาวิเคราะห์รูปแบบการพัฒนาบริการภายในอาคาร พร้อมช่วยติดตามการใช้พลังงาน น้ำ และทรัพยากรแบบ Real-time ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น สนับสนุนการจัดทำข้อมูล ESG และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนและทรัพยากร ขณะที่ผู้เช่าได้รับประโยชน์จากสภาพแวดล้อมการทำงานที่สะดวก ปลอดภัย และสอดคล้องกับนโยบายด้านความยั่งยืนขององค์กร

ทั้งนี้ องค์ประกอบทั้งหมดช่วยเตรียมความพร้อมให้อาคารสามารถต่อยอดสู่การขอรับรองมาตรฐานระดับสากล ได้แก่ WiredScore ด้านคุณภาพการเชื่อมต่อ SmartScore ด้านการใช้เทคโนโลยียกระดับการบริหารและประสบการณ์ของผู้ใช้อาคาร และ LEED ด้านประสิทธิภาพพลังงานและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมาตรฐานเหล่านี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่น สะท้อนคุณภาพของอาคารอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นข้อมูลสำคัญประกอบการตัดสินใจของผู้เช่า ที่ผ่านมา AIS มีประสบการณ์สนับสนุน Digital Infrastructure ให้กับโครงการสำคัญ อาทิ กลุ่มศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม เช่น QSNCC, BITEC บางนา, IMPACT เมืองทองธานี หรือกลุ่มอาคาร Mixed-Use เช่น EmDistrict, One Bangkok, Central Park เป็นต้น ในการยกระดับการเชื่อมต่อ การบริหารจัดการ และประสบการณ์ของผู้ใช้อาคาร พร้อมเสริมความสามารถในการแข่งขันของอสังหาริมทรัพย์ในระยะยาว

ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่สนใจยกระดับอาคารสำนักงานสู่ Smart Building สามารถกรอกข้อมูลติดต่อเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญจาก AIS Business ติดต่อกลับ พร้อมให้คำปรึกษาและประเมินแนวทางที่เหมาะสมสำหรับอาคารของท่าน ได้ที่ https://www.ais.th/business/enterprise/industries/property