Home Blog Page 2

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือ อบก. พัฒนาศักยภาพบุคลากร หนุนตลาดคาร์บอนไทย

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ เสริมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านการพัฒนาศักยภาพผู้เชี่ยวชาญและการเพิ่มจำนวนผู้ทวนสอบก๊าซเรือนกระจก ส่งเสริมกลไกลดก๊าซเรือนกระจก ตลาดคาร์บอน พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลสู่แพลตฟอร์ม SET Carbon สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและการเงินเพื่อความยั่งยืน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้พัฒนา SET Carbon Platform ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานจาก อบก. ในปี 2568 ให้บริษัทจดทะเบียนใช้คำนวณและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามข้อกำหนดของสำนักงาน ก.ล.ต. โดยข้อมูลต้องผ่านการทวนสอบโดยผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองจาก อบก. ความร่วมมือครั้งนี้จึงมุ่งพัฒนาศักยภาพผู้เชี่ยวชาญและเพิ่มจำนวนผู้ทวนสอบ โดย              ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะนำประสบการณ์ในการดูแลมาตรฐานการสอบผ่านแพลตฟอร์ม SET Exam และศูนย์สอบ มาสนับสนุนการจัดสอบให้มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการส่งเสริมการเรียนรู้และเชื่อมโยงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศตลาดคาร์บอน เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้านก๊าซเรือนกระจก เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสีย ตอกย้ำวิสัยทัศน์ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities”

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กล่าวว่าในฐานะที่ อบก. เป็นหน่วยงานหลักที่มีบทบาทในการส่งเสริมการดำเนินงานด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาศักยภาพให้กับหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยสถาบันวิทยาการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Action Academy : CAA ที่ อบก.จัดตั้งขึ้น ถือเป็นภารกิจสำคัญ และความร่วมมือจากตลาดหลักทรัพย์ฯ จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดและรองรับความต้องการบุคลากร เช่น ผู้ทวนสอบในระบบนิเวศตลาดคาร์บอน ให้มีความโปร่งใสและมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ เป็นการยกระดับความน่าเชื่อถือ รองรับการเติบโตของกลไกลดก๊าซเรือนกระจกและตลาดคาร์บอนในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯ และ อบก. มีระยะเวลา 3 ปี เพื่อสร้างบุคลากรคุณภาพ ส่งเสริมกลไกลดก๊าซเรือนกระจก พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม นำพาประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน

ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดงบไตรมาส 2/2569 ทำกำไรต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 6 โชว์รายได้เติบโตและวินัยทางการเงิน พร้อมจ่ายปันผล 5.2 พันล้านบาท 4 ส.ค.2569

0

ทรู คอร์ปอเรชั่น ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 เดินหน้าสร้างผลกำไรได้อย่างต่อเนื่อง จากรายได้เติบโตและการบริหารการเงินอย่างมีวินัย แม้เผชิญผลกระทบจากเศรษฐกิจมหภาคที่เพิ่มขึ้น แต่ผลการดำเนินงานของทุกกลุ่มธุรกิจยังคงเติบโตในทิศทางที่ดี

สำหรับไตรมาสนี้ บริษัทมีกำไรสุทธิหลังหักภาษีจำนวน 6.6 พันล้านบาท ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 2.83 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน

นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ทรู คอร์ปอเรชั่น สร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งอีกไตรมาส โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของรายได้จากการให้บริการทุกกลุ่มธุรกิจ การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของจำนวนผู้ใช้บริการ และการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน การลงทุนเพื่อพัฒนาโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่และไฟเบอร์ให้ทันสมัย การดำเนินงานเชิงพื้นที่แบบเจาะจง รวมถึงการนำ AI มายกระดับประสบการณ์ลูกค้าและการปฏิบัติงาน ทั้งหมดนี้ ผลให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้นและผลการดำเนินธุรกิจแข็งแกร่งยิ่งขึ้น จากนี้ไป เราจะเสริมศักยภาพการเปลี่ยนผ่านองค์กรด้วย AI ในทุกมิติ ผ่าน AI Centre of Excellence การวางรากฐานข้อมูลที่แข็งแกร่ง ควบคู่กับการยกระดับกระบวนการทำงานแบบครบวงจร (End-to-End) เพื่อขยายขีดความสามารถด้านนวัตกรรม เพิ่มผลิตภาพ และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน”

จำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้น 479,000 เลขหมาย เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐในโครงการไทยช่วยไทย พลัส และการเข้าร่วมโครงการ “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Study Anywhere Anytime)” ของกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของ กสทช. ส่งผลให้จำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รวมอยู่ที่ 48.6 ล้านเลขหมาย ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตบ้านเพิ่มขึ้น 28,000 ราย เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน จากความเสถียรของโครงข่ายและคุณภาพการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น โดยไตรมาสนี้ มีผู้ใช้บริการ 5G รวม 19.3 ล้านราย

นายนกุล เซห์กัล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ไตรมาส 2/2569 นับเป็นอีกหนึ่งไตรมาสที่ทรู คอร์ปอเรชั่น มีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง มีจุดเด่นรายได้จากการให้บริการกลับมาเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อน โดย EBITDA เพิ่มขึ้น 13.5% และกำไรสุทธิหลังหักภาษีอยู่ที่ 6.6 พันล้านบาท นับเป็นไตรมาสที่ 6 ติดต่อกันที่บริษัทมีกำไร ผลการดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนถึงการรักษาวินัยทางการเงินและการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง แม้ไตรมาสนี้จะเผชิญกับความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจมหภาคที่เพิ่มสูงขึ้น สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และแรงกดดันด้านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่ยังคงดำเนินอยู่ คณะกรรมการบริษัทฯ ได้อนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 เป็นจำนวน 5.2 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล 79% หรือเงินปันผล 0.15 บาทต่อหุ้น (Dividend per Share: DPS)”

ตัวเลขทางการเงินที่สำคัญสำหรับไตรมาส 2/2569

▪️รายได้จากการให้บริการไม่รวมรายได้ค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (IC): 4.14 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการเติบโตของธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และธุรกิจออนไลน์ และเพิ่มขึ้น 0.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน จากการเติบโตของทุกกลุ่มธุรกิจ เมื่อปรับผลกระทบจากรายได้การให้บริการข้ามโครงข่ายในประเทศที่ลดลง รายได้จากการให้บริการเพิ่มขึ้น 1.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน และ 0.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน

▪️EBITDA: 2.83 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการเติบโตของรายได้และประโยชน์จากการได้มาซึ่งใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ และ EBITDA เพิ่มขึ้น 1.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน อัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้จากการให้บริการ เพิ่มขึ้น 7.6 จุดเปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อน มาอยู่ที่ 68.5% สำหรับไตรมาส 2/2569 ทั้งนี้ นับตั้งแต่การควบรวมกิจการแล้วเสร็จ ทรู คอร์ปอเรชั่น สามารถเพิ่ม EBITDA ได้รวม 8.9 พันล้านบาท หรือคิดเป็นการเติบโต 46%

▪️อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA (Leverage Ratio): อยู่ที่ 3.7 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 ลดลง 0.3 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน และ 0.1 เท่าเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน▪️กำไรสุทธิหลังหักภาษี (NPAT): 6.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.2 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน และทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน

▪️เป้าหมายทางการเงิน ปี 2569 (ใหม่):-รายได้จากการให้บริการไม่รวม IC: เติบโต 1–2% เมื่อเทียบกับปีก่อน-EBITDA: เติบโต 7–9% (ไม่เปลี่ยนแปลง)-CAPEX: 2.5–2.7 หมื่นล้านบาท (ไม่เปลี่ยนแปลง)

ไม่อิงกระแส! ชุมชน…ผู้พิทักษ์ระบบนิเวศ

0

แหล่งน้ำทุกแห่งคือหัวใจของชุมชน เป็นแหล่งอาหาร เป็นอาชีพ และเป็นมรดกทางธรรมชาติที่ส่งต่อจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง การดูแลแหล่งน้ำจึงไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานรัฐเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนที่อาศัยและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติเดียวกัน

กรณีตัวอย่างที่ยกมาในครั้งนี้ มีเป้าหมายชัดเจนคือ “รักษาระบบนิเวศ” จึงนำเรื่องการพบปลาหมอคางดำในหลายพื้นที่ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การปกป้องระบบนิเวศต้องอาศัยความร่วมมือของชุมชนเป็นกำลังสำคัญ เพราะไม่มีใครรู้จักคลอง หนอง บึง และแหล่งน้ำในพื้นที่ได้ดีเท่ากับคนในชุมชนเอง ทุกคนจึงเป็นด่านหน้าในการเฝ้าระวัง แจ้งข้อมูล และร่วมควบคุมการแพร่กระจายของปลาได้อย่างรวดเร็วที่สุด

เป้าหมายของการดำเนินงานในวันนี้ ไม่ใช่การกำจัดปลาหมอคางดำให้หมดไปในเวลาอันสั้น แต่คือ การควบคุมประชากรปลาให้อยู่ในพื้นที่จำกัด ลดการแพร่กระจายไปยังแหล่งน้ำใหม่ และรักษาสมดุลของระบบนิเวศให้คงอยู่ นี่คือเป้าหมายที่ทำได้จริง หากทุกชุมชนร่วมกันลงมืออย่างต่อเนื่อง

หัวใจของความสำเร็จอยู่ที่การเปลี่ยน “การจับปลา” ให้กลายเป็น “กิจวัตรของการดูแลแหล่งน้ำ” เมื่อพบปลาหมอคางดำในพื้นที่ที่มีการระบาด การจับปลาเพื่อนำไปบริโภค แปรรูป หรือใช้ประโยชน์ตามความเหมาะสม เป็นการช่วยลดจำนวนประชากรปลาและลดโอกาสการขยายพันธุ์ ขณะเดียวกัน หากพบการระบาดในพื้นที่ใหม่ การแจ้งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบโดยเร็ว จะช่วยให้สามารถเข้าควบคุมสถานการณ์ได้ก่อนที่ปลาจะแพร่กระจายเป็นวงกว้าง

สิ่งสำคัญไม่แพ้กัน คือการใช้จุดแข็งของแต่ละชุมชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นภูมิปัญญาการประมงพื้นบ้าน ความร่วมมือของกลุ่มประมง องค์กรชุมชน โรงเรียน วัด หรือเครือข่ายอาสาสมัคร ทุกพื้นที่มีศักยภาพในการออกแบบวิธีการดูแลแหล่งน้ำให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของตนเอง เพราะการปกป้องระบบนิเวศไม่มีรูปแบบเดียว แต่มีเป้าหมายเดียวกัน คือการลดการแพร่ระบาดและรักษาทรัพยากรของชุมชน

การควบคุมปลาหมอคางดำจึงไม่ใช่การแข่งขันระหว่างหน่วยงาน แต่เป็นการรวมพลังของคนในพื้นที่ เพราะทุกครั้งที่ชุมชนร่วมกันจับปลา เฝ้าระวัง และดูแลแหล่งน้ำ เท่ากับกำลังลดโอกาสที่ปลาจะขยายไปยังพื้นที่อื่น และช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพของแหล่งน้ำไทยให้คงอยู่ต่อไป
​💥 ใช้ภูมิปัญญาบ้านๆ สู้ศึกสายน้ำ
​ไม่ต้องรอเทคโนโลยีลอยฟ้า! ภูมิปัญญาประมงพื้นบ้าน อวน แห ไซ ตาข่าย นี่แหละของจริง! ดึงวัด โรงเรียน อบต. กลุ่มอาสาสมัคร ร่วมมือกัน ลุยตามบริบทพื้นที่

​”ตัววัดผลไม่ใช่จำนวนข่าว ไม่ใช่ภาพดาราลงไปจับปลาเอาหน้า… แต่วัดกันที่น้ำคลองแต่ละบ้านยังอุดมสมบูรณ์อยู่ไหม! คลองข้างเคียงยังรอดพ้นจากคางดำหรือเปล่า!”

​การปกป้องสายน้ำไทยไม่ได้เริ่มจากโครงการหรูหราหมื่นล้าน แต่เริ่มจากการตัดสินใจของคนในชุมชนวันนี้… จับ เฝ้าระวัง แจ้งเบาะแส! ถ้าชุมชนแข็งแกร่ง ประเทศไทยก็รอด​ จากการสร้างเครือข่าย “ผู้พิทักษ์ระบบนิเวศ” ที่เข้มแข็ง เป็นรากฐานสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และความมั่นคงทางอาหารของประเทศในระยะยาว.

ฟาร์มสัตว์น้ำไทย…พร้อมรับมือโลกที่เปลี่ยนไปแล้วหรือยัง?

0

ทุกครั้งที่เกิดปัญหาในวงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กระแสสังคมมักพุ่งไปที่คำถามว่า “ใครผิด?” หรือ “ต้นเหตุคืออะไร?” แต่คำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ…
วันนี้ ฟาร์มของเกษตรกรไทยพร้อมรับมือกับความเสี่ยงยุคใหม่แล้วหรือยัง?

โลกทุกวันนี้ไม่เหมือนเมื่อ 20 ปีก่อน การเลี้ยงสัตว์น้ำไม่ได้เสี่ยงแค่โรคระบาด แต่ยังต้องเผชิญกับอากาศที่แปรปรวน น้ำเสื่อมคุณภาพ สิ่งมีชีวิตต่างถิ่น และมาตรฐานอาหารที่เข้มงวดขึ้นทุกปี
ฟาร์มที่ยังสูบน้ำจากคลองเข้าบ่อโดยไม่มีระบบกรอง ก็อาจรับทั้งเชื้อโรค ปรสิต หรือสัตว์น้ำที่ไม่ต้องการเข้ามาพร้อมกับน้ำ

คำถามคือ…

  • มีระบบกรองน้ำหรือไม่
  • มีมาตรการ Biosecurity หรือเปล่า
  • ตรวจคุณภาพน้ำสม่ำเสมอหรือไม่
  • ใช้ข้อมูลบริหารฟาร์มหรือยัง

หลายคนมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็น “ต้นทุน”
แต่ในความเป็นจริง มันคือ ต้นทุนของการป้องกัน ซึ่งอาจถูกกว่าความเสียหายที่ต้องจ่ายเมื่อเกิดวิกฤตหลายเท่า
ประเทศที่เป็นผู้นำด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในวันนี้ ไม่ได้แข่งขันกันว่าใครลงทุนต่ำที่สุด แต่แข่งขันกันว่า ใครควบคุมความเสี่ยงได้ดีที่สุด ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และรักษาสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป

สำหรับประเทศไทย ความจริงคือ ฟาร์มจำนวนไม่น้อยที่ใช้น้ำจากคลองหรือแหล่งน้ำธรรมชาติโดยตรง กำลังเปิดรับความเสี่ยงเข้าสู่บ่อเลี้ยงทุกครั้งที่สูบน้ำหรือปล่อยน้ำเข้าบ่อ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรค ปรสิต สัตว์น้ำต่างถิ่น หรือสารปนเปื้อนจากต้นน้ำ หากไม่มีการติดตั้งระบบกรองน้ำ ระบบเติมอากาศ บ่อตกตะกอน เครื่องตรวจวัดคุณภาพน้ำ ระบบจัดการข้อมูลฟาร์ม หรือมาตรการด้าน Biosecurity การลงทุนในระบบต่างๆ เหล่านี้ ก็เพื่อเพิ่มโอกาสในการอยู่รอดของธุรกิจ มากกว่ารอความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจสูงกว่าต้นทุนของการป้องกันหลายเท่า

การบริหารฟาร์มยุคใหม่จึงไม่ใช่เพียงการลดค่าใช้จ่าย แต่คือการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ
ไม่ใช่เรื่องของฟาร์มขนาดใหญ่เท่านั้น แต่เป็นพื้นฐานของความอยู่รอดของฟาร์มทุกขนาด ขณะที่เกษตรกรบางส่วนกังวลว่าการใช้เทคโนโลยีจะเพิ่มต้นทุน แต่ในความเป็นจริง เทคโนโลยีที่เหมาะสมสามารถช่วยลดความเสี่ยง ลดการสูญเสีย และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

ขณะเดียวกัน สังคมควรตระหนักว่าการลดลงของทรัพยากรสัตว์น้ำตามธรรมชาติไม่อาจอธิบายด้วยสาเหตุเพียงประการเดียว โรคระบาด การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษ การใช้ทรัพยากรเกินศักยภาพของธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลร่วมกัน การกำหนดนโยบายบนพื้นฐานของสาเหตุเพียงด้านเดียว ย่อมเสี่ยงต่อการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด

การช่วยเหลือเกษตรกรเมื่อเกิดวิกฤตเป็นหน้าที่ของรัฐ แต่การช่วยเหลือที่ยั่งยืนควรมุ่งสร้างขีดความสามารถให้เกษตรกรสามารถรับมือกับความเสี่ยงในอนาคต ผ่านการลงทุนด้านเทคโนโลยี การจัดการน้ำ ระบบ Biosecurity และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อปรับปรุงฟาร์ม

ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของโลก แต่ศักยภาพนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนยอมรับความจริงร่วมกันว่า ไม่ได้เกิดจากการลดต้นทุนเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากการผสมผสานระหว่างวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การบริหารจัดการ และการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง

การช่วยเกษตรกรไม่ควรมีแค่การเยียวยาหลังเกิดปัญหา แต่ต้องช่วยให้เข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี เงินทุน
เพราะอนาคตของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย…
จะไม่ได้วัดกันแค่ผลผลิต แต่จะวัดกันที่ว่า ใครปรับตัวได้ก่อน./

เมืองไทยประกันชีวิต จัดงาน “75 ปี เมืองไทยประกันชีวิต 75 ปี ของคนทัพหน้า”
ปลุกสุดยอดพลัง Do It Now แก่ทุกช่องทางการขายอย่างยิ่งใหญ่ประกาศเดินหน้าสร้าง Longevity Ecosystem ยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยอย่างยั่งยืน

0

เมืองไทยประกันชีวิต จัดงาน “75 ปี เมืองไทยประกันชีวิต 75 ปี ของคนทัพหน้า” ปลุกสุดยอดพลัง Do It Now แก่ทุกช่องทางการขายอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และเครือข่ายพันธมิตร ภายใต้แนวคิด Longevity Economy เพื่อสนับสนุนให้คนไทยมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพใจ และความมั่นคงทางการเงิน

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) นำทัพ จัดงานสุดยิ่งใหญ่ “75 ปี เมืองไทยประกันชีวิต 75 ปี ของคนทัพหน้า” ปลุกสุดยอดพลัง Do It Now ชาวสีบานเย็นทุกช่องทางการขาย (All Channel) เพื่อก้าวเดินไปสู่เส้นชัยแห่งการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและพิชิตความสำเร็จได้เหนือเป้าหมาย บนจุดยืนในการส่งมอบความสุข ความอุ่นใจ และรอยยิ้มให้แก่ลูกค้าคนสำคัญในทุกช่วงของชีวิต ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และเครือข่ายตัวแทนที่มีคุณภาพ หัวใจการบริการ และจรรยาบรรณสูงสุด โดยในงานมี ดร.สุธี โมกขะเวส กรรมการผู้จัดการ นายภูมิชาย ล่ำซำ ที่ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และตัวแทนฝ่ายขายทุกช่องทาง บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) งานจัดขึ้น ณ ภิรัชฮอลล์ ไบเทค บางนา

ภายในงาน นายสาระ ได้เปิดมุมมองความพร้อมขององค์กรในการขับเคลื่อนธุรกิจประกันชีวิตท่ามกลางความท้าทายของโลกยุคใหม่ ที่มุ่งยกระดับบทบาทของเมืองไทยประกันชีวิต ในการเป็นคู่คิดด้านการวางแผนชีวิตและสุขภาพ ที่ลูกค้าไว้วางใจ ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และเครือข่ายตัวแทนที่มีคุณภาพ หัวใจการบริการ และจรรยาบรรณสูงสุด

พร้อมฉายภาพสำคัญให้เห็นถึงประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ขณะที่ประชาชนต้องเผชิญทั้งค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น จำนวนประชากรวัยแรงงานที่ลดลง และความเสี่ยงจากเงินออมที่อาจไม่เพียงพอหลังเกษียณ เมืองไทยประกันชีวิตจึงมุ่งขยายบทบาทจากการให้ความคุ้มครองด้านชีวิตและสุขภาพ สู่การเป็นพันธมิตรที่ช่วยดูแลลูกค้าตลอดช่วงชีวิต ภายใต้แนวคิด Longevity Economy

แนวคิดดังกล่าวไม่ได้มองเพียงการมีช่วงชีวิตที่ยืนยาวขึ้น หรือ Lifespan เท่านั้น แต่ต้องทำให้คนมีช่วงเวลาที่สุขภาพแข็งแรงยาวนานขึ้น หรือ Healthspan ควบคู่กับการมีความมั่นคงทางการเงินเพียงพอตลอดชีวิต หรือ Wealthspan โดยเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ทั้ง 3 ด้านสอดคล้องกัน เพื่อให้ชีวิตที่ยืนยาวเป็นชีวิตที่มีคุณภาพ สามารถพึ่งพาตนเอง และใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจในทุกช่วงวัย

บริษัทฯ เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกันโรค การตรวจสุขภาพ การรักษา การฟื้นฟู ไปจนถึงการดูแลระยะยาว พร้อมเชื่อมโยงบริการสุขภาพผ่านเครือข่ายสถานพยาบาลกว่า 750 แห่งทั่วประเทศ และสถานพยาบาลคู่สัญญาโครงการพิเศษ (Muang Thai Smile Hospital Network) จำนวน 166 แห่ง รวมถึงบริการ Primary Care, Telemedicine โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพ และสิทธิประโยชน์ที่สนับสนุนให้ลูกค้าดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

ในด้านการวางแผนการเงิน เมืองไทยประกันชีวิตมุ่งพัฒนาความคุ้มครองให้ตอบโจทย์ลูกค้าในทุกช่วงชีวิต ตั้งแต่การดูแลสุขภาพและโรคร้ายแรง การคุ้มครองชีวิตและอุบัติเหตุ ไปจนถึงการออมเพื่อวัยเกษียณ การสร้างรายได้หลังเกษียณ และการวางแผนส่งต่อทรัพย์สินให้กับคนในครอบครัว พร้อมยกระดับการดูแลให้มากกว่าความคุ้มครองตามกรมธรรม์ โดยเชื่อมโยงผลประโยชน์จากประกันเข้ากับบริการดูแลที่นำไปใช้ได้จริง เช่น การฟื้นฟูหลังการรักษา การดูแลที่บ้าน และการดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว

“การจัดงาน 75 ปี เมืองไทยประกันชีวิต 75 ปี ของคนทัพหน้า ถือเป็นการปลุกพลังครั้งสำคัญให้แก่ตัวแทนทุกช่องทางทั่วประเทศ พร้อมทั้งได้เปิดมุมมองและสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้ตัวแทนฝ่ายขายทุกช่องทาง ได้เตรียมความพร้อมในการส่งต่อการให้คำปรึกษา การแนะนำ และ การวางแผนทางการเงินที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละรายได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งยังได้มองเห็นถึงเส้นทางในการพิชิตความสำเร็จ พร้อมลงมือทำในทันที ด้วยพลังแห่งการขับเคลื่อน Do It Now” นายสาระ กล่าว

AIS Business ปั้น Smart Building ลุยตลาดอาคารสำนักงานด้วยโซลูชันครบวงจร ยกระดับสู่มาตรฐานอัจฉริยะและอาคารสีเขียว

0

AIS Business ต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐานและบริการดิจิทัล เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอาคารสำนักงานทุกรูปแบบ Smart Building ผ่านโซลูชันครบวงจรที่ครอบคลุมตั้งแต่ Digital Backbone ระบบบริหารจัดการ ไปจนถึงเทคโนโลยีอัจฉริยะ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้อาคาร ดึงดูดผู้เช่าคุณภาพ และสร้างมูลค่าให้อสังหาริมทรัพย์ในระยะยาว พร้อมสนับสนุนการพัฒนาไปสู่มาตรฐานตึกอัจฉริยะและอาคารสีเขียว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมขีดความสามารถของภาคธุรกิจและเศรษฐกิจดิจิทัลไทย

ภูผา เอกะวิภาต หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)

นายภูผา เอกะวิภาต หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เมื่อเศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีมากขึ้น ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานได้กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เห็นได้จากการคาดการณ์ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมว่า เศรษฐกิจดิจิทัลไทยในปี 2569 จะมีมูลค่าราว 5.6 ล้านล้านบาท สะท้อนว่า Cloud, Data, AI, IoT และระบบอัตโนมัติกำลังเข้าไปเป็นส่วนสำคัญของการดำเนินธุรกิจในทุกอุตสาหกรรม  ทั้งนี้ ในฐานะผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการดิจิทัลให้กับภาคธุรกิจ AIS Business จึงเตรียมความพร้อมด้วยโซลูชันที่ช่วยให้องค์กรสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยอาคารสำนักงานถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เพราะเป็นพื้นที่ที่คน ระบบ ข้อมูล และเทคโนโลยีทำงานร่วมกันทุกวัน หากอาคารมีความพร้อม ธุรกิจก็จะสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง ปลอดภัย และรองรับการเติบโตในอนาคต”

“นอกเหนือจากการเตรียมอาคารใหม่ให้มีความพร้อมตั้งแต่ต้นแล้ว เรายังมองเห็นโอกาสสำคัญในการยกระดับอาคารเดิมให้ตอบโจทย์ธุรกิจยุคใหม่ จากข้อมูลของ JLL ที่ระบุว่า พื้นที่สำนักงานราว 60% ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีอายุมากกว่า 20 ปี สะท้อนว่ายังมีอาคารอีกจำนวนมากที่สามารถปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและระบบบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการสร้างใหม่ทั้งหมด นี่จึงเป็นโอกาสของเจ้าของอาคารในการเพิ่มศักยภาพของสินทรัพย์ และเสริมความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางการเข้าสู่ตลาดของอาคารระดับพรีเมียมรุ่นใหม่ และยังช่วยสร้างความเชื่อมั่น ดึงดูดและรักษาผู้เช่าคุณภาพ ตลอดจนเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจให้กับอสังหาริมทรัพย์ ภายใต้พันธกิจ ‘Your Trusted Smart Digital Partner’ AIS Business ได้พร้อมเป็นพันธมิตรในการวางรากฐานให้อาคารสามารถรองรับเทคโนโลยีใหม่ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของภาคธุรกิจให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน” นายภูผา กล่าวทิ้งท้าย

การพัฒนา Smart Building ต้องเริ่มต้นจาก Digital Backbone ที่มีความแข็งแกร่ง เพื่อรองรับการเชื่อมต่อ การดำเนินธุรกิจ และการขยายระบบในอนาคต โดย AIS Business วางองค์ประกอบสำคัญไว้ 5 ด้าน ได้แก่

  • โครงข่ายไฟเบอร์หลักที่มีเสถียรภาพและพร้อมใช้งานต่อเนื่อง (High Availability Fiber Backbone)

วางระบบ Fiber Optic เพื่อให้อาคารมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและเสถียร รองรับ Cloud, AI และแอปพลิเคชันสำคัญ พร้อมพร้อมเพิ่มความจุของโครงข่ายหรือ Bandwidth ตามจำนวนผู้ใช้งาน อุปกรณ์ และปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้น

  • อินเทอร์เน็ตสำรองเพื่อความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Network Resilience & Business Continuity)
    ออกแบบเครือข่ายให้มีเส้นทางเชื่อมต่อและระบบสำรองมากกว่าหนึ่งชุด หากโครงข่ายหลักเกิดขัดข้อง ระบบจะสลับไปใช้เส้นทางสำรองโดยอัตโนมัติ รักษาการเชื่อมต่อภายในอาคาร และลดผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของผู้เช่า
  • ระบบสัญญาณมือถือครอบคลุมทั่วทั้งอาคาร (Complete Indoor Mobile Coverage)
    ติดตั้งระบบกระจายสัญญาณให้ครอบคลุมสำนักงาน ห้องประชุม ล็อบบี้ ลิฟต์ และชั้นใต้ดิน รองรับการโทร ใช้อินเทอร์เน็ต และประชุมออนไลน์ได้อย่างต่อเนื่อง ลดปัญหาสัญญาณอ่อนหรือขาดหายในพื้นที่อับสัญญาณ
  • ระบบ Wi-Fi ระดับองค์กร รองรับผู้ใช้งานและอุปกรณ์จำนวนมาก (Enterprise Wi-Fi Infrastructure)
    ติดตั้ง Wi-Fi ครอบคลุมพื้นที่สำนักงานและส่วนกลาง พร้อมบริหารจากศูนย์กลาง รองรับ Hybrid Working อุปกรณ์จำนวนมาก และบริการดิจิทัลภายในอาคาร
  •  โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับเทคโนโลยีในอนาคต (Future-ready Network Infrastructure)
    ออกแบบระบบให้รองรับเทคโนโลยีใหม่ เช่น IoT กล้อง AI ระบบจอดรถอัจฉริยะ ลิฟต์อัจฉริยะ ระบบบริหารอาคาร ระบบวัดและติดตามการใช้พลังงานอัจฉริยะ ระบบประมวลผลข้อมูลภายในอาคาร และ Digital Twin ช่วยให้สามารถขยายระบบในอนาคตได้โดยไม่ต้องรื้อโครงสร้างเดิมทั้งหมด เพิ่มความยืดหยุ่นในการพัฒนาให้สอดรับกับความต้องการของผู้เช่าและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง

เมื่อวาง Digital Backbone ครบทั้ง 5 ด้านแล้ว โครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวจะทำหน้าที่เป็นรากฐานในการเชื่อมโยงระบบต่าง ๆ ภายในอาคารให้ทำงานร่วมกันและบริหารจัดการจากศูนย์กลาง เจ้าของอาคารจึงสามารถติดตามและควบคุมระบบสำคัญ แก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว ขณะเดียวกันยังสามารถปรับการใช้ไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ และแสงสว่างให้สอดคล้องกับจำนวนผู้ใช้งานจริง รวมถึงยกระดับการรักษาความปลอดภัย การเข้าออกอาคาร การจัดการผู้มาติดต่อ และที่จอดรถให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น  โดยข้อมูลที่เกิดขึ้นจากระบบต่าง ๆ สามารถนำมาวิเคราะห์รูปแบบการพัฒนาบริการภายในอาคาร พร้อมช่วยติดตามการใช้พลังงาน น้ำ และทรัพยากรแบบ Real-time ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น สนับสนุนการจัดทำข้อมูล ESG และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนและทรัพยากร ขณะที่ผู้เช่าได้รับประโยชน์จากสภาพแวดล้อมการทำงานที่สะดวก ปลอดภัย และสอดคล้องกับนโยบายด้านความยั่งยืนขององค์กร

ทั้งนี้ องค์ประกอบทั้งหมดช่วยเตรียมความพร้อมให้อาคารสามารถต่อยอดสู่การขอรับรองมาตรฐานระดับสากล ได้แก่ WiredScore ด้านคุณภาพการเชื่อมต่อ SmartScore ด้านการใช้เทคโนโลยียกระดับการบริหารและประสบการณ์ของผู้ใช้อาคาร และ LEED ด้านประสิทธิภาพพลังงานและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมาตรฐานเหล่านี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่น สะท้อนคุณภาพของอาคารอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นข้อมูลสำคัญประกอบการตัดสินใจของผู้เช่า ที่ผ่านมา AIS มีประสบการณ์สนับสนุน Digital Infrastructure ให้กับโครงการสำคัญ อาทิ กลุ่มศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม เช่น QSNCC, BITEC บางนา, IMPACT เมืองทองธานี หรือกลุ่มอาคาร Mixed-Use เช่น EmDistrict, One Bangkok, Central Park เป็นต้น ในการยกระดับการเชื่อมต่อ การบริหารจัดการ และประสบการณ์ของผู้ใช้อาคาร พร้อมเสริมความสามารถในการแข่งขันของอสังหาริมทรัพย์ในระยะยาว

ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่สนใจยกระดับอาคารสำนักงานสู่ Smart Building สามารถกรอกข้อมูลติดต่อเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญจาก AIS Business ติดต่อกลับ พร้อมให้คำปรึกษาและประเมินแนวทางที่เหมาะสมสำหรับอาคารของท่าน ได้ที่ https://www.ais.th/business/enterprise/industries/property

เปิดจองแล้ววันนี้….พันธบัตรรัฐบาล “ออมพลัส” ผ่านบัญชีหุ้นไทย 3-5 ส.ค. นี้

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ชวนผู้ลงทุนจองซื้อพันธบัตรรัฐบาล “ออมพลัส” ผ่านบัญชีหุ้นไทยครั้งแรก ผ่านระบบ Bond Connect ในวงเงินรวม 2,000 ล้านบาท เริ่มต้นลงทุนขั้นต่ำเพียง 1,000 บาท ไม่จำกัดวงเงินซื้อสูงสุด โดยครั้งนี้ มี 2 รุ่น ให้เลือกลงทุนได้ตามเป้าหมายคือ รุ่นอายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 1.8% ต่อปี และ รุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.8% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยสม่ำเสมอทุก 3 เดือน ทั้งนี้ เพื่อให้การจัดสรรเป็นไปอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมจะใช้วิธีการจัดสรรแบบ “Small Lot First”

3 Step ง่าย ๆ เตรียมพร้อมก่อนเปิดจองซื้อ เพื่อไม่พลาดโอกาสลงทุนพันธบัตรรัฐบาล “ออมพลัส”

  1. ค้นหาผู้จัดจำหน่าย ที่สะดวกใช้บริการ
  2. คลิกดูรายละเอียดช่องทางการจองเพื่อขอเปิดบัญชี
  3. เปิดบัญชีหลักทรัพย์ ให้พร้อมใช้งาน

ออมมั่นคง ลงทุนมั่นใจ กับ พันธบัตรรัฐบาล “ออมพลัส” เปิดให้ผู้ลงทุนสามารถจองซื้อได้พร้อมกันทั่วประเทศ ตั้งแต่เวลา 8.30 น. ของวันที่ 3 สิงหาคม 2569 จนถึงเวลา 15.00 น. ของวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ผ่านบัญชีหลักทรัพย์กับผู้จัดจำหน่ายที่เข้าร่วมโครงการ 24 ราย ทั้งช่องทางดิจิทัลและสาขา (6 ธนาคารพาณิชย์ และ 18 บริษัทหลักทรัพย์) รวมถึงแอปพลิเคชัน Streaming และจะมีการจัดสรรในวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ติดตามข้อมูล www.set.or.th/bond และ
ดูช่องทางผู้จัดจำหน่าย ได้ที่ www.setinvestnow.com/th/bondconnect-selling-agent

ออมพลัส โอกาสลงทุนของทุกคน

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง"  หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ในวันที่หลายคนอาจรู้สึกว่า “แค่เงินจะใช้ยังไม่พอ แล้วจะเอาที่ไหนไปลงทุน” อยากให้ลองปรับความคิดกันใหม่คะ เพราะตอนนี้ประตูสู่โอกาสการลงทุนบานใหม่กำลังเปิดกว้างต้อนรับพวกเราทุกคน โดยเฉพาะนักลงทุนเบี้ยน้อยหอยน้อยเหมือน “คุณนายพารวย” ที่หลังจากนี้ แม้จะมีเงินเพียงหลักพัน ก็สามารถเป็นเจ้าของพันธบัตรรัฐบาลได้แล้ว

เมื่อ “ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” ร่วมกับสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ และธนาคารแห่งประเทศไทย พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เรียกว่า “Bond Connect” ขึ้นมา เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยจองซื้อพันธบัตรรัฐบาลผ่านบัญชีซื้อขายหุ้นของตัวเองได้อย่างสะดวก และรวดเร็ว ถือเป็นการเปิดประตูสู่โลกการลงทุนที่ง่ายขึ้นแบบสุดๆ โดยประเดิมด้วยพันธบัตรรัฐบาล “ออมพลัส” ที่เตรียมเปิดให้จองซื้อระหว่างวันที่ 3-5 สิงหาคม 2569 นี้ ภายใต้วงเงินรวม 2,000 ล้านบาท

ใครที่เคยคิดว่าการลงทุนเป็นเรื่องของคนมีเงิน หรือรู้สึกว่าพันธบัตรรัฐบาลเป็นเรื่องไกลตัว ถึงเวลาต้องเปลี่ยนความคิดแล้ว เพราะพันธบัตรออมพลัสจะช่วยให้คนตัวเล็กตัวน้อยได้เริ่มลงทุนจริงเสียที ไม่ต้องได้แค่คิด ไม่ต้องรอเก็บเงินก้อนใหญ่ หรือรอวันพร้อมที่ไม่รู้จะมาถึงเมื่อไหร่ เพราะครั้งนี้เพียงแค่มีเงินหลักพันก็สามารถเป็นเจ้าของพันธบัตรรัฐบาลได้ทัน

สำหรับผลตอบแทนก็นับว่าน่าสนใจ  เพราะสูงกว่าการฝากประจำกับธนาคาร โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ มีให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่ รุ่นอายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 1.8% ต่อปี และรุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.8% ต่อปี

ด้านระบบการจองซื้อ พันธบัตรออมพลัสใช้หลักการจัดสรรแบบ Small Lot First เพื่อเปิดโอกาสให้คนตัวเล็กอย่างแท้จริง ช่วยกระจายการจัดสรรอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมในวงกว้าง พร้อมจัดสรรผ่านบัญชีหลักทรัพย์ เพื่อให้ผู้ลงทุนนำไปซื้อขายในตลาดรองได้สะดวกเช่นเดียวกับหุ้นทั่วไป

เมื่อได้รับการจัดสรร พันธบัตรจะถูกถือครองในรูปแบบไร้ใบหลักทรัพย์ (scripless) ผ่านบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ ช่วยให้การบริหารพอร์ตร่วมกับสินทรัพย์อื่นง่ายยิ่งขึ้น ผู้ลงทุนสามารถดูภาพรวมการถือครองพันธบัตรออมพลัส ควบคู่ไปกับหุ้นและสินทรัพย์อื่นๆได้ผ่าน แอปฯ wiset พูดง่ายๆ คือ พันธบัตรรัฐบาลจะเข้ามาอยู่ใน “พอร์ตเดียวกัน” กับชีวิตการเงินของเรา ไม่ได้แยกส่วนออกไปเหมือนในอดีต แถมในอนาคตยังสามารถนำพันธบัตรนี้ไปใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน (Collateral) ได้อีกด้วย

ปักหมุดวัน เวลา และช่องทางการจองซื้อไว้ได้เลย พันธบัตรออมพลัสจะเปิดให้จองตั้งแต่เวลา 08.30 น. ของวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ถึงเวลา 15.00 น. ของวันที่ 5 สิงหาคม 2569 (ประกาศผลการจัดสรรในวันที่ 6 สิงหาคม 2569) โดยสามารถจองซื้อผ่านบัญชีหลักทรัพย์กับผู้จัดจำหน่ายที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 24 ราย (ธนาคารพาณิชย์ 6 แห่ง และบริษัทหลักทรัพย์ 18 แห่ง) ได้ทั้งช่องทางดิจิทัล สาขา และแอปพลิเคชัน Streaming

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและจองซื้อพันธบัตรรัฐบาล “ออมพลัส” ผ่านระบบ Bond Connect ได้ที่  www.set.or.th/bond   และ  www.setinvestnow.com/th/bond

คุณนายพารวย

หลักฐาน…เสียงที่มักมาช้าที่สุด

0

วันนี้…สังคมไทยกำลังตัดสินคดีจากอะไร? จากหลักฐาน หรือจากกระแส?

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สังคมไทยได้เห็นข้อพิพาทจำนวนมาก ทั้งคดีทางการเมือง คดีสิ่งแวดล้อม คดีผู้บริโภค และข้อพิพาทระหว่างประชาชนกับภาคเอกชน หลายกรณีกลายเป็นที่ถกเถียงอย่างกว้างขวาง พร้อมกับคำถามใหม่ที่คนไทยได้ยินบ่อยขึ้นว่า การใช้สิทธิฟ้องร้องเป็นการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย หรือเป็นการใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อจำกัดการแสดงความคิดเห็น อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าความเห็นของแต่ละฝ่ายจะเป็นเช่นไร คำตอบสุดท้ายของข้อพิพาทเหล่านี้ไม่ควรเกิดจากยอดการแชร์ จำนวนผู้ติดตาม หรือกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ หากควรเกิดจากข้อเท็จจริงที่ผ่านการพิสูจน์และการพิจารณาตามกระบวนการยุติธรรม

นี่คือหลักการพื้นฐานของสังคมที่ยึดมั่นในหลักนิติธรรม

ศาลไม่ได้มีหน้าที่เลือกเชื่อฝ่ายใด แต่มีหน้าที่รับฟังพยานหลักฐานของทุกฝ่ายอย่างเสมอภาค ก่อนวินิจฉัยตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ผู้เรียกร้องสิทธิหรือค่าเสียหายต้องแสดงให้เห็นว่าความเสียหายเกิดขึ้นจริง มีหลักฐานรองรับ และมีความเชื่อมโยงกับเหตุที่กล่าวอ้าง ขณะเดียวกัน ผู้ถูกกล่าวหาก็มีสิทธิแสดงพยานหลักฐานเพื่อโต้แย้งหรืออธิบายข้อเท็จจริงของตนเอง หลักการนี้ไม่ได้มีขึ้นเพื่อให้ใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบ แต่เพื่อให้คำพิพากษาตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง มากกว่าความรู้สึกหรือแรงกดดันของสังคม

หลายครั้งที่ข้อกล่าวหาปรากฏต่อสาธารณะเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่การพิสูจน์ข้อเท็จจริงต้องใช้เวลาหลายเดือน หรือบางคดีอาจใช้เวลานานกว่านั้น เพราะการพิสูจน์ความจริงไม่ใช่การเลือกเชื่อเรื่องเล่าที่น่าเชื่อที่สุด หากเป็นการตรวจสอบเอกสาร พยานบุคคล พยานผู้เชี่ยวชาญ ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ และข้อเท็จจริงที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

ยิ่งเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ หรือความเสียหายทางเศรษฐกิจ การพิสูจน์ยิ่งต้องอาศัยมาตรฐานที่รอบคอบ เพราะความเสียหายอาจเกิดจากหลายปัจจัยพร้อมกัน การสรุปว่าสาเหตุใดเป็นต้นเหตุของความเสียหาย จึงไม่อาจอาศัยเพียงการพบเหตุการณ์สองอย่างเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ต้องพิสูจน์ความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลด้วยหลักฐานที่น่าเชื่อถือ

นี่คือเหตุผลที่ศาลเรียกเอกสารเรียกพยาน เรียกผู้เชี่ยวชาญ และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายซักถามข้อเท็จจริงอย่างเต็มที่ กระบวนการเหล่านี้อาจดูใช้เวลานาน แต่แท้จริงแล้วคือกลไกสำคัญที่ช่วยป้องกันไม่ให้ใครถูกตัดสินจากข้อสันนิษฐานเพียงอย่างเดียว และช่วยให้ผู้เสียหายที่แท้จริงได้รับความเป็นธรรมจากหลักฐานที่พิสูจน์ได้หากวันหนึ่งเราเป็นผู้เสียหาย เราคงอยากให้ศาลรับฟังหลักฐานของเราอย่างครบถ้วน แต่หากวันหนึ่งเราเป็นผู้ถูกกล่าวหา เราก็คงอยากได้รับโอกาสอธิบายข้อเท็จจริงอย่างเป็นธรรมเช่นเดียวกัน หลักการเดียวกันนี้เองคือหัวใจของกระบวนการยุติธรรม และเป็นหลักประกันที่คุ้มครองทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าเขาจะเป็นประชาชน ภาคธุรกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ

ในยุคที่ข้อมูลเดินทางเร็วกว่าความจริง สิ่งที่สังคมต้องการอาจไม่ใช่การตัดสินที่รวดเร็วที่สุด แต่คือการตัดสินที่ถูกต้องที่สุด เพราะความยุติธรรมที่เกิดจากการรีบด่วน อาจกลายเป็นความไม่เป็นธรรมที่แก้ไขไม่ได้ในภายหลัง

บางครั้ง ความกล้าหาญที่แท้จริงของสังคม ไม่ใช่การรีบเลือกข้าง หากคือการยอมรับว่ายังไม่มีข้อมูลเพียงพอ และพร้อมเปิดพื้นที่ให้ข้อเท็จจริงได้ทำหน้าที่ของมัน

เมื่อถึงวันนั้น ประโยคที่ควรกลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ของสังคมไทย อาจไม่ใช่การรีบชี้ว่าใครผิดหรือใครถูก หากแต่เป็นสองประโยคที่เรียบง่าย แต่ทรงพลัง “รอฟังผลการพิสูจน์ก่อน” และ “ขอดูหลักฐานก่อนตัดสินใจ” เพราะเมื่อหลักฐานเป็นผู้พูด ความยุติธรรมจึงไม่ใช่เพียงความหวัง แต่เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายมีโอกาสได้รับอย่างเท่าเทียม./

“เจริญฟาร์ม” พิสูจน์อาชีพเกษตรกรยุคใหม่ มรดกอาชีพที่มั่นคง ส่งต่อความสำเร็จจากรุ่นสู่รุ่น

0

ในโลกของเกษตรกรรม ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอาจไม่ใช่แค่การเริ่มต้น แต่คือการ “ส่งต่อ” ทำอย่างไรให้อาชีพเกษตรกรที่ดูเหมือนจะเหนื่อยหนัก กลายเป็นมรดกอันล้ำค่าที่คนรุ่นลูกและรุ่นหลานเต็มใจจะรับช่วงต่อด้วยความภาคภูมิใจ

สำหรับ “เจริญฟาร์ม” ฟาร์มสุกรจากอำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี คือคำตอบของคำถามนั้น เนื่องจากฟาร์มแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานประกอบการ แต่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของความสำเร็จที่เกิดจากความวิริยะอุตสาหะของเกษตรกรถึง 3 ชั่วอายุคน ผสานกับการสนับสนุนอย่างเป็นระบบจาก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF จนสามารถส่งต่ออาชีพที่มั่นคงจากรุ่นพ่อแม่ สู่รุ่นลูก และก้าวไปถึงรุ่นหลานอย่างยั่งยืน

จาก ‘ติดลบ’ สู่รากฐานที่มั่นคง :ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2536 ไพบูลย์ และ กิตติมา เจริญภักดี สองสามีภรรยาผู้เริ่มต้นเส้นทางนี้ด้วยหัวใจที่เกินร้อย ในเวลานั้น เจริญฟาร์มเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปี 2536 ด้วยแม่พันธุ์ 130 ตัว ในรูปแบบฟาร์มระบบเปิด ซึ่งเต็มไปด้วยอุปสรรค ทั้งสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว การผสมพันธุ์ที่ต้องลงมือเองทุกขั้นตอน และภาระงานมหาศาลที่ต้องแบกรับควบคู่ไปกับงานประจำ

“ยุคนั้นเราทำเองหมด กวาดคอกเอง ทำคลอดหมูเอง เหนื่อยจนแทบไม่ได้พัก” ไพบูลย์ รำลึกความหลัง “แต่สิ่งที่เรายึดถือคือการดูแลเองทุกขั้นตอน ต้องรู้ทุกเรื่องในฟาร์มเพื่อที่จะพัฒนาให้ทันโลก”

ขณะที่ กิตติมา เสริมด้วยความภูมิใจว่า “ช่วงแรกเราติดลบ รายรับน้อยแต่รายจ่ายเยอะ เคยกลัวว่าจะไม่มีเงินส่งลูกเรียนจบ แต่พอเรามีซีพีเอฟมาเป็นที่ปรึกษา ทำให้ฟาร์มมีรายได้ที่แน่นอนและชัดเจน กลายเป็นรากฐานที่ทำให้เราส่งลูกๆ ทั้ง 3 คนเรียนจบปริญญาจากกรุงเทพฯ ได้สำเร็จ วันนี้อาชีพเลี้ยงหมูให้เรามากกว่าเงินทอง แต่คือความมั่นคงของครอบครัว ตั้งแต่ลูกๆ ยังเล็ก เราไม่เคยกันเขาออกจากฟาร์ม แต่มอบหน้าที่เล็กๆ ให้ทำ ตั้งแต่ให้อาหารหมู จดบันทึกน้ำหนัก ไปจนถึงดูแลความสะอาดคอก เพื่อให้รู้ว่าความสำเร็จมาจากความรับผิดชอบ ไม่ใช่ของที่ได้มาฟรีๆ เราอยากให้เขารักบ้านเกิด และกลับมาต่อยอดสิ่งที่ครอบครัวสร้างไว้ด้วยความภาคภูมิใจ”

ต่อยอดด้วยเทคโนโลยีและมาตรฐานสากล :ในวันนี้ เจริญฟาร์มถูกยกระดับสู่ฟาร์มมาตรฐานสากลภายใต้การดูแลของ เพิร์ล-อรัชมน เจริญภักดี และ แพร-ปานรวี เจริญภักดี สองพี่น้องทายาทรุ่นที่ 2 ที่นำความรู้สมัยใหม่กลับมาพัฒนาธุรกิจครอบครัว จากฟาร์มระบบเปิดสู่ระบบปิด (EVAP) ที่ทันสมัย พร้อมใช้เทคโนโลยีกล้องวงจรปิดคอยตรวจสอบระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) และการบริหารจัดการข้อมูลสุกรผ่านระบบดิจิทัล

“เราโตมากับฟาร์มหมู เห็นพ่อแม่สร้างทุกอย่างมาจากศูนย์ด้วยอาชีพนี้” อรัชมน กล่าว “เรามองว่านี่คืออาชีพที่มั่นคงเหมือนงานราชการ มีรายได้แน่นอน และที่สำคัญคือทุกคนในครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้ากัน พัฒนาธุรกิจร่วมกับซีพีเอฟที่เปรียบเสมือนญาติมิตร คอยส่งสัตวบาลและสัตวแพทย์มาให้ความรู้และดูแลเราเหมือนคนในครอบครัว”

ด้าน ปานรวี สำทับว่า “หัวใจคือความใส่ใจ เราดูแลหมูอย่างเต็มที่เพื่อให้ได้เนื้อหมูที่สะอาด ปลอดสาร 100% ผู้บริโภคมั่นใจได้เลยว่าเนื้อหมูจากฟาร์มที่ทำด้วยใจรักนั้นปลอดภัยแน่นอน” แรงบันดาลใจสู่รุ่นที่ 3: ‘หลานชาย’ เกษตรกรตัวน้อยในฟาร์มสุกร :ความสำเร็จของเจริญฟาร์มไม่ได้หยุดแค่รุ่นลูก แต่ยังเบ่งบานในใจของ ภู-ภูริณัฐ แตงจันทึก หลานชายตัวน้อยที่ซึมซับความขยันของแม่และคุณตาคุณยาย

“ผมเห็นคุณแม่ตื่นตี 3 ตี 4 มาเข้าคอกหมู แล้วค่อยไปส่งผมที่โรงเรียน ผมชอบหมูและอยากมีฟาร์มอีกเป็นสิบๆ เล้าเพราะรายได้เยอะครับ” โดยน้องภูมีความฝันอยากเป็นหมอรักษาคนเป็นอาชีพหลัก และมีฟาร์มสุกรเป็นอาชีพที่สร้างความมั่นคงให้ครอบครัวต่อไป

33 ปีแห่งพันธมิตรที่ยั่งยืน :เรื่องราวของเจริญฟาร์มคือต้นแบบของเกษตรกรไทยที่ไม่หยุดนิ่ง การเดินทางกว่า 3 ทศวรรษพิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อความมุ่งมั่นของเกษตรกรมาเจอกับระบบสนับสนุนที่ดีจากซีพีเอฟ อาชีพเกษตรกรรมก็ไม่ใช่อาชีพที่เหนื่อยเปล่า แต่เป็นมรดกอันล้ำค่าที่สามารถส่งต่อความภาคภูมิใจได้จากรุ่นสู่รุ่น

“ขอบคุณซีพีเอฟที่อยู่เคียงข้างและไม่เคยทิ้งเรา” ไพบูลย์ ทิ้งท้าย “อาชีพนี้ให้ชีวิตใหม่ ให้การศึกษาลูก และให้ความสุขกับครอบครัวของเราอย่างแท้จริง”