Home Blog Page 2

เปิดแล้ว! สินเชื่อออมสิน QR มหาเฮง x นกกระซิบกู้ได้สูงสุด 5 หมื่น ดอกเบี้ยต่ำ 0.75% ต่อเดือนลงทะเบียน 24 ก.ย. – 31 ต.ค. 69 ที่ www.gsb.or.th

0

“📣 ออมสินเปิดลงทะเบียน ‘สินเชื่อออมสิน QR มหาเฮง x นกกระซิบ’
ช่วยพ่อค้าแม่ขายโครงการไทยช่วยไทยพลัส เปลี่ยนยอดขายเป็นเงินทุน ให้วงเงินพร้อมใช้ ร้านได้ไปต่อ
📌เปิดลงทะเบียน ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย. 69 – 31 ต.ค. 69 คลิก >> https://to.gsb.or.th/iHfdIk

📲กดสมัครสินเชื่อที่แอปออมสินมหาเฮง ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 69 เป็นต้นไป
โหลดแอปอออมสินมหาเฮง คลิก >> https://www.gsb.or.th/online/gsb-mahaheng

✅ วงเงินกู้สูงสุด 50,000 บาท
✅ อัตราดอกเบี้ย 0.75% ต่อเดือน (Flat Rate)
✅ ไม่ต้องมีหลักประกัน (Clean Loan)
✅ เป็นผู้ประกอบการในโครงการไทยช่วยไทยพลัส

📍หมายเหตุ

  • วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท (ไม่เกิน 1.5 เท่า ของยอดขายเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 3 เดือน)
  • อัตราดอกเบี้ย (Flat Rate) ร้อยละ 0.75 ต่อเดือน (Effective Rate ร้อยละ 16.20 ต่อปี)
  • ประเภทวงเงินหมุนเวียน (เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชี) ทบทวนวงเงินทุกปี
  • เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพ

⚠️ รู้ก่อนกู้…กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว
⚠️ เงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

เอกชน-ตลาดทุน ปลื้ม! กองทุนสหรัฐฯ ฟังวิสัยทัศน์ “อนุทิน” ประสบความสำเร็จโรดโชว์นิวยอร์ก หวังไทยเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2580

0

นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วานนี้ (22 กันยายน 2569) นักลงทุนจากสถาบันการเงิน นำโดยผู้จัดการกองทุนขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ และธนาคารแห่งอเมริกา (BofA) ให้ความสนใจตอบรับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำ “ไทยแลนด์ โรดโชว์” พบนักลงทุน และผู้จัดการกองทุนการเงินสหรัฐฯ โดยมีผู้บริหารระดับสูง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เข้าร่วมด้วย ประกอบด้วย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผู้แทนภาคเอกชนตลาดทุนไทย ได้แก่ นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย และนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ นำเสนอศักยภาพและโอกาสเศรษฐกิจไทย ตั้งเป้าประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และพลังงานหมุนเวียน

ภายหลังเสร็จสิ้นการพบปะนักลงทุน นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า นิวยอร์กเป็นที่ที่จัดโรดโชว์นักลงทุนได้ยากที่สุด เนื่องจากกองทุนที่นี่มองระยะยาวและจะเข้ามาลงทุนก็ต่อเมื่อสนใจจริง ๆ การที่ผู้บริหารระดับสูงของกองทุนชั้นนำต่าง ๆ มาด้วยตนเองจำนวนมาก จึงเป็นสัญญาณที่ดี ท่ามกลางการแบ่งขั้วเศรษฐกิจโลก ความเป็นกลางคือจุดแข็งที่สุดของประเทศไทยในขณะนี้ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีเงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้นไทยราว 5 แสนล้านบาท ปีนี้ไหลกลับมาแล้วราว 10% จึงยังมีโอกาสอีกมาก ตลาดหุ้นไทยมีหุ้นขนาดใหญ่ที่นักลงทุนสถาบันลงทุนได้มากกว่า 65 บริษัท และมีเครื่องมืออย่างกองทุนโครงสร้างพื้นฐานพร้อมรองรับ ขณะเดียวกันต้องสร้างฐานนักลงทุนในประเทศควบคู่กัน เช่น ผลักดันบัญชีออมเพื่อการลงทุนรายบุคคล (TISA) ให้เกิดผลจริง

ขณะที่ นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ก่อนที่นักลงทุนสถาบันต่างประเทศจะตัดสินใจลงทุนในบริษัทจดทะเบียนใด จำเป็นต้องเข้าใจทิศทางของประเทศนั้น ๆ ก่อน ดังนั้น การที่นายกรัฐมนตรีนำเสนอนโยบายขับเคลื่อนประเทศด้วยตนเอง อาทิ เป้าหมายการก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน พร้อมทั้งให้ข้อมูลด้านตลาดทุน ได้แก่ โครงการ JUMP+ ที่ช่วยยกระดับมูลค่าบริษัทจดทะเบียน และโครงการ BOI to IPO ที่จะเพิ่มธุรกิจใหม่เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงตอบโจทย์นักลงทุนได้ตรงจุด นอกจากนี้ นักลงทุนต่างประเทศส่วนใหญ่ยังมองว่าความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ในขณะนี้เป็นโอกาสของประเทศไทย เพราะหากไทยรักษาสมดุลได้ ก็จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากหลายประเทศ ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ร่วมกับ BOI และสำนักงาน ก.ล.ต. ปรับหลักเกณฑ์เพื่อให้ธุรกิจใหม่ หรือ New Economy สามารถระดมทุนในตลาดทุนไทยได้ โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเดินหน้าเชิญชวนผู้ประกอบการเหล่านี้เข้าจดทะเบียนอย่างต่อเนื่อง

นางสาวอรกัญญา พิบูลธรรม กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารแห่งอเมริกา เนชั่นแนล แอซโซซิเอชั่น กล่าวว่า นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่กองทุนขนาดใหญ่ระดับโลกตอบรับเข้าร่วมโรดโชว์ของประเทศไทยเกือบทั้งหมดภายในระยะเวลาอันสั้น โดยมีกองทุนชั้นนำราว 25 ราย ซึ่งมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารรวมประมาณ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หลายรายขอพบนายกรัฐมนตรีเป็นการส่วนตัว และผู้เข้าร่วมทุกรายเป็นผู้บริหารระดับสูง คำถามที่ได้รับสะท้อนว่านักลงทุนเข้าใจประเทศไทยเป็นอย่างดี ทั้งเรื่องโลจิสติกส์ โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล พลังงาน และสังคมสูงวัย นักลงทุนรายใหญ่ยังมองว่าเงินทุนโลกกระจุกตัวอยู่ในสหรัฐฯ มากเกินไป เอเชียจึงเป็นตลาดที่น่าสนใจในระยะยาว

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ในฐานะพันธมิตร ธนาคารแห่งอเมริกา ให้ความเห็นว่า ตลาดหุ้นไทยกลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุนในฐานะหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด ปัจจัยบวกทั้งการเมืองที่มีเสถียรภาพมากขึ้นและมุมมองเชิงบวกจาก Moody’s ช่วยหนุนความเชื่อมั่น สิ่งที่ต้องทำต่อคือบริษัทจดทะเบียนต้องแสดงการเติบโตของกำไร เป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP เป็น 30% และความมุ่งมั่นในการปฏิรูปผ่านการเข้าเป็นสมาชิก OECD จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจของตลาดไทย นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าต่างประเทศช่วยให้ต้นทุนการกู้ยืมของไทยอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ แต่ไทยต้องรักษาวินัยการเงินการคลังและเสถียรภาพไว้ให้ได้ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาว

“ความสำเร็จของโรดโชว์ในครั้งนี้ ถือเป็นนิมิตหมายอันดีในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่เป้าหมายประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 ตามความมุ่งมั่นของนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งเป็นแรงส่งสำคัญที่จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ให้ทยอยไหลกลับเข้าสู่ตลาดทุนและเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง  ส่งผลให้เกิดการลงทุนและการใช้จ่าย ทั้งในระดับอุตสาหกรรมและประชาชน” นายเอกภพ กล่าวสรุป

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จัด “JUMP+ Investor Day 2026” เปิดเวที บจ. JUMP+ พบผู้ลงทุนชูกลยุทธ์สร้างมูลค่าองค์กรเติบโตยั่งยืน 26 ก.ย. นี้

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดงาน JUMP+ Investor Day 2026 ขึ้นเป็นครั้งแรก ภายใต้แนวคิด “Discover the Next Growth Story: คว้าโอกาสการลงทุน ค้นหาหุ้นเติบโตในกลุ่ม JUMP+” โดยเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนได้เข้าถึงข้อมูลบริษัท แผนและทิศทางการเติบโตตามเป้าหมายภายใต้โครงการ JUMP+ ตลอดระยะเวลา 3 ปี (2569–2571)

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “โครงการ JUMP+ เป็นโครงการ Flagship สำคัญของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มุ่งเสริมศักยภาพบริษัทจดทะเบียนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ผ่านการกำหนดเป้าหมายและกลยุทธ์ที่ชัดเจน การยกระดับการดำเนินธุรกิจ และการสื่อสารกับผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับพันธมิตรสนับสนุนองค์ความรู้และเพิ่ม Corporate Visibility ผ่านช่องทางต่างๆ ให้กับบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงกิจกรรมพบผู้ลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

โครงการ JUMP+ จะช่วยบริษัทจดทะเบียนในการพัฒนาศักยภาพและเสริมสร้างมูลค่าองค์กร ในขณะที่ผู้ลงทุนเองจะสามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับกลยุทธ์ ศักยภาพ และทิศทางการเติบโตของบริษัทได้อย่างต่อเนื่อง ช่วยสร้างความเข้าใจ และความเชื่อมั่นต่อบริษัทในระยะยาว

“ปัจจุบัน มีบริษัทเข้าร่วมโครงการ JUMP+ 142 บริษัท ซึ่งมีแผน 3 ปีในการขับเคลื่อนธุรกิจ ทั้งด้านแผนธุรกิจ ธรรมาภิบาล และการจัดการก๊าซเรือนกระจก โดยงาน JUMP+ Investor Day 2026 เป็นช่องทางสำคัญที่เปิดโอกาสให้บริษัทนำเสนอ
แนวทางการขับเคลื่อนแผนแก่ผู้ลงทุนโดยตรง พร้อมรับฟังมุมมองและข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปพัฒนาและปรับปรุง
แผนธุรกิจให้รอบด้านและตอบโจทย์ผู้ลงทุนมากยิ่งขึ้น” นายอัสสเดชกล่าว

งาน JUMP+ Investor Day 2026 มีบริษัทจดทะเบียนในโครงการ JUMP+ จำนวน 56 บริษัท ร่วมออกบูธให้ข้อมูลแก่ผู้ลงทุน พร้อมเวทีเสวนาที่น่าสนใจ อาทิ “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างการเติบโตผ่านตลาดทุนไทย” “10 หุ้น JUMP+ Growth Picks ในมุมของนักวิเคราะห์” และ “เจาะธีมหุ้นและการเติบโตแบบ JUMP+ กับ CEO บริษัทจดทะเบียน” รวมถึงเสวนา “หุ้นแบบไหน…ที่จะเป็นผู้ชนะในอีก 3 ปี” โดยนักวิเคราะห์ ผู้จัดการกองทุน ผู้ลงทุนรุ่นใหม่ และผู้บริหาร บจ. ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มการลงทุน เศรษฐกิจ และกลยุทธ์การเติบโต เพื่อให้ผู้ลงทุนทุกกลุ่มได้รับข้อมูล และมุมมองที่หลากหลายประกอบการลงทุน งานมีกำหนดจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2569 เวลา 09:30–16:00 น. ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ ผู้ลงทุนและผู้สนใจสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และดูรายชื่อ บจ. ได้ที่  https://bit.ly/Jumpinvestorday2026

นายกฯอนุทิน ขอใช้เวทีประชุม UNGA ทำให้ประเทศไทยอยู่บนจอเรดาร์ของโลก เคียงข้างกับผู้นำประเทศต่างๆ

0

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน หลังเข้าร่วมการเปิดอภิปรายทั่วไปของการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญครั้งที่ 81 ณ สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ระยะเวลา  3 วันที่อยู่นครนิวยอร์ก จะได้มีโอกาสพบกับ ผู้นําประเทศต่าง ๆ รวมถึงภาคเอกชน สภาธุรกิจและนักลงทุนต่าง ๆ  เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในประเทศไทยมากขึ้น แม้ต่างประเทศรู้จักประเทศไทยอยู่แล้ว แต่การมาสร้างความเชื่อมั่น  ก็จะเน้นประเด็นความเป็นหุ้นส่วน และการเป็นประเทศที่มีความพร้อมในทุก ๆ ด้าน ทั้งการเป็นส่วนกระจายสินค้าและแหล่งผลิตสินค้าต่าง ๆ ที่พร้อมรับการลงทุน

สำหรับการกล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ในวันที่ 24 กันยายน นายกรัฐมนตรีจะนำเสนอ อนาคตของประเทศไทย  การเป็นศูนย์กลางการค้าการเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน และปรับตัวพร้อมรับกติกาโลกใหม่ รวมไปถึงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งไทยมีความพร้อม ตลอดจนมีความพร้อมในการเข้าเป็นภาคีสมาชิก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ( OECD ) ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับในสายตานานาชาติ ช่วยส่งเสริมประเทศไทย ในการร่วมมือกับนานาประเทศ ในสถานที่ไทยไม่ด้อยไปกว่าประเทศอื่น

เปิดโผตลาดหุ้นไทย ส่องข้อมูล 84% บจ.ไทยในตลาดหุ้น เป็น “ธุรกิจครอบครัว”

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง และเตรียมจัดงานสัมมนาธุรกิจครอบครัวแห่งปี “The 4th SET Annual Conference on Family Business” ภายใต้แนวคิด “แกร่งข้ามรุ่น เติบโตข้ามความไม่แน่นอน (Growth & Resilience in an Uncertain World)” ในวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2569 นี้

ฝ่ายวิจัยได้ปรับปรุงฐานข้อมูลบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็น “ธุรกิจครอบครัว” (family business) จากบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (ตลาดหุ้นไทย) ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 จำนวน 843 บริษัท และสรุปประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้


• 705 บริษัท จาก 843 บริษัท หรือ 84% ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยที่ทำการศึกษา จัดเป็น “ธุรกิจครอบครัว” ซึ่ง ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมสูงถึง 10.93 ล้านล้านบาท หรือ คิดเป็น 54% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมทั้งตลาด
• บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวกระจายตัวอยู่ในทุกหมวดธุรกิจ ส่วนใหญ่อยู่ในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หมวดพาณิชย์ หมวดการแพทย์ หมวดสื่อและสิ่งพิมพ์ หมวดวัสดุก่อสร้าง หมวดของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์ หมวดแฟชั่น หมวดธุรกิจการเกษตร และหมวดกระดาษและวัสดุการพิมพ์ และในบางกลุ่มอุตสาหกรรมในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ
• ในช่วง 10 ปีที่ผ่าน (ปี 2559 – 2568) บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวใช้กลไกตลาดหุ้นไทยในการระดมทุนเพื่อขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง
o 260 บริษัท ระดมทุนผ่านการเสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชนครั้งแรกด้วยมูลค่าระดมทุนครั้งแรก (IPO) รวม 492,397 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 86% ของจำนวนบริษัทที่ทำ IPO หรือคิดเป็น 81.5% ของมูลค่า IPO ทั้งหมด
o 301 บริษัท ระดมทุนในตลาดรอง รวมกว่า 2,500 ครั้ง ด้วยมูลค่าระดมทุนรวมกว่า 600,000 ล้านบาท
• ในปี 2568 บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวมีรายได้รวมสูงถึง 9.75 ล้านล้านบาท คิดเป็น 56.5% ของรายได้รวมของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดที่ทำการศึกษา และรวมจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลกว่า 165,000 ล้านบาท คิดเป็น 21.4% ของภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งระบบที่กรมสรรพากรจัดเก็บในปี 2568
• บริษัทจดทะเบียนที่เป็นธุรกิจครอบครัวยังคงมีบทบาทสำคัญต่อการจ้างงานในประเทศ โดยในปี 2568 บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัว 705 บริษัท มีพนักงานรวมประมาณ 1.68 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.0% จากปี 2567 โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มบริการ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ที่มีการจ้างพนักงานในสัดส่วนที่มากกว่า 90% ของจำนวนพนักงานทั้งหมดในกลุ่มอุตสาหกรรมนั้น ๆ

ประมงนครฯ ยันปลาหมอคางดำอยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวังและควบคุมได้ ไม่ถึงขั้นประกาศเขตภัยพิบัติ

0

กรณีที่มีกระแสข่าวปลาหมอคางดำแพร่ระบาดในวงกว้าง สร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมเรียกร้องให้ทางจังหวัดประกาศเป็นเขตภัยพิบัติเพื่อขอรับเงินชดเชยจากรัฐบาลนั้น 

นายสมเกียรติ ขวัญเมือง ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช   กล่าวว่า   สถานการณ์ปลาหมอคางดำ  ไม่ได้ระบาดรุนแรงเหมือนที่เป็นข่าว  ยอมรับว่ามีปลาหมอคางดำอยู่ในแหล่งน้ำทั่วไป แต่การระบาดอยู่ในระดับไม่รุนแรงพบความชุกชุม ไม่เกิน 10 ตัว ต่อพื้นที่ 100 ตารางเมตร อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวังและควบคุม ยังไม่เข้าข่ายประกาศเขตภัยพิบัติ  

“ เมื่อ 3-4  เดือนที่แล้ว ก็มีรายงานข่าวลักษณะนี้ว่า เกษตรกรปล่อยกุ้งลงบ่อไป ผ่านไป  4 เดือน จับกุ้งแล้วปรากฎว่า  ได้กุ้ง  30 กก. ได้ปลาหมอคางดำ  3 ตัน  พูดกันจริงๆ  ผมก็อยากรู้ว่าคนให้ข่าวเป็นคนเลี้ยงกุ้งไหม บ่อนั้นเลี้ยงกุ้งจริงหรือเปล่า ผมพยายามชี้แจงมาโดยตลอดว่าข้อมูลไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ”

นายสมเกียรติ กล่าวว่า  หากเป็นผู้เลี้ยงกุ้งมืออาชีพจะใส่ใจดูแลบ่อกุ้งอย่างดี คอยตรวจสอบไม่ให้มีปลาอยู่ในบ่อกุ้งเลย หากเจอปลาแค่  1-2 ตัวจะโรยกากชากำจัดปลาทันที และน้ำที่สูบเข้าบ่อกุ้ง ต้องผ่านขบวนการกรองน้ำทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้มีไข่ปลาหรือสัตว์น้ำอื่นๆ ปะปนเข้าสู่บ่อกุ้งได้  

“ข่าวที่เกิดขึ้น อาจมีบางคนต้องการสร้างกระแสความเดือนร้อนของเกษตรกรเพื่อกดดันให้มีการประกาศเป็นเขตพื้นที่ภัยพิบัติ รับเงินชดเชยเยียวยาจากรัฐบาลเสียมากกว่า หากเป็นผู้เลี้ยงกุ้งตัวจริง มีปลาเข้าไปอยู่ในบ่อก็ต้องกำจัดทันที ไม่ปล่อยให้ปลากินอาหารกุ้งหรอก  ก่อนหน้านี้แค่มีปลาข้างเหลือง 1-2 ตัวหลุดเข้าบ่อกุ้ง เกษตรกรจะโรยกากชากำจัดปลาทันที และกลายเป็นเหยื่อเลี้ยงกุ้งต่อ  ลองไปถามเกษตรกรตัวจริงสิว่า ปล่อยกุ้งลงบ่อไป 3 เดือน จับกุ้งได้ 30 กก.และจับปลาหมอคางดำ  3 ตัน มันเป็นไปได้จริงเหรอ”

นายสมเกียรติ กล่าวว่า ทางสำนักงานประมงจังหวัดคอยส่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการลงพื้นที่ไปสุ่มตรวจการระบาดของปลาหมอคางดำสม่ำเสมอ พร้อมจัดกิจกรรมลงแขกลงคลองเพื่อกำจัดปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง  แต่ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการยืนยันว่า ยังไม่พบการระบาดของปลาหมอคางดำหนาแน่นจนต้องประกาศเป็นเขตพื้นที่ภัยพิบัติ หรือจัดกิจกรรมลงแขกลงคลองในระยะนี้   ”

ที่ผ่านมา สำนักงานประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รายงานสถานการณ์การระบาดของปลาหมอคางดำ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชรับทราบมาโดยตลอดและท่าน ผวจ.ได้สั่งการให้สำนักงานประมงจังหวัดฯ คอยดูแลแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง ไม่ให้เกิดผลกระทบกับชาวบ้าน ซึ่งทางสำนักงานประมงฯ ก็ยึดถือนโยบายดังกล่าวมาตลอด 

“ กรณีที่มีกระแสข่าวเรียกร้องให้ประกาศเป็นเขตพื้นที่ภัยพิบัตินั้น  ตามเกณฑ์ของกรมประมง การประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน จะต้องพบอัตราความหนาแน่นและความชุกชุมของปลาในแหล่งน้ำธรรมชาติ มากกว่า 10 ตัว ต่อพื้นที่ 100 ตารางเมตรขึ้นไป  ในสถานการณ์ปัจจุบัน พบความชุกชุม ไม่เกิน 10 ตัว ต่อพื้นที่ 100 ตารางเมตร ซึ่งอยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวังและควบคุมได้ และสำนักงานประมงจังหวัดนครศรีธรรมราชพยายามใช้มาตรการต่างๆ ที่จะกำจัดปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำให้ได้มากที่สุด ”  ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราชกล่าวในที่สุด
……….

โรดโชว์ ! นายก ฯ อนุทิน จับมือสภาธุรกิจตลาดทุน–ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินสายโตเกียว-นิวยอร์ก-ลอนดอน ไทยพร้อมต้อนรับการลงทุนทั่วโลก

0

นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า  การเดินทางไปสหรัฐฯ ครั้งนี้  เพื่อเข้าร่วมการประชุม UNGA 81 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ดำริให้จัดกิจกรรมคู่ขนาน โรดโชว์ (Roadshow) ร่วมกับภาคเอกชน สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เร่งสร้างความเชื่อมั่น (trust) ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทย รวมทั้งเชิญชวนนักลงทุนเข้ามาลงทุนในไทย โดยเฉพาะตลาดทุนไทย ที่ในปีนี้มีการเติบโตอย่างโดดเด่น ส่วนหนึ่งผลจากนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น ดิจิทัล เอไอ  รวมทั้ง ยอดตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน และล่าสุดบริษัทจัดลำดับความน่าเชื่อถือ ทั้ง 3 บริษัทใหญ่ ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) เป็น ‘Stable’ (มีเสถียรภาพ) กลายเป็นปีทองของตลาดทุนไทย ซึ่งเมื่อบริษัทจดทะเบียนเติบโตและมีจำนวนมากขึ้น มีการขยายกิจกรรมเศรษฐกิจ สู่การลงทุนในอุตสาหกรรมจริง  (real sector) ภาคผลิต จะส่งผลต่อการใช้จ่ายและการจ้างงานในประเทศด้วย

โอกาสนี้  นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย  กล่าวถึงการร่วมคณะนายกรัฐมนตรีอนุทิน ฯ เยือนญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ว่า เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะสื่อสารศักยภาพและโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไทยกับนักลงทุนต่างประเทศ  จากที่ปีนี้มีสัญญาณสะท้อนถึงการไหลเข้าของเงินลงทุนจากต่างประเทศมายังประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างชัด ตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อเศรษฐกิจไทย

“ปีนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 3-4 ปีที่ตลาดหุ้นไทยมีกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้าเป็นบวกสุทธิ หลังจากที่เรารอคอยมานาน และที่น่าสนใจคือ เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียทั้งหมดที่มีการประกาศตัวเลขในปีนี้ ไทยเป็นประเทศเดียวที่มีกระแสเงินไหลเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งตอกย้ำความเชื่อมั่นที่นักลงทุนมีต่อเรา นอกจากนี้ ปีนี้ยังเป็นปีแรกในรอบ 4 ปีเช่นกัน ที่ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาดโลก โดยดัชนี SET Index ปรับขึ้นมาแล้วเกือบ 30% ขณะที่ตลาดหุ้นโลกโดยรวมปรับขึ้นเพียงประมาณ 10-12% เท่านั้น”

นายไพบูลย์กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตค่อนข้างต่ำ ขณะที่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ฯ  มีเป้าหมายที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงและส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทย จึงได้รับการตอบรับที่ดีจากต่างประเทศ เห็นได้จากข้อมูลตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพิ่มสูง แสดงถึงความเชื่อมั่น  ส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมและการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภาคส่วนต่าง ๆ  ตลอดจนกระจายประโยชน์ไปยังภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ ได้มากขึ้น

ขณะที่ นายอัสสเดช กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีความยินดีที่ได้ร่วมเดินทางกับคณะของนายกรัฐมนตรี  ที่กรุงโตเกียวได้มีโอกาสหารือร่วมกับทีมไทยแลนด์ รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและหารือถึงแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือกับภาคธุรกิจและนักลงทุนต่างประเทศให้มีความใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะญี่ปุ่น ซึ่งมีบริษัทจำนวนมากให้ความสนใจและมีศักยภาพที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย

สำหรับการเดินทางไปสหรัฐอเมริกาของนายกรัฐมนตรีเพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (UNGA81)  และได้จัดสรรเวลาให้กับภารกิจด้านตลาดทุนเพื่อพบปะนักลงทุนสถาบันในนิวยอร์กกว่า 30 ราย ทั้งในรูปแบบการประชุมกลุ่มและการหารือรายบริษัท ถือเป็นเรื่องที่ดีสะท้อนความสนใจของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง โอกาสนี้จึงเป็นอีกเวทีสำคัญที่เราจะสื่อสารให้นักลงทุนต่างชาติเห็นถึงศักยภาพและทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ยังมีความผันผวน

นอกจากนี้ SET ยังเตรียมนำเสนอปัจจัยบวกของตลาดทุนไทยให้นักลงทุนต่างชาติเห็นใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยที่กลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งเป็นครั้งแรกในรอบ 3-4 ปี (2) การเปลี่ยนผ่านเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยสู่อุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องราวการเติบโตระยะยาว (Long-Term Story) ที่นักลงทุนสถาบันให้ความสนใจ และ (3) การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตามนโยบายที่นายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญ

“เป้าหมายสำคัญของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในการเดินทางครั้งนี้ คือ การสื่อสารและสร้างความเข้าใจเพื่อส่งเสริมการลงทุนระยะยาวในตลาดทุนไทย การที่มีเงินลงทุนเข้ามาทำให้ทุกครั้งที่ SET Index ปรับเพิ่มขึ้น 100 จุด จะมีมูลค่าหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นประมาณ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งมาจากการซื้อขายหลักทรัพย์ เมื่อผู้ขายมีกำไร จะทำให้เกิดการใช้จ่ายหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว และสร้างประโยชน์ต่อประเทศไทยในภาพรวม” นายอัสสเดชกล่าว

โฆษกรัฐบาล กล่าวสรุปว่า  การเดินทางครั้งนี้  เป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพของประเทศไทย ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างประเทศถึงโอกาสในการเข้ามาลงทุนและเติบโตร่วมกับประเทศไทยในระยะยาวโดยเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชน ร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเติบโตต่อไป

ถอดรหัสคำสั่ง 2 ศาล ‘ปลาหมอคางดำ’ ศาลโซเชียล อย่าด่วนชี้นำ…กระบวนการพิสูจน์เพิ่งเริ่มต้น!

0

ภายหลังศาลปกครองและศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยสำคัญในคดีการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ เมื่อวันที่ 8 และ 14 กันยายน 2569 ตามลำดับ โดยศาลปกครองมีคำสั่งให้กรมประมงดำเนินการตามแผนเพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ขณะที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนให้คดีแพ่งดำเนินต่อไปในรูปแบบคดีแบบกลุ่ม (Class Action)

การตีความที่เกิดขึ้นกับกรณีนี้ สิ่งหนึ่งที่ต้อง “ขีดเส้นใต้” ให้ชัดเจนคือ คำวินิจฉัยของทั้งสองศาลยังไม่ได้ชี้ขาดว่าเอกชนรายใดเป็นต้นเหตุของการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ หรือมีหน้าที่ต้องชดใช้ความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้น สังคมต้องเข้าใจให้เรื่องนี้อย่างถูกต้องด้วยนี่คือจุดที่สังคมไม่ควรมองข้าม เพราะคำพิพากษาของสองศาล แม้เกี่ยวข้องกับปัญหาปลาหมอคางดำเหมือนกัน แต่กำลังตอบ “คนละคำถาม” และอยู่บนฐานของคดีที่มีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน

ศาลปกครองพิจารณาหน้าที่ของรัฐ ว่าหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย โดยเฉพาะกรมประมง ได้ปฏิบัติหน้าที่ในการควบคุม ป้องกัน ระงับ และแก้ไขการแพร่ระบาดอย่างเพียงพอหรือไม่ จึงเป็นที่มาของศาลมีคำสั่งให้กรมประมงและผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามแผนและมาตรการที่กฎหมายกำหนด โดยมีกรอบเวลาในการดำเนินการ

ดังนั้น สิ่งที่ควรพูดให้ถูกต้องอย่างแม่นยำคือ ศาลได้ยืนยันความรับผิดชอบของรัฐในการจัดการปัญหาตามอำนาจหน้าที่ ไม่ใช่กำลังพิพากษาว่าเอกชนรายใดเป็นผู้ก่อให้เกิดการระบาด

ส่วนศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาอีกคำถามหนึ่งซึ่งแตกต่างกันออกไป นั่นคือ คดีแพ่งที่ประชาชนฟ้องเอกชนมีเงื่อนไขเพียงพอที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาในรูปแบบคดีแบบกลุ่มหรือไม่ โดยศาลอุทธรณ์ยืนให้ดำเนินคดีแบบกลุ่มต่อไป และต้องขีดเส้นใต้ซ้ำอีกครั้ง “Class Action” คือเรื่องของรูปแบบและกระบวนวิธีพิจารณาคดี ไม่ใช่คำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด

การเปิดทางให้คดีเดินหน้าจึงไม่ได้หมายความว่า ศาลได้วินิจฉัยแล้วว่าเอกชนเป็นผู้ก่อเหตุ หรือมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายตามที่มีการกล่าวหา

ขณะเดียวกัน การอ่านคำพิพากษาศาลปกครองก็ต้องระมัดระวังไม่ให้เกินขอบเขตของสิ่งที่ศาลวินิจฉัย เพราะศาลปกครองไม่ได้มีคำวินิจฉัยทั่วไปว่าเอกชนรายใด “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกมิติ” แต่ในประเด็นต้นเหตุของการแพร่ระบาด มีรายงานสาระสำคัญจากคำพิพากษาว่า ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงยืนยันว่าปลาที่แพร่ระบาดอยู่ในปัจจุบันหลุดรอดจากฟาร์มของผู้ร้องสอด หรือมีบุคคลใดเป็นผู้ทำให้ปลาหลุดรอดจนเป็นสาเหตุของการแพร่ระบาด

นี่จึงเป็นเรื่องที่ต้องแยกให้ออกระหว่าง “ยังพิสูจน์ไม่ได้จนเป็นข้อยุติ” กับ “พิสูจน์แล้วว่าไม่เกี่ยวข้อง” ซึ่งเป็นคนละความหมายกันอย่างสิ้นเชิง

หากยังมีคำถามต่อไปอีกว่า “แล้วใครต้องรับผิด?” คำตอบจำเป็นต้องกลับไปสู่กระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริง ไม่ใช่กระแสสังคมตัดสินเองตามความเชื่อพื้นฐานของแต่ละคน มากกว่ารอขั้นตอนการพิสูจน์ความจริงอย่างรอบคอบและรอบด้าน

การพิสูจน์ จำเป็นต้องเริ่มตั้งแต่ แหล่งที่มาของปลา เส้นทางการหลุดรอดหรือแพร่กระจาย การกระทำหรือหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้อง ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับความเสียหาย ตลอดจนจำนวนและประเภทของความเสียหาย รวมถึงต้องพิจารณาว่า ฐานกฎหมายใด ทำให้บุคคลหรือหน่วยงานนั้นต้องรับผิด

คำถามที่ว่า “ใครต้องรับผิดชอบ?” หรือ “ใครเป็นตัวการ?” เรื่องนี้ยังไม่จบ! ต้องว่ากันด้วยพยานหลักฐานล้วนๆ ตั้งแต่ผลตรวจ DNA เส้นทางปลาหลุด ไปจนถึงข้อกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องที่จะมาใช้ “ศาลโซเชียล” ลงคะแนนโหวตตัดสินกันเอาเอง

ในยุคที่ข่าวสารไวเกินสติ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ปลาหมอคางดำ… แต่อยู่ที่การด่วนสรุป “สร้างความจริงขึ้นมาเอง” ทั้งที่กระบวนการพิสูจน์ในศาลยังไม่จบต่างหาก!

เลิกมโน เลิกปั่น… แล้วติดตามพยานหลักฐานตามกระบวนการยุติธรรมไปพร้อมกัน!

“สาระ ล่ำซำ” คว้า THE BEST CEO 2026 รางวัลสูงสุดเวที DAILYNEWS TOP CEO ต่อเนื่องปีที่ 3 เดินหน้าวิสัยทัศน์ Longevity เพื่อชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ

0

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัลเกียรติยศสูงสุด “THE BEST CEO 2026” จากเวที DAILYNEWS TOP CEO 2026 นับเป็นการได้รับรางวัล THE BEST CEO ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ตั้งแต่ปี 2024–2026 จากการพิจารณาของกองบรรณาธิการเดลินิวส์ ซึ่งพิจารณาผู้นำองค์กรจากผลงานด้านการบริหารธุรกิจ วิสัยทัศน์ นวัตกรรม และการสร้างคุณประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม

นโยบายการดำเนินงานที่ผ่านมา นายสาระ นำเมืองไทยประกันชีวิตเดินหน้าเติบโตอย่างแข็งแกร่งท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และโครงสร้างประชากร โดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ ช่องทาง นวัตกรรม และเครือข่ายพันธมิตร เพื่อให้ธุรกิจประกันชีวิตสามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้คนได้มากกว่าการให้ความคุ้มครอง

หนึ่งในเรื่องที่ นายสาระ ให้ความสำคัญ คือ Longevity หรือการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ เพราะเมื่อคนไทยมีอายุยืนขึ้น การวางแผนชีวิตก็ต้องมองไกลกว่าเดิม ทั้งการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงได้นาน การเตรียมพร้อมรับค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล และการมีเงินเพียงพอสำหรับชีวิตหลังเกษียณ เพื่อให้ช่วงชีวิตที่ยาวขึ้นเป็นช่วงเวลาที่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจและในแบบที่ต้องการ

แนวคิดดังกล่าวถูกนำมาต่อยอดสู่การดำเนินงานของเมืองไทยประกันชีวิต ผ่านการเชื่อมโยง Lifespan – Healthspan – Wealthspan เข้าด้วยกัน โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และเครือข่ายด้านสุขภาพที่ดูแลลูกค้าตั้งแต่การป้องกัน การรักษา การฟื้นฟู ไปจนถึงการดูแลระยะยาว ควบคู่กับการสร้างทางเลือกด้านความคุ้มครอง การออม และรายได้หลังเกษียณ เพื่อให้ลูกค้าสามารถวางแผนชีวิตได้อย่างเหมาะสมในแต่ละช่วงวัย

นายสาระ ล่ำซำ กล่าวว่า “การได้รับรางวัล THE BEST CEO ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เป็นกำลังใจให้ผมและคนเมืองไทยประกันชีวิตเดินหน้าพัฒนาองค์กรต่อไป โลกวันนี้เปลี่ยนเร็วมาก ความต้องการและการใช้ชีวิตของลูกค้าก็เปลี่ยนตาม สิ่งที่เราต้องคิดจึงไม่ใช่เพียงว่าจะสร้างความคุ้มครองอย่างไร แต่ต้องมองไปถึงว่า เราจะช่วยให้ลูกค้าใช้ชีวิตที่ยืนยาวขึ้นอย่างมีคุณภาพได้อย่างไร”

“สำหรับผม Longevity ไม่ได้หมายถึงแค่การมีอายุยืนขึ้น แต่คือการมีชีวิตที่ยืนยาวพร้อมกับสุขภาพที่ดีและความพร้อมทางการเงิน เมืองไทยประกันชีวิตจึงต้องมองไปข้างหน้าและเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และระบบการดูแล เพื่อให้เราสามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ตลอดช่วงชีวิต”

เวที DAILYNEWS TOP CEO 2026 จัดขึ้น ณ ห้องเวิลด์บอลรูม บี โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อยกย่องผู้บริหารที่มีผลงานโดดเด่น ถ่ายทอดแนวคิดและวิสัยทัศน์ในการบริหารองค์กร และนำเสนอผู้นำที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนองค์กร เศรษฐกิจ และสังคมไทย # #

ตลาดหลักทรัพย์ฯ – จุฬาฯ ยกระดับธุรกิจครอบครัวไทย สร้างความรู้ธุรกิจ และผู้นำธุรกิจรุ่นใหม่ ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านธุรกิจครอบครัว

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ว่าด้วยการยกระดับมาตรฐานการศึกษา การวิจัย และการพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจครอบครัวในประเทศไทย มุ่งพัฒนาหลักสูตรด้านธุรกิจครอบครัว (Family Business) การบริหารสินทรัพย์และความมั่งคั่งของครอบครัว (Family Wealth Management) ทั้งระดับปริญญาตรี และบัณฑิตศึกษา ให้มีความเป็นเลิศระดับสากล พร้อมจัดทำกรณีศึกษา งานวิจัยเชิงลึก ตลอดจนส่งเสริมธรรมาภิบาล เพื่อเสริมสร้างศักยภาพผู้นำธุรกิจครอบครัวรุ่นใหม่ และผลักดันให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาบุคลากรด้านธุรกิจครอบครัวระดับประเทศและภูมิภาค

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Who Will Lead Thailand’s Family Businesses Tomorrow? สร้างคน ยกระดับความรู้ สู่อนาคตธุรกิจครอบครัวไทย” ว่า ธุรกิจครอบครัวคือรากฐานสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย การเตรียมความพร้อมให้รับมือกับความท้าทายในอนาคตจึงเป็นสิ่งจำเป็น ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการผสานจุดแข็งระหว่างภาคตลาดทุนและสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาธุรกิจครอบครัวไทยผ่าน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ (1) การพัฒนาเนื้อหาองค์ความรู้ (2) การวิจัย การจัดทำกรณีศึกษาธุรกิจครอบครัวไทย (3) การส่งเสริมธรรมาภิบาลและความยั่งยืนของธุรกิจครอบครัว (4) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย องค์กรภาคธุรกิจ และสถาบันชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ และ (5) การแลกเปลี่ยนและพัฒนาบุคลากร รวมถึงทรัพยากรทางวิชาการของทั้งสององค์กร สิ่งเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในพัฒนาศักยภาพผู้นำรุ่นใหม่ให้ก้าวขึ้นมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน ตอกย้ำบทบาทการเป็น “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” เส้นทางแห่งความเชื่อมั่นสู่โอกาสของทุกคน

ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จุฬาฯ โดยสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ฯ (SASIN) และวิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CUii) พร้อมบูรณาการความเชี่ยวชาญทางวิชาการ เพื่อร่วมพัฒนาหลักสูตรและสร้างองค์ความรู้ที่ได้มาตรฐานสากล ยกระดับงานวิจัยและกรณีศึกษาธุรกิจครอบครัวไทยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมนำนวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการศึกษา จุฬาฯ เชื่อมั่นว่าความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยยกระดับการศึกษาไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการพัฒนาบุคลากรด้านธุรกิจครอบครัวที่มีคุณภาพและได้รับการยอมรับตามมาตรฐานสากล

บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) นี้มีระยะเวลา 5 ปี นับเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญระหว่างภาคตลาดทุนและ ภาคการศึกษา เพื่อยกระดับศักยภาพของทายาทและผู้บริหารธุรกิจครอบครัวไทย พร้อมขยายเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย สถาบันการเงิน และองค์กรธุรกิจชั้นนำทั้งในประเทศ ระดับนานาชาติ และภูมิภาค CLMV เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจครอบครัวไทยเติบโตและสร้างความเข้มแข็งแก่เศรษฐกิจของประเทศได้อย่างยั่งยืน