Home Blog Page 2

‘ทุจริต เส้นสาย ใต้โต๊ะ’ เมื่อการทุจริตขโมยสิทธิในการมีชีวิตที่ดีของคนไทย

0
พรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
พรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

เวลาพูดถึง ‘การทุจริตคอร์รัปชัน’  เรามักนึกถึงการโกงงบประมาณ การรับสินบน หรือความไม่โปร่งใสของรัฐ แต่สำหรับคุณพรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ การทุจริตไม่ใช่เพียงแค่เรื่องเงินภาษีที่รั่วไหล แต่เป็นปัญหาใหญ่ที่แทรกอยู่ในชีวิตประจำวันของประชาชน ตั้งแต่โรงเรียน โรงพยาบาล สิ่งแวดล้อม กระบวนการยุติธรรม ไปจนถึงโอกาสในการมีชีวิตที่ดี

เวลาพูดถึงการทุจริต คนส่วนใหญ่มักนึกถึงการโกงงบประมาณหรือการใช้อำนาจโดยมิชอบ แต่ถ้ามองจากมุมสิทธิมนุษยชน การทุจริตควรถูกมองว่าเป็นการพรากสิทธิของประชาชนด้วยหรือไม่ และพรากสิทธิในความหมายใดบ้าง

ภาพจำของการทุจริตสำหรับคนทั่วไปในสังคม คือภาพของนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง ที่ใช้อำนาจหน้าที่โกงกินงบประมาณแผ่นดิน การจัดซื้อจัดจ้างโครงการของรัฐที่ไม่ได้มาตรฐานเพราะต้องจัดแบ่งไว้สำหรับเงินทอน หรือการที่ต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่ออำนวยความสะดวกในการติดต่อราชการหรือการทำกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งในภาครัฐและเอกชน 

แต่การทุจริตคอร์รัปชั่นไม่ใช่ความเสียหายของตัวเลขของงบประมาณของรัฐ หรือการฝ่าฝืนหรือหลบเลี่ยงกฎหมายหรือเรื่องจริยธรรมที่เสื่อมถอยเท่านั้น แต่อาจเรียกว่าเป็นอาชญากรรมที่พรากสิทธิขั้นพื้นฐานไปจากประชาชน เพราะงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีของประชาชนควรถูกนำมาใช้เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิ มีสวัสดิการ มีคุณภาพชีวิตที่ดี การทุจริตที่เกิดขึ้นทุกครั้ง จึงเป็นการพรากสิทธิอันชอบธรรมของประชาชนในมิติที่ลึกซึ้งและกว้างขวาง ที่สามารถยกตัวอย่างได้ เช่น

  • สิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลและการมีสุขภาพวะที่ดี (หรือที่เรียกว่า Right to Health) งบประมาณสาธารณสุขที่ถูกทุจริต ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อยาราคาสูงเกินจริง การสร้างโรงพยาบาลที่ไม่ได้มาตรฐาน การจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีค่าหัวคิว ส่งผลให้ประชาชนที่ยากจนได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากบริการทางการแพทย์ การทุจริตจึงไม่ใช่แค่การโกงเงิน แต่คือการพรากโอกาสในการรอดชีวิตของเพื่อนมนุษย์
  • สิทธิในการศึกษา การทุจริตในระบบศึกษา การจ่ายเงินใต้โต๊ะ งบประมาณค่าอาหารกลางวันของเด็กนักเรียนที่ถูกยักยอก การทุจริตที่ลดทอนโอกาสที่จะได้รับสื่อการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ ทำให้เด็กจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาที่ดีที่จะช่วยยกฐานะทางเศรษฐกิจสังคม ต้องตกอยู่ในวงจรความยากจนอย่างต่อเนื่อง
  •  สิทธิในชีวิตที่ปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมที่ดี ถนนหนทางที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งเป็นผลจากการรับเงินเพื่อลดมาตรฐานในการก่อสร้าง การก่อมลพิษของโรงงานอุตสาหกรรมมากมายโดยไม่มีการแก้ไขรับผิดชอบ ปล่อยให้ประชมชนต้องทนกับสภาวะแวดล้อมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะการทุจริตได้แผ้วถางทางให้กับการต้องรับผิดชอบของผู้ที่มีอำนาจหน้าที่แล้ว
  • สิทธิในความเสมอภาคและไม่เลือกปฏิบัติ การทุจริตเป็นตัวแปรหลักในการทำลายหลักการนี้อย่างสิ้นเชิง จากระบบอุปถัมภ์ เส้นสาย และพวกพ้อง ขึ้นมาแทนหลักนิติธรรม ซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนที่ทุกคนควรได้รับ การเข้าถึงบริการของรัฐ การได้รับความคุ้มครองจากกระบวนการยุติธรรม ถูกเปลี่ยนให้เป็นสิทธิพิเศษที่สงวนไว้สำหรับผู้ที่มีเงินจ่ายหรือมีเส้นสายเท่านั้น
  • สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง การทุจริตในมิติทางการเมืองไม่ได้จำกัดเพียงการจ่ายสินบนเท่านั้น แต่รวมถึงการทุจริตเชิงนโยบาย การบิดเบือนกระบวนการประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการพรากสิทธิทางการเมืองของประชาชนอย่างร้ายแรง ตัวอย่างที่เห็นชัดเจน เช่น การปิดกั้นและคุกคามสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและการตรวจสอบ เพื่อให้การทุจริตดำเนินไปได้อย่างราบรื่น การปกปิดสัญญาของรัฐ การข่มขู่คุกคาม หรือการฟ้องปิดปาก เป็นต้น สิทธิในการรับรู้ความจริงและการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีจึงถูกพรากไปจากประชาชน

เราจะเห็นได้ว่าการทุจริตอยู่รอบตัวเรา เป็นภัยคุกคามต่อสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคน การทุจริตสร้างความเหลื่อมล้ำในสังคม กดทับกลุ่มเปราะบาง พรากสิทธิของประชาชนในการมีชีวิตที่ดี

ในชีวิตจริง ประชาชนจำนวนมากไม่ได้เสียสิทธิเพราะกฎหมายไม่รับรอง แต่เสียสิทธิเพราะต้องเจอด่านใต้โต๊ะ เส้นสาย ดุลยพินิจ หรือระบบที่เอื้อคนมีอำนาจ แบบนี้เราควรเรียกมันว่า ‘ปัญหาทุจริต’ หรือ ‘ปัญหาการละเมิดสิทธิ’ หรือเป็นทั้งสองอย่างพร้อมกัน

ในชีวิตจริง ปัญหาทุจริตกับปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นวงจรที่หนุนเสริมซึ่งกันและกัน อาจเรียกได้ว่า ทุจริตสร้างการละเมิดและการละเมิดเอื้อให้เกิดการทุจริต 

ทุจริตทำให้เกิดการละเมิดสิทธิ เมื่อระบบราชการหรือการบังคับใช้กฎหมายถูกแทรกแซงด้วยเงินและเส้นสาย สิทธิตามกฎหมายของประชาชนจะถูกยึดเป็นตัวประกันทันที  เช่น หากไม่จ่ายใต้โต๊ะ คดีจะไม่คืบหน้า คำร้องจะถูกดอง หรือไม่ได้รับสิทธิในการดำเนินการต่าง ๆ ที่พึงได้

การละเมิดสิทธินำไปสู่การทุจริต เมื่อประชาชนถูกลิดรอนสิทธิ โดยเฉพาะสิทธิในการได้รับข้อมูลข่าวสารและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐได้ หรือการกลัวจากการถูกคุกคามทำให้ไม่กล้าเปิดโปง ส่งผลให้การทุจริตเพิ่มขึ้นและขยายวงกว้าง

นอกจากนี้ ในระบบที่ขับเคลื่อนด้วยสินบนและเส้นสาย คนที่ต้องแบกรับผลพวงมากที่สุด คือกลุ่มเปราะบางและคนยากจน เงินใต้โต๊ะสร้างระบบสองมาตรฐาน คนรวยสามารถซื้อความสะดวก ปลอดภัย ความยุติธรรม แต่คนจนไม่มีเงินจ่าย จึงถูกปฏิเสธสิทธิ เพราะสำหรับคนจน เงินแม้เป็นเพียงหลักร้อยหลักพัน อาจหมายถึงค่าอาหาร ค่าเทอมลูก การทุจริตจึงซ้ำเติมผู้ด้อยโอกาส สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำ เป็นการละเมิดหลักการไม่เลือกปฏิบัติซึ่งเป็นหัวใจของสิทธิมนุษยชน

พรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ถ้ารัฐปล่อยให้ระบบราชการเต็มไปด้วยดุลยพินิจ เส้นสาย และผลประโยชน์จนประชาชนต้องขอความเมตตาแทนที่จะ ‘ใช้สิทธิ’ ปัญหานี้สะท้อนความล้มเหลวของรัฐในเชิงสิทธิมนุษยชนอย่างไร

ในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ภายใต้หลักนิติธรรม ไม่ควรให้ระบบราชการที่เต็มไปด้วยดุลพินิจ เส้นสายและผลประโยชน์ เข้ามามีอิทธิพลต่อการทำหน้าที่และการบริการประชาชนของรัฐ หน้าที่ของรัฐคือการคุ้มครอง ส่งเสริม และเติมเต็มสิทธิมนุษยชนและสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมายให้ประชาชนทุกคนอย่างเสมอ แต่ด้วยสภาพการณ์ที่ทำให้ประชาชนเปลี่ยนสถานะเป็นผู้สยบยอมหรือขอความเมตตา ย่อมสะท้อนถึงความไร้ประสิทธิภาพของการบริหารราชการแผ่นดินและความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงของรัฐในด้านสิทธิมนุษยชน ล้มเหลวอย่างไรบ้าง เริ่มจาก 

  • ล้มเหลวในการยอมรับและคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ลองนึกภาพของชาวบ้านรากหญ้าที่ไปติดต่อราชการเพื่อขอรับสวัสดิการที่รัฐพึงจัดให้ เกือบทั้งวันถูกปฏิบัติด้วยคำพูดที่ย่ำยีศักดิ์ศรี หากไม่กราบกรานอ้อนวอนหรือขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ ชาวบ้านก็จะไม่ได้รับบริการที่เป็นสิทธิพื้นฐานของตัวเอง
  • ล้มเหลวต่อหลักความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่รับรู้กันทั่วไป ก็คือกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ หรือการขอใบอนุญาตประกอบกิจการ (เช่น สิ่งแวดล้อม ก่อสร้าง) ที่ดุลพินิจสามารถเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือให้ผลประโยชน์อื่น ๆ ในขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยจะถูกกีดกันออกจากการแข่งขัน เป็นการเลือกปฏิบัติทางเศรษฐกิจและสังคม
  • ล้มเหลวในการรักษาหลักนิติธรรมและความแน่นอนทางกฎหมาย ตัวอย่างเช่น การตั้งด่านของตำรวจ การตัดสินที่จะฟ้องหรือไม่ฟ้องบุคคลใด ๆ การประกันตัวซึ่งเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้ดุลพินิจอย่างกว้างขวาง ซึ่งสุดท้ายประชาชนคนธรรมดาต้องติดคุกเพราะเข้าไม่ถึงดุลพินิจที่เป็นคุณ สภาวะ ‘คุกมีไว้ขังคนจน’ จึงสะท้อนถึงความล้มเหลวในการรักษาหลักนิติธรรมอย่างรุนแรง
  •  ล้มเหลวในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการตรวจสอบ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการที่ชาวบ้านคัดค้านโครงการก่อสร้างต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ แต่หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบกลับใช้ดุลพินิจอนุมัติโครงการด้วยกระบวนการที่ไม่โปร่งใส และหากขาวบ้านร้องเรียนก็อาจถูกคุกคามข่มขู่ ซึ่งสะท้อนถึงความล้มเหลวของรัฐในการปกป้องสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของประชาชน

การแก้ไขในบริบทนี้เราต้องมุ่งเน้นใน 3 ด้าน คือ ลดการใช้ดุลพินิจและนำเทคโนโลยีทางดิจิทัลมาใช้ให้มากขึ้น เสริมสร้างความเข้มแข็งของกลไกการตรวจสอบ และสุดท้ายก็คือการปลูกฝังวัฒนธรรม “สิทธิมนุษยชน” ในระบบราชการ

ในสังคมอารยะ ประชาชนต้องได้รับสิทธิตามกฎหมาย ไม่ใช่ต้องรอ “ความเมตตา” จากผู้ถืออำนาจรัฐ

การทุจริตทำให้คนบางกลุ่มเจ็บหนักกว่าคนอื่น เช่น คนจน คนไร้สถานะ แรงงานข้ามชาติ ผู้พิการ หรือชุมชนชายขอบ เพราะพวกเขาต่อรองกับรัฐได้น้อยกว่า กสม. มองความไม่เท่าเทียมนี้อย่างไร และรัฐควรมีหน้าที่อย่างไรในการป้องกันไม่ให้การทุจริตซ้ำเติมคนที่เปราะบางอยู่แล้ว

การทุจริตทำให้คนบางกลุ่มเจ็บหนักกว่าคนอื่น เพราะมีอำนาจต่อรองน้อย ในมุมมองของ กสม. ความเหลื่อมล้ำนี้เป็นปัญหาความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้าง เพราะกลุ่มเปราะบางทั้งคนจน คนไร้สถานะ ผู้พิการ คนชายขอบ ล้วนเป็นคนที่ไม่มีเสียงในสังคม ไม่มีทางเลือก ต้องทนรับบริการของรัฐที่มีข้อจำกัด หรือยอมตกเป็นเหยื่อของการถูกขูดรีดเพราะไม่มีอำนาจต่อรอง มีตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมในกรณีนี้ เช่น การทุจริตสวมสิทธิและกระบวนการพิสูจน์สิทธิของกลุ่มคนไร้สถานะและกลุ่มชาติพันธุ์ ที่ต้องเผชิญกับขบวนการทุจริตเรียกรับสินบนในการออกเอกสารสิทธิ บัตรประชาชน หรือใบสำคัญต่าง ๆ

 การเรียกรับผลประโยชน์จากแรงงานข้ามชาติ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีข้อจำกัดด้านภาษา กฎหมาย และอคติทางสังคม ทำให้ตกเป็นเหยื่อของการขูดรีดได้ง่าย ทั้งในขั้นตอนการขึ้นทะเบียนแรงงาน การออกใบอนุญาตทำงาน การตรวจคนเข้าเมือง มีการเรียกเก็บ “ค่าหัวคิว” หรือเงินใต้โต๊ะ หากแรงงานคนใดไม่สามารถจ่ายได้ จะถูกผลักให้เป็นแรงงานผิดกฎหมาย ถูกบังคับใช้แรงงานที่เข้าข่าย “การค้ามนุษย์”

การอำนวยความสะดวกให้ “ผู้พิการ” ซึ่งมีน้อยและด้อยคุณภาพ เนื่องจากงบประมาณของรัฐที่จัดสรรเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้พิการ มักเป็นเป้าของการจัดซื้อจัดจ้างที่ทุจริตและไม่ได้มาตรฐาน จึงเป็นการพราก “สิทธิในการมีอิสรภาพและการพึ่งพาตนเอง” ของผู้พิการ

ในเรื่องนี้ รัฐต้องปรับปรุงระบบการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติ การขอสัญชาติ การจัดสวัสดิการผู้พิการ ให้เป็นระบบดิจิทัลเบ็ดเสร็จ มีเกณฑ์การพิจารณาที่ชัดเจน สร้างกลไกร้องเรียนที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้ โดยในส่วนของ กสม. มีคลินิกสิทธิมนุษยชนที่ทำงานและประสานกับหน่วยงานของรัฐ เพื่อช่วยเหลือกลุ่มชายขอบ กลุ่มไร้สถานะ และกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ

ถ้าหน่วยงานรัฐมีงบประมาณ มีนโยบาย และมีหน้าที่ต้องจัดบริการสาธารณะ แต่บริการนั้นไปไม่ถึงประชาชนเพราะการรั่วไหล การเลือกปฏิบัติ หรือผลประโยชน์ทับซ้อน กรณีแบบนี้ถือเป็นความล้มเหลวด้านสิทธิมนุษยชนของรัฐได้หรือไม่ อย่างไร

คำตอบสั้น ๆ คือ แน่นอน เป็นความล้มเหลวและสั่นคลอนรากฐานสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นรูปธรรมใน 4 มิติ คือ

  • ความล้มเหลวต่อพันธกรณีในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งหมดอย่างสูงสุดเพื่อบรรลุเป้าหมายในการให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น การศึกษา สาธารณสุข แหล่งน้ำสะอาด และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นพันธกรณีภายใต้กติกาสากลระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR)
  • ความล้มเหลวต่อหลักการไม่เลือกปฏิบัติและการเข้าถึงอย่างเท่าเทียม
  • ความล้มเหลวในการทำหน้าที่คุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน
  • ความล้มเหลวในการสร้างกลไกความรับผิดชอบและความโปร่งใส

กสม. ไม่ใช่องค์กรตรวจสอบการทุจริตโดยตรงเหมือน ป.ป.ช. ดังนั้น บทบาทของ กสม. จะทำให้สังคมเห็นได้อย่างไรว่า การต่อต้านการทุจริตไม่ใช่แค่เรื่องความโปร่งใส แต่เป็นเรื่องศักดิ์ศรี ความเสมอภาค และสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

แม้ กสม. จะไม่ได้มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการไต่สวนหรือปราบปรามการทุจริตเช่นเดียวกับ ป.ป.ช. แต่ กสม. มีบทบาทสำคัญในการทำให้สังคมตระหนักว่า “การทุจริต” ไม่ใช่เพียงปัญหาเรื่องความโปร่งใส การบริหารงบประมาณ หรือการลงโทษผู้กระทำผิดเท่านั้น หากแต่เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และคุณภาพชีวิตของประชาชน

ตามพันธกิจของ กสม. ในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน รวมถึงเสนอแนะแนวทางเพื่อให้เกิดการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบ กสม. จึงมีบทบาทสำคัญในการสะท้อนให้สังคมเห็นความเชื่อมโยงระหว่าง “การทุจริต” กับ “การละเมิดสิทธิมนุษยชน” โดยชี้ให้เห็นว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้สิ้นสุดที่ตัวงบประมาณหรือหน่วยงานของรัฐ แต่ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ควรได้รับสิทธิตามกฎหมาย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น คนจน ผู้พิการ ผู้สูงอายุ เด็ก แรงงานข้ามชาติ หรือชุมชนชายขอบ ซึ่งมักมีอำนาจต่อรองน้อยและได้รับผลกระทบจากความไม่เป็นธรรมในระบบมากกว่าคนกลุ่มอื่น 

หน้าที่ของ กสม. ในบริบทนี้ จึงเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของสังคมโดย  การทำรายงานเชิงประเด็น ซึ่งจะเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าทุจริตไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นการพรากสิทธิขั้นพื้นฐานไปจากประชาชน การผลักดันแนวคิด Human Rights-Based Anti-Corruption โดยจะเสนอให้รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐนำเกณฑ์ด้านสิทธิมนุษชนใส่ไว้ในมาตรการป้องกันการทุจริต การปกป้องผู้แจ้งเบาะแสและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน  การสร้างความตระหนักสู้ผ่านหลักสูตรสิทธิมนุษยชนศึกษา การปรับมุมมองและบทบาทของประชาชนจาก “เหยื่อ” เป็น “ประชาชนตื่นรู้” (active citizen) ที่พร้อมจะลุกมาปกป้องสิทธิของตนเองและชุมชนจากการทุจริต


ล่องจักรวาลหุ้นปันผล

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง"  หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

สัปดาห์นี้ “คุณนายพารวย” มีเครื่องมือเด็ดที่จะมาช่วยนักลงทุนเลือกช็อปหุ้นปันผลเข้าพอร์ตได้ง่ายและมั่นใจยิ่งขึ้นมาฝากกันค่ะ จากรายงาน SET Note ล่าสุด “Dividend Universe 2026” ที่ฝ่ายวิจัยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพิ่งเผยแพร่ออกมา บอกได้เลยว่าจะเป็นตัวช่วยคัดกรองหุ้นปันผลชั้นดี ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯได้จัดทำการคัดเลือกนี้มาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559

หลายคนคงมีคำถามว่า แล้วหุ้นในจักรวาลปันผลนี้เค้าคัดกันยังไง ขอบอกว่าบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่จะติดลิสต์ในจักรวาลนี้ได้ ต้องผ่านเกณฑ์ที่เป็น 4 ด่านสำคัญ คือ 1.ผลประกอบการดีมีกำไร ต้องมีกำไรสุทธิต่อเนื่อง 2.มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวก ซึ่งสะท้อนถึงสภาพคล่องและความอยู่รอดของกิจการ 3.จ่ายปันผลสม่ำเสมอและต่อเนื่อง และ 4.ธรรมาภิบาลเด่น ต้องมีคะแนนบรรษัทภิบาล (CG Score) ตั้งแต่ระดับ “ดี” หรือ 3 ดาวขึ้นไป

แถมปีนี้เค้ายังเพิ่มเกณฑ์ให้เข้มขึ้นอีกคือจะไม่นำบริษัทที่มีประเด็นด้านธรรมาภิบาลที่มีนัยสำคัญ หรือพวกที่มีเครื่องหมายดอกจันตามหลังคะแนน CG มารวมด้วย เพื่อความโปร่งใสและปลอดภัยของนักลงทุน

ตลาดหลักทรัพย์ฯได้เปิดเผยรายชื่อ กลุ่มหุ้น Dividend Universe 2026 จำนวน 3 ชุด ได้แก่ ชุดข้อมูล 3, 5 ปี และ 7 ปี เพื่อให้มีความสอดคล้องกับช่วงระยะเวลาในการลงทุนที่แตกต่างกันของนักลงทุน เมื่อลองซูมดู “ชุดข้อมูล 5 ปี” จะพบว่า มี บจ.สอบผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 160 บริษัท จากทั้งหมด 840 บริษัท แบ่งเป็น บจ.ใน SET 136 บริษัท และใน mai 24 บริษัท เพิ่มขึ้นจาก 150 บริษัท จากการคัดเลือกในปีก่อน

โดย บจ.ในกลุ่มอุตสาหกรรมบริการ ผ่านเกณฑ์จำนวนมากที่สุด คือ 40 บริษัท รองลงมา คือ กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร และ บจ.ในตลาด mai เท่ากันที่ 24 บริษัท ตามมาด้วยกลุ่มทรัพยากรและกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม เท่ากันที่ 18 บริษัท

เมื่อวัดจากอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังแล้ว พบว่าหุ้นปันผลในกลุ่มทรัพยากรมีค่าเฉลี่ยของอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ย 5 ปี สูงถึง 5.25% ตามมาติดๆด้วย กลุ่มธุรกิจการเงินที่ตัวเลข 5.06% ซึ่งทั้งสองกลุ่มนี้ให้ผลตอบแทนแซงหน้ากลุ่มอุตสาหกรรมอื่น

และยังพบว่า บจ.ในกลุ่มหุ้น Dividend Universe มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ย 5 ปี อยู่ที่ 4.46% เทียบกับตลาดที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยอยู่แค่ 2.97% หรือพวกหุ้นนอกจักรวาลปันผลที่มีตัวเลขแค่ 2.33% เห็นตัวเลขต่างกันชัดเจนขนาดนี้ ยิ่งย้ำว่าการคัดหุ้นผ่านเกณฑ์นี้จะช่วยเพิ่มโอกาสที่นักลงทุนจะได้รับปันผลแบบเนื้อๆเน้นๆ ยิ่งไปกว่านั้น ใน 160 บริษัทที่ผ่านเกณฑ์มีตั้ง 59 บริษัทที่มี Dividend Yield เฉลี่ยสูงเกิน 5% ต่อปี และถ้าไปดู Top 15 อันดับแรกที่จ่ายหนักจัดเต็มปันผล ตัวเลขพุ่งไปอยู่ในช่วง 7.06% ถึง 12.26% (เฉลี่ยสูงถึง 8.43%) เลยทีเดียว

แม้ว่า “Dividend Universe 2026” จะเป็นตัวช่วยชั้นยอด แต่อย่าลืมว่าการลงทุนมีความเสี่ยง และอดีตไม่ได้การันตีอนาคต ก่อนตัดสินใจควักเงินซื้อหุ้นตัวไหน ต้องเช็กปัจจัยพื้นฐานอื่นๆ แนวโน้มธุรกิจในอนาคต ประกอบการตัดสินใจให้รอบด้านเพื่อที่จะได้หุ้นที่ตรงใจ ตอบโจทย์เป้าหมายการเงินที่วางไว้.

คุณนายพารวย

เปิดรายชื่อหุ้นติดโผ FTSE SET Index Series รอบทบทวนเดือนมิถุนายน 2569

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และฟุตซี่ รัสเซล (FTSE Russell) ประกาศผลการทบทวนรายชื่อหลักทรัพย์ชุดใหม่ที่จะใช้ในการคำนวณ FTSE SET Index Series มีผลวันที่ 22 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป สรุปได้ดังนี้

  • ดัชนี FTSE SET Large-Cap Index มี 1 หลักทรัพย์ใหม่ที่เข้าร่วมคำนวณ
  • ดัชนี FTSE SET Mid-Cap Index มี 2 หลักทรัพย์ใหม่ที่เข้าร่วมคำนวณ
  • ดัชนี FTSE SET Shariah Index มี 11 หลักทรัพย์ใหม่ที่เข้าร่วมคำนวณ
หลักทรัพย์ที่เข้า FTSE SET Large-Cap Indexหลักทรัพย์ที่ออก FTSE SET Large-Cap Index
กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล (DIF)บมจ. ซีพี แอ็กซ์ตร้า (CPAXT)
หลักทรัพย์ที่เข้า FTSE SET Mid-Cap Indexหลักทรัพย์ที่ออก FTSE SET Mid-Cap Index
ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรม เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้(FTREIT)บมจ. แอ๊บโซลูท คลีน เอ็นเนอร์จี้ (ACE)
บมจ. มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) (MRDIYT)บมจ. ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (TIPH)
 กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล (DIF)
บมจ. ดูโฮม (DOHOME)
บมจ. ไดนาสตี้เซรามิค (DCC)
บมจ. จีเอฟพีที (GFPT)
บมจ. จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS)
บมจ. พีทีจี เอ็นเนอยี (PTG)
บมจ. ราชธานีลิสซิ่ง (THANI)
บมจ. เซ็ปเป้ (SAPPE)
บมจ. เอสไอเอสบี (SISB)
หลักทรัพย์ที่เข้า FTSE SET Shariah Indexหลักทรัพย์ที่ออก FTSE SET Shariah Index
บมจ. เอิร์ธ เท็ค เอนไวรอนเมนท์ (ETC)บมจ. แอ็ดวานซ์อินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยี (AIT)
บมจ. ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น (FORTH)บมจ. ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส (HANA)
ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรม เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้(FTREIT)บมจ. อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ (ILM)
หลักทรัพย์ที่เข้า FTSE SET Shariah Indexหลักทรัพย์ที่ออก FTSE SET Shariah Index
ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อิมแพ็คโกรท(IMPACT)บมจ. จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS)
บมจ. ไออาร์พีซี (IRPC)บมจ. เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ (PCE)
บมจ. เดอะคลีนิกค์ คลินิกเวชกรรม (KLINIQ)บมจ. เอสไอเอสบี (SISB)
บมจ. มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) (MRDIYT)บมจ. ศรีราชาคอนสตรัคชั่น (SRICHA)
บมจ. ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ (TITLE)บมจ. ไวส์ โลจิสติกส์ (WICE)
บมจ. สกาย ไอซีที (SKY) 
บมจ. ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ (TFM) 
บมจ. ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป (THG) 

ติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับดัชนีชุด FTSE SET Index Series และหลักเกณฑ์ในการคำนวณ ได้ที่เว็บไซต์   https://www.ftserussell.com/products/indices/set และ https://www.set.or.th/th/market/index/ftse-set/profile

การทบทวนหลักทรัพย์ที่ใช้ในการคำนวณดัชนีชุด FTSE SET Index Series จัดทำขึ้นปีละ 2 ครั้ง ตามหลักเกณฑ์ที่มีการกำหนดไว้เป็นการล่วงหน้า โดยมีกำหนดทบทวนรายชื่อหลักทรัพย์ครั้งต่อไปในเดือนธันวาคม 2569

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต่อยอดโมเดล “ครูกระบวนกร” มุ่งขยายผลความรู้การเงินการลงทุนสู่โรงเรียนทั่วประเทศ

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยส่งเสริมความรู้การเงินการลงทุนแก่เยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งพัฒนา “ครูกระบวนกร” ให้สามารถออกแบบการเรียนการสอนด้านการเงินการลงทุนได้อย่างสร้างสรรค์และนำไปใช้ได้จริง ผ่านโครงการ INVESTORY Investment Learning Design Bootcamp ล่าสุดจัดกิจกรรม “Show&Share” พร้อมจัดทำ “Handbook โมเดลห้องเรียนลงทุนต้นแบบระดับมัธยม” เพื่อขยายผลความรู้สู่โรงเรียนทั่วประเทศ

นางพรรณวดี ลดาวัลย์ ณ อยุธยา รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานทรัพยากรบุคคลและพัฒนาองค์กร ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า “การเงินและการลงทุนเป็นทักษะชีวิตที่เยาวชนไทยในทุกภูมิภาคควรเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมและเหมาะสมกับบริบทของแต่ละห้องเรียน ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงมุ่งสร้างครูกระบวนกรสอนการลงทุน เพื่อส่งต่อองค์ความรู้การเงินและการลงทุนในวงกว้าง พร้อมเดินหน้าต่อยอดและขยายผลองค์ความรู้สู่ครู ทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรมผ่านเวที “Show&Share” เปิดโอกาสให้ครูกระบวนกรเสนอผลงานและแลกเปลี่ยนประสบการณ์สู่สาธารณชน อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมบทบาทครูกระบวนกรในโครงการที่สามารถออกแบบห้องเรียนการลงทุนและนำไปใช้ได้เป็นตัวอย่างแก่ครูที่สนใจ จึงได้จัดทำ “Handbook โมเดลห้องเรียนลงทุนต้นแบบระดับมัธยม” คู่มือดิจิทัลที่รวบรวมองค์ความรู้จากผลงานของครูในโครงการ เพื่อเป็นคลังความรู้สำหรับครูนำไปประยุกต์ใช้และออกแบบห้องเรียนการลงทุนได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องพันธกิจของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการยกระดับความรู้และทักษะแก่ผู้เกี่ยวข้องทั้งในตลาดทุนและกลุ่มที่กว้างออกไป โดยเฉพาะด้านการเงินการลงทุน (Purposeful People Who Transform) ภายใต้วิสัยทัศน์ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” เพื่อโอกาสที่เท่าเทียมสำหรับทุกคน”

กิจกรรม Show&Share #ห้องเรียนลงทุนสำหรับนักเรียนมัธยม ในโครงการ INVESTORY Investment Learning Design Bootcamp ประจำปี 2569 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยมีครู อาจารย์ นักเรียน และผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานกว่า 300 คน ภายในงานมีการสาธิตห้องเรียนลงทุน 7 ห้องเรียน จากครูที่ผ่านการอบรมในโครงการได้ออกแบบการเรียนรู้ขึ้นเองและทดลองสอนจริงแล้ว ซึ่งเนื้อหาดังกล่าวจะถูกนำมาจัดทำเป็น “Handbook โมเดลห้องเรียนลงทุนต้นแบบระดับมัธยม” เพื่อให้ครูและผู้ที่สนใจนำไปต่อยอดและปรับใช้ในการเรียนการสอนของตนเองต่อไป ปัจจุบันมี Handbook โมเดลห้องเรียนลงทุนแล้ว 30 ห้องเรียน และภายในปีนี้จะจัดทำเพิ่มอีก 7 ห้องเรียน รวมเป็น 37 ห้องเรียน ดาวน์โหลดได้ฟรีที่ https://investory.setgroup.or.th/knowledges

โครงการ INVESTORY Investment Learning Design Bootcamp ดำเนินการตั้งแต่ปี 2566 ปัจจุบันมีครูกระบวนกร 237 คน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงเดินหน้าสร้างครูกระบวนกรสอนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยมีกำหนดจัดรุ่นที่ 8 ในเดือนตุลาคม 2569 ครูอาจารย์ที่สนใจเข้าร่วมโครงการติดตามรายละเอียดที่เว็บไซต์พิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน INVESTORY

AIS ชวนคนไทยเปลี่ยน E-Waste เป็นพลังสร้างสรรค์ ในกิจกรรม “E-Waste to PRIDE” ยกระดับขยะอิเล็กทรอนิกส์สู่แฟชั่นแห่งความภาคภูมิใจ เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก

0

AIS เดินหน้าตอกย้ำบทบาทผู้นำด้าน Digital Infrastructure ที่ขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่กับความยั่งยืน จัดกิจกรรม “E-Waste to PRIDE: เปลี่ยนขยะ E-Waste เป็นแฟชั่นแห่งความภาคภูมิใจ” เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก หรือ World Environment Day วันที่ 5 มิถุนายน เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นให้คนไทย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่และกลุ่มคนเมืองที่มีไลฟ์สไตล์ดิจิทัล หันมาให้ความสำคัญกับการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Waste อย่างถูกวิธี โดยประชาชนสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมผ่านการบริจาค E-Waste อาทิ โทรศัพท์มือถือเก่า สายชาร์จ หูฟัง และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ได้ที่ AIS SIAM และ AIS Shop ทั่วประเทศ เพื่อนำกลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิล ลดผลกระทบจากการทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ผิดวิธี พร้อมต่อยอดสู่การสร้างสรรค์เป็นชุด Pride เชิงสัญลักษณ์ ที่จะร่วมเฉิดฉายในขบวน Pride Parade ณ สยามสแควร์ เพื่อเฉลิมฉลอง Pride Month ด้วยกิมมิคแฟชั่นจาก E-Waste ภายใต้แนวคิดว่า “สิ่งที่เคยถูกทิ้ง ไม่ได้ไร้คุณค่า” สะท้อนทั้งคุณค่าของทรัพยากรที่สามารถกลับมาสร้างประโยชน์ได้อีกครั้ง และคุณค่าของความหลากหลายของผู้คนในสังคมที่ควรได้รับการยอมรับอย่างเท่าเทียม โดยทุกคนสามารถเฉิดฉายได้อย่างภาคภูมิใจ โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร AIS กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะที่อยู่ใกล้ชิดกับชีวิตประจำวันของคนไทย AIS เชื่อว่าความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จริงเมื่อทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้อย่างง่าย เข้าใจได้ และเห็นคุณค่าของการเปลี่ยนแปลง กิจกรรม E-Waste to PRIDE จึงไม่ใช่เพียงการรณรงค์ให้ทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกวิธี แต่เป็นการสร้างบทสนทนาใหม่ในสังคมว่า สิ่งที่เคยถูกมองว่าไร้ค่า สามารถกลับมาสร้างประโยชน์และแรงบันดาลใจได้ เช่นเดียวกับทุกความหลากหลายในสังคมที่ล้วนมีคุณค่าและควรได้รับการยอมรับ เป้าหมายสำคัญของ AIS คือการสร้าง Sustainability Ecosystem ที่เชื่อมโยงผู้บริโภค ภาคธุรกิจ และระบบรีไซเคิลเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม เราต้องการให้ผู้บริโภคมีแรงจูงใจในการเปลี่ยนพฤติกรรม พันธมิตรมีส่วนร่วมในการสนับสนุน Circular Economy และระบบรีไซเคิลได้รับ E-Waste เข้าสู่กระบวนการอย่างถูกต้อง เพราะทุกชิ้นส่วนที่ถูกส่งต่ออย่างรับผิดชอบ คือก้าวสำคัญของการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว”

ภายในกิจกรรม ประชาชน กลุ่มคนรุ่นใหม่ และพันธมิตร AIS HUB of E-Waste ได้ร่วมส่งมอบ E-Waste เพื่อนำไปสร้างสรรค์เป็นชุด Pride เชิงสัญลักษณ์ ก่อนที่ E-Waste ทั้งหมดจากกิจกรรมและจากจุดรับทิ้งจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกต้อง เพื่อให้ชิ้นส่วนต่างๆ ได้กลับมาสร้างประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมอีกครั้ง โดย AIS มุ่งให้กิจกรรมนี้เป็นมากกว่าการสร้างการรับรู้ แต่เป็นการให้ความรู้และกระตุ้นการลงมือทำจริง โดยสื่อสารให้สังคมเข้าใจว่า E-Waste ไม่ใช่ขยะไร้ค่า หากได้รับการจัดการอย่างถูกต้องจะสามารถนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลและต่อยอดเป็นประโยชน์ได้ พร้อมผลักดันให้การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนสามารถเริ่มต้นได้จากอุปกรณ์ดิจิทัลที่ไม่ได้ใช้งานในบ้าน

กิจกรรม “E-Waste to PRIDE” ยังเป็นอีกหนึ่งก้าวของ AIS ในการยกระดับการสื่อสารด้านความยั่งยืนให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น ผ่านรูปแบบที่สร้างสรรค์ เข้าใจง่าย และมีพลังในการสร้างการมีส่วนร่วมในวงกว้าง สะท้อนบทบาทของ AIS ในฐานะองค์กรไทยที่ไม่เพียงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ แต่ยังขับเคลื่อนความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมไปพร้อมกัน

AIS ขอเชิญชวนคนไทยร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง ด้วยการนำ E-Waste มาทิ้งอย่างถูกวิธี เพื่อส่งต่อทรัพยากรกลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิล ลดการทิ้งขยะผิดวิธี และร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน

เปิดผลศึกษากรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ชี้ระบบนิเวศทางทะเลไม่เกิดความเสียหายจากปลาหมอคางดำ

0

เรื่องโดย ชาญศึก ผดุงความดี นักวิชาการอิสระ

การประชุมคณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 นอกจากจะมีการหารือเรื่องการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบและการสืบหาต้นตอการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำแล้ว อีกหนึ่งประเด็นที่ได้รับความสนใจ คือข้อสรุปจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เกี่ยวกับผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล

ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า ตลอดระยะเวลาร่วม 2 ปีที่ผ่านมา ทช. ได้ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับแหล่งหญ้าทะเล แนวปะการัง สัตว์น้ำวัยอ่อน และสัตว์ทะเลหายาก ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศ

จากการสำรวจภาคสนามและการรวบรวมข้อมูลจากเครือข่ายในพื้นที่ พบว่า ปลาหมอคางดำส่วนใหญ่กระจายตัวอยู่ในคลอง ปากแม่น้ำ และอ่าวปิดที่มีสภาพน้ำนิ่ง ขณะที่พื้นที่ทะเลเปิดและแนวปะการังไม่พบการแพร่กระจายของปลาชนิดนี้ ส่วนแหล่งหญ้าทะเลจะพบปลาหมอคางดำเพียงบางช่วงเวลา โดยเฉพาะช่วงน้ำลง หรือพื้นที่อ่าวปิด เช่น อ่าวคุ้งกระเบน จังหวัดจันทบุรี

ทช. อธิบายว่า พฤติกรรมของปลาหมอคางดำมีความชอบสภาพแวดล้อมที่เป็นน้ำนิ่ง จึงไม่สามารถปรับตัวหรือดำรงชีวิตในพื้นที่ทะเลเปิดที่มีคลื่นลมแรงได้ดี ส่งผลให้การแพร่กระจายออกสู่ทะเลมีข้อจำกัดตามธรรมชาติ

หนึ่งในพื้นที่ศึกษาสำคัญคือ อ่าวคุ้งกระเบน จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นแหล่งหญ้าทะเลขนาดใหญ่ของประเทศ ผลการติดตามพบว่า ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พื้นที่หญ้าทะเลไม่ได้ลดลงหรือเสื่อมโทรมตามที่หลายฝ่ายกังวล ตรงกันข้ามกลับมีพื้นที่เพิ่มขึ้นจากประมาณ 2,300 ไร่ เป็นมากกว่า 2,400 ไร่ ขณะที่ความหลากหลายทางชีวภาพยังคงเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ และยังพบสัตว์น้ำอาศัยอยู่ในระดับที่สมบูรณ์

ด้วยข้อมูลดังกล่าว ทช. จึงสรุปว่า “ในปัจจุบันยังไม่พบหลักฐานที่ชี้ว่าปลาหมอคางดำสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างมีนัยสำคัญ” และยังไม่สามารถนำมาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ มาใช้ดำเนินการเรียกค่าเสียหายต่อทรัพยากรทางทะเลได้ เนื่องจากยังไม่ปรากฏความเสียหายที่พิสูจน์ได้ในทางวิชาการ

อย่างไรก็ตาม ข้อสรุปดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าปัญหาปลาหมอคางดำสิ้นสุดลงแล้ว เพราะแม้จะไม่พบผลกระทบต่อระบบนิเวศทะเล แต่ในพื้นที่น้ำกร่อย คลองธรรมชาติ ป่าชายเลน และแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ยังคงมีเสียงสะท้อนจากชาวประมงพื้นบ้านและเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจำนวนมาก ที่กังวลต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับสัตว์น้ำท้องถิ่น รวมถึงผลกระทบต่อการประกอบอาชีพในระยะยาว

ด้วยเหตุนี้ หลายฝ่ายในที่ประชุมจึงเห็นตรงกันว่า เป้าหมายสำคัญในเวลานี้ไม่ใช่การถกเถียงว่าปลาหมอคางดำส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศหรือไม่ แต่ควรเร่งกำหนดยุทธศาสตร์ควบคุมประชากรปลาหมอคางดำให้อยู่ในระดับต่ำที่สุด เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

อีกหนึ่งแนวคิดที่ได้รับความสนใจ คือการเปลี่ยน “ปัญหา” ให้กลายเป็น “มูลค่า” ผ่านการนำปลาหมอคางดำมาใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตปลาป่น อาหารสัตว์ น้ำหมักชีวภาพ น้ำปลา หรือการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปริมาณปลาในธรรมชาติแล้ว ยังช่วยสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำจัดอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว

ขณะเดียวกัน หลายฝ่ายยังเสนอให้มีการสนับสนุนงานวิจัยเพิ่มเติม ทั้งด้านเทคโนโลยีการกำจัด เครื่องมือควบคุมประชากรปลา การศึกษาพฤติกรรมการแพร่กระจาย ตลอดจนการพัฒนาตลาดรองรับผลผลิต เพื่อให้การจัดการปลาหมอคางดำเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
แม้วันนี้ข้อค้นพบของ ทช. จะช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อทะเล แนวปะการัง และแหล่งหญ้าทะเล แต่ยังมีคำถามสำคัญอีกหลายเรื่องที่รอคำตอบ ทั้งผลกระทบในพื้นที่น้ำกร่อย ความเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อาหาร ตลอดจนประเด็นต้นตอการแพร่ระบาดที่ยังอยู่ระหว่างการศึกษาทางวิชาการและกระบวนการทางกฎหมาย

ในอีกมุมหนึ่ง การประชุมครั้งนี้ยังมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาภาพรวมของปัญหา โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบริษัทผู้นำเข้ารายแรก ซึ่งที่ประชุมยอมรับตรงกันว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานโดยตรงที่ยืนยันว่าบริษัทเป็นผู้ปล่อยปลาหมอคางดำลงสู่ธรรมชาติ หรือเป็นผู้ทำให้เกิดการแพร่กระจายของปลาในพื้นที่ต่าง ๆ สิ่งที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันยังเป็นเพียงข้อสงสัย หลักฐานแวดล้อม และความเชื่อมโยงจากข้อมูลทางวิชาการเท่านั้น

ขณะเดียวกัน ยังมีงานวิจัยด้านพันธุกรรมบางส่วนที่พบความหลากหลายของกลุ่ม DNA มากกว่าหนึ่งแหล่งกำเนิด จนนำไปสู่ข้อสันนิษฐานว่า อาจมีการนำเข้าหรือการแพร่กระจายจากหลายแหล่ง ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการนำเข้าเพียงครั้งเดียว นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการส่งออกปลาหมอคางดำจากประเทศไทยไปยังต่างประเทศจำนวนมากในอดีต ซึ่งทำให้เกิดคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับเส้นทางการเคลื่อนย้ายปลาในช่วงเวลาต่าง ๆ

ส่วนกรมประมงก็ยังดำเนินมาตรการควบคุมปลาหมอคางดำ การปล่อยปลานักล่าและกิจกรรมฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำในหลายพื้นที่ ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าหลายประเด็นยังอยู่ระหว่างการพิสูจน์ข้อเท็จจริง และจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และกระบวนการยุติธรรมในการหาข้อสรุปที่ชัดเจนต่อไป

ท้ายที่สุด ข้อสรุปสำคัญจากการประชุมครั้งนี้ คือ ปลาหมอคางดำยังไม่ปรากฏหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าเป็นภัยคุกคามต่อระบบนิเวศทางทะเลในระดับที่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลในการชะลอหรือละเลยการบริหารจัดการ เพราะในมิติของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การป้องกันย่อมมีต้นทุนต่ำกว่าการแก้ไขความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วเสมอ ดังนั้น แนวทางที่เหมาะสมในระยะต่อไป คือ การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ นักวิชาการ ภาคเอกชน เกษตรกร ชาวประมง และชุมชนท้องถิ่น เพื่อควบคุมประชากรปลาหมอคางดำอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการสนับสนุนงานวิจัย การติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่อง และการส่งเสริมการใช้ประโยชน์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม หากดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง แนวทางนี้จะช่วยเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นโอกาส ลดแรงกดดันต่อภาคประมงและชุมชนในพื้นที่ และสร้างกลไกการจัดการชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มีความรับผิดชอบมากขึ้นในระยะยาว

พี่หนุ่ม-กรรชัย จับมือ MONSTER LAB และ Morena Solutions ทุ่มลงทุนงานวิจัยและนวัตกรรม ลุยอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง

0

นับเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญของอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงไทย เมื่อ “หนุ่ม–กรรชัย กำเนิดพลอย” พาร์ทเนอร์ของ MONSTER LAB ร่วมกับ บริษัท มอนสเตอร์ แล็บ จำกัด บริษัทย่อยของ บริษัท 88(ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ 88TH ภายใต้การนำของ นพรัตน์ มาลัยวงค์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริษัท และ Morena Solutions บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชีวภาพและนวัตกรรมสำหรับสัตว์เลี้ยง นำโดย น.สพ.ดร.กษิดิ์เดช ธีรนิตยาธาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับอุตสาหกรรม Pet Care

ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของ MONSTER LAB ในการเดินหน้าลงทุนด้านงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เลี้ยง ผ่านการนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้มาต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ในอนาคตโดย MONSTER LAB ได้รับสิทธิในการใช้งานและต่อยอดเทคโนโลยีเชิงพาณิชย์ในฐานะ “ผู้ได้รับสิทธิในการใช้งานเทคโนโลยี เป็นรายแรกและรายเดียวในประเทศไทย” ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว เพื่อนำมาต่อยอดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ระดับ Premium ของบริษัท

ไฮไลต์สำคัญของโครงการ คือการนำ Glyco-SOS™ Technology และ NMG™ Technology มาใช้เป็นองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยมุ่งเน้นการยกระดับระบบโภชนาการสัตว์เลี้ยงผ่านองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีระดับนาโน ระบบทางเดินอาหาร และการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสารอาหารอีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญ คือ Glyco-SOS™ Technology ซึ่งถูกออกแบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงและการดูดซึมสารอาหาร ผ่านการออกแบบระบบการทำงานขององค์ประกอบสำคัญในระดับโครงสร้าง Nano ขณะที่ NMG™ Technology มุ่งเน้นการดูแลสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของสุขภาพสัตว์เลี้ยง ทั้งด้านภูมิคุ้มกัน การดูดซึมสารอาหาร และคุณภาพชีวิตโดยรวม

นพรัตน์ มาลัยวงค์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการ บริษัท มอนสเตอร์ แล็บ จำกัด กล่าวว่า“MONSTER LAB ไม่ได้ต้องการเป็นเพียงแบรนด์อาหารสัตว์ แต่ต้องการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรม Pet Care ผ่านนวัตกรรม งานวิจัย และการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพราะเราเชื่อว่าอนาคตของอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง จะไม่ได้แข่งขันกันเพียงแค่ราคา แต่จะแข่งขันกันด้วยคุณภาพ เทคโนโลยี และความแตกต่างที่สร้างคุณค่าได้จริง”

ด้านหนุ่ม–กรรชัย กำเนิดพลอย กล่าวว่า “จริง ๆ ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในฐานการผลิตและส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงที่สำคัญของโลก เรามีศักยภาพทั้งด้านการผลิต คุณภาพ และมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับจากหลายประเทศทั่วโลก สิ่งที่ผมมองว่าน่าสนใจคือ วันนี้เราไม่ได้หยุดแค่การผลิต แต่เรากำลังก้าวไปอีกขั้น คือการนำนวัตกรรมและองค์ความรู้จากทีมวิจัยของคนไทย มาพัฒนาให้ผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ได้มากขึ้น ทั้งในเรื่องสุขภาพ คุณภาพชีวิต และปัญหาที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงพบเจอจริงในชีวิตประจำวัน สัตว์เลี้ยงไม่ใช่แค่สัตว์เลี้ยงอีกต่อไป สำหรับหลายคนเขาคือคนในครอบครัว เพราะฉะนั้นถ้าจะทำ ก็ต้องทำให้ดีที่สุด”

ขณะที่ น.สพ.ดร. กษิดิ์เดช ธีรนิตยาธาร กล่าวว่า “ทุกเทคโนโลยีและทุกงานวิจัยที่เราพัฒนาขึ้น ต้องผ่านการทดสอบและการประเมินผล เรามองที่ผลลัพธ์หลังการใช้งาน ทั้งเรื่องสมดุลของระบบทางเดินอาหาร กลิ่น และค่าต่าง ๆ ที่สามารถตรวจวัดและเปรียบเทียบได้ เราอยากให้คนเห็นว่านวัตกรรมไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่ต้องสามารถช่วยแก้ปัญหาและสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ อุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงในอนาคตจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง และสิ่งที่จะสร้างความแตกต่าง คือการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานและแก้ปัญหาได้จริง”

สำหรับ MONSTER LAB มีแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ภายใต้กลุ่ม Pet Care ภายในไตรมาส 3 ครอบคลุมอาหารเม็ด อาหารเปียก ขนม และผลิตภัณฑ์กรูมมิ่งสำหรับสุนัขและแมว เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดสัตว์เลี้ยงในอนาคตทั้งนี้ พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) จะจัดขึ้นในวันที่ 2 มิถุนายน 2569 เพื่อประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการ และเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณชนต่อไป.

“เดินหน้า ‘จับ-ใช้ประโยชน์’ แปรรูปปลาหมอคางดำทำปลาป่น” หนุนชาวบ้าน 5 จังหวัดสร้างรายได้ควบคู่ฟื้นฟูระบบนิเวศ

0

โรงงานปลาป่นจังหวัดสมุทรสาครเดินหน้ารับซื้อปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดรับซื้อแล้วมากกว่า 33,000 กิโลกรัม หลังกรมประมงปรับขั้นตอนให้เกษตรกรและชาวประมงสามารถนำปลามาจำหน่ายได้สะดวกขึ้น เพียงแสดงบัตรประจำตัวประชาชนที่จุดรับซื้อ โดยไม่ต้องขอเอกสารรับรองจากหน่วยงานในพื้นที่.

นายปรีชา ศิริแสงอารำพี เจ้าของบริษัท ศิริแสงอารำพี จำกัด โรงงานผลิตปลาป่นมาตรฐานสากลในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร เปิดเผยว่า นับตั้งแต่โรงงานปลาป่นศิริแสงอารำพีร่วมมือกับประมงจังหวัดเปิดรับซื้อปลาหมอคางดำในราคากิโลกรัมละ 10 บาท และปรับเงื่อนไขให้สะดวกมากขึ้น มีเกษตรกรและชาวประมงจากหลายพื้นที่ ทั้งสมุทรสาคร สมุทรปราการ สมุทรสงคราม กรุงเทพมหานคร และเพชรบุรี นำปลามาจำหน่ายอย่างต่อเนื่องทุกวัน.

“เกษตรกรตอบรับค่อนข้างดี เพราะสามารถนำปลาที่จับได้มาขายโดยตรง ไม่ต้องผ่านผู้รวบรวม ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยลดปริมาณปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำ ที่ผ่านมา ในแต่ละวันมีผู้นำปลาหมอคางดำมาส่งให้โรงงานไม่น้อยกว่า 30,000 กิโลกรัม” นายปรีชากล่าว.

ทั้งนี้ โรงงานยังคงเปิดรับซื้อปลาหมอคางดำจากทุกจังหวัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการปลาหมอคางดำในพื้นที่ต่าง ๆ และเพิ่มช่องทางการใช้ประโยชน์จากปลาที่จับได้ โดยจะนำไปแปรรูปเป็นปลาป่นสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์โดยโรงงานขอความร่วมมือให้เกษตรกรและผู้ขนส่งดำเนินการขนย้ายอย่างรัดกุม เพื่อป้องกันไม่ให้ปลาหลุดรอดระหว่างการขนส่ง ซึ่งอาจส่งผลต่อการแพร่กระจายในพื้นที่ใหม่.

ความร่วมมือระหว่างโรงงานปลาป่นและกรมประมงในครั้งนี้ นับเป็นอีกกลไกสำคัญในการเร่งนำปลาหมอคางดำออกจากระบบนิเวศ ควบคู่กับการสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้ชุมชนและชาวประมงเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาอย่างต่อเนื่อง ผ่านแนวทาง “จับ-ใช้ประโยชน์-ลดการแพร่ระบาด” ที่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศ

AIS Business ผนึก ไมโครซอฟท์ เปิดตัวโครงการ “AI Ready for SMEs” เร่งการขับเคลื่อนการใช้ AI อย่างปลอดภัย เสริมศักยภาพ SMEs ไทย สร้างแต้มต่อการแข่งขันในยุคดิจิทัล

0

AIS Business ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อองค์กรธุรกิจ ร่วมกับ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ประกาศเปิดตัวโครงการ “AI Ready for SMEs” ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบแพ็กเกจที่ตอบโจทย์ SMEs การเข้าถึงโซลูชัน ผ่านการจัดกิจกรรมโรดโชว์ และการพัฒนา AI Agent Template โดยมีเป้าหมายสำคัญในการร่วมผลักดันและเสริมขีดความสามารถให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs ในประเทศไทย ซึ่งมีจำนวนกว่า 3.13 ล้านราย หรือคิดเป็น 99.6% ของภาคธุรกิจ จึงถือเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจประเทศ ให้สามารถนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้และยกระดับการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย พร้อมเสริมศักยภาพในการแข่งขันและการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว 

นายภูผา เอกะวิภาต หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า “AIS ในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ หรือ National Digital Infrastructure มุ่งยกระดับศักยภาพของภาคธุรกิจไทยผ่านโครงข่ายและบริการดิจิทัลที่ครอบคลุม เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและยุค AI โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านการสร้างรายได้ การจ้างงาน และการขับเคลื่อน GDP โดยที่ผ่านมา AIS Business ได้เดินหน้าพัฒนาโซลูชันและสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยยกระดับศักยภาพ SMEs ไทย ให้สามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและการแข่งขันทางธุรกิจที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ความร่วมมือระหว่าง AIS Business และ Microsoft ในครั้งนี้ จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการผสานศักยภาพของโครงข่ายอัจฉริยะเข้ากับเทคโนโลยี AI ระดับโลก เพื่อสร้าง Smart Solutions สำหรับ SMEs ไทย ให้ AI เป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่าย ใช้งานได้จริง และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับผู้ประกอบการทุกระดับ ผ่านแพ็กเกจบริการที่ออกแบบสำหรับ SMEs โดยเฉพาะ พร้อมเดินหน้ากิจกรรม Workshop และ Enablement Program ที่จะช่วยสร้างความเข้าใจและสนับสนุนการประยุกต์ใช้ AI ได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ไทยอย่างยั่งยืน”

3 กลยุทธ์หลักขับเคลื่อนโครงการ “AI Ready for SMEs” ครอบคลุมทั้งการเข้าถึงโซลูชัน การพัฒนาทักษะ และการสร้างสรรค์นวัตกรรม AI เพื่อธุรกิจ SME ไทย ได้แก่

  1. แพ็กเกจที่ครอบคลุมเพื่อ SMEs ออกแบบเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของ SMEs ให้เข้าถึงและได้รับประโยชน์จากพลังของ AI ได้อย่างสะดวกและคุ้มค่า
  • แพ็กเกจ SME AI Ready ผสานศักยภาพของ Microsoft 365 และ Copilot ที่มาพร้อมพลังของ AI เพื่อการใช้งานของธุรกิจยุคใหม่ พร้อมบริการหลังการขายโดย AIS Service Desk ทีมผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้บริการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่าน Hotline 1740  สนับสนุน SMEs เริ่มต้นการใช้งานได้อย่างสะดวก ปลอดภัย เพื่อให้มั่นใจในการดำเนินงานที่ราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด
  • สิทธิพิเศษ! สำหรับลูกค้าที่สมัครแพ็กเกจ Copilot 1,000 รายแรก รับสิทธิ์เข้าร่วมเวิร์คช็อปการใช้ Copilot ได้ฟรี และสำหรับลูกค้าที่สมัครใช้บริการตั้งแต่ 10 ไลเซนส์ขึ้นไป รับสิทธิ์กิจกรรมฝึกอบรมแบบไพรเวทถึงออฟฟิศ ไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อให้มีความเข้าใจและความพร้อมในการใช้งาน AI ได้อย่างตรงความต้องการและเต็มศักยภาพ
  1. การพัฒนาทักษะ AI ให้ SMEs ทั่วประเทศ AIS และไมโครซอฟท์ ร่วมกันผลักดันแผนพัฒนาทักษะ AI ให้กับ SMEs ผ่านการจัดกิจกรรมโรดโชว์ทั้งในกรุงเทพฯ และขยายไปยังจังหวัดเศรษฐกิจสำคัญครอบคลุมทั้ง 7 ภูมิภาคทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าที่จะเข้าถึงและเสริมสร้างความรู้ด้าน AI ให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs มากกว่า 700 รายภายในสิ้นปี 2569 ไม่เพียงเท่านั้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ ไมโครซอฟท์ยังได้นำหลักสูตรฝึกอบรมทักษะ AI จากโครงการ  Microsoft Elevate มาอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ของ AIS เพื่อให้ SMEs สามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะตามความต้องการของแต่ละธุรกิจ เพื่อเป้าหมายสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถทางดิจิทัลให้กับประเทศไทยในระยะยาว
  1. SME AI Agent โซลูชัน AI พร้อมใช้สำหรับ SMEs เพื่อตอบโจทย์การนำ AI Agent ไปใช้ในการใช้งานจริงของแต่ละธุรกิจ ในรูปแบบ AI Agent Template ที่ช่วยให้ SME สามารถสร้างและปรับแต่งเอเจนต์เฉพาะธุรกิจบน Copilot นำร่องด้วย Business Assistant AI โซลูชั่น AI เพื่อช่วยเจ้าของธุรกิจมีข้อมูลเชิงลึกและคำแนะนำที่แม่นยำยิ่งขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพของทีม และในอนาคตมีแผนที่จะขยายไปยังฟังก์ชันอื่นๆ เช่น ทรัพยากรบุคคล และการเงิน เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของธุรกิจในระยะยาว ตลอดจนพัฒนาโซลูชัน AI สำหรับ SME ในภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ อาทิ AI Agent สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจไปสู่ดิจิทัล และพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจไทยอย่างต่อเนื่อง

      “SMEs คือรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย และเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศ ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการรายย่อยต้องเผชิญข้อจำกัดในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ทั้งด้านทักษะ บุคลากร และงบประมาณ แต่ในโลกของ AI ข้อจำกัดเหล่านี้กำลังลดลงอย่างมาก ทำให้ SMEs สามารถนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น และสร้างการเติบโตได้อย่างเป็นรูปธรรม” นายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย และตลาดใหม่ กล่าวและเสริมว่า “ในยุค AI ความได้เปรียบทางธุรกิจไม่ได้วัดจากขนาดขององค์กร แต่ขึ้นอยู่กับความเร็วในการปรับตัวและการนำเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดผลจริง สำหรับ SMEs ไทย AI คือโอกาสในการยกระดับผลิตภาพ สร้างนวัตกรรม และขยายโอกาสทางธุรกิจ ไมโครซอฟท์เชื่อว่าความร่วมมือกับ AIS Business จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงเทคโนโลยี ทักษะ และระบบสนับสนุนที่จำเป็น เพื่อเปลี่ยนศักยภาพให้เป็นผลลัพธ์ที่วัดได้ และเติบโตอย่างมั่นคงในโลกใหม่”

     นายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย กล่าวว่า “ในฐานะองค์กรหลักที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตอย่างยั่งยืนของผู้ประกอบการไทย เราเล็งเห็นถึงความสำคัญในการนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจของ SMEs ไทย เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับรากฐานของเศรษฐกิจประเทศ โครงการ “AI Ready for SMEs” จากความร่วมมือระหว่าง AIS Business และไมโครซอฟท์ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการสนับสนุนให้ SMEs สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านโซลูชันที่ปลอดภัย ใช้งานสะดวก ควบคู่กับการพัฒนาทักษะและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง โครงการดังกล่าวมีส่วนช่วยลดช่องว่างทางเทคโนโลยี เปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ และเสริมศักยภาพให้ SMEs ไทยสามารถเติบโตและแข่งขันได้ในเวทีระดับนานาชาติ”

โครงการ “AI Ready for SMEs” พร้อมให้บริการตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนถึงกันยายน 2569 โดย ผู้ประกอบการ SMEs ที่สนใจ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่เว็บไซต์  https://www.ais.th/business/sme/sme-campaign/sme-ai-ready

เมืองไทยประกันชีวิต จัดกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “PUPPY YOGA BKK” ชวนลูกค้าดูแลสุขภาพและฮีลใจไปกับเหล่าน้องหมาสุดคิวท์

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เดินหน้าส่งมอบความสุขและรอยยิ้ม พร้อมส่งเสริมการมีสุขภาพที่แข็งแรงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดจัดกิจกรรมสุดพิเศษ“PUPPY YOGA BKK” ให้กับลูกค้าและสมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ มาขยับร่างกายและฮีลใจไปกับความน่ารักของแก๊งน้องหมาในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความรอยยิ้มและสนุกสนาน  โดยในงานมี นางสาวสาริศา ล่ำซำ ผู้อำนวยการฝ่ายยุทธศาสตร์องค์กร  บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ให้เกียรติกล่าวต้อนรับลูกค้าและสมาชิกเมืองไทย สไมล์คลับที่เข้าร่วมกิจกรรม งานดังกล่าวจัดขึ้นที่ Mind Over Matters

โดยกิจกรรม “PUPPY YOGA BKK” ในครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “สุขภาพดีต้องมาคู่กับความจอย” เพื่อเปิดประสบการณ์พร้อมยกระดับไลฟ์สไตล์การดูแลตัวเองของลูกค้า ไปกับการดีไซน์รูปแบบการเล่นโยคะแนวใหม่ให้ทุกคนได้ขยับร่างกาย พร้อมฮีลใจไปถึงระดับเซลล์ไปกับแก๊งน้องหมาตัวจิ๋วสุดน่ารักอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางบรรยากาศสบาย ๆ เป็นกันเอง และเต็มไปด้วยพลังงานบวก

การจัดกิจกรรมดังกล่าวยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นและความใส่ใจของเมืองไทยประกันชีวิต ที่ไม่ได้มุ่งเน้นดูแลลูกค้าเพียงแค่เรื่องความคุ้มครองเท่านั้น แต่ยังตั้งใจมอบสิทธิประโยชน์พร้อมกิจกรรมด้านสุขภาพที่หลากหลาย ให้ลูกค้าได้ดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดประสบการณ์ใหม่ผ่านกิจกรรมที่ถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดี เพื่อสร้างความสุขให้แก่ลูกค้าในทุกช่วงเวลา

สำหรับสมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ สามารถติดตามกิจกรรมสุดเอกซ์คลูซีฟและสิทธิประโยชน์มากมายที่พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์อย่างครอบคลุม ทั้งในด้านสุขภาพ การท่องเที่ยว ไดน์นิ่ง และความบันเทิงที่มีให้ร่วมสนุกตลอดทั้งปี โดยสามารถติดตามข่าวสารได้ผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ แอปพลิเคชัน MTL Click ดาวน์โหลดได้ฟรีทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android  หรือเว็บไซต์ www.muangthai.co.th หรือเฟซบุ๊กแฟนเพจ Muang Thai Life ตลอดจนสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร. 1766 เมืองไทยประกันชีวิต หรือศูนย์บริการลูกค้าทั่วประเทศ