Home Blog Page 2

เอไอเอส เปิดผลวิจัยผลตอบแทนทางสังคม (SROI) ปี 2569 จากโครงการ Green Energy Green Network for THAIs ชี้ผลลัพธ์เชิงประจักษ์ สร้างคุณค่าทางสังคมให้พื้นที่ห่างไกลรวม 33.88 ล้านบาท

0

เอไอเอส เปิดเผยผลการศึกษาวิจัย “การประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment: SROI)” ของโครงการ Green Energy Green Network for THAIs ภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026) ซึ่งจัดโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยผลการศึกษาวิจัยต่อเนื่องพบว่า โครงการสามารถสร้างมูลค่าผลกระทบทางสังคมรวม 33.88 ล้านบาท จากมูลค่าการลงทุน 24.89 ล้านบาท หรือคิดเป็นผลตอบแทนทางสังคม 1.36 เท่า สะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงานสะอาดสามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตให้กับชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

โครงการ Green Energy Green Network for THAIs เป็นความร่วมมือระหว่าง บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (AIS) บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) (สวพส.)  ในการนำสถานีฐานโทรคมนาคมพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar-Powered Base Station) เข้าไปติดตั้งในพื้นที่ห่างไกล เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการสื่อสาร พร้อมสร้างโครงสร้างพื้นฐานแห่งโอกาสให้กับชุมชน โดยเพื่อให้สามารถประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงกับชุมชนได้อย่างเป็นระบบ จึงได้ดำเนินการศึกษาวิจัยผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำผลลัพธ์ที่ได้ไปต่อยอดการพัฒนาและยกระดับประสิทธิภาพของโครงการในอนาคต

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร AIS กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลาที่เอไอเอสดำเนินโครงการ Green Energy Green Network for THAIs ร่วมกับพันธมิตร เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในหลายชุมชน จากพื้นที่ที่ขาดทั้งไฟฟ้าและสัญญาณสื่อสาร สู่พื้นที่ที่ผู้คนสามารถเข้าถึงการศึกษา การรักษาพยาบาล และสร้างรายได้ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลได้ วันนี้ผลการวิจัยได้เข้ามาช่วยยืนยันสิ่งที่เราเชื่อมาตลอดว่า โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงานสะอาดไม่ได้สร้างเพียงการเชื่อมต่อ แต่สามารถสร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนได้จริง ผลการศึกษาจาก SROI พบว่า ปัจจุบันโครงการครอบคลุม 8 ชุมชน ใน 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน และตาก ครอบคลุมประชากรกว่า 3,520 คน จาก 918 ครัวเรือน ก่อให้เกิดประโยชน์ในหลายมิติ ทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข เศรษฐกิจชุมชน และสิ่งแวดล้อม“

หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนผลลัพธ์ของโครงการได้อย่างชัดเจน คือ ชุมชนบ้านแม่โขง จังหวัดเชียงใหม่ ที่สามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประชาสัมพันธ์ “น้ำตกห้วยน้ำเย็น” จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่สร้างรายได้หมุนเวียนให้กับชุมชนกว่า 2.5 ล้านบาทในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน สะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสามารถเปลี่ยนการเชื่อมต่อให้กลายเป็นโอกาสได้อย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ชุมชนมอโก้โพคี จังหวัดตาก สามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาต่อยอดการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรผ่านช่องทางออนไลน์ สร้างโอกาสทางรายได้และลดข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์ที่เคยเป็นอุปสรรคของชุมชนบนพื้นที่สูง ชุมชนยังสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ผ่านระบบ E-Learning และห้องสมุดดิจิทัล การใช้ Telemedicine และการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน ตลอดจนการสนับสนุนการเฝ้าระวังไฟป่า การแจ้งเตือนภัย และการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งล้วนเป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงจากการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการสื่อสาร

นอกจากนี้ เอไอเอสยังมีแนวคิดที่จะต่อยอดศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมให้สามารถสร้างประโยชน์ในมิติอื่น ๆ ได้ โดยเฉพาะการใช้เสาสัญญาณโทรศัพท์เป็นฐานสำคัญในการติดตั้งระบบเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีตรวจจับไฟป่าอัจฉริยะ ระบบแจ้งเตือนเหตุผิดปกติแบบเรียลไทม์ และการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดข้อมูลอุตุนิยมวิทยา เพื่อสนับสนุนการติดตามสถานการณ์สภาพอากาศ ฝุ่น PM2.5 และภัยแล้ง อันจะนำไปสู่การยกระดับบทบาทของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในการรับมือความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคต

“ผลการศึกษาครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงตัวเลขผลตอบแทนทางสังคมที่เกิดขึ้นจากโครงการ แต่สะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงานสะอาดสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงกับผู้คนได้ ตั้งแต่การเข้าถึงการศึกษา การรักษาพยาบาล การสร้างรายได้ ไปจนถึงการยกระดับศักยภาพของชุมชนในการรับมือกับความท้าทายในอนาคต สำหรับเอไอเอส ความสำเร็จของการพัฒนาไม่ได้วัดจากการเข้าถึงสัญญาณเพียงอย่างเดียว แต่วัดจากจำนวนโอกาสที่ถูกสร้างขึ้น คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และอนาคตที่กว้างขึ้นของผู้คน เพราะเมื่อคนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสได้อย่างเท่าเทียม นั่นคือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนโดยแท้จริง” นางสายชลกล่าวปิดท้าย

เอไอเอสยังคงเดินหน้านำองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อนการพัฒนาสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อว่าการสร้างความยั่งยืนที่แท้จริงไม่ได้เริ่มต้นจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มต้นจากการเข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้ง การทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน และการเปลี่ยนองค์ความรู้ให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงกับผู้คน เพื่อให้การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไม่ใช่เพียงการเชื่อมต่อสัญญาณ แต่เป็นการเชื่อมต่อคนไทยทุกคนเข้ากับโอกาส คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และอนาคตที่ยั่งยืนกว่าเดิม

SET in the City 2026 คึกคัก! ผู้ลงทุนกว่า 10,000 คน ฟิตพอร์ต อัปสกิลลงทุน

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับพันธมิตรตลาดทุน ประสบความสำเร็จในการจัดมหกรรมลงทุน “SET in the City 2026” ภายใต้แนวคิด “เทรนทุกก้าว ฟิตทุกสกิล” เมื่อวันที่ 20-21 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา โดยมีผู้เข้าร่วมงานคับคั่งกว่า 10,000 คน ผู้ลงทุนตื่นตัวเปิดโอกาสมองหาทางเลือกลงทุนเสริมพอร์ต พร้อมพัฒนาทักษะฟิตสกิลการลงทุนให้พร้อมรับทุกความเปลี่ยนแปลง

ทุกผลิตภัณฑ์การลงทุนได้รับความสนใจอย่างมากตลอดงาน ทั้งหุ้นไทยในโครงการ JUMP+ หุ้นต่างประเทศผ่าน DR ที่มีให้เลือกกว่า 400 ตัว รวมถึง TFEX Mini Gold และ DW รวมทั้งเสริมประสบการณ์โดยเรียนรู้การใช้งานแอปพลิเคชันและเครื่องมือลงทุนใหม่ๆ เพื่อเป็นตัวช่วยการลงทุนทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชัน AomWise สำหรับมือใหม่ และ Streaming เวอร์ชันใหม่ ที่เปิดให้ทดลองใช้ในงาน รวมถึง Trading Tools จากบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำ ด้านเวทีสัมมนามีผู้เข้าร่วมแน่นตลอดวันในทุกหัวข้อ และ AI Workshop ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม

สำหรับผู้ที่พลาดโอกาสเข้าร่วมงาน สามารถรับข้อมูล Stock & DR Recommend รวมถึงกิจกรรมต่างๆ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ที่แอปพลิเคชัน wiset และติดตามชมย้อนหลังได้ทาง YouTube: SET Thailand

ห้ามพลาดโอกาสรวย 70 ล้านบาท แจกหนักครั้งสุดท้ายแจกจริง 10 ล้านบาท 7 รางวัล กับสลากออมสินพิเศษ 1 ปี และ 2 ปี (แบบใบสลากและสลากดิจิทัล)

0

ห้ามพลาดโอกาสรวย 70 ล้านบาท แจกหนักครั้งสุดท้าย
แจกจริง 10 ล้านบาท 7 รางวัล กับสลากออมสินพิเศษ 1 ปี และ 2 ปี (แบบใบสลากและสลากดิจิทัล)
รีบซื้อเลย คลิก >> https://to.gsb.or.th/P3b6pTR

ทั้งลูกค้าที่ซื้อสลากเพิ่ม และลูกค้าเดิมที่มีสลากออมสิน 1 ปี หรือ 2 ปี ที่ยังไม่ครบอายุ ทั้งแบบใบสลากและสลากดิจิทัล ก็มีสิทธิ์ลุ้นรางวัลพิเศษ 3 ครั้ง รวมมูลค่า 113 ล้านบาท รวมจำนวน 63 รางวัล

  • แจกไปแล้ว ครั้งที่ 1 ลุ้น 13 ล้านบาท : วันที่ 16 พ.ค. 69 รางวัลละ 5 แสนบาท จำนวน 26 รางวัล
  • แจกไปแล้ว ครั้งที่ 2 ลุ้น 30 ล้านบาท : วันที่ 16 มิ.ย. 69 รางวัลละ 1 ล้านบาท จำนวน 30 รางวัล
  • และครั้งสุดท้าย ห้ามพลาด!! ยิ่งซื้อ ยิ่งมีโอกาสลุ้นรางวัล 💰 ครั้งที่ 3 ลุ้น 70 ล้านบาท วันที่ 16 ก.ค. 69 รางวัลละ 10 ล้านบาท จำนวน 7 รางวัล

ซื้อได้แล้ววันนี้ ที่ MyMo📱 หรือที่ธนาคารออมสินทุกสาขาทั่วประเทศ

  • ดอกเบี้ยและเงินรางวัล บุคคลธรรมดาไม่เสียภาษี
  • กรณีถอนก่อนครบกำหนด ให้เป็นไปตามเงื่อนไขผลิตภัณฑ์สลากออมสินพิเศษ
  • ผู้ถือสลาก ยังมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลปกติในแต่ละงวดพร้อมผลตอบแทนเหมือนเดิม

เงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

กสม. เปิดตัวแคมเปญ “ประชาชิน” หวังสังคมหยุดชินชาต่อปัญหาคอร์รัปชัน ชี้การทุจริตไม่ใช่แค่โกงงบประมาณ แต่คือการขโมยสิทธิของประชาชน

0

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เปิดตัวแคมเปญ “ประชาชิน: อย่าปล่อยให้ประชาชนถูกละเมิดสิทธิ เพราะการทุจริตคอร์รัปชันจนชินชา” ภายใต้กิจกรรมการสื่อสารสาธารณะเพื่อส่งเสริมความเข้าใจของสังคมต่อประเด็นสิทธิมนุษยชนและประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมในวงกว้าง โดยมุ่งสร้างความตระหนักรู้ถึงความเชื่อมโยงระหว่างการทุจริตคอร์รัปชันและการละเมิดสิทธิมนุษยชน พร้อมกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และปฏิเสธการทุจริตในทุกรูปแบบ ณ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ 

นางสาวพรประไพ กาญจนริทนร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า เมื่อพูดถึงคำว่าการทุจริตคอร์รัปชัน ภาพจำของคนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงภาพของนักการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงที่โกงกินงบประมาณแผ่นดิน นึกถึงเงินทอนโครงการจัดซื้อจัดจ้าง หรือการจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่ออำนวยความสะดวกต่าง ๆ แต่ในความเป็นจริง การทุจริตเป็นอาชญากรรมที่พรากสิทธิขั้นพื้นฐานไปจากประชาชนโดยตรง เพราะงบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชนควรถูกนำมาใช้เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับสิทธิ
มีสวัสดิการที่เหมาะสมและมีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่เมื่อเงินเหล่านี้ถูกใช้ไปในกระบวนการทุจริต สิทธิอันชอบธรรมของประชาชนก็ถูกพรากไปด้วย

ผลกระทบจากการทุจริตปรากฏชัดในหลายมิติ เช่น ด้านกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นการเรียกรับผลประโยชน์เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริง การเอื้อประโยชน์แก่ผู้ต้องขังบางราย การช่วยเหลือผู้กระทำผิดให้ลอยนวล หรือการยัดเยียดข้อหาให้แก่ผู้บริสุทธิ์ ซ้ำร้ายยังทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าคุกมีไว้ขังคนจน อันเป็นการทำลายหลักนิติธรรมขั้นพื้นฐาน และพรากสิทธิในการเข้าถึงความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม ด้านสิ่งแวดล้อม ที่ดิน และทรัพยากรธรรมชาติ จากการละเลยการกำกับดูแลโรงงานอุตสาหกรรมจนเกิดมลพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน หรือแม้กระทั่งการออกเอกสารสิทธิ์มิชอบด้วยกฎหมายในเขตป่าหรือที่ดินสาธารณะเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุน หรือการใช้อำนาจรัฐขับไล่ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมออกจากพื้นที่โดยไม่เป็นธรรม สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ความเสียหายของผืนป่า แต่คือการพรากวิถีชีวิต ความมั่นคงในที่อยู่อาศัย

ด้านสาธารณสุข การจัดซื้อยาเกินราคาหรืออุปกรณ์แพทย์ที่มีค่าหัวคิว ส่งผลให้ประชาชนที่ยากจนได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงและเสียโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ ด้านการศึกษา การจ่ายเงินใต้โต๊ะ งบประมาณค่าอาหารกลางวันเด็กที่ถูกยักยอก หรือสื่อการเรียนที่ไร้คุณภาพ คือ การลดทอนคุณภาพชีวิตและโอกาสในการได้รับการศึกษาที่ดีของเด็กและเยาวชน และด้านแรงงาน เช่น แรงงานไทยที่เดินทางไปเก็บเบอร์รีป่าในต่างประเทศ ซึ่งต้องเผชิญกับขบวนการเรียกรับผลประโยชน์ในการจัดหาคนงาน ต้องตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงาน อันเป็นการลดทอนคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างชัดแจ้ง

ประธาน กสม. กล่าวอีกว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือ ผลกระทบของการทุจริต มักซ้ำเติมและสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงที่สุดต่อกลุ่มเปราะบาง เช่น กลุ่มคนยากจน คนไร้สถานะ ผู้พิการ คนไร้รัฐไร้สัญชาติ และแรงงานข้ามชาติ ซึ่งขาดเครื่องมือและอำนาจต่อรองในการปกป้องสิทธิของตนและเมื่อการทุจริตกลายเป็นวัฒนธรรม ประกอบกับการใช้กระบวนการฟ้องปิดปากผู้ที่ออกมาเปิดโปงความไม่เป็นธรรม ยิ่งทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว จนในที่สุดก็นำไปสู่ความรู้สึกชินชา ต่อการทุจริตในสังคม

“กสม. มุ่งมั่นและอยากเห็นสังคมไทยตระหนักและเคารพในสิทธิมนุษยชน จึงต้องการให้เข้าใจว่า ทุกครั้งที่เกิดการทุจริต สิ่งที่สูญเสียไปไม่ใช่เพียงเงินภาษีหรือทรัพยากรของรัฐ แต่คือโอกาสของประชาชนในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐมีหน้าที่ต้องจัดให้ ด้วยเหตุนี้ การผลักดันแนวคิดสิทธิมนุษยชนในการดำเนินงานด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต จึงเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน เราต้องออกจากความรู้สึกชินชาและร่วมกันรณรงค์เพื่อยกระดับจากการตรวจสอบและปราบปรามการทุจริตที่มุ่งเน้นเพียงมิติทางเศรษฐกิจ การเงิน และข้อกฎหมาย ไปสู่การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ การมีส่วนร่วมของประชาชน การเรียกร้องความโปร่งใส การเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะ และความรับผิดชอบของรัฐ จะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ภาคประชาชนสามารถตรวจสอบการทุจริตและปกป้องสิทธิของตนเองได้อย่างเข้มแข็ง” ประธาน กสม. กล่าว

ภายในงานแถลงข่าวยังมีการจัดเสวนาในหัวข้อ “เมื่อการคอร์รัปชันคือการขโมยสิทธิของคนไทย:อย่าปล่อยให้ประชาชนกลายเป็นประชาชิน” โดยมีนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ก่อตั้งศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านการคอร์รัปชัน (KRAC) และนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องการทุจริตที่เชื่อมโยงกับสิทธิมนุษยชน ผลกระทบต่อสิทธิของประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และบทบาทของทุกภาคส่วนในการร่วมสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรม

ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. อยู่ระหว่างการศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะประเด็นการทุจริตกับสิทธิมนุษยชน โดยจะมีการนำเสนอผลการศึกษาดังกล่าวในงานสมัชชาสิทธิมนุษยชน ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 – 28 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมเซนทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

พร้อมกันนี้จะมีการรณรงค์ขับเคลื่อนแคมเปญ “ประชาชิน” ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และการจัดกิจกรรมสาธารณะ onsite event เพื่อสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนความเห็นและสร้างความตระหนักรู้ถึงความเชื่อมโยงของการทุจริตที่มีผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชน ในวันที่ 16 กันยายน 2569 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร 

สำนักงาน กสม. ขอเชิญชวนประชาชน นักเรียน นักศึกษา ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ และผู้สนใจทั่วไป ติดตามเข้าร่วมกิจกรรมและแคมเปญ “ประชาชิน” ดังกล่าวข้างต้น เพื่อร่วมกันส่งเสียงว่าการทุจริตไม่ใช่เรื่องปกติ และสิทธิของประชาชนไม่ควรถูกพรากไปเพราะความเคยชินต่อการทุจริตคอร์รัปชัน

ประชาชิน

0

ตัวเลขสถิติมากมายล้วนชี้ให้เห็นว่า 

คนไทยส่วนใหญ่ชินชากับเหตุการณ์ทุจริตคอร์รัปชันในประเทศ

มีทั้งคนที่รู้เห็นแต่เชื่อว่าทำอะไรไม่ได้ 

และคนที่ยอมจ่ายเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของมัน

แต่รู้หรือไม่ว่า เมื่อเราปล่อยให้ตัวเองกลายเป็น “ประชาชิน”

ก็เท่ากับปล่อยให้การทุจริต 

มาพราก “สิทธิ” ที่ทุกคนจะได้เอื้อมถึงคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม

ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาที่ดี สุขภาพที่ดี สิ่งแวดล้อมที่ดี 

รวมถึงกระบวนการยุติธรรมที่เชื่อถือได้

…อย่าปล่อยให้ใคร มาขโมยอนาคตของเราอีกต่อไป…

ถึงเวลาเปลี่ยน “ประชาชิน” ให้กลับมาเป็น “ประชาชน”

ที่จะไม่ยอมทนให้เรื่อง “ทุจริต” 

มาละเมิดสิทธิ ศักดิ์ศรี และความเสมอภาคของทุกคนในสังคม

จากปลาหมอสีสู่ปลาหมอคางดำ เมื่อชื่อปลาไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่า DNA ที่บอกที่มา

0

“ปลาหมอคางดำ” เป็นปลาต่างถิ่นที่มาจากทวีปแอฟริกา แม้ว่าการเข้ามาของปลาชนิดนี้ยังไม่สามารถยืนยันชัดเจนได้ แต่พบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจอย่างยิ่ง นั่นคือ ตลอดระยะเวลากว่า 15 ปีที่ผ่านมา ปลาชนิดนี้ถูกเปลี่ยนชื่อเรียกหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม ชื่อวิทยาศาสตร์กลับไม่เคยเปลี่ยนเลยแม้แต่ครั้งเดียว คือ Sarotherodon melanotheron

ปลา Sarotherodon melanotheron เป็นปลาน้ำกร่อยในวงศ์ปลาหมอสี มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแอฟริกาตะวันตก โดยได้รับการจำแนกชนิดทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2395 โดยนักธรรมชาติวิทยาชาวเยอรมัน Eduard Rüppell และใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sarotherodon melanotheron มาจนถึงปัจจุบัน ขณะที่ชื่อสามัญภาษาอังกฤษคือ Blackchin tilapia ก็ยังคงใช้ต่อเนื่องเช่นเดียวกัน

แต่เมื่อมาดูการเรียกชื่อในประเทศไทย มีไทม์ไลน์เปลี่ยนแปลงหลายครั้ง ในช่วงปี พ.ศ. 2549 – เมษายน 2553 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการขอนำเข้าปลาชนิดนี้เพื่อการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ กรมประมงใช้ชื่อภาษาไทยว่า “ปลานิล” ด้วยลักษณะของปลาอยู่ในกลุ่มเดียวกัน
ต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2553 – 2559 ชื่อดังกล่าวถูกเปลี่ยนเป็น “ปลาหมอเทศข้างลาย” ชื่อเรียกที่ปรากฏอยู่ในเอกสารการส่งออกปลาชนิดนี้กว่า 300,000 ตัว ไปยัง 17 ประเทศทั่วโลก โดยระบุชื่อไทย คู่กับชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sarotherodon melanotheron

กระทั่งปี พ.ศ. 2561 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ออกประกาศห้ามนำเข้า ส่งออก นำผ่าน และเพาะเลี้ยงปลาหมอสีต้องห้าม 3 ชนิด โดยกำหนดชื่อภาษาไทยของ Sarotherodon melanotheron ว่า “ปลาหมอสีคางดำ” เนื่องจากเป็นปลาที่อยู่ในกลุ่มปลาหมอสี
จนถึงปี 2567 มีความพยายามปรับเปลี่ยนการเรียกชื่อปลา โดยตัดคำว่า สี ออก เหลือเป็น “ปลาหมอคางดำ” เพราะมีคนกังวลว่าจะกระทบกับวงการปลาหมอสี ทำให้ปลาหมอคางดำเป็นชื่อที่สังคมไทยใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

เมื่อพิจารณาจากไทม์ไลน์ดังกล่าว จะเห็นว่า สิ่งที่เปลี่ยนไปตลอดเวลาคือชื่อภาษาไทย แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือชื่อวิทยาศาสตร์ Sarotherodon melanotheron และชื่อสามัญภาษาอังกฤษ Blackchin tilapia

ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะในทางชีววิทยาและการค้าสัตว์น้ำระหว่างประเทศ การระบุชนิดพันธุ์จะอ้างอิงชื่อวิทยาศาสตร์เป็นหลัก ไม่ใช่ชื่อสามัญหรือชื่อภาษาไทยที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามประเทศต้นทาง

นั่นหมายความว่า ไม่ว่าปลาชนิดนี้จะถูกเรียกว่า “ปลานิล” “ปลาหมอเทศข้างลาย” “ปลาหมอสีคางดำ” หรือ “ปลาหมอคางดำ” หากชื่อวิทยาศาสตร์ยังคงระบุว่าเป็น Sarotherodon melanotheron ก็ย่อมหมายถึงปลาชนิดเดียวกัน

คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า ในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนชื่อภาษาไทยหลายครั้งนั้น ระบบการตรวจสอบและติดตามการเคลื่อนย้ายปลาชนิดนี้มีความรัดกุมเพียงใด และเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่มีการนำเข้า เคลื่อนย้าย หรือแม้แต่ลักลอบนำเข้าภายใต้ชื่อภาษาไทยอื่น ๆ ที่แตกต่างออกไป

การเปลี่ยนชื่อภาษาไทยเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานยืนยันการลักลอบนำเข้าได้ แต่เป็นสิ่งที่เป็นคำถามของวงการส่งออกปลาว่า การอ้างว่า การกรอกเอกสารบางฉบับ “ใส่ชื่อผิด” หรือ “ใช้ชื่อเรียกไม่ตรงกับปัจจุบัน” แต่สิ่งที่ช่วยยืนยันในการระบุสินค้าสัตว์น้ำได้ว่าเป็นชนิดเดียวกัน คือ ชื่อทางวิทยาศาสตร์ ที่เอกสารส่งออกปลาหมอเทศข้างลายในช่วงปี พ.ศ. 2553 – 2559 ระบุว่า Sarotherodon melanotheron
นอกจากนี้ การยืนยันตัวตนของสิ่งมีชีวิตได้อย่างแท้จริงคือชื่อวิทยาศาสตร์และข้อมูลทางพันธุกรรม และนี่คือจุดที่งานวิจัยด้านพันธุศาสตร์ล่าสุดเข้ามามีบทบาทสำคัญ

ผลการศึกษาของนักวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งวิเคราะห์ตัวอย่างปลาหมอคางดำจากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ พบความหลากหลายทางพันธุกรรมสูงกว่าที่ควรจะเป็น หากปลาทั้งหมดมีต้นกำเนิดจากการนำเข้าเพียงครั้งเดียวแล้วหลุดรอดออกสู่ธรรมชาติ งานวิจัยดังกล่าวตรวจพบฮาพโลไทป์ (Haplotype) หรือรูปแบบทางพันธุกรรม หรือเรียกเข้าใจง่ายๆ ว่า DNA ได้ต้องไม่แตกต่างกัน แต่นักวิจัยของไทยกลับพบรูปแบบ DNA มากถึง 19 รูปแบบ และพบความเชื่อมโยงกับประชากรปลาในหลายประเทศในแอฟริกา ทั้งในกานา ไอวอรีโคสต์

ข้อค้นพบสำคัญจากการวิเคราะห์ทางพันธุกรรมชี้ว่า ประชากรปลาหมอคางดำในประเทศไทยไม่ได้มีต้นกำเนิดจากแหล่งเดียว แต่มีความเป็นไปได้สูงว่าเกิดจากการนำเข้าหลายครั้งและจากหลายต้นทาง เนื่องจากข้อมูล DNA เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ผลการศึกษาจึงกำลังบอกเราว่า เรื่องราวของปลาหมอคางดำในประเทศไทยอาจมีความซับซ้อน และไม่ได้เริ่มต้นจากเหตุการณ์การหลุดรอดเพียงครั้งเดียว หากแต่มีความเป็นไปได้ว่ามีการเข้ามาของปลาชนิดนี้จากหลายช่องทางในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน เมื่อเชื่อมโยงข้อค้นพบทางพันธุกรรมเข้ากับไทม์ไลน์การเปลี่ยนชื่อภาษาไทยในอดีต คำถามที่สังคมควรถามอาจไม่ใช่เพียงว่า “ใครปล่อยปลา” แต่ควรขยายไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า คือ ระบบการกำกับดูแลการนำเข้าสัตว์น้ำต่างถิ่นของไทยในอดีตมีช่องว่างใดบ้าง ข้อมูลการเคลื่อนย้ายสัตว์น้ำสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้มากน้อยเพียงใด และเราจะป้องกันไม่ให้กรณีลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีกกับสัตว์น้ำต่างถิ่นชนิดอื่นในอนาคตได้อย่างไร

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ชื่อภาษาไทยอาจเปลี่ยนได้ตามยุคสมัย แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้คือ ชื่อวิทยาศาสตร์และรหัสพันธุกรรมที่อยู่ในตัวปลา และ DNA กำลังบอกความจริงว่า ปลาหมอคางดำในประเทศไทย มีเส้นทางการเข้ามาที่ซับซ้อน หลายช่วงเวลา และหลายต้นทาง มากกว่าที่สังคมเคยเข้าใจ.

เมืองไทยประกันชีวิต นำทัพตัวแทนคุณภาพรับรางวัลตัวแทนคุณภาพดีเด่นแห่งชาติ ครั้งที่ 43 ประจำปี 2569

0

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) นำทัพสุดยอด    ตัวแทนที่ได้รับคัดเลือกจากสมาคมประกันชีวิตไทย เข้ารับรางวัลตัวแทนคุณภาพดีเด่นแห่งชาติ ครั้งที่ 43 ประจำปี 2569 (43rd THAILAND NATIONAL QUALITY AWARDS หรือ TNQA) จัดโดยสมาคมประกันชีวิตไทย โดยได้รับเกียรติจาก ดร.เอกนิติ  นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และคณะผู้บริหารระดับสูงจากสำนักงาน คปภ. เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธีและร่วมแสดงความยินดีแก่ผู้ได้รับรางวัล งานจัดขึ้น ณ Icon Hall ศูนย์การค้าไอคอนสยาม  

พิธีมอบรางวัล TNQA จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติคุณตัวแทนประกันชีวิต ผู้ผลิตผลงานคุณภาพและเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ตัวแทนประกันชีวิต ที่สามารถปฏิบัติงานดีเด่นตามมาตรฐานและตามหลักเกณฑ์ของสมาคมประกันชีวิตไทย  มีความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานการให้บริการอย่างมืออาชีพ พร้อมทั้งพัฒนาความรู้และทักษะในวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนปฏิบัติงานด้วยความรับผิดชอบ และยึดมั่นในหลักจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพอย่างเคร่งครัด อันนำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์อันดีกับผู้เอาประกันภัยอย่างยั่งยืน

โดยในปีนี้ เมืองไทยประกันชีวิต มีตัวแทนคุณภาพที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ทั้งสิ้น จำนวน 212 ราย ประกอบด้วย รางวัลโล่ตัวแทนคุณภาพดีเด่นเกียรติคุณ จำนวน 5 ท่าน ได้แก่ คุณสุวรรณ ธาราภูมิ  คุณศิรินภา สุขสม คุณกัณณิฐสา แก้วสีห์สรกูล คุณวรนิษฐ์ ปฐมพีรโรจน์ คุณธนพร ไพศาลมงคลเสรี และรางวัลประกาศนียบัตร จำนวน 207 ท่าน

การได้รับรางวัลในครั้งนี้ เป็นสิ่งตอกย้ำถึงตัวตนในการเป็นแบรนด์แห่งการสร้างความสุขและรอยยิ้มที่ยั่งยืน พร้อมเดินหน้าโดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการส่งมอบความสุขให้กับลูกค้าทุกท่านด้วยความเป็นมืออาชีพ  อีกทั้งยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนารอบด้านอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อก้าวเคียงคู่ดูแลทุกช่วงของชีวิต ในฐานะคู่คิดด้านชีวิตและสุขภาพที่ลูกค้าวางใจ  ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ รวมไปถึงการพัฒนาและยกระดับคุณภาพตัวแทนสู่การเป็นนักวางแผนด้านการประกันชีวิตที่สามารถออกแบบให้คำปรึกษา และวางแผนทางการเงินที่เหมาะสมและตรงกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าแต่ละราย ดูแลทุกความห่วงให้ลูกค้าได้เบาใจและอุ่นใจ  พร้อมให้บริการแก่ลูกค้าด้วยความเป็นมืออาชีพ สร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้า และยึดมั่นในจรรยาบรรณสูงสุด   

SET ลุยสร้างคนรุ่นใหม่ป้อนตลาดทุน เดินหน้าโครงการ New Breed CMFP ปี 6

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับพันธมิตรจัดโครงการ “New Breed Capital Market Financial Professionals” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 เพื่อสร้างบุคลากรคุณภาพด้านการวิเคราะห์ทางการเงินและการจัดการลงทุน ป้อนสู่อุตสาหกรรมการเงินและตลาดทุนไทย โดยในปี 2569 มีผู้สมัครสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 3,905 คน จาก 76 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ สะท้อนความตื่นตัวของคนรุ่นใหม่ที่สนใจก้าวสู่วิชาชีพด้านการเงินและการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า “โครงการ New Breed Capital Market Financial Professionals คือโครงการสำคัญที่จะสร้างนิสิต นักศึกษา และคนรุ่นใหม่ให้มีความรู้จริงด้านการเงินการลงทุน พร้อมก้าวสู่การเป็นบุคลากรคุณภาพของบริษัทหลักทรัพย์ บริษัทจดทะเบียน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา โครงการได้บ่มเพาะบุคลากรรุ่นใหม่สู่ตลาดทุนไปแล้ว 17,112 คน ความสำเร็จนี้เกิดจากความร่วมมือของพันธมิตรหลากหลายภาคส่วน เพื่อร่วมกันยกระดับความรู้ให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรม มีความถูกต้อง ทันสมัย และทัดเทียมมาตรฐานสากล สอดคล้องวิสัยทัศน์ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” ที่เสริมศักยภาพผู้ร่วมตลาด (Empowering Market Participants) ให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน”

โครงการ New Breed ปี 2569 เป็นความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯ และองค์กรชั้นนำ ได้แก่ สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย สิงห์ เวนเจอร์ส บริษัท บัซซี่บีส์ จำกัด บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท แพคริม เอ็ดดูเคชั่น จำกัด และ บริษัท เมพ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยมีผู้ผ่านการเรียนรู้ที่เข้มข้นตามเกณฑ์ ทำให้ได้รับทุนสอบหลักสูตร AISA หรือ Certified Investment and Securities Analyst ระดับ Foundation Knowledge รวม 253 คน และมีผู้ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรม Exclusive Financial Career Camp 152 คน เพื่อเรียนรู้เชิงลึกและฝึกปฏิบัติจริง และในปีนี้ได้เพิ่มเนื้อหาด้าน Agentic AI in Finance เพื่อเสริมทักษะการใช้เทคโนโลยี AI กับงานด้านการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้เข้าร่วมกิจกรรม Exclusive Financial Career Camp ได้แสดงศักยภาพผ่านการแข่งขันวิเคราะห์กรณีศึกษา ซึ่งแบ่งเป็น 2 สายอาชีพการเงินที่น่าสนใจ ได้แก่ Track 1: Venture Capitalist Track 2: Strategic Corporate Financial Analyst โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิจากตลาดทุนและภาคธุรกิจร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสิน ซึ่งทีมที่ได้รับรางวัลแสดงให้เห็นถึงความโดดเด่นทั้งการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน วางกลยุทธ์การลงทุน และนำเสนอแนวทางแก้โจทย์ธุรกิจได้อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ยังมี Track 3 พัฒนาทักษะชีวิตและเตรียมความพร้อมสู่โลกการทำงาน ตอกย้ำความสำเร็จของโครงการในการพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้เป็นบุคลากรคุณภาพที่จะเป็นกำลังสำคัญของตลาดทุนไทยในอนาคต

ทั้งนี้ นิสิต นักศึกษา และผู้ที่สนใจก้าวเข้าสู่วิชาชีพด้านการเงินและการลงทุน สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ https://www.set.or.th/th/education-research/education/professional 

ภาษาโกงวันละคำกับ Gawdland : “เด็กเส้น”

0

ภาษาโกงวันละคำกับ Gawdland วันนี้ ขอเสนอคำว่า “เด็กเส้น”

.เบื่อไหมกับการที่คนธรรมดาไม่มีเส้นสายอย่างเราต้องพยายามจนสายตัวแทบขาด แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้กับเด็กเส้น พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานไม่ได้ให้ความหมายของคำว่า “เด็กเส้น” อย่างเป็นทางการ แต่ก็อย่างที่เรารู้กันว่า พวกเด็กเส้นคือคนที่ได้รับสิทธิพิเศษจากเส้นสายความสัมพันธ์ส่วนตัว ใช้เส้นสายมาลิดรอนสิทธิ์ของเรา ใครเคยเจอประสบการณ์เด็กเส้น คอมเมนต์มาเล่ากันได้ 

ภาษาโกงวันละคำกับ Gawdland : “ฮั้ว”

0

ภาษาโกงวันละคำกับ Gawdland วันนี้ ขอเสนอคำว่า “ฮั้ว”

.ฮั้ว ศัพท์จีนคำหนึ่งที่คนไทยใช้กันบ่อยมาก ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานได้ให้หมายความไว้ว่ารวมกัน, ผูกพันกัน หรือร่วมมือกัน ฟังดูสามัคคีรักใคร่กลมเกลียว แต่พอเราลองเปิดพจนานุโกงดู “ฮั้ว” หมายถึงพฤติกรรมการตกลงร่วมมือกันอย่างลับ ๆ ระหว่างบริษัทเอกชนกับเจ้าหน้าที่รัฐ ใครเคยเจอการฮั้วกันแบบนี้ เล่าให้พวกเราฟังได้ในคอมเมนต์