Home Blog Page 2

รู้เก็บรู้ออม : NEW BREED 2026 ถนนสู่อาชีพการเงิน

0
ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง  หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

อาชีพสายการเงินและลงทุนยังเป็นที่ต้องการอันดับต้นของตลาดแรงงานไทย โดยสายงานยอดนิยมทั้งตำแหน่งนักวิเคราะห์การลงทุน, ผู้จัดการกองทุน. นักวางแผนการเงิน ล้วนจำเป็นต้องมีทักษะความรู้เฉพาะด้าน ซึ่งเดี๋ยวนี้โอกาสการเข้าสู่วิชาชีพการเงินนั้นเปิดกว้างขึ้นสำหรับผู้ที่เรียนจบการเงินโดยตรง หรือผู้ที่อาจไม่ได้เรียนจบด้านนี้ แต่มีความสนใจต้องการเข้าสู่สายอาชีพนี้

“ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” มีโครงการที่ทำต่อเนื่องมาจนถึงปีนี้เป็นปีที่ 6 แล้วนั่นคือโครงการ New Breed ซึ่งที่ผ่านมา ได้ผลิตบุคลากรสายอาชีพการเงิน ป้อนให้กับตลาดทุนไทยได้เป็นจำนวนมาก

ปี 2569 นี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯขอชวนนิสิต นักศึกษา และผู้สนใจวิชาชีพด้านการเงิน เข้าร่วมสมัคร “โครงการทุน New Breed Capital Market Financial Professionals 2026” เพื่ออัปสกิลความรู้ และพัฒนาทักษะอาชีพสายการเงิน ผ่านการเรียนหลักสูตรแบบเข้มข้น Certified Investment and Securities Analyst ระดับ Foundation Knowledge (AISA) พร้อมโอกาสชิงทุนสอบ AISA เพื่อคว้าคุณวุฒิไว้เป็นใบเบิกทางสู่วิชาชีพการเงิน

ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้เรียนรู้การวิเคราะห์ทางการเงินและการจัดการลงทุนผ่าน e-learning และได้รับ e-book เอาไปเรียนทบทวนความรู้ โดยผู้สมัครเรียนที่สอบคัดเลือกผ่านและทำคะแนนสูง 250 คนแรกจะได้รับทุนสอบ AISA ฟรี 2 ครั้ง และมีโอกาสได้เรียนติวตะลุยโจทย์สอบ AISA กับติวเตอร์ที่เป็นวิทยาการมืออาชีพมาสอนเทคนิคทำข้อสอบ

และยังมีกิจกรรม Exclusive Financial Career Camp ซึ่งจะคัดเลือกผู้เข้าร่วมกิจกรรม 150 คน เพื่ออบรมทักษะ Hard Skills และ Soft Skills สร้างเสริมประสบการณ์นอกห้องเรียน และความรู้ทางด้านการเงินการลงทุนตามสายงานที่สนใจ และยังมีโอกาสเยี่ยมชมกิจการ เพื่อได้สัมผัสโลกธุรกิจของจริง และการทำงานของมืออาชีพ

พร้อมกับโอกาสเข้าร่วมแข่งขันวิเคราะห์เคสด้านการเงินและการลงทุน เพื่อเตรียมพร้อมและติดอาวุธความรู้เตรียมตัวเป็นมืออาชีพสายการเงิน ชิงรางวัลทุนสอบและเงินรางวัลรวม 200,000 บาท

ผู้สนใจตรวจสอบคุณสมบัติตัวเอง ถ้าตรงตามนี้ คือ 1.เป็นนิสิต นักศึกษา กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 3 ขึ้นไป ระดับปริญญาโท ระดับปริญญาเอก ที่มีอายุไม่เกิน 35 ปี (เกิดวันที่ 1 ม.ค.2534 เป็นต้นไป) และ 2.ผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ที่มีอายุไม่เกิน 25 ปี (เกิดวันที่ 1 ม.ค.2544 เป็นต้นไป) ก็สมัครเข้าร่วมโครงการได้เลยตั้งแต่วันนี้-15 มีนาคม 2569 ไม่มีค่าใช้จ่าย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.set.or.th/newbreed

และเตรียมพบกับกิจกรรมแรกของปีนี้ “New Breed Open House” เจาะลึกโอกาสอาชีพในตลาดทุนยุคใหม่ จัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14.00-16.00 น. รับชมสดทาง Facebook: SET Young Gen

คุณนายพารวย

AIS ผู้นำธุรกิจยั่งยืนตัวจริง บ.โทรคมนาคมไทยรายเดียวที่ได้เรทติ้ง ESG ระดับสูงจาก MSCI และตลาดหลักทรัพย์ฯ 

0

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ได้รับการประเมิน MSCI ESG Ratings ในระดับ AA ซึ่งถือว่าเป็นระดับสูง จัดอยู่ในกลุ่ม ESG Leader โดย AIS เป็น บริษัทโทรคมนาคมไทยรายเดียวที่ได้รับการจัดอันดับในระดับดังกล่าว จาก MSCI (Morgan Stanley Capital International) สถาบันชั้นนำระดับโลกด้านดัชนี การวิจัย และข้อมูลเพื่อการลงทุน สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) ที่ส่งผลต่อการสร้างคุณค่าองค์กรและความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน เมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันในระดับโลก

นอกจากนี้ AIS ยังได้รับการจัดอันดับ ESG Ratings ระดับ AAA ซึ่งเป็นระดับสูงสุดจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เน้นย้ำความแข็งแกร่งของการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นระบบ  มีความรับผิดชอบและโปร่งใส ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่าทางธุรกิจ สอดคล้องกับมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการที่ดี

AIS มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ภายใต้วิสัยทัศน์ “ขับเคลื่อนสังคมไทยสู่สังคมดิจิทัลอย่างยั่งยืนรวมกับพันธมิตรทางธุรกิจ” โดยสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจ การพัฒนาเทคโนโลยี และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พร้อมผสานนวัตกรรมดิจิทัลเข้ากับการดำเนินงานในทุกมิติ เพื่อสร้างผลลัพธ์เชิงประจักษ์ ทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การส่งเสริมการเป็นพลเมืองดิจิทัล และการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย

การได้รับการยอมรับจากทั้ง MSCI ในระดับสากล และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในระดับประเทศ สะท้อนถึงการบูรณาการ ESG เข้ากับกรอบกลยุทธ์องค์กร โครงสร้างการกำกับดูแล และกระบวนการบริหารความเสี่ยงของ AIS อย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตเชิงกลยุทธ์ในระยะยาว และการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมบนโลกดิจิทัล เพื่อตอบสนองความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะนักลงทุน นักวิเคราะห์ และสถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศ

CPF รวมพลังแบรนด์ในเครือ สืบสานวัฒนธรรมไหว้เจ้าตรุษจีน ให้สะดวกและมีความหมายยิ่งขึ้น

0

ตรุษจีนเป็นหนึ่งในเทศกาลสำคัญของวัฒนธรรมจีนที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน เป็นช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นปีใหม่ การแสดงความกตัญญู และการรวมตัวของครอบครัว วัฒนธรรมที่ดีเช่นนี้จึงควรค่าแก่การธำรงรักษา ควบคู่กับการปรับให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน เพื่อให้ประเพณียังคงอยู่และเข้าถึงได้ในทุกช่วงวัย

ในเทศกาลตรุษจีนปีนี้ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF คัดสรรผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพ สด สะอาด อร่อย และปลอดภัย พร้อมเพิ่มความสะดวกในการเตรียมของไหว้ให้กับคนไทยเชื้อสายจีน ผ่านแคมเปญ “ชวนไหว้ให้ได้ดี ด้วยชุดไหว้ CP 5 ดี” ช่วยให้การไหว้เจ้าเป็นเรื่องง่าย ถูกต้องตามหลักความเชื่อ และสอดคล้องกับประเพณีตรุษจีนอย่างเหมาะสม

“ชุดไหว้ทองคำ CP 5 ดี” นำเสนอแนวคิด คัดสรรมาดี รสชาติดี สะดวกดี หาซื้อง่ายดี และชีวิตดี ผ่านการออกแบบชุดไหว้อย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่ผ้าปูโต๊ะทองคำที่ช่วยแนะนำตำแหน่งการจัดวางของไหว้ตามธรรมเนียมจีน ช้อนทองคำสำหรับตักตวงความหมายอันเป็นมงคล ไปจนถึงของไหว้ที่คัดสรรมาให้เหมาะสมกับการเริ่มต้นปีใหม่ของทุกครอบครัว โดยชุดไหว้ CP 5 ดี วางจำหน่ายผ่านโลตัสและแม็คโครทุกสาขาทั่วประเทศ

ขณะเดียวกัน CPF ยังรวมแบรนด์อาหารในเครือที่หลายคนคุ้นเคย มาเป็นทางเลือกในการเตรียมของไหว้ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็น ห้าดาว ที่มีเมนูไหว้เจ้าพร้อมเครื่องในแบบใกล้บ้าน เป็ดเจ้าสัว ที่จัดของไหว้ครบถ้วนตามธรรมเนียมโดยไม่ต้องลงครัว และ เชสเตอร์ กับชุดไก่ไหว้เจ้ายกกล่องที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ พร้อมไหว้ได้ทันที โดยทุกแบรนด์เปิดให้สั่งจองล่วงหน้าและรับสินค้าในช่วงวันที่ 7–17 กุมภาพันธ์ 2569 (สินค้ามีจำนวนจำกัด ตามเงื่อนไขของแต่ละสาขา)

การรวมพลังของแบรนด์ในเครือ CPF ครั้งนี้ สะท้อนความตั้งใจขององค์กรในการธำรงรักษาประเพณีที่ดีงาม ควบคู่กับการนำความเชี่ยวชาญด้านอาหารมาช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภค เพื่อให้การไหว้เจ้าในเทศกาลตรุษจีนมีความหมายและเข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น.

เมืองไทยประกันชีวิต ประกาศกลยุทธ์ “Go Healthier with MTL” ยกระดับดูแลสุขภาพกาย-ใจ-การเงิน ที่เหนือขึ้นไปอีกขั้น

0

เมืองไทยประกันชีวิต เดินหน้ากลยุทธ์ “Go Healthier with MTL” ยกระดับการดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ สุขภาพทางการเงินให้ดียิ่งขึ้น ผ่านผลิตภัณฑ์ บริการ ช่องทางการขาย นวัตกรรม พาร์ทเนอร์ และHealth Ecosystem ที่หลากหลาย ตอบโจทย์ความต้องการทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่าง ตรงจุดตอกย้ำการเป็นคู่คิดที่ลูกค้าไว้วางใจทั้งเรื่องชีวิตและสุขภาพ พร้อมอยู่เคียงข้างในทุกช่วงชีวิต

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL เปิดเผยว่า เมืองไทยประกันชีวิต “ขอขอบคุณ” ทุกความเชื่อมั่นและไว้วางใจจาก “ลูกค้าคนสำคัญ” ที่ทำให้ ในปีที่ผ่านมาเมืองไทยประกันชีวิตมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ในห้วงเวลาที่ต้องเผชิญกับความท้าทาย รอบด้าน และด้วยความไว้วางใจจากลูกค้าคนสำคัญทุกท่าน ทำให้ในปี 2568 เมืองไทยประกันชีวิต มีเบี้ยประกันภัยรับปีแรก (New Business Premium) เติบโตขึ้นกว่า 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยแบบประกัน Investment-Linked เติบโต 249% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และแบบประกันคุ้มครองโรคร้ายแรง (รายเดี่ยว) เติบโต 24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้านคะแนน NPS (Net Promoter Score) สูงขึ้นจาก 75 คะแนน เป็น 78 คะแนน มีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (Capital Adequacy Ratio) ณ สิ้นปี 2568 มากกว่า 350% ซึ่งสูงกว่าระดับเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามเกณฑ์ที่หน่วยงานกำกับดูแลกำหนดที่ 140% ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ และความแข็งแกร่งทางการเงินจาก S&P Global Ratings ที่ระดับ BBB+ (Stable Outlook) และ Fitch Ratings ที่ระดับ A- และ AAA(tha) (Stable Outlook)

ขณะที่นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) เมืองไทยประกันชีวิตเดินหน้านโยบายการสร้างความยั่งยืนในทุกมิติ จากการประเมินล่าสุดโดย MorningStar Sustainalytics สถาบันวิจัยและจัดอันดับความยั่งยืนระดับโลก ด้าน ESG บริษัทฯสามารถทำคะแนน ESG Risk Rating ได้ที่ 19.9 คะแนน จัดอยู่ ในกลุ่ม ‘ความเสี่ยงต่ำ’ (Low Risk Profile) โดยหัวใจสำคัญของความสำเร็จนี้มาจากความสามารถในการควบคุม ‘ความเสี่ยงด้าน ESG’ ได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งแรกของไทยที่ เข้าร่วมลงนาม UN-supported Principles for Responsible Investment (PRI) พร้อมด้วยการขึ้นทะเบียน คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) กับ องค์การบริหารจัดการ ก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) รวมถึงการเข้าเป็นสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC – Thai Private Sector Collective Action Against Corruption) ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3

สำหรับในปี 2569 นี้…นับเป็นอีกปีที่สำคัญของเมืองไทยประกันชีวิตในการก้าวเข้าสู่ปีที่ 75 ที่อยู่เคียงข้างเพื่อส่งมอบความสุขและรอยยิ้มให้แก่ทุกคน พร้อมยกระดับการเป็นคู่คิดที่ลูกค้าไว้วางใจทั้งเรื่องชีวิตและสุขภาพขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการประกาศเดินหน้ากลยุทธ์ “Go Healthier with MTL” สุขภาพดีขึ้นไปกว่าเดิม… กับเมืองไทยประกันชีวิต มุ่งดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ สุขภาพทางการเงินให้ดียิ่งขึ้น ผ่านผลิตภัณฑ์ บริการ ช่องทางการขาย นวัตกรรม พาร์ทเนอร์ และ Health Ecosystem ที่มีความหลากหลาย ตอบโจทย์ ทุกไลฟ์สไตล์ในทุกช่วงชีวิตได้อย่างตรงจุด ควบคู่ไปกับนโยบายการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในทุกก้าว ภายใต้การกำกับดูแลกิจการและการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงการสร้างสมดุลทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม มิติสังคม และมิติบรรษัทภิบาล

พร้อมอยู่เคียงข้างตั้งแต่การวางแผนดูแลเชิงป้องกัน เพื่อสุขภาพดีในระยะยาว (Wellness and Prevention) ผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมการดูแลสุขภาพ เช่น เมืองไทยไตรกีฬา เมืองไทยเชียงใหม่มาราธอน เป็นต้น การดูแลเมื่อเจ็บป่วย ผ่านความคุ้มครองที่เลือกได้ตามใจ บริการต่าง ๆ และพาร์ทเนอร์ที่ครอบคลุมอย่างครบวงจร (Diagnosis and Treatment) ไม่ว่าจะเป็น MTL Health Buddy แคร์คัฟเวอร์ สหคลินิก เครือข่ายโรงพยาบาล MTL Smile Hospital Network MTL Global Doctors และ MTL Global Connect เป็นต้น รวมถึงการดูแลต่อเนื่องหลังการรักษาหรือพักฟื้น รวมไปถึงการดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิง ผ่านพาร์ทเนอร์ผู้เชี่ยวชาญ (Post-Treatment) อย่าง Health at Home นายาเรสซิเดนซ์ บาย ลิฟเวล และพาร์ทเนอร์ด้านสุขภาพอีกมากมาย

สำหรับความร่วมมือกับเครือข่ายโรงพยาบาลคู่สัญญาทั่วประเทศภายใต้โครงการ MTL Hospital Smile Network ครอบคลุมทั้งภาครัฐ เอกชน และโรงเรียนแพทย์กว่า 145 แห่ง เพื่อยกระดับการดูแลผู้เอาประกันอย่างสะดวกและอุ่นใจ ตั้งแต่การลดความกังวลด้านค่าใช้จ่ายส่วนเกิน การประสานงานประเมินค่าใช้จ่ายก่อนการรักษาอย่างรวดเร็ว ไปจนถึงสิทธิประโยชน์และแพ็กเกจผ่าตัดพิเศษ สะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทในดูแลลูกค้าอย่างครบวงจร

ด้านของการดูแลสุขภาพทางการเงิน เมืองไทยประกันชีวิต ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ สามารถเข้ามาช่วยให้การวางแผนชีวิตเป็นเรื่องง่ายขึ้น เลือกความคุ้มครองที่เหมาะสมกับช่วงชีวิตได้ตรงจุด ทั้งผลิตภัณฑ์ทางเลือกในการส่งต่อความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่นอย่างไม่สะดุด ด้วยแบบประกันภัย “เมืองไทย พรีเมียร์ เลกาซี่” หรือตัวช่วยให้คุณเบาใจ ในวันที่คุณจากไป ด้วยการวางแผนสร้างหลักประกันที่มั่นคงให้คนที่คุณรัก ผ่านโครงการ “ShieldLife” รวมถึงประกันรูปแบบใหม่ที่รวมประกันชีวิตและสุขภาพที่ให้คุณดูแลได้ทั้งตัวเองและคนข้างหลังในกรมธรรม์เดียว “เมืองไทย เฟล็กซี่ โพรเทคชั่น” พร้อมด้วยประกันสุขภาพและโรคร้ายแรง ประกันชีวิตควบการลงทุน ประกันอุบัติเหตุ ที่มีอย่างหลากหลาย เข้าถึงได้จริง เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าคนสำคัญ

ล่าสุด เมืองไทยประกันชีวิต เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “เมืองไทย เฟล็กซี่ โพรเทคชั่น 99/5” แบบประกันชีวิตที่ “คนซื้อได้ใช้จริง” โดดเด่นด้วยคุ้มครองครอบคลุมทั้งชีวิตและสุขภาพ ครบจบในกรมธรรม์เดียว เปลี่ยนทุนประกันเป็นค่ารักษาพยาบาลได้เมื่ออายุครบ 65 ปี* ช่วยให้อุ่นใจด้วยวงเงินสุขภาพพร้อมใช้ในวัยเกษียณ จ่ายตามจริงทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก จ่ายเบี้ยคงที่ 5 ปี ไม่ปรับเพิ่มตามอายุ พร้อมได้ทำการขยายอายุรับประกันตามความต้องการของลูกค้า จากเดิมรับได้ถึงอายุ 45 ขยายเพิ่มเป็นอายุ 55 ปี คุ้มครองยาวถึงอายุ 99 ปี กรณีเสียชีวิตทุนประกันที่เหลือสามารถส่งต่อให้คนข้างหลังได้ และเบี้ยประกันสามารถลดหย่อนภาษีได้

นายสาระ กล่าวเพิ่มเติมว่า เร็ว ๆ นี้ ทุกท่านจะได้พบกับโฉมใหม่ของเมืองไทยสไมล์คลับ และ Fit Rewards ที่จะมาร่วมเติมเต็มให้สุขภาพกาย สุขภาพใจ และสุขภาพทางการเงินที่ดียิ่งขึ้น ด้วยกิจกรรมและสิทธิพิเศษเหนือระดับ ซึ่งถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดีครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม พร้อมเชื่อมต่อทุกการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวันให้กลายมาเป็นส่วนลดค่าเบี้ยประกันภัย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการในโลกยุคใหม่ได้อย่างลงตัว

“เรามองว่า ปี 2569 ยังคงเป็นปีแห่งความท้าทาย โลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มตัว และยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมาย เมืองไทยประกันชีวิต เราพร้อมยืนเคียงข้างและดูแลลูกค้าคนสำคัญในทุกช่วงของชีวิตไม่ว่าโลกจะมีการเปลี่ยนแปลงไปแบบไหน โดยมุ่งหวังว่าเราจะทำให้ทุกคนมีความสุขและรอยยิ้ม เราจะไม่หยุดยั้งการพัฒนา คิดค้นนวัตกรรม รวมถึงบริการ ที่สามารถเข้าถึงและใช้บริการได้จริง เพื่อเป็นส่วนช่วยให้ทุกคนได้มีสุขภาพดีในทุกด้าน” นายสาระ กล่าว

ตามรอยเซียน โดย เจี๊ยบ บางกรวย “พระเปิม กรุวัดมหาวันจังหวัดลำพูน ”

0

หลวงพ่อบุญธรรม หลวงพ่อเซียนเจี๊ยบเคยกล่าวก่อนท่านมรณะภาพไว้ว่า พระเปิม เป็นพระต่อชีวิต ใครป่วยไม่สบายหนัก ไปขอพรท่านมีโอกาศได้มาคล้องคอ จะหายโรคหายภัยนะ มีโอกาสหามาใช้ ไม่แพงเราพอซื้อไหว แต่องค์ใหญ่หน่อยนะพระอาจารย์เล่าต่อประวัติ มีคนใส่หลวงพ่อเปิมโดนรถชน ตายหมดทั้งคัน รอดคนเดียวคล้องพระเปิม ไม่เป็นอะไรเลย ปฎิหารย์ มีจริงๆนะเธอ เจอในสนามหามาใช้นะ ศิลปงดงาม อายุเป็นพันปี คล้องเดี่ยวองค์เดียวสบายเลยมาดูพระเปิม กรุวัดมหาวัน ลำพูนวันนี้ เนื้อเขียว ละเอียดมีกรวยทราย เป็นตัวยึดให้เนื้อแกร่งแน่น แข็งเพราะพระองค์ใหญ่เนื้อหยาบกว่า พระรอดองค์เล็ก เนื้อละเอียด ไม่พบกรวดทราย พอจะมีติดได้ ถ้าเนื้อขาว เหลือง แดง เพราะยังไม่แกร่งเป็นหินเหมือนเนื้อเขียว พระเปิมองค์นี้สวยจัดมาก ตาหูจูกปากครบ ใบโพธิ์ด้านหลัง คมกริบ ที่สำคัญรูสดือใหญ่ จำให้แม่นแบบองค์นี้ พระอาจารย์สอนมา

ด้านหลังมีรอยนิ้มมือกด ไม่เรียบ มียุบนูน สูงต่ำ พระกดด้วยมือมักเป็นเช่นนี้ เนื้อแกร่งเป็นหิน ไม่เห็นราดำ บนเนื้อและในเนื้อ เพราะการเผาแบบกระเบื้องถ้วยชาม ในพระสกุลพระรอด มหาวัน ถ้าเจอเนื้อเขียวคือพระที่ถูกความร้อนมากที่สุด จนเป็นหินแล้ว ราดำไม่กัดกินเนื้อพระ

เดินตลาดเจอ เลือกองค์ที่เก่าเป็นธรรมชาติ ดมไม่มีกลิ่นมักแช่ให้เก่า พิมพ์ชัดๆใบโพธิ์คมๆ มีโอกาสได้พระแท้สูง ที่สำคัญไม่แพงเหมือนพระรอด ที่องค์ล่ะหลายๆล้าน พุทธคุณเท่ากัน พระสร้างพิธีเดียวกันนะเธอพระอาจารย์สอน เซียนเจี๊ยบบอกต่อ “หวานเจี๊ยบ”นะจ๊ะเธอ

เจี๊ยบบางกรวยเดินตามรอยพระอาจารย์ 087 0030897

เกษียณยังไง ไม่ให้แก่แล้วจน

0

“เกษียณสุข” ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา แต่เป็นสิ่งสร้างได้ด้วยกลยุทธ์ ทำไมบางคนยิ่งแก่ยิ่งดูเท่ห์ มีแต่คนอยากเข้าหา ในขณะที่บางคนกลับต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวและลำบาก…

ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่ “ดวง” แต่มันอยู่ที่ “การวางแผน” วันนี้ #เกรียนพารวย จะมาแชร์ 3 เคล็ดลับที่จะเปลี่ยนคุณให้เป็น “คนแก่ที่รวยและมีศักดิ์ศรี” จนไม่มีใครกล้าดูถูก!

1. 💸 สมการความมั่งคั่ง: ให้เงินทำงานแทนในวันที่เราอยากพักการจะ “ไม่จน” ในวัยเกษียณ ไม่ใช่แค่การออมเงินในบัญชีออมทรัพย์ครับ เพราะ “เงินเฟ้อ” จะกัดกินค่าของเงินคุณไปเรื่อยๆ

  • Asset Allocation: กระจายเงินไปในสินทรัพย์ที่สร้าง Passive Income เช่น หุ้นปันผล กองทุนดัชนี หรืออสังหาริมทรัพย์
  • พลังของดอกเบี้ยทบต้น: ยิ่งเริ่มเร็ว เงินหลักพันในวันนี้ จะกลายเป็นหลักล้านในวันหน้า

2. 🛡️ เกราะป้องกันชีวิต: อย่าให้ความเจ็บป่วยมาละลายทรัพย์สิน ศัตรูตัวฉกาจของคนวัยเกษียณไม่ใช่การใช้เงินฟุ่มเฟือย แต่คือ “ค่ารักษาพยาบาล” หลายคนสร้างเนื้อสร้างตัว ทำงานหนักเก็บเงินมาทั้งชีวิต แต่ต้องมาหมดตัวกับค่าหมอเพียงครั้งเดียว

-ประกันคือทางออก: วางแผนประกันสุขภาพและโรคร้ายแรงไว้ตั้งแต่ตอนที่ร่างกายยังแข็งแรง

-เงินสำรองฉุกเฉิน : การสำรองเงินสดไว้ให้เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายอย่างน้อย 6-12 เดือน

3. 🧠 พอร์ตศักดิ์ศรี: ลงทุนในความรู้และหมั่นอัพสกิล ทักษะให้กับตัวเอง

ทำไมคนถึงดูถูกคนแก่? ส่วนใหญ่เป็นเพราะเขามองว่าเรา “หมดไฟ” หรือ “ตามโลกไม่ทัน” ดังนั้น สิ่งที่เราควรต้องทำ คือ

Keep Learning: อย่าหยุดอัปเดตเทคโนโลยีและทักษะใหม่ๆ

Personal Brand: สร้างคุณค่าให้ตัวเองเป็นที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญในด้านที่ถนัด เมื่อเรามี “คุณค่า” ที่คนอื่นต้องการ ศักดิ์ศรีของเราจะเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ และไม่มีใครมองข้ามเราได้

การแก่ไปอย่างมีคุณภาพ เป็นเรื่องที่สามารถวางแผนได้ตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้เราเข้าสู่วัยเกษียณได้แบบภาคภูมิใจในตัวเอง

#การเงิน #วางแผนเกษียณ #ลงทุน #พัฒนาตัวเอง

เจียไต๋ เอ็กซ์พีเรียนซ์ จัดงาน “ฟิลด์ เดย์ นาดี นาปัง 2569” โชว์โซลูชันจัดการนาปรังแบบมืออาชีพ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต

0

บริษัท เจียไต๋ จำกัด ผู้นำธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรของไทย จัดงาน “ฟิลด์เดย์ นาดี นาปัง 2569” ณ “เจียไต๋ เอ็กซ์พีเรียนซ์” หรือศูนย์เกษตรเจียไต๋ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา เปิดพื้นที่การเรียนรู้จากแปลงนาจริง ถ่ายทอดแนวคิดและแนวทางการจัดการนาปรังอย่างเป็นระบบ ผ่านโซลูชันและองค์ความรู้ด้านการวางแผนการเพาะปลูก การบริหารจัดการต้นทุน และการใช้ปัจจัยการผลิตอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยให้เกษตรกรรับมือกับความท้าทายของการทำนาในปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การจัดงานครั้งนี้มุ่งตอบโจทย์ความท้าทายสำคัญของการทำนา ทั้งต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ความผันผวนของสภาพอากาศ รวมถึงการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืชที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรต้องตัดสินใจภายใต้ข้อมูลที่จำกัด เจียไต๋ เอ็กซ์พีเรียนซ์จึงนำเสนอแนวทางการจัดการแปลงนาที่เน้นการวางแผนอย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถควบคุมต้นทุน วางแผนการผลิต และรักษาความสม่ำเสมอของผลผลิตได้อย่างเหมาะสม

ภายในงาน เกษตรกรได้เยี่ยมชม “แปลงเจียไต๋สมาร์ทฟาร์มเมอร์” ซึ่งเป็นแปลงสาธิตการจัดการนาปรังแบบมืออาชีพ ที่ผสานองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแนวทางการจัดการแปลงเข้าด้วยกัน ตั้งแต่การเตรียมแปลงไปจนถึงการดูแลแปลงในแต่ละช่วงการเจริญเติบโต เพื่อให้เห็นภาพการจัดการแปลงอย่างเป็นขั้นตอน และสามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับแปลงของตนเอง

ในโอกาสนี้ คุณมนัส เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจียไต๋ จำกัด ได้เข้าร่วมงานและพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเกษตรกรอย่างใกล้ชิด สะท้อนความมุ่งมั่นของเจียไต๋ในการทำงานเคียงข้างเกษตรกรไทย และรับฟังเสียงจากการทำงานในพื้นที่จริง

คุณสุภาภรณ์ เกียรติศิริขจร Chief Marketing Officer บริษัท เจียไต๋ จำกัด กล่าวว่า เจียไต๋ก่อตั้ง “เจียไต๋ เอ็กซ์พีเรียนซ์” ขึ้นเมื่อกลางปี 2568 ในช่วงที่เกษตรกรเผชิญแรงกดดันจากราคาข้าวที่ผันผวนและต้นทุนการผลิตที่ควบคุมได้ยาก โดยมีเป้าหมายในการสร้างพื้นที่เรียนรู้ที่ช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงองค์ความรู้และแนวทางการจัดการแปลงนาอย่างเป็นระบบ เพื่อเสริมศักยภาพให้เกษตรกรสามารถวางแผนและบริหารจัดการการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

“เจียไต๋เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรสู่บทบาทใหม่ในฐานะโซลูชัน โพรไวเดอร์อย่างต่อเนื่อง เราเป็นเพื่อนคู่คิดและเป็นที่ปรึกษาทางการเกษตร ในการทำงานร่วมกับเกษตรกรตั้งแต่การวางแผน ถ่ายทอดองค์ความรู้ และนำข้อมูลกับเทคโนโลยีมาสนับสนุนการจัดการแปลง สำหรับงาน ‘ฟิลด์เดย์ นาดี นาปัง 2569’ ครั้งนี้ เราตั้งใจให้เกษตรกรได้เรียนรู้จากแปลงจริง ได้ซักถาม และแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างใกล้ชิดกับนักเกษตรและที่ปรึกษาทางการเกษตร เพื่อให้สามารถนำแนวทางที่ได้รับไปปรับใช้กับแปลงของตนเองได้อย่างเหมาะสม และลดความเสี่ยงในการทำนา” คุณสุภาภรณ์ กล่าว

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วยการแนะนำ “สูตรจัดการแปลงนาปรังแบบฉบับเจียไต๋” ควบคู่กับกิจกรรมเรียนรู้และกิจกรรมสร้างการมีส่วนร่วมจากบูทกลุ่มธุรกิจเจียไต๋ อาทิ เมล็ดพันธุ์เจียไต๋ ปุ๋ยตรากระต่าย และผลิตภัณฑ์อารักขาพืชเจียไต๋ รวมถึงธุรกิจเทคโนโลยีการเกษตรที่เปิดพื้นที่จัดแสดงโรงเรือนอัจฉริยะจากฟาร์มอินโน (ไทยแลนด์) โดรนเพื่อการเกษตรจาก XAG Thailand และรถ Service Provider เพื่อให้เกษตรกรได้เรียนรู้การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการเพาะปลูก ขณะเดียวกันยังได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรสำคัญ อย่าง สหกรณ์การเกษตรบางน้ำเปรี้ยว จำกัด รวมถึงบริษัท ยันม่าร์ เอส.พี. จำกัด ที่นำเครื่องจักรกลการเกษตรมาร่วมจัดแสดงและให้คำแนะนำแก่เกษตรกร เกษตรกร โดยมีคุณมานาบุ ฟุจิตะ Sale Office Manager เป็นตัวแทนเข้าร่วมงาน นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายในหัวข้อการเลือกสายพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับพื้นที่ โดยคุณนพดล ประยูรสุข ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวพระนครศรีอยุธยา รักษาการในตำแหน่ง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวฉะเชิงเทรา พร้อมกันนี้ นักเกษตรเจียไต๋ยังได้ให้แนะนำเกี่ยวกับแนวทางการเข้าร่วมโครงการบริหารจัดการการเพาะปลูกนาข้าวแบบเฉพาะแปลงของเจียไต๋ด้วย

งาน “ฟิลด์เดย์ นาดี นาปัง 2569” ได้รับความสนใจจากเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องจากจังหวัดฉะเชิงเทราและพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมกว่า 500 คน สะท้อนความมุ่งมั่นของเจียไต๋ในการขับเคลื่อนบทบาทโซลูชัน โพรไวเดอร์ เพื่ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยให้สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของภาคการเกษตรได้อย่างยั่งยืน ภายใต้เป้าหมาย “พืชดี ฐานะดี ชีวิตดี”

สำหรับเกษตรกรและผู้สนใจสามารถเข้าร่วมโครงการ “การจัดการการเพาะปลูกนาข้าว” แบบฉบับเจียไต๋ และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ “เจียไต๋ เอ็กซ์พีเรียนซ์” หรือ “ศูนย์เกษตรเจียไต๋” อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา เปิดบริการทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 8.30 – 17.00 น. ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ หรือติดต่อสอบถามทางเฟซบุ๊ก ศูนย์เกษตรเจียไต๋ l เจียไต๋ เอ็กซ์พีเรียนซ์ : https://www.facebook.com/ChiaTaiExperience

LiVEx ต้อนรับ บมจ. เอนเนอร์จี ไทย เทรดดิ้ง ฮับ (ETTH26) เริ่มซื้อขาย 30 ม.ค. นี้

0

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx) กล่าวว่า LiVEx ยินดีต้อนรับ บมจ. เอนเนอร์จี ไทย เทรดดิ้ง ฮับ เข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายใน LiVEx โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “ETTH26” ในวันที่ 30 มกราคม 2569 ซึ่ง ETTH26 เป็นหนึ่งในบริษัทที่ผ่านการเตรียมความพร้อมจาก LiVE Platform ที่ช่วยเสริมศักยภาพและสร้างความพร้อมให้แก่ผู้ประกอบการ

ETTH26 ดำเนินธุรกิจให้บริการเกี่ยวกับระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ โดยแบ่งรูปแบบธุรกิจเป็น 3 ประเภท ได้แก่ (1) การให้บริการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในรูปแบบ PPA (Power Purchasing Agreement) (2) การให้บริการรับเหมา ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์รูปแบบ EPC (Engineering, Procurement, and Construction) และ (3) การให้บริการด้านงานวิศวกรรมโยธา (Civil Work) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของโครงการต่างๆ โดยกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัท แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสถาบันการศึกษา กลุ่มโรงพยาบาลภาครัฐและเอกชน และกลุ่มธุรกิจขนาดกลาง-ใหญ่

ETTH26 มีทุนชำระแล้ว 108.7 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 100 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 8.7 ล้านหุ้น เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งแรก (IPO) ต่อผู้ลงทุนตามที่สำนักงาน ก.ล.ต. กำหนด โดยเสนอขายผู้ลงทุนวันที่ 23 มกราคม 2569 ในราคาหุ้นละ 3.75 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 32.64 ล้านบาท และมีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 407.64 ล้านบาท มีบริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน

นายรักไทย บูรพ์ภาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เอนเนอร์จี ไทย เทรดดิ้ง ฮับ (ETTH26) กล่าวว่า บริษัทมุ่งมั่นพัฒนาและส่งมอบโซลูชั่นด้านพลังงานหมุนเวียน และสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจร เพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทน โดยกำหนดกลยุทธ์หลักในด้านต่างๆ เพื่อผลักดันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานพลังงานทดแทนจากไฟฟ้าด้วยแสงอาทิตย์ รวมถึงระบบกักเก็บพลังงานภายในหน่วยงาน เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจของลูกค้าให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานในอนาคต สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้จะนำไปลงทุนโครงการ PPA ชำระหนี้ระยะสั้น และเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ

ETTH26 มีโครงสร้างผู้ถือหุ้นหลัง IPO คือ บริษัท เออาร์เค สแตรทิจิก โฮลดิ้งส์ จำกัด ถือหุ้น 22.08% บริษัท ชัญญกร โฮลดิ้ง จำกัด ถือหุ้น 10.12% และ นายรักไทย บูรพ์ภาค ถือหุ้น 9.97% โดยบริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิตามงบการเงินของบริษัทฯ หลังหักเงินสำรองต่างๆ ทุกประเภทตามที่กฎหมายกำหนดและตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับบริษัท

ผู้ลงทุนและผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดจากหนังสือชี้ชวนของบริษัทได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงาน ก.ล.ต. ที่ www.sec.or.th และข้อมูลทั่วไปของบริษัทที่ www.etth.co.th และ www.live-platforms.com/live-exchange

AIS ผนึกตร.ไซเบอร์ เปิดปฏิบัติการแม่สอด ลุยค้น 3 ตึก ลักลอบใช้เน็ตผิดกม. พร้อมยึด VPN – อุปกรณ์เชื่อมต่อตปท.

0

AIS 3BB FIBRE3 ผนึก ตำรวจไซเบอร์ต่อเนื่อง ตรวจค้น 3 อาคารพาณิชย์แม่สอด พบติดตั้ง VPN และอุปกรณ์เชื่อมต่อไปต่างประเทศ เข้าข่ายลักลอบใช้เน็ตผิดกฎหมาย และตัดวงจรโจรทันที พร้อมเร่งขยายผลดำเนินคดี ย้ำภารกิจปกป้องคนไทยจากภัยอาชญากรรมออนไลน์

เปิดปฏิบัติการที่ อ.แม่สอด จ.ตาก เช้าวันนี้ (30 มกราคม 2569) หลังตำรวจไซเบอร์ กก.2 บก.สอท.4 ได้รับเบาะแสจาก AIS 3BB FIBRE3 พร้อมนำกำลังเข้าตรวจค้นอาคารพาณิชย์ต้องสงสัย 3 หลัง ซึ่งมีเจ้าหน้าที่เอไอเอส ร่วมสนับสนุนการตรวจสอบเชิงเทคนิคหน้างานอย่างใกล้ชิด เพื่อทำการกวาดล้างวงจรโจร

ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นหลังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต บริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ AIS 3BB FIBRE3 ตรวจพบการใช้งานที่มีปริมาณสูงผิดปกติ มีปริมาณการใช้งานหนาแน่นและต่อเนื่องตลอดเวลา ซึ่งเป็นเหตุอันเชื่อได้ว่า มีพฤติกรรมต้องสงสัย จึงประสานงานกับตำรวจไซเบอร์ เพื่อเข้าตรวจสอบและตรวจค้นพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงในพื้นที่

พร้อมกันนี้ ในเบื้องต้นตำรวจไซเบอร์ ตรวจพบความเชื่อมโยงของเส้นทางการเงิน มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนชาวต่างชาติ และเมื่อประเมินจากวงจรการใช้งานของอาคารทั้ง 3 หลัง  พบว่ามีปริมาณการใช้งานสูงกว่าระดับปกติราว 2 เท่า จึงเป็นที่มาของการเข้าตรวจค้นเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ร่วมกับเอไอเอส

จากการเข้าตรวจค้น พบว่าอาคารทั้ง 3 หลัง ไม่มีผู้อยู่อาศัย แต่เจ้าหน้าที่พบอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ดัดแปลงใช้ในการรวบรวมสัญญาณอินเทอร์เน็ตเชื่อมต่อกับอุปกรณ์กระจายสัญญาณข้ามประเทศ จึงได้ทำการระงับสัญญาณ พร้อมรื้อถอนอุปกรณ์ในที่เกิดเหตุเพื่อเป็นหลักฐานในการดำเนินคดี โดยขณะนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบผู้เกี่ยวข้อง และขยายผลเพิ่มเติมเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

ด้าน AIS 3BB FIBRE3 ยืนยันความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานความมั่นคง พร้อมยกระดับมาตรการเฝ้าระวังและตรวจสอบการใช้งานที่ผิดปกติตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการนำโครงข่ายไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย และสนับสนุนการป้องกัน–ปราบปรามขบวนการมิจฉาชีพที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคม ขณะที่ตำรวจไซเบอร์อยู่ระหว่างสรุปผลการตรวจค้นและตรวจยึด โดยพบความเชื่อมโยงของเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนต่างชาติ และจะเดินหน้าขยายผลเพื่อเชื่อมโยงไปสู่การจับกุมผู้เกี่ยวข้องพร้อมดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุดต่อไป

รวมพลังน้ำใจลูกค้าเอไอเอส เปลี่ยนพอยท์เป็นคะแนนบุญ บริจาค 2.3 ล้านบาท ให้ 8 องค์กรการกุศล

0

AIS ตอกย้ำพันธกิจในการใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มเป็นพลังขับเคลื่อนสังคม ผ่านโครงการ “ปันพอยท์ เติมสุข เพิ่มบุญอิ่มใจ” โดยทำหน้าที่เป็นสื่อกลางให้ลูกค้าสามารถเปลี่ยนคะแนนสะสม AIS Points ให้กลายเป็น “คะแนนบุญ” เพื่อบริจาคสนับสนุนมูลนิธิและองค์กรการกุศลต่างๆ ได้อย่างสะดวกผ่านแอปพลิเคชัน myAIS โดยล่าสุด AIS พร้อมส่งมอบเงินบริจาครวมทั้งสิ้น 2,313,074 บาท ให้แก่ 8 องค์กรการกุศล ที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี, มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์, มูลนิธิโรงพยาบาลหาดใหญ่, มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก กองทุนอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ, สภากาชาดไทย, มูลนิธิรามาธิบดีฯ และโรงพยาบาลขอนแก่น ซึ่งยอดเงินบริจาคดังกล่าวเกิดจากการให้ลูกค้าเปลี่ยนคะแนน AIS Points เป็นเงินบริจาค (ทุก 1 คะแนน = 10 สตางค์) ตั้งแต่ระยะเวลา 1 มิถุนายน 2568 – 31 ธันวาคม 2568 สะท้อนพลังน้ำใจของลูกค้าที่ร่วมกันส่งต่อโอกาส ความหวัง และการช่วยเหลือไปยังภาคส่วนต่างๆ ของสังคม ผ่านคะแนนจากการใช้งานบริการ AISในชีวิตประจำวัน

นางสาวโอปอล เลิศอุทัย หัวหน้าฝ่ายงานประสบการณ์และความผูกพันลูกค้า AIS กล่าวว่า “AIS ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านเป็นอย่างมาก ที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแบ่งปัน ภายใต้แนวคิด ‘ใช้พอยท์ให้เกิดคุณค่าต่อสังคม’ โดยทุกคะแนนที่ถูกเปลี่ยนเป็นคะแนนบุญ ไม่เพียงช่วยสนับสนุนการทำงานของมูลนิธิและองค์กรการกุศลต่างๆ แต่ยังสะท้อนพลังความตั้งใจร่วมกันระหว่างลูกค้าและ AIS ในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและเกื้อกูลกันอย่างยั่งยืน AIS เชื่อว่าดิจิทัลแพลตฟอร์มสามารถเป็นสื่อกลาง และเป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงผู้คนและขยายโอกาสการให้ได้อย่างทั่วถึง โครงการ ‘ปันพอยท์ เติมสุข เพิ่มบุญอิ่มใจ’ จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถมีส่วนร่วมในการทำความดีได้ง่ายๆ ผ่านการใช้คะแนนจากการใช้งานบริการ AIS ในชีวิตประจำวัน และนอกจากการสนับสนุนองค์กรด้านสุขภาพและโรงพยาบาลเป็นหลักแล้ว ในปี 2569 AIS ยังคงมุ่งมั่นต่อยอดโครงการอย่างต่อเนื่อง พร้อมขยายการสนับสนุนไปยังมูลนิธิด้านสัตว์และสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติม สอดคล้องกับความเชื่อที่ว่าคุณภาพชีวิตที่ดีต้องครอบคลุมถึงสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสังคม เพื่อร่วมกันสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนให้กับสังคมในทุกมิติ”

ผู้ที่สนใจสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่อพลังการให้ โดยเปลี่ยน AIS Points เป็นเงินบริจาคผ่านแอปพลิเคชัน myAIS ได้อย่างสะดวก เพียงเลือกโครงการ “ปันพอยท์ เติมสุข เพิ่มบุญอิ่มใจ” ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 – 31 ธันวาคม 2569 หรือสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของโครงการ รวมถึงรายชื่อองค์กรการกุศลที่เข้าร่วมได้ที่แอป myAIS หรือเว็บไซต์ www.ais.th