Home Blog Page 2

ข้อมูลรั่ว สูญเสียมากกว่าเงิน เคทีซีชี้ความเชื่อมั่นเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดของธุรกิจยุคดิจิทัล

0

PDPA ได้ยินทุกวัน แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า จริงๆ แล้วกฎหมายนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้ององค์กร หากแต่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ทุกครั้งที่เราสมัครแอปพลิเคชัน เปิดบัญชีธนาคาร ขอสินเชื่อ จองโรงแรม สั่งอาหารหรือซื้อของออนไลน์ เราต่างถูกขอให้กดปุ่ม “ยอมรับนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)” คนส่วนใหญ่ใช้เวลาไม่ถึง 5 วินาทีในการกดยอมรับ แต่ใช้เวลาน้อยกว่านั้นในการลืมว่าตัวเองเพิ่งส่งข้อมูลสำคัญที่สุดบางส่วนของชีวิตให้กับองค์กรแห่งหนึ่ง อันได้แก่ ชื่อ-นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ อีเมล เลขบัตรประชาชน ข้อมูลการใช้จ่าย ตำแหน่งที่อยู่ พฤติกรรมการซื้อสินค้า เมื่อข้อมูลเหล่านี้ถูกรวมเข้าด้วยกัน สิ่งที่องค์กรถือครองจึงไม่ใช่แค่ข้อมูล แต่เป็นภาพสะท้อนของตัวตน ไลฟ์สไตล์ และการใช้ชีวิตของลูกค้าอย่างละเอียดกว่าที่หลายคนคิด

ในอดีตสิ่งที่ผู้คนกลัวว่าจะถูกขโมยคือ “เงิน” แต่วันนี้สิ่งที่อาชญากรไซเบอร์ต้องการมากที่สุดกลับเป็น “ข้อมูล” เพราะข้อมูลสามารถนำไปสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มหาศาล ทั้งในทางที่สร้างสรรค์และในทางที่สร้างความเสียหายPDPA (Personal Data Protection Act) หรือพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 จึงเป็นกฎหมายที่กำหนดหลักเกณฑ์ในการเก็บ ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวของเจ้าของข้อมูล

โลกธุรกิจกำลังเข้าสู่ “Trust Economy”

หลายปีที่ผ่านมา ธุรกิจแข่งขันกันด้วยราคา โปรโมชั่นและคุณภาพสินค้า แต่วันนี้สิ่งที่สร้างความแตกต่างมากขึ้นเรื่อยๆ คือ ความไว้วางใจ (Trust) ลูกค้าไม่ได้ซื้อเพียงสินค้า แต่กำลังตัดสินใจว่า “องค์กรนี้ดูแลข้อมูลของเราดีพอหรือไม่”เหตุผลที่องค์กรชั้นนำทั่วโลกลงทุนด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้เป็นเพราะกฎหมายกำหนดเพียงอย่างเดียว แต่เพราะความเชื่อมั่นของลูกค้าได้กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดของธุรกิจ

งานวิจัยหลายชิ้นชี้ตรงกันว่า เมื่อเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหล สิ่งที่องค์กรสูญเสียมากกว่าค่าปรับ คือความเชื่อมั่นของลูกค้า ซึ่งใช้เวลาหลายปีในการสร้าง แต่สามารถสูญเสียได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง นี่คือเหตุผลที่

PDPA ไม่ใช่แค่ข้อกฎหมาย แต่เป็นกติกาของเศรษฐกิจดิจิทัล ที่ทำให้ธุรกิจใช้ข้อมูลอย่างมีความรับผิดชอบ

PDPA ไม่ได้ห้ามใช้ข้อมูล แต่กำหนดให้ใช้ข้อมูลอย่างรับผิดชอบหลายคนเข้าใจผิดว่า PDPA ทำให้ธุรกิจทำงานยากขึ้น ความจริงแล้ว กฎหมายไม่ได้ห้ามการใช้ข้อมูล แต่กำหนดให้องค์กรใช้ข้อมูลอย่างโปร่งใส มีเหตุผล และเคารพสิทธิของเจ้าของข้อมูล เพราะทุกครั้งที่ลูกค้ามอบข้อมูลให้องค์กร สิ่งที่ส่งมาด้วยคือ ความไว้วางใจ และความไว้วางใจนั้นมีค่ามากกว่าข้อมูลเสียอีก

ยุค AI ทำให้ข้อมูลมีค่ามากกว่าเดิม.

การมาถึงของ AI ทำให้ข้อมูลมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ข้อมูลช่วยให้ธุรกิจเข้าใจลูกค้า ออกแบบบริการที่ตรงใจ พัฒนาประสบการณ์ที่ดีขึ้น คาดการณ์ความต้องการได้แม่นยำกว่าเดิม แต่ในอีกด้านหนึ่ง AI ก็ทำให้การโจมตี ไซเบอร์พัฒนาเร็วขึ้นเช่นกัน ข้อความหลอกลวงเขียนได้เหมือนคนจริง เสียงปลอมแทบแยกไม่ออก อีเมลฟิชชิงมีความแนบเนียนกว่าเดิม นี่คือเหตุผลที่หลายองค์กรทั่วโลกเริ่มมองว่า การลงทุนด้าน Data Security ไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจ

เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถปกป้องข้อมูลได้.

แม้องค์กรจะลงทุนระบบรักษาความปลอดภัยราคาแพงเพียงใด แต่หากพนักงานคลิกลิงก์ปลอม ส่งข้อมูลผิดคนเปิดไฟล์ที่ไม่ปลอดภัย หรือใช้รหัสผ่านที่เดาง่าย ความเสียหายก็ยังเกิดขึ้นได้ Cybersecurity จึงไม่ใช่เรื่องของฝ่ายไอทีอีกต่อไป แต่เป็นวัฒนธรรมของทั้งองค์กร องค์กรที่แข็งแรงจึงลงทุนทั้งด้านเทคโนโลยี การอบรมบุคลากร และการสร้างความตระหนักรู้ให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมในการปกป้องข้อมูล

สำหรับธุรกิจการเงิน “ความเชื่อมั่น” คือผลิตภัณฑ์ที่สำคัญที่สุด.

ในโลกการเงิน ลูกค้าไม่ได้ฝากไว้เพียงเงิน แต่ยังฝากข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลการใช้จ่าย และความเชื่อมั่นที่มีต่อองค์กร สำหรับ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) การคุ้มครองข้อมูลสมาชิกจึงไม่ใช่เพียงการปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมาย PDPA แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับสมาชิกในระยะยาว ผ่านการยกระดับมาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านเทคโนโลยี กระบวนการทำงาน และการสร้างความตระหนักรู้ให้กับบุคลากร เพื่อให้การพัฒนานวัตกรรมทางการเงินและบริการดิจิทัลเดินควบคู่ไปกับการดูแลข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเหมาะสม เพราะในธุรกิจการเงิน ความปลอดภัยของข้อมูลไม่ใช่บริการเสริม แต่เป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพการบริการที่ลูกค้าคาดหวัง

ความได้เปรียบในการแข่งขันขององค์กร อาจไม่ใช่ AI แต่คือ “Trust”.

หลายองค์กรกำลังเร่งลงทุนด้าน AI หลายองค์กรกำลังเร่งทำ Digital Transformation แต่ท้ายที่สุดแล้ว เทคโนโลยีสามารถซื้อได้ AI สามารถพัฒนาได้ แพลตฟอร์มสามารถสร้างได้ สิ่งเดียวที่ซื้อไม่ได้คือความไว้วางใจ PDPA จึงไม่ใช่เรื่องของฝ่ายกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายไอที และไม่ใช่เพียงข้อบังคับที่องค์กรต้องปฏิบัติตาม แต่เป็นรากฐานของ Trust Economy หรือเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อมั่น.

ในวันที่ข้อมูลกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดของโลก การปกป้องข้อมูลจึงไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นการลงทุนเพื่อรักษาสิ่งที่มีค่าที่สุดของทุกองค์กร นั่นคือความไว้วางใจของลูกค้า เพราะท้ายที่สุดแล้ว ลูกค้าอาจให้อภัยความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ได้เสมอ แต่มีเพียงไม่กี่คนที่จะยอมมอบข้อมูลของตัวเองให้องค์กรที่พวกเขาไม่ไว้วางใจอีกครั้ง

AIS Contact Center คว้า 3 รางวัลใหญ่จากเวที ContactCenterWorld ยืนหนึ่ง Contact Center ของเอเชียแปซิฟิก

0

AIS Contact Center สร้างความสำเร็จบนเวที ContactCenterWorld ด้วยการคว้า 3 รางวัลใหญ่ระดับเอเชียแปซิฟิก (APAC) นำโดย Gold Winner: Best Deployment of AI to Enhance Customer Experience (CX) in APAC 2026 ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดด้านการประยุกต์ใช้ AI เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้า พร้อมได้รับ Silver Medal Winner: Best Contact Center in APAC 2026 และ Bronze Medal Winner: Best Technology Innovation in APAC 2026 สะท้อนถึงศักยภาพของ AIS Contact Center ในการพัฒนามาตรฐานการให้บริการ ควบคู่กับการประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าในทุกมิติ และได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

นายณพลเดช กิจชาญไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ AIS Contact Center เชื่อว่าการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า ไม่ได้เกิดจากการนำเทคโนโลยีมาใช้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากความเข้าใจความต้องการ และการพัฒนากระบวนการให้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยประยุกต์ใช้นวัตกรรมที่เหมาะสมเพื่อสนับสนุนการทำงานของบุคลากรให้สามารถดูแลลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การได้รับรางวัลในครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งกำลังใจสำคัญที่สะท้อนว่าแนวทางการพัฒนาดังกล่าวสามารถสร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าได้อย่างเป็นรูปธรรม”

แนวทางดังกล่าวเกิดจากการผสานการทำงานของบุคลากร เทคโนโลยี และข้อมูลจากโครงข่าย (Network Intelligence) โดยนำ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูลและคาดการณ์สถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อการใช้งานของลูกค้า ช่วยให้ทีมบริการสามารถบริหารจัดการและดูแลลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ควบคู่กับการเสริมศักยภาพให้พนักงานเข้าถึงข้อมูลและคำแนะนำที่จำเป็นในการให้บริการแบบ Real-time อันเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับคุณภาพการให้บริการและประสบการณ์ของลูกค้าโดยรวม

ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงการพัฒนางานบริการอย่างต่อเนื่องของ AIS Contact Center ที่ผสานศักยภาพของบุคลากร นวัตกรรม และเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ยกระดับคุณภาพการดูแลลูกค้า และสร้างมาตรฐานการบริการที่ได้รับการยอมรับในระดับเอเชียแปซิฟิก

ContactCenterWorld เป็นสมาคมด้าน Contact Center และ Customer Experience ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล มีสมาชิกผู้เชี่ยวชาญกว่า 230,000 คน ครอบคลุมกว่า 200 ประเทศทั่วโลก และในปี 2569 มีผลงานจากองค์กรชั้นนำกว่า 80 ประเทศเข้าร่วมการประกวด โดยหลายฝ่ายยกให้เป็นหนึ่งในเวทีที่ทรงเกียรติที่สุดของอุตสาหกรรม Contact Center และ Customer Experience

การได้รับรางวัลไม่เพียงสะท้อนศักยภาพของ AIS Contact Center ในการพัฒนางานบริการให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล แต่ยังตอกย้ำวิสัยทัศน์ของ AIS ในการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบบริการที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้ และสร้างความอุ่นใจให้กับลูกค้าในทุกช่วงเวลาของการใช้งาน

Settrade เตรียมเปิดตัว Streaming โฉมใหม่ปลายปีนี้

0

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ และผู้บริหาร พร้อมด้วย อมตี ประภาพันธ์ กรรมการผู้จัดการ Settrade เปิดให้ผู้ลงทุนทดลองใช้ Streaming (Beta Version) ในงาน SET in the City 2026 วันที่ 20-21 มิถุนายน 2569 Streaming โฉมใหม่ถูกออกแบบเพื่อให้การลงทุนง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และครบขึ้น ทั้งการติดตามข้อมูล การวิเคราะห์ และการส่งคำสั่งซื้อขายในแอปเดียว ก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการปลายปีนี้ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook และเว็บไซต์ของ Settrade

กระทรวง อว. จับมือ AIS Academy และ IRIS เปิดตัว “TARI” ดัชนีวัดความพร้อมด้าน AI ของประเทศไทย สร้างเข็มทิศให้ภาคธุรกิจแข่งขันได้ในเศรษฐกิจโลก

0

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สอวช. ร่วมกับ AIS Academy และ IRIS Consulting จึงพัฒนา “Thailand AI Readiness Index” หรือ “TARI (ทาริ)” ดัชนีประเมินความพร้อมด้าน AI สำหรับองค์กรไทยครั้งแรกของประเทศ เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถประเมินศักยภาพ ค้นหาช่องว่างที่ต้องพัฒนา และวางแผนขับเคลื่อน AI ได้อย่างตรงจุด ทั้งนี้ ยังเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจ ทุกอุตสาหกรรมมาร่วมมือกันเพื่อออกแบบและพัฒนากรอบการประเมิน ตลอดจนสร้างฐานข้อมูลกลางเปรียบเทียบระดับประเทศ เพื่อยกระดับความพร้อมขององค์กรไทยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุค AI อย่างเป็นรูปธรรม

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า “AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีใหม่ แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทาง การพัฒนาประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม นวัตกรรม และกำลังคน การที่องค์กรไทยสามารถนำ AI ไปใช้ได้อย่าง มีประสิทธิภาพ จะเป็นอีกหนึ่งในกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โครงการ TARI จึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเข้าใจเชิงระบบว่าองค์กรไทยมีความพร้อมในการใช้ AI อยู่ในระดับใด ข้อมูลดังกล่าวจะเป็นฐานสำคัญให้ภาครัฐสามารถออกแบบนโยบายและมาตรการสนับสนุนได้อย่างตรงจุด พร้อมช่วยให้ภาคธุรกิจวางแผนเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจยุค AI ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน”

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า “ประเทศไทยกำลังอยู่บนหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจยุค AI ซึ่งไม่ได้เปลี่ยนเพียงวิธีการทำงาน แต่กำลังเปลี่ยนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า AI จะมาแทนที่ใคร แต่คือเราจะสร้างความพร้อมให้คน องค์กร และประเทศ ใช้ AI เพื่อสร้างผลิตภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของหลายองค์กรในวันนี้ไม่ใช่การขาดเทคโนโลยี แต่คือการไม่รู้ว่าตนเองพร้อมแค่ไหน ควรเริ่มต้นจากตรงไหน และจะใช้ AI ให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างไร นี่คือโจทย์สำคัญที่เราต้องเร่งตอบให้ได้ร่วมกัน”

“จากประสบการณ์ของ AIS ในการขับเคลื่อน AI Transformation ภายในองค์กร ทั้งการพัฒนา AI Literacy การเตรียมความพร้อมในการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การพัฒนาทักษะบุคลากรทุกระดับ และการต่อยอด สู่สินค้าและบริการสำหรับลูกค้าองค์กร ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เราเชื่อว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ต้องเริ่มจากการเข้าใจความพร้อมของตนเอง ทั้งด้านคน ทักษะ ข้อมูล กระบวนการทำงาน และวัฒนธรรมองค์กร ไม่ใช่เพียงการลงทุนด้านเทคโนโลยี”

“จากวิสัยทัศน์ ‘ภารกิจคิดเผื่อ’ ที่ AIS ยึดเป็นแนวคิดหลัก ที่ไม่ได้มองเพียงการพัฒนาเทคโนโลยีหรือศักยภาพเฉพาะภายในองค์กรเท่านั้น แต่ยัง ‘คิดเผื่อ’ ไปถึงความพร้อมขององค์กรไทย คนไทย และประเทศในภาพรวม จึงเป็นที่มาของความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำในการพัฒนา TARI ให้เป็นเครื่องมือกลางที่ช่วยให้องค์กรไทยประเมินความพร้อม เห็นช่องว่าง และกำหนดทิศทางการใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเราเชื่อว่า TARI จะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรไทย และประเทศก้าวสู่เศรษฐกิจยุค AI ได้อย่างมั่นคง ในวันที่การแข่งขันไม่ได้วัดกันที่ใครมี AI มากกว่า แต่ใครพร้อมใช้ AI ได้ดีกว่า” นางสาวกานติมา กล่าวเสริม

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวว่า “หนึ่งในความท้าทายของการวางนโยบายด้าน AI คือการมีข้อมูลที่เพียงพอ เชื่อถือได้ และสะท้อนสถานะจริงขององค์กรไทย ปัจจุบันข้อมูลความพร้อมในการนำ AI ไปใช้ยังอยู่กระจัดกระจาย และไม่สามารถมองเห็นภาพรวมของแต่ละอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นระบบ TARI จึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างกรอบการประเมินร่วม เพื่อให้ทุกภาคส่วนเห็นระดับความพร้อมได้ชัดเจนมากขึ้น โดย สอวช. จะนำข้อมูลภาพรวมจาก TARI มาใช้วิเคราะห์และออกแบบมาตรการสนับสนุนให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละอุตสาหกรรม พร้อมกำกับดูแลข้อมูลอย่างรอบคอบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่องค์กรที่เข้าร่วม และนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงนโยบายได้อย่างเหมาะสม”

คุณบริวัฒน์ ปิ่นประดับ ประธานกรรมการ บริษัท ไอริส คอนซัลติ้ง กล่าวว่า “จากประสบการณ์ที่ IRIS ได้ทำงานร่วมกับองค์กรในหลากหลายอุตสาหกรรม เราพบว่า หลายองค์กรมีความตั้งใจที่จะขับเคลื่อน AI แต่ยังไม่มั่นใจว่าจะลงทุนด้านใดก่อน ควรพัฒนาคนก่อน พัฒนาข้อมูลก่อน หรือควรปรับกระบวนการทำงานส่วนใดเป็นลำดับแรก ขณะที่หลายองค์กรอาจมีโครงการ AI เกิดขึ้นแล้ว แต่ยังไม่สามารถเชื่อมโยงให้เกิดผลลัพธ์ในระดับองค์กรได้อย่างชัดเจน นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้การมีเครื่องมือวัดความพร้อมที่เป็นมาตรฐานกลางมีความจำเป็น เพราะก่อนจะวาง Roadmap องค์กรต้องเข้าใจจุดเริ่มต้นของตนเองก่อน การพัฒนา TARI ในครั้งนี้ เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ผู้กำหนดนโยบาย และภาคธุรกิจชั้นนำของประเทศ เพื่อร่วมกันตอบคำถามว่า องค์กรไทยควรประเมินความพร้อมด้าน AI อย่างไรให้สะท้อนความเป็นจริง และสามารถนำผลลัพธ์ไปใช้ต่อได้จริง สำหรับ IRIS เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบ TARI ให้เป็นมากกว่าดัชนีวัดผล แต่เป็นกรอบคิดที่จะช่วยให้องค์กรไทยมองเห็นทิศทางการพัฒนาของตนเอง และช่วยสร้างภาษากลางด้าน AI Readiness ให้กับประเทศไทยในอนาคต”

ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ TARI จะทำหน้าที่เป็นกลไกในการรวมพลังภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างมาตรฐานการประเมินความพร้อมด้าน AI อย่างเป็นระบบ โดยออกแบบให้ครอบคลุมการประเมินทั้งระดับองค์กร ระดับสายงาน และระดับบุคลากร เพื่อสะท้อนความพร้อมตั้งแต่วิสัยทัศน์ กลยุทธ์ และนโยบายของผู้บริหารระดับสูง ไปจนถึงความพร้อมด้านข้อมูล กระบวนการทำงาน AI Use Cases ตลอดจนความรู้ ความเข้าใจ และศักยภาพของพนักงานในการนำ AI ไปประยุกต์ใช้จริง นอกจากนี้ TARI จะประเมินความพร้อมขององค์กรผ่าน 8 มิติ ได้แก่ คือ 1.) กลยุทธ์และภาวะผู้นำด้าน AI 2.) การจัดการข้อมูล 3.) เทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน 4.) บุคลากรและทักษะด้าน AI 5.) ธรรมาภิบาลและความเสี่ยง 6.) กรณีการนำ AI ไปใช้งานและการสร้างคุณค่าทางธุรกิจ 7.) วัฒนธรรมองค์กรและการบริหารการเปลี่ยนแปลง 8.) การนำ AI ไปใช้จริงและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น โดยจะขับเคลื่อนผ่าน 3 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่

  • Measure – ช่วยให้องค์กรเข้าใจระดับความพร้อมด้าน AI ของตนเองอย่างรอบด้าน เพื่อมองเห็นจุดแข็ง ช่องว่าง และประเด็นที่ควรเร่งพัฒนา
  • Benchmark – ช่วยให้องค์กรเปรียบเทียบศักยภาพกับอุตสาหกรรมและภาพรวมระดับประเทศ เพื่อจัดลำดับความสำคัญของการพัฒนาและการลงทุนให้เกิดผลลัพธ์สูงสุด
  • Activate – ช่วยเปลี่ยนผลการประเมินให้เป็นแผนปฏิบัติที่นำไปใช้ได้จริง ทั้งการพัฒนาบุคลากร การปรับกระบวนการทำงาน การเลือกใช้เทคโนโลยี และการสร้าง ecosystem ด้าน AI ที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละองค์กร

ปัจจุบันมีองค์กรชั้นนำกว่า 40 องค์กรจากหลากหลายอุตสาหกรรมให้ความสนใจในการพิจารณาเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผู้บุกเบิกในการพัฒนาดัชนีความพร้อมด้าน AI ของประเทศไทย ก่อนขยายผลสู่ SMEs ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน และองค์กรในภาคส่วนต่าง ๆ โดยตั้งเป้าให้องค์กรเข้าร่วมประเมินอย่างน้อย 5,000 องค์กรในปีแรก และกว่า 20,000 องค์กรในระยะต่อไป เพื่อให้ธุรกิจไทยทุกระดับสามารถนำ AI ไปใช้สร้างคุณค่าได้จริง และเติบโตอย่างยั่งยืนในเศรษฐกิจยุค AI

องค์กรที่สนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาThailand AI Readiness Index สามารถดูรายละเอียดและลงทะเบียนความสนใจได้ที่ https://thailand-tari.ai หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านช่องทางการสื่อสารของ สอวช. AIS Academy และ ไอริส คอนซัลติ้ง

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยกระดับกำกับดูแลและการเปิดเผยข้อมูล บจ. มีผลใช้บังคับ 1 ก.ค. 69

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประกาศยกระดับการกำกับดูแลและการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน (“บจ.”) ทรัสต์เพื่อการลงทุน (“กองทรัสต์”) กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (รวมเรียกว่า “กองทุนรวม”) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 มุ่งสร้างความโปร่งใส สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและมาตรฐานสากล เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับข้อมูลที่เพียงพอและทันเวลาสำหรับการตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ เกณฑ์ดังกล่าวได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องและผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. แล้ว โดยได้แจ้งให้ บจ. รับทราบแล้ว โดยมีสาระสำคัญดังนี้

  1. เพิ่มการเปิดเผยข้อมูลสำคัญเพื่อความโปร่งใส
    1. เปิดเผยรายการที่มีความเสี่ยงต่อฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของ บจ. กองทรัสต์ และกองทุนรวม เช่น การด้อยค่าสินทรัพย์ ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น และเงินมัดจำที่ไม่ได้รับคืนตามกำหนด เป็นต้น โดยให้เปิดเผยพร้อมกับการส่งงบการเงิน และรายงานความคืบหน้าทุกไตรมาสจนกว่าจะแก้ไขแล้วเสร็จ
    1. เปิดเผยข้อมูลทันทีเมื่อคณะกรรมการหรือคณะกรรมการตรวจสอบของ บจ. พบเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่อระบบควบคุมภายในที่สำคัญ และรายงานความคืบหน้าทุกไตรมาสจนกว่าจะแก้ไขแล้วเสร็จ
    1. เปิดเผยรายชื่อผู้ถือหุ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญเป็นรายเดือน ได้แก่ กรณีมีการเปลี่ยนแปลงการถือหุ้นทุก 5% ตามรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหุ้นสามัญของกิจการ (แบบ 246) และกรณีมีการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์แล้วเสร็จตามรายงานผลการทำ Tender Offer (แบบ 256) ยกเว้นกรณีเพิกถอนบริษัทจดทะเบียนโดยสมัครใจ
  • ปรับปรุงเกณฑ์ Backdoor Listing (การนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นทางอ้อม แทนการทำ IPO) เกณฑ์ใหม่จะพิจารณาจาก “ผลลัพธ์ของรายการ” (Substance) มากกว่ารูปแบบการทำรายการ โดยครอบคลุมรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์ที่มีขนาดใหญ่กว่า บจ. เดิม หรือส่งผลให้มีการเปลี่ยนอำนาจควบคุม หรือการเปลี่ยนแปลงกรรมการ/ผู้บริหารเกิน 50% หรือส่งผลให้ผู้ถือหุ้นเดิมของ บจ. ถือหุ้นต่ำกว่า 50% ของทุนชำระแล้ว
  • ปรับปรุงเกณฑ์ Cash Company (บริษัทที่มีสินทรัพย์ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดเป็นเงินสด หรือเทียบเท่าเงินสด โดยไม่มีธุรกิจหลักที่ชัดเจน) เกณฑ์ใหม่จะพิจารณาจากฐานะทางการเงินในภาพรวม โดยไม่จำกัดว่าต้องเกิดจากการขายสินทรัพย์ออกไปเท่านั้น และเริ่มพิจารณาจากงบการเงินงวดบัญชีสิ้นสุดหลังวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป
  • ปรับปรุงเกณฑ์ขึ้นเครื่องหมาย C (Caution: เครื่องหมายเตือนผู้ลงทุนให้เพิ่มความระมัดระวังในการซื้อขายหลักทรัพย์) เกณฑ์ใหม่ปรับการนับระยะเวลาขึ้นเครื่องหมาย CC (Non-Compliance: ไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์) และ CF (Free Float: การกระจายหุ้นการถือหุ้นรายย่อยไม่เป็นไปตามเกณฑ์) โดยเริ่มนับจาก “วันที่เกิดเหตุการณ์ที่บริษัทมีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูล” แทนการนับจาก “วันที่บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยข้อมูล” เพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทได้ประโยชน์จากการเปิดเผยข้อมูลล่าช้าและมีระยะเวลาแก้ไขนานกว่าบริษัทที่เปิดเผยข้อมูลตรงเวลา
  • ปรับปรุงเกณฑ์ Free Float (สัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายย่อย) สำหรับ บจ. เข้าใหม่ (New Listing) เกณฑ์ใหม่ยกเลิกการผ่อนผันระยะเวลาการกระจายการถือหุ้นสำหรับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีทุนชำระแล้วตั้งแต่ 10,000 ล้านบาทขึ้นไป และหากบริษัทเข้าใหม่ดำเนินการใดๆ ที่ทำให้สัดส่วน Free Float ต่ำกว่าเกณฑ์ทันทีที่หุ้นเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะถือว่าบริษัทนั้นขาดคุณสมบัติเรื่อง Free Float ตามเกณฑ์รับหลักทรัพย์ เพื่อให้เกณฑ์มีความชัดเจน และลดการใช้ดุลพินิจของตลาดหลักทรัพย์ฯ

ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเกณฑ์ที่มีการปรับปรุงได้ที่เว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ www.set.or.th ภายใต้หัวข้อ “กฎเกณฑ์/การกำกับ” และ “กฎเกณฑ์ – หนังสือเวียนส่วนที่เกี่ยวกับหลักทรัพย์จดทะเบียน”  

เมืองไทยประกันชีวิต เปิดเผยรายงานความยั่งยืน ปี 2568 ชูความสำเร็จองค์กรวิถี ESG สู่เป้าหมาย Net Zero ขึ้นแท่นบริษัทประกันชีวิตแห่งแรกในไทยที่ร่วมลงนาม UN PRI

0

เมืองไทยประกันชีวิต ตอกย้ำบทบาทองค์กรประกันชีวิตชั้นนำของไทยที่ดำเนินธุรกิจเคียงคู่สังคมไทยมายาวนาน เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรภายใต้แนวคิด “Boost Your Happiness by Our People” มุ่งพัฒนาศักยภาพของคนในองค์กร ควบคู่กับการส่งมอบผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าทุกช่วงชีวิต พร้อมบูรณาการแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม สังคม บรรษัทภิบาล และเศรษฐกิจ หรือ ESG เข้ากับกลยุทธ์องค์กรอย่างเป็นรูปธรรม

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า รายงานความยั่งยืน ประจำปี 2568 (Sustainability Report 2025) บริษัทฯ จัดทำขึ้นตามกรอบการรายงานระดับสากล GRI หรือ Global Reporting Initiative ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพื่อสื่อสารแนวทางการดำเนินธุรกิจที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจ การดูแลลูกค้า การพัฒนาคนในองค์กร การรับผิดชอบต่อสังคม และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ในปี 2568 สังคมไทยให้ความสำคัญกับสุขภาวะเชิงป้องกันมากขึ้น ขณะเดียวกันประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ทำให้ความคุ้มครองสุขภาพระยะยาว การวางแผนเกษียณ และการบริหารความเสี่ยงกลายเป็นเรื่องสำคัญของผู้บริโภค เมืองไทยประกันชีวิตจึงมุ่งดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ภายใต้หลักธรรมาภิบาล การบริหารความเสี่ยง และการพัฒนานวัตกรรม เพื่อส่งมอบความคุ้มครองและความมั่นคงให้แก่ลูกค้าตลอดช่วงชีวิต

ความสำเร็จด้านสิ่งแวดล้อม (Environment)

เมืองไทยประกันชีวิต ตั้งเป้าหมายสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ เพื่อรับมือกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

·       บริษัทฯ ประกาศพันธสัญญาเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในขอบเขตที่ 1 และ 2 ภายในปี พ.ศ. 2573

·       อาคารของบริษัทฯ 2 แห่ง ได้แก่ ศูนย์การเรียนรู้ สรรค์สาระ จังหวัดราชบุรี และอาคาร 66 Tower ได้รับรางวัลมาตรฐานอาคารอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมระดับสากล LEED ระดับ Gold สะท้อนความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

ความสำเร็จด้านสังคม (Social)

บริษัทฯ มุ่งเน้นการสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพและชีวิต (Democratize Insurance) ควบคู่ไปกับการดูแลบุคลากร

·       รองรับสังคมสูงวัย (Super-Aged Society) อย่างเต็มรูปแบบ ผ่านกลยุทธ์ “SILVER Readiness by MTL” พร้อมเชื่อมโยงระบบนิเวศด้านสุขภาพ (Health Ecosystem) และเครือข่าย Nursing Home รวมถึงเปิดตัวโครงการสมาร์ท ซิลเวอร์ และสมาร์ท ซิลเวอร์ พลัส

·       เปลี่ยนผ่านสู่การเป็นผู้สร้างเสริมสุขภาพเชิงรุกด้วยฟีเจอร์ “Fit Rewards” บนแอปพลิเคชัน MTL Click ที่ให้ลูกค้านำคะแนนสุขภาพมาแลกรับส่วนลดเบี้ยประกันภัยปีต่ออายุได้สูงสุดถึง 15%

·       ส่งเสริมความรู้ทางการเงินด้วยการเปิดตัวระบบ “MTL Retirement Check” เครื่องมือช่วยคำนวณและวางแผนเงินทุนเพื่อการเกษียณอย่างมีประสิทธิภาพ

·       ในด้านการดูแลพนักงาน บริษัทฯ ได้รับรางวัลองค์กรที่น่าทำงานด้วยมากที่สุด “Best Places to Work 2025” จาก WorkVenture และรางวัล “HR Asia Best Companies to Work for in Asia 2025” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4

ความสำเร็จด้านบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ (Governance)

บริษัทฯ ตอกย้ำความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมด้วยความแข็งแกร่งทางการเงินและการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบ

·    เมืองไทยประกันชีวิตเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งแรกในประเทศไทย ที่เข้าร่วมลงนามเป็นภาคีสมาชิกหลักการลงทุนที่รับผิดชอบระดับสากล (UN-Supported Principles for Responsible Investment: PRI)

·   บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์ที่มุ่งเน้น ESG ให้บรรลุ 16,000 ล้านบาท ภายในปี พ.ศ. 2571

·       บริษัทฯ มีความแข็งแกร่งทางการเงินระดับสูง โดยมีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนมากกว่า 350% ณ สิ้นปี 2568 ซึ่งสูงกว่าระดับที่กฎหมายกำหนดถึง 2.5 เท่า

·       ได้รับการจัดอันดับความเสี่ยงด้าน ESG จาก Morningstar Sustainalytics ที่ระดับ 19.9 คะแนน ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงต่ำ (Low Risk)

·       คว้ารางวัลบริษัทประกันภัยเกียรติยศสูงสุด (Hall of Fame) ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 5 จากสำนักงาน คปภ.      ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดในภาคธุรกิจประกันภัย

·       ได้รับการต่ออายุสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย หรือ CAC ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 สะท้อนความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาลและรับผิดชอบต่อสังคม

นอกจากนี้ ในด้านผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ยังสะท้อนถึงความแข็งแกร่งและความเชื่อมั่นจากผู้มีส่วนได้เสีย โดยในปี 2568 บริษัทฯ มีเบี้ยประกันภัยรับปีแรกเติบโตกว่า 10% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า คะแนนความพึงพอใจของลูกค้า หรือ NPS เพิ่มขึ้นจาก 75 เป็น 78 คะแนน อีกทั้งได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือและความแข็งแกร่งทางการเงินจาก S&P Global Ratings ที่ระดับ BBB+ และจาก Fitch Ratings ที่ระดับ A- และ AAA(tha)

“เมืองไทยประกันชีวิตจะยังคงบูรณาการแนวคิด ESG เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์องค์กร เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมยกระดับการบริการและความเป็นมืออาชีพ ภายใต้ความมุ่งมั่นในการเป็นคู่คิดที่ลูกค้าวางใจ เพื่อส่งมอบความสุข ความมั่นคง และคุณค่าระยะยาวแก่ทุกภาคส่วน และร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับสังคมไทยต่อไป” นายสาระกล่าวสรุป #MuangThaiLife #เมืองไทยประกันชีวิต

AIS เปิดตัว VDO Calling Melody สายมงคล ครั้งแรกของไทย เปลี่ยนการรอสายแบบเดิมให้ปังขึ้นด้วย AI สร้างสรรค์องค์เทพสุดวิจิตร

0

AIS ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมดิจิทัล เปิดตัวบริการใหม่ VDO Calling Melody ที่เปลี่ยนการรอสายแบบเดิมให้ปังขึ้นด้วยวิดีโอรอสาย ให้คนที่โทรหาคุณรับชม VDO Clip ระหว่างรอสาย แทนการรอสายแบบเดิม พร้อมต่อยอดสู่คอลเลกชันพิเศษ “VDO Calling สายมงคล” ครั้งแรกของประเทศไทยที่นำศาสตร์ความเชื่อออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์ตัวเลขมาผสานกับเทคโนโลยี Generative AI สร้างสรรค์ภาพองค์เทพในรูปแบบดิจิทัลอาร์ตอันงดงาม มีเอกลักษณ์ และร่วมสมัย ให้ทุกสายที่โทรเข้ามาได้สัมผัสความสวยงาม ความเป็นสิริมงคล และพลังความปังตั้งแต่วินาทีแรกบนเครือข่าย AIS 5G

คอลเลกชัน VDO Calling สายมงคล ถ่ายทอดความงดงามของ 5 องค์เทพ ได้แก่ ท้าวเวสสุวรรณ, พระพิฆเนศ, พระแม่ลักษมี, พระแม่ธรณี และเจ้าแม่กวนอิม พร้อมผสาน เลขมงคลประจำวันเกิด ให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกวิดีโอรอสายที่ตรงกับความเชื่อและความศรัทธาของตนเอง เพื่อส่งต่อความประทับใจและพลังบวกตั้งแต่วินาทีแรกที่มีคนโทรเข้ามา ถือเป็นอีกก้าวของการนำศักยภาพ AI มาต่อยอดจากการสร้างคอนเทนต์ดิจิทัล สู่ประสบการณ์การใช้งานจริงที่สร้างความแตกต่างให้กับบริการสื่อสารของ AIS โดยบริการ VDO Calling สายมงคล รองรับการแสดงผลบนสมาร์ทโฟนระบบ Android ที่รองรับบริการ VDO Calling โดยผู้ใช้งาน iPhone ยังสามารถสมัครและตั้งค่าวิดีโอรอสายได้ แต่การแสดงผลวิดีโอจะรองรับฝั่งผู้โทรที่ใช้อุปกรณ์ Android เท่านั้น

พิเศษ! สำหรับลูกค้าเปิดเบอร์ใหม่ เอไอเอส วัน-ทู-คอล 5G The One SIM, Super Social SIM และ Number Numnchok SIM รับสิทธิ์ 2 ต่อ ต่อที่ 1 ทดลองใช้บริการ VDO Calling Melody ฟรีนาน 6 เดือน (จากนั้นคิดค่าบริการเดือนละ 35 บาท ไม่รวม VAT) ต่อที่ 2 เลือกวิดีโอรอสายสายมงคลได้ครบทั้ง 5 องค์เทพ และเลขมงคลประจำวันเกิด สมัครได้แล้ววันนี้ ง่ายๆ เพียงกด *236*306# โทรออก แล้วเลือกตั้งค่าวิดีโอรอสายได้ทันที เปลี่ยนทุกสายที่โทรหาให้เป็นมากกว่าการรอสาย แต่เป็นประสบการณ์แห่งความมงคล ความศรัทธา และความปังในแบบที่เป็นคุณ ดูรายละเอียดเพิ่มมเติมได้ที่ https://www.ais.th/consumers/entertainment/music/vdo-calling-melody/mutelu

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมเวที ASEAN Exchanges CEOs Meeting ครั้งที่ 39 ที่เวียดนาม ชูความร่วมมือ DR เชื่อมตลาดทุนภูมิภาค

0

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “Advancing ASEAN Capital Market Connectivity through DR Cooperation” ในการประชุม ASEAN Exchanges CEOs Meeting ครั้งที่ 39 จัดโดยตลาดหลักทรัพย์เวียดนาม ณ เมืองฮอยอัน ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากตลาดหลักทรัพย์ในภูมิภาคอาเซียน และผู้แทนหน่วยงานกำกับดูแลของเวียดนามเข้าร่วมงาน

โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ นำเสนอแนวทางเพิ่มทางเลือกการลงทุน เชื่อมโยงสภาพคล่องระหว่างตลาดทุน และสนับสนุนความร่วมมือระดับภูมิภาคอาเซียนผ่านตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Depositary Receipt: DR) พร้อมเชิญชวนตลาดหลักทรัพย์อาเซียนร่วมต่อยอดความร่วมมือด้าน DR เพื่อเสริมสร้างการเชื่อมโยงตลาดทุนอาเซียนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” ทั้งนี้ ปัจจุบันมี DR จำนวน 27 หลักทรัพย์ ที่อ้างอิงหลักทรัพย์เวียดนามและสิงคโปร์ ซื้อขายในตลาดหุ้นไทย

ตลาดหลักทรัพย์ฯ รับจดทะเบียน 9 DR ใหม่ อ้างอิงหุ้นสหรัฐฯ ออกโดย INVX เริ่มซื้อขาย 1 ก.ค. นี้

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รับจดทะเบียนตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) 9 หลักทรัพย์ใหม่ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการลงทุนต่างประเทศที่หลากหลายและเข้าถึงง่ายแก่ผู้ลงทุนไทย โดย DR ชุดใหม่นี้อ้างอิงหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แนสแด็ก (Nasdaq) และตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) ออกโดย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (INVX) เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ไทย 1 กรกฎาคม 2569

DR ชุดใหม่นี้ ครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะเทคโนโลยี เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การผลิตขั้นสูง และพลังงานสะอาด มีรายละเอียดหลักทรัพย์อ้างอิง ดังนี้

5 DR ใหม่ อ้างอิงหุ้นที่จดทะเบียนใน Nasdaq ประกอบด้วย

ชื่อย่อ DRหลักทรัพย์อ้างอิงรายละเอียดธุรกิจ
CDNS23Cadence Design Systems, Inc. (CDNS)บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ออกแบบชิปอัตโนมัติ (EDA) และซอฟต์แวร์ออกแบบและจำลองระบบอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงให้บริการลิขสิทธิ์วงจรสำเร็จรูปแก่บริษัทออกแบบชิปทั่วโลก
CRDO23Credo Technology Group Holding Ltd. (CRDO)บริษัทออกแบบชิปและโซลูชันการเชื่อมต่อความเร็วสูง สำหรับ Data Center และโครงสร้างพื้นฐาน AI เพื่อช่วยส่งข้อมูลในเซิร์ฟเวอร์และระบบเครือข่ายได้อย่างรวดเร็วและประหยัดพลังงาน
MPWR23Monolithic Power Systems, Inc. (MPWR)บริษัทออกแบบชิปจัดการพลังงาน (Power Management IC) ที่มีประสิทธิภาพสูงและขนาดเล็ก ใช้งานใน Data Center AI Server รถยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และโทรคมนาคม
SYM23Symbotic Inc. Class A (SYM)บริษัทที่พัฒนาและให้บริการระบบหุ่นยนต์คลังสินค้าอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อเพิ่มความเร็วและลดต้นทุนแรงงานในการจัดการสินค้า
TSEMI23Tower Semiconductor Ltd. (TSEM)โรงงานรับจ้างผลิตชิปเฉพาะทาง (Specialty Foundry) โดยเน้นชิปประเภท Analog และ Mixed-Signal ที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญและการปรับแต่งกระบวนการผลิตสูง

4 DR ใหม่ อ้างอิงหุ้นที่จดทะเบียนใน NYSE ประกอบด้วย

ชื่อย่อ DRหลักทรัพย์อ้างอิงรายละเอียดธุรกิจ
ETN23Eaton Corporation plc (ETN)บริษัทด้านการจัดการพลังงาน ครอบคลุมทั้งระบบไฟฟ้า ไฮดรอลิก และเครื่องกล ในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้ง Data Center อาคาร โรงงานอุตสาหกรรม เครื่องบิน และยานยนต์ไฟฟ้า
FABRINET23Fabrinet (FN)บริษัทรับจ้างผลิตอุปกรณ์ออปติคอลและอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เน้นการประกอบตัวรับส่งสัญญาณแสง (Optical Transceiver) ความเร็วสูง สำหรับ AI Data Center รวมถึงอุปกรณ์เลเซอร์ ยานยนต์ และเครื่องมือแพทย์
IONQ23IonQ, Inc. (IONQ)บริษัทผู้พัฒนาคอมพิวเตอร์ควอนตัม ที่สามารถแก้โจทย์ที่ซับซ้อนได้เร็วกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไป โดยให้บริการองค์กรเช่าใช้งานผ่าน Cloud อาทิ งานด้าน AI การเงิน และการแพทย์
OKLO23Oklo Inc. Class A (OKLO)บริษัทพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ยุคใหม่ ทั้งการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กและการรีไซเคิลเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ โดยมุ่งเน้นผลิตพลังงานสะอาดสำหรับ Data Center และนิคมอุตสาหกรรม

ผู้สนใจศึกษารายละเอียด 9 DR ใหม่ได้ที่เว็บไซต์สำนักงาน ก.ล.ต. www.sec.or.th หรือบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์คือ
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด www.innovestx.co.th หรือศึกษาผลิตภัณฑ์ DR เพิ่มเติมได้ที่ www.set.or.th/dr

ออมสินตอบแทนลูกค้าเงินฝากออมสิน ออมรัก เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้จุก ๆ 3 ต่อ! คุ้มครองสูงสุด 4 แสนบาท/ ดอกเบี้ย 0.35% ต่อปี/ สิทธิเปิดบัญชี คุ้มขนาดนี้ ต้องรีบไปฝากที่ออมสินทุกสาขา

0

ออมสินตอบแทนคนไทยที่ให้ความสนใจเงินฝากเพื่อเด็กอย่างท่วมท้น
เพิ่มสิทธิประโยชน์ ‘เงินฝากออมสิน ออมรัก’ ถึง 3 ต่อ ทั้งสิทธิเปิดบัญชี/ ความคุ้มครอง/ ดอกเบี้ย
ลูกค้าเดิมที่ฝากไปแล้วครั้งแรกก็ได้รับการขยายสิทธิเช่นกัน
รายละเอียดเพิ่มเติม >> https://to.gsb.or.th/NQ4XZ2r

พิเศษ‼เพิ่มสิทธิประโยชน์ 3 ต่อ

  • ต่อที่ 1 : พ่อแม่ หรือเครือญาติ เปิดบัญชีให้เด็กได้
  • ต่อที่ 2 : คุ้มครองอุบัติเหตุเพิ่มสำหรับผู้ฝาก*
    • ผู้เยาว์ (ตั้งแต่แรกเกิด – ต่ำกว่า 10 ปีบริบูรณ์) คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ 1% ของยอดเงินฝากคงเหลือ สูงสุด 1,000 บาทต่อบัญชี (ต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง) ทั้งนี้ ไม่เกินจำนวนเงินที่จ่ายจริงและไม่จำกัดจำนวนครั้ง
    • ผู้ฝาก (ตั้งแต่ 20 – 65 ปีบริบูรณ์) *คุ้มครองอุบัติเหตุ อบ.1 เพิ่มเป็น 4 เท่าของยอดเงินฝากคงเหลือ สูงสุด 400,000 บาทต่อบัญชี (ไม่คุ้มครองอาชีพที่ใช้รถจักรยานยนต์ในการปฏิบัติงานเป็นประจำ)
  • ต่อที่ 3 : รับดอกเบี้ยเงินฝาก เพิ่มเป็น 0.35% ต่อปี (รับเต็ม ไม่เสียภาษี)

📲 ฝากได้ตั้งแต่วันที่ วันที่ 12 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา หรือจนกว่าธนาคารจะมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขที่กำหนดไว้ภายหลัง

เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด