Home Blog Page 2

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต่อยอดโมเดล “ครูกระบวนกร” มุ่งขยายผลความรู้การเงินการลงทุนสู่โรงเรียนทั่วประเทศ

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยส่งเสริมความรู้การเงินการลงทุนแก่เยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งพัฒนา “ครูกระบวนกร” ให้สามารถออกแบบการเรียนการสอนด้านการเงินการลงทุนได้อย่างสร้างสรรค์และนำไปใช้ได้จริง ผ่านโครงการ INVESTORY Investment Learning Design Bootcamp ล่าสุดจัดกิจกรรม “Show&Share” พร้อมจัดทำ “Handbook โมเดลห้องเรียนลงทุนต้นแบบระดับมัธยม” เพื่อขยายผลความรู้สู่โรงเรียนทั่วประเทศ

นางพรรณวดี ลดาวัลย์ ณ อยุธยา รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานทรัพยากรบุคคลและพัฒนาองค์กร ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า “การเงินและการลงทุนเป็นทักษะชีวิตที่เยาวชนไทยในทุกภูมิภาคควรเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมและเหมาะสมกับบริบทของแต่ละห้องเรียน ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงมุ่งสร้างครูกระบวนกรสอนการลงทุน เพื่อส่งต่อองค์ความรู้การเงินและการลงทุนในวงกว้าง พร้อมเดินหน้าต่อยอดและขยายผลองค์ความรู้สู่ครู ทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรมผ่านเวที “Show&Share” เปิดโอกาสให้ครูกระบวนกรเสนอผลงานและแลกเปลี่ยนประสบการณ์สู่สาธารณชน อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมบทบาทครูกระบวนกรในโครงการที่สามารถออกแบบห้องเรียนการลงทุนและนำไปใช้ได้เป็นตัวอย่างแก่ครูที่สนใจ จึงได้จัดทำ “Handbook โมเดลห้องเรียนลงทุนต้นแบบระดับมัธยม” คู่มือดิจิทัลที่รวบรวมองค์ความรู้จากผลงานของครูในโครงการ เพื่อเป็นคลังความรู้สำหรับครูนำไปประยุกต์ใช้และออกแบบห้องเรียนการลงทุนได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องพันธกิจของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการยกระดับความรู้และทักษะแก่ผู้เกี่ยวข้องทั้งในตลาดทุนและกลุ่มที่กว้างออกไป โดยเฉพาะด้านการเงินการลงทุน (Purposeful People Who Transform) ภายใต้วิสัยทัศน์ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” เพื่อโอกาสที่เท่าเทียมสำหรับทุกคน”

กิจกรรม Show&Share #ห้องเรียนลงทุนสำหรับนักเรียนมัธยม ในโครงการ INVESTORY Investment Learning Design Bootcamp ประจำปี 2569 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยมีครู อาจารย์ นักเรียน และผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานกว่า 300 คน ภายในงานมีการสาธิตห้องเรียนลงทุน 7 ห้องเรียน จากครูที่ผ่านการอบรมในโครงการได้ออกแบบการเรียนรู้ขึ้นเองและทดลองสอนจริงแล้ว ซึ่งเนื้อหาดังกล่าวจะถูกนำมาจัดทำเป็น “Handbook โมเดลห้องเรียนลงทุนต้นแบบระดับมัธยม” เพื่อให้ครูและผู้ที่สนใจนำไปต่อยอดและปรับใช้ในการเรียนการสอนของตนเองต่อไป ปัจจุบันมี Handbook โมเดลห้องเรียนลงทุนแล้ว 30 ห้องเรียน และภายในปีนี้จะจัดทำเพิ่มอีก 7 ห้องเรียน รวมเป็น 37 ห้องเรียน ดาวน์โหลดได้ฟรีที่ https://investory.setgroup.or.th/knowledges

โครงการ INVESTORY Investment Learning Design Bootcamp ดำเนินการตั้งแต่ปี 2566 ปัจจุบันมีครูกระบวนกร 237 คน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงเดินหน้าสร้างครูกระบวนกรสอนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยมีกำหนดจัดรุ่นที่ 8 ในเดือนตุลาคม 2569 ครูอาจารย์ที่สนใจเข้าร่วมโครงการติดตามรายละเอียดที่เว็บไซต์พิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน INVESTORY

AIS ชวนคนไทยเปลี่ยน E-Waste เป็นพลังสร้างสรรค์ ในกิจกรรม “E-Waste to PRIDE” ยกระดับขยะอิเล็กทรอนิกส์สู่แฟชั่นแห่งความภาคภูมิใจ เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก

0

AIS เดินหน้าตอกย้ำบทบาทผู้นำด้าน Digital Infrastructure ที่ขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่กับความยั่งยืน จัดกิจกรรม “E-Waste to PRIDE: เปลี่ยนขยะ E-Waste เป็นแฟชั่นแห่งความภาคภูมิใจ” เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก หรือ World Environment Day วันที่ 5 มิถุนายน เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นให้คนไทย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่และกลุ่มคนเมืองที่มีไลฟ์สไตล์ดิจิทัล หันมาให้ความสำคัญกับการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Waste อย่างถูกวิธี โดยประชาชนสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมผ่านการบริจาค E-Waste อาทิ โทรศัพท์มือถือเก่า สายชาร์จ หูฟัง และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ได้ที่ AIS SIAM และ AIS Shop ทั่วประเทศ เพื่อนำกลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิล ลดผลกระทบจากการทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ผิดวิธี พร้อมต่อยอดสู่การสร้างสรรค์เป็นชุด Pride เชิงสัญลักษณ์ ที่จะร่วมเฉิดฉายในขบวน Pride Parade ณ สยามสแควร์ เพื่อเฉลิมฉลอง Pride Month ด้วยกิมมิคแฟชั่นจาก E-Waste ภายใต้แนวคิดว่า “สิ่งที่เคยถูกทิ้ง ไม่ได้ไร้คุณค่า” สะท้อนทั้งคุณค่าของทรัพยากรที่สามารถกลับมาสร้างประโยชน์ได้อีกครั้ง และคุณค่าของความหลากหลายของผู้คนในสังคมที่ควรได้รับการยอมรับอย่างเท่าเทียม โดยทุกคนสามารถเฉิดฉายได้อย่างภาคภูมิใจ โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร AIS กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะที่อยู่ใกล้ชิดกับชีวิตประจำวันของคนไทย AIS เชื่อว่าความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จริงเมื่อทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้อย่างง่าย เข้าใจได้ และเห็นคุณค่าของการเปลี่ยนแปลง กิจกรรม E-Waste to PRIDE จึงไม่ใช่เพียงการรณรงค์ให้ทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกวิธี แต่เป็นการสร้างบทสนทนาใหม่ในสังคมว่า สิ่งที่เคยถูกมองว่าไร้ค่า สามารถกลับมาสร้างประโยชน์และแรงบันดาลใจได้ เช่นเดียวกับทุกความหลากหลายในสังคมที่ล้วนมีคุณค่าและควรได้รับการยอมรับ เป้าหมายสำคัญของ AIS คือการสร้าง Sustainability Ecosystem ที่เชื่อมโยงผู้บริโภค ภาคธุรกิจ และระบบรีไซเคิลเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม เราต้องการให้ผู้บริโภคมีแรงจูงใจในการเปลี่ยนพฤติกรรม พันธมิตรมีส่วนร่วมในการสนับสนุน Circular Economy และระบบรีไซเคิลได้รับ E-Waste เข้าสู่กระบวนการอย่างถูกต้อง เพราะทุกชิ้นส่วนที่ถูกส่งต่ออย่างรับผิดชอบ คือก้าวสำคัญของการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว”

ภายในกิจกรรม ประชาชน กลุ่มคนรุ่นใหม่ และพันธมิตร AIS HUB of E-Waste ได้ร่วมส่งมอบ E-Waste เพื่อนำไปสร้างสรรค์เป็นชุด Pride เชิงสัญลักษณ์ ก่อนที่ E-Waste ทั้งหมดจากกิจกรรมและจากจุดรับทิ้งจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกต้อง เพื่อให้ชิ้นส่วนต่างๆ ได้กลับมาสร้างประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมอีกครั้ง โดย AIS มุ่งให้กิจกรรมนี้เป็นมากกว่าการสร้างการรับรู้ แต่เป็นการให้ความรู้และกระตุ้นการลงมือทำจริง โดยสื่อสารให้สังคมเข้าใจว่า E-Waste ไม่ใช่ขยะไร้ค่า หากได้รับการจัดการอย่างถูกต้องจะสามารถนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลและต่อยอดเป็นประโยชน์ได้ พร้อมผลักดันให้การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนสามารถเริ่มต้นได้จากอุปกรณ์ดิจิทัลที่ไม่ได้ใช้งานในบ้าน

กิจกรรม “E-Waste to PRIDE” ยังเป็นอีกหนึ่งก้าวของ AIS ในการยกระดับการสื่อสารด้านความยั่งยืนให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น ผ่านรูปแบบที่สร้างสรรค์ เข้าใจง่าย และมีพลังในการสร้างการมีส่วนร่วมในวงกว้าง สะท้อนบทบาทของ AIS ในฐานะองค์กรไทยที่ไม่เพียงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ แต่ยังขับเคลื่อนความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมไปพร้อมกัน

AIS ขอเชิญชวนคนไทยร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง ด้วยการนำ E-Waste มาทิ้งอย่างถูกวิธี เพื่อส่งต่อทรัพยากรกลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิล ลดการทิ้งขยะผิดวิธี และร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน

เปิดผลศึกษากรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ชี้ระบบนิเวศทางทะเลไม่เกิดความเสียหายจากปลาหมอคางดำ

0

เรื่องโดย ชาญศึก ผดุงความดี นักวิชาการอิสระ

การประชุมคณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 นอกจากจะมีการหารือเรื่องการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบและการสืบหาต้นตอการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำแล้ว อีกหนึ่งประเด็นที่ได้รับความสนใจ คือข้อสรุปจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เกี่ยวกับผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล

ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า ตลอดระยะเวลาร่วม 2 ปีที่ผ่านมา ทช. ได้ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับแหล่งหญ้าทะเล แนวปะการัง สัตว์น้ำวัยอ่อน และสัตว์ทะเลหายาก ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศ

จากการสำรวจภาคสนามและการรวบรวมข้อมูลจากเครือข่ายในพื้นที่ พบว่า ปลาหมอคางดำส่วนใหญ่กระจายตัวอยู่ในคลอง ปากแม่น้ำ และอ่าวปิดที่มีสภาพน้ำนิ่ง ขณะที่พื้นที่ทะเลเปิดและแนวปะการังไม่พบการแพร่กระจายของปลาชนิดนี้ ส่วนแหล่งหญ้าทะเลจะพบปลาหมอคางดำเพียงบางช่วงเวลา โดยเฉพาะช่วงน้ำลง หรือพื้นที่อ่าวปิด เช่น อ่าวคุ้งกระเบน จังหวัดจันทบุรี

ทช. อธิบายว่า พฤติกรรมของปลาหมอคางดำมีความชอบสภาพแวดล้อมที่เป็นน้ำนิ่ง จึงไม่สามารถปรับตัวหรือดำรงชีวิตในพื้นที่ทะเลเปิดที่มีคลื่นลมแรงได้ดี ส่งผลให้การแพร่กระจายออกสู่ทะเลมีข้อจำกัดตามธรรมชาติ

หนึ่งในพื้นที่ศึกษาสำคัญคือ อ่าวคุ้งกระเบน จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นแหล่งหญ้าทะเลขนาดใหญ่ของประเทศ ผลการติดตามพบว่า ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พื้นที่หญ้าทะเลไม่ได้ลดลงหรือเสื่อมโทรมตามที่หลายฝ่ายกังวล ตรงกันข้ามกลับมีพื้นที่เพิ่มขึ้นจากประมาณ 2,300 ไร่ เป็นมากกว่า 2,400 ไร่ ขณะที่ความหลากหลายทางชีวภาพยังคงเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ และยังพบสัตว์น้ำอาศัยอยู่ในระดับที่สมบูรณ์

ด้วยข้อมูลดังกล่าว ทช. จึงสรุปว่า “ในปัจจุบันยังไม่พบหลักฐานที่ชี้ว่าปลาหมอคางดำสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างมีนัยสำคัญ” และยังไม่สามารถนำมาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ มาใช้ดำเนินการเรียกค่าเสียหายต่อทรัพยากรทางทะเลได้ เนื่องจากยังไม่ปรากฏความเสียหายที่พิสูจน์ได้ในทางวิชาการ

อย่างไรก็ตาม ข้อสรุปดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าปัญหาปลาหมอคางดำสิ้นสุดลงแล้ว เพราะแม้จะไม่พบผลกระทบต่อระบบนิเวศทะเล แต่ในพื้นที่น้ำกร่อย คลองธรรมชาติ ป่าชายเลน และแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ยังคงมีเสียงสะท้อนจากชาวประมงพื้นบ้านและเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจำนวนมาก ที่กังวลต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับสัตว์น้ำท้องถิ่น รวมถึงผลกระทบต่อการประกอบอาชีพในระยะยาว

ด้วยเหตุนี้ หลายฝ่ายในที่ประชุมจึงเห็นตรงกันว่า เป้าหมายสำคัญในเวลานี้ไม่ใช่การถกเถียงว่าปลาหมอคางดำส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศหรือไม่ แต่ควรเร่งกำหนดยุทธศาสตร์ควบคุมประชากรปลาหมอคางดำให้อยู่ในระดับต่ำที่สุด เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

อีกหนึ่งแนวคิดที่ได้รับความสนใจ คือการเปลี่ยน “ปัญหา” ให้กลายเป็น “มูลค่า” ผ่านการนำปลาหมอคางดำมาใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตปลาป่น อาหารสัตว์ น้ำหมักชีวภาพ น้ำปลา หรือการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปริมาณปลาในธรรมชาติแล้ว ยังช่วยสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำจัดอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว

ขณะเดียวกัน หลายฝ่ายยังเสนอให้มีการสนับสนุนงานวิจัยเพิ่มเติม ทั้งด้านเทคโนโลยีการกำจัด เครื่องมือควบคุมประชากรปลา การศึกษาพฤติกรรมการแพร่กระจาย ตลอดจนการพัฒนาตลาดรองรับผลผลิต เพื่อให้การจัดการปลาหมอคางดำเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
แม้วันนี้ข้อค้นพบของ ทช. จะช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อทะเล แนวปะการัง และแหล่งหญ้าทะเล แต่ยังมีคำถามสำคัญอีกหลายเรื่องที่รอคำตอบ ทั้งผลกระทบในพื้นที่น้ำกร่อย ความเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อาหาร ตลอดจนประเด็นต้นตอการแพร่ระบาดที่ยังอยู่ระหว่างการศึกษาทางวิชาการและกระบวนการทางกฎหมาย

ในอีกมุมหนึ่ง การประชุมครั้งนี้ยังมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาภาพรวมของปัญหา โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบริษัทผู้นำเข้ารายแรก ซึ่งที่ประชุมยอมรับตรงกันว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานโดยตรงที่ยืนยันว่าบริษัทเป็นผู้ปล่อยปลาหมอคางดำลงสู่ธรรมชาติ หรือเป็นผู้ทำให้เกิดการแพร่กระจายของปลาในพื้นที่ต่าง ๆ สิ่งที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันยังเป็นเพียงข้อสงสัย หลักฐานแวดล้อม และความเชื่อมโยงจากข้อมูลทางวิชาการเท่านั้น

ขณะเดียวกัน ยังมีงานวิจัยด้านพันธุกรรมบางส่วนที่พบความหลากหลายของกลุ่ม DNA มากกว่าหนึ่งแหล่งกำเนิด จนนำไปสู่ข้อสันนิษฐานว่า อาจมีการนำเข้าหรือการแพร่กระจายจากหลายแหล่ง ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการนำเข้าเพียงครั้งเดียว นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการส่งออกปลาหมอคางดำจากประเทศไทยไปยังต่างประเทศจำนวนมากในอดีต ซึ่งทำให้เกิดคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับเส้นทางการเคลื่อนย้ายปลาในช่วงเวลาต่าง ๆ

ส่วนกรมประมงก็ยังดำเนินมาตรการควบคุมปลาหมอคางดำ การปล่อยปลานักล่าและกิจกรรมฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำในหลายพื้นที่ ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าหลายประเด็นยังอยู่ระหว่างการพิสูจน์ข้อเท็จจริง และจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และกระบวนการยุติธรรมในการหาข้อสรุปที่ชัดเจนต่อไป

ท้ายที่สุด ข้อสรุปสำคัญจากการประชุมครั้งนี้ คือ ปลาหมอคางดำยังไม่ปรากฏหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าเป็นภัยคุกคามต่อระบบนิเวศทางทะเลในระดับที่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลในการชะลอหรือละเลยการบริหารจัดการ เพราะในมิติของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การป้องกันย่อมมีต้นทุนต่ำกว่าการแก้ไขความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วเสมอ ดังนั้น แนวทางที่เหมาะสมในระยะต่อไป คือ การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ นักวิชาการ ภาคเอกชน เกษตรกร ชาวประมง และชุมชนท้องถิ่น เพื่อควบคุมประชากรปลาหมอคางดำอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการสนับสนุนงานวิจัย การติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่อง และการส่งเสริมการใช้ประโยชน์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม หากดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง แนวทางนี้จะช่วยเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นโอกาส ลดแรงกดดันต่อภาคประมงและชุมชนในพื้นที่ และสร้างกลไกการจัดการชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มีความรับผิดชอบมากขึ้นในระยะยาว

พี่หนุ่ม-กรรชัย จับมือ MONSTER LAB และ Morena Solutions ทุ่มลงทุนงานวิจัยและนวัตกรรม ลุยอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง

0

นับเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญของอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงไทย เมื่อ “หนุ่ม–กรรชัย กำเนิดพลอย” พาร์ทเนอร์ของ MONSTER LAB ร่วมกับ บริษัท มอนสเตอร์ แล็บ จำกัด บริษัทย่อยของ บริษัท 88(ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ 88TH ภายใต้การนำของ นพรัตน์ มาลัยวงค์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริษัท และ Morena Solutions บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชีวภาพและนวัตกรรมสำหรับสัตว์เลี้ยง นำโดย น.สพ.ดร.กษิดิ์เดช ธีรนิตยาธาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับอุตสาหกรรม Pet Care

ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของ MONSTER LAB ในการเดินหน้าลงทุนด้านงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เลี้ยง ผ่านการนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้มาต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ในอนาคตโดย MONSTER LAB ได้รับสิทธิในการใช้งานและต่อยอดเทคโนโลยีเชิงพาณิชย์ในฐานะ “ผู้ได้รับสิทธิในการใช้งานเทคโนโลยี เป็นรายแรกและรายเดียวในประเทศไทย” ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว เพื่อนำมาต่อยอดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ระดับ Premium ของบริษัท

ไฮไลต์สำคัญของโครงการ คือการนำ Glyco-SOS™ Technology และ NMG™ Technology มาใช้เป็นองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยมุ่งเน้นการยกระดับระบบโภชนาการสัตว์เลี้ยงผ่านองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีระดับนาโน ระบบทางเดินอาหาร และการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสารอาหารอีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญ คือ Glyco-SOS™ Technology ซึ่งถูกออกแบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงและการดูดซึมสารอาหาร ผ่านการออกแบบระบบการทำงานขององค์ประกอบสำคัญในระดับโครงสร้าง Nano ขณะที่ NMG™ Technology มุ่งเน้นการดูแลสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของสุขภาพสัตว์เลี้ยง ทั้งด้านภูมิคุ้มกัน การดูดซึมสารอาหาร และคุณภาพชีวิตโดยรวม

นพรัตน์ มาลัยวงค์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการ บริษัท มอนสเตอร์ แล็บ จำกัด กล่าวว่า“MONSTER LAB ไม่ได้ต้องการเป็นเพียงแบรนด์อาหารสัตว์ แต่ต้องการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรม Pet Care ผ่านนวัตกรรม งานวิจัย และการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพราะเราเชื่อว่าอนาคตของอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง จะไม่ได้แข่งขันกันเพียงแค่ราคา แต่จะแข่งขันกันด้วยคุณภาพ เทคโนโลยี และความแตกต่างที่สร้างคุณค่าได้จริง”

ด้านหนุ่ม–กรรชัย กำเนิดพลอย กล่าวว่า “จริง ๆ ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในฐานการผลิตและส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงที่สำคัญของโลก เรามีศักยภาพทั้งด้านการผลิต คุณภาพ และมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับจากหลายประเทศทั่วโลก สิ่งที่ผมมองว่าน่าสนใจคือ วันนี้เราไม่ได้หยุดแค่การผลิต แต่เรากำลังก้าวไปอีกขั้น คือการนำนวัตกรรมและองค์ความรู้จากทีมวิจัยของคนไทย มาพัฒนาให้ผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ได้มากขึ้น ทั้งในเรื่องสุขภาพ คุณภาพชีวิต และปัญหาที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงพบเจอจริงในชีวิตประจำวัน สัตว์เลี้ยงไม่ใช่แค่สัตว์เลี้ยงอีกต่อไป สำหรับหลายคนเขาคือคนในครอบครัว เพราะฉะนั้นถ้าจะทำ ก็ต้องทำให้ดีที่สุด”

ขณะที่ น.สพ.ดร. กษิดิ์เดช ธีรนิตยาธาร กล่าวว่า “ทุกเทคโนโลยีและทุกงานวิจัยที่เราพัฒนาขึ้น ต้องผ่านการทดสอบและการประเมินผล เรามองที่ผลลัพธ์หลังการใช้งาน ทั้งเรื่องสมดุลของระบบทางเดินอาหาร กลิ่น และค่าต่าง ๆ ที่สามารถตรวจวัดและเปรียบเทียบได้ เราอยากให้คนเห็นว่านวัตกรรมไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่ต้องสามารถช่วยแก้ปัญหาและสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ อุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงในอนาคตจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง และสิ่งที่จะสร้างความแตกต่าง คือการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานและแก้ปัญหาได้จริง”

สำหรับ MONSTER LAB มีแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ภายใต้กลุ่ม Pet Care ภายในไตรมาส 3 ครอบคลุมอาหารเม็ด อาหารเปียก ขนม และผลิตภัณฑ์กรูมมิ่งสำหรับสุนัขและแมว เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดสัตว์เลี้ยงในอนาคตทั้งนี้ พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) จะจัดขึ้นในวันที่ 2 มิถุนายน 2569 เพื่อประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการ และเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณชนต่อไป.

“เดินหน้า ‘จับ-ใช้ประโยชน์’ แปรรูปปลาหมอคางดำทำปลาป่น” หนุนชาวบ้าน 5 จังหวัดสร้างรายได้ควบคู่ฟื้นฟูระบบนิเวศ

0

โรงงานปลาป่นจังหวัดสมุทรสาครเดินหน้ารับซื้อปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดรับซื้อแล้วมากกว่า 33,000 กิโลกรัม หลังกรมประมงปรับขั้นตอนให้เกษตรกรและชาวประมงสามารถนำปลามาจำหน่ายได้สะดวกขึ้น เพียงแสดงบัตรประจำตัวประชาชนที่จุดรับซื้อ โดยไม่ต้องขอเอกสารรับรองจากหน่วยงานในพื้นที่.

นายปรีชา ศิริแสงอารำพี เจ้าของบริษัท ศิริแสงอารำพี จำกัด โรงงานผลิตปลาป่นมาตรฐานสากลในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร เปิดเผยว่า นับตั้งแต่โรงงานปลาป่นศิริแสงอารำพีร่วมมือกับประมงจังหวัดเปิดรับซื้อปลาหมอคางดำในราคากิโลกรัมละ 10 บาท และปรับเงื่อนไขให้สะดวกมากขึ้น มีเกษตรกรและชาวประมงจากหลายพื้นที่ ทั้งสมุทรสาคร สมุทรปราการ สมุทรสงคราม กรุงเทพมหานคร และเพชรบุรี นำปลามาจำหน่ายอย่างต่อเนื่องทุกวัน.

“เกษตรกรตอบรับค่อนข้างดี เพราะสามารถนำปลาที่จับได้มาขายโดยตรง ไม่ต้องผ่านผู้รวบรวม ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยลดปริมาณปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำ ที่ผ่านมา ในแต่ละวันมีผู้นำปลาหมอคางดำมาส่งให้โรงงานไม่น้อยกว่า 30,000 กิโลกรัม” นายปรีชากล่าว.

ทั้งนี้ โรงงานยังคงเปิดรับซื้อปลาหมอคางดำจากทุกจังหวัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการปลาหมอคางดำในพื้นที่ต่าง ๆ และเพิ่มช่องทางการใช้ประโยชน์จากปลาที่จับได้ โดยจะนำไปแปรรูปเป็นปลาป่นสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์โดยโรงงานขอความร่วมมือให้เกษตรกรและผู้ขนส่งดำเนินการขนย้ายอย่างรัดกุม เพื่อป้องกันไม่ให้ปลาหลุดรอดระหว่างการขนส่ง ซึ่งอาจส่งผลต่อการแพร่กระจายในพื้นที่ใหม่.

ความร่วมมือระหว่างโรงงานปลาป่นและกรมประมงในครั้งนี้ นับเป็นอีกกลไกสำคัญในการเร่งนำปลาหมอคางดำออกจากระบบนิเวศ ควบคู่กับการสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้ชุมชนและชาวประมงเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาอย่างต่อเนื่อง ผ่านแนวทาง “จับ-ใช้ประโยชน์-ลดการแพร่ระบาด” ที่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศ

AIS Business ผนึก ไมโครซอฟท์ เปิดตัวโครงการ “AI Ready for SMEs” เร่งการขับเคลื่อนการใช้ AI อย่างปลอดภัย เสริมศักยภาพ SMEs ไทย สร้างแต้มต่อการแข่งขันในยุคดิจิทัล

0

AIS Business ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อองค์กรธุรกิจ ร่วมกับ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ประกาศเปิดตัวโครงการ “AI Ready for SMEs” ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบแพ็กเกจที่ตอบโจทย์ SMEs การเข้าถึงโซลูชัน ผ่านการจัดกิจกรรมโรดโชว์ และการพัฒนา AI Agent Template โดยมีเป้าหมายสำคัญในการร่วมผลักดันและเสริมขีดความสามารถให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs ในประเทศไทย ซึ่งมีจำนวนกว่า 3.13 ล้านราย หรือคิดเป็น 99.6% ของภาคธุรกิจ จึงถือเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจประเทศ ให้สามารถนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้และยกระดับการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย พร้อมเสริมศักยภาพในการแข่งขันและการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว 

นายภูผา เอกะวิภาต หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า “AIS ในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ หรือ National Digital Infrastructure มุ่งยกระดับศักยภาพของภาคธุรกิจไทยผ่านโครงข่ายและบริการดิจิทัลที่ครอบคลุม เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและยุค AI โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านการสร้างรายได้ การจ้างงาน และการขับเคลื่อน GDP โดยที่ผ่านมา AIS Business ได้เดินหน้าพัฒนาโซลูชันและสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยยกระดับศักยภาพ SMEs ไทย ให้สามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและการแข่งขันทางธุรกิจที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ความร่วมมือระหว่าง AIS Business และ Microsoft ในครั้งนี้ จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการผสานศักยภาพของโครงข่ายอัจฉริยะเข้ากับเทคโนโลยี AI ระดับโลก เพื่อสร้าง Smart Solutions สำหรับ SMEs ไทย ให้ AI เป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่าย ใช้งานได้จริง และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับผู้ประกอบการทุกระดับ ผ่านแพ็กเกจบริการที่ออกแบบสำหรับ SMEs โดยเฉพาะ พร้อมเดินหน้ากิจกรรม Workshop และ Enablement Program ที่จะช่วยสร้างความเข้าใจและสนับสนุนการประยุกต์ใช้ AI ได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ไทยอย่างยั่งยืน”

3 กลยุทธ์หลักขับเคลื่อนโครงการ “AI Ready for SMEs” ครอบคลุมทั้งการเข้าถึงโซลูชัน การพัฒนาทักษะ และการสร้างสรรค์นวัตกรรม AI เพื่อธุรกิจ SME ไทย ได้แก่

  1. แพ็กเกจที่ครอบคลุมเพื่อ SMEs ออกแบบเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของ SMEs ให้เข้าถึงและได้รับประโยชน์จากพลังของ AI ได้อย่างสะดวกและคุ้มค่า
  • แพ็กเกจ SME AI Ready ผสานศักยภาพของ Microsoft 365 และ Copilot ที่มาพร้อมพลังของ AI เพื่อการใช้งานของธุรกิจยุคใหม่ พร้อมบริการหลังการขายโดย AIS Service Desk ทีมผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้บริการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่าน Hotline 1740  สนับสนุน SMEs เริ่มต้นการใช้งานได้อย่างสะดวก ปลอดภัย เพื่อให้มั่นใจในการดำเนินงานที่ราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด
  • สิทธิพิเศษ! สำหรับลูกค้าที่สมัครแพ็กเกจ Copilot 1,000 รายแรก รับสิทธิ์เข้าร่วมเวิร์คช็อปการใช้ Copilot ได้ฟรี และสำหรับลูกค้าที่สมัครใช้บริการตั้งแต่ 10 ไลเซนส์ขึ้นไป รับสิทธิ์กิจกรรมฝึกอบรมแบบไพรเวทถึงออฟฟิศ ไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อให้มีความเข้าใจและความพร้อมในการใช้งาน AI ได้อย่างตรงความต้องการและเต็มศักยภาพ
  1. การพัฒนาทักษะ AI ให้ SMEs ทั่วประเทศ AIS และไมโครซอฟท์ ร่วมกันผลักดันแผนพัฒนาทักษะ AI ให้กับ SMEs ผ่านการจัดกิจกรรมโรดโชว์ทั้งในกรุงเทพฯ และขยายไปยังจังหวัดเศรษฐกิจสำคัญครอบคลุมทั้ง 7 ภูมิภาคทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าที่จะเข้าถึงและเสริมสร้างความรู้ด้าน AI ให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs มากกว่า 700 รายภายในสิ้นปี 2569 ไม่เพียงเท่านั้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ ไมโครซอฟท์ยังได้นำหลักสูตรฝึกอบรมทักษะ AI จากโครงการ  Microsoft Elevate มาอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ของ AIS เพื่อให้ SMEs สามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะตามความต้องการของแต่ละธุรกิจ เพื่อเป้าหมายสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถทางดิจิทัลให้กับประเทศไทยในระยะยาว
  1. SME AI Agent โซลูชัน AI พร้อมใช้สำหรับ SMEs เพื่อตอบโจทย์การนำ AI Agent ไปใช้ในการใช้งานจริงของแต่ละธุรกิจ ในรูปแบบ AI Agent Template ที่ช่วยให้ SME สามารถสร้างและปรับแต่งเอเจนต์เฉพาะธุรกิจบน Copilot นำร่องด้วย Business Assistant AI โซลูชั่น AI เพื่อช่วยเจ้าของธุรกิจมีข้อมูลเชิงลึกและคำแนะนำที่แม่นยำยิ่งขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพของทีม และในอนาคตมีแผนที่จะขยายไปยังฟังก์ชันอื่นๆ เช่น ทรัพยากรบุคคล และการเงิน เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของธุรกิจในระยะยาว ตลอดจนพัฒนาโซลูชัน AI สำหรับ SME ในภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ อาทิ AI Agent สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจไปสู่ดิจิทัล และพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจไทยอย่างต่อเนื่อง

      “SMEs คือรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย และเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศ ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการรายย่อยต้องเผชิญข้อจำกัดในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ทั้งด้านทักษะ บุคลากร และงบประมาณ แต่ในโลกของ AI ข้อจำกัดเหล่านี้กำลังลดลงอย่างมาก ทำให้ SMEs สามารถนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น และสร้างการเติบโตได้อย่างเป็นรูปธรรม” นายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย และตลาดใหม่ กล่าวและเสริมว่า “ในยุค AI ความได้เปรียบทางธุรกิจไม่ได้วัดจากขนาดขององค์กร แต่ขึ้นอยู่กับความเร็วในการปรับตัวและการนำเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดผลจริง สำหรับ SMEs ไทย AI คือโอกาสในการยกระดับผลิตภาพ สร้างนวัตกรรม และขยายโอกาสทางธุรกิจ ไมโครซอฟท์เชื่อว่าความร่วมมือกับ AIS Business จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงเทคโนโลยี ทักษะ และระบบสนับสนุนที่จำเป็น เพื่อเปลี่ยนศักยภาพให้เป็นผลลัพธ์ที่วัดได้ และเติบโตอย่างมั่นคงในโลกใหม่”

     นายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย กล่าวว่า “ในฐานะองค์กรหลักที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตอย่างยั่งยืนของผู้ประกอบการไทย เราเล็งเห็นถึงความสำคัญในการนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจของ SMEs ไทย เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับรากฐานของเศรษฐกิจประเทศ โครงการ “AI Ready for SMEs” จากความร่วมมือระหว่าง AIS Business และไมโครซอฟท์ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการสนับสนุนให้ SMEs สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านโซลูชันที่ปลอดภัย ใช้งานสะดวก ควบคู่กับการพัฒนาทักษะและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง โครงการดังกล่าวมีส่วนช่วยลดช่องว่างทางเทคโนโลยี เปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ และเสริมศักยภาพให้ SMEs ไทยสามารถเติบโตและแข่งขันได้ในเวทีระดับนานาชาติ”

โครงการ “AI Ready for SMEs” พร้อมให้บริการตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนถึงกันยายน 2569 โดย ผู้ประกอบการ SMEs ที่สนใจ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่เว็บไซต์  https://www.ais.th/business/sme/sme-campaign/sme-ai-ready

เมืองไทยประกันชีวิต จัดกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “PUPPY YOGA BKK” ชวนลูกค้าดูแลสุขภาพและฮีลใจไปกับเหล่าน้องหมาสุดคิวท์

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เดินหน้าส่งมอบความสุขและรอยยิ้ม พร้อมส่งเสริมการมีสุขภาพที่แข็งแรงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดจัดกิจกรรมสุดพิเศษ“PUPPY YOGA BKK” ให้กับลูกค้าและสมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ มาขยับร่างกายและฮีลใจไปกับความน่ารักของแก๊งน้องหมาในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความรอยยิ้มและสนุกสนาน  โดยในงานมี นางสาวสาริศา ล่ำซำ ผู้อำนวยการฝ่ายยุทธศาสตร์องค์กร  บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ให้เกียรติกล่าวต้อนรับลูกค้าและสมาชิกเมืองไทย สไมล์คลับที่เข้าร่วมกิจกรรม งานดังกล่าวจัดขึ้นที่ Mind Over Matters

โดยกิจกรรม “PUPPY YOGA BKK” ในครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “สุขภาพดีต้องมาคู่กับความจอย” เพื่อเปิดประสบการณ์พร้อมยกระดับไลฟ์สไตล์การดูแลตัวเองของลูกค้า ไปกับการดีไซน์รูปแบบการเล่นโยคะแนวใหม่ให้ทุกคนได้ขยับร่างกาย พร้อมฮีลใจไปถึงระดับเซลล์ไปกับแก๊งน้องหมาตัวจิ๋วสุดน่ารักอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางบรรยากาศสบาย ๆ เป็นกันเอง และเต็มไปด้วยพลังงานบวก

การจัดกิจกรรมดังกล่าวยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นและความใส่ใจของเมืองไทยประกันชีวิต ที่ไม่ได้มุ่งเน้นดูแลลูกค้าเพียงแค่เรื่องความคุ้มครองเท่านั้น แต่ยังตั้งใจมอบสิทธิประโยชน์พร้อมกิจกรรมด้านสุขภาพที่หลากหลาย ให้ลูกค้าได้ดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดประสบการณ์ใหม่ผ่านกิจกรรมที่ถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดี เพื่อสร้างความสุขให้แก่ลูกค้าในทุกช่วงเวลา

สำหรับสมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ สามารถติดตามกิจกรรมสุดเอกซ์คลูซีฟและสิทธิประโยชน์มากมายที่พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์อย่างครอบคลุม ทั้งในด้านสุขภาพ การท่องเที่ยว ไดน์นิ่ง และความบันเทิงที่มีให้ร่วมสนุกตลอดทั้งปี โดยสามารถติดตามข่าวสารได้ผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ แอปพลิเคชัน MTL Click ดาวน์โหลดได้ฟรีทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android  หรือเว็บไซต์ www.muangthai.co.th หรือเฟซบุ๊กแฟนเพจ Muang Thai Life ตลอดจนสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร. 1766 เมืองไทยประกันชีวิต หรือศูนย์บริการลูกค้าทั่วประเทศ

ตามรอยเซียน โดย เจี๊ยบ บางกรวย “วันวิสาขบูชา ขึ้น15ค่ำ เดือน 6 ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน” 31พฤษภาคม 2569 วันสำคัญของโลก

0

28พค.2569 02.10น. พ่อบุญเกตุ วงษ์ใบแก้ว ได้เดินทางไปหาแม่บุญช่วย วงษ์ใบแก้ว ที่เดินทางไปก่อน2ปี รอพ่อเดินทางตามรอยพระพุทธเจ้าไปด้วยกัน
พ่อได้มอบ”พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ฐานแซม”ที่ใช้ประจำตัวให้เซียนเจี๊ยบเป็นมรดก  พระสมเด็จองค์นี้เนื้อจัดมากพ่อใช้แขวนคอองค์เดียว ได้จากปู่มา รักล่อนหลุดไปเยอะ แต่ยังเห็นชิ้นเล็กๆหลายชิ้นอยู่ รักหนาออกสีน้ำตาลดำ แบบนี้รักมีอายุเกินร้อยปี
หลังหลุมบ่อรอยปริ น้อยหน่อย
แต่ฝ้ารักน้ำตาล มีให้เห็น ฝ้าขาวที่รักล่อนหลุด  ขอบหดตัว ข้างตอกตัด
พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ฐานแซม  “องค์พ่อเกตุ” ที่สุดของชีวิตเซียนเจี๊ยบ ที่ได้ของล้ำค่าจากพ่อ
“รักพ่อมากนะครับ ลูกสัญญาจะเป็นคนดี เดินตามรอยแม่พ่อ ตามรอยพระพุทธเจ้่า เข้าสู่นิพพาน ครับพ่อเกตุ

“พระอาจารย์สอนเซียนเจี๊ยบบอกต่อ” หวานเจี๊ยบนะจ๊ะเธอ

เจี๊ยบบางกรวยเดินตามรอยพระอาจารย์ 087 0030897

AIS ฉลอง Pride Festival 2026 ยกระดับโครงข่ายอัจฉริยะด้วย AI ทุกจุดขบวนพาเหรดสีรุ้ง เสิร์ฟสิทธิพิเศษ-ความบันเทิงแห่งความหลากหลาย ตอกย้ำแบรนด์ที่ให้ทุกตัวตนได้เฉิดฉาย

0

AIS ผู้นำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะของไทย ร่วมเฉลิมฉลอง Pride Festival 2026 ภายใต้แนวคิด “AIS Connect the World…with PRIDE” เชื่อมต่อทุกความภาคภูมิใจจากไทยสู่สายตาโลก พร้อมร่วมผลักดันประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางแห่ง Pride ระดับโลก จึงเป็นโอกาสที่ AIS มองว่าการเชื่อมต่อไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสัญญาณ แต่คือพลังที่ทำให้ผู้คนได้สื่อสาร แชร์ความสุข และส่งต่อความหลากหลายอย่างได้ในทุกโมเมนต์สำคัญ ทั้งพื้นที่จัดงาน และเส้นทางขบวนพาเหรดทั่วประเทศ ทั้งนี้ AIS จึงได้จัดเต็มโครงข่ายอัจฉริยะ สิทธิพิเศษ ความบันเทิง และกิจกรรมตลอด Pride Month ผ่าน 5 Pride Experiences ได้แก่ Pride Connected เครือข่ายที่พร้อมให้บริการทุกความภาคภูมิใจ, Pridevilege สิทธิพิเศษในเดือนแห่ง Pride, Pridetertainment ความบันเทิงที่เอาใจทุกตัวตน, Prideverse เนรมิต AIS SIAM สู่จักรวาลแห่ง Pride ใจกลางเมือง และ Pridetination ต้อนรับทุกความภูมิใจจากทั่วโลกสู่เมืองไทย เพื่อให้ Pride Month เชื่อมต่อกับทุกไลฟ์สไตล์ ให้ทุกตัวตนได้เฉิดฉายและภาคภูมิใจในแบบของตัวเอง พร้อมตอกย้ำบทบาทไทยในฐานะ World Pride Destination และ Inclusive City ที่ต้อนรับทุกความหลากหลายจากทั่วโลก

ทั้ง 5 ประสบการณ์ถูกออกแบบให้เชื่อมต่อ Pride Month เข้ากับชีวิตประจำวันของผู้คนในหลายมิติ ตั้งแต่โครงข่าย สิทธิพิเศษ ความบันเทิง พื้นที่แห่งการแสดงออก ไปจนถึงการต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วโลก

1. Pride Connected: เครือข่ายที่อยู่เบื้องหลังทุกโมเมนต์แห่งความภูมิใจ AIS เสริมกำลังโครงข่ายสัญญาณเต็มพื้นที่ เพิ่มการติดตั้งสถานีฐานชั่วคราว (Temporary Base Station) รวมถึงการจัดวางสถานีฐานเคลื่อนที่ (Mobile Base Station Car) ยกระดับโครงข่าย AIS 5G-ADVANCED อัจฉริยะด้วย AI และ Autonomous Network เพื่อรองรับการใช้งานในพื้นที่จัดงาน Pride Festival 2026 และเส้นทางพาเหรดสำคัญทั่วประเทศ โดยเฉพาะแลนด์มาร์กหลักในกรุงเทพฯ อาทิ ราชประสงค์ สยามสแควร์ สีลม ช่องนนทรี สนามเทพหัสดิน และพื้นที่กิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นจุดรวมพลังของผู้คนหลากหลายตัวตน มากกว่าการเชื่อมต่อสัญญาณ แต่ AIS ยังพร้อมเชื่อมโยงผู้คน ความรู้สึก ให้ทุกตัวตนได้แชร์ความสุขได้อย่างเต็มที่

2.Pridevilege: สิทธิพิเศษที่เติมสีสันให้ทุกวันของ Pride Month AIS ส่งต่อสีสันแห่ง Pride Month ผ่าน AIS Points ให้ลูกค้าใช้เพียง 1 พอยท์ แลกรับส่วนลดเมนูพิเศษจาก Mister Donut และ Swensen’s พร้อมชวนลูกค้าเซเรเนดร่วมกิจกรรม Sticker of Pride ณ Serenade Club ทุกสาขา เพื่อสะท้อนตัวตนและความภาคภูมิใจในแบบของตัวเอง สิทธิพิเศษนี้ไม่ใช่แค่รางวัล แต่คืออีกหนึ่งพื้นที่ ที่ทำให้ทุกคนได้ภูมิใจในความเป็นตัวเองมากขึ้น

3.Pridetertainment: ความบันเทิงที่เปิดพื้นที่ให้ทุกตัวตนเปล่งประกาย AIS PLAY จัดเต็มคอนเทนต์แห่งความหลากหลายตลอด Pride Month พร้อมให้ลูกค้าใช้ AIS Points แลกรับสิทธิ์ดูฟรีและส่วนลดแพ็กเกจความบันเทิงบนแอป myAIS ทั้งซีรีส์บอยเลิฟ เกิร์ลเลิฟ วาไรตี้ ซีรีส์เกาหลี-จีนสุดฟินจากแพ็กเกจ PLAY Asian และความบันเทิงบนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งชั้นนำระดับโลกอีกมากมาย รวมถึงซีรีส์แนวตั้งสุดจุใจ เพื่อเลือกชมเรื่องราวที่ใช่และสนุกในแบบที่เป็น เพราะ AIS PLAY พร้อมเป็นแพลตฟอร์มให้ทุกความรักและทุกตัวตนได้เปล่งประกายอย่างเท่าเทียม

4.Prideverse: เปลี่ยน AIS SIAM เป็นจักรวาลแห่ง Pride ใจกลางเมือง AIS เปลี่ยน AIS SIAM ให้เป็นแลนด์มาร์ก Pride Festival 2026 ใจกลางเมือง ภายใต้คอนเซ็ปต์“Prideverse” จักรวาลแห่งความภาคภูมิใจที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้ตลอดเดือน จัดเต็มกิจกรรมหลากหลายทั้ง TRANSMISSION 2026 powered by AIS SIAM งานนิทรรศการ ข้ามเพศ ข้ามเวลา สู่ภารกิจแห่งความเท่าเทียม และ Talk Series พร้อมร่วมสำรวจเฉดสีแห่งจิตวิญญาณผ่านมิติ กฎหมาย สุขภาวะ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ครอบครัว และความสัมพันธ์ โดยเครือข่าย Trans Pride Thailand รวมถึงยังมี เวทีดนตรี SIAM SQUARE PRIDE Stage กิจกรรม AIS SIAM PET CLUB ในธีม POWTY WITH PRIDE และกิจกรรม SIAM SQUARE PRIDE PARADE ขบวนพาเหรดสุดยิ่งใหญ่ ที่ชวนชาวสยามทิ้ง E-Waste เพื่อแปลงโฉมขยะอิเล็กทรอนิกส์ให้กลายเป็น “ชุดปัง” ในขบวน ก่อนนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี เพื่อให้ AIS SIAM ให้คนได้โชว์ความสามารถและได้ปล่อยของอย่างเต็มที่ตลอดเดือนแห่งความเท่าเทียมนี้

5.Pridetination: ต้อนรับทุกความภูมิใจจากทั่วโลกสู่ประเทศไทย AIS ต้อนรับนักเดินทางจากทั่วโลกสู่ประเทศไทยในฐานะ Pridetination ด้วย AIS LUCKY TOURIST SIMซิมนักท่องเที่ยวผ่าน eSIM ที่เชื่อมต่อง่าย ใช้งานสะดวก และอุ่นใจตลอดทริป พร้อมแพ็กเกจเน็ตอันลิมิเต็ดเต็มสปีด โทรฟรีในเครือข่าย AIS โบนัสโทรต่างประเทศ 100 บาท ใช้งานได้นานสูงสุด 30 วัน ราคาเริ่มต้น 399 บาท ให้ทุกคนแชร์โมเมนต์และเฉลิมฉลองความเป็นตัวเองในเมืองไทยได้อย่างมั่นใจ

สำหรับ AIS การร่วมฉลอง Pride Month ไม่ได้หยุดอยู่แค่การสนับสนุนกิจกรรมในช่วงเวลาหนึ่ง แต่คือความตั้งใจในการนำศักยภาพด้านเทคโนโลยี เครือข่าย และบริการ มาพัฒนาให้ตอบโจทย์ทุกความหลากหลายของผู้คน เพราะ AIS เชื่อว่าทุกตัวตนมีคุณค่า ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ทุกคนควรได้ใช้ชีวิต เชื่อมต่อ และภาคภูมิใจในความเป็นตัวเองได้อย่างมั่นใจ นี่คือบทบาทของ AIS ในฐานะแบรนด์ที่เข้าใจความหลากหลาย และพร้อมให้ทุกตัวตนได้เฉิดฉายในแบบของตัวเอง

คณะทูตนานาประเทศ ร่วมชมนวัตกรรมอาหารไทยสู่เวทีโลกจาก CPF ในงาน THAIFEX–Anuga Asia 2026

0

ในงาน THAIFEX–Anuga Asia 2026 ตลอดหลายวันที่ผ่านมา บูธของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ภายใต้แนวคิด “Food Innovation for Wellness” ต้อนรับแขกผู้มาเยือนจากหลากหลายประเทศ ทั้งคณะทูต ผู้แทนภาครัฐ และพันธมิตรทางธุรกิจ ที่มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและชมนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพอย่างต่อเนื่อง.

ตลอดการจัดงาน คณะทูตและผู้แทนจากหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา ไอร์แลนด์ เบลเยียม ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหภาพยุโรป และเดนมาร์ก ได้เข้าเยี่ยมชมบูธ CPF โดยมี นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร พร้อมคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับและร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของอาหาร ความมั่นคงทางอาหาร และโอกาสความร่วมมือระหว่างประเทศ.

H.E. Mr. Pat Bourne เอกอัครราชทูตไอร์แลนด์ประจำประเทศไทย กล่าวชื่นชมบทบาทของ CPF ในการร่วมสร้างความมั่นคงทางอาหาร พร้อมแสดงความเชื่อมั่นต่อโอกาสความร่วมมือกับพันธมิตรจากไอร์แลนด์ในอนาคต.

ขณะที่ H.E. Mr. Otaka Masato เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย กล่าวถึงความร่วมมือระหว่าง CPF กับ NH Foods และ Uoriki ว่าเป็นตัวอย่างของการผสานจุดแข็งระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่น เพื่อส่งมอบอาหารคุณภาพและประสบการณ์ที่ดีให้แก่ผู้บริโภค.

เมื่อโลกกำลังมองหาอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ปลอดภัย และยั่งยืน “นวัตกรรมอาหารไทย” จึงเป็นอีกหนึ่งพลังที่เชื่อมโยงผู้คน วัฒนธรรม และความร่วมมือจากทั่วโลก สะท้อนศักยภาพอุตสาหกรรมอาหารไทยบนเวทีนานาชาติ และตอกย้ำบทบาทประเทศไทยในฐานะ “ครัวของโลก” .