Home Blog Page 2

AIS ผนึกตำรวจไซเบอร์เดินหน้ามาตรการเชิงรุก สกัดขบวนการส่ง SMS ปลอมหลอกประชาชนย่านบางกระดี่พร้อมเตรียมขยายผลจับกุมเครือข่ายมิจฉาชีพ และเตือนภัยลิงก์หลอกลวง

0

AIS เดินหน้าร่วมมือกับกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (CCIB) สนับสนุนข้อมูลเชิงเทคนิคและการวิเคราะห์ด้านโทรคมนาคม เพื่อสนับสนุนการสืบสวนและติดตามขบวนการมิจฉาชีพ ที่ใช้อุปกรณ์สถานีฐานปลอม หรือ False Base Station (FBS) ส่งข้อความ SMS ปลอมแอบอ้างชื่อผู้ส่งเป็นขององค์กรที่น่าเชื่อถือ หลอกให้ประชาชนกดลิงก์ปลอมและเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลทางการเงิน โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่สามารถเข้าจับกุมผู้กระทำผิดได้ในพื้นที่ย่านบางกระดี่ 28 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน พร้อมตรวจยึดอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องเพื่อนำไปดำเนินคดีและขยายผลต่อไป

การดำเนินการดังกล่าวเป็นผลจากความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่าง AIS และตำรวจไซเบอร์ในการติดตามพฤติกรรมการกระทำผิด รวบรวมข้อมูลเชิงเทคนิค และสนับสนุนเครื่องมือที่เกี่ยวข้อง จนนำไปสู่การตรวจพบการใช้งานอุปกรณ์ False Base Station (FBS) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ผิดกฎหมายที่ถูกนำมาใช้ส่งข้อความ SMS ปลอมแอบอ้างชื่อผู้ส่งขององค์กรที่น่าเชื่อถือ อาทิ ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการเงิน หรือภาคธุรกิจต่าง ๆ พร้อมข้อความลวงในลักษณะ “คะแนนสะสมใกล้หมดอายุ” หรือเชิญชวนให้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อหลอกให้ผู้รับกดลิงก์ไปยังเว็บไซต์ปลอมและเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลทางการเงิน โดยอุปกรณ์ที่ตรวจยึดได้ในครั้งนี้มีศักยภาพในการส่งข้อความปลอมครอบคลุมพื้นที่ในวงกว้างและเข้าถึงประชาชนจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาเทคนิคการหลอกลวงของกลุ่มมิจฉาชีพที่มีความซับซ้อนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ตำรวจไซเบอร์ และ AIS ขอย้ำเตือนว่า ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ หน่วยงานภาครัฐ ธนาคารหรือองค์กรที่น่าเชื่อถือ จะไม่ส่งลิงก์ให้กรอกข้อมูลส่วนบุคคล หรือข้อมูลทางการเงินผ่าน SMS โดยตรง และขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังต่อข้อความที่มีลักษณะเร่งรัดให้ดำเนินการ อ้างสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ หรือแนบลิงก์ให้กดดำเนินการ โดยควรตรวจสอบข้อมูลผ่านช่องทางทางการของหน่วยงานหรือองค์กรนั้น ๆ ทุกครั้งก่อนดำเนินการใด ๆ

AIS ยังคงเดินหน้าร่วมมือกับตำรวจไซเบอร์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนข้อมูลเชิงเทคนิคในการสืบสวน ขยายผล และปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ พร้อมยกระดับมาตรการสร้างความตระหนักรู้ด้านภัยดิจิทัล เพื่อร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือสำหรับคนไทยทุกคน

ลงทุนแบบวิเศษ wiset แอปเดียวจบ

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง" หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

นักลงทุนจำนวนไม่น้อยที่ต้องปวดหัวกับการไล่เปิดสารพัดแอปลงทุนนู่นนี่ แล้วยังต้องมานึกรหัสผ่านของแต่ละแอป เพื่อเข้าไปเช็กพอร์ตลงทุนของตัวเอง ยิ่งมีหลายแอป หลายพอร์ต ก็ยิ่งเครียด แถมบางทีดันลืมว่าตัวเองมีหุ้นอยู่ในพอร์ตไหน หรือซื้อกองทุนอะไรทิ้งไว้บ้าง

วันนี้บอกลาความยุ่งยากต่างๆไปได้เลย เพราะ “ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” เพิ่งเปิดตัวแอป ชื่อว่า “wiset” (วิเศษ) ที่พัฒนาและออกแบบขึ้นภายใต้แนวคิด “ให้ทุกการลงทุนของคุณเป็นเรื่องวิเศษ”  ยกระดับความสะดวกให้นักลงทุนเข้าถึงบริการด้านการลงทุนได้ง่ายครบจบในแอปเดียว

แอป wiset มีบริการวิเศษสมชื่อ นั่นคือ My Wealth ถือเป็นครั้งแรกของไทยที่มีการแสดงภาพรวมพอร์ตการลงทุน ทั้งหุ้น พันธบัตร หุ้นกู้ และกองทุนลดหย่อนภาษี เอาไว้ในที่เดียว โดยระบบจะดึงข้อมูลการถือครองหลักทรัพย์จากทุกช่องทางทุกพอร์ตของเรา มาแสดงผลรวมกันบนหน้าจอเดียวให้แบบอัตโนมัติ โดยที่เราไม่ต้องก้มหน้าก้มตา จิ้มๆกดๆ ให้เมื่อยนิ้ว หรือกรอกข้อมูลเองจนเมื่อยและปวดตาอีกต่อไป

และยังช่วยจัดการเรื่องธุรกรรมผู้ถือหุ้นแบบครบวงจร ด้วยบริการ TSD e-Service ที่เชื่อมกับศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ฯ ทำให้เราสามารถเช็กการถือหุ้น ขอเอกสารเครดิตภาษีเงินปันผล และรับการแจ้งเตือนเงินปันผลเข้าบัญชีได้ทันที แก้ปัญหาที่นักลงทุนหลงลืม หรือทำเอกสารหายจนพลาดสิทธิประโยชน์ของตัวเองแบบน่าเสียดาย

นอกจากนี้ wiset ยังเป็นศูนย์รวมข้อมูล ช่วยให้นักลงทุนติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดได้แบบเรียลไทม์ ทั้งข่าวสาร ข้อมูลสถิติ และการแจ้งเตือนต่างๆ แถมยังเป็นศูนย์คอนเทนต์คุณภาพที่เสิร์ฟคลังความรู้ส่งตรงจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ว่าจะเป็น ไลฟ์สด วิดีโอ บทความ กิจกรรมสัมมนาต่างๆ และ SET e-Learning ให้กับนักลงทุนได้เลือกติดตามตามความถนัดและความชอบของแต่ละคน

ความวิเศษทั้งหมดนี้ ตอกย้ำวิสัยทัศน์ของตลาดหลักทรัพย์ฯที่มุ่งเป็น “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” หรือการพัฒนาแพลตฟอร์มที่เชื่อมการลงทุนอย่างไร้รอยต่อ พร้อมกับเป็นการยกระดับคุณภาพบริการที่มั่นใจได้ (Trusted Marketplace) ช่วยเสริมสร้างศักยภาพผู้ลงทุนทุกกลุ่ม (Empowering Market Participants) ตามพันธกิจสำคัญของตลาดหลักทรัพย์ฯ

ใครอยากมีชีวิตการลงทุนแบบวิเศษ รีบดาวน์โหลดแอป wiset ไปใช้ได้แล้ว ทั้งบน Apple App Store และ Google Play Store หรือจะไปทดลองสัมผัสประสบการณ์วิเศษด้วยตัวเอง ก็ไปพบกันได้ที่บูธในงาน SET in the City 2026 วันที่ 20–21 มิถุนายน 2569 ที่สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์

ลองโหลดมาใช้กันดูนะคะ แล้วเราจะมีเวลาเหลือไปใช้ชีวิตให้วิเศษกันมากขึ้นค่ะ.

คุณนายพารวย

ซีพีเอฟส่ง “ข้าวขาหมูคากิและไข่พะโล้” คว้ารางวัล ThailandStar Packaging Awards 2026

0

ในยุคที่อาหารพร้อมทานกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนเมือง บรรจุภัณฑ์ไม่เพียงทำหน้าที่บรรจุอาหาร แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการรักษาคุณภาพ เพิ่มความสะดวก และสร้างประสบการณ์การบริโภคที่ดียิ่งขึ้น

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ได้นำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคมาต่อยอดสู่การพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์อาหารพร้อมรับประทาน “STACKABLE DIAMOND BOX” สำหรับผลิตภัณฑ์ “ข้าวขาหมูคากิและไข่พะโล้พร้อมน้ำจิ้มซีพี” จนได้รับรางวัล ThailandStar Packaging Awards 2026 ประเภทบรรจุภัณฑ์เพื่อการขายปลีก (Consumer Package) ภายในงาน ProPak Asia 2026 สะท้อนความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งคุณภาพ ความสะดวก และความยั่งยืน

รางวัลดังกล่าวจัดโดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมกับสหพันธ์การบรรจุภัณฑ์แห่งเอเชีย เพื่อส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ไทยสู่มาตรฐานสากล

CPF พัฒนาบรรจุภัณฑ์ “STACKABLE DIAMOND BOX” ที่ผสานฟังก์ชันการใช้งาน คุณภาพอาหาร และความยั่งยืนเข้าไว้ด้วยกัน โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก “เพชร” สัญลักษณ์แห่งคุณค่า ความแข็งแรง และความประณีต สะท้อนความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ช่วยตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่

จุดเด่นสำคัญคือการออกแบบเป็นบรรจุภัณฑ์ 2 ชั้น แยกข้าวและกับข้าวออกจากกัน ช่วยคงรสชาติและคุณภาพอาหารได้ดียิ่งขึ้น สามารถอุ่นไมโครเวฟได้พร้อมกันโดยไม่ต้องแยกภาชนะ พร้อมเพิ่มความสะดวกในการใช้งานด้วยช่องระบายไอน้ำ ช่องวางซองน้ำจิ้ม และถาดรองที่ช่วยลดความร้อนขณะจับถือหลังการอุ่น ขณะที่โครงสร้างทรงเพชรยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงและสร้างความโดดเด่นบนชั้นวางสินค้า

นอกจากการตอบโจทย์ด้านการใช้งานแล้ว CPF ยังให้ความสำคัญกับการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเลือกใช้วัสดุโพลีโพรพิลีน (PP) ที่สามารถนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ สอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเป้าหมายการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างยั่งยืนของบริษัท

ความสำเร็จครั้งนี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ CPF ในการพัฒนานวัตกรรมอาหารและบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค พร้อมสร้างคุณค่าให้สังคมอย่างยั่งยืน.

สังคมจับตา “หมอคางดำ” แต่ “หมอมายัน” กำลังเพิ่มจำนวนเงียบๆ

0

ภาพปลาปริศนาที่ถูกโพสต์ถามในกลุ่มเฟซบุ๊ก “นี่มันตัวอะไร” เมื่อไม่นานมานี้ อาจดูเป็นเพียงเรื่องเล็กในโลกออนไลน์ แต่กลับสะท้อนคำถามสำคัญที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสัตว์น้ำต่างถิ่นของประเทศไทย เจ้าของโพสต์ระบุว่า จับปลาชนิดดังกล่าวได้จำนวนมากในแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยลักษณะคล้ายปลาหมอ แต่ไม่เหมือนปลาหมอคางดำที่กำลังเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ จึงนำภาพมาโพสต์สอบถามสมาชิกในกลุ่ม

กระทั่ง อ.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ นักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ที่ติดตามประเด็นสัตว์น้ำต่างถิ่นมาอย่างต่อเนื่อง โดยยืนยันว่าปลาที่ปรากฏในภาพคือ “ปลาหมอมายัน” ปลาต่างถิ่นในกลุ่มเดียวกับปลาหมอสีและปลาหมอเทศ ซึ่งมีจุดสังเกตสำคัญคือจุดดำขนาดใหญ่บริเวณโคนหาง

สำหรับหลายคน ชื่อ ปลาหมอมายัน อาจไม่คุ้นหูเท่าปลาหมอคางดำ แต่ปลาชนิดก็นี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเอเลี่ยนสปีชีส์ที่สร้างความกังวลเช่นกัน โดย ปลาหมอมายันมีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลาง ก่อนถูกนำเข้ามาในประเทศไทยเพื่อเลี้ยงเป็นสัตว์แปลกและปลาสวยงาม กระทั่งเกิดการหลุดรอดหรือถูกปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ จนตั้งประชากรและขยายพันธุ์ได้ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณแหล่งน้ำจืดและน้ำกร่อย ที่ผ่านมาภาครัฐต้องออกมาตรการควบคุมอย่างจริงจัง และในปี 2560 ได้ประกาศห้ามนำเข้า เพาะเลี้ยง ซื้อขาย และครอบครอง เช่นเดียวกับปลาหมอบัตเตอร์และสัตว์น้ำต่างถิ่นอีกหลายชนิดที่มีความเสี่ยงต่อระบบนิเวศไทย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงการปรากฏตัวของปลาหมอมายัน แต่คือข้อเท็จจริงที่ว่า แม้ประเทศไทยจะเผชิญปัญหาสัตว์น้ำต่างถิ่นมาหลายทศวรรษ ตั้งแต่ปลาหมอมายัน ปลาหมอบัตเตอร์ ไปจนถึงปลาหมอคางดำ แต่คำถามสำคัญเกี่ยวกับ “ช่องทางการเข้ามา” ของสัตว์น้ำเหล่านี้ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องการคำตอบและการจัดการอย่างจริงจัง เพราะหากมองย้อนกลับไป สัตว์น้ำต่างถิ่นจำนวนไม่น้อยมีจุดเริ่มต้นคล้ายกัน คือถูกนำเข้ามาเพื่อการเพาะเลี้ยง การค้า หรือเลี้ยงเป็นสัตว์สวยงาม ก่อนหลุดรอดหรือถูกปล่อยลงสู่ธรรมชาติ จนกลายเป็นปัญหาที่ยากต่อการควบคุมในเวลาต่อมา

แม้ในหลายกรณีจะยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันได้อย่างชัดเจนถึงการลักลอบนำเข้าหรือการปล่อยสัตว์น้ำลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ แต่ในทางปฏิบัติ ทุกฝ่ายต่างยอมรับว่า การนำเข้าสัตว์น้ำต่างถิ่นทั้งในระบบและนอกระบบเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และเป็นความเสี่ยงที่ประเทศไทยไม่อาจมองข้าม บทเรียนจากปลาหมอมายันจึงอาจมีความสำคัญไม่แพ้กรณีปลาหมอคางดำ เพราะกำลังเตือนให้เห็นว่า การป้องกันสัตว์น้ำต่างถิ่นตั้งแต่ต้นทาง มีต้นทุนต่ำกว่าการแก้ปัญหาหลังจากสัตว์เหล่านั้นสามารถตั้งประชากรในธรรมชาติได้แล้วหลายเท่า และเมื่อสัตว์น้ำต่างถิ่นสามารถแพร่กระจายจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ การกำจัดให้หมดไปแทบเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป

คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า “ใครนำเข้ามา” แต่คือ “ประเทศไทยจะปิดช่องโหว่ไม่ให้เกิดกรณีใหม่ซ้ำรอยได้อย่างไร” วันนี้ ปลาหมอคางดำ ได้กลายเป็นวาระแห่งชาติไปแล้วในระดับหนึ่ง ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และประชาชน ต่างร่วมกันผลักดันมาตรการควบคุมประชากรอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการรับซื้อ การจับออกจากแหล่งน้ำ การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ หรือการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ แม้ผลลัพธ์อาจยังไม่ยุติปัญหาได้ทั้งหมด แต่ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่า สังคมไทยเริ่มตระหนักและลงมือจัดการกับปัญหาสัตว์น้ำต่างถิ่นอย่างจริงจัง

ในทางกลับกัน ปลาหมอมายัน ปลาหมอบัตเตอร์ รวมถึงสัตว์น้ำต่างถิ่นอีกหลายชนิดที่สามารถพบได้ในแหล่งน้ำธรรมชาติของไทย กลับยังไม่ได้รับความสนใจในระดับเดียวกัน ทั้งที่บางชนิดมีศักยภาพในการแพร่กระจายและส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศไม่แตกต่างกันมากนัก

บทเรียนจากปลาหมอคางดำจึงไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงการแก้ปัญหาปลาชนิดเดียว แต่ควรถูกยกระดับเป็นต้นแบบของการจัดการสัตว์น้ำต่างถิ่นทั้งระบบ ตั้งแต่การเฝ้าระวัง การป้องกันการนำเข้า การติดตามการแพร่กระจาย ไปจนถึงการส่งเสริมการใช้ประโยชน์เพื่อลดจำนวนประชากรในธรรมชาติ เพราะหากไทยมุ่งแก้ไขเฉพาะสัตว์น้ำที่กำลังเป็นกระแส แต่ปล่อยให้สัตว์น้ำรุกรานชนิดอื่นเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างเงียบๆ เราอาจกำลังแก้ปัญหาหนึ่ง ในขณะที่อีกหลายปัญหากำลังก่อตัวขึ้นพร้อมกัน

ท้ายที่สุด ไม่ว่าจะเป็นปลาหมอคางดำ ปลาหมอมายัน ปลาหมอบัตเตอร์ หรือสัตว์น้ำต่างถิ่นชนิดใดก็ตาม เป้าหมายสำคัญไม่ควรเป็นเพียงการรับมือเมื่อเกิดวิกฤตแล้วเท่านั้น แต่ต้องสร้างระบบป้องกันและจัดการที่ครอบคลุมทุกชนิดอย่างเท่าเทียม เพราะสัตว์น้ำรุกรานที่ถูกละเลยในวันนี้ อาจกลายเป็นวิกฤตครั้งใหม่ของประเทศในวันข้างหน้าได้เสมอ.

ทุจริต = ละเมิดสิทธิมนุษยชน

0

“โกง” “ฮั้ว” “กินส่วนต่าง” คำเหล่านี้เราได้ยินกันจนชิน ชินจนคิดไปว่า ทุจริตเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต แต่คุณรู้อะไรไหม ทุกครั้งที่มีการทุจริต “ทุจริต กำลังละเมิดสิทธิมนุษยชนคุณ”

รายการพอดแคสต์ประชาชิน คุยกับคุณนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา และประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา และคุณสุภอรรถ โบสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ HAND Social Enterprise วิสาหกิจเพื่อสังคมที่ต้องการสังคมโปร่งใส ไร้คอร์รัปชัน ร่วมกันขยายภาพ ทุจริตละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ในมิติไดบ้าง ใกล้ชิดกับชีวิตประจำวันของผู้คนขนาดไหน และทุจริตสร้างความเสียหาย ละเมิดสิทธิของประชาชนได้เพียงใด 

และถ้าจะต้านทุจริตโดยใช้สิทธิมนุษยชน เป็นแรงผลัก จะสามารถทำได้หรือไม่ 

🔴 ฟังสัมภาษณ์ฉบับเต็ม ๆ ได้ที่ 

สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมกับองค์กรพันธมิตร เปิดโครงการส่งเสริมสุขภาพ “ECONMASS FIT HERO ครั้งที่ 3”

0

วันที่ 13 มิถุนายน 2569 สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมกับ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) , สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. , เครือข่ายคนไทยไร้พุง และ มูลนิธิโรงพยาบาลลาดพร้าว จัดพิธีเปิดโครงการส่งเสริมสุขภาพแก่สมาชิก “ECONMASS FIT HERO ครั้งที่ 3” โดยมี คุณพิมพ์รภัส ศิริไพรวัน นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ , คุณปราโมทย์ ศักดิ์กำจร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) , คุณนิรมล รำศรี ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. , พ.อ.หญิง พญ.สิรกานต์ เตชะวณิช อายุรแพทย์โภชนศาสตร์คลินิก รพ.พระมงกุฎเกล้า และ เลขานุการคณะกรรมการเครือข่ายคนไทยไร้พุง , ศ.ดร.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา ประธานมูลนิธิโรงพยาบาลลาดพร้าว , พันตำรวจโทนายแพทย์วรพล เจริญพร ศัลยแพทย์ด้านกระดูกและข้อ รพ.ตำรวจ ร่วมในพิธีเปิดโครงการ ณ ชั้น 5 บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่

โครงการ “ECONMASS FIT HERO ครั้งที่ 3” จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ให้สมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เล็งเห็นความสำคัญในการดูแลสุขภาพ ที่ไม่ใช่เพียงแค่การออกกำลังกายเท่านั้น แต่ยังต้องเข้าใจในการเลือกรับประทานอาหารที่ดี มีประโยชน์ ถูกหลักโภชนาการ เพื่อสุขภาพที่ดี ห่างไกลโรค

โครงการนี้จะแบ่งสมาชิกออกเป็น 4 กลุ่ม ๆ ละ 15 คน แต่ละกลุ่มจะมีกรุ๊ปไลน์ของตัวเอง พร้อมมีนักโภชนาการ นักวิทยาศาสตร์การกีฬา ร่วมอยู่ในกรุ๊ปไลน์ด้วย เพื่อให้คำแนะนำแนวทางการออกกำลังกาย และเมนูอาหาร ซึ่งผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องส่งรูปเมนูอาหารทุกมื้อ การออกกำลังทุกรูปแบบ และนับก้าวเดินจำนวน 12,000 ก้าวต่อวัน

นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถบันทึกข้อมูลการวิ่ง การนับก้าวเดิน และรูปแบบการออกกำลังกายผ่านแอปพลิเคชั่น MTL Fit ของเมืองไทยประกันชีวิต เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการอัพเดททุก ๆ สัปดาห์

สำหรับโครงการ “ECONMASS FIT HERO ครั้งที่ 3” จะเก็บคะแนนในการทำกิจกรรมเป็นเวลา 12 สัปดาห์ เริ่มตั้งแต่ 15 มิ.ย. – 7 ก.ย. 69 โดยหลังครบ 12 สัปดาห์ ผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องทำมาเจาะเลือด และตรวจสุขภาพอีกครั้ง เพื่อนำข้อมูลมาเปรียบเทียบหาผู้ชนะ ซึ่งจะมีการประกาศผลให้ทราบในวันที่ 19 ก.ย. 69

เอไอเอส ร่วมแสดงความอาลัย นำคณะผู้บริหารเข้าถวายน้ำสรงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พร้อมสนับสนุนภารกิจการสื่อสารอำนวยความสะดวกประชาชนร่วมพิธี

0

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส นำโดย นายปรัธนา ลีลพนัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เข้าถวายน้ำสรงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เบื้องหน้าพระรูป ซึ่งประดิษฐาน ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2569 เพื่อร่วมถวายความอาลัยและน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

ในโอกาสดังกล่าว เอไอเอสได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เดินทางเข้าร่วมพิธี ด้วยการเสริมศักยภาพโครงข่าย 5G และ 4G โดยจัดวางสถานีฐานเคลื่อนที่ (Mobile Base Station Car) ในจุดสำคัญ ได้แก่ บริเวณหน้ากองทัพภาคที่ 1 บริเวณหน้าสะพานผ่านฟ้าลีลาศ และพื้นที่สนามหลวง เพื่อสนับสนุนการติดต่อสื่อสารให้เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพตลอดช่วงพิธี

นอกจากนี้ ยังได้จัดเตรียมบริการ Free WiFi, จุดชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ บริเวณรถโมบายล์ ในพื้นที่สนามหลวง รวมถึงมอบน้ำดื่ม เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เดินทางมาร่วมแสดงความจงรักภักดีและถวายความอาลัยอย่างสมพระเกียรติ

ภาษาโกงวันละคำกับ Gawdland วันนี้ ขอเสนอคำว่า “กินตามน้ำ”

0

“อะไรที่ลอยมาถึงหน้า ถ้าไม่คว้าไว้ก็กลัวเสียโอกาส” ปากบอกกลัวเสียโอกาส แต่ได้กลิ่นโกงลอยมาแต่ไกล มาจับโป๊ะพฤติกรรม “กินตามน้ำ” ไปพร้อมกัน พฤติกรรมการกินแบบไหนเข้าข่ายการทุจริตติดสินบน ดูตัวอย่างได้ในคลิปนี้


AIS ร่วมถวายความอาลัย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เสริมโครงข่าย 5G, 4G, Free WiFi พร้อมจุดชาร์จแบตและน้ำดื่ม อำนวยความสะดวกประชาชนร่วมพิธี

0

เอไอเอส ขอร่วมแสดงความอาลัยและสำนึกในพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอย่างหาที่สุดมิได้ต่อ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยการดำเนินมาตรการรองรับการใช้งานสื่อสารของประชาชนที่เดินทางไปถวายน้ำสรงและถวายสักการะพระศพ เบื้องหน้าพระรูป ณ ศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง

ในการนี้ เอไอเอสได้เตรียมความพร้อมรองรับการใช้งานของประชาชนที่เดินทางมาร่วมถวายความอาลัย ด้วยการเสริมศักยภาพโครงข่าย 5G, 4G และ Free WiFi ในพื้นที่บริเวณพระที่นั่งพิมานรัตยา พระบรมมหาราชวัง และสนามหลวง พร้อมจัดวางสถานีฐานเคลื่อนที่ (Mobile Base Station Car) ในจุดที่คาดว่าจะมีการใช้งานหนาแน่น รวมถึงนำระบบ Autonomous Network มาใช้ในการบริหารจัดการโครงข่าย เพื่อให้ทีมวิศวกรสามารถติดตาม ตรวจสอบ และดูแลคุณภาพการให้บริการได้อย่างรวดเร็วแบบเรียลไทม์ อันจะช่วยให้การสื่อสารเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพตลอดช่วงเวลาการถวายความอาลัย

นอกจากนี้ เอไอเอสยังได้จัดตั้งจุดบริการประชาชนภายในพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทางมาร่วมถวายความอาลัย โดยจัดเตรียมน้ำดื่มเอไอเอส และจุดชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ เพื่อสนับสนุนการติดต่อสื่อสารและการเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวกตลอดการเข้าร่วมพิธี

การดำเนินงานในครั้งนี้ สะท้อนเจตนารมณ์ของเอไอเอสในการอยู่เคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์ พร้อมนำศักยภาพด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและโครงข่ายคุณภาพมาสนับสนุนการสื่อสารของประเทศ และร่วมถวายความอาลัยอย่างสมพระเกียรติ

มหกรรมลงทุน SET in the City 2026 ฟิตสกิล ฟิตพอร์ต รับทุกเทรนด์การลงทุน 20-21 มิ.ย. สามย่านมิตรทาวน์

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดมหกรรมการลงทุนแห่งปี SET in the City 2026 ชวนผู้ลงทุน “เทรนทุกก้าว ฟิตทุกสกิล” พร้อมรับมือความท้าทาย เพื่อทุกเป้าหมายการลงทุน เจาะลึกทางเลือกลงทุน ครบจบในที่เดียว ทั้งหุ้นไทย หุ้นนอก พันธบัตร ทอง กองทุนรวม ฟิวเจอร์ส และออปชัน จับมือ 60 องค์กรตลาดทุน ทั้งกลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน นักวางแผนการเงิน สมาคมนักลงทุน ให้คำปรึกษา วางแผนจัดพอร์ตและใช้ผลิตภัณฑ์ลงทุนให้ทันสถานการณ์ พร้อมชูการใช้เทคโนโลยีและ AI เป็นผู้ช่วยในการลงทุน รวมทั้งการเปิดตัวแอปพลิเคชันใหม่ให้ได้ทดลองและสัมผัสประสบการณ์เพื่อเป็นผู้ช่วยในการลงทุน

ภายในงาน SET in the City 2026 อัดแน่นด้วยกิจกรรมครบทุกมิติ อัปเดตเทรนด์ ปรับกลยุทธ์เนื้อหาจัดเต็ม กับ 5 เวทีสัมมนาเข้มข้น จาก 90 นักวิเคราะห์ นักลงทุน และผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินการลงทุนชั้นนำ รวมกว่า 50 หัวข้อสัมมนาผ่าน “Main Stage” อัปเดตเทรนด์และเจาะลึกทุกทางเลือกการลงทุน ครอบคลุมทุกเป้าหมาย หัวข้อสัมมนาน่าสนใจ วันเสาร์ที่ 20 มิ.ย. 2569 กับการเปิด Playbook ลงทุนให้รอดและเติบโต บริหารพอร์ตให้ปลอดภัยและสร้างกำไรระยะยาว มองเกมทองยุคทรัมป์ และการออกแบบแผนเกษียณที่ใช่ในแบบตัวเอง เทคนิคใช้ AI ให้ทันเกมการลงทุน ส่วนวันอาทิตย์ที่ 21 มิ.ย. 2569 พบกับโอกาสในตลาดทุนไทย ล็อกเป้าสร้าง Passive Income จากหุ้นปันผล จัดพอร์ตให้แพ้ยาก เปิดเกมลงทุนให้ทันเทรนด์โลก และโอกาสและมุมมองปีทองของตลาดหุ้นไทยจริงหรือ รวมทั้งเปิด Mini Stage อัปสปีดเทรดด้วยกลยุทธ์และเครื่องมือลงทุนจาก 24 โบรกเกอร์ชั้นนำ

สำหรับ Workshop เจาะลึกถึง 3 เวทีทั้ง “TFEX Workshop” เปลี่ยนมือใหม่สู่มือโปร ปั้นพอร์ต TFEX แบบ Step by Step “AI Empowered Investing Workshop” ใช้ AI วิเคราะห์หุ้นและกองทุน ทันเทรนด์ลงทุนยุคใหม่ และ “Retirement Planning Workshop” วางแผนพอร์ตเกษียณอย่างมั่นใจกับผู้เชี่ยวชาญ CFP® เพื่อบริหารเงินหลังเกษียณให้มั่นคง นอกจากนี้ ผู้ร่วมงานยังได้รับข้อมูลที่จัดทำขึ้นพิเศษเพื่องานนี้เท่านั้นทั้ง Stock & DR Highlight และ Broker Smart Prompt เพื่อนำประยุกต์ใช้กับการลงทุนได้เลย

มหกรรมการลงทุนแห่งปี SET in the City 2026 จัดขึ้นวันที่ 20-21 มิ.ย. 2569 เวลา 10.00-19.00 น. ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนล่วงหน้าที่ https://www.setinvestnow.com/th/setinthecity2026 พร้อมรับกระเป๋า #investnow ฟรี! และสำหรับผู้ที่ทำธุรกรรมภายในงาน รับของสมนาคุณและโปรโมชันพิเศษอีกมากมาย