Home Blog Page 2

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชวนร่วมรำลึก 100 ปีชาตกาล ศ.สังเวียน อินทรวิชัย ปูชนียบุคคลผู้วางรากฐานบรรษัทภิบาลตลาดทุนไทย พร้อมฟังปาฐกถาพิเศษโดย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ 7 ต.ค. นี้

0

100 ปีชาตกาล ศ.สังเวียน อินทรวิชัย

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ขอเชิญชวนผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน บุคลากรในตลาดทุน ผู้ลงทุน และผู้สนใจทุกท่าน ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลและร่วมรำลึกในวาระ 100 ปีชาตกาล ศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย ในวันพุธที่ 7 ตุลาคม 2569 เวลา 09:30–11:00 น. ณ หอประชุมศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย ชั้น 7 อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเชิดชูเกียรติปูชนียบุคคลแห่งตลาดทุนไทย เจ้าของอมตะวาจา “สิ่งที่ถูกต้องคือถูกต้อง แม้ไม่มีใครทำสิ่งนั้น สิ่งที่ผิดคือผิด แม้ทุกคนทำสิ่งนั้น” ซึ่งปัจจุบันยังคงเป็นเข็มทิศด้านจริยธรรมและการกำกับดูแลกิจการที่ดีของตลาดทุนไทยมาจนถึงทุกวันนี้

ไฮไลต์สำคัญของงาน คือ การกล่าวปาฐกถาพิเศษในวาระ 100 ปีชาตกาล ศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย โดย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะเป็นโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้ย้อนรำลึกถึงคุณูปการของท่านอาจารย์ และคุณค่าของหลักบรรษัทภิบาลที่มีต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของตลาดทุนไทย โดยก่อนหน้านั้น

ศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย เป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เคยดำรงตำแหน่งประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ระหว่างปี 2535–2538 ท่านเป็นผู้บุกเบิกแนวคิด “บรรษัทภิบาล” หรือการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Corporate Governance) ในประเทศไทย ปณิธานของท่านยังคงสืบทอดต่อเนื่องผ่านมูลนิธิศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย ซึ่งร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ และคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดทำหลักสูตรการกำกับดูแลกิจการที่ดีระดับปริญญาตรี ครั้งแรกของประเทศไทย

ผู้ร่วมงานสามารถจัดเตรียมข้าวสาร อาหารแห้ง หรือชุดสังฆทาน มาร่วมตักบาตรและถวายพระสงฆ์ภายในงานได้ เพื่อร่วมอุทิศส่วนกุศลแด่ศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย นอกจากนี้ ขอเชิญชวนชมนิทรรศการ “100 ปีชาตกาล ศ.สังเวียน อินทรวิชัย” ที่ถ่ายทอดเส้นทางชีวิต ข้อเขียนที่สะท้อนแนวคิดด้านธรรมาภิบาล และหนังสือคัดสรรด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี เปิดให้เข้าชมฟรี ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 ธันวาคม 2569 ณ ห้องสมุดมารวย ชั้นใต้ดิน อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: SET Thailand

เปิดโปงแล้วใครปกป้อง เมื่อคนพูดความจริงมีราคาที่ต้องเจ็บ-ต้องจ่าย

0

หากวันหนึ่งประชาชนลุกขึ้นมาเปิดโปงการทุจริตคอร์รัปชัน ใครจะยืนเคียงข้างและปกป้องพวกเขา?

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) ชวนฟังเสียงจากผู้มีประสบการณ์เปิดโปงการทุจริต ทั้งภาคประชาชน สื่อ และฝ่ายการเมือง ในงาน “CORRUPTOPIA มหานครคอร์รัปชัน Exhibition & Forum”

ร่วมสนทนาโดย
• คุณพัสนีย์ พูลสุข ผู้รวบรวมหลักฐานเปิดโปงขบวนการทุจริตยาในโรงพยาบาลทหารผ่านศึก
• คุณพรทิพย์ โม่งใหญ่ อดีตบรรณาธิการข่าวโต๊ะรายงานพิเศษ สถานีโทรทัศน์เวิร์คพอยท์
• คุณฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (หัวหน้าทีมสุดซอย)

ดำเนินวงสนทนาโดย คุณฐปณีย์ เอียดศรีไชย

เบื้องหลังการเปิดเผยความจริง พวกเขาต้องเผชิญอะไร ต้องแลกและเสียสละมากแค่ไหน? ใครยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือระหว่างการต่อสู้ และอะไรคือสิ่งที่ผู้เปิดโปงต้องการมากที่สุด?

เพราะการทุจริตคอร์รัปชันไม่ใช่แค่การโกงเงิน แต่คืออาชญากรรมร้ายแรงที่พรากสิทธิและคุณภาพชีวิตที่ดีที่ประชาชนควรจะได้รับ

รับชมเรื่องราวและข้อเรียกร้องจากพวกเขาได้ในคลิปเต็ม

เลี้ยงเป็ดไข่ด้วยปลาหมอคางดำ … อีกโครงการดีๆที่จันทบุรี

0

สำนักงานประมงจังหวัดจันทบุรี ร่วมกับปศุสัตว์อำเภอนายายอาม ดำเนินโครงการ “สนับสนุนการเลี้ยงเป็ดไข่ด้วยปลาหมอคางดำ” เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรนำปลาหมอคางดำมาใช้เป็นอาหารเสริมสำหรับการเลี้ยงเป็ดไข่ เพิ่มทางเลือกในการใช้ประโยชน์จากปลาชนิดนี้อย่างเหมาะสม.

ทั้งนี้ โครงการได้ส่งมอบเป็ดไข่พันธุ์กากีแคมเบล นำร่องให้แก่เกษตรกรจำนวนหนึ่งในพื้นที่อำเภอนายายอาม จังหวัดจันทบุรี เพื่อให้เกษตรกรนำไปเลี้ยงและใช้ปลาหมอคางดำเป็นอาหารเสริมตามแนวทางของโครงการ โดยมี นายพีระศักดิ์ สนั่นเครื่อง นายอำเภอนายายอาม เป็นประธานในพิธีส่งมอบ

นับเป็นอีกโครงการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชนและเกษตรกรในการบริหารจัดการปลาหมอคางดำและส่งเสริมการนำทรัพยากรในพื้นที่มาใช้ให้เกิดประโยชน์โครงการดังกล่าวนอกจากจะเป็นแนวทางในการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำแล้ว ยังมุ่งหวังให้เกษตรกรสามารถนำผลผลิตจากการเลี้ยงเป็ดไข่ไปบริโภคหรือสร้างรายได้ เป็นการส่งเสริมอาชีพและเพิ่มความมั่นคงทางอาหารให้แก่ครัวเรือนและชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

AIS ระดมพนักงาน “อุ่นใจอาสา” แพ็คถุงยังชีพ 1,000 ชุด ส่งมอบกระทรวงกลาโหม – กระทรวง อว. เร่งช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม

0

AIS ระดมพนักงาน “อุ่นใจอาสา” ร่วมจัดเตรียมถุงยังชีพ 1,000 ชุด เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย รวมถึงกระจายไปยังศูนย์พักพิงต่าง ๆ ในพื้นที่ประสบภัย โดยมี นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร เอไอเอส เป็นผู้แทนส่งมอบถุงยังชีพให้แก่ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

AIS จะติดตามสถานการณ์และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ถุงยังชีพที่พนักงานร่วมกันจัดเตรียมส่งถึงผู้ประสบภัยในพื้นที่โดยเร็ว พร้อมส่งกำลังใจให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายก้าวผ่านช่วงเวลานี้ไปด้วยกัน

ถึงเวลาจับปลาหมอคางดำมาใช้ประโยชน์ หยุดภัยรุกราน พลิกสู่แหล่งอาหารอย่างสร้างสรรค์

0

“ปลาหมอคางดำ” ในสังคมไทยมักติดอยู่กับคำว่า “ภัยพิบัติทางธรรมชาติและสัตว์รุกรานระบบนิเวศ” จนทำให้หลายคนมองว่าปลาชนิดนี้ไร้ค่าและต้องกำจัดทิ้งอย่างไร้ประโยชน์ แต่วันนี้ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่ ปลดแอกความกลัวและความเกลียดชัง หันมาบริหารจัดการด้วยวิทยาศาสตร์ ความรับผิดชอบ และความคิดสร้างสรรค์ โดยยังคงมาตรการกำจัดออกจากแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างเข้มงวด พร้อมกับดึงศักยภาพสูงสุดของมันออกมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ 100%

บทเรียนจากแอฟริกา ในถิ่นกำเนิดอย่างแอฟริกาตะวันตก โดยเฉพาะประเทศกานา ปลาหมอคางดำ (Sarotherodon melanotheron) ไม่ใช่ปลาศัตรู แต่เป็น ทรัพยากรอาหารและสินค้าทางการค้าที่สำคัญยิ่ง ข้อมูลจาก FishBase ระบุว่า ใน Fosu Lagoon ปลาชนิดนี้เคยครองสัดส่วนสูงถึง 90% ของน้ำหนักปลาที่จับได้ทั้งหมด ขณะที่องค์กร FAO เคยศึกษาการเพาะเลี้ยงปลาชนิดนี้และพบจุดเด่นด้านการกินอาหารที่หลากหลาย ทั้งแพลงก์ตอน สาหร่าย และอินทรียวัตถุตอบโจทย์ระบบเพาะเลี้ยงต้นทุนต่ำ

สำหรับประเทศไทย เป้าหมายหลักของเรายังคงเป็นการ ควบคุมการแพร่กระจายและจับออกจากระบบนิเวศให้หมดสิ้น ห้ามเพาะเลี้ยงเพื่อการค้าและห้ามปล่อยคืนสู่ธรรมชาติเด็ดขาด แต่เมื่อเราจับขึ้นมาได้จำนวนมาก การปล่อยให้เน่าเสียเปล่าประโยชน์คือความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่น่าเสียดาย
ศักยภาพด้านโภชนาการและนวัตกรรมแปรรูป

ข้อมูลจากกรมประมงยืนยันชัดเจนว่า เนื้อปลาหมอคางดำมีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีโปรตีนมากถึง 18–20% และมีไขมันเพียง 0.25–3% ใกล้เคียงกับปลาน้ำจืดทั่วไป สามารถนำมาประกอบอาหารและแปรรูปได้หลากหลายรูปแบบ เช่น ปลาแดดเดียว ปลาหวาน ซูริมิ ลูกชิ้น ไส้อั่ว ทอดมัน หรือแม้แต่นวัตกรรมสร้างสรรค์ อย่าง “Saro Calcium Plus+” ผลิตภัณฑ์แคลเซียมจากก้างปลาของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ตลอดจนการทำปลาป่นและน้ำหมักชีวภาพ

อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญคือความปลอดภัย ผู้บริโภคต้องมั่นใจได้ว่าปลาที่นำมาบริโภคผ่านการคัดเลือกแหล่งน้ำที่ปราศจากมลพิษ ตรวจสารปนเปื้อน และได้มาตรฐานความปลอดภัยจากหน่วยงานรัฐอย่างเคร่งครัด

ในเชิงยุทธศาสตร์ กรมประมงอาจผลักดัน “ปลาร้า” เป็นหนึ่งในสินค้าส่งออก เพื่อยกระดับการจัดการปลาหมอคางดำให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะการแปรรูปนำปลาหมอคางดำไปผลิตเป็น “ปลาร้า” และ “น้ำปลาร้า” เกรดพรีเมียมเพื่อการส่งออก เกิดประโยชน์ 2 ต่อ คือ เพิ่มมูลค่าการส่งออก และเปลี่ยนปลาที่ต้องกำจัดให้กลายเป็นสินค้าเกษตรแปรรูปที่เจาะตลาดต่างประเทศ สร้างรายได้เข้าประเทศมหาศาล ที่สำคัญเป็นการนำปลาออกจากระบบนิเวศได้ในปริมาณมาก

ปลาหมอคางดำอาจเป็นปัญหาที่เราไม่ได้เลือกให้เกิดขึ้น แต่เราเลือกได้ว่าจะจัดการมันอย่างไร การผสานมาตรการกำจัดเชิงระบบเข้ากับการแปรรูปสร้างมูลค่า โดยเฉพาะการผลักดันเป็น “ปลาร้าส่งออก” จะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส และเปลี่ยนปลาผู้ร้ายให้กลายเป็นทรัพยากรที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน./

16 ซีอีโอเข้าชิงรางวัล CEO Awards ประจำปี 2569 ประกาศผล 29 ต.ค. นี้

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับวารสารการเงินธนาคาร กำหนดจัดงาน SET Awards ประจำปี 2569 สำหรับองค์กรและผู้นำองค์กรที่มีความโดดเด่น เพื่อเป็นต้นแบบการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการขับเคลื่อนความยั่งยืน โดยปีนี้มีผู้บริหารระดับสูง 16 ราย เข้าชิงรางวัล CEO Awards พร้อมด้วยบริษัทเข้าชิงกลุ่มรางวัล Business Excellence 90 บริษัท กลุ่มรางวัล Sustainability Excellence ประเภทรางวัล Supply Chain Management Awards 14 บริษัท รวมถึงการมอบประกาศเกียรติคุณ Sustainability Recognitions แก่ 15 บริษัท เตรียมประกาศผลและมอบรางวัล 29 ต.ค. นี้

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า งาน SET Awards นับเป็นกลไกหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับองค์กรและบุคลากรในตลาดทุนที่มีความโดดเด่น ทั้งด้านผลการดำเนินธุรกิจ นวัตกรรมและความยั่งยืน เพื่อเป็นต้นแบบของการดำเนินธุรกิจที่มีคุณภาพและสร้างคุณค่าในระยะยาว ครอบคลุมทั้งบริษัทจดทะเบียน บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน บริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และผู้บริหารสูงสุดของบริษัทจดทะเบียน และในปีนี้มีการมอบประกาศเกียรติคุณ Sustainability Recognitions เนื่องในวาระพิเศษครบรอบ 10 ปีของรางวัล Sustainability Awards ด้วย ซึ่งการดำเนินการในเรื่องรางวัล SET Awards อย่างต่อเนื่องนี้ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” ที่เน้นย้ำพันธกิจในการสร้างตลาดน่าเชื่อถือที่ยั่งยืน (Trusted Marketplace) โดยการพัฒนาสินค้าคุณภาพ มีธรรมาภิบาลที่ดี ตอบโจทย์การลงทุน ผ่านการเสริมศักยภาพผู้ร่วมตลาด (Empowering Market Participants) ในมิติต่าง ๆ

นายสันติ วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานบรรณาธิการ วารสารการเงินธนาคาร ผู้ร่วมก่อตั้งรางวัล SET Awards และหนึ่งในคณะทำงานผู้ทรงคุณวุฒิ เปิดเผยว่า รางวัล SET Awards ได้รับความสนใจจากบริษัทในตลาดทุนร่วมให้ข้อมูลเพื่อพิจารณารางวัลต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรางวัล Best Innovative Company Awards ที่ในปีนี้มีบริษัทสนใจเข้าร่วมการพิจารณารางวัลสูงที่สุดตั้งแต่เริ่มมอบรางวัล SET Awards สะท้อนให้เห็นว่าองค์กรในตลาดทุนให้ความสำคัญกับการปรับตัว
และสร้างนวัตกรรมเพื่อก้าวทันความท้าทายในปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเชื่อว่ารางวัล SET Awards จะเป็นแรงจูงใจที่สำคัญให้บริษัทในทุกภาคส่วน พัฒนาความเป็นเลิศทางด้านธุรกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาความยั่งยืนในระยะยาว

รางวัล SET Awards แบ่งเป็น 2 กลุ่มรางวัล ได้แก่ กลุ่มรางวัล Business Excellence สำหรับบริษัทที่มีความโดดเด่นในการดำเนินธุรกิจ การสร้างนวัตกรรมภายในองค์กร รวมถึงธุรกรรมทางการเงินในตลาดทุนที่โดดเด่น และกลุ่มรางวัล Sustainability Excellence สำหรับบริษัทที่มุ่งสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัท
ภิบาล (ESG) ที่สำคัญยังมีรางวัลเกียรติยศแห่งความสำเร็จ SET Awards of Honor สำหรับบริษัทหรือบุคคลที่สามารถรักษาความยอดเยี่ยมได้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป

SET Awards ในปีนี้ มีผู้บริหารสูงสุด 16 ราย เข้าชิงรางวัล CEO Awards มีบริษัทที่เข้าชิงกลุ่มรางวัล Business Excellence 90 บริษัท และกลุ่มรางวัล Sustainability Excellence 14 บริษัท พร้อมกันนี้ เพื่อเชิดชูเกียรติองค์กรต้นแบบด้านความยั่งยืนสำหรับบริษัทจดทะเบียนที่มีความโดดเด่นในวาระพิเศษครบรอบ 10 ปีของรางวัล Sustainability Awards
ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงมีการมอบประกาศเกียรติคุณ Sustainability Recognitions ให้แก่บริษัทจดทะเบียน 15 บริษัท ที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนการดำเนินการด้านความยั่งยืน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กร และสร้างประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้เสียอย่างเป็นรูปธรรม ติดตามหลักเกณฑ์รางวัล SET Awards ประจำปี 2569 และรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.set.or.th/setawards

พิธีประกาศผลและมอบรางวัล SET Awards ประจำปี 2569 จะจัดขึ้นวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 14.30 น. เป็นต้นไป ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ ผู้สนใจรับชมการถ่ายทอดสดผ่านช่องทางออนไลน์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ Facebook & Youtube: SET Thailand

เปิดด่านพิสูจน์! คดีปลาหมอคางดำ ศาลเปิด Class Action แต่ใครทำระบาด? ต้องงัดหลักฐานโจทก์-จำเลยสู้กัน!

0

หลังศาลอุทธรณ์ไฟเขียวให้คดี “ปลาหมอคางดำ” ดำเนินคดีแบบ Class Action (การฟ้องคดีแพ่งแบบกลุ่ม) นี่เป็นเพียง “ตั๋วผ่านประตู” นำหลักฐานเข้าสู่การพิจารณา ไม่ใช่คำพิพากษาชี้ขาดว่าใครคือตัวการหรือต้องจ่ายค่าเสียหายพันล้าน!

นับจากนี้ คำถามที่ว่า “ปลามาจากไหน?” จะถูกยกระดับเป็น “โจทย์ทางวิทยาศาสตร์และข้อกฎหมาย” ที่ทั้งโจทก์และจำเลยต้องหักล้างกันด้วยหลักฐานที่รัดกุม โดย “ห่วงโซ่ต้องไม่ขาดแม้แต่มักเดียว” ผ่าน 7 ประเด็น:

  1. ปลาที่พบคือประชากรเดียวกันหรือไม่? ต้องพิสูจน์ว่าเป็นชนิดเดียวกันและตรวจสอบพันธุกรรมอย่างแม่นยำ ผ่านตัวอย่างปลา วิธีเก็บ พิกัด วันเวลา ผู้เก็บรักษา ห้องปฏิบัติการ และ chain of custody แต่การพบว่าเป็นปลาหมอคางดำ ยังไม่เท่ากับพิสูจน์ว่ามาจากแหล่งใด
  2. แหล่งต้นทางอยู่ที่ไหน? ต้องนำตัวอย่างจากแหล่งต้องสงสัย (สถานที่เลี้ยง แหล่งน้ำ ประเทศต้นทาง) มาเปรียบเทียบ กรณีนำเข้า ต้องมีใบอนุญาต เอกสารจำนวน/รุ่นปลา สถานที่ทดลอง บันทึกการเลี้ยง การทำลาย/เคลื่อนย้าย และเอกสารราชการ ทั้งนี้ กรมประมงยืนยันว่ามีการอนุญาตนำเข้าเพื่อการวิจัย และมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงย้อนหลังทุกรายการ
  3. ปลาออกจากต้นทางเข้าสู่ธรรมชาติได้อย่างไร? ต้องพิสูจน์ “สะพาน” เชื่อมสู่ระบบนิเวศ เช่น ระบบน้ำ น้ำท่วม การขนย้ายโดยมนุษย์ หรือเหตุการณ์หลุดรอดที่มีหลักฐาน ซึ่งการเคยมีหรือเลี้ยงปลา ไม่ได้พิสูจน์ในตัวเองว่าปลาเข้าสู่ธรรมชาติ
  4. ลำดับเวลาสอดคล้องกันหรือไม่? ต้องสร้าง Timeline ตั้งแต่นำเข้า เลี้ยง ยุติการทดลอง จัดการตัวอย่าง วันที่พบในธรรมชาติ และการขยายพื้นที่ หลักฐานพันธุกรรมที่ดูสอดคล้อง แต่ไม่สอดคล้องกับเวลา อาจอธิบายไม่ได้ทั้งหมด
  5. เกี่ยวข้องหรือเป็นสาเหตุ? หัวใจของคดีคือ โจทก์ต้องพิสูจน์มากกว่า “เคยนำเข้า” แล้ว “ต่อมาพบระบาด” แต่ต้องเชื่อมให้เห็นว่าเป็นสาเหตุให้เกิดการระบาดที่เรียกร้องความรับผิด ส่วนจำเลยต้องโต้แย้งทุกจุดของห่วงโซ่เหตุ-ผลด้วยหลักฐาน
  6. มีต้นทางหรือเส้นทางอื่นหรือไม่? โจทก์ต้องตอบว่าทำไมหลักฐานสอดคล้องกับสมมติฐานตน ส่วนจำเลยสามารถเสนอหลักฐานต้นทาง/เส้นทาง/เหตุการณ์อื่น เช่น การตรวจสอบต้นทางการส่งออกปลาหมอคางดำของ 11 บริษัท
  7. การที่ “ปลาเคยนำเข้า” ต้องตรวจสอบละเอียดตั้งแต่เอกสาร ตัวปลา จำนวน สถานที่ การควบคุม ทดลอง ทำลาย และจัดเก็บตัวอย่าง แต่ในทางคดีต้องแยกให้ออกระหว่าง “เคยนำเข้า” กับ “ปลาที่ระบาดปัจจุบันมีต้นทางจากปลาที่นำเข้านั้น” เพราะน้ำหนักต่างกันมาก

หลักฐานทั้งสองฝ่ายต้องต่อกันเป็นห่วงโซ่เดียว:

  • เกษตรกร/ผู้เสียหาย: ควรเก็บหลักฐานพื้นที่ วันเวลา จำนวนปลา ความเสียหาย ภาพถ่าย พิกัด การจับปลา ใบรับซื้อ บัญชีต้นทุน–รายได้ และพยานบุคคล (กรมประมงมีแนวทางให้แจ้งแหล่งน้ำและเครื่องมือจับเพื่อทำฐานข้อมูล)
  • จำเลย: ควรรวบรวมเอกสารต้นฉบับการนำเข้า ทดลอง ควบคุมปลา ตรวจสอบสถานที่ และหลักฐานวิทยาศาสตร์ที่ทดสอบสมมติฐานเรื่องต้นทาง/เส้นทางอื่นได้

คดีนี้ไม่ควรตัดสินแค่ “ใครเคยนำปลาเข้าประเทศ?” แต่ต้องตอบให้ได้ว่า ปลาคืออะไร, ต้นกำเนิดจากประชากรใด, เข้าสู่ธรรมชาติอย่างไร, เกิดขึ้นเมื่อใด, เส้นทางนั้นทำระบาดได้จริงหรือไม่ และมีคำอธิบายอื่นหรือไม่

การสู้คดีไม่ใช่เรื่องความรู้สึก แต่คือการ ‘หักล้างกันด้วยข้อเท็จจริง’ เกษตรกรต้องเก็บบัญชีและภาพถ่าย จำเลยต้องกางเอกสารและงานวิจัย ส่วนศาลจะมองที่ ‘ห่วงโซ่หลักฐาน’ ว่าไร้ข้อสงสัยหรือไม่… เวลาและพยานหลักฐานบนชั้นศาลเท่านั้นจะเป็นผู้ให้คำตอบ!

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ผนึก ก.ล.ต. เปิดตัวหลักสูตร CTD ภายใต้มาตรฐานความรู้กรรมการไทย เพื่อยกระดับกรรมการสู่มืออาชีพ

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดทำหลักสูตรอบรมกรรมการ Certified Thai Director Program (CTD) ที่พัฒนาขึ้นภายใต้มาตรฐานความรู้กรรมการไทย (Thai Director Standard: TDS) โดยการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งครอบคลุม 6 องค์ความรู้ที่จำเป็นสำหรับกรรมการไทย โดยหลักสูตร CTD รุ่นแรกคาดว่าจะเปิดอบรมได้ภายในสิ้นปี 2569 ทั้งนี้ มาตรฐานและหลักสูตรดังกล่าวนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับกรรมการไทยสู่ความเป็นมืออาชีพ ขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างโปร่งใสตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ถือหุ้น ผู้ลงทุน ตลอดจนตลาดทุนไทย

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เปิดตัวหลักสูตร CTD ที่จัดทำขึ้นภายใต้มาตรฐาน TDS ในงานสัมมนา Professional Board Forum 2026: ยกระดับสู่กรรมการมืออาชีพ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 ซึ่งมีกรรมการบริษัทจดทะเบียนเข้าร่วมกว่า 300 ราย ภายในงานเปิดเวทีให้ผู้บริหารระดับสูงและผู้ทรงคุณวุฒิจากตลาดหลักทรัพย์ฯ สำนักงาน ก.ล.ต. และองค์กรชั้นนำ ร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์และแลกเปลี่ยนมุมมองต่อความหมายของการเป็นกรรมการมืออาชีพ (Professional Board) บทบาทที่ตลาดทุนคาดหวังจากกรรมการ และแนวทางการพัฒนาศักยภาพกรรมการไทยในบริบทธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า กรรมการคือ “ผู้นำทางความคิด” เป็นผู้กำหนดทิศทางองค์กรในระยะยาวและเป็นมันสมองขององค์กรในการทำหน้าที่ Professional Board จึงต้องมีรากฐานสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ Mindset กรอบความคิดที่เปิดกว้างและมองการณ์ไกล Knowledge ความรู้ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรฐาน และ Ethics จริยธรรมที่ยึดมั่นในความถูกต้อง หรือ 3 ม. มองไกล มองชัด และมองถูกต้อง รากฐานทั้ง 3 ด้านนี้จะนำไปสู่การพัฒนาทักษะและการปฏิบัติหน้าที่อย่างมืออาชีพ สร้าง CG in Substance ให้เกิดขึ้นจริงในองค์กร และได้รับความไว้วางใจจากผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียในระยะยาว

ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล

ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า Professional Board ในโลกวันนี้ไม่ได้หมายถึงคณะกรรมการที่รู้ทุกเรื่อง แต่คือคณะกรรมการที่รู้ว่าควรถามอะไร เรื่องใดควรให้ความสำคัญ เมื่อใดควรแสวงหาความรู้เพิ่มเติม และกล้าใช้วิจารณญาณในการทำสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อประโยชน์ของบริษัทและผู้ถือหุ้นในระยะยาว

อัสสเดช คงสิริ

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า หนึ่งในรากฐานสำคัญของความเชื่อมั่นคือการกำกับดูแลกิจการที่เข้มแข็ง ซึ่งเริ่มจากกรรมการที่มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมืออาชีพ และกำหนดความคาดหวังของตลาดทุนต่อบทบาทหน้าที่ของกรรมการให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงพัฒนาหลักสูตร CTD ขึ้นเพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว พร้อมกันนี้ ได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อกำหนดมาตรฐานความรู้ โครงสร้างหลักสูตร คุณสมบัติสถาบันฝึกอบรม และกระบวนการเรียนรู้ ให้มีคุณภาพอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำว่า “ความเชื่อมั่นคือทุนสำคัญที่สุดของตลาดทุน” สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities”

มาตรฐาน TDS ครอบคลุมพื้นฐาน 6 องค์ความรู้ ได้แก่ บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง บัญชีและการเงิน ความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ ความยั่งยืน และการรายงานและการเปิดเผยข้อมูล โดยในส่วนของหลักสูตร CTD มีเนื้อหาครบถ้วนตามมาตรฐาน TDS และออกแบบการเรียนในรูปแบบผสมผสาน (Blended Learning) ผ่าน E-learning ที่จัดทำโดยตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นเวลา 6 ชั่วโมง ก่อนต่อยอดสู่ Workshop 3 วันกับสถาบันฝึกอบรมที่ได้รับการรับรองจากตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อประยุกต์ใช้ความรู้ผ่านการฝึกปฏิบัติและกรณีศึกษา ปัจจุบันมีสถาบันที่แสดงความจำนงในการนำหลักสูตร CTD ไปเปิดอบรมแล้วจำนวน 3 ราย ได้แก่ มูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย และบริษัท เซ็ท เอสอี จำกัด ทั้งนี้ คาดว่าจะเปิดอบรมหลักสูตร CTD รุ่นแรกได้ภายในสิ้นปี 2569

ผู้ที่สนใจรายละเอียดหลักสูตร CTD หรือกิจกรรมเพื่อการพัฒนากรรมการบริษัท สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ www.set.or.th/ctd หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ [email protected] | โทร. 02 009 9874 และ [email protected] | โทร. 02 009 9876

ตั้งวงเล่า ชาวลงทุน ครั้งที่ 3

0

ชีวิตคนเราไม่มีสูตรสำเร็จ เช่นเดียวกันกับการลงทุนก็ไม่มีสูตรตายตัวว่าต้องลงทุนอะไรแล้วจะรวย “คุณนายพารวย” มีโอกาสฟังงานเสวนาดีๆ SET Zooom in Live “ตั้งวงเล่า ชาวลงทุน ครั้งที่ 3” จัดขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยขนทัพ 11 นักลงทุนจากหลายวงการหลายช่วงวัย มาเปิดพอร์ตเล่าประสบการณ์จริงเรื่องรายได้ การลงทุน และการวางแผนชีวิต

ข้อคิดสำคัญจากงานครั้งนี้ คือ ไม่มีสูตรลงทุนสำเร็จรูปที่ใช้ได้กับทุกคน งานช่วงเช้าเป็นการรวมตัวของอดีตนักวิเคราะห์ที่มาถ่ายทอดบทเรียน สิ่งที่น่าสนใจที่แนะนำตรงกันคือ เมื่อถึงวัยเกษียณ หรือเวลาต้องดูแลเงินตัวเอง “การบริหารความเสี่ยง” เป็นเรื่องสำคัญ โดย จรูญพันธ์ วัฒนวงศ์ จากเพจ “น้าแดง x นักลงทุน” ให้สติว่าเกษียณแล้วห้ามแพ้ ไม่ชนะไม่เป็นไร แต่ห้ามแพ้ พอร์ตหลังเกษียณจึงเน้นปิดความเสี่ยงล่วงหน้า เน้นหุ้นปันผลเป็นหลัก

ขณะที่อดีตนักวิเคราะห์ ถนอมศักดิ์ สหรัตน์ชัย เน้นความปลอดภัย ใส่เงินเกือบ 50% ไว้ในตราสารหนี้ อีก 30% ในหุ้นใหญ่ปันผลดี เหลือไว้เก็งกำไรเพียง 20% ส่วน มยุรี โชวิกรานต์ CFP® รอง ผอ.สมาคมนักวางแผนการเงินไทย เตือนว่า ต้องไม่ลืมป้องกันความเสี่ยงด้วยการซื้อประกันชีวิตและประกันสุขภาพให้เรียบร้อยก่อนลงทุน

บนเวทีช่วงบ่ายชวนทอล์กกันเรื่อง “สร้างรายได้จากงานสร้างโอกาสจากการลงทุน” จากกูรูต่างวัยหลายอาชีพ เริ่มด้วย นิลสุวรรณ ลีลารัศมี รองประธานสภาอุตสาหกรรมฯ แนะให้ใช้สถิติและเครื่องมือทางเทคนิคมาจับจังหวะตลาด พร้อมเทคนิคการซื้อหุ้น IPO ว่าอย่าเพิ่งรีบซื้อวันแรก ให้ใจเย็นๆ รอราคาปรับลงมาสัก 1-2 สัปดาห์ หรือ 1-2 เดือน แล้วค่อยเริ่มสะสมเพื่อถือยาว 10-20 ปี รศ.นพ.ทวีศักดิ์ ทองทวี จากเพจหมอส่องกล้อง เล่าประสบการณ์เจ็บจากการเก็งกำไร จนหันมาศึกษาวัฏจักรธุรกิจและคัดเฉพาะหุ้นผู้นำอันดับ 1 ของอุตสาหกรรมที่มีปันผลมากกว่า 5% เข้าซื้อช่วงวิกฤติหรือขาลง ถือรอ 3-5 ปี พอผลดำเนินงานฟื้นตัวค่อยขายล็อกกำไร ได้ทั้งปันผลและส่วนต่างราคาตามกลยุทธ์ปันผลสองเด้ง

ด้าน ผู้พันหนู ทฤฒมน ชี้กิ่ง เจ้าของเพจข้าราชการลงทุน ย้ำว่า ห้ามกู้เงินมาลงทุนเด็ดขาด และความมั่นคงทางการเงินต้องลงมือสร้างเอง แนะหารายได้เสริมนอกเวลางานลงทุนแบบระมัดระวังผ่าน Index Fund / SET50 / SET100 หรือเลือกหุ้นดี 3-5 ตัวจากดัชนี บุญชู จูระมงคล กรรมการสมาคมนักลงทุนประเทศไทย ชวนคนทำงานประจำแบ่งเงินไปลงทุน

ในกองทุนดัชนีโลก เพื่อเติบโตไปกับเศรษฐกิจโลก ให้หัดใช้ AI สรุปข่าวและวิเคราะห์งบการเงิน ส่วน เศรษฐวิชญ์ อัครเดชานันท์ และธนรัชต์ เจนธัญญารักษ์ ผู้ร่วมตั้งเพจ “หุ้นชิวชิว” ยึดพลังของหลักการทบต้น เน้นเรื่องเวลาและการเริ่มเลือกธุรกิจที่มีโอกาสเติบโต 3-5 ปีข้างหน้า!!

โดยผู้สนใจดูย้อนหลังงาน SET Zooom in Live ตั้งวงเล่า ชาวลงทุน ครั้งที่ 3 แบบเต็มๆ ได้ทาง SET Zooom in บน YouTube : https://www.youtube.com/live/onTi08mJV1M?si=HqwvNdSavGe9xd0t และ Facebook : https://www.facebook.com/share/v/1DBcoMtJc8/

ปิดท้าย “คุณนายพารวย” ฝากตอบแบบสอบถามสำรวจความคิดเห็นเพื่อนำข้อมูลไปพัฒนาเนื้อหาคอลัมน์ “รู้เก็บรู้ออมฯ” ให้ตอบโจทย์ความต้องการคุณผู้อ่านได้ดียิ่งขึ้น สแกน QR Code ด้านล่างนี้ได้เลย ขอขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ.

“อยู่เคียงข้างทุกวิกฤต” ซีพี-ซีพีเอฟ ส่งอาหารจากใจ สู้ภัยน้ำท่วม เติมพลังใจคนกรุงเทพ

0

ท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมที่ยังคงสร้างความเดือดร้อนให้กับหลายพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร บางครอบครัวต้องติดอยู่ในบ้าน บางคนต้องอพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว ขณะที่อีกหลายชีวิตกำลังเผชิญคืนอันยาวนานท่ามกลางความไม่แน่นอน

ในวันที่น้ำยังไม่ลด สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยหายไป คือ “น้ำใจ”

ภายใต้โครงการ “ซีพี-ซีพีเอฟ ส่งอาหารจากใจ สู้ภัยน้ำท่วม” กลุ่มซีพีและซีพีเอฟ ร่วมร้อยเรียงความดีส่งต่อความห่วงใยผ่านมื้ออาหาร เพื่อเป็นกำลังใจให้พี่น้องผู้ประสบภัยได้รับอาหารที่เพียงพอ และรู้ว่าพวกเขาไม่ได้ต่อสู้อยู่เพียงลำพัง

ทันทีที่น้ำท่วมและประชาชนได้รับความเดือดร้อน ซีพีเอฟ ได้นำวัตถุดิบอาหารสดทั้งเนื้อไก่ 200 กิโลกรัม และไข่ไก่อีก 6,000 ฟอง ส่งตรงถึง “โรงครัวจิตอาสากระทรวงวัฒนธรรม” ที่เร่งปรุงอาหารพร้อมรับประทาน และจัดเตรียมสิ่งของจำเป็นสำหรับประชาชนที่ยังติดค้างอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม ไม่สามารถเดินทางออกมาได้ อาหารที่กำลังปรุงจากวัตถุดิบสดของซีพีเอฟ กลายเป็นความหวังที่ถูกบรรจุลงในกล่องอาหารหลายพันกล่อง เพื่อส่งต่อไปยังผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ

ไม่เพียงเท่านั้น ความช่วยเหลือยังถูกส่งต่อไปยังโรงครัวใหญ่ลาดกระบัง ของกระทรวงมหาดไทย ที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวหอประชุมเจ้าพระยาสุรวงศ์วัยวัฒน์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ซึ่งกำลังเร่งประกอบอาหารให้ชาวบ้านย่านร่มเกล้า และตามศูนย์พักพิงชั่วคราวของผู้ประสบภัย

ขณะเดียวกัน ไข่ไก่สด CP จำนวน 5,000 ฟอง ได้ถูกส่งมอบแก่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อส่งต่อแก่สถานสงเคราะห์เด็กราชวิถี เพื่อนำไปทำอาหารร้อนๆให้เด็กๆในสถานสงเคราะห์ได้อิ่มท้อง

สำหรับหลายคน อาหารหนึ่งกล่องอาจเป็นเพียงมื้อหนึ่งของวัน แต่สำหรับผู้ที่ต้องเผชิญวิกฤต มันอาจหมายถึงกำลังใจที่ช่วยให้ผ่านพ้นวันอันยากลำบากไปได้อีกหนึ่งวัน

ด้วยความห่วงใยต่อผู้ประสบภัย ซีพีเอฟยังสนับสนุนกรมปศุสัตว์ส่งมอบไข่ต้ม CP จำนวน 2,500 แพ็ก (รวม 5,000 ฟอง) เพื่อส่งต่อไปยังเทศบาลนครรังสิต เป็นการกระจายถึงมือผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่ต่างๆ อย่างทั่วถึง

อีกด้านหนึ่ง ความช่วยเหลือยังถูกส่งผ่านเครือข่ายอาสาสมัครและภาคประชาชน โดยซีพีเอฟสนับสนุนไข่ไก่ 6,300 ฟอง และเนื้อไก่ 240 กิโลกรัม ให้แก่ มูลนิธิ “เพจอีจัน” สำหรับจัดทำข้าวกล่องวันละกว่า 2,000 กล่อง ส่งไปยังศูนย์พักพิงต่างๆ ทั้งในโรงเรียน และตามชุมชน

และในซอยรามคำแหง 53 ที่ยังมีประชาชนยังได้รับผลกระทบ จิตอาสาซีพีเอฟและห้าดาวได้ลงพื้นที่แจกน้ำดื่ม พร้อมเปิดบริการอาหารตลอด 24 ชั่วโมง ให้ผู้คนที่เหนื่อยล้าจากการต่อสู้กับน้ำท่วมได้มีที่แวะพัก เติมพลัง และรับกำลังใจกลับไป

เพราะเมื่อภัยพิบัติมาถึง สิ่งที่ผู้คนต้องการมากกว่าอาหาร คือความรู้สึกว่า “ยังมีคนห่วงใย” ซีพีเอฟยังคงเดินหน้าบริหารการผลิตและกระจายสินค้าอาหารอย่างต่อเนื่อง พร้อมประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อให้อาหารจำเป็นเข้าถึงประชาชนได้อย่างไม่สะดุด

แม้สายฝนจะสร้างความเสียหายและความไม่แน่นอน แต่พลังของการแบ่งปันยังคงไหลเวียนไม่หยุด เช่นเดียวกับหัวใจของชาวซีพีและซีพีเอฟที่พร้อมยืนหยัดเคียงข้างคนไทยในทุกวิกฤต

เพราะไม่มีใครควรต้องเผชิญความลำบากเพียงลำพัง และเราจะก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน