Home Blog Page 2

“อยากรวยต้องคบแต่คนรวย คบคนจนมีแต่จะกดให้เราต่ำลง” ความจริงที่เจ็บปวด หรือ ทัศนคติที่อันตราย

0

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีวลีหนึ่งจากปากของอดีตไลฟ์โค้ชที่ผันตัวเป็นนักธุรกิจว่า “จงเป็นเพื่อนกับคนรวยอย่างน้อยคนนึง เพราะเพื่อนที่รวยจะสอนคุณว่าทำยังไงถึงจะรวย พวกเค้าจะให้เงินคุณเพื่อเริ่มธุรกิจ ส่วนคนจนจะทำได้แค่ทำให้คุณตกต่ำลง“

ในฐานะนักลงทุนที่มองโลกตามความเป็นจริง และในฐานะมนุษย์ที่มีความรู้สึก ต้องขอบอกตามตรงว่าประโยคนี้มีทั้ง “ความจริงที่เจ็บปวด” และ “ทัศนคติที่อันตราย” ผสมปนเปกันอยู่

เรามาคิด วิเคราะห์ และแยกแยะกันทีละส่วน


1. มุมมองด้านการลงทุนและคอนเนกชัน

ในโลกของการทำธุรกิจ การมีคอนเนคชั่น หรือ สังคมอุปถัมภ์ เป็นเรื่องจริงในสังคมธุรกิจ ทำให้ประโยคนี้มีส่วนถูกในแง่ของสภาพแวดล้อม

  • Mindset : หากเราอยู่ในแวงวงของคนที่ประสบความสำเร็จ เราจะซึมซับวิธีการคิด การมองเห็นโอกาส และความกล้าตัดสินใจ ซึ่งหาไม่ได้ในตำรา
  • การเข้าถึงทรัพยากร: เพื่อนที่รวยอาจไม่ได้ให้เงินเราฟรีๆ (และไม่ควรคาดหวังแบบนั้น) แต่เขาสามารถให้ “ทางลัด” เช่น การแนะนำให้รู้จักซัพพลายเออร์ หรือการถ่ายทอดประสบการณ์ หรือ เคล็ดลับทางธุรกิจวิให้กับเราได้

2. จุดที่ “อันตราย” และ “ไม่ถูกต้อง”

ประโยคที่ว่า “คนรวยจะให้เงินคุณเพื่อเริ่มธุรกิจ” และ “คนจนจะทำให้คุณตกต่ำลง” เป็นสิ่งที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงอย่างมาก

ความเข้าใจผิดเรื่องเงินทุน

  • ความสัมพันธ์ไม่ใช่ตู้ ATM: ในโลกธุรกิจ ยิ่งรวยเขายิ่งระวังเรื่องการให้เงิน เพื่อนที่รวยจะลงทุนใน “โปรเจกต์ที่มีความเป็นไปได้” ไม่ใช่ลงทุนเพราะเป็นเพื่อนกันเฉยๆ การคาดหวังเงินจากเพื่อนจะทำลายความสัมพันธ์ได้ง่ายที่สุด
  • Smart Money vs. Easy Money: การได้เงินมาง่ายๆ โดยไม่มีแผนธุรกิจที่แกร่งพอ มักจบลงด้วยความล้มเหลวครับ

การตีตราคุณค่าของมนุษย์

  • ความรวยไม่ได้เท่ากับความดี: ความมั่งคั่งคือสถานะทางการเงิน ไม่ใช่เครื่องบ่งชี้จริยธรรม เพื่อนที่รวยแต่อาจจะคดโกง หรือกดขี่คนอื่น ก็สามารถพาคุณ “ตกต่ำ” ในแง่ชื่อเสียงและศีลธรรมได้เช่นกัน
  • คนจนไม่ใช่ตัวถ่วง: การมองว่าคนที่มีรายได้น้อยจะทำให้เราตกต่ำลง เป็นทัศนคติที่คับแคบครับ นวัตกรรมและแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่หลายอย่างมักมาจากคนที่ไม่มีอะไรเลย

3. การนำไปใช้ในชีวิตจริงอย่าง “เหมาะสม”

หากจะปรับประโยคนี้ให้ใช้ได้จริงในฐานะมนุษย์ที่อยากประสบความสำเร็จ ควรจะเป็นแบบนี้

สิ่งที่ควรทำสิ่งที่ควรเลี่ยง
เลือกคบคนที่ “ทัศนคติ” ไม่ว่าเขาจะรวยหรือจนคบเพื่อนเพียงเพราะหวังผลประโยชน์ทางการเงิน
สร้างตัวตนให้มีค่า เพื่อให้คนเก่งๆ อยากรู้จักคุณเอาตัวเองไปเกาะกระแสคนรวยโดยไม่มีคุณค่าไปแลกเปลี่ยน
เรียนรู้วิธีหาเงิน จากคนรวยรอคอยเงินช่วยเหลือจากคนรวย
รักษาความสัมพันธ์ที่ดี กับคนทุกระดับ เพราะโอกาสมักมาในรูปแบบที่คุณคาดไม่ถึงดูแคลนคนที่มีฐานะด้อยกว่า

บทสรุป

ประโยคนี้แม้จะเป็นเรื่องจริง แต่ก็ใช่ทั้งหมด เราไม่ควรจะนำมาใช้ทั้งหมดครับ เพราะมันอาจทำให้ตัวเรากลายเป็นคนเห็นแก่ตัวและสูญเสียมิตรภาพที่แท้จริงไป

คำแนะนำคือ: “ให้อยู่ในสังคมที่รายล้อมไปคนที่มีวิสัยทัศน์ดี ไม่ว่าในกระเป๋าเขาจะมีเงินกี่บาทก็ตาม” เพราะคนที่มีวิสัยทัศน์จะดึงคุณขึ้น ส่วนคนที่คิดลบ (Toxic) ไม่ว่ารวยหรือจน จะฉุดเราให้ต่ำลงต่างหาก

CPNREIT ชูความสำเร็จ พลิกโฉมใหม่ เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า และ เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต ดันทราฟฟิกพุ่ง หนุนผลงานกองทรัสต์โดดเด่น

0

เพชรเม็ดงาม ทำเลเด่น ทราฟฟิกดี รายได้โตต่อเนื่อง ตั้งเป้าขยายขนาดสินทรัพย์เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าภายในปี 2032  

CPN รีเทล โกรท (CPNREIT) เดินหน้าตอกย้ำความแข็งแกร่งของพอร์ตสินทรัพย์คุณภาพสูง ผ่านการทรานส์ฟอร์มครั้งใหญ่ของ เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า และ เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต สะท้อนยุทธศาสตร์การลงทุนเชิงรุกที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินทรัพย์ และผลตอบแทนที่มั่นคงแก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์ อีกทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้พันธมิตรร้านค้าลงทุนขยายธุรกิจและเติบโตในระยะยาว

นางสาวปัทมิกา พงศ์สูรย์มาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพีเอ็น รีท แมเนจเมนท์ จำกัด ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ CPNREIT กล่าวว่า “จากความสำเร็จของการเปิดตัว เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า และเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต อย่างยิ่งใหญ่ สะท้อนยุทธศาสตร์การบริหารสินทรัพย์ของ CPNREIT ที่สร้างผลการดำเนินงานอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง  เรามองเห็นศักยภาพของทั้งสองทำเลในการสร้างมูลค่าเพิ่ม จึงเดินหน้าปรับปรุงและยกระดับสินทรัพย์เพื่อสร้างการเติบโตของรายได้ในอนาคต โดยหลังการทรานส์ฟอร์ม ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากลูกค้า สร้างความเชื่อมั่นให้พันธมิตรร้านค้าเลือกลงทุนขยายธุรกิจและเติบโตไปด้วยกันในระยะยาว ตอกย้ำบทบาทของ CPNREIT ในฐานะผู้นำกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ด้านค้าปลีกที่มีมูลค่าตลาดใหญ่ที่สุดในไทย”

ทรานส์ฟอร์มยิ่งใหญ่ 2 สินทรัพย์ ยกระดับมูลค่าพอร์ตต่อเนื่อง

CPNREIT สะท้อนแนวคิดการบริหารกองทรัสต์ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง โดยทุกการทรานส์ฟอร์มเป็นการยกระดับสินทรัพย์ในเชิงโครงสร้าง เพื่อเสริมศักยภาพและความแข็งแกร่งของกองทรัสต์ โดยสะท้อนจาก 2 สินทรัพย์ ได้แก่

  • เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เป็นสินทรัพย์ที่มีศักยภาพในระดับ Class A มีความสามารถในการทำกำไรระดับ Top-Tier ที่เจาะฐานกำลังซื้อ New Wealth และสร้างรายได้มั่นคงเติบโตต่อเนื่อง จากศักยภาพของทำเลระดับ District Leadership ฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นย่านที่มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมและฐานกำลังซื้อคุณภาพสูง ภายใต้งบลงทุนของ CPNREIT ไม่เกิน 1,100 ล้านบาท  โดยได้ทรานส์ฟอร์มครั้งใหญ่ในรอบกว่า 3 ทศวรรษ เพื่อเป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตอย่างครบวงจร พลิกโฉมทุกชั้น พร้อม Tenant Mix กว่า 500 แบรนด์ชั้นนำ โดยกลุ่มเซ็นทรัลได้ยกระดับสู่ Next Gen Retail เสริมด้วย Magnet Brands ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ทุกเจเนอเรชัน ขณะเดียวกัน ได้ยกระดับโซนอาหารสู่ Food Destination ระดับท็อปของประเทศ รวมกว่า 200 ร้านดัง ตั้งแต่ร้านมิชลิน ร้านใหม่ครั้งแรกในไทย ไปจนถึง Street Food และ Food Patio ที่ดีที่สุดในย่าน ด้วยแนวคิด ‘The New Soul of Pinklao’ สร้างทราฟฟิก New High 80,000 คนต่อวัน ผสานกับรายได้จากอาคารสำนักงานที่ช่วยกระจายความเสี่ยง
  • เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต สะท้อนศักยภาพการเติบโตในระยะยาว จากทำเลศักยภาพใกล้สนามบินและย่านเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของภาคเหนือ ภายใต้งบลงทุนของ CPNREIT ไม่เกิน 806 ล้านบาท ศูนย์การค้าได้ทรานส์ฟอร์มครั้งใหญ่ทั้งในมิติ Master Planning และภาพลักษณ์ใหม่ของมิกซ์ยูส ดึงดูด Quality Tourist ด้วยการเพิ่มพื้นที่ ‘กาดหลวง’ ขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม รองรับร้านอาหารระดับมิชลิน Local Food และร้านของฝากกว่า 100 ร้านค้า นอกจากนี้ ยังเสริมความแข็งแกร่งของ Tenant Mix ด้วยกว่า 350 แบรนด์ชั้นนำทั้ง Global และ Local พร้อมแบรนด์ไฮไลต์ที่เปิดครั้งแรกในภาคเหนือ เพื่อรองรับการขยายตัวของ Catchment Area และกำลังซื้อที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

CPNREIT เดินหน้าตามยุทธศาสตร์การเติบโตระยะยาว มุ่งยกระดับศักยภาพของศูนย์การค้าในพอร์ต และเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าขยายขนาดสินทรัพย์ให้เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าภายในปี 2032 เพื่อสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับผู้ถือหน่วยทรัสต์

ปัจจุบัน CPNREIT เป็นเจ้าของและผู้ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีศักยภาพ ประกอบด้วย ศูนย์การค้าจำนวน 7 แห่ง ได้แก่ เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า, เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต, เซ็นทรัล พระราม 2, เซ็นทรัล พระราม 3, เซ็นทรัล พัทยา, เซ็นทรัล มารีนา และเซ็นทรัล ลำปาง, อาคารสำนักงาน 4 แห่ง ได้แก่ ปิ่นเกล้า ทาวเวอร์ เอ และ บี, เดอะไนน์ ทาวเวอร์ส และยูนิลีเวอร์ เฮ้าส์ และโรงแรม 1 แห่ง ได้แก่ ฮิลตัน พัทยา

ติดตามความเคลื่อนไหว CPNREIT คลิก https://www.cpnreit.com/th/home

                           

“เมืองไทยประกันชีวิต” ปรับพอร์ตให้ผลตอบแทน “เฮง” ตลอดปีม้า แนะนำยูนิตลิงค์ ต้อนรับปีใหม่ 2569

0

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมืองไทยประกันชีวิตเดินหน้าสร้างความมั่นคงเพื่อคนที่คุณรัก ผ่านกลยุทธ์ “Go Healthier with MTL” เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ และสุขภาพทางการเงินให้ดียิ่งขึ้น โดยการพัฒนาบริการพิเศษสำหรับลูกค้าประกันชีวิตควบการลงทุนหรือยูนิตลิงค์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การคุ้มครองชีวิตและสุขภาพได้ดำเนินไปพร้อมกับโอกาสในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนผ่านผลิตภัณฑ์เมืองไทยยูนิตลิงค์ ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นเครื่องมือวางแผนการเงินระยะยาวที่ยืดหยุ่น เลือกเพิ่มความคุ้มครองสุขภาพได้ครอบคลุมทุกความต้องการ ปรับเปลี่ยนได้ตามไลฟ์สไตล์ เป้าหมาย และสถานการณ์ โดยปีที่ผ่านมา เมืองไทยประกันชีวิตได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ mDesign 99/3, 99/5 และ 99/10 ที่เปิดโอกาสให้ทุกท่านเลือกระยะเวลาชำระเบี้ยได้หลากหลายให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินของตัวเองมากยิ่งขึ้น

“บริษัทฯ ได้เสริมความมั่นใจด้านการลงทุนให้กับลูกค้าเมืองไทยยูนิตลิงค์ ด้วยบริการ MTL Portfolio Management ซึ่งดูแลโดยผู้จัดการกองทุนผู้มากประสบการณ์ของบริษัทฯ ที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. โดยในปี 2568 แม้ตลาดการเงินโลกจะมีความผันผวนสูง แต่พอร์ตโฟลิโอแนะนำ         ตามระดับความเสี่ยง 5 พอร์ต สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีในช่วงประมาณ 7.7% – 11% ซึ่งถือว่าทำผลงานได้โดดเด่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเทียบกับการลงทุนในหุ้นไทยที่มีผลตอบแทนติดลบถึง -6% ทั้งนี้ การลงทุนแบบเป็นพอร์ตโฟลิโอนั้นมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การกระจายความเสี่ยงในหลากหลายสินทรัพย์ แม้ในแต่ละปีจะไม่ได้ทำผลตอบแทนเหนือกว่าทุกสินทรัพย์ แต่การกระจายความเสี่ยงผ่านการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์จะช่วยลดโอกาสการเกิดผลตอบแทนติดลบที่รุนแรง และช่วยสร้างความสม่ำเสมอให้กับเงินลงทุนของลูกค้าเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” นายสาระ กล่าว

ในปี 2569 ภายใต้ภาพเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความท้าทายและความผันผวน เมืองไทยประกันชีวิตได้เตรียมพร้อมอย่างรอบคอบ โดยยังคงยึดหลักการกระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์เป็นสำคัญ เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้พอร์ตการลงทุนสามารถรับมือได้ทั้งในสภาวะที่ตลาดอาจปรับตัวลงรุนแรง และไม่พลาดโอกาสสร้างผลตอบแทนเมื่อตลาดปรับตัวสูงขึ้น โดยบริษัทฯ ได้ปรับสัดส่วนการลงทุนใหม่ให้สอดคล้องกับสภาวะตลาด มีการปรับลดสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ไทยและเพิ่มการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศเพื่อเพิ่มโอกาสรับประโยชน์จากทิศทางดอกเบี้ยโลก ในขณะที่การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูงก็ได้ปรับลดบทบาทของหุ้นไทยเนื่องจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและการเติบโตที่ยังมีความท้าทาย โดยไปเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นโลก เพื่อเปิดโอกาสรับผลตอบแทนจากการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ซึ่งมีสัดส่วนของธุรกิจนวัตกรรม เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น AI อยู่เป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งกระจายการลงทุนบางส่วนไปยังตลาดหุ้นเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมหุ้นญี่ปุ่น) เพื่อกระจายความเสี่ยงออกจากตลาดสหรัฐฯ และรับโอกาสการเติบโตจากภูมิภาคเอเชียที่มีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกในระยะยาว ซึ่งการปรับกลยุทธ์ในครั้งนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างผลตอบแทนของพอร์ตแนะนำให้มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพสูงสุดในระยะยาว

ทั้งนี้ ลูกค้าเมืองไทยยูนิตลิงค์ mDesign, mGrow 615, mOne และ mOnePlus สามารถปรับสัดส่วนการลงทุนตามพอร์ตแนะนำใหม่ด้วยตัวเองผ่านแอปพลิเคชัน MTL Click สำหรับลูกค้าที่ไม่มีเวลาบริหารจัดการพอร์ตการลงทุน สามารถสมัครใช้บริการ MTL Portfolio Management เพื่อให้ทีมผู้จัดการกองทุนมืออาชีพคอยติดตามดูแลพร้อมทั้งปรับพอร์ตการลงทุนยูนิตลิงค์แบบอัตโนมัติให้เหมาะสมตามสถานการณ์ เพื่อเป้าหมายการวางแผนการเงินในระยะยาว นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีทีม MTL Portfolio Consultants ที่พร้อมให้คำปรึกษา และร่วมวางแผนทางการเงินระยะยาวไปกับทุกท่าน ผู้สนใจสามารถติดต่อตัวแทนเมืองไทยประกันชีวิต หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 1766

รู้เก็บรู้ออม : NEW BREED 2026 ถนนสู่อาชีพการเงิน

0
ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง  หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

อาชีพสายการเงินและลงทุนยังเป็นที่ต้องการอันดับต้นของตลาดแรงงานไทย โดยสายงานยอดนิยมทั้งตำแหน่งนักวิเคราะห์การลงทุน, ผู้จัดการกองทุน. นักวางแผนการเงิน ล้วนจำเป็นต้องมีทักษะความรู้เฉพาะด้าน ซึ่งเดี๋ยวนี้โอกาสการเข้าสู่วิชาชีพการเงินนั้นเปิดกว้างขึ้นสำหรับผู้ที่เรียนจบการเงินโดยตรง หรือผู้ที่อาจไม่ได้เรียนจบด้านนี้ แต่มีความสนใจต้องการเข้าสู่สายอาชีพนี้

“ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” มีโครงการที่ทำต่อเนื่องมาจนถึงปีนี้เป็นปีที่ 6 แล้วนั่นคือโครงการ New Breed ซึ่งที่ผ่านมา ได้ผลิตบุคลากรสายอาชีพการเงิน ป้อนให้กับตลาดทุนไทยได้เป็นจำนวนมาก

ปี 2569 นี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯขอชวนนิสิต นักศึกษา และผู้สนใจวิชาชีพด้านการเงิน เข้าร่วมสมัคร “โครงการทุน New Breed Capital Market Financial Professionals 2026” เพื่ออัปสกิลความรู้ และพัฒนาทักษะอาชีพสายการเงิน ผ่านการเรียนหลักสูตรแบบเข้มข้น Certified Investment and Securities Analyst ระดับ Foundation Knowledge (AISA) พร้อมโอกาสชิงทุนสอบ AISA เพื่อคว้าคุณวุฒิไว้เป็นใบเบิกทางสู่วิชาชีพการเงิน

ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้เรียนรู้การวิเคราะห์ทางการเงินและการจัดการลงทุนผ่าน e-learning และได้รับ e-book เอาไปเรียนทบทวนความรู้ โดยผู้สมัครเรียนที่สอบคัดเลือกผ่านและทำคะแนนสูง 250 คนแรกจะได้รับทุนสอบ AISA ฟรี 2 ครั้ง และมีโอกาสได้เรียนติวตะลุยโจทย์สอบ AISA กับติวเตอร์ที่เป็นวิทยาการมืออาชีพมาสอนเทคนิคทำข้อสอบ

และยังมีกิจกรรม Exclusive Financial Career Camp ซึ่งจะคัดเลือกผู้เข้าร่วมกิจกรรม 150 คน เพื่ออบรมทักษะ Hard Skills และ Soft Skills สร้างเสริมประสบการณ์นอกห้องเรียน และความรู้ทางด้านการเงินการลงทุนตามสายงานที่สนใจ และยังมีโอกาสเยี่ยมชมกิจการ เพื่อได้สัมผัสโลกธุรกิจของจริง และการทำงานของมืออาชีพ

พร้อมกับโอกาสเข้าร่วมแข่งขันวิเคราะห์เคสด้านการเงินและการลงทุน เพื่อเตรียมพร้อมและติดอาวุธความรู้เตรียมตัวเป็นมืออาชีพสายการเงิน ชิงรางวัลทุนสอบและเงินรางวัลรวม 200,000 บาท

ผู้สนใจตรวจสอบคุณสมบัติตัวเอง ถ้าตรงตามนี้ คือ 1.เป็นนิสิต นักศึกษา กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 3 ขึ้นไป ระดับปริญญาโท ระดับปริญญาเอก ที่มีอายุไม่เกิน 35 ปี (เกิดวันที่ 1 ม.ค.2534 เป็นต้นไป) และ 2.ผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ที่มีอายุไม่เกิน 25 ปี (เกิดวันที่ 1 ม.ค.2544 เป็นต้นไป) ก็สมัครเข้าร่วมโครงการได้เลยตั้งแต่วันนี้-15 มีนาคม 2569 ไม่มีค่าใช้จ่าย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.set.or.th/newbreed

และเตรียมพบกับกิจกรรมแรกของปีนี้ “New Breed Open House” เจาะลึกโอกาสอาชีพในตลาดทุนยุคใหม่ จัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14.00-16.00 น. รับชมสดทาง Facebook: SET Young Gen

คุณนายพารวย

AIS ผู้นำธุรกิจยั่งยืนตัวจริง บ.โทรคมนาคมไทยรายเดียวที่ได้เรทติ้ง ESG ระดับสูงจาก MSCI และตลาดหลักทรัพย์ฯ 

0

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ได้รับการประเมิน MSCI ESG Ratings ในระดับ AA ซึ่งถือว่าเป็นระดับสูง จัดอยู่ในกลุ่ม ESG Leader โดย AIS เป็น บริษัทโทรคมนาคมไทยรายเดียวที่ได้รับการจัดอันดับในระดับดังกล่าว จาก MSCI (Morgan Stanley Capital International) สถาบันชั้นนำระดับโลกด้านดัชนี การวิจัย และข้อมูลเพื่อการลงทุน สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) ที่ส่งผลต่อการสร้างคุณค่าองค์กรและความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน เมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันในระดับโลก

นอกจากนี้ AIS ยังได้รับการจัดอันดับ ESG Ratings ระดับ AAA ซึ่งเป็นระดับสูงสุดจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เน้นย้ำความแข็งแกร่งของการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นระบบ  มีความรับผิดชอบและโปร่งใส ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่าทางธุรกิจ สอดคล้องกับมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการที่ดี

AIS มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ภายใต้วิสัยทัศน์ “ขับเคลื่อนสังคมไทยสู่สังคมดิจิทัลอย่างยั่งยืนรวมกับพันธมิตรทางธุรกิจ” โดยสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจ การพัฒนาเทคโนโลยี และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พร้อมผสานนวัตกรรมดิจิทัลเข้ากับการดำเนินงานในทุกมิติ เพื่อสร้างผลลัพธ์เชิงประจักษ์ ทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การส่งเสริมการเป็นพลเมืองดิจิทัล และการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย

การได้รับการยอมรับจากทั้ง MSCI ในระดับสากล และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในระดับประเทศ สะท้อนถึงการบูรณาการ ESG เข้ากับกรอบกลยุทธ์องค์กร โครงสร้างการกำกับดูแล และกระบวนการบริหารความเสี่ยงของ AIS อย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตเชิงกลยุทธ์ในระยะยาว และการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมบนโลกดิจิทัล เพื่อตอบสนองความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะนักลงทุน นักวิเคราะห์ และสถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศ

CPF รวมพลังแบรนด์ในเครือ สืบสานวัฒนธรรมไหว้เจ้าตรุษจีน ให้สะดวกและมีความหมายยิ่งขึ้น

0

ตรุษจีนเป็นหนึ่งในเทศกาลสำคัญของวัฒนธรรมจีนที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน เป็นช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นปีใหม่ การแสดงความกตัญญู และการรวมตัวของครอบครัว วัฒนธรรมที่ดีเช่นนี้จึงควรค่าแก่การธำรงรักษา ควบคู่กับการปรับให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน เพื่อให้ประเพณียังคงอยู่และเข้าถึงได้ในทุกช่วงวัย

ในเทศกาลตรุษจีนปีนี้ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF คัดสรรผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพ สด สะอาด อร่อย และปลอดภัย พร้อมเพิ่มความสะดวกในการเตรียมของไหว้ให้กับคนไทยเชื้อสายจีน ผ่านแคมเปญ “ชวนไหว้ให้ได้ดี ด้วยชุดไหว้ CP 5 ดี” ช่วยให้การไหว้เจ้าเป็นเรื่องง่าย ถูกต้องตามหลักความเชื่อ และสอดคล้องกับประเพณีตรุษจีนอย่างเหมาะสม

“ชุดไหว้ทองคำ CP 5 ดี” นำเสนอแนวคิด คัดสรรมาดี รสชาติดี สะดวกดี หาซื้อง่ายดี และชีวิตดี ผ่านการออกแบบชุดไหว้อย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่ผ้าปูโต๊ะทองคำที่ช่วยแนะนำตำแหน่งการจัดวางของไหว้ตามธรรมเนียมจีน ช้อนทองคำสำหรับตักตวงความหมายอันเป็นมงคล ไปจนถึงของไหว้ที่คัดสรรมาให้เหมาะสมกับการเริ่มต้นปีใหม่ของทุกครอบครัว โดยชุดไหว้ CP 5 ดี วางจำหน่ายผ่านโลตัสและแม็คโครทุกสาขาทั่วประเทศ

ขณะเดียวกัน CPF ยังรวมแบรนด์อาหารในเครือที่หลายคนคุ้นเคย มาเป็นทางเลือกในการเตรียมของไหว้ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็น ห้าดาว ที่มีเมนูไหว้เจ้าพร้อมเครื่องในแบบใกล้บ้าน เป็ดเจ้าสัว ที่จัดของไหว้ครบถ้วนตามธรรมเนียมโดยไม่ต้องลงครัว และ เชสเตอร์ กับชุดไก่ไหว้เจ้ายกกล่องที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ พร้อมไหว้ได้ทันที โดยทุกแบรนด์เปิดให้สั่งจองล่วงหน้าและรับสินค้าในช่วงวันที่ 7–17 กุมภาพันธ์ 2569 (สินค้ามีจำนวนจำกัด ตามเงื่อนไขของแต่ละสาขา)

การรวมพลังของแบรนด์ในเครือ CPF ครั้งนี้ สะท้อนความตั้งใจขององค์กรในการธำรงรักษาประเพณีที่ดีงาม ควบคู่กับการนำความเชี่ยวชาญด้านอาหารมาช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภค เพื่อให้การไหว้เจ้าในเทศกาลตรุษจีนมีความหมายและเข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น.

เมืองไทยประกันชีวิต ประกาศกลยุทธ์ “Go Healthier with MTL” ยกระดับดูแลสุขภาพกาย-ใจ-การเงิน ที่เหนือขึ้นไปอีกขั้น

0

เมืองไทยประกันชีวิต เดินหน้ากลยุทธ์ “Go Healthier with MTL” ยกระดับการดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ สุขภาพทางการเงินให้ดียิ่งขึ้น ผ่านผลิตภัณฑ์ บริการ ช่องทางการขาย นวัตกรรม พาร์ทเนอร์ และHealth Ecosystem ที่หลากหลาย ตอบโจทย์ความต้องการทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่าง ตรงจุดตอกย้ำการเป็นคู่คิดที่ลูกค้าไว้วางใจทั้งเรื่องชีวิตและสุขภาพ พร้อมอยู่เคียงข้างในทุกช่วงชีวิต

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL เปิดเผยว่า เมืองไทยประกันชีวิต “ขอขอบคุณ” ทุกความเชื่อมั่นและไว้วางใจจาก “ลูกค้าคนสำคัญ” ที่ทำให้ ในปีที่ผ่านมาเมืองไทยประกันชีวิตมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ในห้วงเวลาที่ต้องเผชิญกับความท้าทาย รอบด้าน และด้วยความไว้วางใจจากลูกค้าคนสำคัญทุกท่าน ทำให้ในปี 2568 เมืองไทยประกันชีวิต มีเบี้ยประกันภัยรับปีแรก (New Business Premium) เติบโตขึ้นกว่า 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยแบบประกัน Investment-Linked เติบโต 249% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และแบบประกันคุ้มครองโรคร้ายแรง (รายเดี่ยว) เติบโต 24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้านคะแนน NPS (Net Promoter Score) สูงขึ้นจาก 75 คะแนน เป็น 78 คะแนน มีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (Capital Adequacy Ratio) ณ สิ้นปี 2568 มากกว่า 350% ซึ่งสูงกว่าระดับเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามเกณฑ์ที่หน่วยงานกำกับดูแลกำหนดที่ 140% ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ และความแข็งแกร่งทางการเงินจาก S&P Global Ratings ที่ระดับ BBB+ (Stable Outlook) และ Fitch Ratings ที่ระดับ A- และ AAA(tha) (Stable Outlook)

ขณะที่นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) เมืองไทยประกันชีวิตเดินหน้านโยบายการสร้างความยั่งยืนในทุกมิติ จากการประเมินล่าสุดโดย MorningStar Sustainalytics สถาบันวิจัยและจัดอันดับความยั่งยืนระดับโลก ด้าน ESG บริษัทฯสามารถทำคะแนน ESG Risk Rating ได้ที่ 19.9 คะแนน จัดอยู่ ในกลุ่ม ‘ความเสี่ยงต่ำ’ (Low Risk Profile) โดยหัวใจสำคัญของความสำเร็จนี้มาจากความสามารถในการควบคุม ‘ความเสี่ยงด้าน ESG’ ได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งแรกของไทยที่ เข้าร่วมลงนาม UN-supported Principles for Responsible Investment (PRI) พร้อมด้วยการขึ้นทะเบียน คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) กับ องค์การบริหารจัดการ ก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) รวมถึงการเข้าเป็นสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC – Thai Private Sector Collective Action Against Corruption) ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3

สำหรับในปี 2569 นี้…นับเป็นอีกปีที่สำคัญของเมืองไทยประกันชีวิตในการก้าวเข้าสู่ปีที่ 75 ที่อยู่เคียงข้างเพื่อส่งมอบความสุขและรอยยิ้มให้แก่ทุกคน พร้อมยกระดับการเป็นคู่คิดที่ลูกค้าไว้วางใจทั้งเรื่องชีวิตและสุขภาพขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการประกาศเดินหน้ากลยุทธ์ “Go Healthier with MTL” สุขภาพดีขึ้นไปกว่าเดิม… กับเมืองไทยประกันชีวิต มุ่งดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ สุขภาพทางการเงินให้ดียิ่งขึ้น ผ่านผลิตภัณฑ์ บริการ ช่องทางการขาย นวัตกรรม พาร์ทเนอร์ และ Health Ecosystem ที่มีความหลากหลาย ตอบโจทย์ ทุกไลฟ์สไตล์ในทุกช่วงชีวิตได้อย่างตรงจุด ควบคู่ไปกับนโยบายการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในทุกก้าว ภายใต้การกำกับดูแลกิจการและการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงการสร้างสมดุลทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม มิติสังคม และมิติบรรษัทภิบาล

พร้อมอยู่เคียงข้างตั้งแต่การวางแผนดูแลเชิงป้องกัน เพื่อสุขภาพดีในระยะยาว (Wellness and Prevention) ผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมการดูแลสุขภาพ เช่น เมืองไทยไตรกีฬา เมืองไทยเชียงใหม่มาราธอน เป็นต้น การดูแลเมื่อเจ็บป่วย ผ่านความคุ้มครองที่เลือกได้ตามใจ บริการต่าง ๆ และพาร์ทเนอร์ที่ครอบคลุมอย่างครบวงจร (Diagnosis and Treatment) ไม่ว่าจะเป็น MTL Health Buddy แคร์คัฟเวอร์ สหคลินิก เครือข่ายโรงพยาบาล MTL Smile Hospital Network MTL Global Doctors และ MTL Global Connect เป็นต้น รวมถึงการดูแลต่อเนื่องหลังการรักษาหรือพักฟื้น รวมไปถึงการดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิง ผ่านพาร์ทเนอร์ผู้เชี่ยวชาญ (Post-Treatment) อย่าง Health at Home นายาเรสซิเดนซ์ บาย ลิฟเวล และพาร์ทเนอร์ด้านสุขภาพอีกมากมาย

สำหรับความร่วมมือกับเครือข่ายโรงพยาบาลคู่สัญญาทั่วประเทศภายใต้โครงการ MTL Hospital Smile Network ครอบคลุมทั้งภาครัฐ เอกชน และโรงเรียนแพทย์กว่า 145 แห่ง เพื่อยกระดับการดูแลผู้เอาประกันอย่างสะดวกและอุ่นใจ ตั้งแต่การลดความกังวลด้านค่าใช้จ่ายส่วนเกิน การประสานงานประเมินค่าใช้จ่ายก่อนการรักษาอย่างรวดเร็ว ไปจนถึงสิทธิประโยชน์และแพ็กเกจผ่าตัดพิเศษ สะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทในดูแลลูกค้าอย่างครบวงจร

ด้านของการดูแลสุขภาพทางการเงิน เมืองไทยประกันชีวิต ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ สามารถเข้ามาช่วยให้การวางแผนชีวิตเป็นเรื่องง่ายขึ้น เลือกความคุ้มครองที่เหมาะสมกับช่วงชีวิตได้ตรงจุด ทั้งผลิตภัณฑ์ทางเลือกในการส่งต่อความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่นอย่างไม่สะดุด ด้วยแบบประกันภัย “เมืองไทย พรีเมียร์ เลกาซี่” หรือตัวช่วยให้คุณเบาใจ ในวันที่คุณจากไป ด้วยการวางแผนสร้างหลักประกันที่มั่นคงให้คนที่คุณรัก ผ่านโครงการ “ShieldLife” รวมถึงประกันรูปแบบใหม่ที่รวมประกันชีวิตและสุขภาพที่ให้คุณดูแลได้ทั้งตัวเองและคนข้างหลังในกรมธรรม์เดียว “เมืองไทย เฟล็กซี่ โพรเทคชั่น” พร้อมด้วยประกันสุขภาพและโรคร้ายแรง ประกันชีวิตควบการลงทุน ประกันอุบัติเหตุ ที่มีอย่างหลากหลาย เข้าถึงได้จริง เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าคนสำคัญ

ล่าสุด เมืองไทยประกันชีวิต เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “เมืองไทย เฟล็กซี่ โพรเทคชั่น 99/5” แบบประกันชีวิตที่ “คนซื้อได้ใช้จริง” โดดเด่นด้วยคุ้มครองครอบคลุมทั้งชีวิตและสุขภาพ ครบจบในกรมธรรม์เดียว เปลี่ยนทุนประกันเป็นค่ารักษาพยาบาลได้เมื่ออายุครบ 65 ปี* ช่วยให้อุ่นใจด้วยวงเงินสุขภาพพร้อมใช้ในวัยเกษียณ จ่ายตามจริงทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก จ่ายเบี้ยคงที่ 5 ปี ไม่ปรับเพิ่มตามอายุ พร้อมได้ทำการขยายอายุรับประกันตามความต้องการของลูกค้า จากเดิมรับได้ถึงอายุ 45 ขยายเพิ่มเป็นอายุ 55 ปี คุ้มครองยาวถึงอายุ 99 ปี กรณีเสียชีวิตทุนประกันที่เหลือสามารถส่งต่อให้คนข้างหลังได้ และเบี้ยประกันสามารถลดหย่อนภาษีได้

นายสาระ กล่าวเพิ่มเติมว่า เร็ว ๆ นี้ ทุกท่านจะได้พบกับโฉมใหม่ของเมืองไทยสไมล์คลับ และ Fit Rewards ที่จะมาร่วมเติมเต็มให้สุขภาพกาย สุขภาพใจ และสุขภาพทางการเงินที่ดียิ่งขึ้น ด้วยกิจกรรมและสิทธิพิเศษเหนือระดับ ซึ่งถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดีครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม พร้อมเชื่อมต่อทุกการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวันให้กลายมาเป็นส่วนลดค่าเบี้ยประกันภัย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการในโลกยุคใหม่ได้อย่างลงตัว

“เรามองว่า ปี 2569 ยังคงเป็นปีแห่งความท้าทาย โลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มตัว และยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมาย เมืองไทยประกันชีวิต เราพร้อมยืนเคียงข้างและดูแลลูกค้าคนสำคัญในทุกช่วงของชีวิตไม่ว่าโลกจะมีการเปลี่ยนแปลงไปแบบไหน โดยมุ่งหวังว่าเราจะทำให้ทุกคนมีความสุขและรอยยิ้ม เราจะไม่หยุดยั้งการพัฒนา คิดค้นนวัตกรรม รวมถึงบริการ ที่สามารถเข้าถึงและใช้บริการได้จริง เพื่อเป็นส่วนช่วยให้ทุกคนได้มีสุขภาพดีในทุกด้าน” นายสาระ กล่าว

ตามรอยเซียน โดย เจี๊ยบ บางกรวย “พระเปิม กรุวัดมหาวันจังหวัดลำพูน ”

0

หลวงพ่อบุญธรรม หลวงพ่อเซียนเจี๊ยบเคยกล่าวก่อนท่านมรณะภาพไว้ว่า พระเปิม เป็นพระต่อชีวิต ใครป่วยไม่สบายหนัก ไปขอพรท่านมีโอกาศได้มาคล้องคอ จะหายโรคหายภัยนะ มีโอกาสหามาใช้ ไม่แพงเราพอซื้อไหว แต่องค์ใหญ่หน่อยนะพระอาจารย์เล่าต่อประวัติ มีคนใส่หลวงพ่อเปิมโดนรถชน ตายหมดทั้งคัน รอดคนเดียวคล้องพระเปิม ไม่เป็นอะไรเลย ปฎิหารย์ มีจริงๆนะเธอ เจอในสนามหามาใช้นะ ศิลปงดงาม อายุเป็นพันปี คล้องเดี่ยวองค์เดียวสบายเลยมาดูพระเปิม กรุวัดมหาวัน ลำพูนวันนี้ เนื้อเขียว ละเอียดมีกรวยทราย เป็นตัวยึดให้เนื้อแกร่งแน่น แข็งเพราะพระองค์ใหญ่เนื้อหยาบกว่า พระรอดองค์เล็ก เนื้อละเอียด ไม่พบกรวดทราย พอจะมีติดได้ ถ้าเนื้อขาว เหลือง แดง เพราะยังไม่แกร่งเป็นหินเหมือนเนื้อเขียว พระเปิมองค์นี้สวยจัดมาก ตาหูจูกปากครบ ใบโพธิ์ด้านหลัง คมกริบ ที่สำคัญรูสดือใหญ่ จำให้แม่นแบบองค์นี้ พระอาจารย์สอนมา

ด้านหลังมีรอยนิ้มมือกด ไม่เรียบ มียุบนูน สูงต่ำ พระกดด้วยมือมักเป็นเช่นนี้ เนื้อแกร่งเป็นหิน ไม่เห็นราดำ บนเนื้อและในเนื้อ เพราะการเผาแบบกระเบื้องถ้วยชาม ในพระสกุลพระรอด มหาวัน ถ้าเจอเนื้อเขียวคือพระที่ถูกความร้อนมากที่สุด จนเป็นหินแล้ว ราดำไม่กัดกินเนื้อพระ

เดินตลาดเจอ เลือกองค์ที่เก่าเป็นธรรมชาติ ดมไม่มีกลิ่นมักแช่ให้เก่า พิมพ์ชัดๆใบโพธิ์คมๆ มีโอกาสได้พระแท้สูง ที่สำคัญไม่แพงเหมือนพระรอด ที่องค์ล่ะหลายๆล้าน พุทธคุณเท่ากัน พระสร้างพิธีเดียวกันนะเธอพระอาจารย์สอน เซียนเจี๊ยบบอกต่อ “หวานเจี๊ยบ”นะจ๊ะเธอ

เจี๊ยบบางกรวยเดินตามรอยพระอาจารย์ 087 0030897

เกษียณยังไง ไม่ให้แก่แล้วจน

0

“เกษียณสุข” ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา แต่เป็นสิ่งสร้างได้ด้วยกลยุทธ์ ทำไมบางคนยิ่งแก่ยิ่งดูเท่ห์ มีแต่คนอยากเข้าหา ในขณะที่บางคนกลับต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวและลำบาก…

ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่ “ดวง” แต่มันอยู่ที่ “การวางแผน” วันนี้ #เกรียนพารวย จะมาแชร์ 3 เคล็ดลับที่จะเปลี่ยนคุณให้เป็น “คนแก่ที่รวยและมีศักดิ์ศรี” จนไม่มีใครกล้าดูถูก!

1. 💸 สมการความมั่งคั่ง: ให้เงินทำงานแทนในวันที่เราอยากพักการจะ “ไม่จน” ในวัยเกษียณ ไม่ใช่แค่การออมเงินในบัญชีออมทรัพย์ครับ เพราะ “เงินเฟ้อ” จะกัดกินค่าของเงินคุณไปเรื่อยๆ

  • Asset Allocation: กระจายเงินไปในสินทรัพย์ที่สร้าง Passive Income เช่น หุ้นปันผล กองทุนดัชนี หรืออสังหาริมทรัพย์
  • พลังของดอกเบี้ยทบต้น: ยิ่งเริ่มเร็ว เงินหลักพันในวันนี้ จะกลายเป็นหลักล้านในวันหน้า

2. 🛡️ เกราะป้องกันชีวิต: อย่าให้ความเจ็บป่วยมาละลายทรัพย์สิน ศัตรูตัวฉกาจของคนวัยเกษียณไม่ใช่การใช้เงินฟุ่มเฟือย แต่คือ “ค่ารักษาพยาบาล” หลายคนสร้างเนื้อสร้างตัว ทำงานหนักเก็บเงินมาทั้งชีวิต แต่ต้องมาหมดตัวกับค่าหมอเพียงครั้งเดียว

-ประกันคือทางออก: วางแผนประกันสุขภาพและโรคร้ายแรงไว้ตั้งแต่ตอนที่ร่างกายยังแข็งแรง

-เงินสำรองฉุกเฉิน : การสำรองเงินสดไว้ให้เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายอย่างน้อย 6-12 เดือน

3. 🧠 พอร์ตศักดิ์ศรี: ลงทุนในความรู้และหมั่นอัพสกิล ทักษะให้กับตัวเอง

ทำไมคนถึงดูถูกคนแก่? ส่วนใหญ่เป็นเพราะเขามองว่าเรา “หมดไฟ” หรือ “ตามโลกไม่ทัน” ดังนั้น สิ่งที่เราควรต้องทำ คือ

Keep Learning: อย่าหยุดอัปเดตเทคโนโลยีและทักษะใหม่ๆ

Personal Brand: สร้างคุณค่าให้ตัวเองเป็นที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญในด้านที่ถนัด เมื่อเรามี “คุณค่า” ที่คนอื่นต้องการ ศักดิ์ศรีของเราจะเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ และไม่มีใครมองข้ามเราได้

การแก่ไปอย่างมีคุณภาพ เป็นเรื่องที่สามารถวางแผนได้ตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้เราเข้าสู่วัยเกษียณได้แบบภาคภูมิใจในตัวเอง

#การเงิน #วางแผนเกษียณ #ลงทุน #พัฒนาตัวเอง

เจียไต๋ เอ็กซ์พีเรียนซ์ จัดงาน “ฟิลด์ เดย์ นาดี นาปัง 2569” โชว์โซลูชันจัดการนาปรังแบบมืออาชีพ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต

0

บริษัท เจียไต๋ จำกัด ผู้นำธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรของไทย จัดงาน “ฟิลด์เดย์ นาดี นาปัง 2569” ณ “เจียไต๋ เอ็กซ์พีเรียนซ์” หรือศูนย์เกษตรเจียไต๋ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา เปิดพื้นที่การเรียนรู้จากแปลงนาจริง ถ่ายทอดแนวคิดและแนวทางการจัดการนาปรังอย่างเป็นระบบ ผ่านโซลูชันและองค์ความรู้ด้านการวางแผนการเพาะปลูก การบริหารจัดการต้นทุน และการใช้ปัจจัยการผลิตอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยให้เกษตรกรรับมือกับความท้าทายของการทำนาในปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การจัดงานครั้งนี้มุ่งตอบโจทย์ความท้าทายสำคัญของการทำนา ทั้งต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ความผันผวนของสภาพอากาศ รวมถึงการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืชที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรต้องตัดสินใจภายใต้ข้อมูลที่จำกัด เจียไต๋ เอ็กซ์พีเรียนซ์จึงนำเสนอแนวทางการจัดการแปลงนาที่เน้นการวางแผนอย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถควบคุมต้นทุน วางแผนการผลิต และรักษาความสม่ำเสมอของผลผลิตได้อย่างเหมาะสม

ภายในงาน เกษตรกรได้เยี่ยมชม “แปลงเจียไต๋สมาร์ทฟาร์มเมอร์” ซึ่งเป็นแปลงสาธิตการจัดการนาปรังแบบมืออาชีพ ที่ผสานองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแนวทางการจัดการแปลงเข้าด้วยกัน ตั้งแต่การเตรียมแปลงไปจนถึงการดูแลแปลงในแต่ละช่วงการเจริญเติบโต เพื่อให้เห็นภาพการจัดการแปลงอย่างเป็นขั้นตอน และสามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับแปลงของตนเอง

ในโอกาสนี้ คุณมนัส เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจียไต๋ จำกัด ได้เข้าร่วมงานและพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเกษตรกรอย่างใกล้ชิด สะท้อนความมุ่งมั่นของเจียไต๋ในการทำงานเคียงข้างเกษตรกรไทย และรับฟังเสียงจากการทำงานในพื้นที่จริง

คุณสุภาภรณ์ เกียรติศิริขจร Chief Marketing Officer บริษัท เจียไต๋ จำกัด กล่าวว่า เจียไต๋ก่อตั้ง “เจียไต๋ เอ็กซ์พีเรียนซ์” ขึ้นเมื่อกลางปี 2568 ในช่วงที่เกษตรกรเผชิญแรงกดดันจากราคาข้าวที่ผันผวนและต้นทุนการผลิตที่ควบคุมได้ยาก โดยมีเป้าหมายในการสร้างพื้นที่เรียนรู้ที่ช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงองค์ความรู้และแนวทางการจัดการแปลงนาอย่างเป็นระบบ เพื่อเสริมศักยภาพให้เกษตรกรสามารถวางแผนและบริหารจัดการการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

“เจียไต๋เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรสู่บทบาทใหม่ในฐานะโซลูชัน โพรไวเดอร์อย่างต่อเนื่อง เราเป็นเพื่อนคู่คิดและเป็นที่ปรึกษาทางการเกษตร ในการทำงานร่วมกับเกษตรกรตั้งแต่การวางแผน ถ่ายทอดองค์ความรู้ และนำข้อมูลกับเทคโนโลยีมาสนับสนุนการจัดการแปลง สำหรับงาน ‘ฟิลด์เดย์ นาดี นาปัง 2569’ ครั้งนี้ เราตั้งใจให้เกษตรกรได้เรียนรู้จากแปลงจริง ได้ซักถาม และแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างใกล้ชิดกับนักเกษตรและที่ปรึกษาทางการเกษตร เพื่อให้สามารถนำแนวทางที่ได้รับไปปรับใช้กับแปลงของตนเองได้อย่างเหมาะสม และลดความเสี่ยงในการทำนา” คุณสุภาภรณ์ กล่าว

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วยการแนะนำ “สูตรจัดการแปลงนาปรังแบบฉบับเจียไต๋” ควบคู่กับกิจกรรมเรียนรู้และกิจกรรมสร้างการมีส่วนร่วมจากบูทกลุ่มธุรกิจเจียไต๋ อาทิ เมล็ดพันธุ์เจียไต๋ ปุ๋ยตรากระต่าย และผลิตภัณฑ์อารักขาพืชเจียไต๋ รวมถึงธุรกิจเทคโนโลยีการเกษตรที่เปิดพื้นที่จัดแสดงโรงเรือนอัจฉริยะจากฟาร์มอินโน (ไทยแลนด์) โดรนเพื่อการเกษตรจาก XAG Thailand และรถ Service Provider เพื่อให้เกษตรกรได้เรียนรู้การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการเพาะปลูก ขณะเดียวกันยังได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรสำคัญ อย่าง สหกรณ์การเกษตรบางน้ำเปรี้ยว จำกัด รวมถึงบริษัท ยันม่าร์ เอส.พี. จำกัด ที่นำเครื่องจักรกลการเกษตรมาร่วมจัดแสดงและให้คำแนะนำแก่เกษตรกร เกษตรกร โดยมีคุณมานาบุ ฟุจิตะ Sale Office Manager เป็นตัวแทนเข้าร่วมงาน นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายในหัวข้อการเลือกสายพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับพื้นที่ โดยคุณนพดล ประยูรสุข ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวพระนครศรีอยุธยา รักษาการในตำแหน่ง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวฉะเชิงเทรา พร้อมกันนี้ นักเกษตรเจียไต๋ยังได้ให้แนะนำเกี่ยวกับแนวทางการเข้าร่วมโครงการบริหารจัดการการเพาะปลูกนาข้าวแบบเฉพาะแปลงของเจียไต๋ด้วย

งาน “ฟิลด์เดย์ นาดี นาปัง 2569” ได้รับความสนใจจากเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องจากจังหวัดฉะเชิงเทราและพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมกว่า 500 คน สะท้อนความมุ่งมั่นของเจียไต๋ในการขับเคลื่อนบทบาทโซลูชัน โพรไวเดอร์ เพื่ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยให้สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของภาคการเกษตรได้อย่างยั่งยืน ภายใต้เป้าหมาย “พืชดี ฐานะดี ชีวิตดี”

สำหรับเกษตรกรและผู้สนใจสามารถเข้าร่วมโครงการ “การจัดการการเพาะปลูกนาข้าว” แบบฉบับเจียไต๋ และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ “เจียไต๋ เอ็กซ์พีเรียนซ์” หรือ “ศูนย์เกษตรเจียไต๋” อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา เปิดบริการทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 8.30 – 17.00 น. ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ หรือติดต่อสอบถามทางเฟซบุ๊ก ศูนย์เกษตรเจียไต๋ l เจียไต๋ เอ็กซ์พีเรียนซ์ : https://www.facebook.com/ChiaTaiExperience