Home Blog Page 2

หลักฐาน…เสียงที่มักมาช้าที่สุด

0

วันนี้…สังคมไทยกำลังตัดสินคดีจากอะไร? จากหลักฐาน หรือจากกระแส?

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สังคมไทยได้เห็นข้อพิพาทจำนวนมาก ทั้งคดีทางการเมือง คดีสิ่งแวดล้อม คดีผู้บริโภค และข้อพิพาทระหว่างประชาชนกับภาคเอกชน หลายกรณีกลายเป็นที่ถกเถียงอย่างกว้างขวาง พร้อมกับคำถามใหม่ที่คนไทยได้ยินบ่อยขึ้นว่า การใช้สิทธิฟ้องร้องเป็นการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย หรือเป็นการใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อจำกัดการแสดงความคิดเห็น อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าความเห็นของแต่ละฝ่ายจะเป็นเช่นไร คำตอบสุดท้ายของข้อพิพาทเหล่านี้ไม่ควรเกิดจากยอดการแชร์ จำนวนผู้ติดตาม หรือกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ หากควรเกิดจากข้อเท็จจริงที่ผ่านการพิสูจน์และการพิจารณาตามกระบวนการยุติธรรม

นี่คือหลักการพื้นฐานของสังคมที่ยึดมั่นในหลักนิติธรรม

ศาลไม่ได้มีหน้าที่เลือกเชื่อฝ่ายใด แต่มีหน้าที่รับฟังพยานหลักฐานของทุกฝ่ายอย่างเสมอภาค ก่อนวินิจฉัยตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ผู้เรียกร้องสิทธิหรือค่าเสียหายต้องแสดงให้เห็นว่าความเสียหายเกิดขึ้นจริง มีหลักฐานรองรับ และมีความเชื่อมโยงกับเหตุที่กล่าวอ้าง ขณะเดียวกัน ผู้ถูกกล่าวหาก็มีสิทธิแสดงพยานหลักฐานเพื่อโต้แย้งหรืออธิบายข้อเท็จจริงของตนเอง หลักการนี้ไม่ได้มีขึ้นเพื่อให้ใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบ แต่เพื่อให้คำพิพากษาตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง มากกว่าความรู้สึกหรือแรงกดดันของสังคม

หลายครั้งที่ข้อกล่าวหาปรากฏต่อสาธารณะเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่การพิสูจน์ข้อเท็จจริงต้องใช้เวลาหลายเดือน หรือบางคดีอาจใช้เวลานานกว่านั้น เพราะการพิสูจน์ความจริงไม่ใช่การเลือกเชื่อเรื่องเล่าที่น่าเชื่อที่สุด หากเป็นการตรวจสอบเอกสาร พยานบุคคล พยานผู้เชี่ยวชาญ ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ และข้อเท็จจริงที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

ยิ่งเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ หรือความเสียหายทางเศรษฐกิจ การพิสูจน์ยิ่งต้องอาศัยมาตรฐานที่รอบคอบ เพราะความเสียหายอาจเกิดจากหลายปัจจัยพร้อมกัน การสรุปว่าสาเหตุใดเป็นต้นเหตุของความเสียหาย จึงไม่อาจอาศัยเพียงการพบเหตุการณ์สองอย่างเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ต้องพิสูจน์ความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลด้วยหลักฐานที่น่าเชื่อถือ

นี่คือเหตุผลที่ศาลเรียกเอกสารเรียกพยาน เรียกผู้เชี่ยวชาญ และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายซักถามข้อเท็จจริงอย่างเต็มที่ กระบวนการเหล่านี้อาจดูใช้เวลานาน แต่แท้จริงแล้วคือกลไกสำคัญที่ช่วยป้องกันไม่ให้ใครถูกตัดสินจากข้อสันนิษฐานเพียงอย่างเดียว และช่วยให้ผู้เสียหายที่แท้จริงได้รับความเป็นธรรมจากหลักฐานที่พิสูจน์ได้หากวันหนึ่งเราเป็นผู้เสียหาย เราคงอยากให้ศาลรับฟังหลักฐานของเราอย่างครบถ้วน แต่หากวันหนึ่งเราเป็นผู้ถูกกล่าวหา เราก็คงอยากได้รับโอกาสอธิบายข้อเท็จจริงอย่างเป็นธรรมเช่นเดียวกัน หลักการเดียวกันนี้เองคือหัวใจของกระบวนการยุติธรรม และเป็นหลักประกันที่คุ้มครองทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าเขาจะเป็นประชาชน ภาคธุรกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ

ในยุคที่ข้อมูลเดินทางเร็วกว่าความจริง สิ่งที่สังคมต้องการอาจไม่ใช่การตัดสินที่รวดเร็วที่สุด แต่คือการตัดสินที่ถูกต้องที่สุด เพราะความยุติธรรมที่เกิดจากการรีบด่วน อาจกลายเป็นความไม่เป็นธรรมที่แก้ไขไม่ได้ในภายหลัง

บางครั้ง ความกล้าหาญที่แท้จริงของสังคม ไม่ใช่การรีบเลือกข้าง หากคือการยอมรับว่ายังไม่มีข้อมูลเพียงพอ และพร้อมเปิดพื้นที่ให้ข้อเท็จจริงได้ทำหน้าที่ของมัน

เมื่อถึงวันนั้น ประโยคที่ควรกลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ของสังคมไทย อาจไม่ใช่การรีบชี้ว่าใครผิดหรือใครถูก หากแต่เป็นสองประโยคที่เรียบง่าย แต่ทรงพลัง “รอฟังผลการพิสูจน์ก่อน” และ “ขอดูหลักฐานก่อนตัดสินใจ” เพราะเมื่อหลักฐานเป็นผู้พูด ความยุติธรรมจึงไม่ใช่เพียงความหวัง แต่เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายมีโอกาสได้รับอย่างเท่าเทียม./

“เจริญฟาร์ม” พิสูจน์อาชีพเกษตรกรยุคใหม่ มรดกอาชีพที่มั่นคง ส่งต่อความสำเร็จจากรุ่นสู่รุ่น

0

ในโลกของเกษตรกรรม ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอาจไม่ใช่แค่การเริ่มต้น แต่คือการ “ส่งต่อ” ทำอย่างไรให้อาชีพเกษตรกรที่ดูเหมือนจะเหนื่อยหนัก กลายเป็นมรดกอันล้ำค่าที่คนรุ่นลูกและรุ่นหลานเต็มใจจะรับช่วงต่อด้วยความภาคภูมิใจ

สำหรับ “เจริญฟาร์ม” ฟาร์มสุกรจากอำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี คือคำตอบของคำถามนั้น เนื่องจากฟาร์มแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานประกอบการ แต่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของความสำเร็จที่เกิดจากความวิริยะอุตสาหะของเกษตรกรถึง 3 ชั่วอายุคน ผสานกับการสนับสนุนอย่างเป็นระบบจาก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF จนสามารถส่งต่ออาชีพที่มั่นคงจากรุ่นพ่อแม่ สู่รุ่นลูก และก้าวไปถึงรุ่นหลานอย่างยั่งยืน

จาก ‘ติดลบ’ สู่รากฐานที่มั่นคง :ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2536 ไพบูลย์ และ กิตติมา เจริญภักดี สองสามีภรรยาผู้เริ่มต้นเส้นทางนี้ด้วยหัวใจที่เกินร้อย ในเวลานั้น เจริญฟาร์มเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปี 2536 ด้วยแม่พันธุ์ 130 ตัว ในรูปแบบฟาร์มระบบเปิด ซึ่งเต็มไปด้วยอุปสรรค ทั้งสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว การผสมพันธุ์ที่ต้องลงมือเองทุกขั้นตอน และภาระงานมหาศาลที่ต้องแบกรับควบคู่ไปกับงานประจำ

“ยุคนั้นเราทำเองหมด กวาดคอกเอง ทำคลอดหมูเอง เหนื่อยจนแทบไม่ได้พัก” ไพบูลย์ รำลึกความหลัง “แต่สิ่งที่เรายึดถือคือการดูแลเองทุกขั้นตอน ต้องรู้ทุกเรื่องในฟาร์มเพื่อที่จะพัฒนาให้ทันโลก”

ขณะที่ กิตติมา เสริมด้วยความภูมิใจว่า “ช่วงแรกเราติดลบ รายรับน้อยแต่รายจ่ายเยอะ เคยกลัวว่าจะไม่มีเงินส่งลูกเรียนจบ แต่พอเรามีซีพีเอฟมาเป็นที่ปรึกษา ทำให้ฟาร์มมีรายได้ที่แน่นอนและชัดเจน กลายเป็นรากฐานที่ทำให้เราส่งลูกๆ ทั้ง 3 คนเรียนจบปริญญาจากกรุงเทพฯ ได้สำเร็จ วันนี้อาชีพเลี้ยงหมูให้เรามากกว่าเงินทอง แต่คือความมั่นคงของครอบครัว ตั้งแต่ลูกๆ ยังเล็ก เราไม่เคยกันเขาออกจากฟาร์ม แต่มอบหน้าที่เล็กๆ ให้ทำ ตั้งแต่ให้อาหารหมู จดบันทึกน้ำหนัก ไปจนถึงดูแลความสะอาดคอก เพื่อให้รู้ว่าความสำเร็จมาจากความรับผิดชอบ ไม่ใช่ของที่ได้มาฟรีๆ เราอยากให้เขารักบ้านเกิด และกลับมาต่อยอดสิ่งที่ครอบครัวสร้างไว้ด้วยความภาคภูมิใจ”

ต่อยอดด้วยเทคโนโลยีและมาตรฐานสากล :ในวันนี้ เจริญฟาร์มถูกยกระดับสู่ฟาร์มมาตรฐานสากลภายใต้การดูแลของ เพิร์ล-อรัชมน เจริญภักดี และ แพร-ปานรวี เจริญภักดี สองพี่น้องทายาทรุ่นที่ 2 ที่นำความรู้สมัยใหม่กลับมาพัฒนาธุรกิจครอบครัว จากฟาร์มระบบเปิดสู่ระบบปิด (EVAP) ที่ทันสมัย พร้อมใช้เทคโนโลยีกล้องวงจรปิดคอยตรวจสอบระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) และการบริหารจัดการข้อมูลสุกรผ่านระบบดิจิทัล

“เราโตมากับฟาร์มหมู เห็นพ่อแม่สร้างทุกอย่างมาจากศูนย์ด้วยอาชีพนี้” อรัชมน กล่าว “เรามองว่านี่คืออาชีพที่มั่นคงเหมือนงานราชการ มีรายได้แน่นอน และที่สำคัญคือทุกคนในครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้ากัน พัฒนาธุรกิจร่วมกับซีพีเอฟที่เปรียบเสมือนญาติมิตร คอยส่งสัตวบาลและสัตวแพทย์มาให้ความรู้และดูแลเราเหมือนคนในครอบครัว”

ด้าน ปานรวี สำทับว่า “หัวใจคือความใส่ใจ เราดูแลหมูอย่างเต็มที่เพื่อให้ได้เนื้อหมูที่สะอาด ปลอดสาร 100% ผู้บริโภคมั่นใจได้เลยว่าเนื้อหมูจากฟาร์มที่ทำด้วยใจรักนั้นปลอดภัยแน่นอน” แรงบันดาลใจสู่รุ่นที่ 3: ‘หลานชาย’ เกษตรกรตัวน้อยในฟาร์มสุกร :ความสำเร็จของเจริญฟาร์มไม่ได้หยุดแค่รุ่นลูก แต่ยังเบ่งบานในใจของ ภู-ภูริณัฐ แตงจันทึก หลานชายตัวน้อยที่ซึมซับความขยันของแม่และคุณตาคุณยาย

“ผมเห็นคุณแม่ตื่นตี 3 ตี 4 มาเข้าคอกหมู แล้วค่อยไปส่งผมที่โรงเรียน ผมชอบหมูและอยากมีฟาร์มอีกเป็นสิบๆ เล้าเพราะรายได้เยอะครับ” โดยน้องภูมีความฝันอยากเป็นหมอรักษาคนเป็นอาชีพหลัก และมีฟาร์มสุกรเป็นอาชีพที่สร้างความมั่นคงให้ครอบครัวต่อไป

33 ปีแห่งพันธมิตรที่ยั่งยืน :เรื่องราวของเจริญฟาร์มคือต้นแบบของเกษตรกรไทยที่ไม่หยุดนิ่ง การเดินทางกว่า 3 ทศวรรษพิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อความมุ่งมั่นของเกษตรกรมาเจอกับระบบสนับสนุนที่ดีจากซีพีเอฟ อาชีพเกษตรกรรมก็ไม่ใช่อาชีพที่เหนื่อยเปล่า แต่เป็นมรดกอันล้ำค่าที่สามารถส่งต่อความภาคภูมิใจได้จากรุ่นสู่รุ่น

“ขอบคุณซีพีเอฟที่อยู่เคียงข้างและไม่เคยทิ้งเรา” ไพบูลย์ ทิ้งท้าย “อาชีพนี้ให้ชีวิตใหม่ ให้การศึกษาลูก และให้ความสุขกับครอบครัวของเราอย่างแท้จริง”

TSD ชี้แจงเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศระบบงาน TSD Investor Portal โดยได้แจ้งผู้เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับการเฝ้าระวัง

0

บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) ตรวจพบการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการในระบบงาน TSD Investor Portal โดยไม่ได้รับอนุญาต ส่งผลให้เกิดการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลบางส่วน ซึ่ง TSD ได้ดำเนินการปิดกั้นการเข้าถึงระบบงานดังกล่าว และหยุดการรั่วไหลของข้อมูลโดยทันทีแล้ว รวมถึงได้ยกระดับมาตรการเฝ้าระวังป้องกันภัยไซเบอร์เพิ่มขึ้นด้วย

ทั้งนี้ หลังจากตรวจพบเหตุการณ์ดังกล่าว TSD ได้มีการทำตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งรวมถึงการรายงานต่อหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งแจ้งให้เจ้าของข้อมูลที่อาจได้รับผลกระทบรับทราบ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการซื้อขายหลักทรัพย์ ข้อมูลด้านการเงิน และทรัพย์สินต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้การดูแลรักษาของ TSD แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม TSD ขอแนะนำให้ผู้ใช้บริการเพิ่มความระมัดระวังต่ออีเมล ข้อความ SMS หรือโทรศัพท์ที่แอบอ้างเพื่อหลอกขอข้อมูล และไม่คลิกลิงก์หรือให้รหัสผ่าน/ข้อมูลส่วนตัวแก่ผู้ที่ติดต่อมาโดยไม่ทราบแหล่งที่มาชัดเจน รวมทั้งขอแนะนำให้เปลี่ยน password เป็นประจำ เพื่อรักษาความปลอดภัยของข้อมูล

หากผู้ใช้บริการ TSD Investor Portal ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ TSD Contact Center โทร 0-2009-9999 หรือ https://www.set.or.th/th/about/contact-us/contact-center หรือหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ โปรดติดต่อบริษัทหลักทรัพย์ที่ใช้บริการอยู่

ตลาดหลักทรัพย์ฯสัญจร เชียงใหม่เจ้า!

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง"  หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

มีคำถามหนึ่งที่ “คุณนายพารวย” ได้ยินบ่อยมากคือ คิดอยากเริ่มลงทุนให้เงินทำงานแทนเรา แต่ติดตรงที่ “ไม่รู้จะเริ่มยังไง” ยิ่งเดี๋ยวนี้มีทั้งหุ้นไทย หุ้นนอกพันธบัตร ทอง กองทุน ฟิวเจอร์ส ออปชัน และเครื่องมือลงทุนใหม่ๆมากมาย ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง สุดท้ายเลยพาลปล่อยให้เงินนอนนิ่งอยู่เฉยๆไปซะงั้น

อยากจะบอกตรงนี้นะคะว่า การลงทุนไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเรื่องยากเสมอไป แค่เรามีคนช่วยแนะนำ และเครื่องมือที่เหมาะสม เรื่องการลงทุนก็จะเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น

สัปดาห์นี้คุณนายพารวยมีข่าวดีมาบอกพี่น้องชาวเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียงว่า โอกาสดีมาถึงประตูบ้านท่านแล้วค่ะ กับงาน “ตลาดหลักทรัพย์ฯสัญจร จ.เชียงใหม่” งานที่ยกทุกเรื่องการลงทุนมาไว้ในที่เดียวแบบครบจบทุกเรื่องลงทุน โดย“ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” แม่งาน จัดกิจกรรมชีพจรลงเท้าครั้งนี้ เพื่อเดินหน้าสู่การเป็น The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities หรือประตูสู่โอกาสการลงทุนที่น่าเชื่อถือและครอบคลุมสำหรับทุกคนนั่นเอง

ทำให้งานที่จัดขึ้นครั้งนี้เหมาะกับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนหน้าใหม่ที่อยากจัดพอร์ตแรกให้มั่นคง หรือผู้ที่ลงทุนอยู่แล้วและอยากอัปสกิลความรู้ ตั้งแต่เรื่องพื้นฐานอย่างหุ้นไทย กองทุนรวม ทองคำ ไปจนถึงการจัดทัพลงทุนหุ้นต่างประเทศ และเครื่องมือคุ้มครองพอร์ตอย่างฟิวเจอร์สและออปชัน (TFEX)

ภายในงานจะมีการอัปเดตเทรนด์ลงทุนแบบเจาะลึก นำทีมโดยทัพกูรูลงทุนระดับหัวกะทิ กับหัวข้อพูดคุยที่ล้วนแต่น่าฟัง เปิดหัวด้วย “เปิด 2 แนวคิด พิชิตเป้าหมายการลงทุน จากมุมมองนักลงทุน vs นักวิเคราะห์”, “ค้นหาพอร์ตที่ใช่ ในแบบมือใหม่ vs มือโปร”, “สร้างผลตอบแทนชั้นยอดให้พอร์ตลงทุน กับหุ้นไทย vs หุ้นนอก ตัวท็อป”, “เปิด Mindset กับเทรดเดอร์มืออาชีพ”, “เปิด Mindset กับเทรดเดอร์มืออาชีพ” และปิดท้ายด้วย “ถอดรหัส สร้างโอกาสทำกำไร ด้วยฟิวเจอร์ส & ออปชัน ใน TFEX”

งานนี้งานเดียวตอบโจทย์ทั้งนักลงทุนมือใหม่และมือโปร เพราะในงานมีเซสชันช่วยค้นหาพอร์ตที่ใช่ให้เหมาะกับเป้าหมาย และมีบูธจาก 18 โบรกเกอร์ชั้นนำคอยให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัว แถมยังขนแอปพลิเคชันยุคใหม่มาช่วยให้เราวางแผนและเทรดได้ง่ายๆ บนหน้าจอมือถือ ช่วยให้เราวางแผนลงทุนได้ง่ายและสะดวกขึ้น

ปักหมุดแล้วกาปฏิทินรอไว้เลย วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. ที่โรงแรมเชียงใหม่ แกรนด์วิว โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ เข้าร่วมงานฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://www.setinvestnow.com/th/set-road-show-chiang-mai-2026 แล้วรับฟรีไปเลยของที่ระลึกเป็นกระเป๋า #investnow และหนังสือ The Investors

คุณนายพารวย มองว่า การลงทุนที่ดีที่สุด ไม่ใช่การเริ่มตอนที่เราพร้อมที่สุด แต่คือ การเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ ในแบบที่เราทำได้ ยิ่งเราเริ่มเรียนรู้เร็ว โอกาสในการสร้างความมั่นคงทางการเงินก็ยิ่งมาก อย่าปล่อยให้คำว่า “ไม่รู้” มาเป็นข้อจำกัดของอนาคตตัวเราเองนะคะ แล้วเจอกันที่เชียงใหม่ค่ะ!

คุณนายพารวย

ตามรอยเซียน โดย เจี๊ยบ บางกรวย “รักทอง ”

0

มาดูพระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่วันนี้ รักทองเก่าแห้ง ที่หลุดไปจากกาลเวลา ถูกสัมผัส เปลี่ยนเจ้าของมาหลายคน หลุมมวลสารที่หลุดไป ทำให้เห็นรักทองแทรกลงไป เกาะแน่น บอกได้ว่าพระองค์นี้ลงรักทั้งองค์
พระสมเด็จร้อยองค์ปิดทองเกิน95องค์ เป็นคุณค่าการเก็บรักษาพระ เพื่อเป็นของมงคลส่งมอบให้ลูกหลาน เก็บรักษาต่อไป

หลังมีรักทอง ถึงแม้ว่าจะไม่มีมากเหมือนด้านหน้า แต่ความแห้งของรักทอง เก่าเป็นธรรมชาติ ของอายุรักทองร้อยปี หลุมบ่อที่รักล่อนหลุด เห็นก้อนดำ เม็ดขาว คลื่นผิวหลุมบ่อเล็กๆ หย่นเหี่ยวต้องมีให้เห็น ขอบตอกตัด ทั้ง4ด้าน หยุบมนตามเวลา เป็นธรรมชาติ

เจอพระสมเด็จมีรักทองแบบนี้อย่าให้หลุดมือนะเธอ จ่ายจบพระสมเด็จวัดระฆังแจ่มๆมาหาแล้วจร้าาาา

“พระอาจารย์สอนเซียนเจี๊ยบบอกต่อ” หวานเจี๊ยบนะจ๊ะเธอ

เจี๊ยบบางกรวยเดินตามรอยพระอาจารย์ 087 0030897

Settrade Streaming  พร้อมเปิดจองซื้อพันธบัตรรัฐบาลออมพลัส 3–5 ส.ค. นี้

0

อมตี ประภาพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็ทเทรด ดอท คอม จำกัด ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการลงทุนออนไลน์ แอปพลิเคชัน Streaming พร้อมเปิดจองซื้อพันธบัตรรัฐบาลออมพลัส ผ่าน 15 โบรกเกอร์ 3–5 สิงหาคม 2569 ขั้นต่ำ 1,000 บาท เพียงเข้าเมนู “More” และเลือก “Bond”

Settrade คือหนึ่งในผู้ร่วมพัฒนาระบบ Bond Connect เพื่อรองรับการลงทุนพันธบัตรรัฐบาลออมพลัสครบวงจร ตั้งแต่การจองซื้อ จนถึงการจัดสรรแบบ Small Lot First เพื่อให้ผู้จองซื้อทุกรายมีโอกาสเข้าถึงพันธบัตรอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม โดยผู้ลงทุนสามารถตรวจสอบสถานะการจองและผลการจัดสรรได้ทาง www.settrade.com และอนาคตจะรองรับการซื้อขายเปลี่ยนมือ ซึ่งจะรวมพอร์ตการลงทุนทั้งพันธบัตรและหุ้นไว้ในพอร์ตเดียว และยังสามารถนำไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อต่อยอดการลงทุนได้อีกด้วย

พันธบัตรรัฐบาลออมพลัส เปิดให้จองซื้อผ่าน ระบบ Bond Connect ผ่านผู้จัดจำหน่ายที่เข้าร่วมโครงการ 24 ราย ในวันที่ 3 สิงหาคม ตั้งแต่เวลา 8.30 น. – 5 สิงหาคม ภายในเวลา 15.00 น. และจะจัดสรรในวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ภายใต้วงเงิน 2,000 ล้านบาท รวม 2 รุ่นคือ รุ่นอายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 1.8% ต่อปี รุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.8% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน ข้อมูลเพิ่มเติม www.set.or.th/bond และ www.setinvestnow.com/th/bond

สำหรับ บล. ที่สามารถจองซื้อ “พันธบัตรรัฐบาลออมพลัส” ผ่าน Settrade Streaming ทั้ง 15 ราย ได้แก่

บล. กรุงศรี, บล. กสิกรไทย, บล. โกลเบล็ก, บล. ดาโอ (ประเทศไทย), บล. บียอนด์, บล. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์, บล. เอเซีย พลัส, บล. ไอร่า, บล. บัวหลวง, บล. ทิสโก้, บล. เคจีไอ (ประเทศไทย), บล. อินโนเวสท์ เอกซ์, บล. หยวนต้า (ประเทศไทย), บล. ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) และ บล. ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย)

TSD ยกระดับการเฝ้าระวังระบบงาน TSD Investor Portal หลังตรวจพบเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ

0

บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) ตรวจพบการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการในระบบงาน TSD Investor Portal โดยไม่ได้รับอนุญาต ส่งผลให้เกิดการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลบางส่วน ซึ่ง TSD ได้ดำเนินการปิดกั้นการเข้าถึงระบบงานดังกล่าว และหยุดการรั่วไหลของข้อมูลโดยทันทีแล้ว รวมถึงได้ยกระดับมาตรการเฝ้าระวังป้องกันภัยไซเบอร์เพิ่มขึ้นด้วย

ทั้งนี้ หลังจากตรวจพบเหตุการณ์ดังกล่าว TSD ได้มีการทำตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งรวมถึงการรายงานต่อหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งแจ้งให้เจ้าของข้อมูลที่อาจได้รับผลกระทบรับทราบ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการซื้อขายหลักทรัพย์ ข้อมูลด้านการเงิน และทรัพย์สินต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้การดูแลรักษาของ TSD แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม TSD ขอแนะนำให้ผู้ใช้บริการเพิ่มความระมัดระวังต่ออีเมล ข้อความ SMS หรือโทรศัพท์ที่แอบอ้างเพื่อหลอกขอข้อมูล และไม่คลิกลิงก์หรือให้รหัสผ่าน/ข้อมูลส่วนตัวแก่ผู้ที่ติดต่อมาโดยไม่ทราบแหล่งที่มาชัดเจน รวมทั้งขอแนะนำให้เปลี่ยน password เป็นประจำ เพื่อรักษาความปลอดภัยของข้อมูลหากผู้ใช้บริการ TSD Investor Portal ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ TSD Contact Center โทร 0-2009-9999 หรือ https://www.set.or.th/th/about/contact-us/contact-center หรือหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ โปรดติดต่อบริษัทหลักทรัพย์ที่ใช้บริการอยู่

บล.บัวหลวง ชี้ SET ปลายปีนี้แตะ 1,700 จุด มีลุ้นฟันด์โฟลว์ซื้อสุทธิ 1.6 แสนล้านบาท พร้อมคัดหุ้นเด่นลงทุนครึ่งปีหลัง

0

นายพิริยพล คงวาณิช ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) บรรยายในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ปี 2569 ในหัวข้อ “เปิดกลยุทธ์ลงทุน-ปั้นพอร์ตทำกำไร” ว่า คาดดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 จะยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อ โดยมีโอกาสไปแตะ 1,700 จุดในช่วงปลายปีนี้ เนื่องจากเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ที่จะไหลเข้าต่อเนื่อง เพราะกำไรบริษัทจดทะเบียนปีนี้เติบโตเด่น ซึ่งตลาดคาดว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) ปีนี้ขึ้นแตะ 100 บาทต่อหุ้น โดยกลุ่มที่มีกำไรเติบโตเด่นคือ กลุ่มพลังงานปิโตรเคมี ฯลฯ และหุ้นไทยมีความโดดเด่นในเรื่องของการจ่ายเงินปันผลสูง ทำให้มีโอกาสที่ฟันด์โฟลว์ซื้อสุทธิหุ้นไทยปีนี้ 1.6 แสนล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันซื้อสุทธิแล้วประมาณ 7 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้การปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีหุ้นไทยในปีนี้ จะเป็นลักษณะ K-Shape คือขึ้นไม่เท่ากัน ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนต้องเลือกลงทุนเป็นตัว (Selective Buy) ในแต่ละอุตสาหกรรมที่มีปัจจัยบวก และแนวโน้มกำไรเติบโตในช่วงครึ่งปีหลังและต่อเนื่องในปีหน้า โดยกลุ่มหุ้นแนะนำคือ หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า เพราะได้ประโยชน์จาก FDI ที่ไหลเข้ามาในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันก่อสร้างเสร็จแล้ว เข้าสู่การเดินเครื่อง ทำให้มีความต้องการไฟฟ้าสีเขียว เลือก GULF,GPSC ,GUNKUL ,WHAUP เป็นหุ้นเด่น

กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ได้ประโยชน์จากวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์โลกเข้าสู่การฟื้นตัว จากทั้งภาคการผลิตโลก และการลงทุน ด้าน AI โดย แนะนำ KCE เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจจากได้รับผลดีจากการฟื้นตัวของอุปสงค์ในกลุ่มรถยนต์ยุโรป แม้จะมีความเกี่ยวข้องกับกระแส AI โลกน้อยกว่าหุ้นตัวอื่นในกลุ่มเดียวกัน

กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งมีความโดดเด่นในเรื่องของการจ่ายเงินปันผลที่สูง โดยหุ้นแนะนำคือ KBANK และ KTB เพราะมีรายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตดี และมีสำรองหนี้สูงสามารถรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจได้ , กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม จากกำไรผ่านจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 2/2569 แต่ต้องเลือกหุ้นที่มีฐานลูกค้าจีนและอินเดียที่เข้ามาท่องเที่ยวไทยมากขึ้น และได้ประโยชน์จากการจัดงาน Tomorrowland โดยเน้นบริษัทที่มีโรงแรมในกรุงเทพฯ ชลบุรี พัทยา แนะนำ ERW และ AWC

กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหาร จากกำไรผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2/2569 และได้รับผลดีที่อากาศจะร้อนมากขึ้นในช่วงปลายปีนี้ถึงปีหน้าจากปรากฏการณ์เอลนีโญ โดยหุ้นเด่นที่แนะนำคือ CBG เพราะน่าสนใจ เนื่องจากกำไรผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 และจะฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง จากธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลัง และธุรกิจจัดจำหน่ายแอลกอฮอล์ ที่ปรับตัวดีขึ้นมาก และหุ้นกลุ่มเนื้อสัตว์ แนะนำ CPF จากราคาหมูที่จะปรับตัวสูงขึ้นจากซัพพลายหมูลดน้อยลง จากสภาพอากาศที่จะร้อนขึ้น

นายเสริมศักดิ์ วงศ์สิทธิโชค ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายค้าตราสารการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การจัดพอร์ตการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลัง หากนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้ แนะนำลงทุนหุ้นประมาณ 60-70% ของพอร์ตการลงทุน แบ่งเป็นหุ้นไทย 30% และอีก 70% เป็นหุ้นต่างประเทศที่มีการเติบโตสูง

ส่วนอีก 30-40% ลงทุนในตราสารหนี้และพันธบัตร เน้นการลงทุนในตราสารหนี้ไทยเป็นหลัก และอาจมีการแบ่งส่วนเพียงเล็กน้อยไปลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ

บริหารพอร์ตให้เติบโตด้วย TFEX

0

นายตรีวิทย์ วังวรวุฒิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TFEX กล่าวบรรยายในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ปี 2569 ในหัวข้อ “รู้จัก TFEX : เครื่องมือบริหารความไม่แน่นอน และสร้างโอกาสในการลงทุน” ว่า ปัจจุบันบริบทการลงทุนเปลี่ยนไป เนื่องจากสินทรัพย์มีความผันผวนสูงมากขึ้น ปัจจุบันปรับตัวขึ้นเร็ว และปรับตัวขึ้น และลงเร็ว การใช้สถิติเพื่อใช้ในการลงทุนอาจจะใช้ไม่ได้แล้วจากสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงเร็ว

ดังนั้นการลงทุนเพื่อให้พอร์ตเติบโต จำเป็นต้องปกป้องสินทรัพย์ด้วย ซึ่งเครื่องมือในการปกป้องสินทรัพย์ที่ถูกกฎหมายมีที่เดียวในประเทศไทย คือ อนุพันธ์ หรือ TFEX ซึ่งเป็นการซื้อขายทิศทางของราคา โดยไม่ต้องถือสินทรัพย์จริง แต่ได้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวของราคา

โดยสินค้าใน TFEX คือ 1.สัญญาฟิวเจอร์ส (Futures) ใช้ในการล็อคราคาล่วงหน้า สามารถใช้ในการทำกำไร และป้องกันความเสี่ยงได้ด้วยการ “Short” (ขายล่วงหน้า) เพื่อทำกำไรมาชดเชยส่วนที่ขาดทุนจากสินทรัพย์จริง ซึ่งสินค้าใน สัญญาฟิวเจอร์สอ้างอิงมีทั้งหุ้น คือ SET50 Futures Stock Futures และที่ไม่ใช่หุ้นคือ Gold Futures ,Gold Online Futures, Mini Gold Online Futures,Silver Online Futures ,Rubber Futures ,USD Futures

2.สัญญาออปชัน (Options) จะมีลักษณะเหมือนกับการซื้อประกัน โดยจ่ายค่าธรรมเนียม (Premium) เพื่อซื้อสิทธิ์ในการขายหรือซื้อสินทรัพย์ตามราคาที่ตกลงกัน หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เราจะได้เงินชดเชยกลับมาบางส่วน เพื่อลดความสูญเสีย โดยมีสินค้าอ้างอิง คือ SET50 Options และ USD Options.

ทั้งนี้ก่อนลงทุนใน TFEX นักลงทุนจะต้องเข้าใจใน 3 เรื่องคือ 1.มูลค่าสัญญา จะต้องรู้ว่า 1. สัญญาที่เราถือนั้นมีมูลค่าจริงเท่าไหร่ เพื่อไม่ให้ลงทุนเกินตัว (Overtrade) 2.อัตราทด (Leverage) การใช้เงินน้อย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มาก มีทั้งข้อดีคือประหยัดเงินทุน แต่ก็มีข้อควรระวังคือหากราคาเคลื่อนที่ผิดทาง ผลขาดทุนก็จะทวีคูณเช่นกัน 3. วินัยในการจัดการเงินวางประกัน (Margin) จะต้องคอยติดตามสถานะและเติมเงินประกันให้เพียงพอเพื่อไม่ให้ถูกบังคับปิดสถานะ.

สำหรับสินค้าใหม่ใน TFEX ที่เปิดให้มีการซื้อขาย 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา คือ Mini Gold Online Futures ที่ย่อขนาดสัญญาให้เล็กลงกว่าเดิมถึง 10 เท่า จากเดิมที่สัญญามีขนาดเทียบเท่าทองคำแท่งน้ำหนักประมาณ 10 ทรอยออนซ์ต่อสัญญา ซึ่งสัญญาใหม่นั้นจะมีขนาดเพียง 1 ทรอยออนซ์ต่อสัญญา หรือประมาณ 2 บาททองคำ ซึ่งการย่อขนาดสัญญาลงมาเหลือ 1 ใน 10 ของสัญญาเดิม จะช่วยให้การวางเงินหลักประกันลดลงมาอยู่ในระดับที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ผู้ลงทุนสามารถเพิ่มโอกาสทำกำไรหรือใช้ทองคำเสริมพอร์ตการลงทุนได้สะดวกและตอบโจทย์มากขึ้น.

สำหรับMini Gold Online Futures (ชื่อย่อสัญญา MGO) ยังคงจุดเด่นของ Gold Online Futures ไว้อย่างครบถ้วน คือเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงทองคำแท่งความบริสุทธิ์ 99.5% เสนอราคาซื้อขายตามราคาทองคำในตลาดโลกที่เป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ขณะที่วางเงินหลักประกันและชำระกำไรขาดทุนเป็นเงินบาท แต่สิ่งที่แตกต่างจากสัญญาเดิม คือ มีตัวคูณราคา (Multiplier) อยู่ที่ 30 เท่าของราคาซื้อขาย หรือกำหนดให้ทุก ๆ ดอลลาร์สหรัฐที่เปลี่ยนแปลงไปมีค่าเท่ากับกำไร/ขาดทุน 30 บาท

นอกจากนี้ตลาด TFEX อยู่ระหว่างการศึกษาออกสินค้าใหม่ ๆ เพิ่มเติมที่เป็นกลุ่ม Non Equity เช่น น้ำมัน คริปโตเคอเรนซี ฯลฯ โดยคริปโตฟิวเจอร์ (Crypto Futures)

เอกนิติ ชี้จุดอันตรายศก. จับตาเงินเฟ้อสูง ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เร่งปฎิรูปเศรษฐกิจไทย 3 ด้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน แก้ปัญหาสังคมสูงอายุ และเพิ่มทักษะแรงงาน

0

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 ในหัวข้อ “ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยและมาตรการของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ”ว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยวันนี้หากถ้ามองเป็นเครื่องบินจะเห็นว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา เครื่องบินของเราบินเอียงมาตลอด เพราะเราพึ่งพาเครื่องยนต์เดียว คือ การส่งออกเมื่อโลกแย่ เราก็จะแย่ไปด้วย แต่ภาพในประเทศของไทยกลับยังอ่อนแอ ทั้งการลงทุน การบริโภค อยู่ในระดับต่ำมาต่อเนื่อง ในขณะที่การเข้าไปช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ทำให้หนี้สาธารณะของรัฐบาลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

การสร้างสมดุลของเครื่องยนต์ให้กับเศรษฐกิจไทย หัวใจของผมในขณะนี้คือ จะผลักดันการลงทุนภาคเอกชน และการลงทุนของรัฐบาล โดยการทำงานในหน้าที่ รองนายกฯ และรมว.คลัง 7 เดือนที่ผ่านมา คือ ความพยายามให้การลงทุนนำการขยายตัวของเศรษฐกิจ และผลที่ได้วันนี้ จะเห็นการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นในแทบทุกตัว โดยเห็นการลงทุนภาคเอกชนโตประมาณ 10% ในไตรมาสแรกของปีนี้ และต้องการให้การลงทุนภาครัฐ ทั้งหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจโต 9.4% ซึ่งการโตด้วยการลงทุนจะดีกว่าการโตด้วยบริโภคที่กินใช้หมดไป

อย่างไรก็ตาม ผมยังมีไฟแดงอยู่ 2 ตัวอันตรายที่ต้องจับตา คือ อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เพราะเครื่องบินของเราจะโตจากเครื่องยนต์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีน้ำมันดีๆ หยอดด้วย น้ำมันที่ดีคือ เสถียรภาพที่ดี และตัวที่วัดเสถียรภาพว่าดีไม่ดีคือ อัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเงินเฟ้อ ซึ่งจากที่เงินเฟ้อติดลบในไตรมาสแรกปีนี้ ไตรมาสที่ 2 ปีนี้ เงินเฟ้อขึ้นไปที่ 2.7% จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ส่วนนี้จะกระทบต่อค่าครองชีพ และการบริโภคของคนไทย ซึ่งเราต้องบริหารจัดการให้ดี ถ้าปล่อยให้น้ำมันไม่ดี เครื่องยนต์ก็จะน็อกได้

อีกตัวอันตรายที่ต้องจับตาคือ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งหมายถึงประเทศไทยมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ เงินในกระเป๋าของเราฟ้องว่าหายไป โดย 2 เดือนที่ผ่านมา เราขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 14,000 ล้านเหรียญฯ หรือประมาณ 6 แสนล้าบาท

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า โครงสร้าการค้าโลกที่เปลี่ยนไป ทำให้ทุกประเทศพยายามจับกลุ่มและเจรจาทางการค้าระหว่างกัน การเจรจาเอฟทีเอ เป็นเครื่องมือที่ประเทศไทยจำเป็นต้องใช้ และสิ่งที่ถือว่าเป็นโอกาส ท่ามกลางสงคราม คือ การย้ายฐานการผลิตของนักลงทุน ทุกคนต้องการหาประเทศใหม่ที่ปลอดภัยเพื่อขยายการลงทุน ซึ่งส่วนหนึ่งมาลงทุนในไทย เห็นได้จากการเพิ่มขึ้นของตัวเลขการขอส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่เพิ่มขึ้นสูงมาก และที่ดีกว่าคือ ที่เข้ามาเป็นอุตสาหกรรมอนาคต ซึ่งวันนี้ เราต้องคว้าโอกาสนี้ให้ได้เพื่อเป็นห่วงโซ่การผลิตใหม่ของโลก “นักลงทุนที่เข้ามาต้องการน้ำสะอาด ไฟสะอาด ผมก็ได้ปลอดล็อก Direct PPA ให้สามารถทำได้โดยไม่มีโควต้า ช่วยให้พลังงานสะอาดของไทยทำได้เร็วขึ้น ซึ่งสอดรับกับกฎเกณฑ์ CBAM ของยุโรป และยังสอดรับกับการลงทุนในด้าน AI และดาต้า เซนเตอร์ ที่กำลังเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้นข ณะที่อีกสิ่งที่ต้องทำคือ เราจะทำอย่างไรให้ศักยภาพเศรษฐกิจดีขึ้น จากเดิมที่เคยโต 5-7% แต่ตอนนี้เหลือแค่ 2.7% แต่ที่น่าเสียดายคือ คนไทยเกิดน้อย แต่ผู้สูงอายุมากขึ้น ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำ 3 อย่างคือ ทำอย่างไรให้คนไทยเก่งขึ้น ทำอย่างไรให้คนสูงอายุทำงานได้นานขึ้น และทำอย่างไรจะดึงคนเก่งเข้ามาทำงานในประเทศมากขึ้น โดยมีเป้าหมายยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้กลับมาโต 3%++

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า แนวทางที่ผมจะทำคือ ปฎิรูป 3 อย่าง คือ การปฎิรูปเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ ซึ่งจะทำอย่างโปร่งใส อย่างที่สอง ปฎิรูปเพื่อรองรับเศรษฐกิจสูงอายุ และปฎิรูปทักษะแรงงานไทย ซึ่งผมทำโครงการ Skill Bridge เพื่อเพิ่มทักษะให้แรงงานไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ เพราะในการส่งเสริมการลงทุน เราได้เน้นการใช้แรงงานไทยที่มีทักษะเพียงพอ และการใช้วัตถุดิบในประเทศ รวมไทยปรับให้เด็กไทย มีหลักสูตรเรียนให้ตรงกับความต้องการงาน ตรงกับอุตสาหกรรมใหม่ที่มีการจ้างงานอัตราค่าจ้างสูง รวมทั้งเร่งกระจายความเจริญ และคนเก่งๆ ไปในต่างจังหวัด เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้เพิ่มขึ้น “ภายใต้ กรอ.คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิต เอกชนเป็นกองหน้า รัฐบาลจะเป็นกองกลาง เป็นตัวจ่ายบอลให้เอกชนทำประตู ทำทั้งในเรื่องการคลัง ช่วยส่งเสริมการการค้า เพิ่มทักษะให้แรงงาน และลดกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคในการธุรกิจทั้งหมด เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ปรับโครงสร้่างการผลิต การสร้างโครงสร้างตาข่ายรองรับสังคม การผลักดันโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด ไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ฟันด์ ปรับกฎเกณฑ์ให้ทันสมัย ไทยแลนด์ ฟาสต์ พาส ขณะที่ กองหลัง คือ เสถียรภาพเศรษฐกิจ วินัยการคลังที่ดี ซึ่งทำให้ประเทศไทยได้รับความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นจากสถาบันจัดอันดับและนักลงทุนทั่วโลก ซึ่งผมเข้าใจว่า การจะได้แชมป์ไม่ได้เป็นเรื่องง่ายๆ นักกีฬาทุกคนต้องทำงานหนัก และผมเห็นว่าต้องทำ เพราะวันนี้อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายของประเทศไทย”