Home Blog Page 2

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยกระดับกำกับดูแลและการเปิดเผยข้อมูล บจ. มีผลใช้บังคับ 1 ก.ค. 69

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประกาศยกระดับการกำกับดูแลและการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน (“บจ.”) ทรัสต์เพื่อการลงทุน (“กองทรัสต์”) กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (รวมเรียกว่า “กองทุนรวม”) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 มุ่งสร้างความโปร่งใส สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและมาตรฐานสากล เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับข้อมูลที่เพียงพอและทันเวลาสำหรับการตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ เกณฑ์ดังกล่าวได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องและผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. แล้ว โดยได้แจ้งให้ บจ. รับทราบแล้ว โดยมีสาระสำคัญดังนี้

  1. เพิ่มการเปิดเผยข้อมูลสำคัญเพื่อความโปร่งใส
    1. เปิดเผยรายการที่มีความเสี่ยงต่อฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของ บจ. กองทรัสต์ และกองทุนรวม เช่น การด้อยค่าสินทรัพย์ ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น และเงินมัดจำที่ไม่ได้รับคืนตามกำหนด เป็นต้น โดยให้เปิดเผยพร้อมกับการส่งงบการเงิน และรายงานความคืบหน้าทุกไตรมาสจนกว่าจะแก้ไขแล้วเสร็จ
    1. เปิดเผยข้อมูลทันทีเมื่อคณะกรรมการหรือคณะกรรมการตรวจสอบของ บจ. พบเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่อระบบควบคุมภายในที่สำคัญ และรายงานความคืบหน้าทุกไตรมาสจนกว่าจะแก้ไขแล้วเสร็จ
    1. เปิดเผยรายชื่อผู้ถือหุ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญเป็นรายเดือน ได้แก่ กรณีมีการเปลี่ยนแปลงการถือหุ้นทุก 5% ตามรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหุ้นสามัญของกิจการ (แบบ 246) และกรณีมีการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์แล้วเสร็จตามรายงานผลการทำ Tender Offer (แบบ 256) ยกเว้นกรณีเพิกถอนบริษัทจดทะเบียนโดยสมัครใจ
  • ปรับปรุงเกณฑ์ Backdoor Listing (การนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นทางอ้อม แทนการทำ IPO) เกณฑ์ใหม่จะพิจารณาจาก “ผลลัพธ์ของรายการ” (Substance) มากกว่ารูปแบบการทำรายการ โดยครอบคลุมรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์ที่มีขนาดใหญ่กว่า บจ. เดิม หรือส่งผลให้มีการเปลี่ยนอำนาจควบคุม หรือการเปลี่ยนแปลงกรรมการ/ผู้บริหารเกิน 50% หรือส่งผลให้ผู้ถือหุ้นเดิมของ บจ. ถือหุ้นต่ำกว่า 50% ของทุนชำระแล้ว
  • ปรับปรุงเกณฑ์ Cash Company (บริษัทที่มีสินทรัพย์ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดเป็นเงินสด หรือเทียบเท่าเงินสด โดยไม่มีธุรกิจหลักที่ชัดเจน) เกณฑ์ใหม่จะพิจารณาจากฐานะทางการเงินในภาพรวม โดยไม่จำกัดว่าต้องเกิดจากการขายสินทรัพย์ออกไปเท่านั้น และเริ่มพิจารณาจากงบการเงินงวดบัญชีสิ้นสุดหลังวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป
  • ปรับปรุงเกณฑ์ขึ้นเครื่องหมาย C (Caution: เครื่องหมายเตือนผู้ลงทุนให้เพิ่มความระมัดระวังในการซื้อขายหลักทรัพย์) เกณฑ์ใหม่ปรับการนับระยะเวลาขึ้นเครื่องหมาย CC (Non-Compliance: ไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์) และ CF (Free Float: การกระจายหุ้นการถือหุ้นรายย่อยไม่เป็นไปตามเกณฑ์) โดยเริ่มนับจาก “วันที่เกิดเหตุการณ์ที่บริษัทมีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูล” แทนการนับจาก “วันที่บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยข้อมูล” เพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทได้ประโยชน์จากการเปิดเผยข้อมูลล่าช้าและมีระยะเวลาแก้ไขนานกว่าบริษัทที่เปิดเผยข้อมูลตรงเวลา
  • ปรับปรุงเกณฑ์ Free Float (สัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายย่อย) สำหรับ บจ. เข้าใหม่ (New Listing) เกณฑ์ใหม่ยกเลิกการผ่อนผันระยะเวลาการกระจายการถือหุ้นสำหรับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีทุนชำระแล้วตั้งแต่ 10,000 ล้านบาทขึ้นไป และหากบริษัทเข้าใหม่ดำเนินการใดๆ ที่ทำให้สัดส่วน Free Float ต่ำกว่าเกณฑ์ทันทีที่หุ้นเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะถือว่าบริษัทนั้นขาดคุณสมบัติเรื่อง Free Float ตามเกณฑ์รับหลักทรัพย์ เพื่อให้เกณฑ์มีความชัดเจน และลดการใช้ดุลพินิจของตลาดหลักทรัพย์ฯ

ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเกณฑ์ที่มีการปรับปรุงได้ที่เว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ www.set.or.th ภายใต้หัวข้อ “กฎเกณฑ์/การกำกับ” และ “กฎเกณฑ์ – หนังสือเวียนส่วนที่เกี่ยวกับหลักทรัพย์จดทะเบียน”  

เมืองไทยประกันชีวิต เปิดเผยรายงานความยั่งยืน ปี 2568 ชูความสำเร็จองค์กรวิถี ESG สู่เป้าหมาย Net Zero ขึ้นแท่นบริษัทประกันชีวิตแห่งแรกในไทยที่ร่วมลงนาม UN PRI

0

เมืองไทยประกันชีวิต ตอกย้ำบทบาทองค์กรประกันชีวิตชั้นนำของไทยที่ดำเนินธุรกิจเคียงคู่สังคมไทยมายาวนาน เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรภายใต้แนวคิด “Boost Your Happiness by Our People” มุ่งพัฒนาศักยภาพของคนในองค์กร ควบคู่กับการส่งมอบผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าทุกช่วงชีวิต พร้อมบูรณาการแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม สังคม บรรษัทภิบาล และเศรษฐกิจ หรือ ESG เข้ากับกลยุทธ์องค์กรอย่างเป็นรูปธรรม

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า รายงานความยั่งยืน ประจำปี 2568 (Sustainability Report 2025) บริษัทฯ จัดทำขึ้นตามกรอบการรายงานระดับสากล GRI หรือ Global Reporting Initiative ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพื่อสื่อสารแนวทางการดำเนินธุรกิจที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจ การดูแลลูกค้า การพัฒนาคนในองค์กร การรับผิดชอบต่อสังคม และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ในปี 2568 สังคมไทยให้ความสำคัญกับสุขภาวะเชิงป้องกันมากขึ้น ขณะเดียวกันประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ทำให้ความคุ้มครองสุขภาพระยะยาว การวางแผนเกษียณ และการบริหารความเสี่ยงกลายเป็นเรื่องสำคัญของผู้บริโภค เมืองไทยประกันชีวิตจึงมุ่งดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ภายใต้หลักธรรมาภิบาล การบริหารความเสี่ยง และการพัฒนานวัตกรรม เพื่อส่งมอบความคุ้มครองและความมั่นคงให้แก่ลูกค้าตลอดช่วงชีวิต

ความสำเร็จด้านสิ่งแวดล้อม (Environment)

เมืองไทยประกันชีวิต ตั้งเป้าหมายสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ เพื่อรับมือกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

·       บริษัทฯ ประกาศพันธสัญญาเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในขอบเขตที่ 1 และ 2 ภายในปี พ.ศ. 2573

·       อาคารของบริษัทฯ 2 แห่ง ได้แก่ ศูนย์การเรียนรู้ สรรค์สาระ จังหวัดราชบุรี และอาคาร 66 Tower ได้รับรางวัลมาตรฐานอาคารอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมระดับสากล LEED ระดับ Gold สะท้อนความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

ความสำเร็จด้านสังคม (Social)

บริษัทฯ มุ่งเน้นการสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพและชีวิต (Democratize Insurance) ควบคู่ไปกับการดูแลบุคลากร

·       รองรับสังคมสูงวัย (Super-Aged Society) อย่างเต็มรูปแบบ ผ่านกลยุทธ์ “SILVER Readiness by MTL” พร้อมเชื่อมโยงระบบนิเวศด้านสุขภาพ (Health Ecosystem) และเครือข่าย Nursing Home รวมถึงเปิดตัวโครงการสมาร์ท ซิลเวอร์ และสมาร์ท ซิลเวอร์ พลัส

·       เปลี่ยนผ่านสู่การเป็นผู้สร้างเสริมสุขภาพเชิงรุกด้วยฟีเจอร์ “Fit Rewards” บนแอปพลิเคชัน MTL Click ที่ให้ลูกค้านำคะแนนสุขภาพมาแลกรับส่วนลดเบี้ยประกันภัยปีต่ออายุได้สูงสุดถึง 15%

·       ส่งเสริมความรู้ทางการเงินด้วยการเปิดตัวระบบ “MTL Retirement Check” เครื่องมือช่วยคำนวณและวางแผนเงินทุนเพื่อการเกษียณอย่างมีประสิทธิภาพ

·       ในด้านการดูแลพนักงาน บริษัทฯ ได้รับรางวัลองค์กรที่น่าทำงานด้วยมากที่สุด “Best Places to Work 2025” จาก WorkVenture และรางวัล “HR Asia Best Companies to Work for in Asia 2025” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4

ความสำเร็จด้านบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ (Governance)

บริษัทฯ ตอกย้ำความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมด้วยความแข็งแกร่งทางการเงินและการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบ

·    เมืองไทยประกันชีวิตเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งแรกในประเทศไทย ที่เข้าร่วมลงนามเป็นภาคีสมาชิกหลักการลงทุนที่รับผิดชอบระดับสากล (UN-Supported Principles for Responsible Investment: PRI)

·   บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์ที่มุ่งเน้น ESG ให้บรรลุ 16,000 ล้านบาท ภายในปี พ.ศ. 2571

·       บริษัทฯ มีความแข็งแกร่งทางการเงินระดับสูง โดยมีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนมากกว่า 350% ณ สิ้นปี 2568 ซึ่งสูงกว่าระดับที่กฎหมายกำหนดถึง 2.5 เท่า

·       ได้รับการจัดอันดับความเสี่ยงด้าน ESG จาก Morningstar Sustainalytics ที่ระดับ 19.9 คะแนน ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงต่ำ (Low Risk)

·       คว้ารางวัลบริษัทประกันภัยเกียรติยศสูงสุด (Hall of Fame) ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 5 จากสำนักงาน คปภ.      ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดในภาคธุรกิจประกันภัย

·       ได้รับการต่ออายุสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย หรือ CAC ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 สะท้อนความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาลและรับผิดชอบต่อสังคม

นอกจากนี้ ในด้านผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ยังสะท้อนถึงความแข็งแกร่งและความเชื่อมั่นจากผู้มีส่วนได้เสีย โดยในปี 2568 บริษัทฯ มีเบี้ยประกันภัยรับปีแรกเติบโตกว่า 10% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า คะแนนความพึงพอใจของลูกค้า หรือ NPS เพิ่มขึ้นจาก 75 เป็น 78 คะแนน อีกทั้งได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือและความแข็งแกร่งทางการเงินจาก S&P Global Ratings ที่ระดับ BBB+ และจาก Fitch Ratings ที่ระดับ A- และ AAA(tha)

“เมืองไทยประกันชีวิตจะยังคงบูรณาการแนวคิด ESG เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์องค์กร เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมยกระดับการบริการและความเป็นมืออาชีพ ภายใต้ความมุ่งมั่นในการเป็นคู่คิดที่ลูกค้าวางใจ เพื่อส่งมอบความสุข ความมั่นคง และคุณค่าระยะยาวแก่ทุกภาคส่วน และร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับสังคมไทยต่อไป” นายสาระกล่าวสรุป #MuangThaiLife #เมืองไทยประกันชีวิต

AIS เปิดตัว VDO Calling Melody สายมงคล ครั้งแรกของไทย เปลี่ยนการรอสายแบบเดิมให้ปังขึ้นด้วย AI สร้างสรรค์องค์เทพสุดวิจิตร

0

AIS ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมดิจิทัล เปิดตัวบริการใหม่ VDO Calling Melody ที่เปลี่ยนการรอสายแบบเดิมให้ปังขึ้นด้วยวิดีโอรอสาย ให้คนที่โทรหาคุณรับชม VDO Clip ระหว่างรอสาย แทนการรอสายแบบเดิม พร้อมต่อยอดสู่คอลเลกชันพิเศษ “VDO Calling สายมงคล” ครั้งแรกของประเทศไทยที่นำศาสตร์ความเชื่อออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์ตัวเลขมาผสานกับเทคโนโลยี Generative AI สร้างสรรค์ภาพองค์เทพในรูปแบบดิจิทัลอาร์ตอันงดงาม มีเอกลักษณ์ และร่วมสมัย ให้ทุกสายที่โทรเข้ามาได้สัมผัสความสวยงาม ความเป็นสิริมงคล และพลังความปังตั้งแต่วินาทีแรกบนเครือข่าย AIS 5G

คอลเลกชัน VDO Calling สายมงคล ถ่ายทอดความงดงามของ 5 องค์เทพ ได้แก่ ท้าวเวสสุวรรณ, พระพิฆเนศ, พระแม่ลักษมี, พระแม่ธรณี และเจ้าแม่กวนอิม พร้อมผสาน เลขมงคลประจำวันเกิด ให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกวิดีโอรอสายที่ตรงกับความเชื่อและความศรัทธาของตนเอง เพื่อส่งต่อความประทับใจและพลังบวกตั้งแต่วินาทีแรกที่มีคนโทรเข้ามา ถือเป็นอีกก้าวของการนำศักยภาพ AI มาต่อยอดจากการสร้างคอนเทนต์ดิจิทัล สู่ประสบการณ์การใช้งานจริงที่สร้างความแตกต่างให้กับบริการสื่อสารของ AIS โดยบริการ VDO Calling สายมงคล รองรับการแสดงผลบนสมาร์ทโฟนระบบ Android ที่รองรับบริการ VDO Calling โดยผู้ใช้งาน iPhone ยังสามารถสมัครและตั้งค่าวิดีโอรอสายได้ แต่การแสดงผลวิดีโอจะรองรับฝั่งผู้โทรที่ใช้อุปกรณ์ Android เท่านั้น

พิเศษ! สำหรับลูกค้าเปิดเบอร์ใหม่ เอไอเอส วัน-ทู-คอล 5G The One SIM, Super Social SIM และ Number Numnchok SIM รับสิทธิ์ 2 ต่อ ต่อที่ 1 ทดลองใช้บริการ VDO Calling Melody ฟรีนาน 6 เดือน (จากนั้นคิดค่าบริการเดือนละ 35 บาท ไม่รวม VAT) ต่อที่ 2 เลือกวิดีโอรอสายสายมงคลได้ครบทั้ง 5 องค์เทพ และเลขมงคลประจำวันเกิด สมัครได้แล้ววันนี้ ง่ายๆ เพียงกด *236*306# โทรออก แล้วเลือกตั้งค่าวิดีโอรอสายได้ทันที เปลี่ยนทุกสายที่โทรหาให้เป็นมากกว่าการรอสาย แต่เป็นประสบการณ์แห่งความมงคล ความศรัทธา และความปังในแบบที่เป็นคุณ ดูรายละเอียดเพิ่มมเติมได้ที่ https://www.ais.th/consumers/entertainment/music/vdo-calling-melody/mutelu

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมเวที ASEAN Exchanges CEOs Meeting ครั้งที่ 39 ที่เวียดนาม ชูความร่วมมือ DR เชื่อมตลาดทุนภูมิภาค

0

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “Advancing ASEAN Capital Market Connectivity through DR Cooperation” ในการประชุม ASEAN Exchanges CEOs Meeting ครั้งที่ 39 จัดโดยตลาดหลักทรัพย์เวียดนาม ณ เมืองฮอยอัน ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากตลาดหลักทรัพย์ในภูมิภาคอาเซียน และผู้แทนหน่วยงานกำกับดูแลของเวียดนามเข้าร่วมงาน

โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ นำเสนอแนวทางเพิ่มทางเลือกการลงทุน เชื่อมโยงสภาพคล่องระหว่างตลาดทุน และสนับสนุนความร่วมมือระดับภูมิภาคอาเซียนผ่านตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Depositary Receipt: DR) พร้อมเชิญชวนตลาดหลักทรัพย์อาเซียนร่วมต่อยอดความร่วมมือด้าน DR เพื่อเสริมสร้างการเชื่อมโยงตลาดทุนอาเซียนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” ทั้งนี้ ปัจจุบันมี DR จำนวน 27 หลักทรัพย์ ที่อ้างอิงหลักทรัพย์เวียดนามและสิงคโปร์ ซื้อขายในตลาดหุ้นไทย

ตลาดหลักทรัพย์ฯ รับจดทะเบียน 9 DR ใหม่ อ้างอิงหุ้นสหรัฐฯ ออกโดย INVX เริ่มซื้อขาย 1 ก.ค. นี้

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รับจดทะเบียนตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) 9 หลักทรัพย์ใหม่ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการลงทุนต่างประเทศที่หลากหลายและเข้าถึงง่ายแก่ผู้ลงทุนไทย โดย DR ชุดใหม่นี้อ้างอิงหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แนสแด็ก (Nasdaq) และตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) ออกโดย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (INVX) เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ไทย 1 กรกฎาคม 2569

DR ชุดใหม่นี้ ครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะเทคโนโลยี เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การผลิตขั้นสูง และพลังงานสะอาด มีรายละเอียดหลักทรัพย์อ้างอิง ดังนี้

5 DR ใหม่ อ้างอิงหุ้นที่จดทะเบียนใน Nasdaq ประกอบด้วย

ชื่อย่อ DRหลักทรัพย์อ้างอิงรายละเอียดธุรกิจ
CDNS23Cadence Design Systems, Inc. (CDNS)บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ออกแบบชิปอัตโนมัติ (EDA) และซอฟต์แวร์ออกแบบและจำลองระบบอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงให้บริการลิขสิทธิ์วงจรสำเร็จรูปแก่บริษัทออกแบบชิปทั่วโลก
CRDO23Credo Technology Group Holding Ltd. (CRDO)บริษัทออกแบบชิปและโซลูชันการเชื่อมต่อความเร็วสูง สำหรับ Data Center และโครงสร้างพื้นฐาน AI เพื่อช่วยส่งข้อมูลในเซิร์ฟเวอร์และระบบเครือข่ายได้อย่างรวดเร็วและประหยัดพลังงาน
MPWR23Monolithic Power Systems, Inc. (MPWR)บริษัทออกแบบชิปจัดการพลังงาน (Power Management IC) ที่มีประสิทธิภาพสูงและขนาดเล็ก ใช้งานใน Data Center AI Server รถยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และโทรคมนาคม
SYM23Symbotic Inc. Class A (SYM)บริษัทที่พัฒนาและให้บริการระบบหุ่นยนต์คลังสินค้าอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อเพิ่มความเร็วและลดต้นทุนแรงงานในการจัดการสินค้า
TSEMI23Tower Semiconductor Ltd. (TSEM)โรงงานรับจ้างผลิตชิปเฉพาะทาง (Specialty Foundry) โดยเน้นชิปประเภท Analog และ Mixed-Signal ที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญและการปรับแต่งกระบวนการผลิตสูง

4 DR ใหม่ อ้างอิงหุ้นที่จดทะเบียนใน NYSE ประกอบด้วย

ชื่อย่อ DRหลักทรัพย์อ้างอิงรายละเอียดธุรกิจ
ETN23Eaton Corporation plc (ETN)บริษัทด้านการจัดการพลังงาน ครอบคลุมทั้งระบบไฟฟ้า ไฮดรอลิก และเครื่องกล ในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้ง Data Center อาคาร โรงงานอุตสาหกรรม เครื่องบิน และยานยนต์ไฟฟ้า
FABRINET23Fabrinet (FN)บริษัทรับจ้างผลิตอุปกรณ์ออปติคอลและอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เน้นการประกอบตัวรับส่งสัญญาณแสง (Optical Transceiver) ความเร็วสูง สำหรับ AI Data Center รวมถึงอุปกรณ์เลเซอร์ ยานยนต์ และเครื่องมือแพทย์
IONQ23IonQ, Inc. (IONQ)บริษัทผู้พัฒนาคอมพิวเตอร์ควอนตัม ที่สามารถแก้โจทย์ที่ซับซ้อนได้เร็วกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไป โดยให้บริการองค์กรเช่าใช้งานผ่าน Cloud อาทิ งานด้าน AI การเงิน และการแพทย์
OKLO23Oklo Inc. Class A (OKLO)บริษัทพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ยุคใหม่ ทั้งการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กและการรีไซเคิลเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ โดยมุ่งเน้นผลิตพลังงานสะอาดสำหรับ Data Center และนิคมอุตสาหกรรม

ผู้สนใจศึกษารายละเอียด 9 DR ใหม่ได้ที่เว็บไซต์สำนักงาน ก.ล.ต. www.sec.or.th หรือบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์คือ
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด www.innovestx.co.th หรือศึกษาผลิตภัณฑ์ DR เพิ่มเติมได้ที่ www.set.or.th/dr

ออมสินตอบแทนลูกค้าเงินฝากออมสิน ออมรัก เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้จุก ๆ 3 ต่อ! คุ้มครองสูงสุด 4 แสนบาท/ ดอกเบี้ย 0.35% ต่อปี/ สิทธิเปิดบัญชี คุ้มขนาดนี้ ต้องรีบไปฝากที่ออมสินทุกสาขา

0

ออมสินตอบแทนคนไทยที่ให้ความสนใจเงินฝากเพื่อเด็กอย่างท่วมท้น
เพิ่มสิทธิประโยชน์ ‘เงินฝากออมสิน ออมรัก’ ถึง 3 ต่อ ทั้งสิทธิเปิดบัญชี/ ความคุ้มครอง/ ดอกเบี้ย
ลูกค้าเดิมที่ฝากไปแล้วครั้งแรกก็ได้รับการขยายสิทธิเช่นกัน
รายละเอียดเพิ่มเติม >> https://to.gsb.or.th/NQ4XZ2r

พิเศษ‼เพิ่มสิทธิประโยชน์ 3 ต่อ

  • ต่อที่ 1 : พ่อแม่ หรือเครือญาติ เปิดบัญชีให้เด็กได้
  • ต่อที่ 2 : คุ้มครองอุบัติเหตุเพิ่มสำหรับผู้ฝาก*
    • ผู้เยาว์ (ตั้งแต่แรกเกิด – ต่ำกว่า 10 ปีบริบูรณ์) คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ 1% ของยอดเงินฝากคงเหลือ สูงสุด 1,000 บาทต่อบัญชี (ต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง) ทั้งนี้ ไม่เกินจำนวนเงินที่จ่ายจริงและไม่จำกัดจำนวนครั้ง
    • ผู้ฝาก (ตั้งแต่ 20 – 65 ปีบริบูรณ์) *คุ้มครองอุบัติเหตุ อบ.1 เพิ่มเป็น 4 เท่าของยอดเงินฝากคงเหลือ สูงสุด 400,000 บาทต่อบัญชี (ไม่คุ้มครองอาชีพที่ใช้รถจักรยานยนต์ในการปฏิบัติงานเป็นประจำ)
  • ต่อที่ 3 : รับดอกเบี้ยเงินฝาก เพิ่มเป็น 0.35% ต่อปี (รับเต็ม ไม่เสียภาษี)

📲 ฝากได้ตั้งแต่วันที่ วันที่ 12 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา หรือจนกว่าธนาคารจะมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขที่กำหนดไว้ภายหลัง

เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

ตลาดหลักทรัพย์ไทย เป็นตลาดหุ้นแห่งแรกในเอเชีย ร่วมงาน Ring the Bell for LGBTIQ+ Equality

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ UN Human Rights, UN SSE, UN Global Compact, Koppa, Open for Business, UNDP ประเทศไทย, TransTalents Consulting Group และธนาคารดอยซ์แบงก์ ในงาน Pride Show 2026 จัดงานลั่นระฆังเพื่อความเท่าเทียม (Ring the Bell for LGBTIQ+ Equality) เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่ผ่านมา

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งแรกในเอเชียและเป็นหนึ่งใน 16 ตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกที่เข้าร่วมแคมเปญนี้ ในโอกาสนี้ พรรณวดี ลดาวัลย์ ณ อยุธยา รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานทรัพยากรบุคคลและพัฒนาองค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วม ความหลากหลาย และความเท่าเทียม ในฐานะรากฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน พร้อมย้ำบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการเป็นเส้นทางแห่งความเชื่อมั่น สู่โอกาสของทุกคน ‘The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities’

AIS จับมือ Match Group และ Tinder ปลุกพลัง “Human Connection” เปิดแคมเปญเปลี่ยนความเหงาเป็นความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพ

0

AIS จับมือ Match Group และ Tinder เปิดตัว Human Connection Campaign Thailand เดินหน้าแคมเปญรณรงค์สร้างการเชื่อมต่อที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และสร้างสรรค์ ทั้งบนโลกดิจิทัล และในชีวิตจริง โดยนำศักยภาพเครือข่ายและการเชื่อมต่ออัจฉริยะของ AIS ผสานกับแพลตฟอร์มที่เข้าใจการสร้างความสัมพันธ์ของ Tinder เพื่อสร้างความตระหนักรู้ต่อปัญหาความเหงา ความโดดเดี่ยว และการขาดความเชื่อมต่อทางสังคม ซึ่งกำลังกลายเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของสังคมไทยยุคดิจิทัล โดยแคมเปญนี้ยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งกรมสุขภาพจิต, Global Initiative on Loneliness and Connection (GILC), Thailand Institute for Mental Health Sustainability (TIMS), Sati, Match Group, Tinder และ AIS เพื่อร่วมกันขับเคลื่อน Human Connection Campaign Thailand

ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางข้อมูลสำคัญจากผลสำรวจ Human Connection Survey โดย Ipsos ในนาม Match Group ซึ่งพบว่า 87% ของคนไทยกำลังมองหาความสัมพันธ์หรือการเชื่อมต่อใหม่ ๆ ขณะที่ 72% ต้องการความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและมีความหมาย มากกว่าการมีความสัมพันธ์จำนวนมากแต่ผิวเผิน สะท้อนให้เห็นว่า แม้เทคโนโลยีจะทำให้ผู้คนเชื่อมต่อกันได้ง่ายกว่าที่เคย แต่การสร้างความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพ ความปลอดภัย และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ยังคงเป็นโจทย์สำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันขับเคลื่อน

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า “ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่การเชื่อมต่อทางดิจิทัลกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และการสร้างสังคมที่เชื่อมโยงกันอย่างมีคุณภาพกำลังเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญของประเทศ แต่การเชื่อมต่อในยุคดิจิทัลต้องไม่ใช่เพียงการทำให้ผู้คนติดต่อกันได้สะดวกขึ้นเท่านั้น หากต้องเป็นการเชื่อมต่อที่สร้างความเข้าใจ ความสัมพันธ์ที่มีความหมาย และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะในวันที่ผู้คนเชื่อมต่อกันได้มากขึ้น ความท้าทายสำคัญคือการทำให้ผู้คนรู้สึกเชื่อมโยง เข้าใจกัน และเป็นส่วนหนึ่งของสังคมมากขึ้นเช่นกัน”

“สำหรับ AIS เราเชื่อว่าการพัฒนาประเทศในยุคใหม่ไม่สามารถมองเพียงโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพหรือโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานทางใจของผู้คนไปพร้อมกัน เราจึงเดินหน้าสร้าง Safe Digital Society ผ่านการส่งเสริม Digital Literacy และ AI Literacy เพื่อให้คนไทยสามารถใช้ชีวิตบนโลกดิจิทัลได้อย่างปลอดภัยและรับผิดชอบ ควบคู่กับการให้ความสำคัญกับ People Well-being และการสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งทั้งภายในองค์กรและสังคม”

AIS เดินหน้าขับเคลื่อนการสร้าง Safe Digital Society อย่างต่อเนื่องผ่านโครงการ AIS อุ่นใจไซเบอร์ ซึ่งมุ่งส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการใช้สื่อดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์ ปลอดภัย และรับผิดชอบ ให้แก่เด็ก เยาวชน ครู ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วประเทศ พร้อมต่อยอดสู่การส่งเสริม AI Literacy เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อภัยไซเบอร์ ข้อมูลเท็จ และความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยี AI ที่มีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวัน

ขณะเดียวกัน AIS ยังให้ความสำคัญกับ People Well-being ผ่านการดูแลสุขภาวะทั้งร่างกายและจิตใจของพนักงาน การสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ตลอดจนการเปิดพื้นที่ให้พนักงานได้เรียนรู้ เข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่น และพัฒนาทักษะด้านอารมณ์และความสัมพันธ์ผ่านกิจกรรมและหลักสูตรการเรียนรู้ดิจิทัลบนแพลตฟอร์ม AIS LearnDi โดยมองว่าการสร้าง Safe Relationship เป็นอีกหนึ่งทักษะสำคัญของสังคมยุคดิจิทัล โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์จำนวนมากเริ่มต้นและเติบโตบนโลกออนไลน์ การส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเรื่องการสร้างความสัมพันธ์อย่างปลอดภัย การเคารพขอบเขตของตนเองและผู้อื่น รวมถึงการสื่อสารอย่างรับผิดชอบ จึงเป็นส่วนสำคัญของการสร้างการเชื่อมต่อที่มีคุณภาพและยั่งยืน            

เพื่อต่อยอดแนวคิดดังกล่าวสู่การปฏิบัติ AIS ยังเตรียมขยายการสร้างประสบการณ์และพื้นที่แห่งการเชื่อมต่อในชีวิตจริง ผ่าน AIS SIAM ซึ่งได้รับการพัฒนาให้เป็น People Connected Hub สำหรับคนรุ่นใหม่ในการพบปะ แลกเปลี่ยนแรงบันดาลใจ และทำกิจกรรมร่วมกัน สะท้อนความเชื่อของ AIS ที่ว่าการเชื่อมต่อที่ดีไม่ควรเกิดขึ้นเพียงบนโลกดิจิทัล แต่ควรนำไปสู่ความสัมพันธ์ คุณค่า และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมในโลกจริงด้วยเช่นกัน

ด้าน Ms. Katie Peters, Senior Vice President and Head of Corporate Affairs, Match Group กล่าวว่า “ความสัมพันธ์และการเชื่อมต่อระหว่างผู้คนเป็นพื้นฐานสำคัญของสุขภาวะที่ดี อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาพบว่าผู้คนจำนวนมากกำลังเผชิญความท้าทายในการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมาย ขณะที่ผู้คนจำนวนมากยังคงมองหาการเชื่อมต่อและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม Human Connection Campaign จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างโอกาสให้เกิดการเชื่อมต่อที่มีคุณภาพ และช่วยให้ผู้คนรู้สึกถึงการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและสังคมมากยิ่งขึ้น”

ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นการรวมพลังขององค์กรจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งกรมสุขภาพจิต, Global Initiative on Loneliness and Connection (GILC), Thailand Institute for Mental Health Sustainability (TIMS), Sati, Match Group, Tinder และ AIS เพื่อร่วมกันขับเคลื่อน Human Connection Campaign Thailand ในการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาความเหงา ความโดดเดี่ยว และการขาดความเชื่อมต่อทางสังคม ซึ่งกำลังกลายเป็นความท้าทายสำคัญของสังคมไทย สะท้อนให้เห็นว่าการสร้างสังคมที่ผู้คนรู้สึกเชื่อมโยง เข้าใจกัน และมีความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และแพลตฟอร์มดิจิทัล ในการร่วมกันสร้างวัฒนธรรมใหม่ของการเชื่อมต่อที่มีทั้งความหมาย ความปลอดภัย และความรับผิดชอบร่วมกัน โดย Human Connection Campaign ตั้งเป้าขยายความร่วมมือไปสู่องค์กรมากกว่า 100 องค์กร และเข้าถึงพนักงานกว่า 20,000 คน ทั่วประเทศ ในปี 2570 ผ่านการผลักดัน Human Connection Pledge โดย AIS พร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมในการขยายความร่วมมือนี้ผ่านเครือข่ายพาร์ทเนอร์ ลูกค้าองค์กร และพนักงานทั่วประเทศ

ในวันที่เทคโนโลยีทำให้ผู้คนเชื่อมต่อกันได้มากกว่าที่เคย ความท้าทายสำคัญจึงไม่ใช่การทำให้ผู้คนติดต่อกันได้มากขึ้น แต่คือการทำให้ผู้คนรู้สึกเชื่อมโยง เข้าใจกัน และไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะการเชื่อมต่อที่มีคุณภาพไม่ใช่เพียงรากฐานของความสัมพันธ์ที่ดี หากยังเป็นรากฐานสำคัญของสังคมที่เข้มแข็ง และเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

AIS เสริมโครงข่ายอัจฉริยะทั่วกรุงเทพฯ รับดาต้าสูงช่วงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 28 มิ.ย. นี้ครอบคลุมจุดสำคัญและพื้นที่หน่วยเลือกตั้ง ให้ทุกการติดตามข่าวสารเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

0

AIS ผู้นำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะของไทย เชื่อมั่นว่าการเข้าถึงการสื่อสารและข้อมูลข่าวสารที่มีคุณภาพ คือรากฐานสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนในสังคมประชาธิปไตย จึงเดินหน้าเตรียมความพร้อมโครงข่ายสื่อสารอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อรองรับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 โดยเสริมศักยภาพเครือข่ายให้ครอบคลุมพื้นที่สำคัญทั่วกรุงเทพมหานคร รวมถึงบริเวณหน่วยเลือกตั้งในวันเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชน เจ้าหน้าที่ และสื่อมวลชนสามารถเชื่อมต่อ สื่อสาร และติดตามความเคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายทั้ง 4G, 5G และ 5G-ADVANCED และนำ AI รวมถึง Autonomous Network Monitoring มาช่วยวิเคราะห์ ดูแล และบริหารจัดการประสิทธิภาพการใช้งานเครือข่ายแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง

จากข้อมูลการใช้งานเครือข่ายของ AIS ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา พบว่าประชาชนมีการใช้งานดาต้าเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการรับชมการถ่ายทอดสด การติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ในสำนักข่าวต่างๆ ซึ่งมีการใช้งานดาต้าเพิ่มขึ้นถึง 70% รวมถึงการแชร์ข้อมูลและแสดงความคิดเห็นบนโซเชียลมีเดีย สะท้อนให้เห็นว่าช่องทางดิจิทัลกลายเป็นส่วนสำคัญของการติดตามเหตุการณ์สาธารณะ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประชาชนให้ความสนใจพร้อมกันในวงกว้าง

AIS ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีความเสถียร ครอบคลุม และพร้อมรองรับทุกสถานการณ์สำคัญของประเทศ พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่น โปร่งใส และเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถติดตามทุกความเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นใจบนโครงข่ายคุณภาพของ AIS

ปลาหมอคางดำ วิกฤตหรือโอกาส?

0

ปลาหมอคางดำอาจถูกมองว่าเป็น “เอเลี่ยนสปีชีส์” ที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ แต่หากมีการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม ก็สามารถเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสได้

ปลาชนิดนี้มีคุณค่าทางโภชนาการ โปรตีนสูง ไขมันต่ำ สามารถนำไปแปรรูปเป็นอาหาร ผลิตภัณฑ์ชุมชน อาหารสัตว์ และปุ๋ยอินทรีย์ ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้ให้ชุมชน ควบคู่ไปกับการลดจำนวนประชากรปลาในแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน

การ “ใช้ประโยชน์” ไม่ใช่การส่งเสริมการแพร่กระจาย แต่คือหนึ่งในแนวทางการจัดการที่ช่วยเปลี่ยนปัญหาให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อฟื้นฟูความสมดุลของระบบนิเวศในระยะยาว