Home Blog Page 2

ชวนเที่ยวนิทรรศการ ‘CORRUPTOPIA มหานครคอร์รัปชัน’ ที่จะพาคุณไปรู้จักเมืองจำลองที่การทุจริตคอร์รัปชันกลายเป็นเรื่องปกติ เมืองสมมติที่หลายมุมคุ้นจนอยากหันไปถามคนข้าง ๆ ว่า “คิดเหมือนกันใช่ไหม ? ” 

0

“เก่งมาจากไหน ก็แพ้คนมีเส้นสายอย่างเธอ” ใครเคยแพ้คนมีเส้น อยากให้มาเดินงานนี้ เพราะบางครั้งสิทธิที่เราพึงมีพึงได้ อาจถูกพรากไปเพราะการทุจริตคอร์รัปชัน 

หรือถ้าใครอยากมีเส้นจริง ๆ ในมหานครนี้เขาก็มีโรงงานผลิตเส้น (สาย) ให้นะ

ชวนไปเที่ยวนิทรรศการ ‘CORRUPTOPIA มหานครคอร์รัปชัน’ ที่จะพาคุณไปรู้จักเมืองจำลองที่การทุจริตคอร์รัปชันกลายเป็นเรื่องปกติ เมืองสมมติที่หลายมุมคุ้นจนอยากหันไปถามคนข้าง ๆ ว่า “คิดเหมือนกันใช่ไหม ? ” 

รับพาสปอร์ตแล้วเดินเช็กอินให้ครบ 6 จุด ลองสำรวจว่า เราชินกับเรื่องที่ไม่ควรชินไปแล้วแค่ไหน

ชวนเพื่อนมา แล้วลองเทียบคำตอบกัน บางทีเรื่องเดียวกันเราอาจรู้สึกไม่เหมือนกันก็ได้

🌆CORRUPTOPIA: มหานครคอร์รัปชัน

📍 ห้องนิทรรศการ ชั้น 3 หอศิลปกรุงเทพฯ (BACC)
🗓 15–27 กันยายน 2569
🎟 เข้าชมฟรี

จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.)

7Delivery เสริม “น้องง่วง” ร่วมทัพขนส่งรักษ์โลกตอบโจทย์การช้อปสินค้า “คู่บ้าน คู่ครัว” ส่งตรงถึงหน้าบ้าน

0

เซเว่น อีเลฟเว่น ในฐานะร้านสะดวกซื้อที่เป็น “เพื่อนที่รู้ใจ…ใกล้ๆ คุณ” เข้าใจไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างของลูกค้าแต่ละคน จึงได้ยกระดับสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ทุกๆ กลุ่ม โดยยังคงให้ความสำคัญกับความสะดวกสบาย อีกทั้งยังไม่ทิ้งคุณค่าที่ร้านและลูกค้าจะร่วมกันส่งมอบให้สังคมและโลกของเรา

          ล่าสุด 7Delivery เพิ่งต้อนรับ “น้องง่วง” CHANGAN LUMIN พาหนะขับเคลื่อน 4 ล้อพลังงานไฟฟ้า เข้าเป็นสมาชิกใหม่เสริมทัพขนส่งรักษ์โลก ทำให้ตอนนี้สามารถกระจายการให้บริการได้ถึง 700 สาขา และเมื่อรวมกับที่มีอยู่เดิมเป็น 84 คัน จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 470.12 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี หรือเท่ากับการปลูกต้นไม้ใหญ่เพิ่มขึ้นถึง 47,012 ต้น ยังไม่รวมรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ปัจจุบันมีใช้งานอยู่อีก 2,100 คัน

          สำหรับน้องง่วง หรือ CHANGAN LUMIN จะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ 7Delivery โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าคู่บ้าน คู่ครัว ไม่ว่าจะเป็นอาหารเครื่องดื่ม ของใช้ส่วนตัว ของใช้ภายในบ้าน ซึ่งปัจจุบันเซเว่น อีเลฟเว่น ได้เปิดโซนใหม่ ALL Grocer’s คู่บ้าน คู่ครัว เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของคุณพ่อบ้านแม่บ้าน และผู้ประกอบการด้วยสินค้าที่หลากหลายครบของใช้ในบ้าน และในครัว สินค้ายกแพ็ค ในราคาสุดคุ้ม เรียกว่า คุ้ม ครบ ใกล้บ้าน 24 ชม. พร้อมส่งตรงให้ลูกค้าถึงหน้าบ้าน   โดยสามารถติดตามโปรโมชั่น และเลือกซื้อสินค้าคู่บ้าน คู่ครัว ผ่านบริการ 7Delivery กดไอคอน ALL Grocer’s คู่บ้านคู่ครัว ได้ที่ 7APP    

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ผนึกกำลัง สหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยฯ และภาคีเครือข่าย ส่งเสริมความรู้ทางการเงินแก่สมาชิกทั่วประเทศ ก้าวสู่ปีที่ 11

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยฯ ร่วมส่งเสริมความรู้การวางแผนการเงิน โดยจัดอบรมหลักสูตร “ก้าวสู่คัมภีร์พี่เลี้ยงการเงิน” และ “อัปเดตเทรนด์ 2H2026 สร้างพอร์ตแกร่ง รับมือความผันผวน” เมื่อวันที่ 15 – 16 ก.ย. 69 ที่ผ่านมา โดยมีสมาชิกภาคีเครือข่ายเข้าร่วม 210 คน พร้อมทั้งมอบรางวัลเกียรติคุณนำร่องประจำปี 2569 แก่องค์กรทั้ง 12 แห่ง ที่ประสบความสำเร็จในการใช้แนวทาง “Happy Money สุขเงินสร้างได้” สร้างวินัยทางการเงินในองค์กร

ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ชนก จันทาทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล ประธานสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยฯ และประธานคณะกรรมการอำนวยการสภาองค์การพัฒนาเด็กและเยาวชนฯ และภาคีเครือข่าย ร่วมพิธีเปิดงาน องค์กรที่สนใจส่งเสริมความรู้ทางการเงินของตลาดหลักทรัพย์ฯ ดูรายละเอียดได้ที่ www.set.or.th/happymoney

ถ้าโลกนี้มีอาการป่วยจากการคอร์รัปชัน โกงกิน หรือ ‘Corruption Syndrome’ ประเทศไทยถือว่าป่วยขั้นไหนแล้ว

0

“เวลาที่เราพูดถึงคำว่า ‘syndrome’ หรือกลุ่มอาการของโรค เรามักจะนึกถึงความเจ็บป่วยเรื้อรังที่รักษาไม่หาย เป็นความทรมานที่ผู้ป่วยต้องก้มหน้าทนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต จนมีคำถามว่าแล้วถ้าโลกนี้มีอาการป่วยจากการคอร์รัปชัน โกงกิน หรือ ‘Corruption Syndrome’ ประเทศไทยถือว่าป่วยขั้นไหนแล้ว”

ส่วนหนึ่งจากปาฐกถาพิเศษ : “คอร์รัปชันซินโดรม” ประเทศไทยป่วยขั้นไหน ? โดย คุณบรรยง พงษ์พานิช กรรมการและกรรมการบริหาร องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ในงาน ‘CORRUPTOPIA’ มหานครคอร์รัปชัน Exhibition & Forum โดยสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งจัดขึ้นที่ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) เมื่อวันที่ 16 กันยายน ที่ผ่านมา
.
“ข้อมูลจากดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index) ขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ระบุว่า ในปี 2015 ซึ่งเป็นปีที่ก่อตั้งองค์การต่อต้านคอร์รัปชันขึ้นมา ประเทศไทยสอบได้ 38 คะแนน รั้งอันดับ 76 ของโลก ตัดภาพมาวันนี้คะแนนของประเทศไทยลดลงไปอยู่ที่ 33 คะแนน ดูเผิน ๆ เหมือนจะไม่มีความเปลี่ยนแปลงเท่าไรนัก แต่สิ่งที่ฟ้องว่าโรคลุกลามคืออันดับที่มันหล่นเร็วยิ่งกว่าศรัทธาของประชาชนที่หลุดไปอยู่อันดับที่ 116 จาก 182 ประเทศอย่างน่าอับอาย
.
“สาเหตุไม่น่าจะเป็นเพราะคนไทยโกงกันเก่งมากขึ้น เพราะเวลาที่เราอ่านข่าวทุกวัน เราก็จะเห็นว่าเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น มันเป็นเรื่องเดิม ๆ ที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาหลายสิบปี โกงแล้วก็สอบสวน สอบสวนแล้วก็ลืม ลืมแล้วเดี๋ยวก็โกงกันใหม่ ดังนั้น ขณะที่โลกก้าวไปข้างหน้า รักษาเนื้อรักษาตัวจนแข็งแรงและวิ่งปร๋อแซงเราไปกันหมด เราก็ยังนอนให้น้ำเกลืออยู่ในห้อง ICU ห้องเดิม
.
“หลายท่านอาจจะแย้งว่าที่ผ่านมาเราก็พยายามรักษากันอยู่มิใช่หรือ ใช่ เราซื้อยาราคาแพง
เราขยายโครงสร้างหน่วยงานตรวจสอบ เพิ่มเจ้าหน้าที่ป.ป.ช. อัดฉีดงบประมาณปราบปรามอย่างมโหฬาร เขียนรัฐธรรมนูญตั้งหน่วยงานและขั้นตอนรัฐเพื่อสกัดกั้นการโกงไม่รู้กี่รูปแบบ ทุกวันนี้เรามีงบประมาณต้านโกงรวม ๆ กันปีละกว่า 6 พันล้านบาท แต่ทำไมโรคถึงไม่สงบ และมีแต่จะรุนแรงขึ้น เพราะฉะนั้นคำตอบตามสามัญสำนึกสำหรับผมจึงชัดเจนว่าเรากำลังรักษาโรคผิดวิธี หรือจ่ายยาผิดขนาน อาการป่วยเราจึงทรุดลงเรื่อย ๆ
.
“การเพิ่มจำนวน เพิ่มงบ เพิ่มแผนกจับผิดของประเทศ เพื่อแลกกับความปกติ ในขณะที่คนทำผิดก็จ่ายเพื่อซื้อสิ่งที่ผิดปกติได้ การหวังเอาอำนาจรัฐไปตั้งหน่วยงานตรวจสอบรัฐด้วยกัน โดยมากจึงมักจะมีผลเป็นแค่การเลี้ยงไข้ ที่มีแต่จะทำให้โรคนี้แผ่ขยายไปได้เรื่อย ๆ ผลข้างเคียงที่ร้ายแรงที่สุดของอาการป่วยนี้ไม่ใช่แค่ตัวเม็ดเงินที่สูญไปกับการโกงกินเท่านั้น แต่คือภาวะชินชาของคนในสังคม
.
“คนไทยอาจไม่ได้ไร้ศีลธรรมกว่าใคร แต่เรากำลังถูกโครงสร้างบีบคั้นให้ต้องยอมและคุ้นเคยกับการจ่ายใต้โต๊ะ เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งบริการพื้นฐาน จนความวิปริตกลายเป็นความปกติ และความรู้สึกเฉื่อยเฉยมาแทนความรู้สึกทุกข์ร้อน
.
“สำหรับผมในเมื่อเราพึ่งกลไกของรัฐอย่างเดียวไม่ได้ ยาเดียวที่ยังเหลืออยู่จึงมีแต่ระบบภูมิคุ้มกันของภาคประชาชน แต่อยู่ดี ๆ จะให้ชาวบ้านลุกขึ้นมาสู้กับรัฐ มันก็ไม่ต่างอะไรกับการแก้มะเร็งด้วยยาหม้อ ซึ่งมันอาจจะไม่ใช่ว่าไม่มีผล แต่มันออกฤทธิ์ช้าเกินไป เราจึงต้องยกระดับการรักษา Corruption Syndrome ของเราใหม่ ด้วยกลไกการรักษาที่ผมขออนุญาตตั้งชื่อให้ว่า ‘ยาเทพ (TEPP)’
.
“T ตัวแรก คือ Transparency เริ่มด้วยการทำลายความมืดมิด คือบังคับให้รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลในรูปแบบ Open Data เพราะแสงสว่างคือยาฆ่าเชื้อที่ทรงประสิทธิภาพมากที่สุด แต่ข้อมูลภาครัฐมันซับซ้อนและดูยาก เราจึงต้องเติม E หรือ Expertise ดึงผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคนิคมาช่วยกันถอดรหัสและชี้เป้าความผิดปกติที่เกิดขึ้น
.
“P ตัวแรก คือ Participation (การมีส่วนร่วม) รัฐต้องยอมเปิดพื้นที่ให้ภาคส่วนอื่น ๆ ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ว่าจะเป็นเอกชนหรือภาคประชาสังคม เข้ามาช่วยในกลไกการตรวจสอบ ไม่ผูกขาดความถูกต้องไว้เพียงผู้เดียว และรัฐยังต้องจัดหาทรัพยากรให้พวกเขาอย่างเพียงพอด้วย
.
“และ P ตัวสุดท้าย คือ Public หรือ พลังของมวลชนและความตื่นรู้ที่กล้าจะสลัดทิ้งความชินชาได้ ก็ต่อเมื่อพวกเขามีหลักประกันความปลอดภัย เช่น ต้องมีกฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส มีกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก (SLAPP) และต้องควบคุมงบประมาณประชาสัมพันธ์ภาครัฐ ไม่ให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือแทรกแซงสื่อมวลชน เพื่อไม่ให้คนที่กล้าลุกขึ้นมาสู้ต้องสู้อย่างเสียเปรียบและโดดเดี่ยว
.
“ท้ายที่สุดแล้วเนื้อแท้ของระบอบประชาธิปไตยย่อมไม่อาจแยกขาดจากประชาชนได้ มีประโยคภาษาละตินโบราณที่กล่าวไว้ว่า ‘Vox Populi, Vox Dei’ แปลความได้ว่า ‘เสียงของประชาชน คือเสียงของพระเจ้า’ ในอดีตเรามักเชื่อกันว่า เพียงแค่ประชาชนรวมตัวกันส่งเสียง ก็ศักดิ์สิทธิ์และทรงอานุภาพเหมือนประกาศิตจากสวรรค์แล้ว แต่ในโลกความเป็นจริงโครงสร้างคอร์รัปชันนั้นสลับซับซ้อน และฝังรากลึก การตะโกนปาว ๆ โดยไร้แบบแผนจึงมักถูกทำให้กลายเป็นเพียงเสียงนกเสียงกา ที่รัฐสามารถเมินเฉยได้โดยง่าย
.
“ดังนั้น หากเราต้องการให้เสียงของประชาชน ‘ศักดิ์สิทธิ์’ เหมือนเป็น ‘เสียงเทพ’ ที่มีประกาศิตสั่งการ กำหนดความเป็นไปของสังคม และถอนรากถอนโคนโรคร้ายนี้ได้ ก็ต่อเมื่อมันถูกเปล่งออกมาจากความโปร่งใส (Transparency) เฉียบขาดด้วยความเชี่ยวชาญ (Expertise) เกิดจากการผนึกกำลังร่วมตรวจสอบ (Participation) และมาจากการตื่นรู้ของมวลชนที่เลิกยอมจำนน (Public Action) เพราะไม่มีอำนาจผูกขาด หรือระบบอุปถัมภ์ใด จะทานประกาศิตของการตรวจสอบที่แหลมคมได้
.
“ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องติดอาวุธให้เสียงของเรา เลิกชินชาแก่การถูกปล้นสิทธิพื้นฐาน และลุกขึ้นมาส่ง ‘เสียงเทพ’ เพื่อรักษาคนไข้ที่ชื่อประเทศไทยให้กลับมามีชีวิตที่แข็งแรงอีกครั้ง”

AIS เปิดประสบการณ์ iPhone 18 Pro แบบ VIP ชูโปร “เทิร์นสบาย จ่าย 0 บาท” เสริมบริการจัดเต็ม พร้อมดึงศักยภาพ iPhone เต็มประสิทธิภาพบน 5G-ADVANCED รายเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

0

AIS เดินหน้าส่งมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของ iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max แบบครบวงจร ตอกย้ำบทบาท Digital Lifestyle Destination ที่เชื่อมต่อ Device, Network และ Service เข้าด้วยกัน ผ่านกลยุทธ์ VIP 3 แกนสำคัญ ได้แก่ V – Value ความคุ้มค่าและข้อเสนอที่ดีที่สุด ด้วยแคมเปญ “เทิร์นสบาย จ่าย 0 บาท”, I – Infrastructure / Network ขีดสุดโครงข่าย 5G-ADVANCED ที่ดึงศักยภาพของ iPhone รุ่นใหม่ออกมาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยความพร้อมของ AIS ในฐานะผู้ให้บริการรายแรกและรายเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เปิดใช้งานการรวมคลื่นบน 5G SA มากกว่า 1 คลื่นพร้อมกัน ทั้งขารับและขาส่งข้อมูล และ P – Personalized Convenience บริการที่สะดวกและตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละคน เพื่อทำให้ทุกการอัปเกรดง่าย คุ้มค่า และพร้อมใช้งานตั้งแต่วันแรก โดยเปิดรับเครื่องวันแรก 18 กันยายน 2569 ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักจากลูกค้าที่มารับเครื่องที่ AIS SIAM, AIS Shop และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

นายประพัฒน์ เสียงจันทร์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจค้าปลีก เอไอเอส กล่าวว่า “เราเห็นพฤติกรรมของลูกค้า iPhone ชัดเจนว่าเป็นกลุ่มที่มี Loyalty สูง มีการอัปเกรดเครื่องอย่างต่อเนื่อง และให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าในการเปลี่ยนเครื่อง ขณะที่เครื่องเดิมก็ยังมีมูลค่าและสามารถนำมาต่อยอดได้ นี่จึงเป็นที่มาของ ‘เทิร์นสบาย จ่าย 0 บาท’ ที่ AIS ต้องการทำให้การอัปเกรดสู่ iPhone รุ่นใหม่เป็นเรื่องง่ายและลดภาระของลูกค้า ด้วยการนำมูลค่าเครื่องเดิม มูลค่าเพิ่มจาก AIS ส่วนลดจากแพ็กเกจ และสิทธิประโยชน์ต่างๆ มารวมเป็นความคุ้มค่าเดียวกัน ขณะเดียวกัน ประสบการณ์ของลูกค้าไม่ได้จบแค่การได้เครื่องใหม่ แต่ต้องสามารถใช้ศักยภาพของเครื่องได้อย่างเต็มที่บนโครงข่าย 5G-ADVANCED ที่มีความพร้อมรองรับขีดความสามารถใหม่ของ iPhone เพราะสำหรับ AIS การอัปเกรดที่ดี คือการทำให้ลูกค้าได้ทั้งความคุ้มค่า เทคโนโลยี และประสบการณ์การใช้งานที่พร้อมตั้งแต่วันแรก”

VIP 3 แกนสำคัญV – Value: “เทิร์นสบาย จ่าย 0 บาท” อัปเกรดง่าย คุ้มกว่าเดิม AIS ยกระดับแนวคิด Trade-in ผ่านแคมเปญ “เทิร์นสบาย จ่าย 0 บาท” โดยนำมูลค่าของเครื่องเดิม ไม่ว่าจะเป็นเกรดใด มารวมกับมูลค่าเพิ่มจาก AIS, ส่วนลดจากแพ็กเกจ และสิทธิประโยชน์จากบริการ เพื่อช่วยลดภาระและทำให้การอัปเกรดสู่ iPhone รุ่นใหม่สะดวกและง่ายยิ่งขึ้น “เทิร์นสบาย จ่าย 0 บาท” เพียงนำเครื่องเก่ามาแลกเครื่องใหม่ โดยไม่ต้องประเมินราคาตามสภาพเครื่อง ตามเงื่อนไขที่กำหนด สำหรับลูกค้าเอไอเอสรายเดือน อายุการใช้งาน 1 ปีขึ้นไป เมื่อเปิดเบอร์ใหม่หรือย้ายค่าย ด้วยแพ็กเกจรายเดือน 5G VIP Ultra 1,699–2,999 บาท/เดือน ที่ยกระดับการใช้งาน 5G ให้เป็น Network Priority สัญญาใช้บริการ 24 เดือน พร้อมสิทธิพิเศษ Serenade Gold หรือ Platinum และเลือกเบอร์สวย 0000–9999 ฟรี ตามเงื่อนไขที่กำหนด พร้อมรับชมความบันเทิงจาก AIS PLAY Premium Plus และ Reel Short ฟรี 24 เดือน

รวมทั้งยังมีโปรโมชันพิเศษสำหรับลูกค้าเอไอเอส ได้แก่รับส่วนลดค่าเครื่องสูงสุด 25,000 บาท เมื่อซื้อเครื่องพร้อมสมัครแพ็กเกจใหม่เริ่มต้น 699 บาท รับเน็ตเต็มสปีดมากขึ้น 60GB รับ AIS PLAY Asian รวมความบันเทิงจาก iQIYI, Viu และ WeTV ฟรี 6 เดือน มูลค่า 954 บาท พร้อมชมคลังซีรีส์แนวตั้งจาก ReelShort กว่า 2,700 เรื่อง ฟรี 1 ปี เลือกซื้อเครื่องเปล่าไม่ติดสัญญา รับส่วนลดสูงสุด 17,300 บาท นำเครื่องเก่ารุ่นที่กำหนดมาแลกใหม่ รับ ส่วนลดเพิ่มจาก AIS สูงสุด 5,300 บาท จำนวนจำกัด ลูกค้า AIS Serenade ใช้ AIS Points แลกรับ ส่วนลดเพิ่มสูงสุด 12,000 บาท พร้อมรับ AIS Points สะสมเพิ่มสูงสุด x2 ลูกค้า AIS ทั่วไป ใช้ AIS Points แลกรับ ส่วนลดเพิ่มสูงสุด 5,000 บาท พิเศษ AIS Serenade เปลี่ยนจอ ฟรี 1 ครั้ง เมื่อสมัคร AIS Care+ with AppleCare Services ตามเงื่อนไขที่กำหนด

นอกจากนี้ AIS ยังเอาใจสาวกไอโฟน! ชาว AIS ที่มีบัญชี CLICX เท่านั้น มอบความพิเศษสุดปัง จัดเต็ม 8 วัน 2,000 เครื่อง ให้เก็บคูปองสิทธิ์รับคิว Walk-in ซื้อ iPhone18 Pro, iPhone 18 Pro Max และ iPhone 17 Pro Max ที่แอป CLICX ตั้งแต่วันที่ 17-24 กันยายน 2569 กดทันวันนี้ ได้สิทธิ์รับคิวซื้อเครื่องวันถัดไป ที่ AIS SIAM เท่านั้น.

I – Infrastructure / Network: ดึงศักยภาพ iPhone เต็มที่บน 5G-ADVANCED ลูกค้า AIS สามารถใช้ศักยภาพของ iPhone รุ่นใหม่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพบนโครงข่าย 5G-ADVANCED ด้วยความพร้อมของ AIS ในฐานะผู้ให้บริการรายแรกและรายเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เปิดใช้งานการรวมคลื่นบน 5G SA มากกว่า 1 คลื่นพร้อมกัน ทั้งขารับและขาส่งข้อมูล ผ่าน Downlink 3CC และ Uplink 2CC พร้อมรองรับ VoNR (Voice over New Radio) การโทรด้วยเสียงบน 5G โดยตรง มอบทั้งการเชื่อมต่อที่รวดเร็ว เสถียร และคุณภาพเสียงที่คมชัด เพื่อดึงความสามารถของ iPhone รุ่นล่าสุดออกมาได้เต็มศักยภาพตั้งแต่วันแรกที่รับเครื่อง ความพร้อมดังกล่าวสะท้อนบทบาทของ AIS ที่ไม่ได้มองการลงทุนโครงข่ายเพียงเรื่องของความเร็ว แต่คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับความสามารถใหม่ของสมาร์ตโฟนระดับโลก และเปลี่ยนศักยภาพด้านเทคโนโลยีให้เกิดเป็นประสบการณ์ใช้งานจริงสำหรับลูกค้า

P – Personalized Convenience: ดูแลครบตั้งแต่รับเครื่องถึงพร้อมใช้งาน AIS ยกระดับทีม AIS Pro กูรูด้านสมาร์ตโฟนที่ผ่านการอัปเดตความรู้ด้านเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ Apple และทักษะการดูแลลูกค้า เพื่อพร้อมให้บริการทั่วประเทศแบบ One-stop Service ตั้งแต่การประเมินเครื่องเดิม เตรียมเครื่องใหม่ โอนย้ายข้อมูล ไปจนถึงการตั้งค่าการใช้งาน ช่วยลดขั้นตอนและทำให้ลูกค้าพร้อมใช้เครื่องใหม่ได้ง่ายขึ้น พร้อมนำ AI Assistance มาเสริมศักยภาพพนักงาน ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลสินค้า แพ็กเกจ โปรโมชัน และสิทธิประโยชน์ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อแนะนำข้อเสนอที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละรายได้แม่นยำและตรงความต้องการมากยิ่งขึ้น

AIS จึงพร้อมส่งมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของ iPhone 18 Pro ที่มากกว่าการซื้อ Device แต่คือการผสาน Device, Network และ Service ให้ทำงานร่วมกันอย่างเต็มศักยภาพ ตั้งแต่การนำเครื่องเดิมมาต่อยอดมูลค่า การเลือกข้อเสนอและแพ็กเกจ การรับและตั้งค่าเครื่องใหม่ ไปจนถึงการใช้งานจริงบนโครงข่าย 5G-ADVANCED เพื่อให้ทุกการอัปเกรด ง่ายกว่า คุ้มกว่า และพร้อมกว่า ตั้งแต่วันแรก ดูรายละเอียดเพิ่มเติม https://m.ais.co.th/AISiPhone18Pro

การทุจริตคอร์รัปชันส่งผลอะไรกับชีวิตเราบ้าง และถ้าไม่อยากทนอยู่กับมัน เราจะเริ่มต้นแก้ไขจากตรงไหน ?

0

บางคนคิดว่า การทุจริตคอร์รัปชันอาจดูเป็นเรื่องไกลตัว เพราะเป็นเรื่องของการโกงงบประมาณภาครัฐ ประชาชนคนธรรมดาไม่เดือดร้อน  แต่แท้ที่จริงแล้วการทุจริตคอร์รัปชันใกล้ตัวกว่าที่คิด เพราะทุกการทุจริตคอร์รัปชัน คือการละเมิดสิทธิของพวกเราทุกคน

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) จึงเปิดพื้นที่พูดคุยเรื่องนี้ในงาน “CORRUPTOPIA มหานครคอร์รัปชัน Exhibition & Forum” ชวนฟังหลากหลายประสบการณ์และทัศนะ ทั้งจากผู้ที่ติดตาม ปัญหาคอร์รัปชัน ผู้ที่ลุกขึ้นเปิดโปง และประชาชนที่ไม่อยากปล่อยให้การโกง กลายเป็นเรื่องธรรมดา

🔷เปิด Forum ด้วย คุณพรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่ย้ำให้เห็นว่า การทุจริตเป็นการพรากสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานไปจากประชาชน ไม่ว่าจะเป็นในรูปของอาหารกลางวัน ที่เด็กที่ควรได้คุณภาพ ยาที่คนป่วยควรได้รับ หรือความปลอดภัยที่เราทุกคนควรมีโดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

🔷จากนั้นเวทีเริ่มต้นด้วยปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “คอร์รัปชันซินโดรม ประเทศไทยป่วยขั้นไหน?” โดยคุณบรรยง พงษ์พานิช กรรมการและกรรมการบริหาร องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) 

“ความเสียหายจากคอร์รัปชันไม่ได้มีเพียงเงินที่ถูกโกง แต่คือการที่ประชาชนต้องจ่ายเพื่อให้ได้สิทธิ ที่ควรเป็นของตน จนความผิดปกติกลายเป็นความเคยชิน ประเทศไทยจะหายจากโรคนี้ ไม่ได้ด้วยการเพิ่มหน่วยงานตรวจสอบเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ข้อมูลรัฐเปิดเผย ประชาชนสามารถตรวจสอบได้และคนที่กล้าเปิดโปงได้รับความคุ้มครอง เพราะเสียงของประชาชน จะทรงพลัง ก็ต่อเมื่อมีข้อมูลให้ตรวจสอบ มีพื้นที่ให้ลงมือ และมีความปลอดภัย พอที่จะไม่ต้องยอมจำนน”

.

🔷Session 1  “เปิดโปงแล้วใครปกป้อง ?” โดยคุณฐปณีย์ เอียดศรีไชย ชวนคุยกับคุณพัสนีย์ พูลสุข ผู้รวบรวมหลักฐานเปิดโปงขบวนการทุจริตยาในโรงพยาบาลทหารผ่านศึก คุณพรทิพย์ โม่งใหญ่ อดีตบรรณาธิการข่าวโต๊ะรายงานพิเศษ สถานีโทรทัศน์เวิร์คพอยท์ และคุณฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (หัวหน้าทีมสุดซอย) ทั้งหมดร่วมสะท้อนว่า การเปิดโปงทุจริตทำให้ผู้ที่ลุกขึ้นปกป้องประโยชน์ส่วนรวม ต้องเผชิญทั้งความหวาดกลัว การข่มขู่ คดีฟ้องปิดปาก และความบอบช้ำทางจิตใจ แม้จะมาจากภาคประชาชน สื่อมวลชน และฝ่ายการเมือง ซึ่งมีบทบาทในการตรวจสอบอำนาจแตกต่างกัน แต่ทุกคนต่างมีราคาต้องจ่ายให้กับการไม่ยอมจำนน เรื่องราวบนเวทีจึงชวนให้สังคมตั้งคำถามว่า เราจะปล่อยให้คนเปิดเผยการกระทำผิดต้องอยู่กับความหวาดกลัวอีกนานเพียงใด และใครจะกล้าพูดความจริงต่อไป หากคนที่ปกป้องประโยชน์สาธารณะยังต้องปกป้องตัวเองอย่างโดดเดี่ยว

“เมื่อเลือกเดินทางนี้แล้ว การเสียเงินตัวเองกับการเสียน้ำตาก็เป็นสิ่งที่ต้องเผชิญไปพร้อมกัน” 

คุณพัสนีย์ พูลสุข ผู้รวบรวมหลักฐานเปิดโปงขบวนการทุจริตยาในโรงพยาบาลทหารผ่านศึกกล่าว

.

🔷Session 2 เมื่อประชาชนไม่ยอมชินกับการทุจริตคอร์รัปชัน อีกต่อไป เราจะนับหนึ่งจากตรงไหน? ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) คุณนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภาและประธานคณะกรรมาธิการ การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค คุณปริศนา พรหมมา ผู้แทนสภาลมหายใจเชียงใหม่ และคุณจุมพล ขุนอ่อน รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมสะท้อนว่า การทุจริตมาจากการมีโครงสร้างอำนาจรวมศูนย์ ระบบอุปถัมภ์ และกลไกตรวจสอบที่อ่อนแอเอื้อให้ ปัญหาดำรงอยู่ ทางออกจึงเป็นการแก้ไขเชิงระบบ ทั้งปรับโครงสร้างอำนาจ เปิดเผยข้อมูลรัฐ ลดขั้นตอนที่เปิดช่องเรียกรับสินบน กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส ควบคู่กับการให้ประชาชนร่วมตัดสินใจและตรวจสอบอย่างแท้จริง เพราะการหยุดคอร์รัปชันไม่ควรขึ้นอยู่กับความกล้าของคนเพียงไม่กี่คน แต่ต้องมีระบบที่ทำให้ทุกคนปกป้องสิทธิของตนและประโยชน์ส่วนรวมได้อย่างปลอดภัย

ภายในงานมีผู้คนจากหลากหลายภาคส่วนมาร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนมุมมอง ทั้งหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และประชาชนทั่วไปที่อยากเห็นความเปลี่ยนแปลง

.แม้เวที Forum จะจบลงแล้ว แต่นิทรรศการ “CORRUPTOPIA มหานครคอร์รัปชัน” ยังเปิดให้ทุกคนมาสำรวจสถานการณ์คอร์รัปชันใกล้ตัว ตั้งแต่วันนี้ถึง 27 กันยายน 2569 เพื่อชวนมาทบทวนเรื่องที่เราอาจเคยมองผ่านด้วยความชินชา ว่าส่งผลต่อชีวิตเราอย่างไร และเราจะเริ่มเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง 

.

🌆 CORRUPTOPIA มหานครคอร์รัปชัน

📅 15–27 กันยายน 2569

📍 ห้องนิทรรศการ ชั้น 3 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

เข้าชมฟรีตลอดงาน

คนที่เจ็บจากการคอร์รัปชันหนักที่สุดคือคนที่มีอำนาจต่อรองน้อยที่สุด เงินทุกบาทที่ถูกโกง ไม่ใช่แค่เงินที่หายไป แต่คือสิทธิของพวกเราที่หายไปพร้อมกันด้วย

0
“งบประมาณแผ่นดินมาจากภาษีของประชาชน และต้องกลับไปเป็นสิทธิ สวัสดิการ และคุณภาพชีวิตของประชาชน เงินทุกบาทที่ถูกโกงจึงไม่ใช่แค่เงินที่หายไป แต่คือสิทธิของพวกเราที่หายไปพร้อมกันด้วย”

เมื่อวันพุธที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จัดงาน “CORRUPTOPIA มหานครคอร์รัปชัน Exhibition & Forum” ชวนมองปัญหาการทุจริตผ่านประสบการณ์จริงของคนทำงาน ผู้เปิดโปงการทุจริต และภาคประชาชน ที่ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

คุณพรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวย้ำว่า การทุจริตพรากสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานไปจากประชาชน ทั้งสิทธิด้านอาหาร การศึกษา การรักษาพยาบาล และความปลอดภัยในชีวิต พร้อมชวนตั้งคำถามว่า  เรายังรู้สึกไม่ยอมรับการทุจริต หรือเราชินกับมันไปแล้ว

“ขอต้อนรับทุกท่านสู่มหานครคอร์รัปชัน เมืองที่มีคำขวัญว่า ‘อยู่ให้เป็น เห็นจนชิน อยู่กินกับคอร์รัปชัน’ ฟังดูเหมือนเรื่องล้อเล่น แต่เมื่อเดินชมนิทรรศการจะพบว่าไม่ใช่เรื่องตลก หรือถ้าเป็น ก็คงเป็นตลกร้าย เพราะทุกฉากในเมืองสมมติแห่งนี้หยิบมาจากชีวิตจริงที่เกิดขึ้นกับคนไทย

“สังคมไทยรู้มานานแล้วว่าการทุจริตเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ แต่ความเข้าใจของเราส่วนมากยังอยู่ที่ตัวเลขงบประมาณที่รั่วไหลและความผิดตามกฎหมาย วันนี้จึงอยากชวนทุกคนมองอีกด้านหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือการทุจริตเป็นอาชญากรรมที่พรากสิทธิขั้นพื้นฐานไปจากประชาชน

“งบประมาณแผ่นดินมาจากภาษีของประชาชน และต้องกลับไปเป็นสิทธิ สวัสดิการ และคุณภาพชีวิตของประชาชน เงินทุกบาทที่ถูกโกงจึงไม่ใช่แค่เงินที่หายไป แต่คือสิทธิของพวกเราที่หายไปพร้อมกันด้วย งบอาหารกลางวันที่ถูกยักยอก คือสิทธิด้านอาหารและการศึกษาของเด็กที่ถูกพรากไป การหักหัวคิวจัดซื้อยาและเครื่องมือแพทย์กระทบสิทธิด้านสุขภาพ และบางครั้งก็คือโอกาสรอดชีวิตของเพื่อนมนุษย์ เหล็กที่ลดสเปก ปูนที่ลดเกรด ใบอนุญาตที่เซ็นด้วยซองเงิน และทางหนีไฟที่ไม่มีอยู่จริง ล้วนกระทบสิทธิในชีวิตและร่างกาย กากอุตสาหกรรมที่ถูกลักลอบฝังกลบในชุมชน มลพิษในแม่น้ำและอากาศ หรือที่ดินของชาวบ้านที่ถูกนายทุนยึดครอง ล้วนกระทบสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี สิทธิในการทำมาหากิน และสิทธิของชุมชนที่จะมีส่วนร่วมตัดสินใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นในบ้านของตัวเอง ส่วนตำแหน่งที่ซื้อขายได้ การสอบที่แก้ไขได้ และด่านที่เคลียร์ได้ คือหลักความยุติธรรมและความเสมอภาคที่ถูกแทนที่ด้วยเส้นสายและซองเงิน

“การทุจริตที่พรากสิทธิได้กว้างที่สุดเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนจัดสรรงบประมาณด้วยซ้ำ นั่นคือการทุจริตเลือกตั้ง หลายคนยังมองว่าการรับเงินซื้อเสียงเป็นเรื่องเล็ก เป็นเงินก้อนเดียวที่นาน ๆ จะตกมาถึงคนตัวเล็กตัวน้อยสักครั้ง แต่ผู้ลงทุนย่อมไม่ยอมเสียอะไรไปฟรี ๆ และต้องถอนทุนคืนจากงบประมาณแผ่นดินที่เป็นของเราทุกคน นโยบาย โครงการ และการจัดสรรงบประมาณจึงถูกออกแบบเพื่อผลประโยชน์ของเครือข่ายและพวกพ้อง แทนที่จะออกแบบเพื่อคนส่วนใหญ่ 

“คนที่เจ็บจากการคอร์รัปชันหนักที่สุดคือคนที่มีอำนาจต่อรองน้อยที่สุด ทั้งคนจน คนไร้สถานะ กลุ่มชาติพันธุ์ แรงงาน แรงงานข้ามชาติ คนพิการ ผู้สูงอายุ และชุมชนชายขอบ เงินใต้โต๊ะหลักร้อยหลักพันที่บางคนจ่ายได้โดยไม่รู้สึกอะไร สำหรับคนจนอาจหมายถึงค่าใช้จ่ายทั้งเดือนหรือค่าเทอมของลูก

“เมื่อความสะดวก ความปลอดภัย และความยุติธรรมกลายเป็นสิ่งที่ต้องซื้อ สังคมก็เกิดระบบสองมาตรฐานขึ้นทันที นี่คือการละเมิดหลักการไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งเป็นหัวใจของสิทธิมนุษยชนโดยตรง

“สิ่งที่กังวลที่สุดไม่ใช่การโกงเพียงอย่างเดียว แต่คือความชิน ความชินที่ทำให้เราพูดกันจนติดปากว่าใคร ๆ ก็ทำ หรือขอให้ทำงานให้ดีก็พอ ความชินเปลี่ยนสิ่งที่ไม่ควรเป็นเรื่องปกติให้กลายเป็นเรื่องปกติ และเปิดทางให้การทุจริตเติบโตต่อไป

“การทุจริตกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องที่หนุนกัน การทุจริตทำให้เกิดการละเมิด และการละเมิดก็เอื้อให้เกิดการทุจริต วงจรนี้จะไม่มีวันหยุด หากคนที่ลุกขึ้นมาพูดความจริงต้องต่อสู้เพียงลำพัง

“สำหรับ กสม. หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เราไม่ใช่องค์กรปราบปรามการทุจริต แต่เรามีหน้าที่ทำให้สังคมมองเห็นสิ่งที่มักถูกมองข้าม นั่นคือต้นทุนด้านสิทธิมนุษยชนที่ประชาชนต้องจ่ายให้กับการทุจริต ปีนี้เราจึงกำหนดเรื่องการทุจริตกับสิทธิมนุษยชนเป็นวาระที่จะขับเคลื่อน เพื่อให้ทุกคนรับรู้แนวคิดการต่อต้านการทุจริตบนฐานสิทธิมนุษยชน เราจะประมวลสิ่งที่ได้จากเวทีวันนี้และเวทีต่าง ๆ จัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อเสนอต่อรัฐบาล

“การจัดกิจกรรมและเวทีเสวนาวันนี้ต้องการชวนทุกคนตั้งคำถามกับตัวเองว่า เรายังรู้สึกไม่ยอมรับการทุจริต หรือเราชินไปแล้ว”

บีโอไอ ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ก.ล.ต. ผนึกกำลังส่งเสริมผู้ประกอบการอุตสาหกรรม New Economy สู่ตลาดทุน ผ่านโครงการ BOI to IPO

0

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การส่งเสริมการระดมทุนของผู้ประกอบการเป้าหมาย ครอบคลุมโครงการ BOI to IPO เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการโดยเฉพาะ 10 อุตสาหกรรม
New Economy ให้เติบโตและเข้าถึงแหล่งเงินทุนในตลาดทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้รับเกียรติจาก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการส่งเสริมการลงทุน เป็นสักขีพยาน พร้อมแสดงวิสัยทัศน์ถึงมาตรการ “BOI to IPO” หนึ่งในยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยการลงทุน ในวันที่ 17 กันยายน 2569 ณ กระทรวงการคลัง

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ห่วงโซ่อุปทานโลก และการแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์ Investment-led Growth โดยใช้การลงทุนเป็นเครื่องยนต์ในการสร้างศักยภาพการเติบโตใหม่ให้ประเทศ ซึ่งเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่เม็ดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้การลงทุนเหล่านั้นสร้าง “คุณค่า” ให้กับประเทศไทย ทั้งการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาในประเทศ การสร้างงานทักษะสูง การพัฒนาคนไทย และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมสมัยใหม่

BOI to IPO จึงเป็นอีกกลไกสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงนโยบายส่งเสริมการลงทุนเข้ากับตลาดทุน เพื่อให้กิจการในกลุ่ม New Economy ที่เข้ามาลงทุนและสร้างฐานธุรกิจในประเทศไทยสามารถเติบโตและขยายกิจการจากประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังช่วยเชื่อมเงินทุนในระบบเศรษฐกิจไทยไปสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพ และทำให้โครงสร้างของตลาดทุนไทยสะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของประเทศมากขึ้น

“BOI to IPO ไม่ใช่เพียงมาตรการเพื่อช่วยให้บริษัทเข้าถึงตลาดทุน แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่จะทำให้การลงทุนสร้างคุณค่าให้กับประเทศไทยในระยะยาว เราไม่ต้องการเพียงดึงบริษัทเทคโนโลยีหรือ New Economy เข้ามาตั้งฐานในประเทศไทย แต่ต้องการให้บริษัทเหล่านี้เติบโต ขยายธุรกิจ พัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากรจากประเทศไทย และสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่แข็งแรงขึ้น เมื่อการส่งเสริมการลงทุนและตลาดทุนเดินไปในทิศทางเดียวกัน การลงทุนจะไม่จบลงเพียงการตั้งโรงงานหรือการเริ่มต้นโครงการ แต่จะสามารถต่อยอดเป็นการเติบโตของธุรกิจและความสามารถใหม่ของประเทศได้ในระยะยาว”

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า การผนึกกำลังเพื่อขับเคลื่อนมาตรการส่งเสริมให้บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือ “BOI to IPO” ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นการเชื่อมต่อเครื่องมือของทั้ง 3 หน่วยงาน โดยบีโอไอเป็นผู้ให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเพื่อสร้างแรงจูงใจ ขณะที่ ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ก.ล.ต. จะสนับสนุนการเตรียมความพร้อมและกระบวนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หรือตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai)

มาตรการ BOI to IPO คือกลไกเชื่อมนโยบายส่งเสริมการลงทุนเข้ากับตลาดทุนไทย เปิดทางให้นักลงทุนศักยภาพสูงระดมทุนในประเทศไทยเพื่อใช้สำหรับการขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง และทำให้กิจการเหล่านี้หยั่งรากลึกอยู่กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ขณะเดียวกันยังเป็นการเปิดโอกาสให้คนไทยเข้ามามีส่วนร่วมและถือหุ้นในกิจการที่มีศักยภาพเติบโตสูง อีกทั้งเงื่อนไขการเข้าตลาดหลักทรัพย์ยังบังคับให้ทุกกิจการต้องยกระดับธรรมาภิบาลและบริหารจัดการธุรกิจอย่างโปร่งใส ซึ่งจะทำให้การลงทุนที่ได้รับส่งเสริมจากบีโอไอเติบโตอย่างยั่งยืนไปกับประเทศไทย” นายนฤตม์ กล่าว

ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีตัวอย่างความสำเร็จของบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนและตั้งฐานการผลิต ก่อนจะเติบโตและเข้าจดทะเบียนในตลาดทุนไทย เช่น บมจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) และ บมจ. แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) มาตรการ BOI to IPO จึงมุ่งต่อยอดความสำเร็จดังกล่าว โดยเฉพาะบริษัทในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ให้สามารถระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจในประเทศไทย รวมทั้งใช้ไทยเป็นฐานขยายธุรกิจออกสู่ตลาดโลกด้วย ทั้งนี้ บริษัทจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากที่ได้รับอยู่เดิม โดยบริษัทในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ที่ได้รับการรับรองจาก ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 3 ปี หรือลดหย่อนร้อยละ 50 เพิ่มเติม 5 ปี ส่วนบริษัททั่วไป จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 2 ปี หรือลดหย่อนร้อยละ 50 เพิ่มเติม 3 ปี ขึ้นกับประเภทกิจการ

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า โครงการ BOI to IPO นับเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยดึงดูดให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสูงเข้าถึงตลาดทุน โดยเชื่อมโยงกลไกการส่งเสริมการลงทุนเข้ากับตลาดทุนไทยอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งโครงการนี้ นับเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญในการผลักดันให้ผู้ประกอบการในกลุ่ม New Economy หันมาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หลังจากที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ปรับปรุงเกณฑ์การรับหลักทรัพย์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอ สามารถเข้าจดทะเบียนได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเข้าจดทะเบียนจากตลาดหลักทรัพย์ฯ และกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ตามรายละเอียดที่กำหนด ในขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ก.ล.ต. ได้อยู่ระหว่างการทดลองปรับปรุงกระบวนการ IPO ให้มีความกระชับและใช้ระยะเวลาสั้นลง ตลาดหลักทรัพย์ฯ เชื่อมั่นว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะยกระดับความน่าสนใจของตลาดทุนไทยและเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ประเทศไทยก้าวสู่เศรษฐกิจใหม่ได้อย่างยั่งยืน  

นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบนิเวศตลาดทุนให้เอื้อต่อการระดมทุนของบริษัทที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะธุรกิจในกลุ่ม New Economy ซึ่งมีบทบาทต่อการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ New growth ในระยะยาว ความร่วมมือภายใต้โครงการ BOI to IPO จะช่วยเชื่อมโยงผู้ประกอบการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน สามารถเตรียมความพร้อมและเข้าถึงตลาดทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดย ก.ล.ต. พร้อมทำงานร่วมกับ BOI และตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันโครงการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการปรับปรุงกระบวนการและแนวทางพิจารณา IPO ให้กระชับและรวดเร็วขึ้น สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลที่ครบถ้วนและเพียงพอต่อการตัดสินใจลงทุน รวมทั้งส่งเสริมความพร้อมของผู้ประกอบการและ
ผู้ที่เกี่ยวข้องในการยกระดับการควบคุมภายในของกิจการ เพื่อให้บริษัทที่มีคุณภาพสามารถเข้าสู่ตลาดทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม โดยคำนึงถึงการคุ้มครองผู้ลงทุนและการสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทย

ธุรกิจ New Economy ครอบคลุม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ การเกษตรและอาหารขั้นสูง เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ การแพทย์และสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ยานยนต์สมัยใหม่ การบินและโลจิสติกส์ ดิจิทัลและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงและยั่งยืน

ติดตามรายละเอียดโครงการ BOI to IPO ได้ที่ www.set.or.th สอบถามเพิ่มเติมโทร SET Contact Center 0 2009 9999

20 ปี PIM บทพิสูจน์จากมหาวิทยาลัยเซเว่น สู่มหาวิทยาลัยสร้างคน

0

จากจุดเริ่มต้นสู่เส้นทางเกือบ 20 ปีของสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การศึกษาไม่ควรหยุดเรียนรู้อยู่เพียงในห้องเรียน แต่ต้องเชื่อมโยงกับโลกการทำงานจริง เพื่อสร้างคนให้มีทักษะ พร้อมทำงาน และมีงานทำ

เบื้องหลังเส้นทางนี้ เริ่มต้นจากประสบการณ์ชีวิตและความเชื่อของ นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ ที่นำบทเรียนจากการ “เรียนไป ทำงานไป” ของตัวเอง มาสร้างเป็นโมเดลสร้างคนผ่านการศึกษา จนถึงวันที่บัณฑิตได้รับการยอมรับจากองค์กรต่าง ๆ เส้นทางของ PIM จึงไม่ใช่เพียงเรื่องราวของการสร้างมหาวิทยาลัย แต่คือการพิสูจน์ว่า “โอกาสทางการศึกษา” สามารถเปลี่ยนอนาคตของคนได้จริง

ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์

นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ชวนย้อนเรื่องราวเกือบ 20 ปี ว่า…

มีเรื่องเล่าหนึ่งที่ผมไม่เคยเล่าให้ใครฟังมากนัก มันเป็นเรื่องของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่อายุยังไม่ครบ 20 ปี ต้องเรียนภาคค่ำที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และทำงานไปด้วยกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ ในขณะที่เพื่อน ๆ หลายคนกำลังนั่งเรียนอยู่ในห้องเรียนช่วงกลางวัน เด็กหนุ่มคนนั้นกลับต้องรีบวิ่งจากที่ทำงานไปให้ทันเข้าเรียนตอนหกโมงเย็น บางวันเหนื่อยจนแทบหลับคาโต๊ะ แต่เขาก็ยังอดทน เพราะรู้ว่าการเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย คือหนทางที่จะทำให้เขาได้เข้าใจโลกแห่งความจริง และจากประสบการณ์ตรงนั้นเอง ทำให้ผมเห็นความจริงข้อหนึ่งที่เจ็บปวด…“คนจบปริญญาตรีออกมาทำงานไม่เป็น” ประโยคนี้ฟังดูรุนแรง แต่มันคือความจริงที่ผมพบเจอด้วยตัวเองทุกวัน บัณฑิตจบใหม่จำนวนไม่น้อยยังต้องกลับมาเรียนรู้และฝึกฝนกันใหม่ในองค์กร ต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะสามารถทำงานได้จริง ทั้งที่พวกเขาเพิ่งใช้เวลาถึงสี่ปีในมหาวิทยาลัย

ผมจึงตั้งคำถามกับตัวเองว่า “มหาวิทยาลัยควรเป็นสถานที่ที่นักศึกษาไปเดินเล่น เรียนไปวันๆ แล้วจบมาทำงานไม่เป็นจริงหรือ?” คำถามนี้ติดอยู่ในใจผมมาโดยตลอด วันที่ผมตัดสินใจสร้างสถาบัน PIM ผมอายุประมาณ 54-55 ปี หลายคนบอกว่าผมบ้า หลายคนหัวเราะเยาะ หลายคนนินทาว่า

“มหาวิทยาลัยเด็กร้าน”

“มหาวิทยาลัยรากหญ้า”

ผมได้ยินหมด แต่ผมไม่สนใจ เพราะผมรู้ว่าผมกำลังทำอะไร ผมกำลังสร้างสถาบันที่จะพิสูจน์ว่า การศึกษาไม่ควรแยกออกจากชีวิตจริง และคนที่ต้องทำงานไปเรียนไป ไม่ใช่คนที่ด้อยกว่าใคร ตรงกันข้าม ผมเชื่อว่าประสบการณ์เหล่านั้นจะกลายเป็นต้นทุนสำคัญของชีวิต โมเดลของเราคือ “เรียนไป ทำงานไป จบไปแล้วได้งานทำ” ฟังดูง่าย แต่รู้ไหมครับว่ามันยากแค่ไหน? ปีแรกที่เปิดรับนักศึกษา เรามีนักศึกษาเพียง 350 คน ปีที่สอง 550 คน รวมสองปีแรกได้เพียง 900 คน ทั้งที่เรามีทุน 100% ทั้งที่ระหว่างเรียนมีงานทำ และทั้งที่เราตั้งใจสร้างระบบการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับการทำงานจริง แต่ไม่มีใครเชื่อ…ผมเข้าใจครับ การที่จะให้สังคมยอมรับอะไรใหม่ ๆ มันต้องใช้เวลา ไม่ใช่หนึ่งปีหรือสองปี แต่ต้องใช้ “บัณฑิต” เป็นเครื่องพิสูจน์ เราต้องสร้างบัณฑิตรุ่นแล้วรุ่นเล่า ออกไปสู่สังคม ต้องให้พวกเขาพิสูจน์ตัวเองในการทำงาน ต้องให้หัวหน้างานยอมรับ ต้องให้เพื่อนร่วมงานยอมรับ และต้องให้สังคมยอมรับ

เราต้องสร้างบัณฑิตออกไปให้สังคมเห็นถึง สามรุ่น ฟังดูอาจไม่นาน แต่กว่าจะผ่านแต่ละรุ่นมาได้ มันคือความอดทน ความมุ่งมั่น และความเชื่อที่ไม่มีวันสั่นคลอน

วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว อึดไป อึดมา เกือบครบ 20 ปีแล้ว จากวันนั้นที่เราเคยรับนักศึกษาได้เพียง 350 คน วันนี้เราเคยรับนักศึกษาใหม่ได้สูงสุดเกือบ 7,000 คนต่อปี และปัจจุบันเรารับประมาณ 5,000-6,000 คนต่อปี จากวันที่เคยถูกเรียกว่า “มหาวิทยาลัยรากหญ้า” วันนี้บัณฑิตของเราได้รับการยอมรับจากองค์กรชั้นนำทั่วประเทศ

จากวันที่ผมอายุ 54 ปี วันนี้ผมอายุ 74 ปีแล้ว 20 ปีที่ผ่านไป…

ผมเห็นเด็กหนุ่มสาวที่ต้องทำงานไป เรียนไป ไม่ต่างจากผมเมื่อ 50 กว่าปีก่อน เดินเข้ามาในสถาบันแห่งนี้ พวกเขามีความฝัน มีความมุ่งมั่น และมีไฟที่อยากจะพิสูจน์ตัวเอง และผมก็เห็นพวกเขาจบออกไป มีงานทำ มีอาชีพ มีรายได้ ได้เติบโต และประสบความสำเร็จในชีวิต

นั่นคือสิ่งที่ทำให้ผมภูมิใจที่สุด

วันนี้ เมื่อผมมองย้อนกลับไป ผมไม่เสียใจเลยแม้แต่วินาทีเดียวที่ตัดสินใจสร้าง PIM

ผมภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างสถาบันแห่งนี้มาตลอดเกือบ 20 ปี

ผมภูมิใจที่ได้พิสูจน์ว่า “มหาวิทยาลัยรากหญ้า” ก็สามารถสร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพได้

ผมภูมิใจที่ได้พิสูจน์ว่า “คนขาดโอกาส” ก็มีสิทธิ์ได้รับการศึกษาที่ดี

ผมภูมิใจที่ได้พิสูจน์ว่า “การเรียนไป ทำงานไป” ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ

และที่สำคัญที่สุด…

ผมภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของบัณฑิตทุกคน ที่วันนี้พวกเขาสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง

เพราะการศึกษาไม่ควรเป็นเรื่องของชนชั้น ไม่ควรเป็นเรื่องของฐานะ

การศึกษาเป็นเรื่องของโอกาส และโอกาสควรเป็นของทุกคน

20 ปี… ไม่ใช่เวลาที่สั้น แต่ก็ไม่ใช่เวลาที่ยาวนานสำหรับการสร้างสถาบันการศึกษา

สิ่งที่เราเห็นในวันนี้ไม่ใช่ผลงานของผมคนเดียว แต่เป็นผลงานของทุกคนที่ร่วมกันสร้าง ทั้งอาจารย์ เจ้าหน้าที่ นักศึกษา บัณฑิต สถานประกอบการ และพันธมิตรทุกภาคส่วน ทุกคนช่วยกันพิสูจน์ว่า PIM ไม่ได้เป็นเพียงมหาวิทยาลัย แต่เป็น “บ้านหลังที่สอง” ของคนที่เชื่อว่า การศึกษาคือหนทางแห่งการเปลี่ยนแปลง

จากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง

จากห้องเรียนสู่สถานที่ทำงาน

จากความฝันสู่ชีวิตจริง

นี่คือเรื่องราวของ PIM ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

และผมเชื่อว่าอีก 20 ปีข้างหน้า PIM จะยังคงยืนหยัด เป็นที่พึ่งของเยาวชน เป็นมหาวิทยาลัยที่คนภาคภูมิใจ และเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ความฝันที่สร้างจากรากหญ้า สามารถเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาแก่คนทั้งประเทศได้

“ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่

แต่ผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมทำ จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของคนอื่น

และนั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับชีวิตคนคนหนึ่ง”

ด้วยความภาคภูมิใจ

ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์

จาก ‘ประชาชน’ สู่ ‘ประชาชิน’ กสม. ชวนคนไทยร่วมงานนิทรรศการ มหานครคอร์รับชั่น ‘CORRUPTOPIA’ ชมฟรีตลอดงาน 15-27 ก.ย. 69 นี้ที่หอศิลปกรุงเทพฯ

0

เราอาจมองเห็นผลของคอร์รัปชันอยู่รอบตัวบ่อยกว่าที่คิด เพียงแต่หลายครั้งมันไม่ได้ปรากฏตัวในรูปของซองเงินหรือการติดสินบนตรงหน้า แต่อาจมาในรูปของถนนที่สร้างแล้วสร้างอีกแต่ไม่เคยเสร็จ โครงการที่ใช้งบประมาณมหาศาลแต่ไม่ได้คุณภาพ หรือบริการสาธารณะที่ประชาชนควรได้รับอย่างเต็มที่ แต่กลับไม่ได้ 

เมื่อเห็นเรื่องเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากสิ่งที่ควรทำให้เรารู้สึกว่า “ไม่ถูกต้อง” วันหนึ่งเราอาจเริ่มรู้สึกเพียงว่า “ก็เป็นแบบนี้แหละ” และสิ่งนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ปัญหาคอร์รัปชันไม่มีวันหมดไป

🌆 นิทรรศการ CORRUPTOPIA มหานครคอร์รัปชัน จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) จึงไม่ได้เริ่มต้นด้วยการอธิบายว่าคอร์รัปชันคืออะไร หรือบอกเราว่าใครเป็นคนผิด แต่เลือกสร้าง “เมือง” ขึ้นมาหนึ่งเมือง เพื่อชวนให้เราเดินเข้าไปสำรวจว่า หากคอร์รัปชันแทรกซึมอยู่ในทุกส่วนของชีวิต เมืองที่เราอาศัยอยู่จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร

เมื่อมองกลับมายังสถานการณ์ของประเทศไทย ปัจจุบันดัชนีการรับรู้การทุจริต หรือ Corruption Perceptions Index (CPI) ปี 2025 ของไทยอยู่ที่ 33 คะแนน จาก 100 คะแนน และอยู่อันดับที่ 116 จาก 182 ประเทศ ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 42 คะแนน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการรับรู้ต่อปัญหาการทุจริตในภาครัฐ และประเทศไทยยังมีแนวโน้มคะแนนลดลงเมื่อเทียบกับปี 2012

แต่แทนที่จะพาเราไปมองคอร์รัปชันในฐานะปัญหาใหญ่ระดับประเทศเพียงอย่างเดียว นิทรรศการ CORRUPTOPIA กลับย่อเรื่องที่ดูใหญ่และซับซ้อนเหล่านั้นให้มาอยู่ในระดับที่ใกล้กับชีวิตของคนธรรมดาเพราะสำหรับประชาชนคนหนึ่ง เราอาจรู้สึกอยู่เสมอว่าเรื่องคอร์รัปชันใหญ่เกินกว่าที่ตัวเองจะทำอะไรได้ และอำนาจในการเปลี่ยนแปลงก็ดูเหมือนจะอยู่ในมือของคนอื่น

CORRUPTOPIA มหานครคอร์รัปชัน ชวนเรากลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เรากำลังอยู่กับความเคยชินกับการทุจริตอยู่หรือเปล่า” และ “ถ้าจะ ‘เลิกชิน’ เราจะทำอะไรได้บ้าง”

🔹เมืองที่ไม่มีอะไรเป็นอย่างที่ควรจะเป็น เพราะทุกอย่างถูกสร้างขึ้นจากคอร์รัปชัน

เมื่อเดินเข้าสู่นิทรรศการ เราจะพบกับเมืองจำลองขนาดเล็กที่ประกอบขึ้นจากแลนด์มาร์กและสถานที่ต่าง ๆ แต่ที่นี่ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบนัก เพราะทุกพื้นที่ล้วนมีร่องรอยของคอร์รัปชันซ่อนอยู่

มี “ถนนเจ็ดชั่วโคตร” ถนนที่สร้างเท่าไรก็ไม่เคยเสร็จ รื้อแล้วทำ ทำแล้วรื้อ วนกลับมาให้เห็นอยู่ซ้ำ ๆ จนความผิดปกติเริ่มกลายเป็นภาพคุ้นตา

มี “พิ‘พิษ’ภัณฑ์” ที่ไม่ได้จัดแสดงโบราณวัตถุหรืองานศิลปะ แต่เต็มไปด้วยขยะพิษจากต่างถิ่น ชวนให้คิดต่อว่า เมื่อการจัดการที่ไม่โปร่งใสเกิดขึ้น ผลที่ตามมาไม่ได้หยุดอยู่ในเอกสารหรือเม็ดเงิน แต่อาจเดินทางไปตกอยู่ที่บ้าน ชุมชน สุขภาพ และชีวิตของผู้คน

ยังมี สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พร้อมเสกความสำเร็จให้ หากรู้จักติดสินบนให้ถูกทาง สิ่งเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ระบบเดิมดำรงอยู่ต่อไป

แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในเมืองแห่งนี้อาจไม่ใช่สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง หากเป็น “ผู้คน” ที่อาศัยอยู่ในนั้น พวกเขาถูกเรียกว่า “ประชาชิน” ประชาชนธรรมดาที่มองเห็นสิ่งผิดปกติอยู่ทุกวัน แต่เมื่อพบมันบ่อยครั้งเข้า จากเคยสงสัย จากเคยไม่พอใจกลายเป็นยอมรับ คำว่า “ประชาชิน” จึงเป็นคำที่ฟังดูขำในครั้งแรก แต่พอเดินดูนิทรรศการไปเรื่อย ๆ มันกลับกลายเป็นคำที่ย้อนกลับมาถามคนดูว่า เราเองก็เคยเป็นประชาชินในบางเรื่องหรือเปล่า

🔹คอร์รัปชันไม่ได้หายไป เพียงเพราะเราไม่เห็นคนโกงตรงหน้า

ความน่าสนใจของ CORRUPTOPIA มหานครคอร์รัปชัน คือการพยายามขยับภาพของคอร์รัปชันออกจากเรื่อง “การโกงเงิน” เพียงอย่างเดียว แล้วพาไปมองให้เห็นถึง “การโกงสิทธิ” ที่พึงได้ของเราทุกคน เพราะเบื้องหลังงบประมาณที่หายไป อาจหมายถึงถนนที่ไม่ได้มาตรฐาน
เบื้องหลังการเอื้อผลประโยชน์ อาจหมายถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่ใครบางคนต้องแบกรับ และเบื้องหลังบริการสาธารณะที่ไม่มีประสิทธิภาพ อาจหมายถึงสิทธิหรือคุณภาพชีวิตบางอย่างที่ประชาชนควรได้รับ แต่กลับได้ไม่เต็มที่

นิทรรศการทำให้เราเห็นว่า บางทีจุดเริ่มต้นของการไม่ยอมรับคอร์รัปชัน อาจเริ่มจากวันที่เรามองเห็นสิ่งเดิม แล้วไม่พูดกับตัวเองอีกต่อไปว่า “ก็เป็นแบบนี้แหละ”

🌆 CORRUPTOPIA มหานครคอร์รัปชัน
📅 15–27 กันยายน 2569
📍 ห้องนิทรรศการ ชั้น 3 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

เข้าชมฟรีตลอดงาน

ก่อนกลับบ้าน อย่าลืมแวะรับของที่ระลึก “ไม้บรรทัด (ฐาน) วัดใจ” ที่จะชวนทุกคนมาเปลี่ยนทัศนคติและยกระดับบรรทัดฐานของสังคม มาเป็นประชาชนคนคุณภาพที่ไม่ชินและไม่ทนต่อการคอร์รัปชันในทุกรูปแบบ

.