Home Blog Page 2

“เอกนิติ” กางยุทธศาสตร์ Thailand Next Economy 2027 ดันไทยสู่ Second Take-off รับมือ 5 คลื่นมรสุมโลก

0

“เอกนิติ” ชี้ไทยต้องใช้โอกาสจากเวที IMF-World Bank สร้างความเชื่อมั่นต่อยอดลงทุน ย้ำโลกผันผวนต้องอุดรอยรั่วเศรษฐกิจ ช่วยเหลือประชาชนตรงกลุ่ม เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน พร้อมยกระดับทักษะแรงงาน หวังสร้าง Second Take-off ให้เศรษฐกิจไทย

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Thailand Next Economy 2027 : อนาคตเศรษฐกิจไทย” ในงาน CEO Econmass Awards 2026 จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจว่า การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทและศักยภาพของไทยบนเวทีโลก โดยได้รับความสนใจจากนานาประเทศ ทั้งในด้านการจัดงาน วัฒนธรรม และโอกาสการลงทุน

“การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมใหญ่ประจำปี IMF และธนาคารโลก ครั้งนี้  สิ่งหนึ่งที่เห็นชัด คือ บทบาทเด่นของประเทศไทยในเวทีโลก วันนี้เดินไปที่ไหน เหมือนเป็นสปอร์ตไลท์ส่องว่าเมืองไทยจัดดีมาก ทุกคนพูดถึงการจัดงาน และทุกคนพูดถึงประเทศไทย และเชื่อว่าทุกคนสัมผัสสิ่งเดียวกัน”นายเอกนิติ กล่าว 

สิ่งสำคัญหลังจากนี้ คือ การเปลี่ยนความเชื่อมั่นที่ประเทศไทยได้รับให้เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว หรือ Thailand Next Economy ได้อย่างไร โดยใช้โอกาสจากการเป็นเจ้าภาพซึ่งเปรียบเสมือน โอลิมปิกทางการเงินของโลก แสดงศักยภาพของประเทศ และนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่ไทยดำเนินการได้จริง

และสิ่งสำคัญ คุณคริสตาลินา จอร์เจียวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการใหญ่ IMF ได้เปรียบการจัดงานครั้งนี้ว่าเป็นการจัดโอลิมปิกทางการเงิน และยกให้ประเทศไทยเป็นผู้ได้รับเหรียญทอง พร้อมทั้งชื่นชมโมเดลการพัฒนาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่นำไปจัดแสดงใน Royal Pavilion ขณะที่ประธาน IMFC ระบุว่าประเทศไทยได้สร้างมาตรฐานใหม่ระดับโลกที่ยากจะหาใครทำตามได้ 

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้นำเสนอแนวคิด Building Resilience in a Fragmented World  และโครงการ Low Carbon City ร่วมกับสมาคมเอกชน (กกร.) จนธนาคารโลกพร้อมสนับสนุนเงินทุนการศึกษาปัญหาน้ำท่วมและพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ รวมถึงการเผยแพร่ Soft Power วัฒนธรรมไทย ทั้งมวยไทย ผ้าไทย และสินค้าชุมชนจาก 37 จังหวัดสู่สายตาผู้นำเศรษฐกิจทั่วโลก

ชี้เศรษฐกิจโลกผันผวน ไทยต้องอุดรอยรั่ว-รักษาวินัยการคลัง

นายเอกนิติ กล่าวว่า โลกวันนี้มีความผันผวนมาก และการประชุม IMF-World Bank รวมถึงการประชุม คลัง APEC ยืนยันว่า นโยบายเศรษฐกิจไทย คิดล่วงหน้าว่า โลกมีความผันผวน สะท้อนให้เห็นความท้าทายสำคัญที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญ ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี AI และความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนทั่วโลก

สำหรับประเทศไทย เปรียบเสมือนเรือที่ล่องอยู่ในทะเลท่ามกลางคลื่นลมแรง โดยมี 5 อย่าง จึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน โดยเฉพาะการอุดรอยรั่วทางเศรษฐกิจ การบริหารหนี้สาธารณะ และการใช้ทรัพยากรภาครัฐที่มีจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด

1. โลกแตกขั้ว-สงครามการค้ายังเป็นความเสี่ยง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง และสงครามยูเครน ทำให้เศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอน ขณะที่สงครามการค้ายังมีอยู่ โดยเฉพาะมาตรการขึ้นภาษีที่อาจกลับมากระทบการค้าและการลงทุนได้ทุกเมื่อ

2. อัตราดอกเบี้ยสูงกดดันต้นทุนทางการเงิน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี อยู่ที่ระดับมากกว่า 5% ขณะที่ของไทยอยู่ที่ประมาณ 2.4% หรือต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง สะท้อนความแตกต่างด้านต้นทุนการกู้ยืมและความเชื่อมั่นของตลาด โดยวินัยการคลังของไทยยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่น และส่งผลต่อมุมมองของบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ปรับจากเชิงลบเป็นมีเสถียรภาพ

3. วินัยการคลังเป็นปัจจัยชี้ต้นทุนการกู้ยืม ในภาวะที่ต้นทุนทางการเงินทั่วโลกอยู่ในระดับสูง ประเทศที่ขาดวินัยการคลังและมีการขาดดุลในระดับสูงอาจเผชิญแรงกดดันจากตลาดผ่านต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ไทยพยายามควบคุมการขาดดุลให้อยู่ในระดับต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ในปีที่ผ่านมา ช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อสถานะการคลังของประเทศ

4. AI เปลี่ยนโลก ไทยต้องใช้เทคโนโลยียกระดับคนตัวเล็ก แม้ AI จะกลายเป็นเทคโนโลยีที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ แต่ไทยเริ่มนำ AI มาใช้เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อยผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส โดยเฉพาะนกกระซิบ ที่ช่วยพ่อค้าแม่ค้าวิเคราะห์ยอดขาย วางแผนการขาย และประเมินรายได้ย้อนหลัง 4-5 เดือน เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการขอสินเชื่อ สอดคล้องกับแนวคิด Small AI ที่มุ่งใช้เทคโนโลยีขนาดเล็กและเข้าถึงง่าย ช่วยให้คนตัวเล็กทำงานได้ดีขึ้นและมีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งไทยได้นำแนวทางดังกล่าวไปนำเสนอบนเวทีระหว่างประเทศแล้ว

5. ความเสี่ยงภูมิอากาศ เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ปัญหาสภาพภูมิอากาศมีความรุนแรงและคาดการณ์ได้ยาก โดยไทยเผชิญสถานการณ์น้ำท่วมหนักก่อนการประชุม IMF-World Bank ประมาณ 1 สัปดาห์ สะท้อนความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ แม้ภาครัฐจะสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้ แต่ยังต้องเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือความเสี่ยง โดยมีธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เข้ามาสนับสนุน ขณะเดียวกัน ต้องเตรียมรับมือความผันผวนด้านสภาพภูมิอากาศในระยะต่อไป รวมถึงความเสี่ยงจากปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญที่มีการกล่าวถึงในปีหน้า เพื่อป้องกันผลกระทบต่อเศรษฐกิจและประชาชนในระยะยาว

“ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกผันผวน ประเทศไทยเปรียบเสมือนเรือลำเล็กที่ต้องเผชิญคลื่นลมแรง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือพยากรณ์และประเมินความเสี่ยงล่วงหน้าว่ามีคลื่นลมตรงไหนบ้าง และเรือลำเล็กของเรา ต้องอุดรอยรั่วของเราด้วย เพราะเรามีรอยรั่วอยู่เยอะ จากปัญหาที่สะสมมาในอดีต ปัญหาหนี้ครัวเรือน ปัญหาหนี้สาธารณะ ต้องอุดรอยรั่วนั้น”นายเอกนิติ กล่าว 

อย่างไรก็ตาม ไทยจะต้องเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมา โดยเฉพาะการอุดรอยรั่วทางเศรษฐกิจและบริหารจัดการหนี้สาธารณะ ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรภาครัฐที่มีจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านนโยบายช่วยเหลือประชาชนที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย (Targeted Policy) พร้อมรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด เพราะหากใช้จ่ายจนทรัพยากรหมดโดยขาดวินัย ในที่สุดตลาดเงินและตลาดทุนจะเป็นผู้ลงโทษผ่านต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น โดยไทยยังมีข้อได้เปรียบจากการรักษาวินัยการคลังอย่างต่อเนื่อง

มุ่งช่วยคนตัวเล็กตรงกลุ่ม ใช้ AI เพิ่มรายได้ระยะยาว

นายเอกนิติกล่าวว่า การช่วยเหลือประชาชนในภาวะเศรษฐกิจผันผวนต้องให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่น ขณะที่งบประมาณภาครัฐมีจำกัด จึงไม่สามารถช่วยเหลือทุกคนด้วยมาตรการแบบเดียวกันได้ แต่ต้องใช้นโยบายที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย (Targeted Policy)

นอกจากนี้ การช่วยเหลือต้องไม่จำกัดอยู่เพียงการบรรเทาความเดือดร้อนระยะสั้น แต่ต้องสร้างโอกาสให้ประชาชนมีรายได้และความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นในระยะยาว ตัวอย่างสำคัญคือการนำ AI มาใช้ช่วยผู้ประกอบการรายย่อยผ่านนกกระซิบ ซึ่งช่วยวิเคราะห์ยอดขายและรายได้ของร้านค้า ทำให้พ่อค้าแม่ค้าสามารถวางแผนการขายได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงจากการขาดทุน และมีข้อมูลประกอบการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน

“คนตัวเล็กตัวน้อยถูกกระทบมากกว่า หลายคนจึงเข้าใจว่าทำไมโครงการไทยช่วยไทยพลัส ถึงไม่ได้ให้ โมเดิร์นเทรดแต่ให้กลุ่มคนตัวเล็กตัวน้อย แต่เพราะเรามีทรัพยากรจำกัด เราไม่มีเงินมากพอที่จะช่วยทุกคน และสำคัญคือ ช่วยคนบนทรัพยากรที่มีอยู่ และสร้างวินัยเพื่อให้เราสามารถดูแลภาพรวมเศรษฐกิจได้”นายเอกนิติ กล่าว 

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิด Small AI ที่เน้นการนำเทคโนโลยีขนาดเล็กมาเพิ่มประสิทธิภาพให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงได้จริง ไม่จำเป็นต้องลงทุนสูงหรือใช้ระบบที่ซับซ้อน พร้อมต่อยอดให้ประชาชนมีทักษะและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน ดันโซลาร์รูฟท็อปช่วยลดค่าไฟ

นายเอกนิติกล่าวว่า วิกฤตพลังงานโลกยังเป็นความเสี่ยงสำคัญ โดยไทยมีการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง ทำให้ได้รับผลกระทบโดยตรงเมื่อราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวขึ้น รัฐบาลจึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาด โดยไม่สามารถพึ่งพาการอุดหนุนราคาพลังงานเพียงอย่างเดียว

รัฐบาลเตรียมนำมาตรการส่งเสริมให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 26 ตุลาคมนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ครัวเรือนผลิตไฟฟ้าใช้เอง ลดภาระค่าไฟฟ้า และต่อยอดสู่การขายไฟฟ้าส่วนเกินให้การไฟฟ้า สร้างรายได้ในระยะยาว โดยเบื้องต้นกำหนดกรอบระยะเวลาไว้ 20 ปี

สำหรับประชาชนที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน จะให้สถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารออมสินและธนาคารอาคารสงเคราะห์ เข้ามาสนับสนุนแหล่งเงินทุน พร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทั้งระบบสายส่งและสมาร์ทมิเตอร์ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานสะอาดในวงกว้าง

นายเอกนิติย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวไม่ใช่เพียงการลดต้นทุนพลังงาน แต่เป็นการเปลี่ยนบทบาทประชาชนจากผู้บริโภคไฟฟ้าให้สามารถเป็นผู้ผลิตและสร้างรายได้ได้ด้วย

ลงทุนการศึกษา-ยกระดับทักษะแรงงาน สร้างเศรษฐกิจรอบใหม่

นายเอกนิติกล่าวว่า อีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือการลงทุนเพื่ออนาคต โดยเฉพาะการศึกษาและการพัฒนาทักษะแรงงาน เพราะการลงทุนในคนจะช่วยเพิ่มผลิตภาพและสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจในระยะยาว

แม้ไทยจะเผชิญความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า แต่ยังมีโอกาสดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ด้วยจุดแข็งด้านความเป็นกลางและโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ รัฐบาลจึงต้องใช้โอกาสนี้ยกระดับอุตสาหกรรมและพัฒนาบุคลากรไทยให้ตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุน

นายเอกนิติ ยกตัวอย่างการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารมูลค่า 23,000 ล้านบาท ซึ่งนักลงทุนเห็นศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหาร โดยรัฐบาลได้ประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเพื่อฝึกอบรมแรงงานให้มีทักษะตรงกับความต้องการของภาคธุรกิจ ผ่านแนวทางการพัฒนาทักษะที่เชื่อมโยงภาคการศึกษาและตลาดแรงงาน หรือ Skill Bridge

แม้แรงงานบางส่วนอาจย้ายไปทำงานกับบริษัทอื่นหลังผ่านการฝึกอบรม แต่ถือเป็นการยกระดับทักษะของแรงงานไทยโดยรวม ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

นายเอกนิติกล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF-World Bank ในปี 2534 ซึ่งวันนั้น ประเทศไทย คือ หรือ First Take-off ที่เศรษฐกิจไทยเริ่มทะยานขึ้นและก้าวสู่เวทีโลก ก่อนที่เศรษฐกิจจะเติบโตอย่างรวดเร็วและเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 วันนี้การกลับมาเป็นเจ้าภาพ โอลิมปิกทางการเงินโลก อีกครั้งในปี 2569 ไทยจะต้องใช้โอกาสนี้สร้างประเทศไทยให้กลับขึ้นบินอีกครั้ง หรือ Second Take-off โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งการรักษาวินัยการคลัง การลงทุนในคน การเปลี่ยนผ่านพลังงาน และการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

“สาระ ล่ำซำ” คว้ารางวัลเกียรติยศ “สุดยอดซีอีโอขวัญใจสื่อมวลชน” ประจำปี 2569 จากงานประกาศรางวัล CEO ECONMASS Awards 2026

0

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เข้ารับรางวัลเกียรติยศ  “สุดยอดซีอีโอขวัญใจสื่อมวลชน (Popular Vote) ประจำปี 2569”  จาก ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในพิธีประกาศรางวัลสุดยอดผู้นำองค์กร หรือ CEO ECONMASS Awards 2026 จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมกับ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ณ หอประชุมศาสตราจารย์ สังเวียน อินทรวิชัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

การได้รับรางวัลในครั้งนี้นับเป็นการคว้ารางวัล “สุดยอดซีอีโอขวัญใจสื่อมวลชน” ถือเป็นครั้งที่ 3 ของนายสาระ ล่ำซำ ซึ่งสะท้อนถึงการเป็นผู้นำองค์กรที่โดดเด่น ทั้งในด้านการบริหารงาน ความมีวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล และการให้ความร่วมมือ สนับสนุน รวมถึงสร้างสัมพันธ์อันดีกับสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่องเสมอมา โดยรางวัลดังกล่าวมาจากสมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจจำนวน 526 ราย ร่วมทำการเสนอชื่อและลงคะแนนโหวตซีอีโอในดวงใจ

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “รู้สึกมีความยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจและแรงสนับสนุนจากพี่น้องสื่อมวลชนสายเศรษฐกิจทุกท่าน รางวัลนี้ไม่ได้เป็นเพียงความภาคภูมิใจส่วนตัว แต่คือสะพานเชื่อมความผูกพันและคำยืนยันถึงความมุ่งมั่นของเมืองไทยประกันชีวิต ในการดำเนินธุรกิจด้วยความจริงใจ เปิดเผย และพร้อมเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์สังคมไทยอย่างยั่งยืน”

สำหรับงานมอบรางวัลสุดยอดซีอีโอ ประจำปี 2569 หรือ CEO ECONMASS Awards 2026 จัดขึ้นเพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติผู้นำองค์กรที่เป็นต้นแบบ (Role Model) ในการสร้างแรงบันดาลใจ ส่งเสริมการดำเนินธุรกิจตามแนวทางความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการที่ดี (ESG) ตลอดจนช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน     

AIS คว้า 3 รางวัลใหญ่ IAA Awards 2026 ต่อเนื่อง 6 ปีซ้อน ชูผู้นำ การเงิน นักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม สะท้อนความเชื่อมั่นจากนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุน

0

เอไอเอส ตอกย้ำความแข็งแกร่งของผู้นำอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย คว้า 3 รางวัล BEST CEO, BEST CFO และ BEST IR ในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและสื่อสาร จากเวที IAA Awards for Listed Companies 2026 จัดโดยสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน สานต่อความสำเร็จในการได้รับรางวัลอย่างต่อเนื่อง 6 ปีซ้อน สะท้อนการยอมรับจากนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนต่อวิสัยทัศน์ของผู้นำ ประสิทธิภาพการบริหารการเงิน และคุณภาพการสื่อสารกับนักลงทุน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผู้ถือหุ้นและส่งมอบคุณค่าแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน

            ความสำเร็จทั้ง 3 รางวัลสะท้อนศักยภาพของ AIS ที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่การกำหนดทิศทางธุรกิจจนถึงการสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน โดย รางวัล BEST CEO หรือ CEO ยอดเยี่ยม ตอกย้ำความสามารถของผู้นำในการวางวิสัยทัศน์และขับเคลื่อนกลยุทธ์ เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตและนำองค์กรก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม รางวัล BEST CFO หรือ CFO ยอดเยี่ยม สะท้อนความเป็นเลิศในการบริหารการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับความโปร่งใสและการบริหารความเสี่ยง เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจและการเติบโตในระยะยาว ขณะที่ รางวัล BEST IR หรือนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม สะท้อนคุณภาพการนำเสนอข้อมูลที่ชัดเจน ตรงประเด็น และสม่ำเสมอ ช่วยให้นักวิเคราะห์และนักลงทุนเข้าใจทิศทางธุรกิจและศักยภาพขององค์กรอย่างรอบด้าน

            เวที IAA Awards for Listed Companies 2026 เป็นเวทีที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคัดเลือกผู้บริหารและนักลงทุนสัมพันธ์ของบริษัทจดทะเบียน แบ่งตามหมวดอุตสาหกรรมของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตัดสินจากผลโหวตของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุน ภายใต้หลักเกณฑ์ที่ให้ความสำคัญกับความรู้ความสามารถในการบริหารงาน คุณภาพการเปิดเผยและนำเสนอข้อมูล จรรยาบรรณและบรรษัทภิบาล ตลอดจนความสามารถในการนำองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผู้ถือหุ้น รวมถึงการให้ความร่วมมือกับนักวิเคราะห์อย่างครบถ้วนและสม่ำเสมอ

            การได้รับรางวัลอย่างต่อเนื่องจึงเป็นเครื่องยืนยันถึงมาตรฐานการดำเนินงานที่ AIS รักษาและพัฒนามาโดยตลอด ผ่านการบริหารธุรกิจอย่างมีวิสัยทัศน์ การจัดการการเงินอย่างรอบคอบ และการสื่อสารข้อมูลอย่างโปร่งใส ความเชื่อมั่นจากผู้เชี่ยวชาญในตลาดทุนครั้งนี้ยังสะท้อนความสำคัญของการขับเคลื่อนทั้งสามด้านไปพร้อมกัน เพื่อสร้างองค์กรที่แข็งแกร่ง พร้อมรองรับโอกาสและความท้าทายในอนาคต

            AIS มุ่งนำความแข็งแกร่งดังกล่าวมาต่อยอดการพัฒนาเทคโนโลยีและบริการ เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า เพิ่มขีดความสามารถให้ภาคธุรกิจ และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาล โดยให้ความสำคัญกับการสร้างผลลัพธ์ระยะยาวแก่ผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า และสังคม เพื่อให้ทุกก้าวของการเติบโตสร้างคุณค่าร่วมกันอย่างยั่งยืน

ผู้ว่าฯ ลำพูน ชวน “ส่งต่อพลังแห่งการให้” ร่วมกับ รพ.ลำพูน–CPF สมทบทุนซื้อเครื่องมือแพทย์

0

โรงพยาบาลลำพูน ร่วมกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF จัดโครงการ “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” นำผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพดี สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล มาจำหน่ายในราคาประหยัด ให้ประชาชนเลือกซื้อได้อย่างคุ้มค่า พร้อมนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายสมทบทุนจัดซื้อเครื่องควบคุมการให้สารละลายทางหลอดเลือดดำ เพื่อเพิ่มความพร้อมในการดูแลรักษาผู้ป่วยของโรงพยาบาลลำพูน ในระหว่างวันที่ 20–22 ตุลาคม 2569 เวลา 07.00–16.00 น. ณ ทางเข้าอาคารศูนย์อาหาร บริเวณข้างเสาธง โรงพยาบาลลำพูน

นายปิยพงศ์ ชูวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน กล่าวว่า โครงการนี้เป็นตัวอย่างความร่วมมือที่สร้างประโยชน์ทั้ง 3 ฝ่าย ได้แก่ ภาคเอกชนที่ดำเนินธุรกิจควบคู่กับการช่วยเหลือสังคม ประชาชนที่ได้ซื้อสินค้าคุณภาพในราคาประหยัด และโรงพยาบาลที่ได้รับเงินสมทบทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ที่จำเป็น

ผู้ว่าฯ ลำพูน กล่าวเพิ่มเติมว่า โรงพยาบาลลำพูนเป็นศูนย์กลางการรักษาพยาบาลของจังหวัด แต่ยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและเครื่องมือแพทย์ ทำให้ผู้ป่วยบางกรณีต้องส่งต่อไปยังจังหวัดเชียงใหม่ ความร่วมมือจากภาคเอกชนจึงช่วยเสริมศักยภาพโรงพยาบาลให้รองรับการรักษาในพื้นที่ได้มากขึ้น พร้อมเชิญชวนประชาชนเลือกซื้อสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันในราคาประหยัด และร่วมสนับสนุนการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์เพื่อชาวลำพูน

ด้าน แพทย์หญิงลดาวรรณ หาญไพโรจน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำพูน กล่าวว่า โรงพยาบาลยังมีความต้องการเครื่องมือแพทย์เพิ่มเติม จึงขอขอบคุณ CPF ที่ร่วมจัดโครงการฯ สมทบทุนซื้อเครื่องควบคุมการให้สารละลายทางหลอดเลือดดำ ซึ่งช่วยควบคุมอัตราและปริมาณการให้สารละลายแก่ผู้ป่วยตามแผนการรักษา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลรักษาและยกระดับการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของชาวลำพูน

โครงการ “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” เปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมสนับสนุนระบบสาธารณสุขในชุมชนผ่านการเลือกซื้ออาหารคุณภาพ โดยจัดกิจกรรมระหว่างวันที่ 20–22 ตุลาคม 2569 เวลา 10.00-18.00 น. ณ ทางเข้าอาคารศูนย์อาหาร บริเวณข้างเสาธง โรงพยาบาลลำพูน./

“ทรีนีตี้” เปิดเวที Future Finance Innovation Hackathon 2026 ชวนนักศึกษารุ่นใหม่ เปลี่ยน Data & AI สู่ต้นแบบนวัตกรรมการเงินที่ใช้ได้จริง พร้อม Mentor จากธุรกิจจริง และโอกาส Fast-Track สู่การร่วมงานกับ Trinity

0

“ทรีนีตี้” เดินหน้าสร้าง Financial Innovation Community เปิดตัวโครงการ “Future Finance Innovation Hackathon 2026” เวทีพัฒนานวัตกรรมการเงินสำหรับนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้นำความรู้ด้าน Data Science, Big Data, Machine Learning และ AI Tools มาประยุกต์ใช้กับโจทย์ธุรกิจหลักทรัพย์และการเงิน เพื่อพัฒนาเป็นต้นแบบที่สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริงได้

โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างทั้ง Talent Pipeline และ Innovation Pipeline ผ่านรูปแบบการเรียนรู้ Learning + Mentoring + Hackathon ตั้งแต่การทำความเข้าใจเทรนด์และโจทย์ธุรกิจ การเรียนรู้ด้าน Data และ AI การพัฒนา Prototype ไปจนถึงการ Pitching และ Demo Day โดยมุ่งให้ผู้เข้าร่วมได้พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การออกแบบนวัตกรรม และการทำงานร่วมกันเป็นทีม Hackathon

ดร.วีรพัฒน์ เพชรคุปต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด กล่าวว่า “เราเชื่อว่านวัตกรรมทางการเงินไม่ได้เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการนำเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในธุรกิจ โครงการ Future Finance Innovation Hackathon 2026 จึงต้องการเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาได้ทดลองคิดและลงมือทำกับโจทย์จริง โดยมี Mentor จากทรีนีตี้คอยให้คำแนะนำตลอดกระบวนการ เพื่อเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็น Prototype ที่มีโอกาสนำไปต่อยอดได้จริง”

“สิ่งที่เราอยากให้นักศึกษาได้รับจากโครงการนี้ ไม่ใช่เพียงรางวัลจากการแข่งขัน แต่คือประสบการณ์ในการทำงานกับโจทย์ธุรกิจจริง ได้เรียนรู้จากคนทำงานจริง และได้เห็นว่า Data และ AI สามารถสร้าง Business Value ได้อย่างไร” ดร.วีรพัฒน์กล่าวเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการ ไม่จำเป็นต้องมีทักษะการเขียนโปรแกรมเป็นหลัก แต่ควรมีความสนใจในการเรียนรู้ การทำงานเป็นทีม และ Financial Literacy โดยทีมจะประกอบด้วยสมาชิกประมาณ 2-3 คน และผู้เข้าร่วมจะได้รับการสนับสนุนผ่านกิจกรรม Bootcamp, Workshop และ Mentor Clinic ก่อนเข้าสู่กระบวนการ Hackathon และ Demo Day Hackathon

ผลงานที่ส่งเข้าร่วมจะต้องประกอบด้วย Problem Statement, Solution Concept และ Business Value, MVP / Interactive Prototype / Proof of Concept, แนวทางการใช้ข้อมูลและสถาปัตยกรรมเบื้องต้น รวมถึง Risk, Limitation และ Roadmap สำหรับการนำไปใช้งานจริง โดยเกณฑ์การตัดสินให้ความสำคัญกับ Innovation, Business Value, Technical Feasibility, Problem Clarity และ Responsible AI Hackathon

จุดเด่นสำคัญของ Future Finance Innovation Hackathon 2026 คือการเปิดโอกาสให้ผลงานที่มีศักยภาพได้รับการพัฒนาต่อในรูปแบบ Pilot/Incubation ขณะที่ผู้ชนะเลิศจะได้รับโล่ห์รางวัล พร้อมโอกาส Paid Internship หรือ Job Offer และการนำไอเดียไปทดลองต่อยอดกับหน่วยธุรกิจ ส่วนรองชนะเลิศ 1–2 จะได้รับสิทธิ์ Fast-Track Interview และทีมที่ผ่านเข้าร่วมโครงการ 15 ทีม จะได้รับประกาศนียบัตร รวมถึงโอกาสเข้าสู่เครือข่าย Trinity Academy และ Alumni Hackathon

สำหรับการแข่งขันรูปแบบ Hybrid มีเงินรางวัลรวม 70,000 บาท แบ่งเป็น รางวัลชนะเลิศ 30,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน 20,000 บาท และรองชนะเลิศอันดับ 2 จำนวน 10,000 บาท

“ทรีนีตี้” เชื่อว่าโครงการนี้จะเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญในการเชื่อมโยง “คนรุ่นใหม่ – Data & AI – ธุรกิจการเงิน” พร้อมสร้างเครือข่าย Financial Innovation Community และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ ทดลอง และสร้างนวัตกรรมที่มีโอกาสก้าวจาก Prototype ไปสู่การใช้งานจริงในโลกธุรกิจ

เมืองไทยประกันชีวิต จับมือ Vital Club (VitalLife) เปิดประสบการณ์ดูแลสุขภาพครบทุกมิติ พร้อมยกระดับ Healthspan เพื่อคนยุคใหม่ภายใต้แนวคิด “GO LONGEVITY WITH MTL ชีวิตดี…ในเวอร์ชันคุณ”

0

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมืองไทยประกันชีวิตเดินหน้าขยายบทบาทจากการให้ความคุ้มครองเมื่อเกิดการเจ็บป่วย สู่การเป็นพันธมิตรที่สนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพดีและใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพในระยะยาว ล่าสุดได้จับมือกับ Vital Club โดย VitalLife Scientific Wellness Center ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพและการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ ภายใต้แนวคิด “GO LONGEVITY WITH MTL ชีวิตดี…ในเวอร์ชันคุณ” มุ่งผสานองค์ความรู้ทางการแพทย์และนวัตกรรมด้านสุขภาพเข้ากับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ยกระดับ Health & Wellness Ecosystem ที่ครบวงจร สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ

การผนึกกำลังในครั้งนี้ ชูจุดแข็งความเชี่ยวชาญที่โดดเด่นด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ จากทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพเชิงป้องกัน อายุยืนอย่างมีคุณภาพ (Longevity) มาร่วมออกแบบกิจกรรม Wellness เอกสิทธิ์เฉพาะที่เน้นเจาะลึกเฉพาะบุคคล เพื่อส่งเสริม Healthspan หรือช่วงเวลาของการมีสุขภาพที่ดีตลอดช่วงชีวิต ให้ทุกปีที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่เพียงแค่จำนวนอายุ แต่เป็นปีที่ได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพในแบบของตัวเอง

พร้อมเปิดประสบการณ์สุขภาพระดับเอ็กซ์คลูซีฟ ที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพเชิงลึกและตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล ผ่าน 4 กิจกรรมที่หลากหลาย ได้แก่ Red Light Yoga เพื่อส่งเสริมการผ่อนคลายและความสมดุลของร่างกาย, HYROX Performance เพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพร่างกาย, Trampoline Fitness เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและความฟิต และ Sound Healing เพื่อดูแลสุขภาวะทางจิตใจและอารมณ์

ทั้งหมดนี้มุ่งส่งเสริม Healthspan หรือช่วงเวลาของการมีสุขภาพที่ดี เพื่อให้ทุกปีของชีวิตที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่เพียงอายุที่ยืนยาวขึ้น แต่เป็นการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพในแบบของตนเอง โดยรายละเอียด 4 กิจกรรมมีดังนี้

1.      Red Light Yoga (8 พฤศจิกายน 2569): ยกระดับการเล่นโยคะด้วยศาสตร์แห่งบำบัดด้วยแสงสีแดง สิทธิพิเศษเฉพาะสมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ ระดับ The Ultimate, Beyond Prestige และ Prestige (ใช้คะแนนสะสม 50 Smile Points)

2.      Hyrox Performance (23 มกราคม 2570): เตรียมความพร้อมร่างกายก่อนลงแข่ง พร้อมฟังการบรรยายพิเศษจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการเตรียมร่างกายสำหรับสายสปอร์ต

3.      Trampoline Fitness (มิถุนายน 2570): สนุกกับกิจกรรมออกกำลังกายคาร์ดิโอแรงกระแทกต่ำ เพิ่มความฟิตและความหนาแน่นของกระดูก

4.      Sound Healing (ตุลาคม 2570): ศาสตร์แห่งการฟื้นฟูสภาวะจิตใจและอารมณ์ด้วยคลื่นเสียง เพื่อการผ่อนคลายลึกถึงระดับเซลล์

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการตอบโจทย์ความต้องการด้านการดูแลสุขภาพที่ครบทุกมิติเมืองไทยประกันชีวิต ยังให้ความสำคัญกับการสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องผ่านโปรแกรม Fit Point ซึ่งสามารถสะสมคะแนนจากกิจกรรมสุขภาพเพื่อนำไปแลกเป็นส่วนลดเบี้ยประกันภัยปีต่ออายุสำหรับประกันสุขภาพหรือโรคร้ายแรง (ตามเงื่อนไขที่โครงการกำหนด)  และนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ถูกพัฒนาขึ้นให้ตอบโจทย์ความต้องการด้านความคุ้มครองสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น D Health Lite และ Elite Health Plus เพื่อเป็นทางเลือกในการวางแผนความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล ควบคู่กับการวางแผนการเงินสำหรับอนาคต สะท้อนแนวทางการดูแลลูกค้าแบบองค์รวมที่เชื่อมโยงการส่งเสริมสุขภาพ การเข้าถึงสิทธิประโยชน์ และการบริหารความเสี่ยงทางการเงินไว้ด้วยกัน

สำหรับลูกค้าที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม MTL x Vital Club (VitalLife)  สามารถติดตามรายละเอียดและเงื่อนไขการแลกรับสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมตลอดปี ผ่านเว็บไซต์ www.muangthai.co.th  หรือ ช่องทางออนไลน์ของเมืองไทยประกันชีวิต และ MTL Click Application

AIS จับมือวิศวฯ จุฬาฯ เปิด “AIS SPARK SPACE” คอมมูนิตี้สเปซแห่งใหม่ จุดประกายการเรียนรู้ เชื่อมต่อไอเดียและคนรุ่นใหม่ ภายใต้แนวคิด Eco Play Green

0

AIS ร่วมกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิด “AIS SPARK SPACE” คอมมูนิตี้สเปซแห่งใหม่ จุดประกายการเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์ ณ ชั้น 1 อาคารวิศวฯ 100 ปี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้แนวคิด “Eco Play Green” เพื่อเชื่อมโยงการเรียนรู้ การทำงาน และการแลกเปลี่ยนไอเดียเข้ากับศักยภาพด้านเทคโนโลยีและโครงข่ายของ AIS พร้อมเปิดกว้างให้ทุกคนสามารถเข้ามาใช้พื้นที่ได้ โดยไม่จำกัดเฉพาะนิสิตและบุคลากรของมหาวิทยาลัย โดยความร่วมมือครั้งนี้ AIS ได้นำศักยภาพด้านเทคโนโลยีและโครงข่ายการสื่อสาร ทั้ง เครือข่าย 5G-ADVANCED และบริการ AIS WiFi มาสนับสนุนการเชื่อมต่อภายในพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ การทำงาน และการแลกเปลี่ยนไอเดีย พร้อมสร้างประสบการณ์การใช้งานดิจิทัลที่สะดวกและต่อเนื่อง เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงความรู้ เชื่อมต่อความคิด และต่อยอดสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ โดยมี นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร เอไอเอส, รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผศ.ดร.สุรัฐ ขวัญเมือง รองคณบดีฝ่ายบริหาร (กายภาพ/สื่อสารองค์กร/วิรัชกิจ) ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมเปิด AIS SPARK SPACE ตอกย้ำความตั้งใจของ AIS ในการนำศักยภาพด้านเทคโนโลยีและการเชื่อมต่อมาสร้างพื้นที่แห่งโอกาส และต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ร่วมกัน

AIS SPARK SPACE ได้รับการออกแบบเพื่อยกระดับพื้นที่บริเวณใต้อาคารให้เป็น Community Space ที่เอื้อต่อการจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ ด้วยบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเป็นมิตร รองรับการใช้งานที่หลากหลาย ทั้งการเรียนรู้ การทำงาน การประชุมกลุ่ม การแลกเปลี่ยนไอเดีย และการพักผ่อน ครอบคลุมทั้งโซนทำงานแบบ Individual และ Collaboration รวมถึงโซฟาและ Bean Bag สำหรับพักผ่อน พร้อมปรับปรุงระบบแสงสว่างให้เหมาะสมกับการใช้งาน ติดตั้งจุดชาร์จไฟบริเวณโต๊ะ และให้บริการ AIS WiFi เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้และการทำงานให้เชื่อมต่อได้อย่างต่อเนื่อง

AIS SPARK SPACE ตั้งอยู่บริเวณชั้น 1 อาคารวิศวฯ 100 ปี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองรับผู้ใช้งานประมาณ 75 ที่นั่ง และเปิดให้บริการทุกวัน จันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00–17.00 น. และ เสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 08.00 – 16.00 น. 

ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้! AIS โชว์นวัตกรรม AI สุดล้ำ ด้วยพลัง 5G-ADVANCEDชวนสัมผัสเทคโนโลยีแห่งอนาคต ทดลองเล่นจริงที่ AIS SIAM

0

AIS ชวนเปิดประสบการณ์โลกดิจิทัลแห่งอนาคต ให้เทคโนโลยี AI กลายเป็นเรื่องใกล้ตัว ผ่านโชว์เคสนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AIS 5G-ADVANCED เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ทดลองเล่นและสัมผัสความอัจฉริยะด้วยตัวเองที่ AIS SIAM แลนด์มาร์กไลฟ์สไตล์ดิจิทัลใจกลางเมือง ที่ผสานเทคโนโลยีเข้ากับไลฟ์สไตล์อย่างลงตัว ชวนทุกคนมาอัปเดตเทรนด์ ทดลองนวัตกรรมใหม่ ๆ และค้นพบความเป็นไปได้ของ AI ที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด ระหว่างวันที่ 19–20 ตุลาคม 2569

ภายในงานพบกับ 4 ไฮไลต์นวัตกรรม AI ตั้งแต่ Robot Dog น้องหมาหุ่นยนต์อัจฉริยะที่เสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่ม ต้อนรับและนำทางผู้มาเยือน พร้อมโชว์ความสามารถสุดน่ารัก, AI Movie Scene ที่ให้ผู้เข้าชมก้าวสู่บทบาทตัวเอกในภาพยนตร์ที่สร้างสรรค์ด้วย AI พร้อมเนรมิตภาพและวิดีโอสั้นในสไตล์ของตัวเอง, AI Glasses และ AI Toy นำเสนอผู้ช่วยดิจิทัลสำหรับชีวิตประจำวัน ผ่านแว่นตาที่ช่วยตอบคำถาม ค้นหาข้อมูล แนะนำเส้นทาง และแปลภาษา, AI Live Streaming โซลูชันที่ช่วยสร้างการนำเสนอสินค้าออนไลน์ด้วยเสียงและการขยับริมฝีปากที่สอดคล้องกับภาษาต่างๆ ช่วยลดข้อจำกัดด้านภาษาและเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงลูกค้าต่างประเทศผ่าน Live Commerce

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้ด้วยศักยภาพของ AIS 5G-ADVANCED มาตรฐานเครือข่ายใหม่ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ผสาน AI เข้ากับเทคโนโลยีการรวมคลื่นความถี่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรับส่งข้อมูล ให้ดาวน์โหลดเร็วขึ้นสูงสุด 1.5 เท่า และอัปโหลดเร็วขึ้นสูงสุด 2 เท่า รองรับไลฟ์สไตล์ดิจิทัลที่หลากหลาย ตั้งแต่การใช้งานโซเชียลมีเดีย การสร้างคอนเทนต์ ไปจนถึง Live Streaming และ Live Commerce ปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ 100% และพื้นที่อำเภอเมืองครบทั้ง 77 จังหวัด พร้อมเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดนวัตกรรมและสร้างโอกาสทางธุรกิจในยุคดิจิทัล

จากมื้ออาหารแห่งกำลังใจ สู่การร่วมใจฟื้นฟู

0

เมื่อน้ำลดลง หลายคนอาจมองว่าสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายแล้ว แต่สำหรับผู้คนในพื้นที่ การฟื้นฟูยังต้องดำเนินต่อ ทั้งการทำความสะอาดบ้านเรือน การจัดการน้ำเสียและกลิ่นไม่พึงประสงค์ ตลอดจนการฟื้นฟูแหล่งน้ำและพื้นที่ทำกินที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ชุมชนค่อยๆ กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

ซีพีเอฟจึงเดินหน้าสนับสนุนการฟื้นฟูทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและการดูแลผู้คนที่ยังต้องเร่งจัดการผลกระทบจากน้ำท่วม ควบคู่กับการส่งต่ออาหารและกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่

ฟื้นฟูแหล่งน้ำ ดูแลพื้นที่ทำกิน
หลังน้ำลด ปัญหาที่เกษตรกรต้องเร่งจัดการไม่ได้มีเพียงความเสียหายของบ้านเรือน แต่ยังรวมถึงสภาพแวดล้อมและแหล่งน้ำที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการกลับมาดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพ

นายเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจอาหารสัตว์บก จึงนำทีมจิตอาสาจัดโครงการ “ซีพีเอฟร่วมใจฟื้นฟู เคียงข้างลูกค้าฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน” นำผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรค จุลินทรีย์ EM ปูนขาว และน้ำดื่มซีพี ไปสนับสนุนเกษตรกร เพื่อนำไปใช้ตามความเหมาะสมในการดูแลพื้นที่และจัดการผลกระทบหลังน้ำท่วม ต้องดูแลทั้งความเป็นอยู่ของผู้คนและสภาพแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบ การสนับสนุนอุปกรณ์และผลิตภัณฑ์ที่จำเป็นจึงเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยให้เกษตรกรและชุมชนทยอยฟื้นฟูพื้นที่ พร้อมเดินหน้าสู่การกลับมาประกอบอาชีพได้อีกครั้ง

ขณะเดียวกัน ที่คลองหนองนาก จังหวัดสระบุรี ภาคีเครือข่าย จิตอาสา และหน่วยงานท้องถิ่นกว่า 40 คน รวมถึงทีมอาสาจากซีพี-เมจิ ร่วมกิจกรรม “หนองนากคลองสวย น้ำใส” โดยร่วมกันเติมน้ำหมักชีวภาพ พด.6 จำนวน 300 ลิตร ในระยะทางกว่า 1.5 กิโลเมตร เพื่อร่วมฟื้นฟูแหล่งน้ำ ลดปัญหาน้ำเสียและกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลต่อสภาพแวดล้อมชุมชน

เติมพลังให้คนทำงาน ส่งต่อกำลังใจถึงชุมชน
นอกจากการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมแล้ว ผู้คนที่กำลังเร่งทำความสะอาดและจัดการความเสียหายในชุมชนก็ต้องการการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่และจิตอาสาที่ลงแรงทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะและบ้านเรือน เพื่อให้ชุมชนกลับมาใช้ชีวิตได้สะดวกและปลอดภัยขึ้น

ในพื้นที่หมู่บ้านนักกีฬาแหลมทองและหมู่บ้านเคหะธานี 4 ซึ่งมีการเร่งทำความสะอาดครั้งใหญ่ ข้าวกล่องร้อนๆ จากโครงการ “ซีพี-ซีพีเอฟ ส่งอาหารจากใจ สู้ภัยน้ำท่วม” เป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนผู้ปฏิบัติงานและประชาชนในพื้นที่ เพื่อเติมพลังให้ทุกคนมีแรงเดินหน้าฟื้นฟูชุมชนต่อไป

    “น้ำลดแล้วก็จริง แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องช่วยกันจัดการ ทั้งน้ำเสีย กลิ่นเหม็น และความสกปรกที่หลงเหลืออยู่ พอมีคนเข้ามาช่วย เราก็มีกำลังใจที่จะค่อยๆ ฟื้นฟูทุกอย่างให้กลับมาเหมือนเดิม” เสียงจากคนในชุมชนที่กำลังเร่งฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำท่วม

ขณะเดียวกัน ซีพี-เมจิ ยังส่งมอบผลิตภัณฑ์นมผ่าน นางสาวเกศินี เจริญสุวรรณ สหกรณ์จังหวัดนครนายก เพื่อกระจายไปยังประชาชนและศูนย์ช่วยเหลือในพื้นที่จังหวัดนครนายกและปราจีนบุรี นับเป็นอีกส่วนหนึ่งของความร่วมมือในการดูแลผู้คนที่ยังต้องการความช่วยเหลือในช่วงฟื้นฟูหลังน้ำลด

การฟื้นฟูหลังน้ำท่วมต้องใช้เวลา ตั้งแต่การจัดการสภาพแวดล้อม การดูแลแหล่งน้ำและพื้นที่ทำกิน ไปจนถึงการสนับสนุนผู้คนที่กำลังเร่งฟื้นฟูบ้านเรือนและชุมชน ความร่วมมือจากหน่วยงานท้องถิ่น ภาคีเครือข่าย ภาคเอกชน และจิตอาสา จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้การฟื้นฟูเดินหน้าต่อเนื่อง

เพราะแม้น้ำจะลดลงแล้ว แต่ภารกิจของการฟื้นฟูยังไม่สิ้นสุด การร่วมแรงกันดูแลทั้งผู้คนและสิ่งแวดล้อม คือส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ชุมชนค่อยๆ กลับมาเข้มแข็ง ตั้งหลัก และก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง

สถิติใหม่! หุ้นไทย 9 เดือนแรกจ่ายปันผลทะลุ 8 แสนล้าน หมวด ‘แบงก์-พลังงาน-สื่อสาร’ แชมป์จ่ายหนักสุด

0

ฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยข้อมูลสถิติการจ่ายเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียนไทย (ทั้ง SET และ mai) ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค. – ก.ย. 2569) พบว่ามีการจ่ายเงินปันผลรวมกันสร้างสถิติสูงสุดใหม่ (All-time high)

พบว่า บริษัทจดทะเบียน จ่ายเงินปันผลรวม 585 บริษัท จำนวน 824 ครั้ง คิดเป็นมูลค่าเงินปันผลจ่ายสูงถึง 806,778 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35.81% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

เมื่อพิจารณามูลค่าเงินปันผลที่จ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นในช่วงเทศกาลจ่ายเงินปันผล (ในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม) พบว่า มีการจ่ายเงินปันผลรวม 587,835 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40.44% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และในเดือนกันยายน 2569 มีการจ่ายเงินปันผลรวมอีกกว่า 158,420 ล้านบาท

ช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม ของทุกปีเป็นเทศกาลจ่ายเงินปันผลจากผลประกอบการประจำปี  ซึ่งในช่วงดังกล่าวของปี 2569 บริษัทจดทะเบียนจ่ายเงินปันผล 560 ครั้ง คิดเป็น 67.96% ของจำนวนการจ่ายเงินปันผลรวมในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 และเดือนพฤษภาคม 2569 เป็นเดือนที่มีการจ่ายเงินปันผลมากที่สุดรวม 476 ครั้ง คิดเป็น 57.77% ของจำนวนการจ่ายเงินปันผลทั้งหมดในช่วงเวลาดังกล่าว ตามมาด้วยเดือนกันยายน 2569 ที่มีการจ่ายเงินปันผลรวม 205 ครั้ง คิดเป็น 24.88%

และเมื่อพิจาณาหมวดธุรกจิที่มีจ่ายปันผลมากที่สุด 3 อันดับแรก ประกอบด้วย หมวดธนาคาร จ่ายสูงสุดเป็นอันดับ 1 มูลค่ารวม 203,577 ล้านบาท ตามด้วย หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค มูลค่ารวม 175,317 ล้านบาท และ หมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร: มูลค่ารวม 136,288 ล้านบาท โดยทั้ง 3 หมวดนี้รวมกันคิดเป็น 63.86% ของมูลค่าเงินปันผลจ่ายทั้งหมดในช่วง 9 เดือนแรก

อย่างไรก็ตาม แม้นักลงทุนจะสามารถใช้สถิติและช่วงเวลาการจ่ายเงินปันผลในอดีตมาช่วยวางแผนคัดเลือกหุ้นเข้าพอร์ตได้ แต่เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวเป็นสถิติในอดีต นักลงทุนจึงควรพิจารณาปัจจัยพื้นฐาน ความสามารถในการทำกำไร กระแสเงินสด และแนวโน้มผลประกอบการในอนาคตควบคู่กันไปด้วย เพื่อสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอและลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนในระยะยาว