Home Blog Page 2

“GULF-AIS” ยกระดับวงการลูกหนังไทย มอบทุนแข้งเยาวชนไทยลีก 3 ทุกทีมทั่วประเทศ ปูรากฐานฟุตบอลท้องถิ่น ผลักดันสู่มืออาชีพควบคู่การศึกษา

0

“GULF-AIS บอลไทยเพื่อคนไทย” เดินหน้าสานต่อเจตนารมณ์ ประกาศยกระดับการพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทยอย่างยั่งยืน ชูแนวคิด “เส้นทางอาชีพคู่ขนาน” ด้วยการมอบทุนการศึกษาแก่นักฟุตบอลเยาวชนในศึกฟุตบอลไทยลีก 3 จำนวน 69 ทุน จาก 69 สโมสรทั่วประเทศ มุ่งสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งทั้งทักษะฟุตบอลและวิชาความรู้ เพื่อเตรียมพร้อมสู่อนาคตนักกีฬาอาชีพและสร้างทักษะชีวิตเพื่อความมั่นคงในระยะยาว

นายธนญ ตันติสุนทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านองค์กรสัมพันธ์ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “GULF เชื่อมั่นว่าพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือพลังของคนในพื้นที่ สโมสรในไทยลีก 3 ไม่ได้เป็นเพียงแค่ทีมฟุตบอล แต่คือศูนย์รวมความภาคภูมิใจของคนในจังหวัด การที่เราเข้ามาสนับสนุนทุนการศึกษาครอบคลุมทั้ง 69 ทีมในระดับรากหญ้า จึงเปรียบเสมือนการเติมพลังให้กับระบบนิเวศกีฬาท้องถิ่นโดยตรง เราหวังว่าน้อง ๆ ที่ได้รับโอกาส จะเติบโตเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยสร้างความคึกคักและเป็นแรงบันดาลใจให้กับชุมชนของตนเองอย่างยั่งยืน”

นายสิตมน รัตนาวะดี ผู้อำนวยการด้านการบริหารฝ่ายกิจกรรมองค์กรเพื่อสังคม บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “สำหรับ GULF เราเชื่อมั่นเสมอว่าการพัฒนาเยาวชนคือการลงทุนที่ยั่งยืนที่สุดเพื่ออนาคตของสังคมไทย โครงการนี้เราไม่ได้มุ่งเน้นแค่ทักษะในสนามแต่ใช้กีฬาเป็นเครื่องมือหล่อหลอมวินัย
เมื่อนำมาผสานกับการสนับสนุนด้านการศึกษาและการปูพื้นฐานทางการเงิน เราจึงมั่นใจว่านี่จะเป็นการติดอาวุธทางปัญญาและสร้างภูมิคุ้มกันในชีวิต เพื่อให้เยาวชนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป”

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS กล่าวว่า “AIS เชื่อว่าการพัฒนาฟุตบอลไทยให้แข็งแกร่งอย่างแท้จริง ต้องเริ่มจากการสร้างโครงสร้างพื้นฐานของมนุษย์ โดยเฉพาะนักเตะรุ่นใหม่ในไทยลีก 3 ซึ่งเป็นฐานสำคัญของระบบฟุตบอลไทย การมอบทุนครั้งนี้เรามองข้ามไปไกลกว่าการแบ่งเบาภาระด้านการศึกษา แต่คือการสร้างหลักประกันชีวิตให้พวกเขาเดินหน้าตามเป้าหมายในเส้นทางกีฬาได้อย่างมั่นคงยิ่งขึ้น เราต้องการให้เยาวชนเติบโตเป็นนักกีฬาที่มีคุณภาพ พร้อมมีความรู้และทักษะที่สามารถต่อยอดเส้นทางชีวิตได้ในระยะยาว แม้ในวันที่ต้องแขวนสตั๊ดไปแล้วก็ตาม”

“เราตั้งใจให้ GULF-AIS บอลไทยเพื่อคนไทย เป็นส่วนหนึ่งในการกระจายโอกาสไปสู่สโมสรและนักเตะในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพราะเราเชื่อว่าศักยภาพสามารถเกิดขึ้นได้จากทุกพื้นที่ และนักเตะที่ได้รับทุนเหล่านี้จะกลายเป็นต้นแบบให้กับชุมชน ในการพิสูจน์ว่าเยาวชนสามารถทุ่มเทให้กับการฝึกซ้อมควบคู่ไปกับการเรียน จนประสบความสำเร็จไปพร้อมกันได้”

ความพิเศษของโครงการนี้ ไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการสนับสนุนนักฟุตบอลเยาวชนอายุ 15-22 ปี ในด้านวิชาการ แต่ยังสอดแทรกการปูพื้นฐานความรู้ทางการเงินในยุคดิจิทัล โดยได้ส่งมอบทุนผ่าน CLICX Bank ธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) เพื่ออำนวยความสะดวกในการรับทุนแก่นักเตะทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นก้าวแรกในการส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่คุ้นเคยกับการบริหารจัดการเงินผ่านระบบดิจิทัลที่เป็นทักษะชีวิตสำคัญควบคู่ไปกับความมุ่งมั่นและวินัยในการฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน การสนับสนุนครั้งนี้ยังช่วยลดข้อจำกัดของเยาวชนที่ต้องฝึกซ้อมควบคู่ไปกับการเรียน โดยเฉพาะนักเตะจาก 69 สโมสรทั่วประเทศ สิ่งนี้สะท้อนแนวคิดของ “GULF-AIS บอลไทยเพื่อคนไทย” ที่มุ่งกระจายโอกาสสู่ภูมิภาคและให้ความสำคัญกับการพัฒนาฟุตบอลรากหญ้า เพราะนักเตะท้องถิ่นคือตัวเชื่อมสำคัญที่ผสานสโมสรกับคนในพื้นที่ให้แน่นแฟ้น เกิดเป็นระบบนิเวศกีฬาที่ชุมชนมีส่วนร่วมและเติบโตไปพร้อมกัน

ทั้งนี้ GULF และ AIS เชื่อว่าการพัฒนาฟุตบอลไทยให้เติบโตอย่างแข็งแรง ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแข่งขันในสนาม แต่ต้องสร้างโอกาสรอบด้าน ทั้งกีฬา การศึกษา ทักษะชีวิต และการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต เพื่อสร้างความพร้อมให้เยาวชนสามารถนำความรู้ไปต่อยอดสร้างความมั่นคงในชีวิตอย่างยั่งยืน

โครงการมอบทุนการศึกษาครั้งนี้จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญของ “GULF-AIS บอลไทยเพื่อคนไทย” ในการเชื่อมโยงสโมสร เยาวชน และชุมชนเข้าด้วยกัน พร้อมร่วมวางรากฐานระบบฟุตบอลไทยจากระดับภูมิภาค ส่งต่อโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เดินหน้าตามความฝัน โดยมีทั้งกีฬาและการศึกษาเป็นพลังสำคัญในการเติบโตสู่อนาคต

5 ผลงานวิจัย คว้ารางวัลทุนวิจัยด้านตลาดทุน ประจำปี 2569 ชูโจทย์วิจัย JUMP+ ยกระดับมูลค่าบริษัทจดทะเบียนไทย

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมอบทุนสนับสนุนการวิจัยและรางวัลภายใต้โครงการสนับสนุนทุนวิจัยด้านตลาดทุน ประจำปี 2569 แก่ 5 ผลงานของนิสิตนักศึกษา โดยปีนี้มุ่งเน้นงานวิจัยที่ตอบโจทย์โครงการ JUMP+ ทั้งนี้ มีสถาบันการศึกษาเข้าร่วมส่งผลงานรวม 15 คณะ จาก 10 มหาวิทยาลัย จำนวน 29 หัวข้องานวิจัย

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งส่งเสริมการสร้างองค์ความรู้ด้านตลาดทุนผ่านการสนับสนุนงานวิจัยที่มีคุณภาพ ทั้งฐานข้อมูล แพลตฟอร์ม และทุนเพื่อผลิตงานวิจัย ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 13 โดยได้ปรับรูปแบบและโจทย์วิจัยให้สอดรับพัฒนาการด้านตลาดทุนในแต่ละช่วงเวลา สะท้อนบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการสร้างโอกาสแก่ทุกภาคส่วน ตามวิสัยทัศน์ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities”

“ท่ามกลางความท้าทายในหลายมิติที่ตลาดทุนไทยต้องเผชิญ การพัฒนาศักยภาพของบริษัทจดทะเบียนเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนจึงเป็นสิ่งสำคัญ การวิจัยในปีนี้มุ่งเน้นตอบโจทย์โครงการ JUMP+ ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ริเริ่มขึ้นเพื่อยกระดับมูลค่าองค์กรผ่านการเปิดเผยแผนการเติบโตในระยะ 3 ปี ใน 3 มิติหลัก ได้แก่ การเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจ การยกระดับธรรมาภิบาล และ Climate Action โดยผลงานที่ได้รับรางวัลมีความหลากหลายและสามารถนำไปต่อยอดในเชิงปฏิบัติ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงสนับสนุนงานวิจัยด้านตลาดทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตลาดทุนไทยอย่างยั่งยืน” นายอัสสเดชกล่าว

ปีนี้ มีนิสิตนักศึกษาจาก 15 คณะ 10 มหาวิทยาลัย ส่งผลงานวิจัย 29 หัวข้อ โดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในภาคตลาดทุน ภาคการศึกษา และตัวแทนจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมคัดเลือก 5 ผลงาน มีดังนี้

  • รางวัล Best Paper Award และรางวัล Corporate Value Enhancement Research Award: งานวิจัยหัวข้อ  ”When Does Debt Create Value? ESG Thresholds and Capital Structure in Thailand” จัดทำโดยนายจิรภัทร ชินการ โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.วรพล ยะมะกะ จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา
  • รางวัล Outstanding Paper Award: งานวิจัยหัวข้อ “Decoding the Finfluencer Landscape in Thailand using LLM-Powered Analytics” จัดทำโดยนายพันธกานต์ บุญเลี้ยง โดยมีศาสตราจารย์ ดร.สรศาสตร์ สุขเจริญสิน
    จากคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา
  • รางวัล Honorary Award 3 รางวัล ได้แก่
  • งานวิจัยหัวข้อ “Capital Market Implications of Climate Risk Exposure regarding Cost of Capital and Corporate Valuation: Evidence from Thai Listed Companies” จัดทำโดยนายพุฒิพงศ์ สุขสิริพร และนางสาวภควดี รัตนา โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปภา คณานุรักษ์ จากคณะบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ทั้งนี้ ผลงานวิจัยชิ้นนี้ยังได้รับรางวัล Young Rising Star Award อีกด้วย
  • งานวิจัยหัวข้อ “Corporate Rating Downgrade Prediction in Thailand” จัดทำโดยนายพงศ์พล วชิรลาภไพฑูรย์ โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.ณดา จันทร์สม จากคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา
  • งานวิจัยหัวข้อ “Impact of Corporate Governance on Firm Value under Context of Fraud in Thai Capital Market” จัดทำโดยนางสาวพฤศจิ ลิ้มสุวรรณเกสร โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.พนิต วัฒนกูล จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา

ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลงานวิจัย รวมถึงฐานข้อมูลตลาดทุนที่ www.set.or.th/setresearch

เมืองไทยประกันชีวิต เปิดตัว “Muang Thai Flexi Retire Series” แบบประกันบำนาญยุคใหม่ ยกระดับการสร้าง Longevity Ecosystem

0

เมืองไทยประกันชีวิต เดินหน้าสร้างประสบการณ์ใหม่ครั้งสำคัญ ตอกย้ำจุดยืนการเป็นพันธมิตรดูแลลูกค้าตลอดช่วงชีวิต ประกาศยกระดับ Longevity Ecosystem ครบวงจร รับสังคมสูงวัยระดับสุดยอด พร้อมเปิดตัว “Muang Thai Flexi Retire Series” ประกันบำนาญยุคใหม่ ตัวช่วยวางแผนเกษียณที่ยืดหยุ่นได้ในทุกความเป็นคุณ และจับมือพันธมิตรด้าน Senior Living และ Nursing Home   ทั่วประเทศ เพื่อมุ่งสร้างชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพให้แก่คนไทย 

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากโครงสร้างประชากร ทั้งการลดลงของวัยแรงงาน รวมถึงความเสี่ยงด้านเงินออมที่ไม่เพียงพอหลังเกษียณและค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น เมืองไทยประกันชีวิต ในฐานะองค์กรที่เคียงข้างสังคมไทยมาตลอด 75 ปี จึงมุ่งขยายบทบาทจากการให้ความคุ้มครองชีวิตและสุขภาพ สู่การขับเคลื่อน Longevity Ecosystem อย่างเต็มรูปแบบ โดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางในการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการ มุ่งเน้นการสร้างความสมดุลใน 3 มิติสำคัญ เพื่อให้การมีอายุที่ยืนยาวเป็นชีวิตที่มีคุณภาพและพึ่งพาตนเองได้ ได้แก่ การมีช่วงชีวิตที่ยืนยาวขึ้น (Lifespan) การส่งเสริมให้มีสุขภาพที่แข็งแรงยาวนานขึ้น (Healthspan) และการมีความมั่นคงทางการเงินที่เพียงพอตลอดชีวิต (Wealthspan)

ทั้งนี้ เพื่อตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นและลงมือทำจริงในการตอบรับโลกยุคใหม่ ล่าสุดบริษัทฯ ได้เปิดตัว        “Muang Thai Flexi Retire Series” แบบประกันบำนาญที่ออกแบบมาให้ยืดหยุ่นสูง เพื่อให้ลูกค้าสามารถวางแผนการเกษียณได้ตามไลฟ์สไตล์ของตนเอง ควบคู่ไปกับการผนึกกำลังร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรด้านการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะพักฟื้น (Senior Living และ Nursing Home) ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อส่งมอบ       การดูแลที่ครบวงจรตั้งแต่การวางแผนทางการเงินไปจนถึงการบริการด้านสุขภาพ ตอกย้ำจุดยืนในการเป็นพันธมิตรที่ช่วยดูแลลูกค้าตลอดช่วงชีวิต และตอบโจทย์การมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ (Longevity is        a Trend)

โดย “Muang Thai Flexi Retire Series” ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ของแบบประกันบำนาญ ที่ถูกยกระดับให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น และถูกออกแบบให้เป็นหนึ่งในตัวช่วยวางแผนอนาคตเพื่อชีวิตที่ยืนยาวได้เป็นอย่างดี เลือกได้ว่าจะจ่ายเบี้ยประกันแบบไหน จ่ายครั้งเดียว จ่ายสั้น 5 ปี หรือจ่ายสบาย ๆ จนถึงอายุที่กำหนดครบอายุ 55 60 หรือ 65 ปี  เลือกได้ว่าจะรับเงินบำนาญตอนไหน ตอนครบอายุ 55 60 65 หรือ 70 ปี หากเลือกไปแล้วเปลี่ยนใจก็สามารถปรับเปลี่ยนแผนเกษียณได้ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยเพิ่มเติม ไม่ต้องมีการพิจารณารับประกันภัยใหม่ เลือกได้ว่าอยากรับประกันบำนาญแบบไหน แบบรายปี หรือรายเดือน  หมดกังวลเรื่องเงินเฟ้อพร้อมรับเงินบำนาญสูงขึ้นแบบขั้นบันไดตามช่วงอายุ หรือสามารถเลือกรับเงินบำนาญงวดแรกเป็นเงินก้อน 30% และใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท  หมดกังวลเรื่องปัญหาสุขภาพเพราะเป็นแบบประกันภัยที่สามารถพิจารณารับประกันภัยแบบการันตีไม่ตรวจสุขภาพ  

สำหรับแบบประกันภัย Muang Thai Flexi Retire Series ประกอบด้วย “เฟล็กซี่ รีไทร์ โปร 90/1” ดี 55, 60, 65, 70 (บำนาญแบบลดหย่อนได้) หรือ “เฟล็กซี่ รีไทร์ เน็กซ์ 90/1” ดี 55, 60, 65, 70 (บำนาญแบบลดหย่อนได้) จ่ายเบี้ยครั้งเดียวเลือกออกแบบการรับเงินบำนาญได้ตามไลฟ์สไตล์   “เฟล็กซี่ รีไทร์ 90/5”     ดี 55, 60, 65  บำนาญปรับได้ตามใจเลือกออกแบบการรับเงินบำนาญได้ตามไลฟ์สไตล์ “เฟล็กซี่ รีไทร์ 9055, 9060, 9065 (บำนาญแบบลดหย่อนได้) เริ่มขายตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569

นายสาระ กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อเป็นการสร้าง Longevity Ecosystem ที่ครบวงจรมากยิ่งขึ้น เมืองไทยประกันชีวิต ยังได้ขยายเครือข่ายพันธมิตร Senior Ecosystem ในการดูแลกลุ่มผู้สูงอายุที่ครอบคลุมทุกรูปแบบการใช้ชีวิตอย่างเข้าใจ เข้าถึง และเติมเต็มชีวิตให้มีความอุ่นใจ มีคุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น พร้อมผนึกกำลังกับพันธมิตรด้านการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะพักฟื้น (Senior Living และ Nursing Home) จำนวน 44 แห่งครอบคลุมทั่วประเทศ ในการร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตสำหรับสังคมผู้สูงวัย โดยผู้ถือกรมธรรม์ประกันภัยบำนาญของเมืองไทยประกันชีวิต ในกรณีที่เข้าใช้บริการบ้านพักผู้สูงอายุ สามารถแจ้งความประสงค์ให้จ่ายเงินบำนาญให้กับสถานบริการบ้านผู้สูงอายุที่เป็นเครือข่ายพันธมิตรได้โดยตรง พร้อมเตรียมขยายสิทธิดังกล่าวไปยังผู้ถือกรมธรรม์สะสมทรัพย์เร็ว ๆ นี้  

นอกจากนี้ ลูกค้าของเมืองไทยประกันชีวิต ยังได้รับสิทธิพิเศษและบริการที่หลากหลายจากพันธมิตร ครอบคลุมทั้ง โครงการที่อยู่อาศัยแนวคิดใหม่เพื่อผู้สูงวัยที่ยังกระฉับกระเฉง แต่ต้องการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพและสะดวกสบาย รวมถึงที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัย และผู้ป่วยที่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง โดยทีมพยาบาลและผู้ดูแลมืออาชีพ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกและการดูแลด้านสุขภาพอย่างครบครัน บริการรถรับ-ส่งพร้อมผู้ดูแล สำหรับผู้สูงวัย ผู้ป่วย และผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ ไปพบแพทย์ เดินทางสะดวก ปลอดภัย อุ่นใจทุกเส้นทางด้วยทีมดูแลมืออาชีพ และโรงพยาบาลดูแลผู้ป่วยระยะท้าย เน้นการบรรเทาอาการเจ็บป่วยให้สบายใจใกล้ชิดครอบครัว 

“เมืองไทยประกันชีวิตยังคงยึดมั่นในการยกระดับองค์กร เพื่อตอบโจทย์ความมั่นคงทางการเงินและสุขภาพของลูกค้าในทุกช่วงชีวิต การขับเคลื่อน Longevity Ecosystem ควบคู่กับการเปิดตัว Muang Thai Flexi Retire Series และการผนึกกำลังกับพันธมิตรที่ครอบคลุมในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการ แต่คือเจตนารมณ์อันมุ่งมั่นในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการวางแผนเกษียณที่แข็งแกร่ง เพื่อยืนหยัดเป็นหลักประกันอันมั่นคง และร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยสู่การมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนในทุกยุคสมัย” นายสาระ กล่าว

รพ.ตำรวจ x CPF ชวนส่งต่อพลังแห่งการให้ ร่วมสมทบทุนการจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ดูแลผู้ป่วย

0

โรงพยาบาลตำรวจ ร่วมกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF จัด โครงการ “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” ชวนประชาชนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล ในราคาพิเศษ พร้อมส่งต่อพลังแห่งการแบ่งปัน โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปสมทบทุนจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อสนับสนุนการดูแลรักษาผู้ป่วย

กิจกรรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23–25 กันยายน 2569 เวลา 07.00–16.00 น. ณ ศูนย์อาหารด้านหน้าอาคาร มภร. โรงพยาบาลตำรวจ โดยมี พล.ต.ท.ไพบูลย์ เจียมอนุกูลกิจ นายแพทย์ใหญ่ (สบ.8) โรงพยาบาลตำรวจ ร่วมเปิดงานและเยี่ยมชมบูธ
พล.ต.ท.ไพบูลย์ กล่าวว่า โรงพยาบาลตำรวจเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ รองรับผู้ป่วย 850 เตียง ให้บริการทั้งข้าราชการตำรวจ ครอบครัว และประชาชนทั่วไป โดยประชาชนทั่วไปมีสัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งของผู้รับบริการ สะท้อนบทบาทของโรงพยาบาลในการดูแลประชาชนในวงกว้าง

ภายในงาน CPF นำผลิตภัณฑ์อาหารหลากหลายรายการมาจำหน่ายในราคาพิเศษ ซึ่ง พล.ต.ท.ไพบูลย์ ระบุว่า ต่ำกว่าราคาจำหน่ายทั่วไปประมาณ 30–40% ช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายให้ประชาชน ผู้ป่วยและญาติ ข้าราชการตำรวจ ครอบครัว รวมถึงบุคลากรของโรงพยาบาล

“ขอขอบคุณซีพีเอฟ ที่ช่วยจัดสวัสดิการให้กับประชาชนที่เข้ามารักษาในโรงพยาบาลตำรวจ รวมถึงข้าราชการตำรวจและครอบครัว ตลอดจนบุคลากรของโรงพยาบาล และยังเป็นกำลังใจให้บุคลากรในการดูแลประชาชนต่อไปครับ” พล.ต.ท.ไพบูลย์ กล่าว

โครงการ “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” จึงเชื่อมโยงการเข้าถึงอาหารคุณภาพในราคาพิเศษ เข้ากับการมีส่วนร่วมสนับสนุนโรงพยาบาล โดยทุกการเลือกซื้อมีส่วนสมทบทุนจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดูแลรักษาผู้ป่วย

ผู้สนใจสามารถร่วมกิจกรรมได้ถึง 25 กันยายน 2569 เวลา 07.00–16.00 น. ณ ศูนย์อาหารด้านหน้าอาคาร มภร. โรงพยาบาลตำรวจ./

เปิดแล้ว! สินเชื่อออมสิน QR มหาเฮง x นกกระซิบกู้ได้สูงสุด 5 หมื่น ดอกเบี้ยต่ำ 0.75% ต่อเดือนลงทะเบียน 24 ก.ย. – 31 ต.ค. 69 ที่ www.gsb.or.th

0

“📣 ออมสินเปิดลงทะเบียน ‘สินเชื่อออมสิน QR มหาเฮง x นกกระซิบ’
ช่วยพ่อค้าแม่ขายโครงการไทยช่วยไทยพลัส เปลี่ยนยอดขายเป็นเงินทุน ให้วงเงินพร้อมใช้ ร้านได้ไปต่อ
📌เปิดลงทะเบียน ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย. 69 – 31 ต.ค. 69 คลิก >> https://to.gsb.or.th/iHfdIk

📲กดสมัครสินเชื่อที่แอปออมสินมหาเฮง ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 69 เป็นต้นไป
โหลดแอปอออมสินมหาเฮง คลิก >> https://www.gsb.or.th/online/gsb-mahaheng

✅ วงเงินกู้สูงสุด 50,000 บาท
✅ อัตราดอกเบี้ย 0.75% ต่อเดือน (Flat Rate)
✅ ไม่ต้องมีหลักประกัน (Clean Loan)
✅ เป็นผู้ประกอบการในโครงการไทยช่วยไทยพลัส

📍หมายเหตุ

  • วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท (ไม่เกิน 1.5 เท่า ของยอดขายเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 3 เดือน)
  • อัตราดอกเบี้ย (Flat Rate) ร้อยละ 0.75 ต่อเดือน (Effective Rate ร้อยละ 16.20 ต่อปี)
  • ประเภทวงเงินหมุนเวียน (เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชี) ทบทวนวงเงินทุกปี
  • เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพ

⚠️ รู้ก่อนกู้…กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว
⚠️ เงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

เอกชน-ตลาดทุน ปลื้ม! กองทุนสหรัฐฯ ฟังวิสัยทัศน์ “อนุทิน” ประสบความสำเร็จโรดโชว์นิวยอร์ก หวังไทยเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2580

0

นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วานนี้ (22 กันยายน 2569) นักลงทุนจากสถาบันการเงิน นำโดยผู้จัดการกองทุนขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ และธนาคารแห่งอเมริกา (BofA) ให้ความสนใจตอบรับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำ “ไทยแลนด์ โรดโชว์” พบนักลงทุน และผู้จัดการกองทุนการเงินสหรัฐฯ โดยมีผู้บริหารระดับสูง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เข้าร่วมด้วย ประกอบด้วย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผู้แทนภาคเอกชนตลาดทุนไทย ได้แก่ นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย และนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ นำเสนอศักยภาพและโอกาสเศรษฐกิจไทย ตั้งเป้าประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และพลังงานหมุนเวียน

ภายหลังเสร็จสิ้นการพบปะนักลงทุน นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า นิวยอร์กเป็นที่ที่จัดโรดโชว์นักลงทุนได้ยากที่สุด เนื่องจากกองทุนที่นี่มองระยะยาวและจะเข้ามาลงทุนก็ต่อเมื่อสนใจจริง ๆ การที่ผู้บริหารระดับสูงของกองทุนชั้นนำต่าง ๆ มาด้วยตนเองจำนวนมาก จึงเป็นสัญญาณที่ดี ท่ามกลางการแบ่งขั้วเศรษฐกิจโลก ความเป็นกลางคือจุดแข็งที่สุดของประเทศไทยในขณะนี้ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีเงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้นไทยราว 5 แสนล้านบาท ปีนี้ไหลกลับมาแล้วราว 10% จึงยังมีโอกาสอีกมาก ตลาดหุ้นไทยมีหุ้นขนาดใหญ่ที่นักลงทุนสถาบันลงทุนได้มากกว่า 65 บริษัท และมีเครื่องมืออย่างกองทุนโครงสร้างพื้นฐานพร้อมรองรับ ขณะเดียวกันต้องสร้างฐานนักลงทุนในประเทศควบคู่กัน เช่น ผลักดันบัญชีออมเพื่อการลงทุนรายบุคคล (TISA) ให้เกิดผลจริง

ขณะที่ นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ก่อนที่นักลงทุนสถาบันต่างประเทศจะตัดสินใจลงทุนในบริษัทจดทะเบียนใด จำเป็นต้องเข้าใจทิศทางของประเทศนั้น ๆ ก่อน ดังนั้น การที่นายกรัฐมนตรีนำเสนอนโยบายขับเคลื่อนประเทศด้วยตนเอง อาทิ เป้าหมายการก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน พร้อมทั้งให้ข้อมูลด้านตลาดทุน ได้แก่ โครงการ JUMP+ ที่ช่วยยกระดับมูลค่าบริษัทจดทะเบียน และโครงการ BOI to IPO ที่จะเพิ่มธุรกิจใหม่เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงตอบโจทย์นักลงทุนได้ตรงจุด นอกจากนี้ นักลงทุนต่างประเทศส่วนใหญ่ยังมองว่าความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ในขณะนี้เป็นโอกาสของประเทศไทย เพราะหากไทยรักษาสมดุลได้ ก็จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากหลายประเทศ ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ร่วมกับ BOI และสำนักงาน ก.ล.ต. ปรับหลักเกณฑ์เพื่อให้ธุรกิจใหม่ หรือ New Economy สามารถระดมทุนในตลาดทุนไทยได้ โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเดินหน้าเชิญชวนผู้ประกอบการเหล่านี้เข้าจดทะเบียนอย่างต่อเนื่อง

นางสาวอรกัญญา พิบูลธรรม กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารแห่งอเมริกา เนชั่นแนล แอซโซซิเอชั่น กล่าวว่า นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่กองทุนขนาดใหญ่ระดับโลกตอบรับเข้าร่วมโรดโชว์ของประเทศไทยเกือบทั้งหมดภายในระยะเวลาอันสั้น โดยมีกองทุนชั้นนำราว 25 ราย ซึ่งมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารรวมประมาณ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หลายรายขอพบนายกรัฐมนตรีเป็นการส่วนตัว และผู้เข้าร่วมทุกรายเป็นผู้บริหารระดับสูง คำถามที่ได้รับสะท้อนว่านักลงทุนเข้าใจประเทศไทยเป็นอย่างดี ทั้งเรื่องโลจิสติกส์ โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล พลังงาน และสังคมสูงวัย นักลงทุนรายใหญ่ยังมองว่าเงินทุนโลกกระจุกตัวอยู่ในสหรัฐฯ มากเกินไป เอเชียจึงเป็นตลาดที่น่าสนใจในระยะยาว

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ในฐานะพันธมิตร ธนาคารแห่งอเมริกา ให้ความเห็นว่า ตลาดหุ้นไทยกลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุนในฐานะหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด ปัจจัยบวกทั้งการเมืองที่มีเสถียรภาพมากขึ้นและมุมมองเชิงบวกจาก Moody’s ช่วยหนุนความเชื่อมั่น สิ่งที่ต้องทำต่อคือบริษัทจดทะเบียนต้องแสดงการเติบโตของกำไร เป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP เป็น 30% และความมุ่งมั่นในการปฏิรูปผ่านการเข้าเป็นสมาชิก OECD จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจของตลาดไทย นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าต่างประเทศช่วยให้ต้นทุนการกู้ยืมของไทยอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ แต่ไทยต้องรักษาวินัยการเงินการคลังและเสถียรภาพไว้ให้ได้ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาว

“ความสำเร็จของโรดโชว์ในครั้งนี้ ถือเป็นนิมิตหมายอันดีในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่เป้าหมายประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 ตามความมุ่งมั่นของนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งเป็นแรงส่งสำคัญที่จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ให้ทยอยไหลกลับเข้าสู่ตลาดทุนและเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง  ส่งผลให้เกิดการลงทุนและการใช้จ่าย ทั้งในระดับอุตสาหกรรมและประชาชน” นายเอกภพ กล่าวสรุป

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จัด “JUMP+ Investor Day 2026” เปิดเวที บจ. JUMP+ พบผู้ลงทุนชูกลยุทธ์สร้างมูลค่าองค์กรเติบโตยั่งยืน 26 ก.ย. นี้

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดงาน JUMP+ Investor Day 2026 ขึ้นเป็นครั้งแรก ภายใต้แนวคิด “Discover the Next Growth Story: คว้าโอกาสการลงทุน ค้นหาหุ้นเติบโตในกลุ่ม JUMP+” โดยเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนได้เข้าถึงข้อมูลบริษัท แผนและทิศทางการเติบโตตามเป้าหมายภายใต้โครงการ JUMP+ ตลอดระยะเวลา 3 ปี (2569–2571)

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “โครงการ JUMP+ เป็นโครงการ Flagship สำคัญของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มุ่งเสริมศักยภาพบริษัทจดทะเบียนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ผ่านการกำหนดเป้าหมายและกลยุทธ์ที่ชัดเจน การยกระดับการดำเนินธุรกิจ และการสื่อสารกับผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับพันธมิตรสนับสนุนองค์ความรู้และเพิ่ม Corporate Visibility ผ่านช่องทางต่างๆ ให้กับบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงกิจกรรมพบผู้ลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

โครงการ JUMP+ จะช่วยบริษัทจดทะเบียนในการพัฒนาศักยภาพและเสริมสร้างมูลค่าองค์กร ในขณะที่ผู้ลงทุนเองจะสามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับกลยุทธ์ ศักยภาพ และทิศทางการเติบโตของบริษัทได้อย่างต่อเนื่อง ช่วยสร้างความเข้าใจ และความเชื่อมั่นต่อบริษัทในระยะยาว

“ปัจจุบัน มีบริษัทเข้าร่วมโครงการ JUMP+ 142 บริษัท ซึ่งมีแผน 3 ปีในการขับเคลื่อนธุรกิจ ทั้งด้านแผนธุรกิจ ธรรมาภิบาล และการจัดการก๊าซเรือนกระจก โดยงาน JUMP+ Investor Day 2026 เป็นช่องทางสำคัญที่เปิดโอกาสให้บริษัทนำเสนอ
แนวทางการขับเคลื่อนแผนแก่ผู้ลงทุนโดยตรง พร้อมรับฟังมุมมองและข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปพัฒนาและปรับปรุง
แผนธุรกิจให้รอบด้านและตอบโจทย์ผู้ลงทุนมากยิ่งขึ้น” นายอัสสเดชกล่าว

งาน JUMP+ Investor Day 2026 มีบริษัทจดทะเบียนในโครงการ JUMP+ จำนวน 56 บริษัท ร่วมออกบูธให้ข้อมูลแก่ผู้ลงทุน พร้อมเวทีเสวนาที่น่าสนใจ อาทิ “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างการเติบโตผ่านตลาดทุนไทย” “10 หุ้น JUMP+ Growth Picks ในมุมของนักวิเคราะห์” และ “เจาะธีมหุ้นและการเติบโตแบบ JUMP+ กับ CEO บริษัทจดทะเบียน” รวมถึงเสวนา “หุ้นแบบไหน…ที่จะเป็นผู้ชนะในอีก 3 ปี” โดยนักวิเคราะห์ ผู้จัดการกองทุน ผู้ลงทุนรุ่นใหม่ และผู้บริหาร บจ. ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มการลงทุน เศรษฐกิจ และกลยุทธ์การเติบโต เพื่อให้ผู้ลงทุนทุกกลุ่มได้รับข้อมูล และมุมมองที่หลากหลายประกอบการลงทุน งานมีกำหนดจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2569 เวลา 09:30–16:00 น. ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ ผู้ลงทุนและผู้สนใจสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และดูรายชื่อ บจ. ได้ที่  https://bit.ly/Jumpinvestorday2026

นายกฯอนุทิน ขอใช้เวทีประชุม UNGA ทำให้ประเทศไทยอยู่บนจอเรดาร์ของโลก เคียงข้างกับผู้นำประเทศต่างๆ

0

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน หลังเข้าร่วมการเปิดอภิปรายทั่วไปของการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญครั้งที่ 81 ณ สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ระยะเวลา  3 วันที่อยู่นครนิวยอร์ก จะได้มีโอกาสพบกับ ผู้นําประเทศต่าง ๆ รวมถึงภาคเอกชน สภาธุรกิจและนักลงทุนต่าง ๆ  เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในประเทศไทยมากขึ้น แม้ต่างประเทศรู้จักประเทศไทยอยู่แล้ว แต่การมาสร้างความเชื่อมั่น  ก็จะเน้นประเด็นความเป็นหุ้นส่วน และการเป็นประเทศที่มีความพร้อมในทุก ๆ ด้าน ทั้งการเป็นส่วนกระจายสินค้าและแหล่งผลิตสินค้าต่าง ๆ ที่พร้อมรับการลงทุน

สำหรับการกล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ในวันที่ 24 กันยายน นายกรัฐมนตรีจะนำเสนอ อนาคตของประเทศไทย  การเป็นศูนย์กลางการค้าการเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน และปรับตัวพร้อมรับกติกาโลกใหม่ รวมไปถึงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งไทยมีความพร้อม ตลอดจนมีความพร้อมในการเข้าเป็นภาคีสมาชิก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ( OECD ) ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับในสายตานานาชาติ ช่วยส่งเสริมประเทศไทย ในการร่วมมือกับนานาประเทศ ในสถานที่ไทยไม่ด้อยไปกว่าประเทศอื่น

เปิดโผตลาดหุ้นไทย ส่องข้อมูล 84% บจ.ไทยในตลาดหุ้น เป็น “ธุรกิจครอบครัว”

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง และเตรียมจัดงานสัมมนาธุรกิจครอบครัวแห่งปี “The 4th SET Annual Conference on Family Business” ภายใต้แนวคิด “แกร่งข้ามรุ่น เติบโตข้ามความไม่แน่นอน (Growth & Resilience in an Uncertain World)” ในวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2569 นี้

ฝ่ายวิจัยได้ปรับปรุงฐานข้อมูลบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็น “ธุรกิจครอบครัว” (family business) จากบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (ตลาดหุ้นไทย) ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 จำนวน 843 บริษัท และสรุปประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้


• 705 บริษัท จาก 843 บริษัท หรือ 84% ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยที่ทำการศึกษา จัดเป็น “ธุรกิจครอบครัว” ซึ่ง ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมสูงถึง 10.93 ล้านล้านบาท หรือ คิดเป็น 54% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมทั้งตลาด
• บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวกระจายตัวอยู่ในทุกหมวดธุรกิจ ส่วนใหญ่อยู่ในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หมวดพาณิชย์ หมวดการแพทย์ หมวดสื่อและสิ่งพิมพ์ หมวดวัสดุก่อสร้าง หมวดของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์ หมวดแฟชั่น หมวดธุรกิจการเกษตร และหมวดกระดาษและวัสดุการพิมพ์ และในบางกลุ่มอุตสาหกรรมในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ
• ในช่วง 10 ปีที่ผ่าน (ปี 2559 – 2568) บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวใช้กลไกตลาดหุ้นไทยในการระดมทุนเพื่อขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง
o 260 บริษัท ระดมทุนผ่านการเสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชนครั้งแรกด้วยมูลค่าระดมทุนครั้งแรก (IPO) รวม 492,397 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 86% ของจำนวนบริษัทที่ทำ IPO หรือคิดเป็น 81.5% ของมูลค่า IPO ทั้งหมด
o 301 บริษัท ระดมทุนในตลาดรอง รวมกว่า 2,500 ครั้ง ด้วยมูลค่าระดมทุนรวมกว่า 600,000 ล้านบาท
• ในปี 2568 บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวมีรายได้รวมสูงถึง 9.75 ล้านล้านบาท คิดเป็น 56.5% ของรายได้รวมของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดที่ทำการศึกษา และรวมจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลกว่า 165,000 ล้านบาท คิดเป็น 21.4% ของภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งระบบที่กรมสรรพากรจัดเก็บในปี 2568
• บริษัทจดทะเบียนที่เป็นธุรกิจครอบครัวยังคงมีบทบาทสำคัญต่อการจ้างงานในประเทศ โดยในปี 2568 บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัว 705 บริษัท มีพนักงานรวมประมาณ 1.68 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.0% จากปี 2567 โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มบริการ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ที่มีการจ้างพนักงานในสัดส่วนที่มากกว่า 90% ของจำนวนพนักงานทั้งหมดในกลุ่มอุตสาหกรรมนั้น ๆ

ประมงนครฯ ยันปลาหมอคางดำอยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวังและควบคุมได้ ไม่ถึงขั้นประกาศเขตภัยพิบัติ

0

กรณีที่มีกระแสข่าวปลาหมอคางดำแพร่ระบาดในวงกว้าง สร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมเรียกร้องให้ทางจังหวัดประกาศเป็นเขตภัยพิบัติเพื่อขอรับเงินชดเชยจากรัฐบาลนั้น 

นายสมเกียรติ ขวัญเมือง ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช   กล่าวว่า   สถานการณ์ปลาหมอคางดำ  ไม่ได้ระบาดรุนแรงเหมือนที่เป็นข่าว  ยอมรับว่ามีปลาหมอคางดำอยู่ในแหล่งน้ำทั่วไป แต่การระบาดอยู่ในระดับไม่รุนแรงพบความชุกชุม ไม่เกิน 10 ตัว ต่อพื้นที่ 100 ตารางเมตร อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวังและควบคุม ยังไม่เข้าข่ายประกาศเขตภัยพิบัติ  

“ เมื่อ 3-4  เดือนที่แล้ว ก็มีรายงานข่าวลักษณะนี้ว่า เกษตรกรปล่อยกุ้งลงบ่อไป ผ่านไป  4 เดือน จับกุ้งแล้วปรากฎว่า  ได้กุ้ง  30 กก. ได้ปลาหมอคางดำ  3 ตัน  พูดกันจริงๆ  ผมก็อยากรู้ว่าคนให้ข่าวเป็นคนเลี้ยงกุ้งไหม บ่อนั้นเลี้ยงกุ้งจริงหรือเปล่า ผมพยายามชี้แจงมาโดยตลอดว่าข้อมูลไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ”

นายสมเกียรติ กล่าวว่า  หากเป็นผู้เลี้ยงกุ้งมืออาชีพจะใส่ใจดูแลบ่อกุ้งอย่างดี คอยตรวจสอบไม่ให้มีปลาอยู่ในบ่อกุ้งเลย หากเจอปลาแค่  1-2 ตัวจะโรยกากชากำจัดปลาทันที และน้ำที่สูบเข้าบ่อกุ้ง ต้องผ่านขบวนการกรองน้ำทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้มีไข่ปลาหรือสัตว์น้ำอื่นๆ ปะปนเข้าสู่บ่อกุ้งได้  

“ข่าวที่เกิดขึ้น อาจมีบางคนต้องการสร้างกระแสความเดือนร้อนของเกษตรกรเพื่อกดดันให้มีการประกาศเป็นเขตพื้นที่ภัยพิบัติ รับเงินชดเชยเยียวยาจากรัฐบาลเสียมากกว่า หากเป็นผู้เลี้ยงกุ้งตัวจริง มีปลาเข้าไปอยู่ในบ่อก็ต้องกำจัดทันที ไม่ปล่อยให้ปลากินอาหารกุ้งหรอก  ก่อนหน้านี้แค่มีปลาข้างเหลือง 1-2 ตัวหลุดเข้าบ่อกุ้ง เกษตรกรจะโรยกากชากำจัดปลาทันที และกลายเป็นเหยื่อเลี้ยงกุ้งต่อ  ลองไปถามเกษตรกรตัวจริงสิว่า ปล่อยกุ้งลงบ่อไป 3 เดือน จับกุ้งได้ 30 กก.และจับปลาหมอคางดำ  3 ตัน มันเป็นไปได้จริงเหรอ”

นายสมเกียรติ กล่าวว่า ทางสำนักงานประมงจังหวัดคอยส่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการลงพื้นที่ไปสุ่มตรวจการระบาดของปลาหมอคางดำสม่ำเสมอ พร้อมจัดกิจกรรมลงแขกลงคลองเพื่อกำจัดปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง  แต่ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการยืนยันว่า ยังไม่พบการระบาดของปลาหมอคางดำหนาแน่นจนต้องประกาศเป็นเขตพื้นที่ภัยพิบัติ หรือจัดกิจกรรมลงแขกลงคลองในระยะนี้   ”

ที่ผ่านมา สำนักงานประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รายงานสถานการณ์การระบาดของปลาหมอคางดำ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชรับทราบมาโดยตลอดและท่าน ผวจ.ได้สั่งการให้สำนักงานประมงจังหวัดฯ คอยดูแลแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง ไม่ให้เกิดผลกระทบกับชาวบ้าน ซึ่งทางสำนักงานประมงฯ ก็ยึดถือนโยบายดังกล่าวมาตลอด 

“ กรณีที่มีกระแสข่าวเรียกร้องให้ประกาศเป็นเขตพื้นที่ภัยพิบัตินั้น  ตามเกณฑ์ของกรมประมง การประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน จะต้องพบอัตราความหนาแน่นและความชุกชุมของปลาในแหล่งน้ำธรรมชาติ มากกว่า 10 ตัว ต่อพื้นที่ 100 ตารางเมตรขึ้นไป  ในสถานการณ์ปัจจุบัน พบความชุกชุม ไม่เกิน 10 ตัว ต่อพื้นที่ 100 ตารางเมตร ซึ่งอยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวังและควบคุมได้ และสำนักงานประมงจังหวัดนครศรีธรรมราชพยายามใช้มาตรการต่างๆ ที่จะกำจัดปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำให้ได้มากที่สุด ”  ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราชกล่าวในที่สุด
……….