Home Blog Page 2

AIS Sport Academy เปิดตัวโปรเจกต์ใหญ่ “ปั้นนักพากย์ สร้างอาชีพ”เฟ้นหาเสียงบรรยายท้องถิ่นทั่วไทย เสริมทัพถ่ายทอดสดไทยลีก 3

0

AIS Sport Academy เดินหน้ายกระดับวงการกีฬาไทย ประกาศเปิดตัวโปรเจกต์ใหญ่ “ปั้นนักพากย์ สร้างอาชีพ” โอกาสครั้งสำคัญสำหรับผู้ที่มีใจรักการพากย์ฟุตบอลทั่วประเทศ ไม่จำกัดอายุและเพศ เพื่อเปลี่ยนเสียงของคุณให้เป็นอาชีพในฝัน จากการเป็นนักพากย์หน้าใหม่สู่การเป็นนักพากย์มืออาชีพ เพื่อเสริมทัพผู้บรรยายฟุตบอลไทยลีกในฤดูกาลหน้าผ่านทาง AIS PLAY

คุณสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า “ในอุตสาหกรรมการถ่ายทอดสดฟุตบอล สามารถก่อให้เกิดอาชีพได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นช่างภาพ, รถถ่ายทอดสด, เจ้าหน้าที่ประจำสนามแข่งขัน หรืออีกหนึ่งบทบาทที่มีความสำคัญไม่แพ้กันก็คือนักพากย์ ที่จะนำความสนุกของฟุตบอลไปสู่ผู้ชม ดังนั้นโครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแข่งขันพากย์ฟุตบอลในระดับภูมิภาคทั่วประเทศเพียงเท่านั้น แต่คือความมุ่งมั่นของเราในการผลักดันวงการกีฬาไทยในทุกด้าน เพื่อสานต่อวิสัยทัศน์ของ AIS SPORT ACADEMY ที่เรามุ่งขับเคลื่อนผ่าน 3 แกนหลักคือ “สร้างโอกาส เสริมความรู้ สู่มืออาชีพ”

โปรเจกต์การปั้นนักพากย์ในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำภารกิจในแกนของการผลักดันผู้คนสู่ความเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง เราจึงเปิดโอกาสครั้งสำคัญให้กับทุกคนที่มีใจรัก โดยไม่จำกัดอายุหรือเพศ ขอเพียงมีความมั่นใจ เราเน้นการคัดเลือกเจาะลึกตามภูมิภาคจากคนในพื้นที่จริงๆ เพราะเราเชื่อว่า ‘นักพากย์ท้องถิ่น’ จะเป็นผู้ที่มีความเข้าใจและสามารถนำเสนออัตลักษณ์ประจำภาคได้อย่างมีเสน่ห์และแท้จริง เพื่อส่งต่อความสนุกของฟุตบอลไทยลีก 3 สู่ผู้ชมผ่าน AIS PLAY พร้อมกับยกระดับทักษะความสามารถนี้ ให้ก้าวไปสู่อาชีพที่มั่นคงและยั่งยืน”

สำหรับกติกาการสมัครในรอบออดิชั่น ผู้สมัครจะต้องอัดคลิป Demo การพากย์ฟุตบอลไทยลีกในสไตล์ของตัวเอง ความยาวไม่เกิน 5 นาที อัพโหลดลงโซเชียลมีเดียส่วนตัว (Facebook, TikTok, Instagram หรือ YouTube) พร้อมตั้งค่าเป็นสาธารณะ ใส่แฮชแท็กโครงการ (#AISSPORTACADEMY, #ปั้นนักพากย์สร้างอาชีพ) ให้ครบถ้วน และกรอกใบสมัครผ่าน Google Form เพื่อยืนยันตัวตน ตั้งแต่วันที่ 1- 25 พฤษภาคม 2569

คณะกรรมการจะคัดเลือกผู้สมัครทางออนไลน์ให้เหลือผู้เข้ารอบในแต่ละภาค เพื่อเข้าสู่รอบ Final โดยจะมีกิจกรรมอบรมอย่างเข้มข้นกับนักพากย์มืออาชีพตัวจริง ก่อนลงสนามพากย์สดต่อหน้าคณะกรรมการ แบ่งออกเป็น 6 ภูมิภาค ดังนี้ ภาคตะวันออก , ภาคเหนือ , ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ , ภาคใต้ และกรุงเทพฯ ที่ AIS SIAM โดยจะได้นักพากย์ที่ผ่านรอบ Final ในแต่ละภาคจากทั่วประเทศ เข้าสู่การเป็นนักพากย์ฟุตบอลไทยแบบมืออาชีพต่อไป เตรียมเสียงของคุณให้พร้อม แล้วมาเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของฟุตบอลไทยไปกับ AIS Sport Academy ปั้นนักพากย์ สร้างอาชีพ! สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของโครงการได้ที่ AIS Academy, AIS PLAY SPORTS, AIS For Thais #ปั้นนักพากย์สร้างอาชีพ#AISACADEMY #AISPLAY#AISSPORTACADEMY

AIS SIAM เล่นใหญ่! เปิดทั้งตึกให้ศิลปินรุ่นใหม่ “Pokapolar” โชว์พลังสร้างสรรค์บูสต์ประสบการณ์ชาวสยามให้สดใสรับซัมเมอร์!

0

AIS SIAM ตอกย้ำบทบาท พื้นที่ของคน ‘ชอบเล่น’ จนได้เป็น ‘ตัวจริง’ ด้วยการสร้างความว้าวครั้งใหม่ใจกลางสยาม เปิดพื้นที่ให้ศิลปินรุ่นใหม่ กัลยวีร์ รุ่งสุวรรณสกุล (ผักกาด) หรือ “Pokapolar” ศิลปินสาย Illustrator ที่โดดเด่นด้วยลายเส้นน่ารัก สดใส ศิษย์เก่าภาควิชาสถาปัตยกรรมภายใน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เคยมีผลงานร่วมกับแบรนด์ดังมาแล้วมากมาย ได้โชว์ศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์บนสเกลใหญ่เป็นครั้งแรกที่อาคาร AIS SIAM ใจกลางย่านสยามสแควร์

โดยการทำงานร่วมกับศิลปินรุ่นใหม่ของ AIS SIAM ในครั้งนี้ได้แปลงโฉมตึก AIS SIAM ทั้งหลังให้กลายเป็นเหมือนผืนผ้าใบขนาดยักษ์ สร้างโอกาสให้ศิลปินได้ถ่ายทอดไอเดีย ลายเส้น สะท้อนตัวตนอย่างเต็มที่ จนกลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่ให้ชาวสยามได้มาเช็กอินใจ ภายใต้คอนเซปต์ “Chill and Relax in Normal Life” รวมถึงยังต่อยอดลวดลายพิเศษจากผลงานของ Pokapolar สู่กิจกรรมรับซัมเมอร์ PLUG Coffee Party – Nail It, Charm It – Keychain ชวนวัยรุ่นสยามมาเวิร์คช็อปการทำพวงกุญแจเล็บในสไตล์สดใส พร้อมมินิคอนเสิร์ตจากวง MercurygoldfishBand เข้ากับบรรยากาศซัมเมอร์ใจกลางสยาม

สะท้อนให้เห็นว่า AIS SIAM คือพื้นที่สำหรับทุกมิติของ Gen-C ไม่ว่าจะมาพักผ่อน เติมพลัง หรือปล่อยพลังความคิดสร้างสรรค์ ก็เกิดขึ้นได้ในที่เดียว ร่วมสัมผัสแลนด์มาร์กใหม่กลางสยามและถ่ายรูปกับงานดีไซน์สุดน่ารัก จากผลงานของ “Pokapolar” ได้ที่ AIS SIAM (สยามสแควร์ ซอย 7) ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 พฤษภาคม 2569 และติดตามกิจกรรมสร้างสรรค์จาก AIS SIAM ได้ทาง Instagram: aissiam_official

เมืองไทยประกันชีวิตและมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม มุ่งมั่นสร้างโอกาสและอนาคตให้เด็กและเยาวชน ผ่านโครงการ “Give and Care เมืองไทยเปิดสนามเติมฝันให้น้อง”

0

เมืองไทยประกันชีวิต ร่วมกับ มูลนิธิเมืองไทยยิ้ม เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายด้านความรับผิดชอบต่อสังคม สร้างโอกาสและอนาคตให้กับเด็กและเยาวชนไทย ผ่านโครงการ “Give and Care เมืองไทยเปิดสนามเติมฝันให้น้อง” พร้อมจับมือ กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ 3 สโมสรฟุตบอลชั้นนำ นำเยาวชนจากสถานสงเคราะห์เข้าสัมผัสประสบการณ์การแข่งขันฟุตบอลระดับอาชีพในสนามจริง

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการตอกย้ำนโยบายการดำเนินธุรกิจของเมืองไทยประกันชีวิตที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนไทยในทุกช่วงวัย ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม ภายใต้กรอบแนวคิด ESG (Environmental, Social and Governance)  ล่าสุด เมืองไทยประกันชีวิต ได้ร่วมกับ มูลนิธิเมืองไทยยิ้ม เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายด้านความรับผิดชอบต่อสังคม มุ่งเน้นการสร้างโอกาสและอนาคตให้กับเด็กและเยาวชนไทยผ่านโครงการ Give and Care เมืองไทยเปิดสนามเติมฝันให้น้อง”

ทั้งนี้ได้ร่วมกับกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมด้วย 3 สโมสรฟุตบอลชั้นนำ ประกอบด้วย สโมสรฟุตบอลการท่าเรือ สโมสรฟุตบอลโปลิศ เทโร และสโมสรฟุตบอลศรีสะเกษ ยูไนเต็ด นำเยาวชนจากสถานสงเคราะห์เข้าสัมผัสประสบการณ์การแข่งขันฟุตบอลระดับอาชีพในสนามจริง เพื่อเป็นอีกหนึ่งโอกาสสานฝันให้กับเด็กและเยาวชนได้รับชมการแข่งขันฟุตบอลในสนามจริง เพื่อเป็นแรงบันดาลใจ ให้เด็กเห็นถึงความมุ่งมั่น วินัย และน้ำใจนักกีฬา ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพจิต การเรียนรู้การอยู่ร่วมกันในสังคม และอาจต่อยอดสู่ความสนใจในการเล่นกีฬาฟุตบอลเพื่อประกอบอาชีพในอนาคต 

โดยกิจกรรมได้นำน้อง ๆ จาก สถานสงเคราะห์เด็กและเยาวชนชาย จำนวน  3  แห่ง  ประกอบด้วย 1.สถานสงเคราะห์เยาวชนมูลนิธิมหาราช จังหวัดปทุมธานี จำนวน 50 คน  2.สถานแรกรับเด็กชายปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี จำนวน 50 คน และ 3. ศูนย์สงเคราะห์และฝึกอาชีพเยาวชน จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 50 คน ชมการแข่งขันใน 3 สนามหลักของ 3 สโมสรชั้นนำ ได้แก่ สโมสรฟุตบอลการท่าเรือ สนามแพท สเตเดียม จังหวัดกรุงเทพฯ  สโมสรฟุตบอลโปลิศ เทโร สนาม NT สเตเดียม จังหวัดนนทบุรี และสโมสรฟุตบอลศรีสะเกษ ยูไนเต็ด  สนามศรีนครลำดวน จังหวัดศรีสะเกษ ในช่วงโปรแกรมการแข่งขันเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา

ในพิธีเปิดตัวโครงการฯ มีนางพิตราภรณ์ บุณยรัตพันธุ์  รองประธานกรรมการ มูลนิธิเมืองไทยยิ้ม            นายปราโมทย์ ศักดิ์กำจร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)         นายชัยธัช ชัยจินดา ผู้อำนวยการสโมสรโปลิศ เทโร เอฟซี  และนายจีราวัฒน์  จันทร์หอม  ผู้ปกครองสถานแรกรับเด็กชายปากเกร็ด กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมในพิธี 

การดำเนินโครงการ “Give and Care” มุ่งหวังที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมด้วยการสร้าง “ต้นทุนชีวิต” ที่ดีให้แก่เยาวชนกลุ่มด้อยโอกาส เพื่อให้สามารถเติบโตเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพและพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ลุยงาน Money Expo 2026 เปิด SET Investment HUB รวมทุกการลงทุนไว้ที่เดียว 7-10 พ.ค. นี้

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ชวนผู้ลงทุนขยายโอกาส จัดพอร์ตลงทุนกับทางเลือกที่หลากหลาย ทั้งหุ้นไทย หุ้นนอก และกองทุนรวม ที่บูธตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในงาน Money Expo 2026 Bangkok โดยปีนี้มาในแนวคิด SET Investment HUB” กับไฮไลต์ 2 โซนหลัก

  • HUB รวมทางเลือกเพื่อโอกาสการลงทุน” ค้นหาคำตอบว่าเงิน 1 ก้อน จะเลือกอยู่ที่ไหนแบ่งอย่างไรในสไตล์คุณ ระหว่างเงินฝากหรือหุ้นปันผล พร้อมเปิดจักรวาล DR เลือกลงทุนในหุ้นและ ETF ชั้นนำกว่า 350 หลักทรัพย์ทั่วโลกบนกระดานหุ้นไทย รวมถึงวางแผนลดหย่อนภาษีด้วยกองทุน Thai ESG
  • HUB แห่งเครื่องมือ เทคโนโลยี และแอปพลิเคชัน เพื่อการลงทุน” พบกับ AomWise แอปลงทุนที่ใช้งานง่ายสำหรับมือใหม่ ลงทุนได้ทั้ง หุ้น DR กองทุน และทอง พร้อมด้วย Options Wizard เครื่องมือที่ช่วยทำกำไรได้ทั้งในช่วงตลาดขาขึ้นและขาลง และช่องทางเสริมความรู้ด้านการลงทุนอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น SET Investnow, SET Fin Quizz, SET e-Learning และ Happy Money App

พบกันที่บูธตลาดหลักทรัพย์ฯ (H4) ในมหกรรมการเงิน Money Expo 2026 Bangkok ระหว่างวันที่ 7-10 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00-20.00 น. ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี เปิดบัญชีลงทุนในงานรับโปรโมชันพิเศษ!

เมืองไทยประกันชีวิต ร่วมสนับสนุนโครงการ “Shot of Truth” หนุนคนรุ่นใหม่ผลิตสื่อสร้างสรรค์ รู้ทันข่าวลวงด้านวัคซีน เสริมความเชื่อมั่นด้านสุขภาพในสังคมไทย

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ร่วมสนับสนุนโครงการ “Shot of Truth สื่อสร้างสรรค์ รู้ทันข่าวลวงด้านวัคซีน” ซึ่งจัดโดยมูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน ร่วมกับสถาบันวัคซีนแห่งชาติ และภาคีเครือข่ายจากภาครัฐและเอกชน เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนและคนรุ่นใหม่ร่วมผลิตคลิปวิดีโอสั้น ถ่ายทอดข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับวัคซีน พร้อมส่งเสริมการรู้เท่าทันข่าวสารด้านสุขภาพในสังคมไทย โครงการดังกล่าวได้รับความสนใจจากนักเรียนและนักศึกษาทั่วประเทศ มีผู้เข้าร่วม 69 ทีมจากกว่า 330 คน โดยผลงานที่ได้รับรางวัลโดดเด่นทั้งด้านความคิดสร้างสรรค์ ความถูกต้องของข้อมูล และ การสื่อสารเรื่องสุขภาพได้อย่างเข้าใจง่าย

เมืองไทยประกันชีวิตเล็งเห็นถึงความสำคัญของการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการตัดสินใจดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลข่าวสารถูกส่งต่ออย่างรวดเร็วผ่านสื่อดิจิทัล การส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่มีทักษะในการคิด วิเคราะห์ และสื่อสารข้อมูลอย่างรับผิดชอบ จึงเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญในการช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดให้กับสังคม

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า
“เมืองไทยประกันชีวิตเชื่อว่าการดูแลสุขภาพที่ดี เริ่มต้นจากการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ เพราะเมื่อประชาชนมีความเข้าใจที่ถูกต้อง ก็จะสามารถตัดสินใจเพื่อตัวเองและครอบครัวได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น โครงการนี้จึงเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือที่มีคุณค่า เพราะไม่เพียงเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์ แต่ยังช่วยสร้างพลังบวกให้สังคมไทยมีภูมิคุ้มกันต่อข่าวลวงด้านสุขภาพ และก้าวไปสู่สังคมที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน”

ในโอกาสนี้ บริษัทฯ ได้มอบหมายให้ นพ.วุฒิวงศ์ สมบุญเรืองศรี รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมพิธีมอบรางวัล พร้อมด้วย นพ.มานิต ธีระตันติกานนท์ ประธานกรรมการมูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ดร.กษิติธร ภูภราดัย ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) และ คุณสุนทรียา วงศ์ศิริกุล    รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายงานการเงิน และปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน บริษัท      อสมท จำกัด (มหาชน) ร่วมมอบรางวัลแก่ผู้ชนะโครงการ

ผลการตัดสินโครงการ “Shot of Truth สื่อสร้างสรรค์ รู้ทันข่าวลวงด้านวัคซีน” ได้แก่

  • รางวัลชนะเลิศ ทีม NERVE (นนทบุรีและนครปฐม)
  • รองชนะเลิศอันดับ 1 ทีมฉีดยาแล้ว (สมุทรปราการ)
  • รองชนะเลิศอันดับ 2 ทีมดีกว่าพี่ก็มีแต่พระ (ชลบุรีและปราจีนบุรี)
  • รางวัล Popular Vote สาขาคลิปให้ความรู้เกี่ยวกับวัคซีนและโรคระบบทางเดินหายใจ ทีม Know Vax Now! (ชลบุรี)
  • รางวัล Popular Vote สาขาคลิปด้านการรู้เท่าทันและจัดการข้อมูลบิดเบือน ทีม NERVE (นนทบุรีและนครปฐม)

“เมืองไทยประกันชีวิตเชื่อมั่นว่า การสร้างสังคมที่มีคุณภาพ ไม่ได้เกิดจากความร่วมมือของภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่เกิดจากการผสานพลังของทุกฝ่าย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคต เราจึงยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้   เพื่อสนับสนุนการสร้างสังคมที่รู้เท่าทันข้อมูล ใส่ใจสุขภาพ และเติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน”   นายสาระ กล่าวสรุป 

สวนลุมฯ คึกคัก กทม. ชูพื้นที่สุขภาพ CPF สนับสนุนจอ LED–ครูสอนแอโรบิก

0

กรุงเทพมหานคร (กทม.) เดินหน้าพัฒนาสวนลุมพินี เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี มุ่งยกระดับสู่ “พื้นที่สุขภาพสำหรับคนเมือง” ส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงการออกกำลังกายได้ง่าย สนุก และต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะกิจกรรมแอโรบิก ณ ลานแอโรบิกสวนลุมพินี ซึ่งได้รับความนิยมจากประชาชนจำนวนมาก


 
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ร่วมสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าว ภายใต้แคมเปญ “เต้นให้สุด แล้วหยุดที่โปรตีน” โดยมอบจอ LED ขนาดใหญ่ ภาพและเสียงคมชัด ช่วยให้ผู้ร่วมกิจกรรมมองเห็นผู้สอนแอโรบิกได้อย่างทั่วถึง พร้อมสนับสนุนผู้สอนและกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสบการณ์การออกกำลังกายของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น
 
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กทม. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่สาธารณะเพื่อสุขภาพของประชาชน โดยสวนลุมพินีถือเป็นแลนด์มาร์กสำคัญที่มีผู้มาใช้บริการวันละนับหมื่นคน
 
“การสนับสนุนจากภาคเอกชนในหลายส่วน ช่วยให้ประชาชนได้รับประสบการณ์การออกกำลังกายที่ดีขึ้น และเข้าถึงกิจกรรมได้มากขึ้น กิจกรรมนี้เป็นอีกตัวอย่างของความร่วมมือเพื่อประชาชน เมื่อคนสุขภาพดี เมืองก็จะดีไปด้วย” ผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานคร กล่าว
 
ด้านนางสาวอนรรฆวี ชูรัตน์ ผู้บริหารสูงสุด สายตลาดกลาง CPF กล่าวว่า  CPF ยินดีร่วมสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม โดยสนับสนุนทั้งจอ LED และผู้สอนแอโรบิก เพื่อเพิ่มความสนุกและสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง
 
“เราเชื่อว่าสุขภาพที่ดีเริ่มจากชีวิตประจำวัน ทั้งการออกกำลังกายและการกินที่ดี โดยเฉพาะโปรตีนซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของร่างกาย เมื่อทำควบคู่กันจะช่วยสร้างสุขภาพที่แข็งแรงอย่างยั่งยืน” นางสาวอนรรฆวี กล่าว
 
นอกจากนี้ CPF ยังให้ความสำคัญกับผู้สอนแอโรบิก ซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนกิจกรรม โดยสนับสนุนผู้สอนในทุกวันอังคารและพฤหัสบดี เพื่อสร้างบรรยากาศการออกกำลังกายที่สนุก เข้าถึงง่าย และจูงใจให้ประชาชนร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง
 
ทั้งนี้ สวนลุมพินีจัดกิจกรรมแอโรบิกทุกวัน โดยวันจันทร์–ศุกร์ เวลา 18.00–20.00 น. และวันเสาร์–อาทิตย์ รวมถึงวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 17.00–18.00 น.

ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในครั้งนี้ สะท้อนการทำงานร่วมกันเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมือง และส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน.

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จัดกิจกรรม “ธรรมะ ทำดี” ปี 2569 เนื่องในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 52

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดกิจกรรม “ธรรมะ ทำดี” ปี 2569 เนื่องในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 52 ตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อ วันที่ 29 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวเปิดงาน

ภายในงานประกอบด้วย “กิจกรรมธรรมะ” รับฟังการบรรยายธรรมจากพระพรหมพัชรญาณมุนี (พระอาจารย์ชยสาโร) หัวข้อ “Cut In The Middleman วิชาไม่ทุกข์กับมัน” เพื่อมอบข้อคิดและชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิต รวมถึงการทำงานอย่างมีสติ รู้เท่าทันความคิด ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความสุขและความมั่นคงที่ยั่งยืนให้แก่ตนเอง ครอบครัว สังคมส่วนรวม นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม “ทำดี” เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้ร่วมแบ่งปันผ่านการบริจาคเงินให้แก่องค์กรเพื่อการสาธารณกุศลและสาธารณประโยชน์ โดยทุกยอดการบริจาค 300 บาท ได้รับ “ข้าวคาร์บอนต่ำ รักษ์โลก” จำนวน 1 กิโลกรัม และมีบูธจำหน่ายสินค้าจากวิสาหกิจเพื่อสังคมให้ร่วมอุดหนุนอีกด้วย ผู้สนใจสามารถรับชมบรรยายธรรมย้อนหลังได้ทาง YouTube SET Thailand: https://youtu.be/kANX6NBB3rU

“INVESTiGUARD นักสืบกันโกง” นิทรรศการใหม่ที่จะทำให้คุณเป็นนักสืบระดับโปร! และรู้ทันกลโกงมิจฉาชีพ

0

ในยุคที่มิจฉาชีพมาพร้อมกลโกงสารพัดรูปแบบ การมีความรู้เท่าทันเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดครับ ล่าสุด ทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้เปิดตัวนิทรรศการพิเศษชุดใหม่ “INVESTiGUARD นักสืบกันโกง” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้คนไทยรู้ทันภัยหลอกลงทุน

นิทรรศการนี้มีอะไรน่าสนใจ?

นิทรรศการนี้ถูกออกแบบมาในรูปแบบ Interactive Self-Discovery Museum ภายใต้แนวคิด “ดีเกินจริง” (Too Good to be True) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่มิจฉาชีพมักใช้แอบอ้างครับ

เมื่อไปเข้าชมนิทรรศการ เพื่อนๆ จะได้พบกับ:

  • การสวมบทบาทเป็นนักสืบ: ฝึกคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจผ่านสถานการณ์จำลองและเกม เพื่อให้เราเห็นภาพว่าใครก็มีสิทธิ์เป็นเหยื่อได้หากไม่ระวัง
  • เจาะลึก 3 รูปแบบความหลอกลวง: เรียนรู้กลลวงที่มาในรูปแบบของ “คนที่ดีเกินจริง”, “เรื่องที่ดีเกินจริง” และ “โอกาสที่ดีเกินจริง”
  • ความรู้จากตัวจริง: มีข้อมูลจากการเสวนาโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ มาให้ความรู้ด้วยครับ

รายละเอียดการเข้าชม

สำหรับใครที่อยากไปสัมผัสประสบการณ์ “นักสืบกันโกง” ด้วยตัวเอง สามารถไปได้ตามรายละเอียดนี้เลยครับ:

  • สถานที่: พิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน INVESTORY ชั้นใต้ดิน อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถนนรัชดาภิเษก
  • วัน-เวลา: เปิดให้เข้าชมฟรี! ทุกวันอังคาร – วันอาทิตย์ เวลา 09:30 – 18:00 น.
  • ช่องทางติดต่อ: ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://INVESTORY.setgroup.or.th หรือโทร 02-009-9000 ต่อ 3566

งานนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ติดอาวุธทางความคิดให้ตัวเอง นอกจากจะสนุกแล้วยังช่วยยกระดับความปลอดภัยในการลงทุนให้กับพอร์ตของเราได้อีกด้วย แอดแนะนำว่าต้องไป!

สงขลา–ซีพีเอฟ ผนึกพลังจัด “CPF RUN FOR CHARITY 2026” ระดมทุนหนุนการศึกษาเยาวชน

0

จังหวัดสงขลา ผนึกกำลัง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ โดยชมรม CPF Running Club จัดกิจกรรมเดิน–วิ่งการกุศล “CPF RUN FOR CHARITY 2026” รวมพลังนักวิ่งสายบุญกว่า 1,600 คน ร่วมส่งต่อ “พลังแห่งการให้” โดยนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายรวม 785,000 บาท มอบให้แก่ วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ เพื่อสนับสนุนการศึกษาและสมทบทุนจัดสร้างแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก นายวินิจ เทพนิต นายอำเภอเมืองสงขลา เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายกิตติศักดิ์ กั่วพานิช ผู้อำนวยการวิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ และ นายบุญเสริม เจริญวัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ด้านบริหารกระบวนการธุรกิจอาหารสัตว์บก ซีพีเอฟ เข้าร่วม

นายอำเภอเมืองสงขลา กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างซีพีเอฟและจังหวัดสงขลาในครั้งนี้ สะท้อนพลังของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในการร่วมสร้างสังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืน พร้อมทั้งส่งเสริมสุขภาพและปลูกฝังจิตสำนึกแห่งการแบ่งปันในสังคมไทย

“งบสนับสนุนจากกิจกรรมจะนำไปพัฒนาการศึกษา และสนับสนุนการจัดสร้างอนุสาวรีย์ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ภายในวิทยาลัยฯ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และสร้างแรงบันดาลใจแก่เยาวชน” นายกิตติศักดิ์ กั่วพานิช ผู้อำนวยการวิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ กล่าว

ขณะที่ นายบุญเสริม เจริญวัฒน์ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟจัดกิจกรรม “CPF RUN FOR CHARITY” อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 ภายใต้แนวคิด “ทำดีเพื่อสังคม” โดยกว่า 10 ปีที่ผ่านมา มีนักวิ่งร่วมสะสมระยะทางรวมกว่า 600,000 กิโลเมตร และส่งมอบรายได้รวม 18 ล้านบาท ให้แก่โรงพยาบาลและหน่วยงานต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อนำไปใช้ในสนับสนุนการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ เสริมศักยภาพระบบสาธารณสุข อันก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม สอดคล้องหลัก “3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืน” ของเครือซีพี

บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก อบอวลด้วยพลังแห่งความสุข โดยนักวิ่งและประชาชนร่วมสร้างสีสันพร้อมเพลิดเพลินกับอาหารและเครื่องดื่มคุณภาพจากแบรนด์ในกลุ่มซีพีเอฟและซีพี

ทั้งนี้ กิจกรรม “CPF RUN FOR CHARITY” ครั้งต่อไป มีกำหนดจัดขึ้น ณ สวนสาธารณะบึงหนองบอน กรุงเทพมหานคร เชิญชวนประชาชนร่วมส่งต่อ “พลังแห่งการให้” เพื่อสร้างสังคมที่ยั่งยืนไปด้วยกัน.

เตือนภัยคนไทย! วิกฤตสารพิษในแหล่งน้ำคุกคามคนไทย

0

ในช่วงเวลาที่สังคมไทยถกเถียงกันจริงจังถึงปัญหาเอเลี่ยนสปีชีส์ในแหล่งน้ำ ไม่ว่าจะเป็นปลาต่างถิ่นหรือสิ่งมีชีวิตรุกรานที่คุกคามระบบนิเวศ ก็มีข่าวอีกชุดหนึ่งซึ่งร้ายแรงกว่าอย่างเทียบไม่ติดและกำลังส่งสัญญาณอันตรายรุนแรง นั่นคือการปนเปื้อนสารพิษโลหะหนักในแม่น้ำสายหลักของประเทศ โดยเฉพาะแม่น้ำกกและแม่น้ำโขง ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา ปัญหาสารพิษในแม่น้ำกกและลำน้ำสาขาไม่ได้คลี่คลายลง ตรงกันข้าม มันกำลังลุกลามไปยังลุ่มน้ำโขง ซึ่งเป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของภาคอีสาน

ความแตกต่างระหว่างเอเลี่ยนสปีชีส์กับสารพิษโลหะหนักคือระดับของอันตราย เอเลี่ยนสปีชีส์สร้างความเสียสมดุลในระบบนิเวศก็จริง แต่ยังเป็นภัยที่มองเห็น จับต้องและมีแนวทางจัดการในเชิงนโยบายหรือเชิงพื้นที่ได้ ในทางกลับกันสารหนูและโลหะหนักที่ละลายอยู่ในน้ำ ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และไม่ส่งสัญญาณเตือน แต่มันสะสมเงียบ ๆ ในตะกอนดิน ในปลา ในพืชและสุดท้ายคือในร่างกายมนุษย์

สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษ (สคพ.) เขต 1 เชียงใหม่ รายงานผลการตรวจคุณภาพน้ำแม่น้ำสาละวินเมื่อเดือนมีนาคม 2569 ว่าพบสารหนูเกินค่ามาตรฐานทุกจุดตรวจ โดยสูงกว่าค่าที่กำหนดไว้ถึง 5–6 เท่า ตัวเลขเช่นนี้สะท้อนถึงสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าประชาชนที่พึ่งพาน้ำจากลำน้ำสายนี้กำลังอยู่ในความเสี่ยง ทั้งด้านสุขภาพและความมั่นคงในชีวิตประจำวัน

ภาพปลาแค้ที่มีตุ่มพุพองทั่วตัวซึ่งถูกพบในแม่น้ำกกเมื่อปี 2568 และกลับมาปรากฏอีกครั้งในแม่น้ำโขง บริเวณอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ตามการเปิดเผยของกลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง ไม่ควรถูกมองว่าเป็นภาพผิดปกติชั่วคราว แต่ควรถูกอ่านในฐานะสัญญาณชีวภาพของระบบนิเวศที่กำลังป่วยหนัก (แม้กรมประมงจะระบุว่าเกิดจากการติดพยาธิก็ตาม)

สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิตระบุว่าปลาท้องถิ่นในแม่น้ำกกกว่า 94 ชนิดเริ่มสูญหายไปจากระบบภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี นี่ไม่ใช่ตัวเลขเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่เป็นตัวชี้วัดการพังทลายของฐานอาหารและรายได้ของชุมชนริมน้ำอย่างเป็นรูปธรรม ส่วนชาวประมงพื้นบ้านในจังหวัดเชียงรายจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับภาวะรายได้เป็นศูนย์ในช่วงฤดูน้ำหลากปี 2568 ขณะที่มีต้นทุนอุปกรณ์เฉลี่ยกว่า 80,000 บาทต่อครัวเรือน เมื่อปลาขายไม่ได้ความเชื่อมั่นของตลาดหายไป แต่สิ่งที่ตามมายิ่งเงียบกว่าคือการเยียวยาที่ยังไม่คืบหน้าอย่างเป็นระบบจากภาครัฐ ความร้ายแรงของสารพิษในแม่น้ำสายหลัก กำลังลุกลามไปสู่เศรษฐกิจ อาชีพ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งประเทศ ปัญหานี้คือความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่อาจทำให้ประชาชนตั้งคำถามกับอาหารบนโต๊ะ ทุกครั้งที่มองปลาในตลาด หรือเปิดก๊อกน้ำในบ้าน

นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงชี้ตรงกันว่า ปัญหานี้มีลักษณะเป็นมลพิษข้ามพรมแดน โดยต้นตอสำคัญอยู่ที่กิจกรรมเหมืองแร่บริเวณต้นน้ำในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งอยู่นอกอำนาจควบคุมของไทยโดยตรง แต่การควบคุมไม่ได้ ไม่อาจถูกใช้เป็นข้ออ้างในการปล่อยให้ประชาชนอยู่กับความเสี่ยง นี่คือเหตุผลที่เครือข่ายภาคประชาชน 12 องค์กร ในนามเครือข่ายปกป้องแม่น้ำกก–สาย–รวก–โขง ออกมาเรียกร้องให้รัฐเร่งยกระดับการตรวจคุณภาพน้ำ ตะกอนดิน สัตว์น้ำ พืชผัก และสุขภาพประชาชนอย่างเป็นระบบ พร้อมเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจและปกป้องตนเองได้บนฐานข้อมูลที่ครบถ้วน

ในท้ายที่สุด เอเลี่ยนสปีชีส์อาจเป็นปัญหาที่จัดการได้ด้วยเวลา เทคโนโลยี และงบประมาณ แต่สารพิษที่สะสมในสายน้ำคือระเบิดเวลาที่ซ้อนทับทั้งมิติสุขภาพ เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางอาหาร หากวันนี้รัฐยังมองว่านี่เป็นเพียงข่าวท้องถิ่นหรือปัญหาสิ่งแวดล้อมเฉพาะพื้นที่ ประเทศอาจต้องจ่ายราคาด้วยบาดแผลเรื้อรังที่ไม่มีวันฟื้นคืน./