Home Blog Page 2

20 ปี PIM บทพิสูจน์จากมหาวิทยาลัยเซเว่น สู่มหาวิทยาลัยสร้างคน

0

จากจุดเริ่มต้นสู่เส้นทางเกือบ 20 ปีของสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การศึกษาไม่ควรหยุดเรียนรู้อยู่เพียงในห้องเรียน แต่ต้องเชื่อมโยงกับโลกการทำงานจริง เพื่อสร้างคนให้มีทักษะ พร้อมทำงาน และมีงานทำ

เบื้องหลังเส้นทางนี้ เริ่มต้นจากประสบการณ์ชีวิตและความเชื่อของ นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ ที่นำบทเรียนจากการ “เรียนไป ทำงานไป” ของตัวเอง มาสร้างเป็นโมเดลสร้างคนผ่านการศึกษา จนถึงวันที่บัณฑิตได้รับการยอมรับจากองค์กรต่าง ๆ เส้นทางของ PIM จึงไม่ใช่เพียงเรื่องราวของการสร้างมหาวิทยาลัย แต่คือการพิสูจน์ว่า “โอกาสทางการศึกษา” สามารถเปลี่ยนอนาคตของคนได้จริง

ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์

นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ชวนย้อนเรื่องราวเกือบ 20 ปี ว่า…

มีเรื่องเล่าหนึ่งที่ผมไม่เคยเล่าให้ใครฟังมากนัก มันเป็นเรื่องของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่อายุยังไม่ครบ 20 ปี ต้องเรียนภาคค่ำที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และทำงานไปด้วยกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ ในขณะที่เพื่อน ๆ หลายคนกำลังนั่งเรียนอยู่ในห้องเรียนช่วงกลางวัน เด็กหนุ่มคนนั้นกลับต้องรีบวิ่งจากที่ทำงานไปให้ทันเข้าเรียนตอนหกโมงเย็น บางวันเหนื่อยจนแทบหลับคาโต๊ะ แต่เขาก็ยังอดทน เพราะรู้ว่าการเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย คือหนทางที่จะทำให้เขาได้เข้าใจโลกแห่งความจริง และจากประสบการณ์ตรงนั้นเอง ทำให้ผมเห็นความจริงข้อหนึ่งที่เจ็บปวด…“คนจบปริญญาตรีออกมาทำงานไม่เป็น” ประโยคนี้ฟังดูรุนแรง แต่มันคือความจริงที่ผมพบเจอด้วยตัวเองทุกวัน บัณฑิตจบใหม่จำนวนไม่น้อยยังต้องกลับมาเรียนรู้และฝึกฝนกันใหม่ในองค์กร ต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะสามารถทำงานได้จริง ทั้งที่พวกเขาเพิ่งใช้เวลาถึงสี่ปีในมหาวิทยาลัย

ผมจึงตั้งคำถามกับตัวเองว่า “มหาวิทยาลัยควรเป็นสถานที่ที่นักศึกษาไปเดินเล่น เรียนไปวันๆ แล้วจบมาทำงานไม่เป็นจริงหรือ?” คำถามนี้ติดอยู่ในใจผมมาโดยตลอด วันที่ผมตัดสินใจสร้างสถาบัน PIM ผมอายุประมาณ 54-55 ปี หลายคนบอกว่าผมบ้า หลายคนหัวเราะเยาะ หลายคนนินทาว่า

“มหาวิทยาลัยเด็กร้าน”

“มหาวิทยาลัยรากหญ้า”

ผมได้ยินหมด แต่ผมไม่สนใจ เพราะผมรู้ว่าผมกำลังทำอะไร ผมกำลังสร้างสถาบันที่จะพิสูจน์ว่า การศึกษาไม่ควรแยกออกจากชีวิตจริง และคนที่ต้องทำงานไปเรียนไป ไม่ใช่คนที่ด้อยกว่าใคร ตรงกันข้าม ผมเชื่อว่าประสบการณ์เหล่านั้นจะกลายเป็นต้นทุนสำคัญของชีวิต โมเดลของเราคือ “เรียนไป ทำงานไป จบไปแล้วได้งานทำ” ฟังดูง่าย แต่รู้ไหมครับว่ามันยากแค่ไหน? ปีแรกที่เปิดรับนักศึกษา เรามีนักศึกษาเพียง 350 คน ปีที่สอง 550 คน รวมสองปีแรกได้เพียง 900 คน ทั้งที่เรามีทุน 100% ทั้งที่ระหว่างเรียนมีงานทำ และทั้งที่เราตั้งใจสร้างระบบการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับการทำงานจริง แต่ไม่มีใครเชื่อ…ผมเข้าใจครับ การที่จะให้สังคมยอมรับอะไรใหม่ ๆ มันต้องใช้เวลา ไม่ใช่หนึ่งปีหรือสองปี แต่ต้องใช้ “บัณฑิต” เป็นเครื่องพิสูจน์ เราต้องสร้างบัณฑิตรุ่นแล้วรุ่นเล่า ออกไปสู่สังคม ต้องให้พวกเขาพิสูจน์ตัวเองในการทำงาน ต้องให้หัวหน้างานยอมรับ ต้องให้เพื่อนร่วมงานยอมรับ และต้องให้สังคมยอมรับ

เราต้องสร้างบัณฑิตออกไปให้สังคมเห็นถึง สามรุ่น ฟังดูอาจไม่นาน แต่กว่าจะผ่านแต่ละรุ่นมาได้ มันคือความอดทน ความมุ่งมั่น และความเชื่อที่ไม่มีวันสั่นคลอน

วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว อึดไป อึดมา เกือบครบ 20 ปีแล้ว จากวันนั้นที่เราเคยรับนักศึกษาได้เพียง 350 คน วันนี้เราเคยรับนักศึกษาใหม่ได้สูงสุดเกือบ 7,000 คนต่อปี และปัจจุบันเรารับประมาณ 5,000-6,000 คนต่อปี จากวันที่เคยถูกเรียกว่า “มหาวิทยาลัยรากหญ้า” วันนี้บัณฑิตของเราได้รับการยอมรับจากองค์กรชั้นนำทั่วประเทศ

จากวันที่ผมอายุ 54 ปี วันนี้ผมอายุ 74 ปีแล้ว 20 ปีที่ผ่านไป…

ผมเห็นเด็กหนุ่มสาวที่ต้องทำงานไป เรียนไป ไม่ต่างจากผมเมื่อ 50 กว่าปีก่อน เดินเข้ามาในสถาบันแห่งนี้ พวกเขามีความฝัน มีความมุ่งมั่น และมีไฟที่อยากจะพิสูจน์ตัวเอง และผมก็เห็นพวกเขาจบออกไป มีงานทำ มีอาชีพ มีรายได้ ได้เติบโต และประสบความสำเร็จในชีวิต

นั่นคือสิ่งที่ทำให้ผมภูมิใจที่สุด

วันนี้ เมื่อผมมองย้อนกลับไป ผมไม่เสียใจเลยแม้แต่วินาทีเดียวที่ตัดสินใจสร้าง PIM

ผมภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างสถาบันแห่งนี้มาตลอดเกือบ 20 ปี

ผมภูมิใจที่ได้พิสูจน์ว่า “มหาวิทยาลัยรากหญ้า” ก็สามารถสร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพได้

ผมภูมิใจที่ได้พิสูจน์ว่า “คนขาดโอกาส” ก็มีสิทธิ์ได้รับการศึกษาที่ดี

ผมภูมิใจที่ได้พิสูจน์ว่า “การเรียนไป ทำงานไป” ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ

และที่สำคัญที่สุด…

ผมภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของบัณฑิตทุกคน ที่วันนี้พวกเขาสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง

เพราะการศึกษาไม่ควรเป็นเรื่องของชนชั้น ไม่ควรเป็นเรื่องของฐานะ

การศึกษาเป็นเรื่องของโอกาส และโอกาสควรเป็นของทุกคน

20 ปี… ไม่ใช่เวลาที่สั้น แต่ก็ไม่ใช่เวลาที่ยาวนานสำหรับการสร้างสถาบันการศึกษา

สิ่งที่เราเห็นในวันนี้ไม่ใช่ผลงานของผมคนเดียว แต่เป็นผลงานของทุกคนที่ร่วมกันสร้าง ทั้งอาจารย์ เจ้าหน้าที่ นักศึกษา บัณฑิต สถานประกอบการ และพันธมิตรทุกภาคส่วน ทุกคนช่วยกันพิสูจน์ว่า PIM ไม่ได้เป็นเพียงมหาวิทยาลัย แต่เป็น “บ้านหลังที่สอง” ของคนที่เชื่อว่า การศึกษาคือหนทางแห่งการเปลี่ยนแปลง

จากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง

จากห้องเรียนสู่สถานที่ทำงาน

จากความฝันสู่ชีวิตจริง

นี่คือเรื่องราวของ PIM ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

และผมเชื่อว่าอีก 20 ปีข้างหน้า PIM จะยังคงยืนหยัด เป็นที่พึ่งของเยาวชน เป็นมหาวิทยาลัยที่คนภาคภูมิใจ และเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ความฝันที่สร้างจากรากหญ้า สามารถเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาแก่คนทั้งประเทศได้

“ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่

แต่ผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมทำ จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของคนอื่น

และนั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับชีวิตคนคนหนึ่ง”

ด้วยความภาคภูมิใจ

ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์

จาก ‘ประชาชน’ สู่ ‘ประชาชิน’ กสม. ชวนคนไทยร่วมงานนิทรรศการ มหานครคอร์รับชั่น ‘CORRUPTOPIA’ ชมฟรีตลอดงาน 15-27 ก.ย. 69 นี้ที่หอศิลปกรุงเทพฯ

0

เราอาจมองเห็นผลของคอร์รัปชันอยู่รอบตัวบ่อยกว่าที่คิด เพียงแต่หลายครั้งมันไม่ได้ปรากฏตัวในรูปของซองเงินหรือการติดสินบนตรงหน้า แต่อาจมาในรูปของถนนที่สร้างแล้วสร้างอีกแต่ไม่เคยเสร็จ โครงการที่ใช้งบประมาณมหาศาลแต่ไม่ได้คุณภาพ หรือบริการสาธารณะที่ประชาชนควรได้รับอย่างเต็มที่ แต่กลับไม่ได้ 

เมื่อเห็นเรื่องเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากสิ่งที่ควรทำให้เรารู้สึกว่า “ไม่ถูกต้อง” วันหนึ่งเราอาจเริ่มรู้สึกเพียงว่า “ก็เป็นแบบนี้แหละ” และสิ่งนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ปัญหาคอร์รัปชันไม่มีวันหมดไป

🌆 นิทรรศการ CORRUPTOPIA มหานครคอร์รัปชัน จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) จึงไม่ได้เริ่มต้นด้วยการอธิบายว่าคอร์รัปชันคืออะไร หรือบอกเราว่าใครเป็นคนผิด แต่เลือกสร้าง “เมือง” ขึ้นมาหนึ่งเมือง เพื่อชวนให้เราเดินเข้าไปสำรวจว่า หากคอร์รัปชันแทรกซึมอยู่ในทุกส่วนของชีวิต เมืองที่เราอาศัยอยู่จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร

เมื่อมองกลับมายังสถานการณ์ของประเทศไทย ปัจจุบันดัชนีการรับรู้การทุจริต หรือ Corruption Perceptions Index (CPI) ปี 2025 ของไทยอยู่ที่ 33 คะแนน จาก 100 คะแนน และอยู่อันดับที่ 116 จาก 182 ประเทศ ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 42 คะแนน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการรับรู้ต่อปัญหาการทุจริตในภาครัฐ และประเทศไทยยังมีแนวโน้มคะแนนลดลงเมื่อเทียบกับปี 2012

แต่แทนที่จะพาเราไปมองคอร์รัปชันในฐานะปัญหาใหญ่ระดับประเทศเพียงอย่างเดียว นิทรรศการ CORRUPTOPIA กลับย่อเรื่องที่ดูใหญ่และซับซ้อนเหล่านั้นให้มาอยู่ในระดับที่ใกล้กับชีวิตของคนธรรมดาเพราะสำหรับประชาชนคนหนึ่ง เราอาจรู้สึกอยู่เสมอว่าเรื่องคอร์รัปชันใหญ่เกินกว่าที่ตัวเองจะทำอะไรได้ และอำนาจในการเปลี่ยนแปลงก็ดูเหมือนจะอยู่ในมือของคนอื่น

CORRUPTOPIA มหานครคอร์รัปชัน ชวนเรากลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เรากำลังอยู่กับความเคยชินกับการทุจริตอยู่หรือเปล่า” และ “ถ้าจะ ‘เลิกชิน’ เราจะทำอะไรได้บ้าง”

🔹เมืองที่ไม่มีอะไรเป็นอย่างที่ควรจะเป็น เพราะทุกอย่างถูกสร้างขึ้นจากคอร์รัปชัน

เมื่อเดินเข้าสู่นิทรรศการ เราจะพบกับเมืองจำลองขนาดเล็กที่ประกอบขึ้นจากแลนด์มาร์กและสถานที่ต่าง ๆ แต่ที่นี่ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบนัก เพราะทุกพื้นที่ล้วนมีร่องรอยของคอร์รัปชันซ่อนอยู่

มี “ถนนเจ็ดชั่วโคตร” ถนนที่สร้างเท่าไรก็ไม่เคยเสร็จ รื้อแล้วทำ ทำแล้วรื้อ วนกลับมาให้เห็นอยู่ซ้ำ ๆ จนความผิดปกติเริ่มกลายเป็นภาพคุ้นตา

มี “พิ‘พิษ’ภัณฑ์” ที่ไม่ได้จัดแสดงโบราณวัตถุหรืองานศิลปะ แต่เต็มไปด้วยขยะพิษจากต่างถิ่น ชวนให้คิดต่อว่า เมื่อการจัดการที่ไม่โปร่งใสเกิดขึ้น ผลที่ตามมาไม่ได้หยุดอยู่ในเอกสารหรือเม็ดเงิน แต่อาจเดินทางไปตกอยู่ที่บ้าน ชุมชน สุขภาพ และชีวิตของผู้คน

ยังมี สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พร้อมเสกความสำเร็จให้ หากรู้จักติดสินบนให้ถูกทาง สิ่งเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ระบบเดิมดำรงอยู่ต่อไป

แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในเมืองแห่งนี้อาจไม่ใช่สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง หากเป็น “ผู้คน” ที่อาศัยอยู่ในนั้น พวกเขาถูกเรียกว่า “ประชาชิน” ประชาชนธรรมดาที่มองเห็นสิ่งผิดปกติอยู่ทุกวัน แต่เมื่อพบมันบ่อยครั้งเข้า จากเคยสงสัย จากเคยไม่พอใจกลายเป็นยอมรับ คำว่า “ประชาชิน” จึงเป็นคำที่ฟังดูขำในครั้งแรก แต่พอเดินดูนิทรรศการไปเรื่อย ๆ มันกลับกลายเป็นคำที่ย้อนกลับมาถามคนดูว่า เราเองก็เคยเป็นประชาชินในบางเรื่องหรือเปล่า

🔹คอร์รัปชันไม่ได้หายไป เพียงเพราะเราไม่เห็นคนโกงตรงหน้า

ความน่าสนใจของ CORRUPTOPIA มหานครคอร์รัปชัน คือการพยายามขยับภาพของคอร์รัปชันออกจากเรื่อง “การโกงเงิน” เพียงอย่างเดียว แล้วพาไปมองให้เห็นถึง “การโกงสิทธิ” ที่พึงได้ของเราทุกคน เพราะเบื้องหลังงบประมาณที่หายไป อาจหมายถึงถนนที่ไม่ได้มาตรฐาน
เบื้องหลังการเอื้อผลประโยชน์ อาจหมายถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่ใครบางคนต้องแบกรับ และเบื้องหลังบริการสาธารณะที่ไม่มีประสิทธิภาพ อาจหมายถึงสิทธิหรือคุณภาพชีวิตบางอย่างที่ประชาชนควรได้รับ แต่กลับได้ไม่เต็มที่

นิทรรศการทำให้เราเห็นว่า บางทีจุดเริ่มต้นของการไม่ยอมรับคอร์รัปชัน อาจเริ่มจากวันที่เรามองเห็นสิ่งเดิม แล้วไม่พูดกับตัวเองอีกต่อไปว่า “ก็เป็นแบบนี้แหละ”

🌆 CORRUPTOPIA มหานครคอร์รัปชัน
📅 15–27 กันยายน 2569
📍 ห้องนิทรรศการ ชั้น 3 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

เข้าชมฟรีตลอดงาน

ก่อนกลับบ้าน อย่าลืมแวะรับของที่ระลึก “ไม้บรรทัด (ฐาน) วัดใจ” ที่จะชวนทุกคนมาเปลี่ยนทัศนคติและยกระดับบรรทัดฐานของสังคม มาเป็นประชาชนคนคุณภาพที่ไม่ชินและไม่ทนต่อการคอร์รัปชันในทุกรูปแบบ

.

กสม. ร่วมรณรงค์ต่อต้านการทุจริตไม่ให้สิทธิมนุษยชนถูกพรากไป เชิญชวนปชช.รับชมนิทรรศการ Corruptopia มหานครคอร์รัปชัน 15 – 27 ก.ย.นี้ ที่หอศิลปกรุงเทพฯ

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) จัดกิจกรรมเปิดนิทรรศการ “Corruptopia มหานครคอร์รัปชัน” และเวทีเสวนาสาธารณะ Corruptopia Forum ภายใต้แคมเปญ “ประชาชน: อย่าปล่อยให้ประชาชนถูกละเมิดสิทธิ เพราะการทุจริตคอร์รัปชันจนชินชา” โดยมุ่งสร้างความตระหนักถึงความเชื่อมโยงระหว่างการทุจริตคอร์รัปชันและการละเมิดสิทธิมนุษยชน พร้อมกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และปฏิเสธการทุจริตในทุกรูปแบบ ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

พรประไพ กาญจนินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

นางสาวพรประไพ กาญจนินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า การทุจริตเป็นอาชญากรรมที่พรากสิทธิขั้นพื้นฐานไปจากประชาชน เพราะงบประมาณแผ่นดินจากภาษีของประชาชนที่ต้องกลับไปเป็นสิทธิ สวัสดิการ และคุณภาพชีวิตของประชาชน เมื่อถูกโกงไป ไม่ใช่แค่เงินที่หาย แต่คือสิทธิของใครบางคนที่หายไปพร้อมกันด้วย การทุจริตที่พรากสิทธิมากที่สุดอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนงบประมาณจะถูกจัดสรร นั่นคือการทุจริตการเลือกตั้ง ที่ผู้ลงทุนซื้อเสียงถอนทุนคืนจากงบประมาณแผ่นดินที่เป็นของเราทุกคน นโยบาย โครงการ และการจัดสรรงบประมาณ จึงถูกออกแบบเพื่อผลประโยชน์ของเครือข่ายพรรคพวกแทนที่จะออกแบบเพื่อคนส่วนใหญ่

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่ากังวลในวันนี้อาจไม่ใช่การโกง แต่คือ “ความชิน” ต่อการทุจริตคอร์รัปชัน ที่ทำให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามมา กสม. ในฐานะสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีหน้าที่ทำให้สังคมมองเห็นสิ่งที่มักถูกมองข้าม นั่นคือต้นทุนด้านสิทธิมนุษยชนที่ประชาชนต้องจ่ายกับการทุจริต จึงผลักดันแนวคิดการต่อต้านการทุจริตบนสิทธิมนุษยชน หรือ Human Rights-Based Anti-Corruption เพื่อคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากการถูกฟ้องปิดปาก ทำให้ประชาชนไม่เป็น “ประชาชน” และทำให้คนพูดความจริงสามารถตรวจสอบการทุจริตได้อย่างปลอดภัย

ภายในงานมีการปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “คอร์รัปชันซินโดรม” ประเทศไทยป่วยขั้นไหน? โดยนายบรรยง พงษ์พานิช กรรมการและกรรมการบริหารองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ซึ่งได้กล่าวถึงสถานการณ์คอร์รัปชันของประเทศไทย สาเหตุหลักของคอร์รัปชันและกลไการตรวจสอบ รวมถึงความสำคัญของภาคประชาชนในการเข้ามาช่วยป้องกัน ตรวจสอบ และปราบปรามปัญหาคอร์รัปชันเพื่อรักษาสิทธิของตนเอง

จากนั้นมีการเสวนาหัวข้อ “เปิดโปงแล้วใครปกป้อง? เมื่อคนพูดความจริงมีราคาที่ต้องเจ็บ-ต้องจ่าย” โดยผู้ร่วมเสวนาได้แก่ นางสาวพัศนีย์ พูลสุข ผู้รวบรวมหลักฐานและเปิดโปงขบวนการทุจริตยาโรงพยาบาลทหารผ่านศึก นางสาวพรทิพย์ โม่งใหญ่ อดีตบรรณาธิการข่าวโต๊ะรายงานพิเศษ ช่องเวิร์คพอยท์ และนางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและหัวหน้าทีมสุดซอย ดำเนินการเสวนาโดย นางสาวฐูปณีย์ เอียดศรีไชย ซึ่งวิทยากรได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนถึงประสบการณ์จริงของคนทำงานที่เผชิญหน้ากับการทุจริตคอร์รัปชัน ตั้งแต่การรวบรวมหลักฐาน การนำเสนอความจริง แรงกดดันที่ได้รับ และกลไกการคุ้มครองความปลอดภัย

ต่อด้วยการเสวนาหัวข้อ “เมื่อประชาชนไม่ยอมชินกับคอร์รัปชันอีกต่อไป เราจะนับหนึ่งจากตรงไหน?” โดยผู้ร่วมเสวนาจากภาคส่วนต่าง ๆ ได้แก่ ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) นายนศเศรษฐ์ ปรัชยากร ประธานคณะกรรมการการพัฒนาการการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา นางสาวปริศนา พรหมมา ผู้แทนสภาลมหายใจเชียงใหม่ และนายจุมพล ขุนอ่อน รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดำเนินการเสวนาโดย นายสมภพ รัตนวลี ซึ่งวิทยากรได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนถึงแนวทางและกลไกในการป้องกันการทุจริตที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งในการตรวจสอบและสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. ขอเชิญนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมชมและสัมผัสประสบการณ์ “อยู่ให้เป็น เห็นจนชิน อยู่กินกับคอร์รัปชัน” ในงานนิทรรศการ “Coruptopia มหานครคอร์รัปชัน” ครั้งนี้ เพื่อร่วมกันตั้งคำถามกับตัวเองว่าหากเราต้องอยู่และเผชิญกับเหตุการณ์ทุจริตคอร์รัปชัน เราจะเป็น “ประชาชน” ที่เพิกเฉย หรือพร้อมเป็น “ประชาชน” ที่ลุกขึ้นมารักษาและปกป้องสิทธิ โดยสามารถรับชมนิทรรศการดังกล่าวได้ระหว่างวันที่ 15–27 กันยายน 2569 ณ ชั้น 3 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

“ทอดน่อง-ชมวัง-ปันเรื่องราว” พาเดินย้อนเวลายลพระราชวังหลวงอยุธยา

0

“ยินดีที่ได้เที่ยว” มีโอกาสดีได้ร่วมกิจกรรม “เดินทอดน่อง ชมวัง ปันเรื่องราว” ซึ่งเกิดขึ้นจากการร่วมมือของ 3 เพจที่มีความสนใจและหลงใหลเรื่องราวประวัติศาสตร์ยุคอยุธยาเหมือนกัน ประกอบด้วย เพจ Ayutthaya Revised (คุณปอนด์ นิสิตนักศึกษา ที่รักในประวัติศาสตร์ แถมยังสายตรงเป็นคนอยุธยา), เพจ ลลิธ-กำไล นามปากกา (คุณกำไล นักเขียนที่ชอบเที่ยวโบราณสถาน และชอบประวัติศาสตร์ เขียนนิยายพีเรียด เจ้าของนามปากกาชื่อเดียวกัน “กำไล” ) และ 3. เพจ ปันเรื่องปันราว (คุณปัณณพัทธิ์ คำนึง หรือ ไกด์ปัณ ผู้หลงใหลประวัติศาสตร์ เคยมีผลงานนำเสนอรื่องราวชาวอยุธยาในพม่ามาถ่ายทอดแบบเจาะลึก) ทั้งสามเพจตั้งใจจัดกิจกรรมนี้ขึ้น เพื่อชวนคนที่ความสนใจเหมือนกันไปเดินย้อนเวลาหา “พระราชวังหลวงอยุธยา” ตามรอยวังโบราณในพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธนา เริ่มต้นจากวัดพระศรีสรรเพชญ์ สู่หัวใจของราชสำนักกรุงศรีอยุธยา

จากซ้าย คุณปอนด์ เพจ Ayutthaya Reivse -ตุณปัณณ์ เพจปันเรื่องปันราว -คุณกำไล เพจ ลลิธ-กำไล นามปากกา

แอดมินเชื่อว่า หลายคนมีโอกาสได้มาเที่ยวชม อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา แวะชมความงดงามของ วัดพระศรีสรรเพชญ์ กันอยู่แล้ว แต่เชื่อว่า คนส่วนใหญ่ ก็จะเดินเที่ยวอยู่บริเวณวัดพระศรีสรรเพชญ ชมความงาม ถ่ายรูปเช็กอินกับจุดแลนด์มาร์กคือ เจดีย์ 3 องค์ของวัดนี้ แล้วก็เดินออกไปเพื่อแวะเที่ยวที่อื่นต่อ มีน้อยคนนักที่จะเดินทะลุไปถึงโซนพื้นที่ด้านหลัง ที่เป็นส่วนของพระราชวังหลวง

ขอบคุณภาพจาก facebook ปัณณพัทธิ์ คำนึง 

“ยินดีที่ได้เที่ยว” เมื่อทราบว่า มีกิจกรรมนี้ จึงไม่พลาดโอกาสครั้งนี้เพราะลำพังจะให้ไปเดินเที่ยวคนเดียว ก็ต้องสารภาพตามตรงว่า ไม่รู้จะไปดูอะไร เพราะมอวไปทางไหน ก็เห็นมีแต่กองซากอิฐ กระจายอยู่ตามจุดต่างๆ แต่ความจริงแล้ว พื้นที่กว้างใหญ่ที่เห็นอยู่ตรงหน้า ไม่ได้เป็นเพียงสนามหญ้าที่มีซากอิฐเท่านั้น แต่ครั้งหนึ่งที่นี่คือ “พระราชวังหลวงแห่งกรุงศรีอยุธยา”สถานที่ซึ่งเคยเป็นหัวใจของราชสำนัก เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ ใช้ประกอบพระราชพิธี ออกว่าราชการ และรับแขกบ้านแขกเมืองจากต่างแดน

ฉากองค์เจดีย์ใหญ่ 3 องค์ บริเวณสระแก้ว ด้านหลัง

ดังน้้น เมื่อกูรูจาก 3 เพจที่เห็นความสำคัญเรื่องนี้ มารวมตัวกันจัดกิจกรรมนี้ขึ้น ก็เหมือนมีผู้บรรยาย นักเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ เดินนำแถวพาคณะผู้คนที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน ไปเที่ยวชม แวะเล่าเรื่องตามจุดสำคัญต่างๆ แม้วันนี้พระราชวังหลวงอาจเหลือเพียงฐานอาคาร แนวกำแพง สระน้ำ และร่องรอยทางโบราณคดี แต่ถ้าเราค่อย ๆ เดินสำรวจไปทีละจุด จะพบว่าใต้ผืนดินและซากอิฐเหล่านี้ ยังมีเรื่องราวของกรุงศรีอยุธยาซ่อนอยู่มากมาย

ตามกำหนดเวลาที่คณะผู้จัดงานแจ้งให้ผู้ร่วมเดินทางทราบ คือ จะเริ่มตั้งแต่เวลา 13.00 น. และสิ้นสุดกิจกรรมเวลาประมาณ 18.00 น. แอดมินคิดในใจทีแรกว่า จะเดินอะไรนักหนาเกือบ 5 ชม. แต่เชื่อมั้ยว่า กิจกรรมนี้ใช้เวลาไปเต็มเวลาจริงๆ กับระยะทางเดินรวมประมาณ 6-7 กม. ตามที่มีผู้ร่วมคณะแจ้งให้ทราบในภายหลัง


🚶‍♂️ ออกเดินสำรวจ “อดีตเมืองหลวงภายในอุทยานฯ”

เมื่อเดินเข้ามาในเขตพระราชวัง สิ่งแรกที่อาจรู้สึกคือ “ทำไมพื้นที่กว้างขนาดนี้?”

คำตอบก็คือ พระราชวังหลวงไม่ได้เป็นเพียงอาคารหลังหนึ่งที่กษัตริย์ใช้ประทับ แต่เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยเขตพระราชฐานหลายส่วน มีพระที่นั่ง อาคารประกอบ กำแพง ประตู ป้อม สระน้ำ และพื้นที่ใช้งานต่าง ๆ

มีการแบ่งพื้นที่เป็น เขตพระราชฐานชั้นนอก ชั้นกลาง และชั้นใน โดยพระที่นั่งสำคัญหลายองค์ตั้งอยู่ในพื้นที่เหล่านี้ เดินไปตามแนวโบราณสถานจึงเหมือนกำลังตามรอย “แผนที่เมือง” ที่หายไป ตรงนี้เคยเป็นพระที่นั่ง
ตรงนั้นเคยเป็นกำแพง
อีกด้านเป็นประตู
ถัดไปเป็นสระน้ำ

พระที่นังจอมทอง

ยิ่งเดิน ก็ยิ่งเห็นภาพว่า พระราชวังหลวงในอดีตมีความเป็นระบบมากเพียงใด แต่ต้องขอออกตัวก่อนว่า บทความตอนนี้ไม่ได้เจาะลึกข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ของสถานที่แต่ละจุดเท่าไรนัก แต่ต้องการถ่ายทอด เล่าประสบการณ์ และความรู้สึกประทับใจของการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ตามเส้นทางของอดีตที่เคยยิ่งใหญ่ของอยุธยา ซึ่งต้องอาศัยการจินตนาการภาพไปพร้อมกับความตั้งใจฟังเสียงบรรยาย เล่าเรื่องของคณะผู้จัดงานที่สลับสับเปลี่ยนกันทำหน้าที่ถ่ายทอดข้อมูลที่ผู้ฟังสัมผัสว่า กิจกรรมนี้ เกิดจากความตั้งใจจริงที่ผ่านการศึกษา ค้นคว้าหาข้อมูลทางประวัติศาตร์กันแบบจริงจัง มีการค้นคว้า อ้างอิงหลักฐานแบบชัดเจน


🏛️ พระที่นั่งสรรเพชญมหาปราสาท

วันนี้สิ่งที่เราเห็นอาจเป็นเพียงแนวฐานอิฐและร่องรอยของสิ่งก่อสร้างเก่า แต่ลองนึกภาพย้อนกลับไปหลายร้อยปี…ที่นี่เป็นหนึ่งในพระที่นั่งสำคัญที่สุดของพระราชวังหลวง นั้นคือ พระที่นั่งสรรเพชญมหาปราสาท พระที่นั่งองค์นี้สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ และใช้เป็นสถานที่สำคัญในการออกว่าราชการ รวมถึงรับแขกเมืองและประกอบพระราชพิธีต่าง ๆ

ขอบคุณภาพจาก facebook ปัณณพัทธิ์ คำนึง 

ภาพของฐานสิ่งก่อสร้างที่เป็น “ซากอิฐ” ซึ่งเราเห็นตรงหน้า ถ้าเติมภาพของผู้คน เครื่องแต่งกาย สถาปัตยกรรม และบรรยากาศของราชสำนักเข้าไปในจินตนาการ เราจะเริ่มเห็นความยิ่งใหญ่ของพื้นที่แห่งนี้ได้มากขึ้น

พระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์

ผู้จัดงานนำพาคณะผู้เดินทางเดินฝ่าแดด ลุยพงหญ้า เพื่อไปชมกลุ่มพระที่นั่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพระที่นั่งวิหารสมเด็จ, พระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์ นอกจากพระที่นั่งแล้ว เรายังได้เดินชมกำแพง ป้อม ประตูบก ประตูน้ำ และส่วนอาคารต่าง ๆ ภายในเขตพระราชฐาน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นกองซากอิฐตั้งอยู่ หากขาดคนนำทางที่คอยให้ข้อมูลตลอดทางแล้ว เราก็คงไม่อาจเห็นความสำคัญ ไม่ทราบว่าจุดนี้คืออะไร และมองข้ามไปเฉยๆ ตลอดการเดินทางไกลบนสนามหญ้ากว้าง ๆ ในวันนี้

📱 เดินชมวัง ไม่ต้องใช้จินตนาการอย่างเดียวแล้ว

แน่นอนว่า การมาเที่ยวพระราชวังหลวงในปัจจุบัน เราไม่ได้เห็นพระราชวังที่สมบูรณ์เหมือนในอดีต สิ่งที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่คือฐานอาคาร แนวกำแพง และร่องรอยทางโบราณคดี

หลายคนอาจคิดว่า “ถ้าไม่ใช่คนที่รู้ประวัติศาสตร์มาก่อน จะเดินดูแล้วรู้เรื่องไหม?” จริง ๆ แล้วไม่ต้องกังวลครับ เพราะทุกวันนี้มีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้การชมโบราณสถานเข้าใจง่ายขึ้น ตามจุดสำคัญบางแห่งจะมี ป้ายข้อมูลเหล็กของกรมศิลปากร พร้อม QR Code ให้ใช้โทรศัพท์มือถือสแกนเพื่อเปิดข้อมูล และบางจุดสามารถชมภาพสันนิษฐานของโบราณสถานในรูปแบบ 3 มิติผ่านเทคโนโลยี AR Smart Heritage ได้ เพื่อให้ผู้ชมสามารถนำภาพสันนิษฐานของโบราณสถานมาผสานกับสถานที่จริง ช่วยให้มองเห็นภาพความรุ่งเรืองและรูปแบบสถาปัตยกรรมในอดีตได้ง่ายขึ้น โดยมีพื้นที่ของอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยารวมอยู่ในระบบด้วย

ประตูพระตำหนักสวนกระต่าย

ดังนั้น ถ้าเดินผ่านป้ายข้อมูลบริเวณพระที่นั่งสำคัญ ขอแนะนำว่า อย่าเดินผ่านไปเฉย ๆ ลองหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาสแกน QR Code → เปิดภาพ → แล้วมองกลับมายังฐานอาคารตรงหน้า จากซากอิฐที่เราเห็นอยู่ ก็จะมีภาพจำลองเข้ามาช่วยเติมช่องว่างให้กับจินตนาการ

และทราบมาว่า เดี่ยวนี้ยังมีการพัฒนาแอปฯ Retouch Ayutthaya เป็นอีกตัวช่วยสำหรับการมองย้อนอดีตผ่านมือถือ เห็นภาพจำลอง 3 มิติของโบราณสถานมาซ้อนทับกับภาพสถานที่จริงผ่าน AR พร้อมข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และกระบวนการสันนิษฐานรูปแบบสถาปัตยกรรม แม้วา ตอนนี้ยังครอบคลุมแค่สถานที่สำคัญบางแห่งเป็นหลัก แต่ในอนาคต เชื่อว่า กลุ่มพระที่นั่งต่างๆ ในอุทยานฯ น่าจะอยู่ในแผนงานนี้ด้วยในวันข้างหน้า

สำหรับการเดินพระราชวังหลวง เทคโนโลยีพวกนี้จึงเป็นเหมือน “ตัวช่วยเติมภาพ” จากเดิมที่ต้องอาศัยจินตนาการล้วนๆ

🏯 พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์

แผนผังพระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ ภาพจากมุมสูง
ขอบคุณภาพจาก facebook ปัณณพัทธิ์ คำนึง 
พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์
พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์

อีกมุมหนึ่งของพระราชวังที่ไม่ควรมองข้าม พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ ซึ่งอยู่บริเวณท้ายพระราชวัง เป็นที่มาของพระนามสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ เนื่องจากพระองค์เสด็จประทับและว่าราชการที่พระที่นั่งองค์นี้เป็นประจำ จัดเป็นหนึ่งในพระที่นั่งสำคัญที่อยู่ในพื้นที่ด้านท้ายของพระราชวังหลวง มีสระน้ำล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน แถมยังมีเขามอ และระบบน้ำพุอีกด้วย ทำให้เห็นได้ว่า วังหลวงในอดีต มีความทันสมัยอยู่ไม่น้อย และการออกแบบพระราชวังอยุธยาไม่ได้เน้นเพียงความโอ่อ่าของพระที่นั่ง แต่ยังให้ความสำคัญกับภูมิทัศน์และการใช้ประโยชน์จากพื้นที่โดยรอบด้วย ยิ่งได้เห็นภาพมุมสูงของการวางผังพระที่นั่งนี้แล้ว อยากบอกว่า เป็นภาพที่ดูงดงามมากทีเดียว

🧭 เดินพระราชวังหลวงอย่างไรให้สนุก

สิ่งที่ผมอยากแนะนำสำหรับคนที่จะมาเที่ยว คือ ไม่ต้องรีบร้อน ค่อยๆเดิน เพราะพื้นที่กว้าง และแต่ละจุดไม่ได้มีสิ่งปลูกสร้างสมบูรณ์เท่าไร

ลองใช้วิธีนี้ครับ

1. ดูแผนผังก่อนเดิน

จะช่วยให้รู้ว่าพระที่นั่งและโบราณสถานแต่ละแห่งอยู่ตรงไหน

2. เดินไปทีละจุด

ไม่ต้องพยายามเก็บทุกอย่างในครั้งเดียว

3. อ่านป้ายข้อมูล

เพราะบางครั้งฐานอิฐที่ดูเหมือนกัน อาจเป็นคนละอาคารและมีหน้าที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

4. เจอ QR Code ก็ลองสแกน

เทคโนโลยี AR สามารถช่วยเติมภาพให้เราเข้าใจพื้นที่มากขึ้น

5. มองซากจริงควบคู่กับภาพสันนิษฐาน

วิธีนี้สนุกที่สุด เพราะเราจะได้เปรียบเทียบว่า สิ่งที่เหลืออยู่ในวันนี้สัมพันธ์กับอาคารในอดีตอย่างไร

ในความเห็นส่วนตัวของแอดมิน ถ้าเดินกันเป็นหมู่คณะได้ จะรู้สึกมั่นใจกว่าเดินคนเดียว เพราะหากให้เดินคนเดียวจนเวลาล่วงไปเย็นย่ำใกล้ค่ำแล้วละก้อ ขอเดินเป็นหมู่คณะแบบนี้ จะสบายใจกว่า

บางครั้งการมาเที่ยวโบราณสถาน เราอาจเห็นเพียงซากอิฐแล้วคิดว่า

“ก็เหมือน ๆ กันหมด” แต่ถ้าเรารู้ว่าอิฐกองนั้นเคยเป็นฐานของพระที่นั่ง รู้ว่ากำแพงตรงนั้นเคยแบ่งเขตพระราชฐาน รู้ว่าพื้นที่โล่งที่กำลังเดินอยู่เคยเต็มไปด้วยอาคารและผู้คน

ความรู้สึกจะเปลี่ยนไปทันที เช่นเดียวกับที่แอดมินได้รับความรู้สึกนี้จากการร่วมทริปครั้งนี และแอบถามตัวเองในใจว่า… “ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ 400 ปี…ตรงจุดที่เรายืนอยู่นี้ จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างนะ?”

📍 พิกัดเที่ยว

พระราชวังหลวง (พระราชวังโบราณ)
อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

#ยินดีที่ได้เที่ยว #อยุธยา #พระราชวังหลวง #พระราชวังโบราณ #อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา #วัดพระศรีสรรเพชญ์ #เที่ยวอยุธยา #เที่ยวไทย #ประวัติศาสตร์ไทย #ตามรอยอดีต

AIS ผนึก ททท. ต้อนรับนักท่องเที่ยวจีน ช่วง Golden Week รับอินเทอร์เน็ตเพิ่มฟรีจำนวน 8GB เติมเต็มประสบการณ์เที่ยวไทย เชื่อมต่อทุกการเดินทางบนเครือข่ายอัจฉริยะ AIS 5G

0

AIS เดินหน้าสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “Nihao Month 2026” ซึ่งจัดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อส่งเสริมการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์และวันชาติจีน (Golden Week) พร้อมร่วมสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าประทับใจ ผ่านบริการและสิทธิพิเศษที่ตอบโจทย์ตลอดการเดินทาง โดยมี นางเบญจพร กำเพ็ชร หัวหน้าส่วนงานการตลาดกลุ่มลูกค้าพรีเพด AIS และ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมขับเคลื่อนความร่วมมือในครั้งนี้

ในโอกาสนี้ AIS สนับสนุนอินเทอร์เน็ต 5G เพิ่มให้ฟรีจำนวน 8GB ใช้งานได้ 1 วัน จำนวน 10,000 สิทธิ สำหรับนักท่องเที่ยวที่ถือหนังสือเดินทางจีน เพื่ออำนวยความสะดวกในการสื่อสาร ค้นหาข้อมูล และแชร์ประสบการณ์ตลอดการเดินทาง พร้อมรับสิทธิประโยชน์และบริการจากพันธมิตรที่สามารถใช้ได้จริงระหว่างทริป เพื่อเติมเต็มประสบการณ์และให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสการท่องเที่ยวไทยอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ AIS ยังร่วมสนับสนุนการกระตุ้นการท่องเที่ยวไทยผ่านกิจกรรม “Amazing Thailand Mid-Autumn KOLs FAM Trip” ระหว่างวันที่ 26–29 กันยายน 2569 นำสื่อมวลชนและอินฟลูเอนเซอร์จากสาธารณรัฐประชาชนจีนมาร่วมสัมผัสเสน่ห์ไทยและเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวในหลากหลายมิติ พร้อมทดลองใช้ AIS TOURIST SIM ซิมการ์ดที่ออกแบบเพื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติ รองรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างต่อเนื่องบนเครือข่าย AIS 5G ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ช่วยให้การสื่อสารเป็นไปอย่างสะดวก แชร์ทุกช่วงเวลาการเดินทางได้ทันที และเข้าถึงข้อมูลท่องเที่ยวได้ทุกที่ทุกเวลา เพิ่มความมั่นใจให้การเดินทางราบรื่นตลอดทริป  ที่มาพร้อมสิทธิพิเศษจากพันธมิตรมากมาย อาทิ บริการด้านการเดินทางและสถานที่ท่องเที่ยว ล่องเรือชมแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงสัมผัสประสบการณ์มวยไทยและกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ AIS LUCKY TOURIST SIM Website, AIS eSIM TOURIST Website และ AIS 5G Official Account on Weibo,WeChat,Douyin platform

ตลาดหลักทรัพย์ฯ CMDF จับมือ อว. NIA และพันธมิตร เปิดตัว PE Trust และ UHC Consortium2 กลไกหลัก หนุนธุรกิจ New Economy

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA) และพันธมิตรภาครัฐและเอกชน ประกาศจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน (Private Equity Trust: PE Trust) มูลค่าเริ่มต้น 1,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนในธุรกิจ New Economy และในโอกาสนี้ สถาบันอุดมศึกษา 15 แห่ง พร้อมบริษัทโฮลดิ้งของแต่ละสถาบัน และพันธมิตร ร่วมเปิดตัว University Holding Consortium เชื่อมศักยภาพและทรัพยากรของมหาวิทยาลัย เพื่อร่วมกันผลักดันธุรกิจ Deep-Tech จากงานวิจัยสู่การเติบโตเชิงพาณิชย์และการลงทุนในระดับที่ใหญ่ขึ้น โดยงานแถลงข่าวได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน
วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Thailand New Economy: From Knowledge to National Growth” ในวันที่ 15 กันยายน 2569 ณ ตลาดหลักทรัพย์ฯ

ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ประเทศไทยมีฐานองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี และผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีเชิงลึก หรือ Deep-Tech ซึ่งมีโอกาสต่อยอดไปสู่การจัดตั้งบริษัท Spin-off และธุรกิจ New Economy ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศได้ อย่างไรก็ตาม การผลักดันธุรกิจเหล่านี้ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องจำเป็นต้องอาศัยกลไกที่เชื่อมตั้งแต่การนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การจัดตั้งธุรกิจ การพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ ไปจนถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อขยายการเติบโต ตลอดจนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และตลาดทุน การจัดตั้ง PE Trust และ University Holding Consortium จึงเป็นสองกลไกสำคัญที่ช่วยเติมเต็มระบบนิเวศดังกล่าว โดย University Holding Consortium จะช่วยเชื่อมศักยภาพของมหาวิทยาลัย และร่วมกันพัฒนาธุรกิจจากงานวิจัยที่มีศักยภาพ ขณะที่ PE Trust เติมกลไกเงินทุนเพื่อสนับสนุนธุรกิจให้สามารถขยายการเติบโตได้ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสให้งานวิจัยและนวัตกรรมไทยสามารถพัฒนาไปสู่ธุรกิจที่เติบโต แข่งขันได้ และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในบริบทที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน New Economy ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่คือทิศทางที่ประเทศไทยต้องเดินหน้าอย่างจริงจัง PE Trust จะทำหน้าที่เติมเต็มช่องว่างด้านเงินทุนสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมให้สามารถเติบโตจากระยะเริ่มต้นไปสู่การเป็นกิจการที่พร้อมเข้าสู่ตลาดทุนได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ขณะที่ University Holding Consortium จะช่วยปลดล็อกองค์ความรู้จากห้องแล็บสู่การสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม นับเป็นการสร้างระบบนิเวศที่จะเอื้อต่อการขับเคลื่อนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวใหม่ที่ประเทศไทยต้องการอย่างแท้จริง

ยิ่งไปกว่านั้น กลไกนี้จะเชื่อมโยงกับการที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับเกณฑ์เปิดกว้างให้บริษัท New Economy ที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI เข้าระดมทุนในตลาดทุนไทยได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น จึงเป็นการเชื่อมต่อเส้นทางการเติบโตของธุรกิจที่ครบวงจร ตั้งแต่การบ่มเพาะในมหาวิทยาลัย การจัดตั้งบริษัท การเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่าน PE Trust ไปจนถึงการเข้าจดทะเบียนในตลาดทุนได้ตามความพร้อม ไม่ว่าจะเป็นตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx) ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) หรือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ทั้งนี้ PE Trust มุ่งลงทุนในธุรกิจ New Economy อาทิ เทคโนโลยีเชิงลึก ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีทางการแพทย์และสุขภาพ และเทคโนโลยีการเกษตรและอาหารแห่งอนาคต โดยเปิดโอกาสให้ทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมลงทุน นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เสนอแก้ไขกฎหมายโครงสร้างหุ้นสองระดับ (Dual-Class Shares) ต่อกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้เจ้าของธุรกิจ Startup และ New Economy ยังคงสามารถกำหนดทิศทางการดำเนินงานได้แม้จะเข้ามาระดมทุน ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ช่วยให้ผู้ประกอบการตัดสินใจเข้าสู่ตลาดทุนได้ง่ายขึ้น

นายจักรชัย บุญยะวัตร ผู้จัดการกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) กล่าวว่า ผู้ประกอบการ New Economy ไทยจำนวนมากมีศักยภาพในการเติบโต แต่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านเงินทุนในช่วงที่ธุรกิจกำลังขยายตัว PE Trust จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นกลไกเติมเต็มช่องว่างด้านเงินทุน โดยมุ่งช่วยยกระดับหรือ Value Up กิจการ ทั้งด้านกลยุทธ์ การบริหารจัดการ ธรรมาภิบาล และการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดทุน โดย CMDF เข้ามามีส่วนในการสนับสนุนเพื่อช่วยสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นให้ภาครัฐและภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนมากขึ้น รวมถึงเพิ่มโอกาสให้บริษัท New Economy ไทยสามารถเติบโตและก้าวเข้าสู่ตลาดทุนได้ในระยะยาว ทั้งนี้ จะเปิดรับสมัคร Trust Manager ในช่วงสิ้นเดือนกันยายนนี้ และดำเนินการหาผู้ร่วมลงทุนไปพร้อมกัน

ดร. กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมไทย หลังการเพิ่มบทบาทจากผู้ให้ทุนสนับสนุนสู่การเป็นผู้ร่วมลงทุนผ่านกลไก “NIA Venture” เพื่อเชื่อมรอยต่อระหว่างการรับทุนระยะเริ่มต้นกับการเข้าถึงเงินทุนขยายธุรกิจ โดยกลไกดังกล่าวจะช่วยลดความเสี่ยงในการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรม พร้อมสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนและภาคเอกชน ผ่านกรอบการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวง อว. ทั้งรูปแบบ PE Trust และ University Holding Consortium ทั้งนี้ NIA คาดหวังว่าความร่วมมือนี้จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดทุนและเวทีสากล ตลอดจนสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศในระยะยาว

ติดตามรายละเอียดของ PE Trust และการรับสมัคร Trust Manager ได้ที่เว็บไซต์ www.set.or.th และ www.cmdf.or.th สอบถามเพิ่มเติมโทร SET Contact Center 0 2009 9999

315 เยาวชนรับทุนบุญรอดฯ ศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาจนจบหลักสูตร ไม่ต้องใช้ทุนคืน

0

บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด จัดพิธีมอบ “ทุนบุญรอดพัฒนา นิสิต นักศึกษา” ประจำปี 2569 โดยมอบทุนแก่ผู้เรียนระดับอุดมศึกษา จำนวน 315 คน จาก 22 สถาบันทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้งนิสิต นักศึกษา นักเรียนนายร้อยจากสถาบันทหารและตำรวจ ซึ่งเป็นทุนต่อเนื่องจนจบการศึกษา และไม่ต้องใช้ทุนคืน เพื่อสนับสนุนเยาวชนเรียนดี ประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ได้ศึกษาต่อและพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ เพื่อนำความรู้และโอกาสที่ได้รับกลับมาสร้างประโยชน์แก่สังคมต่อไป

คุณปิติ ภิรมย์ภักดี กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด กล่าวว่า “ตลอด 45 ปีที่ผ่านมา ความภาคภูมิใจของทุนบุญรอดฯ คือการได้เห็นเยาวชนผู้ได้รับโอกาสเติบโตขึ้นเป็นกำลังสำคัญของสังคม เราเชื่อว่า การศึกษา คือรากฐานและประตูบานแรกสู่ความสำเร็จ และเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืน โดยในปีการศึกษา 2568 มีผู้รับทุนสำเร็จการศึกษาจำนวน 82 คน ในจำนวนนี้ 28 คนได้รับเกียรตินิยมอันดับ 1 ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี
และแสดงให้เห็นว่าสถาบันการศึกษามีส่วนสำคัญในการคัดสรรนิสิต นักศึกษาที่เรียนดีและประพฤติดีให้ได้รับทุน ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของทุนฯ นอกจากการสนับสนุนด้านการศึกษา เรายังส่งเสริมให้ผู้รับทุนร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคม รวมถึงช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติ เพื่อให้นำความรู้และโอกาสที่ได้รับไปส่งต่อแก่ผู้อื่นและคนรุ่นต่อไป”

นายหน่อบุญ ออตา นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะวิทยาลัยพลังงานทดแทน สาขาอนุรักษ์พลังงาน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เผยว่า “ครอบครัวผมมีฐานะค่อนข้างลำบาก การได้รับทุนบุญรอดฯ ทำให้ช่วยแบ่งเบาภาระค่าเทอมและค่าใช้จ่ายของที่บ้านได้มาก ทำให้ผมมีโอกาสได้เดินตามความฝันที่อยากไปทำงานบนแท่นขุดเจาะน้ำมันอย่างเต็มที่ ต้องขอบคุณทุนนี้ที่ให้โอกาส ซึ่งผมไม่ได้มองแค่ความสำเร็จของตัวเองเท่านั้น แต่ตั้งใจว่าจะนำประสบการณ์นี้กลับไปเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ ได้เห็นว่าการศึกษาสามารถเปิดโอกาสและเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้นได้จริงๆ”

บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เชื่อมั่นว่า “ทุนบุญรอดพัฒนา นิสิต นักศึกษา” เป็นมากกว่าการสนับสนุนโอกาสทางการเรียน แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างคนดีสู่สังคม ให้มีทั้งความรู้ ความสามารถ และจิตสาธารณะ พร้อมนำศักยภาพกลับไปสร้างประโยชน์และส่งต่อโอกาสแก่ผู้อื่น เพื่อร่วมพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน

ธอส. เดินหน้าตอบแทนสังคมสู่ความยั่งยืน ส่งมอบบ้าน 7 หลัง ให้ประชาชนกลุ่มผู้เปราะบาง จังหวัดลำปาง

0

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เดินหน้าตอบแทนสังคมสู่ความยั่งยืน ส่งมอบบ้านสร้างใหม่และบ้านซ่อมแซมรวม 7 หลัง ในพื้นที่จังหวัดลำปาง ภายใต้โครงการสร้างและซ่อมแซมที่อยู่อาศัยเพื่อผู้ด้อยโอกาส ผู้ยากไร้ ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ประจำปี 2569 สะท้อนการเป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (CSR) ยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มผู้เปราะบาง และผู้มีรายได้น้อย ให้มีที่อยู่อาศัยอย่างมั่นคง ลดความเหลื่อมล้ำและ สร้างโอกาสอย่างเท่าเทียม

ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส. เดินหน้า ตอบแทนสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยให้ได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง สนับสนุนความเข้มแข็งของชุมชน ให้สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างยั่งยืน ส่งมอบบ้านจำนวน 7 หลัง ประกอบด้วย บ้านสร้างใหม่ 3 หลัง และ บ้านซ่อมแซม 4 หลัง ภายใต้ “โครงการสร้างและซ่อมแซมที่อยู่อาศัยเพื่อผู้ด้อยโอกาส ผู้ยากไร้ ผู้สูงอายุ และผู้พิการ” โดยมีนายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ให้เกียรติร่วมส่งมอบบ้าน พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และส่วนท้องถิ่น ซึ่ง ธอส. ได้ร่วมกับหน่วยงานดังกล่าวคัดเลือกประชาชนกลุ่มเป้าหมายเพื่อเข้าร่วมโครงการฯ โดยในปี 2569 ธอส. ได้ดำเนินการสร้างและซ่อมแซมบ้านให้กับกลุ่มผู้เปราะบาง จำนวน 294 หลัง แบ่งเป็นสร้างบ้านใหม่ จำนวน 49 หลัง ซ่อมแซมบ้าน จำนวน 245 หลัง พร้อมมอบระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ เพื่อให้เข้าถึงสิทธิพื้นฐานด้านที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ สะท้อนพลังการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และสร้างโอกาสในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยอย่างเท่าเทียม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสังคมไทยให้เติบโต อย่างเข้มแข็ง

สำหรับโครงการสร้างและซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ธอส. ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2553 เพื่อสร้างบ้านใหม่ หรือปรับปรุงบ้าน ให้เกิดความปลอดภัยในชีวิต ส่งเสริมให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตและสุขอนามัยที่ดี โดยตลอดการดำเนินงานที่ผ่านมา ได้สนับสนุนการสร้างและซ่อมแซมบ้านมาแล้วกว่า 5,236 หลัง ถือเป็นการตอกย้ำบทบาทสู่การเป็นองค์กร ที่สร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย มุ่งเน้นการลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยการดูแลกลุ่มผู้เปราะบาง และผู้มีรายได้น้อย ให้ได้รับโอกาสที่เท่าเทียมในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยอย่างทั่วถึง (Social Inclusion) ทั้งนี้ การส่งมอบบ้านดังกล่าว จัดขึ้น ณ ตำบลนิคมพัฒนา อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

AIS เติมเต็มไลฟ์สไตล์สุขภาพยุคใหม่ ชู Wearable Device อัจฉริยะ ตอบโจทย์สายแอ็กทีฟพร้อมต่อยอดประสบการณ์จริงในกิจกรรม “MATCH(A) RUN CLUB” ที่ AIS SIAM

0

ในวันที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการดูแลสุขภาพมากขึ้น คนยุคใหม่ให้ความสำคัญกับการเข้าใจร่างกายตัวเอง ผ่านการติดตามข้อมูลสุขภาพและประสิทธิภาพการออกกำลังกาย ส่งผลให้ตลาดอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ (Wearable Device) ทั่วโลกเติบโตอย่างต่อเนื่อง และก้าวขึ้นมาเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยเติมเต็มการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน ด้วยการผสานความสามารถด้าน AI และการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ เพื่อยกระดับประสบการณ์การดูแลตัวเองให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้เฉพาะบุคคลมากยิ่งขึ้น

ขณะที่ AIS ในฐานะผู้นำ Digital Lifestyle Destination เดินหน้าตอบรับเทรนด์ดังกล่าว ด้วยการคัดสรรอุปกรณ์ Wearable เพื่อสุขภาพและการออกกำลังกายมาจำหน่าย ผ่าน AIS Shop และตัวแทนจำหน่าย ภายใต้แนวคิด Customer Centricity เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้อย่างครบทุกมิติ อาทิ WHOOP สายรัดติดตามสุขภาพและฟิตเนส, HUAWEI WATCH FIT 5 Series, Apple Watch, Sumsung Galaxy, Garmin Watch และอุปกรณ์อัจฉริยะอีกหลากหลายรูปแบบ  

ล่าสุด AIS ชวนคนรักสุขภาพและสายซิตี้รันมาร่วมกิจกรรม “AIS SIAM MATCH(A) RUN CLUB” กิจกรรมวิ่งกลางสยาม ภายใต้แคมเปญ Matcha Social Club ที่จัดขึ้นร่วมกับคอมมูนิตี้คนรุ่นใหม่อย่าง สยามเด็กเล่น และ คอมมูนิตี้ โลดแล่นรันคลับเพื่อสร้างพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ออกมาใช้ชีวิต ทำกิจกรรมที่ชื่นชอบ และพบปะกับผู้คนที่มีความสนใจร่วมกัน ในเส้นทางใจกลางกรุงเทพฯ ระยะทางรวมประมาณ 4.5 กิโลเมตร โดยเริ่มต้นจากบริเวณด้านหน้า AIS SIAM – สยามสแควร์ ซอย 7 – ถนนอังรีดูนังต์ – ถนนพระราม 4 – ผ่านหน้าจามจุรีสแควร์ – ถนนพญาไท และกลับมาสิ้นสุดกิจกรรม ณ AIS SIAM

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมยังได้สัมผัสประสบการณ์จาก Health Wearable ที่เข้ามาเติมเต็มการวิ่งและการออกกำลังกายให้สนุกและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ด้วยฟังก์ชันที่ช่วยติดตามและเก็บข้อมูลการออกกำลังกาย พร้อมตอบโจทย์การใช้งานระหว่างวิ่ง ทั้ง Smart Watch จาก Garmin และ หูฟังจาก SHOKZ พาร์ทเนอร์ชั้นนำด้านเทคโนโลยีสำหรับการออกกำลังกาย พร้อมข้อเสนอราคาพิเศษสำหรับนักวิ่งโดยเฉพาะ

สัมผัสประสบการณ์ที่เทคโนโลยีเชื่อมต่อกับไลฟ์สไตล์ดิจิทัลของผู้คน พร้อมเปิดพื้นที่ให้ได้ทดลองและค้นพบสิ่งใหม่ที่ตอบโจทย์ตัวเอง ในรูปแบบ Digital Lifestyle Destination ที่เป็นมากกว่าคอมมูนิตี้สเปซสำหรับ Gen Z ได้ที่ AIS SIAM ติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ทาง Instagram: @aissiam_official

AIS Academy เปิดเวที AIS ACADEMY For THAIs 2026 ชี้ 3 การเปลี่ยนผ่าน เร่งคน องค์กร และประเทศใช้ AI สร้างผลลัพธ์จริง

0

AIS Academy เปิดฉากมหกรรมสัมมนาด้าน AI “AIS ACADEMY For THAIs 2026” ภายใต้แนวคิด “MASTERING AI BEYOND BORDERS” เชื่อมพลังความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา และพันธมิตรเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อร่วมตอบโจทย์สำคัญ ประเทศไทยจะนำ AI ให้ไปสู่การสร้างผลลัพธ์ได้อย่างไร พร้อมวางทิศทางเตรียมความพร้อมตั้งแต่ระดับคน องค์กร เมือง และระบบนิเวศของประเทศ เพื่อเปลี่ยน AI ให้เป็นพลังในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันและสร้างโอกาสใหม่ให้กับคนไทย ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า “AIS เชื่อว่าการเติบโตขององค์กรจะยั่งยืนได้ เมื่อเติบโตไปพร้อมกับสังคม เศรษฐกิจ และคนไทย นี่จึงเป็นที่มาของภารกิจคิดเผื่อเพื่อคนไทยและการจัดงาน AIS ACADEMY for THAIs 2026 ซึ่งมุ่งเตรียมความพร้อมให้คนไทยรับมือกับโลกยุค AI ไม่ใช่เพียงให้เข้าถึงหรือใช้เครื่องมือเป็น แต่ต้องสามารถใช้ AI อย่างเข้าใจ สร้างผลลัพธ์ และต่อยอดเป็นโอกาสใหม่ได้จริง โดยในวันนี้ประเทศไทยกำลังขยับจาก AI Access ไปสู่ AI Capability ขณะที่เทคโนโลยีก้าวจาก Generative AI ไปสู่พัฒนาการขั้นต่อไป รวมถึง AGI สิ่งที่ประเทศต้องเร่งสร้างจึงไม่ใช่เพียงโครงสร้างพื้นฐานหรือเครื่องมือที่ทันสมัย แต่คือคนที่พร้อมเรียนรู้ ปรับตัว ตั้งคำถาม ตัดสินใจจากข้อมูล ทำงานร่วมกับ AI และใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ เพราะความพร้อมของคนคือจุดเริ่มต้นของความพร้อมของประเทศ

บทบาทของ AIS Academy จึงไม่ใช่เพียงการจัดเวทีหรือถ่ายทอดความรู้ แต่คือการเชื่อมคนที่มีโจทย์เข้ากับองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายพันธมิตร เพื่อเปลี่ยนความรู้ไปสู่การลงมือทำ เราจึงออกแบบงานนี้ให้ครอบคลุมทั้งความพร้อมของประเทศ องค์กร และทักษะของคน พร้อมเปิดพื้นที่ให้ทุกกลุ่มได้เรียนรู้ ทดลอง และเห็นตัวอย่างการใช้ AI ที่สร้างผลลัพธ์ได้จริง”

โดยงาน AIS ACADEMY for THAIs 2026 เป็นเวทีที่รวบรวม Speaker ชั้นนำกว่า 30 ท่าน ร่วมถ่ายทอดมุมมองและแนวทางการใช้ AI ที่สร้างผลลัพธ์จริง ผ่าน 3 มิติสำคัญ ตั้งแต่การยกระดับองค์กร การพัฒนาทักษะคน และการสร้างความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนประเทศ ได้แก่

  • จากการใช้ AI เป็นรายบุคคล สู่การปรับวิธีทำงานทั้งองค์กร โดยเริ่มจากโจทย์และผลลัพธ์ที่ต้องการ พร้อมเตรียมข้อมูล บุคลากร และกระบวนการทำงานให้รองรับการใช้ AI
  • จากการเรียนรู้เครื่องมือ สู่การสร้างทักษะที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง เพราะเครื่องมือ AI เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา คนไทยจึงต้องมีทั้งการคิดวิเคราะห์ การตั้งคำถาม การตัดสินใจจากข้อมูล ความคิดสร้างสรรค์ และความรับผิดชอบในการใช้เทคโนโลยี
  • จากต่างคนต่างทำ สู่ระบบนิเวศ AI ของประเทศ ด้วยการเชื่อมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา ผู้พัฒนาเทคโนโลยี และประชาชน เพื่อกระจายองค์ความรู้และโอกาสในการใช้ AI อย่างทั่วถึง

โดยในปีนี้เปิดเวทีด้วยการแข่งขัน JUMP Thailand Hackathon 2026 รอบ Final Innovation Pitching จาก 10 ทีมสุดท้าย ซึ่งคัดเลือกจากผู้สมัคร 603 ทีม รวม 2,504 คน จาก 67 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ภายใต้โจทย์ “AI for the Future of Thai Education” โดยรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม MAMO มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กับนวัตกรรม “Wathasin” AI Speech Coach ขณะที่รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีมรับเหมาก่อเรื่อง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กับนวัตกรรม “BrailleBox” รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม MR. BOBO จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือกับนวัตกรรม “DEAFIN Education” และรางวัล Popular Vote ได้แก่ ทีม TLDR มหาวิทยาลัยขอนแก่น กับแพลตฟอร์ม “LearnLy”

นอกจากนี้ภายในงานวันแรกยังมีเวที Thailand AI Readiness ที่รวบรวมมุมมองจากผู้นำภาครัฐ ภาคธุรกิจ เมือง ตลอดจนองค์กรด้านนวัตกรรมและการเรียนรู้ ร่วมถอดโจทย์ความพร้อมของประเทศไทย ตั้งแต่การพลิกโฉมประเทศด้วย AI การเปลี่ยนวิธีทำงานและสร้างโอกาสใหม่ บทบาทของ AI ต่อชีวิตเมือง ไปจนถึงแนวทางที่องค์กรไทยต้องปรับตัวเพื่อเติบโตในยุคปัญญาประดิษฐ์

สำหรับวันที่สอง เนื้อหาจะต่อยอดสู่ AI Ready Business และ AI Ready Skills ที่ครอบคลุมกรณีศึกษาการใช้ AI สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ แนวทางเริ่มต้นสำหรับ SME การเตรียมพร้อมต่อพัฒนาการของ AI และ AGI ตลอดจนทักษะแห่งอนาคต การออกแบบ ความคิดสร้างสรรค์ และการเตรียมคนไทยให้พร้อมต่อโลกการทำงานที่กำลังเปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมงานยังสามารถเรียนรู้และลงมือปฏิบัติผ่าน Workshop และ Masterclass มากกว่า 20 Sessions พร้อมทดลองเทคโนโลยีในรูปแบบ AI Interactive Experience จากพันธมิตรชั้นนำ เพื่อให้การเรียนรู้ไม่หยุดอยู่เพียงการรับฟัง แต่สามารถนำแนวคิด เครื่องมือ และ Use Case ไปประยุกต์ใช้กับการทำงาน ธุรกิจ และชีวิตได้จริง

“เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงทำให้คนไทยตาม AI ให้ทัน แต่คือการสร้างความพร้อมให้คนไทยสามารถใช้ AI สร้างผลลัพธ์และโอกาสใหม่ได้จริง เพราะเมื่อคนพร้อม องค์กรพร้อม และทุกภาคส่วนเดินไปด้วยกัน ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นเพียงผู้ตามการเปลี่ยนแปลง แต่จะสามารถใช้ AI เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และอนาคตของประเทศให้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน” นางสาวกานติมากล่าวปิดท้าย

ทั้งหมดนี้สะท้อนบทบาทของ AIS ในฐานะองค์กรเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ไม่ได้เพียงเตรียมธุรกิจของตนเองให้พร้อมรับมือกับยุค AI แต่ยังนำศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล องค์ความรู้ และเครือข่ายพันธมิตร มาร่วมสร้างความพร้อมให้กับคน องค์กร และประเทศ เพื่อเปลี่ยน AI จากเทคโนโลยีแห่งอนาคตให้กลายเป็นพลังที่สร้างผลลัพธ์และโอกาสให้ประเทศไทยได้ตั้งแต่วันนี้ ตอกย้ำความเป็นผู้นำที่พร้อมขับเคลื่อนองค์กรและสังคมไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในโลกยุค AI อย่างยั่งยืน

ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ฟรีตลอดทั้ง 2 วัน ระหว่างวันที่ 11–12 กันยายน 2569 เวลา 09.30–18.00 น. ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ ชั้น 5 พร้อมลงทะเบียนเข้าร่วมงาน ติดตามรายชื่อ Speakers และรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ www.zipeventapp.com/e/AIS-Academy-for-THAIs-2026