Home Blog Page 2

CPF เปิดโลกนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต ในงาน THAIFEX – Anuga Asia 2026

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF เตรียมยกทัพนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ ร่วมจัดแสดงในงาน THAIFEX – Anuga Asia 2026 ภายใต้แนวคิด “FOOD INNOVATION FOR WELLNESS” ผ่านการหลอมรวมโลกอาหาร เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว พร้อมไฮไลต์ “3D SPACE LANDMARK – THE FIRST AT THAIFEX” ภารกิจอวกาศเสมือนจริงครั้งแรกในงาน ในรูปแบบ Interactive Experience ให้ผู้เข้าชมได้ร่วมสัมผัสอาหารแห่งอนาคต เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ “ไส้กรอกข้าวกะเพราไก่ ซีพี เพลย์” คว้ารางวัล WINNER จากเวที THAIFEX – ANUGA TASTE INNOVATION SHOW 2026 ที่ต่อยอดจาก “กะเพราไก่ไทย” เมนูที่ได้รับคัดเลือกสู่ภารกิจอวกาศ Axiom Mission 4 สะท้อนศักยภาพอาหารไทยและมาตรฐานความปลอดภัยอาหารระดับอวกาศ (Space Food Standard) ของ CPF บนเวทีโลก

ภายในบูธแบ่งเป็น 3 โซนหลัก ประกอบด้วย โซนสินค้าส่งออก แบรนด์ “Authentic Asia” นำเสนอรสชาติอาหารเอเชียต้นตำรับในรูปแบบ Food Innovation ป้อนตลาดโลก อาทิ Thai Chicken Roll, Duck Karaage และ Mini Ebi Katsu ขณะที่ “Kitchen Joy” ขนเมนู Asian Fusion ที่ผสานความสนุก ความสะดวก และรสชาติสไตล์เอเชียร่วมสมัย ผ่านเมนูข้าวและเส้นหลากหลายสไตล์ ทั้ง Thai Cube, Indian Cube และ Green Cube พร้อมเมนูเด่นอย่าง ข้าวแกงพะแนงไก่ บะหมี่ต้มยำไก่ครีมมี่ และข้าวไก่ซอสสวีทชิลลี่ ที่รวมทั้งความอร่อยและทางเลือกเพื่อสุขภาพไว้ในมื้อเดียว

นอกจากนี้ ยังมีโซนสินค้านำเข้าพรีเมียม ที่รวบรวมสินค้าคุณภาพจากทั่วโลก อาทิ “ซีพี-อูโอริกิ” ปลาสดจากตลาดปลาโทโยสุ ประเทศญี่ปุ่น เนื้อวากิว เนื้อออสเตรเลีย พาสต้า Barilla ชีสเมจิ และไวน์ รวมถึงโซนสินค้าในประเทศ ที่รวบรวมผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ เช่น “ซีพี-นิปปอน” อาหารญี่ปุ่นพร้อมปรุงและพร้อมทาน พร้อมเมนูเด่นอย่าง เกี๊ยวซ่าชีสเบิร์น และแฮมเบิร์กซอสเดมิกลาส รวมถึง U Farm มีโอเมก้า 3 สูงจากธรรมชาติ ทั้งเนื้อหมู เนื้อไก่ และ “ไข่เบญจา” ผลิตภัณฑ์ไข่ไก่รายแรกของโลกที่ได้รับการรับรองฉลาก Net Zero Product จาก อบก. กุ้งซีพีแปซิฟิก หมูดำ ซีพี-คูโรบูตะ สินค้าพร้อมปรุง อาหารทานเล่น ซุป ซอส และเครื่องดื่มสายเฮลท์ตี้ ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจทั้งสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

ร่วมสัมผัส Food Innovation และ Space Food Standard ได้ที่บูธ CPF ภายในงาน THAIFEX – Anuga Asia 2026 โดยแบ่งวันจัดแสดงออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ วันเจรจาธุรกิจ (Trade Days) ระหว่างวันที่ 26 – 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00–18.00 น. และวันจำหน่ายปลีกสำหรับประชาชนทั่วไป (Public Day) วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00–20.00 น. ณ บูธ CPF หมายเลข 1-RR01 ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 อิมแพ็ค เมืองทองธานี./

ประมงจังหวัดจันทบุรี ร่วมกับประมงอำเภอนายายอาม ลงพื้นที่สำรวจความชุกชุมของปลาหมอคางดำ

0

ประมงจังหวัดจันทบุรี ร่วมกับประมงอำเภอนายายอาม ลงพื้นที่สำรวจความชุกชุมของปลาหมอคางดำ และทำการจับปลาหมอคางดำ ในพื้นที่ท่าน้ำวัดย่านซื่อ ต.นายายอาม อ.นายายอาม จ.จันทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พบปลาหมอคางดำชุกชุม โดยในช่วงที่กรมประมงประกาศรับซิ้อปลาหมอคางดำในช่วงปี 2568 ชาวบ้านแถวนี้ จับปลาได้วันละ 300-500 กิโลกรัม ซึ่งระหว่างที่นั่งรอและสังเกตการณ์ก็พบปลาหมอคางดำบริเวณท่าน้ำ ค่อนข้างชุกชุม

วิธีการ

ให้ชาวประมงพื้นบ้าน ในพื้นที่ ใช้อุปกรณ์จับปลา(เฝือก) ซึ่งชาวบ้านจะมีการไปวางเฝือกในช่วงที่น้ำขึ้นสูงสุดคือเวลาประมาณ 22.00 น. และจะเก็บกู้เฝือกช่วงน้ำลง

ผลการเก็บกู้เฝือก
📌ได้ปลาหมอคางดำประมาณ 15 กิโลกรัม📌
และพบสัตว์น้ำชนิดอื่นๆอีกหลายชนิด เช่น
✔️ปลาช้างเหยียบหลังควาย
✔️ปลาตะกับ/เสือดาว/กะทะ
✔️ปลากะพงข้างปาน
✔️ปลาเสือพ่นน้ำ
✔️ปลากระบอก
✔️ปลาบู่
✔️กุ้งกุลาดำ
✔️ปูขาว
✔️ปูดำ
✔️ปลาใบขนุน/สลิดหิน

ลุงคนที่ลงจับปลาบอกว่า สาเหตุที่วันนี้ดักปลาหมอได้น้อย เนื่องจาก ในช่วงเช้าวันนี้มีการปล่อยน้ำจากฟาร์มเลี้ยงกุ้งของเกษตรกรแถวๆนั้น ทำให้ทิศทางน้ำเปลี่ยนไม่มาจุดที่วางเฝือกไว้

ประมงจังหวัดจันทบุรีบอกว่า วิธีการนี้ก็เป็นอีกวิธีในการกำจัดปลาหมอคางดำ ในจุดที่แหล่งน้ำไม่เหมาะสมกับการลงแขกลงคลองเพราะบริเวณนี้น้ำลึกมาก และข้างล่างก็เต็มไปด้วยตอไม้ไผ่ที่เคยมีชาวบ้านปักเลี้ยงหอยเต็มพื้นที่ ซึ่งวิธีนี้ นอกจากจับปลาหมอคางดำได้แล้ว ยังจะเป็นการสร้างรายได้ให้ชาวบ้านด้วย

สำหรับปลาที่จับได้ในวันนี้ ประมงจังหวัดส่งให้ พด.จันทบุรีเพื่อทำปุ๋ยชีวภาพต่อไป

CMDF เดินหน้าผลักดัน New Economy ยกระดับตลาดทุนไทย ปี 2569

0

กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) เผยผลงาน 6 ปี สนับสนุน 172 โครงการ มูลค่า 3,580 ล้านบาท โดยมี 125 โครงการที่ดำเนินการแล้วเสร็จ พร้อมสนับสนุน 20 โครงการในปี 2568 ที่สร้างผลกระทบจริงทั้งในระดับองค์กร บุคลากร และนโยบายประเทศ อาทิ โครงการ JUMP+ ดึง 142 บริษัทจดทะเบียนเข้าร่วม ยกระดับขีดความสามารถองค์กร งานวิจัยโครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล (TISA) และ Financial Hub รวมถึงสนับสนุนพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิต พร้อมเดินหน้าแผนปี 2569 มุ่งสนับสนุนธุรกิจในกลุ่ม New Economy สะท้อนความมุ่งมั่นของ CMDF ในการพัฒนาตลาดทุนไทยอย่างต่อเนื่อง

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ CMDF กล่าวว่า CMDF พัฒนาระบบนิเวศตลาดทุนไทยในเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ มุ่งผลักดันและสร้างโอกาสใหม่ให้กับตลาดทุนไทยในระยะยาวผ่าน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การขับเคลื่อนตลาดทุนไทยสู่อนาคต สนับสนุนธุรกิจกลุ่ม NewEconomy พร้อมนำ AI มาใช้ยกระดับความโปร่งใสในตลาดทุน การพัฒนาบุคลากรและองค์ความรู้ด้านการเงินการลงทุน และการต่อยอดงานวิจัยสู่นโยบายและการปฏิบัติจริง ครอบคลุมทั้ง ESG การบริหารความเสี่ยง และการพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมาย
Net Zero และเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ (Nationally Determined Contributions : NDC) โดยส่งต่อองค์ความรู้และข้อเสนอเชิงนโยบายให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผลงานวิจัยนำไปใช้ได้จริงทั้งเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติ รวมถึง
ต่อยอดสู่นวัตกรรมการลงทุน

นายจักรชัย บุญยะวัตร ผู้จัดการ CMDF กล่าวว่า ปี 2568 CMDF สนับสนุน 20 โครงการที่สร้างผลลัพธ์เป็นรูปธรรม สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และแผนกลยุทธ์ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ส่งเสริมให้มีการพัฒนาองค์กรและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน (Infrastructure) บริษัทจดทะเบียน 142 แห่งเข้าร่วมโครงการ JUMP+ เพื่อยกระดับขีดความสามารถและเพิ่มมูลค่าองค์กร รวมทั้งสนับสนุนโครงสร้างการลงทุนในธุรกิจกลุ่ม New Economy ส่งเสริมให้มีการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน (Professionals) พัฒนาทักษะและขยายจำนวนบุคลากรในตลาดทุนโดยนักศึกษา 1,419 คน สอบผ่านการทดสอบจำลองใบอนุญาตผู้แนะนำการลงทุน และส่งเสริมการศึกษาของบุคลากรในตลาดทุน โดยผู้รับทุน CFA ชาวไทยมีอัตราสอบผ่านสูงขึ้นทั้ง 3 ระดับ เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตลาดทุน ให้แก่ผู้ลงทุน ประชาชน หน่วยงาน และองค์กรที่เกี่ยวข้อง (General public)  มียอดการเข้าถึงประชาชนและนักลงทุนรวมมากกว่า 18 ล้านครั้ง และสนับสนุนงานวิจัย (Research) โครงการ TISA อยู่ระหว่างการหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) และกระทรวงการคลัง เพื่อผลักดันเป็นนโยบายส่งเสริมการออมระยะยาวรองรับสังคมผู้สูงอายุ ขณะที่งานวิจัยเพื่อพัฒนาตลาดทุนไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศถูกนำไปใช้ประกอบการออกแบบ Financial Hub Act ภายใต้นโยบาย Ignite Finance

สำหรับแผนงานปี 2569 CMDF เดินหน้าสนับสนุนธุรกิจ New Economy จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ครอบคลุมธุรกิจเทคโนโลยี สตาร์ทอัพ และธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เพื่อเปิดโอกาสให้ธุรกิจกลุ่มนี้เข้าถึงแหล่งทุนในตลาดทุนได้มากขึ้น ควบคู่กับการเสริมความพร้อมเพื่อปรับตัวนำเทคโนโลยี AI มายกระดับความโปร่งใสและความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน รวมถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในตลาดทุนและขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของตลาดทุนไทยในเวทีโลก

สรุปการดำเนินงานที่สำคัญของ CMDF ปี 2563-2568

  • การส่งเสริมการพัฒนาองค์กร: ครอบคลุมกว่า 3,800 องค์กร
  • การพัฒนาทักษะและการศึกษาของบุคลากรในตลาดทุน
  • พัฒนาบุคลากร: รวมกว่า 16,000 รายในตลาดทุน
  • ยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ: สนับสนุนการศึกษาในระดับ Global และ Local Certificates รวมกว่า 1,300 ราย
  • การส่งเสริมความรู้ด้านการเงินการลงทุน: สร้างความตระหนักรู้ในเรื่องการลงทุนผ่านสื่อออนไลน์ มียอดเข้าถึงรวมกว่า
    80 ล้านครั้ง
  • การสนับสนุนงานวิจัย
  • เผยแพร่งานวิจัยผ่านเว็บไซต์สถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน (CMRI): เผยแพร่บทความวิจัยรวมกว่า 65 บทความ
    ยอดเข้าชมมากกว่า 36,000 ครั้ง
  • เผยแพร่งานวิจัยผ่านหน่วยงานต่าง ๆ: เผยแพร่งานวิจัยมากกว่า 664 เล่ม ให้แก่หน่วยงานมากกว่า 30 แห่ง

สามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.cmdf.or.th/grant/result-announcement/

ประวัติศาสตร์หน้าใหม่! CLICX รับใบอนุญาต Virtual Bank รายแรกของไทย เตรียมเปิดตัว มิ.ย. 2569 นี้!

0
นางสาวสุพร สุนทรโรหิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารคลิกซ์ จำกัด (มหาชน)

คณะผู้บริหารและกรรมการ ธนาคารคลิกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ “CLICX” (คลิกซ์) เข้ารับใบอนุญาตประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา หรือ Virtual Bank จาก ธนาคารแห่งประเทศไทย อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ณ ธนาคารแห่งประเทศไทย นับเป็นก้าวสำคัญของ CLICX ภายใต้ความร่วมมือของ KTB, AIS และ OR ในการเดินหน้าสู่การเป็นธนาคารไร้สาขารายแรกของไทย การเข้ารับใบอนุญาตครั้งนี้สะท้อนความพร้อมของ CLICX ในการก้าวสู่ธุรกิจธนาคารดิจิทัลเต็มรูปแบบ ทั้งด้านเทคโนโลยี ความปลอดภัย มาตรฐานการให้บริการ และความเข้าใจพฤติกรรมทางการเงินของคนไทยยุคใหม่ เพื่อพัฒนาบริการการเงินดิจิทัลที่เข้าถึงง่าย ปลอดภัย และตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของผู้ใช้งาน

นางสาวสุพร สุนทรโรหิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารคลิกซ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การเกิดขึ้นของ CLICX ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับระบบการเงินให้พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล และสร้างโอกาสใหม่ให้คนไทยเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างทั่วถึง เป็นธรรม และปลอดภัยมากขึ้น เราเชื่อว่าธนาคารรูปแบบใหม่ไม่ใช่เพียงช่องทางทำธุรกรรม แต่ต้องเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่ช่วยลดข้อจำกัดเดิมของประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย ทำให้ทุกคนสามารถบริหารเงิน วางแผนอนาคต และเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้น CLICX จึงมุ่งเชื่อมพลังของเทคโนโลยีเข้ากับระบบการเงิน เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ธนาคารไทย และเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศอย่างยั่งยืน”

CLICX มุ่งออกแบบบริการผ่านแอปพลิเคชันที่เข้าใจไลฟ์สไตล์และความต้องการทางการเงินที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล ครอบคลุมตั้งแต่การออม การบริหารเงิน ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมกับผู้ใช้งานแต่ละรายพร้อมขับเคลื่อน Financial Inclusion ให้คนไทยเข้าถึงบริการทางการเงินที่มีคุณภาพได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมมากขึ้น โดย CLICX มีแผนเปิดให้บริการภายในเดือนมิถุนายน 2569 พร้อมเดินหน้าสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการธนาคารไทย และยกระดับประสบการณ์ทางการเงินของคนไทยในยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

ติดตามข่าวสารของธนาคาร CLICX ได้ที่ Website: www.clicxbank.com, Facebook: CLICX Bank และ Instagram: CLICX_Bank

AIS x Dutch Mill เปิดสมรภูมิเดือด! S Series 2026 เฟ้นหาแชมป์อีสปอร์ตมัธยม ขยายสนามสู่ 77 จังหวัดทั่วไทย ชิงทุนการศึกษารวมกว่า 1.6 ล้านบาท

0

AIS เดินหน้าขับเคลื่อนวงการอีสปอร์ตไทย สร้างโอกาสและผลักดันเยาวชนไทยสู่เส้นทางนักกีฬาอีสปอร์ตระดับมืออาชีพ ผ่านโครงการ AIS eSports S Series Thailand Championship 2026 by Dutch Mill เวทีการแข่งขันอีสปอร์ตระดับประเทศสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษา การแข่งขันอีสปอร์ตระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศที่กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 พร้อมการสนับสนุนจากนมเปรี้ยวดัชมิลล์ และ ZEED 5G ซิม ที่เข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพด้านการเชื่อมต่อ เพื่อให้เยาวชนสามารถเข้าถึงการแข่งขันได้อย่างต่อเนื่องและเต็มประสิทธิภาพ โดยปีนี้มีการยกระดับการแข่งขันให้เข้มข้นและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ผ่านการขยายความร่วมมือกับภาครัฐระดับจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมาคม สโมสร ชมรมอีสปอร์ต และสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ เพื่อร่วมสร้าง Ecosystem อีสปอร์ตระดับเยาวชนให้แข็งแรง ตั้งแต่ระดับโรงเรียน จังหวัด ภูมิภาค ไปจนถึงรอบชิงแชมป์ประเทศไทย ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ

เปิดรับสมัครนักเรียนมัธยมศึกษาอายุ 11-18 ปี เข้าร่วมแข่งขันฟรีใน 2 เกมยอดนิยม ได้แก่ Arena of Valor (ROV) และ EA SPORTS FC Mobile (FCM) เพื่อชิงทุนการศึกษารวมมูลค่ากว่า 1,600,000 บาท พร้อมถ่ายทอดสดผ่าน AIS PLAY, YouTube AIS PLAY และ Facebook AIS eSports Tournament โดยจะเริ่มเปิดรับสมัครเข้าร่วมแข่งขันตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป พร้อมกิจกรรม Roadshow ตามสถานศึกษาในพื้นที่ต่างๆ ก่อนเข้าสู่การแข่งขันรอบคัดเลือก เพื่อเฟ้นหาตัวแทนแต่ละจังหวัดและแต่ละภูมิภาค ในช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2569 ก่อนปิดท้ายด้วยการแข่งขันรอบชิงแชมป์ประเทศไทย ระหว่างเดือนกันยายน – พฤศจิกายน 2569

นางเบญจพร กำเพ็ชร หัวหน้าส่วนงานการตลาดกลุ่มลูกค้าพรีเพด เอไอเอส กล่าวว่า “AIS มองเห็นศักยภาพของเยาวชนไทยในโลกเกมและอีสปอร์ตที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่เพียงสะท้อนความสามารถด้านการแข่งขัน แต่ยังช่วยพัฒนาทักษะสำคัญของคนรุ่นใหม่ ทั้งการคิดวิเคราะห์ การทำงานเป็นทีม ความรับผิดชอบ การเคารพกติกา และน้ำใจนักกีฬา โครงการ AIS eSports S Series จึงเป็นมากกว่าเวทีแข่งขัน แต่เป็นแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้เด็กมัธยมทั่วประเทศได้ค้นพบศักยภาพของตัวเอง และต่อยอดสู่เส้นทางอีสปอร์ตในระดับที่สูงขึ้น โดยอีกหนึ่งความพิเศษของปีนี้ คือการสนับสนุนจาก ZEED 5G ซิม ในฐานะซิมสำหรับวัยทีน ที่เหมาะกับกลุ่มเกมเมอร์ ที่เข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้โครงการแบบครบวงจร ทั้งการสนับสนุนเงินรางวัล, แพ็กเกจ Unlimited Internet Data ระยะเวลา 3 เดือน จำนวนกว่า 300 ซิม สำหรับผู้ชนะการแข่งขันรอบ Qualifier รวมถึงการสนับสนุนซิมสำหรับผู้สมัครแข่งขันกว่า 15,000 ซิม เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการเชื่อมต่อและการเข้าถึงการแข่งขันตลอดโครงการ นอกจากนี้ ZEED 5G ซิม ยังร่วมสนับสนุน กิจกรรม Bootcamp สำหรับนักกีฬาอีสปอร์ตที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงแชมป์ประเทศไทย ครอบคลุมทั้งสถานที่ การเดินทาง ที่พัก อาหาร และชุดแข่งขัน เพื่อให้นักกีฬาได้เตรียมความพร้อมอย่างมืออาชีพก่อนขึ้นสู่เวทีตัดสินแชมป์ประเทศ”

 คุณปนัสยา พันธาภา ผู้จัดการผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยวดัชมิลล์ กล่าวว่า “ดัชมิลล์ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนเยาวชนไทยในหลากหลายมิติ และรู้สึกยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ AIS eSports S Series อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 เพราะเราเชื่อว่าอีสปอร์ตเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สร้างสรรค์ที่ช่วยให้เยาวชนได้แสดงความสามารถ ฝึกฝนวินัย เรียนรู้การทำงานเป็นทีม และต่อยอดความฝันของตัวเองได้อย่างจริงจัง สอดคล้องกับแนวทางของดัชมิลล์ที่มุ่งส่งเสริมให้เยาวชนเติบโตอย่างมีคุณภาพ ทั้งด้านร่างกาย ความคิด และทักษะสำคัญสำหรับอนาคต การร่วมมือกับ AIS ในปีนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันวงการอีสปอร์ตระดับมัธยมของไทยให้เติบโตอย่างแข็งแรงและยั่งยืน พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนรุ่นใหม่กล้าคิด กล้าลงมือทำ และก้าวสู่เป้าหมายของตัวเองอย่างมั่นใจ”

สำหรับการแข่งขันในปีนี้ AIS ออกแบบรูปแบบการแข่งขันให้เข้าถึงนักเรียนได้กว้างและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น ผ่าน 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ การคัดเลือกตัวแทนกรุงเทพฯ และปริมณฑล ครอบคลุมกรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ, การแข่งขันรอบ Open ระดับภูมิภาค 9 ภูมิภาคทั่วประเทศ และการคัดเลือกตัวแทนระดับจังหวัด เพื่อค้นหาทีมเข้าสู่รอบต่อไป โดยเกม ROV จะมีทั้งการแข่งขัน Offline คัดเลือกตัวแทนระดับจังหวัด และ รอบ Online Open คัดเลือกตัวแทนระดับภูมิภาค ขณะที่ EA SPORTS FC Mobile จะจัดแข่งขันในรูปแบบออนไลน์ทั้งหมด เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงเวทีอีสปอร์ตให้กับเยาวชนทั่วประเทศ ผ่านศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ครอบคลุมและเชื่อถือได้ และเปิดโอกาสให้เยาวชนจากทุกพื้นที่ได้แสดงศักยภาพอย่างเท่าเทียม นอกจากนี้ ผู้ชนะการแข่งขันเกม EA SPORTS FC Mobile รอบชิงแชมป์ระดับประเทศ ยังจะได้รับรางวัลพิเศษจาก AIS PLAY เป็นแพ็กเกจรับชมฟุตบอล Premier League ฟรี นาน 1 ปี

AIS eSports S Series Thailand Championship 2026 by Dutch Mill จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับอีสปอร์ตระดับมัธยมศึกษาของไทย จากเวทีการแข่งขันสู่ระบบนิเวศที่เชื่อมโยงเยาวชน โรงเรียน ภาครัฐ ภาคเอกชน สื่อ แพลตฟอร์ม และคอมมูนิตี้เกมเมอร์เข้าด้วยกันอย่างครบวงจร พร้อมตอกย้ำเป้าหมายของ AIS ในการสร้างเวทีอีสปอร์ตระดับประเทศที่เข้าถึงเยาวชนทั่วไทย และผลักดันนักกีฬาอีสปอร์ตหน้าใหม่ให้ก้าวสู่อนาคตได้อย่างมั่นใจ โรงเรียนและนักเรียนที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดการรับสมัครและข่าวสารการแข่งขันได้ที่ Facebook: AIS eSports Tournament รวมถึงช่องทางประชาสัมพันธ์ของแต่ละโรงเรียนและจังหวัดที่เข้าร่วมโครงการ

เมืองไทยประกันชีวิต เปิดตัว “D Health Lite” แท็กทีม รพ.ในเครือข่าย “MTL Smile Hospital Network”

0

เมืองไทยประกันชีวิต ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านความคุ้มครองชีวิต สุขภาพ และการดูแลครบวงจร  ชูแนวคิดคัดเลือกอย่าง “ดี” เพื่อคุณ เดินหน้าเปิดประกันสุขภาพตัวใหม่ “D Health Lite” โดดเด่นครบถ้วนทั้งความคุ้มครองเหมาจ่าย พร้อมแผนที่เลือกได้มากขึ้น ตอบโจทย์ลูกค้าทุกวัย พร้อมยกระดับความคุ้มครองสู่บริการสุขภาพครบวงจร ผ่านเครือข่ายโรงพยาบาล “MTL Smile Hospital Network” เพื่อเสริมความมั่นใจและสบายใจในวันที่เคลม

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า     เมืองไทยประกันชีวิต เดินหน้าตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าคนสำคัญอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยความเข้าใจว่าทุกคนย่อมคัดเลือกสิ่งที่ “ดี” ที่สุดให้กับตนเอง ครอบครัวและคนที่รัก ประกอบกับปัจจัยและสถานการณ์ต่าง ๆ ของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ค่ารักษาพยาบาลก็ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมืองไทยประกันชีวิตจึงมุ่งมั่นพัฒนาและคัดเลือก “ประกันสุขภาพ” อย่างดีเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่ตรงจุดและใช้ได้จริงในวันที่ต้องการใช้ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านความคุ้มครองสุขภาพ และบริการด้านสุขภาพครบวงจรที่คอยเคียงข้างดูแลในทุกช่วงของชีวิต

ล่าสุดเมืองไทยประกันชีวิต ชูแนวคิดประกันสุขภาพที่คัดเลือกอย่าง “ดี” เพื่อคุณ พร้อมเปิดตัวประกันสุขภาพแบบใหม่ที่คัดเลือกมาอย่างดี  “ดี เฮลท์ ไลต์ (D Health Lite)” ที่โดดเด่นครบถ้วนให้ความคุ้มครองเหมาจ่าย ดีที่เลือกแผน   ได้ตามงบ เด็กซื้อได้ เหมาะกับคนทุกวัย รับประกันตั้งแต่อายุ 30 วัน – 90 ปี คุ้มครองยาวถึงอายุ 99 ปี มาพร้อมโรงพยาบาลในเครือข่าย MTL Smile Hospital Network” ที่จะมาช่วยให้ลูกค้าเมืองไทยประกันชีวิต ได้ยกระดับความสบายใจที่มากขึ้น เมื่อคุณเลือกเข้ารับการรักษากับโรงพยาบาลพันธมิตรในเครือ 165 แห่งทั่วประเทศ ได้ทั้งอัปวงเงินคุ้มครองและอัปจำนวนวันค่าห้องและค่าหมอ ช่วยยกระดับและเสริมความมั่นใจในวันที่เจ็บป่วย

โดย D Health Lite” ประกันสุขภาพใหม่ล่าสุด ที่คัดเลือกอย่างดีเพื่อคุณ มีดีที่ค่ารักษาเหมาจ่าย แอดมิตเหมาจ่าย ทั้งโรคทั่วไป โรคร้ายแรง และอุบัติเหตุ  ดีที่เลือกวงเงินได้ 1 ล้าน หรือ 5 ล้านบาทต่อการเข้าพักรักษาตัวครั้งใดครั้งหนึ่ง ดีที่เลือกปรับเบี้ยให้เหมาะกับงบได้ ทั้งแบบเหมาจ่ายคุ้มครองตั้งแต่บาทแรก หรือแผนร่วมจ่ายส่วนแรกแบบคงที่ (Deductible) เลือกจ่ายส่วนแรกแบบคงที่ 20,000 บาท 30,000 บาท 50,000 บาท หรือ 100,000 บาท หรือแผนร่วมจ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์ (Copayment) เลือกร่วมจ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์ 10% หรือ 20%

มีดีที่เด็กก็ซื้อได้ คุ้มครองยาวถึง 99 ปี  ซื้อได้ตั้งแต่อายุ 30 วัน – 90 ปี* อัปเกรดแผนได้โดยไม่แถลงสุขภาพใหม่**  สามารถปรับลด Deductible ได้ 2 ช่วง  คือ ช่วงอายุ 11 – 15 ปี  และ ช่วงอายุ 55 – 65 ปี  พร้อมโดดเด่นด้วยจุดแข็งความคุ้มครอง จ่ายตามจริง ตามวงเงินที่เลือกซื้อ แอดมิตค่ารักษาเล็กหรือใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น ค่า ICU  ค่าผ่าตัด  Day Surgery แพทย์และวิสัญญี ค่าบริการทางการแพทย์ ค่ารักษาพยาบาล OPD ต่อเนื่องภายใน 30 วัน หลังแอดมิต (OPD Follow-up) อุบัติเหตุฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง OPD รถพยาบาลฉุกเฉิน ก็ให้ความคุ้มครอง

“D Health Lite” เหมาะกับกลุ่มลูกค้าที่เป็น ฟรีแลนซ์ ที่ไม่มีสวัสดิการคุ้มครอง แบ่งเงินมาซื้อประกันที่ราคาไม่แพง เข้าถึงการรักษาที่ดีได้ เพื่อกลับมาทำงานได้เร็วที่สุด  เด็ก ที่ต้องการความคุ้มครอง ตั้งแต่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ป้องกัน โรคยอดฮิต  พนักงานออฟฟิศ ทำงานหนักมองหาแพ็กเกจ เหมาจ่าย ราคาดี คุ้มครอง ครอบคลุม เพิ่มเติมจากสวัสดิการที่มี (Top Up) รวมถึงผู้ที่อยู่ต่างจังหวัด เพราะสามารถเข้าโรงพยาบาลเอกชนได้ ไม่ต้องรอคิวนาน

ทั้งนี้ลูกค้าเมืองไทยประกันชีวิต ยังได้รับการยกระดับความคุ้มครอง สู่บริการสุขภาพครบวงจร ผ่านโครงการ         MTL Smile Hospital Network” ที่จะทำสามารถเข้าถึงการรักษาและการใช้สิทธิที่ง่ายขึ้น ด้วยการเชื่อมกรมธรรม์ บริการ และเครือข่ายโรงพยาบาลเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดี เพิ่มความสบายใจที่จับต้องได้ทั้งด้านคุณภาพ บริการ และการบริหารค่าใช้จ่าย เมื่อเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทั้ง 165 แห่งในโครงการ  พร้อมบริการ MTL Health Buddy ผู้ช่วยดูแลเรื่องสุขภาพที่สามารถให้คำปรึกษาและแนะนำโรงพยาบาลในโครงการ MTL Smile Hospital Network แนะนำแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่เหมาะสมกับความเจ็บป่วย ให้คุณสามารถวางแผนการรักษาได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้นสบายใจ

โดยสิทธิพิเศษที่ลูกค้าเมืองไทยประกันชีวิตจะได้รับ ประกอบด้วย การเพิ่มความคุ้มครอง (Extra Coverage) ด้วยการเพิ่มวงเงินค่ารักษาพยาบาลสูงสุด 20%  เพิ่มจำนวนวันค่าห้องและค่าแพทย์สูงสุด 365 วัน  รวมถึงสิทธิพิเศษที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายลงได้อีก ด้วยการลดค่าร่วมจ่ายส่วนแรกแบบคงที่ (Deductible) ลง 10% หรือการจ่าย Copayment ลดลง 50% จากยอดที่กำหนด  บริการประเมินค่าใช้จ่ายก่อนผ่าตัดที่เร็วกว่า และพร้อมรับส่วนลดและราคาพิเศษแพ็กเกจผ่าตัดหัตถการยอดนิยมจากโรงพยาบาลต่าง ๆ

นอกจากนี้ เมืองไทยประกันชีวิต ยังมีแบบประกันในโครงการ เมืองไทย พรีเมียร์ เลกาซี่ (แบบมีเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์คงที่) ซึ่งมีจุดเด่นที่แตกต่างด้วยการเป็นแบบประกันภัยตัวแรกในไทยที่มีมูลค่าเวนคืนกรมธรรม์คงที่ตลอดสัญญา ทำให้อัตราเบี้ยประกันภัยต่ำกว่าปกติ แต่ยังได้รับความคุ้มครองชีวิตในระดับเดิม จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนและส่งต่อมรดก*** มีให้เลือกแบบชำระเบี้ยประกันภัยครั้งเดียว “เมืองไทย พรีเมียร์ เลกาซี่ 99/1 (แบบมีเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์คงที่)” สมัครได้ตั้งแต่อายุ 30 วัน – 80 ปี  และแบบจ่ายเบี้ยประกันภัยสั้น ๆ เพียง   5  ปี  “เมืองไทย  เลกาซี่  เวลธ์  99/5 (แบบมีเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์คงที่)”  สมัครได้ตั้งแต่อายุ  30  วัน  – 75 ปี    

ตอบโจทย์การสร้างหลักประกันก้อนใหญ่ได้ด้วยเงินก้อนเล็ก พร้อมรับหลักประกันก้อนโตจากความคุ้มครองชีวิต 100%  จำนวนเอาประกันภัยขั้นต่ำ 10 ล้านบาท ตอบโจทย์ผู้ที่วางแผนส่งต่อความมั่งคั่งให้คนที่รักอีกด้วย

“เมืองไทยประกันชีวิตเราไม่เคยหยุดนิ่งและพร้อมที่จะเดินหน้าพัฒนาองค์กรในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ การยกระดับบริการด้านสุขภาพที่ครบวงจร ตลอดจนการพัฒนาโซลูชันทางการเงินเพื่อการบริหารความมั่งคั่งที่ยั่งยืน รวมถึงการคัดเลือกสิ่งที่ “ดี” เพื่อลูกค้าคนสำคัญของเราเสมอ  พร้อมเป็นเพื่อนคู่คิดที่ลูกค้าไว้วางใจ เชื่อมั่น และคอยอยู่เคียงข้างดูแลในทุกช่วงของชีวิต” นายสาระ กล่าว

ผู้ที่สนใจแบบประกันภัยที่คัดเลือกมาอย่าง “ดี” เพื่อคุณ จากเมืองไทยประกันชีวิต สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.muangthai.co.th  หรือโทร.1766  ตลอด 24 ชั่วโมง  หรือติดต่อตัวแทนจากเมืองไทยประกันชีวิตทั่วประเทศ สาขา ธนาคารกสิกรไทย และ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ 

TFEX เตรียมเปิดตัว “Mini Gold Online Futures” เริ่ม 25 พ.ค. นี้

0

นายตรีวิทย์ วังวรวุฒิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (TFEX) กล่าวว่า ท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลกและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ทองคำเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้ลงทุน และช่วงที่ผ่านมาราคาทองคำปรับตัวทำจุดสูงสุดอย่างต่อเนื่อง ทำให้การซื้อทองคำโดยตรงมีข้อจำกัดในการเข้าถึง หรือแม้แต่สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้าอย่าง Gold Online Futures ก็ต้องใช้เงินวางหลักประกัน (Margin) เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ TFEX จึงเตรียมเปิดซื้อขายสินค้าใหม่ Mini Gold Online Futures ที่ย่อขนาดสัญญาให้เล็กลงกว่าเดิมถึง 10 เท่า จากเดิมที่สัญญามีขนาดเทียบเท่าทองคำแท่งน้ำหนักประมาณ 10 ทรอยออนซ์ สัญญาใหม่นั้นจะมีขนาดเพียง 1 ทรอยออนซ์ หรือประมาณ 2 บาททองคำ ซึ่งการย่อขนาดสัญญาลงมาเหลือ 1 ใน 10 ของสัญญาเดิม จะช่วยให้การวางเงินหลักประกันลดลงมาอยู่ในระดับที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ผู้ลงทุนสามารถเพิ่มโอกาสทำกำไรหรือใช้ทองคำเสริมพอร์ตการลงทุนได้สะดวกและตอบโจทย์มากขึ้น

นายตรีวิทย์ วังวรวุฒิ กรรมการผู้จัดการ TFEX

Mini Gold Online Futures (ชื่อย่อสัญญา MGO) ยังคงจุดเด่นของ Gold Online Futures ไว้อย่างครบถ้วน คือเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงทองคำแท่งความบริสุทธิ์ 99.5% เสนอราคาซื้อขายตามราคาทองคำในตลาดโลกที่เป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ขณะที่วางเงินหลักประกันและชำระกำไรขาดทุนเป็นเงินบาท แต่สิ่งที่แตกต่างจากสัญญาเดิม คือ มีตัวคูณราคา (Multiplier) อยู่ที่ 30 เท่าของราคาซื้อขาย หรือกำหนดให้ทุกๆ ดอลลาร์สหรัฐที่เปลี่ยนแปลงไปมีค่าเท่ากับกำไร/ขาดทุน 30 บาท ทำให้ผู้ลงทุนไม่ต้องกังวลเรื่องความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และง่ายในการติดตาม วิเคราะห์ราคา และซื้อขาย โดยผู้ลงทุนสามารถซื้อขายได้ทุกวันทำการ ช่วงกลางวัน เวลา 9.15-16.55 น. และช่วงกลางคืน เวลา 18.45-3.00 น. ของวันถัดไป ทั้งนี้ Mini Gold Online Futures เป็นสัญญาที่ชำระราคาเป็นเงินสด (Cash Settlement) ไม่มีการส่งมอบทองคำจริง สำหรับหลักประกันที่ใช้ในการซื้อขาย คาดว่าจะอยู่ที่อัตราประมาณ 15,000 บาท หรือประมาณ 10-15% ของมูลค่าสัญญา โดยจะเริ่มซื้อขายวันที่ 25 พ.ค. 2569 เป็นต้นไป

“TFEX เชื่อมั่นว่า Mini Gold Online Futures จะเป็นเครื่องมือที่ตอบโจทย์ผู้ลงทุนให้สามารถเข้าถึงการลงทุนในทองคำได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเพื่อทำกำไร หรือใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความผันผวนของพอร์ตโดยรวม และเนื่องจากเป็นสินค้าที่เปิดให้ซื้อขายภายใต้ Exchange ผู้ลงทุนจึงมั่นใจได้กับระบบงานและการกำกับดูแลที่โปร่งใส ได้มาตรฐาน” นายตรีวิทย์กล่าว

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมแก่ผู้ลงทุน TFEX ได้ร่วมกับบริษัทสมาชิกจัดสัมมนาให้ความรู้เกี่ยวกับสินค้าใหม่ กลยุทธ์การเทรด และเครื่องมือซื้อขายอย่างต่อเนื่อง อาทิ สัมมนาพิเศษ “Gold Trading Day: วิกฤต VS โอกาส เสริมพอร์ต สร้างกำไร ด้วยทองคำ” ในวันอาทิตย์ที่ 24 พ.ค. 2569 เวลา 9.00-12.30 น. ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ (ไม่มีค่าใช้จ่าย) รวมถึงมีโปรโมชั่นพิเศษ “เทรดทองได้ทอง” สำหรับผู้ที่เปิดบัญชี TFEX ใหม่ และมีการซื้อขาย Mini Gold Online Futures ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้า สัมมนา และโปรโมชั่นต่างๆ ได้ที่ www.TFEX.co.th โทร. 0 2009 9999

AIS ผนึก กสิกรไทย ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้ลูกค้า SME ด้วยการเชื่อมโยงบริการดิจิทัลกับโซลูชันทางการเงิน

0

AIS ร่วมกับ ธนาคารกสิกรไทย ผนึกกำลังสนับสนุนธุรกิจ SME  ด้วยการนำศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและการเงิน มาผสานเป็นพลังขับเคลื่อนใหม่ เพื่อยกระดับคนไทยและภาคธุรกิจไทยให้เข้าถึงโอกาสในเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างทั่วถึง นำร่องเดินหน้าเสริมพลังและศักยภาพผู้ประกอบการ SME ไทย ให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ผ่านการเชื่อมโยงบริการดิจิทัล โซลูชันทางการเงิน และโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีแบบครบวงจร เพื่อปลดล็อกศักยภาพการแข่งขัน สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ และผลักดันการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในเศรษฐกิจดิจิทัล สะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมกันในการสร้าง “ระบบนิเวศธุรกิจดิจิทัล (Digital Business Ecosystem)” ที่ผสานความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และความเชี่ยวชาญด้านบริการทางการเงิน ความเข้าใจลูกค้า SME และแพลตฟอร์มการเงินดิจิทัล เพื่อยกระดับการเข้าถึงเครื่องมือธุรกิจยุคใหม่ ตอบโจทย์การเติบโตอย่างรวดเร็วและยั่งยืนในโลกดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

นายภูผา เอกะวิภาต หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร เอไอเอส

นายภูผา เอกะวิภาต หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า “AIS เชื่อว่าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลคือพลังสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการ SME ไทย โดยเฉพาะในยุคที่รูปแบบธุรกิจได้ก้าวข้ามข้อจำกัดของหน้าร้าน สู่การขับเคลื่อนบนโลกออนไลน์และแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ความร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทยในครั้งนี้ จะเป็นแรงผลักดันสำคัญในการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา เข้าถึงเครื่องมือดิจิทัลและโซลูชันทางธุรกิจได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อเสริมศักยภาพในการเติบโต เพิ่มโอกาสในการสร้างยอดขาย และต่อยอดธุรกิจสู่ความสำเร็จในอนาคต
นี่คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญของ AIS ในการร่วมขับเคลื่อนระบบนิเวศดิจิทัล และเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล”

บุญเติบ จีรภัทร์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย

นายบุญเติบ จีรภัทร์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า “ธุรกิจ SME เป็นกลุ่มธุรกิจที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย แต่ในปัจจุบันต้องเผชิญกับความท้าทายจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ต้นทุนที่สูงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี  ธนาคารกสิกรไทยมุ่งมั่นสนับสนุนผู้ประกอบการ SME มาโดยตลอด ทั้งด้านการเงินและองค์ความรู้เพื่อเพิ่มศักยภาพและโอกาสในการทำธุรกิจ โดยมุ่งหวังให้ธุรกิจ SME เติบโตได้อย่างยั่งยืน ธนาคารให้ความสำคัญกับการพัฒนาโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์ธุรกิจยุคใหม่อย่างครบวงจร เพิ่มความสะดวกในการทำธุรกรรมทั้งขารับและขาจ่าย มีข้อมูลเพื่อใช้ในการวางแผนจัดการธุรกิจได้อย่างคล่องตัว เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้พร้อมแข่งขันในโลกดิจิทัล ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งของระบบนิเวศธุรกิจ ที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และบริการทางการเงินที่เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ นำไปสู่การเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในเศรษฐกิจยุคใหม่อย่างแท้จริง

นำร่องความร่วมมือครั้งนี้ ด้วยการมอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้าเดิมที่ใช้บริการ K SHOP และ K BIZ รวมถึงลูกค้าที่สมัครใหม่ โดยจะได้รับสิทธิพิเศษในการสมัครแพ็กเกจมือถือของ AIS และเน็ตบ้าน AIS 3BB Fibre 3 ในราคาพิเศษตั้งแต่ 1 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2569 ประกอบด้วย

§  เบอร์มงคลเสริมดวงธุรกิจ สมัครแพ็กเกจรายเดือน AIS ขั้นต่ำเพียง 899 บาท/เดือน รับฟรีซิมการ์ด “เบอร์สวยพลิกชีวิต” เบอร์มงคลระดับพรีเมี่ยม โดย อ.นิติกฤตย์ (จากปกติ 1,199 บาท)

§  เครื่องพร้อมแพ็กเกจเบอร์มงคล  ราคาพิเศษสำหรับลูกค้านิติบุคคล คุ้ม ครบในดีลเดียว ไม่ต้องชำระล่วงหน้า เพิ่มความสะดวกและคุ้มค่าแก่ผู้ประกอบการ

§  SME FibreLAN โซลูชันอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงระดับกิกะบิต รองรับการใช้งานทุกห้องภายในออฟฟิศ เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการดำเนินธุรกิจ

ความร่วมมือในครั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทยและเอไอเอส มุ่งหวังต้องการสนับสนุนให้ธุรกิจ SME สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างคล่องตัว มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสใหม่ๆ ในการทำธุรกิจ โดยหลังจากนี้จะมีแผนการสนับสนุนออกมาอย่างต่อเนื่องในอนาคต ผู้ประกอบการ SME ที่สนใจ ศึกษารายละเอียด ข้อจำกัด เงื่อนไขเพิ่มเติมที่ https://www.ais.th/business/sme/sme-campaign/aisxkbank

สลากออมสินแจกแล้ว 13 ล้านบาท!!!

0

สลากออมสินแจกแล้ว 13 ล้านบาท!!!

😍 คนที่พลาดไม่เป็นไร ยังมีแจกต่ออีก 2 ครั้ง รวม 100 ล้านบาท!! รีบซื้อเลย คลิก > https://to.gsb.or.th/P3b6pTRตั้งแต่วันนี้ – 15 ก.ค. 69

ทั้งลูกค้าที่ซื้อสลากเพิ่ม และลูกค้าเดิมที่มีสลากออมสิน 1 ปี หรือ 2 ปี ที่ยังไม่ครบอายุ ทั้งแบบใบสลากและสลากดิจิทัล ก็มีสิทธิ์ลุ้นรางวัลพิเศษ ซื้อเพิ่ม แล้วมาลุ้นต่ออีก 2 ครั้ง รวม 100 ล้านบาท

💰 ครั้งที่ 2 ลุ้น 30 ล้านบาท: วันที่ 16 มิ.ย. 69 รางวัลละ 1 ล้านบาท จำนวน 30 รางวัล

💰 ครั้งที่ 3 ลุ้น 70 ล้านบาท: วันที่ 16 ก.ค. 69 รางวัลละ 10 ล้านบาท จำนวน 7 รางวัลซื้อได้แล้ววันนี้ ที่ MyMo หรือที่ธนาคารออมสินทุกสาขาทั่วประเทศ

⚠️เงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

รู้เก็บรู้ออม : รู้เขารู้เราก่อนลงทุน

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง"  หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

เวลาเราลงทุน เป็นเรื่องธรรมดาที่ใครๆก็อยากให้พอร์ต “ปัง” ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ แต่สำหรับนักลงทุนมือใหม่ ปัญหาใหญ่คือไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหนดี วันนี้ “คุณนายพารวย” จึงขอหยิบยกสุภาษิตที่คุ้นหูว่า “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” มาเป็นเข็มทิศนำทาง แม้ในโลกความจริงเราอาจไม่ได้ชนะทุกสนาม และอาจมีบาดแผลบ้างในบางครั้ง แต่การนำหลักการรู้เขารู้เรานี้ สามารถนำมาใช้กับการลงทุนได้อย่างถูกต้องที่สุด

เริ่มต้นที่ “รู้เรา” ก่อนจะควักเงินลงทุน เราต้องรู้จักตัวเองให้ดีก่อนค่ะ ว่าเราเป็นนักลงทุนแบบไหน ใจร้อนชอบลุ้น หรือใจเย็นเน้นชิลล์ มีภูมิต้านทานความเสี่ยงได้ขนาดไหน เพราะความถนัดของคนเราไม่เหมือนกัน ไม่มีวิธีไหนดีที่สุดสำหรับทุกคน มีแต่วิธีที่ “ถูกจริต” กับตัวเราที่สุดเท่านั้นเองค่ะ

ต่อมาคือ “รู้เขา” การรู้เขาก็คือการทำความรู้จักกับ “หุ้น” ที่เราสนใจนั่นเองค่ะ ในตลาดหลักทรัพย์บ้านเรามีหุ้นให้เลือกกว่า 800 ตัว! ก่อนเราจะเลือกลงทุนในหุ้นตัวไหน ก็ต้องดูให้ออกว่าหุ้นตัวไหนเป็นแบบไหน มีปันผลไหม หรือเน้นกำไรจากส่วนต่างราคา

“คุณนายพารวย” อ่านเจอบทความของ SETInvestnow ที่ยกหลักการแบ่งหุ้นของกูรูระดับโลกของ “ปีเตอร์ ลินช์” มาช่วยให้นักลงทุน “รู้เขา” มากขึ้น สามารถเข้าใจสไตล์ของหุ้น และเลือกลงทุนในหุ้นแบบที่โดนใจ

กูรูระดับโลกท่านนี้แบ่งหุ้นออกเป็น 6 แบบ ประกอบด้วย 

1.หุ้นโตช้า (Slow Growers) พี่ใหญ่ใจดี ธุรกิจอิ่มตัวแล้ว ไม่หวือหวาแต่จ่ายปันผลสม่ำเสมอ 

2.หุ้นแข็งแกร่ง (Stalwarts) บริษัทชื่อดังที่เติบโตเรื่อยๆ ปลอดภัยสูง อารมณ์แบบว่าฟ้าจะถล่มดินจะทลายก็ยังอยู่รอดปลอดภัย 

3.หุ้นเติบโต (Fast Growers) น้องใหม่ไฟแรง ส่วนใหญ่เป็นบริษัทเล็กที่กำลังขยายตัว มีสตอรีให้น่าติดตาม โอกาสทำกำไรสูงในเวลาสั้น

4.หุ้นวัฏจักร (Cyclical) หุ้นสายอารมณ์แปรปรวน กำไรขึ้นลงตามภาวะเศรษฐกิจ หรือราคาตลาด เช่น สินค้าเกษตรหรือโภคภัณฑ์ 

5.หุ้นฟื้นตัว (Turnaround) หุ้นที่เคยบาดเจ็บสาหัสหรือขาดทุนมาก่อน แต่เริ่มส่งสัญญาณว่าจะกลับมาผงาดได้อีกครั้ง ความเสี่ยงสูง แต่ถ้ามาจริงก็กำไรงามค่ะ และ 6.หุ้นสินทรัพย์มาก (Asset Play) หุ้นซ่อนรูป ที่มีสมบัติเก่าเก็บจำพวกที่ดินหรือเงินสดมูลค่าสูงๆซ่อนอยู่ในงบดุล

อย่างไรก็ตาม คุณนายอยากฝากไว้ว่า หุ้นตัวเดียวกัน แต่ละคนอาจมองไม่เหมือนกันก็ได้นะคะ บางคนอาจเห็นว่าเป็นหุ้นแข็งแกร่ง แต่บางคนอาจมองว่าเป็นหุ้นเติบโต อยู่ที่มุมมองและกลยุทธ์ของนักลงทุนแต่ละคนค่ะ

แต่สุดท้ายแล้ว ถ้าเรา “รู้เขา” จนเข้าใจสไตล์หุ้น และ “รู้เรา” จนมีกลยุทธ์ที่เหมาะกับตัวเอง รับรองได้ว่าความสำเร็จและผลตอบแทนที่วาดฝันไว้ ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอนค่ะ!

คุณนายพารวย