Home Blog Page 2

เมืองไทยประกันชีวิตร่วมสนับสนุน Siriraj x MIT Hacking Medicine ต่อเนื่องปีที่ 3 ขับเคลื่อนนวัตกรรมสุขภาพ เพื่อชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ

0

เมืองไทยประกันชีวิตร่วมสนับสนุนการจัดงาน “Siriraj x MIT Hacking Medicine 2026” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เปิดพื้นที่ให้บุคลากรทางการแพทย์ นักวิจัย นักพัฒนา และผู้ประกอบการจากนานาประเทศ ร่วมพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกัน วินิจฉัย และรักษาโรค สอดคล้องกับแนวทางของบริษัทในการส่งเสริม Longevity หรือการมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพใจ และความมั่นคงทางการเงินตลอดช่วงชีวิต

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การมีอายุยืนจะมีความหมายเมื่อผู้คนมีสุขภาพที่ดี ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม และมีความพร้อมทางการเงินรองรับชีวิตในแต่ละช่วงวัย เมืองไทยประกันชีวิตจึงให้ความสำคัญกับการสร้าง Healthspan และ Wealthspan ให้เดินไปด้วยกัน การสนับสนุน Siriraj x MIT Hacking Medicine ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เป็นส่วนหนึ่งของความตั้งใจที่จะเชื่อมองค์ความรู้ทางการแพทย์ เทคโนโลยี และความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ให้เกิดเป็นทางเลือกใหม่ในการป้องกัน วินิจฉัย และรักษาโรค เพื่อให้คนไทยได้มีโอกาสใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพได้นานขึ้น”

งาน Siriraj x MIT Hacking Medicine 2026” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–20 ตุลาคม 2569 โดยคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ MIT Hacking Medicine ภายใต้แนวคิด Agentic Healthcare: From Models to Trustworthy Medicine” หรือ “ยกระดับ AI จากโมเดลอัจฉริยะ สู่นวัตกรรมการแพทย์ที่เชื่อถือได้” ประกอบด้วยการแข่งขัน Hackathon เพื่อพัฒนานวัตกรรมสำหรับโรคหัวใจและหลอดเลือดและโรคมะเร็ง ณ โรงพยาบาลศิริราช ต่อด้วย Workshop Day ณ Knowledge Exchange Center และการประชุมวิชาการหลัก ณ โรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์ พอยต์ ลุมพินี โดยปีนี้มีผู้สมัครกว่า 1,100 คน จาก 35 สัญชาติทั่วโลก แสดงให้เห็นถึงความสนใจในการนำ AI มาพัฒนาแนวทางดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน

“AI ทางการแพทย์ต้องพัฒนาไปพร้อมกับความถูกต้อง ความปลอดภัย และความเท่าเทียมในการเข้าถึง เพราะนวัตกรรมจะมีคุณค่าเมื่อประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง บริษัทเชื่อว่าเวทีนี้จะช่วยให้แนวคิดที่เริ่มต้นจากโจทย์ของผู้ป่วยและระบบสุขภาพ ได้รับการทดลอง พัฒนา และต่อยอดเป็นบริการที่เหมาะกับบริบทของประเทศไทย พร้อมสร้างบุคลากรและผู้ประกอบการด้านสุขภาพรุ่นใหม่ให้พร้อมรับความท้าทายของสังคมอายุยืน” นายสาระกล่าวเพิ่มเติม

ผู้เข้าร่วมจะได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันชั้นนำ อาทิ MIT, Stanford, Harvard, Tsinghua University และ Peking University ครอบคลุมการวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์      เวชศาสตร์ป้องกัน AI Agent Hospital และความน่าเชื่อถือของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ในงานคลินิก โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วยและความเท่าเทียมทางสุขภาพ

โครงการยังเปิดโอกาสให้ทีมจาก Hackathon ปีก่อนที่พัฒนาผลงานอย่างต่อเนื่อง เข้าร่วม Si x MIT BeyondHack” เพื่อรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญและนักลงทุน ทีมที่ได้รับคัดเลือกจะเข้าสู่ BeyondHack Accelerator ร่วมทำงานกับ MIT เป็นเวลา 4 สัปดาห์ และมีโอกาสนำเสนอผลงานรอบชิงชนะเลิศ ณ เมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา ในปี 2570 เพื่อผลักดันนวัตกรรมจากประเทศไทยไปสู่บริการหรือธุรกิจสุขภาพที่นำไปใช้ได้จริง

นายสาระกล่าวสรุปว่า “การดูแลชีวิตในสังคมอายุยืนต้องเริ่มก่อนการเจ็บป่วย เชื่อมตั้งแต่การป้องกัน การรักษา และการฟื้นฟู ไปจนถึงการวางแผนทางการเงินอย่างเหมาะสม การสนับสนุนเวทีนี้จะช่วยเสริมระบบนิเวศสุขภาพของประเทศ เปิดทางให้นวัตกรรมที่ได้มาตรฐานและยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง เข้ามาช่วยลดข้อจำกัดในการดูแลสุขภาพ และเพิ่มจำนวนปีที่ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างแข็งแรงและมีความสุข”

ผู้สนใจดูรายละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ www.sirirajxmithackmed.com

ออมสิน ขานรับ “ไทยช่วยไทย พลัส” ส่งสินเชื่อ ออมสิน QR มหาเฮง x นกกระซิบ เติมทุนพ่อค้าแม่ค้า เปิดลงทะเบียน 24 ก.ย. นี้

0

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินพร้อมขานรับนโยบายกระทรวงการคลังในการต่อยอดโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เพื่อเพิ่มโอกาสให้พ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงแหล่งทุนในระบบ โดยนำศักยภาพของ “AI นกกระซิบ” ที่ช่วยสรุปและวิเคราะห์ข้อมูลการค้าขาย มาผสานกับสินเชื่อ “ออมสิน QR มหาเฮง X นกกระซิบ” ใช้ประวัติยอดขายและการรับชำระเงินจริงผ่านแอปพลิเคชันถุงเงิน ประกอบการพิจารณาสินเชื่อ ช่วยลดข้อจำกัดของผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่มีงบการเงินหรือเอกสารทางบัญชีเหมือนธุรกิจขนาดใหญ่ ทำให้รายได้และกระแสเงินหมุนเวียนจากการค้าขายจริงสามารถนำมาใช้ประกอบการพิจารณาวงเงินได้ โดยเงินกู้สามารถนำไปใช้ซื้อวัตถุดิบ เติมสต็อก และเป็นทุนหมุนเวียนตามรอบการค้า พร้อมสร้างประวัติเครดิตที่ดี เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบและวงเงินที่สูงขึ้นในอนาคต

สินเชื่อ “ออมสิน QR มหาเฮง X นกกระซิบ” สำหรับพ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบการร้านค้าถุงเงินในโครงการไทยช่วยไทย พลัส ที่มียอดขายผ่านแอปพลิเคชันถุงเงินตั้งแต่ 10,000 บาทต่อเดือน ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 3 เดือน ให้วงเงินกู้สูงสุด 50,000 บาทต่อราย หรือไม่เกิน 1.5 เท่าของยอดขายเฉลี่ยต่อเดือนย้อนหลังอย่างน้อย 3 เดือน อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) 0.75% ต่อเดือน หรืออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Rate) 16.20% ต่อปี ไม่ต้องใช้หลักประกัน โดยออกแบบเป็นสินเชื่อระยะสั้นเพื่อให้สอดคล้องกับรอบการค้าของผู้ประกอบการรายย่อย และส่งเสริมการชำระคืนอย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างประวัติเครดิตที่ดี

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ธนาคารออมสิน ระหว่างวันที่ 24 กันยายน – 31 ตุลาคม 2569 โดยธนาคารจะเริ่มพิจารณาให้สินเชื่อแก่ผู้ลงทะเบียนที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ทั้งนี้ ธนาคารยังมียอดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำรองรับผู้ประกอบการที่ต้องการเงินทุนในระยะยาวหรือขยายกิจการ เพื่อให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนที่เหมาะสมกับขนาดและความต้องการของธุรกิจ สอดคล้องกับบทบาท “ธนาคารเพื่อทุกชีวิต” ที่มุ่งสร้างโอกาสทางการเงินและความมั่นคงให้คนไทยในทุกช่วงชีวิต

ตามรอยเซียน โดย เจี๊ยบ บางกรวย “ซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ ”

0

มีกูไม่จน”ใช้ในพระซุ้มกอ กำแพงเพชร” นะจ๊ะเธอ

เป็นหนึ่งในสุดยอดพระเครื่องในชุดเบญจภาคีที่มีอายุเก่าแก่ประมาณ 700-800 ปี และได้สมญานามว่าเป็นเพชรน้ำเอกแห่งทุ่งเศรษฐี จังหวัดกำแพงเพชร
สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัยโดย พระมหาธรรมราชาลิไท เมื่อครั้งครองเมืองชากังราว (กำแพงเพชร) โดยมีตำนานพื้นบ้านกล่าวว่ามีฤาษี 3 ตน คือ ฤาษีพิราลัย ฤาษีตาไฟ และฤาษีตาวัว เป็นผู้นำในการสร้าง

พบหลักฐานจากจารึกบนแผ่นลานเงินในกรุพระเจดีย์องค์ใหญ่ที่วัดพระบรมธาตุ เมืองนครชุม และต่อมาในปี พ.ศ. 2392 สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ได้อ่านศิลาจารึกโบราณที่วัดเสด็จ ทำให้มีการค้นพบกรุพระซุ้มกอและพระเครื่องอื่นๆ อีกจำนวนมาก

เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ประทับนั่งบนบัวเล็บช้าง ขอบของพิมพ์มีความโค้งมนคล้ายตัวอักษร “ก” จึงเป็นที่มาของชื่อ “ซุ้มกอ”
ส่วนใหญ่เป็นพระเนื้อดินผสมว่าน 108 เกสรดอกไม้ และรานดิน รวมถึงเนื้อชินเงิน
แบ่งออกเป็นพิมพ์หลักๆ เช่น พิมพ์ใหญ่มีกนก, พิมพ์ใหญ่ไม่มีกนก, พิมพ์กลาง, และพิมพ์ขนมเปี๊ยะ

มีคำกล่าวขานติดปากโบราณว่า “มีกูแล้วไม่จน” เนื่องจากเด่นทางด้านโชคลาภ เมตตามหานิยม และแคล้วคลาดปลอดภัยครบเครื่อง นะเธอ

มาดูพระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่วันนี้ ผ่านการใช้มา ทุกเส้นสายลายพิมพ์ คราบฝ้า รารักดำ นวลดินขาวเดิมๆ ยังอยู่ในสภาพสวยคมสมบูรณ์ สองตากลมชัด หน้าผาก ปากลางๆ เม็ดแร่ดอกมะขามต้องมีไม่มากก็น้อย ผิวถ้าได้สัมผัสนุ่มมือมากๆ

หลังหลุมบ่อ ราดำฝ้าขาว รอกดพิมพ์ยุบ ว่านแร่ดอกมะขาว รอยกระเทาะเป็นชั้นๆ ข้างตอกตัด แบบนี้แท้ง่ายเลย เจอแบบนี้อย่าปล่อยให้ผ่านมือ จะได้หายจนนะเธอ
“พระอาจารย์สอนเซียนเจี๊ยบบอกต่อ” หวานเจี๊ยบนะจ๊ะเธอ

เจี๊ยบบางกรวยเดินตามรอยพระอาจารย์ 087 0030897

ศาลยังไม่ฟันธงเอกชนผิด! คดีปลาหมอคางดำเดินหน้าต่อ แต่ความรับผิดยังต้องพิสูจน์

0

คดีปลาหมอคางดำยังต้องติดตามกันต่อ หลังศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในรูปแบบ คดีแบบกลุ่ม (Class Action) ตามหลักเกณฑ์และขอบเขตที่ศาลกำหนด

แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจกันให้ชัด คือ คำสั่งดังกล่าวยังไม่ได้เป็นการตัดสินว่าเอกชนมีความผิด หรือเป็นต้นเหตุของการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ

การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ในครั้งนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับรูปแบบและขอบเขตของการดำเนินคดีแบบกลุ่ม ไม่ใช่การวินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดีหรือชี้ขาดความรับผิดของจำเลย

พูดง่าย ๆ คือ คดีเดินหน้าต่อได้ แต่ยังไม่ได้แปลว่าใครผิด

ประเด็นสำคัญอย่างความรับผิดของบริษัทเอกชน ความเสียหายที่เกิดขึ้น รวมถึงข้อกล่าวหาว่ามีความเชื่อมโยงระหว่างบริษัทกับการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำหรือไม่นั้น ยังต้องผ่านการไต่สวนและพิสูจน์ข้อเท็จจริง รวมถึงข้อกฎหมายต่อไป โดยศาลจะพิจารณาจากพยานหลักฐานของทุกฝ่าย

อีกด้าน ศาลปกครองกลางก็ยังไม่มีข้อยุติว่าเอกชนรายใดเป็นต้นเหตุ

ก่อนหน้านี้ ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ยกคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้รัฐเรียกค่าเสียหายจากบริษัทเอกชน

โดยในคำพิพากษามีการระบุว่า “ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าปลาหมอคางดำหลุดออกจากฟาร์มใด”

ประเด็นนี้จึงเป็นอีกข้อเท็จจริงที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะสะท้อนว่า ในกระบวนการพิจารณาคดีดังกล่าว ยังไม่มีข้อยุติที่ชี้ชัดถึงต้นทางของการแพร่ระบาด หรือระบุความรับผิดของบริษัทเอกชนรายใด

ขณะที่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF รับทราบคำสั่งศาลอุทธรณ์ และยืนยันว่าเคารพกระบวนการยุติธรรม พร้อมนำเสนอข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อศาล เพื่อประกอบการพิจารณาต่อไป

ส่วนมูลค่าความเสียหายที่มีการเรียกร้องนั้น ก็ยังไม่ใช่ตัวเลขที่สามารถสรุปได้ในเวลานี้ เนื่องจากต้องผ่านการพิสูจน์ตามกระบวนการทางกฎหมาย ทั้งจำนวนและขอบเขตของสมาชิกกลุ่ม ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ตลอดจนความเชื่อมโยงทางกฎหมายระหว่างบริษัทกับความเสียหายที่มีการกล่าวอ้าง

ดังนั้น ณ ตอนนี้ ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเอกชนรายใดต้องรับผิด หรือจะต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวนเท่าใด

คดีปลาหมอคางดำจึงยังต้องติดตามกันต่อไป เพราะท้ายที่สุดแล้ว ใครผิด ใครต้องรับผิด และต้องชดใช้หรือไม่ ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐานและคำวินิจฉัยของศาล

จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด การกล่าวว่าเอกชนรายใด “ผิด” หรือ “ต้องจ่ายค่าเสียหาย” จึงยังเป็นข้อสรุปที่เร็วเกินไป

คดีปลาหมอคางดำเดินหน้า! แต่ข้อเท็จจริงยังมืดแปดด้าน? เจาะ 4 ปมใหญ่ที่ต้องแกะรอยย้ำ!

0

สะเทือนวงการสัตว์น้ำ! ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า สายตาคนทั้งประเทศเตรียมจับจ้องไปที่ชั้นศาลในคดี “ปลาหมอคางดำ” มหาภัยเอเลี่ยนสปีชีส์ที่ทำลายระบบนิเวศและกระเป๋าเงินเกษตรกรจนพังพินาศ! แต่งานนี้บอกเลยว่าอย่าเพิ่งรีบด่วนตัดสิน หรือชี้หน้าว่าใครคือ “แพะ” หรือ “แกะ” เพราะคำถามสำคัญคือ… ข้อเท็จจริงที่อยู่ในมือมันชัดเจนพอหรือยัง? ศาลอุทธรณ์จะอนุญาตให้ฟ้องแบบกลุ่ม (Class Action) ได้หรือไม่? วันนี้ ‘บิ๊กเกรียน’ จะพาไปกาง 4 ข้อเท็จจริงสุดย้อนย้อนชวนคิด ที่สังคมต้องตั้งสติและเค้นหาความจริงไปพร้อมกัน!

ข้อเท็จจริงข้อแรก การนำเข้าปลาหมอคางดำจากต่างประเทศเคยเกิดขึ้นจริง บริษัทที่ถูกกล่าวถึงยืนยันว่าได้นำเข้าปลาจากประเทศกานาในปี 2553 จำนวน 2,000 ตัว และชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการรัฐสภาว่า ปลาตายระหว่างการขนส่งจำนวนมาก ก่อนทยอยตายและส่งมอบส่วนที่เหลือให้กรมประมง

ข้อเท็จจริงข้อที่สอง กรมประมงมีข้อมูลว่าระหว่างปี 2556–2559 ประเทศไทยมีการส่งออกปลาหมอคางดำไปยัง 17 ประเทศ โดยมีผู้ส่งออก 11 ราย แต่ในเวลาต่อมา ผู้ประกอบการบางรายออกมาระบุว่าไม่เคยส่งออกปลาชนิดดังกล่าว ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ข้อมูลการนำเข้าและการส่งออกทั้งหมดได้รับการตรวจสอบและยืนยันตรงกันแล้วหรือยัง

ข้อเท็จจริงข้อที่สาม ปลาหมอคางดำแพร่ระบาดจริง และประชาชนได้รับผลกระทบจริง เรื่องนี้แทบไม่มีข้อโต้แย้ง เพราะทั้งข้อมูลจากภาครัฐและข้อมูลภาคสนามสะท้อนผลกระทบต่อระบบนิเวศและอาชีพประมงอย่างชัดเจน

ข้อเท็จจริงข้อที่สี่ มีการเรียกร้องค่าเสียหายกว่า 2,486 ล้านบาทในคดีแพ่ง แต่ตัวเลขดังกล่าวคือจำนวนเงินที่ผู้ฟ้องเรียกร้อง ไม่ใช่จำนวนความเสียหายที่ศาลรับรองแล้ว และยังต้องพิสูจน์ทั้งขนาดของความเสียหาย ความเชื่อมโยงกับปลาหมอคางดำ และความเชื่อมโยงกับการกระทำของจำเลย

ทั้งหมดนี้นำไปสู่ประเด็นที่สังคมไม่ควรมองข้าม คือ
1.การพิสูจน์ว่า “มีการระบาด” ไม่ใช่เรื่องเดียวกับการพิสูจน์ว่า “ปลามาจากไหน”
2.การพิสูจน์ว่า “มีความเสียหาย” ก็ไม่ใช่เรื่องเดียวกับการพิสูจน์ว่า “ใครต้องรับผิดชดใช้”

ระหว่างสองเรื่องนี้ ยังมีช่องว่างของข้อเท็จจริงที่ต้องอาศัยพยาน หลักฐาน และการตรวจสอบย้อนกลับ ไม่ใช่เพียงข้อสันนิษฐานหรือความเชื่อของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

สังคมควรจับตาอาจไม่ใช่เพียงว่า “ใครแพ้หรือชนะคดี” แต่ควรให้ความสำคัญกับข้อมูลทุกชุดได้รับการตรวจสอบย้อนกลับจนสามารถอธิบายเส้นทางของปลาหมอคางดำ ความเสียหายที่เกิดขึ้น และความเชื่อมโยงกับผู้ที่ถูกกล่าวหาได้ครบถ้วนแล้วหรือยัง เพราะในคดีที่กระทบทั้งประชาชน สิ่งแวดล้อม และภาคเกษตรกรรม ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อข้อสรุปตั้งอยู่บนหลักฐานที่ตรวจสอบได้ มากกว่าข้อสันนิษฐานที่ยังรอคำตอบ.

เมืองไทยประกันชีวิต ร่วมกับ มูลนิธิเมืองไทยยิ้ม สานต่อ “โครงการแสงแก้ว” ปีที่ 8 คืนการมองเห็น สร้างคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยและกลุ่มเปราะบาง

0

เมืองไทยประกันชีวิต และมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม เดินหน้า “โครงการแสงแก้ว การผ่าตัดต้อกระจกเพื่อผู้สูงวัยที่ขาดแคลน” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ร่วมกับกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และโรงพยาบาลจักษุบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ขยายโอกาสการเข้าถึงการรักษาต้อกระจกให้แก่ผู้สูงวัยและกลุ่มเปราะบางที่ขาดแคลนในพื้นที่ “นิคมสร้างตนเอง” ตั้งเป้ารักษา 75 ดวงตาในปี 2569 พร้อมสนับสนุนโรงพยาบาลจักษุบ้านแพ้วอีก 200,000 บาท เพื่อเดินหน้าช่วยเหลือผู้สูงวัยที่ขาดแคลนอย่างต่อเนื่อง

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เมืองไทยประกันชีวิตและมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการช่วยให้ผู้สูงอายุที่ขาดแคลนสามารถเข้าถึงการรักษาที่จำเป็น เพราะปัญหาด้านการมองเห็นส่งผลต่อการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ทั้งการดูแลตนเอง การทำงาน และการใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัว

“โครงการแสงแก้วดำเนินมาต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 สิ่งที่เราอยากเห็นคือผู้สูงวัยที่มีปัญหาต้อกระจก แต่ยังขาดโอกาสในการรักษา ได้กลับมามองเห็นและใช้ชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น การมองเห็นอีกครั้งอาจหมายถึงการกลับมาดูแลตัวเองได้ กลับไปทำสิ่งที่คุ้นเคย หรือมีความมั่นใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น ปีนี้เราจึงขยายความร่วมมือกับกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงผู้สูงวัยและกลุ่มเปราะบางในพื้นที่นิคมสร้างตนเองมากขึ้น” นายสาระกล่าว

โครงการ “แสงแก้ว การผ่าตัดต้อกระจกเพื่อผู้สูงวัยที่ขาดแคลน” เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 จากความร่วมมือของเมืองไทยประกันชีวิต มูลนิธิเมืองไทยยิ้ม และโรงพยาบาลจักษุบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อช่วยเหลือผู้สูงวัยที่มีปัญหาต้อกระจกและขาดแคลนทุนทรัพย์ในการรักษา ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้สนับสนุนเงินรวม 8,300,000 บาท คิดเป็นการรักษา 830 ดวงตา และมีผู้ป่วยโรคต้อกระจกได้รับการรักษาแล้ว 735 ดวงตา

สำหรับการดำเนินงานในปี 2569 เมืองไทยประกันชีวิตและมูลนิธิเมืองไทยยิ้มได้ร่วมกับ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นำโครงการแสงแก้วเข้าไปช่วยเหลือผู้สูงวัยและกลุ่มเปราะบางที่ขาดแคลนในพื้นที่ “นิคมสร้างตนเอง” ภายใต้การดูแลของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ตั้งเป้ารักษาต้อกระจก 75 ดวงตา ด้วยงบประมาณโครงการจำนวน 750,000 บาท ครอบคลุมพื้นที่นิคมสร้างตนเอง 5 แห่ง ในจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ ยะลา และนครราชสีมา

ในโอกาสนี้ เมืองไทยประกันชีวิต ได้มอบความร่วมมือโครงการ “แสงแก้ว การผ่าตัดต้อกระจกเพื่อผู้สูงวัยที่ขาดแคลน” ปีที่ 8 ให้แก่ นางพรนิภา มาสิลีรังสี รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ พร้อมมอบเงินสนับสนุนสมทบทุนโครงการแสงแก้ว จำนวน 200,000 บาท ให้แก่โรงพยาบาลจักษุบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร โดยมี แพทย์หญิงพัทธ์ศรัณย์ ธนะสุพรรณ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจักษุบ้านแพ้ว   เป็นผู้รับมอบ เพื่อใช้ดำเนินโครงการและขยายโอกาสการเข้าถึงการรักษาแก่ผู้สูงวัยที่ขาดแคลน    โดยมี นางพิตราภรณ์ บุณยรัตพันธุ์ รองประธานกรรมการ มูลนิธิเมืองไทยยิ้ม นายปราโมทย์ ศักดิ์กำจร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส และนายแพทย์อธิป กมลเสรีรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยผู้บริหารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ และโรงพยาบาลจักษุบ้านแพ้ว ร่วมเป็นเกียรติ ณ เมืองไทยประกันชีวิต สำนักงานใหญ่

นายสาระ กล่าวสรุปว่า “เมืองไทยประกันชีวิตและมูลนิธิเมืองไทยยิ้มมุ่งมั่นสานต่อ “โครงการแสงแก้ว” เพื่อช่วยให้ผู้สูงวัยและผู้ที่ขาดแคลนเข้าถึงการรักษาต้อกระจกได้อย่างทั่วถึง พร้อมคืนการมองเห็นและเพิ่มโอกาสในการกลับมาดูแลตนเอง ใช้ชีวิตประจำวัน และดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น”

# #

แหวกม่านน้ำสีสวย : เจาะลึกรอยรั่วตลาดปลาส่งออก กับวิกฤตสัตว์ต่างถิ่นที่ไทยต้องเร่งอุดช่องโหว่

0

ภายใต้ผิวน้ำที่ดูเงียบสงบและสีสันอันวิจิตรตระการตาของ “ปลาสวยงาม” ที่แหวกว่ายอยู่ในตู้กระจก ใครจะรู้บ้างว่า เบื้องหลังความงามเหล่านี้คือกลไกการค้าขนาดมหึมาที่เชื่อมโยงน่านน้ำทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกัน ในแต่ละวัน สัตว์น้ำนับล้านชีวิตเดินทางข้ามพรมแดน ผ่านน่านฟ้า และมหาสมุทร แต่คำถามที่ซ่อนอยู่ภายใต้ถุงพลาสติกอัดออกซิเจนเหล่านั้นคือ… ท่ามกลางสัตว์น้ำต่างถิ่นนับไม่ถ้วน ใครคือผู้ตรวจสอบอย่างแท้จริงว่า พวกมันคือตัวอะไร เดินทางมาจากไหน และกำลังจะไปจบลงที่ใด?

ประเทศไทยยืนหยัดในฐานะ “มหาอำนาจ” แห่งวงการเพาะเลี้ยงและส่งออกปลาสวยงามระดับโลกมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ปลากัดพื้นบ้านที่วิจิตรราวกับงานศิลปะ ปลาหางนกยูง ปลาคาร์พ ปลาทอง ไปจนถึงสัตว์น้ำต่างถิ่นหายากอีกนับไม่ถ้วน สถิติจากกรมประมงชี้ให้เห็นตัวเลขที่น่าทึ่ง ในช่วงปี 2561-2563 ไทยส่งออกปลาสวยงามเฉลี่ยถึง 86.6 ล้านตัวต่อปี สร้างเม็ดเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 632 ถึงกว่า 700 ล้านบาทต่อปี นี่ไม่ใช่ธุรกิจห้องแถว แต่คืออุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูงที่เป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงเกษตรกรและผู้ประกอบการ SME ทั่วประเทศ แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ เมื่อการค้าขยายตัวอย่างไร้ขีดจำกัด สิ่งที่เติบโตเป็นเงาตามตัวคือ “ความเสี่ยง” โดยเฉพาะเมื่อสินค้านั้นคือ “สิ่งมีชีวิต” ที่สามารถแพร่พันธุ์และรุกรานระบบนิเวศได้หากหลุดรอดออกไปสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

“กล่องปริศนา” กับความท้าทายที่ด่านหน้า

ลองจินตนาการถึงกล่องโฟมส่งออกหนึ่งใบ ภายในนั้นไม่ได้มีเพียงสินค้าชนิดเดียวเหมือนการส่งออกเสื้อผ้าหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่ในหนึ่งออเดอร์ (Shipment) อาจอัดแน่นไปด้วยสัตว์น้ำนับสิบชนิด หลายขนาด และมีจำนวนนับร้อยนับพันตัว ตั้งแต่ปลากัด ปลาหมอสี ปลาอโรวาน่า ไปจนถึงกุ้งแคระและปูสวยงาม สัตว์เหล่านี้บางชนิดเป็นสัตว์พื้นเมือง บางชนิดเป็นเอเลี่ยนสปีชีส์ (Alien Species) และบางชนิดอยู่ภายใต้การควบคุมเข้มงวดของอนุสัญญา CITES  (ข้อตกลงระหว่างประเทศที่ตั้งขึ้นมาเพื่อควบคุมไม่ให้ “การค้าพืชและสัตว์ข้ามชาติ” เป็นสาเหตุทำให้พืชหรือสัตว์เหล่านั้นสูญพันธุ์)

คำถามที่น่ากังวลที่สุดคือ ท่ามกลางกระแสการขนส่งที่เร่งรีบ ระบบตรวจสอบของรัฐมีความรัดกุมเพียงพอหรือไม่ที่จะยืนยันว่า “รายชื่อสัตว์น้ำบนแผ่นกระดาษ” ตรงกับ “สิ่งมีชีวิตที่แหวกว่ายอยู่ในถุง” จริงๆ ทุกถุงและทุกกล่อง? ความหละหลวมเพียงเสี้ยววินาทีนี้เอง ที่กลายเป็น “ช่องโหว่ขนาดใหญ่” ที่เปิดทางให้สัตว์น้ำต่างถิ่นแทรกซึมเข้าและออกจากประเทศโดยไร้ร่องรอย

รอยรั่วที่มองไม่เห็น แต่มีอยู่จริง

การลักลอบไม่ใช่เพียงทฤษฎีสมคบคิด แต่มันคือความเป็นจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ข้อมูลการตรวจยึดของกรมประมงเคยปรากฏหลักฐานชัดเจน เช่นเหตุการณ์เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2561 ที่ด่านตรวจสัตว์น้ำจังหวัดสระแก้ว เจ้าหน้าที่สามารถสกัดจับการลักลอบขนส่งปลาสวยงามและกุ้งแคระรวมกว่า 11 รายการที่กำลังจะถูกส่งออกโดยไร้ใบอนุญาต

แม้ในระดับนโยบาย ภาครัฐจะตื่นตัวและจัดตั้งกลไกต่อต้านการนำเข้า-ส่งออกสินค้าประมงผิดกฎหมาย แต่สิ่งที่สังคมไทยยังคง “มืดแปดด้าน” คือภาพรวมของปัญหา เราไม่เคยมีฐานข้อมูลสาธารณะที่บูรณาการและตอบคำถามพื้นฐานได้ว่า… ในแต่ละปีมีปลาสวยงามถูกลักลอบนำเข้ากี่ตัว? ถูกสกัดจับได้กี่ครั้ง? ชนิดพันธุ์ใดคือตัวการหลักที่เล็ดลอดเข้ามา? และมีเอเลี่ยนสปีชีส์อีกกี่ชนิดที่ผ่านด่านเข้ามาโดยไร้ประวัติต้นทาง?

ตราบใดที่ยังนำข้อมูลสถิติพิกัดศุลกากร (HS Code) มาปะปนกับข้อมูลการลักลอบโดยไม่แยกแยะให้ชัด เราจะไม่มีวันเห็นภาพจริงของรอยรั่วนี้ การจะปะติดปะต่อจิ๊กซอว์ภาพใหญ่ได้ รัฐจำเป็นต้องบูรณาการข้อมูล 3 ส่วนเข้าด้วยกัน คือข้อมูลการค้าที่สำแดง ข้อมูลใบอนุญาตจากกรมประมง และข้อมูลคดีการตรวจยึด เมื่อนั้นจึงจะเห็น “ส่วนต่าง” ระหว่างของที่อยู่ในระบบและของที่ซ่อนอยู่ในเงามืด

วิกฤตของ “ชื่อ” และบทเรียนจากปลาหมอคางดำ

อีกหนึ่งจุดบอดของระบบนี้คือ “ชนิดพันธุ์” (Species) ปลาหนึ่งตัวอาจมีชื่อเรียกนับสิบ ทั้งชื่อท้องถิ่น ชื่อการค้า ชื่อภาษาอังกฤษ และชื่อวิทยาศาสตร์ การปล่อยให้ใช้ระบบกรอกข้อมูลแบบแมนนวลคือความเสี่ยงมหาศาล ความผิดพลาดในการพิมพ์เพียงครั้งเดียวอาจบิดเบือนฐานข้อมูลระดับชาติไปตลอดกาล

กรณีคลาสสิกที่สะท้อนความเปราะบางของระบบนี้ได้ดีที่สุด คือกรณีของ “ปลาหมอคางดำ” ที่เคยปรากฏเป็นข่าวใหญ่ว่ามีประวัติการส่งออกเป็นจำนวนมากในระบบฐานข้อมูล แต่ท้ายที่สุดกรมประมงต้องออกมาชี้แจงว่า เกิดจากความคลาดเคลื่อนในการกรอกข้อมูลชนิดสัตว์น้ำของผู้ส่งออก สิ่งนี้ตอกย้ำให้เห็นว่า ปัญหาหลักอาจไม่ใช่แค่เรื่องของบริษัทใดบริษัทหนึ่งที่ลักลอบ แต่คือ “ความหละหลวมของระบบ” ที่ปล่อยให้เกิดการสำแดงชนิดพันธุ์ผิดพลาด จนไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ได้อย่างแท้จริง

จากบาร์โค้ด สู่ DNA : อนาคตที่ต้องเลือก

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องยกระดับการกำกับดูแล ไม่ใช่ด้วยการเพิ่มกองเอกสารให้ผู้ประกอบการที่สุจริตต้องปวดหัว แต่ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาอุดรอยรั่ว ในเมื่อมีตัวอย่างความสำเร็จแล้วจากการใช้ไมโครชิปและระบบทะเบียนในปลาตะพัด (อโรวาน่า) ทำไมจึงไม่ขยายผลสิ่งนี้?

แนวคิด “Digital Aquatic Animal Passport” สำหรับสัตว์น้ำต่างถิ่นและสายพันธุ์กลุ่มเสี่ยงสูง ควรถูกนำมาใช้จริง เพื่อบันทึกวงจรชีวิตตั้งแต่บ่อเพาะพันธุ์ ผู้นำเข้า ไปจนถึงแพ็กเกจส่งออก เทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่างระบบ AI จดจำภาพ (Species Recognition), QR Code หรือแม้กระทั่ง DNA Barcoding สามารถนำมาใช้ยืนยันชนิดพันธุ์ได้อย่างแม่นยำ ป้องกันการสวมรอยหรือสำแดงเท็จ

ในขณะเดียวกันรัฐต้องใช้หลักการจัดการความเสี่ยง (Risk-based Regulation) ผู้ประกอบการน้ำดีที่มีระบบตรวจสอบย้อนกลับชัดเจน ควรได้รับไฟเขียว (Green Lane) ให้ดำเนินธุรกิจได้สะดวกรวดเร็ว ส่วนความเข้มงวดควรพุ่งเป้าไปที่สายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูง หรือลอจิสติกส์ที่มีประวัติผิดปกติ โดยใช้ Data Analytics เข้ามาช่วยจับสังเกต เช่น ปริมาณการส่งออกที่พุ่งสูงผิดธรรมชาติ หรือประเทศต้นทางที่น่าสงสัย

การเรียกร้องให้จัดระเบียบระบบปลาสวยงามและสัตว์ต่างถิ่น ไม่ใช่การขัดขวางการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในทางตรงกันข้าม นี่คือการ “สร้างภูมิคุ้มกัน” และปกป้องความน่าเชื่อถือของอุตสาหกรรมปลาสวยงามไทย ภาครัฐต้องกล้าที่จะกางข้อมูลสถิติให้โปร่งใส เลิกคาดเดาปัญหาจากเหตุการณ์รายวัน แต่ใช้ Data เป็นไฟฉายส่องเข้าไปในมุมมืด เพราะในอนาคตอันใกล้ สงครามการค้าสัตว์มีชีวิตระดับโลก จะไม่ได้วัดกันแค่ว่า “ใครเพาะปลาได้สีสวยกว่ากัน” แต่มันจะชี้วัดกันที่ว่า…ประเทศใดสามารถพิสูจน์ได้ว่าปลาทุกตัวที่ส่งออกและนำเข้า คือตัวอะไร มาจากไหน ถูกกฎหมายหรือไม่ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะช่วยรักษาไว้ซึ่งเม็ดเงินมหาศาลทางเศรษฐกิจ และปกป้องระบบนิเวศให้ปลอดภัยจากภัยเงียบของสัตว์ต่างถิ่นอย่างยั่งยืน

ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ลงนาม MOU ยกระดับทักษะบุคลากรองค์กรด้วยหลักสูตรธุรกิจยุคใหม่ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล

0

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และนางสาวบุปผา เรืองสุด อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็น 1 ใน 12 หน่วยงานเครือข่ายพัฒนาฝีมือแรงงานที่ร่วมลงนาม โดยมี       นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดงาน และ พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายฝีมือแรงงานรวม 30 แห่ง เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569

ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ และกรมพัฒนาฝีมือแรงงานจะร่วมกันยกระดับทักษะพนักงานบริษัทจดทะเบียนและองค์กรทั่วไปต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 ปี (พ.ศ. 2569 – 2571) ผ่านโครงการ SET DSD e-Learning แพลตฟอร์มเรียนรู้ออนไลน์ด้านธุรกิจสมัยใหม่ เนื้อหาครอบคลุม อาทิ  ESG, AI และ Soft Skills ในระยะต่อไป                

ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีแผนบูรณาการเนื้อหาเข้าสู่ระบบ One Platform for Skill Development ของกระทรวงแรงงาน เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงการเรียนรู้ให้กว้างขึ้น องค์กรที่สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.setlink.set.or.th/th/education/accredited-course/11-dsd

คว้าโอกาสลงทุน ค้นหุ้นเติบโตในงาน JUMP+ INVESTOR DAY 2026

0

อยากเจาะลึก “หุ้นเติบโต” แต่ไม่รู้ว่าควรเริ่มวิเคราะห์จากตรงไหน?
เพราะการหาหุ้นที่มีโอกาสเติบโต ไม่ได้ดูแค่ตัวเลขผลประกอบการ แต่ต้องมองให้ครบทั้งเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม กลยุทธ์ของบริษัท และปัจจัยที่จะขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต
ชวนมาคว้าโอกาสการลงทุน ค้นหาหุ้นเติบโตในกลุ่ม JUMP+ ร่วมหาคำตอบว่า “หุ้นแบบไหน” ที่มีศักยภาพเติบโต และอะไรคือสิ่งที่นักลงทุนควรมองให้ลึกกว่าตัวเลข ในงาน JUMP+ INVESTOR DAY 2026: คว้าโอกาสการลงทุน ค้นหาหุ้นเติบโต

ไฮไลต์เด็ดในงานที่นักลงทุนห้ามพลาด

  • มาเปิดมุมมองใหม่ในตลาดทุนไทยกับคุณอัสสเดช คงสิริ
  • อัปเดตภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยกับคุณไพบูลย์ นลินทรางกูร และ ดร. พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย
  • ฟังวิสัยทัศน์และการเติบโตแบบ JUMP+ จาก CEO ตัวจริง (TISCO, MOSHI, TEGH, LTMH)
  • ถอดรหัส “หุ้นแบบไหน…ที่จะเป็นผู้ชนะในอีก 3 ปี” จากมุมมอง ผู้จัดการกองทุน x ผู้ลงทุนยุคใหม่ x นักวิเคราะห์
  • เปิดโผ 10 หุ้น JUMP+ Growth Picks ที่นักวิเคราะห์จับตา

พบกันวันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2569
⏰ เวลา 09:30 – 16:00 น.
📍 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถนนรัชดาภิเษก
ลงทะเบียนร่วมงานฟรี : https://bit.ly/4qRJl2I

โค้งสุดท้าย! ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชวนร่วมงานสัมมนาธุรกิจครอบครัวแห่งปี 25 ก.ย. นี้

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ขอเชิญเจ้าของธุรกิจ ทายาทรุ่นใหม่ ผู้บริหาร ที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัว ร่วมงานสัมมนา “The 4th SET Annual Conference on Family Business” ภายใต้แนวคิด “แกร่งข้ามรุ่น เติบโตข้ามความไม่แน่นอน (Growth & Resilience in an Uncertain World)” วันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2569 เวลา 08.30 – 15.30 น. ณ หอประชุมศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย ชั้น 7 ตลาดหลักทรัพย์ฯ

พบไฮไลต์ของงาน เปิดเวทีด้วยมุมมองกลยุทธ์ธุรกิจครอบครัวระดับโลกโดย Gautam Kumra — Senior Partner and Chairman-Asia, McKinsey & Company พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์จริงกับ 3 ผู้นำธุรกิจชั้นนำ ได้แก่ นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) นายปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด และศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ตลอดจนเจาะลึกแนวทางปฏิบัติที่นำไปประยุกต์ใช้ได้จริงผ่าน 4 ห้องสัมมนาย่อย (Breakout Rooms) 

รีบสมัครด่วน เหลือเพียง 50 ที่นั่งสุดท้ายเท่านั้น ผู้เข้าร่วมงานจะได้รับสิทธิ์ชม Video Rerun ทุกห้องนาน 1 เดือน พร้อมรับ Exclusive Gift หนังสือ 2 เล่ม ได้แก่ “6C สูตรสำเร็จและความล้มเหลวของธุรกิจครอบครัวไทย” และ “ภูเขาไฟอยู่ในบ้าน” ลงทะเบียนได้ที่ https://set-event-registration.setgroup.or.th/e/4th-family-business-conference หรือสอบถาม SET Contact Center โทร. 0 2009 9999