Home Blog Page 2

“ไข่ไก่” จากอาหารกลางวัน สู่โอกาสของเยาวชน

0

อาหารกลางวันหนึ่งมื้อ อาจเปลี่ยนวันธรรมดาให้มีความหมาย สำหรับเด็กในพื้นที่ห่างไกล ไข่ไก่ฟองเดียวเป็นทั้งโภชนาการที่ดี พลังสู่การเรียนรู้ และเป็นความหวัง … โครงการ “ซีพีเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” ดำเนินงานต่อเนื่องสู่ปีที่ 37 ที่เป็นอีกแรงขับเคลื่อนในการวางรากฐานอาหารกลางวันที่ยั่งยืน และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กไทยอย่างเป็นรูปธรรม

ภาวะโภชนาการไม่สมดุล “วิกฤตเงียบ” ของเด็กในพื้นที่ห่างไกล

ข้อมูลจากกรมอนามัยเผยว่า เด็กไทยวัยเรียนกว่า 1 ใน 7 คน กำลังเผชิญภาวะโภชนาการไม่สมดุล ทั้งเตี้ย แคระแกร็น ผอม หรืออ้วนเกินเกณฑ์ ซึ่งเป็นผลจาก “การเข้าถึงอาหารไม่เท่าเทียม” โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ภาพความเหลื่อมล้ำนี้สะท้อนปัญหาที่ลึกกว่า “ความหิว” แต่คือการสูญเสียศักยภาพของชาติในอนาคต

ไข่ไก่…คำตอบของโภชนาการที่ดี

เครือซีพี โดยมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท (มูลนิธิซีพี) จึงน้อมนำแนวพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการส่งเสริมภาวะโภชนาการแก่นักเรียนในถิ่นธุรกันดาร

โดยเริ่มต้นโครงการตั้งแต่ พ.ศ. 2532 เพื่อส่งเสริมให้โรงเรียนในชนบท สามารถเลี้ยงไก่ไข่เองได้จริง โดยมีเด็กนักเรียนเป็นผู้ลงมือดูแลไก่ไข่ร่วมกับครูพี่เลี้ยงในโรงเรียน ได้ผลผลิตไข่ไก่สด สะอาด คุณภาพดี สร้าง “ภาวะโภชนการที่ดี” ให้เด็กไทย

โดยมีซีพีเอฟนำความเชี่ยวชาญของบริษัทฯมาใช้ถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์ การปรับใช้เทคโนโลยีต่างๆ ให้กับนักเรียนและคุณครูในโรงเรียน พร้อมสนับสนุนโรงเรือน-อุปกรณ์มาตรฐาน แม่พันธุ์ไก่ไข่ และอาหารไก่ในการเลี้ยงรุ่นแรก พร้อมส่งนักสัตวบาลให้คำแนะนำและติดตามการเลี้ยงตลอดโครงการอย่างต่อเนื่อง

ทุกฟองที่ได้ไม่เพียงเป็นอาหารกลางวันสดใหม่ ยังกลายเป็น “ห้องเรียนโภชนาการ” ที่เด็กๆ ได้เรียนรู้จากการลงมือทำจริง

“จากเดิมเด็กนักเรียนบริโภคไข่เฉลี่ยปีละ 156 ฟอง หลังเข้าร่วมโครงการ เพิ่มเป็น 276 ฟองต่อคนต่อปี เพิ่มขึ้นกว่า 77%”

เลี้ยงไก่ไข่ให้ยั่งยืนได้ด้วยตัวเอง

โครงการนี้ไม่ใช่แค่ให้ไก่ แต่ “ให้ระบบคิด” ผ่านโมเดล “ลงทุนครั้งเดียว โรงเรียนเลี้ยงต่อเนื่อง” โรงเรียนสามารถสร้างรายได้จากการขายไข่และแม่ไก่ปลดในแต่ละรุ่น เกิด “กองทุนหมุนเวียน” มากกว่า 1 แสนบาท ตั้งแต่รุ่นที่ 1 และกองทุนสะสมเติบโตเฉลี่ยรุ่นละกว่า 3 หมื่นบาท เพื่อใช้ซื้อแม่พันธุ์และอาหารรุ่นต่อไปในราคาต้นทุนจากบริษัทฯ โดยไม่ต้องพึ่งพาการสนับสนุนภายนอกอีก

หลายโรงเรียน เช่น โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 47 จ.เพชรบุรี และโรงเรียน ตชด.บ้านป่าหมาก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ดำเนินโครงการต่อเนื่องมากว่า 20–29 ปี จนกลายเป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชน”

น้องส้มโอ – ด.ญ.วรรณศิริ สุขแสงดาว ชั้นป. 5 โรงเรียน วัดบางปิดล่าง (ราษฎร์สงเคราะห์) อ.แหลมงอบ จ.ตราด เล่าว่า ตนเองเริ่มเลี้ยงตั้งแต่ ป.3 ได้เรียนรู้วิธีเลี้ยงไก่ รู้สึกภูมิใจที่ได้ดูแลไก่จนได้ไข่ไก่เป็นอาหารกลางวันให้กับทุกคน ชอบทานไข่ไก่ โดยเฉพาะเมนูไข่พะโล้ ที่ทั้งอร่อยและไข่ก็เป็นโปรตีนที่ดีสำหรับร่างกาย

ผลลัพธ์ที่มากกว่าอาหารกลางวัน

วันนี้ โครงการฯ ขยายครอบคลุม 1,018 โรงเรียน ใน 74 จังหวัดทั่วประเทศ มีนักเรียน 229,673 คน ครู-บุคลากร 17,473 คน และชุมชน 2,690 แห่ง ได้รับประโยชน์ ทั้งด้านอาหาร การศึกษา และอาชีพ โดยเฉพาะผู้พิการ 535 คน ที่มีงานทำจากการจ้างงานโดยซีพีเอฟ เพื่อทำหน้าที่เป็นบุคลากรผู้ช่วยเลี้ยงไก่ไข่ให้แก่โรงเรียนในชุมชนพวกเขาเอง และเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่เท่าเทียมและเอื้ออาทร

เด็กมีอาหารโปรตีนคุณภาพดี โรงเรียนมีรายได้หมุนเวียน ชุมชนได้ไข่ราคาย่อมเยา ประเทศมีบุคลากรคุณภาพในอนาคต พร้อมต่อยอดขยายผลเกิดเป็นกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

พัฒนาไม่หยุด สู่ยุค ‘เกษตรดิจิทัล’

ซีพีเอฟยังยกระดับโรงเรียนต้นแบบด้วยระบบ IoT และแอปพลิเคชันติดตามผลแบบเรียลไทม์ เพื่อดูแลสภาพแวดล้อมโรงเรือน วิเคราะห์ประสิทธิภาพการเลี้ยง และควบคุมระบบน้ำ แสง และอุณหภูมิอัตโนมัติ ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และฝึกเด็กให้รู้เท่าทันเทคโนโลยีเกษตรยุคใหม่

นอกจากนี้ โครงการฯ ยังช่วยสร้างประสบการณ์การเรียนรู้จากการปฏิบัติ ทั้งการเลี้ยงไก่ การจัดการฟาร์ม และการบริหารจัดการผลผลิต ที่สามารถพัฒนาสู่การเป็น “แหล่งเรียนรู้ Action Base Learning”

จากโรงเรียนสู่ชุมชน

ทุกโรงเรียนในโครงการไม่ได้เป็นแค่ผู้ผลิตไข่ แต่เป็น “ศูนย์เรียนรู้ชุมชน” ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเลี้ยงไก่ การจัดการกองทุน และการบริหารขยะจากมูลไก่สู่ปุ๋ยอินทรีย์ ต้นแบบของ Community Eco-System ที่ขับเคลื่อนโดยคนในพื้นที่เอง ที่สำคัญยังเป็น “คลังอาหารชุมชน” ผู้สร้างแหล่งโปรตีนสำคัญให้กับชาวชุมชนได้อย่างแท้จริง

ไข่หนึ่งฟองจากโครงการซีพีเลี้ยงไก่ไข่ฯ ไม่ได้เป็นเพียงมื้อเที่ยง แต่นั่นคือ ‘หนึ่งฟองจากใจ ซีพี-ซีพีเอฟ เพื่ออนาคตเด็กไทยกินดี โตดี มีคุณค่า’ เป็นการลงทุนในพลังสมองและอนาคตของเด็กไทย ที่จะกลายเป็นโมเดลการเลี้ยงไก่ที่สร้างรายได้หมุนเวียน ต่อยอดสู่การฝึกทักษะสู่ชุมชน เป็นสูตรสำเร็จที่ทำได้และขยายผลได้จริง .

คลิกชมคลิป >> https://youtu.be/JAGs-2gWhOE?si=I00_j2bUGtfBlleR

เคานต์ดาวน์สุดอลัง “SIAM SQUARE STREET OF DREAMZ 2026”AIS SIAM x PMCU ยกทัพศิลปินชั้นนำสร้างความมันส์สะเทือนสยามสแควร์

0

เคานต์ดาวน์ยิ่งใหญ่ใจกลางสยาม “SIAM SQUARE STREET OF DREAMZ 2026 Presented by AIS SIAM”  เนรมิต AIS SIAM และสยามสแควร์ให้กลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งความสุขและความบันเทิง ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง AIS SIAM และ PMCU สร้างปรากฏการณ์ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2569 อย่างยิ่งใหญ่โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กรและรัฐกิจสัมพันธ์ เอไอเอส เข้าร่วมงาน ท่ามกลางบรรยากาศการเฉลิมฉลองที่คึกคักที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ หลั่งไหลเข้าร่วมงานจนแน่นเต็มพื้นที่สยามสแควร์ตลอดทั้งเส้น รวมถึงยังได้รับความสนใจจากผู้ชมออนไลน์ทั่วโลกผ่านการถ่ายทอดสดผ่านเพจ Facebook Siam Square สยามสแควร์ และ Instagram AIS SIAM

ภายในงานเต็มไปด้วยกิจกรรมความสนุก และโชว์สุดพิเศษจากทัพศิลปินดัง โดยเปิดเวทีด้วย Sugar ’N Spice ก่อนส่งต่อความสนุกให้ SERIOUS BACON, TALAY และ bamm ที่ขนเพลงฮิตและโชว์สุดมันส์เรียกเสียงเชียร์จากผู้ร่วมงานอย่างต่อเนื่อง ต่อด้วย เจษ เจษฎ์พิพัฒ และ ไบเบิ้ล วิชญ์ภาส สร้างรอยยิ้มจากแฟนๆ ตามด้วยโชว์สุดพิเศษจากคู่หูขวัญใจมหาชน พี่จอง และ คัลแลน ก่อนส่งต่อเวทีให้คู่จิ้นสุดฮอต เติ้ล มติมันต์ และ เฟิร์สวัน วรรณกร ในช่วงโค้งสุดท้ายของคืนเคานต์ดาวน์ และในช่วงวินาทีสำคัญเวลา 00.00 น. กับไฮไลต์การยิงเปเปอร์ชู้ตข้อความคำอวยพรปีใหม่ลายมือของศิลปินที่มาร่วมงาน เพื่อส่งต่อความสุขให้แฟนคลับและผู้ร่วมงานทุกคน ก่อนปิดท้ายค่ำคืนด้วยโชว์ของบอยกรุ๊ป LYKN ที่สร้างความมันส์ต่อเนื่องแบบข้ามปี ปิดฉากคืนเคานต์ดาวน์อย่างสมบูรณ์แบบ

ความสนุกยังไม่จบเพียงค่ำคืนเดียว SIAM SQUARE STREET OF DREAMZ 2026 เปิดพื้นที่ให้คนมีฝันได้โชว์ความสามารถ แสดงตัวตน และสนุกกับสตรีทคัลเจอร์แบบเด็กสยาม พร้อมกิจกรรมจากพาร์ทเนอร์แบรนด์ดัง ให้ทุกคนได้มาเติมเต็มโมเมนต์ความสุขให้ทุกคนได้สนุกไปกับ “ถนนแห่งความฝัน” อย่างต่อเนื่องจนถึงวันที่ 4 มกราคม 2569

ทั้งนี้ AIS ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาแห่งความสุข ด้วยการเสริมศักยภาพโครงข่ายในพื้นที่จัดงานเคานต์ดาวน์ทั่วประเทศ พร้อมระบบ Autonomous Network ดูแลคุณภาพทุกการใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง ให้ทุกการสื่อสารเป็นไปอย่างราบรื่นและอุ่นใจ ตอกย้ำบทบาทเครือข่ายที่เชื่อมต่อความสุขทุกเทศกาล

เอไอเอสเปิดสถิติ Data คืนเคานต์ดาวน์พุ่ง สูงสุด 515% สยามสแควร์ฮอตครองใจ Gen C ดัน 5G โต 226%

0

AIS เครือข่ายเชื่อมความสุขทุกเทศกาล ทั้งมือถือ-เน็ตบ้าน-วิดีโอสตรีมมิ่งโตแรงทั่วประเทศ เผย Data คืนเคานต์ดาวน์ของลูกค้าและคนไทยช่วงเทศกาลส่งท้ายปี ระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 06.00 น. – 1 มกราคม 2569 เวลา 06.00 น. สะท้อนความคึกคักของการเดินทางท่องเที่ยวและกิจกรรมเคานต์ดาวน์ทั่วประเทศ โดยเฉพาะแลนด์มาร์กที่สำคัญของกรุงเทพฯ ใจกลางเมือง สยามสแควร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่จัดงานสำคัญ ที่ AIS ร่วมสร้างประสบการณ์เฉลิมฉลองผ่านเวที “SIAM SQUARE STREET OF DREAMZ 2026 presented by AIS SIAM” เปรียบเทียบการใช้งาน Data บนพื้นที่สยามสแควร์ ในวันที่ 31 ธ.ค. 68 กับปีที่แล้วพุ่งสูงขึ้นถึง 226% และแลนด์มาร์คสำคัญอย่างไอคอนสยาม ที่ AIS 5G Data ทะยายสูงขึ้นถึง 515% และพบว่ามีการใช้งานดาต้าในการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มต่างๆ  โดยเฉพาะ Facebook ที่มีปริมาณการใช้งานมากกว่า 28.3 ล้าน GB และยังคงเติบโตขึ้น ขณะที่ YouTube มีปริมาณการใช้งานกว่า 12.1 ล้าน GB ขณะที่ TikTok มีปริมาณการใช้งานกว่า 4.3 ล้าน GB พบว่าพฤติกรรมผู้ใช้งานที่กระจายการเสพคอนเทนต์ไปยังหลากหลายแพลตฟอร์มมากขึ้น สะท้อนว่าคนไทยใช้ชีวิตบนดิจิทัลเป็นฐาน (Digital-First) อย่างเต็มรูปแบบ จากพฤติกรรมการใช้งานที่เปลี่ยนเป็นดิจิทัลแบบ Embedded Digital

นายกิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยี เอไอเอส กล่าวว่า “ช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่สะท้อนพฤติกรรมดิจิทัลของคนไทยได้อย่างชัดเจนที่สุด ผู้คนเชื่อมต่อเพื่อส่งต่อความสุข ไม่ว่าจะเป็นการแชร์โมเมนต์เคานต์ดาวน์ การไลฟ์สตรีม คอนเทนต์บันเทิง หรือการสื่อสารกับครอบครัวตลอดช่วงวันหยุด ข้อมูลการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะวิดีโอและโซเชียลมีเดีย ถือเป็นบทพิสูจน์ศักยภาพของโครงข่ายดิจิทัลในยุคปัจจุบัน ว่า AIS มีความพร้อมโครงข่ายอัจฉริยะทั้งมือถือและเน็ตบ้านอย่างเต็มขีดความสามารถ ครอบคลุมทุกพื้นที่สำคัญทั่วประเทศ เพื่อรองรับการใช้งานที่หนาแน่นได้อย่างมีเสถียรภาพ ภายใต้แนวคิด ‘เครือข่ายเชื่อมความสุขทุกเทศกาล’ อินไซต์ปีนี้สะท้อนชัดว่าคนไทยให้ความสำคัญกับประสบการณ์ออนไลน์มากขึ้น และ AIS พร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงข่ายอัจฉริยะอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าสามารถเชื่อมต่อ แบ่งปัน และเฉลิมฉลองทุกช่วงเวลาสำคัญได้อย่างไร้รอยต่อ”

ไฮไลต์อินไซต์การใช้งาน Data บนมือถือ และอินเทอร์เน็ตบ้าน ในช่วงปีใหม่ 2569

สถิติการใช้งาน Data บนมือถือ ในช่วงวันที่ 31 ธ.ค. 68 เวลา 06.00 น. – 1 ม.ค. 69 เวลา 06.00 น.

  • Top 10 จังหวัดที่มีการใช้งานดาต้าสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพฯ, ชลบุรี, นครราชสีมา, สมุทรปราการ, เชียงใหม่, ปทุมธานี, ระยอง, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช และ สงขลา
  • Top 5 จุดเช็คอินเคานต์ดาวน์เคานต์ดาวน์ในกรุงเทพฯ ที่มีการใช้งานดาต้าสูงสุด ในคืนวันที่ 31 ธ.ค. 68 ได้แก่ Chao Phraya Ferry Route, Central World, Icon Siam, Asiatique The Riverfront และ Siam Square
  • Top 5 สถานที่จัดงานเคานต์ดาวน์ทั่วประเทศ ใช้งานสูงสุด ในคืนวันที่ 31 ธ.ค. 68 ได้แก่ พัทยา, บางแสน, ชะอำ, จันทบุรี และ สงขลา
  • ช่วงเวลา 21.00 – 22.00 คือช่วงเวลาที่ลูกค้าใช้งานมือถือสูงสุดในคืนข้ามปี ตั้งแต่ช่วง 18.00 – 00.00 น. วันที่ 31ธ.ค. 68
  • โซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มที่มีการใช้งานสูงสุด ในช่วงวันคืนวันเคานต์ดาวน์ 31 ธ.ค. 68  – 1 ม.ค. 69 ได้แก่ Facebook, Youtube, Line, Tiktok และ Instagram

สถิติการใช้งาน Data บนอินเทอร์เน็ตบ้าน AIS 3BB FIBRE 3 ในช่วงวันที่ 31 ธ.ค. 68 เวลา 06.00 น. – 1 ม.ค. 69 เวลา 06.00 น.

  • Top 10 จังหวัดที่มีการใช้งานดาต้าสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพฯ, ชลบุรี, เชียงใหม่, นนทบุรี, ปทุมธานี, นครราชสีมา,

สมุทรปราการ, ขอนแก่น, สงขลา  และ ระยอง          

  • ช่วงเวลา 21:00 – 22:00 คือช่วงเวลาที่ลูกค้าใช้งานอินเทอร์เน็ตบ้านสูงสุดในคืนข้ามปี ตั้งแต่ช่วง 18.00 – 24.00 วันที่ 31ธ.ค. 68
  • แอปพลิเคชันที่ใช้งานสูงสุด ในช่วงวันที่ 28 – 31 ธ.ค. 68 ได้แก่ Youtube, Tiktok, Facebook, Instagram และ Netflix

และ สถิติการใช้งานบนแอป AIS PLAY ในช่วงวันที่ 31 ธ.ค. 68 เวลา 06.00 น. – 1 ม.ค. 69 เวลา 06.00 น.

ประเภทคอนเทนต์ที่คนรับชมมากที่สุด ได้แก่ คอนเทนต์กีฬา เช่น ฟุตบอล, บาสเกตบอล NBA และรองมาคือคอนเทนต์บันเทิง เช่น ซีรีส์, ภาพยนตร์ และอื่นๆ

AIS ยืนยันความมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงข่ายอัจฉริยะ 5G และ AIS 3BB FIBRE 3 ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยการนำอินไซต์จากการใช้งานจริงมาวิเคราะห์และเพิ่มขีดความสามารถของเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนไทยเชื่อมต่อได้อย่างราบรื่นทุกเทศกาล และทุกช่วงเวลาสำคัญ

เอไอเอสใช้พลังดิจิทัลสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก สู่การยอมรับบนเวทีโลก Shorty Impact Awards 2025

0

เอไอเอสตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านเทคโนโลยีดิจิทัลของประเทศไทย คว้า 2 รางวัลจาก Shorty Impact Awards 2025  เวทีรางวัลระดับโลกด้านการสื่อสารดิจิทัลและการตลาดเพื่อสังคมที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากองค์กร แบรนด์ และเอเจนซีชั้นนำทั่วโลก โดยมุ่งยกย่องผลงานด้าน Impact-driven Communication และ Purpose-driven Innovation ซึ่งสะท้อนการใช้พลังของดิจิทัล เทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย และการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่เกิดผลจริงต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของเอไอเอสในการดำเนินธุรกิจตามแนวคิด ESG โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนแคมเปญเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ผ่านโซเชียลมีเดีย ดิจิทัลคอนเทนต์ และนวัตกรรมออนไลน์ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมจากประชาชนและพันธมิตรหลากหลายภาคส่วน ร่วมกันขยายผลลัพธ์เชิงบวกในวงกว้าง ครอบคลุมทั้งมิติความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ การดูแลสิ่งแวดล้อม และการสร้างโอกาสทางดิจิทัลอย่างทั่วถึงและยั่งยืน  โดยเอไอเอสเป็นองค์กรจากประเทศไทยเพียงรายเดียวที่ได้รับรางวัลจากเวที 10th Annual  Shorty Impact Awards 2025  ด้วยผลงานแคมเปญ “รอยยิ้มใหม่ใกล้ฉัน” ภายใต้โครงการอุ่นใจไซเบอร์  ที่ได้รับรางวัลระดับ Winner สาขา Corporate Social Responsibility Campaign  และผลงาน AIS Hub of E-Waste ภายใต้โครงการ คนไทยไร้ E-Waste ที่ได้รับรางวัลระดับ Bronze สาขา Partnerships

สายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กรและรัฐกิจสัมพันธ์ เอไอเอส

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กรและรัฐกิจสัมพันธ์ เอไอเอส กล่าวว่า “เอไอเอสเชื่อว่าการสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างยั่งยืนต้องอาศัยพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดย 2 รางวัลจาก Shorty Impact Awards 2025 ซึ่งเป็นเวทีระดับโลกที่ได้รับการยอมรับจากองค์กร แบรนด์ และเอเจนซีจากทั่วโลก และเป็นเวทีที่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเอไอเอสในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและการสื่อสารอย่างมีเป้าหมาย เพื่อขยายผลลัพธ์เชิงบวกด้านความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ การดูแลสิ่งแวดล้อม และการสร้างโอกาสทางดิจิทัลอย่างต่อเนื่องในระยะยาว พร้อมยกระดับบทบาทขององค์กรไทยบนเวทีโลกอย่างยั่งยืน”

เมืองไทยประกันชีวิต-มูลนิธิเมืองไทยยิ้ม มอบเงินสนับสนุนการศึกษาให้แก่ สภาสังคมสงเคราะห์ฯ

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ มูลนิธิเมืองไทยยิ้ม โดย นายโพธิพงษ์ ล่ำซำ ประธานกรรมการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย นางยุพา ล่ำซำ ที่ปรึกษามูลนิธิเมืองไทยยิ้ม ให้เกียรติเป็นประธานมอบเงินสนับสนุนการศึกษา จำนวน 400,000 บาท ให้แก่ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อเป็นทุนการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ประจำปี 2568 รวมจำนวน  47 ทุน  โดยมีนางพิตราภรณ์ บุณยรัตพันธุ์ รองประธานกรรมการ มูลนิธิเมืองไทยยิ้ม และ นายปราโมทย์ ศักดิ์กำจร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ร่วมในพิธี

ในโอกาสนี้ ได้รับเกียรติจาก นางอัจฉรา เกษมวัฒนา รองเลขาธิการสภาสังคมสงเคราะห์ฯ นางศิริพร คัมภีรยส กรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์ฯ นางสาวนงลักษณ์ รอมไธสง ผู้อำนวยการบริหารงานสังคมสงเคราะห์และสวัสดิการสังคม นางวฬาลัย สิงห์คะนอง หัวหน้าสำนักสงเคราะห์และสวัสดิการสังคม  และนางสาวอารยา นางาม  เจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส เป็นผู้แทนรับมอบ

ทั้งนี้ โครงการ “มอบทุนการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์” เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญด้านการพัฒนาสังคมที่ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) และมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม ริเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 โดยมี นายโพธิพงษ์ ล่ำซำ ประธานกรรมการบริษัท เป็นผู้ริเริ่มโครงการ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด

ตลอดระยะเวลากว่า 11 ปี โครงการดังกล่าวได้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเมืองไทยประกันชีวิตในการร่วมเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ผ่านการสร้างโอกาสทางการศึกษา และเป็นกำลังใจให้เด็กและเยาวชนได้เติบโตอย่างมีคุณภาพ อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนในอนาคต 

รู้เก็บรู้ออม : วางแผนการเงินรับปีใหม่!!

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่นคั่ง"  หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

คอลัมน์ “รู้เก็บรู้ออมฯ” อยู่รับใช้คุณผู้อ่านในการนำเสนอความรู้และข่าวสารเรื่องการเงินการลงทุนมาจนถึงสัปดาห์สุดท้ายของปี 2568 จนอีกไม่กี่วันก็จะได้เวลาโบกมือลาทีปีเก่า และต้อนรับปีใหม่ 2569 เชื่อว่าหลายคนคงกำลังเตรียมตัวฉลองปีใหม่ คนที่เคลียร์งานเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ก็คงปลอดโปร่งโล่งใจ ส่วนคนที่กำลังมะรุมมะตุ้มกับกองงานที่สุมหัวอยู่ ก็ขอให้ฮึดและเร่งมืออีกอึดใจ งานจะได้เสร็จทันไปสังสรรค์รื่นเริงกัน

นอกเหนือจากงานในความดูแลรับผิดชอบแล้ว ก็อย่าลืมเรื่องสำคัญของตัวเอง คือ ทบทวน แผนการเงินของปีนี้ว่า เราสามารถทำตามแผน และบรรลุเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ เพื่อจะได้นำไปปรับปรุงในแผนการเงินปีหน้า ยกตัวอย่างเช่น การวางแผนภาษีที่ต้องยื่นต้นปีหน้า 2569 เราได้จัดการและทำตามแผนภาษีที่วางไว้ในปีนี้หรือยัง ไม่ว่าจะเป็น การซื้อประกัน, กองทุนประหยัดภาษี ตลอดจนใช้สิทธิตามมาตรการช่วยประหยัดภาษีที่ทยอยออกมา ไม่ว่าจะเป็น EASY E-receipt, การโยกหน่วยลงทุนจาก LTF มา THAI ESGX หรือลงทุนใหม่ THAI ESG รวมถึงเที่ยวดีมีคืน ช่วยให้เราลดหย่อนภาษีได้ถึงเป้าหมายแล้วหรือไม่

คนที่ทยอยซื้อกองทุนประหยัดภาษีมาตั้งแต่ต้นปี แล้วอยากจะเช็กว่าปีนี้ตัวเองซื้อไปเท่าไรแล้ว  ถึงเป้าหมายลดหย่อนภาษีแล้วหรือยัง จากเดิมที่เราต้องเสียเวลามาไล่เช็กยอดเป็นราย บลจ. หรือเปิดแอปของแต่ละธนาคารที่เราซื้อกองทุน เพื่อมาคิดยอดรวม แต่เดี๋ยวนี้เราสามารถรู้ยอดซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีแบบรวมจากทุก บลจ.มาไว้ในที่เดียวด้วย “บริการข้อมูลกองทุนลดหย่อนภาษี” ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ทำให้เรารู้ยอดรวมได้แบบไม่มีตกหล่น ครบทั้ง RMF, THAI ESG และ THAI ESGX

ใครที่อยากเช็กยอดซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีปีนี้แบบรวดเร็วทันใจ  สามารถใช้บริการนี้ได้ฟรี โดยเข้าไปที่เว็บไซต์ www.set.or.th/tmf ล็อกอินด้วย SET Member หรือถ้าใครยังไม่ได้เป็นสมาชิก ก็สามารถสมัครสมาชิกใหม่ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และเพื่อใช้งานได้สะดวกรวดเร็วแนะนำให้ลงแอป ThaID ของกรมการปกครอง เพื่อลงทะเบียนพิสูจน์และยืนยันตัวตนรอไว้ให้เรียบร้อยก่อน

“คุณนายพารวย” อยากให้คุณผู้อ่านใช้ช่วงเวลาปีใหม่ เป็นโอกาสที่จะได้เริ่มลงมือสร้างอนาคตทางการเงินที่ดี ไม่อยากปล่อยให้โอกาสนี้ผ่านไปเฉยๆ แต่ให้ถือเป็นฤกษ์งามยามดีของการเริ่มต้นสิ่งใหม่เกี่ยวกับการเงิน เริ่มด้วยการทบทวน และตั้งเป้าหมายการเงินใหม่ สำรวจและตรวจสอบว่าปีที่ผ่านมา ตัวเราบรรลุเป้าหมายด้านการออมและการลงทุนหรือไม่ มีเงินเก็บเท่าไร ลงทุนในอะไรบ้าง แล้วกำไรขาดทุนแค่ไหน เพื่อที่จะทบทวนและวางแผนปีหน้าให้มีความชัดเจนขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเงินเก็บและแผนลงทุน, ระยะเวลา และเป้าหมาย ตลอดจนการวางแผนเรื่องประกันทั้งสุขภาพและชีวิต

พร้อมกับยกเครื่องปรับพอร์ตลงทุนใหม่ จัดสัดส่วนลงทุนทั้งประเภทธุรกิจ, ลงทุนใน-ต่างประเทศ และเทรนด์การลงทุน เพื่อให้พอร์ตเราโตขึ้น รวมทั้งการหาความรู้และศึกษาเครื่องมือลงทุนใหม่ๆ เช่น DR ที่ตลอดปี 2568 นี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เปิดรับจดทะเบียนตัวใหม่เพิ่มขึ้นหลายตัวเลยทีเดียว

ท้ายนี้ “คุณนายพารวย” ขออวยพรและส่งความปรารถนาดีให้คุณผู้อ่านที่อยู่ด้วยกันมาตลอด จงมีสุขภาพการเงินแข็งแรงเช่นเดียวกับสุขภาพกายและใจ อยู่ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ และรู้ทันมิจฉาชีพ สแกมเมอร์ โบกมือลาปีมะเส็ง และต้อนรับปีมะเมีย ไปด้วยกันอย่างมีความมั่นคงทางการเงินค่ะ.

คุณนายพารวย

5 เทคนิคกระจายความเสี่ยง ปรับพอร์ตให้แกร่ง เพิ่มผลตอบแทน

0

ตลอดช่วงปี 2568 นักลงทุนอาจรู้สึกว่าพอร์ตลงทุนของตัวเองก็สร้างผลตอบแทนได้ดี ทำไมต้องปรับเปลี่ยนให้วุ่นวาย แต่ในโลกของการลงทุน ความสำเร็จที่โดดเด่นมักแฝงไปด้วยความเสี่ยงที่มองไม่เห็น เพราะหลังจากที่หุ้นเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) สร้างผลตอบแทนให้ได้อย่างโดดเด่นตลอดในปีนี้ พอร์ตลงทุนที่ดูดีในวันนี้ อาจกลายเป็นพอร์ตลงทุน
ที่เสี่ยงกระจุกตัวเกินไปได้เหมือนกัน หากไม่ได้ทบทวนสัดส่วนสินทรัพย์ลงทุนในพอ์ตลงทุน

คำว่ากระจายการลงทุน (Diversification) หมายถึง การกระจายเงินไปในสินทรัพย์หลายประเภท ทั้งหุ้น พันธบัตร และสินทรัพย์อื่น ๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาสินทรัพย์ลงทุนแค่ไม่กี่ตัว และเพิ่มโอกาสรับโอกาสการเติบโตจากหลายทิศทาง ซึ่งในทางปฏิบัติ สำหรับนักลงทุนที่ยังอยู่ในช่วงสะสมเงินระยะยาว การมีทั้งหุ้นและตราสารหนี้ผสมกันในสัดส่วนที่เหมาะสม ก็มักจะเพียงพอเป็นฐานของการกระจายความเสี่ยงแล้ว

ดังนั้น เพื่อให้พอร์ตลงทุนมีความสมดุลและทนทานต่อความผันผวน Morningstar ได้เสนอวิธีง่าย ๆ ในการกระจายพอร์ตลงทุนสำหรับปี 2569 ที่ไม่ซับซ้อน แต่ช่วยเสริมความแข็งแรงให้พอร์ตลงทุน โดยได้เน้นคอนเซปต์ว่าทำง่าย ใช้ได้จริง มากกว่าการไปใช้เครื่องมือที่อาจซับซ้อนเกินความจำเป็นสำหรับนักลงทุนทั่วไปดังนี้

วิธีแรก Rebalance ปรับสมดุลพอร์ต รีเซ็ตสัดส่วนหุ้นไม่ให้เสี่ยงเกินพิกัด

การปรับสัดส่วนพอร์ตลงทุนให้กลับมาใกล้เคียงเป้าหมายเดิม โดยหลังจากตลาดผันผวนมาระยะหนึ่ง ถ้าเราเริ่มต้นลงทุนโดยมีเป้าหมายให้หน้าตาพอร์ตลงทุนเป็น 60/40 (คือ ลงทุนหุ้น 60% ลงทุนตราสารหนี้ 40%) แต่ปีนี้หลังจากหุ้นทำผลงานได้ดี เพราะได้ลงทุนหุ้น AI หรือหุ้นเติบโตของสหรัฐอเมริกาเอาไว้ จะทำสัดส่วนหุ้นในพอร์ตลงทุนเพิ่มขึ้น เช่น เพิ่มเป็น 80% ของพอร์ตลงทุน (จาก 60%) 

หากไม่มีการปรับพอร์ตใด ๆ และเกิดโชคดีที่หุ้นยังขึ้นต่อ สัดส่วนของหุ้นในพอร์ตก็จะยิ่งโตขึ้นเรื่อย ๆ กลายเป็น 90% ของพอร์ตก็ได้ แต่หากโชคร้าย สถานการณ์พลิกเป็นหุ้นปรับลดลงแรง พอร์ตลงทุนที่มีหุ้นในสัดส่วนสูง ๆ จะเสียหายหนัก


ดังนั้น ควร Rebalance คือ การปรับสมดุลของพอร์ตลงทุนให้สัดส่วนของสินทรัพย์ต่าง ๆ กลับมาอยู่ในนโยบายการลงทุนส่วนตัวหรือพอร์ตตั้งต้นที่วางไว้ วิธีการทำได้ 2 ทาง ดังนี้

1. ขายสินทรัพย์ประเภทที่เกินสัดส่วนเดิม (Overweight) ออกไป

เช่น ขายหุ้นออกไปให้เหลือสัดส่วนเพียง 60% ของมูลค่าพอร์ต แล้วนำเงินไปซื้อสินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ เพื่อให้กลับมามีสัดส่วนเท่าเดิมในพอร์ตลงทุนตั้งต้น

2. นำเงินมาเติมในพอร์ตลงทุน

โดยซื้อสินทรัพย์ที่มีสัดส่วนลดลงให้กลับมาเท่าเดิม (Underweight) เช่น ซื้อตราสารหนี้เพิ่ม เพื่อให้กลับมามีสัดส่วน 40% เหมือนเดิม

วิธีที่สอง เพิ่มน้ำหนักพันธบัตร สร้าง “แนวกันชน” คุ้มครองพอร์ตรับวัยเกษียณ

การเพิ่มน้ำหนักในพันธบัตร โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนที่อายุเริ่มเข้าใกล้หรือเกิน 50 ปี โดยข้อมูล Morningstar แนะนำว่า ช่วงวัยนี้ควรเริ่มลดความเสี่ยงในพอร์ตลงทุนลงบางส่วน และสร้างแนวกันชนด้วยสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น เช่น พันธบัตรคุณภาพดี อายุสั้นถึงปานกลาง และเงินสดบางส่วน 

แนวคิดคือ เมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้เงินมากขึ้น ความผันผวนขาลงของตลาดหุ้นจะเริ่มกระทบเป้าหมายเกษียณมากขึ้น ดังนั้น การมีตราสารหนี้ไว้ในสัดส่วนที่เหมาะสม จึงช่วยให้พอร์ตปลอดภัยมากขึ้น ขณะที่ยังมีโอกาสเติบโตระยะยาว

วิธีที่สาม เพิ่มหุ้นต่างประเทศ (Non-US) ดักโอกาสทำกำไรจากตลาดที่ราคาไม่ตึงตัว

การเพิ่มสัดส่วนหุ้นต่างประเทศ โดยข้อมูล Morningstar แนะนำว่าในปี 2568 หุ้นต่างประเทศ (หุ้นนอกสหรัฐอเมริกา) เริ่มฟื้นตัว ทำผลตอบแทนได้ดี หลังจากที่แพ้หุ้นสหรัฐอเมริกามาหลายปี แต่ถ้ามองย้อนหลังเป็นสิบปี หุ้นนอกสหรัฐอเมริกา ยังให้ผลตอบแทนตามหลังตลาดสหรัฐอเมริกาอยู่พอสมควร ทำให้ Valuation โดยรวมยังดูไม่ตึงตัวเท่าตลาดสหรัฐอเมริกา หมายความว่าการมีหุ้นต่างประเทศในพอร์ตลงทุน จึงช่วยทั้งด้านการกระจายความเสี่ยงประเทศหรือสกุลเงิน และเปิดโอกาสรับ Upside จากตลาดที่ยัง Outperform หรือหุ้นมีแนวโน้มจะให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดสหรัฐอเมริกา รวมถึงโครงสร้างภาคธุรกิจที่ต่างกัน ซึ่งบางช่วงอาจทำผลงานได้ดีกว่าเมื่อธีมเทคโนโลยีในสหรัฐอเมริกาแผ่วลง

(จากกราฟ) แสดงผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปีของตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา เทียบกับหุ้นนอกสหรัฐอเมริกา โดย Morningstar US Market Index (เส้นสีน้ำเงิน) เป็นดัชนีที่สะท้อนภาพรวมตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี ดีกว่า Morningstar Global Market Index เป็นดัชนีที่สะท้อนภาพรวมตลาดหุ้นโลก (ยกเว้นหุ้นสหรัฐอเมริกา) หมายความว่า 10 ปีที่ผ่านมา ใครถือแต่หุ้นสหรัฐอเมริกาจะรู้สึกว่าถูกต้องทั้งหมด แต่ผลของการวิ่งทิ้งห่างแบบนี้ทำให้ตอนนี้ Valuation หุ้นสหรัฐอเมริกาตึงตัวขึ้น ในขณะที่หุ้นนอกสหรัฐอเมริกายังตามหลัง และอาจมีช่องให้สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะข้างหน้า

วิธีที่สี่ เพิ่มหุ้นคุณค่าและหุ้นขนาดเล็ก ลดความเสี่ยงพอร์ตกระจุกตัวในหุ้นยักษ์ใหญ่

การเพิ่มน้ำหนักหุ้นคุณค่าและหุ้นขนาดเล็ก โดยข้อมูล Morningstar แนะนำว่าปัจจุบันนักลงทุนจำนวนมากถือกองทุนดัชนีสหรัฐอเมริกา เช่น S&P 500 หรือกองทุนหุ้นสหรัฐอเมริกา ที่มีนโยบายลงทุนทั้งตลาด แต่ก็มีน้ำหนักไปทางหุ้นขนาดใหญ่และหุ้นเทคโนโลยีค่อนข้างมาก เช่น กองทุนอ้างอิง S&P 500 อย่าง SPY มีน้ำหนักในหุ้น Nvidia เพียงตัวเดียวเกือบ 8% และเมื่อรวมกลุ่มเทคโนโลยีแล้วกินสัดส่วนมากกว่าหนึ่งในสามของพอร์ต

ดังนั้น ถ้าไม่อยากให้พอร์ตลงทุนมีสัดส่วนในหุ้น AI และหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ (Mega cap) ไม่กี่ตัวมากเกินไป การเสริมด้วยกองทุนหุ้นขนาดเล็ก (Small cap) หุ้นคุณค่า (Value) หรือกองทุนที่เน้นหุ้นหุ้นคุณค่าขนาดเล็ก (Small cap Value) จึงเป็นอีกทางหนึ่งเพื่อลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวและเพิ่มโอกาสจากกลุ่มที่ยังไม่ได้วิ่งแรงในรอบที่ 2568

วิธีที่ห้า เพิ่มหุ้นปันผล สร้างกระแสเงินสดและเสริมเสถียรภาพให้พอร์ตลงทุน

การเพิ่มหุ้นปันผล สำหรับหุ้นจ่ายปันผลมักกระจุกตัวอยู่ในภาคเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม เช่น สาธารณูปโภค สินค้าอุปโภคบริโภค สุขภาพ อุตสาหกรรม และการเงิน ซึ่งมักเคลื่อนไหวต่างจังหวะกับหุ้นเทคโนโลยี โดยข้อมูล Morningstar แนะนำว่าการเพิ่มน้ำหนักหุ้นปันผลในพอร์ตลงทุนจึงช่วยให้ยังอยู่ในตลาดหุ้น แต่ไม่ต้องพึ่งพาแค่ธีม AI หรือหุ้นเทคเท่านั้น ขณะเดียวกัน รายได้จากเงินปันผลก็ช่วยเพิ่มเสถียรภาพให้ผลตอบแทนรวมของพอร์ตลงทุนในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาหุ้นผันผวน

สรุป

ปี 2569 อาจไม่ใช่ปีที่ต้องการเครื่องมือทางการเงินที่ซับซ้อน แต่เป็นปีที่ต้องการการกลับมาสู่พื้นฐานที่ และสำรวจพอร์ตลงทุนตัวเองว่ามีสินทรัพย์ในสัดส่วนที่สมดุลมากน้อยแค่ไหน และหากพอร์ตลงทุนเริ่มกระจุกตัว การปรับสัดส่วนพอร์ตลงทุนด้วยการเพิ่มน้ำหนักตราสารหนี้ หุ้นต่างประเทศ หุ้นคุณค่า หุ้นขนาดเล็ก และหุ้นปันผล จะสามารถเปิดโอกาสให้พอร์ตลงทุนเติบโตได้ดีในระยะยาวอย่างมั่นคงมากขึ้น

เปิดใจ 3 หมออินเทิร์น กับครั้งแรกที่ลงพื้นที่ปฏิบัติงานหน่วยแพทย์พระราชทานฯ ที่ชายแดนจังหวัดน่าน

0

ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้นำทีมแพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล เภสัชกร และบุคลากรทางการแพทย์ ลงพื้นที่ปฏิบัติงานหน่วยแพทย์พระราชทานในโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในพื้นที่แถบชายแดนจังหวัดน่าน ระหว่างวันที่ 8 – 12 ธันวาคม 2568 ณ ศูนย์การเรียนรู้ตำรวจตระเวนชายแดนบ้านห้วยลู่ ตำบลสะเนียน อำเภอเมือง จังหวัดน่าน และ ศูนย์การเรียนรู้ตำรวจตระเวนชายแดนเฉลิมฉลอง 100 ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระศรีนครินทรทราบรมราชชนนี 21 ตุลาคม 2543 ตำบลบ่อเกลือเหนือ อำเภอบ่อเกลือเหนือ จังหวัดน่าน

ทีมแพทย์ใช้ทุนที่ร่วมปฏิบัติงานหน่วยแพทย์พระราชทานฯ เป็นครั้งแรกทั้งสามคน ได้บอกเล่าความรู้สึกในการทำงานครั้งนี้ ว่า…
“เป็นประสบการณ์ที่ทำให้ได้เห็นถึงสภาพความเป็นอยู่ของเด็กๆ ในจังหวัดน่าน และข้อจำกัดทางการเข้าถึงทางการแพทย์ เช่น ถนนเส้นทางคดเคี้ยวระยะทางที่ห่างไกล การขาดยารักษาโรคประจำตัวที่ทำให้ไม่สามารถควบคุมโรคได้ดี และได้เห็นความสำคัญของ Health screening มากขึ้นไปอีก เนื่องจากการที่หมอลงพื้นที่จะเป็นการเพิ่มโอกาสได้รักษาพยาบาลคนที่อยู่ห่างไกลได้ หมอจึงมีหน้าที่ที่สำคัญมากในการตัดสินใจว่าคนไข้คนนั้นควรส่งต่อไปดูแลในโรงพยาบาลต่อหรือไม่ ซึ่งโดยรวมแล้วรู้สึกว่าเป็นประสบการณ์ที่เปิดโลกใหม่ให้ได้เห็นอะไรใหม่ๆ และอยากมาร่วมออกหน่วยแพทย์พระราชทานอีก” แพทย์หญิงกฤชยา เติมเลิศมนัสวงษ์ กล่าว

นายแพทย์จิระ จารุศังข์ กล่าวว่า ตั้งแต่เป็นเด็กเมื่อเปิดโทรทัศน์ก็มักจะพบภาพคณะแพทย์ไปรักษาคนไข้ตามชนบทอยู่เป็นประจำ ในใจเกิดความสงสัยอยู่ตลอดว่าเขาไปกันทำไมไปทำอะไร ความสงสัยได้เปลี่ยนเป็นแรงบันดาลใจที่จะทำเพื่อผู้อื่น และเป็นแรงผลักดันในการเรียนด้วยความตั้งใจว่าเราจะเป็นหนึ่งในทีมแบบนั้นสักวัน แล้ววันนี้ก็มาถึงวันที่ได้จบเป็นแพทย์ ได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในหน่วยแพทย์พระราชทาน ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้มาออกหน่วยแพทย์ในลักษณะแบบนี้ มีความรู้สึกมากมายทั้งดีใจที่ได้เห็นรอยยิ้มของเด็กๆ หรือความรู้สึกเศร้าใจที่ได้เห็นความลำบากในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขและความเจริญ เมื่อได้มาสัมผัสกับตัวเองเป็นอะไรที่บรรยายออกมาไม่ถูกแต่ได้รู้ว่าโอกาสของคนเราไม่เท่ากันจริงๆ ซึ่งรู้สึกดีใจที่มีโอกาสมาเป็นส่วนหนึ่งที่ให้การรักษาเด็กและชาวบ้านและมากกว่าการรักษาคือการส่งเสริมสุขภาพให้ชาวบ้านได้ตระหนักว่าแม้จะอยู่ในสถานที่ห่างไกลแต่เรื่องสุขภาพไม่ใช่เรื่องไกลตัวเพราะการมีสุขภาพที่ดีคือการรักษาที่ยั่งยืนที่สุด หากมีโอกาสก็อยากจะเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ช่วยและสนับสนุนหน่วยแพทย์พระราชทานต่อไป ด้วยหวังอยากให้คนไทยมีสุขภาพดีและมีความสุข

นายแพทย์วิชญ์ สุวรรประศาสน์ กล่าวว่า รู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในการมอบสิ่งดีๆ กลับคืนสู่สังคม ก่อนหน้านี้ก็เคยได้ยินเกี่ยวกับกิจกรรมออกหน่วยแพทย์พระราชทานก็มีความรู้สึกอยากมาออกหน่วยสักครั้งในชีวิต เมื่อทราบว่าทางศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน เปิดรับสมัครแพทย์อาสาออกหน่วยแพทย์พระราชทาน จึงไม่ลังเลที่จะสมัครเข้าร่วมกิจกรรมดีๆ ในครั้งนี้ และเมื่อได้มาจริงๆ ก็รู้สึกปลาบปลื้มและมีความสุขมากๆ ที่ได้มีโอกาสนำความรู้ที่มาใช้ตรวจรักษาน้องๆ นักเรียน รวมไปถึงคุณครูและประชาชนทั่วไป การมาออกหน่วยแพทย์พระราชทานที่จังหวัดน่านครั้งนี้ถือว่าเป็นประสบการณ์อันล้ำค่าอย่างยิ่ง หากมีโอกาสก็อยากจะกลับมาร่วมกิจกรรมดีๆ และส่งต่อความสุขให้แก่สังคมแบบนี้อีกแน่นอน

สำหรับที่ศูนย์การเรียนรู้ตำรวจตระเวนชายแดนบ้านห้วยลู่ มีเด็กนักเรียนเข้ารับการตรวจรักษา จำนวน 26 คน และประชาชน จำนวน 45 คน ส่วนที่ศูนย์การเรียนรู้ตำรวจตระเวนชายแดนเฉลิมฉลอง 100 ปีฯ มีเด็กนักเรียนเข้ารับการตรวจรักษา จำนวน 63 คน และประชาชน จำนวน 14 คน ซึ่งโรคที่พบมากที่สุด คือ โรคทางระบบเหงือกและฟัน รองลงมาคือโรคระบบทางเดินหายใจและโรคทางผิวหนัง

ศูนย์การแพทย์ฯ ชลประทาน ยังได้นำสิ่งของขาดแคลน เช่น เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ข้าวสารอาหารแห้ง เครื่องเขียน ผ้าอนามัย และยาสามัญประจำบ้าน ที่มีผู้มีจิตศรัทธาและองค์กรภาครัฐและเอกชนร่วมบริจาค ไปมอบให้กับเด็กนักเรียนทั้งสองโรงเรียนด้วย

ทีมบุคลากรทางการแพทย์จิตอาสาดังกล่าว เป็นหนึ่งในพันธกิจของศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่พร้อมช่วยเหลือประชาชนและสร้างประโยชน์ให้สังคมด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ สืบสานปณิธานของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ อดีตเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ “ยิ่งให้…ยิ่งได้”

ตลาดหลักทรัพย์ฯ รับจดทะเบียน 2 DR ใหม่ อ้างอิงกองทุน ETF ของจีน ออกโดย INVXเริ่มซื้อขาย 29 ธ.ค. นี้

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รับจดทะเบียนตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) 2 หลักทรัพย์ใหม่ อ้างอิงกองทุน ETF ในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ออกโดย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (INVX) เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ไทย 29 ธันวาคม 2568

ชื่อย่อ DRหลักทรัพย์อ้างอิงรายละเอียดธุรกิจ
CN23ChinaAMC CSI 300 ETF (510330)กองทุน ETF ออกโดย China Asset Management ที่ลงทุนตามดัชนี CSI 300 ซึ่งประกอบด้วย 300 บริษัทชั้นนำของจีน ที่มีขนาดใหญ่และสภาพคล่องสูง ในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ การเงิน เทคโนโลยี อุตสาหกรรม และสินค้าอุปโภคบริโภค  
CNSTAR5023ChinaAMC STAR 50 ETF (588000)กองทุน ETF ออกโดย China Asset Management ที่ลงทุนตามดัชนี SSE STAR 50 ซึ่งประกอบด้วย 50 บริษัทขนาดใหญ่ใน STAR Market ของตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ ที่เน้นบริษัทเทคโนโลยีและนวัตกรรม  

ผู้สนใจศึกษารายละเอียด 2 DR ใหม่ได้ที่เว็บไซต์สำนักงาน ก.ล.ต. www.sec.or.th หรือบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์คือ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด www.innovestx.co.th หรือศึกษาผลิตภัณฑ์ DR เพิ่มเติมได้ที่ www.set.or.th/dr

ตลท.สั่ง MVP ชี้แจงแนวทางปรับปรุงระบบควบคุมภายในและส่งผลการตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ (Special Audit)

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ขอให้บริษัท เอ็ม วิชั่น จำกัด (มหาชน) (MVP) ชี้แจงแนวทางการปรับปรุงระบบควบคุมภายใน ตามที่คณะกรรมการและคณะกรรมการตรวจสอบของบริษัทมีความเห็นว่ายังต้องมีการปรับปรุงระบบการควบคุมภายในและมาตรการการกำกับดูแลเงินจ่ายล่วงหน้าสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เงินทดรองจ่าย  และลูกหนี้กรรมการ ซึ่งสำนักงาน ก.ล.ต. ได้สั่งการให้ MVP จัดให้มีการตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ (Special Audit) เกี่ยวกับรายการดังกล่าวด้วย (รายละเอียดปรากฏตามข่าวของบริษัทวันที่ 22, 26 ธันวาคม 2568 และข่าว ก.ล.ต. วันที่ 24 ธันวาคม 2568)

ทั้งนี้ ขอให้บริษัทชี้แจงข้อมูลผ่านระบบเผยแพร่ข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมการนำส่ง Special Audit ซึ่งสำนักงาน ก.ล.ต. กำหนดให้นำส่งภายในวันที่ 23 มกราคม 2569 และขอให้ผู้ลงทุนติดตามสรุปผล Special Audit และคำชี้แจงของบริษัท

MVP ได้ชี้แจงข้อมูลตามที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ สอบถามว่า MVP มีรายการที่อาจแสดงได้ว่ายังมีระบบควบคุมภายในที่ไม่เพียงพอเหมาะสม เกี่ยวกับการอนุมัติใบสำคัญจ่ายไม่สอดคล้องกับอำนาจดำเนินการ การทำสัญญาว่าจ้าง     ไม่ครบถ้วน การชำระเงินไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขตามสัญญาว่าจ้าง และไม่พบเอกสารขออนุมัติตัดจำหน่ายค่าใช้จ่าย    จ่ายล่วงหน้า นอกจากนี้ กรรมการมีการใช้บัตรเครดิตของบริษัทสำหรับค่าใช้จ่ายที่มีลักษณะส่วนตัว ซึ่งคณะกรรมการ  และคณะกรรมการตรวจสอบเห็นว่าบริษัทยังต้องมีการปรับปรุงระบบควบคุมภายในและติดตามอย่างเข้มงวดมากขึ้นนั้น  

           เนื่องจากการมีระบบควบคุมภายในตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดถือเป็นหนึ่งในคุณสมบัติการดำรงสถานะของบริษัท  จดทะเบียน ดังนั้น เพื่อให้ผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุนมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนอย่างครบถ้วนเพียงพอ และแสดงได้ว่าบริษัทได้มีการดำเนินการเพื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงขอให้บริษัทชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมผ่านระบบเผยแพร่ข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมการนำส่ง Special Audit ดังนี้

  1. แนวทางการปรับปรุงระบบควบคุมภายใน การประเมินผลจากการนำไปปฏิบัติ และกรอบระยะเวลาที่คาดว่า     จะดำเนินการแล้วเสร็จ
  2. ความเห็นของคณะกรรมการบริษัทและคณะกรรมการตรวจสอบต่อความเพียงพอของการปรับปรุงระบบควบคุมภายในดังกล่าว รวมถึงกลไกการติดตามดูแลของคณะกรรมการบริษัทและคณะกรรมการตรวจสอบ

           นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอให้บริษัทรายงานผลการดำเนินการตามแนวทางปรับปรุงระบบควบคุมภายในของบริษัท และติดตามเรื่องดังกล่าวจนกว่าบริษัทจะดำเนินการแล้วเสร็จ โดยเปิดเผยพร้อมกับการนำส่งงบการเงินทุกไตรมาสหรือตามกำหนดเวลาของการนำส่งงบการเงิน