Home Blog Page 2

AIS รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 เดินหน้ายกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะ ต่อยอดธุรกิจดิจิทัลครบวงจร

0

AIS เผยผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 มีรายได้รวม 56,497 ล้านบาท กำไรสุทธิ 13,716 ล้านบาท และยังคงรักษาทิศทางการดำเนินงานตามเป้าหมาย ด้วยการมุ่งเน้นคุณภาพสินค้าและบริการ ควบคู่กับการยกระดับประสบการณ์ดิจิทัลให้ตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม ท่ามกลางความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจ สถานการณ์ความขัดแย้งและภาวะสงครามในต่างประเทศ ซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อทั่วโลกที่ชะลอตัว ก่อนที่ภาพรวมจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

โดยในไตรมาสนี้ AIS ยังคงเดินหน้ายุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนสู่การเป็น “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะ (Intelligent Infrastructure) ทั้งการเสริมการเติบโตต่อเนื่องในธุรกิจหลักและต่อยอดธุรกิจใหม่ โดยธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่มุ่งขยายฐานลูกค้าคุณภาพและการใช้งาน 5G ขณะที่ธุรกิจเน็ตบ้านเดินหน้าพัฒนานวัตกรรม Smart Living เพื่อสร้างคุณค่าและยกระดับประสบการณ์ภายในบ้าน ด้านธุรกิจบริการลูกค้าองค์กร มุ่งสนับสนุนภาคธุรกิจไทยสู่ AI Transformation ควบคู่กับการต่อยอดโอกาสจากการส่งมอบดิจิทัลไลฟ์สไตล์ ผ่านธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจความบันเทิง และธุรกิจการเงินดิจิทัล เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับการดำเนินงานในระยะยาว การขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์ดังกล่าวสะท้อนผ่านผลการดำเนินงานของแต่ละกลุ่มธุรกิจที่ยังคงรักษาความแข็งแกร่ง ท่ามกลางสภาวะตลาดที่ท้าทาย

ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ ขยายฐานลูกค้าคุณภาพและการใช้งาน 5G : AIS มีผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รวม 47.1 ล้านเลขหมาย เพิ่มขึ้นทั้งจากผู้ใช้บริการระบบเติมเงินและระบบรายเดือน เอไอเอสยังคงมุ่งเน้นฐานลูกค้าคุณภาพ ควบคู่กับการให้ความสำคัญกับมาตรฐานการยืนยันตัวตนสำหรับการเปิดเลขหมายใหม่อย่างเข้มงวด เพื่อเสริมความปลอดภัยในการใช้งานของลูกค้า

ขณะที่ผู้ใช้งาน 5G อยู่ที่ 19.7 ล้านเลขหมาย เพิ่มขึ้น 1.2 ล้านเลขหมายจากไตรมาส 1/2569 ส่งผลให้รายได้ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่เติบโต 6% จากไตรมาส 2/2568

ธุรกิจเน็ตบ้าน มุ่งพัฒนานวัตกรรม Smart Living เพื่อสร้างคุณค่าให้ทุกครัวเรือน : AIS 3BB FIBRE3 มีผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์รวม 5.3 ล้านราย ท่ามกลางความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจ โดยยังคงมุ่งขยายฐานลูกค้าผ่านแพ็กเกจที่มีความคุ้มค่า ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการด้าน Smart Living เพื่อยกระดับประสบการณ์ใช้งานภายในบ้าน ส่งผลให้รายได้ธุรกิจเน็ตบ้านเติบโต 7.9%

ธุรกิจบริการลูกค้าองค์กร สนับสนุนภาคธุรกิจไทยสู่ AI Transformation : ธุรกิจบริการลูกค้าองค์กรเติบโต 2.8% จากไตรมาส 2/2568 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากโครงข่ายเชื่อมต่อข้อมูล บริการคลาวด์ และดาต้าเซ็นเตอร์ ท่ามกลางการใช้จ่ายของภาคธุรกิจที่ยังคงเป็นไปอย่างระมัดระวัง โดย AIS เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ครอบคลุมทุกการเชื่อมต่อ เพื่อสนับสนุนองค์กรไทยสู่ AI Transformation พร้อมรองรับการลงทุน การขยายตัวของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก และการเติบโตของอุตสาหกรรม AI

ธุรกิจค้าปลีก ยกระดับประสบการณ์ซื้อสินค้าดิจิทัลไลฟ์สไตล์แบบครบวงจรผ่าน Omnichannel : ธุรกิจค้าปลีกเติบโต 1% จากไตรมาส 2/2568 จากการมุ่งสร้างมาตรฐานงานบริการใหม่ พร้อมยกระดับประสบการณ์การซื้อสมาร์ทดีไวซ์ ภายใต้แนวคิด ที่ไหนก็มีของ ผ่านการพัฒนา Omnichannel และบริการ Fast Delivery ที่สามารถจัดส่งสินค้าให้ถึงมือลูกค้าภายใน 3 ชั่วโมงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตลอดจนการนำเสนอสินค้าดิจิทัลไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย รวมถึงอุปกรณ์เสริมภายใต้แบรนด์ LINK UP เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภค

ธุรกิจความบันเทิง เดินหน้าสร้างประสบการณ์ Sport & Entertainment ครบวงจร: เสริมความแข็งแกร่งให้กับ Content Ecosystem ทั้งด้านกีฬาและความบันเทิงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเปิดตัวแพ็กเกจใหม่ PLAY ALL ที่รวบรวมคอนเทนต์แม็กเน็ตระดับโลกไว้ในแพ็กเกจเดียว อาทิ ฟุตบอลบุนเดสลีกา NBA, NFL, ATP, LPGA, Premier Sports รวมถึงคอนเทนต์บันเทิงจากแพลตฟอร์ม OTT ชั้นนำอีกมากมาย นอกจากนี้ ยังต่อยอดความแข็งแกร่งด้านคอนเทนต์กีฬาผ่านความร่วมมือกับ UC3 ในการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลรายการของ UEFA เป็นเวลา 4 ปี เพื่อรองรับความต้องการของผู้ชมทุกไลฟ์สไตล์ดิจิทัล

ธุรกิจการเงินดิจิทัล ต่อยอดศักยภาพดิจิทัลสู่บริการทางการเงินที่เข้าถึงได้ : AIS ขับเคลื่อนธุรกิจการเงินดิจิทัล ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรอย่างธนาคารกรุงไทยและ OR เปิดตัว “CLICX” ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขารายแรกของประเทศไทย พร้อมนำศักยภาพด้านโครงข่าย ความปลอดภัย และประสบการณ์ดิจิทัลมาสนับสนุนการออกแบบบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์และเข้าถึงลูกค้าได้อย่างทั่วถึง

จากรายได้ที่เติบโตอย่างมั่นคง ร่วมกับการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการดำเนินงานผ่านธุรกิจดิจิทัลที่หลากหลาย พร้อมด้วยการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ในช่วงที่สถานการณ์เศรษฐกิจมีความผันผวน ทำให้เอไอเอสสามารถส่งมอบกำไรสุทธิและ EBITDA ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องเหนือกว่าประมาณการ และยังคงเป้าหมายการเติบโตของรายได้การให้บริการหลักที่ 3-5% และการเติบโต EBITDA ที่ 2-4%

สำหรับปี 2569 AIS จะยังคงดำเนินงานและต่อยอดธุรกิจภายใต้กรอบงบลงทุน 30,000–35,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะ และวางรากฐานระบบนิเวศดิจิทัลแห่งอนาคต เสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่แข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืน

สรุปภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์เดือนกรกฎาคม 2569

0

ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 SET Index ปิดที่ 1,623.64 จุด เพิ่มขึ้น 2% จากเดือนก่อนหน้า และ 28.9% จากสิ้นปี 2568 โดยได้รับแรงหนุนจากเงินลงทุนต่างชาติที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กลับมาทวีความรุนแรงขึ้น จนนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ส่งผลกระทบต่อกำลังการผลิตสำรองของโลก และผลักดันราคาน้ำมันขึ้นแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ส่งสัญญาณแสดงความกังวลความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่ยังอยู่สูงกว่าเป้าหมาย สร้างแรงกดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลกเผชิญการปรับฐานหลังราคาได้สะท้อนการคาดหวังกำไรระดับสูงแล้ว ประกอบกับความกังวลเรื่องความคุ้มค่าของการลงทุนในเทคโนโลยี AI ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุปสงค์การใช้ทรัพยากรประมวลผลให้ลดลง

ฉัตรชัย ทิศาดลดิลก CFA, FRM ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์ฯ

นายฉัตรชัย ทิศาดลดิลก CFA, FRM ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัดจากการปรับฐานของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เนื่องจากมีองค์ประกอบของ Sector ที่หลากหลาย อีกทั้งมีปัจจัยพื้นฐานสนับสนุนในหลายมิติ อาทิ การปรับเพิ่มประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2569 โดยกระทรวงการคลังจาก 1.6% สู่ระดับ 2.5% และการปรับเพิ่มประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยโดยนักวิเคราะห์ มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2569 นอกจากนี้ มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของตลาดหุ้นไทยในเดือนกรกฎาคมยังสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565 อีกด้วย

ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทยเดือนกรกฎาคม 2569
• ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 SET Index ปิดที่ 1,623.64 จุด เพิ่มขึ้น 2% จากเดือนก่อนหน้า และ 28.9% จากสิ้นปี 2568
• กลุ่มทรัพยากรและกลุ่มธุรกิจการเงินให้ผลตอบแทนโดดเด่นกว่ากลุ่มอื่นในเดือนกรกฎาคม 2569 ขณะที่ตั้งแต่ต้นปี กลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมยังคงให้ผลตอบแทนนำตลาด
• มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ mai ในเดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 87,397 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 105% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวัน อยู่ที่ 69,174 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
• ผู้ลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิ 48,864 ล้านบาท นับเป็นการซื้อสุทธิต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 โดยตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 ผู้ลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิสะสมรวม 75,864 ล้านบาท

• ผู้ลงทุนต่างประเทศยังคงมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ระดับ 54.3% ของมูลค่าการซื้อขายรวม ตามด้วยผู้ลงทุนรายย่อยในประเทศ 31.3% ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ 7.3% และบริษัทหลักทรัพย์ 7.1%
• Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 15.7 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 13 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 17.1 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 16.4 เท่า
• อัตราเงินปันผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 4.1% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 2.8%

ภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) เดือนกรกฎาคม 2569
• ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 563,065 สัญญา ลดลง 10.7% จากเดือนก่อน ที่สำคัญจากการลดลงของ SET50 Index Futures, Gold Online Futures และ Currency Futures ส่งผลให้ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวม อยู่ที่ 554,436 สัญญา เพิ่มขึ้น 30.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

นักลงทุนแห่จองซื้อ พันธบัตรออมพลัส ผ่านช่องทาง Bond Connect Platform ล้นหลาม

0

ตามที่ กระทรวงการคลังได้ทำการจัดสรร พันธบัตรรัฐบาลออมพลัส (ครั้งที่ 1) ที่เปิดให้ประชาชนจองซื้อแพลตฟอร์ม Bond Connect และแอปพลิเคชัน Streaming วงเงิน 2,000 ล้านบาท เมื่อวันที่ 3 – 5 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ผ่านผู้จัดจำหน่ายทั้ง 24 ราย (6 ธนาคารพาณิชย์ และ 18 บริษัทหลักทรัพย์) รวมถึงแอปพลิเคชัน Streaming พร้อมจัดสรรด้วยวิธี Small Lot First เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนรายย่อย ที่สนใจการออมการลงทุน ได้รับสิทธิ์อย่างทั่วถึง โดยมีผู้สนใจจองซื้อ มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

• จำนวนผู้จองซื้อทั้งหมด 21,113 ราย
• จำนวนรายการจองซื้อทั้งหมด 27,321 รายการ
• วงเงินจองซื้อรวมทั้งหมด 16,511,654,000 บาท คิดเป็น 8.2 เท่าของวงเงินจำหน่าย

โดยผลการจัดสรร  เป็นดังนี้ 

พันธบัตรออมพลัส
ครั้งที่ 1 ปี 2569 จำนวนผู้ได้รับการจัดสรร
( ราย ) มูลค่ารวม
( บาท )
รุ่นอายุ 3 ปี 9,390 704,479,000
รุ่นอายุ 10 ปี 13,916 1,295,521,000

ทั้งนี้ ผู้จองซื้อสามารถตรวจสอบผลจำนวนเงินและรุ่นพันธบัตรที่ตนเองได้รับจัดสรรอย่างเป็นทางการ ผ่าน www.settrade.com/bondallocation และช่องทางของธนาคาร/โบรกเกอร์ผู้จัดจำหน่ายทั้ง 24 แห่ง สำหรับผู้จองที่ไม่ได้รับการจัดสรรเต็มจำนวน ระบบจะทยอยโอนคืนเข้าบัญชีเงินฝากหรือบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของผู้ลงทุน ภายในวันนี้ (6 สิงหาคม 2569)

ผู้สนใจบริหารเงินออมหรือผู้ลงทุนที่ต้องการทยอยลงทุนเพิ่มเติม ในพันธบัตรรัฐบาลออมพลัส ผ่าน Bond Connect Platform สามารถติดต่อสอบถามผู้จัดจำหน่ายที่เข้าร่วมโครงการ 24 ราย หรือ www.set.or.th/bond และ www.setinvestnow.com/th/bond โดยกระทรวงการคลังได้เตรียมโอกาสให้จองซื้อรอบถัดไประหว่างวันที่ 7 – 9 กันยายน 2569 โดยจะมีการประกาศอัตราดอกเบี้ยของรอบเดือนกันยายนอย่างเป็นทางการต่อไป

เมืองไทยประกันชีวิต คว้ารางวัล “Future of Longevity Award”
ตอกย้ำวิสัยทัศน์การสร้างคุณภาพชีวิตที่ยืนยาวอย่างยั่งยืน เพื่อคนไทยทุกช่วงวัย

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัล “Future of Longevity Award” จากเวที Brand Inside Awards 2026 รางวัลที่มอบให้แก่องค์กรที่สามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ที่ตอบโจทย์บริบทใหม่ของการใช้ชีวิตในอนาคต ทั้งด้านสุขภาพ (Health) การมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ (Lifespan) รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการทำงานและวิถีชีวิต เพื่อรองรับความต้องการของผู้คนในทุกช่วงของชีวิต (Life Stage) โดยมีนายปราโมทย์ ศักดิ์กำจร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนขึ้นรับรางวัล งานจัดขึ้น ณ One Bangkok

รางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเมืองไทยประกันชีวิตในการก้าวข้ามบทบาทของธุรกิจประกันชีวิตแบบดั้งเดิม สู่การเป็น Life & Health Partner ที่อยู่เคียงข้างลูกค้าในทุกช่วงของชีวิต ผ่านการพัฒนานวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ บริการ และการสร้าง Longevity Ecosystem ที่เชื่อมโยงการดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ และความมั่นคงทางการเงินเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อส่งเสริมให้คนไทยมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ (Healthy & Happy Longevity)

ตลอดระยะเวลากว่า 75 ปี เมืองไทยประกันชีวิตได้เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดรับกับโครงสร้างประชากรที่กำลังก้าวสู่สังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพ และความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคในแต่ละช่วงวัย พร้อมนำเทคโนโลยีและความร่วมมือกับพันธมิตรในหลากหลายอุตสาหกรรมมาสร้างระบบนิเวศที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถดูแลสุขภาพ ป้องกันความเสี่ยง วางแผนการเงิน และใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจในทุกช่วงของชีวิต

การได้รับรางวัล Future of Longevity Award ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการยกย่องความสำเร็จของผลิตภัณฑ์หรือบริการเท่านั้น แต่ยังเป็นการยืนยันถึงวิสัยทัศน์และทิศทางการดำเนินธุรกิจของเมืองไทยประกันชีวิต ที่มุ่งสร้างคุณค่าระยะยาวให้แก่ลูกค้าและสังคมไทย พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมประกันชีวิตให้มีบทบาทสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกและสังคมในอนาคต

ทั้งนี้ Brand Inside Awards 2026 จัดขึ้นเพื่อเชิดชูองค์กรและแบรนด์ที่มีบทบาทในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของผู้คน ผ่านการดำเนินธุรกิจที่มีวิสัยทัศน์และนวัตกรรม โดยมีการพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในหลากหลายสาขา เพื่อคัดเลือกองค์กรที่สามารถสร้างคุณค่าและผลลัพธ์เชิงประจักษ์ได้อย่างต่อเนื่อง

AIS คว้า 2 รางวัลใหญ่จาก Brand Inside Awards 2026 ตอกย้ำบทบาทองค์กรระดับประเทศ ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะ พร้อมสร้างกำลังคนไทยสู่ยุค AI

0

AIS ตอกย้ำบทบาทผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะ คว้า 2 รางวัลจากเวที Brand Inside Awards 2026 ได้แก่ รางวัล  AI & Digital People Empowerment Award จากการพัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI ให้แก่คนไทย และรางวัล World Class Intelligent Infrastructure Award จากการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อยกระดับขีดความสามารถของภาคธุรกิจไทย สะท้อนถึงพันธกิจของ AIS ในการขับเคลื่อนประเทศอย่างครบวงจร ผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งและการเตรียมกำลังคนให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง เพื่อเสริมศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลไทยให้เติบโตและแข่งขันได้ในเวทีโลก

 รางวัล AI & Digital People Empowerment Award ในหมวด People & Workplace โดยมี นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนรับรางวัล ตอกย้ำบทบาทของ AIS Academy ในการพัฒนากำลังคนดิจิทัลของประเทศ ภายใต้ภารกิจคิดเผื่อ ที่มุ่งสร้างความพร้อมด้าน AI ให้แก่คนไทย องค์กรไทย และสังคมไทย ผ่านระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา และสังคม ตั้งแต่การจัดทำ Thailand AI Readiness Index การเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่พัฒนานวัตกรรมผ่าน JUMP THAILAND HACKATHON ตลอดจนการยกระดับ AI Literacy ควบคู่กับการสร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์ เพื่อให้คนไทยใช้เทคโนโลยีได้อย่างรู้เท่าทัน ปลอดภัย และสร้างสรรค์

 ทางด้านรางวัล World Class Intelligent Infrastructure Award ในหมวด Business and Branding โดยมี นายนวชัย เกียรติก่อเกื้อ หัวหน้าส่วนงานการตลาดกลุ่มลูกค้าองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนรับรางวัล ถือเป็นเครื่องยืนยันบทบาทของ AIS Business ในการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ภาคธุรกิจไทย ผ่านบริการที่เชื่อมโยง Network, Cloud, Hyperscale Data Center และ Sovereign Cloud เข้าด้วยกันอย่างครบวงจร ช่วยให้องค์กรบริหารจัดการข้อมูลได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และมีอธิปไตยทางข้อมูล พร้อมต่อยอดสู่การใช้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างโอกาสทางธุรกิจ และเสริมความพร้อมให้ภาคธุรกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงในเศรษฐกิจดิจิทัล

โดยทั้ง 2 รางวัลเป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพของ AIS ในการขับเคลื่อนดิจิทัลอัจฉริยะให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง การเพิ่มขีดความสามารถให้ภาคธุรกิจ ไปจนถึงการพัฒนาคนให้พร้อมรับโอกาสจาก AI พร้อมเดินหน้าผสานเทคโนโลยี ความรู้ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจดิจิทัลและขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

 Brand Inside Awards 2026 จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี Brand Inside ภายใต้แนวคิด A Decade of Business that Moves the World เพื่อยกย่องแบรนด์และองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิต และผลักดันสังคมไทยให้ก้าวไปข้างหน้า โดยพิธีมอบรางวัลจัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ณ common 6 ชั้น 6 อาคาร ONE BANGKOK Tower 4

AIS SIAM ปลุกคอมมูนิตี้คนรักมัตจะ เปิด “Matcha Social Club” แมตช์ทุกไลฟ์สไตล์ชาว Gen C ผ่านมัตจะ ดนตรี ศิลปะ และกิจกรรมสุดชิค ตอกย้ำพื้นที่ของคน “ชอบเล่น” จนได้เป็น “ตัวจริง”

0

AIS SIAM คอมมูนิตี้สเปซของชาว Gen C ใจกลางสยาม เดินหน้าตอกย้ำบทบาทพื้นที่ของคน “ชอบเล่น” จนได้เป็น “ตัวจริง” ผ่านแคมเปญ “Matcha Social Club” ชวนทุกคนมา Match กับความชอบ ไลฟ์สไตล์ และผู้คนใหม่ ๆ ผ่านประสบการณ์ที่ผสานมัตจะ ดนตรี ศิลปะ แฟชั่น และคอมมูนิตี้ไว้ในที่เดียว ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม – 30 กันยายน 2569 ณ AIS SIAM ตลอดแคมเปญ AIS SIAM จะถูกเนรมิตให้เป็น “Matcha Destination” แห่งใหม่ใจกลางสยาม ด้วยผลงานการออกแบบจากศิลปิน Illustrator รุ่นใหม่ “จูโน่ – ชญากานต์ หรรษคุณาชัย” ผู้ถ่ายทอดคาแรกเตอร์ของ Matcha Social Club ออกมาในสไตล์สดใส สนุก และเต็มไปด้วยพลังของคนรุ่นใหม่ พร้อมมุมถ่ายภาพ จุดเช็กอิน และ Matcha Bar สำหรับนั่งชิล พบปะเพื่อนใหม่ และฟังเพลงในไวบ์ที่ชอบ

พร้อมกันนี้ PLUG Café ยังมีเมนูใหม่ เครื่องดื่มมัตจะสูตรพิเศษ 4 เมนู 4 สไตล์ ให้ทุกคนเลือกแก้วที่ใช่ให้ตรงกับ Mood ของตัวเอง ได้แก่ Summer Daydream การผสมผสานระหว่าง Pure Matcha และแตงโม ให้รสชาติหวานฉ่ำ สดชื่น ดื่มง่าย เหมาะสำหรับวันที่ต้องการเติมความสดใส, Sunrise Matcha การจับคู่ Pure Matcha กับส้มโอ เพิ่มรสเปรี้ยวอมหวานและกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของผลไม้ โดยยังคงเอกลักษณ์ของมัตจะไว้อย่างลงตัว, Golden Grove มัตจะโคลด์โฟมเนื้อนุ่มละมุน ผสานความสดชื่นของส้ม เกิดเป็นรสชาติที่ทั้งหอม นุ่ม และรีเฟรชในแก้วเดียว และ Dirty Matcha มัตจะ รสชาติเข้มลึก เบลนด์เข้ากับนมสด วิปปิ้งครีม วานิลลา และน้ำผึ้ง ให้สัมผัสนุ่มละมุน หอมหวาน และสมดุล เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบมัตจะสไตล์เข้มข้นและครีมมี่ พิเศษ! สำหรับลูกค้า AIS สามารถใช้ AIS POINTS 10 คะแนน และลูกค้าเซเรเนดใช้เพียง 1 คะแนน เพื่อแลกรับส่วนลดเครื่องดื่มมูลค่า 20 บาท

อีกหนึ่งไฮไลต์ของแคมเปญคือ “Moodular Synth” ประสบการณ์อินเทอร์แอ็กทีฟที่ชวนทุกคนมาค้นหา Mood และ Musical Taste ของตัวเอง ผ่านการเชื่อมต่อสาย Synth และปรับแต่ง Filter ตามความรู้สึก ก่อนรับ “Taste Receipt” ซึ่งบันทึกรสนิยมทางดนตรีเฉพาะตัวกลับไปเป็นที่ระลึก พร้อมกันนี้ยังมีกิจกรรมที่จะมาร่วมสร้างสีสันและเชื่อมโยงคอมมูนิตี้ตลอดแคมเปญ ไม่ว่าจะเป็น Matcha Party, Matcha Listening Party และ Matcha Run Club พร้อม Merchandise คอลเลกชันพิเศษ ทั้งเสื้อยืด โปสการ์ด และ Tumbler ที่ออกแบบขึ้นภายใต้คาแรกเตอร์ของ Matcha Social Club โดยสามารถแลกซื้อได้ที่ PLUG Café

แคมเปญ Matcha Social Club สะท้อนความตั้งใจของ AIS SIAM ที่ต้องการเป็นมากกว่าสถานที่นัดพบ แต่คือพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ทดลอง ลงมือเล่น เชื่อมต่อกับผู้คน และพัฒนาความชอบของตัวเอง เพราะทุกความเป็น “ตัวจริง” อาจเริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ ที่เราชอบ ก่อนเติบโตเป็นตัวตนและคอมมูนิตี้ที่ใช่ มาร่วมเลือกแก้วที่ใช่ ค้นหาไวบ์ที่ชอบ และเปิดรับประสบการณ์ใหม่ไปด้วยกันใน AIS SIAM Matcha Social Club ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม – 30 กันยายน 2569 ณ AIS SIAM ติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ทาง Instagram: @aissiam_official

ใหม่ล่าสุด! สลากออมสิน 5 ปี ลุ้น 10 ล้านบาท เดือนละ 2 ครั้ง ฝากครบรับดอกเบี้ย 5 บาท/หน่วย ซื้อเลยที่ MyMo/ออมสินทุกสาขา

0

ออมสินเปิดใหม่ จัดเต็ม! กับ ‘สลากออมสินพิเศษ 5 ปี’ ซื้อแล้วได้ลุ้นบ่อยกว่าเดิม เดือนละ 2 ครั้ง!! (แบบใบสลากและสลากดิจิทัล)

รางวัลรับเต็มไม่เสียภาษี เงินต้นอยู่ครบ
ซื้อได้แล้ววันนี้ที่ MyMo คลิก >> https://to.gsb.or.th/VyxZe7B9
หรือที่ธนาคารออมสินทุกสาขา

  • ลุ้นรางวัลที่ 1 มูลค่า 10 ล้านบาท เดือนละ 2 ครั้ง รวมมูลค่า 20 ล้านบาท (ออกรางวัลทุกวันที่ 1 และ 16 ของทุกเดือน) ฝากครบ 5 ปี ได้รับดอกเบี้ย 5.00 บาท/หน่วย (0.20% ต่อปี)
  • สลากออมสินพิเศษ (ใบสลากและดิจิทัล) ราคา 500 บาทต่อหน่วย
  • แบบใบสลาก ซื้อขั้นต่ำ 500 บาท (1 หน่วย)
  • แบบดิจิทัล ซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท (2 หน่วย)

ดอกเบี้ยและเงินรางวัล บุคคลธรรมดาไม่เสียภาษี
กรณีถอนก่อนครบกำหนด ให้เป็นไปตามเงื่อนไขผลิตภัณฑ์สลากออมสินพิเศษ
เงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือ อบก. พัฒนาศักยภาพบุคลากร หนุนตลาดคาร์บอนไทย

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ เสริมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านการพัฒนาศักยภาพผู้เชี่ยวชาญและการเพิ่มจำนวนผู้ทวนสอบก๊าซเรือนกระจก ส่งเสริมกลไกลดก๊าซเรือนกระจก ตลาดคาร์บอน พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลสู่แพลตฟอร์ม SET Carbon สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและการเงินเพื่อความยั่งยืน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้พัฒนา SET Carbon Platform ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานจาก อบก. ในปี 2568 ให้บริษัทจดทะเบียนใช้คำนวณและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามข้อกำหนดของสำนักงาน ก.ล.ต. โดยข้อมูลต้องผ่านการทวนสอบโดยผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองจาก อบก. ความร่วมมือครั้งนี้จึงมุ่งพัฒนาศักยภาพผู้เชี่ยวชาญและเพิ่มจำนวนผู้ทวนสอบ โดย              ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะนำประสบการณ์ในการดูแลมาตรฐานการสอบผ่านแพลตฟอร์ม SET Exam และศูนย์สอบ มาสนับสนุนการจัดสอบให้มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการส่งเสริมการเรียนรู้และเชื่อมโยงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศตลาดคาร์บอน เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้านก๊าซเรือนกระจก เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสีย ตอกย้ำวิสัยทัศน์ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities”

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กล่าวว่าในฐานะที่ อบก. เป็นหน่วยงานหลักที่มีบทบาทในการส่งเสริมการดำเนินงานด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาศักยภาพให้กับหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยสถาบันวิทยาการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Action Academy : CAA ที่ อบก.จัดตั้งขึ้น ถือเป็นภารกิจสำคัญ และความร่วมมือจากตลาดหลักทรัพย์ฯ จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดและรองรับความต้องการบุคลากร เช่น ผู้ทวนสอบในระบบนิเวศตลาดคาร์บอน ให้มีความโปร่งใสและมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ เป็นการยกระดับความน่าเชื่อถือ รองรับการเติบโตของกลไกลดก๊าซเรือนกระจกและตลาดคาร์บอนในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯ และ อบก. มีระยะเวลา 3 ปี เพื่อสร้างบุคลากรคุณภาพ ส่งเสริมกลไกลดก๊าซเรือนกระจก พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม นำพาประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน

ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดงบไตรมาส 2/2569 ทำกำไรต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 6 โชว์รายได้เติบโตและวินัยทางการเงิน พร้อมจ่ายปันผล 5.2 พันล้านบาท 4 ส.ค.2569

0

ทรู คอร์ปอเรชั่น ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 เดินหน้าสร้างผลกำไรได้อย่างต่อเนื่อง จากรายได้เติบโตและการบริหารการเงินอย่างมีวินัย แม้เผชิญผลกระทบจากเศรษฐกิจมหภาคที่เพิ่มขึ้น แต่ผลการดำเนินงานของทุกกลุ่มธุรกิจยังคงเติบโตในทิศทางที่ดี

สำหรับไตรมาสนี้ บริษัทมีกำไรสุทธิหลังหักภาษีจำนวน 6.6 พันล้านบาท ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 2.83 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน

นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ทรู คอร์ปอเรชั่น สร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งอีกไตรมาส โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของรายได้จากการให้บริการทุกกลุ่มธุรกิจ การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของจำนวนผู้ใช้บริการ และการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน การลงทุนเพื่อพัฒนาโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่และไฟเบอร์ให้ทันสมัย การดำเนินงานเชิงพื้นที่แบบเจาะจง รวมถึงการนำ AI มายกระดับประสบการณ์ลูกค้าและการปฏิบัติงาน ทั้งหมดนี้ ผลให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้นและผลการดำเนินธุรกิจแข็งแกร่งยิ่งขึ้น จากนี้ไป เราจะเสริมศักยภาพการเปลี่ยนผ่านองค์กรด้วย AI ในทุกมิติ ผ่าน AI Centre of Excellence การวางรากฐานข้อมูลที่แข็งแกร่ง ควบคู่กับการยกระดับกระบวนการทำงานแบบครบวงจร (End-to-End) เพื่อขยายขีดความสามารถด้านนวัตกรรม เพิ่มผลิตภาพ และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน”

จำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้น 479,000 เลขหมาย เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐในโครงการไทยช่วยไทย พลัส และการเข้าร่วมโครงการ “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Study Anywhere Anytime)” ของกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของ กสทช. ส่งผลให้จำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รวมอยู่ที่ 48.6 ล้านเลขหมาย ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตบ้านเพิ่มขึ้น 28,000 ราย เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน จากความเสถียรของโครงข่ายและคุณภาพการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น โดยไตรมาสนี้ มีผู้ใช้บริการ 5G รวม 19.3 ล้านราย

นายนกุล เซห์กัล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ไตรมาส 2/2569 นับเป็นอีกหนึ่งไตรมาสที่ทรู คอร์ปอเรชั่น มีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง มีจุดเด่นรายได้จากการให้บริการกลับมาเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อน โดย EBITDA เพิ่มขึ้น 13.5% และกำไรสุทธิหลังหักภาษีอยู่ที่ 6.6 พันล้านบาท นับเป็นไตรมาสที่ 6 ติดต่อกันที่บริษัทมีกำไร ผลการดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนถึงการรักษาวินัยทางการเงินและการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง แม้ไตรมาสนี้จะเผชิญกับความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจมหภาคที่เพิ่มสูงขึ้น สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และแรงกดดันด้านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่ยังคงดำเนินอยู่ คณะกรรมการบริษัทฯ ได้อนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 เป็นจำนวน 5.2 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล 79% หรือเงินปันผล 0.15 บาทต่อหุ้น (Dividend per Share: DPS)”

ตัวเลขทางการเงินที่สำคัญสำหรับไตรมาส 2/2569

▪️รายได้จากการให้บริการไม่รวมรายได้ค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (IC): 4.14 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการเติบโตของธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และธุรกิจออนไลน์ และเพิ่มขึ้น 0.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน จากการเติบโตของทุกกลุ่มธุรกิจ เมื่อปรับผลกระทบจากรายได้การให้บริการข้ามโครงข่ายในประเทศที่ลดลง รายได้จากการให้บริการเพิ่มขึ้น 1.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน และ 0.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน

▪️EBITDA: 2.83 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการเติบโตของรายได้และประโยชน์จากการได้มาซึ่งใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ และ EBITDA เพิ่มขึ้น 1.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน อัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้จากการให้บริการ เพิ่มขึ้น 7.6 จุดเปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อน มาอยู่ที่ 68.5% สำหรับไตรมาส 2/2569 ทั้งนี้ นับตั้งแต่การควบรวมกิจการแล้วเสร็จ ทรู คอร์ปอเรชั่น สามารถเพิ่ม EBITDA ได้รวม 8.9 พันล้านบาท หรือคิดเป็นการเติบโต 46%

▪️อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA (Leverage Ratio): อยู่ที่ 3.7 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 ลดลง 0.3 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน และ 0.1 เท่าเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน▪️กำไรสุทธิหลังหักภาษี (NPAT): 6.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.2 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน และทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน

▪️เป้าหมายทางการเงิน ปี 2569 (ใหม่):-รายได้จากการให้บริการไม่รวม IC: เติบโต 1–2% เมื่อเทียบกับปีก่อน-EBITDA: เติบโต 7–9% (ไม่เปลี่ยนแปลง)-CAPEX: 2.5–2.7 หมื่นล้านบาท (ไม่เปลี่ยนแปลง)

ไม่อิงกระแส! ชุมชน…ผู้พิทักษ์ระบบนิเวศ

0

แหล่งน้ำทุกแห่งคือหัวใจของชุมชน เป็นแหล่งอาหาร เป็นอาชีพ และเป็นมรดกทางธรรมชาติที่ส่งต่อจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง การดูแลแหล่งน้ำจึงไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานรัฐเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนที่อาศัยและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติเดียวกัน

กรณีตัวอย่างที่ยกมาในครั้งนี้ มีเป้าหมายชัดเจนคือ “รักษาระบบนิเวศ” จึงนำเรื่องการพบปลาหมอคางดำในหลายพื้นที่ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การปกป้องระบบนิเวศต้องอาศัยความร่วมมือของชุมชนเป็นกำลังสำคัญ เพราะไม่มีใครรู้จักคลอง หนอง บึง และแหล่งน้ำในพื้นที่ได้ดีเท่ากับคนในชุมชนเอง ทุกคนจึงเป็นด่านหน้าในการเฝ้าระวัง แจ้งข้อมูล และร่วมควบคุมการแพร่กระจายของปลาได้อย่างรวดเร็วที่สุด

เป้าหมายของการดำเนินงานในวันนี้ ไม่ใช่การกำจัดปลาหมอคางดำให้หมดไปในเวลาอันสั้น แต่คือ การควบคุมประชากรปลาให้อยู่ในพื้นที่จำกัด ลดการแพร่กระจายไปยังแหล่งน้ำใหม่ และรักษาสมดุลของระบบนิเวศให้คงอยู่ นี่คือเป้าหมายที่ทำได้จริง หากทุกชุมชนร่วมกันลงมืออย่างต่อเนื่อง

หัวใจของความสำเร็จอยู่ที่การเปลี่ยน “การจับปลา” ให้กลายเป็น “กิจวัตรของการดูแลแหล่งน้ำ” เมื่อพบปลาหมอคางดำในพื้นที่ที่มีการระบาด การจับปลาเพื่อนำไปบริโภค แปรรูป หรือใช้ประโยชน์ตามความเหมาะสม เป็นการช่วยลดจำนวนประชากรปลาและลดโอกาสการขยายพันธุ์ ขณะเดียวกัน หากพบการระบาดในพื้นที่ใหม่ การแจ้งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบโดยเร็ว จะช่วยให้สามารถเข้าควบคุมสถานการณ์ได้ก่อนที่ปลาจะแพร่กระจายเป็นวงกว้าง

สิ่งสำคัญไม่แพ้กัน คือการใช้จุดแข็งของแต่ละชุมชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นภูมิปัญญาการประมงพื้นบ้าน ความร่วมมือของกลุ่มประมง องค์กรชุมชน โรงเรียน วัด หรือเครือข่ายอาสาสมัคร ทุกพื้นที่มีศักยภาพในการออกแบบวิธีการดูแลแหล่งน้ำให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของตนเอง เพราะการปกป้องระบบนิเวศไม่มีรูปแบบเดียว แต่มีเป้าหมายเดียวกัน คือการลดการแพร่ระบาดและรักษาทรัพยากรของชุมชน

การควบคุมปลาหมอคางดำจึงไม่ใช่การแข่งขันระหว่างหน่วยงาน แต่เป็นการรวมพลังของคนในพื้นที่ เพราะทุกครั้งที่ชุมชนร่วมกันจับปลา เฝ้าระวัง และดูแลแหล่งน้ำ เท่ากับกำลังลดโอกาสที่ปลาจะขยายไปยังพื้นที่อื่น และช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพของแหล่งน้ำไทยให้คงอยู่ต่อไป
​💥 ใช้ภูมิปัญญาบ้านๆ สู้ศึกสายน้ำ
​ไม่ต้องรอเทคโนโลยีลอยฟ้า! ภูมิปัญญาประมงพื้นบ้าน อวน แห ไซ ตาข่าย นี่แหละของจริง! ดึงวัด โรงเรียน อบต. กลุ่มอาสาสมัคร ร่วมมือกัน ลุยตามบริบทพื้นที่

​”ตัววัดผลไม่ใช่จำนวนข่าว ไม่ใช่ภาพดาราลงไปจับปลาเอาหน้า… แต่วัดกันที่น้ำคลองแต่ละบ้านยังอุดมสมบูรณ์อยู่ไหม! คลองข้างเคียงยังรอดพ้นจากคางดำหรือเปล่า!”

​การปกป้องสายน้ำไทยไม่ได้เริ่มจากโครงการหรูหราหมื่นล้าน แต่เริ่มจากการตัดสินใจของคนในชุมชนวันนี้… จับ เฝ้าระวัง แจ้งเบาะแส! ถ้าชุมชนแข็งแกร่ง ประเทศไทยก็รอด​ จากการสร้างเครือข่าย “ผู้พิทักษ์ระบบนิเวศ” ที่เข้มแข็ง เป็นรากฐานสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และความมั่นคงทางอาหารของประเทศในระยะยาว.