Home Blog Page 2

AIS เสริมโครงข่าย 5G-ADVANCED รับขบวนพยุหยาตราทางชลมารค 6 พ.ย. นี้ เสริมสัญญาณครอบคลุมสองฝั่งเจ้าพระยา

0

AIS เตรียมความพร้อมโครงข่ายอัจฉริยะ 5G-ADVANCED เพื่อรองรับการใช้งานของประชาชนที่จะเดินทางมาร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ และชมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 โดยระดมทีมวิศวกรเสริมศักยภาพโครงข่ายตลอดสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ครอบคลุมพื้นที่สำคัญตามเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน ตั้งแต่บริเวณท่าวาสุกรีถึงวัดอรุณราชวราราม รวมระยะทางประมาณ 4.2 กิโลเมตร พร้อมนำเทคโนโลยี Autonomous Network มาช่วยยกระดับการบริหารจัดการโครงข่ายอัจฉริยะ เพื่อรองรับปริมาณการใช้งานที่คาดว่าจะหนาแน่นกว่าปกติ ให้ประชาชนสามารถติดต่อสื่อสารและแบ่งปันภาพความประทับใจในโอกาสสำคัญได้อย่างต่อเนื่อง

นายกิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยี เอไอเอส กล่าวว่า “AIS มีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนความพร้อมด้านการสื่อสารสำหรับพระราชพิธีอันสำคัญยิ่ง โดยเราได้เตรียมความพร้อมโครงข่ายล่วงหน้าอย่างเต็มกำลัง เพื่อรองรับประชาชนจำนวนมากที่คาดว่าจะเดินทางมาร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ ตลอดสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งการสำรวจพื้นที่ วิเคราะห์ปริมาณการใช้งาน และวางแผนเสริมศักยภาพโครงข่ายในจุดสำคัญ โดยใช้สถานีฐานเดิมในพื้นที่ควบคู่กับการเตรียมติดตั้งสถานีฐานชั่วคราวเพิ่มเติม พร้อมรถสถานีฐานเคลื่อนที่ (Mobile Base Station) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับการใช้งาน ทั้งการโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต การถ่ายทอดสด และการแชร์ภาพหรือวิดีโอผ่านโซเชียลมีเดีย

ขณะเดียวกัน เรายังนำศักยภาพของ Autonomous Network หรือโครงข่ายอัจฉริยะที่ผสาน AI และระบบ Automation มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเครือข่าย ควบคู่กับการจัดทีมวิศวกรและเจ้าหน้าที่ดูแลโครงข่ายประจำพื้นที่ เพื่อติดตามคุณภาพสัญญาณและปริมาณการใช้งานแบบเรียลไทม์ สามารถวิเคราะห์สถานการณ์และปรับบริหารจัดการทรัพยากรโครงข่ายได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสม โดย AIS พร้อมนำศักยภาพของเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญของบุคลากรมาสนับสนุนการจัดพระราชพิธีครั้งสำคัญอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้ทุกการเชื่อมต่อของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ”

ทั้งนี้ AIS ได้วางแผนบริหารจัดการโครงข่ายครอบคลุมพื้นที่สำคัญตลอดเส้นทางขบวนพยุหยาตราทางชลมารค โดยให้ความสำคัญกับจุดที่คาดว่าจะมีประชาชนรวมตัวหนาแน่น พร้อมเตรียมความพร้อมด้านอุปกรณ์และบุคลากรสนับสนุน เพื่อดูแลคุณภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาของการจัดงาน

เมืองไทยประกันชีวิต ประกาศเข้าร่วม UN Global Compact ตอกย้ำความมุ่งมั่นด้านการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนระดับสากล

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (United Nations Global Compact: UN Global Compact) ซึ่งเป็นโครงการภาคสมัครใจที่มุ่งเน้นการพัฒนา การนำไปปฏิบัติใช้ และการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับแนวปฏิบัติทางธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

บริษัทฯ มีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมเป็นเครือข่ายเดียวกับองค์กรชั้นนำหลายพันแห่งทั่วโลก ตลอดจนภาคธุรกิจประกันชีวิตและการเงินระดับภูมิภาค ที่มีความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์โลกที่เราทุกคนต้องการ

โครงการ UN Global Compact เป็นการเชิญชวนให้องค์กรต่าง ๆ ทั่วโลก ปรับการดำเนินงานและกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับหลักสากล 10 ประการ (Ten Universally Accepted Principles) ซึ่งครอบคลุมในด้านสิทธิมนุษยชน มาตรฐานแรงงาน การปกป้องสิ่งแวดล้อม และการต่อต้านการทุจริต รวมถึงการมุ่งดำเนินงานเพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ

UN Global Compact ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2543 ปัจจุบันนับเป็นโครงการริเริ่มด้านความยั่งยืนขององค์กรที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีบริษัทชั้นนำเข้าร่วมมากกว่า 20,000 แห่ง จากกว่า 160 ประเทศ และมีเครือข่ายระดับท้องถิ่น (Global Compact Networks) มากกว่า 60 แห่งทั่วโลก

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า “เมืองไทยประกันชีวิต ตระหนักดีว่าโครงสร้างประชากรโลกและประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้มีอายุยืน (Longevity Economy) ซึ่งประชากรมีอายุขัย (Lifespan) ยาวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังเผชิญช่องว่างระหว่างช่วงอายุขัย กับช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี (Healthspan) และช่วงชีวิตที่มีความมั่นคงทางการเงิน (Wealthspan) ควบคู่ไปกับภัยคุกคามเชิงระบบจากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างผลกระทบทางกายภาพต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญที่คุกคามสุขภาวะ สุขภาพกาย และสุขภาพจิตของมนุษย์ ทั้งความเสี่ยงเฉียบพลัน เช่น คลื่นความร้อน และอุทกภัย และความเสี่ยงเรื้อรัง เช่น มลพิษทางอากาศ (PM 2.5) และโรคอุบัติใหม่ เป็นต้น บริษัทฯ จึงได้มีการบูรณาการแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนผนวกเข้ากับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนองค์กรไปสู่การเป็น “ผู้นำด้านการประกันชีวิตและสุขภาพที่ยั่งยืน” (Leading Sustainable Insurer) ที่พร้อมรับมือกับสังคมอายุยืน และวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการพยายามให้บรรลุความสำเร็จของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติด้วย”

ความมุ่งมั่นในการดำเนินงานให้สอดคล้องตามมาตรฐานสากลเหล่านี้ สะท้อนความสำเร็จผ่านผลการดำเนินงานในรายงานความยั่งยืน ปี 2568 (Sustainability Report 2025) ซึ่งมีการบูรณาการหลัก 10 ประการของ UN Global Compact ไว้อย่างเป็นรูปธรรม โดยในด้านสิ่งแวดล้อม บริษัทฯ ได้เดินหน้าลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมประกาศเป้าหมายมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในขอบเขตที่ 1 และ 2 ภายในปี 2573 รวมถึงความสำเร็จในการผลักดันให้อาคาร 66 Tower และศูนย์การเรียนรู้ สรรค์สาระ ได้รับมาตรฐานอาคารอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมระดับสากล LEED ระดับ Gold 

สำหรับด้านสิทธิมนุษยชนและมาตรฐานแรงงาน เราให้ความสำคัญกับการสร้างความหลากหลายและการมีส่วนร่วมของบุคลากร ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตพนักงานจนได้รับรางวัลองค์กรที่น่าทำงานด้วยมากที่สุด “Best Places to Work 2025” ควบคู่ไปกับการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมผ่านการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงความคุ้มครองทางสุขภาพและการเงินได้อย่างเท่าเทียม (Democratizing Insurance) และในด้านการต่อต้านการทุจริต บริษัทฯ ยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสตามหลักบรรษัทภิบาล ให้ความสำคัญสูงสุดกับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนตอกย้ำความเป็นผู้นำด้วยการเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งแรกในประเทศไทย ที่เข้าร่วมลงนามเป็นภาคีสมาชิกหลักการลงทุนที่รับผิดชอบระดับสากล (UN-Supported Principles for Responsible Investment: PRI) รวมถึงภาคีสมาชิกโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หลักการประกันภัยที่ยั่งยืน หรือ UNEP FI PSI (Principle for Sustainable Insurance) อีกด้วย

AIS แจ้งผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 69 กำไรโต 1.3 หมื่นล. เร่งขยาย 5G-ADVANCED พร้อมต่อยอดการเติบโตทุกธุรกิจ

0

AIS รายงานผลประกอบการไตรมาส 3/2569 มีรายได้รวม 58,061 ล้านบาท กำไรสุทธิ 13,504 ล้านบาท โดยยังคงรักษาทิศทางการดำเนินงานตามเป้าหมาย จากการบริหารจัดการฐานลูกค้าเดิมอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการรักษาคุณภาพโครงข่ายและยกระดับประสบการณ์การใช้บริการ เพื่อสร้างความพึงพอใจและความผูกพันกับลูกค้าในระยะยาว พร้อมต่อยอดการเติบโตตามยุทธศาสตร์สู่การเป็น “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะ (Intelligent Infrastructure)” ครอบคลุมธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตบ้าน การสนับสนุนภาคธุรกิจไทยสู่ AI Transformation ตลอดจนการขยายบริการดิจิทัลไลฟ์สไตล์ผ่านธุรกิจค้าปลีก ความบันเทิง และบริการทางการเงินดิจิทัล เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ มีผู้ใช้บริการรวม 47.2 ล้านเลขหมาย เพิ่มขึ้นสุทธิ 52,800 เลขหมายจากไตรมาส 2/2569 โดยผู้ใช้บริการระบบรายเดือนเพิ่มขึ้น 159,500 เลขหมาย จากความต้องการบริการเชื่อมต่อสื่อสารและการรักษาฐานลูกค้าอย่างมีคุณภาพ โดย AIS ยังคงให้ความสำคัญกับความเข้มงวดในการยืนยันตัวตนเพื่อเปิดเลขหมายใหม่ เพื่อความปลอดภัยในการใช้งานของลูกค้าและป้องกันการนำเลขหมายไปใช้โดยมิจฉาชีพออนไลน์ ทั้งนี้ รายได้ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่เติบโต 4.4% จากไตรมาส 3/2568

ขณะเดียวกัน AIS เดินหน้าขยายพื้นที่ให้บริการ AIS 5G-ADVANCED ครอบคลุมพื้นที่ให้บริการ 100% ทั่วกรุงเทพมหานคร ปักหมุดกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงแห่งแรกของโลกที่มีบริการด้านการอัปโหลดครอบคลุมทั้งเมือง พร้อมขยายสู่พื้นที่อำเภอเมืองครบทั้ง 77 จังหวัด ด้วยมาตรฐานเครือข่ายใหม่ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ผสาน AI เข้ากับเทคโนโลยีการรวมคลื่นความถี่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรับส่งข้อมูล ให้ดาวน์โหลดเร็วขึ้นสูงสุด 1.5 เท่า และอัปโหลดเร็วขึ้นสูงสุด 2 เท่า รองรับการใช้งานดิจิทัลที่หลากหลาย ทั้ง AI การสร้างคอนเทนต์ และการถ่ายทอดสด

ธุรกิจเน็ตบ้าน AIS 3BB FIBRE3 มีผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์รวม 5.4 ล้านราย เพิ่มขึ้น 45,500 รายจากไตรมาส 2/2569 โดยมีรายได้เติบโต 5.5% จากการขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านการนำเสนอแพ็กเกจที่มีความคุ้มค่า ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย ควบคู่กับการพัฒนาสินค้าและบริการด้าน Smart Living รวมถึงแพ็กเกจที่ผสานบริการอินเทอร์เน็ตบ้านเข้ากับความบันเทิง อาทิ แพ็คเกจ PLAY ALL เพื่อสร้างประสบการณ์ดิจิทัลที่มากกว่าการเชื่อมต่อภายในบ้าน

ธุรกิจบริการลูกค้าองค์กร มีความต้องการใช้บริการโครงข่ายเชื่อมต่อข้อมูล คลาวด์ และดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้น ทั้งจากองค์กรธุรกิจไทยและผู้ให้บริการจากต่างประเทศที่เข้ามาสร้างฐานในประเทศไทย เพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาค โดย AIS มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและโซลูชันที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ AI Transformation พร้อมรองรับความต้องการด้านดิจิทัลขององค์กร การลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก และการเติบโตของอุตสาหกรรม AI ในประเทศไทย

ธุรกิจค้าปลีก เติบโต 16% จากไตรมาส 2/2569 จากความต้องการสมาร์ตโฟนระดับพรีเมียมที่ยังคงแข็งแกร่ง ทั้ง iPhone 18 series และสมาร์ตโฟน Android ระดับพรีเมียม ควบคู่กับคุณภาพการให้บริการและคำแนะนำจากทีมผู้เชี่ยวชาญ “AIS PRO” รวมถึงการนำเสนอสินค้าที่หลากหลาย อาทิ อุปกรณ์เสริมภายใต้แบรนด์ LINK UP เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า พร้อมยกระดับประสบการณ์การซื้อสินค้าผ่านช่องทาง Omnichannel และบริการ Fast Delivery ที่จัดส่งสินค้าได้ภายใน 3 ชั่วโมงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ AIS ยังเพิ่มทางเลือกการชำระเงินที่หลากหลายและยืดหยุ่น โดยร่วมมือกับ CLICX ให้บริการสินเชื่อพร้อมใช้สำหรับซื้ออุปกรณ์ที่ AIS เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงอุปกรณ์ดิจิทัลของลูกค้า

ธุรกิจความบันเทิง ได้รับปัจจัยหนุนจากกระแสความนิยมกีฬาในช่วงเอเชียนเกมส์ พร้อมเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งของ Content Ecosystem ให้ครอบคลุมทั้งกีฬาและความบันเทิง ผ่านแพ็กเกจ PLAY ALL ที่รวบรวมคอนเทนต์กีฬาระดับโลก อาทิ ฟุตบอลบุนเดสลีกา NBA, NFL, ATP, LPGA และ Premier Sports และ PLAY PREMIUM PLUS ที่รวมความบันเทิงจากแพลตฟอร์ม OTT ชั้นนำ ขณะเดียวกัน ยังขยายความร่วมมือด้านคอนเทนต์กีฬากับ UC3 เพื่อถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลรายการของ UEFA เป็นเวลา 4 ปี  อีกทั้งยังต่อยอดบริการซีรีส์แนวตั้งผ่าน ReelShort และ DramaBox โดยนำเสนอร่วมกับบริการอินเทอร์เน็ต เพื่อเพิ่มการเข้าถึง ตอบโจทย์ผู้ชมด้วยคอนเทนต์ที่หลากหลายและครบวงจร

ธุรกิจการเงินดิจิทัล เดินหน้าขับเคลื่อนการเติบโตผ่านการทำงานร่วมกันแบบ Ecosystem โดยเชื่อมโยงบริการทางการเงินเข้ากับธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อสร้างข้อเสนอที่ตอบโจทย์ลูกค้าในแต่ละไลฟ์สไตล์ โดยเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันระหว่าง AIS, CLICX และพันธมิตร เพื่อพัฒนาบริการและแคมเปญที่สอดคล้องกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน อาทิ การจอง iPhone 18 การชำระค่าบริการ และการเติมเงิน พร้อมเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าเข้าถึงบริการทางการเงินและอุปกรณ์ดิจิทัลได้สะดวกยิ่งขึ้น

ด้านกำไรสุทธิและ EBITDA หรือกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย เติบโตจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นและการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสม โดย EBITDA เติบโต 4.5% สูงกว่ากรอบเป้าหมายการเติบโตที่ 2–4% สะท้อนการดำเนินงานที่มุ่งเน้นคุณภาพของธุรกิจ ควบคู่กับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับปี 2569 AIS เดินหน้าลงทุนตามกรอบงบประมาณ 30,000–35,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะ ทั้งโครงข่าย 5G อินเทอร์เน็ตบ้านความเร็วสูง รองรับการพัฒนาเทคโนโลยีและบริการดิจิทัลในอนาคต ตลอดจนเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยอย่างยั่งยืน

CPF จุดประกายคนรุ่นใหม่สานต่อธุรกิจเกษตรทันสมัย เปิดบทเรียนจาก 3 ผู้ประกอบการ เปลี่ยนประสบการณ์รุ่นก่อนเป็นพลังเติบโต

0

ธุรกิจเกษตรกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญด้านปัญหาสิ่งแวดล้อม การขาดแคลนแรงงานและการขาดผู้สืบทอดกิจการ เมื่อคนรุ่นใหม่มีเส้นทางอาชีพให้เลือกมากขึ้น ขณะที่การกลับมารับช่วงต่อกิจการต้องเผชิญทั้งความผันผวนของตลาด ความเสี่ยงจากโรคระบาด ภัยธรรมชาติ ภาวะเศรษฐกิจ และความคาดหวังของคนรุ่นก่อน?

จากข้อมูลสถิติสำมะโนการเกษตรปี 2566 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ผู้ถือครองทำการเกษตรมีอายุเฉลี่ยสูงขึ้น โดยผู้ถือครองที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนเกินครึ่งคิดเป็นร้อยละ 58.2 ขณะที่กลุ่มอายุต่ำกว่า 35 ปีมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 4.4 นอกจากนี้ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรชี้ว่า ภาคเกษตรเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ เพราะเป็นแหล่งรายได้สำคัญ โดยในปี 2568 ไทยส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์รวมมูลค่ากว่า 1.83 ล้านล้านบาท หรือราวร้อยละ 16.5 ของมูลค่าส่งออกสินค้าทั้งหมด การสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่อยากสานต่อกิจการ ควบคู่กับการเสริมทักษะด้านเกษตร การบริหารธุรกิจ และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล จึงเป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและต่อยอดการเติบโตของธุรกิจเกษตรไทย

การทำให้คนรุ่นใหม่มองเห็นอนาคตในธุรกิจเกษตร จึงต้องมีทั้งการเปิดโอกาสให้ใช้ความรู้ใหม่ของตนเอง พื้นที่ให้ทดลอง และผู้มีประสบการณ์คอยสนับสนุน บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ซึ่งดำเนินโครงการสนับสนุนและพัฒนาทายาทธุรกิจของคู่ค้าอย่างต่อเนื่องมากว่า 25 ปี จึงเปิดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเซสชัน “From Heir to Business Leader” ภายในงาน CPF Feed NextGen Leadership Summit 2026 เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเตรียมความพร้อมให้ทายาทก้าวสู่บทบาทผู้นำธุรกิจ

เวทีดังกล่าวนำเรื่องราวของทายาทผู้ประกอบการจาก King Eggs ธุรกิจฟาร์มไก่ไข่ครบวงจร Mhunat Group ผู้ผลิตและจำหน่ายเนื้อสุกรครบวงจรรายใหญ่ในภาคอีสาน และ Food Moments ธุรกิจผลิตและจำหน่ายเนื้อไก่และอาหารปรุงสุกพร้อมทาน มาถ่ายทอดให้เห็นเส้นทางที่แตกต่างกัน ทั้งการกลับมาฟื้นกิจการครอบครัว การเริ่มธุรกิจจากความชอบแม้ไม่มีความรู้ด้านปศุสัตว์ และการรับช่วงกิจการท่ามกลางวิกฤต โดยมีบทเรียนร่วมกันคือ การเข้าใจจุดแข็งของตนเอง เรียนรู้จากคนรุ่นก่อน การนำเทคโนโลยีมาผนวกในการดำเนินงาน และเลือกพันธมิตรที่ช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าได้อย่างมั่นคง

จากโปรแกรมเมอร์ สู่ผู้สร้างแบรนด์ให้ไข่ไก่ของครอบครัว

ชานุวัฒน์ ศิวโมก

สำหรับนายชานุวัฒน์ ศิวโมก หรือคุณวัฒน์ ผู้บริหาร King Eggs เส้นทางกลับบ้านเริ่มต้นจากธุรกิจที่ครอบครัวเคยต้องหยุดลง ฟาร์มไก่ไข่ที่ดำเนินกิจการมาตั้งแต่ปี 2514 เผชิญโรคระบาดจนพ่อแม่ต้องขายอุปกรณ์และเล้าไก่ ขณะที่เขาเรียนจบด้านโปรแกรมเมอร์และออกไปทำงานในกรุงเทพฯ ก่อนพบว่าพ่อแม่ตัดสินใจขายทรัพย์สินเพื่อลงทุนสร้างโรงเรือนระบบปิดและกลับมาเลี้ยงไก่อีกครั้ง เขาจึงเลือกลาออกจากงานเพื่อกลับมาช่วยกิจการ

แต่การเป็นลูกเจ้าของไม่ได้ทำให้การกลับมาครั้งนี้ง่ายขึ้น ชานุวัฒน์ต้องพิสูจน์ตัวเองกับทีมงานเดิม พร้อมเรียนรู้วิธีทำฟาร์มที่พ่อแม่ใส่ใจทุกรายละเอียด ตั้งแต่การทำความสะอาดพื้นโรงเรือนไปจนถึงอุปกรณ์ให้น้ำ เขาเลือกเก็บประสบการณ์เหล่านั้นมาจัดทำเป็นคู่มือปฏิบัติงาน เพื่อให้ความรู้ที่อยู่กับคนรุ่นก่อนกลายเป็นระบบที่ทีมงานนำไปใช้ต่อได้ จากนั้นจึงนำความรู้ด้านการตลาดมาเพิ่มโอกาสให้กิจการ ทั้งการวิเคราะห์จุดแข็งของธุรกิจ การทำโปรโมชั่น และการสร้างเว็บไซต์ตั้งแต่ปี 2550 ต่อยอดสู่การสื่อสารออนไลน์เพื่อให้ลูกค้ารู้จักฟาร์มและจดจำแบรนด์ การตลาดจึงกลายเป็นสะพานที่เชื่อมทั้งผู้ค้าและผู้บริโภคได้โดยตรง “เราต้องทำเกษตร ให้เป็นธุรกิจเกษตร” คือแนวคิดที่ชานุวัฒน์พา King Eggs เติบโตจากฟาร์มขนาด 30,000 ตัว สู่ 300,000 ตัว พร้อมเพิ่มอำนาจในการกำหนดราคาขายด้วยคุณค่าของสินค้าและแบรนด์

บทเรียนของ King Eggs แสดงให้เห็นว่า ความรู้ที่คนรุ่นใหม่สะสมจากนอกฟาร์มสามารถกลับมาสร้างมูลค่าให้ธุรกิจครอบครัวได้ เมื่อเริ่มจากการเข้าใจคุณภาพและประสบการณ์ที่คนรุ่นก่อนสร้างไว้ แล้วทำให้ตลาดมองเห็นคุณค่านั้นชัดเจนขึ้น

จากแพทย์และนักบัญชี สู่ธุรกิจสุกรที่เริ่มต้นด้วยใจรัก

จารุพรรณ พีรวรสกุล

อีกเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนความชอบให้เป็นธุรกิจ คือเส้นทางของนางจารุพรรณ พีรวรสกุล แห่ง Mhunat Group ผู้เรียนจบด้านบัญชี และสามีซึ่งเป็นแพทย์รักษาคน แม้ทั้งคู่ไม่มีพื้นฐานด้านปศุสัตว์ แต่ด้วยความชอบในการเลี้ยงสัตว์และมองเห็นโอกาสทางธุรกิจในจังหวัดหนองบัวลำภู จึงเริ่มต้นเรียนรู้และลงมือสร้างกิจการของตนเอง

ความท้าทายแรกคือการเปลี่ยนความชอบให้เป็นธุรกิจที่ดำเนินงานได้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การเลือกพื้นที่ วางผังโรงเรือน และวางระบบป้องกันโรค ไปจนถึงการเลี้ยงและจัดการอาหารสัตว์ โดยมี CPF เป็นทั้งผู้ให้คำแนะนำและพันธมิตรที่ช่วยเติมความรู้ด้านปศุสัตว์ คุณจารุพรรณถ่ายทอดว่า การมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาตั้งแต่เริ่มต้นช่วยวางรากฐานการทำฟาร์มให้มั่นคง เมื่อสั่งสมประสบการณ์มาได้ประมาณ 10 ปี จึงต่อยอดจาก ณัฐภูมิ ฟาร์ม สู่ธุรกิจชำแหละและตัดแต่ง รวมถึงร้านจำหน่ายเนื้อสุกรภายใต้แบรนด์ “หมูณัฐ” เพื่อเชื่อมการผลิตจากฟาร์มถึงผู้บริโภคและดูแลคุณภาพได้ตลอดเส้นทาง

เมื่อธุรกิจขยายตัว การนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพจึงเป็นอีกก้าวสำคัญ หมูณัฐ กรุ๊ป ร่วมกับทีม FeedTech ของ CPF เริ่มนำ AI มาช่วยตรวจนับสุกรจากภาพถ่าย เพื่อลดเวลาและแรงงานในการเดินตรวจนับ รวมถึงลดการรบกวนที่อาจทำให้สัตว์เครียดหรือบาดเจ็บ ควบคู่กับการให้ความสำคัญกับการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การวิเคราะห์และการนำข้อมูลไปประกอบการตัดสินใจมีความถูกต้อง

เส้นทางของหมูณัฐ กรุ๊ป แสดงให้เห็นว่า ความชอบสามารถเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจปศุสัตว์ได้ แม้ไม่ได้เรียนจบด้านเกษตรโดยตรง และเมื่อผสานกับความตั้งใจเรียนรู้ ทักษะการบริหาร และการสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญ ก็สามารถต่อยอดสู่การสร้างแบรนด์และวางรากฐานให้กิจการเติบโตได้อย่างมั่นคง

ทายาทผู้รับช่วงต่อท่ามกลางวิกฤต และเติบโตด้วยการยึดมั่นในจุดแข็ง

เชษฐพล ดุษฎีโหนด

นายเชษฐพล ดุษฎีโหนด หรือ นิกกี้ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ดโมเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เข้ามารับช่วงธุรกิจแปรรูปเนื้อไก่ของครอบครัวเมื่อกว่า 20 ปีก่อน ในจังหวะที่วิกฤตไข้หวัดนกเข้ามาเป็นบททดสอบสำคัญ การเริ่มต้นบทบาททายาทจึงมาพร้อมคำถามสำคัญว่า จะพาธุรกิจที่ครอบครัวสร้างมาเดินต่ออย่างไร ท่ามกลางข้อจำกัดและการแข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่?

คำตอบของเขาคือการตัดสินใจยุติธุรกิจอาหารสัตว์เดิมของครอบครัว แล้วหันมาใช้ลูกไก่และอาหารสัตว์จาก CPF เพื่อทุ่มเงินทุนและความสามารถให้กับการแปรรูปเนื้อไก่เพื่อส่งออก การสานต่อกิจการสำหรับเขาจึงหมายถึงการกล้าปรับในสิ่งที่ได้รับสืบทอดมา เพื่อให้ธุรกิจมีโอกาสเติบโตต่อได้ด้วยจุดแข็งของตนเอง

แม้การเดินหน้าจะต้องเปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจ แต่สิ่งที่เขายังยึดเป็นหลักคือประสบการณ์และกำลังใจจากคนรุ่นก่อน ผู้ก่อตั้งที่เคยผ่านความยากลำบากมา คือที่ปรึกษาสำคัญในวันที่ต้องตัดสินใจ ขณะที่คนรุ่นใหม่สามารถนำพลังและมุมมองใหม่เข้ามาต่อยอดได้ เมื่อทั้งสองรุ่นพร้อมรับฟังและเชื่อใจกัน การส่งต่อกิจการก็มีโอกาสพาธุรกิจไปได้ไกลกว่าที่รุ่นใดรุ่นหนึ่งจะทำเพียงลำพัง

CPF เติมความรู้และเทคโนโลยี สร้างความมั่นใจให้ธุรกิจเติบโตจากรุ่นสู่รุ่น

ประสบการณ์จากทั้งสามธุรกิจสะท้อนบทบาทของ CPF ในการอยู่เคียงข้างลูกค้าเกษตร ทั้งการแบ่งปันความรู้และให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยผู้ประกอบการนำความรู้ด้านการเลี้ยง โภชนาการ และการป้องกันโรคไปใช้ได้จริง ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมอาหารสัตว์และเทคโนโลยีฟาร์มอัจฉริยะที่ตอบโจทย์แต่ละธุรกิจ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพการผลิตให้พร้อมแข่งขันในตลาดโลก

การต่อยอดความก้าวหน้าเหล่านี้ให้เกิดผลในระยะยาวต้องอาศัยคนที่พร้อมรับช่วงต่อ CPF จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาทายาทให้มีทั้งความรู้ ทักษะการบริหาร และความมั่นใจในการนำเทคโนโลยีมาใช้ เชื่อมประสบการณ์ที่ครอบครัวสั่งสมมาหลายสิบปีเข้ากับโอกาสใหม่ทางธุรกิจ เพื่อให้กิจการของคู่ค้าเติบโตอย่างแข็งแกร่งจากรุ่นสู่รุ่น และร่วมเป็นรากฐานของอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยที่แข่งขันได้อย่างยั่งยืน./

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือ บล. ดีบีเอส วิคเคอร์ส นำ 7 บจ. โครงการ JUMP+ โรดโชว์มาเลเซีย

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ บริษัทหลักทรัพย์ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย)  จำกัดจัดงาน “Value-up JUMP+ Thailand Corporate Day 2026” พาบริษัทจดทะเบียน 7 แห่งในโครงการ JUMP+ ได้แก่ JMART, JMT, MOSHI, PTTEP, RJH, TQM และ XO พบผู้ลงทุนสถาบันกว่า 15 กองทุนในประเทศมาเลเซีย เพื่อนำเสนอข้อมูลแผนเพิ่มมูลค่าบริษัทจดทะเบียน และความคืบหน้าแผนการดำเนินงาน 6 เดือนที่ผ่านมา โดยมีณัฐพล สุวรรณสิริ ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานกลยุทธ์ผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมให้ข้อมูลโครงการ JUMP+ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569  

KKP ชี้วิกฤตคนไทย “แก่ก่อนรวย” ลุยเปิดตัว Retirement Solution ชูแนวคิด “Set and Forget” ผนึกกำลัง Capital Group เปลี่ยนเงินก้อนเป็นรายได้ตลอดชีพ

0

กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เดินหน้าวิสัยทัศน์ Retirement Solution เปิดตัวกลุ่มกองทุนเรือธง KKP Ready Retire และ KKP Retirement Income ในฐานะเครื่องยนต์หลักด้านการลงทุน ชูแนวคิดการจัดพอร์ตแบบ “Set and Forget” เพียงระบุปีเกษียณแล้วปล่อยให้ระบบดูแล ตอบโจทย์คนไทยอายุยืนด้วยกลไกเปลี่ยนเงินก้อนเป็นกระแสเงินสดสม่ำเสมอ เสมือนมีเงินเดือน “ระยะที่สอง” ไปตลอดชีวิต

ปลดล็อกวิกฤตเงียบในแผนเกษียณคนไทย

KKP พบว่าภาวะการเกษียณของคนไทยกำลังเผชิญวิกฤตเชิงโครงสร้าง ในมิติที่สำคัญดังต่อไปนี้

  • แก่ก่อนรวย และ แก่เร็ว: ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปสูงถึงร้อยละ 24 และกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ในขณะที่ระดับรายได้ต่อหัวยังอยู่ในระดับต่ำ
  • สวัสดิการภาครัฐมีข้อจำกัด: แรงงานไทยกว่าร้อยละ 54 ยังอยู่นอกระบบประกันสังคม และเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุสามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายได้เพียงร้อยละ 7 เท่านั้น ขณะที่ระบบบำนาญและเงินสำรองประกันสังคมยังเผชิญแรงกดดันจากโครงสร้างประชากร ทำให้การพึ่งพาสวัสดิการรัฐเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการรักษาคุณภาพชีวิตหลังเกษียณ
  • ขาดการวางแผน และ “ออมผิดที่”: คนไทยถึงร้อยละ 86 ยังไม่ได้วางแผนการออมหรือยังทำตามแผนไม่ได้ ประกอบกับเม็ดเงินออมกว่าร้อยละ 80 กระจุกตัวอยู่ในเงินฝากหรือสินทรัพย์เสี่ยงต่ำที่ผลตอบแทนเติบโตไม่ทันเงินเฟ้อ ส่งผลให้ผู้สูงอายุเกือบร้อยละ 70 ยังคงต้องพึ่งพารายได้จากลูกหลานหรือจำเป็นต้องทำงานต่อไป
  • อายุขัยที่ยืนยาว ท่ามกลางวิกฤตเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาล: ผู้ที่อายุ 60 ปีในวันนี้ เกือบครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 47) จะมีอายุยืนยาวไปถึง 85 ปี ในขณะที่ต้นทุนค่ารักษาพยาบาลของไทยพุ่งสูงถึงร้อยละ 14.8 ในปี 2026 ทิ้งห่างอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ซ้ำเติมด้วยภาระค่าใช้จ่ายสุขภาพในอนาคตที่เพิ่มขึ้นจากแนวโน้มการปรับเงื่อนไขประกันสุขภาพสู่ระบบที่ผู้เอาประกันต้องร่วมจ่าย (Co-payment) มากขึ้น การลงทุนที่เติบโตชนะเงินเฟ้ออีกทั้งให้กระแสเงินสดที่เพียงพอกับการใช้ชีวิตจึงเป็นสิ่งจำเป็น

“Set and Forget” แค่เลือกปีเกษียณ

เพื่อแก้โจทย์การวางแผนการเงินเพื่อการเกษียณอายุที่ซับซ้อน KKP และ Capital Group ได้ร่วมออกแบบกลไกการลงทุนที่ทำงานต่อเนื่องกันอย่างไร้รอยต่อ ครอบคลุม 2 ช่วงชีวิต

  • ระยะที่ 1 สะสมความมั่งคั่ง (สำหรับผู้ที่กำลังเตรียมตัวเกษียณ): กองทุนกลุ่ม KKP Ready Retire ประกอบด้วย 4 กองทุน KKP Ready Retire 2035, KKP Ready Retire 2045, KKP Ready Retire 2035 RMF และ KKP Ready Retire 2045 RMF

ลูกค้าเพียงเลือก “ปีเป้าหมายที่จะเกษียณ” ระบบจะใช้กลไกปรับลดความเสี่ยงให้อัตโนมัติเมื่อใกล้วันเกษียณ แต่ยังคงสัดส่วนหุ้นที่เหมาะสมเพื่อรักษาโอกาสในการเติบโตของเงินลงทุนในระยะยาว และเมื่อถึงกำหนดเวลา กองทุนจะแปลงสภาพเข้าสู่กองทุนวัยเกษียณให้อัตโนมัติโดยที่ลูกค้าไม่ต้องดำเนินการใดๆ

  • ระยะที่ 2 รับกระแสเงินสด (สำหรับผู้ที่ใกล้เกษียณ หรือเกษียณแล้ว): กองทุนกลุ่ม KKP Retirement Income ประกอบด้วย 2 กองทุน KKP Lifelong Income และ KKP Advanced Income

กองทุนเกษียณที่ทลายกรอบเดิมที่เน้นแต่ตราสารหนี้ โดยผสมผสานหุ้นปันผลคุณภาพสูงเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ พร้อม “กลไกรับกระแสเงินสดอัจฉริยะ (Auto-Redemption)” ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้เกษียณอายุอย่างครอบคลุม ช่วยให้ลูกค้าออกแบบการรับเงินคืนรายงวดได้อย่างสม่ำเสมอ รองรับทั้งเป้าหมาย “การส่งต่อความมั่งคั่ง” ให้คนรุ่นถัดไป โดยเน้นสร้างกระแสเงินสดควบคู่กับการรักษาเป้าหมายของการดำรงมูลค่าเงินลงทุนในระยะยาว หรือ “การสร้างอิสรภาพ” ในการใช้ชีวิต ผ่านการรับกระแสเงินสดในระดับสูงและทยอยบริหารเงินต้นที่สะสมไว้ให้หมดไปตามแผน

ผสานความชำนาญ Capital Group

โซลูชันนี้เกิดจากการผนึกกำลังกับ Capital Group หนึ่งในผู้บริหารจัดการลงทุนแบบเชิงรุกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 90 ปี และมีสินทรัพย์เพื่อการเกษียณภายใต้การบริหารกว่า 2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ความเชี่ยวชาญในการจัดพอร์ตเพื่อการเกษียณระดับสากลของ Capital Group ที่ผสานเข้ากับความเข้าใจพฤติกรรมและบริบททางการเงินของคนไทยของ KKP ได้สร้างโซลูชันที่ตอบสนองเป้าหมายวัยเกษียณของนักลงทุนไทยได้อย่างแท้จริง

นายณฤทธิ์ โกสาลาทิพย์ หัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “KKP Retirement Solution ต้องการเปลี่ยนแผนเกษียณจากการออมเงินก้อน มาเป็นการสร้างสถาปัตยกรรมของกระแสเงินสด ที่ดูแลลูกค้าไปตลอด 30 ปีหลังหยุดทำงาน สิ่งที่ KKP ทำ ไม่ใช่เพียงการนำกองทุนต่างประเทศมาเสนอขาย แต่คือการนำโมเดลระดับโลกมาปรับแต่งให้เข้ากับสมการเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และค่ารักษาพยาบาลของไทยอย่างเจาะจง การร่วมมือกับ Capital Group จึงเป็นการเปลี่ยนกลไกที่ซับซ้อนเบื้องหลัง ให้ออกมาเป็นประสบการณ์ Set and Forget ที่เรียบง่ายที่สุดสำหรับคนไทย”

นายยุทธพล ลาภละมูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เกียรตินาคินภัทร จำกัด กล่าวถึงกลไกการลงทุนว่า “เพื่อตอบโจทย์แนวคิด Set and Forget บลจ.เกียรตินาคินภัทรนำเสนอโซลูชันการลงทุนเพื่อรองรับเป้าหมายทางการเงินที่แตกต่างในแต่ละช่วงชีวิต  ทั้งช่วงการสะสมความมั่งคั่งและช่วงการสร้างกระแสเงินสดหลังเกษียณ โดยใน “ระยะสะสมความมั่งคั่ง” กองทุนกลุ่ม KKP Ready Retire จะใช้กลไกปรับลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงลงโดยอัตโนมัติเมื่อเข้าใกล้วันเกษียณ (Glide Path) และใน “ระยะรับกระแสเงินสด” กองทุนกลุ่ม KKP Retirement Income จะทลายข้อจำกัดเดิมที่เน้นเพียงตราสารหนี้ และมุ่งจัดพอร์ตเชิงรุกเพื่อมุ่งสร้างผลตอบแทนที่ช่วยรับมือกับเงินเฟ้อ การมี Capital Group หนึ่งในผู้นำด้านการจัดพอร์ตเพื่อการเกษียณระดับโลก ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาการลงทุน ยิ่งช่วยให้มั่นใจได้ว่าโซลูชันนี้จะช่วยสนับสนุนให้คนไทยรับมือกับวัยเกษียณได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า “ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยในภาวะที่เรียกว่า ‘แก่ก่อนรวย’ โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปทำให้คนวัยทำงานต้องแบกรับภาระหนักขึ้น ในขณะที่ผู้สูงอายุเกือบร้อยละ 70 ยังต้องพึ่งพารายได้จากลูกหลานหรือทำงานต่อไป เมื่อบวกกับความท้าทายเรื่องอายุขัยที่ยืนยาวขึ้น และค่ารักษาพยาบาลที่พุ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปหลายเท่าตัว เราจึงไม่อาจฝากความหวังไว้กับระบบสวัสดิการของรัฐหรือการออมในเงินฝากเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป การมีเครื่องมือที่ช่วยให้เข้าถึงการลงทุนที่มีผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อได้ในระยะยาวอย่างเป็นระบบ จึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่คนไทยขาดไม่ได้”

กองทุนกลุ่ม KKP Ready Retire และ กลุ่ม KKP Retirement Income เป็นกองทุนรวมผสมที่กระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภททั้งในและต่างประเทศ โดย กองทุนกลุ่ม KKP Ready Retire จะปรับสัดส่วนการลงทุนตามระยะเวลาที่เหลือก่อนถึงเป้าหมายการลงทุน (Target Date) ในขณะที่กองทุนกลุ่ม KKP Retirement Income เป็นกองทุนที่ใช้ในการบริหารเงินออมหลังเกษียณสำหรับผู้ที่ต้องการรับกระแสเงินสดจากการลงทุนและทยอยถอนเงินลงทุน 

ข้อมูลการเสนอขาย

กองทุนกลุ่ม KKP Ready Retire ที่ไม่รวมกอง RMF และ KKP Retirement Income เสนอขายครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 26 ต.ค. – 2 พ.ย. ที่ผ่านมา ในขณะที่กองทุน KKP Ready Retire ประเภท RMFเสนอขายครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 26 ต.ค. – 3 พ.ย. เริ่มต้นลงทุนขั้นต่ำ 1,000 บาท ผู้ที่สนใจสามารถลงทุนผ่านแอปพลิเคชัน KKP Better และ Dime! หรือขอรับคำปรึกษาได้ที่ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร ทุกสาขา, ที่ปรึกษาการเงินส่วนบุคคล (RM) หรือเบอร์ 02-165-5555 ก่อนเตรียมพบกับการเชื่อมต่อนวัตกรรมประกันและฟีเจอร์แอปพลิเคชัน เพื่อเติมเต็มระบบนิเวศการเกษียณในเฟสต่อไป

AIS SIAM ยกขบวน 16 ผู้สื่อสารจาก THE POWER ศึกทรงพลัง เติมสีสันฮาโลวีนสุดปัง เปิดประสบการณ์สายมู ชวนลูกค้าเช็กดวงฟรี พร้อมทัพคนดังร่วมสร้างความสนุก

0

AIS SIAM เติมสีสันเทศกาลฮาโลวีนด้วยกิจกรรมสุดพิเศษ “Happy Halloween กับ THE POWER ศึกทรงพลัง” เอาใจลูกค้าสายมู เปิดประสบการณ์เช็กดวงแบบใกล้ชิดกับ 16 ผู้สื่อสารจากรายการ THE POWER ศึกทรงพลัง ที่ยกขบวนมารวมตัวกัน ณ AIS SIAM ในวันฮาโลวีน ให้ลูกค้าได้ร่วมลุ้นคำทำนาย ส่องอนาคต และไขความลับแห่งโชคชะตา ทั้งเรื่องความรัก การงาน และการเงินแบบตัวต่อตัว พร้อมมอบสิทธิพิเศษดูดวงฟรี 10 นาที เมื่อซื้อเครื่องดื่ม HALLOWEEN SPECIAL MENU จาก PLUG Cafe x LIN Syrup ทั้งเมนู Midnight Kokuto และ Daylight Strawberry ท่ามกลางบรรยากาศสุดคึกคักที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความสนุก และโมเมนต์ชวนเซอร์ไพรส์จากการเปิดดวง พร้อมเพิ่มดีกรีความพิเศษด้วยทัพแขกรับเชิญคนดัง นำโดย แมทธิว ดีน – ลีเดีย ศรัณย์รัชต์, รถเมล์ คะนึงนิจ, พีท ทองเจือ และแจ็ค แฟนฉัน ที่มาร่วมสร้างสีสันและเติมความสนุกให้เทศกาลฮาโลวีนปีนี้ยิ่งคึกคัก เปลี่ยน AIS SIAM ให้กลายเป็นจุดนัดพบของเหล่าสายมู ที่รวมทั้งความอร่อย ความสนุก และความปังไว้ในที่เดียว

กิจกรรมสนุกๆ แบบนี้เป็นอีกหนึ่งความพิเศษที่ AIS SIAM ตั้งใจมอบให้ทุกคนได้มาสนุกกับสิ่งที่ชอบ เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ และใช้เวลาร่วมกันในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม และน้ำตาแห่งความประทับใจ อึ้ง ทึ่ง ซึ้ง เพราะที่ AIS SIAM ไม่ได้มีแค่เรื่องเทคโนโลยี แต่ยังมีความสนุกและกิจกรรมดีๆ ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ สามารถติดตามกิจกรรมและความพิเศษเพิ่มเติมได้ทาง Instagram: @aissiam_official และสามารถติดตามชมรายการ The Power ศึกทรงพลัง พร้อมโหวตให้กำลังใจผู้สื่อสาร ได้ทุกวันอาทิตย์ ทางช่อง 3 เวลา 18.25 น. และชมย้อนหลังทาง AIS PLAY เวลา 21.00 น. เป็นต้นไป

4 ปี “หมูเถื่อน” ถล่มไทย ความเสียหายแค่ไหน และบทพิสูจน์การบังคับใช้กฎหมายที่ต้องเดินหน้าต่อ

0

ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา (2566-2569) ปัญหาเนื้อสัตว์เถื่อน (หมูเถื่อน) ได้กลายเป็นหนึ่งในวิกฤตสำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมสุกรไทย จากจุดเริ่มต้นของการตรวจพบจับกุม “เนื้อหมูแช่แข็ง” ผิดกฎหมาย 161 ตู้คอนเทนเนอร์ น้ำหนักกว่า 4.5 ล้านกิโลกรัม ที่ท่าเรือแหลมฉบัง เมื่อปี 2566 นำมาสู่การขยายผลเป็นคดีพิเศษ การตรวจสอบเครือข่ายนำเข้า การดำเนินคดีกับผู้ประกอบการ และการสอบสวนเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง

แม้ขบวนการลักลอบนำเข้าจะยังคงปรับเปลี่ยนรูปแบบอย่างไม่ลดละ แต่การทำงานเชิงรุกของกรมปศุสัตว์ กรมศุลกากร DSI ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยสกัดการลักลอบนำเข้าและกระจายสินค้าได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ส่งผลให้ปัญหาถูกเปิดโปงและนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างต่อเนื่อง

เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศรวมตัวเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหา เนื่องจากราคาสุกรหน้าฟาร์มตกต่ำอย่างหนัก ผู้เลี้ยงสุกรมองว่าหมูเถื่อนเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้อุปทานเนื้อหมูในตลาดสูงกว่าความเป็นจริง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกร โดยเฉพาะรายย่อยที่มีต้นทุนการผลิตสูงและขาดอำนาจต่อรอง

ปี 2567: จากการยึดสินค้า สู่การสาวถึงเครือข่าย

ซึ่งหลังการจับกุมล็อตใหญ่ รัฐเริ่มขยายผลเชิงลึกมากขึ้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยการดำเนินคดีกับ 3 บริษัท ที่ถูกกล่าวหาว่าปลอมแปลงเอกสารนำเข้าสินค้าประมง แต่กลับนำเข้าเนื้อสุกรแทน โดยประเมินมูลค่าความเสียหายต่อภาคเกษตรกรไทยเกือบ 3,000 ล้านบาท

ในช่วงเดียวกัน เกษตรกรทั่วประเทศยังคงสะท้อนว่าราคาสุกรหน้าฟาร์มไม่สามารถฟื้นตัวได้ตามกลไกตลาด เนื่องจากยังมีเนื้อสัตว์ผิดกฎหมายไหลเวียนอยู่ในระบบ

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเผยว่ามีคดีที่อยู่ระหว่างการสอบสวนอย่างน้อย 11 คดี สะท้อนว่าปัญหานี้ไม่ได้เป็นการลักลอบนำเข้าสินค้ารายครั้ง แต่เป็นขบวนการที่มีลักษณะเป็นเครือข่าย

ปี 2568: ขยายผลถึงเจ้าหน้าที่รัฐ
การดำเนินการในปี 2568 ถือเป็นการยกระดับอีกขั้น โดย DSI เปิดเผยว่าสอบสวนแล้วเสร็จ 11 จาก 12 คดี และส่งสำนวนที่เกี่ยวข้องกับตู้คอนเทนเนอร์ 161 ตู้ให้ ป.ป.ช. พิจารณา โดยมีผู้เกี่ยวข้องประมาณ 30 ราย

นอกจากนี้ ยังมีการขยายผลกรณีตู้คอนเทนเนอร์จำนวน 2,388 ตู้ โดยประสานข้อมูลกับ 7 ประเทศ เพื่อตรวจสอบเส้นทางการค้า แหล่งกำเนิดสินค้า และการสำแดงข้อมูลนำเข้า

ขณะเดียวกัน หน่วยงานรัฐยังตรวจพบการกระจายซากสุกรที่ไม่สามารถแสดงเอกสารแหล่งที่มาได้ รวมถึงสินค้าที่มีสภาพเน่าเสียในหลายพื้นที่

กรณีเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาหมูเถื่อนไม่ได้เป็นเพียงการลักลอบนำเข้า แต่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่การกระจายสินค้า การตรวจสอบย้อนกลับ และความโปร่งใสของระบบควบคุมสินค้านำเข้า

ปี 2569: เปลี่ยนรูปแบบจาก “หมูเถื่อน” สวมรอยเป็น “ผัก”
แม้มาตรการบังคับใช้กฎหมายจะเข้มข้นขึ้น แต่การตรวจยึดยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการกระทำผิดเริ่มซับซ้อนขึ้น โดยมีการสำแดงสินค้าเป็นประเภทอื่น เช่น สินค้าประมง ผัก หรือสินค้าเกษตร เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ

สถานการณ์ล่าสุดระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2569 มีการตรวจพบ จำนวนนับ 10 คดี พบชิ้นส่วนต่างๆที่เล็ดรอด อาทิเช่น จับกุมซากหมูป่า 250 กก. ที่ประจวบคีรีขันธ์ หนังหมู 720 กก. และซากหมู 1.7 ตัน ที่จ.มุกดาหาร หนังหมู 2 ตัน ที่ จ.นครพนม เนื้อหมูจากจีน 16.5 ตัน ที่ จ. เชียงราย หนังและเนื้อหมูจากลาว 16.4 ตัน ที่จ.น่าน และหนังหมู 3 ตัน ที่อุบลราชธานี

และเมื่อเร็วๆนี้ กรมปศุสัตว์ กรมศุลกากร ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้มีการตรวจสอบยึดอายัดสินค้า ชิ้นส่วนหมูอีกหลายคดี เช่น ไส้หมูหมักเกลือกว่า 5 ตัน และตรวจพบไส้สุกรอีก 8.55 ตัน ที่จังหวัดพิจิตร ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับโกดังในกรุงเทพฯ และยังมีการตรวจพบผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์นำเข้าจากฝรั่งเศสกว่า 2 ตัน ที่สนามบินสุวรรณภูมิ หลังสำแดงปะปนกับสินค้าประมง

ลูกโซ่ “ผลกระทบจากหมูเถื่อน”

ความเสียหายที่เกิดขึ้น อันดับแรก เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร เป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงมากที่สุด ราคาสุกรหน้าฟาร์มถูกกดดันจากอุปทานนอกระบบ ผู้เลี้ยงรายย่อยจำนวนมากเผชิญภาวะขาดทุน ฟาร์มขนาดเล็กจำนวนหนึ่งต้องลดการผลิตหรือออกจากธุรกิจ

ในช่วงที่อุตสาหกรรมสุกรกำลังฟื้นตัวจากโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร(ASF) การมีเนื้อหมูราคาถูกจากต่างประเทศเข้ามาแข่งขันยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์

แต่ไม่เพียงเท่านั้น ผู้เสียหายมากที่สุดคงหนีไม่พ้น ผู้บริโภค ความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่ราคาถูกเพียงอย่างเดียวแต่สินค้าเนื้อสัตว์เถื่อนเหล่านี้ ยังมีความเสี่ยงในด้านสุขอนามัย และโรคที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ติดต่อข้ามพรมแดนเข้ามาด้วย เพราะเนื้อสัตว์เถื่อนเหล่านี้ไม่ได้ผ่านการตรวจโรค ไม่ทราบแหล่งที่มา ไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ หรืออาจผ่านกระบวนการขนส่งและเก็บรักษาที่ไม่ได้มาตรฐาน

หากมีเชื้อโรคปนเปื้อน ผู้บริโภคอาจได้รับผลกระทบโดยตรง
หากเกิดมีการหลุดรอดของเชื้อโรค อาจจะมีผต่อความมั่นคงด้านโรคระบาดสัตว์ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ภาคปศุสัตว์ไทยกังวลมากที่สุด เพราะหากเกิดการระบาดซ้ำ อาจสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมสุกรหลายหมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม บทเรียน 4 ปีที่ผ่านมา ปัญหาหมูเถื่อนได้สร้างผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเกษตรกร ระบบอาหาร และความเชื่อมั่นต่อการกำกับดูแลของรัฐมามากพอแล้ว ทิศทางการปราบปรามในปัจจุบันสะท้อนชัดว่า หน่วยงานรัฐไม่ได้ปล่อยปละละเลย แต่มีการยกระดับการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การจับกุม ยึดสินค้า ขยายผลเครือข่าย ไปจนถึงการเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ มีบทลงโทษรุนแรงทั้งปรับทั้งจำคุก

สิ่งสำคัญต่อจากนี้คือการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง แต่การป้องกันปัญหาหมูเถื่อนไม่ใช่หน้าที่ของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว เพราะเรื่องนี้เป็นภารกิจร่วมกันของผู้ประกอบการ เกษตรกร ผู้บริโภค และสังคมไทยทั้งหมด เพื่อรักษาความมั่นคงทางอาหารและความสามารถแข่งขันของอุตสาหกรรมสุกรไทยในระยะยาว.

AIS เตรียมพร้อมเครือข่ายภาคใต้ รับสถานการณ์น้ำท่วมเสริมความแข็งแกร่งสถานีฐาน พร้อมทีมวิศวกรและอุปกรณ์สนับสนุนการสื่อสาร

0

AIS เตรียมความพร้อมโครงข่ายสื่อสารในพื้นที่ภาคใต้ รองรับสถานการณ์น้ำท่วม พร้อมทีมวิศวกรติดตามสถานการณ์และตรวจสอบความพร้อมของสถานีฐานในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงเตรียมรถสถานีฐานเคลื่อนที่ เครื่องปั่นไฟ และอุปกรณ์สนับสนุน เพื่อดูแลการสื่อสารให้ประชาชนสามารถติดต่อครอบครัว ติดตามข่าวสาร และประสานขอความช่วยเหลือได้อย่างต่อเนื่อง

          ที่ผ่านมา AIS ได้เสริมความแข็งแกร่งของโครงข่ายในพื้นที่ภาคใต้ โดยปรับปรุงฐานวางตู้ระบบสถานีฐานในพื้นที่เสี่ยงให้มีความสูง 3 เมตร เพื่อลดความเสี่ยงที่น้ำจะเข้าท่วมและสร้างความเสียหายต่ออุปกรณ์ พร้อมเพิ่มแบตเตอรี่สำรองไฟฟ้าตามสถานีฐานสำคัญ รวมถึงยกระดับฐานวางเครื่องปั่นไฟและติดตั้งจุดเชื่อมต่อเครื่องปั่นไฟฉุกเฉิน เพื่อรองรับกรณีไฟฟ้าดับหรือมีการตัดกระแสไฟฟ้าในพื้นที่น้ำท่วมเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

          AIS เตรียมความพร้อมเข้าดูแลและเสริมสัญญาณในพื้นที่ภาคใต้ตามสถานการณ์ โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่ชุมชน โรงพยาบาล และจุดประสานงานช่วยเหลือประชาชน พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อวางแผนเข้าถึงพื้นที่อย่างเหมาะสมและปลอดภัย สะท้อนความมุ่งมั่นในการเป็นเครือข่ายเคียงข้างคนไทย โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่การสื่อสารมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตและการขอความช่วยเหลือ

#AIS #เครือข่ายเคียงข้างคนไทย

AI Soft ใช้ AIS Cloud X จาก AIS Business ต่อยอด Software, AI และ Automation เชื่อมระบบหน้าบ้าน-หลังบ้าน ยกระดับการบริหารจัดการธุรกิจแบบครบวงจร

0
ภูผา เอกะวิภาต หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร เอไอเอส

AI Soft ผู้พัฒนาโซลูชันเทคโนโลยีแบบครบวงจร ใช้ AIS Cloud X บริการคลาวด์สำหรับธุรกิจ SME จาก AIS Business เป็นโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์สำหรับพัฒนาและให้บริการโซลูชันที่ผสาน Software, Artificial Intelligence (AI), Hardware และ Automation ให้ทำงานร่วมกันบนแพลตฟอร์มเดียว เพื่อเชื่อมโยงการทำงานตั้งแต่ระบบหน้าบ้านสำหรับให้บริการลูกค้า ทั้งการลงทะเบียน เช็กอิน เลือกบริการ รับข้อมูล ตลอดจนการขายและรับชำระเงิน ไปจนถึงระบบหลังบ้านสำหรับบริหารจัดการข้อมูลและกระบวนการภายในองค์กร

ทั้งนี้ การนำ AIS Cloud X มาเป็นโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว สอดรับกับความต้องการขององค์กรในปัจจุบันที่มองหาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน เชื่อมโยงข้อมูลและระบบต่าง ๆ ให้ทำงานร่วมกัน ลดขั้นตอนที่ต้องดำเนินการด้วยบุคลากร รวมถึงรองรับการปรับเปลี่ยนและขยายระบบตามการเติบโตของธุรกิจ

นอกจากนี้ ด้วยรูปแบบการดำเนินงานและความต้องการที่แตกต่างกันในแต่ละอุตสาหกรรม AI Soft จึงออกแบบโซลูชันให้เหมาะกับโจทย์เฉพาะของลูกค้าแต่ละราย ครอบคลุมทั้งธุรกิจท่องเที่ยวและการเดินทาง โรงแรม โรงพยาบาล ธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงธุรกิจบริการ โดยนำ Cloud มาเชื่อมโยงระบบและข้อมูลจากจุดให้บริการหน้าบ้านเข้ากับการบริหารจัดการหลังบ้าน เพื่อให้ข้อมูลสามารถทำงานต่อเนื่องระหว่างระบบต่าง ๆ และนำไปต่อยอดด้วย AI และ Automation ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีโซลูชันหลัก ดังนี้

  • Smart Kiosk ระบบให้บริการตนเองที่ช่วยลดขั้นตอนการให้บริการผ่านเจ้าหน้าที่ เช่น การลงทะเบียน เช็กอิน เลือกบริการ หรือทำรายการต่าง ๆ เหมาะสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวและการเดินทาง โรงแรม โรงพยาบาล ศูนย์บริการ และธุรกิจที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก ช่วยลดระยะเวลารอคอยและเพิ่มความคล่องตัวในการให้บริการ
  • Digital Signage ระบบแสดงข้อมูลและสื่อประชาสัมพันธ์ผ่านหน้าจอดิจิทัล สามารถเชื่อมโยงข้อมูลและอัปเดตเนื้อหาได้ตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นโปรโมชั่น ตารางให้บริการ ข้อมูลสินค้า หรือข้อมูลสำหรับผู้ใช้บริการ เหมาะสำหรับธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร โรงแรม สถานที่ท่องเที่ยว สนามกอล์ฟ และพื้นที่ให้บริการต่าง ๆ
  • Point of Sale (POS) ระบบบริหารการขายและรับชำระเงินที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมเข้ากับระบบหลังบ้าน เพื่อช่วยจัดการยอดขาย สินค้า และข้อมูลการให้บริการ เหมาะสำหรับธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหารและเครื่องดื่ม โรงแรม และธุรกิจบริการ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถติดตามข้อมูลการขายและบริหารจัดการธุรกิจผ่านระบบเดียว
  • AI และระบบจัดการเอกสารอัตโนมัติ ช่วยลดงานที่ต้องดำเนินการด้วยบุคลากร เช่น การอ่านและจัดหมวดหมู่เอกสาร การดึงข้อมูลจากเอกสารเข้าสู่ระบบ รวมถึงการใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้องค์กรสามารถนำข้อมูลไปประกอบการบริหารจัดการและตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น
  • Automation ช่วยเชื่อมโยงขั้นตอนการทำงานระหว่างระบบต่าง ๆ และลดกระบวนการที่ต้องดำเนินการซ้ำ เช่น การส่งต่อข้อมูลระหว่างระบบหน้าบ้านและหลังบ้าน หรือการดำเนินงานตามขั้นตอนที่กำหนดไว้โดยอัตโนมัติ ช่วยลดภาระของบุคลากรและลดความผิดพลาดจากกระบวนการทำงานแบบ Manual     

นายภูผา เอกะวิภาตหัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)
กล่าวว่า “ปัจจุบันภาคธุรกิจต้องการโซลูชันที่สามารถเชื่อมโยงเทคโนโลยีหลายส่วนให้ทำงานร่วมกัน และปรับเปลี่ยนได้ตามรูปแบบการดำเนินงานของแต่ละองค์กร AIS Cloud X เป็นโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ที่มีความยืดหยุ่น สามารถรองรับการพัฒนา การให้บริการ และการขยายระบบตามปริมาณการใช้งาน เมื่อนำมาทำงานร่วมกับความเชี่ยวชาญของ AI Soft ในด้าน Software, AI, Hardware และ Automation จึงช่วยให้สามารถพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์กระบวนการทำงานจริงของลูกค้าภาคธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ AIS Cloud X รองรับทั้งการพัฒนาระบบและการให้บริการโซลูชันของ AI Soft แก่ลูกค้าภาคธุรกิจ โดยสามารถปรับเพิ่มหรือลดทรัพยากรให้เหมาะสมกับปริมาณการใช้งาน ตลอดจนรองรับการขยายระบบเมื่อจำนวนผู้ใช้งาน ปริมาณข้อมูล หรือบริการเพิ่มขึ้น ทำให้ AI Soft สามารถบริหารจัดการทรัพยากรด้านไอทีได้อย่างคล่องตัวและสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าแต่ละราย

บริการ AIS Cloud X เป็นบริการ Local Enterprise Cloud ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับองค์กรที่ต้องการย้ายและต่อยอดระบบ IT เดิมขึ้นสู่ Cloud ได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ Workload บนเทคโนโลยีของ VMware และสนับสนุนให้องค์กรสามารถจัดเก็บและบริหารข้อมูลสำคัญภายในประเทศไทย รองรับมาตรฐานการกำกับดูแลข้อมูลสำคัญ (Data Sovereignty) พร้อมรองรับการออกแบบที่ยืดหยุ่นทั้ง Primary Site และ Disaster Recovery (DR) ตลอดจนเชื่อมต่อกับ Network และบริการอื่นๆ ใน AIS Ecosystem ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเสริมความมั่นใจสำหรับงานที่สำคัญของธุรกิจ (Critical Workload) ด้วยบริการด้าน Security, Backup, DR และ Managed Services แบบครบวงจร

คุณทักษะ บุนนาค ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอไอ ซอฟท์ คอนซัลติ้ง จำกัด

คุณทักษะ บุนนาค ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอไอ ซอฟท์ คอนซัลติ้ง จำกัด กล่าวว่า “การพัฒนาโซลูชันสำหรับลูกค้าภาคธุรกิจจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงและการขยายตัวของระบบ เนื่องจากลูกค้าแต่ละองค์กรมีรูปแบบการทำงาน จำนวนผู้ใช้งาน และความต้องการแตกต่างกัน การใช้ AIS Cloud X ช่วยให้เราสามารถบริหารทรัพยากรและปรับขนาดระบบให้เหมาะสมกับปริมาณการใช้งาน พร้อมเพิ่มความต่อเนื่องในการให้บริการ ทำให้ทีมสามารถมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาและต่อยอดโซลูชันได้อย่างเต็มที่

สำหรับลูกค้าของ AI Soft ประโยชน์สำคัญคือการมีระบบที่พร้อมรองรับการดำเนินงานและสามารถต่อยอดฟังก์ชันใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างคล่องตัว ช่วยลดภาระในการดูแลโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที ทำให้องค์กรสามารถให้ความสำคัญกับการพัฒนาบริการและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าได้มากขึ้น

ทั้งนี้ ในส่วนของ AI Soft โครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวช่วยให้ทีมสามารถมุ่งเน้นการพัฒนา Software, AI และ Automation รวมถึงออกแบบโซลูชันเฉพาะสำหรับแต่ละอุตสาหกรรมได้มากขึ้น เราคาดว่า AIS Cloud X จะเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้  AI Soft ขยายศักยภาพของแพลตฟอร์ม รองรับลูกค้าได้เพิ่มขึ้น และต่อยอดบริการไปยังกลุ่มธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อเติบโตไปพร้อมกับลูกค้าในระยะยาว”

AIS Business ยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน Network และ Cloud เพื่อรองรับความต้องการของภาคธุรกิจและผู้พัฒนาเทคโนโลยีไทย ให้สามารถนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้กับการดำเนินงานจริง พร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของภาคธุรกิจไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ภาคธุรกิจที่สนใจ AIS Cloud ดูรายละเอียดและติดต่อได้ที่ https://www.ais.th/business/enterprise/technology-and-solution/cloud-and-data-center