Home Blog Page 2

AIS ผนึก LPGA คว้าลิขสิทธิ์ยิงสดกอล์ฟหญิงตลอดฤดูกาล ร่วมเชียร์ “จีโน่ – แพตตี้” ทุกที่ผ่าน AIS PLAY

0

AIS PLAY ผู้นำด้านบริการวิดีโอสตรีมมิ่งและคอนเทนต์กีฬาในประเทศไทย ประกาศความร่วมมือกับ สมาคมกอล์ฟอาชีพหญิงของสหรัฐอเมริกา (Ladies Professional Golf Association) เพื่อถ่ายทอดสดการแข่งขันกอล์ฟสตรี LPGA Tour ตลอดปี 2026 ให้ผู้ชมชาวไทยได้สัมผัสความตื่นเต้นของทัวร์นาเมนต์ชั้นนำจากทั่วโลก พร้อมร่วมเชียร์นักกอล์ฟหญิงชื่อดังชาวไทยอย่าง “โปรจีโน่” อาฒยา ฐิติกุล มือ 1 ของโลกคนปัจจุบัน และโปรสาวไทยอีกมากมายอย่างใกล้ชิด ผ่านทาง สมาร์ตโฟน, แท็บเล็ต และสมาร์ตทีวี ให้รับชมได้ทุกที่ผ่าน AIS PLAY ตอกย้ำบทบาทของ AIS ในการยกระดับการเป็นศูนย์รวมคอนเทนต์ชั้นนำในด้าน Sports & Entertainment อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยกลยุทธ์ “เก็บครบ จบทุกกีฬาในแพลตฟอร์มเดียว” ครอบคลุมคอนเทนต์กีฬาระดับโลก ตั้งแต่ฟุตบอล เทนนิส บาสเก็ตบอล อเมริกันฟุตบอล จนถึงกอล์ฟ LPGA Tour ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย

นางสาวรุ่งทิพย์ จารุศิริพิพัฒน์ หัวหน้าฝ่ายงานธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนท์ AIS กล่าวว่า “AIS ภูมิใจอย่างมากที่ได้ประกาศความร่วมมือกับ LPGA ที่เป็นการแข่งขันกอล์ฟสตรีระดับโลก ตอกย้ำวิสัยทัศน์ของ AIS ในการเดินหน้าคว้าลิขสิทธิ์กีฬาชั้นนำระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอล, เทนนิส, บาสเก็ตบอล, อเมริกันฟุตบอล หรือกอล์ฟ เพื่อก้าวขึ้นเป็นแพลตฟอร์ม Sports & Entertainment อันดับ 1 ของประเทศไทยอย่างแท้จริง โดยแฟนกีฬากอล์ฟชาวไทยสามารถร่วมให้กำลังใจนักกีฬาไทยอย่าง “โปรจีน” อาฒยา ฐิติกุล, “แพตตี้” ปภังกร ธวัชธนกิจ, “โปรเม” เอรียา จุฑานุกาล อย่างใกล้ชิด การจับมือกับ LPGA ในครั้งนี้ คือเครื่องยืนยันว่า AIS PLAY คือแพลตฟอร์มความบันเทิงที่มีความพร้อมที่สุด ในการเชื่อมโยงแฟนกีฬาชาวไทย ให้เข้าถึงทัวร์นาเมนต์ระดับโลกได้อย่างไร้รอยต่อ และร่วมส่งใจเชียร์ทัพนักกอล์ฟสาวไทยไปพร้อมๆ กัน 

คริส แมดเซน (Chris Madsen) กรรมการผู้จัดการ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกแอลพีจีเอ กล่าวว่า ปัจจุบันนี้ถือว่าเป็นยุคทองของกอล์ฟสตรีไทย จากผลงานอันยอดเยี่ยมของเหล่าซุปเปอร์สตาร์รวมถึงคลื่นลูกใหม่ที่กำลังตบเท้าเข้าสู่ทัวร์ ทำให้ LPGA ใกล้ชิดกับคนไทยมากยิ่งขึ้น ดังนั้น LPGA จึงเล็งเห็นความสำคัญในการหาพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่าง AIS ด้วยความมั่นใจในศักยภาพโครงข่าย 5G และแพลตฟอร์ม AIS PLAY ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แฟนกีฬายุคใหม่ คนไทยได้ร่วมเชียร์ และเป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์วงการกอล์ฟไทยอย่างใกล้ชิดที่สุด

            แฟนกีฬาชาวไทยสามารถรับชมการแข่งขันกอล์ฟ LPGA Tour ผ่านทาง AIS PLAY ร่วมให้กำลังใจโปรกอล์ฟสาวชาวไทย ไม่ว่าจะเป็น “โปรจีน” อาฒยา ฐิติกุล มือ 1 ของโลกคนปัจจุบัน, “โปรเม” เอรียา จุฑานุกาล, “โปรพราว” ชเนตตี วรรณแสน, “โปรเมียว” ปาจรีย์ อนันต์นฤการ, “แพตตี้” ปภังกร ธวัชธนกิจ รวมถึง “ฮัท” สุวิชยา วินิจฉัยธรรม นักกอล์ฟสาววัย 19 ปี ที่เพิ่งคว้า ทัวร์การ์ดเล่นแอลพีจีเอ ทัวร์ ฤดูกาล 2026 ได้ครบทุกรายการของฤดูกาลปกติ รวมถึง Honda LPGA Thailand รายการเพียงหนึ่งเดียวที่จัดแข่งขันในประเทศไทย ซึ่งจัดระหว่าง 19-22 กุมภาพันธ์ 2569 และรายการเมเจอร์ ชิงเงินรางวัล 8-12 ล้านเหรียญสหรัฐ จำนวน 3 รายการ ได้แก่ The Chevron Championship, KPMG Women’s PGA Championship, The Amundi Evian Championship และรายการพิเศษประเภททีม

ลูกค้า AIS สามารถรับชมการแข่งขันกอล์ฟ LPGA Tour ในแบบเอ็กซ์คลูซีฟ (Exclusive) ในปี 2026 ผ่าน AIS PLAY  เพียงสมัคร 3 แพ็กเกจมัดรวบคอนเทนต์เพื่อคอกีฬา  

  • แพ็คเกจ GOLF ราคา 499 บาท/เดือน (ไม่รวม VAT) สามารถรับชมการแข่งขันกอล์ฟอย่าง PGA Tour, LPGA Tour และรายการกอล์ฟชั้นนำระดับโลก จบในแพ็กเดียว ลูกค้ามือถือสมัครกด *678*499# โทรออกหรือที่ https://www.ais.th/consumers/entertainment/sport/golf
  • PLAY SPORTS ราคา 599 บาท/เดือน (ไม่รวม VAT) เปิดทางสู่คอนเทนต์กีฬาระดับโลกและช่องพรีเมียม อาทิ กอล์ฟชาย PGA Tour, กอล์ฟสตรี LPGA Tour, เทนนิส ATP Tour, ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ, ลีกเอิง ฝรั่งเศส, อเมริกันฟุตบอล NFL, บาสเก็ตบอล NBA รวมถึงคอนเทนต์บันเทิงจาก Prime Video และ Monomax ลูกค้ามือถือสมัครกด *678*88 โทรออก หรือที่ https://www.ais.th/consumers/entertainment/ais-play/play-sports 
  • แพ็กเกจ PLAY ULTIMATE+SPORTS ราคา 1,499 บาท/เดือน (ไม่รวม VAT) ครบจบในแพ็กเดียว ทั้งคอนเทนต์กีฬาแบบเต็มอิ่ม อาทิ กอล์ฟชาย PGA Tour, กอล์ฟสตรี LPGA Tour, เทนนิส ATP Tour, ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ, ลีก เอิง ฝรั่งเศส, อเมริกันฟุตบอล NFL, บาสเก็ตบอล NBA มาพร้อมสิทธิ์รับชมสตรีมมิงแอปชั้นนำอย่าง Netflix, HBO Max, Disney+, Prime Video, iQIYI, Viu, WeTV, Monomax และ oneD ครบถ้วนทั้งกีฬาและความบันเทิงในแพ็กเดียว ลูกค้ามือถือสมัครกด *678*1 โทรออก สมัครได้ที่ https://www.ais.th/consumers/entertainment/ais-play/play-ultimate

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ais.th/consumers/entertainment

เอไอเอส ผนึก ททท. และสมาคมถนนข้าวสาร ยกระดับการท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจย่านถนนข้าวสาร มอบส่วนลดสูงสุด 20% สำหรับลูกค้านักท่องเที่ยวต่างชาติ AIS LUCKY TOURIST SIM

0

เอไอเอสยกระดับโครงข่ายอัจฉริยะ ใช้ศักยภาพเครือข่ายดึงดูดนักท่องเที่ยว เติมพลังรับปีม้าให้ถนนข้าวสาร แลนด์มาร์คท่องเที่ยวสำคัญของไทยให้คึกคัก โดยจับมือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยว พร้อมมอบสิทธิพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ใช้ AIS LUCKY TOURIST SIM/eSIM รับส่วนลดจาก ร้านดังย่านถนนข้าวสาร อาทิ ส่วนลดโรงแรม 20%, Restaurant & Bar 100 บาท, ร้านสัก 10% และกิจกรรมล่องเรือในราคาพิเศษ 100 บาท ตลอดช่วงเดือนมกราคม–มิถุนายน 2569 สอดรับนโยบายภาครัฐในการผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวของภูมิภาค โดยมี นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย นางเบญจพร กำเพ็ชร หัวหน้าส่วนงานการตลาดกลุ่มลูกค้าพรีเพด เอไอเอส และ นายสง่า เรื่องวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร ร่วมผนึกกำลังส่งมอบประสบการณ์ท่องเที่ยวสุดประทับใจแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ

สำหรับ AIS LUCKY TOURIST SIM/eSIM คือ ซิมการ์ดที่ออกแบบเพื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติ รองรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างต่อเนื่องบนเครือข่าย AIS 4G/5G ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ช่วยให้การสื่อสารเป็นไปอย่างสะดวก แชร์ทุกช่วงเวลาการเดินทางได้ทันที และเข้าถึงข้อมูลท่องเที่ยวได้ทุกที่ทุกเวลา เพิ่มความมั่นใจให้การเดินทางราบรื่นตลอดทริป พร้อมรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ  รวมถึงกิจกรรมท่องเที่ยวจากร้านค้าที่ร่วมรายการตามเงื่อนไข ตลอดจนสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวและวัฒนธรรมร่วมสมัย เติมสีสันไนท์ไลฟ์ของถนนข้าวสารให้แก่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

เมืองไทยประกันชีวิต จับมือ แมกซ์ โซลูชัน เซอร์วิส เพิ่มความอุ่นใจแก่สมาชิก Max Card ต้อนรับเทศกาลปีใหม่ผ่าน “กรมธรรม์ประกันภัยอุ่นใจข้ามปี (ไมโครอินชัวรันส์)”

0

เมืองไทยประกันชีวิต ผนึกกำลัง แมกซ์ โซลูชัน เซอร์วิส บริษัทในเครือพีทีจี เพิ่มความอุ่นใจต้อนรับเทศกาลปีใหม่แก่สมาชิก Max Card ทั่วประเทศ ผ่าน“กรมธรรม์ประกันภัยอุ่นใจข้ามปี (ไมโครอินชัวรันส์)” ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่มที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมทั้งด้านชีวิตและค่ารักษาพยาบาลเนื่องจากอุบัติเหตุ เพียงใช้แมกซ์พอยท์ 100 คะแนน แลกรับสิทธิ์ผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน Max Me เริ่มตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2568 – 15 มีนาคม 2569 (จำนวนสิทธิ์ 1,000 สิทธิ์)

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการส่งมอบความสุขและรอยยิ้มในช่วงเทศกาลปีใหม่ เมืองไทยประกันชีวิต ได้ร่วมมือกับ แมกซ์ โซลูชัน เซอร์วิส บริษัทในเครือพีทีจี ส่งมอบความอุ่นใจให้กับลูกค้าคนสำคัญ ผ่าน “กรมธรรม์ประกันภัยอุ่นใจ ข้ามปี (ไมโครอินชัวรันส์)” ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่มที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมทั้งด้านชีวิตและ ค่ารักษาพยาบาลเนื่องจากอุบัติเหตุ ความร่วมมือในครั้งนี้ยังเป็นการสนับสนุนให้ทุกคนในสังคมสามารถเข้าถึงประกันชีวิต เพื่อการมีหลักประกันที่มั่นคง สอดรับกับนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่ส่งเสริมให้ประชาชนมีหลักประกันความคุ้มครองอุบัติเหตุให้กับตนเองและครอบครัว และเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากระบบการประกันภัยเพื่อบริหารความเสี่ยง จากอุบัติเหตุได้สะดวก เข้าถึงได้ง่าย และรวดเร็วยิ่งขึ้น

นายพร้อมศักดิ์ จรัญญากรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แมกซ์ โซลูชัน เซอร์วิส จำกัด บริษัทในเครือพีทีจี กล่าวว่า บริษัทฯ ยังคงยึดมั่นในพันธกิจในการส่งเสริมให้คนไทย “อยู่ดีมีสุข” อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูง บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับ เมืองไทยประกันชีวิต พันธมิตรที่มีความสัมพันธ์อันยาวนาน เพื่อร่วมรณรงค์ลดอุบัติเหตุและส่งต่อความห่วงใยผ่านสิทธิพิเศษให้แก่สมาชิก Max Card กว่า 25 ล้านรายทั่วประเทศ

ทั้งนี้ สามารถใช้คะแนนสะสมแมกซ์พอยท์เพียง 100 คะแนน แลกรับสิทธิ์ “กรมธรรม์ประกันภัยอุ่นใจข้ามปี (ไมโครอินชัวรันส์)” ผ่านแอปพลิเคชัน Max Me พร้อมความคุ้มครองนานถึง 30 วันนับจากวันที่เริ่มต้นคุ้มครอง

โดยสิทธิพิเศษนี้จำกัดจำนวนเพียง 1,000 สิทธิ์ เพื่อให้สมาชิกสามารถเดินทางในช่วงเทศกาลได้อย่างมั่นใจ อุ่นใจและปลอดภัยตลอดเส้นทาง

ทั้งนี้ความคุ้มครอง “กรมธรรม์ประกันภัยอุ่นใจข้ามปี (ไมโครอินชัวรันส์)” ประกอบด้วย

1. ความคุ้มครองการเสียชีวิต การสูญเสียมือ เท้า การสูญเสียสายตา หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง เนื่องจากอุบัติเหตุ ไม่รวมการถูกฆาตกรรมลอบทำร้ายร่างกาย และ/หรือ อุบัติเหตุขณะขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท

2. ความคุ้มครองการเสียชีวิต การสูญเสียมือ เท้า การสูญเสียสายตา หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง จากการถูกฆาตกรรมลอบทำร้ายร่างกาย และ/หรือ อุบัติเหตุขณะขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ จำนวนเงินเอาประกันภัย 50,000 บาท

3. ความคุ้มครองการเสียชีวิต การสูญเสียมือ เท้า การสูญเสียสายตา หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง เนื่องจากอุบัติเหตุสาธารณะ จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท

4. ผลประโยชน์ค่ารักษาพยาบาลเนื่องจากอุบัติเหตุ ไม่รวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการจ้างพยาบาลพิเศษ อุปกรณ์ค้ำยันต่าง ๆ (ยกเว้นไม้ค้ำยัน) รถเข็นผู้ป่วย อวัยวะเทียมภายนอกร่างกายค่ารักษาพยาบาลโดยแพทย์ทางเลือก (Alternative medicine) การฝังเข็ม จำนวนเงินเอาประกันภัยตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 5,000 บาท

โดย “กรมธรรม์ประกันภัยอุ่นใจข้ามปี (ไมโครอินชัวรันส์)” มีระยะเวลาคุ้มครอง 30 วัน นับจากวันเริ่มต้นระยะเวลาเอาประกันภัย ซึ่งผู้ที่จะได้รับสิทธิ์จะต้องถือสัญชาติไทยเท่านั้น และมีอายุตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ ถึง 70 ปีบริบูรณ์ ณ วันที่ทำประกันภัย โดยสมาชิก Max Card ที่สนใจสามารถแลกคะแนนได้ ตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2568 – 15 มีนาคม 2569 (จำนวนสิทธิ์ 1,000 สิทธิ์) สำหรับสมาชิกฯ ที่สนใจหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. PT Call Center 1614 ทุกวัน เวลา 08.00-20.00 น. หรือเมืองไทยประกันชีวิต โทร. 1766 ตลอด 24 ชั่วโมง

“โครงการซีพีเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” ไข่ไก่ไม่ใช่แค่อาหารกลางวัน แต่คือบทเรียนชีวิตของเด็กในพื้นที่ห่างไกล

0

ในหลายโรงเรียนชนบทห่างไกล ไข่ไก่หนึ่งฟองมีความหมายมากกว่ามื้ออาหาร เพราะมันคือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ การบริหารจัดการ และโอกาสในการเติบโตของเด็กๆ ผ่าน “โครงการซีพีเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ

จากวันที่เด็กนักเรียนบริโภคไข่เฉลี่ยเพียง 156 ฟองต่อคนต่อปี วันนี้ตัวเลขเพิ่มขึ้นเป็น 276 ฟองต่อคนต่อปี หรือเพิ่มขึ้นถึง 77% สะท้อนให้เห็นว่าโภชนาการที่ดีไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากมีระบบที่ยั่งยืนและคนหลายภาคส่วนช่วยกันลงมือทำ

โครงการนี้ดำเนินงานโดย มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท (มูลนิธิซีพี) ร่วมกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ โดยมีพันธมิตรสำคัญอย่าง หอการค้าญี่ปุ่น–กรุงเทพฯ (JCC) ที่ร่วมสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 26 ปี ครอบคลุมแล้วกว่า 154 โรงเรียน ใน 42 จังหวัดทั่วประเทศ

ล่าสุด มีการส่งต่อโอกาสด้านโภชนาการให้กับอีก 4 โรงเรียน ได้แก่ 3 โรงเรียนในจังหวัดบึงกาฬ และ 1 โรงเรียนในจังหวัดนครปฐม โดยได้รับเกียรติจาก นายสมหวัง อารีย์เอื้อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้แทนจากภาครัฐ ภาคการศึกษา มูลนิธิซีพี และหอการค้าญี่ปุ่น–กรุงเทพฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน

นายฮิโรชิ คาคิอุจิ รองประธานหอการค้าญี่ปุ่น–กรุงเทพฯ ระบุว่า โครงการนี้ไม่ใช่เพียงการช่วยให้เด็กและเยาวชน มีโภชนาการที่ดีจากการรับประทานไข่ไก่อย่างเพียงพอ ยังเป็นการสานต่อแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงให้ความสำคัญกับโภชนาการของเด็กและเยาวชน และเห็นผลลัพธ์เป็นรูปธรรมมาอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่มูลนิธิซีพีมองไกลกว่าเรื่องอาหาร นายกฤตยรัฐ ปารมี ผู้ช่วยเลขาธิการมูลนิธิฯ อธิบายว่า โครงการฯ นี้ถูกออกแบบให้เป็น “ห้องเรียนมีชีวิต” เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ตั้งแต่การเลี้ยงสัตว์ การวางแผน การทำบัญชี ไปจนถึงการจำหน่ายผลผลิตในรูปแบบ Action Base Learning เรียนรู้นอกห้องเรียน พร้อมสร้างรายได้หมุนเวียนให้โรงเรียน เพื่อนำไปต่อยอดโครงการฯ เพื่อสร้างแหล่งโปรตีนเป็นอาหารกลางวันอย่างยั่งยืน

ด้าน นายวราราชย์ เรืองศรี ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส ซีพีเอฟ ระบุว่า โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ จะได้รับการสนับสนุนตั้งแต่โรงเรือนไก่ไข่มาตรฐาน แม่พันธุ์ และอาหารสัตว์ในรุ่นแรกฟรี พร้อมองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้โรงเรียนสามารถดูแลระบบได้ด้วยตนเองในระยะยาว สามารถผลิตไข่ไก่สดที่มีคุณภาพ เข้าโครงการอาหารกลางวันนักเรียนได้รับประทานไข่ไก่อย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ ผลผลิตส่วนที่เหลือจากการบริโภค นำไปจำหน่ายให้กับผู้ปกครองและชุมชน มีรายได้เข้ากองทุนโครงการฯ

ในการเลี้ยงรุ่นถัดๆไป โรงเรียนจะซื้อแม่พันธุ์และอาหารสัตว์ในราคาต้นทุน โดยผู้เชี่ยวชาญของมูลนิธิฯและซีพีเอฟ ยังคงสนับสนุนการเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง โครงการฯ นี้ยังเป็นการฝึกทักษะจากการลงมือปฏิบัติจริง ทั้งด้านการเลี้ยงสัตว์ การบริหารจัดการ การทำบัญชี การจำหน่าย และการตลาด

วันนี้ “โครงการซีพีเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” ขยายผลครอบคลุมแล้ว 1,018 โรงเรียนทั่วประเทศ สร้างโอกาสด้านโภชนาการและการเรียนรู้ให้เด็กนักเรียนกว่า 229,500 คน และเชื่อมโยงชุมชนกว่า 2,700 แห่ง.

AIS SIAM x PMCU ชวนคนรุ่นใหม่เคานต์ดาวน์สู่ปี 2026 ที่งาน “SIAM SQUARE STREET OF DREAMZ 2026” ใจกลางสยามสแควร์

0

AIS SIAM ผนึกกำลัง สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (PMCU) สร้างปรากฏการณ์รวมพลังคนรุ่นใหม่ เนรมิตสยามสแควร์ให้กลายเป็น “ถนนแห่งความฝัน” ชวน Gen Z และคนรุ่นใหม่ออกมาใช้ชีวิต แชร์ตัวตน และเติมเต็มทุกแพสชัน ในงาน “SIAM SQUARE STREET OF DREAMZ 2026 Presented by AIS SIAM” อีเวนต์สุดยิ่งใหญ่ใจกลางเมือง ต้อนรับเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ระหว่างวันที่ 23 ธันวาคม 2568 – 4 มกราคม 2569 จัดเต็มกิจกรรมจากพาร์ทเนอร์แบรนด์ดัง พร้อมเปิดพื้นที่ให้คนมีฝันได้มาแสดงความสามารถ โชว์ความเป็นตัวเอง และสตรีทคัลเจอร์ในแบบฉบับเด็กสยาม ก่อนระเบิดความสนุกในค่ำคืนเคานต์ดาวน์ต้อนรับปีใหม่ 2026 อย่างยิ่งใหญ่ กับทัพศิลปินชั้นนำที่จะมาสร้างโมเมนต์แห่งความทรงจำใจกลางเมือง

  • Christmas & Countdown Walking Street รวมพลังผู้เช่าในพื้นที่สยามสแควร์และสยามสแควร์วัน นำโดย PMCU และ AIS SIAM เนรมิตถนนแห่งความฝัน ตั้งแต่บริเวณทางเชื่อมศูนย์การค้าสยามสแควร์วัน ต่อเนื่องไปจนถึงสยามสแควร์ Walking Street อัดแน่นด้วยกิจกรรมจากหลากหลายแบรนด์ดังตลอดทั้งเส้น อาทิ Fujifilm, MINISO, BEAUTRIUM, Smiley, RAVIPA, AIS, Hirono และ POP MART
  • Christmas Lighting Night ต้นคริสต์มาสยักษ์ใจกลางสยามสแควร์ โดดเด่นด้วยสีสันสดใส พร้อมมุมถ่ายภาพให้ได้เช็กอินและเก็บความทรงจำส่งท้ายปี ไฮไลต์พิเศษในวันที่ 23 ธันวาคม 2568 กับ พิธีเปิดไฟต้นคริสต์มาสและขบวนพาเหรดสุดตระการตา   
  • Countdown Celebration ฉลองค่ำคืนส่งท้ายปีในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ไปกับทัพศิลปินและไอดอลชื่อดัง นำโดย พี่จอง, คัลแลน, เจษ เจษฎ์พิพัฒ, ไบเบิ้ล วิชญ์ภาส, เติ้ล มติมันต์, เฟิร์สวัน วรรณกร, LYKN, bamm, SERIOUS BACON, Sugar ’N Spice, และ TALAY จัดเต็มความสนุกตลอดคืน พร้อมร่วมนับถอยหลังสู่ปี 2026 ตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป หรือรับชม Live Streaming ผ่าน Facebook SIAM SQUARE และ Instagram AISSIAM_OFFICIAL ตั้งแต่เวลา 22.00 – 24.30 น.
  • Step to your Dreamz และ Vinyl Stage เวทีแห่งความฝันของคนรุ่นใหม่ เปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้มาแสดงความสามารถและโชว์ความเป็นตัวเอง พบกับวงดนตรีเปิดหมวก, วงแจ้งเกิดจากสยามสแควร์, Random Dance, Cosplay และ Street Performance จาก Siam Mover ที่จะสลับกันมาโชว์บนเวทีอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2568 – 4 มกราคม 2569

ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “เทศกาลปีใหม่เป็นช่วงเวลาที่ผู้คนออกมาเที่ยว สังสรรค์ และร่วมเคานต์ดาวน์ส่งท้ายปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีความยินดีที่สยามสแควร์ได้กลายเป็นอีกหนึ่งจุดเคานต์ดาวน์สำคัญใจกลางเมืองในปีนี้ ผ่านงาน SIAM SQUARE STREET OF DREAMZ 2026ซึ่งเกิดขึ้นจากความร่วมมือและการผนึกกำลังของสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาฯ AIS SIAM รวมถึงผู้เช่าและแบรนด์ต่างๆ ในพื้นที่สยาม
สแควร์ งานนี้เต็มไปด้วยกิจกรรมโชว์มากมาย และพื้นที่สร้างสรรค์ให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงตัวตนและปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ ทั้งหมดสะท้อนเจตนารมณ์ CHULA FOR ALL ในการสร้างพื้นที่สาธารณะเปิดกว้างสำหรับทุกคน และหวังว่างานนี้จะมอบความสุข ความทรงจำ และแรงบันดาลใจให้กับคนไทยทุกคนในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้”

นายปรัธนา ลีลพนัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AIS กล่าวว่า “AIS ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในช่วงเวลาแห่งความสุขและการเฉลิมฉลองปีใหม่ ให้ลูกค้าและคนไทยเชื่อมต่อโลกดิจิทัล แชร์โมเมนต์ความประทับใจ รับชมคอนเทนต์ และส่งต่อคำอวยพรได้อย่างราบรื่น ด้วยความแข็งแกร่งของโครงข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยเฉพาะในปีนี้กับงาน SIAM SQUARE STREET OF DREAMZ 2026 ที่เต็มไปด้วยกิจกรรมและโชว์สุดพิเศษ AIS ได้เตรียมความพร้อมเต็มสปีดเสริมสัญญาณในพื้นที่จัดงาน ด้วยการขยายสถานีฐานเดิม ติดตั้ง Mini Cell จัดวาง Mobile Base Station Car และ COW (Cell-On-Wheel) เพื่อรองรับการใช้งานของผู้ร่วมงานที่คาดว่าจะเดินทางมาร่วมส่งท้ายปีอย่างคึกคัก

นอกจากนี้ เรายังได้เสริมสัญญาณในทุกแหล่งท่องเที่ยวสำคัญและสถานีขนส่งทั่วประเทศ เพิ่มศักยภาพโครงข่ายมือถือและอินเทอร์เน็ตบ้าน เพื่อรองรับช่วงเวลาที่มีการใช้งานดิจิทัลสูงสุดของปี พร้อมด้วยระบบ AI และ Autonomous Network ดูแลคุณภาพโครงข่าย 24 ชั่วโมง ให้ลูกค้าทุกคนเชื่อมต่อได้ราบรื่น ไม่สะดุด และสนุกไปกับทุกช่วงเวลาแห่งความสุข ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ตอกย้ำเครือข่ายเชื่อมความสุขทุกเทศกาล”

เมืองไทยประกันชีวิตและมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม จัดโครงการ “ส่งต่อความอบอุ่น สู่หัวใจคนศรีสะเกษ”

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ มูลนิธิเมืองไทยยิ้ม  กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว พร้อมด้วยสโมสรฟุตบอลศรีสะเกษ ยูไนเต็ด จัดกิจกรรมเพื่อสังคมในโครงการ “เมืองไทยประกันชีวิตส่งต่อความอบอุ่น สู่หัวใจคนศรีสะเกษ” มอบ ผ้าห่มกันหนาว และ กล่อง Pink Box เพื่อส่งต่อความห่วงใยและกำลังใจให้แก่พ่อแม่พี่น้องประชาชนใน อำเภอกันทรลักษ์  จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา

ผ้าห่มกันหนาวและกล่อง Pink Box ทุกใบ เปรียบเสมือนตัวแทนของน้ำใจจากพี่น้องคนไทยทั่วประเทศ  ที่พร้อมเคียงข้างบรรเทาทุกข์ คลายหนาว และเติมพลังใจให้กับชุมชนในยามยากลำบาก สะท้อนความตั้งใจของเมืองไทยประกันชีวิตและภาคีเครือข่าย ในการยืนหยัดเคียงข้างสังคมไทยอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

สำหรับกล่อง “Pink Box” เป็นกิจกรรมเพื่อสังคมที่เมืองไทยประกันชีวิตและมูลนิธิเมืองไทยยิ้มดำเนินการเพื่อสานต่อภารกิจของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ในการเสริมสร้างความเสมอภาคและความเข้มแข็งให้ครอบครัวไทย ภายในบรรจุของใช้จำเป็นและของใช้ด้านสุขอนามัย เพื่อส่งต่อกำลังใจแก่สตรีกลุ่มเปราะบางและครอบครัวที่ขาดแคลน

นอกจากนี้ผ้าห่มกันหนาวที่นำมามอบในกิจกรรมครั้งนี้ ผลิตจากกระบวนการอัพไซคลิง โดยใช้ ขวดพลาสติกขนาด 1.5 ลิตร จำนวน 11 ขวดต่อผืน ช่วยลดปริมาณขยะและสร้างคุณค่าใหม่ให้ทรัพยากร สะท้อนแนวคิดการดูแลสิ่งแวดล้อมควบคู่การดูแลสังคมของเมืองไทยประกันชีวิตและมูลนิธิเมืองไทยยิ้มอย่างยั่งยืน

กิจกรรมในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก นางพิตราภรณ์ บุณยรัตพันธุ์ รองประธานกรรมการมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม นายปราโมทย์ ศักดิ์กำจร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย นายฐานวัฒน์ พรนิธิดลวัฒน์ ผู้อำนวยการกองคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ นางสาวจุรีพร  ภิบาลจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  พร้อมด้วยผู้แทนจากสโมสรฟุตบอลศรีสะเกษ ยูไนเต็ด ได้แก่ นายธเนศ เครือรัตน์ ที่ปรึกษาสโมสร และนายธนายุทธ ธนพิพัฒน์พงษ์ ผู้จัดการทั่วไป ตลอดจนนักกีฬาฟุตบอลของสโมสรกว่า 20 คน ร่วมลงพื้นที่สร้างรอยยิ้ม เติมพลังใจ และอยู่เคียงข้างพ่อแม่พี่น้องในครั้งนี้ 

เมืองไทยประกันชีวิต มูลนิธิเมืองไทยยิ้ม พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และพี่น้องคนไทยทั่วประเทศ ขอร่วมส่งกำลังใจไปยังประชาชนชาวอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และทุกครอบครัว ให้สามารถก้าวผ่านทุกสถานการณ์อันยากลำบากไปได้อย่างเข้มแข็ง เพราะเราเชื่อมั่นว่า “ครอบครัว” คือรากฐานที่สำคัญที่สุดของสังคม และเมื่อครอบครัวเข้มแข็ง สังคมและประเทศชาติก็จะเข้มแข็งตามไปด้วย 

รู้เก็บรู้ออม : พอยต์แลกกองทุนประหยัดภาษี

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งค้่ง"  หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

อีกแค่สัปดาห์เดียว ก็จะถึงเวลาลาทีปีเก่า ต้อนรับปีใหม่กันแล้ว “คุณนายพารวย” เชื่อเลยว่า ตอนนี้หลายคนคงกำลังเร่งเคลียร์งานที่คั่งค้างกันอยู่ สำหรับคนที่วางแผนการเงินกันมาตั้งแต่ต้นปี เชื่อว่าตอนนี้คงได้ตระเตรียมเรื่องภาษีที่ต้องยื่นปีหน้าเรียบร้อย รอฉลองปีใหม่กันแล้ว แต่คนที่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย แถมไม่ได้ตระเตรียมเงินก้อนเพื่อซื้อประกัน, กองทุนด้วยแล้ว ชีวิตช่วงนี้ก็คงจะวุ่นวายกันสักหน่อย

“คุณนายพารวย” เพิ่งบอกข่าวดีไปเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดย บจก.ดิจิทัล แอคเซส แพลตฟอร์ม (DAP) และ บจก.ฟินเน็ต อินโนเวชั่น เน็ตเวิร์ค (FinNet) ร่วมกับพันธมิตร คือ บลน.ฟินโนมีนา, บลจ.กรุงไทย และ บลจ.เอ็มเอฟซี เพิ่มช่องทางให้นักลงทุนสามารถซื้อกองทุนประหยัดภาษีผ่านออนไลน์ได้ด้วยบัตรเครดิตในกลุ่มกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ซึ่งถือว่า เป็นการช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินได้ทางหนึ่ง

สัปดาห์นี้ คอลัมน์ “รู้เก็บรู้ออม” มีเคล็ดลับเพิ่มเติมมาฝากสำหรับคนที่กำลังจะซื้อกองทุนประหยัดภาษีว่า เราสามารถซื้อกองทุนโดยไม่ต้องใช้เงินสด แต่ใช้เป็นคะแนนสะสมของบัตรเครดิต หรือบัตรสะสมคะแนนแทน นั่นก็คือ โครงการ“Point to Invest” ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้ทุกคนที่มีคะแนนสะสม หรือพอยต์จากบัตรเครดิต หรือบัตรสะสมคะแนน สามารถนำพอยต์เหล่านั้นมาแลกเป็น “กองทุนรวม” ที่ซึ่งก็ไม่ได้จำกัดแค่กองทุนประหยัดภาษีอย่างเดียวเท่านั้น  แต่ยังใช้แลกซื้อกองทุนรวมประเภทต่างๆ ได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นกองทุนตลาดเงิน, กองทุนหุ้น, กองทุนต่างประเทศ

ใครที่มีพอยต์อยู่ ไม่อยากปล่อยให้คะแนนหมดอายุไปเปล่าๆ แต่ก็ไม่อยากใช้คะแนนไปแลกเป็นส่วนลดสินค้า จนเป็นเรื่องต้องเสียเงินซื้อของให้รู้สึกผิดอีกต่างหาก การใช้พอยต์มาแลกเป็นกองทุนประหยัดภาษีก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะเป็นการต่อยอดลงทุน แถมได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีด้วย

ขั้นตอนการใช้ Point to Invest เริ่มจาก 1.เช็กว่าบัตรเครดิต หรือบัตรสะสมคะแนนที่ถืออยู่ เข้าร่วมโครงการนี้หรือไม่ 2.ตรวจสอบคะแนนขั้นต่ำที่มีว่าสามารถใช้แลกคะแนนได้เพียงพอหรือไม่ (แต่ละบัตรจะกำหนดคะแนนขั้นต่ำสำหรับการแลก เป็นกองทุนรวมที่แตกต่างกัน) และ 3.ถ้ายังไม่มีบัญชีซื้อขายกองทุนรวม ให้ทำการ “เปิดบัญชีซื้อขายกองทุนรวม” ก่อน แล้วจึงค่อยแลกพอยต์เป็นกองทุนรวม ตามขั้นตอนของแต่ละบัตร

อย่างไรก็ตาม ก่อนแลกพอยต์เป็นกองทุนรวม เจ้าของบัตรต้องศึกษาข้อมูลและความเสี่ยงของกองทุนรวมตัวที่สนใจให้ดีก่อน และควรกำหนดกรอบเวลาให้ชัดเจน ก่อนหมดเขตสิ้นปีนี้ เพราะบัตรเครดิตหรือบัตรสะสมคะแนนบางตัว จะมีนโยบายในรูปแบบรับเงินคืน ที่อาจใช้ระยะเวลาที่ต่างกันออกไป

ผู้สนใจ สามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดบัตรที่เข้าร่วมโครงการ คะแนนขั้นต่ำที่ใช้แลกพอยต์ของแต่ละบัตร วิธีเปิดบัญชีซื้อขายกองทุนรวม ขั้นตอนการแลกพอยต์ รวมถึง FAQ อื่นๆ เกี่ยวกับ Point to Invest ได้ที่ https://www.setinvestnow.com/th/pointtoinvest

ปีใหม่นี้ ซื้อกองทุนประหยัดภาษีโดยใช้พอยต์แลกเป็นส่วนลด เป็นของขวัญให้กับตัวเองกันดีกว่า.

คุณนายพารวย

เมืองไทยประกันชีวิต รับรางวัลประกาศเกียรติคุณ Sustainability Disclosure Recognition จากสถาบันไทยพัฒน์ สะท้อนความโปร่งใสด้านการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) รับรางวัลประกาศเกียรติคุณ (Sustainability Disclosure Recognition) ประจำปี 2568  ในพิธีมอบรางวัลการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนประจำปี 2568 จัดโดยสถาบันไทยพัฒน์ สะท้อนความมุ่งมั่นในการเป็นองค์กรที่เปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนอย่างโปร่งใสรอบด้าน มีคุณภาพ และสอดคล้องตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เมืองไทยประกันชีวิตให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้มาโดยตลอด เพราะเชื่อว่าเป็นรากฐานสำคัญของความเชื่อมั่นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม เรามุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพข้อมูลและการสื่อสารความยั่งยืนให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อสะท้อนความรับผิดชอบและการบริหารจัดการที่โปร่งใสขององค์กรได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น

รางวัลที่ได้รับในครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นแรงผลักดันให้เรายกระดับการเปิดเผยข้อมูลอย่างต่อเนื่องเท่านั้น     แต่ยังเป็นกำลังใจสำคัญในการเดินหน้าสร้างการเติบโตร่วมกันระหว่างธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม      เพื่อสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้กับทุกภาคส่วน”

โดยในพิธีมอบรางวัล มีนายปราโมทย์ ศักดิ์กำจร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส เป็นผู้แทนบริษัทฯ ขึ้นรับรางวัล จากนายวรณัฐ เพียรธรรม ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์  งานจัดขึ้น ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

สำหรับรางวัลการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน ประจำปี 2568 เป็นรางวัลประกาศเกียรติคุณที่มอบให้องค์กรที่มีการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนอย่างโปร่งใส รอบด้าน มีคุณภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด และสอดคล้องตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป้าหมายที่ 12.6 ที่ส่งเสริมให้องค์กรธุรกิจรายงานข้อมูลด้านความยั่งยืนอย่างโปร่งใส โดยสถาบันไทยพัฒน์ ได้ทำการประเมินสถานะการเปิดเผยข้อมูล และมอบรางวัลการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน ขององค์กรสมาชิกประชาคมการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน (Sustainability Disclosure Community: SDC) มีองค์กรสมาชิกจำนวน 185 ราย ซึ่งได้คัดเลือกบริษัทที่ได้รับรางวัล โดยพิจารณาจากข้อมูลความยั่งยืนที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ อาทิ รายงานความยั่งยืน รายงานประจำปี เป็นต้น  และใช้เกณฑ์ 3 ด้าน ที่อ้างอิงจาก Ceres-ACCA ประกอบด้วย ด้านความสมบูรณ์ของเนื้อหา (Completeness) น้ำหนักคะแนน 45% ด้านความเชื่อถือได้ของเนื้อหา (Credibility) น้ำหนักคะแนน 35% ด้านการสื่อสารและนำเสนอเนื้อหา (Communication) น้ำหนักคะแนน 20% ตามลำดับ

CPF ร่วมกับ รพ.รามาธิบดี ส่งต่อ “พลังแห่งการให้ไม่สิ้นสุด” ช่วยฟื้นฟูภาคใต้จากอุทกภัย

0

จากเหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ที่สร้างผลกระทบต่อประชาชนอย่างกว้างขวาง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ร่วมกับ โรงพยาบาลรามาธิบดี เดินหน้า โครงการ “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบรรเทาทุกข์และฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ สานต่อภารกิจแห่งการช่วยเหลือสังคม โดยรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารภายในงานหลังหักค่าใช้จ่าย จะนำไปสมทบทุนเพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูพื้นที่ภาคใต้ รวมถึงสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์และงานสาธารณสุขในพื้นที่ที่จำเป็นเร่งด่วน

กิจกรรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23–25 ธันวาคม 2568 เวลา 08.00–18.00 น. ณ โถงชั้น 1 อาคารสมเด็จพระเทพรัตน์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ภายในงานได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.แพทย์หญิงอติพร อิงค์สาธิต ผู้อำนวยการ รพ.รามาธิบดี และ นายวิรัตน์ ตระการพินิจ รองกรรมการผู้จัดการ ซีพีเอฟ พร้อมจิตอาสา ร่วมกิจกรรมและกล่าวขอบคุณผู้มีจิตศรัทธา

ศ.ดร.แพทย์หญิงอติพร อิงค์สาธิต กล่าวว่า โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดีและมูลนิธิรามาธิบดี ตั้งใจทำหน้าที่เป็นสะพานบุญในการส่งต่อกำลังใจไปยังพี่น้องภาคใต้ โดยที่ผ่านมาได้ระดมทรัพยากรและงบประมาณ รวมถึงสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์และเวชภัณฑ์ให้แก่โรงพยาบาลในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย และการร่วมมือกับซีพีเอฟในครั้งนี้ จะช่วยเสริมพลังในการฟื้นฟูผู้ประสบภัย พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมทำบุญผ่านการเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพ เพื่อร่วมกันส่งต่อกำลังใจและความหวังให้กับพี่น้องภาคใต้

นายวิรัตน์ ตระการพินิจ กล่าวเสริมว่า ซีพีเอฟเชื่อมั่นในพลังของการแบ่งปัน เราพร้อมเคียงข้างคนไทยทุกวิกฤต และสานต่อภารกิจแห่งผู้ให้ เพื่อช่วยเหลือสังคมอย่างยั่งยืน เพราะพลังแห่งการให้…ไม่เคยสิ้นสุด

ซีพีเอฟ เดินหน้าโครงการ “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” อย่างต่อเนื่อง โดยร่วมกับโรงพยาบาลและหน่วยงานภาครัฐหลายแห่ง เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูจากเหตุเพลิงไหม้ แผ่นดินไหว และน้ำท่วม พร้อมทั้งช่วยซ่อมแซมอาคาร และจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น เพื่อเสริมศักยภาพด้านสาธารณสุข

ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “พลังแห่งการให้ไม่สิ้นสุด” ทุกชิ้นที่เลือกซื้อ คือรอยยิ้ม… คือความหวัง… และคือการยืนหยัดเคียงข้างพี่น้องภาคใต้ เราจะผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน.

โรคกุ้ง…ภัยเงียบที่รัฐต้องเร่งแก้  อย่าหลงประเด็น “ปลาหมอคางดำ”

0

สถานการณ์อุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งไทยกำลังเผชิญกับคลื่นลมที่โหมกระหน่ำ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การแข่งขันในตลาดโลก แต่เป็นปัญหาเรื้อรังที่บั่นทอนกำลังการผลิต ข้อมูลจากสมาคมกุ้งไทยตอกย้ำชัดเจนว่าต้นเหตุที่ทำให้เกษตรกรต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงลิ่วและผลผลิตที่ลดฮวบคือ “โรคระบาดในกุ้ง” ไม่ใช่กระแสความกังวลเรื่อง “เอเลี่ยนสปีชีส์” อย่างที่สังคมบางส่วนกำลังเข้าใจผิด

นางสาวพัชรินทร์ จินดาพรรณ เลขาธิการสมาคมกุ้งไทย ได้ให้ภาพสถานการณ์ไว้อย่างน่าเป็นห่วงว่า ปัญหาโรคกุ้งที่แก้ไม่ตกได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสายป่านชีวิตเกษตรกร โดยโรคระบาดทำให้ต้นทุนการเลี้ยงกุ้ง เพิ่มขึ้นสูงถึง 20% และเมื่อกุ้งไม่สมบูรณ์หรือตายจากโรค ผลผลิตก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้เกษตรกรไม่สามารถผลิตได้ปริมาณเท่าเดิม ขณะที่ต้องเผชิญกับต้นทุนต่อหน่วยที่สูงขึ้นมหาศาล นี่คือสิ่งที่รัฐบาลต้องตระหนักว่า หากไม่สามารถควบคุมและป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความอยู่รอดของเกษตรกรไทยที่ถือเป็นรากฐานของห่วงโซ่อุปทานอาหารก็กำลังจะถูกกัดกร่อนไปเรื่อย ๆ

ย้ำชัด! “เอเลี่ยนสปีชีส์” ไม่ใช่ภัยคุกคามสำหรับอุตสาหกรรมกุ้งหลัก

ในช่วงที่ผ่านมาสังคมให้ความสนใจกับเรื่อง “ปลาหมอคางดำ” ในฐานะเอเลี่ยนสปีชีส์ที่กำลังแพร่กระจายในแหล่งน้ำธรรมชาติ จนเกิดความกังวลว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อฟาร์มกุ้ง แต่สำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งยุคใหม่แล้ว สิ่งนี้เป็นเพียง “ประเด็นที่สร้างความหลงทาง” 

น.ส.พัชรินทร์ ยืนยันหนักแน่นว่า “ปัญหาปลาหมอคางดำไม่มีผลกระทบต่อการเลี้ยงกุ้งในระบบปิด ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมกุ้งหลักของประเทศ” นี่คือข้อเท็จจริงสำคัญที่ต้องขีดเส้นใต้ไว้ตัวโต ๆ เพราะอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งของไทยได้พัฒนาไปมาก เกษตรกรส่วนใหญ่โดยเฉพาะรายใหญ่และรายกลางได้ปรับเปลี่ยนมาใช้ “ระบบการเลี้ยงแบบพัฒนา (Intensive Farming)” หรือ “กึ่งพัฒนา (Semi-Intensive Farming)” ซึ่งมีลักษณะเป็น “ระบบปิด” หรือมีการควบคุมน้ำเข้า-ออกที่เข้มงวด

การเลี้ยงกุ้งในระบบปิดนี้พิสูจน์แล้วว่า เป็นทั้งเกราะป้องกันและโอกาสสำคัญในการยกระดับอาชีพเกษตร เนื่องจากสามารถป้องกันสัตว์ต่างถิ่นแปลกปลอม (Biosecurity)  เพราะระบบปิดมีการติดตั้งตาข่ายหรือระบบการกรองน้ำที่เข้มงวด ทำให้สัตว์น้ำแปลกปลอม เช่น ปลาหมอคางดำ หรือสัตว์อื่น ๆ  ไม่สามารถเล็ดลอดเข้าไปในบ่อเลี้ยงได้ ต่างจากการเลี้ยงแบบดั้งเดิมที่พึ่งพาน้ำในแหล่งธรรมชาติโดยตรง  นอกจากนี้ระบบปิดยังช่วยให้เกษตรกรสามารถควบคุมปัจจัยสำคัญในการเลี้ยงได้ เช่นความเค็มหรืออุณหภูมิน้ำ เมื่อสามารถลดความเสี่ยงจากศัตรูภายนอกและควบคุมสภาพแวดล้อมได้ดี อัตราการรอด (Survival Rate) ของกุ้งก็จะสูงขึ้น ทำให้ได้ผลผลิตต่อพื้นที่ที่แน่นอนและสูงกว่าการเลี้ยงแบบเปิดอย่างมาก

สำหรับเกษตรกรที่ยังคงใช้ระบบการเลี้ยงแบบดั้งเดิมและต้องพึ่งพาน้ำจากธรรมชาติโดยตรง นี่คือโอกาสสำคัญที่จะต้องพิจารณา “การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบกึ่งพัฒนา” โดยเริ่มจากการลงทุนในสิ่งที่สามารถทำได้ทันที เช่น การจัดทำบ่อพักน้ำ (Reservoir) หรือ การติดตั้งระบบกรองน้ำเบื้องต้น ก่อนปล่อยเข้าบ่อเลี้ยง ซึ่งเป็นการลงทุนที่ไม่สูงนัก แต่สามารถเพิ่มความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) ได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะการป้องกันสัตว์แปลกปลอม ซึ่งจะนำไปสู่การลดความเสี่ยงและสร้างผลผลิตที่สม่ำเสมอ เป็นหนทางสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนในอาชีพเกษตรกรรม

การหลงไปกับประเด็นเรื่องเอเลี่ยนสปีชีส์ในบริบทของอุตสาหกรรมกุ้ง อาจทำให้ภาครัฐและสังคมละเลยภัยร้ายตัวจริง นั่นคือ ปัญหาโรคกุ้ง ที่ต้องการการสนับสนุนงานวิจัยและมาตรการควบคุมโรคอย่างมีประสิทธิภาพ เกษตรกรได้ส่งเสียงเรียกร้องแล้วว่า ที่ผ่านมาการแก้ไขยังไม่เป็นรูปธรรมเพียงพอ ดังนั้น หัวใจสำคัญและเร่งด่วนที่สุดที่ภาครัฐควรทุ่มเททรัพยากรเข้าจัดการคือ 1.) สนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาวัคซีน/สารชีวภาพ เพื่อต่อต้านโรคกุ้งชนิดต่าง ๆ 2.) สร้างเครือข่ายเฝ้าระวังโรคกุ้ง ที่ครอบคลุมและรวดเร็ว 3.) สนับสนุนสินเชื่อและองค์ความรู้ เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบการเลี้ยงแบบพัฒนาหรือกึ่งพัฒนา ซึ่งเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยลดต้นทุนและป้องกันภัยคุกคามจากสัตว์แปลกปลอมได้อย่างยั่งยืน

การอยู่รอดของอุตสาหกรรมกุ้งไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตื่นตระหนกกับเอเลี่ยนสปีชีส์ที่ไม่กระทบต่อระบบปิด แต่ขึ้นอยู่กับการแก้ปัญหาที่ต้นตอ นั่นคือโรคระบาด และการผลักดันให้เกษตรกรทุกคนก้าวเข้าสู่ “การเลี้ยงแบบพัฒนา” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและความยั่งยืนให้กับอาชีพเกษตรกรอย่างแท้จริง