Home Blog Page 2

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมเวที กสศ. หนุนพัฒนา “ทุนมนุษย์” ตอกย้ำวิสัยทัศน์สร้างโอกาสที่เท่าเทียม

0

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมเวทีเสวนาหัวข้อ “ALL FOR EDUCATION ร่วมลงทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาและอนาคตทุนมนุษย์ไทย” ในงานสัมมนาวิชาการเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา Equity Forum 2026 จัดโดย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 โดยมีผู้แทนจากหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เน้นย้ำว่าทุนมนุษย์เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาและความรู้ทางการเงินอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกตัวอย่างพลังความร่วมมือของภาคธุรกิจตลาดทุนผ่านโครงการ “คอมพิวเตอร์เพื่อเด็กไทย ใส่ใจเรื่องการเงิน” ซึ่งตั้งเป้าส่งมอบคอมพิวเตอร์พร้อมบันทึกชุดความรู้ทางการเงิน 5,000 เครื่อง ภายใน 5 ปี โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2568 จนถึงขณะนี้ องค์กรต่าง ๆ ในภาคธุรกิจตลาดทุนได้ร่วมกันบริจาคคอมพิวเตอร์กว่า 1,600 เครื่อง และส่งมอบให้โรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและขาดแคลนทรัพยากรกว่า 140 แห่ง

การขับเคลื่อนการพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านกลไกของตลาดทุนและภาคธุรกิจ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” ที่มุ่งเป็นประตูสู่โอกาสที่เท่าเทียมสำหรับทุกคน

mai FORUM 2026 ผู้ลงทุนคับคั่ง ร่วมเฟ้นหาโอกาสทอง พลิกมุมมองการลงทุน

0

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. ประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ วิรัฐ สุขชัย นายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (maiA) และ เกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ ประธานการจัดงาน mai FORUM 2026 พร้อมด้วยผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนและพันธมิตร ร่วมเปิดงาน mai FORUM 2026: มหกรรมรวมพลังคน mai ครั้งที่ 10 ภายใต้แนวคิด ‘Discovering The Golden Opportunities เฟ้นหาโอกาสทอง พลิกมุมมองการลงทุน’ โดยภายในงานมีผู้บริหารระดับสูงของบริษัทจดทะเบียนกว่า 100 คน มาให้ข้อมูลโดยตรงแก่ผู้ลงทุนถึงโอกาสและการเติบโตของธุรกิจ มีผู้ประกอบการ ผู้ลงทุน และผู้สนใจร่วมงานคับคั่ง พร้อมรับฟังสัมมนาจากผู้เชี่ยวชาญการลงทุน เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์

ตลาดหลักทรัพย์ฯ รับจดทะเบียน 2 DR ใหม่ อ้างอิงกองทุน ETF เวียดนาม ออกโดย KS เริ่มซื้อขาย 6 ก.ค. นี้

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รับจดทะเบียนตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) 2 หลักทรัพย์ใหม่ อ้างอิงกองทุน ETF ในตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินห์ (HOSE) ประเทศเวียดนาม ออกโดย บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KS) เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ไทย 6 กรกฎาคม 2569

ชื่อย่อ DRหลักทรัพย์อ้างอิงรายละเอียดธุรกิจ
V3011KIM Growth VN30 ETF (FUEKIV30)  กองทุน ETF บริหารโดย KIM Vietnam Fund Management ลงทุนตามดัชนี VN30 ของตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินห์ ครอบคลุมธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูงของเวียดนาม
VDIAMOND11KIM Growth VN DIAMOND ETF (FUEKIVND)กองทุน ETF บริหารโดย KIM Vietnam Fund Management ลงทุนตามดัชนี VN Diamond ซึ่งคัดเลือกหุ้นที่ยังมีช่องว่างสำหรับการถือครองของนักลงทุนต่างชาติ (Foreign Room) เน้นหุ้นคุณภาพสูง เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการโอกาสในตลาดหุ้นเวียดนามที่มีข้อจำกัดการถือครองของต่างชาติ

ผู้สนใจศึกษารายละเอียด 2 DR ใหม่ได้ที่เว็บไซต์สำนักงาน ก.ล.ต. www.sec.or.th เว็บไซต์ผู้ออกหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) www.kasikornsecurities.com หรือศึกษาผลิตภัณฑ์ DR เพิ่มเติมได้ที่ www.set.or.th/dr

เปิดตัว “สถานีขยะแลกของ@ชุมชนบึงพระราม 9 พัฒนา” ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชูโมเดลจัดการขยะยั่งยืน

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ SPC วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก โรงเรียนพระราม ๙  กาญจนาภิเษก และชุมชนบึงพระราม 9 พัฒนา เดินหน้าบริหารจัดการขยะอย่างเป็นระบบ ล่าสุดเปิดตัวโครงการ “สถานีขยะแลกของ@ชุมชนบึงพระราม 9 พัฒนา” โดยถอดแบบความสำเร็จจากโมเดล “สถานีขยะล่องหน รวมพลังมหาชุมชน คุ้งบางกะเจ้า” สู่พื้นที่ชุมชนเมือง มุ่งสร้างกลไกการจัดการขยะในระดับชุมชนตั้งแต่ต้นทาง ผ่านรูปแบบการนำขยะที่แยกได้มาแลกของใช้อุปโภคบริโภค และนำขยะเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างเหมาะสม ด้วยแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

พระครูสิริธรรมสาร (ไชยา สิริธมฺโม) ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก กล่าวว่า ขออนุโมทนาในความร่วมมือของทุกภาคส่วน วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก พร้อมเป็นศูนย์รวมตามหลัก “บวร” (บ้าน-วัด-โรงเรียน) เชื่อมโยงความร่วมมือเพื่อดูแลและจัดการสิ่งแวดล้อมให้กับชุมชนใกล้เคียง ซึ่งการนำชุมชน วัด และโรงเรียนมาร่วมกันขับเคลื่อนในครั้งนี้ จะช่วยปลูกฝังจิตสำนึกที่ดี และสร้างชุมชนที่สะอาดน่าอยู่อย่างยั่งยืน

นายรองรักษ์ พนาปวุฒิกุล รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกฎหมายและบริหารความเสี่ยงองค์กร ตลาดหลักทรัพย์ฯ  กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งมั่นที่จะส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนดำเนินงานโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล สำหรับโครงการนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้นำโมเดลความสำเร็จการจัดการขยะจากคุ้งบางกะเจ้า มาต่อยอดสู่ชุมชนเมืองที่ตั้งอยู่ใกล้กับตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อร่วมดูแลสิ่งแวดล้อมและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน โดยมุ่งขยายความร่วมมือกับภาคเอกชน รวมถึงชุมชน วัด และโรงเรียน ในการร่วมกันขับเคลื่อนการบริหารจัดการขยะในชุมชนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ชุมชนได้ตระหนักว่าการคัดแยกขยะ และการนำขยะไปรีไซเคิลสามารถที่จะช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรมและยังเป็นประโยชน์ที่ย้อนกลับมาที่ชุมชนอีกด้วย 

นางชัยลดา ตันติเวชกุล รองกรรมการผู้อำนวยการบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ SPC กล่าวว่า “บริษัทฯ มีความยินดีที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรหลักกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการขับเคลื่อนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด สำหรับการต่อยอดโครงการมาสู่ชุมชนบึงพระราม 9 พัฒนา สหพัฒน์ยังคงให้การสนับสนุนสินค้าอุปโภคบริโภคสำหรับกิจกรรมขยะแลกของ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยสร้างแรงจูงใจในการคัดแยกขยะ แต่ยังช่วยลดภาระและบรรเทาค่าครองชีพให้กับคนในชุมชนได้อีกทางหนึ่ง”

คุณวาสนา แจ้งกระจ่าง ประธานชุมชนบึงพระราม 9 พัฒนา กล่าวว่า คณะกรรมการชุมชนตั้งเป้าเปลี่ยนมุมมองให้ชาวบ้านเห็นว่า “ขยะมีมูลค่า” โดยเริ่มจากการสร้างความตระหนักรู้ และเริ่มแยกขยะจากขยะที่แยกง่าย ได้แก่ ขวดพลาสติกใส (ขวด PET) ขวดแก้ว และกล่องนม ขยะที่คัดแยกและนำมาแลกสินค้าอุปโภคบริโภค ชุมชนจะนำไปขายต่อให้ผู้รับซื้อเพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ซึ่งรายได้ทั้งหมดจะนำกลับมาเป็นกองทุนเพื่อพัฒนาชุมชนต่อไป

กิจกรรม “สถานีขยะแลกของ@ชุมชนบึงพระราม 9 พัฒนา” ดำเนินการทุกวันเสาร์แรกของทุกเดือน ณ ลานกีฬาชุมชนบึงพระราม 9 พัฒนา จากการจัดกิจกรรม 3 ครั้งที่ผ่านมา สามารถคัดแยกและนำขยะรีไซเคิลมาแลกสินค้าอุปโภคบริโภครวมทั้งสิ้นกว่า 1.5 ตัน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึงประมาณ 1,200 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซต์เทียบเท่า สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของชุมชนในการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง และการมีส่วนร่วมในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี

SET ต้อนรับอินฟลูเอนเซอร์ร่วมโครงการ “Money Story for Influencer”

0

คุณพรรณวดี ลดาวัลย์ ณ อยุธยา รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานทรัพยากรบุคคลและพัฒนาองค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ต้อนรับอินฟลูเอนเซอร์ ในโครงการ “Money Story for Influencer” ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย และ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีการบรรยายพิเศษเกี่ยวกับการบริหารเงินและการวางแผนภาษีจาก คุณจักรพงษ์ เมษพันธุ์ จากเพจ The Money Coach และ คุณถนอม เกตุเอม จากเพจ TaxBugnoms พร้อมนำคณะเข้าเยี่ยมชม INVESTORY พิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน ตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569

เมืองไทยประกันชีวิต จัดพิธีมอบรางวัลเกียรติยศ “Muang Thai Life Assurance Hospital Awards 2025” แก่โรงพยาบาลคู่สัญญา มุ่งยกระดับมาตรฐานบริการเป็นเลิศเพื่อลูกค้าคนสำคัญ

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) จัดพิธีมอบรางวัลเกียรติยศ “Muang Thai Life Assurance Hospital Awards 2025” อย่างยิ่งใหญ่โดยในพิธีได้รับเกียรติจาก นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ในฐานะประธานกิตติมศักดิ์ เป็นประธาน   ในพิธีขึ้นมอบรางวัลให้แก่โรงพยาบาลคู่สัญญา เพื่อเชิดชูเกียรติและยกย่องในความมีมาตรฐานและความมุ่งมั่นพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานในทุกด้าน นำมาซึ่งการส่งมอบการให้บริการที่เป็นเลิศในทุกมิติและสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้าคนสำคัญ โดยมี นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดร.สุธี โมกขะเวส กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยนายแพทย์อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล ผู้ทรงคุณวุฒิสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) นางวิลาสินี พุทธิการันต์ คณะกรรมการบริษัท กรรมการบริหาร กรรมการธรรมาภิบาลและยั่งยืน บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  นายณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ รองประธานสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย นางสาวชินตา ศรีจินตอังกูร Country lead NielsenIQ Thailand บริษัท นีลเส็นไอคิว (ประเทศไทย) จำกัด นายแพทย์กฤตวิทย์ เลิศอุตสาหกูล  ที่ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  ด้าน Health and Wellness Business บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) นางสาวอรนุช เลิศสุวรรณกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด เข้าร่วมในพิธี งานจัดขึ้น ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี กรุงเทพฯ 

นายสาระ  กล่าวว่า   พิธีมอบรางวัลเกียรติยศ “Muang Thai Life Assurance Hospital Awards 2025” จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานการให้บริการด้านประกันชีวิตและการประกันสุขภาพ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบริษัทฯ กับโรงพยาบาลคู่สัญญาทั่วประเทศ ให้เกิดการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อความเป็นเลิศและมีมาตรฐานการให้บริการที่มีประสิทธิภาพดีเยี่ยม ทั้งในด้านการริเริ่มคิดค้นนวัตกรรมใหม่ที่พร้อมรองรับและตอบโจทย์ความต้องการของผู้เอาประกันภัยได้มากขึ้น เป็นการเพิ่มขีดความสามารถและเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการที่ตอบโจทย์ความต้องการและยกระดับความพึงพอใจของลูกค้าได้เป็นอย่างดี  เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้เอาประกันภัยที่เข้ามารับบริการในโรงพยาบาลคู่สัญญา ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายหลักของบริษัท ฯ ที่มุ่งมั่นสร้างความสุขและรอยยิ้มที่ยั่งยืนให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ที่ต้องการขับเคลื่อนองค์กรด้วยการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติ 

ทั้งนี้ คณะกรรมการได้พิจารณาคัดเลือกและให้คะแนนผลการปฎิบัติงานของโรงพยาบาลคู่สัญญา ตามเกณฑ์การตัดสินในแต่ละด้าน ที่มีการให้บริการที่เป็นเลิศและเป็นที่ยอมรับในระดับการให้บริการภายใต้มาตรฐานโครงการ “Muang Thai Life Assurance Hospital Awards”  รวมทั้งสิ้น 6 ประเภทรางวัล จำนวน 31 รางวัล ได้แก่

รางวัลเกียรติยศสูงสุด “The Pink Gold of Muang Thai Life Assurance Hospital Awards 2025” สำหรับโรงพยาบาลที่ได้รับผลการพิจารณาจากคณะกรรมการและผลสำรวจความพึงพอใจที่มีต่อบริการในทุกด้านโดยมีคะแนนรวมสูงสุดของรางวัลในแต่ละด้าน

รางวัลด้านความรวดเร็ว มีคุณภาพและเข้าใจความต้องการของลูกค้า “Customer Centric Award” มอบให้แก่โรงพยาบาลที่มีวิสัยทัศน์ มุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า แบ่งเป็นรางวัลสำหรับโรงพยาบาลขนาดใหญ่ และโรงพยาบาลขนาดกลาง

รางวัลด้านบริหารจัดการทางการแพทย์ “Commitment to Success Award” มอบให้แก่โรงพยาบาลที่มุ่งมั่นในการให้บริการและการบริหารทรัพยากรทางการแพทย์ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ลูกค้า แบ่งเป็นรางวัลสำหรับโรงพยาบาลขนาดใหญ่ และโรงพยาบาลขนาดกลาง

รางวัลด้านริเริ่ม เปิดรับ ตอบรับนวัตกรรมใหม่ “Creativity and Innovation Award” มอบให้แก่โรงพยาบาลที่มีกระบวนการการคิดสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง แนวทางใหม่ ๆ ในแบบที่แตกต่างให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ลูกค้า แบ่งเป็นรางวัลสำหรับโรงพยาบาลขนาดใหญ่ และโรงพยาบาลขนาดกลาง

รางวัลด้านความร่วมมือระหว่างองค์กร “Collaboration Award” มอบให้แก่โรงพยาบาลที่มีการทำงานเป็นกระบวนการร่วมกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า แบ่งเป็นรางวัลสำหรับโรงพยาบาลขนาดใหญ่ และโรงพยาบาลขนาดกลาง

รางวัลด้านการดูแลใส่ใจอย่างเป็นเลิศ “Caring Award” มอบให้แก่โรงพยาบาลที่มอบการดูแลการเข้ารับบริการและลดระยะเวลารอคอยการเข้ารับบริการของลูกค้าเมื่อออกจากโรงพยาบาล แบ่งเป็นรางวัลสำหรับโรงพยาบาลขนาดใหญ่ และโรงพยาบาลขนาดกลาง

“ผมขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับโรงพยาบาลคู่สัญญาทุกแห่งที่ได้รับรางวัลในวันนี้ และเป็นกำลังใจให้กับโรงพยาบาลคู่สัญญาทุกแห่ง ถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาที่ไม่หยุดยั้งเพื่อการบริการที่มีประสิทธิภาพและ ความเป็นเลิศ พร้อมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดโครงการ Muang Thai Life Assurance Hospital Awards นี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ทุกองค์กรมุ่งพัฒนาและปรับตัวเพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการให้บริการ ตลอดจนช่วยผลักดันให้องค์กรเกิดการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เข้าถึงความต้องการ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เอาประกันภัยในการเข้ารับบริการ โดยมีจุดมุ่งหมายในการสร้างความสุขและรอยยิ้มที่ยั่งยืนร่วมกันต่อไป”      

ข้อมูลรั่ว สูญเสียมากกว่าเงิน เคทีซีชี้ความเชื่อมั่นเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดของธุรกิจยุคดิจิทัล

0

PDPA ได้ยินทุกวัน แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า จริงๆ แล้วกฎหมายนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้ององค์กร หากแต่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ทุกครั้งที่เราสมัครแอปพลิเคชัน เปิดบัญชีธนาคาร ขอสินเชื่อ จองโรงแรม สั่งอาหารหรือซื้อของออนไลน์ เราต่างถูกขอให้กดปุ่ม “ยอมรับนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)” คนส่วนใหญ่ใช้เวลาไม่ถึง 5 วินาทีในการกดยอมรับ แต่ใช้เวลาน้อยกว่านั้นในการลืมว่าตัวเองเพิ่งส่งข้อมูลสำคัญที่สุดบางส่วนของชีวิตให้กับองค์กรแห่งหนึ่ง อันได้แก่ ชื่อ-นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ อีเมล เลขบัตรประชาชน ข้อมูลการใช้จ่าย ตำแหน่งที่อยู่ พฤติกรรมการซื้อสินค้า เมื่อข้อมูลเหล่านี้ถูกรวมเข้าด้วยกัน สิ่งที่องค์กรถือครองจึงไม่ใช่แค่ข้อมูล แต่เป็นภาพสะท้อนของตัวตน ไลฟ์สไตล์ และการใช้ชีวิตของลูกค้าอย่างละเอียดกว่าที่หลายคนคิด

ในอดีตสิ่งที่ผู้คนกลัวว่าจะถูกขโมยคือ “เงิน” แต่วันนี้สิ่งที่อาชญากรไซเบอร์ต้องการมากที่สุดกลับเป็น “ข้อมูล” เพราะข้อมูลสามารถนำไปสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มหาศาล ทั้งในทางที่สร้างสรรค์และในทางที่สร้างความเสียหายPDPA (Personal Data Protection Act) หรือพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 จึงเป็นกฎหมายที่กำหนดหลักเกณฑ์ในการเก็บ ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวของเจ้าของข้อมูล

โลกธุรกิจกำลังเข้าสู่ “Trust Economy”

หลายปีที่ผ่านมา ธุรกิจแข่งขันกันด้วยราคา โปรโมชั่นและคุณภาพสินค้า แต่วันนี้สิ่งที่สร้างความแตกต่างมากขึ้นเรื่อยๆ คือ ความไว้วางใจ (Trust) ลูกค้าไม่ได้ซื้อเพียงสินค้า แต่กำลังตัดสินใจว่า “องค์กรนี้ดูแลข้อมูลของเราดีพอหรือไม่”เหตุผลที่องค์กรชั้นนำทั่วโลกลงทุนด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้เป็นเพราะกฎหมายกำหนดเพียงอย่างเดียว แต่เพราะความเชื่อมั่นของลูกค้าได้กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดของธุรกิจ

งานวิจัยหลายชิ้นชี้ตรงกันว่า เมื่อเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหล สิ่งที่องค์กรสูญเสียมากกว่าค่าปรับ คือความเชื่อมั่นของลูกค้า ซึ่งใช้เวลาหลายปีในการสร้าง แต่สามารถสูญเสียได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง นี่คือเหตุผลที่

PDPA ไม่ใช่แค่ข้อกฎหมาย แต่เป็นกติกาของเศรษฐกิจดิจิทัล ที่ทำให้ธุรกิจใช้ข้อมูลอย่างมีความรับผิดชอบ

PDPA ไม่ได้ห้ามใช้ข้อมูล แต่กำหนดให้ใช้ข้อมูลอย่างรับผิดชอบหลายคนเข้าใจผิดว่า PDPA ทำให้ธุรกิจทำงานยากขึ้น ความจริงแล้ว กฎหมายไม่ได้ห้ามการใช้ข้อมูล แต่กำหนดให้องค์กรใช้ข้อมูลอย่างโปร่งใส มีเหตุผล และเคารพสิทธิของเจ้าของข้อมูล เพราะทุกครั้งที่ลูกค้ามอบข้อมูลให้องค์กร สิ่งที่ส่งมาด้วยคือ ความไว้วางใจ และความไว้วางใจนั้นมีค่ามากกว่าข้อมูลเสียอีก

ยุค AI ทำให้ข้อมูลมีค่ามากกว่าเดิม.

การมาถึงของ AI ทำให้ข้อมูลมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ข้อมูลช่วยให้ธุรกิจเข้าใจลูกค้า ออกแบบบริการที่ตรงใจ พัฒนาประสบการณ์ที่ดีขึ้น คาดการณ์ความต้องการได้แม่นยำกว่าเดิม แต่ในอีกด้านหนึ่ง AI ก็ทำให้การโจมตี ไซเบอร์พัฒนาเร็วขึ้นเช่นกัน ข้อความหลอกลวงเขียนได้เหมือนคนจริง เสียงปลอมแทบแยกไม่ออก อีเมลฟิชชิงมีความแนบเนียนกว่าเดิม นี่คือเหตุผลที่หลายองค์กรทั่วโลกเริ่มมองว่า การลงทุนด้าน Data Security ไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจ

เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถปกป้องข้อมูลได้.

แม้องค์กรจะลงทุนระบบรักษาความปลอดภัยราคาแพงเพียงใด แต่หากพนักงานคลิกลิงก์ปลอม ส่งข้อมูลผิดคนเปิดไฟล์ที่ไม่ปลอดภัย หรือใช้รหัสผ่านที่เดาง่าย ความเสียหายก็ยังเกิดขึ้นได้ Cybersecurity จึงไม่ใช่เรื่องของฝ่ายไอทีอีกต่อไป แต่เป็นวัฒนธรรมของทั้งองค์กร องค์กรที่แข็งแรงจึงลงทุนทั้งด้านเทคโนโลยี การอบรมบุคลากร และการสร้างความตระหนักรู้ให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมในการปกป้องข้อมูล

สำหรับธุรกิจการเงิน “ความเชื่อมั่น” คือผลิตภัณฑ์ที่สำคัญที่สุด.

ในโลกการเงิน ลูกค้าไม่ได้ฝากไว้เพียงเงิน แต่ยังฝากข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลการใช้จ่าย และความเชื่อมั่นที่มีต่อองค์กร สำหรับ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) การคุ้มครองข้อมูลสมาชิกจึงไม่ใช่เพียงการปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมาย PDPA แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับสมาชิกในระยะยาว ผ่านการยกระดับมาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านเทคโนโลยี กระบวนการทำงาน และการสร้างความตระหนักรู้ให้กับบุคลากร เพื่อให้การพัฒนานวัตกรรมทางการเงินและบริการดิจิทัลเดินควบคู่ไปกับการดูแลข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเหมาะสม เพราะในธุรกิจการเงิน ความปลอดภัยของข้อมูลไม่ใช่บริการเสริม แต่เป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพการบริการที่ลูกค้าคาดหวัง

ความได้เปรียบในการแข่งขันขององค์กร อาจไม่ใช่ AI แต่คือ “Trust”.

หลายองค์กรกำลังเร่งลงทุนด้าน AI หลายองค์กรกำลังเร่งทำ Digital Transformation แต่ท้ายที่สุดแล้ว เทคโนโลยีสามารถซื้อได้ AI สามารถพัฒนาได้ แพลตฟอร์มสามารถสร้างได้ สิ่งเดียวที่ซื้อไม่ได้คือความไว้วางใจ PDPA จึงไม่ใช่เรื่องของฝ่ายกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายไอที และไม่ใช่เพียงข้อบังคับที่องค์กรต้องปฏิบัติตาม แต่เป็นรากฐานของ Trust Economy หรือเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อมั่น.

ในวันที่ข้อมูลกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดของโลก การปกป้องข้อมูลจึงไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นการลงทุนเพื่อรักษาสิ่งที่มีค่าที่สุดของทุกองค์กร นั่นคือความไว้วางใจของลูกค้า เพราะท้ายที่สุดแล้ว ลูกค้าอาจให้อภัยความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ได้เสมอ แต่มีเพียงไม่กี่คนที่จะยอมมอบข้อมูลของตัวเองให้องค์กรที่พวกเขาไม่ไว้วางใจอีกครั้ง

AIS Contact Center คว้า 3 รางวัลใหญ่จากเวที ContactCenterWorld ยืนหนึ่ง Contact Center ของเอเชียแปซิฟิก

0

AIS Contact Center สร้างความสำเร็จบนเวที ContactCenterWorld ด้วยการคว้า 3 รางวัลใหญ่ระดับเอเชียแปซิฟิก (APAC) นำโดย Gold Winner: Best Deployment of AI to Enhance Customer Experience (CX) in APAC 2026 ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดด้านการประยุกต์ใช้ AI เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้า พร้อมได้รับ Silver Medal Winner: Best Contact Center in APAC 2026 และ Bronze Medal Winner: Best Technology Innovation in APAC 2026 สะท้อนถึงศักยภาพของ AIS Contact Center ในการพัฒนามาตรฐานการให้บริการ ควบคู่กับการประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าในทุกมิติ และได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

นายณพลเดช กิจชาญไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ AIS Contact Center เชื่อว่าการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า ไม่ได้เกิดจากการนำเทคโนโลยีมาใช้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากความเข้าใจความต้องการ และการพัฒนากระบวนการให้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยประยุกต์ใช้นวัตกรรมที่เหมาะสมเพื่อสนับสนุนการทำงานของบุคลากรให้สามารถดูแลลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การได้รับรางวัลในครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งกำลังใจสำคัญที่สะท้อนว่าแนวทางการพัฒนาดังกล่าวสามารถสร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าได้อย่างเป็นรูปธรรม”

แนวทางดังกล่าวเกิดจากการผสานการทำงานของบุคลากร เทคโนโลยี และข้อมูลจากโครงข่าย (Network Intelligence) โดยนำ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูลและคาดการณ์สถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อการใช้งานของลูกค้า ช่วยให้ทีมบริการสามารถบริหารจัดการและดูแลลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ควบคู่กับการเสริมศักยภาพให้พนักงานเข้าถึงข้อมูลและคำแนะนำที่จำเป็นในการให้บริการแบบ Real-time อันเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับคุณภาพการให้บริการและประสบการณ์ของลูกค้าโดยรวม

ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงการพัฒนางานบริการอย่างต่อเนื่องของ AIS Contact Center ที่ผสานศักยภาพของบุคลากร นวัตกรรม และเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ยกระดับคุณภาพการดูแลลูกค้า และสร้างมาตรฐานการบริการที่ได้รับการยอมรับในระดับเอเชียแปซิฟิก

ContactCenterWorld เป็นสมาคมด้าน Contact Center และ Customer Experience ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล มีสมาชิกผู้เชี่ยวชาญกว่า 230,000 คน ครอบคลุมกว่า 200 ประเทศทั่วโลก และในปี 2569 มีผลงานจากองค์กรชั้นนำกว่า 80 ประเทศเข้าร่วมการประกวด โดยหลายฝ่ายยกให้เป็นหนึ่งในเวทีที่ทรงเกียรติที่สุดของอุตสาหกรรม Contact Center และ Customer Experience

การได้รับรางวัลไม่เพียงสะท้อนศักยภาพของ AIS Contact Center ในการพัฒนางานบริการให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล แต่ยังตอกย้ำวิสัยทัศน์ของ AIS ในการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบบริการที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้ และสร้างความอุ่นใจให้กับลูกค้าในทุกช่วงเวลาของการใช้งาน

Settrade เตรียมเปิดตัว Streaming โฉมใหม่ปลายปีนี้

0

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ และผู้บริหาร พร้อมด้วย อมตี ประภาพันธ์ กรรมการผู้จัดการ Settrade เปิดให้ผู้ลงทุนทดลองใช้ Streaming (Beta Version) ในงาน SET in the City 2026 วันที่ 20-21 มิถุนายน 2569 Streaming โฉมใหม่ถูกออกแบบเพื่อให้การลงทุนง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และครบขึ้น ทั้งการติดตามข้อมูล การวิเคราะห์ และการส่งคำสั่งซื้อขายในแอปเดียว ก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการปลายปีนี้ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook และเว็บไซต์ของ Settrade

กระทรวง อว. จับมือ AIS Academy และ IRIS เปิดตัว “TARI” ดัชนีวัดความพร้อมด้าน AI ของประเทศไทย สร้างเข็มทิศให้ภาคธุรกิจแข่งขันได้ในเศรษฐกิจโลก

0

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สอวช. ร่วมกับ AIS Academy และ IRIS Consulting จึงพัฒนา “Thailand AI Readiness Index” หรือ “TARI (ทาริ)” ดัชนีประเมินความพร้อมด้าน AI สำหรับองค์กรไทยครั้งแรกของประเทศ เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถประเมินศักยภาพ ค้นหาช่องว่างที่ต้องพัฒนา และวางแผนขับเคลื่อน AI ได้อย่างตรงจุด ทั้งนี้ ยังเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจ ทุกอุตสาหกรรมมาร่วมมือกันเพื่อออกแบบและพัฒนากรอบการประเมิน ตลอดจนสร้างฐานข้อมูลกลางเปรียบเทียบระดับประเทศ เพื่อยกระดับความพร้อมขององค์กรไทยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุค AI อย่างเป็นรูปธรรม

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า “AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีใหม่ แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทาง การพัฒนาประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม นวัตกรรม และกำลังคน การที่องค์กรไทยสามารถนำ AI ไปใช้ได้อย่าง มีประสิทธิภาพ จะเป็นอีกหนึ่งในกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โครงการ TARI จึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเข้าใจเชิงระบบว่าองค์กรไทยมีความพร้อมในการใช้ AI อยู่ในระดับใด ข้อมูลดังกล่าวจะเป็นฐานสำคัญให้ภาครัฐสามารถออกแบบนโยบายและมาตรการสนับสนุนได้อย่างตรงจุด พร้อมช่วยให้ภาคธุรกิจวางแผนเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจยุค AI ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน”

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า “ประเทศไทยกำลังอยู่บนหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจยุค AI ซึ่งไม่ได้เปลี่ยนเพียงวิธีการทำงาน แต่กำลังเปลี่ยนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า AI จะมาแทนที่ใคร แต่คือเราจะสร้างความพร้อมให้คน องค์กร และประเทศ ใช้ AI เพื่อสร้างผลิตภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของหลายองค์กรในวันนี้ไม่ใช่การขาดเทคโนโลยี แต่คือการไม่รู้ว่าตนเองพร้อมแค่ไหน ควรเริ่มต้นจากตรงไหน และจะใช้ AI ให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างไร นี่คือโจทย์สำคัญที่เราต้องเร่งตอบให้ได้ร่วมกัน”

“จากประสบการณ์ของ AIS ในการขับเคลื่อน AI Transformation ภายในองค์กร ทั้งการพัฒนา AI Literacy การเตรียมความพร้อมในการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การพัฒนาทักษะบุคลากรทุกระดับ และการต่อยอด สู่สินค้าและบริการสำหรับลูกค้าองค์กร ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เราเชื่อว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ต้องเริ่มจากการเข้าใจความพร้อมของตนเอง ทั้งด้านคน ทักษะ ข้อมูล กระบวนการทำงาน และวัฒนธรรมองค์กร ไม่ใช่เพียงการลงทุนด้านเทคโนโลยี”

“จากวิสัยทัศน์ ‘ภารกิจคิดเผื่อ’ ที่ AIS ยึดเป็นแนวคิดหลัก ที่ไม่ได้มองเพียงการพัฒนาเทคโนโลยีหรือศักยภาพเฉพาะภายในองค์กรเท่านั้น แต่ยัง ‘คิดเผื่อ’ ไปถึงความพร้อมขององค์กรไทย คนไทย และประเทศในภาพรวม จึงเป็นที่มาของความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำในการพัฒนา TARI ให้เป็นเครื่องมือกลางที่ช่วยให้องค์กรไทยประเมินความพร้อม เห็นช่องว่าง และกำหนดทิศทางการใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเราเชื่อว่า TARI จะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรไทย และประเทศก้าวสู่เศรษฐกิจยุค AI ได้อย่างมั่นคง ในวันที่การแข่งขันไม่ได้วัดกันที่ใครมี AI มากกว่า แต่ใครพร้อมใช้ AI ได้ดีกว่า” นางสาวกานติมา กล่าวเสริม

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวว่า “หนึ่งในความท้าทายของการวางนโยบายด้าน AI คือการมีข้อมูลที่เพียงพอ เชื่อถือได้ และสะท้อนสถานะจริงขององค์กรไทย ปัจจุบันข้อมูลความพร้อมในการนำ AI ไปใช้ยังอยู่กระจัดกระจาย และไม่สามารถมองเห็นภาพรวมของแต่ละอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นระบบ TARI จึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างกรอบการประเมินร่วม เพื่อให้ทุกภาคส่วนเห็นระดับความพร้อมได้ชัดเจนมากขึ้น โดย สอวช. จะนำข้อมูลภาพรวมจาก TARI มาใช้วิเคราะห์และออกแบบมาตรการสนับสนุนให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละอุตสาหกรรม พร้อมกำกับดูแลข้อมูลอย่างรอบคอบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่องค์กรที่เข้าร่วม และนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงนโยบายได้อย่างเหมาะสม”

คุณบริวัฒน์ ปิ่นประดับ ประธานกรรมการ บริษัท ไอริส คอนซัลติ้ง กล่าวว่า “จากประสบการณ์ที่ IRIS ได้ทำงานร่วมกับองค์กรในหลากหลายอุตสาหกรรม เราพบว่า หลายองค์กรมีความตั้งใจที่จะขับเคลื่อน AI แต่ยังไม่มั่นใจว่าจะลงทุนด้านใดก่อน ควรพัฒนาคนก่อน พัฒนาข้อมูลก่อน หรือควรปรับกระบวนการทำงานส่วนใดเป็นลำดับแรก ขณะที่หลายองค์กรอาจมีโครงการ AI เกิดขึ้นแล้ว แต่ยังไม่สามารถเชื่อมโยงให้เกิดผลลัพธ์ในระดับองค์กรได้อย่างชัดเจน นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้การมีเครื่องมือวัดความพร้อมที่เป็นมาตรฐานกลางมีความจำเป็น เพราะก่อนจะวาง Roadmap องค์กรต้องเข้าใจจุดเริ่มต้นของตนเองก่อน การพัฒนา TARI ในครั้งนี้ เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ผู้กำหนดนโยบาย และภาคธุรกิจชั้นนำของประเทศ เพื่อร่วมกันตอบคำถามว่า องค์กรไทยควรประเมินความพร้อมด้าน AI อย่างไรให้สะท้อนความเป็นจริง และสามารถนำผลลัพธ์ไปใช้ต่อได้จริง สำหรับ IRIS เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบ TARI ให้เป็นมากกว่าดัชนีวัดผล แต่เป็นกรอบคิดที่จะช่วยให้องค์กรไทยมองเห็นทิศทางการพัฒนาของตนเอง และช่วยสร้างภาษากลางด้าน AI Readiness ให้กับประเทศไทยในอนาคต”

ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ TARI จะทำหน้าที่เป็นกลไกในการรวมพลังภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างมาตรฐานการประเมินความพร้อมด้าน AI อย่างเป็นระบบ โดยออกแบบให้ครอบคลุมการประเมินทั้งระดับองค์กร ระดับสายงาน และระดับบุคลากร เพื่อสะท้อนความพร้อมตั้งแต่วิสัยทัศน์ กลยุทธ์ และนโยบายของผู้บริหารระดับสูง ไปจนถึงความพร้อมด้านข้อมูล กระบวนการทำงาน AI Use Cases ตลอดจนความรู้ ความเข้าใจ และศักยภาพของพนักงานในการนำ AI ไปประยุกต์ใช้จริง นอกจากนี้ TARI จะประเมินความพร้อมขององค์กรผ่าน 8 มิติ ได้แก่ คือ 1.) กลยุทธ์และภาวะผู้นำด้าน AI 2.) การจัดการข้อมูล 3.) เทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน 4.) บุคลากรและทักษะด้าน AI 5.) ธรรมาภิบาลและความเสี่ยง 6.) กรณีการนำ AI ไปใช้งานและการสร้างคุณค่าทางธุรกิจ 7.) วัฒนธรรมองค์กรและการบริหารการเปลี่ยนแปลง 8.) การนำ AI ไปใช้จริงและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น โดยจะขับเคลื่อนผ่าน 3 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่

  • Measure – ช่วยให้องค์กรเข้าใจระดับความพร้อมด้าน AI ของตนเองอย่างรอบด้าน เพื่อมองเห็นจุดแข็ง ช่องว่าง และประเด็นที่ควรเร่งพัฒนา
  • Benchmark – ช่วยให้องค์กรเปรียบเทียบศักยภาพกับอุตสาหกรรมและภาพรวมระดับประเทศ เพื่อจัดลำดับความสำคัญของการพัฒนาและการลงทุนให้เกิดผลลัพธ์สูงสุด
  • Activate – ช่วยเปลี่ยนผลการประเมินให้เป็นแผนปฏิบัติที่นำไปใช้ได้จริง ทั้งการพัฒนาบุคลากร การปรับกระบวนการทำงาน การเลือกใช้เทคโนโลยี และการสร้าง ecosystem ด้าน AI ที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละองค์กร

ปัจจุบันมีองค์กรชั้นนำกว่า 40 องค์กรจากหลากหลายอุตสาหกรรมให้ความสนใจในการพิจารณาเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผู้บุกเบิกในการพัฒนาดัชนีความพร้อมด้าน AI ของประเทศไทย ก่อนขยายผลสู่ SMEs ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน และองค์กรในภาคส่วนต่าง ๆ โดยตั้งเป้าให้องค์กรเข้าร่วมประเมินอย่างน้อย 5,000 องค์กรในปีแรก และกว่า 20,000 องค์กรในระยะต่อไป เพื่อให้ธุรกิจไทยทุกระดับสามารถนำ AI ไปใช้สร้างคุณค่าได้จริง และเติบโตอย่างยั่งยืนในเศรษฐกิจยุค AI

องค์กรที่สนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาThailand AI Readiness Index สามารถดูรายละเอียดและลงทะเบียนความสนใจได้ที่ https://thailand-tari.ai หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านช่องทางการสื่อสารของ สอวช. AIS Academy และ ไอริส คอนซัลติ้ง