Home Blog Page 2

“อยากจะย้ำชัดๆ ครั้งสุดท้าย!” AIS เปิด “โซนหน้าจอ” ชวนดูสดคอนเสิร์ตอำลา “อัสนี-วสันต์”
บน AIS PLAY 8 ก.ย. นี้

0

AIS เอาใจแฟนเพลงของสองศิลปินร็อกระดับตำนาน อัสนี–วสันต์ กับมิติใหม่ของการรับชมคอนเสิร์ตผ่าน “โซนหน้าจอ” เปิดโอกาสให้ลูกค้า AIS ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ FAREWELL CONCERT อัสนี-วสันต์ “อยากจะย้ำชัดๆ ครั้งสุดท้าย” รับชมสดผ่าน AIS PLAY ในการแสดงรอบสุดท้าย วันที่ 8 กันยายน 2569 พร้อมรับสิทธิ์ชมคอนเสิร์ตย้อนหลัง (Rerun) ได้ระหว่างวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569 – 31 ธันวาคม 2570 เพียงสมัครแพ็กเกจ PLAY PASS ราคา 500 บาท (ไม่รวม VAT) ลูกค้ามือถือกด *678*500# โทรออก ส่วนลูกค้าเน็ตบ้านสมัครผ่านแอปพลิเคชัน myAIS ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านวิดีโอสตรีมมิ่งและแพลตฟอร์มรวมคอนเทนต์ความบันเทิงที่ครบครันที่สุดของประเทศไทย

พิเศษสำหรับลูกค้า AIS ทั้งมือถือและเน็ตบ้าน รับฟรี! Exclusive Postcard โปสการ์ดพร้อมลายเซ็นจาก “อัสนี-วสันต์” โดยสามารถรับโปสการ์ดได้ที่ AIS Shop สาขาที่ร่วมรายการ เมื่อสมัครแพ็กเกจ PLAY PASS ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป หรือจนกว่าของจะหมด ติดตามรายละเอียดและสมัครได้ที่ www.ais.th/playpass

นอกจากนี้ AIS ยังต่อยอดประสบการณ์ความบันเทิงภายในบ้านสำหรับลูกค้า AIS 3BB FIBRE3 ผ่านแคมเปญ “โซนหน้า…จอใหญ่” THE FRONT ROW EXPERIENCE ชวนเปลี่ยนบ้านให้เป็นที่นั่งแถวหน้าของคอนเสิร์ต สัมผัสอรรถรสการรับชมแบบโฮมเธียเตอร์ได้อย่างเต็มอิ่ม รับสิทธิ์ชมสดและชมย้อนหลัง (Rerun) ฟรี! บน AIS PLAY ผ่าน SMART SOUNDBAR เพียงสมัครแพ็กเกจเสริมราคา 250 บาทต่อเดือน พร้อมรับฟรี! ของที่ระลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ทั้งปิ๊กกีตาร์และโปสการ์ดพร้อมลายเซ็นจาก “อัสนี-วสันต์” เมื่อสมัครภายในวันที่ 8 – 31 สิงหาคม 2569 ติดตามรายละเอียดและสมัครได้ที่ www.ais.th/consumers/fibre/services/soundbar/

เตือนไวก่อนน้ำมา! สิงห์อาสา ลุยติดตั้ง “FloodBoy” 10 จุด ยกระดับความปลอดภัย-ลดความสูญเสีย

0

“สิงห์อาสา” โดย มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี และ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ร่วมกับ ศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (CCDC) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ สำนักวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พัฒนาระบบตรวจวัดและแจ้งเตือนระดับน้ำล่วงหน้า “FloodBoy” พร้อมติดตั้งเซนเซอร์จำนวน 10 จุด บริเวณลำน้ำสาขาของแม่น้ำกกและแม่น้ำคำครอบคลุม 5 อำเภอในจังหวัดเชียงราย ได้แก่ ดอยหลวง เชียงแสน เวียงเชียงรุ้ง แม่จัน และเมืองเชียงราย เพื่อประเมินและแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำแบบเรียลไทม์ ช่วยให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมได้อย่างทันท่วงที

ด้าน ศาสตราจารย์ปฏิบัติ ดร.เศรษฐ์ สัมภัตตะกุล หัวหน้าศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (CCDC) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายว่า “แม้ว่าพื้นที่เชียงใหม่และเชียงราย จะมีแม่น้ำสายหลักอย่างแม่น้ำปิงและแม่น้ำกก แต่น้ำท่วมฉับพลันมักเกิดในลำน้ำสาขาหรือสายรอง ที่มีชุมชนอาศัยอยู่หนาแน่น CCDC จึงได้นำเทคโนโลยี FloodBoy ซึ่งใช้เซนเซอร์เรดาร์ตรวจวัดระดับน้ำแบบเรียลไทม์มาติดตั้งครอบคลุม 10 จุดสำคัญ ในพื้นที่ 5 อำเภอเสี่ยง เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระดับน้ำและติดตามการเคลื่อนตัวของมวลน้ำอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากแต่ละจุดจะแสดงผลแบบเรียลไทม์ พร้อมแบ่งระดับสถานการณ์เพื่อให้ชุมชนสามารถเฝ้าระวังและเตรียมรับมือได้ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ โดยเมื่อระดับน้ำเข้าสู่เกณฑ์เฝ้าระวัง ประชาชนสามารถเตรียมตัวอพยพ
ขนย้ายทรัพย์สิน รวมถึงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเตียงและกลุ่มเปราะบางได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยลดความสูญเสียได้มากขึ้น”

คุณรวินทร์ ชมพูนุชธานินทร์ ผู้อำนวยการกลุ่มประชาสัมพันธ์ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด กล่าวว่า “ข้อมูลระดับน้ำแบบเรียลไทม์และการแจ้งเตือนล่วงหน้า จะช่วยให้ประชาชนเตรียมรับมือน้ำท่วมได้รวดเร็วขึ้น ความร่วมมือกับ CCDC มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในการติดตั้ง FloodBoy และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในการดูแลและบำรุงรักษาระบบในพื้นที่ เพื่อให้ชาวบ้านที่อาศัยตลอดลำน้ำรู้ล่วงหน้า เตรียมตัวทัน และลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด ในช่วงเวลาดังกล่าวได้”

นอกจากใช้แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำแบบเรียลไทม์แล้ว ข้อมูลที่จัดเก็บยังสามารถนำไปวิเคราะห์แนวโน้มและวางแผนป้องกันน้ำท่วมในระยะยาว ช่วยให้ชุมชนเตรียมพร้อมรับมือและลดความเสี่ยงจากภัยน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เปลี่ยนเชื้อไฟเป็นพลังงาน ชุมชนลำพูนผนึก CPF–แม่โจ้ จัดการชีวมวลต้นทาง ลดไฟป่า–ฝุ่น PM2.5

0

การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 และไฟป่าในภาคเหนือ ไม่ได้จบเพียงการดับไฟเมื่อเกิดเหตุ แต่ต้องเริ่มจากการลดเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่าและเศษวัสดุการเกษตรที่เป็นต้นเหตุของการเผา

ล่าสุดที่อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ชุมชนร่วมกับ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ CPF และภาคีเครือข่าย พัฒนาระบบจัดการชีวมวล เปลี่ยนกิ่งไม้ ใบไม้แห้ง และเศษวัสดุหลังการเก็บเกี่ยวให้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวลและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ช่วยลดการเผา ลดไฟป่า ลดฝุ่น PM2.5 และสร้างรายได้ให้คนในชุมชนภายใต้ “โครงการป้องกันไฟป่าและแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5” ตัวแทนวิสาหกิจชุมชนจากตำบลทาปลาดุกและตำบลทาสบเส้า อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและการลงมือปฏิบัติ ตั้งแต่การสำรวจและคัดแยกวัสดุ การเลือกเครื่องจักร การแปรรูปอย่างปลอดภัย ตลอดจนการวางแผนตลาด เพื่อพัฒนาระบบจัดการชีวมวลที่สอดคล้องกับทรัพยากรและศักยภาพของแต่ละชุมชน ลดเชื้อเพลิง ก่อนเข้าสู่ฤดูไฟป่า

ผศ.ดร.สุดเขต สกุลทอง วิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า ภาคเหนือมีเศษวัสดุชีวมวลจากพื้นที่ป่าและภาคเกษตรจำนวนมาก ขณะที่จังหวัดลำพูนเพียงจังหวัดเดียวมีเศษวัสดุจากแปลงเกษตรมากกว่า 900,000 ตันต่อปี หากไม่มีระบบจัดการที่เหมาะสม วัสดุส่วนหนึ่งอาจถูกทิ้งสะสมจนกลายเป็นเชื้อเพลิง และถูกกำจัดด้วยการเผา

การยกระดับความรู้ให้ชุมชนสามารถจัดการวัสดุชีวมวลอย่างเป็นระบบ จึงเป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์ป้องกันไฟป่าและฝุ่น PM2.5 โดยต้องเร่งจัดการวัสดุส่วนเกินที่เหมาะสมตามหลักวิชาการ ก่อนเข้าสู่ช่วงฤดูแล้ง พร้อมพัฒนาการใช้ประโยชน์และตลาดรองรับควบคู่กัน เป็นแนวทางที่สร้างแรงจูงใจให้เกิดความร่วมมือกันรวบรวมเศษวัสดุจากธรรมชาติและจากแปลงเกษตรเปลี่ยนเป็นของมีค่าแทนการเผาทิ้ง

สร้างมูลค่าจากวัสดุที่เคยถูกเผาทิ้ง
การฝึกอบรมมุ่งให้เครือข่ายป่าชุมชนมีทั้งองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายทางการตลาด เพื่อแปรรูปวัสดุแต่ละประเภทให้เหมาะกับการใช้งาน เช่น การผลิตเชื้อเพลิงอัดเม็ด หรือ wood pellet สำหรับใช้เป็นพลังงานทดแทนในกิจกรรมทางการเกษตร รวมถึงการผลิตไบโอชาร์เพื่อนำไปใช้ปรับปรุงดินและเป็นเชื้อเพลิงที่มีค่าความร้อนสูง

ลำพูนเป็นแหล่งผลิตลำไยสำคัญของประเทศและมีความต้องการพลังงานสำหรับกระบวนการอบแห้งจำนวนมาก เชื้อเพลิงชีวมวลที่ผลิตจากวัสดุในท้องถิ่นจึงมีโอกาสนำมาใช้ทดแทนเชื้อเพลิงแบบเดิมบางส่วน ภายใต้ระบบเผาไหม้และการควบคุมมลพิษที่เหมาะสม ช่วยเพิ่มมูลค่าให้เศษวัสดุ
ลดต้นทุนการจัดการ และสร้างรายได้หมุนเวียนภายในชุมชน แนวทางนี้สะท้อนหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy ซึ่งไม่ได้มองเศษวัสดุเป็นเพียงของที่ต้องทิ้ง มาสู่การบริหารวัสดุเหลือใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเปลี่ยนเป็นพลังงานทดแทน ใช้ประโยชน์ได้ เป็นที่ต้องการของตลาด

ความร่วมมือ 3 ปี สร้างระบบที่ชุมชนดูแลได้เอง

การอบรมครั้งนี้เป็นกิจกรรมต่อเนื่องภายใต้โครงการป้องกันไฟป่าและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กรมป่าไม้ CPF และภาคีที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมป่าชุมชนในตำบลทาปลาดุกและตำบลทาสบเส้า รวม 12 หมู่บ้าน บนพื้นที่กว่า 20,000 ไร่ และมีกำหนดดำเนินงานต่อเนื่อง 3 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2569–2571 เป้าหมายของความร่วมมือจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่จำนวนผู้ผ่านการอบรมหรือปริมาณวัสดุที่นำออกจากพื้นที่ แต่คือการสร้างระบบที่ชุมชนสามารถบริหารจัดการได้ด้วยตนเอง มีเครือข่ายรวบรวมวัสดุ มีเทคโนโลยีแปรรูป มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม และมีตลาดรองรับผลิตภัณฑ์ชีวมวลอย่างต่อเนื่อง

สำหรับ CPF การสนับสนุนการจัดการชีวมวลเป็นหนึ่งในแนวทางที่สอดคล้องกับนโยบายการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ โดยบริษัทไม่รับซื้อและไม่นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากพื้นที่รุกป่าและพื้นที่เผาแปลง พร้อมใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกตั้งแต่ปี 2559 ควบคู่กับเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมในการติดตามความเสี่ยง เพื่อสนับสนุนการผลิตที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและลดการเผาในพื้นที่เกษตร

รูปแบบการทำงานที่ลำพูนจึงเป็นความพยายามเชื่อมมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ จากเดิมที่ชุมชนถูกขอให้ “หยุดเผา” ไปสู่การสร้างระบบที่ทำให้วัสดุเหลือใช้มีผู้รวบรวม มีผู้รับซื้อ และมีผู้ใช้ประโยชน์ หากเศษกิ่งไม้ ใบไม้แห้ง และเศษวัสดุการเกษตรมีระบบรวบรวม การแปรรูป และตลาดรองรับอย่างต่อเนื่อง วัสดุที่เคยเป็นเชื้อเพลิงของไฟป่า ก็สามารถเปลี่ยนเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลและพลังงานทดแทนที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ลดการเผา ลดฝุ่น PM2.5 ลดความเสี่ยงไฟป่า และสร้างรายได้หมุนเวียนให้ชุมชนอย่างยั่งยืน

ตลาดหลักทรัพย์ฯ สัญจร จ.เชียงใหม่ ผู้ร่วมงานคึกคักกว่า 1,700 คน มองหาทางเลือกบริหารพอร์ตลงทุน

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดสัญจร จ.เชียงใหม่ งานเดียวครบ จบทุกเรื่องลงทุน โดยมี อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมด้วยผู้บริหารองค์กรพันธมิตรและวิทยากรร่วมเปิดงาน เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2569

มีผู้ร่วมงานคึกคักตลอดวันกว่า 1,700 คน ต้องการเสริมทักษะความรู้ และมองหาทางเลือกลงทุนเพื่อบริหารพอร์ตให้เหมาะสมกับเป้าหมาย สะท้อนความมุ่งหมายของตลาดหลักทรัพย์ฯ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” ในการนำความรู้และโอกาสการลงทุนไปถึงมือผู้ลงทุนทุกกลุ่ม.

โดยผู้สนใจสามารถติดตามความรู้การลงทุนและกิจกรรมของตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่มเติมได้ที่ www.setinvestnow.com

AIS รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 เดินหน้ายกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะ ต่อยอดธุรกิจดิจิทัลครบวงจร

0

AIS เผยผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 มีรายได้รวม 56,497 ล้านบาท กำไรสุทธิ 13,716 ล้านบาท และยังคงรักษาทิศทางการดำเนินงานตามเป้าหมาย ด้วยการมุ่งเน้นคุณภาพสินค้าและบริการ ควบคู่กับการยกระดับประสบการณ์ดิจิทัลให้ตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม ท่ามกลางความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจ สถานการณ์ความขัดแย้งและภาวะสงครามในต่างประเทศ ซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อทั่วโลกที่ชะลอตัว ก่อนที่ภาพรวมจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

โดยในไตรมาสนี้ AIS ยังคงเดินหน้ายุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนสู่การเป็น “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะ (Intelligent Infrastructure) ทั้งการเสริมการเติบโตต่อเนื่องในธุรกิจหลักและต่อยอดธุรกิจใหม่ โดยธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่มุ่งขยายฐานลูกค้าคุณภาพและการใช้งาน 5G ขณะที่ธุรกิจเน็ตบ้านเดินหน้าพัฒนานวัตกรรม Smart Living เพื่อสร้างคุณค่าและยกระดับประสบการณ์ภายในบ้าน ด้านธุรกิจบริการลูกค้าองค์กร มุ่งสนับสนุนภาคธุรกิจไทยสู่ AI Transformation ควบคู่กับการต่อยอดโอกาสจากการส่งมอบดิจิทัลไลฟ์สไตล์ ผ่านธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจความบันเทิง และธุรกิจการเงินดิจิทัล เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับการดำเนินงานในระยะยาว การขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์ดังกล่าวสะท้อนผ่านผลการดำเนินงานของแต่ละกลุ่มธุรกิจที่ยังคงรักษาความแข็งแกร่ง ท่ามกลางสภาวะตลาดที่ท้าทาย

ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ ขยายฐานลูกค้าคุณภาพและการใช้งาน 5G : AIS มีผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รวม 47.1 ล้านเลขหมาย เพิ่มขึ้นทั้งจากผู้ใช้บริการระบบเติมเงินและระบบรายเดือน เอไอเอสยังคงมุ่งเน้นฐานลูกค้าคุณภาพ ควบคู่กับการให้ความสำคัญกับมาตรฐานการยืนยันตัวตนสำหรับการเปิดเลขหมายใหม่อย่างเข้มงวด เพื่อเสริมความปลอดภัยในการใช้งานของลูกค้า

ขณะที่ผู้ใช้งาน 5G อยู่ที่ 19.7 ล้านเลขหมาย เพิ่มขึ้น 1.2 ล้านเลขหมายจากไตรมาส 1/2569 ส่งผลให้รายได้ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่เติบโต 6% จากไตรมาส 2/2568

ธุรกิจเน็ตบ้าน มุ่งพัฒนานวัตกรรม Smart Living เพื่อสร้างคุณค่าให้ทุกครัวเรือน : AIS 3BB FIBRE3 มีผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์รวม 5.3 ล้านราย ท่ามกลางความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจ โดยยังคงมุ่งขยายฐานลูกค้าผ่านแพ็กเกจที่มีความคุ้มค่า ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการด้าน Smart Living เพื่อยกระดับประสบการณ์ใช้งานภายในบ้าน ส่งผลให้รายได้ธุรกิจเน็ตบ้านเติบโต 7.9%

ธุรกิจบริการลูกค้าองค์กร สนับสนุนภาคธุรกิจไทยสู่ AI Transformation : ธุรกิจบริการลูกค้าองค์กรเติบโต 2.8% จากไตรมาส 2/2568 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากโครงข่ายเชื่อมต่อข้อมูล บริการคลาวด์ และดาต้าเซ็นเตอร์ ท่ามกลางการใช้จ่ายของภาคธุรกิจที่ยังคงเป็นไปอย่างระมัดระวัง โดย AIS เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ครอบคลุมทุกการเชื่อมต่อ เพื่อสนับสนุนองค์กรไทยสู่ AI Transformation พร้อมรองรับการลงทุน การขยายตัวของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก และการเติบโตของอุตสาหกรรม AI

ธุรกิจค้าปลีก ยกระดับประสบการณ์ซื้อสินค้าดิจิทัลไลฟ์สไตล์แบบครบวงจรผ่าน Omnichannel : ธุรกิจค้าปลีกเติบโต 1% จากไตรมาส 2/2568 จากการมุ่งสร้างมาตรฐานงานบริการใหม่ พร้อมยกระดับประสบการณ์การซื้อสมาร์ทดีไวซ์ ภายใต้แนวคิด ที่ไหนก็มีของ ผ่านการพัฒนา Omnichannel และบริการ Fast Delivery ที่สามารถจัดส่งสินค้าให้ถึงมือลูกค้าภายใน 3 ชั่วโมงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตลอดจนการนำเสนอสินค้าดิจิทัลไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย รวมถึงอุปกรณ์เสริมภายใต้แบรนด์ LINK UP เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภค

ธุรกิจความบันเทิง เดินหน้าสร้างประสบการณ์ Sport & Entertainment ครบวงจร: เสริมความแข็งแกร่งให้กับ Content Ecosystem ทั้งด้านกีฬาและความบันเทิงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเปิดตัวแพ็กเกจใหม่ PLAY ALL ที่รวบรวมคอนเทนต์แม็กเน็ตระดับโลกไว้ในแพ็กเกจเดียว อาทิ ฟุตบอลบุนเดสลีกา NBA, NFL, ATP, LPGA, Premier Sports รวมถึงคอนเทนต์บันเทิงจากแพลตฟอร์ม OTT ชั้นนำอีกมากมาย นอกจากนี้ ยังต่อยอดความแข็งแกร่งด้านคอนเทนต์กีฬาผ่านความร่วมมือกับ UC3 ในการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลรายการของ UEFA เป็นเวลา 4 ปี เพื่อรองรับความต้องการของผู้ชมทุกไลฟ์สไตล์ดิจิทัล

ธุรกิจการเงินดิจิทัล ต่อยอดศักยภาพดิจิทัลสู่บริการทางการเงินที่เข้าถึงได้ : AIS ขับเคลื่อนธุรกิจการเงินดิจิทัล ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรอย่างธนาคารกรุงไทยและ OR เปิดตัว “CLICX” ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขารายแรกของประเทศไทย พร้อมนำศักยภาพด้านโครงข่าย ความปลอดภัย และประสบการณ์ดิจิทัลมาสนับสนุนการออกแบบบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์และเข้าถึงลูกค้าได้อย่างทั่วถึง

จากรายได้ที่เติบโตอย่างมั่นคง ร่วมกับการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการดำเนินงานผ่านธุรกิจดิจิทัลที่หลากหลาย พร้อมด้วยการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ในช่วงที่สถานการณ์เศรษฐกิจมีความผันผวน ทำให้เอไอเอสสามารถส่งมอบกำไรสุทธิและ EBITDA ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องเหนือกว่าประมาณการ และยังคงเป้าหมายการเติบโตของรายได้การให้บริการหลักที่ 3-5% และการเติบโต EBITDA ที่ 2-4%

สำหรับปี 2569 AIS จะยังคงดำเนินงานและต่อยอดธุรกิจภายใต้กรอบงบลงทุน 30,000–35,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะ และวางรากฐานระบบนิเวศดิจิทัลแห่งอนาคต เสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่แข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืน

สรุปภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์เดือนกรกฎาคม 2569

0

ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 SET Index ปิดที่ 1,623.64 จุด เพิ่มขึ้น 2% จากเดือนก่อนหน้า และ 28.9% จากสิ้นปี 2568 โดยได้รับแรงหนุนจากเงินลงทุนต่างชาติที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กลับมาทวีความรุนแรงขึ้น จนนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ส่งผลกระทบต่อกำลังการผลิตสำรองของโลก และผลักดันราคาน้ำมันขึ้นแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ส่งสัญญาณแสดงความกังวลความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่ยังอยู่สูงกว่าเป้าหมาย สร้างแรงกดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลกเผชิญการปรับฐานหลังราคาได้สะท้อนการคาดหวังกำไรระดับสูงแล้ว ประกอบกับความกังวลเรื่องความคุ้มค่าของการลงทุนในเทคโนโลยี AI ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุปสงค์การใช้ทรัพยากรประมวลผลให้ลดลง

ฉัตรชัย ทิศาดลดิลก CFA, FRM ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์ฯ

นายฉัตรชัย ทิศาดลดิลก CFA, FRM ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัดจากการปรับฐานของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เนื่องจากมีองค์ประกอบของ Sector ที่หลากหลาย อีกทั้งมีปัจจัยพื้นฐานสนับสนุนในหลายมิติ อาทิ การปรับเพิ่มประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2569 โดยกระทรวงการคลังจาก 1.6% สู่ระดับ 2.5% และการปรับเพิ่มประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยโดยนักวิเคราะห์ มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2569 นอกจากนี้ มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของตลาดหุ้นไทยในเดือนกรกฎาคมยังสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565 อีกด้วย

ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทยเดือนกรกฎาคม 2569
• ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 SET Index ปิดที่ 1,623.64 จุด เพิ่มขึ้น 2% จากเดือนก่อนหน้า และ 28.9% จากสิ้นปี 2568
• กลุ่มทรัพยากรและกลุ่มธุรกิจการเงินให้ผลตอบแทนโดดเด่นกว่ากลุ่มอื่นในเดือนกรกฎาคม 2569 ขณะที่ตั้งแต่ต้นปี กลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมยังคงให้ผลตอบแทนนำตลาด
• มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ mai ในเดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 87,397 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 105% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวัน อยู่ที่ 69,174 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
• ผู้ลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิ 48,864 ล้านบาท นับเป็นการซื้อสุทธิต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 โดยตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 ผู้ลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิสะสมรวม 75,864 ล้านบาท

• ผู้ลงทุนต่างประเทศยังคงมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ระดับ 54.3% ของมูลค่าการซื้อขายรวม ตามด้วยผู้ลงทุนรายย่อยในประเทศ 31.3% ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ 7.3% และบริษัทหลักทรัพย์ 7.1%
• Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 15.7 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 13 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 17.1 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 16.4 เท่า
• อัตราเงินปันผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 4.1% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 2.8%

ภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) เดือนกรกฎาคม 2569
• ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 563,065 สัญญา ลดลง 10.7% จากเดือนก่อน ที่สำคัญจากการลดลงของ SET50 Index Futures, Gold Online Futures และ Currency Futures ส่งผลให้ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวม อยู่ที่ 554,436 สัญญา เพิ่มขึ้น 30.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

นักลงทุนแห่จองซื้อ พันธบัตรออมพลัส ผ่านช่องทาง Bond Connect Platform ล้นหลาม

0

ตามที่ กระทรวงการคลังได้ทำการจัดสรร พันธบัตรรัฐบาลออมพลัส (ครั้งที่ 1) ที่เปิดให้ประชาชนจองซื้อแพลตฟอร์ม Bond Connect และแอปพลิเคชัน Streaming วงเงิน 2,000 ล้านบาท เมื่อวันที่ 3 – 5 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ผ่านผู้จัดจำหน่ายทั้ง 24 ราย (6 ธนาคารพาณิชย์ และ 18 บริษัทหลักทรัพย์) รวมถึงแอปพลิเคชัน Streaming พร้อมจัดสรรด้วยวิธี Small Lot First เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนรายย่อย ที่สนใจการออมการลงทุน ได้รับสิทธิ์อย่างทั่วถึง โดยมีผู้สนใจจองซื้อ มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

• จำนวนผู้จองซื้อทั้งหมด 21,113 ราย
• จำนวนรายการจองซื้อทั้งหมด 27,321 รายการ
• วงเงินจองซื้อรวมทั้งหมด 16,511,654,000 บาท คิดเป็น 8.2 เท่าของวงเงินจำหน่าย

โดยผลการจัดสรร  เป็นดังนี้ 

พันธบัตรออมพลัส
ครั้งที่ 1 ปี 2569 จำนวนผู้ได้รับการจัดสรร
( ราย ) มูลค่ารวม
( บาท )
รุ่นอายุ 3 ปี 9,390 704,479,000
รุ่นอายุ 10 ปี 13,916 1,295,521,000

ทั้งนี้ ผู้จองซื้อสามารถตรวจสอบผลจำนวนเงินและรุ่นพันธบัตรที่ตนเองได้รับจัดสรรอย่างเป็นทางการ ผ่าน www.settrade.com/bondallocation และช่องทางของธนาคาร/โบรกเกอร์ผู้จัดจำหน่ายทั้ง 24 แห่ง สำหรับผู้จองที่ไม่ได้รับการจัดสรรเต็มจำนวน ระบบจะทยอยโอนคืนเข้าบัญชีเงินฝากหรือบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของผู้ลงทุน ภายในวันนี้ (6 สิงหาคม 2569)

ผู้สนใจบริหารเงินออมหรือผู้ลงทุนที่ต้องการทยอยลงทุนเพิ่มเติม ในพันธบัตรรัฐบาลออมพลัส ผ่าน Bond Connect Platform สามารถติดต่อสอบถามผู้จัดจำหน่ายที่เข้าร่วมโครงการ 24 ราย หรือ www.set.or.th/bond และ www.setinvestnow.com/th/bond โดยกระทรวงการคลังได้เตรียมโอกาสให้จองซื้อรอบถัดไประหว่างวันที่ 7 – 9 กันยายน 2569 โดยจะมีการประกาศอัตราดอกเบี้ยของรอบเดือนกันยายนอย่างเป็นทางการต่อไป

เมืองไทยประกันชีวิต คว้ารางวัล “Future of Longevity Award”
ตอกย้ำวิสัยทัศน์การสร้างคุณภาพชีวิตที่ยืนยาวอย่างยั่งยืน เพื่อคนไทยทุกช่วงวัย

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัล “Future of Longevity Award” จากเวที Brand Inside Awards 2026 รางวัลที่มอบให้แก่องค์กรที่สามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ที่ตอบโจทย์บริบทใหม่ของการใช้ชีวิตในอนาคต ทั้งด้านสุขภาพ (Health) การมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ (Lifespan) รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการทำงานและวิถีชีวิต เพื่อรองรับความต้องการของผู้คนในทุกช่วงของชีวิต (Life Stage) โดยมีนายปราโมทย์ ศักดิ์กำจร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนขึ้นรับรางวัล งานจัดขึ้น ณ One Bangkok

รางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเมืองไทยประกันชีวิตในการก้าวข้ามบทบาทของธุรกิจประกันชีวิตแบบดั้งเดิม สู่การเป็น Life & Health Partner ที่อยู่เคียงข้างลูกค้าในทุกช่วงของชีวิต ผ่านการพัฒนานวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ บริการ และการสร้าง Longevity Ecosystem ที่เชื่อมโยงการดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ และความมั่นคงทางการเงินเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อส่งเสริมให้คนไทยมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ (Healthy & Happy Longevity)

ตลอดระยะเวลากว่า 75 ปี เมืองไทยประกันชีวิตได้เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดรับกับโครงสร้างประชากรที่กำลังก้าวสู่สังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพ และความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคในแต่ละช่วงวัย พร้อมนำเทคโนโลยีและความร่วมมือกับพันธมิตรในหลากหลายอุตสาหกรรมมาสร้างระบบนิเวศที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถดูแลสุขภาพ ป้องกันความเสี่ยง วางแผนการเงิน และใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจในทุกช่วงของชีวิต

การได้รับรางวัล Future of Longevity Award ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการยกย่องความสำเร็จของผลิตภัณฑ์หรือบริการเท่านั้น แต่ยังเป็นการยืนยันถึงวิสัยทัศน์และทิศทางการดำเนินธุรกิจของเมืองไทยประกันชีวิต ที่มุ่งสร้างคุณค่าระยะยาวให้แก่ลูกค้าและสังคมไทย พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมประกันชีวิตให้มีบทบาทสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกและสังคมในอนาคต

ทั้งนี้ Brand Inside Awards 2026 จัดขึ้นเพื่อเชิดชูองค์กรและแบรนด์ที่มีบทบาทในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของผู้คน ผ่านการดำเนินธุรกิจที่มีวิสัยทัศน์และนวัตกรรม โดยมีการพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในหลากหลายสาขา เพื่อคัดเลือกองค์กรที่สามารถสร้างคุณค่าและผลลัพธ์เชิงประจักษ์ได้อย่างต่อเนื่อง

AIS คว้า 2 รางวัลใหญ่จาก Brand Inside Awards 2026 ตอกย้ำบทบาทองค์กรระดับประเทศ ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะ พร้อมสร้างกำลังคนไทยสู่ยุค AI

0

AIS ตอกย้ำบทบาทผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะ คว้า 2 รางวัลจากเวที Brand Inside Awards 2026 ได้แก่ รางวัล  AI & Digital People Empowerment Award จากการพัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI ให้แก่คนไทย และรางวัล World Class Intelligent Infrastructure Award จากการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อยกระดับขีดความสามารถของภาคธุรกิจไทย สะท้อนถึงพันธกิจของ AIS ในการขับเคลื่อนประเทศอย่างครบวงจร ผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งและการเตรียมกำลังคนให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง เพื่อเสริมศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลไทยให้เติบโตและแข่งขันได้ในเวทีโลก

 รางวัล AI & Digital People Empowerment Award ในหมวด People & Workplace โดยมี นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนรับรางวัล ตอกย้ำบทบาทของ AIS Academy ในการพัฒนากำลังคนดิจิทัลของประเทศ ภายใต้ภารกิจคิดเผื่อ ที่มุ่งสร้างความพร้อมด้าน AI ให้แก่คนไทย องค์กรไทย และสังคมไทย ผ่านระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา และสังคม ตั้งแต่การจัดทำ Thailand AI Readiness Index การเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่พัฒนานวัตกรรมผ่าน JUMP THAILAND HACKATHON ตลอดจนการยกระดับ AI Literacy ควบคู่กับการสร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์ เพื่อให้คนไทยใช้เทคโนโลยีได้อย่างรู้เท่าทัน ปลอดภัย และสร้างสรรค์

 ทางด้านรางวัล World Class Intelligent Infrastructure Award ในหมวด Business and Branding โดยมี นายนวชัย เกียรติก่อเกื้อ หัวหน้าส่วนงานการตลาดกลุ่มลูกค้าองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนรับรางวัล ถือเป็นเครื่องยืนยันบทบาทของ AIS Business ในการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ภาคธุรกิจไทย ผ่านบริการที่เชื่อมโยง Network, Cloud, Hyperscale Data Center และ Sovereign Cloud เข้าด้วยกันอย่างครบวงจร ช่วยให้องค์กรบริหารจัดการข้อมูลได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และมีอธิปไตยทางข้อมูล พร้อมต่อยอดสู่การใช้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างโอกาสทางธุรกิจ และเสริมความพร้อมให้ภาคธุรกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงในเศรษฐกิจดิจิทัล

โดยทั้ง 2 รางวัลเป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพของ AIS ในการขับเคลื่อนดิจิทัลอัจฉริยะให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง การเพิ่มขีดความสามารถให้ภาคธุรกิจ ไปจนถึงการพัฒนาคนให้พร้อมรับโอกาสจาก AI พร้อมเดินหน้าผสานเทคโนโลยี ความรู้ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจดิจิทัลและขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

 Brand Inside Awards 2026 จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี Brand Inside ภายใต้แนวคิด A Decade of Business that Moves the World เพื่อยกย่องแบรนด์และองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิต และผลักดันสังคมไทยให้ก้าวไปข้างหน้า โดยพิธีมอบรางวัลจัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ณ common 6 ชั้น 6 อาคาร ONE BANGKOK Tower 4

AIS SIAM ปลุกคอมมูนิตี้คนรักมัตจะ เปิด “Matcha Social Club” แมตช์ทุกไลฟ์สไตล์ชาว Gen C ผ่านมัตจะ ดนตรี ศิลปะ และกิจกรรมสุดชิค ตอกย้ำพื้นที่ของคน “ชอบเล่น” จนได้เป็น “ตัวจริง”

0

AIS SIAM คอมมูนิตี้สเปซของชาว Gen C ใจกลางสยาม เดินหน้าตอกย้ำบทบาทพื้นที่ของคน “ชอบเล่น” จนได้เป็น “ตัวจริง” ผ่านแคมเปญ “Matcha Social Club” ชวนทุกคนมา Match กับความชอบ ไลฟ์สไตล์ และผู้คนใหม่ ๆ ผ่านประสบการณ์ที่ผสานมัตจะ ดนตรี ศิลปะ แฟชั่น และคอมมูนิตี้ไว้ในที่เดียว ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม – 30 กันยายน 2569 ณ AIS SIAM ตลอดแคมเปญ AIS SIAM จะถูกเนรมิตให้เป็น “Matcha Destination” แห่งใหม่ใจกลางสยาม ด้วยผลงานการออกแบบจากศิลปิน Illustrator รุ่นใหม่ “จูโน่ – ชญากานต์ หรรษคุณาชัย” ผู้ถ่ายทอดคาแรกเตอร์ของ Matcha Social Club ออกมาในสไตล์สดใส สนุก และเต็มไปด้วยพลังของคนรุ่นใหม่ พร้อมมุมถ่ายภาพ จุดเช็กอิน และ Matcha Bar สำหรับนั่งชิล พบปะเพื่อนใหม่ และฟังเพลงในไวบ์ที่ชอบ

พร้อมกันนี้ PLUG Café ยังมีเมนูใหม่ เครื่องดื่มมัตจะสูตรพิเศษ 4 เมนู 4 สไตล์ ให้ทุกคนเลือกแก้วที่ใช่ให้ตรงกับ Mood ของตัวเอง ได้แก่ Summer Daydream การผสมผสานระหว่าง Pure Matcha และแตงโม ให้รสชาติหวานฉ่ำ สดชื่น ดื่มง่าย เหมาะสำหรับวันที่ต้องการเติมความสดใส, Sunrise Matcha การจับคู่ Pure Matcha กับส้มโอ เพิ่มรสเปรี้ยวอมหวานและกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของผลไม้ โดยยังคงเอกลักษณ์ของมัตจะไว้อย่างลงตัว, Golden Grove มัตจะโคลด์โฟมเนื้อนุ่มละมุน ผสานความสดชื่นของส้ม เกิดเป็นรสชาติที่ทั้งหอม นุ่ม และรีเฟรชในแก้วเดียว และ Dirty Matcha มัตจะ รสชาติเข้มลึก เบลนด์เข้ากับนมสด วิปปิ้งครีม วานิลลา และน้ำผึ้ง ให้สัมผัสนุ่มละมุน หอมหวาน และสมดุล เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบมัตจะสไตล์เข้มข้นและครีมมี่ พิเศษ! สำหรับลูกค้า AIS สามารถใช้ AIS POINTS 10 คะแนน และลูกค้าเซเรเนดใช้เพียง 1 คะแนน เพื่อแลกรับส่วนลดเครื่องดื่มมูลค่า 20 บาท

อีกหนึ่งไฮไลต์ของแคมเปญคือ “Moodular Synth” ประสบการณ์อินเทอร์แอ็กทีฟที่ชวนทุกคนมาค้นหา Mood และ Musical Taste ของตัวเอง ผ่านการเชื่อมต่อสาย Synth และปรับแต่ง Filter ตามความรู้สึก ก่อนรับ “Taste Receipt” ซึ่งบันทึกรสนิยมทางดนตรีเฉพาะตัวกลับไปเป็นที่ระลึก พร้อมกันนี้ยังมีกิจกรรมที่จะมาร่วมสร้างสีสันและเชื่อมโยงคอมมูนิตี้ตลอดแคมเปญ ไม่ว่าจะเป็น Matcha Party, Matcha Listening Party และ Matcha Run Club พร้อม Merchandise คอลเลกชันพิเศษ ทั้งเสื้อยืด โปสการ์ด และ Tumbler ที่ออกแบบขึ้นภายใต้คาแรกเตอร์ของ Matcha Social Club โดยสามารถแลกซื้อได้ที่ PLUG Café

แคมเปญ Matcha Social Club สะท้อนความตั้งใจของ AIS SIAM ที่ต้องการเป็นมากกว่าสถานที่นัดพบ แต่คือพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ทดลอง ลงมือเล่น เชื่อมต่อกับผู้คน และพัฒนาความชอบของตัวเอง เพราะทุกความเป็น “ตัวจริง” อาจเริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ ที่เราชอบ ก่อนเติบโตเป็นตัวตนและคอมมูนิตี้ที่ใช่ มาร่วมเลือกแก้วที่ใช่ ค้นหาไวบ์ที่ชอบ และเปิดรับประสบการณ์ใหม่ไปด้วยกันใน AIS SIAM Matcha Social Club ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม – 30 กันยายน 2569 ณ AIS SIAM ติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ทาง Instagram: @aissiam_official