Home Blog Page 2

‘ลำพูนโมเดล’ บูรณาการ 3 พลัง ‘รัฐ-ชุมชน-เอกชน’ ป้องกันไฟป่า ลด PM 2.5 ที่ต้นเหตุ

0

ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ยังคงส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ระบุว่า แหล่งกำเนิดหลักของ PM 2.5 กว่าร้อยละ 64 มาจากภาคป่าไม้ ทำให้การป้องกันไฟป่าตั้งแต่ต้นทางเป็นกลไกสำคัญของการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

จังหวัดลำพูน จึงร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เปิดตัว “โครงการป้องกันไฟป่าและแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5” ณ อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ภายใต้ความร่วมมือกับ สำนักงาน ก.พ.ร. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กรมป่าไม้ และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (ซีพีเอฟ)

โครงการนำร่องครอบคลุมพื้นที่ป่าชุมชนตำบลทาปลาดุกและตำบลทาสบเส้า รวม 12 หมู่บ้าน พื้นที่กว่า 20,000 ไร่ ดำเนินการต่อเนื่อง 3 ปี (พ.ศ. 2569–2571) โดยมุ่งถ่ายทอดความรู้ด้านการป้องกันและควบคุมไฟป่า สนับสนุนอุปกรณ์ จัดตั้งจุดเฝ้าระวัง และส่งเสริมการแปรรูปเศษวัสดุธรรมชาติให้เกิดมูลค่าเพิ่ม

ภาครัฐ … บูรณาการทุกภาคส่วน สร้างต้นแบบความร่วมมือ

นายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน กล่าวว่า ช่วงปลายฤดูหนาวต่อเนื่องฤดูแล้งเป็นช่วงเสี่ยงสูง เนื่องจากมีใบไม้แห้งสะสมจำนวนมาก จังหวัดจึงออกประกาศห้ามเผาในที่โล่ง ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 31 พฤษภาคม 2569 รวม 120 วัน ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายและการขอความร่วมมือจากประชาชน

“ปัญหาไฟป่าส่วนใหญ่เกิดจากฝีมือคน การที่ภาคเอกชนและภาคประชาชนเข้ามาร่วมมือกับภาครัฐในครั้งนี้ ถือเป็นต้นแบบสำคัญของการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างบูรณาการ และจะช่วยเสริมกำลังให้การดูแลพื้นที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น”

ภาคเอกชน … สนับสนุนองค์ความรู้–อุปกรณ์ สร้างความยั่งยืนในพื้นที่

นายเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจอาหารสัตว์บก ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟดำเนินธุรกิจในจังหวัดลำพูนมานานเกือบ 50 ปี และยึดแนวนโยบาย 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืนของเครือซีพี

“ความร่วมมือครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันจากชุมชนเล็ก ๆ แห่งนี้ เรามีความพร้อมทั้งบุคลากรและองค์ความรู้ พร้อมสนับสนุนอุปกรณ์ เช่น เครื่องเป่าลม และจัดอบรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมศักยภาพชุมชนในการป้องกันไฟป่า และต่อยอดสร้างรายได้จากการแปรรูปเศษวัสดุเหลือใช้”

อีกหนึ่งกลไกสำคัญในการร่วมลด PM 2.5 คือ นโยบายการจัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ของซีพีเอฟ ที่ไม่รับซื้อและไม่นำเข้าข้าวโพดจากพื้นที่รุกป่าและพื้นที่เผาแปลง โดยดำเนินระบบตรวจสอบย้อนกลับตั้งแต่ปี 2559 ปัจจุบันข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่จัดหาในประเทศไทยสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ 100% ถึงแปลงปลูก ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลพิกัดแปลงกับเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อประเมินความเสี่ยงการเผา และส่งเสริมการจัดการเศษวัสดุหลังเก็บเกี่ยวแบบปลอดการเผา

ภาคชุมชน … จากแรงคนสู่การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

นายสุชาติ ยานะคำ ประธานวิสาหกิจชุมชนคนฮักป่าทาปลาดุก กล่าวว่า อำเภอแม่ทาเป็นพื้นที่เสี่ยงจุดความร้อนสูงของจังหวัด ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่และชุมชนช่วยกันดูแลป่าอย่างต่อเนื่อง

“เราเคยขาดแคลนอุปกรณ์หลายอย่าง เมื่อบริษัทเข้ามาสนับสนุนเครื่องมือและอบรมความรู้ ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังเห็นโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มจากเศษไม้ใบไม้ในพื้นที่”

ด้าน นายณนธวรรษ ลังกากาศ ประธานวิสาหกิจชุมชนฮักป่าป้องไฟทาสบเส้า กล่าวว่า ในช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมา อุปกรณ์หลักที่ใช้คือคราดและไม้กวาด การสนับสนุนเครื่องเป่าลมจำนวน 50 เครื่องในปีนี้ช่วยให้ควบคุมแนวไฟได้รวดเร็วขึ้น

“เมื่อมีอุปกรณ์และความรู้ที่เหมาะสม การป้องกันไฟป่าจะไม่ใช่ภาระของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งชุมชน”

ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การควบคุมไฟป่าเฉพาะหน้า แต่เป็นการจัดการต้นเหตุอย่างเป็นระบบ เปิดบทบาทให้ชุมชน สร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรท้องถิ่น และยกระดับการดำเนินงานของภาคธุรกิจอย่างโปร่งใสและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

“โครงการป้องกันไฟป่าและแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5” จึงเป็นต้นแบบความร่วมมือรัฐ–เอกชน–ประชาชน ที่มุ่งแก้ปัญหาถึงราก พร้อมต่อยอดสู่พื้นที่อื่นๆ เพื่ออากาศสะอาดและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน.

เกษตรกรบ้านแพ้ว แชร์เคล็ดลับทำให้ลำไยเนื้อแน่น หวานกรอบ เมล็ดเล็ก แห้ง

0

ลำไยพันธุ์พวงทอง ของดีบ้านแพ้ว เพิ่งปิดฤดูกาลเก็บเกี่ยวไปไม่นาน รวมถึงผลผลิตจากสวน 14 ไร่ของ ลุงไพรัช เทียนทอง ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ปลูกลำไยพวงทองบ้านแพ้ว ที่จำหน่ายหมดสวน ได้กำไรเป็นที่น่าพอใจ ผลผลิตออกมาตรงตามเป้าหมาย ทั้งขนาด ความหวาน และคุณภาพที่ตลาดต้องการ

ความสำเร็จในปีนี้ไม่ได้เกิดจากโชค หากแต่เป็นผลจากการปรับแนวคิดการทำสวนอย่างจริงจัง ลุงไพรัชค่อย ๆ ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี หันมาใช้ปุ๋ยหมักอินทรีย์ควบคู่กับ น้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำ อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลำไยพวงทองโดดเด่นด้านคุณภาพ “เนื้อแน่น เมล็ดเล็ก หวานกรอบ” ตามเอกลักษณ์ของบ้านแพ้ว

ลุงไพรัชเล่าว่า เดิมทีสวนใช้ปุ๋ยเคมีเป็นหลัก กระทั่งเมื่อ 5 ปีก่อน เจ้าหน้าที่พัฒนาที่ดินเข้ามาส่งเสริมการทำปุ๋ยหมักจากเศษใบไม้ วัสดุเหลือใช้ในสวน ผลไม้คัดทิ้ง แกลบ ขี้ไก่ และขี้วัว ใช้จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลาย ทำให้ต้นทุนลดลงและดินเริ่มฟื้นตัวต่อมา กรมประมงร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน มาสนับสนุนให้เกษตรกรในอำเภอบ้านแพ้ว และอำเภออื่นๆ ในสมุทรสาคร นำปลาหมอคางดำใช้เป็นวัตถุดิบผลิตน้ำหมักชีวภาพ ผลลัพธ์ที่ได้เกินความคาดหมาย พืชมีความสมบูรณ์ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ใบเขียวเข้ม หนา เงาสวย ใบร่วงน้อยลง ลำต้นใหญ่และแข็งแรงขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตต่อต้นเพิ่มขึ้น และรสชาติหวานกรอบตามมาตรฐาน GI

จุดเด่นของน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำ คือการเป็นแหล่งธาตุอาหารธรรมชาติ ทั้งธาตุหลักและธาตุรอง ช่วยบำรุงดิน ใบ และผลอย่างสมดุล เมื่อใช้สม่ำเสมอสามารถลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีได้ชัดเจน ต้นทุนการผลิตลดลง ขณะที่คุณภาพผลผลิตกลับเพิ่มขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกร
สูตรการทำน้ำหมักชีวภาพของลุงไพรัช ใช้ปลาหมอคางดำบดหรือหั่น 3 ส่วน กากน้ำตาล 1 ส่วน สับปะรดทั้งหัว หรือเปลือกสับปะรด 1 ส่วน และจุลินทรีย์ EM หรือ พด.2 1 ส่วน ผสมให้เข้ากัน หมักในที่ร่มประมาณ 3 เดือน แต่ต้องหมั่นคนเป็นประจำทุกวัน เมื่อหมักได้ที่ลุงไพรัชจะนำน้ำหมักมาผสมน้ำในอัตรา 1 ต่อ 100 ใช้ฉีดพ่นและรดต้นลำไย ลดได้บ่อย ยิ่งบ่อยยิ่งดี

นอกจากประโยชน์ด้านการเกษตรแล้ว การนำปลาหมอคางดำมาแปรรูปเป็นน้ำหมักชีวภาพ ยังช่วยลดปริมาณปลาต่างถิ่นในแหล่งน้ำของสมุทรสาคร เป็นแนวทางจัดการทรัพยากรที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม ชาวบ้านสามารถจับปลาเพื่อนำมาผลิตน้ำหมัก หรือจำหน่ายเป็นวัตถุดิบ สร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชน

สวนของลุงไพรัชได้รับตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของลำไยบ้านแพ้วตั้งแต่ปี 2563 ไม่เพียงเป็นเครื่องการันตีคุณภาพ แต่ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์เรียนรู้ให้เกษตรกรและผู้สนใจเข้ามาศึกษาดูงาน แนวทางการใช้น้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำจึงสะท้อนภาพเกษตรกรรมที่พึ่งพาธรรมชาติอย่างชาญฉลาด

เรื่องราวจากสวนลำไยบ้านแพ้วพิสูจน์ให้เห็นว่า นวัตกรรมที่เรียบง่ายและใช้ทรัพยากรในท้องถิ่น สามารถยกระดับทั้งผลผลิต รายได้ และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน พร้อมเติบโตไปกับสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล

รู้เก็บรู้ออม : SET Fin Quizz เครื่องมือเช็กระดับความรู้การเงินการลงทุนของคนไทย

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง"  หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

“ความไม่รู้”  นับเป็นอุปสรรคสำคัญที่กีดขวางความเจริญก้าวหน้าในชีวิตของคนเรา  เพราะ “ความรู้”  เป็นรากฐานสำคัญของชีวิตและการพัฒนาตัวเองแล้ว  การใช้ชีวิตแบบช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย จะทำให้ชีวิตไม่มีแบบแผน  และไม่รู้จักตัวเอง  ย่อมก่อให้เกิดปัญหาหนี้สินล้นพันตัว, มีรายได้แต่ไม่พอใช้,  ไม่มีเงินเก็บออม ทั้งหมดนี้ ล้วนแต่เกิดมาจากความไม่รู้ หรือ ขาดทักษะพื้นฐานทางด้านการเงินและการลงทุน

“ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย”  จึงเห็นว่า การจะแก้ปัญหาเหล่านี้แบบตรงจุด คือ ต้องเริ่มจากการส่งเสริมให้คนไทยมีความรู้เรื่องการเงินการลงทุน จึงได้พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล  SET Fin Quizz  มาตั้งแต่ปี 2564 เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยเช็กระดับความรู้เรื่องการเงินการลงทุนว่า อยู่ในระดับ  “เริ่มรู้” “เรียนรู้” หรือ “รอบรู้” จะได้เติมเต็มและต่อยอดความรู้ได้แบบถูกต้อง

SET Fin Quizz  มีแบบทดสอบ 3 ชุด เริ่มจาก 1. แบบทดสอบความรู้การเงินในชีวิตประจำวัน “Know Your Money”  มีคำถามและเนื้อหาครอบคลุมเรื่องการบริหารรายรับ, การบริหารรายจ่าย, การบริหารหนี้สิน, การบริหารเงินออม, การบริหารการลงทุน และการบริหารความเสี่ยงของชีวิตและทรัพย์สิน, 2. แบบทดสอบความรู้การลงทุนในหลักทรัพย์  “Ready to Invest”   โดยมีคำถามและเนื้อหาครอบคลุมเรื่องอัตราผลตอบแทนและความเสี่ยง, การกระจายการลงทุน, ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับหลักทรัพย์, ประเภทของกลุ่มสินทรัพย์ลงทุน/จัดสรรกลุ่มสินทรัพย์ลงทุนที่เหมาะสม และการสร้างประสบการณ์การลงทุน และ  3.   แบบทดสอบความรู้การเลือกหุ้น “Fit to Invest”   ครอบคลุมเนื้อหาเรื่องหลักการวิเคราะห์หุ้นและเศรษฐกิจ, การวิเคราะห์อุตสาหกรรม, การวิเคราะห์บริษัท, การประเมินมูลค่าหุ้น และการวิเคราะห์ทางเทคนิค

ล่าสุดในปี 2568 มีผู้ทำแบบทดสอบทั้งหมด 61,498 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้ทำแบบทดสอบ Know Your Money  40,237 คน พบว่า เกือบครึ่ง (47.01%) อยู่ในระดับ “เรียนรู้” แม้จะมีความเข้าใจเรื่องพื้นฐานได้ดี แต่ยังมีจุดที่ต้องระวัง เพราะเรื่องที่ตอบผิดกันมากที่สุดคือ ผลตอบแทนจากการลงทุน (49%) การจัดพอร์ตลงทุน (41%) และดอกเบี้ยทบต้น (36%)

เมื่อขยับมาดูเรื่องความพร้อมก่อนลงสนามลงทุนกับแบบทดสอบ  Ready to Invest  ที่มีผู้ทดสอบ 19,271 คน พบว่า ส่วนใหญ่กว่า 59% ยังอยู่ในระดับ “เริ่มรู้” เท่านั้น และมีจุดอ่อนสำคัญคือความเข้าใจเรื่อง การเปิดบัญชีซื้อขายหุ้น  ที่มีคนตอบผิดสูงถึง 62% ตามด้วย มูลค่าพอร์ตการลงทุน 60% และความสามารถในการรับความเสี่ยง 59%  

ส่วนความรู้ในการเลือกหุ้นกับแบบทดสอบ Fit to Invest   มีผู้ทดสอบ 1,990 คน  เกือบ 38% ยังอยู่แค่ระดับเริ่มรู้ และไม่มีทักษะเลือกหุ้นที่ดีพอ เห็นได้จากเรื่องที่ตอบผิดมากที่สุด คือ  การวิเคราะห์หุ้น (56%) วัตถุประสงค์ของการวิเคราะห์หุ้น (50%) และการประเมินมูลค่าหุ้นจากเงินปันผล (46%)

“คุณนายพารวย” อยากชวนให้พวกเราก้าวข้าม “ความไม่รู้”  เข้าร่วมทำแบบทดสอบ SET Fin Quizz   และไม่ต้องกังวลไปเรื่องผลการทดสอบ เพราะเราจะได้รู้จุดอ่อนด้านการเงินของตัวเอง ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็มีเครื่องมือที่จะช่วยเราอุดช่องโหว่ให้กับเรา โดยแบบทดสอบทั้ง 3 ชุดจะเชื่อมโยงไปยังแหล่งความรู้ที่ตรงจุดหลังจากทดสอบเสร็จ ไม่ต้องเสียเวลาค้นหา ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตร SET e-Learning , สื่อเรียนรู้บนเว็บ SET Investnow , INVESTORY  และเว็บไซต์ห้องสมุดมารวย ใครที่อยากเช็กความพร้อมของตัวเอง สามารถลองเข้าไปทำแบบทดสอบได้เลย ฟรี ที่  https://finquizz.setgroup.or.th

คุณนายพารวย

AIS Academy จับมือ BOI เปิด 9 คอร์สสกิลดิจิทัลมาแรง ให้คนไทยเรียนฟรี!รับ “Digital Badge” ทันที หนุนไทยปั้นกำลังคน Digital Talents สู่ศูนย์กลางเทคของอาเซียน

0

ด้วยความเชื่อว่า “คน” คือพลังสำคัญที่สุดของการขับเคลื่อนประเทศ AIS Academy จึงเดินหน้า “ภารกิจคิดเผื่อเพื่อคนไทย” ผนึกกำลังกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และพันธมิตรบริษัทเทคชั้นนำระดับโลก อย่าง HUAWEI และ Microsoft เปิดตัวโครงการ “AIS Academy X BOI STEM++” แจกคอร์สเรียนพัฒนาทักษะเชิงลึกด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี เพื่อยกระดับศักยภาพกำลังคนไทยให้พร้อมแข่งขันในเศรษฐกิจยุคดิจิทัล ผ่านการเรียนรู้แบบออนไลน์ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย บนแพลตฟอร์ม LearnDi for Thais ที่ออกแบบให้คนไทยเข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างสะดวก ยืดหยุ่น และเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา เรียนจบ รับ “Digital Badge” ทันที เพื่อต่อยอดสู่โอกาสในสายงานเทคได้อย่างมั่นใจ พร้อมมุ่งสร้าง High-Skill Workforce รองรับความต้องการทักษะแห่งอนาคตของภาคอุตสาหกรรม และเสริมความพร้อมของประเทศไทยสู่การเป็นฐานลงทุนเทคโนโลยีสำคัญ ทั้ง AI, Data Center และ Cloud ตอกย้ำศักยภาพไทยในการก้าวสู่ ศูนย์กลาง Digital Talents ของอาเซียน บนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับประเทศอย่างแข็งแกร่ง นางสาวกานติมา

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า “AIS เชื่อว่ารากฐานสำคัญของประเทศในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่ใช่แค่โครงข่ายหรือเทคโนโลยี แต่คือ ‘คน’ ดังนั้นโครงการที่ AIS Academy ร่วมมือกับ BOI ในครั้งนี้ จึงเป็นอีกก้าวของภารกิจคิดเผื่อเพื่อคนไทย ที่ต้องการให้คนไทยทุกคนเข้าถึงทักษะแห่งอนาคตได้จริง เรียนได้จริง และนำไปใช้ได้จริง เพื่อยกระดับขีดความสามารถของแรงงานไทยให้พร้อมต่อการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม และรองรับการเติบโตของระบบนิเวศดิจิทัลของประเทศ โดยเฉพาะโอกาสที่ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของอาเซียน และเป็นจุดหมายการลงทุนของผู้ให้บริการ Hyperscaler จากทั่วโลกเข้ามาลงทุน ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่า ‘Digital Talents’ คือกำลังหลักในการขับเคลื่อนประเทศให้ใช้ประโยชน์จากโอกาสดังกล่าวได้อย่างเต็มศักยภาพ ขณะเดียวกัน โครงการนี้ยังเป็นอีกทางเลือกสำคัญสำหรับองค์กรที่ต้องการสนับสนุนการพัฒนาทักษะบุคลากรให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง เอไอเอสหวังว่า โครงการนี้จะเป็นพื้นที่ที่ทุกคน ทั้งบุคคลทั่วไปและองค์กร ได้เริ่มต้นอัปสกิลอย่างมั่นใจ สร้างโอกาสใหม่ในสายงานเทค และร่วมกันยกระดับขีดความสามารถของประเทศอย่างยั่งยืน”โครงการ

โครงการ AIS Academy X BOI STEM++ เปิดให้เรียนฟรี 9 หลักสูตรทักษะดิจิทัลแห่งอนาคต ที่กำลังมาแรง ครอบคลุม 3 สายหลัก ได้แก่ AI & Automation, Cloud และ Cybersecurity โดยเนื้อหาหลักสูตรได้รับการออกแบบโดย AIS Academy ร่วมกับพันธมิตรเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก เพื่อให้สอดคล้องกับทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการและการใช้งานจริงในโลกการทำงาน ขณะเดียวกันทุกหลักสูตรยังได้รับการรับรองโดย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งประกอบด้วยเนื้อหา

Build Intelligent Workflow with Power Automate and AI Builder : สร้างระบบอัตโนมัติในองค์กรด้วย Power Automate และ AI Builder

  1. Build Apps Fast and Easy with Power Apps : สร้าง Apps แบบ No-code ด้วย Power Apps
  2. Build Intelligent Chatbots with Copilot Studio : สร้าง Chatbot อัจฉริยะด้วย Copilot Studio
  3. Cloud Essential and Cloud Migration with Microsoft Azure : ยกระดับความเข้าใจ Cloud และการย้ายระบบสู่ Microsoft Azure
  4. Cybersecurity for General Professional by Huawei & AIS Academy : หลักสูตรเข้มข้นด้าน Cybersecurity ที่ปูพื้นทั้งเทคโนโลยีความปลอดภัย การตระหนักรู้ภัยไซเบอร์
  5. Cybersecurity for IT Professional by Huawei & AIS Academy : ลงลึกด้านความปลอดภัยสารสนเทศ ความปลอดภัยเครือข่าย และการเข้ารหัสข้อมูล ครบทั้งนโยบาย มาตรการป้องกัน และการประยุกต์ใช้จริง
  6. Cloud Infrastructure & Service by Huawei & AIS Academy : พื้นฐาน Cloud Computing และบริการ
  7. Compute/Network/Storage บน Huawei Cloud Cloud
  8. Business Professional by AIS Academy : หลักสูตรสำหรับองค์กรไทยที่ต้องการวางกลยุทธ์ ออกแบบ และดูแลระบบบน Cloud ให้ปลอดภัย คุ้มค่า และสอดคล้องข้อกฎหมายไทย
  9. Prompt Engineering & Agentic AI by AIS Academy : แนวทางการอบรมนี้มุ่งเน้นเสริมทักษะด้าน Digital, Data และ AI ให้ผู้เรียนเข้าใจและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะในงานจริง

รูปแบบการเรียนเป็น E-Learning บนแพลตฟอร์ม LearnDi for Thais มาพร้อมระบบแบบทดสอบ การประเมินผล การแจ้งเตือน และรายงานความก้าวหน้าการเรียนรู้ โดยแต่ละหลักสูตรใช้เวลาเรียนเฉลี่ย 10–20 ชั่วโมง เปิดสอนทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และเมื่อเรียนจบ จะได้รับ Digital Badge ทันที เพื่อยืนยันทักษะอย่างเป็นทางการ พร้อมต่อยอดสู่การพัฒนาสายอาชีพดิจิทัลและการเป็นกำลังคนทักษะสูงที่ตลาดแรงงานต้องการความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการผสานพลังภาครัฐและเอกชน เพื่อขยายโอกาสการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีให้แก่คนไทยในวงกว้าง ต่อยอดสู่ความชำนาญที่ตลาดต้องการจริง ช่วยให้ภาคธุรกิจปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างมั่นใจ และเพิ่มศักยภาพประเทศในการรองรับโครงการขนาดใหญ่บนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับโลก

ทั้งนี้ โครงการ AIS Academy X BOI STEM++ เปิดโอกาสให้ บุคคลทั่วไป พนักงานองค์กร และผู้เริ่มต้นทำงาน/บัณฑิตจบใหม่ ที่มีวุฒิการศึกษา ปวส. ขึ้นไป เข้าร่วมการเรียนรู้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เปิดรับลงทะเบียนแล้วตั้งแต่วันนี้ – 31 มีนาคม 2569 ที่ https://www.aisacademy.com/thskillbridge

ยกระดับ “ถนนพระราม 6” เป็นถนนปลอดบุหรี่มวน-บุหรี่ไฟฟ้า 100% รับวันวาเลนไทน์ 69 ปกป้องคนเมืองจากควันบุหรี่มือสอง

0

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ สำนักงานเขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร และ13 องค์กรย่านถนนพระราม 6 จัดกิจกรรมรณรงค์ “ถนนพระราม 6 ปลอดบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้า” ชูแนวคิดการแบ่งปันความรักด้วยอากาศบริสุทธิ์ มุ่งคุ้มครองสิทธิของผู้ไม่สูบบุหรี่ และสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยจากควันบุหรี่มือสองบนพื้นที่สาธารณะ รวมถึงทางเดินเท้าที่มีคนสัญจรจำนวนมากศาสตราจารย์คลินิก

นายแพทย์อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “ในฐานะสถาบันการแพทย์ที่ตั้งอยู่บนถนนเส้นนี้ เราตระหนักถึงอันตรายของควันบุหรี่มือสองและละอองไอจากบุหรี่ไฟฟ้าที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ป่วย เด็ก และบุคลากรทางการแพทย์ที่สัญจรไปมา การทำให้ถนนพระราม 6 ปลอดบุหรี่ จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคระบบทางเดินหายใจและโรคหัวใจเฉียบพลัน ซึ่งเป็นภัยเงียบที่มากับอากาศที่เราหายใจร่วมกันในที่สาธารณะ”

รองศาสตราจารย์ ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า “การยกระดับถนนพระราม 6 ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของการบริหารจัดการเมืองตามนโยบายสุขภาพดี (Healthy City) ของ กรุงเทพมหานคร เราเล็งเห็นว่าถนนเส้นนี้เป็นย่านนวัตกรรมสุขภาพที่มีโรงพยาบาลและสถานศึกษาหนาแน่น การปล่อยให้มีควันบุหรี่และละอองฝอยจากบุหรี่ไฟฟ้าในที่สาธารณะ เป็นการซ้ำเติมสุขภาพของผู้ป่วยและประชาชนที่สัญจรไปมา”

นายอภิชาต แสนมาโนช ผู้อำนวยการเขตราชเทวี กล่าวว่า “สำนักงานเขตราชเทวีมีความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนนโยบาย ‘มหานครปลอดบุหรี่’ เพื่อก้าวไปสู่การเป็น Healthy City อย่างเต็มรูปแบบ ตามนโยบายของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร การนำร่องที่ถนนพระราม 6 ซึ่งเป็นย่านสถาบันการแพทย์ที่สำคัญ ถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการจัดการพื้นที่สาธารณะ โดยเราจะเน้นการจัดระเบียบทางเท้าและจุดรอรถโดยสารให้เป็นเขตปลอดบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถใช้ชีวิตในเมืองได้อย่างมีสุขภาวะที่ดี”

ด้าน เรืออากาศเอก นายแพทย์สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า “สารพิษในบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสาเหตุหลักของโรคมะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะมะเร็งปอด ซึ่งผู้ที่ได้รับควันมือสองมีความเสี่ยงไม่ต่างจากผู้สูบเอง การรณรงค์ครั้งนี้จึงเป็นการป้องกันตั้งแต่ต้นเหตุ เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยรายใหม่และสร้างค่านิยมใหม่ให้สังคมตระหนักว่า การไม่สูบบุหรี่ในที่สาธารณะคือการแสดงความรับผิดชอบต่อเพื่อนมนุษย์”

ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เปิดเผยว่า ถนนพระราม 6 เป็นเส้นทางที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ด้านสาธารณสุข เนื่องจากเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลหลายแห่ง สถาบันวิจัย และสถานที่ราชการ การทำให้ถนนสายนี้เป็น “ถนนปลอดบุหรี่” เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมในการปกป้องสิทธิของคนไม่สูบบุหรี่ที่จะไม่ต้องได้รับควันบุหรี่มือสองในพื้นที่ทางเดินเท้าและจุดรอรถโดยสารสาธารณะ ซึ่งมีประชาชนร้องเรียนมาทางช่องทางของสำนักงานเขตราชเทวีและทางโรงพยาบาลรามาธิบดี การรณรงค์ครั้งนี้มุ่งหวังเพื่อให้ถนนพระราม 6 เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับลมหายใจของทุกคน และผมหวังว่า “ถนนพระราม 6 ปลอดบุหรี่” เส้นนี้ จะเป็นต้นแบบถนนปลอดบุหรี่ของกรุงเทพมหานครต่อไป”

นพ.ประกิต กล่าวกิจกรรมภายในงานประกอบด้วยการปักหมุดสัญลักษณ์ “ถนนปลอดบุหรี่” ตลอดเส้นทางถนนพระราม 6 เพื่อตอกย้ำความปลอดภัยของประชาชนทุกคนในย่านการแพทย์ราชเทวี รวมถึงการเชิญชวนร้านค้าและสถานประกอบการริมทางร่วมเป็นเครือข่ายเฝ้าระวัง ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 กำหนดให้พื้นที่สาธารณะและทางเท้าเป็นเขตปลอดบุหรี่ ผู้ที่ฝ่าฝืนสูบบุหรี่มีโทษปรับทางกฎหมายไม่เกิน 5,000 บาท จึงขอเชิญชวนประชาชนผู้สัญจรบนถนนพระราม 6 ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมไร้ควัน หากพบเห็นการสูบบุหรี่ในพื้นที่ห้ามสูบ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่หรือช่วยกันรณรงค์อย่างสุภาพ เพื่อให้เกิดสังคมปลอดบุหรี่อย่างยั่งยืน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม:งานสร้างเสริมสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

AIS 3BB FIBRE 3 จับมือ CIB ลุยแม่สาย กวาดล้างมิจฉาชีพ ลักลอบเชื่อมต่ออุปกรณ์เถื่อนข้ามแดน ตัดวงจรภัยออนไลน์

0

AIS 3BB FIBRE3 เดินหน้าตรวจสอบการใช้งานโครงข่ายอย่างเชิงรุก และต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยมีการทำงานร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเพื่อสกัดการนำอินเทอร์เน็ตไปใช้ในทางผิดกฎหมาย ล่าสุด ได้ประสานความร่วมมือกับตำรวจสอบสวนกลาง (CIB)ลงพื้นที่ตรวจสอบอพาร์ทเมนต์ใน อ.แม่สาย จ.เชียงราย หลังตรวจพบรูปแบบการใช้งานที่ผิดปกติและเข้าข่ายต้องสงสัย จึงเข้าตรวจสอบเชิงเทคนิคเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงและดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย เพื่อป้องกันการนำโครงข่ายไปใช้ในทางผิดกฎหมาย และสกัดความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์

ในการปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ CIB พร้อมทีมเทคนิคจาก AIS 3BB FIBRE3 เข้าตรวจสอบจุดต้องสงสัยภายในอพาร์ทเมนต์ดังกล่าว พบห้องบางส่วนไม่มีการอยู่อาศัย แต่ตรวจพบการติดตั้งอุปกรณ์เครือข่ายและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะดัดแปลงเพื่อทำหน้าที่เป็น “จุดรวม–กระจายสัญญาณ” รวมถึงการตั้งค่าระบบ VPN และอุปกรณ์เชื่อมต่อที่มีพฤติการณ์มุ่งส่งผ่านทราฟฟิกไปยังปลายทางต่างประเทศ

จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า มิจฉาชีพมีการลับลอบใช้งานเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของผู้ให้บริการมากกว่า 1 ราย เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการระงับสัญญาณที่เกี่ยวข้องทันที พร้อมตรวจยึดอุปกรณ์สำคัญไว้เป็นของกลาง เพื่อใช้ประกอบการสืบสวนขยายผล ทั้งในส่วนของผู้เกี่ยวข้อง เส้นทางการได้มาของอุปกรณ์ และความเชื่อมโยงด้านธุรกรรมการเงินที่อาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ร่วมขบวนการ สะท้อนรูปแบบการติดตั้งที่พยายามกระจายช่องทางการเชื่อมต่อเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียดเชิงเทคนิคเพิ่มเติมอย่างรัดกุม

AIS 3BB FIBRE3 ยืนยันเดินหน้าความร่วมมือกับหน่วยงานความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง ยกระดับมาตรการเฝ้าระวังการใช้งานผิดปกติในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะแนวชายแดน เพื่อป้องกันการลักลอบใช้โครงข่ายไปสนับสนุนการกระทำผิด และร่วมปกป้องประชาชนจากภัยหลอกลวงและอาชญากรรมออนไลน์อย่างจริงจัง ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเร่งขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องทุกส่วนที่เชื่อมโยงกับการกระทำผิด

AIS SIAM เสิร์ฟความสุขตลอดเดือนกุมภาพันธ์ จัดเต็ม LOVE, LUCK และ LIFESTYLE ใจกลางสยาม

0

AIS SIAM คอมมูนิตี้สเปซเจนซีใจกลางสยาม พื้นที่ของคนชอบเล่น จนได้เป็นตัวจริงต้อนรับความสุขตลอดเดือนกุมภาพันธ์นี้ พร้อมวัยรุ่น Gen-C (Creative Generation) เตรียมพลังความครีเอทีฟแล้วออกมาปักหมุดที่ AIS SIAM จุดนัดพบใจกลางสยามที่รวมทุกไลฟ์สไตล์ไว้ในที่เดียว ให้ทุกคนมาสร้างโมเมนต์ใหม่ๆ ที่แชร์ได้จริง คอนเทนต์ปังได้ทุกมุม ไม่ว่าจะสายรัก สายมู หรือสายปาร์ตี้ เพราะเดือนนี้ AIS SIAM มีให้ครบแบบจัดเต็มกับ 3 ไฮไลท์กิจกรรมใหญ่ตลอดเดือน ทั้ง LOVE เทศกาลวาเลนไทน์, LUCK เทศกาลตรุษจีน, และ LIFESTYLE ปาร์ตี้กาแฟรูปแบบใหม่กับ 5 อินฟลูเอนเซอร์รุ่นใหม่ชื่อดัง โดยเริ่มที่

LOVE เทศกาลแห่งความรัก วันวาเลนไทน์ ในวันที่ 14 – 15 ก.พ. 2569

  • ชวนชาวสยามมาปลดล็อกโหมดคนโสด “เปิดวาร์ป” กลางสยาม ที่จอ Window of SIAM หน้าตึก AIS SIAM
  • ชิมเมนูพิเศษรับวาเลนไทน์ กับเมนู “Marsh You Mine” จาก PLUG café พิเศษ! ลูกค้า AIS ใช้ AIS POINTS 10 คะแนน แลกส่วนลด 20 บาท ได้ตั้งแต่วันนี้ – 28 ก.พ. 2569
  • เก็บโมเมนต์ ถ่ายรูปกับคนรู้ใจจาก Instax พร้อมรับ ดอกกุหลาบแทนใจฟรี เมื่อซื้อสินค้าหรือบริการที่ AIS SIAM หรือ PLUG café ตั้งแต่ 100 บาทขึ้นไป
  • เอาใจคนมีคู่กับโปร มา 2 จ่าย 1 เมื่อใช้บริการหรือเล่นเกมที่ AIS SIAM ชั้น 2 Community Space

LUCK ต้อนรับตรุษจีน แจกอั่งเปาซองสุ่ม ในวันที่ 16 – 18 ก.พ. 2569  เพียงใช้บริการในร้าน AIS SIAM ครบทุก 100 บาท รับสิทธิ์ลุ้นอั่งเปา 1 สิทธิ์ (สูงสุด 3 สิทธิ์/ใบเสร็จ) ภายในซองมีคูปองสุดคุ้ม อาทิ คูปองเครื่องดื่มฟรี! จาก PLUG caféคูปองส่วนลดสินค้า จาก AIS Shop (เฉพาะสาขา AIS SIAM) และ คูปองเล่นเกม 1 ชั่วโมง ฟรี! 1 ชั่วโมง ที่ชั้น 2 Community Hub AIS SIAM

LIFESTYLE ปาร์ตี้กาแฟรูปแบบใหม่ งาน PLUG Coffee Party: Your Cute Maid.LIVE ในวันที่ 22 ก.พ. 2569 สายปาร์ตี้ห้ามพลาด! เมื่อ AIS SIAM x Siam Dek Len ชวนเปิดประสบการณ์ Coffee Party สุดคิวท์ในธีม Maid Café ฉีกกฎปาร์ตี้แบบเดิมๆ กับการรวมตัวครั้งแรกของ 5 อินฟลูเอนเซอร์รุ่นใหม่ ได้แก่ เรียวตะ, นอร์ท บ้านกูเอง, กล้ามเหลว, แอล และ เดฟ ที่จัดเซอร์ไพรส์ให้แฟนคลับได้ร่วมกิจกรรม Coffee Party อย่างใกล้ชิด ภายในงานจัดเต็มทั้ง การร่ายมนต์รับเครื่องดื่ม, โชว์สุดพิเศษที่มาเปิดตัวที่แรกและที่เดียวเท่านั้น นอกจากนี้ยังเตรียมสินค้าของที่ระลึกสุดพิเศษอีกมากมาย ลงทะเบียนได้ทาง IG : Siam Dek Len ตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ. 2569 เป็นต้นไป

กุมภาพันธ์นี้ มาเป็นตัวเองให้สุด แล้วสนุกให้ครบทุกโหมดที่ AIS SIAM พื้นที่ของคนรุ่นใหม่สายครีเอทีฟ Gen C ที่พร้อมให้คุณมาเจอเพื่อนใหม่ เก็บโมเมนต์ ฟินกับโปร และปล่อยความสนุกแบบเต็มแม็กซ์ตลอดเดือน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ IG : AIS SIAM

AIS 3BB FIBRE 3 เปิดตัว “สถานีติดเน็ตบ้าน” จับมือ IT City, Jaymart และ TG Phone กว่า 600 สาขาทั่วไทย

0

AIS 3BB FIBRE 3 ขยาย “สถานีติดเน็ตบ้าน” จุดให้บริการและติดตั้งอินเทอร์เน็ตบ้าน ที่เพิ่มการให้บริการไปยังร้านไอทีพาร์ทเนอร์ชั้นนำทั่วประเทศ ได้แก่ IT City, Jaymart และ TG Phone รวมถึงช่องทางบริการจาก AIS เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้า สามารถเข้าถึงบริการเน็ตบ้านได้ง่าย ครอบคลุมใกล้บ้านยิ่งขึ้น สามารถสมัครแพ็กเกจ พร้อมรับคำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องอินเทอร์เน็ตบ้านจากผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพ เสริมความมั่นใจและความน่าเชื่อถือในทุกขั้นตอนการสมัคร รวมจุดบริการกว่า 600 สาขาทั่วประเทศ ตอบโจทย์ลูกค้าที่มองหาอินเทอร์เน็ตบ้านที่สะดวก รวดเร็ว และเชื่อถือได้ รวมถึงประสานงานการติดตั้งได้อย่างรวดเร็วในมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

 นายยอดชาย อัศวธงชัย หัวหน้าหน่วยธุรกิจการค้า ธุรกิจบรอดแบนด์ AIS กล่าวว่า “การเปิดตัว ‘สถานีติดเน็ตบ้าน’ คือการขยายช่องทางจำหน่ายเชิงกลยุทธ์ผ่านโมเดล Partnership ภายใต้แนวคิด รวมกันเพื่อชีวิตที่ดีมากกว่า BOOST YOUR BRIGHTER FUTURE เราต้องการยกระดับการเข้าถึงบริการบรอดแบนด์ไฟเบอร์คุณภาพสูงให้สะดวกและใกล้ตัวมากยิ่งขึ้น AIS 3BB FIBRE 3 จึงผสานความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานไฟเบอร์ที่ครอบคลุมมากที่สุดในประเทศ เข้ากับเครือข่ายร้านไอทีพาร์ทเนอร์ชั้นนำ เพื่อสร้างประสบการณ์แบบ Omni-channel ที่ลูกค้าสามารถสมัครและรับบริการได้ง่าย ใกล้บ้าน และมั่นใจได้ในมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ โดยกลยุทธ์นี้ช่วยให้ AIS 3BB FIBRE 3 เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้หลากหลายยิ่งขึ้น ทั้งกลุ่มนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน และครอบครัว พร้อมยกระดับกระบวนการสมัครให้สะดวก รวดเร็ว และได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง ตอกย้ำแนวคิด MORE CONNECTIVITY ครอบคลุมและเข้าถึงทุกคนได้มากกว่า, MORE OPPORTUNITY เพิ่มโอกาสและศักยภาพที่มากกว่า และ MORE HAPPINESS ความสุขที่ได้มากกว่า ผ่านบริการดิจิทัลและความบันเทิงที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ในบ้าน”

“สถานีติดเน็ตบ้าน” คือจุดบริการเน็ตบ้านที่ขยายครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ให้เข้าถึงได้อย่างสะดวก รวดเร็ว พร้อมรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ และประสานงานการติดตั้งได้อย่างสะดวกและรวดเร็วในจุดเดียว ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ AIS 3BB FIBRE 3 ในการทำให้เน็ตบ้านคุณภาพสูงเข้าถึงง่าย ใกล้บ้าน และเชื่อถือได้สำหรับทุกคนทั่วประเทศ

สามารถสมัครแพ็กเกจเสริมดูฟุตบอลพรีเมียร์ลีกทุกแมตซ์และเอฟเอคัพ ราคาพิเศษเพียง 199 บาท / เดือน (ปกติ 299 บาท / เดือน) เมื่อสมัครเน็ตบ้าน AIS 3BB FIBRE3 แพ็กเกจใดก็ได้ เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด ตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 31 พ.ค. 69 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ais.th/consumers/fibre/package/premier/general

เมืองไทยประกันชีวิต รุกมาตรฐานใหม่ประกันอุบัติเหตุ ขยายอายุรับประกันถึง 85 ปี คุ้มครองสูงสุด 10 ล้านบาท ทั่วโลก 24 ชม. พร้อมสิทธิประโยชน์สุขภาพครบวงจร

0

เมืองไทยประกันชีวิต เดินหน้ายกระดับมาตรฐานการคุ้มครองอุบัติเหตุในธุรกิจประกันชีวิต เปิดตัวผลิตภัณฑ์ความคุ้มครองรูปแบบใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับสังคมทุกช่วงวัย ด้วยการขยายอายุรับประกันภัยและมอบความคุ้มครองการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุสูงสุด 10 ล้านบาท และครอบคลุมทั่วโลกตลอด 24 ชั่วโมง เปิดขายอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนมกราคม 2569

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บริษัทฯ ยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองของธุรกิจประกันชีวิตอย่างต่อเนื่อง วันนี้เราขยายอายุรับประกันภัยสูงสุดถึง 85 ปี พร้อมความคุ้มครองทั่วโลกตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้คนไทยทุกช่วงวัยสามารถใช้ชีวิต เดินทาง และดูแลคนที่รักได้อย่างมั่นใจในทุกก้าวของชีวิต นี่คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญของเราในการผสานความคุ้มครอง นวัตกรรม และการดูแลสุขภาพไว้ในระบบเดียว เพื่อสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้กับลูกค้าและสังคมไทย”  ในโอกาสนี้ บริษัทฯ นำเสนอ 2 ทางเลือกความคุ้มครอง ได้แก่

สาระ ล่ำซำ
สาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

PA Pay Max ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลแบบ “เต็มแม็กซ์” ที่ดูแลครบตั้งแต่ ค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ ซึ่งสามารถเข้ารับการรักษาใน โรงพยาบาลคู่สัญญาโดยไม่ต้องสำรองจ่าย ตามวงเงินที่เลือก พร้อมเงินชดเชยรายได้ระหว่างการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลฐานะผู้ป่วยใน เพื่อช่วยลดผลกระทบด้านรายได้เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน อีกทั้งยังมอบหลักประกันให้ครอบครัว ด้วยความคุ้มครองกรณี เสียชีวิต ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง หรือสูญเสียอวัยวะจากอุบัติเหตุ วงเงินสูงสุด 10 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 2 เท่า หากเกิดจาก อุบัติเหตุสาธารณะ พร้อมความคุ้มครอง ตลอด 24 ชั่วโมงทั่วโลก รองรับทุกไลฟ์สไตล์การเดินทางและการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบัน

PA Easy Plan Rider สัญญาเพิ่มเติมเพื่อความยืดหยุ่น ให้ผู้เอาประกันสามารถ “เลือก–ปรับ–เพิ่ม” ความคุ้มครองได้ตามความต้องการ ครอบคลุม เงินชดเชยกรณีเสียชีวิต ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง    หรือสูญเสียอวัยวะจากอุบัติเหตุ พร้อม ค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ และสามารถเลือกซื้อ บันทึกสลักหลังขยายความคุ้มครองในวันหยุดนักขัตฤกษ์ เพื่อเพิ่มวงเงินคุ้มครองเป็น 2 เท่า ในวันที่มีความเสี่ยงสูง อีกทั้งยังให้ความคุ้มครอง ทั่วโลกตลอด 24 ชั่วโมง และเปิดรับผู้เอาประกันตั้งแต่อายุ  30 วัน ถึง 85 ปี เหมาะสำหรับการออกแบบแผนความคุ้มครองให้สอดคล้องกับทุกช่วงชีวิต

นอกจากนี้ ผู้ถือกรมธรรม์ PA Pay Max ยังได้รับ สิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร ผ่านบริการของเมืองไทยประกันชีวิต อาทิ MTL Health Buddy ผู้ช่วยส่วนตัวด้านสุขภาพสำหรับให้คำปรึกษา ค้นหาแพทย์เฉพาะทาง นัดหมายโรงพยาบาล และคำแนะนำเรื่องยา รวมถึงการใช้ MTL Click Application เพื่อตรวจสอบกรมธรรม์ ยื่นเคลมออนไลน์ ชำระเบี้ย ปรึกษาแพทย์ผ่านวิดีโอคอล และแลกคะแนน Smile Point เพื่อรับสิทธิพิเศษต่าง ๆ ตลอด 24 ชั่วโมง

ทั้งนี้ เบี้ยประกันภัยของทั้ง PA Pay Max และ PA Easy Plan Rider สามารถนำไปใช้สิทธิ ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด โดย PA Pay Max ให้สิทธิในฐานะกรมธรรม์หลัก ขณะที่ PA Easy Plan Rider ให้สิทธิการลดหย่อนตามส่วนของเบี้ยที่เข้าเกณฑ์

ตัวอย่างความคุ้มค่าในระดับเริ่มต้น

·         กลุ่มวัยเกษียณ: เพศชาย/หญิง อายุ 76–85 ปี (กลุ่มอาชีพ 1) เลือก PA Pay Max แผน 1 เบี้ยเริ่มต้น 3,800 บาทต่อปี หรือเฉลี่ยประมาณ วันละ 10 บาท รับความคุ้มครองการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุสูงสุด 300,000 บาท พร้อมค่ารักษาพยาบาลต่อครั้งสูงสุด 10,000 บาท และเงินชดเชยรายได้ระหว่างการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจากอุบัติเหตุ

·         กลุ่มวัยทำงาน: เพศชาย/หญิง อายุ 16–60 ปี เลือก PA Easy Plan Rider แผน 1 เบี้ยเริ่มต้น 1,300 บาทต่อปี หรือเฉลี่ยประมาณ วันละ 3.6 บาท รับความคุ้มครองการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุสูงสุด 300,000 บาท พร้อมค่ารักษาพยาบาลต่อครั้งสูงสุด 15,000 บาท และความคุ้มครอง ทั่วโลกตลอด 24 ชั่วโมง

นายสาระ กล่าวสรุปว่า “สำหรับเมืองไทยประกันชีวิต ความคุ้มครองไม่ใช่เพียงตัวเลขในกรมธรรม์ แต่คือความมั่นใจที่ลูกค้าสัมผัสได้ เรามุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมและบริการที่เข้าถึงทุกช่วงวัย เพื่อให้ทุกก้าวของชีวิตเต็มไปด้วยความอุ่นใจ ความสุข และความมั่นคงที่ยั่งยืน”

ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนเมืองไทยประกันชีวิตทั่วประเทศ หรือโทร. 1766 (ตลอด 24 ชั่วโมง) ทั้งนี้ เบี้ยประกันภัยและความคุ้มครองเป็นไปตามเงื่อนไขกรมธรรม์ อายุ และกลุ่มอาชีพ ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

สดฉ่ำเกินต้าน! PASTA AMA เสิร์ฟพาสต้าโฮมเมตคู่ไส้กรอกหมูดำคูโรบูตะจาก CPF

0

จากร้านพาสต้าโฮมเมตสไตล์อิตาเลียนที่โดดเด่นเรื่องเส้นสดและซอสทำมือ PASTA AMA ยกระดับประสบการณ์การกินพาสต้าไปอีกขั้น ด้วยการจับมือกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF เปิดตัวเมนูพิเศษที่สะท้อนตัวตนของร้านอย่างชัดเจน ผ่านการเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพระดับพรีเมียมอย่าง “ไส้กรอกสดหมูดำ ซีพี-คูโรบูตะ” เติมเต็มจานพาสต้าด้วยความสด นุ่ม ฉ่ำ และกลิ่นหอมเฉพาะตัว ภายใต้คอนเซ็ปต์ “สดเฟรชเกินต้าน อร่อยฟิน…ถึงสวรรค์” ที่ชวนสายกินมาสัมผัสพาสต้าโฮมเมตในมิติใหม่

ความร่วมมือครั้งนี้ต่อยอดเป็น 2 เมนูซิกเนเจอร์ใหม่ ที่สะท้อนตัวตนของทั้งสองแบรนด์ได้อย่างลงตัว “สปาเก็ตตี้คาโบนาร่า ซอสพริกศรีราชา” ไส้กรอกสดสไปซี่ ไข่กุ้ง เมนูที่ผสานครีมซอสโฮมเมตสูตรเฉพาะของร้าน เข้ากับรสเผ็ดละมุนแบบไทย เติมลูกเล่นด้วยไส้กรอกสดสไปซี่และไข่กุ้ง “สปาเก็ตตี้ไส้กรอกสดบราทเวิร์สต์คั่วพริกเกลือ” เมนูผัดร้อนหอมเครื่องเทศสไตล์เยอรมัน ชูรสหวานนุ่มของหมูดำคูโรบูตะอย่างชัดเจนในทุกคำ

นายจีรภัทร ศรีทองคำ ผู้ก่อตั้งและ CEO ร้าน PASTA AMA เผยว่า การพัฒนาเมนูครั้งนี้เริ่มจากการมองหาวัตถุดิบที่เข้ากับคาแรคเตอร์ของร้าน ซึ่งเน้นเส้นพาสต้าและซอสโฮมเมตเป็นหัวใจหลัก เมื่อได้ทดลองไส้กรอกสดหมูดำ ซีพี-คูโรบูตะ จึงเห็นศักยภาพในการนำมาสร้างสรรค์เมนูใหม่ที่ช่วยเติมมิติความสดฉ่ำและสร้างความแตกต่างให้กับจานพาสต้า

ด้าน นางศุภรา ศรีบูรณ์ ผู้อำนวยการ ธุรกิจการค้าในประเทศ CPF กล่าวว่า ไส้กรอกสดหมูดำ ซีพี-คูโรบูตะ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้บริโภคและร้านอาหารที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพวัตถุดิบและประสบการณ์การรับประทานอาหาร สามารถนำไปต่อยอดเป็นเมนูพรีเมียมได้หลากหลาย โดยยังคงเอกลักษณ์ความหอม นุ่ม ฉ่ำ และรสชาติของหมูดำคูโรบูตะไว้อย่างครบถ้วน

ขณะที่ เชฟพฤกษ์ สัมพันธวรบุตร เชฟกระทะเหล็กประเทศไทย และผู้ร่วมพัฒนาสูตร เสริมว่า ไส้กรอกสดหมูดำ ซีพี-คูโรบูตะ ผลิตจากหมูดำคูโรบูตะสายพันธุ์พิเศษจากญี่ปุ่น ผ่านกระบวนการผลิตอย่างพิถีพิถัน ใช้เนื้อหมูบดหยาบ คลุกเคล้ากับเครื่องปรุงสูตรเฉพาะ และบรรจุในไส้แกะแบบดั้งเดิม เพื่อให้ได้รสสัมผัสที่แน่น ฉ่ำ และหอมละมุนในทุกคำ

เมนูพิเศษจาก CPF x PASTA AMA พร้อมเสิร์ฟแล้วทุกสาขา ในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ สำหรับคนรักพาสต้าและสายฟู้ดไลฟ์สไตล์ ที่มองหาประสบการณ์ความอร่อยใหม่ ๆ จากวัตถุดิบคุณภาพระดับพรีเมียม.