Home Blog Page 2

ปภ. X สิงห์อาสา ฝึกเข้มกู้ภัยน้ำเชี่ยวปี 2 เสริมทักษะเครือข่ายกู้ภัยทั่วประเทศ

0

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับ สิงห์อาสา โดยมูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี และบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด จัด “โครงการสิงห์อาสากู้ภัยในกระแสน้ำเชี่ยวเบื้องต้น” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อเสริมทักษะให้เครือข่ายกู้ภัยสิงห์อาสาที่ผ่านการคัดเลือกจากทั่วประเทศ พร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินจากน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และกระแสน้ำเชี่ยว

นายเกริกเสกข์สัณห์ วาสะศิริ รักษาการผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการสาธารณภัย ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 7 สกลนครกล่าวว่า “ความร่วมมือระหว่าง ปภ. และสิงห์อาสาต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 มีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาบุคลากรให้มีความพร้อมรับมือภัยพิบัติ โดยเฉพาะอุทกภัยและน้ำท่วมฉับพลัน หลักสูตรตลอด 3 วัน 2 คืน เน้นการฝึกที่ใกล้เคียงสถานการณ์จริง ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ตั้งแต่การใช้อุปกรณ์กู้ภัย การช่วยผู้ประสบเหตุในกระแสน้ำเชี่ยว การฝึกสถานการณ์จำลองช่วงกลางคืน ไปจนถึงการปฐมพยาบาลและเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัย โดยมีผู้เชี่ยวชาญจาก ปภ. ถ่ายทอดความรู้ เพื่อให้อาสาสมัครสามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติงานจริงได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย”
คุณรวินทร์ ชมพูนุชธานินทร์ ผู้อำนวยการกลุ่มประชาสัมพันธ์ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด กล่าวว่า “สิงห์อาสาทำงานร่วมกับเครือข่ายกู้ภัยทั่วประเทศ ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนจากภัยพิบัติมาอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมาเราพบว่าภัยธรรมชาติมีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งน้ำหลากและกระแสน้ำเชี่ยว ทำให้การช่วยเหลือประชาชนต้องอาศัยทักษะและความพร้อมมากขึ้น การอบรมหลักสูตรนี้จึงเป็นการเพิ่มขีดความสามารถให้เครือข่ายกู้ภัย สอดคล้องกับสถานการณ์ภัยพิบัติที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างปลอดภัย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

การอบรมครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งแนวทางในการสร้างความพร้อมให้เครือข่ายกู้ภัยสิงห์อาสา ซึ่งกระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถนำทักษะที่ได้รับกลับไปใช้ในการปฏิบัติงานจริง และพร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินทางน้ำ

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือพันธมิตรยกระดับความเข้มแข็งด้านสิ่งแวดล้อมแก่ชุมชน จ.ลำปาง

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เดินหน้าขับเคลื่อนการส่งเสริมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชน ภายใต้แนวคิด “ผสานพลังความร่วมมือเพื่อสังคมที่ดีกว่า” ล่าสุดร่วมมือกับภาคีเครือข่ายขับเคลื่อน 2 โครงการสำคัญในจังหวัดลำปาง ได้แก่ โครงการ “SET คู่ป่า คู่คน เพื่อความยั่งยืน” ร่วมกับ สมาคมเพื่อการเรียนรู้ป่าชุมชนจังหวัดลำปาง และบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด ในการสร้างฝายชะลอน้ำตามแนวพระราชดำริ 10,993 ฝาย เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และโครงการ “รักบ้าน รักษ์ป่า” ร่วมกับ สถาบันรักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป และมูลนิธิชุมชนลำปาง ส่งเสริมเยาวชนในสถานศึกษาทั้งระดับปฐมวัย ประถม และมัธยมศึกษา เรียนรู้การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมบนฐานการพัฒนาทักษะสมอง EF ซึ่งถือเป็นการสร้างเกราะป้องกันให้ชุมชนพร้อมรับมือกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

นายรองรักษ์ พนาปวุฒิกุล รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และกรรมการและเหรัญญิก มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ท่ามกลางวิกฤตสิ่งแวดล้อม ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งทำงานร่วมกับภาคีทุกภาคส่วนในพื้นที่จริง เพื่อส่งเสริมการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน รวมถึงการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ทั้งสองโครงการจึงเป็น          การยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างประโยชน์แก่สังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ตอกย้ำบทบาทการสร้างโอกาสแก่ทุกภาคส่วน ตามวิสัยทัศน์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities”

นายสุมัย หมายหมั้น นายกสมาคมเพื่อการเรียนรู้ป่าชุมชนจังหวัดลำปาง กล่าวว่า สมาคมฯ และชุมชนมุ่งมั่นที่จะอนุรักษ์ป่าและแหล่งน้ำ ด้วยการร่วมกันสร้างฝายชะลอน้ำ 10,993 ฝาย ครอบคลุมป่าชุมชนทั้ง 13 อำเภอ เพื่อน้อมเกล้า ฯ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สำหรับตัวเลขจำนวนฝายดังกล่าว มีความหมายเชิงสัญลักษณ์อันเป็นมงคล กล่าวคือ เลข “10” หมายถึง ทรงเป็นสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เลข “9” หมายถึง ทรงเป็นพระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 และเลข “93” หมายถึง พระชนมายุของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง นับเป็นความร่วมมือของพี่น้องประชาชนในการรักษาความสมดุลของระบบนิเวศให้คงอยู่สืบไป สะท้อนถึงพลังแห่งความสามัคคีและความจงรักภักดีของพี่น้องประชาชนจากทุกภาคส่วนทั่วจังหวัดลำปาง

นางสุภาวดี หาญเมธี ประธานสถาบันรักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป กล่าวว่า สถาบันฯ ได้ร่วมกับมูลนิธิชุมชนลำปาง และภาคีการศึกษา ได้แก่ เครือข่าย “จิตศึกษา” โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา โรงเรียนเพลินพัฒนา กทม. และโรงเรียนบ้านสามขา          จ.ลำปาง ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิตลาดหลักทรัพย์ฯ ต่อยอดการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Functions: EF) กับการสร้างสำนึก “รักบ้าน รักษ์ป่า” ด้วยการส่งเสริมครูให้เข้าใจองค์ความรู้ฐานราก 3 มิติ (Self + EF + พัฒนาการ ) ในการพัฒนาเด็ก และนำไปต่อยอดพัฒนาหน่วยการเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตามบริบทพื้นที่ของตน ให้เด็กเรียนรู้จากพื้นที่จริง ลงมือทำจริง และสร้างเจตคติที่ดีต่อชุมชนและธรรมชาติแวดล้อม ผลลัพธ์พบว่าเยาวชนทุกระดับมีความรู้ความเข้าใจ มีทักษะ EF และจิตสำนึก “รักบ้าน รักษ์ป่า” สามารถเชื่อมโยงการเรียนรู้กับการดูแลทรัพยากรในชุมชนได้จริง และตระหนักคุณค่าของทรัพยากรในท้องถิ่นของตน รวมทั้งโครงการฯ สามารถถอดบทเรียน สร้าง “คู่มือการพัฒนาหน่วยเรียนรู้ รักบ้าน รักษ์ป่า” ที่พร้อมขยายผลสู่สถานศึกษาอื่นๆ ต่อไป

ผู้ช่วยศาสตราจารย์จริยา วิไลวรรณ ประธานมูลนิธิชุมชนลำปาง กล่าวว่า โครงการ “รักบ้าน รักษ์ป่า” เป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างโรงเรียน บ้าน และชุมชนในพื้นที่ 6 ตำบล 3 อำเภอ ของ จ.ลำปาง อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีผู้ปกครอง ปราชญ์ชาวบ้าน กลุ่มผู้สูงอายุ ผู้นำชุมชน หน่วยงานและเครือข่ายในพื้นที่ ร่วมเป็นแหล่งเรียนรู้ และถ่ายทอดภูมิปัญญาด้านชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติให้แก่เด็ก โดยพัฒนาครูด้วยการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม และส่งเสริมให้สถานศึกษาจัดหน่วยการเรียนรู้แบบ Active Learning รวมทั้งมีการติดตามสนับสนุนการทำงานของครูอย่างต่อเนื่อง  นับเป็นการวางรากฐานสร้างจิตสำนึก “รักบ้าน รักษ์ป่า” ในเด็กและเยาวชน เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของจังหวัดลำปางอย่างยั่งยืน ทั้งสองโครงการนี้เป็นต้นแบบสำคัญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยการเชื่อมโยงทรัพยากรธรรมชาติกับวิถีชีวิต เพื่อให้เด็กและชุมชนมีความรับผิดชอบและพร้อมร่วมกันดูแลอย่างรู้คุณค่าต่อไป

AIS ชวนลูกค้าอัปเดตข้อมูลลงทะเบียนซิม ภายใน 31 ส.ค. 69 ง่ายๆ ด้วยตัวเองผ่านมือถือ และ AIS Shop ทั่วประเทศ ตามมาตรการ กสทช.

0

AIS เดินหน้ายกระดับความปลอดภัยในการใช้งานดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง เชิญชวนลูกค้าที่ได้รับการแจ้งเตือน อัปเดตข้อมูลลงทะเบียนหมายเลขโทรศัพท์ให้ถูกต้องและสมบูรณ์ ตามนโยบายและหลักเกณฑ์ของสำนักงาน กสทช. เพื่อยืนยันตัวตนเจ้าของเลขหมายและให้สามารถใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง หลีกเลี่ยงการอาจถูกระงับการใช้งาน

โดยสามารถดำเนินการได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเองผ่านแอป myAIS ที่เมนู “อัปเดตผู้ใช้งานซิม” หรือกด *161*2*เลขบัตรประชาชน# โทรออก รวมถึงเว็บไซต์ https://m.ais.co.th/webrepi โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือดำเนินการได้ที่ AIS Shop, Telewiz และตัวแทน AIS ทั่วประเทศ ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569

การอัปเดตข้อมูลลงทะเบียนหมายเลขโทรศัพท์ให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการยกระดับความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ โดยช่วยให้สามารถตรวจสอบและยืนยันตัวตนของเจ้าของเลขหมายได้อย่างถูกต้อง รองรับการใช้บริการดิจิทัลต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกับหมายเลขโทรศัพท์ และลดโอกาสจากการนำหมายเลขไปสวมสิทธิ์หรือใช้แอบอ้างจากมิจฉาชีพ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นของ AIS ในการสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน 

เมืองไทยประกันชีวิต เติมเต็มประสบการณ์พิเศษให้ลูกค้าเมืองไทยสไมล์คลับผ่านกิจกรรม Exclusive ที่คัดสรรเพื่อสมาชิกโดยเฉพาะ

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เดินหน้าส่งมอบประสบการณ์พิเศษให้กับลูกค้าผ่าน “เมืองไทยสไมล์คลับ” ด้วยกิจกรรมที่คัดสรรให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์และความสนใจของลูกค้า พร้อมมอบสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมในรูปแบบ Exclusive สำหรับสมาชิกตามระดับสถานะ

ล่าสุด บริษัทฯ ได้จัดกิจกรรมปิดรอบชมภาพยนตร์รอบพิเศษ สำหรับลูกค้าสถานะ The Ultimate VIP CINEMA @ ICON CINECONIC ชั้น 7 ICONSIAM ให้ลูกค้าได้ร่วมชมภาพยนตร์เรื่อง “ไอ้แมงมุม” ภาคใหม่ ในบรรยากาศแบบเอ็กซ์คลูซีฟ พร้อมการต้อนรับและดูแลแบบ Personal Service รวมถึงอาหารและเครื่องดื่มที่จัดเตรียมไว้สำหรับผู้ร่วมกิจกรรม

กิจกรรมครั้งนี้ถูกออกแบบให้ทุกช่วงเวลาของลูกค้ามีความพิเศษตั้งแต่การต้อนรับจนถึงการรับชมภาพยนตร์ในโรง VIP เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ใช้เวลาพักผ่อนและแบ่งปันความสุขร่วมกับคนสำคัญ พร้อมรับประสบการณ์ที่จัดขึ้นสำหรับสมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ โดยเฉพาะ

และอีกหนึ่งกิจกรรมพิเศษที่กำลังจะเกิดขึ้น คือ Muangthai Smile Exclusive Day-Trip SRT Royal Blossom เส้นทางกรุงเทพฯ – หัวหิน สำหรับลูกค้าสถานะ The Ultimate และ Beyond Prestige ที่เมืองไทยสไมล์คลับ เตรียมพาลูกค้าออกเดินทางพร้อมสัมผัสประสบการณ์การรับประทานอาหารในบรรยากาศที่แตกต่างบนขบวนรถไฟสุดหรู

ความพิเศษของทริปนี้ ลูกค้าจะได้ลิ้มลองเมนูที่คัดสรรวัตถุดิบชั้นเลิศ ถ่ายทอดผ่านการคัดสรรจาก “หม่อมหลวงภาสันต์ สวัสดิวัตน์” พร้อมสัมผัสบรรยากาศและการบริการบน SRT Royal Blossom ให้มื้ออาหารครั้งนี้เป็นทั้งการเดินทางและประสบการณ์พิเศษในเวลาเดียวกัน

โดยสิทธิ์ Exclusive Dining เปิดให้ลูกค้าสถานะ The Ultimate จำนวน 26 สิทธิ์ (1 สิทธิ์ สำหรับ 2 ท่าน) และลูกค้าสถานะ Beyond Prestige จำนวน 20 สิทธิ์ (1 สิทธิ์ สำหรับ 1 ท่าน) สามารถแลกรับสิทธิ์ผ่าน MTL Click Application ระหว่างวันที่ 15 สิงหาคม – 5 กันยายน 2569 ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯกำหนด

เมืองไทยสไมล์คลับเตรียมคัดสรรกิจกรรมและสิทธิพิเศษในรูปแบบต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านความบันเทิง อาหาร การเดินทาง สุขภาพ และไลฟ์สไตล์ เพื่อให้ลูกค้าได้พบกับประสบการณ์ใหม่ และใช้สิทธิประโยชน์จากการเป็นสมาชิกได้ตรงกับความชอบและรูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละคน สามารถติดตามสิทธิพิเศษอีกมากมาย ได้ที่ MTL Click Application

สืบจาก DNA! นักวิชาการยัน “ปลาหมอคางดำ” มาจากหลายสายน้ำ พันธุกรรมฟ้องชัด ไม่ได้มาจากสายพันธุ์เดียว!

0

งานนี้มีหนาวกันแน่นอน! ล่าสุดผลตรวจ DNA ปลาหมอคางดำ 466 ตัว ที่เก็บตัวอย่างกระจายทั่วประเทศไทย โดยนักพันธุศาสตร์จากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้ออกมาเปิดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชิ้นสำคัญ ชนิดที่เรียกได้ว่า “ดิ้นไม่ออก”

​สิ่งที่สังคมคลางแคลงใจและถามหาความจริงมาตลอดว่า “ปลาหมอคางดำพวกนี้หลุดมาแค่ครั้งเดียวแล้วแพร่กระจายไปทั่วประเทศจริงหรือ?” วันนี้คำตอบกระจ่างชัดแล้วครับ!

​จากการวิเคราะห์ทางพันธุกรรม พบความแตกต่างของประชากรปลาอย่างเห็นได้ชัด โดยพบรูปแบบทางพันธุกรรม หรือ “Haplotype” สูงถึง 19 รูปแบบ!

เป็นข้อมูลสำคัญที่มีน้ำหนักสนับสนุนข้อค้นพบดังกล่าว และสะท้อนว่าประชากรปลาที่พบในไทยไม่น่าจะมาจากพ่อแม่พันธุ์กลุ่มเล็กเพียงกลุ่มเดียว

เจาะลึกผลการศึกษาของสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง ความหลากหลายและชีววิทยาของปลาหมอสีคางดำศึกษาปลาหมอคางดํา 466 ตัว จากหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย โดยใช้ mitochondrial DNA (mtDNA-CR) และ microsatellite10 ตําแหน่ง พบว่า ปลาหมอคางดําในไทยมีความแตกต่างทางพันธุกรรมระหว่างประชากรอย่างชัดเจน และมีต้นกําเนิดทางพันธุกรรมเชื่อมโยงกับกานา (Ghana), โกตดิวัวร์ (Côte d’lvoir) และแหล่งอื่น ๆ ในประเทศใกล้เคียง

ผลการศึกษาด้าน DNA พบหลักฐานชี้ว่า “ไม่ได้มาจากแหล่งเดียว”
ข้อค้นพบที่สําคัญที่สุดคือ ข้อมูลพันธุกรรมสนับสนุนว่าปลาหมอคางดําในประเทศไทยมีที่มาจาก “หลาย
แหล่ง หรือ มีการนําเข้าหลายครั้ง” (multiple introductions) ไม่ใช่การนําเข้าครั้งเดียว อีกทั้งระยะห่างทางพันธุกรรมของบางประชากรไม่สัมพันธ์กับระยะทางภูมิศาสตร์จึงชี้ว่าการกระจายในประเทศไทยไม่น่าจะเกิดจากการแพร่ตามธรรมชาติเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะประชากรสมุทรสงคราม มีโครงสร้างพันธุกรรมแตกต่างจากประชากรบริเวณคลองเชื่อมไปยังสมุทรสาคร กรุงเทพฯ และสมุทรปราการอย่างชัดเจน ข้อมูลจึงไม่สนับสนุนว่าประชากรที่แพร่กระจายทั่วประเทศไทยมาจากสมุทรสงครามเพียงแหล่งเดียว

นักพันธุศาสตร์ชี้ “19 Haplotype” ข้อมูลสำคัญหนุนข้อค้นพบหลายแหล่งที่มา
ผลการศึกษาดังกล่าวได้รับการอธิบายในมุมพันธุศาสตร์เพิ่มเติมจาก ดร.ภาณุ เรืองจันทร์ นักวิจัยด้านพันธุศาสตร์จากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ซึ่งให้ความเห็นเชิงวิชาการต่อผลงานวิจัยของสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเรื่อง “Genetic diversity, population structure and multiple introductions of invasive blackchin tilapia Sarotherodon melanotheron in Thailand” หรือ “ความหลากหลายทางพันธุกรรม โครงสร้างประชากร และการเข้ามาหลายครั้งของปลาหมอคางดำ ชนิดพันธุ์รุกรานในประเทศไทย” ที่ตีพิมพ์ในวารสารระดับสากล Aquaculture Reports โดยชี้ว่า หนึ่งในข้อมูลที่น่าสนใจคือ การตรวจ DNA ของปลาหมอคางดำ 466 ตัวในประเทศไทยพบรูปแบบทางพันธุกรรม หรือ “แฮพโลไทป์” (Haplotype) ถึง 19 รูปแบบ

หากอธิบายให้เข้าใจง่าย Haplotype เปรียบเสมือน “ลายเซ็นทางพันธุกรรม”ที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์มองเห็นความแตกต่างและความสัมพันธ์ระหว่างประชากรปลา การพบลายเซ็นทางพันธุกรรมหลายรูปแบบจึงเป็นข้อมูลสำคัญในการย้อนดูว่า ปลาที่พบอยู่ในประเทศไทยมีความเป็นมาทางพันธุกรรมอย่างไร

ดร.ภาณุ อธิบายว่า ในธรรมชาติการเกิดรูปแบบพันธุกรรมใหม่ขึ้นมาเองต้องใช้ระยะเวลายาวนาน ตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันปี ดังนั้น การพบ Haplotype ถึง 19 รูปแบบในประชากรปลาหมอคางดำในประเทศไทย จึงมีน้ำหนักสนับสนุนว่า ความหลากหลายทางพันธุกรรมที่พบไม่น่าจะเกิดจากการกลายพันธุ์ขึ้นเองภายในประเทศไทยในช่วงเวลาสั้น ๆ และไม่น่าจะมาจากพ่อแม่พันธุ์กลุ่มเล็กเพียงกลุ่มเดียว
ข้อสังเกตดังกล่าวสอดคล้องกับผลการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่พบความแตกต่างทางพันธุกรรมระหว่างประชากร และสนับสนุนความเป็นไปได้ของ Multiple Introductions หรือการนำเข้ามากกว่าหนึ่งครั้ง รวมถึงพบความเชื่อมโยงกับแหล่งพันธุกรรมมากกว่าหนึ่งพื้นที่ในแอฟริกาตะวันตก

ในมุมของ ดร.ภาณุ ข้อมูลทางพันธุศาสตร์ประชากรจึงสนับสนุนสมมติฐานว่า ปลาหมอคางดำที่พบในประเทศไทยอาจไม่ได้มาจากการนำเข้าครั้งเดียวหรือพ่อแม่พันธุ์เพียงกลุ่มเดียว แต่มีแนวโน้มที่จะเกี่ยวข้องกับการนำเข้าหลายระลอกจากหลายแหล่งพันธุ์ในแอฟริกาตะวันตก ซึ่งเป็นข้อมูลที่ควรนำไปพิจารณาร่วมกับหลักฐานด้านอื่นในการศึกษาต้นทางและเส้นทางการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำในประเทศไทย

ไม่พบหลักฐานว่าเป็น “ปลานักล่า”
นอกเหนือจากเรื่องแหล่งที่มา งานวิจัยความหลากหลายและชีววิทยาของปลาหมอสีคางดำยังศึกษาบทบาทของปลาหมอคางดำต่อระบบนิเวศ เพื่อทำความเข้าใจว่าปลาชนิดนี้กินอะไร และมีปฏิสัมพันธ์กับปลาพื้นเมืองอย่างไร

ผลการตรวจอาหารในกระเพาะด้วยทั้ง stomach content analysis และ Metagenomic sequencing ให้ผลไปในทิศทางเดียวกันคือ ปลาหมอคางดําไม่ใช่ predatory fish อาหารมากกว่า 80% เป็นสาหร่ายสีเขียวและซากพืช และพบอาหารหลากหลายสูงสุดประมาณ 28 ชนิด จึงมีลักษณะเป็นปลาที่กินอาหารได้หลากหลาย โดยเฉพาะซากอินทรียวัตถุ หรือ effective detritus feeder ซึ่งอาจมีบทบาทช่วยหมุนเวียนสารอาหารในระบบนิเวศ

ดังนั้น จากการศึกษาครั้งนี้ ไม่พบหลักฐานสนับสนุนแนวคิดว่าปลาหมอคางดําเป็นปลานักล่าที่กินปลาหรือสัตว์น้ำอื่นเป็นอาหารหลัก

ทดลองร่วมปลาพื้นเมือง ไม่พบพฤติกรรมก้าวร้าวหรือแย่งชิง
เมี่อนําปลาหมอคางดําทั้งวัยอ่อนและตัวเต็มวัยทดลองร่วมกับปลาพื้นเมือง เช่น ปลากะเมาะและปลาสลิดทะเลชวา แม้เพิ่มความหนาแน่นเพื่อเพิ่มแรงกดดันในการแข่งขันก็ไม่พบพฤติกรรมก้าวร้าวหรือการแก่งแย่งแข่งขัน ตรงกันข้ามกลับพบการรวมฝูงร่วมกัน (polyspecific association) ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงจากผู้ล่าและเพิ่มประสิทธิภาพในการหาอาหาร

ปลาหมอคางดําสามารถถูกปลาชนิดอื่นล่าได้
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ การทดลองเกี่ยวกับผู้ล่าตามธรรมชาติ พบว่า ปลากะพงขาวสามารถไล่ล่า จู่โจม และกินลูกปลาหมอคางดําได้สําเร็จ แม้ลูกปลาหมอคางดําจะมีความหนาแน่นค่อนข้างต่ำ จึงมีโอกาสถูกปลากะพงขาวควบคุมประชากรในธรรมชาติได้ ส่วนปลาหมอคางดําตัวเต็มวัยสามารถหลบหนีการล่าของปลากะพงขาวได้ในการทดลอง ขณะที่ปลากดขี้ลิงและปลาช่อนไม่แสดงพฤติกรรมล่าปลาหมอคางดําภายใต้เงื่อนไขการทดลองนี้

หลักฐานวิทยาศาสตร์เพิ่มมิติใหม่ต่อการหาคำตอบเรื่อง “ต้นทาง”
ภาพรวมของงานวิจัยไม่ได้ตอบว่าใครเป็นผู้นำเข้าหรือใครเป็นผู้ปล่อยปลาหมอคางดำลงสู่ธรรมชาติ แต่เพิ่มข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญต่อการทำความเข้าใจทั้งที่มาและชีววิทยาของปลาชนิดนี้ โดยเฉพาะหลักฐานทางพันธุกรรมจากปลาจำนวน 466 ตัว ซึ่งพบความแตกต่างของประชากรและสนับสนุนความเป็นไปได้ของ Multiple Introductions ประกอบกับความเห็นทางพันธุศาสตร์เกี่ยวกับความหลากหลายของ Haplotype ทำให้การศึกษาต้นทางของปลาหมอคางดำจำเป็นต้องมองกว้างกว่าสมมติฐานเรื่องการเข้าสู่ประเทศไทยจากแหล่งเดียว

จากนี้ไป การจะหาคำตอบว่า “ปลาหมอคางดำ” มาจากไหน และแพร่กระจายไปทั่วประเทศได้อย่างไร จะมานั่งเดาสุ่มหรือโยนบาปกันลอยๆ ไม่ได้อีกแล้วครับ! มันต้องเอา “ข้อมูล DNA” มา กางชนกับ “หลักฐานเอกสาร” ให้เห็นกันชัดๆ ไม่ว่าจะเป็น:

  • ​ประวัติการนำเข้า: ย้อนดูบัญชีการนำเข้าทั้งในและนอกระบบ
  • ​ตัวเลขการค้า-ส่งออก: ดูเส้นทางการซื้อขายและการเคลื่อนย้ายสัตว์น้ำ
  • ​ข้อมูลฟาร์มเพาะเลี้ยง: เช็กประวัติการเคลื่อนย้ายตั้งแต่น้ำลายหยดแรกจนถึงมือฟาร์ม

เพราะเอาเข้าจริง คำถามสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ว่า “ใครเคยนำเข้า?” แต่สังคมกำลังจี้ถามไปถึงขั้นที่ว่า “ปลาที่โผล่ตามแต่ละจังหวัดมันเกี่ยวข้องกันยังไง? มาจากแหล่งไหน? และหลุดลงแหล่งน้ำธรรมชาติด้วยเส้นทางไหนบ้าง?”

งานนี้ การเอาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และข้อมูลที่ตรวจสอบได้มาตีแผ่ คือหัวใจสำคัญที่สุด และจะเป็นพื้นฐานสำคัญทั้งต่อการทำความเข้าใจต้นเหตุ การกำหนดมาตรการควบคุม และแก้ปัญหาปลาหมอคางดำในระยะยาว.

LiVE Platform จัดงาน “SME ต้องรอด 2026” ต่อเนื่องปี 2 รวมกูรูธุรกิจระดับประเทศ มุ่งปลดล็อกศักยภาพ SME ไทย

0

LiVE Platform ภายใต้กลุ่มตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดงานสัมมนา SME ต้องรอด 2026: Unlock New Possibilities” โดยได้รับเกียรติจาก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “โอกาสและทางรอดของเศรษฐกิจ และ SME ไทย” ร่วมด้วยผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ ผู้บริหาร ผู้ลงทุน กูรูธุรกิจ และองค์กรพันธมิตร 22 แห่ง มาแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ เพื่อช่วยให้ SME ปลดล็อกโอกาสใหม่ในทุกมิติของการเติบโต โดยมีผู้ประกอบการ SME Startup และผู้บริหารองค์กร เข้าร่วมกว่า 1,000 คน ในวันที่ 22 สิงหาคม 2569 ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ และไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการในปัจจุบันเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและคาดเดาได้ยาก ทั้งความผันผวนทางเศรษฐกิจ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ที่แทรกซึมทุกอุตสาหกรรม LiVE Platform จึงจัดงาน “SME ต้องรอด 2026” ต่อเนื่องปีที่ 2 เป็นพื้นที่รวมองค์ความรู้ กลยุทธ์ และเครื่องมือ จากผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ตรง เพื่อให้ธุรกิจไม่เพียงแค่อยู่รอด แต่พร้อมก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง สอดคล้องพันธกิจตลาดหลักทรัพย์ฯ “Empowering Market Participants” มุ่งส่งเสริมศักยภาพผู้ร่วมตลาดเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน

ประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ และไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์

LiVE Platform สนับสนุนระบบนิเวศ SME และ Startup ครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาศักยภาพผ่านหลักสูตรและสัมมนาเชิงลึก การเชื่อมโยงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนทั้งสินเชื่อและตลาดทุน ไปจนถึงการให้คำปรึกษาเพื่อเตรียมพร้อมสู่การเติบโต โดย LiVE Academy บ่มเพาะผู้ประกอบการแล้ว 3,609 บริษัท และช่วยให้ 11 บริษัทระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx) ได้สำเร็จ โดยมี 1 บริษัทย้ายไปจดทะเบียนใน mai ปัจจุบัน LiVEx มีหลักทรัพย์จดทะเบียน 10 บริษัท มีมูลค่าระดมทุนรวมกว่า 395 ล้านบาท และมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม 5,373 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 21 สิงหาคม 2569)

“SME ไทยต้องมองเกมให้ออก ปรับตัวให้ทัน และเติบโตให้เหนือกว่า เพราะการอยู่รอดเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพออีกต่อไป งานปีนี้จึงเข้มข้นยิ่งขึ้นด้วย 20 หัวข้อสัมมนา จาก 37 วิทยากร และ 66 บูธจากผู้ให้บริการและพันธมิตรทางธุรกิจ ครอบคลุมทุกเรื่องที่ SME ต้องรู้ ตั้งแต่เทรนด์เศรษฐกิจ ผู้บริโภค เทคโนโลยี การใช้ AI ยกระดับประสิทธิภาพให้ธุรกิจ การบริหารทุน และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน พร้อมรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริง นอกจากนี้ ยังมี SME มา Pitching นำเสนอแผนธุรกิจศักยภาพเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและโอกาสใหม่อีกด้วย” นายประพันธ์กล่าว

ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถดูข้อมูลเกี่ยวกับ LiVE Platform เพิ่มเติมได้ที่ www.live-platforms.com

เปิดจองซื้อรอบ 2 แล้ว!!!พันธบัตรรัฐบาล “ออมพลัส” 2569 ครั้งที่ 2 จองซื้อง่ายผ่านบัญชีหุ้นไทย

0

เปิดจองซื้อ 7 ก.ย. 69 (เริ่ม 08.30 น.) ถึง 9 ก.ย. 69 (ปิด 15.00 น.)
กับ 2 ทางเลือกเสริมพอร์ตให้แกร่ง
🔹 ออมระยะสั้น-กลาง: รุ่น 3 ปี | ดอกเบี้ยคงที่ 1.80% ต่อปี
🔹 ออมระยะยาว: รุ่น 10 ปี | ดอกเบี้ยคงที่ 2.80% ต่อปี
จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน
จองขั้นต่ำ 1,000 บาท
วงเงินจัดจำหน่าย 2,000 ล้านบาท
จัดสรรแบบ Small Lot First กระจายทั่วถึง และเท่าเทียม โดยจะทยอยจัดสรรให้ผู้จองซื้อครั้งละ 1,000 บาท เวียนจนครบผู้จองทุกราย แล้วจึงวนจัดสรรรอบถัดไปอีกครั้งจนกว่าจะครบวงเงินที่จำหน่ายหมด
บริหารพอร์ตง่าย สะดวก ครบ จบในบัญชีเดียว!

📍เตรียมเปิดบัญชีหลักทรัพย์กับผู้จัดจำหน่าย หรือ แอป Streaming ให้พร้อม!!

ครูไทยร้องเฮ ! ออมสินลดดอกเบี้ยหนี้ครู เหลือ 3.50% ต่อปี ถึงสิ้นปี 70 รีบลงทะเบียนผ่าน MyMo/ gsb.or.th/ ออมสินทุกสาขา ตั้งแต่วันนี้ – 30 พ.ย. 69

0

ออมสินช่วยครูไทยคลายกังวลภาระผ่อนสินเชื่อครู ลดดอกเบี้ยเหลือ 3.50% ต่อปี ถึงสิ้นปี 70
เงินงวดเดิม ตัดต้นมากขึ้น หนี้หมดเร็วขึ้น
ลงทะเบียนเข้าร่วมได้ที่ MyMo/ www.gsb.or.th/ ออมสินทุกสาขา
รายละเอียดเพิ่มเติม > https://to.gsb.or.th/1Q51I

  • สำหรับลูกหนี้โครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. – ช.พ.ส. และโครงการเกื้อกูลผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา
  • ลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 3.5% ต่อปี (ดอกเบี้ยคงที่) จนถึง 31 ธันวาคม 2570
  • ตั้งแต่เดือนมกราคม 2571 เป็นต้นไป ปรับดอกเบี้ยเป็น MLR-2 หรือ MRR-2 (แล้วแต่กรณีโดยอ้างอิงสัญญากู้เงินฉบับเดิม)**

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
**ปัจจุบัน MLR เท่ากับ 6.025% หรือ MRR เท่ากับ 6.045% ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยลอยตัวสามารถเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้

รู้ก่อนกู้ .. กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว

ซีพีเอฟชวนคนไทยรู้จัก เชื่อมั่น และเลือกไข่ไก่อย่างเข้าใจ ในงาน Thailand Local SDGs Plus Expo 2026

0

ไข่ไก่ฟองเล็กๆ ที่อยู่คู่ครัวไทยมาทุกยุคสมัย วันนี้กำลังบอกเล่าเรื่องราวที่ใหญ่กว่าที่หลายคนคิด ตั้งแต่คุณค่าทางโภชนาการที่ซ่อนอยู่ในเปลือกบางๆ ไปจนถึงเส้นทางการผลิตที่เชื่อมโยงกับความมั่นคงทางอาหารและสิ่งแวดล้อมของประเทศ นี่คือแนวคิดที่บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ นำมาถ่ายทอดผ่านบูธ “Every Egg Matters” ในงาน “Thailand Local SDGs Plus Expo 2026” ซึ่งจัดโดยกระทรวงพาณิชย์ ระหว่างวันที่ 21–23 สิงหาคม 2569 ณ บูธ SP3 ฮอลล์ 7 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้แนวคิด “The SDGs Eggventure by CPF” ที่ชวนผู้เข้าชมงานร่วมเดินทางไปกับ “ไข่ไก่” โปรตีนราคาถูกที่ทุกคนเข้าถึงได้ ทั้งในแง่คุณประโยชน์ต่อสุขภาพและเบื้องหลังการผลิตที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ซีพีเอฟเชื่อว่าผู้บริโภคมีส่วนสำคัญในการร่วมสร้างความมั่นคงทางอาหารและขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผ่านการเลือกซื้ออย่างใส่ใจ การกินอย่างรู้คุณค่า การเก็บรักษาอย่างถูกวิธี รวมไปถึงการคัดแยกและทิ้งบรรจุภัณฑ์อย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นแนวคิดหลักที่ถ่ายทอดผ่านนิทรรศการภายในบูธ “EVERY EGG MATTERS: Know • Trust • Choose” ที่แบ่งออกเป็น 3 โซน ได้แก่
U KNOW – The Power of Eggs: รู้จักคุณค่าของไข่ไก่ นำเสนอคุณค่าทางโภชนาการและประโยชน์ของไข่ไก่ หนึ่งในอาหารธรรมชาติที่อุดมด้วยสารอาหารสำคัญและเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสำหรับคนทุกช่วงวัย

U TRUST – The CPF Sustainovation Journey: เชื่อมั่นในความใส่ใจทุกขั้นตอน เปิดเบื้องหลังกระบวนการผลิตไข่ไก่ของซีพีเอฟ ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอาหารสัตว์ที่ดีต่อคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม การบริหารฟาร์มด้วยพลังงานหมุนเวียนและการจัดการของเสียตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน การหมุนเวียนน้ำในโรงคัดไข่ บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการขนส่งที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ โดยทุกขั้นตอนสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

U CHOOSE – A Better Choice with CPF: เลือกซื้อ สร้างการเปลี่ยนแปลงได้ เปิดให้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ไข่ไก่สด CP และ U Farm ในราคาพิเศษเฉพาะภายในงาน เพราะทุกการเลือกอย่างเข้าใจคือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนระบบอาหารที่ยั่งยืนร่วมกัน

พบกับอีกหนึ่งไฮไลท์ภายในบูธ รับฟรีไอศกรีม “Yolky Coco” ผลงานคอลแลบครั้งแรกของไอศกรีมกะทิแท้รสชาติเข้มข้นจากแบรนด์ ete และซอสไข่แดงคุณภาพจากซีพีเอฟ ที่พร้อมมอบให้ผู้เข้าชมงานได้ลิ้มลองฟรีตลอดกิจกรรมหน้างาน อีกทั้งยังมีสินค้าและโปรโมชั่นพิเศษ รับฟรีกระเป๋าไก่อวกาศ เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์ไข่ไก่สดตามที่กำหนด

ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมบูธซีพีเอฟได้ที่บูธ SP3 ฮอลล์ 7 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 21–23 สิงหาคม 2569

สัมมนาธุรกิจครอบครัว 2026

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง"  หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

คนเป็นเจ้าของกิจการย่อมรู้ดีว่า กว่าจะก่อร่างสร้างธุรกิจหนึ่งขึ้นมาได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายต้องใช้ทั้งเงิน เวลา ประสบการณ์ และหยาดเหงื่อ บางกิจการเริ่มจากห้องแถวเล็กๆก่อนค่อยๆเติบโต จนกลายเป็นธุรกิจที่เลี้ยงคนทั้งครอบครัว และสร้างงานให้คนอีกมากมาย ด้านของทายาทธุรกิจ หรือผู้สืบทอดกิจการเอง ก็ต้องเผชิญกับแรงกดดัน ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินธุรกิจให้ประสบผลสำเร็จ ตลอดจนการพิสูจน์ฝีมือของตัวเอง เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากผู้ก่อตั้งธุรกิจ หรือคนรุ่นก่อน

เรื่องที่ยากกว่าการ “สร้างธุรกิจ” คือ แล้วจะส่งต่ออย่างไร เพราะการส่งต่อธุรกิจจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่น ไม่ได้หมายถึงแค่การโอนหุ้นหรือยกกิจการให้ลูกหลาน แต่ต้องส่งต่อทั้ง “ความมั่งคั่ง คน ระบบ และวิสัยทัศน์” ไปพร้อมกัน ที่สำคัญต้องทำให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ในวันที่คนรุ่นก่อนไม่ได้เป็นคนมีอำนาจตัดสินใจอีกต่อไป

“คุณนายพารวย” อยากชวนเจ้าของธุรกิจ ทายาทรุ่นใหม่ ผู้บริหาร และที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัว มาร่วมงานสัมมนาธุรกิจครอบครัวแห่งปี “The 4th SET Annual Conference on Family Business 2026” โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 25 กันยายน 2569 ที่หอประชุมศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย ชั้น 7 อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ ตั้งแต่เวลา 08.30 น. ถึง 15.30 น.

งานนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 4 แล้ว โดยปีนี้มาในธีม “แกร่งข้ามรุ่น เติบโตข้ามความไม่แน่นอน”ไม่ได้โฟกัสเฉพาะเรื่องการทำธุรกิจให้โต แต่หยิบโจทย์ที่เจ้าของธุรกิจครอบครัวต้องเผชิญจริงๆ มาคุยกันตั้งแต่ การสร้างการเติบโต การรับมือความไม่แน่นอน ไปจนถึงการวางรากฐานเพื่อส่งต่อกิจการจากรุ่นสู่รุ่น

ไฮไลต์ของงาน รวบรวมกูรูและผู้นำระดับประเทศมาแชร์ประสบการณ์จริง นำโดย Gautam Kumra จาก McKinsey มาเปิดมุมมองระดับโลก ร่วมด้วย 3 ผู้นำธุรกิจชั้นนำอย่าง คุณธีรพงศ์ จันศิริ (ไทยยูเนี่ยน), คุณปณต สิริวัฒนภักดี (เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้) และ ศ.พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ SET มาล้อมวงคุยเรื่องการบริหารงานท่ามกลางความผันผวน

และในช่วงบ่ายจะมีการจัด Breakout Rooms 4 ห้องให้เลือกเจาะลึกตามโจทย์ของแต่ละบ้าน ได้แก่ Family Office เรียนรู้การปรับเปลี่ยนจากธุรกิจครอบครัวไปสู่ Family Office การบริหารศูนย์รวมมรดกเพื่อความยั่งยืน, Governance & Succession วางโครงสร้างการบริหาร ภาษี การใช้ทรัสต์และเครื่องมือด้านการบริหารทรัพย์สินอย่างเหมาะสม สำหรับครอบครัวที่มีการลงทุนระดับสากล, Intergenerational Wealth Planning เทคนิคส่งต่อความมั่งคั่งอย่างมีประสิทธิภาพ โดยผสมผสานมรดก การให้ และประกันชีวิต และ Family Business Transformation เคล็ดลับจากรุ่นสู่รุ่นในการสืบทอดธุรกิจให้พร้อมก้าวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ

งานนี้เปิดโอกาสให้ต่อยอดเรียนรู้ด้านธุรกิจครอบครัวตามความสนใจในประเด็นสำคัญที่ธุรกิจครอบครัวกำลังเผชิญ สอดคล้องพันธกิจของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการเสริมศักยภาพผู้ร่วมตลาดผ่านการให้ความรู้เพื่อพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง ภายใต้วิสัยทัศน์ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities”

ผู้สนใจร่วมงานนี้ สามารถจับจองที่นั่งได้แล้ว แต่ต้องรีบหน่อย เพราะงานนี้เปิดรับแค่ 100 ที่นั่งเท่านั้น และหากลงทะเบียนภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 จะได้รับสิทธิส่วนลด Early Bird จ่ายค่าบัตรเพียง 4,500 บาท จากราคาบัตรปกติ 5,000 บาท ลงทะเบียนได้ที่ https://set-event-registration.setgroup.or.th/e/4th-family-business-conference หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ SET Contact Center โทร. 0–2009–9999.

คุณนายพารวย