Home Blog Page 2

รู้ทันมาตรการจัดการขยะ ลดต้นทุนองค์กร ลดก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง"  หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

สัปดาห์นี้ “คุณนายพารวย” มีกิจกรรมดีๆ เกี่ยวกับเรื่องของ “ความยั่งยืน” ที่เป็นเทรนด์ของการลงทุนสมัยใหม่มาฝาก  ที่ผ่านมา การส่งเสริมให้ภาคธุรกิจดำเนินงานอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้น  ถือเป็นภารกิจสำคัญที่ “ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย”ดำเนินการมาโดยตลอด เพราะธุรกิจจะเติบโตอย่างมั่นคงได้ สังคมและสิ่งแวดล้อมต้องแข็งแรงไปพร้อมกัน

ความตั้งใจนี้เห็นได้จากความสำเร็จของโครงการ Climate Care Platform แพลตฟอร์มที่ช่วยให้องค์กรทุกระดับ ตั้งแต่ธุรกิจขนาดใหญ่ไปจนถึงระดับชุมชน สามารถเก็บข้อมูลและคำนวณการลดก๊าซเรือนกระจกได้แบบเรียลไทม์ ปัจจุบันมีองค์กรเป็นสมาชิกกว่า 1,000 องค์กร และลดก๊าซเรือนกระจกไปได้แล้วถึง 290,751.48 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq)

นอกจากนี้  ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้ริเริ่มแนวคิด “Zero Waste to Landfill” มาตั้งแต่ปี 2563  เพื่อร่วมกัน รณรงค์ ส่งเสริม และแลกเปลี่ยนความรู้วิธีการบริหารจัดการขยะอย่างถูกต้อง กับอาคาร สำนักงาน และสถานประกอบการ โดยนำร่องที่ย่านถนนรัชดาภิเษก แล้วต่อมาจึงได้ขยายผลไปทั่วประเทศ โดยปีที่แล้ว 2568  สมาชิกในเครือข่ายสามารถแยกขยะได้ถึง 14,077 ตัน ลดก๊าซเรือนกระจกไปได้กว่า 19,621 ตันคาร์บอนฯ  และนำมาสู่ความร่วมมือครั้งสำคัญกับโครงการ “ไม่เทรวม” ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่มีความสอดคล้องกันในด้านการลดปริมาณขยะทั่วไปที่ต้องนำไปกำจัดด้วยวิธีฝังกลบ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างวินัยในการบริหารจัดการขยะอย่างยั่งยืนให้กับสังคม   

จากข้อมูลของสำนักสิ่งแวดล้อม กทม. พบว่า ขยะในกรุงเทพฯ มีมากกว่า 9,000 ตันต่อวัน โดย 30% มาจากอาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า ตลาด และสถานประกอบการขนาดใหญ่ จำนวน 2,500 แห่งทั่วกรุงเทพฯ และกทม. ต้องใช้เงินจัดการขยะถึง 8,000 ล้านบาท ทำให้มีแผนปรับขึ้นค่าธรรมเนียมรายเดือนเก็บขยะมูลฝอยทั่วไป จาก 2,000 เป็น 8,000 บาท เพื่อกระตุ้นให้เกิดการคัดแยกขยะ ช่วยลดภาระการจัดการขยะ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการจัดการขยะที่ไม่ถูกต้อง

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงได้จัดงาน Climate Care Talk : รู้ทันมาตรการจัดการขยะ “โครงการไม่เทรวม” ของกทม. ขึ้น เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการจัดการขยะตามนโยบายของกทม. และให้สมาชิก Climate Care Platform ใช้แนวทางนี้ไปจัดการขยะและของเสียได้อย่างถูกต้อง

งานนี้จัดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม 2569 เวลา 09.30 – 12.00 น. ที่ หอประชุมศุกรีย์ แก้วเจริญ  ชั้น 3 อาคารบี ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ  “คุณนายพารวย” เชื่อว่า จะช่วยให้เรา แยกขยะได้อย่างถูกวิธี  และยังช่วยให้องค์กรประหยัดเงิน แถมยังช่วยให้กรุงเทพฯ ของเราน่าอยู่ขึ้นด้วย

องค์กรที่สนใจเข้าร่วมเป็นสมาชิก Climate Care Platform แพลตฟอร์มที่ช่วยบริหารจัดการ วางแผน และคำนวณการลดก๊าซเรือนกระจกในองค์กร ดูรายละเอียดและสมัครที่ https://climatecare.setgroup.or.th/   สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ SET Contact Center โทร. 0 2009 9999

คุณนายพารวย

บจ. มีผลประกอบการอ่อนแอลงในปี 2568 ตามภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว

0

นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บจ. จำนวน 799 บริษัท คิดเป็น 96.3% จากทั้งหมด 830 บริษัท (รวม SET และ mai ที่มีกำหนดส่งงบการเงิน ณ สิ้นงวด 31 ธันวาคม 2568 และไม่รวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน) นำส่งผลการดำเนินงานปี 2568 พบว่ามี บจ. รายงานกำไรสุทธิ 596 บริษัท คิดเป็น 74.6% ของ บจ. ที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด

ผลการดำเนินงานปี 2568 เทียบกับปีก่อน บจ. ใน SET มียอดขาย 16,329,520 ล้านบาท ลดลง 7.2% โดย บจ. มีการควบคุมต้นทุนขายได้ค่อนข้างดี แต่มีค่าใช้จ่ายการขายและบริหารลดลงเพียง 3.0% ทำให้มีกำไรจากการดำเนินงาน (Core profit) 1,077,544 ล้านบาท ลดลง 9.5% อย่างไรก็ดี บจ. ขนาดใหญ่หลายแห่งมีกำไรจากการควบรวมกิจการ การปรับโครงสร้างธุรกิจ การลงทุนและเครื่องมือทางการเงิน ส่งผลให้มีกำไรสุทธิ 1,103,762 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.5% ด้านฐานะการเงินของ บจ. ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ratio (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ 1.28 เท่า ลดลงจาก 1.34 เท่า ในปีก่อน

“ในปี 2568 บจ. ไทยมีผลประกอบการที่อ่อนแอลงจากเศรษฐกิจชะลอตัว ประกอบกับปัจจัยด้านราคาน้ำมันลดลง และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายถึง 4 ครั้ง ส่งผลให้ บจ. ไทยในหมวดพลังงาน หมวดปิโตรเคมีภัณฑ์ และกลุ่มธุรกิจการเงินมียอดขายลดลง ในขณะที่ค่าใช้จ่ายการขายและบริหารโดยรวมไม่ได้ปรับลดลงมากนัก ทำให้ บจ. ไทยมีกำไรจากการดำเนินงานลดลง อย่างไรก็ดี บจ. ที่ยังคงมีการเติบโต ได้แก่ หมวดธุรกิจอาหารจากราคาไก่และน้ำมันปาล์มที่เพิ่มขึ้น หมวดธุรกิจโรงพยาบาล และหมวดธุรกิจเทคโนโลยีที่เติบโตตามการปรับเข้าสู่สังคม Digital” นายสรวิศ กล่าว

ด้านผลการดำเนินงานของ บจ. ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) รายงานผลการดำเนินงานปี 2568 โดยมียอดขายรวม 201,323 ล้านบาท ลดลง 2.7% ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 2.8% ส่งผลให้ บจ. มีกำไรจากการดำเนินงาน 13,339 ล้านบาท ลดลง 13.9% และมีกำไรสุทธิรวม 2,294 ล้านบาท ลดลง 64.3%

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ผนึกกำลังทุกภาคส่วนหนุนองค์กรไทยใช้มาตรฐาน ISSB ขับเคลื่อนกลยุทธ์ธุรกิจและการกำกับดูแลกิจการ

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย และสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดสัมมนา SET Sustainability Forum ครั้งที่ 1/2026 ภายใต้หัวข้อ “Board & CEO Dialogue – Turning ISSB Standards into Strategic Resilience” ในวันที่ 12 มีนาคม 2569 เพื่อสะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันในการขับเคลื่อนมาตรฐาน International Sustainability Standards Board (ISSB) ให้เป็นมากกว่ากรอบการรายงานข้อมูล แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับการดำเนินธุรกิจและการกำกับดูแลกิจการ โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ บทบาทของคณะกรรมการบริษัทและผู้บริหารระดับสูงในการขับเคลื่อนความยั่งยืน การแปลงมาตรฐาน ISSB ให้เป็นความได้เปรียบทางการแข่งขัน ตลอดจนการยกระดับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของข้อมูล ESG ให้สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้ลงทุน

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ESG เป็นปัจจัยที่ผู้ลงทุนทั่วโลกใช้ในการตัดสินใจจัดสรรเงินทุน มาตรฐาน ISSB ไม่ใช่เพียงเรื่องของการรายงาน แต่เป็นวาระเชิงกลยุทธ์ขององค์กร บทบาทของคณะกรรมการบริษัทและผู้บริหารระดับสูงจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการบูรณาการ ESG เข้ากับกลยุทธ์ การบริหารความเสี่ยง และการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม ตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมทำหน้าที่เป็น Trusted Gateway ในการเชื่อมบริษัทไทยกับมาตรฐานสากลและความคาดหวังของผู้ลงทุนทั่วโลก เพื่อสร้างความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาว”.

ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงาน ก.ล.ต. กล่าวปาฐกถาพิเศษ “Building Trust and Powering Sustainable Growth in Thailand’s Capital Market” ว่า “การเปิดเผยข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือต้องเริ่มต้นจากวิสัยทัศน์และการกำกับดูแลเชิงกลยุทธ์ของคณะกรรมการบริษัท เพราะความยั่งยืนในปัจจุบันไม่ใช่เพียงการจัดทำรายงาน แต่คือการบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสในระยะยาวของธุรกิจ มาตรฐาน ISSB จึงเป็นภาษากลางของตลาดทุนโลกในการสื่อสารข้อมูลด้านความยั่งยืนที่ชัดเจนและเปรียบเทียบได้”นางอรนุช อภิศักดิ์ศิริกุล อุปนายก สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย กล่าวว่า “ปัจจัยด้านความยั่งยืนโดยเฉพาะสภาวะภูมิอากาศ จะเป็นความเสี่ยงยิ่ง ซึ่งต้องมีการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม เพื่อความอยู่รอดและการเติบโตของบริษัทในระยะยาวทั้งในด้านฐานะการเงิน ผลการดำเนินงาน และความสามารถในการแข่งขัน”นางวารุณี ปรีดานนท์ กรรมการและประธานคณะกรรมการวิชาชีพบัญชีด้านการวางระบบบัญชี สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของมาตรฐาน ISSB ว่า “ความยั่งยืนและการเติบโตของธุรกิจเป็นเรื่องเดียวกัน และความน่าเชื่อถือจะเกิดขึ้นได้จากการเปิดเผยข้อมูลที่มีนัยสำคัญอย่างโปร่งใสให้ต่อผู้มีส่วนได้เสีย”.

นอกจากนี้ ภายในงานยังได้รับเกียรติจากวิทยากร 3 ท่าน ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน ESG ในองค์กร ร่วมแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับมาตรฐาน ISSB กับการสร้างมูลค่าองค์กรในระยะยาวและการตัดสินใจลงทุน ได้แก่

1) “From ISSB Standards to Commitment and Action” โดยนางสาวสินีนุช โกกนุทาภรณ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ. ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (TEGH) กล่าวว่า “สำหรับ TEGH ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงเรื่องของการรายงาน แต่คือการบริหารความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ เพื่อสร้างมูลค่าในระยะยาว มาตรฐาน ISSB ช่วยให้เรามองเห็นทั้งความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างเป็นระบบ และแปลงข้อมูลเหล่านั้นไปสู่การตัดสินใจทางธุรกิจจริง ความสำเร็จของความยั่งยืนจึงไม่ได้อยู่ที่รายงาน แต่อยู่ที่การที่คณะกรรมการบริษัทและผู้บริหารระดับสูงนำประเด็นเหล่านี้มาเป็นวาระสำคัญขององค์กร พร้อมกำกับดูแลและรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ในระยะยาว”

2) “From ISSB Standards to Long-term Value Enhancement” โดยนายวชิระชัย คูนำวัฒนา Chief Sustainability Officer บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ระบุว่า “มาตรฐาน ISSB ไม่ใช่เพียงการเปิดเผยข้อมูล แต่เป็นกรอบการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ที่สนับสนุนการตัดสินใจของคณะกรรมการบริษัทและฝ่ายบริหารในการลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ พร้อมสื่อสารข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ลงทุนและตลาดทุน”

และ 3) From ISSB Standards to Investors Perspective โดยนางสาวธิดาศิริ ศรีสมิต รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน บลจ. กสิกรไทย กล่าวว่า “สิ่งที่ผู้ลงทุนต้องการเห็นคือการเชื่อมโยงประเด็นความยั่งยืนเข้ากับกลยุทธ์ทางธุรกิจและข้อมูลที่แสดงผลกระทบต่อตัวเลขทางการเงินที่ชัดเจน มากกว่าตัวรายงานความยั่งยืนที่มีการเปิดเผยข้อมูล แต่ไม่สามารถเชื่อมโยงประเด็นดังกล่าวกับทิศทางการดำเนินงานได้”.

นางรัตน์วลี อนันตานานนท์ ผู้ช่วยผู้จัดการ กลุ่มงานพัฒนาธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวปิดท้ายว่า สิ่งที่สำคัญนับจากนี้ ไม่ใช่คำถามว่า “มาตรฐานกำหนดให้ทำอะไร” แต่คือ “คณะกรรมการบริษัทและผู้บริหารระดับสูงต้องทำอะไรต่อจากวันนี้” การตั้งคำถามของคณะกรรมการจะเป็นตัวกำหนดคุณภาพของการบริหารความเสี่ยงหรือสร้างโอกาสใหม่ให้กับธุรกิจ ขณะที่คุณภาพของข้อมูล ESG จะเป็นสิ่งที่ผู้ลงทุนให้คุณค่า ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมสนับสนุนบริษัทจดทะเบียนให้เปลี่ยนผ่านได้อย่างมั่นคง และใช้มาตรฐานนี้เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ได้จริง.

เฮงไม่พัก เงินปังไม่หยุด! AIS เปิดซิมเบอร์มงคลใหม่ “เทพมหาสมบัติ” เปิดทางทรัพย์รับโชคใหญ่ โดย อ.นิติกฤตย์ ราคาเพียง 199 บาท

0

AIS ทะยานสู่การอัปเกรดซิมเบอร์มงคลพลิกชีวิต เปิดตัว “ซิมเบอร์มงคลพลิกชีวิต เทพมหาสมบัติ” ภายใต้แนวคิดการพัฒนากลุ่มเลข “มหาสมบัติ” ที่สะท้อนศาสตร์ตัวเลขด้านความมั่งคั่ง โอกาส และความมั่นคงทางการเงิน โดยพัฒนาแนวคิดร่วมกับ อ.นิติกฤตย์ กิตติศรีวรนันท์ ผู้คิดค้นศาสตร์พลังตัวเลขของไทย เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจแก่ผู้ที่มองหาทั้งความมั่นใจด้านภาพลักษณ์ ความหมาย และพลังใจในการดำเนินธุรกิจ พร้อมออกแบบ 2 ปกใหม่ที่ถ่ายทอดสัญลักษณ์ของเทพมหาสมบัติในท่าประทานทรัพย์ สื่อถึงการมอบโอกาสและความมั่นคง ขณะที่ดอกบัวสื่อถึงสติและปัญญา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความสำเร็จที่ยั่งยืน ราคาเพียง 199 บาท ได้แก่ “ซิมเทพมหาสมบัติ ประทานทรัพย์” เสริมพลังการเงินและโอกาสสร้างรายได้อย่างมั่นคง พร้อมแรงหนุนจากผู้ใหญ่และโอกาสทางธุรกิจ เหมาะสำหรับเจ้าของกิจการ นักขาย และพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ แพ็กเกจรายเดือนเริ่มต้น 599 บาท/เดือน และ “ซิมเทพมหาสมบัติ เปิดขุมทรัพย์” โดดเด่นด้านเงินก้อนและโอกาสจากดีลสำคัญ ช่วยต่อยอดธุรกิจและการเติบโตแบบก้าวกระโดด เหมาะสำหรับนักลงทุน ผู้บริหาร และเจ้าของกิจการที่ต้องการเสริมภาพลักษณ์และโอกาสทางธุรกิจ แพ็กเกจรายเดือนเริ่มต้น 899 บาท/เดือน

และความพิเศษในครั้งนี้  AIS นำโดย นายคณาธิป ธีรทีป หัวหน้าแผนกงานการตลาดด้านผลิตภัณฑ์และลูกค้าโพสต์เพด AIS ร่วมกับ อ.นิติกฤตย์ กิตติศรีวรนันท์ ได้ร่วมทำพิธีปลุกเสกซิมเบอร์มงคลพลิกชีวิต เทพมหาสมบัติ เพื่อเสริมสิริมงคลตามประเพณี ณ พระธาตุพนม จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่คนไทยทั่วประเทศเคารพศรัทธา อีกทั้งยังเชื่อกันว่าเป็นพื้นที่ที่เปี่ยมด้วยพลังมงคล เหมาะแก่การอธิษฐานและตั้งเจตนาในเรื่องการเงิน โอกาสทองในการงาน และความสำเร็จ 

ผู้ที่สนใจสามารถเป็นเจ้าของ ซิมเบอร์มงคลพลิกชีวิต เทพมหาสมบัติ ได้แล้ววันนี้ ในราคาเพียง 199 บาท ที่ AIS Shop ทุกสาขา, ร้านเทเลวิซ และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ หรือสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ AIS Online Store พร้อมบริการจัดส่งฟรีถึงบ้าน โดยสามารถสมัครแพ็กเกจรายเดือนสุดคุ้ม เริ่มต้น 599 บาทต่อเดือน หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://m.ais.co.th/AISLuckyNumberSIM

ศาลปกครองกลางยกคำขอทุเลาการบังคับกรณีระบุชื่อผู้ขับขี่ 5 คน คปภ.ชี้ช่วยลดภาระค่าเบี้ยประกัน                                                          

0

ศาลปกครองกลางมีคำสั่งยกคำขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 46/2567 (กรณีระบุชื่อผู้ขับขี่ 5 คน) ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) หลังพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คำสั่งดังกล่าวยังไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เนื่องจากผู้เอาประกันภัยยังคงสามารถเลือกทำประกันภัยรถยนต์ได้ทั้งแบบระบุชื่อและไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่สืบเนื่องจากประเด็นเกี่ยวกับคำสั่งนายทะเบียนที่ 46/2567 กำหนดให้กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์สามารถระบุชื่อผู้ขับขี่ได้สูงสุดถึง 5 คน จากเดิมที่กำหนดไว้เพียง 2 คน แต่มีผู้ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว โดยเห็นว่าเป็นการจำกัดสิทธิบุคคลในการทำสัญญา และยื่นคำร้องขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งทุเลาการบังคับใช้คำสั่งนายทะเบียนไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษานั้น ต่อมาเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่ง โดยพิจารณาว่าคำสั่งนายทะเบียนดังกล่าวได้ให้ความเห็นชอบพิกัดอัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์แบบระบุชื่อผู้ขับขี่ 5 คน ควบคู่กับแบบไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่แก่บริษัทประกันภัยจำนวน 31 แห่ง ส่งผลให้บุคคลสามารถเลือกซื้อกรมธรรม์ได้ทั้งแบบระบุชื่อผู้ขับขี่ 5 คน หรือแบบไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่

กรณีดังกล่าวจึงยังไม่มีเหตุอันสมควรที่ศาลจะมีคำสั่งทุเลาการบังคับใช้คำสั่งนายทะเบียนที่ 46/2567 สำนักงาน คปภ. ขอเรียนว่า คำสั่งนายทะเบียนที่ 46/2567 มิได้มีเจตนาบังคับให้ผู้เอาประกันภัยต้องเลือกทำประกันแบบระบุชื่อผู้ขับขี่ 5 คน เท่านั้น แต่เป็นการ “เพิ่มสิทธิ” ให้กับประชาชนที่มีพฤติกรรมการขับขี่ที่ดีจะสามารถได้รับส่วนลดเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้นกว่าเดิม  ในอัตราที่เหมาะสมและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ขณะเดียวกันมาตรการดังกล่าวยังออกแบบให้มีความยืดหยุ่น โดยแม้กรมธรรม์จะระบุชื่อผู้ขับขี่ไว้ แต่ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องให้บุคคลอื่นใช้รถผู้เอาประกันภัยยังคงได้รับ  ความคุ้มครองตามเงื่อนไขกรมธรรม์ หากอุบัติเหตุไม่ได้เกิดจากความประมาทของบุคคลที่ไม่ได้ระบุชื่อไว้แนวทางดังกล่าวสะท้อนการกำกับดูแลที่พยายามเชื่อมโยงเบี้ยประกันกับพฤติกรรมการใช้รถจริง ซึ่งไม่เพียงช่วยให้เบี้ยประกันมีความเป็นธรรมมากขึ้น   แต่ยังเป็นกลไกหนึ่งในการส่งเสริมวินัยจราจรและลดอุบัติเหตุในระยะยาว 

AIS เปิดตัว “น้องจีจี้” หุ่นยนต์บริการ AI อัจฉริยะ ยกระดับประสบการณ์ธุรกิจรีเทลพร้อมทดลองใช้งานครั้งแรกที่ Thailand Mobile Expo 2026 ก่อนต่อยอดสู่ AIS Shop ในอนาคตเร็วๆ นี้

0

AIS เปิดตัว “น้องจีจี้” หุ่นยนต์บริการ AI อัจฉริยะ ยกระดับประสบการณ์ธุรกิจรีเทลพร้อมทดลองใช้งานครั้งแรกที่ Thailand Mobile Expo 2026 ก่อนต่อยอดสู่ AIS Shop ในอนาคตเร็วๆ นี้ AIS เดินหน้าผลักดันกลยุทธ์ Intelligent Infrastructure ด้วยการนำเทคโนโลยี AI และ Robotics เข้ามาเสริมประสบการณ์การให้บริการลูกค้า โดยเปิดตัว “น้องจีจี้” (Gigi) หุ่นยนต์บริการ AI อัจฉริยะ ซึ่งสามารถสื่อสารภาษาไทยได้อย่างลื่นไหลและเป็นธรรมชาติ นับเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญของการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจค้าปลีกโทรคมนาคมในประเทศไทย

การเปิดตัวครั้งนี้เกิดขึ้นภายในงาน Thailand Mobile Expo 2026 ระหว่างวันที่ 12–15 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดย “น้องจีจี้” จะทำหน้าที่เสมือน AI Receptionist ที่ช่วยต้อนรับผู้เข้าชมงาน ให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับสินค้าและบริการของ AIS รวมถึงช่วยแนะนำพื้นที่บริการต่างๆ ภายในบูธ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่เข้ามาสัมผัสประสบการณ์ภายในงาน ในระยะเริ่มต้น หุ่นยนต์ AI ดังกล่าวถูกออกแบบให้สามารถโต้ตอบกับลูกค้าได้แบบเรียลไทม์ โดยสามารถทักทาย พูดคุย และสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้เข้าชมงานได้อย่างเป็นธรรมชาติ อีกทั้งยังสามารถช่วยแนะนำข้อมูลเกี่ยวกับบริการของ AIS และอำนวยความสะดวกด้านการนำทางไปยังจุดบริการต่างๆ ภายในบูธ ซึ่งช่วยลดขั้นตอนการสอบถามข้อมูลเบื้องต้นและทำให้ประสบการณ์ภายในพื้นที่บริการมีความทันสมัยและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ “น้องจีจี้” ยังถูกออกแบบให้มีบทบาทในการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้าที่เข้ามาเยี่ยมชมบูธ AIS โดยสามารถโต้ตอบกับผู้ใช้งานในลักษณะที่เป็นมิตร เช่น การพูดคุย ถ่ายภาพร่วมกับลูกค้า รวมถึงการแสดงท่าทางตอบสนองกับผู้เข้าชมงาน เพื่อสร้างบรรยากาศที่สนุกและมีชีวิตชีวาภายในพื้นที่ Retail ซึ่งถือเป็นแนวทางใหม่ของการนำเทคโนโลยีมาเสริมประสบการณ์ลูกค้าในร้านค้าปลีกยุคดิจิทัล และในอนาคต AIS มีแผนพัฒนาศักยภาพของ “น้องจีจี้” เพิ่มเติม โดยคาดว่าจะสามารถต่อยอดให้หุ่นยนต์ AI สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและโปรโมชันต่างๆ ภายในร้าน AIS Retail ได้อย่างละเอียดมากขึ้น รวมถึงมีศักยภาพในการให้คำแนะนำเบื้องต้นเกี่ยวกับ สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ อุปกรณ์เสริม และแพ็กเกจมือถือหรือบริการด้านดิจิทัลและเอนเตอร์เทนเมนต์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการลูกค้าในร้านค้าปลีกในอนาคต

นายประพัฒน์ เสียงจันทร์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจค้าปลีก AIS กล่าวว่า “เทคโนโลยี AI กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรม และสำหรับ AIS ธุรกิจค้าปลีกในอนาคตจะไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับการทำธุรกรรมเท่านั้น แต่จะพัฒนาไปสู่ Experience-driven Retail ที่ผสานเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับการให้บริการอย่างไร้รอยต่อ การทดลองนำหุ่นยนต์ AI เข้ามาใช้ในพื้นที่ให้บริการครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้และพัฒนาแนวทางใหม่ในการให้บริการลูกค้า โดยเรามองว่า AI และ Robotics จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยเสริมศักยภาพงานบริการ ทำให้การให้บริการมีความคล่องตัว ฉลาด และตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่มากขึ้น และในระยะต่อไป AIS มีแผนศึกษาการนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปต่อยอดสู่ AIS Shop เพื่อช่วยสนับสนุนงานบริการในร้านค้าปลีก รวมถึงสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ”

ทั้งนี้ การเปิดตัว “น้องจีจี้” ยังสะท้อนทิศทางของ AIS ในการพัฒนา AI Ecosystem ที่ผสานเทคโนโลยี Robotics และ 5G เข้าด้วยกัน ซึ่งจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของบริการดิจิทัลในอนาคต ทั้งในภาคธุรกิจ ภาคบริการ และอุตสาหกรรมต่างๆ

นอกจากนี้ ภายในงาน Thailand Mobile Expo 2026 AIS ยังจัดเต็มกว่าที่เคย จัดหนักดีลสมาร์ทโฟนตัวท็อปที่ยกมาครบ อาทิ iPhone, Samsung, Xiaomi, Huawei และ OPPO ลดคุ้มที่สุดต้อนรับปีม้า ลดสูงสุด 23,400 บาท พิเศษยิ่งขึ้นเมื่อซื้อเครื่องพร้อมแพ็กในงาน รับสิทธิ์ Play Premium Plus ชมสนุกเต็มแม็กซ์ กับ 5 แอปดัง ดูนาน 6 เดือน เติมเต็มทั้งสมาร์ทโฟนและไลฟ์สไตล์ในแพ็กเกจเดียว พร้อมของแถมจัดเต็มในงาน.

ผู้สนใจสามารถสัมผัสประสบการณ์การทำงานของ “น้องจีจี้” ได้ที่ บูธ AIS หมายเลข PL11 ภายในงาน Thailand Mobile Expo 2026 ระหว่างวันที่ 12–15 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดย AIS มีแผนนำหุ่นยนต์ดังกล่าวไปทดลองใช้งานต่อที่ AIS Shop ณ AIS SIAM ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป

AIS Serenade ดูแลลูกค้าคนพิเศษ ผนึก บางจาก พีทีที และ พีทีมอบส่วนลดน้ำมัน ช่วยลดภาระทุกการเดินทาง

0

AIS เดินหน้ามอบสิทธิประโยชน์เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้ลูกค้า Serenade ผู้ใช้รถยนต์ ผนึกความร่วมมือกับ 3 สถานีบริการน้ำมันชั้นนำ ได้แก่ บางจาก พีทีที และล่าสุด พีที เปิดโอกาสให้ลูกค้านำ AIS Points แลกรับส่วนลดค่าน้ำมัน เพื่อช่วยเติมเต็มความคุ้มค่าในทุกการเดินทาง พร้อมร่วมแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน โดยลูกค้าสามารถแลกรับส่วนลดค่าน้ำมันผ่านแอปพลิเคชัน myAIS ได้ ณ สถานีบริการน้ำมันชั้นนำ ดังนี้

  • สถานีบริการน้ำมันบางจาก รับส่วนลดค่าน้ำมันสูงสุด 150 บาท/เดือน สำหรับลูกค้าเอ็มเมอรัลด์, โกลด์ และแพลทินัม ใช้ AIS Points รับส่วนลดสูงสุด 100 บาท/เดือน เมื่อเติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันบางจาก เติม 50 ลิตรขึ้นไป ใช้ 50 คะแนน รับส่วนลด 25 บาท เติม 40–49 ลิตร ใช้ 40 คะแนน รับส่วนลด 20 บาท เติม 30–39 ลิตร ใช้ 30 คะแนน รับส่วนลด 15 บาท หรือเติม 20–29 ลิตร ใช้ 20 คะแนน รับส่วนลด 10 บาท  ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2569
  • สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น รับส่วนลดค่าน้ำมันสูงสุด 200 บาท/เดือน ใช้ 20 คะแนน แลกรับส่วนลด 10 บาท เมื่อเติมน้ำมัน 500 บาทขึ้นไป ใช้ 30 คะแนน แลกรับส่วนลด 20 บาท เมื่อเติมน้ำมัน 1,000 บาทขึ้นไป หรือใช้ 60 คะแนน แลกรับส่วนลด 50 บาท เมื่อเติมน้ำมัน 2,000 บาทขึ้นไป เมื่อเติมน้ำมันที่สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ตั้งแต่วันนี้ – 31 สิงหาคม 2569
  • สถานีบริการน้ำมัน พีที รับส่วนลดค่าน้ำมันสูงสุด 60 บาท/เดือน ใช้ 30 คะแนน แลกรับส่วนลด 15 บาท เมื่อเติมน้ำมัน 1,000 บาทขึ้นไป ที่สถานีบริการน้ำมัน พีที โดยจะเริ่มรับสิทธิ์ได้ตั้งแต่ 16 มีนาคม – 31 ธันวาคม 2569
นางสาวโอปอล เลิศอุทัย

นางสาวโอปอล เลิศอุทัย หัวหน้าฝ่ายงานประสบการณ์และความผูกพันลูกค้า เอไอเอส กล่าวว่า “เอไอเอสมุ่งมั่นดูแลลูกค้าทุกกลุ่มในทุกช่วงเวลาของการใช้ชีวิต โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้รถใช้ถนนที่มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางอย่างต่อเนื่อง เราจึงตั้งใจส่งมอบสิทธิพิเศษผ่าน AIS Points เพื่อเป็นอีกหนึ่งความห่วงใยที่ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าในชีวิตประจำวัน พร้อมเติมเต็มความสะดวกสบายและความอุ่นใจในทุกการเดินทางของลูกค้าเซเรเนด ให้ได้รับประสบการณ์ที่พิเศษยิ่งขึ้นในทุกเส้นทาง”

เมืองไทยประกันชีวิต สนับสนุนโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ สำรวจความเสี่ยงโรคพาร์กินสัน ตอกย้ำพันธกิจเพื่อสังคมสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

0

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เดินหน้าสานต่อพันธกิจในการสร้างคุณค่าต่อสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมสนับสนุน โครงการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกา ผู้อำนวยการสภากาชาดไทย เพื่อสำรวจประชาชนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคพาร์กินสัน พร้อมมอบเงินสนับสนุนจำนวน 3,000,000 บาท เพื่อใช้ในการดำเนินโครงการสำรวจและคัดกรองประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญ    ในการเฝ้าระวังและลดผลกระทบของโรคต่อสุขภาพของประชาชนในระยะยาว

ทั้งนี้ โรคพาร์กินสันเป็นโรคความเสื่อมของระบบประสาทที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของร่างกาย พบได้มากในผู้สูงอายุ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในสังคมผู้สูงวัยของไทย การตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงมีความสำคัญต่อการรักษาและการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะยาว

ในโอกาสนี้ บริษัทฯ ได้รับเกียรติจาก นายขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ และ นางจันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทยพร้อมด้วย ศ.นพ.รุ่งโรจน์ พิทยศิริ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสันและกลุ่มโรคความเคลื่อนไหวผิดปกติ และ นางสาวสายสมร พุ่มพิศ ผู้จัดการโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ เพื่อสำรวจประชาชนที่มีความเสี่ยงโรคพาร์กินสัน ร่วมรับมอบการสนับสนุน โดยมี นายปราโมทย์ ศักดิ์กำจร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส และนางพิตราภรณ์ บุณยรัตพันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส พร้อมด้วย นพ.วุฒิวงศ์ สมบุญเรืองศรี รองกรรมการผู้จัดการ นางสาวจิตต์เกษม สุรธรรมานันท์ รองกรรมการผู้จัดการ และ นางสาวฉัตรกนก ลพถนอมชาติ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ร่วมในพิธี

การสนับสนุนในครั้งนี้สะท้อนถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจของเมืองไทยประกันชีวิตที่ให้ความสำคัญกับ การดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนไทยในทุกช่วงวัย ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม ภายใต้กรอบแนวคิด ESG (Environmental, Social and Governance) โดยเฉพาะในมิติด้าน Social ที่มุ่งส่งเสริมการเข้าถึงการดูแลสุขภาพ การป้องกันโรค และการสร้างระบบสุขภาพที่เข้มแข็งให้กับสังคมไทย

ทั้งนี้ เมืองไทยประกันชีวิตยังคงยึดมั่นในการเป็นองค์กรที่ร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่อนาคตที่ดีขึ้น ผ่านการสนับสนุนโครงการเพื่อสังคม การพัฒนาสุขภาวะของประชาชน และการสร้างความร่วมมือกับองค์กรภาครัฐและภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันพัฒนาประเทศไทยให้เติบโตอย่าง มั่นคง สมดุล และยั่งยืนในระยะยาว

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยต้นปี 69 ต่างชาติถือหุ้นไทยพุ่ง 37% ทุบสถิติสูงสุด มูลค่า 6.11 ล้านล้านบาท

0


ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เผยรายงาน SET Note ล่าสุดฉบับวันที่ 11 มี.ค. 569 ถึงมูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นไทย พบว่า สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 5.61 ล้านล้านบาท ลดลง 3.92% จากสิ้นปี 2567 เป็นผลจากราคาหลักทรัพย์ที่ปรับตัวลดลง (สังเกตได้จาก SET Index ที่ปรับตัวลดลง 10.04%) ขณะที่สัดส่วนมูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศต่อมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมทั้งตลาด (Market Cap.) ณ สิ้นปี 2568 อยู่ที่ระดับ 35.74% เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2567 ที่อยู่ที่ระดับ 33.83%

อย่างไรก็ตาม ในเดือนมกราคม 2569 ราคาหลักทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้น และนักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิต่อเนื่องจากเดือนธันวาคม 2568 ส่งผลให้ ณ สิ้นเดือนมกราคม 2569 มูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นไทยทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 6.11 ล้านล้านบาท คิดเป็น 37.11% ของ Market Cap. รวมทั้งตลาด และคาดว่ามูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศ ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

รายงานฉบับนี้ ยังเปิดเผยอีกว่า เมื่อพิจารณาพฤติกรรมการซื้อขายของนักลงทุนต่างประเทศ ในปี 2568 พบว่า 99.5% ของมูลค่าการซื้อขายรวมของนักลงทุนต่างประเทศทั้งหมด เป็นการซื้อขาย Local Shares และ NVDR สะท้อนการทำกำไรระยะสั้นในตลาดหุ้นไทย ขณะที่มูลค่าการซื้อขายสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศ สะท้อนว่า นักลงทุนต่างประเทศยังคงรักษาระดับการถือครอง Foreign Shares ชี้ให้เห็นว่า ในระยะยาวนักลงทุนต่างประเทศยังคงสนใจลงทุนในตลาดหุ้นไทย

สินเชื่อเคหะ สานฝันคนวัยทำงานอยากมีบ้าน

0

การเริ่มต้นชีวิตวัยทำงานและการมี “บ้านในฝัน” เป็นหนึ่งในเป้าหมายสูงสุดของใครหลายคน แต่ในปี 2026  สภาพเศรษฐกิจที่อาจดูไม่สดใสนัก ดังนั้น การเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย ยิ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้แผนการเงินของเราไม่สะดุด

สำหรับวัยทำงานที่อยากมีบ้านเป็นของตัวเอง สิ่งสำคัญที่ต้องเตรียมตัว เริ่มจากการประเมินตัวเอง สำรวจตัวเองดูรายได้ และภาระหนี้สินที่มีอยู่ เพื่อจะได้ทราบถึงเพดานความสามารถทางการเงินของตัวเอง จะได้รู้ตัวเองว่า ถ้ามีภาระค่าผ่อนบ้านเพิ่มขึ้น ตัวเองจะจ่ายไหวหรือไม่ และอัตราค่าผ่อนบ้านต่อเดือนควรเป็นเท่าไร  

นอกจากนี้ เราต้องมีเงินออมก้อนหนึ่ง สำรองไว้สำหรับเป็นค่าส่งบ้าน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าจดจำนอง ค่าธรรมเนียม และค่าตกแต่งซ่อมแซมบ้าน   สิ่งสำคัญอีกเรื่อง คือ การรักษาประวัติทางการเงินของตัวเองให้ดี  เช่น การชำระหนี้ตรงเวลา  ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่น และสร้างเครดิตที่ดีต่อธนาคารเวลาเราขอสินเชื่อ 

เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ขั้นตอนสำคัญต่อมาคือ การเลือกหาสินเชื่อที่ตอบโจทย์  และยึดแนวทาง กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว  ธนาคารออมสิน เข้าใจถึงความต้องการของคนวัยทำงาน จึงออกโปรโมชันสินเชื่อเคหะที่ครอบคลุมทุกความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้านใหม่, ปลูกสร้างบ้านเอง หรือแม้แต่การต่อเติมซ่อมแซมที่อยู่อาศัย

จุดเด่นของสินเชื่อเคหะ คือ อัตราดอกเบี้ยต่ำโดนใจ   ด้วยข้อเสนอพิเศษ ดอกเบี้ยคงที่ปีแรกเริ่มต้นเพียง 1.89% ต่อปี  อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี (อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา (EIR) อยู่ระหว่าง 4.447% – 4.931% ต่อปี คำนวณจากวงเงินกู้ 3.00 ล้านบาท ระยะเวลา 20 ปี แบบผ่อนชำระเท่ากันทุกงวด)  นอกจากนี้ ธนาคารออมสินยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้กู้ โดยสนับสนุนค่าประเมินราคาหลักทรัพย์ให้ตามจริง สูงสุด 5,000 บาท (สำหรับวงเงินกู้ตั้งแต่ 3 ล้านบาทขึ้นไป)

– ปัจจุบัน MRR เท่ากับ 6.045% ต่อปี (ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป) ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยลอยตัวสามารถเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น หรือลดลงได้

– อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Rate) อยู่ระหว่าง 1.890% – 5.795% ต่อปี

ผู้กู้ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้  คือ มีอายุครบ 20 ปีขึ้นไป และเมื่อรวมอายุผู้กู้กับระยะเวลาที่ชำระเงินกู้ต้องไม่เกิน 70 ปี มีอาชีพและรายได้แน่นอน กรณีกู้ร่วมกับบุคคลอื่น หากเป็นคู่สมรส ลูก พ่อแม่ หรือ พี่น้องร่วมพ่อแม่เดียวกัน ไม่จำเป็นต้องถือกรรมสิทธิ์ร่วมในหลักประกันทุกคนก็ได้ แต่หากกู้ร่วมกับบุคคลอื่นที่นอกเหนือจากข้างต้นแล้ว ต้องถือกรรมสิทธิ์ร่วมในหลักประกันทุกคน  โดยสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://to.gsb.or.th/RtOPn

ผู้สนใจสามารถยื่นกู้สินเชื่อเคหะได้แล้ว รีบหน่อย เพราะระยะเวลาโปรโมชั่นของสินเชื่อเคหะ เริ่มตั้งแต่วันนี้ – 15 เมษายน 2569  โดยต้องอนุมัติและจัดทำนิติกรรมสัญญาแล้วเสร็จ ภายในวันที่ 15 พ.ค. 2569    ติดต่อสอบถาม และสมัครขอสินเชื่อได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา หรือทาง www.gsb.or.th

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ GSB Contact Center โทร. 1115 หรือติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ www.gsb.or.th และ Facebook: GSB Society

⚠️ รู้ก่อนกู้…กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว

⚠️ เงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

#สินเชื่อเคหะ #เป็นลูกค้าเราเท่ากับช่วยสังคม #GSBSocialBank