Home Blog Page 2

“ประมงตราด” เตรียมจัดแข่งจับปลาหมอคางดำ 5 มิ.ย.นี้ หลังลงแขกจับต่อเนื่องพบปริมาณลดลง

0

สำนักงานประมงจังหวัดตราด ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลแหลมกลัด อ.เมืองตราด จัดกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” ที่บริเวณคลองท่าน้ำ ต.แหลมกลัด เพื่อลดปริมาณปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ หลังพบการระบาดในพื้นที่ดังกล่าว จำนวนปลาที่จับได้ลดลงมากและยังพบปลาชนิดอื่น เตรียมจัดกิจกรรมการแข่งขันจับปลา ในวันที่ 5 มิถุนายน นี้ ระดมพลังชุมชนมาช่วยกันจับปลาโชว์การแปรรูปเป็นเมนูอาหารอร่อย

กิจกรรมครั้งนี้มีชาวบ้าน เจ้าหน้าที่ประมง และ อบต.แหลมกลัด ร่วมกันทอดแหและอวนจับปลาอย่างต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน โดยครั้งล่าสุดจับปลาหมอคางดำได้เพียง 7 กิโลกรัม และพบว่าปลามีขนาดเล็กลง ขณะเดียวกันยังจับปลาพื้นถิ่นชนิดอื่นได้ด้วย เช่น ปลากระบอก ปลาแขยงกง ปลาบู่ และปลาแป้น

นายกุณสมบัติ ศิริสมบัติ ประมงจังหวัดตราด กล่าวว่า ประมงจังหวัดตราดติดตามสถานการณ์ปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติของจังหวัดอย่างต่อเนื่อง โดยการกิจกรรมจับปลาที่คลองท่าน้ำครั้งนี้ พบว่าการจับปลาออกจากแหล่งน้ำอย่างต่อเนื่องเริ่มเห็นผล จึงร่วมกับท้องถิ่นและชุมชนจัดกิจกรรมแข่งจับปลา รณรงค์ให้ชาวประมงและประชาชนช่วยกันจับปลาขึ้นมาใช้ประโยชน์ ทั้งนำไปบริโภคในครัวเรือน หรือใช้เป็นปลาเหยื่อตกปลา

ประมงจังหวัดตราดยังได้สร้างเครือข่ายเฝ้าระวังในพื้นที่ โดยแต่งตั้งจิตอาสาในแต่ละหมู่บ้านช่วยติดตาม หากพบปลาหมอคางดำในจุดใหม่จะได้แจ้งและจัดการได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ประมงยังมีการปล่อยปลานักล่าเพื่อช่วยควบคุมปริมาณปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำอีกด้วย

ด้านนางสาวหฤทัย เห่งประถม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแหลมกลัด กล่าวว่า จากการระดมชาวบ้านช่วยกันจับปลาในครั้งนี้ พบว่าปริมาณปลาหมอคางดำลดลง และตัวปลามีขนาดเล็กกว่าสัปดาห์ก่อน จึงอยากชวนประชาชนช่วยกันจับต่อเนื่อง เพื่อลดจำนวนปลาในคลองให้ได้มากที่สุด และปลาหมอคางดำยังสามารถนำมาปรุงเป็นอาหารบริโภคในครัวเรือนได้อีกด้วย

อบต.แหลมกลัดเตรียมจัดกิจกรรมแข่งขันจับปลาหมอคางดำในวันที่ 5 มิถุนายนนี้ โดยเชิญชวนชาวบ้าน ชาวประมง และผู้สนใจนำแห อวน ตาข่าย หรือเครื่องมือจับปลามาร่วมกิจกรรม พร้อมชวนกันทำเมนูจากปลาหมอคางดำ เพื่อสื่อสารว่าปลาชนิดนี้สามารถนำมาบริโภคและแปรรูปได้

“ปกติชาวบ้านจับปลาหมอคางดำมาทำอาหารอยู่แล้ว ทั้งเมนูทอดและปลาแดดเดียว วันที่ 5 มิถุนายนนี้อยากชวนทุกคนมาช่วยกันจับ และนำมาทำเมนูอื่น ๆ เพื่อให้เห็นว่าสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง พร้อมช่วยประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของชุมชนไปด้วย” นายก อบต.แหลมกลัดกล่าว

นายกฯ ร่วมชมนวัตกรรมอาหารไทยสู่เวทีโลกจาก CPF ในงาน THAIFEX–Anuga Asia 2026

0

งาน THAIFEX–Anuga Asia 2026 ปีนี้บรรยากาศคึกคักไปด้วยผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้คนจากทั่วโลกที่เดินทางมาสัมผัสเทรนด์อาหารแห่งอนาคต โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือบูธของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ภายใต้แนวคิด “Food Innovation for Wellness” ที่นำเสนอนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ ผสานทั้งคุณค่าทางโภชนาการ ความอร่อย ความสะดวก และการผลิตอย่างยั่งยืน เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคทั่วโลก ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ภายในงาน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้เกียรติเยี่ยมชมบูธ CPF โดยมี นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร CPF ให้การต้อนรับ พร้อมพาชมนวัตกรรมอาหารและผลิตภัณฑ์คุณภาพจากหลากหลายแบรนด์ อาทิ Kitchen Joy, CP Authentic Asia, CP-Uoriki, CP-Nippon, CP และ U Farm ผ่าน 3 โซนไฮไลต์ ที่สะท้อนมาตรฐานการผลิตระดับสากล

อีกหนึ่งจุดที่ได้รับความสนใจคือแลนด์มาร์ก “3D SPACE LANDMARK” ที่ถ่ายทอดเรื่องราวภารกิจ “ไก่ไทยไปอวกาศ” สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคว่าเนื้อไก่ของไทยได้มาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดระดับอวกาศ สะท้อนวิสัยทัศน์การเป็น “ครัวของโลก” ของ CPF หนุนศักยภาพประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารแห่งภูมิภาค.

AIS ร่วมกับ Wisesight ยกระดับ Thailand Social AIS Gaming Awards 2026 สู่ปีที่ 6 ชูแนวคิด “Gaming as a Lifestyle” รับเทรนด์ AI ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทย

0

AIS ผู้นำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะของไทย ร่วมกับ Wisesight ผู้ให้บริการด้านการวิเคราะห์ข้อมูล โซเชียล เดินหน้าจัดงาน “Thailand Social AIS Gaming Awards 2026” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 เพื่อตอกย้ำบทบาทของ เวทีรางวัลที่เชิดชูบุคคลในวงการเกมและอีสปอร์ตที่สร้างสรรค์ผลงานโดดเด่นบนโซเชียลมีเดีย พร้อมยกระดับเกณฑ์ การตัดสินให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัล ที่เกมได้ก้าวสู่การเป็นไลฟ์สไตล์สำคัญของคนทุกเจเนอเรชัน

นางสาวรุ่งทิพย์ จารุศิริพิพัฒน์ หัวหน้าฝ่ายงานธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนท์ AIS เผยว่า “วันนี้เกมไม่ได้เป็น เพียงความบันเทิงหรือการแข่งขัน แต่ได้กลายเป็นหนึ่งในไลฟ์สไตล์สำคัญที่เชื่อมโยงผู้คน ครีเอเตอร์ แบรนด์ และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะบทบาทของ Generative AI ที่กำลังเปิดโอกาสใหม่ให้การสร้างสรรค์คอนเทนต์ ไร้ขีดจำกัด AIS จึงมุ่งยกระดับเวที Thailand Social AIS Gaming Awards ให้เป็นมากกว่างานประกาศรางวัล แต่เป็น Digital Playground ที่สะท้อนศักยภาพของวงการเกมและอีสปอร์ตไทย พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ในการวัดความสำเร็จ บนโลกดิจิทัล และผลักดันคอมมูนิตี้เกมให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ยั่งยืน และต่อยอดสู่เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ”

นายกล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเสริมว่า “ในฐานะผู้ให้บริการด้านการวิเคราะห์ข้อมูลโซเชียล เชื่อมั่นว่าข้อมูลเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนผ่าน อุตสาหกรรม เกมไปสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน การจัดงานในปีที่ 6 นี้ ไวซ์ไซท์ได้ยกระดับการวัดผลให้ลึกยิ่งขึ้น โดยไม่ได้ มองเพียงแค่ยอดการมองเห็นแต่เน้นการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เพื่อดึงศักยภาพของเหล่าครีเอเตอร์ออกมาเป็นตัวเลขที่ จับต้องได้จริง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้แบรนด์และภาคธุรกิจมองเห็นโอกาสในการขับเคลื่อนวงการ เกมและอีสปอร์ตไทยให้เติบโตอย่างมีทิศทางและแข็งแกร่งในระดับสากล”

โดยผลการตัดสินของรางวัล Thailand Social AIS Gaming Awards 2026  ในปีนี้ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญ ในวงการเกม อีสปอร์ตและโซเชียลมีเดีย ทั้ง 2 ท่าน ได้แก่ 

  1. คุณสักกพล สวาคฆพรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NEX Studio กรรมการสมาคม อีสปอร์ต แห่งประเทศไทย
  2. คุณเมธี ช่วยปู่ Founder, Game Director บริษัท บั๊คบลิโอ สตูดิโอ จำกัด และอาจารย์ประจำสาขาเกมและสื่อ เชิงโต้ตอบ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

โดยไฮไลท์รางวัลในปี 2026 ครอบคลุมทุกมิติของ Digital Gaming แบ่งเป็น 8 กลุ่ม  รวมทั้งสิ้น 48 รางวัล ดังนี้

กลุ่มที่ 1: Rising Game Content Creators and Esports Players จำนวน 10 รางวัล
กลุ่มที่ 2: The Most Popular Game จำนวน 12 รางวัล
กลุ่มที่ 3: The Most Popular Game Content Creators จำนวน 7 รางวัล
กลุ่มที่ 4: The Most Popular Esports Players and Clubs จำนวน 9 รางวัล
กลุ่มที่ 5: The Most Popular Entertainment Adapted from Games จำนวน 2 รางวัล
กลุ่มที่ 6: The Most Popular Gaming Industry and Business จำนวน 6 รางวัล
กลุ่มที่ 7: The Most Popular Game Content Creator on the AIS eSports Fanpage จำนวน 1 รางวัล
กลุ่มที่ 8: Special Award จำนวน 1 รางวัล

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลการประกาศรางวัล Thailand Social AIS Gaming Awards 2026 ได้ที่ https://www.facebook.com/AISeSports

CLICX ธนาคารไร้สาขารายแรกของไทย เปิดยุทธศาสตร์การเงินยุคใหม่ ทำให้เรื่องเงินคล่องตัว-เข้าถึงง่าย-ปลอดภัย สร้างปรากฏการณ์ใหม่ “เลขบัญชีเลือกได้” ครั้งแรกของไทย

0

CLICX (คลิกซ์) ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขารายแรกของประเทศไทย ภายใต้ความร่วมมือขององค์กรชั้นนำระดับประเทศอย่าง KTB, AIS และ OR เดินหน้ายุทธศาสตร์การเงินยุคใหม่ ประกาศวิสัยทัศน์ “Bank in One CLICX” เพื่อยกระดับ FinTech ไทยไปอีกขั้น ด้วยแพลตฟอร์มการเงินดิจิทัลที่ออกแบบเพื่อไลฟ์สไตล์ของคนไทย ทำให้เรื่องเงินเข้าถึงง่าย ปลอดภัย และเท่าเทียมยิ่งขึ้น พร้อมสร้างปรากฏการณ์ใหม่ เปิดฟีเจอร์ครั้งแรกของธนาคารไทย ให้สามารถ “เลือกเลขบัญชีของตัวเองได้” ก่อนเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการภายในมิถุนายน 2569 นี้

นางสาวสุพร สุนทรโรหิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารคลิกซ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่บทใหม่ของระบบการเงิน ที่บริการทางการเงินต้องไม่ใช่แค่การทำให้คนไทยมีบัญชีธนาคารหรือเข้าถึงบริการพื้นฐานเท่านั้น แต่ต้องเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นได้อย่างเท่าเทียม
เพราะในความเป็นจริง การมีบัญชีธนาคารไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเข้าถึงโอกาสทางการเงินที่เหมาะกับตัวเองได้

วันนี้ประเทศไทยยังมีโอกาสในการขยายบริการทางการเงินให้เข้าถึงคนไทยได้กว้างขึ้นและเหมาะกับชีวิตจริงมากขึ้น โดยเฉพาะผู้มีรายได้ไม่แน่นอนอย่าง ฟรีแลนซ์ อาชีพอิสระ หรือเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งหลายคนมีรายได้มีวินัยทางการเงิน และมีพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ดี แต่ยังอาจเข้าไม่ถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินหรือสินเชื่อที่เหมาะสม เพราะขาดเอกสารรายได้หรือประวัติเครดิตตามเกณฑ์เดิม จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ปัจจุบันคนไทยกว่า 63% ยังอยู่ในกลุ่มที่เข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างไม่เต็มศักยภาพ และยังมีคนไทยอีกกว่า 80% ที่มีเงินสำรองฉุกเฉินในการดำรงชีพได้ไม่เกิน 6 เดือน หากเกิดเหตุไม่คาดคิดหรือรายได้หยุดชะงักกะทันหัน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า คนไทยจำนวนมากยังขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการเงินที่เหมาะสม ยืดหยุ่น และสอดคล้องกับความเป็นจริงของชีวิตในปัจจุบัน

นี่คือโอกาสสำคัญในการสร้างบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ที่เข้าใจชีวิตจริงของคนไทยมากขึ้น และเป็นที่มาของ CLICX ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาที่เกิดจากการรวมพลังของ 3 พันธมิตรไทย ได้แก่ KTB ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเงิน AIS ที่มีศักยภาพด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี และ OR ที่เข้าใจไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน การรวมตัวของทั้งสามองค์กรไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพื่อสร้าง ธนาคารบนมือถือแห่งใหม่ แต่เพื่อสร้างแพลตฟอร์มการเงินรูปแบบใหม่ที่เข้าใจลูกค้าได้ดีกว่าเดิม ผ่านการผสานเทคโนโลยี ข้อมูล และความเข้าใจพฤติกรรมการใช้ชีวิตจริง เพื่อช่วยขยายโอกาสทางการเงินให้กับคนไทยในวงกว้างมากขึ้น

CLICX เชื่อว่าโอกาสทางการเงินไม่ควรถูกตัดสินจากข้อมูลทางการเงินแบบเดิมเพียงอย่างเดียว แต่ควรสะท้อนจากศักยภาพและพฤติกรรมในชีวิตจริงของผู้คนด้วยเช่นกัน ภายใต้การดำเนินงานที่ยึดมั่นในหลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ความโปร่งใส และมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล

ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘Bank in One CLICX’ เราต้องการทำให้เรื่องการเงินเป็นเรื่องง่ายและใกล้ตัวมากขึ้นผ่านประสบการณ์ทางการเงินที่ก้าวไปไกลกว่าการทำธุรกรรมบนมือถือ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บออม การใช้จ่าย การเข้าถึงสินเชื่อ หรือสิทธิประโยชน์ที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน

CLICX จะนำเสนอประสบการณ์ทางการเงินที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันของลูกค้าเพราะเราเชื่อว่าผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ดี ไม่ควรให้ลูกค้าปรับตัวเข้าหาระบบ แต่ควรถูกออกแบบให้เข้าใจและเชื่อมโยงกับชีวิตจริงของลูกค้าแต่ละคน เป้าหมายของ CLICX จึงไม่ใช่เพียงการเป็น Virtual Bank แห่งใหม่ของประเทศไทย แต่คือการเป็นแพลตฟอร์มทางการเงินที่ช่วยให้คนไทยเข้าถึงโอกาสทางการเงินที่ดีขึ้น และมี Financial Well-being ที่ดีขึ้นในระยะยาว

พร้อมเซอร์ไพร์สครั้งใหญ่! 2 มิถุนายนนี้ CLICX เตรียมสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้วงการธนาคารไทย ด้วยฟีเจอร์ใหม่ “เลขบัญชีเลือกได้” ที่เปิดให้ลูกค้าสามารถเลือก หรือกำหนดเลขบัญชีของตัวเองได้เป็นครั้งแรกของธนาคารไทย ไม่ว่าจะเป็นเลขมงคลตามความเชื่อ เลขเสริมการเงิน การงาน ความรัก เลขมังกร เลขตอง หรือเบอร์สวย รวมถึงการเลือกเลขบัญชีให้ตรงกับ 7 หลักท้ายของเบอร์โทรศัพท์ หรือ เลข 4 หลักท้าย เพื่อมอบประสบการณ์ทางการเงินที่ลูกค้าเลือก
และกำหนดได้เองในคลิกซ์เดียว

ทั้งหมดนี้คือเจตนารมณ์ของ CLICX ในการสร้างธนาคารไทยที่เข้าใจชีวิตจริงของคนไทย และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอนาคตทางการเงินและ FinTech ของประเทศ เราต้องการทำให้บริการทางการเงินไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นโอกาสที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม เราเชื่อว่าการทำให้เรื่องเงินของคนไทยคล่องตัวขึ้น ปลอดภัยขึ้น และยั่งยืนขึ้น จะช่วยให้ทุกคนสามารถวางแผนชีวิต สร้างโอกาส และเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศได้อย่างมั่นคง ขอเชิญทุกคนร่วมติดตามก้าวสำคัญครั้งใหม่ของวงการการเงินไทย กับการเปิดตัวแอปพลิเคชัน CLICX อย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายนนี้” นางสาวสุพรกล่าวปิดท้าย

กมธ.เกษตรฯ แนะเปลี่ยนมุมคิด เร่งจัดการปลาหมอคางดำ คุมกำเนิดปลาหมอคางดำ พลิกจากปัญหาสร้างเป็นโอกาส

0

ประธาน กมธ.เกษตร ชวนเปลี่ยนปลาหมอคางดำให้ คนกิน สัตว์กิน พืชกิน เพื่อเร่งคุมจำนวนปลาหมอคางดำไม่ให้แพร่พันธ์ เตรียมเสนอข้อมูลและข้อเสนอแนะรัฐบาลจัดการปลาหมอคางดำ แนวทาง “จับ ลด ใช้ประโยชน์”

นายธวัช สุระบาล ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา กล่าวในรายการ “เปลี่ยนมุมคิด” ทางสถานีโทรทัศน์รัฐสภา ว่า การแก้ปํญหาปลาหมอคางดำ ต้องเปลี่ยนมุมมอง และมุมคิดใหม่ มองว่าปลาหมอคางดำเป็นกลุ่มเดียวกับปลาหมอ ซึ่งรับประทานได้ นำมาใช้ประโยชน์ได้
แต่ต้องเร่งคุมไม่ให้แพร่กระจายรวดเร็ว เพราะความอึดทนในสภาพน้ำที่เสื่อมโทรม และสามารถขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว ซึ่งจะไปแย่งอาหารและแหล่งที่อยู่ของสัตว์น้ำชนิดอื่น จึงต้องอาศัยการบูรณาการจากทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ ดำเนินการเร่งจับปลาขึ้นมาอย่างจริงจัง ภาครัฐต้องจัดสรรงบประมาณอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้เกิดการจับออกจากแหล่งน้ำ และสนับสนุนให้มีการใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า ลดปริมาณในพื้นที่ระบาด และบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรและชุมชนที่ได้รับผลกระทบ และสร้างประโยชน์ให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

นายธวัชกล่าวว่า สังคมควรก้าวข้ามการถกเถียงเรื่องต้นตอเพียงอย่างเดียว เพราะยังมีหลายปัจจัยที่ต้องพิสูจน์ ทั้งการนำเข้า การลักลอบนำเข้าสัตว์ต่างถิ่น และข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง ขณะที่สถานการณ์เฉพาะหน้าคือปลาหมอคางดำได้แพร่กระจายอยู่ในแหล่งน้ำหลายจังหวัดแล้ว สิ่งสำคัญคือรัฐต้องเร่งควบคุม ลดจำนวนปลา และมีแผนปฏิบัติการที่จริงจังต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ปลาหมอคางดำเป็นปลาต่างถิ่นที่แพร่พันธุ์รวดเร็ว ทนทาน ปรับตัวได้ดี กินพืช มีลำไส้ยาว และอยู่ได้ในสภาพน้ำเสื่อมโทรม อย่างไรก็ตาม ปลาชนิดนี้สามารถนำมาบริโภคและแปรรูปได้หลากหลาย ขณะที่บางพื้นที่เริ่มนำไปใช้เป็นเหยื่อเลี้ยงปูทะเลและปลากะพง สะท้อนว่า หากมีระบบจัดการที่เหมาะสม ปัญหานี้สามารถต่อยอดเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจได้

กมธ.เกษตรฯ จึงสนับสนุนแนวทาง “จับ-ลด-ใช้ประโยชน์” โดยนำปลาหมอคางดำเข้าสู่กระบวนการแปรรูป ทั้งอาหารคน อาหารสัตว์ อาหารพืช ปลาป่น วัตถุดิบเลี้ยงปูขาว รวมถึงการพัฒนาเป็นสินค้าโอท็อป เพื่อสร้างห่วงโซ่เศรษฐกิจใหม่ให้กับชุมชน

นายธวัชกล่าวว่า กมธ.เกษตรฯ ได้ลงพื้นที่ศึกษาปัญหาในหลายจังหวัด และจัดสัมมนาเพื่อรวบรวมข้อมูลจัดทำรายงานพร้อมข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล โดยเสนอให้ยกระดับปัญหาปลาหมอคางดำเป็นวาระแห่งชาติ จัดสรรงบประมาณต่อเนื่อง วางระบบรับซื้อในราคาที่เหมาะสม ส่งเสริมการแปรรูป สนับสนุนงานวิจัย เช่น การศึกษาปลา 4n ให้สำเร็จ เดินหน้ามาตรการปล่อยปลานักล่าอย่างต่อเนื่อง และพิจารณาผ่อนคลายกฎระเบียบบางส่วน เพื่อให้การเคลื่อนย้ายปลาเพื่อการวิจัย การแปรรูป หรือการใช้ประโยชน์ทำได้อย่างปลอดภัย

นายธวัชกล่าวทิ้งท้ายว่า หน่วยงานรัฐต้องลงมือแก้ปัญหาอย่างจริงจังมากขึ้น ทั้งด้านงบประมาณ แผนปฏิบัติการ และการรับฟังปัญหาจากพื้นที่จริง พร้อมเสนอให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่พบเกษตรกรและชุมชนโดยตรง เพื่อเห็นข้อเท็จจริงมากกว่าการรับฟังจากรายงานราชการเพียงอย่างเดียว

“ถึงเวลาต้องเปลี่ยนมุมมองจากการมองปลาหมอคางดำเป็นเพียงวายร้าย ไปสู่การบริหารจัดการในฐานะทรัพยากรที่ใช้ประโยชน์ได้ เปลี่ยนมุมคิดใหม่ สร้างมูลค่าให้เกิดประโยชน์กับชุมชนได้” นายธวัชกล่าว.

บจ. mai รายงานผลการดำเนินงาน ไตรมาส 1 ปี 2569 ยอดขายรวม 51,660 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,526 ล้านบาท

0
ประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai)

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ใน mai จำนวน 216 บริษัท คิดเป็น 97% จากทั้งหมด 222 บริษัท (ไม่รวมบริษัทในกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน หรือ NC บริษัทที่ปิดงบไม่ตรงงวด และบริษัทที่ไม่นำส่งงบการเงิน) นำส่งผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1/2569 พบว่า บจ. มียอดขายรวม 51,660 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% ต้นทุนขายอยู่ที่ 38,159 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1% ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจาก 26.0% มาอยู่ที่ 26.1% ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) 9,581 ล้านบาทปรับเพิ่มขึ้น 2.5% ส่งผลให้ บจ. มีกำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit) อยู่ที่ 3,920 ล้านบาท เติบโต 7.8% และมีกำไรสุทธิรวม 2,526 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.3% ซึ่งสะท้อนความสามารถในการปรับตัวที่ดี โดยอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (OPM) เพิ่มขึ้นจาก 7.3% เป็น 7.6% และอัตรากำไรสุทธิ (NPM) เพิ่มขึ้นจาก 4.0% เป็น 4.8%

“ผลการดำเนินงานของ บจ. ใน mai ไตรมาส 1/2569 สามารถรักษาอัตราการทำกำไรได้ดี ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ ตลอดจนกำลังซื้อของผู้บริโภคที่หดตัว ในขณะที่บริษัทบางกลุ่มในตลาด mai ยังคงมีความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนที่ดีเพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรเอาไว้ได้ และบางบริษัทมีการปรับโครงสร้างธุรกิจจึงทำให้มียอดขายเติบโตขึ้น โดยมี 2 กลุ่มธุรกิจที่มียอดขาย และกำไรสุทธิเติบโต ได้แก่ กลุ่มธุรกิจการเงิน และกลุ่มบริการ ในขณะที่กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร และกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม มีผลประกอบการทรงตัว แต่บางกลุ่มยังได้รับแรงกดดันจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัว โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภค บริโภค และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์” นายประพันธ์กล่าว

ในส่วนของฐานะทางการเงิน บจ. mai มีสินทรัพย์รวม 313,795 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.7% จากสิ้นปี 2568 โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio) อยู่ที่ 0.74 เท่า เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2568 ที่เท่ากับ 0.70 เท่า

ปัจจุบันมี บจ. ใน mai 229 บริษัท (ข้อมูล ณ วันที่ 25 พฤษภาคม 2569) ดัชนี mai ปิดที่ระดับ 214.37 จุด มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (Market Capitalization) อยู่ที่ 208,266.94 ล้านบาท มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 374.93 ล้านบาทต่อวัน  

กางงบ บจ. ไทย ไตรมาส 1/2569 กลุ่มพลังงาน-ปิโตรฯ พุ่งแรงรับอานิสงส์ราคาน้ำมัน

0

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บจ. จำนวน 813 บริษัท คิดเป็น 93.7% จากทั้งหมด 868 บริษัท (รวม SET และ mai ที่มีกำหนดส่งงบการเงิน ณ สิ้นงวด 31 มีนาคม 2569 และไม่รวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน) นำส่งผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 พบว่ามี บจ. รายงานกำไรสุทธิ 624 บริษัท คิดเป็น 76.8% ของ บจ. ที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด

ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 เทียบกับไตรมาส 1/2568 บจ. ใน SET มียอดขาย 4,239,969 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.2% แต่มีกำไรขั้นต้น (Gross profit) 1,042,628 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.7% กำไรจากการดำเนินงาน (Core profit) 506,939 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.5% และ บจ. มีกำไรสุทธิ 369,201 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.3% ด้านฐานะการเงินของ บจ. ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ratio (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ 1.28 เท่า ลดลงจาก 1.34 เท่า ณ ไตรมาส 1/2568

“ในไตรมาส 1/2569 สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น จึงทำให้ บจ. ในหมวดพลังงาน หมวดปิโตรเคมีภัณฑ์ มีผลประกอบการปรับดีขึ้นจากอัตรากำไรที่สูงขึ้นและกำไรสินค้าคงคลัง ซึ่งได้ประโยชน์จากค่าการกลั่นที่ปรับสูงขึ้นมาก ขณะที่ บจ. ในธุรกิจทั่วไปอาจมีความกดดันด้านการขายและมีความท้าทายในการบริหารจัดการต้นทุนการผลิต และ บจ. ในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัว สะท้อนจากสินเชื่อขยายตัวเพียงเล็กน้อย และอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดต่ำลงจากปีก่อน สำหรับ บจ. ที่มีการเติบโตในไตรมาสแรกของปีนี้ นอกเหนือจากที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมันข้างต้นแล้ว คือ หมวดธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายในประเทศ ได้แก่ พาณิชย์ โรงแรม เทคโนโลยี และสินเชื่อรายย่อย” นายอัสสเดช กล่าว

ด้านผลการดำเนินงานของ บจ. ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 โดยมียอดขายรวม 51,660 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% มีกำไรจากการดำเนินงาน 3,920 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.8% และมีกำไรสุทธิรวม 2,526 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.3% ซึ่งเป็นผลจากการที่บริหารจัดการต้นทุนผลิตและต้นทุนขายอย่างระมัดระวังท่ามกลางกำลังซื้อหดตัว

เมืองไทยประกันชีวิต เปิดตัวโฆษณาเมืองไทยสไมล์คลับชุดใหม่ ดึง “บิวกิ้น-พีพี” เป็นพรีเซ็นเตอร์ เปิดประสบการณ์กับสิทธิพิเศษที่ให้ “เยอะ” จนคุณยิ้ม

0

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมืองไทยประกันชีวิต ตอกย้ำความแรงของ “เมืองไทยสไมล์คลับ” คลับแห่งความสุขและรอยยิ้มอย่างต่อเนื่องหลังปรับโฉมครั้งใหญ่ ก้าวจาก Loyalty Program สู่ “Behavior Platform” เต็มรูปแบบ พร้อมยกระดับสิทธิพิเศษให้ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ เพราะเราคือประกันชีวิต “ที่มีชีวิต” ที่จะดูแลคุณในทุกวัน ทั้งวันที่เคลม วันที่พัก วันที่กิน วันที่เที่ยว วันที่ปาร์ตี้ และวันที่สุขภาพดีครบรอบด้าน เพื่อให้ลูกค้าเมืองไทยประกันชีวิตทุกคนมีรอยยิ้มในทุกวัน

ล่าสุดเดินหน้าเปิดตัวโฆษณาชุดใหม่ โดยได้ “บิวกิ้น” พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล และ “พีพี” กฤษฏ์ อำนวยเดชกร        พรีเซ็นเตอร์คนคุ้นเคย ตัวแทนคนกิจกรรมเยอะ มาร่วมยกระดับความสุขและรอยยิ้มขึ้นไปอีกขั้น  พร้อมด้วยสิทธิพิเศษใหม่ กิจกรรมดี  กินก็มา เที่ยวก็มี บันเทิงก็มาก ฟิตก็ยิ่งมันส์ ที่เตรียมมามอบให้ลูกค้าเมืองไทยประกันชีวิต ได้ร่วมเปิดประสบการณ์ครั้งสำคัญที่มีให้ “เยอะ” จนคุณยิ้ม ที่ดูแลมากกว่าแค่ความคุ้มครอง จากเมืองไทยสไมล์คลับ

โดยลูกค้าเมืองไทยประกันชีวิตที่เป็นสมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ จะได้เปิดประสบการณ์สุดพิเศษกับ 4 ความคุ้มค่า สามารถรับความสุขได้ง่าย ผ่าน MTL Click Application ที่ครอบคลุมทุกบริการ สะดวก ครบ จบ ในแอปเดียวประกอบด้วย

คุ้มที่ 1 Exclusive Privileges ซื้อประกันกับเมืองไทยประกันชีวิตได้สิทธิพิเศษ เลือกรับได้ทันที “ไม่ต้องรอ! และไม่ต้องแลกพอยท์” ทั้งหมวดสุขภาพ สปาชั้นนำ หมวดท่องเที่ยว อย่างตั๋วเครื่องบิน หรือ Lounge หมวดความบันเทิง Box Seat เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์  หรือหมวดร้านอาหาร ที่มีทั้งร้านจองยาก ร้านลับ หรือปิดร้านแบบ Exclusive   Privileges แบบนี้ ไม่เหมือนใครแน่นอน

คุ้มที่ 2 Product Privilege ก็ไม่ต้องรอ เพียงมีประกันสุขภาพ ประกันโรคร้าย ประกันชีวิต หรือประกันชีวิตแบบควบการลงทุน ก็ได้สิทธิพิเศษทันที  กับ Product Privilege ที่จะช่วยให้คุณ ยิ้มได้กับชีวิตที่ง่ายขึ้น

คุ้มที่ 3 Smile Points ซื้อประกันกับเมืองไทยประกันชีวิตได้สนุกไปกับการสะสมแต้ม Smile Points แลกรับส่วนลด และสิทธิพิเศษแบบครบทุกไลฟ์สไตล์ กับสิทธิประโยชน์ที่ใช้ได้จริงในชีวิต และแลกได้ทุกวัน ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ทั้งร้านอาหาร กิจกรรมความบันเทิง สุขภาพ ชอปปิง และท่องเที่ยว จากพันธมิตรชั้นนำที่หลากหลายกว่า 420 แบรนด์

และคุ้มที่ 4 รับ Fit Point  สายฟิตยิ่งต้องถูกใจสิ่งนี้ แค่คุณออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเดิน วิ่ง หรืออัปโหลดผลตรวจสุขภาพ ก็รับ Fit Points ที่นำมาเป็นส่วนลดเบี้ยปีต่ออายุ สูงสุด 15%*

สำหรับภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ของ “เมืองไทยสไมล์คลับ” ตอกย้ำแนวคิดการดูแลลูกค้ามากกว่าความคุ้มครอง ผ่านสิทธิพิเศษและกิจกรรมที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ โดยได้สองพรีเซ็นเตอร์คนคุ้นเคย“บิวกิ้น–พีพี” มาร่วมถ่ายทอดความสุขและประสบการณ์ของการเป็นลูกค้า ที่พร้อมเติมรอยยิ้มให้กับทุกช่วงเวลาของชีวิต

ภาพยนตร์โฆษณาชุดดังกล่าวนำเสนอความ “เยอะ” ของสิทธิประโยชน์จากเมืองไทยสไมล์คลับ ที่ออกแบบมาเพื่อเข้าถึงความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นสายท่องเที่ยว ดำน้ำ ปีนเขา เดินป่า เข้าสปา หรือสายกิจกรรมและออกกำลังกาย รวมถึงสายชอปปิง สายคาเฟ่ ความบันเทิง ทั้งสตรีมมิง ตั๋วหนัง คอนเสิร์ต ซีรีส์ หรือละครเวที ที่พร้อมมอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าได้ยิ้มในทุกไลฟ์สไตล์ ขณะเดียวกันยังเชื่อมโยงการดูแลสุขภาพเข้ากับสิทธิประโยชน์ด้านประกัน ผ่านกิจกรรมฟิตเนสและการสะสมคะแนนเพื่อใช้ลดเบี้ยประกัน ตอกย้ำแนวคิดการดูแลลูกค้าแบบครบวงจรของเมืองไทยประกันชีวิต

การเลือก “บิวกิ้น–พีพี” มารับหน้าที่พรีเซ็นเตอร์ในครั้งนี้ ถือเป็นการต่อยอดภาพลักษณ์ของแบรนด์ หลังจากทั้งคู่เคยสื่อสารด้านผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ มาก่อน โดยครั้งนี้เป็นการปรับบทบาทจากการสื่อสารเรื่อง “ความคุ้มครอง” ไปสู่การสะท้อน “ไลฟ์สไตล์และประสบการณ์” ของการเป็นลูกค้าเมืองไทยประกันชีวิต ผ่านเมืองไทยสไมล์คลับ ด้วยภาพลักษณ์ที่สดใส เข้าถึงง่าย และมีฐานแฟนคลับหลากหลายกลุ่ม ทำให้ “บิวกิ้น–พีพี” สามารถถ่ายทอดแนวคิดของเมืองไทย     สไมล์คลับ ที่มอบทั้งสิทธิพิเศษ ความสุข และกิจกรรมที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างชัดเจน สอดคล้องกับแนวทางของเมืองไทยประกันชีวิตที่ต้องการยกระดับจากการดูแลด้านความคุ้มครอง สู่การอยู่เคียงข้างลูกค้าในทุกมิติของชีวิต

ทั้งนี้ สามารถติดตามภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ของเมืองไทยสไมล์คลับ ได้ผ่านหลากหลายช่องทางของบริษัทฯ ไม่ว่า    จะเป็น Muang Thai Life Assurance, YouTube, Facebook, Instagram, X, LINE Official Account และTikTok ตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป ลูกค้าเมืองไทยประกันชีวิต สามารถร่วมสัมผัสประสบการณ์ความสุขและสุขภาพดีที่เลือกได้ด้วยตัวเอง ตั้งแต่วันนี้และติดตามกิจกรรมรวมถึงสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ที่เมืองไทยสไมล์คลับคัดสรรมาเป็นพิเศษ ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ และ      ตอบโจทย์ความหลากหลายทุกความต้องการเพิ่มเติม ได้ที่ MTL Click Application สามารถดาวน์โหลดได้ฟรี   ทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android หรือเว็บไซต์ www.muangthai.co.th   สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร. 1766 กด 4 เมืองไทยประกันชีวิต หรือศูนย์บริการลูกค้าทั่วประเทศ

CPF ยกระดับอาหารไทยสู่เวทีโลก ชูนวัตกรรม “Food Innovation for Wellness” ในงาน THAIFEX–Anuga Asia 2026

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ผู้นำในธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารระดับโลก เสริมศักยภาพประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารแห่งภูมิภาค ในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ภายใต้ธีมหลักคือ “Food Innovation for Wellness” พร้อมนำนวัตกรรมอาหารที่ผ่านการวิจัย พัฒนา เพื่อให้มีคุณค่าทางโภชนาการ รสชาติที่ดี และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่แข็งแกร่ง เพื่อส่งมอบประสบการณ์อาหารคุณภาพสูงและยั่งยืนให้แก่ผู้บริโภคทั่วโลก

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร CPF กล่าวว่า “ผู้บริโภคทั่วโลกในปัจจุบันมองหาอาหารที่ไม่ได้มีเพียงความอร่อยและปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังต้องสะดวก มีคุณค่าทางโภชนาการ และผลิตอย่างมีความรับผิดชอบ CPF มุ่งมั่นที่จะพัฒนาและนำนวัตกรรมเข้ามาประยุกต์ในทุกๆ ขั้นตอนการผลิตของเราอย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้น สนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดี และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอทั่วโลก”

ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร CPF

นวัตกรรมเพื่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภคในงานนี้มีการนำผลิตภัณฑ์เด่นๆ ที่วางจำหน่าย และได้รับรางวัลทั้งในและต่างประเทศมาจัดแสดง ในด้านนวัตกรรม CPF ยังคงตอกย้ำความสำเร็จจากพันธกิจยกระดับ “ไก่ไทย” ให้ผ่าน ‘มาตรฐานความปลอดภัยระดับอวกาศ (Space Food Safety Standard)’ เป็นการสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยในฐานะครัวของโลก ชูผลิตภัณฑ์เด่น ไก่เบญจา และหมูชีวา ที่มีการนำนวัตกรรมเข้ามาใช้เพื่อให้ไก่และหมูมีสุขภาพที่ดีจากภายใน เลี้ยงด้วยแฟลกซ์ซีดและโพรไบโอติกส์ โดยไม่ใช้ยาปฏิชีวนะตลอดการเลี้ยงดู ทำให้เนื้อไก่และหมูมีความนุ่มโดยธรรมชาติ พร้อมกับมีสารอาหารเช่น โอเมก้า 3 จากธรรมชาติมากกว่าปกติถึง 2.5 เท่า

นวัตกรรมเพื่อความหลากหลาย สะดวกสบาย และรสชาติที่ดีด้านนวัตกรรมสินค้า ซีพีเอฟยังคว้ารางวัล THAIFEX – Anuga taste Innovation Show อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 โดยปีนี้นำเสนอ ‘ไส้กรอกข้าวกะเพราไก่’ โดยนำเอกลักษณ์ของสตรีทฟู้ดอันดับ 1 ของไทย ทั้งกลิ่นหอมของใบกะเพรา ความเผ็ดร้อนแบบไทย และข้าวสวยเต็มเมล็ด มาพัฒนาเป็นไส้กรอกไก่ที่อร่อย สะดวก และรับประทานได้ทุกที่

ภายในงานยังมีผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายเฉพาะในต่างประเทศ อาทิ Authentic Asia และ Kitchen Joy ที่นำอาหารไทยและเอเชียต้นตำรับ ไม่ว่าจะเป็น แกงเขียวหวานไก่ พะแนงไก่ ต้มยำไก่ เกี๊ยวกุ้งหม่าล่า และเกี๊ยวกุ้งลักซา มาอยู่ในรูปแบบอาหารพร้อมทานที่สะดวกต่อการบริโภค วางจำหน่ายแล้วกว่า 18 ประเทศในทวีปยุโรปและสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์จาก CP Nippon แบรนด์ใหม่ล่าสุดที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง CPF และ NH Foods ประเทศญี่ปุ่น นำแฮมเบิร์กและเกี๊ยวซ่าชีสมาจัดแสดงและให้ชิมอีกด้วย

ทางเลือกที่ครบถ้วนสำหรับผู้ประกอบการและผู้บริโภคด้วยวิสัยทัศน์ “ครัวของโลก” ซีพีเอฟพร้อมใช้เวที THAIFEX–Anuga Asia 2026 นำเสนอผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งอาหารพร้อมปรุง อาหารพร้อมทาน โปรตีนสูงเพื่อสุขภาพ และเมนูรสชาติเอเชียที่พัฒนาสู่ตลาดโลก เพื่อเสริมความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ และเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรมอาหารในอนาคต

พบกับนวัตกรรมอาหารระดับโลกได้ที่บูธ CPF หมายเลข 1-RR01 และ 1-RR15 ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 อิมแพ็ค เมืองทองธานี วันที่ 26–29 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00–18.00 น. วันเจรจาธุรกิจ สำหรับผู้ประกอบการในวันทั่ 30 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00–20.00 น. เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมงาน

#

จับวันนี้ เพื่อแหล่งน้ำที่ดีในทุกวัน

0

สังคมอาจวาดภาพปลาหมอคางดำเป็นสัตว์น้ำมีพิษ น่ากลัว เพราะเรียกขานกันว่า “เอเลี่ยนสปีชี่ส์” ในความเป็นจริงปลาชนิดนี้ไม่มีพิษ สามารถบริโภคได้เช่นเดียวกับปลาทั่วไป แต่สิ่งที่สังคมไทยกำลังเผชิญในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องการกินได้หรือไม่ได้ หากคือ “การขยายตัว” ของสัตว์น้ำต่างถิ่นชนิดนี้ในแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ปลาเศรษฐกิจ และความสมดุลของทรัพยากรน้ำในหลายพื้นที่

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “จะกำจัดอย่างไรให้หมด” แต่คือ “จะลดจำนวนปลาในธรรมชาติอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพได้อย่างไร”

หลายชุมชนเริ่มค้นพบคำตอบแล้วว่า แนวทางที่ได้ผลจริง อาจไม่ใช่การจับไปทิ้งเพียงอย่างเดียว แต่คือ “จับแล้วใช้ประโยชน์” เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการนำปลาออกจากแหล่งน้ำอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

วันนี้ ปลาหมอคางดำถูกนำมาแปรรูปหลากหลายรูปแบบ ทั้งปลาแดดเดียว ลูกชิ้นปลา น้ำพริก อาหารสัตว์ และปุ๋ยอินทรีย์ บางพื้นที่ต่อยอดเป็นกิจกรรมเศรษฐกิจชุมชน สร้างรายได้หมุนเวียนในท้องถิ่น พร้อมลดภาระค่าใช้จ่ายด้านอาหารของครัวเรือน

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ไม่ได้มีเพียงมิติทางเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยลดจำนวนปลาในระบบนิเวศอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการควบคุมประชากรปลาหมอคางดำในทางปฏิบัติ

หลายประเทศทั่วโลกใช้แนวทางลักษณะเดียวกันในการจัดการสัตว์น้ำต่างถิ่น เพราะการกำจัดระยะสั้นเพียงครั้งคราว ไม่สามารถหยุดการแพร่ขยายได้จริง แต่การทำให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจับปลาออกจากธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง กลับเป็นวิธีที่ช่วยควบคุมจำนวนได้มีประสิทธิภาพมากกว่าในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมได้ทันที หากพบการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำในคลอง หนอง บึง หรือแหล่งน้ำธรรมชาติ ควรแจ้งกรมประมงหรือหน่วยงานในพื้นที่โดยเร็ว เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ ประเมินสถานการณ์ และดำเนินมาตรการควบคุมได้ทันเวลา

เพราะยิ่งปล่อยให้ปลาแพร่พันธุ์นานเท่าไร การควบคุมจะยิ่งยากขึ้น ใช้งบประมาณสูงขึ้น และกระทบต่อสัตว์น้ำท้องถิ่นมากขึ้นตามไปด้วย

อีกประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งสร้างความเข้าใจร่วมกัน คือการหยุดนำปลาไปปล่อยหรือขนย้ายไปยังพื้นที่ใหม่โดยไม่มีการควบคุม เนื่องจากการแพร่กระจายของสัตว์น้ำต่างถิ่นจำนวนมาก เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์โดยไม่ตั้งใจ

สำหรับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากระบบการเลี้ยงแบบเปิด ที่รับน้ำธรรมชาติเข้าบ่อโดยตรงโดยไม่มีระบบกรองป้องกัน ส่งผลให้ลูกปลาหรือไข่ปลาหมอคางดำเข้าสู่บ่อเลี้ยงได้ง่าย

การติดตั้งตะแกรงกรอง การควบคุมทางน้ำเข้า-ออก รวมถึงการเฝ้าระวังแหล่งน้ำรอบพื้นที่เพาะเลี้ยง จึงเป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงและลดผลกระทบต่อเกษตรกรได้ในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ปลาหมอคางดำกำลังสะท้อนอีกหนึ่งปัญหาที่ลึกกว่าการระบาดของสัตว์น้ำต่างถิ่น นั่นคือ “ความเสื่อมโทรมของแหล่งน้ำ”

สัตว์น้ำชนิดนี้สามารถเติบโตได้ดีในน้ำเสีย พื้นที่น้ำเสื่อมคุณภาพ หรือระบบนิเวศที่อ่อนแอ นั่นหมายความว่า การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน จะไม่สามารถทำได้ด้วยการจับปลาออกจากน้ำเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเดินควบคู่กับการฟื้นฟูคลอง ฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ และยกระดับคุณภาพน้ำของประเทศไปพร้อมกัน

ประเทศไทยอาจไม่สามารถกำจัดปลาหมอคางดำให้หมดสิ้นได้ในเวลาอันสั้น แต่สามารถลดจำนวนลงอย่างมีนัยสำคัญได้ หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

กุญแจสำคัญที่สุดของเรื่องนี้ อาจไม่ใช่เทคโนโลยีหรือมาตรการใดเพียงอย่างเดียว หากคือ “พลังของชุมชน” เพราะทุกครั้งที่ชาวบ้านช่วยกันจับปลาออกจากแหล่งน้ำ ทุกครั้งที่มีการนำปลาไปใช้ประโยชน์ และทุกครั้งที่ประชาชนแจ้งหน่วยงานรัฐเมื่อพบการแพร่ระบาด นั่นคือการช่วย “คืนสมดุล” ให้แหล่งน้ำไทยอย่างเป็นรูปธรรม การดูแลทรัพยากรน้ำ จึงไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่คือภารกิจร่วมของทั้งชุมชน สังคม และคนไทยทุกคน เพราะยิ่งจับ ยิ่งลด และยิ่งร่วมมือกันมากเท่าไร โอกาสคืนความสมดุลให้แหล่งน้ำไทยก็จะยิ่งเกิดขึ้นเร็วขึ้นเท่านั้น.