Home Blog Page 2

ตามรอยเซียน โดย เจี๊ยบ บางกรวย “องค์จมูกโด่ง ”

0

พระสมเด็จมีหน้ามีตาปากจมูกครบนะเธอ ตังอิ๋วทำให้พระหดตัว หน้าตาเลยเห็นรางๆ แต่ถ้าองค์ไหนตั้งใจกด ก็จะเห็นหน้าตา ชัดเจน ถ้าเจอ แห้งเก่าเป็นธรรมชาติ
ก้อนดำเม็ดแดง ก้อนเทา รอยปริ
รอยเหนอะ อย่าปล่อยให้หลุดมือ
แบบนี้เรียกสวยสุด แพงสุดๆ

มาดูพระสมเด็จวัดระฆังทรงเจดีย์ “องค์จมูกโด่ง”วันนี้หน้าตาครบ จมูกโด่งมาก หล่อเหมือนฝรั่งเลย
แจ่มจัด เนื้อขาวอมเหลือง แห้งสนิท ฝ้าปูนคราบแป้ง อยู่ครบ รอยเหนอะ รอยแยกของผิวพระ บอกถึงองค์นี้คนกดพิมพ์ตั้งใจมาก ทำให้เห็นหน้าตาชัดแจ๋ว
หลังมีรอยบาด ริ้วรอยยุบแยก
ฝ้าปูนย์ขาว แบบนี้เรียกหลังสังขยา พระองค์นี้เก็บดีผิวหิ้งไม่เคยใช้มาก่อนเก่าเก็บ
เจอแบบนี้ได้ที่สุดของพระสมเด็จแล้วเธอ

“พระอาจารย์สอนเซียนเจี๊ยบบอกต่อ” หวานเจี๊ยบนะจ๊ะเธอ

เจี๊ยบบางกรวยเดินตามรอยพระอาจารย์ 087 0030897

เมืองไทยประกันชีวิต คว้า 3 รางวัลสูงสุดในภาคอุตสาหกรรมประกันชีวิต จากสำนักงาน คปภ. สะท้อนบริหารงานดีเด่นและใส่ใจความยั่งยืนทุกมิติ

0

เมืองไทยประกันชีวิต คว้ารางวัลสูงสุดภาคอุตสาหกรรมประกันชีวิต ขึ้นรับ 3 รางวัลใหญ่ จากสำนักงาน คปภ. “รางวัลบริษัทประกันชีวิตที่มีการบริหารงานดีเด่น อันดับ 1” “รางวัลบริษัทประกันชีวิตที่มีการส่งเสริมกรมธรรม์ประกันภัยเพื่อประชาชนดีเด่น” และ “รางวัลบริษัทประกันชีวิตที่สร้างสรรค์นวัตกรรมเทคโนโลยีประกันภัยดีเด่น” ตอกย้ำถึงความโดดเด่นขององค์กรรอบด้าน ทั้งการบริหารงานที่มุ่งสร้างความยั่งยืนในทุกมิติ และความมุ่งมั่นในการสนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงประกันภัยได้ รวมถึงการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างแท้จริง จากพิธีมอบรางวัลประกันภัยดีเด่นครบวงจร ประจำปี 2569

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) นำโดย นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ ดร.สุธี โมกขะเวส กรรมการผู้จัดการ เข้ารับ 3 รางวัลเกียรติยศ ที่สุดแห่งความภาคภูมิใจ ประจำปี 2568 ประกอบด้วย“รางวัลบริษัทประกันชีวิตที่มีการบริหารงานดีเด่น อันดับ 1” ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของภาคธุรกิจประกันชีวิต  “รางวัลบริษัทประกันชีวิตที่มีการส่งเสริมกรมธรรม์ประกันภัยเพื่อประชาชนดีเด่น” และ “รางวัลบริษัทประกันชีวิตที่สร้างสรรค์นวัตกรรมเทคโนโลยีประกันภัยดีเด่น” จากพิธีมอบรางวัลประกันภัยดีเด่นครบวงจร ประจำปี 2569  (Prime  Minister’s  Insurance  Awards 2026 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) โดยมีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ประธานในพิธีเป็นผู้มอบ พร้อมด้วยนายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย  (คปภ.) ร่วมแสดงความยินดี งานจัดขึ้น   ณ ห้องบางกอก คอนเวนชัน เซ็นเตอร์ บีทู โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชัน เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์

โดย “รางวัลบริษัทประกันชีวิตที่มีการบริหารงานดีเด่น อันดับ 1” ถือเป็นรางวัลสูงที่สุดในภาคอุตสาหกรรมประกันชีวิต ที่สำนักงาน คปภ. มอบให้แก่บริษัทที่มีผลงานการบริหารดีเด่นและมีความแข็งแกร่งรอบด้านและครบถ้วนในทุกมิติ ให้สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ เพื่อตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า ด้วยการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง รวมถึงความมุ่งมั่นของเมืองไทยประกันชีวิตในการก้าวข้ามบทบาทของธุรกิจประกันชีวิต สู่การเป็น Life & Health Partner ที่อยู่เคียงข้างลูกค้าในทุกช่วงของชีวิต ผ่านการพัฒนานวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ บริการ และการสร้าง Longevity Ecosystem  พร้อมมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านประกันชีวิต ความคุ้มครองสุขภาพ และบริการด้านต่าง ๆ ตลอดจนช่องทางจำหน่ายที่หลากหลาย รวมถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ พร้อมการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นองค์กรที่โดดเด่นด้วยการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน  เดินหน้าควบคู่ไปกับนโยบายด้าน ESG  สะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทในการสร้างผลกระทบเชิงบวกในมิติด้านสิ่งแวดล้อม มิติด้านสังคม  มิติด้านบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ

สำหรับ “รางวัลบริษัทประกันชีวิตที่มีการส่งเสริมกรมธรรม์ประกันภัยเพื่อประชาชนดีเด่น ประจำปี 2568” ได้รับ จากความมุ่งมั่นในการสร้างการเข้าถึงได้ของประกันชีวิตให้กับทุก ๆ คนในสังคม (Democratizing Insurance)  เพื่อเป็นส่วนช่วยให้ทุกคน ได้มีความอุ่นใจ มีหลักประกันที่มั่นคง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน พร้อมมีส่วนร่วมในการส่งเสริมกรมธรรม์ประกันภัยเพื่อประชาชน  การพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยเพื่อประชาชน การส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนมีการทำกรมธรรม์ประกันภัยเพื่อประชาชน  การส่งเสริมสนับสนุนให้มีการขยายช่องทางการจำหน่ายกรมธรรม์ประกันภัยเพื่อประชาชน  การส่งเสริมการจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ กรมธรรม์ประกันภัยเพื่อประชาชน  และส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการลูกค้า ด้านการจำหน่ายกรมธรรม์ประกันภัยเพื่อประชาชน  ซึ่งบริษัทฯ ได้ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจที่หลากหลาย ช่วยขยายช่องทางเพิ่มโอกาสให้กับประชาชนได้เข้าถึงประกันภัยมากยิ่งขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง 

นอกจากนี้ เมืองไทยประกันชีวิต ยังสามารถคว้า “รางวัลบริษัทประกันชีวิตที่สร้างสรรค์นวัตกรรมเทคโนโลยีประกันภัยดีเด่น ประจำปี 2568” แสดงให้เห็นถึงความโดดเด่นด้านนวัตกรรมที่สร้างสรรค์ของบริษัทฯ ในการมุ่งมั่นคิดค้น พัฒนา นวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์และบริการ รวมถึงส่งเสริมให้การนำระบบเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในกระบวนการทำงาน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างครบถ้วน ทุกไลฟ์สไตล์ และสอดรับโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ในโอกาสนี้ ตัวแทนของบริษัทฯ ยังได้รับ “รางวัลตัวแทนประกันชีวิตคุณภาพดีเด่น ประจำปี 2568” ประกอบด้วย นางสาวณัฐรินทร์ เลิศธิติสรณ์ และนางสาววิรัญญา มีศิริ สุดยอดตัวแทนที่มีผลงานโดดเด่น ทั้งในด้านผลงานการขาย การเข้าอบรม และทำกิจกรรมได้ตามเงื่อนไขที่ คปภ. กำหนดไว้ได้อย่างครบถ้วน รวมถึงการปฏิบัติอยู่ในกรอบมาตรฐานจรรยาบรรณของวิชาชีพ และกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับของ คปภ. อย่างเคร่งครัด  นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของบริษัทฯ สะท้อนถึงความโดดเด่นในด้านการพัฒนาคุณภาพตัวแทน ในการเป็นที่ปรึกษาด้านประกันชีวิตที่พร้อมดูแล และคอยเคียงข้างลูกค้าในทุกช่วงจังหวะของชีวิตได้เป็นอย่างดี.

‘CORRUPTOPIA’ มหานครคอร์รัปชัน Exhibition & Forum พบกับนิทรรศการและวงเสวนาที่จะชวนทุกคนสำรวจผลกระทบของการทุจริตคอร์รัปชันที่แฝงอยู่ในชีวิตประจำวันและได้ละเมิดสิทธิที่พึงได้พึงมีของเราไปโดยที่เราไม่รู้ตัว จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

0

ยินดีต้อนรับสู่ ‘CORRUPTOPIA’  มหานครคอร์รัปชัน Exhibition & Forum ที่จะพาคุณไปรู้จักเมืองจำลองที่การทุจริตคอร์รัปชันกลายเป็นเรื่องปกติ จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
.

‘CORRUPTOPIA’ มหานครคอร์รัปชัน มีคำขวัญประจำเมืองว่า “อยู่ให้เป็น เห็นจนชิน อยู่กินกับคอร์รัปชัน” จน “ประชาชน” ยอมจำนนกลายเป็นพลเมือง “ประชาชิน”

.

พบกับนิทรรศการและวงเสวนาที่จะชวนทุกคนสำรวจผลกระทบของการทุจริตคอร์รัปชันที่แฝงอยู่ในชีวิตประจำวันและได้ละเมิดสิทธิที่พึงได้พึงมีของเราไปโดยที่เราไม่รู้ตัว

.

🔖Exhibition | CORRUPTOPIA : มหานครคอร์รัปชัน นิทรรศการเชิงประสบการณ์ที่จะพาคุณไปพบกับ 6 จุดเช็กอิน เพื่อสัมผัสกับการทุจริตคอร์รัปชันที่แฝงตัวอยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น ถนนเจ็ดชั่วโคตรที่สร้างไม่เคยเสร็จ พิ ‘พิษ’ ภัณฑ์ที่จัดแสดงขยะพิษนำเข้าจากต่างถิ่น  ไปจนถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เสกความสำเร็จให้ได้ถ้าติดสินบน และรู้จักกับเหล่าประชาชินที่เรื่องราวชีวิตของพวกเขาอาจใกล้กับชีวิตของพวกเรา 

📅 15-27 กันยายน 2569

⏰ 10.00-20.00 น.

📍ห้องนิทรรศการ ชั้น 3 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

🚶🏻‍♀️‍➡️Panel Discussion | Corruption Syndrome 

พบกับ Special Keynote และ 2 Sessions พิเศษ ชวนถอดรหัส “คอร์รัปชันซินโดรม” สำรวจอาการป่วยของประเทศไทย ราคาที่คนพูดความจริงต้องจ่าย และจุดเริ่มต้นของพลังประชาชนที่ไม่ยอมชินกับคอร์รัปชัน

🔹 Keynote Address : “คอร์รัปชันซินโดรม” ประเทศไทยป่วยขั้นไหน ? 

โดย คุณบรรยง พงษ์พานิช กรรมการและกรรมการบริหาร องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

🔹 Session 1 : เปิดโปงแล้วใครปกป้อง ? เมื่อคนพูดความจริงมีราคาที่ต้องเจ็บ-ต้องจ่าย

โดย 

1.คุณพัสนีย์ พูลสุข ผู้รวบรวมหลักฐานและเปิดโปงขบวนการทุจริตยา โรงพยาบาลทหารผ่านศึก

2.คุณพรทิพย์ โม่งใหญ่ อดีตบรรณาธิการข่าวโต๊ะรายงานพิเศษ สถานีโทรทัศน์เวิร์คพอยท์

3.คุณปรัชญ์ รุจิวนารมย์ ผู้สื่อข่าวอิสระสายข่าวสิ่งแวดล้อม

4.คุณฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (หัวหน้าทีมสุดซอย)

ดำเนินการสนทนาโดย คุณฐปณีย์ เอียดศรีไชย 

.

🔹 Session 2 :  เมื่อประชาชนไม่ยอมชินกับการทุจริตคอร์รัปชัน อีกต่อไป เราจะนับหนึ่งจากตรงไหน?

โดย 

1.ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

2.คุณนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภาและประธานคณะกรรมาธิการ การพัฒนาการเมือง  

การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค

3.คุณปดิพัทธ์ สันติภาดา (หมออ๋อง) อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 และที่ปรึกษา มูลนิธิคณะก้าวหน้า

4.คุณปริศนา พรหมมา ผู้แทนสภาลมหายใจเชียงใหม่

5.คุณจุมพล ขุนอ่อน รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ดำเนินสนทนาโดย คุณสมภพ รัตนวลี (บก.ติ่ง)

📅 16 กันยายน 2569

⏰ 13.00-17.00 น.

📍 ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

.

ก่อนกลับบ้าน อย่าลืมแวะรับของที่ระลึก “ไม้บรรทัดวัดใจ” ที่จะชวนทุกคนมาเปลี่ยนบรรทัดฐานของสังคม เลิกเป็นประชาชิน และกลับมาเป็นประชาชน

เพราะการเปลี่ยน อาจจะเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ที่สำคัญ นั่นคือเมื่อทุกคนเลิกชินกับการทุจริตที่ไม่ควรเป็นเรื่องปกติ

จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 

🌆 CORRUPTOPIA: มหานครคอร์รัปชัน
📅 15–27 กันยายน 2569

⏰ 10.00-20.00 น.

📍 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร | BACC
🎟️ เข้าชมฟรี

73 ปี ธอส. เดินหน้าตอบแทนลูกค้าชูสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำ 0.73% สลากออมทรัพย์ ดอกเบี้ย 1.20% ชำระดีมีคืน 0.73%

0

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เดินหน้าตอบแทนลูกค้า สนับสนุนคนไทยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองเพิ่มขึ้น จัดทำโปรโมชันทางการเงินสุดพิเศษ ทั้งสินเชื่อบ้านอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 0.73% ต่อปี สลากออมทรัพย์ ธอส. 73 ปี Beyond หน่วยละ 1 ล้านบาท ชูจุดเด่นดอกเบี้ยสูง 1.20% ต่อปี รับดอกเบี้ยรายเดือน ลุ้นรางวัลใหญ่ตลอด 2 ปี
พร้อมโปรโมชันบ้านมือสอง ธอส. กับงานประมูลครั้งใหญ่ ขนทรัพย์กว่า 12,000 รายการทั่วประเทศ ลดราคาสูงสุด 50% และโครงการ 73 ปี ธอส. ชำระดีมีคืน มอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้าที่มีประวัติการผ่อนชำระดีสม่ำเสมอ รวมถึง สิทธิพิเศษเฉพาะสำหรับลูกค้า G H BANK CROWN ร่วมเฉลิมฉลองตลอดเดือนเกิด!

ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ในโอกาส ธอส. ดำเนินงานครบรอบ 73 ปี ตอบแทนลูกค้าพร้อมส่งต่อคำขอบคุณ ด้วยการเพิ่มโอกาสให้คนไทยเข้าถึงที่อยู่อาศัยและบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์ความต้องการมากยิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิด “ธอส. 73 ปี Beyond” สะท้อนการก้าวสู่การเป็น “Beyond Housing Bank” มากกว่าการปล่อยกู้ ธอส. คือ เพื่อนคู่คิดเรื่องบ้าน ที่จะดูแลลูกค้าทุกช่วงเวลาของการมีบ้าน ได้จัดทำโปรโมชันทางการเงินตอบแทนลูกค้าครอบคลุมทุกมิติ ประกอบด้วย

  1. สินเชื่อ ธอส. 73 ปี Beyond กับแคมเปญ Worry Free อัตราดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้น 0.73% ต่อปี ฟรีค่าประเมินราคาหลักประกัน – ค่าธรรมเนียมจดจำนอง ช่วยลดภาระและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัย
  2. สลากออมทรัพย์ ธอส. 73 ปี Beyond หน่วยละ 1 ล้านบาท ดอกเบี้ยหน้าสลาก 1.20% ต่อปี รับดอกเบี้ยรายเดือนตลอดอายุสลาก 2 ปี พร้อมโอกาสลุ้นรางวัล 3 ล้านบาททุกเดือน เลือกหมวดได้ด้วยตนเอง เพิ่มโอกาสถูกรางวัล พิเศษ! ลูกค้า 730 รายแรก ที่ซื้อสลากฯ ตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป รับฟรี สลากออมทรัพย์ ธอส. ชุดทองกวาวมั่งมี 2 มูลค่า 3,000 บาท
  3. ประมูลบ้านมือสอง ธอส. 73 ปี Beyond วันที่ 19 กันยายน 2569 พบทรัพย์บ้านมือสองคุณภาพดีทำเลศักยภาพทั่วประเทศกว่า 12,000 รายการ ครอบคลุมที่อยู่อาศัยทุกประเภท พร้อมส่วนลดราคาสูงสุด 50% และสินเชื่อดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 2 ปี เพิ่มโอกาสให้ประชาชนสามารถเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยง่ายขึ้น
  4. โครงการ 73 ปี ธอส. ชำระดีมีคืน ตอบแทนลูกค้าให้ได้รับเงินคืน 0.73% ของดอกเบี้ยเงินกู้ที่ชำระในปี 2568 สำหรับลูกค้าสินเชื่อที่กู้เงินมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี ทุกบัญชีเงินกู้ภายใต้หลักประกัน ที่มีประวัติการผ่อนชำระดีสม่ำเสมอ 48 เดือนติดต่อกัน (จนถึงเดือนสิงหาคม 2569) ไม่เคยเป็น NPL ในวัตถุประสงค์การกู้ที่ธนาคารกำหนดโดยเงินที่ได้รับคืนจะนำไปตัดชำระเงินกู้อัตโนมัติในงวดเดือนกันยายน 2569
  5. เงินฝากออมทรัพย์เจ้าสัว อัตราดอกเบี้ยสูงสุด 1.25% สิทธิพิเศษเฉพาะสำหรับลูกค้า G H BANK CROWN เพียงเปิดบัญชีหรือฝากเพิ่ม รับบัตรเติมน้ำมันมูลค่าสูงสุด 500 บาท ตามเงื่อนไขที่กำหนด

“ธอส. 73 ปี Beyond สะท้อนถึงการก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างมั่นคง โดยใช้จุดแข็งและความเชี่ยวชาญด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัย มาต่อยอดด้วยผลิตภัณฑ์ บริการ เทคโนโลยี และแนวทางการดูแลลูกค้าที่ตอบโจทย์ชีวิตคนไทยในทุกช่วงเวลาของการมีบ้าน เพื่อให้ ธอส. เป็นมากกว่าผู้ให้สินเชื่อ โดยเป็นพันธมิตรที่ช่วยสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” ดร.มหัทธนะ กล่าว

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียด เงื่อนไขผลิตภัณฑ์และโปรโมชันต่าง ๆ ภายใต้ ธอส. 73 ปี Beyond และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ G H BANK Call Center โทร.0-2645-9000 หรือ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และติดตามข่าวสารของธนาคารได้ที่ G H BANK Social Media ทุกช่องทาง

จับตาดาวรุ่งสัตว์น้ำไทย “กะพงขาว” โตแรง 6% ปลานิลยังครองแชมป์ 2.7 แสนตัน

0

ผลผลิตสัตว์น้ำโตไม่หยุด ปลานิลครองแชมป์ โตปีละ 3.18% ผลพวงจากการปรับปรุงพันธุ์ เลี้ยงในระบบปิด ควบคุมคุณภาพ แต่รอบนี้ปลากะพงขาวมาแรง ทะลุ 60,000 ตันต่อปี หลังใช้เทคโนโลยีเพาะลูกปลาให้แข็งแรง อยู่รอดในทุกแหล่งน้ำ

หากมองย้อนกลับไปในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2567-2569) จนถึงปัจจุบัน ภาพรวมของภาคการผลิตสัตว์น้ำของไทยมีการเติบโตที่น่าจับตามองอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดและน้ำกร่อยสายพันธุ์เศรษฐกิจ ที่มีตัวเลขผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน
ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา สัตว์น้ำเศรษฐกิจหลักของไทยมีอัตราการเติบโต ดังนี้

ปลานิล: แชมป์อันดับ 1 สัตว์น้ำจืดไทย ผลผลิตแตะ 2.7 แสนตัน ยังครองตำแหน่งสัตว์น้ำจืดที่มีการเพาะเลี้ยงมากที่สุดในประเทศ โดยผลผลิตไต่ระดับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 3.18 ต่อปี ปัจจุบัน (พ.ศ. 2569) ประเทศไทยมีฟาร์มผู้เพาะเลี้ยงปลานิลกว่า 330,000 ฟาร์ม และสร้างผลผลิตรวมพุ่งสูงถึงประมาณ 270,000 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจในระบบสูงกว่า 13,600 ล้านบาท โดยผลผลิตส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 98 ถูกส่งไปตอบสนองการบริโภคที่แข็งแกร่งภายในประเทศ
ปัจจัยหลักที่ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น เกิดจากการยกระดับสายพันธุ์ปลานิลให้ทนโรค โตเร็ว และเนื้อแน่น ประกอบกับเกษตรกรหันมานิยมเลี้ยงปลานิลในกระชังตามแหล่งน้ำไหลและในบ่อดินด้วยระบบปิดอัจฉริยะ (Smart Farming) ที่มีการควบคุมคุณภาพน้ำและการให้อาหารอย่างแม่นยำ ทำให้อัตราการรอดชีวิตของลูกปลาสูงขึ้นอย่างมาก

ปลากะพงขาว: สัตว์น้ำมูลค่าสูงที่พบปรากฏการณ์เติบโตแบบก้าวกระโดด โดยปลากะพงขาวกลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในกลุ่มปลาชายฝั่งและปลาน้ำกร่อยที่มีปริมาณความต้องการซื้อสูงมาก ผลผลิตรวมขยับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจนกลายมาเป็นหนึ่งในปลาที่ทำรายได้หลักของเกษตรกรยุคใหม่ มีมูลค่าแต่ละปีประมาณ 60,000 ล้านบาท
ในปี 2567 พบว่าผลผลิตปลากะพงขาวเท่ากับ 59,407 ตัน ปี 2568 ผลผลิต 61,631 ตัน เพิ่มขึ้น 3.7 % และปี 2569 ณ ปัจจุบัน ผลผลิต 65,330 ตัน เพิ่มขึ้น 6 %
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลผลิตปลากะพงขาวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด มาจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเลี้ยงของเกษตรกร โดยหันมาทำ “การเลี้ยงร่วมระบบกึ่งธรรมชาติ” เช่น การปล่อยปลากะพงขาวเลี้ยงร่วมกับปลานิลในบ่อดิน เพื่อให้ลูกปลานิลกลายเป็นอาหารธรรมชาติช่วยลดต้นทุนค่าอาหารเม็ด นอกจากนี้ภาครัฐและเอกชนยังส่งเสริมเทคโนโลยีการเพาะพันธุ์ลูกปลาที่ได้มาตรฐาน ทำให้ได้ลูกปลาที่แข็งแรง สามารถกระจายไปเลี้ยงได้ในหลายพื้นที่ แม้กระทั่งในพื้นที่น้ำเค็มเกลือสินเธาว์ในภาคอีสานก็สามารถทำผลผลิตได้ดีเช่นกัน

กลาโหม AIS DGA ผนึกกำลังยกระดับ “กำลังพลดิจิทัล” สู่ยุค AI วางรากฐาน Digital Defense รับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่

0

กระทรวงกลาโหม ร่วมกับ เอไอเอส และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA เดินหน้าความร่วมมือพัฒนาศักยภาพกำลังพลและครอบครัวให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่าน โครงการสร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์และเสริมศักยภาพด้านปัญญาประดิษฐ์ให้แก่กำลังพลและครอบครัว มุ่งเสริมทักษะความฉลาดรู้ด้านดิจิทัล (Digital Literacy) และความฉลาดรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Literacy) เพื่อวางรากฐานการพัฒนา “กำลังพลดิจิทัล” และยกระดับความพร้อมด้านการป้องกันประเทศในมิติดิจิทัล (Digital Defense) อย่างเป็นรูปธรรม โดยกำลังพลและบุคลากรภาครัฐจะสามารถเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มของ DGA ซึ่งนำหลักสูตร อุ่นใจไซเบอร์ : AI Literacy ของเอไอเอสมาผสานกับแนวทางการพัฒนาบุคลากรภาครัฐ ขณะที่ครอบครัวกำลังพลและประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงหลักสูตรผ่านอุ่นใจไซเบอร์ของเอไอเอส พร้อมเตรียมขยายผลผ่านกิจกรรม Roadshow ไปยังหน่วยทหารในพื้นที่ทั้ง 4 ภาค ครอบคลุมกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ เพื่อให้กำลังพลสามารถใช้ AI เป็น รู้เท่าทันภัยไซเบอร์ และนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งวางรากฐานกำลังพลดิจิทัลและยกระดับความพร้อมด้าน AI ของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

            พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า “โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค AI อย่างเต็มรูปแบบ เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทต่อการทำงาน การบริหารจัดการข้อมูล การตัดสินใจ และความมั่นคงของทุกประเทศ กระทรวงกลาโหมจึงเดินหน้านโยบาย การป้องกันประเทศในมิติดิจิทัล (Digital Defense) โดยมุ่งพัฒนากำลังพลให้มีความพร้อมทั้งด้านร่างกาย องค์ความรู้ ทักษะวิชาชีพ และความสามารถในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี พร้อมเสริมขีดความสามารถด้านการบริหารจัดการข้อมูล การวิเคราะห์สถานการณ์ และการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อก้าวสู่การเป็น องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Organization) และ องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI-Driven Organization) อย่างเป็นรูปธรรม

          ในสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงปัจจุบัน ปัญญาประดิษฐ์มิได้เป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่กำลังมีบทบาทต่อการบริหารจัดการข้อมูล การวิเคราะห์สถานการณ์ และกระบวนการตัดสินใจ ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยียังมาพร้อมกับความเสี่ยงและภัยคุกคามรูปแบบใหม่ การพัฒนากำลังพลให้สามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพและรู้เท่าทันภัยไซเบอร์ จึงเป็นส่วนสำคัญของการเสริมสร้างความพร้อมของกองทัพในอนาคต

          “กระทรวงกลาโหมให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและอนาคตของกำลังพลภายใต้แนวทาง “4 โอกาส” ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรด้าน AI ให้ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ใช้งาน ผู้ให้คำแนะนำ ผู้บริหารที่ขับเคลื่อน AI ไปจนถึงผู้พัฒนาระบบ โดยเป้าหมายไม่ใช่เพียงทำให้กำลังพล “รู้จัก AI” แต่ต้องสามารถ “ใช้ AI เป็น รู้เท่าทันภัยไซเบอร์ และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง สิ่งที่เราต้องการสร้างไม่ใช่เพียงทักษะด้านเทคโนโลยี แต่คือ ‘อาวุธทางปัญญา’ ให้กับกำลังพล เพื่อให้สามารถใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติภารกิจ และพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวจะช่วยต่อยอดกำลังพลสู่การเป็น “กำลังพลดิจิทัล” ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเสริมขีดความสามารถของกองทัพและความมั่นคงของประเทศ”

            นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า “AI กำลังเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ สังคม รูปแบบการทำงาน และขีดความสามารถในการแข่งขันของทุกประเทศ ความพร้อมของประเทศไทยจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความพร้อมของคนในการเข้าใจ ใช้งาน และนำ AI ไปสร้างประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม การพัฒนา Digital Literacy และ AI Literacy จึงเป็นการวางรากฐานกำลังคน เพื่อเตรียมประเทศให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว

            ในฐานะองค์กรเทคโนโลยีชั้นนำของประเทศ เอไอเอสเชื่อว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลต้องเดินควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพของคน ภายใต้ภารกิจคิดเผื่อ เพื่อคนไทย เอไอเอส โดย AIS Academy จึงเดินหน้าสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ให้คนไทยสามารถ Upskill และ Reskill เพื่อให้ใช้ AI เป็น รู้เท่าทัน และใช้งานอย่างปลอดภัย ความร่วมมือกับกระทรวงกลาโหมและ DGA ในครั้งนี้ จะช่วยวางรากฐานกำลังพลดิจิทัลและสร้าง AI Skills Ecosystem ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเอไอเอสพร้อมนำองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการพัฒนาทักษะดิจิทัล มาร่วมเปลี่ยนความพร้อมของคนให้เป็นความพร้อมของประเทศ และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุค AI อย่างมั่นคงและยั่งยืน”

            นางสาวไอรดา เหลืองวิไล รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล กล่าวว่า “AI กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการทำงาน การเรียนรู้ และการพัฒนาประเทศ ซึ่งหัวใจของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลนั้นไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “คน”  DGA จึงมุ่งพัฒนากำลังคนภาครัฐผ่านสถาบันพัฒนาบุคลากรภาครัฐด้านดิจิทัล หรือ TDGA เพื่อปิดช่องว่างด้านทักษะ และสร้างความพร้อมในการนำเทคโนโลยีไปใช้ได้จริงสำหรับความร่วมมือครั้งนี้ TDGA ได้สนับสนุนหลักสูตร Digital Government Skills ทั้ง AI Literacy การบริหารจัดการข้อมูล และจริยธรรม AI ที่เปิดโอกาสให้เรียนรู้ผ่าน Digital Government Learning Platform บนเว็บไซต์ tdga.dga.or.th  ให้กำลังพลเรียนรู้ ได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมรับใบประกาศนียบัตรออนไลน์เมื่อสำเร็จหลักสูตร

            “DGA มั่นใจว่าการผนึกกำลังของทั้ง 3 หน่วยงาน นอกจากจะเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน AI แล้ว ยังถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยผสานจุดแข็งของแต่ละหน่วยงานเพื่อยกระดับขีดความสามารถของกองทัพและกำลังพล ทั้งยังเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนกระทรวงกลาโหมสู่ AI-Ready Defense ด้วยการ “ติดอาวุธทางปัญญา” ให้พร้อมใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทัน และรองรับภารกิจของประเทศในยุคใหม่”

            ความร่วมมือในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการส่งต่อองค์ความรู้ด้าน  AI  แต่เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการพัฒนากำลังพลดิจิตอล ที่สามารถใช้เทคโนโลยีเป็น รู้เท่าทันความเสี่ยง และพร้อมรับมือกับภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ โดยทั้ง 3 หน่วยงานมุ่งนำจุดแข็งและความเชี่ยวชาญของแต่ละฝ่ายมาร่วมวางรากฐานกำลังคนดิจิทัล เพื่อเสริมขีดความสามารถของกองทัพ ยกระดับความมั่นคงของประเทศ และขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่ยุค  AI ได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืน

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือพันธมิตร หนุนผู้ประกอบการเพื่อสังคม ยกระดับธุรกิจด้วยระบบจัดการบัญชีออนไลน์  

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม (สวส.) และ ผู้ให้บริการระบบบัญชีออนไลน์ PEAK Account และ AIS FlowAccount เปิดตัว “โครงการส่งเสริมโอกาสทางธุรกิจ SE ด้วยระบบจัดการบัญชี” เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการเพื่อสังคม (Social Enterprise:SE) ที่ยังไม่มีระบบบัญชี ให้สามารถเข้าถึงเครื่องมือบริหารจัดการทางบัญชีที่ได้มาตรฐาน

โครงการนี้มุ่งช่วยให้ผู้ประกอบการเพื่อสังคมบริหารจัดการองค์กรได้อย่างมืออาชีพ การมีข้อมูลทางการเงินผ่านระบบบัญชีออนไลน์ที่โปร่งใสและได้มาตรฐาน จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำธุรกิจ เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน และรองรับการเติบโตในอนาคต ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับสิทธิประโยชน์แบบครบวงจร ทั้งการทดลองใช้งานฟรี และการใช้งานต่อเนื่องในราคาพิเศษ รวมถึง สิทธิ์เข้าร่วม workshop อบรมทักษะด้านบริหารจัดการบัญชี การเงิน ภาษี จากพันธมิตรผู้ให้บริการระบบบัญชี

ผู้ประกอบการเพื่อสังคมที่สนใจ สามารถดูรายละเอียดและแจ้งความประสงค์การใช้ระบบบัญชีออนไลน์ ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง วันที่ 25 กันยายน 2569 ที่ https://www.setsocialimpact.com/Article/Detail/78076 และสอบถามเพิ่มเติม โทร 0 2009 9601 และ  0 2009 9511 หรือ E-mail [email protected] ฝ่ายพัฒนาเพื่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์ฯ   

เมืองไทยประกันชีวิต ยกระดับ MTL Health Services มากกว่าความคุ้มครอง
ช่วยลูกค้าวางแผนการรักษาอย่างมั่นใจ

0

เมืองไทยประกันชีวิต รุกบริการ MTL Health Services ภายใต้แนวคิด “เรื่องรักษา ไม่ต้องหาทาง คนเดียว” รองรับการใช้ชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพในยุค Longevity ที่การมีสุขภาพดีต้องเดินควบคู่กับความพร้อมด้านการเงิน เพื่อให้การเจ็บป่วยไม่กลายเป็นภาระที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว ยกระดับบทบาทจากผู้ให้ความคุ้มครองสู่การเป็นผู้ช่วยดูแลลูกค้าในวันที่ต้องเผชิญกับเรื่องสุขภาพและการรักษา

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เวลาลูกค้าเจ็บป่วย สิ่งที่ต้องเผชิญไม่ได้มีเพียงเรื่องสุขภาพ แต่ยังมีคำถามตามมาอีกหลายเรื่อง ทั้งควรเข้ารักษาที่ไหน ค่าใช้จ่ายจะเพียงพอหรือไม่ สิทธิที่มีอยู่ครอบคลุมเพียงใด และมีทางเลือกใดที่เหมาะกับตัวเอง เราจึงพัฒนา MTL Health Services เพื่อเข้ามาช่วยดูแลลูกค้าในแต่ละช่วงของการรักษา ผ่านบริการหลากหลาย อาทิ MTL Cashless Claim, MTL Health Buddy, MTL Smile Hospital Network, Pre-authorization และ Benefit Enquiry รวมถึงล่าสุดการเชื่อมต่อบริการ Cashless Claim ผ่านระบบ iClaim กับโรงพยาบาลรัฐกว่า 400 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงการรักษา ช่วยให้ลูกค้าใช้สิทธิและความคุ้มครองที่มีอยู่ได้อย่างเหมาะสม และลดความกังวลในช่วงเวลาที่ต้องตัดสินใจเรื่องสุขภาพ”

“วันนี้คนมีแนวโน้มใช้ชีวิตยืนยาวขึ้น การเตรียมพร้อมสำหรับ Longevity จึงไม่ได้มีเพียงเรื่องของการมีอายุที่ ยืนยาว แต่ต้องสามารถมีสุขภาพที่ดี เข้าถึงการรักษาที่เหมาะสม และมีความพร้อมด้านการเงินไปพร้อมกัน สำหรับเรา Healthspan และ Wealthspan ต้องเดินไปด้วยกัน เพราะหากการเจ็บป่วยสร้างภาระค่าใช้จ่ายจนกระทบต่อเงินที่เตรียมไว้สำหรับอนาคต คุณภาพชีวิตระยะยาวก็ย่อมได้รับผลกระทบ MTL Health Services จึงเป็นอีกส่วนหนึ่งที่เข้ามาช่วยลูกค้าบริหารทั้งเรื่องการรักษาและการใช้สิทธิให้เหมาะสม เพื่อให้เขาสามารถเดินต่อไปในชีวิตได้อย่างมั่นใจมากขึ้น”

ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ดูแลลูกค้าในหลายสถานการณ์ ซึ่งทำให้เห็นภาพของ MTL Health Services ยกตัวอย่าง ในการรักษาโรคร้ายแรง อย่างเช่น มะเร็ง มีโอกาสที่จะต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้มีวงเงินความคุ้มครอง 5 ล้านบาท ก็มีโอกาสที่ค่ารักษาจะเกินเงินความคุ้มครอง หากผู้เอาประกันเข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาล MTL Smile Hospital Network ทำให้ลูกค้าได้รับสิทธิ Extra Coverage เพิ่มวงเงินความคุ้มครองอีก 20% เช่น จาก 5 ล้านบาทเป็น 6 ล้านบาท และเพิ่มจำนวนวันค่าห้องพักและค่าแพทย์ เป็น 365 วัน ช่วยแบ่งเบาภาระค่ารักษาพยาบาลต่อได้โดยมีวงเงินรองรับเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาที่จำเป็น

ขณะเดียวกัน ยังมีลูกค้าอีกหลายรายที่มีความจำเป็นเข้ารับการผ่าตัดที่มียอดค่าใช้จ่ายสูง บางรายค่าใช้จ่ายหลักล้านบาท เมื่อลูกค้ามีความกังวลเรื่องว่าอาจมีค่าใช้จ่ายส่วนเกินจากความคุ้มครองที่มีอยู่ MTL มีบริการ MTL Health Buddy เพื่อนแนะนำแพทย์เฉพาะทาง เป็นทางเลือกการรักษาที่เหมาะสม สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายส่วนเกินได้ พร้อมบริการประเมินความคุ้มครองก่อนการผ่าตัดรักษาจริง Pre-authorization เพื่อวางแผนการรักษาและค่ารักษาพยาบาลที่จะเกิดขึ้น

ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เห็นว่า การดูแลลูกค้าในวันที่เจ็บป่วยไม่ได้จบที่การพิจารณาว่า “เคลมได้หรือไม่ได้” แต่ยังรวมถึงการช่วยแนะนำทางเลือกที่เหมาะสม ช่วยให้ลูกค้ารู้สิทธิของตัวเองก่อนการรักษา

ภายใต้ MTL Health Services บริษัทฯ ช่วยให้ลูกค้าใช้สิทธิและเข้าถึงการรักษาได้สะดวกขึ้น ผ่านบริการ Cashless Claim และเครือข่ายสถานพยาบาลคู่สัญญากว่า 980 แห่งทั่วประเทศ พร้อม Claim Anywhere ส่งเคลมผ่าน MTL Click หรือสาขาเมืองไทยประชีวิตทั่วประเทศ พร้อมรับเงินสินไหมเข้าบัญชีธนาคารโดยตรง ผ่านพร้อมเพย์ หรือ 7-Eleven รวมถึงบริการ MTL Global Connect สำหรับการเคลมในต่างประเทศ และ บริการการช่วยเหลือฉุกเฉินทางการแพทย์ SOS ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือกรณีฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ลูกค้าได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ

เมืองไทยประกันชีวิตมุ่งให้ MTL Health Services เป็นมากกว่าบริการหลังการขาย แต่เป็นผู้ช่วยที่อยู่ข้างลูกค้าในช่วงเวลาที่ต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญของชีวิต ช่วยแนะนำแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบความคุ้มครอง และช่วยให้ทุกสิทธิที่ลูกค้ามีอยู่ถูกนำมาใช้ได้อย่างคุ้มค่าที่สุด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมพร้อมสำหรับชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ทั้งในมิติของสุขภาพและความมั่นคงทางการเงิน

เพราะการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ เริ่มจากการรู้ว่าในวันที่ต้องรักษา เรายังมีคนช่วยหาทางไปด้วยกัน “เรื่องรักษา ไม่ต้องหาทางคนเดียว”

TFEX Trader Day 2026 ชวนมือใหม่ มาไขสูตรลงทุน หุ้น-ทอง-ค่าเงิน กับเทรดเดอร์ตัวท็อป แบบเข้าใจง่ายใช้ได้จริง 6 ก.ย. นี้

0

บมจ. ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) (TFEX) ชวนมือใหม่มาปลดล็อกการลงทุน หุ้น-ทอง-ค่าเงิน ในงาน TFEX Trader Day 2026 เรียนรู้การใช้ TFEX เป็นเครื่องมือป้องกันพอร์ตหรือกระจายการลงทุน เพื่อรับมือกับภาวะตลาดที่ผันผวน พร้อมไขเทคนิคทำกำไรทั้งช่วงตลาดขาขึ้นและขาลง ที่ทุกคนก็ใช้ได้ ขอแค่เข้าใจกลไกและมีแผนที่ถูกต้อง โดยงานนี้ยกทัพเทรดเดอร์ตัวท็อปในแวดวงอนุพันธ์ มาร่วมเผยเทคนิค เปิดกลยุทธ์เทรด แบบเข้าใจง่าย ใช้ได้จริง มือใหม่ก็เริ่มต้นได้ กับ 3 หัวข้อสัมมนาเข้มข้น

  • “Mindset: เริ่มเทรด TFEX ก้าวแรก ต้องอยู่ให้รอดและกล้าทำกำไร” เรียนรู้แนวคิดที่จะทำให้คุณ “อยู่รอด” ในวันที่ตลาดไม่เป็นใจ และ “กล้าทำกำไร” ในวันที่โอกาสมาถึง โดย เอกพล เจริญประเสริฐกุล เพจ “TFEX for Future”
  • “Showcase: Trading vs Hedging ใช้ TFEX ตอบทุกเป้าหมายการลงทุน” ถอดเคสจริงว่าสาย Trade (ทำกำไร) และสาย Hedge (ป้องกันความเสี่ยง) ใช้ TFEX ต่างกันอย่างไร และแบบไหนที่เหมาะกับคุณ โดย กฤติยา คุณาบริมาส เพจ “แกะกราฟกับกุ๊ก” จิณณะ สินส่ง เพจ “เล่นพื้นฐาน อ่านเทคนิค” ประภาส กิจแสงภักดี เพจ “Meawbin Investor – เทรด ลงทุน กลยุทธ์” และ ธนะวินทร์ เกริกอริยฐากรณ์ เพจ “ลองลงทุน”
  • “Tips & Tricks: เปลี่ยนมือใหม่สู่มือโปร ปั้นพอร์ตโตด้วย TFEX” ทางลัดอัปสกิลจากประสบการณ์จริงที่ย่นระยะเวลาการเรียนรู้ ให้มือใหม่เริ่มต้นถูกทิศและมือเก๋าอัปเลเวลพอร์ตให้เติบโต โดย อัครพงศ์ ขวงธนะชัย เพจ “Stock Manday”

พบกันวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2569 เวลา 9.00-12.30 น. ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พิเศษ! สำหรับผู้ที่เปิดบัญชี TFEX ภายในงานรับโปรโมชันหลายต่อ และ 100 ท่านแรก รับเพิ่มหนังสือ “THE SECRET: TFEX TRADER PLAYBOOK” สำรองที่นั่งฟรีได้ที่ https://www.tfex.co.th/th/activities/tfextraderday2026

จิ๊กซอว์ที่หายไป! เจาะเส้นทางลับ “ปลาหมอคางดำ” ห่วงโซ่ปลาสวยงาม หรือมีจริงแต่ถูกมองข้าม?

0

เมื่อพูดถึงต้นทางของปลาหมอคางดำในประเทศไทย สังคมมักย้อนกลับไปที่การนำเข้าเพื่อการวิจัยของบริษัทเอกชนรายหนึ่ง ซึ่งดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด แต่คำถามสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า “การนำเข้าครั้งนั้นถูกต้องหรือไม่” เพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ว่า ก่อนหน้านั้น ยังมีเส้นทางอื่นที่ประเทศไทยไม่เคยตรวจสอบอย่างเป็นระบบหรือไม่.

คำถามนี้มีเหตุผลรองรับ.

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2560 อดีตผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด กรมประมง เคยกล่าวถึงช่องโหว่ในการควบคุมสัตว์น้ำต่างถิ่นว่า นักเพาะเลี้ยงสามารถนำเข้าสัตว์น้ำบางกลุ่มเพื่อปรับปรุงพันธุ์ได้โดยไม่ต้องผ่านการขออนุญาตในลักษณะเดียวกัน เนื่องจากอยู่ในกลุ่มปลาสวยงาม ซึ่งการตรวจสอบในขณะนั้นเน้นเรื่องโรคสัตว์น้ำ และยังระบุว่าผู้นำเข้าไม่ได้มีเพียงผู้ประกอบการรายใหญ่รายเดียว.

หากข้อเท็จจริงนี้สะท้อนสภาพการกำกับดูแลก่อนปี 2561 จึงควรย้อนกลับไปถามว่า ช่องทางดังกล่าวเคยถูกตรวจสอบย้อนหลังหรือไม่ และมีสัตว์น้ำต่างถิ่นชนิดใดบ้างที่เคยผ่านเข้ามา

ข้อที่น่าสนใจมากขึ้นเมื่อพบว่า ระหว่างปี 2556–2559 ข้อมูลการส่งออกสัตว์น้ำมีชีวิตของกรมประมงปรากฏชื่อวิทยาศาสตร์ Sarotherodon melanotheron จำนวน 326,240 ตัว จาก 212 ครั้ง ไปยัง 17 ประเทศ ก่อนกรมประมงชี้แจงว่าเป็นความผิดพลาดในการกรอกเอกสาร และปลาที่ส่งออกจริงคือปลาหมอมาลาวีและปลาหลังเขียว.

กรณีนี้ ไม่ใช่หลักฐานว่ามีการค้าปลาหมอคางดำจริง แต่เป็นคำเตือนสำคัญว่า “ชื่อปลา” อาจกลายเป็นจุดเปราะบางของระบบได้ เพราะปลาหนึ่งชนิดอาจมีชื่อสามัญ ชื่อการค้า หรือชื่อที่ผู้เลี้ยงนิยมเรียกต่างกัน ขณะที่ชื่อวิทยาศาสตร์เป็นกุญแจสำคัญในการระบุตัวตนของชนิดพันธุ์.

อีกประเด็นที่ไม่ควรถูกมองข้ามคือ การเคลื่อนย้ายภายในประเทศ ตลาดปลาสวยงามไม่ได้มีเพียงการนำเข้าและส่งออก แต่ยังเป็นเครือข่ายที่ปลาสามารถถูกส่งต่อระหว่างผู้เพาะเลี้ยง ผู้ค้า ผู้เลี้ยง และพื้นที่ต่าง ๆ ได้ หากสัตว์น้ำต่างถิ่นหลุดเข้าสู่ห่วงโซ่นี้ การติดตามเส้นทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งย่อมทำได้ยากขึ้น และในทางสมมติฐาน ปลาอาจถูกเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ใหม่ก่อนที่จะหลุดหรือถูกปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติประเด็นนี้จึงควรถูกแยกออกจากคำถามว่า “ปลาเข้าประเทศมาได้อย่างไร” เพราะคำถามที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “หลังจากเข้ามาแล้ว ปลาเคยถูกเคลื่อนย้ายไปที่ใดบ้าง”.

ประเทศไทยมีตลาดปลาสวยงามขนาดใหญ่และเป็นผู้ส่งออกสำคัญของเอเชีย โดยตลาดปลาสวยงามน้ำจืดเขตร้อนมีสัดส่วนมากกว่าครึ่งของตลาดโลก ห่วงโซ่นี้เชื่อมโยงผู้เพาะเลี้ยง ผู้ค้า ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า และผู้เลี้ยงเข้าด้วยกัน จึงเป็นเส้นทางการเคลื่อนย้ายสัตว์น้ำที่มีอยู่จริง และสมควรถูกนำมาพิจารณาในการค้นหาต้นทางและการแพร่กระจายของสัตว์น้ำต่างถิ่น.

แน่นอนว่า ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าปลาสวยงามเป็นต้นทางของการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำในประเทศไทย และการนำเข้าของบริษัทเอกชนตามขั้นตอนกฎหมายก็ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นหลักฐานของความผิด.

แต่ในทางวิทยาศาสตร์ การค้นหาต้นทางควรตรวจสอบทุกสมมติฐานที่มีเหตุผลรองรับ ตั้งแต่ การนำเข้า การค้าปลาสวยงาม การเพาะเลี้ยง การเคลื่อนย้ายภายในประเทศ ไปจนถึงจุดที่อาจหลุดสู่ธรรมชาติ ไม่ใช่เพียงเส้นทางที่มีเอกสารปรากฏชัดที่สุด

คำถามจึงไม่ใช่ “ใครผิด?” แต่คือ“เราตรวจสอบเส้นทางของปลาหมอคางดำครบทุกเส้นทางแล้วหรือยัง?”หากยังไม่ครบ คำตอบที่สังคมกำลังค้นหาอาจไม่ได้อยู่ในหลักฐานที่เรามองเห็นแล้ว แต่อาจอยู่ใน เส้นทางที่ยังไม่เคยถูกค้นอย่างจริงจัง.