Home Blog Page 2

สินเชื่อสวัสดิการฯ โปรดีจากออมสิน วงเงินกู้สูงสุด 100% ของวงเงินบำเหน็จตกทอด สมัครวันนี้ – 30 ก.ย. 68

0

ใช้ชีวิตหลังเกษียณได้สบายใจ หมดกังวลเรื่องเงิน
ด้วยสินเชื่อสวัสดิการสำหรับข้าราชการบำนาญและลูกจ้างประจำโดยใช้บำเหน็จตกทอดเป็นหลักประกัน
รายละเอียดเพิ่มเติม > https://to.gsb.or.th/rdxlDQG

✅️ อัตราดอกเบี้ยคงที่ปีแรก 3.50% ต่อปี
✅️ วงเงินกู้สูงสุด 100% ของวงเงินบำเหน็จตกทอด
✅️ ผ่อนนานสูงสุด 40 ปี

หมายเหตุ :

  • ปัจจุบัน MRR เท่ากับ 6.295% ต่อปี (ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป) ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยลอยตัวสามารถเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้
  • โปรโมชันอัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1 คงที่ 3.500% ต่อปี หลังจากนั้น MRR-1.995% ต่อปี เฉพาะลูกค้ารายใหม่เท่านั้น
  • อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา (EIR) เท่ากับ 4.204%ต่อปี คำนวณจากวงเงินกู้ 1.00 ล้านบาท ระยะเวลากู้ 20 ปี
  • เฉพาะข้าราชการบำนาญ หรือลูกจ้างประจำที่ได้รับหนังสือรับรองสิทธิบำเหน็จตกทอดที่ออกโดยกรมบัญชีกลาง/สำนักงานคลังจังหวัด
  • ระยะเวลาโปรโมชัน สำหรับลูกค้ารายใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 – 30 กันยายน 2568
  • หลักเกณฑ์เงื่อนไขอื่นๆ ให้เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

📍 สนใจติดต่อธนาคารออมสินทุกสาขา
*รู้ก่อนกู้…กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว

สภ.เมืองสมุทรสงครามสร้างความมั่นคงทางอาหารให้ครอบครัวตำรวจ จับมือซีพีเอฟ ทำน้ำปลาจาก “ปลาหมอคางดำ”

0

จังหวัดสมุทรสงคราม เมืองเล็กๆ ริมแม่กลองที่ผู้คนรู้จักกันดีในฐานะ “แหล่งน้ำปลาชั้นเลิศ” ของไทย น้ำปลาที่นี่ส่วนใหญ่ใช้ปลากะตักหรือปลาไส้ตันเป็นวัตถุดิบหลัก ด้วยเป็นผลิตภัณฑ์สำคัญของครัวเรือนไทย แนวคิดใหม่จึงถือกำเนิดขึ้นจากความตั้งใจของตำรวจในพื้นที่ที่ต้องการสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคม และร่วมดูแลระบบนิเวศ

พันตำรวจเอก สมชาย ขอค้า ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรสงคราม มองเห็นการแพร่ระบาดของ “ปลาหมอคางดำ” ไม่ใช่ปัญหา ด้วยปลาชนิดนี้มีประโยชน์ บริโภคได้ จึงพลิกให้เป็น “โอกาส” โดยนำปลาชนิดนี้มาหมักเป็นน้ำปลา เครื่องปรุงรส คู่ครัวไทย ช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหาร ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน

ด้วยความร่วมมือจากประมงจังหวัดสมุทรสงครามและบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ที่มาถ่ายทอดความรู้และทักษะวิธีการหมักน้ำปลาให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจและแม่บ้านตำรวจ โดยใช้ปลาหมอคางดำเป็นวัตถุดิบ ผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับมาตรฐานการผลิตที่ถูกหลักสุขอนามัย ใช้ปลาหมอคางดำหมักกับเกลือสมุทรคุณภาพในท้องถิ่น ด้วยอัตราส่วน 4 ต่อ 1 บรรจุในโอ่งดินเผา หมักไว้ราว 12 เดือน ก่อนจะได้น้ำปลาสีน้ำตาลใส กลิ่นหอมเฉพาะ และรสชาติกลมกล่อมไม่แพ้น้ำปลาจากปลากะตัก

โครงการน้ำปลาจากปลาหมอคางดำเป็นหนึ่งใน “กิจกรรมเสริมสร้างสุขภาพและคุณภาพชีวิต” ของเจ้าหน้าที่ตำรวจและครอบครัวของสถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรสงคราม เพื่อสร้างแหล่งอาหารปลอดภัยในครัวเรือน ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ สร้างสุขให้ชุมชน ควบคู่กับการมีส่วนร่วมแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม เนื่องจากการนำปลาหมอคางดำขึ้นมาใช้ประโยชน์ยิ่งมากเท่าใด ยิ่งช่วยฟื้นสมดุลของระบบนิเวศในพื้นที่ได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการนำปลาหมอคางดำขนาดเล็กมาหมักเป็นน้ำหมักชีวภาพใช้แทนปุ๋ยเคมี ส่งผลให้ผักสวนครัวเจริญงอกงามและให้ผลผลิตที่ดีขึ้น

พันตำรวจเอกสมชายเล่าว่า โครงการแปรรูปน้ำปลาจากปลาหมอคางดำได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์และความรู้จากซีพีเอฟ นอกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและแม่บ้านตำรวจมีความรู้สามารถผลิตน้ำปลาคุณภาพมาตรฐานได้เองในครัวเรือนแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจสมุทรสงครามยังสามารถนำความรู้ไปถ่ายทอดให้กับชุมชนในพื้นที่อื่น ๆ ที่ประสบปัญหาวัตถุดิบขาดแคลนเป็นหนึ่งในกิจกรรมพัฒนาสังคม “นี่ไม่ใช่เพียงเครื่องปรุงรส หากยังเป็นอีกหนึ่งแนวทางของการสร้างความมั่นคงทางอาหาร”

“พลังความร่วมมือ” ที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงการบูรณาการของหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชนท้องถิ่น ไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม แต่เสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับชุมชน
จากโอ่งหมักน้ำปลาล็อตแรกเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา วันนี้ กลายเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนวิกฤตเป็นพลังบวก เพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบ ที่ยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยเชื่อมโยงอาหาร สิ่งแวดล้อม และความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คนเข้าไว้ด้วยกัน

AIS ดัน 5G Use Case คว้า 5 รางวัลเวที Transformation World 2025 โดย TM Forum ต่อเนื่องปีที่ 3 ตอกย้ำความแข็งแกร่งศักยภาพโครงข่ายอัจฉริยะ

0

AIS ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีโครงข่ายอัจฉริยะและนวัตกรรมระดับโลก คว้า 5 รางวัลใหญ่ Outstanding Catalyst ในสาขา Application of AI & Automation, Attendees’ Choice Award, Business Impact, Interactive Showcase และ Innovative & Futuristic จากเวที Digital Transformation World (DTW) 2025 จัดโดย TM Forum สมาคมผู้ให้บริการและซัพพลายเออร์ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมระดับโลก ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สะท้อนถึงศักยภาพของ AIS ในฐานะผู้นำด้านการพัฒนา Autonomous Network ที่แข็งแกร่ง พร้อมก้าวสู่การเป็น Cognitive Tech-Co ซึ่งถือเป็นบทพิสูจน์ในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของธุรกิจยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและส่งมอบประสบการณ์การบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า

นายกิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยี AIS กล่าวว่า “AIS มุ่งพัฒนาขีดความสามารถและยกระดับเครือข่ายสู่ Autonomous Network ที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้แบบเชิงรุกและเรียลไทม์ รวมถึงสามารถออกแบบประสบการณ์การใช้งานที่เหมาะสมและดีที่สุดให้กับลูกค้าแต่ละบุคคลได้อย่างอัจฉริยะ ความสำเร็จในครั้งนี้ นับเป็นความภาคภูมิใจของ AIS ที่ยืนยันถึงความตั้งใจในการผลักดันโครงข่ายอัจฉริยะให้มีความแข็งแกร่งขึ้นจริง นอกจากนี้ ยังเป็นความสำเร็จที่เกิดจากการผสานพลังของทีมวิศวกรและบุคลากร AIS ร่วมกับพาร์ทเนอร์ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมระดับโลก อาทิ Huawei, Globe Telecom และ Dell Technologies ในการพัฒนาและทดสอบโซลูชันใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานโครงข่ายดิจิทัลไทยสู่ระดับสากล พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในอนาคตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน”

โดยรางวัล Outstanding Catalyst ทั้ง 5 รางวัล จากเวที Digital Transformation World (DTW) 2025 ประกอบด้วย

  • รางวัลด้าน Application of AI & Automation ที่มอบให้กับโครงการ Agent Fabric – Phase II ในการพัฒนาระบบอัจฉริยะหรือประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ขั้นสูงมาประสานการทำงานร่วมกับ Digital Agents เพื่อยกระดับการบริหารจัดการภายในองค์กรให้มีความยืดหยุ่น ลดความซ้ำซ้อน ตอบสนองรวดเร็ว และเพิ่มความแม่นยำในการให้บริการลูกค้า
  • รางวัลด้าน Innovative & Futuristic ในด้านโซลูชันล้ำสมัยที่พลิกโฉมอุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคมในอนาคต ภายใต้โครงการ Agent Fabric – Phase II เช่นเดียวกัน
  • รางวัลด้าน Business Impact ที่มอบให้แก่โครงการ AI-enhanced Digital Twins for Best NPS Network – Phase II ซึ่งเป็น Use Case ที่ AIS ใช้งานและพัฒนาอยู่เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและปรับปรุงประสิทธิภาพเครือข่ายได้อย่างแม่นยำเพื่อส่งมอบประสบการณ์และบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ผ่านการใช้เทคโนโลยี Digital Twin ผสานกับ AI ในการสร้างแบบจำลองเครือข่ายเสมือนจริง โดยได้รับในด้านการสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อธุรกิจได้อย่างชัดเจน และมีศักยภาพในการนำไปใช้งานเชิงพาณิชย์ได้จริง
  • รางวัลด้าน Attendees’ Choice Award ในฐานะโครงการที่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดจากผู้เข้าร่วมงาน จากโครงการ AI-enhanced Digital Twins for Best NPS Network – Phase II
  • รางวัลด้าน Interactive Showcase จากการนำเสนอโครงการได้อย่างโดดเด่นในด้านการสร้างความมีส่วนร่วม ผ่านโครงการ Predictive Intelligence for Optimized Networks & Enhanced Experience Resilience (PIONEER) ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่นำเทคโนโลยี AI มาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก คาดการณ์ปัญหาและความเสถียรของเครือข่ายล่วงหน้า พร้อมปรับแต่งบริการเครือข่ายโดยอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และความต่อเนื่องในการใช้งานในทุกสถานการณ์ให้กับลูกค้า

มูลนิธิซีพี-คอนเน็กซ์ อีดี ซีพีเอฟ ร่วมดูแลโภชนาการเด็กไทยสานต่อ “โครงการซีพีเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน”

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 2568 นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานในพิธี ส่งมอบโครงการซีพีเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน ให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จ.นครราชสีมา จ.บุรีรัมย์ และ จ.ชัยภูมิ จำนวนรวม 11 โรงเรียน ซึ่งเป็นโรงเรียนภายใต้การสนับสนุนในโครงการสานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED ที่มีบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนโครงการ

สำหรับกิจกรรมส่งมอบโครงการฯ มี นางสาวพิมลรัตน์ รีพัฒนาวิจิตรกุล ประธานผู้บริหารทรัพยากรบุคคล เครือเจริญโภคภัณฑ์ และซีพีเอฟ นายจอมกิตติ ศิริกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท นายชาญชัย พิงขุนทด ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยจรเข้ ตลอดจนผู้บริหารของซีพีเอฟ หน่วยงานราชการในพื้นที่ อาทิ นายอำเภอด่านขุนทด ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา ผู้แทนชุมชน คณะครูและนักเรียน ร่วมพิธี ณ โรงเรียนบ้านห้วยจรเข้ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา

ตลอดระยะเวลา 36 ปี (ปี 2532 – ปัจจุบัน) มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท (ซีพี) และ ซีพีเอฟ ได้ผนึกกำลัง ดำเนินโครงการซีพีเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและโภชนาการของเด็กนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล ให้นักเรียนได้มีไข่ไก่สดใหม่คุณภาพดี เพื่อนำมาประกอบอาหารกลางวันได้อย่างสม่ำเสมอตลอดปีการศึกษา อีกทั้งยังเป็นการสร้างการเรียนรู้ด้านการเลี้ยงไก่ไข่ในโรงเรียน ส่งเสริมให้โรงเรียนสามารถบริหารจัดการโครงการเพื่อสร้างอาชีพให้นักเรียน และสร้างรายได้ในอนาคต สอดรับกับเป้าหมายของโครงการสานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED ที่่มุ่งเน้นยกระดับคุณภาพการจัดการการศึกษาของไทย โดยปัจจุบันมีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการซีพีเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน จำนวนรวมทั้งสิ้น 1,018 โรงเรียน ครอบคลุมนักเรียน 230,000 คน ส่งมอบไข่ไก่สดถึงมือนักเรียนกว่า 28 ล้านฟอง ทั่วประเทศ

ผู้ว่าราชการนครราชสีมา กล่าวว่า โครงการดังกล่าว นอกจากเด็กๆได้มีไข่ไก่เป็นอาหารกลางวันแล้ว ยังได้เรียนเรียนในสิ่งที่เป็นฟาร์มสมัยใหม่ เพราะสิ่งที่ซีพีและซีพีเอฟ ถ่ายทอดให้โรงเรียน มีทั้งระบบ IoT การนำระบบเทคโนโลยีมาใช้ควบคุมการทำงาน ซึ่งไม่ใช่แค่การส่งมอบไก่ไข่ แต่เป็นความรู้ เป็นห้องเรียนที่จะให้ลูกหลานได้เรียนรู้เพื่อนำไปสู่การใช้ชีวิตและการประกอบอาชีพต่อไป และเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากที่ภาคเอกชนเข้ามาร่วมกับภาครัฐ โดยเฉพาะโรงเรียนในการพัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาการศึกษา เพราะถ้าสังคมดี การศึกษาดี บริษัทก็ดีไปด้วย อะไรก็แล้วแต่ที่สามารถช่วยเหลือก็ได้ ถ้าทำงานร่วมกันแล้วทำให้สังคมดีขึ้น ก็เป็นเรื่องที่ดี

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเปิดตัว “EGG BUDDY” ซึ่งเป็นโครงการที่อาสาสมัครพนักงานในเครือซีพีและซีพีเอฟเข้ามาทำหน้าที่เสมือนพี่เลี้ยงและเพื่อนร่วมทางของโรงเรียนในโครงการซีพีเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน โดยมีเป้าหมาย 1,000 คน ทั่วประเทศ ทำหน้าที่ติดตามความคืบหน้าของโครงการอย่างต่อเนื่อง ให้คำปรึกษาแก่ครูและนักเรียน พร้อมส่งต่อองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญของซีพีเอฟ สู่โรงเรียน นำไปสู่การพัฒนาโครงการเชิงระบบอย่างมีประสิทธิภาพ

ภายในงานมีการมอบเข็มกลัด “EGG BUDDY” ให้กับพนักงานจิตอาสากลุ่มแรก จำนวน 30 คน ที่เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงดูแลโครงการซีพีเลี้ยงไก่ไข่ฯ ในแต่ละโรงเรียน เพื่อเป็นกำลังใจและสร้างความภาคภูมิใจในการทำงานเพื่อสังคม ยกระดับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลให้มีคุณภาพ ตลอดจนให้นักเรียนมีคุณภาพชีวิตในวัยเรียนที่เหมาะสม ทั้งด้านสติปัญญา มีความรู้ มีทักษะอาชีพ พร้อมเติบโตเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพสู่สังคมต่อไป

รวมทั้งมีกิจกรรม CP Kid Chef โดยวิสาหกิจเพื่อสังคม เชฟแคร์ส โปรเจกต์ (Chef Cares) นำเชฟ วุฒิศักดิ์ วุฒิอัมพร Executive Chef at Tiger Grill ร่วมรังสรรเมนูอาหารจากไข่ไก่ที่ได้จากโครงการฯ เพื่อเสริมทักษะอาชีพและเพิ่มมูลค่าผลผลิตจากไข่ไก่ให้แก่นักเรียน สร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนสามารถนำความรู้และทักษะที่ได้เรียนรู้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันและต่อยอดเป็นอาชีพในอนาคตได้ พร้อมทั้งเยี่ยมชมนิทรรศการนวัตกรรมสินค้าชุมชน เยี่ยมชมโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่ของโครงการฯ และผู้บริหารทำอาหารเมนูไข่เจียวแจกให้กับน้องๆเป็นมื้อกลางวัน ด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเอง .

หมูอเมริกัน ได้ไม่คุ้มเสีย อย่ายอมแลกสุขภาพกับของราคาถูก

0

นักวิชาการ ชี้ นำเข้าเนื้อหมูที่มีสารเร่งเนื้อแดงจากสหรัฐฯ อาจแลกด้วยสุขภาพที่ย่ำแย่ของผู้บริโภค กระทบห่วงโซ่เศรษฐกิจ และระบบอาหารไทยที่พังทลาย

ศ.ดร.ชัยภูมิ บัญชาศักดิ์ ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ขณะนี้เรื่องการนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐอเมริกา ที่อนุญาตให้ใช้ “แรคโตพามีน (Ractopamine)” ซึ่งเป็นสารเร่งเนื้อแดงที่ไทยห้ามใช้อย่างเด็ดขาด กำลังกลายเป็นข้อถกเถียงสำคัญในด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ “ไม่ควรเกิดขึ้น” ด้วยเหตุผลหลายประการ ดังนี้

ศ.ดร.ชัยภูมิ บัญชาศักดิ์

ประการแรก คือ ขัดต่อกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคของไทย ด้วยประเทศไทยห้ามใช้แรคโตพามีนโดยเด็ดขาด เพราะจัดเป็นสารในกลุ่ม β-agonist ที่ส่งผลต่อระบบประสาทและหัวใจ ในขณะที่สหรัฐฯ อนุญาตให้ใช้สารดังกล่าว และแม้ว่า Codex Alimentarius จะกำหนดค่าตกค้างสูงสุด (MRL) แต่หลายประเทศไม่ยอมรับ อาทิ EU จีน รัสเซีย และไทย ดังนั้น การยอมให้นำเข้าเนื้อหมูที่มีแรคโตพามีน เท่ากับลดมาตรฐานความปลอดภัยของประเทศลงเอง เพื่อผลประโยชน์ทางการค้า

ประการต่อมา เสี่ยงต่อสุขภาพ โดยเฉพาะ “ผู้สูงอายุ” เนื่องจากประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย ผู้สูงอายุจำนวนมากมีปัญหาสุขภาพ เช่น โรคความดัน หัวใจ และหลอดเลือด อีกทั้งข้อมูลจากกรมอนามัยระบุว่า โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของคนไทย ดังนั้น แรคโตพามีน ซึ่งเป็นสารกระตุ้น อาจกระตุ้นระบบหัวใจ และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจหรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ

นอกจากนี้ คนไทยนิยมบริโภค “เครื่องในหมู” ต่างจากสหรัฐฯ ที่ไม่นิยมบริโภค โดยตับและไตเป็นอวัยวะที่สะสมสารพิษ ฮอร์โมน และสารเคมี ดังนั้นผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่นิยมรับประทาน เมนู ต้มเลือดหมู จึงยิ่งเพิ่มโอกาสได้รับสารตกค้างจากหมูที่เลี้ยงด้วยแรคโตพามีน

ยิ่งไปกว่านั้น เป็นการทำลายห่วงโซ่อาหารไทย เนื่องด้วย หมูอเมริกันเลี้ยงด้วยสารเร่ง โตไว ต้นทุนต่ำ จึงทำให้เนื้อหมูราคาถูก หากเปิดนำเข้ามาในตลาดของไทย จะทำให้หมูไทยไม่สามารถแข่งขันได้ ผลกระทบที่ตามมา คือ เกษตรกรเลิกเลี้ยงหมู โรงสีขายรำข้าวไม่ได้ ราคาข้าวก็จะปรับตัวสูงขึ้น กากปาล์ม กากเบียร์ ข้าวโพด และวัตถุดิบอาหารสัตว์อื่น ๆ จะถูกใช้น้อยลง ส่งผลให้ห่วงโซ่เศรษฐกิจพัง การเสียสมดุลนี้จะกระทบราคาอาหารโดยรวมทั้งประเทศในระยะยาว

การเลี้ยงหมูไม่ใช่แค่การผลิตเนื้อสัตว์ แต่เป็นฟันเฟืองสำคัญในห่วงโซ่อาหารที่ช่วยให้สินค้าอื่นมีราคาสมเหตุสมผล การอนุญาตให้หมูที่ใช้สารต้องห้ามเข้าสู่ตลาดไทย ไม่เพียงแต่เสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชน แต่ยังทำลายเศรษฐกิจเกษตรของไทยทั้งระบบ เนื้อหมูราคาถูกจากสหรัฐฯ อาจแลกมาด้วยสุขภาพที่ย่ำแย่ และระบบอาหารไทยที่พังทลาย

ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนด “6 มาตรฐานองค์ความรู้กรรมการไทย” ยกระดับการกำกับดูแลกิจการที่ดีของบจ.

0

นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ก.ล.ต. มุ่งมั่นส่งเสริมและยกระดับบรรษัทภิบาลที่ดีของบริษัทจดทะเบียน โดยตระหนักว่า คณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูงเป็นหัวใจสำคัญและพลังขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมายดังกล่าว ธรรมาภิบาลที่ดีเริ่มต้นจากผู้นำองค์กรที่เป็นแบบอย่างที่ดี (Set Tone at the Top) ในการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ โปร่งใส และยึดมั่นในจริยธรรม เพื่อวางรากฐานวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง ด้วยจำนวนกรรมการบริษัทจดทะเบียนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก.ล.ต. จึงได้ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนดมาตรฐาน 6 องค์ความรู้เพื่อเสริมสร้างศักยภาพกรรมการให้เข้มข้น ครอบคลุมยิ่งขึ้น และเพื่อให้กรรมการมีความเข้าใจในบทบาทหน้าที่และสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนมีระบบและกลไกภายในที่จะสามารถสร้างวินัยในตนเอง (Self-Discipline) โดยการนำหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (CG Code) มาปรับใช้เพื่อยกระดับการกำกับดูแลกิจการให้โปร่งใสและน่าเชื่อถือ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ถือหุ้น ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และนำไปสู่การเติบโตอย่างมั่นคงของธุรกิจ สังคม และตลาดทุนโดยรวม

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยมีบรรษัทภิบาลเป็นรากฐานสำคัญในการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ และตอบสนองความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายในเรื่องการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยเฉพาะการทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งของคณะกรรมการในการดูแลผลประโยชน์ขององค์กร แม้ประเด็นทุจริต การกระทำผิดจรรยาบรรณ และความบกพร่องในการทำหน้าที่ของคณะกรรมการบริษัทจะมีสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับจำนวนบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด แต่เป็นสิ่งที่ไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้น เนื่องจากส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงมุ่งพัฒนาเครื่องมือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแล และส่งเสริมการพัฒนาระบบกำกับดูแลที่ดีอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้กำหนดมาตรฐานองค์ความรู้สำคัญเพื่อเป็นรากฐานการทำหน้าที่ของกรรมการอย่างมืออาชีพ ได้แก่ 1) บทบาทและการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการอย่างมีประสิทธิผล 2) ความรับผิดชอบของคณะกรรมการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 3) ความรับผิดชอบของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับบัญชีและการเงิน 4) การกำกับดูแลความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ขององค์กร 5) การขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน และ 6) การรายงานและการเปิดเผยข้อมูล

วัตถุประสงค์หลักของการกำหนดมาตรฐานองค์ความรู้สำคัญ 6 ด้าน ประการแรก เพื่อสนับสนุนให้กรรมการทุกคนได้รับความรู้พื้นฐานสำหรับการปฏิบัติหน้าที่อย่างครบถ้วน เป็นปัจจุบันและสม่ำเสมอ สอดคล้องกับหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีสำหรับบริษัทจดทะเบียนของ ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมเปิดเผยข้อมูลการพัฒนาตนเอง ผ่านแบบ 56-1 One Report ประการที่สอง เพื่อให้องค์กรทั้งไทยและต่างประเทศที่จัดอบรมให้แก่กรรมการ เข้าใจและสามารถพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับมาตรฐานความรู้ตามที่ภาคตลาดทุนร่วมกันกำหนด ซึ่งจะช่วยให้กรรมการปฏิบัติหน้าที่อย่างมีความรับผิดชอบ เต็มความสามารถ และเกิดประสิทธิผล

นอกจากมาตรฐานองค์ความรู้ทั้ง 6 ด้านแล้ว กรรมการควรพัฒนาทักษะความรู้อื่นที่จำเป็น อาทิ ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจขององค์กร การกำกับดูแลความมั่นคงด้านสารสนเทศและปัญญาประดิษฐ์ และการจัดการภาวะวิกฤต ปัจจุบันมีสถาบันจัดอบรมความรู้กรรมการในประเทศหลายแห่งที่ได้พัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องกับมาตรฐานองค์ความรู้กรรมการ ได้แก่ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (Thai IOD) ที่เป็นหน่วยงานพัฒนาความเป็นมืออาชีพของกรรมการ รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ เช่น สภาวิชาชีพบัญชี สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย และมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาองค์กรภาครัฐ

เอไอเอส หนุนแนวทางกสทช. ออกมาตรการใช้ Liveness Detection ลงทะเบียนซิม

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ภายใต้การขับเคลื่อนโดย พล.ต.อ.ณัฐธร เพราะสุนทร กรรมการ กสทช. ได้ออกมาตรการนำเทคโนโลยี Liveness Detection มาใช้ในการลงทะเบียนซิมของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยเริ่มใช้งานทั่วประเทศ 18 สิงหาคม 2568 นั้น บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS พร้อมสนับสนุนมาตรการดังกล่าว ด้วยการยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์ นำระบบ Liveness Detection ผสาน เทคโนโลยี AI มาใช้ในขั้นตอนการยืนยันตัวตนทุกครั้งสำหรับการลงทะเบียนซิมและเปิดเบอร์ใหม่ของลูกค้า โดยระบบดังกล่าว เป็นเครื่องมือพิสูจน์อัตลักษณ์ขั้นสูง (Biometric) ที่ช่วยให้สามารถตรวจสอบผู้ลงทะเบียนซิมได้อย่างแม่นยำ ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานการบริการเพื่อป้องกันปัญหามิจฉาชีพอันนำไปสู่อาชญากรรมทางไซเบอร์ต่าง ๆ

นายวรุณเทพ วัชราภรณ์ หัวหน้าฝ่ายงานรัฐกิจสัมพันธ์ AIS กล่าวว่า“เอไอเอสตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ เราจึงพร้อมสนับสนุนมาตรการของ กสทช. ในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้านการสื่อสารของประเทศอย่างเต็มที่ โดยดำเนินงานร่วมกับทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนในการร่วมกันป้องกันความเสี่ยง และสร้างความปลอดภัยให้กับลูกค้าและประชาชนอย่างเต็มที่ การนำเทคโนโลยี Liveness Detection มาใช้ในบริการยืนยันตัวตนทุกช่องทางในครั้งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้ปีนี้เป็นปีแห่งความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อย่างแท้จริง”

บีโอไอ ผนึกกำลัง ตลาดหลักทรัพย์ฯ ดึงบริษัทชั้นนำเข้าตลาด ใช้ตลาดทุนสร้างเศรษฐกิจใหม่

0

บีโอไอ และ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ผนึกกำลังขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจใหม่ นำร่องดึงต่างชาติที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง 3 สาขาหลัก คือ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ยานยนต์ไฟฟ้า และดิจิทัล เข้าจดทะเบียนในตลาดฯ พร้อมส่งเสริมบริษัทในตลาดฯ สร้างมูลค่าและความยั่งยืน ด้วยสิทธิประโยชน์บีโอไอและการสนับสนุนจากตลาดหลักทรัพย์ฯ

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 บีโอไอ ได้หารือร่วมกับ นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ และคณะผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อพัฒนาความร่วมมือระหว่างสองหน่วยงานในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจใหม่ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม มีขีดความสามารถในการแข่งขัน และเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการใช้เครื่องมือของทั้งบีโอไอและตลาดหลักทรัพย์ฯในการผลักดัน 2 เรื่องสำคัญ คือ 1) การดึงบริษัทชั้นนำจากต่างประเทศที่เข้ามาตั้งฐานธุรกิจในประเทศไทยและได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ให้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และ 2) การสนับสนุนให้บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้ว มีการลงทุนเพื่อเพิ่มมูลค่า ยกระดับประสิทธิภาพการผลิต และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านการให้สิทธิประโยชน์จากทั้งสองหน่วยงาน

สำหรับการสนับสนุนให้บริษัทชั้นนำเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งสองหน่วยงานเห็นตรงกันที่จะเริ่มนำร่องในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง 3 สาขาหลัก ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ยานยนต์ไฟฟ้า และดิจิทัล ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยเป็นจำนวนมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และมีตัวอย่างความสำเร็จของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อยู่ในปัจจุบัน อาทิ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และบริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

นอกจากนี้ ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมมือกันสนับสนุนให้บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้ว มีการลงทุนเพื่อเพิ่มมูลค่า ยกระดับประสิทธิภาพการผลิต และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะสนับสนุนบริษัทจดทะเบียนในการจัดทำแผนการเติบโต การสื่อสารกับผู้ลงทุน และการเพิ่ม Corporate Visibility ผ่านโครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน (โครงการ JUMP+) และบีโอไอจะให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างความยั่งยืน ผ่านมาตรการยกระดับอุตสาหกรรม (Smart and Sustainable Industry) โดยทั้งสองหน่วยงานจะเพิ่มช่องทางบริการพิเศษ (Fast-Track) สำหรับบริษัทที่ประสงค์จะเข้าร่วมทั้งสองมาตรการของตลาดหลักทรัพย์ฯ และบีโอไออีกด้วย

“ในสถานการณ์โลกปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอนสูง บีโอไอ และตลาดหลักทรัพย์ฯ เห็นถึงความสำคัญของการสร้างความแข็งแกร่งให้กับผู้ประกอบการและเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเดิมมีการปรับตัว ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และมุ่งสู่ความยั่งยืน ขณะเดียวกัน ก็ต้องส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงให้สามารถสร้างฐานที่มั่นคงในประเทศไทย เพื่อให้เป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว โดยเราต้องการเชิญชวนให้บริษัทชั้นนำเหล่านี้ มาดำเนินธุรกิจในไทยแบบครบวงจร ทั้งฐานการผลิต การวิจัยและพัฒนา สำนักงานภูมิภาค รวมทั้งการขยายธุรกิจผ่านตลาดทุน โดยอาศัยเครื่องมือสนับสนุนและการทำงานอย่างใกล้ชิดของทั้งบีโอไอและตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการผลักดันให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น” นายนฤตม์ กล่าว

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ความร่วมมือระหว่างบีโอไอและตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการสนับสนุนให้ธุรกิจใหม่ ๆ เข้าถึงแหล่งเงินทุนและสามารถขยายการเติบโตผ่านตลาดทุนได้แล้ว ยังเป็นโอกาสในการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ลงทุนในธุรกิจและอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพอีกด้วย นอกจากนั้น การที่บีโอไอจะให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างความยั่งยืน ภายใต้มาตรการยกระดับอุตสาหกรรม (Smart and Sustainable Industry) ซึ่งรวมถึงบริษัทจดทะเบียนที่เข้าร่วมโครงการ “JUMP+” ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้วย จะช่วยให้เกิดความสนใจและสร้างความตื่นตัวให้บริษัทจดทะเบียน พัฒนาการดำเนินงานและขับเคลื่อนความยั่งยืน ทั้งด้านธุรกิจ ด้านธรรมาภิบาล และการจัดการก๊าซเรือนกระจก เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ต้องการยกระดับและเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทจดทะเบียน”

รู้เก็บรู้ออม : สัมมนาธุรกิจครอบครัว 2568

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง" หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โจทย์ที่แสนหนักอึ้งของผู้ประกอบธุรกิจครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นรุ่นก่อตั้งและผู้สืบทอด คือจะทำอย่างไรให้ธุรกิจหรือกิจการของครอบครัว สามารถดำรงอยู่และดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน เพราะการบริหารธุรกิจครอบครัว จะมีแง่มุมที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนกว่าธุรกิจทั่วไป เช่น การตัดสินใจทางธุรกิจที่อาจกระทบกับความสัมพันธ์ในครอบครัว การทำธุรกิจครอบครัวจึงเป็นเรื่องท้าทายความสามารถในการบริหารกิจการให้ประสบความสำเร็จ รวมถึงการสืบทอดกิจการต่อจากรุ่นหนึ่งไปสู่รุ่นหนึ่ง

เชื่อว่าคนที่รับไม้ต่อจากผู้ก่อตั้งรุ่นพ่อแม่ นอกจากจะไม่ต้องการโดนปรามาสหรือมองว่าขึ้นมารับตำแหน่งได้เพราะเป็นลูกเจ้าของ ผู้นำรุ่นใหม่เองก็ต้องการแสดงฝีมือให้คนอื่นเห็น เพื่อพิสูจน์ตัวเองว่ามีความสามารถและดีพอที่จะนำพาธุรกิจในแบบฉบับของตัวเอง ไม่ได้อาศัยเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวหรือเป็นทายาทเท่านั้น นี่ยังไม่นับเรื่องที่ผู้นำธุรกิจครอบครัวรุ่นใหม่หรือทายาท ยังต้องรับแรงกดดันจากความคาดหวังทั้งจากรุ่นพ่อแม่ คนในครอบครัว ตลอดจนพนักงาน และสังคมอีกต่างหาก

ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ธุรกิจครอบครัวจำเป็นต้องมีการปรับเพื่อรอด เปลี่ยนเพื่อไปต่อ  เพื่อจะพลิกธุรกิจครอบครัวให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่การรักษามรดก แต่ต้องทรานส์ฟอร์มธุรกิจให้เท่าทันอนาคต

“ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” ขอชวนเจ้าของ และทายาทธุรกิจที่ต้องการพาธุรกิจตัวเองให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน มาหา “ทางออก” และ “แผนการ” ทรานซ์ฟอร์มที่จะช่วยให้การต่อยอดธุรกิจครอบครัวทำได้จริง ในงานสัมมนาธุรกิจครอบครัวใหญ่แห่งปี และ Workshop สุดเข้มข้น นั่นคืองาน The 3rd SET Annual Conference on Family Business: Transforming Family Business

งานจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 26 ก.ย.68 นี้ ที่อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ พบกับผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ และผู้บริหารธุรกิจครอบครัวระดับแนวหน้าของไทย โดยมีไฮไลต์ของงานตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Global Insights เรียนรู้ตรงกับ Dr.Matt Allen ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาธุรกิจครอบครัว กูรูระดับโลกด้านการปั้น Next Gen, Real Stories ฟังประสบการณ์ทรานส์ฟอร์มธุรกิจจากทายาท พบกับคุณปริญญ์ จิราธิวัฒน์ จากเซ็นทรัลกรุ๊ป คุณวรางค์ ไชยวรรณ จากไทยประกันชีวิต คุณวิเชฐ ตันติวานิช นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจครอบครัว และกิจกรรม Deep Dive Workshops เจาะลึกครบทุกเรื่องที่ธุรกิจครอบครัวต้องรู้ ตั้งแต่กฎหมาย, การปรับโครงสร้าง, การบริหารความมั่งคั่งไปจนถึงกลยุทธ์การส่งต่อความสำเร็จ

เจ้าของธุรกิจ และทายาท ห้ามพลาดโอกาสสำคัญที่ได้ฟังความรู้และประสบการณ์จริง เจาะลึกเรื่องของธุรกิจครอบครัว เพราะงานใหญ่แบบนี้จัดแค่ปีละ 1 ครั้งเท่านั้น ผู้สนใจร่วมงานสามารถจองบัตรได้แล้ว ราคา 5,000 (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) สำหรับการเข้าร่วมงาน 1 วัน และดูย้อนหลังเป็นเวลา 1 เดือน รีบจองบัตรก่อนเต็มได้ที่ https://setfam.link/conference สอบถามข้อมูล ได้ที่ SET Contact Center โทร.0-2009-9999 หรืออีเมล [email protected]

คุณนายพารวย

ตามรอยเซียน โดย เจี๊ยบ บางกรวย “ปิดตาหลวงหลวงปู่เอี่ยมวัดสะพานสูง ”

0

อาทิตย์ก่อนขับรถพาพระอาจารย์ไปงานเผาศพพ่อ รุ่นน้องพระอาจารย์ วัดชลประทานปากเกร็ด ตอนแรกจะพาไปสนามพระ พระอาจารย์บอก ติดพระไว้องค์อยากได้ กะว่าจะพาพระอาจารย์ไปจะได้ของแถมจากพ่อค้า ที่ไหนได้พระอาจารย์รีบไปตอนเช้า บอกเดี๋ยวเธอไปตัดหน้า อดของแถมเลยเรา
มาดูสุดยอดพระปิดตาหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูงองค์นี้ดีกว่า รักทองร่อนหลุด เป็นชิ้นใหญ่ๆ เห็นเนื้อคลุกรักออกสีน้ำตาลดำ แห้งสนิท มีเม็ดขาวเม็ดรักดำอยู่ในส่วนผสมของเนื้อ ทีขาดไม่ได้ผงชันเรือ เป็นเม็ดเล็กๆสีแดง เป็นส่วนผสมเนื้อพระปิดตาของหลวงปู่ ถ้าเจอดีเป็นจุดจ่ายตัง

พระปิดตา หลวงปู่เอี่ยม มีทั้งเนื้อผง เนื้อผงจุ่มรัก เนื้อผงคลุกรัก ปิดทอง และไม่ปิดทอง

เนื้อผงคลุกรักจุ่มรัก ธรรมชาติแห้งเก่า เป็นพระพิมพ์แบบประกบหน้าหลัง ดูรอบๆ องค์พระจะต้องมีตะเข็บด้านข้างทุกองค์ ต้องตั้งได้นะเธอจำไว้พระอาจารย์สอนมาจะมีรอยตัดเรียบที่ก้น รอยปริแตกกะเทาะ เป็นคุณสมบัติของรักที่ทาในพระปิดตาของหลวงปู่เอี่ยม

พุทธคุณ พระปิดตา หลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูงเด่นด้าน เมตตามหานิยม โชคลาภ และแคล้วคลาด คงกระพันชาตรี รวมถึงป้องกันภูตผีปีศาจ และคุณไสย “หลวงปู่บอกไว้ มีทุกข์ร้อนเรียกชื่อข้าแล้วข้าจะมาช่วยเจ้าให้รอดปลอดภัย”
พระอาจารย์สอนเซียนเจี๊ยบบอกต่อนะจ๊ะเธอ หวานเจี๊ยบ