Home Blog Page 2

เปิดตัว “AIS SPORT ACADEMY” ผนึกพันธมิตรระดับโลก ยกระดับอุตสาหกรรมกีฬาครบวงจรประเดิมบิ๊กโปรเจคต์ ส่งเด็กไทยลุยเยอรมนี พร้อมคว้าทุนเรียนจุฬาฯ

0

AIS ประกาศยุทธศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่ ยกระดับวงการกีฬาไทยเต็มรูปแบบ เปิดตัว “AIS SPORT ACADEMY” เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมกีฬาไทยครบวงจรภายใต้แนวคิด “พลังคน สร้างพลังกีฬาไทย”  จับมือพันธมิตรระดับประเทศและสากล ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, บุนเดสลีกา เยอรมนี และ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ มอบโอกาสครั้งสำคัญ สานฝันเยาวชนไทยบินลัดฟ้าไปฝึกทักษะลูกหนังระดับโลกถึงประเทศเยอรมนี ควบคู่การมอบทุนการศึกษาเพื่อเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มุ่งบ่มเพาะศักยภาพเยาวชนให้เป็นเลิศทั้งทักษะกีฬาและวิชาการ เพื่อก้าวขึ้นเป็นบุคลากรคุณภาพระดับมืออาชีพของวงการกีฬาไทยอย่างย

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า “เอไอเอสยึดมั่นมาโดยตลอดว่า คน คือรากฐานสำคัญขององค์กรและสังคม โดยที่ผ่านมา AIS Academy ได้มีบทบาทในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทั้งภายในและภายนอกองค์กร ผ่านการยกระดับทักษะดิจิทัล และการเปิดโอกาสให้คนไทยเข้าถึงองค์ความรู้ระดับโลกอย่างเท่าเทียม

ความสำเร็จของการสร้างคนถือเป็น DNA ของ AIS และในวันนี้เราได้นำโมเดลดังกล่าวมาต่อยอดสู่ วงการกีฬา ซึ่งเราไม่ได้มองกีฬาเป็นเพียงการแข่งขัน แต่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ โดยมีผู้คนในระบบนิเวศกีฬาไทยมากกว่า 10 ล้านคน นี่คือความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนบทบาทของ AIS จากการเป็นเพียง ช่องทาง หรือ ผู้ถ่ายทอดสด ก้าวสู่การเป็น ผู้สนับสนุนและผู้ยกระดับวงการกีฬาไทย อย่างเต็มตัว เอไอเอสตั้งใจนำพันธกิจขององค์กรและโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่แข็งแกร่ง มาติดอาวุธทางปัญญาให้กับคนกีฬา เพื่อสร้างความแข็งแกร่งตั้งแต่รากฐาน โดย AIS SPORT ACADEMY ถือเป็นความตั้งใจจริงในการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับสังคมไทย และจะเป็นสถาบันที่ลงมือทำเรื่องกีฬาอย่างจริงจัง เพราะเราเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่า ถ้าคนแข็งแรง วงการกีฬาแข็งแรง ประเทศก็จะแข็งแรงตามไปด้วย

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า “AIS SPORT ACADEMY เกิดขึ้นจากการมองกีฬาในมิติที่กว้างกว่าการแข่งขัน โดยเป็นทั้งอุตสาหกรรมและชุมชนที่มีพลังมหาศาล พร้อมวางกรอบการดำเนินงานผ่าน 3 แกนหลัก คือ การสร้างโอกาส ในการสร้างเวทีเพื่อปั้นคนคุณภาพเข้าสู่วงการ, การเสริมองค์ความรู้ นำทักษะระดับโลกมาถ่ายทอด และ ความเป็นมืออาชีพ เพื่อให้ทุกคนเติบโตในเส้นทางอาชีพได้อย่างยั่งยืน

ซึ่งเอไอเอสได้เดินหน้าผนึกความร่วมมือกับพันธมิตรสำคัญทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, บุนเดสลีกา และสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เพื่อร่วมกันคัดเลือกนักฟุตบอลเยาวชนไทยไปฝึกอบรม ที่ประเทศเยอรมนี และยังมีการมอบทุนการศึกษาเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเป็นการให้ความสำคัญกับการสร้างปลายทางที่มั่นคง พิสูจน์ให้เห็นว่าเยาวชนไทยไม่ต้องเลือกระหว่างการเรียนหรือกีฬา แต่สามารถเดินหน้าควบคู่กันไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งความร่วมมือทั้งหมดนี้สะท้อนถึงการบูรณาการ “กีฬา การศึกษา โอกาส” เข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อวางรากฐานระบบนิเวศกีฬาไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนสืบไป

สำหรับก้าวต่อไปของ AIS SPORT ACADEMY เราเตรียมต่อยอดเชิงปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ต่างๆ ซึ่งจะไม่จบลงแค่แมตช์การแข่งขัน แต่จะเป็นเวทีแห่งการพัฒนา เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนทักษะ ที่จะช่วยยกระดับตั้งแต่รากฐาน ไปจนถึงการผลักดันนักกีฬาไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล โดยทั้งหมดนี้ไม่ใช่แผนงาน แต่เราเริ่มลงมือทำและขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการลงพื้นที่จัดกิจกรรม ฟุตบอลคลินิก, บาสเกตบอลคลินิก, การอบรมครูพละ เพื่อยกระดับมาตรฐานผู้ฝึกสอน ให้สามารถนำองค์ความรู้ที่ถูกต้องไปส่งต่อให้กับเด็กๆ ได้อีกนับไม่ถ้วน หรือแม้แต่เราจะมีโครงการคัดนักพากย์กีฬาหน้าใหม่ เพื่อเปิดพื้นที่และสร้างบุคลากรคุณภาพเข้าสู่วงการ ในมิติอื่นๆ นอกเหนือจากการเป็นนักกีฬาบนสนามด้วย”

การเปิดตัว AIS SPORT ACADEMY ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของ AIS ในการนำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและความเชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคล มาสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ให้วงการกีฬาไทยเติบโตสู่ระดับสากลอย่างยั่งยืน
 

TFEX Academy+ ปั้นพอร์ตโต

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง" หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

“คุณนายพารวย” มีข่าวดีสำหรับใครที่กำลังมองหาเครื่องมือช่วยบริหารพอร์ตให้เติบโตท่ามกลางความผันผวนของตลาดในปัจจุบัน เพราะล่าสุด บมจ.ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) หรือ TFEX ได้เปิดโครงการ “TFEX Academy+” เพื่อชวนผู้ที่สนใจมาเรียนรู้การใช้ Futures และ Options เป็นเครื่องมือเสริมพอร์ตที่ตอบโจทย์ทุกสไตล์การลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการทำกำไรในช่วงที่ตลาดมีแนวโน้มชัดเจน หรือการป้องกันความเสี่ยงจากสินทรัพย์หลากหลายประเภท เช่น ดัชนีหุ้น หุ้นรายตัว ทองคำ โลหะเงิน อัตราแลกเปลี่ยน หรือยางพารา ซึ่งโครงการนี้ออกแบบมาเพื่อให้เปลี่ยนจากมือใหม่ให้กลายเป็นมือโปร และปั้นพอร์ตให้เติบโตไปพร้อมกับมืออาชีพ

เนื้อหาในโครงการนี้ถือว่าเข้มข้นและครบถ้วนมาก เพราะมีการรวบรวมหลักสูตรกว่า 50 คอร์ส โดยแบ่งเป็นเนื้อหาที่ตอบโจทย์ผู้เรียนทุกระดับ เริ่มต้นตั้งแต่หลักสูตร “TFEX 101” สำหรับคนที่ต้องการทำความรู้จักกับสินค้าใน TFEX ทั้งหุ้น ทองคำ และค่าเงิน พร้อมเข้าใจแนวคิดในการซื้อขายที่ถูกต้อง ไปจนถึงหลักสูตร “TFEX Trading Idea” ที่รวบรวมเทคนิคและกลยุทธ์การเทรด Futures และ Options แบบมืออาชีพที่ใช้ได้จริง โดยผู้เรียนสามารถเลือกหัวข้อที่สนใจได้ตามความต้องการ ผ่านช่องทางทั้งระบบออนไลน์และออฟไลน์ ทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องสะดวกสำหรับทุกคนไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม

อีกความพิเศษที่โดดเด่นของโครงการนี้ คือ เป็นเวทีที่มีพี่เลี้ยงเป็นโบรกเกอร์ Mentor ชั้นนำถึง 11 แห่ง ที่จะมาคอยดูแลให้คำปรึกษาตลอดโครงการ สำหรับผู้ที่ตัดสินใจเปิดบัญชี TFEX กับทางโบรกเกอร์ Mentor ก็จะได้รับคำแนะนำและการดูแลการเทรดอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เริ่มต้นได้อย่างมั่นใจ

ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งสู่การเป็น “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” หรือ เส้นทางแห่งความเชื่อมั่นสู่โอกาสของทุกคน โดยโครงการนี้สอดรับพันธกิจด้าน “Empowering Market Participants” เพื่อเสริมศักยภาพให้ผู้ลงทุนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการใช้เครื่องมือทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับใครที่สนใจ อยากได้อาวุธทางเลือกใหม่ไปปรับใช้กับพอร์ตลงทุน สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ฟรีตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569  โดยสามารถสมัครและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://www.tfex.co.th/th/activities/tfexacademyplus2026 หรือ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 0 2009 9999

“คุณนายพารวย” ขอเชิญชวนให้รีบไปสมัครกัน เพราะยิ่งสมัครเร็วเท่าไร พอร์ตลงทุนของเราก็มีโอกาสที่จะโตเร็วขึ้นเท่านั้น!

 คุณนายพารวย

เมืองไทยประกันชีวิต คว้า 2 รางวัล 2025 ASIA CEO SUMMIT & AWARD CEREMONY

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำความสำเร็จทั้งในมิติของภาวะผู้นำและความแข็งแกร่งของแบรนด์ ด้วยการคว้า 2 รางวัลสำคัญ ได้แก่ Influential Brands – Top CEO Thailand 2025 และ Thailand’s Top Influential Brands 2025 สาขา Life Insurance Company ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 จากเวที 2025 ASIA CEO SUMMIT & AWARD CEREMONY (Thailand) เวทีที่จัดขึ้นเพื่อยกย่ององค์กรและแบรนด์ที่มีอิทธิพลต่อผู้บริโภค และสามารถสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในภูมิภาคเอเชีย โดยจัดขึ้นโดยบริษัท นีโอ ทาร์เก็ต จำกัด ร่วมกับ Influential Brands ประเทศสิงคโปร์

ในโอกาสนี้ นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัล Influential Brands – Top CEO Thailand 2025 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 สะท้อนถึงวิสัยทัศน์และบทบาทของผู้นำที่สามารถขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างมั่นคง พร้อมปรับตัวได้อย่างต่อเนื่องท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของบริบทธุรกิจและความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

พร้อมกันนี้ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ยังได้รับรางวัล Thailand’s Top Influential Brands 2025 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ในสาขา Life Insurance Company ตอกย้ำความแข็งแกร่งของ        แบรนด์ที่สามารถครองใจผู้บริโภค และรักษามาตรฐานการดำเนินธุรกิจ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ     และประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับการเข้ารับรางวัลในครั้งนี้ มี คุณนาเดีย สุทธิกุลพานิช รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส เป็นผู้แทนบริษัทฯ เข้ารับรางวัล  โดยได้รับเกียรติจาก คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้มอบรางวัล พร้อมด้วย มิสเตอร์ฮอร์เก โรดริเกซ กรรมการผู้จัดการ อินฟลูเอ็นเชียล แบรนด์ส ประเทศสิงคโปร์      และ คุณวรรณี ลีลาเวชบุตร ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นีโอ ทาร์เก็ต จำกัด ร่วมแสดงความยินดี  ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ

รางวัลนี้นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของเมืองไทยประกันชีวิต สะท้อนถึงความสำเร็จในการขับเคลื่อนองค์กรภายใต้ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ควบคู่กับการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งและมีความหมายต่อผู้บริโภค      พร้อมส่งมอบประสบการณ์ที่ดีผ่านผลิตภัณฑ์ บริการ และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า  ในทุกช่วงชีวิตได้อย่างต่อเนื่อง #เมืองไทยประกันชีวิต #MuangThaiLife

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จัดสัมมนาใหญ่ “THE NEXT HR FRONTIER 2026” ยกระดับศักยภาพบุคลากรไทย

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดงาน “THE NEXT HR FRONTIER 2026: พัฒนาสกิลบุคลากรให้พร้อมทำงานในโลกธุรกิจยุคใหม่” เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากผู้แทนองค์กร และบุคลากรสาย HR เข้าร่วมงานกว่า 400 คน โดยมี พรรณวดี ลดาวัลย์ ณ อยุธยา รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานทรัพยากรบุคคลและพัฒนาองค์กร ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวต้อนรับ พร้อมเปิดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองการวางกลยุทธ์พัฒนาคนให้ตรงเป้าหมายธุรกิจ โดยวิทยากรจากองค์กรชั้นนำ ได้แก่ คุณกานติมา เลอเลิศยุติธรรม บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส คุณวินิตา สาน้อย บมจ. พีทีจี เอ็นเนอยี  และ คุณอภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา Slingshot Group

ทั้งนี้ ตลอดปี 2569 ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งยกระดับศักยภาพบุคลากร เพื่อช่วยขับเคลื่อนบริษัทจดทะเบียนและองค์กรต่างๆ ให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน ด้วยบริการ e-Learning Platform สำหรับองค์กร ผ่าน 2 โครงการหลัก ได้แก่  
1) โครงการ Corporate Excellence Learning Solution ที่ให้องค์กรออกแบบการเรียนรู้ได้เองตามความต้องการ โดยมีให้เลือกกว่า 300 หลักสูตร ทั้งด้านตลาดทุน การเงิน ธุรกิจ และ ESG

2) โครงการ SET DSD e-Learning ซึ่งเป็นบริการจัดฝึกอบรมเพื่อยกระดับฝีมือแรงงานให้แก่สถานประกอบการตามเกณฑ์ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สอดคล้องพันธกิจของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการเสริมศักยภาพผู้ร่วมตลาดผ่านการให้ความรู้ (Empowering Market Participants) และส่งเสริมความรู้และทักษะบุคลากรในองค์กรต่างๆ เพื่อพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง (Purposeful People Who Transform) ภายใต้วิสัยทัศน์ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” องค์กรที่สนใจสามารถสมัครและดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.setlink.set.or.th/th/education/course/1-cles

CPF คว้า 6 รางวัล TPM Awards 2025 ตอกย้ำมาตรฐานระดับโลก

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF และ บริษัท ซี.พี.เวียดนาม คอร์ปอเรชั่น คว้า 6 รางวัลระดับโลก จากเวที TPM Awards 2025 จัดโดยสถาบัน Japan Institute of Plant Maintenance (JIPM) ประเทศญี่ปุ่น สะท้อนความเป็นเลิศด้านการบริหารจัดการการผลิตตามมาตรฐานสากล โดยในปี 2025 มีองค์กรจาก 16 ประเทศ รวม 83 บริษัท เข้ารับการประเมิน ภายใต้กระบวนการประเมินมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก

โดยปีนี้ โรงงานผลิตอาหารสัตว์บกปักธงชัย คว้ารางวัลสูงสุดระดับ “Special Award” ซึ่งเป็นรางวัลสำหรับองค์กรที่มีผลงานโดดเด่นเป็นเลิศในทุกมิติ ตอกย้ำความเป็นองค์กรต้นแบบด้านเกษตรอุตสาหกรรม ที่สามารถยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างคุณค่าให้แก่สังคม สิ่งแวดล้อม และชุมชนอย่างยั่งยืน

พิธีมอบรางวัลจัดขึ้น ณ เกียวโต อินเตอร์เนชันแนล คอนเฟอเรนซ์ เซ็นเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น โดยมี นายบุญเสริม เจริญวัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ด้านบริหารกระบวนการธุรกิจอาหารสัตว์บก นางสาวสลิลรัตน์ พงษ์พานิช ผู้อำนวยการอาวุโส ธุรกิจอาหารสำเร็จรูป CPF และ นายวิรัตน์ บัวแย้ม รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซี.พี.เวียดนาม เป็นผู้แทนรับรางวัล

นายบุญเสริม เจริญวัฒน์ กล่าวว่า CPF ได้นำระบบ Total Productive Maintenance (TPM) มาพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับกระบวนการผลิต โดยให้พนักงานทุกระดับมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ความสำเร็จครั้งนี้ไม่เพียงเป็นความภาคภูมิใจขององค์กร แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างความปลอดภัย เพิ่มประสิทธิภาพ และส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพระดับสากลสู่ผู้บริโภคทั่วโลก

สำหรับรางวัลที่ได้รับในปีนี้ รวมทั้งสิ้น 6 รางวัล ดังนี้

  • Special Award for TPM Achievement ได้แก่ โรงงานผลิตอาหารสัตว์บกปักธงชัย จ.นครราชสีมา
  • Award for Excellence in Consistent TPM Commitment ได้แก่
    • โรงงานอาหารสัตว์บกท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา
    • โรงงานอาหารสำเร็จรูป จ.สระบุรี
    • Binh Dinh Feed Mill ซี.พี.เวียดนาม
    • Hai Duong Factory ซี.พี.เวียดนาม
  • Award for TPM Excellence ได้แก่ โรงงานอาหารสำเร็จรูปหนองจอก

ทั้งนี้ TPM Awards เป็นเวทีระดับนานาชาติที่มีเกณฑ์การประเมินเข้มข้น โดยผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น (TPM Assessor) พิจารณา 5 ด้านหลัก ได้แก่ การบริหารจัดการโรงงาน ระบบและกระบวนการ บุคลากร ผลลัพธ์ และการมีส่วนร่วมของพนักงานทุกระดับ

ในช่วงปี 2015–2022 กลุ่ม CPF ได้รับรางวัล TPM อย่างต่อเนื่อง รวม 25 รางวัล ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการผลิตอาหารที่มีมาตรฐานระดับสากลอย่างยั่งยืน.

เมืองไทยประกันชีวิต สนับสนุนเงิน 3 ล.ให้โครงการปรับปรุงอาคารและจัดซื้อเครื่องมือแพทย์เพื่อผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อโรคมะเร็งเต้านม

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เดินหน้าสนับสนุนการเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างมีคุณภาพแก่ประชาชน โดยมอบงบประมาณจำนวน 3,000,000 บาท เพื่อสนับสนุนโครงการปรับปรุงอาคารและจัดซื้อเครื่องมือแพทย์เพื่อผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ให้แก่ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถเพื่อโรคมะเร็งเต้านม เพื่อร่วมยกระดับประสิทธิภาพการดูแลรักษาผู้ป่วย และเสริมความพร้อมของสถานพยาบาลในการให้บริการทางการแพทย์ได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

การสนับสนุนในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเมืองไทยประกันชีวิตในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย โดยเฉพาะการสนับสนุนด้านสาธารณสุขและการรักษาพยาบาลที่มีความจำเป็นต่อผู้ป่วย ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มศักยภาพด้านสถานที่และอุปกรณ์ทางการแพทย์แล้ว ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างโอกาสให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในโอกาสนี้ นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เป็นผู้มอบเงินสนับสนุนจำนวน 3,000,000 บาท ให้แก่ นายขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ นางจันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ และ รศ.นพ.กฤษณ์ จาฏามระ หัวหน้าศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถเพื่อโรคมะเร็งเต้านม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โดยมี นายปราโมทย์ ศักดิ์กำจร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส นางพิตราภรณ์ บุณยรัตพันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส และ นางสาวจิตต์เกษม สุรธรรมานันท์ รองกรรมการผู้จัดการ ร่วมในพิธี ณ เมืองไทยประกันชีวิต สำนักงานใหญ่

เมืองไทยประกันชีวิตยังคงมุ่งดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าให้สังคม โดยให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนไทยมาอย่างต่อเนื่อง เพราะบริษัทเชื่อว่า สุขภาพที่ดีคือพื้นฐานสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข การได้มีส่วนร่วมสนับสนุนระบบสาธารณสุขไทย จึงไม่ใช่เพียงการส่งต่อความช่วยเหลือในวันนี้ แต่ยังสะท้อนถึงความตั้งใจในการขับเคลื่อน ESG ในมิติด้านสังคม หรือ Social ที่มุ่งสร้างโอกาส สร้างการเข้าถึง และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมไทยอย่างยั่งยืน

AIS ผนึก อว. และจุฬาฯ เปิดตัวคอร์ส “AI Literacy” ภายใต้หลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ เรียนฟรี! บนแพลตฟอร์ม Thai MOOC และอุ่นใจ CYBER

0

AIS ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดตัวคอร์สเรียน “อุ่นใจไซเบอร์ : AI Literacy” สื่อการเรียนรู้ในรูปแบบดิจิทัลที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับความรู้และทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของคนไทย พัฒนาโดยคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI จากหลากหลายสาขา ครอบคลุมตั้งแต่ความหมายของ AI การประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการใช้งานอย่างปลอดภัย สร้างสรรค์ และมีจริยธรรม โดยมี อว. รับรองมาตรฐานเนื้อหา นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการต่อยอดหลักสูตรให้นิสิตนักศึกษาสามารถสะสมชั่วโมงการเรียนรู้จากคอร์สดังกล่าว เพื่อนำไปเทียบเป็นหน่วยกิตได้ในอนาคต ศาสตราจารย์

ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มนุษย์ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วม ทำงานร่วม และใช้เทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณ ขณะเดียวกันสถาบันการศึกษาต้องก้าวสู่บทบาทการ ‘สร้างคน’ ที่พร้อมสำหรับโลกยุคใหม่อย่างมีคุณภาพ จุฬาฯ มุ่งพัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ภายใต้แนวทาง ‘Responsible AI’ เพื่อยกระดับการเรียนรู้ของนิสิต ผลิตบัณฑิตที่มีความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัล และสามารถประยุกต์ใช้ AI ได้จริงในอนาคต และด้วยความตระหนักถึงความสำคัญของ AI ต่อการพัฒนาคนและประเทศ ประกอบกับความพร้อมของจุฬาฯ ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาที่มีความเข้มแข็งด้านวิชาการ จึงได้ระดมคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI จากหลากหลายศาสตร์มาร่วมสนับสนุนความร่วมมือครั้งนี้ ทั้งในด้านการพัฒนาหลักสูตร การออกแบบเนื้อหา และการถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อให้การเรียนรู้มีความรอบด้าน ลุ่มลึก และสอดคล้องกับการนำไปใช้จริง ควบคู่กับการเปิดโอกาสการเรียนรู้ที่เข้าถึงได้สำหรับทุกภาคส่วน โดยความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลภายใต้หลักสูตร ‘อุ่นใจไซเบอร์ AI Literacy’ ถือเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมการเรียนรู้ด้าน AI และพลเมืองดิจิทัลในรูปแบบที่ยืดหยุ่นและเข้าถึงได้ เพื่อให้การเรียนรู้ด้าน AI ไม่ใช่เพียงโอกาสของบางกลุ่ม แต่เป็น ‘โอกาสของทุกคน’ ในการร่วมกันพัฒนากำลังคนของประเทศ และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง”

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า “กระทรวง อว. มุ่งพัฒนากำลังคนของประเทศผ่านระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัญญาประดิษฐ์ โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับ AI Literacy ควบคู่กับทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) และจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยี เพื่อสร้าง “พลเมืองดิจิทัล” ที่มีคุณภาพ ผ่านความร่วมมือในการพัฒนาหลักสูตร “อุ่นใจไซเบอร์ AI Literacy” ระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งเป็นการขยายโอกาสการเรียนรู้ไปยังนิสิต นักศึกษาทั่วประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมกำลังคนกว่า 1.8 ล้านคนให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอนาคต ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนเป้าหมายของ อว. ในการขับเคลื่อนระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการพัฒนาคนไทยให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างยั่งยืน”

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร AIS กล่าวว่า “AIS ในฐานะผู้นำด้านโครงข่ายและเทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะ ไม่เพียงมุ่งยกระดับเครือข่ายสู่ Autonomous Network และการนำ AI มาเป็นแกนหลักในการบริหารจัดการเท่านั้น แต่ยังเดินหน้าขับเคลื่อน ecosystem ของปัญญาประดิษฐ์ อย่างรอบด้าน ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนานวัตกรรมบริการที่ตอบโจทย์การใช้งาน AI ของลูกค้า อาทิ AISpace ศูนย์รวมบริการ AI, การส่งเสริมการสร้างทักษะดิจิทัลให้คนไทยทุกกลุ่มผ่านแพลตฟอร์ม LearnDi for Thais ตลอดจนการเสริมศักยภาพบุคลากรภายในองค์กรผ่านหลักสูตรด้าน AI โดยมี AIS Academy เป็นแหล่งความรู้ และล่าสุด เราตั้งใจยกระดับจาก Digital Literacy สู่ AI Literacy เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์ และยกระดับความรู้ด้าน AI ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ผ่านหลักสูตร ‘อุ่นใจไซเบอร์ AI Literacy : My AI Buddy’ ซึ่งเป็นการต่อยอดจากโครงการ ‘อุ่นใจไซเบอร์’ ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 และปัจจุบันมีผู้เรียนแล้วกว่า 1.05 ล้านคน โดยเชื่อว่าหลักสูตรนี้จะช่วยให้คนไทยใช้งาน AI ได้อย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ สนุกกับการใช้ AI ในฐานะ ‘บัดดี้’ หรือเพื่อนคู่คิด สามารถอยู่ร่วมกับ AI ได้อย่างมั่นใจ มีความรับผิดชอบ และก้าวสู่สังคมดิจิทัลอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน”ผู้ที่สนใจสามารถเรียนรู้หลักสูตร “อุ่นใจไซเบอร์ : AI Literacy” ได้ฟรี ทุกที่ทุกเวลา ผ่านแพลตฟอร์ม Thai MOOC https://thaimooc.ac.th/instructor/ais/, LearnDi for Thais บนเว็บไซต์ https://aunjaicyber.ais.th/pathway/162 และแอปพลิเคชัน อุ่นใจ CYBER

หลักสูตร “อุ่นใจไซเบอร์ : AI Literacy” ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางการเรียนรู้ในสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง เพื่อร่วมยกระดับทักษะด้าน AI และภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้แก่เยาวชนไทยในอนาคตอย่างยั่งยืน

ตามรอยเซียน โดย เจี๊ยบ บางกรวย “เกศบัวตูมวัดระฆัง”

0

เธอนะ”งูดินกินมังกร”หลอกชมใตายใจ ขายพระให้เรา ร้ายนะเธอ ก็ผมหาพระตามที่พระอาจารย์สอนนะครับ ไม่มีพระอาจารย์ก็ไม่มี เซียนเจี๊ยบบางกรวยครับพระอาจารย์
มาดูพระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์เกตุบัวตูม วันนี้

แจ่มสบายตา แต่ไม่สวย เส้นหน้าอก เส้นวิ่งเข้ารักแร้ ติดไม่ชัด เห็นเส้นนี้ก็แท้แล้วพระอาจารย์บอก จากการหดตัวของตังอิ๋ว มวลสาร หลุมบ่อที่มวลสารหลุดไป เป็นธรรมชาติ เนื้อพระด่างดำ สีไม่เท่ากัน แบบนี้เห็นแล้วจ่ายจบ


พลิกดูด้านหลัง หลุมบ่อรูพรุน เต็มหลัง แบบนี้เป็นธรรมชาติ ไม่ใช้น้ำยากัด ให้ผิวพระเป็นรู มีเศษไม้แห้งเก่าให้เห็น ช่วยในการพิจารณา ในการดูพระสมเด็จวัดระฆัง เศษรักดำดูดติดเศษทองในรูเล็กๆ ใต้เนื้อ บอกได้ว่าพระองค์นี้ลงรักปิดทองมา เจอรักซ่อนในใต้ผิว แบบนี้จ่ายจบ จะรอทำไมครับท่าน

เจี๊ยบบางกรวยเดินตามรอยพระอาจารย์ 087 0030897

ตลาดหลักทรัพย์ฯ แนะ 5 กลยุทธ์สร้างรายได้หลังเกษียณ

0
บทความโดย ศุทธวีร์ มงคลสินธุ์ CFP® สมาคมนักวางแผนการเงินไทย

เมื่อเกษียณไปแล้ว ทุกคนต่างก็ต้องการใช้ชีวิตตามแบบที่ตัวเองวางแผนเอาไว้ เช่น เดินทางท่องเที่ยว ทำกิจกรรมต่าง ๆ แต่สำหรับผู้ที่กังวลว่าเงินก้อนสุดท้ายของชีวิตจะไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายเพื่อดำรงชีพ ทางออกที่น่าสนใจ คือ การวางกลยุทธ์สร้างรายได้หลังเกษียณ ซึ่งควรวางแผนและวางกลยุทธ์ไว้ล่วงหน้าตั้งแต่เนิ่น ๆ อย่างรัดกุม เพื่อทำให้มีเงินเพียงพอสำหรับชีวิตหลังเกษียณที่มั่นคงและสบายใจ

การเกษียณอายุเป็นช่วงเวลาที่สำคัญในชีวิต เพราะเป็นช่วงเวลาใช้ชีวิตตามที่ต้องการ แต่หากมองในมุมการเงิน ผู้เกษียณควรทบทวนทรัพย์สิน หนี้สิน รายรับ รายจ่าย ที่สำคัญหากมีความกังวลว่ารายได้อาจไม่เพียงพอกับรายจ่าย ก็ต้องเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงิน สำหรับกลยุทธ์การสร้างรายได้หลังเกษียณควรเลือกให้สอดคล้องกับปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้

กลยุทธ์ที่ 1 สวัสดิการจากภาครัฐ

สวัสดิการภาครัฐสามารถช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ โดยในประเทศไทยมีสวัสดิการภาครัฐที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เกษียณ

  • เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ สำหรับผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จากหน่วยงานรัฐ ไม่ว่าจะเป็นบำนาญ เบี้ยหวัด อื่น ๆ จะได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นรายเดือน เมื่อมีอายุครบ 60 ปี โดยต้องไปลงทะเบียนกับสำนักงานเขต เทศบาล หรือ อบต. ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน โดยจะได้รับเงิน เริ่มต้นที่ 600 บาทต่อเดือน จะเพิ่มเป็น 700 บาท เมื่ออายุ 70 – 79 ปี จะเพิ่มเป็น 800 บาท เมื่ออายุ 80 – 89 ปี และจะได้รับ 1,000 บาท เมื่อมีอายุ 90 ปีขึ้นไป
  • บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สำหรับผู้มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 100,000 บาท มีทรัพย์สินทางการเงินไม่เกิน 100,000 บาท และมีคุณสมบัติอื่นตามที่โครงการกำหนด สามารถเลือกลงทะเบียนเข้าโครงการ เพื่อมีรายได้อุปโภคบริโภคที่จำเป็น ซึ่งเป็นการช่วยเหลือค่าครองชีพจากทางภาครัฐ

กลยุทธ์ที่ 2 บำนาญและประกันบำนาญ

  • บำนาญข้าราชการ สำหรับข้าราชการที่มีอายุราชการ 25 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีอายุราชการ 10 ปีขึ้นไป แล้วออกจากราชการด้วยเหตุ เกษียณ สูงอายุ ทุพพลภาพ หรือทดแทน จะทำให้มีสิทธิในการเลือกรับบำเหน็จหรือบำนาญ หากเลือกรับบำนาญจะได้รับกระแสเงินสดไปตลอดชีพ ซึ่งเป็นการลดความเสี่ยงที่จะมีเงินไม่เพียงพอหากมีอายุยืนยาว
  • บำนาญจากประกันสังคม สำหรับผู้ที่ระหว่างทำงานได้มีการจ่ายเงินเข้ากองทุนประกันสังคม เมื่อผู้ประกันตน มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป และนำส่งเงินเข้ากองทุนมากกว่า 180 เดือน (15 ปี) จะมีสิทธิรับเงินชราภาพ ซึ่งจะเป็นแบบบำเหน็จเงินก้อนหรือบำนาญรายเดือน โดยจำนวนเงินที่จะได้รับมากน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนเดือนหรือระยะเวลาที่นำส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคม
  • บำนาญจากประกันชีวิตแบบบำนาญ (Annuity) เป็นประกันชีวิตที่มีลักษณะคล้ายกับประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ โดยจะต้องชำระค่าเบี้ยประกันในช่วงต้นตามระยะเวลาของเงื่อนไขที่กรมธรรม์กำหนด หลังจากนั้นเมื่อครบกำหนด จะได้รับเงินคืนในรูปแบบเงินก้อนหรือเงินรายงวด ซึ่งเปรียบเหมือนการสร้างบำนาญภาคสมัครใจให้กับตนเองในช่วงเกษียณ ซึ่งอาจได้รับเงิน ณ ช่วงอายุต่าง ๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบของประกันชีวิตแบบบำนาญ ที่ผู้ทำประกันสามารถเลือกช่วงเวลาให้สอดคล้องกับแผนการเกษียณของตนเอง

กลยุทธ์ที่ 3 จัดสรรเงินลงทุนด้วยกลยุทธ์เงินสามถัง (Three-Bucket Strategy)

สำหรับผู้ที่มีเงินก้อน ณ วันเกษียณ ซึ่งอาจเป็นเงินที่ครบกำหนดเงื่อนไขกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ เงินส่วนนี้สามารถเลือกใช้กลยุทธ์เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนแทนที่จะเก็บเงินไว้ในบัญชีธนาคารเพียงอย่างเดียว สามารถใช้กลยุทธ์นี้ได้ด้วยการแบ่งเงินออกเป็น 3 ส่วน เพื่อสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนให้เหมาะกับช่วงระยะเวลาที่จะต้องถอนเงินมาใช้หลังเกษียณ

  • ส่วนที่ 1 ถังเงินสดระยะสั้น (Income or Cash Bucket) เป็นเงินส่วนที่ไว้ใช้จ่าย ในช่วงหลังเกษียณช่วง 1 – 2 ปีแรกของการเกษียณ ควรลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ เช่น เงินฝาก หรือกองทุนรวมตลาดเงิน กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น เป็นต้น
  • ส่วนที่ 2 ถังเติมเงินระยะกลาง (Conservative or Defensive Bucket) เป็นเงินที่ใช้ในช่วงปีที่ 3 ไปจนถึง ปีที่ 10 ของการเกษียณ โดยการแบ่งเงินออกมาเพื่อสร้างผลตอบแทนด้วยการลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้กระแสเงินสดสม่ำเสมอ เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ กองทุนรวมตราสารหนี้ หรือกองทุนรวมผสมที่ให้ปันผลสม่ำเสมอ
  • ส่วนที่ 3 ถังรักษาคุณภาพชีวิตระยะยาว (Aggressive or Growth Bucket) เป็นเงินที่ถือยาวได้ไว้ใช้หลังปีที่ 10 เป็นต้นไป ซึ่งจะสามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นในระยะยาว เช่น หุ้น กองทุนรวมหุ้น ที่มีโอกาสเติบโตได้ดีในระยะยาว เป็นต้น
Three-Bucket-Strategy-to-generate-income-after-retirement

กลยุทธ์ที่ 4 สร้างรายได้หลังเกษียณด้วยอาชีพเสริม

การเตรียมพร้อมสำหรับชีวิตหลังเกษียณด้วยการมีกิจกรรมหรือการทำงาน นอกจากจะเป็นการสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง เพื่อใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ ยังสามารถสร้างรายได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มกระแสเงินสดในช่วงวัยเกษียณได้ อีกทั้ง เป็นการลดการพึ่งพาการถอนเงินจากพอร์ตลงทุนมาใช้

  • การสร้างรายได้จากการทำงาน ในวัยเกษียณการสร้างรายได้จากอาชีพเสริม อาจพิจารณาจากความรู้ความสามารถ เนื้องานที่ชื่นชอบและให้ความสำคัญ มีลักษณะงานที่เหมาะกับเงื่อนไขด้านสุขภาพของผู้เกษียณ เช่น การรับเป็นที่ปรึกษาในสาขาวิชาชีพที่มีประสบการณ์ การรับสอนหนังสือ เขียนบทความ งานอิสระทางช่องทางออนไลน์ การประกอบกิจการส่วนตัวตามความถนัด เป็นต้น
  • การสร้างรายได้จากทรัพย์สินที่มี ซึ่งเป็นการบริหารสินทรัพย์ที่มีอยู่ให้เกิดรายได้ เช่น การปล่อยบ้านให้เช่า การใช้ที่ดินทำการเกษตร ปลูกผัก เลี้ยงปลา รวมถึงการแปลงบ้านให้กลายเป็นโฮมสเตย์สำหรับนักท่องเที่ยว หรือในกรณีที่มีความสนใจด้านการบริหารพอร์ตลงทุน อาจพิจารณาผันตัวไปเป็นนักลงทุนเต็มเวลา เลือกลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ในกองทุนรวม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านความรู้ การเงิน (เงินลงทุน) และต้องไม่ลืมแบ่งสัดส่วนพอร์ตลงทุน ไม่ให้พอร์ตการลงทุนระยะสั้นไปกระทบกับพอร์ตการลงทุนระยะยาวเพื่อการเกษียณส่วนอื่น

กลยุทธ์ที่ 5 การใช้สินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Reverse Mortgage)

Reverse Mortgage มีลักษณะเป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้เกษียณ โดยการนำบ้านไปจดจำนองกับธนาคาร โดยธนาคารจะพิจารณาวงเงินให้ไม่เกิน 70% ของราคาประเมิน โดยจะทยอยจ่ายเงินให้เป็นรายงวด ต่อเนื่องไปจนสิ้นสุดสัญญาเมื่อผู้กู้อายุ 85 ปี หากผู้กู้เสียชีวิตก่อนสิ้นสุดสัญญา ธนาคารจะนำบ้านขายทอดตลาด แล้วนำเงินค่าบ้านที่ขายได้ไปหักกลบยอดหนี้คงค้าง สำหรับมูลค่าส่วนเกิน จะส่งมอบให้กับทายาท แต่หากสิ้นสุดสัญญาแล้ว ผู้กู้ยังมีชีวิตอยู่ บ้านจะเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคาร ธนาคารมีสิทธิให้ออกจากบ้านหลังนั้น และขายบ้านทอดตลาด ทั้งนี้ธนาคารอาจเปิดโอกาสให้ผู้กู้อยู่บ้านต่อไปได้ โดยอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจในเงื่อนไขโดยละเอียดก่อนทำสัญญา

การสร้างรายได้หลังเกษียณเป็นเรื่องที่ต้องวางแผนล่วงหน้าอย่างรอบคอบ กลยุทธ์ในการสร้างรายได้หลังเกษียณเหล่านี้เป็นแนวทางการบริหารพอร์ตลงทุน และการบริหารจัดการทรัพย์สินให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้ง ยังเป็นส่วนเสริมที่เป็นแหล่งรายได้เพิ่มเติม ที่จะช่วยให้ผู้เกษียณมีรายได้ สร้างความมั่นคงทางการเงินในช่วงวัยหลังเกษียณ สามารถมีคุณภาพชีวิตได้ตามที่ต้องการ มีอิสระในการเดินทางท่องเที่ยว ได้ใช้เวลากับครอบครัว สามารถส่งเสริมให้ทุนการศึกษากับบุตรหลาน รวมถึงการส่งมอบทรัพย์สินที่เป็นมรดกให้กับทายาทได้ตามที่ต้องการ  

PM2.5 : วิกฤตอากาศไร้พรมแดน ความจริงที่ไม่ได้มีแค่ด้านเดียว 

0

“หมอกควัน” ได้กลายเป็น “ฤดูที่ 4” ของ เชียงใหม่ ไปแล้วอย่างไม่เป็นทางการ ฤดูที่ไม่มีในปฏิทิน แต่เกิดขึ้นซ้ำทุกปี และลดพื้นที่อากาศบริสุทธิ์ไปจากผู้คนทั้งเมือง

คำถามและคำอธิบายมากมายว่า “ใครคือคนผิด” ความจริงที่สำคัญกว่า คือ เรากำลังมองปัญหานี้ “ครบทุกมิติแล้วหรือยัง” เพราะฝุ่น PM2.5 ไม่ได้มีต้นตอเดียว และหากเราเริ่มต้นจากความเข้าใจที่ไม่ครบถ้วน ทางออกที่ตามมาอาจพาเราไปผิดทางมากกว่าเดิม

ข้อในช่วงปี 2024–2025 จากทั้งดาวเทียมและงานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมให้คำตอบที่ตรงกันอย่างมีนัยสำคัญ ว่า ฝุ่น PM2.5 ไม่ได้มาจากแหล่งเดียว แต่เป็นผลรวมของหลายปัจจัยที่ทำงานร่วมกันเป็นระบบ พบว่าแหล่งกำเนิดหลักประกอบด้วย การเผาในที่โล่ง (biomass burning), ไฟป่าและลักลอบเผาป่า, มลพิษจากภาคคมนาคมและเมือง, หมอกควันข้ามแดน

โดยเฉพาะในช่วงฤดูเผา (กุมภาพันธ์–เมษายน) การเผาชีวมวลและไฟป่าจะกลายเป็น “ตัวเร่งหลัก” ที่ทำให้ค่าฝุ่นพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในปี 2026 หลายจังหวัดในไทยมีค่าฝุ่นสูงถึง 37.6–75.6 มคก./ลบ.ม. (ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ซึ่งเกินค่ามาตรฐานความปลอดภัยของรัฐที่ 37.5 มคก./ลบ.ม. ขณะที่บางช่วงเวลา เมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่มีค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) เกิน 150 อยู่ในระดับ “อันตรายต่อสุขภาพ” 

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA รายงานล่าสุดจุดความร้อน วันที่ 7 เมษายน 2569 จังหวัดเชียงใหม่ พบจุดความร้อน จำนวน 17 จุด ในพื้นที่ อ.เชียงดาว 9 จุด อ.จอมทอง 3 จุด อ.ฮอด 3 จุด และ อ.ดอยเต่า 2 จุด สะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 6 เม.ย. 2569 จำนวน 6,926 จุด มีปริมาณฝุ่นเกินค่ามาตรฐานจำนวน 27 วัน
          
ด้านสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 สรุปสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 เฉลี่ยในวันเดียวกันของจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอน พบ PM2.5 มีค่าระหว่าง 65.5 – 197.0 มคก./ลบ.ม. คุณภาพอากาศอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ พื้นที่ ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ PM2.5 = 65.6 มคก./ลบ.ม.

ผลกระทบไม่ได้มีเพียงอาการแสบตาหรือไอ แต่รวมถึงความเสี่ยงระยะยาวต่อโรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจ และการลดคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งประเทศ

อย่างไรก็ตาม ต้นตอของปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นในเมืองไทยเพียงแห่งเดียว การค้นพบสำคัญจากข้อมูลดาวเทียมของ GISTDA คือ จำนวนจุดความร้อน (hotspots) เกิดในประเทศเพื่อนบ้านมักสูงกว่าไทยหลายเท่า เช่น ในปี 2025 มีรายงานว่าเมียนมามีจุดความร้อนสูงมากกว่า 55,000 จุด ในช่วงวิกฤต ขณะที่ลาวเคยมีจุดความร้อนกว่า 6,300 จุดในวันเดียว ซึ่งเกิดจากการเผาป่าและการเผาเพื่อเตรียมพื้นที่เกษตรในประเทศเหล่านี้ สามารถลอยข้ามพรมแดนเข้าสู่ไทยได้ตามทิศทางลม

แหล่งกำเนิดภายในประเทศยังคงมีบทบาทสำคัญ จากข้อมูลล่าสุด hotspot ของ GISTDA ยังพบว่าจุดความร้อนในไทยจำนวนมากเกิดในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรกรรม ทำให้ในบางช่วงประเทศไทยมี hotspot หลายพันจุดต่อวัน เช่น 6,713 จุดในเดือนมีนาคม 2025 สะท้อนว่า “การเผาในประเทศ” ยังเป็นตัวแปรสำคัญแม้จะไม่ใช่ทั้งหมดของปัญหา

สำหรับประเทศไทย ปัญหาถูกเล่าเพียงด้านเดียว เช่น โทษพืชเศรษฐกิจบางชนิด หรือโทษบริษัทเพียงฝ่ายเดียว เรากำลังลดทอนความซับซ้อนของปัญหาให้กลายเป็นเรื่องง่าย…แต่ผิดความจริง คนไทยจึงต้องยอมรับความจริงที่ “การเผา” ในประเทศยังมีอยู่ไม่น้อยและเป็นต้นตอสำคัญของปัญหาฝุ่น PM2.5

ความพยายามผลักดันให้ประเทศไทยประกาศใช้ “กฎหมายอากาศสะอาด” เพราะเชื่อว่าเป็นทางออกที่จำเป็นที่สุดขณะนี้ แต่ก็จำเป็นต้องมั่นใจว่ากฎหมายนี้ได้ผ่านการพิจารณาอย่าง “รอบคอบและรอบด้าน” เพื่อควบคุมและลงโทษผู้ก่อมลพิษ

หากกฎหมายมุ่งเน้นเพียง “บทลงโทษ” โดยไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ทางเลือกของเกษตรกร ต้นทุนการไม่เผา หรือปัญหาหมอกควันข้ามแดน ผลลัพธ์อาจกลายเป็นการผลักภาระไปยัง “เกษตรกรรายเล็ก” ซึ่งมีทรัพยากรจำกัดในการปรับตัว ขณะที่ภาคธุรกิจขนาดใหญ่สามารถปรับตัวตามมาตรฐานได้รวดเร็วกว่า

“สำคัญที่สุด คือ กฎหมายของไทย ไม่สามารถควบคุมการเผาในต่างประเทศได้”

ทางออกที่แท้จริงของปัญหาฝุ่น PM2.5 และควันข้ามแดนควรเริ่มจาก “ความเข้าใจที่ถูกต้อง” ที่วันนี้ข้อเท็จจริงชัดเจนแล้วว่า ฝุ่นไม่ได้มาจากแหล่งเดียว, ควันข้ามแดนมีบทบาทสูง, การเผาในไทยยังเป็นปัจจัยสำคัญ และปัญหานี้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยนโยบายด้านเดียว คนไทยจึงต้องเริ่มจากการยอมรับความจริงทั้งหมด เพื่อเป็นข้อมูลในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ให้คนไทยเข้าถึงอากาศสะอาดทุกคน.