Home Blog Page 2

มิติใหม่! AIS SIAM x SIAM DEKLEN จัดงาน Coffee Party สุดคิ้วท์ พร้อมชวน 5 อินฟลูตัวตึง สลัดลุคเป็นเมดคาเฟ กระทบไหล่แฟนคลับ Gen-C

0

AIS SIAM คอมมูนิตี้สเปซของชาว Gen-C ใจกลางสยาม พื้นที่ของคนชอบเล่นจนได้เป็นตัวจริง จับมือ SIAM DEKLEN จัดงาน “PLUG Coffee Party: Your Cute Maid.LIVE” งาน Coffee Party สุดครีเอทในฟีลแฟนมีต ธีมเมดคาเฟ เติมเต็มโมเมนต์ให้แฟนคลับได้ฟิน กับอินฟลูฯ 5 คน 5 สไตล์แบบเต็มอิ่ม นำโดย เรียวตะ อินฟลูเอนเซอร์ชาวญี่ปุ่นที่ชอบพูดภาษาไทย ลุคอบอุ่น คาแรกเตอร์น่ารัก อารมณ์ดี, นอท บ้านกูเอง  ครีเอเตอร์สายไลฟ์สไตล์–บันเทิง เจ้าของเอกลักษณ์ความสนุกแบบเป็นธรรมชาติ, กล้ามเหลว อินฟลูเอนเซอร์สายออกกำลังกายที่กำลังมาแรง ถ่ายทอดคอนเทนต์ด้วยเสน่ห์เฉพาะตัว, แอล ครีเอเตอร์รุ่นใหม่ลูกครึ่งไทย–อเมริกัน โดดเด่นด้านคอนเทนต์แต่งตัวและแฟชั่นคัฟเวอร์ และ เดฟ อินฟลูเอนเซอร์สยามตัวจริง เจ้าของคอนเทนต์สัมภาษณ์วัยรุ่นสยามที่มียอดรับชมหลักล้านวิว ทั้ง 5คนมารวมตัวเฉพาะกิจเป็นเมดไอดอลสุดคิ้วท์ กับภารกิจส่งต่อกาแฟแก้วพิเศษ ‘Marsh Your Maid’ เมนูสุดน่ารักจากวาเลนไทน์ที่เพิ่มเอสเปรสโซช็อตเติมพลังแบบเข้มข้น ถึงมือนายท่านแบบเอ็กซ์คลูซีฟ จาก PLUG cafe พร้อมร่ายมนต์ ให้ทุกคนได้ชาร์จพลังให้ลุยต่อได้ทั้งวัน งานนี้ AIS SIAM ได้เปิดพื้นที่ให้แฟนๆ ได้ถ่ายคอนเทนต์ร่วมกัน เก็บภาพความทรงจำแบบ Gen-C ไว้ครบทุกช็อต

ภายในงาน Coffee Party เต็มไปด้วยความน่ารัก ความสนุก คึกคักตลอดทั้งวัน ด้วย กิจกรรมที่อัดแน่นกันตั้งแต่เข้างาน ทั้งโฟโต้บูธให้เก็บโมเมนต์พิเศษ จุดจำหน่วยสินค้าสุดพิเศษเฉพาะงานนี้เท่านั้น อาทิ การ์ดสะสม เสื้อ พวงกุญแจ และถุงผ้า และการเปิดตัวซิงเกิลใหม่ เพลง ‘แมวจับหนู’ เป็นที่แรก ผลงานของอินฟลูเอนเซอร์ทั้ง 5 คน  โดยนำเสนอคอนเซ็ปต์เปรียบเสมือนแมว 5 สี ที่แตกต่างกัน แต่เมื่ออยู่ร่วมกันกลับลงตัว เข้ากับตัวตนของคน Gen-C สามารถติดตามผลงานเพลง และ MV ได้เร็วๆ นี้ ทาง AIS SIAM และ SIAM DEKLEN

AIS SIAM ยังคงเดินหน้าสร้างพื้นที่แห่งการรวมตัวของวัยรุ่น Gen-C ที่ทุกคนเข้าถึงได้ สามารถติดตามข่าวสาร กิจกรรม และอัปเดตไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ ของ AIS SIAM ได้ที่สยามสแควร์ ซอย 7 เปิดบริการทุกวัน เวลา 09.00 – 21.00 น. ผ่าน Instagram, X และ TikTok ของ AIS SIAM

โมเดลของชาวหัวไทรเห็นผล ใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจควบคุมประชากรปลาต่างถิ่น

0

สถานการณ์ปลาหมอคางดำในอ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราชมีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน จากข้อมูลของกลุ่มเกษตรกรและชาวบ้านในพื้นที่ ปริมาณปลาที่จับได้ต่อวันลดลงต่อเนื่อง สะท้อนผลของแนวทาง “ใช้ประโยชน์เพื่อควบคุม” สร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกรและชุมชน

นายนัฎฐชัย นาคเกษม หรือ “พี่โชค” ประธานกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงปูขาวอินทรีย์ บ้านเนินหนองหงส์ ระบุว่า ปัจจุบันปริมาณปลาหมอคางดำใน อ.หัวไทร เริ่มไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะสมาชิกกลุ่มทั้ง 30 ราย ที่ต้องการใช้ปลามาเป็นเหยื่อเลี้ยงปูรวมวันละ 400-500 กิโลกรัม ซึ่งนอกจากจะช่วยกำจัดปลาแล้ว ยังช่วยสร้างรายได้ให้ชาวบ้านผู้จับปลามาขายได้ถึงวันละ 4,000-5,000 บาท

“ขณะนี้ปลาหมอคางดำใน อ.หัวไทรเริ่มหายาก ไม่พอต่อความต้องการของฟาร์มปู เราจึงมองเห็นโอกาสในการเชื่อมโยงกับพื้นที่ ต.ขนาบนาค อ.ปากพนัง ที่ยังมีปลาจำนวนมาก หากมีการจัดการระบบรวบรวมและขนส่งที่ดี จะช่วยกระจายรายได้สู่คนจับปลาในปากพนัง และช่วยลดต้นทุนให้คนเลี้ยงปูในหัวไทรได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากปูขาวเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีราคาจำหน่ายสูงถึง 400-700 บาทต่อกิโลกรัม” นายนัฎฐชัย กล่าว

ก่อนหน้านี้ ชาวบ้านบางรายสามารถจับปลาได้วันละประมาณ 100 กิโลกรัม ปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 10 กิโลกรัม แสดงให้เห็นว่าความต้องการในตลาดช่วยดึงปลาขึ้นจากระบบนิเวศอย่างต่อเนื่องด้านนางวาสนา เขียวเสน หรือ “คุณไก่” ชาวบ้านชุมชนเกาะเพชร อ.หัวไทร เปิดเผยว่า ปริมาณปลาหมอคางดำที่เคยจับได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้หาได้วันละ 100 กิโลกรัม ปัจจุบันเหลือเพียง 10 กว่ากิโลกรัม สะท้อนว่าแนวทางการควบคุมจำนวนปลาด้วยการใช้ประโยชน์เห็นผลเป็นรูปธรรม โดยชาวบ้านจะนำปลาที่จับได้คัดแยกขนาดมาสร้างมูลค่าเพิ่ม ปลาไซซ์ใหญ่ นำมาแปรรูปเป็น “ปลาแดดเดียว” ที่สามารถจำหน่ายกิโลกรัมละ 200 บาท เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ส่วนปลาไซซ์เล็ก ส่งขายเป็น “วัตถุดิบเหยื่อเลี้ยงปู” ให้กลุ่มเกษตรกรในราคา 10 บาทต่อกิโลกรัม

“แนวทางนี้ช่วยให้คนในชุมชนมีรายได้เข้ามาทุกวัน และยังเป็นการช่วยกำจัดปลาต่างถิ่นในพื้นที่ไปพร้อมกัน” คุณไก่กล่าวทิ้งท้าย

โมเดลหัวไทรจึงเป็นตัวอย่างของการบริหารจัดการปลาต่างถิ่นด้วยกลไกตลาดและการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยใช้ข้อมูลจริงจากพื้นที่ สนับสนุนด้วยตัวเลขที่ตรวจสอบได้ และเน้นผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจควบคู่สิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม.

รู้เก็บรู้ออม : คอมพิวเตอร์เพื่อเด็กไทยใส่ใจเรื่องการเงิน

0

ปัญหาสำคัญของคนไทย คือ การขาดทักษะพื้นฐานด้านการเงินและการลงทุน จึงทำให้หลายคนไม่มีการวางแผนการเงินที่ดี จนเกิดปัญหาด้านการเงิน สร้างผลกระทบและปัญหาตามมา ที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีบทบาทในการส่งเสริมให้คนไทยมีความรู้ด้านการเงินมากขึ้น เช่น การพัฒนาแพลตฟอร์ม SET Fin Quizz ใช้วัดระดับความรู้ด้านการเงินการลงทุน ซึ่งได้แนะนำไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

“คุณนายพารวย” ขอแนะนำอีกโครงการดีๆ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ  ที่จะช่วยปลูกฝังความรู้ความเข้าใจเรื่องการเงินให้กับคนไทยกันตั้งแต่อายุน้อยๆ  นั่นคือ “โครงการคอมพิวเตอร์เพื่อเด็กไทย ใส่ใจเรื่องการเงิน”   โดยเป็นการจับมือกันของตลาดหลักทรัพย์ฯ , สภาธุรกิจตลาดทุนไทย และ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)  ในโอกาสที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ  ครบรอบ 50 ปี เมื่อปี 2568  และสอดรับกับ “โครงการ 50 ปี ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชวนทำความดีเพื่อสังคม”  จึงได้ริเริ่มโครงการนี้ขึ้น โดยเชิญชวนภาคตลาดทุนและภาคธุรกิจ ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ บริจาคคอมพิวเตอร์ให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลน

ความพิเศษของโครงการนี้ไม่ใช่แค่การบริจาคเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่หัวใจสำคัญคือ “ความรู้” ที่จะถูกบันทึกลงไปในเครื่องคอมพิวเตอร์  เป็นการให้ความรู้ทางการเงินพ่วงไปด้วย ซึ่งจะติดตัวเด็กไทยไปจนโต  โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะสนับสนุนข้อมูลความรู้ด้านการเงิน ทั้งแบบ Offline และ Online  ลงในเครื่องคอมฯ ที่บริจาค  โดยไม่มีค่าใช้จ่าย  เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และสร้างพฤติกรรมการออมการลงทุนให้กับ นักเรียน ครู และผู้ปกครอง  ตัวนักเรียนเอง จะได้รับการปลูกฝังนิสัยรักการออม รู้จักวางแผนการใช้จ่าย   ส่วนคุณครู จะสามารถถ่ายทอดความรู้การเงินให้กับเด็กได้อย่างถูกต้อง  ขณะที่ผู้ปกครอง จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเด็กๆ ในการสร้างรากฐานการเงินที่แข็งแรงให้กับครอบครัว

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงขอเชิญชวนผู้ใหญ่ใจดี มาร่วมกันแบ่งปันคอมพิวเตอร์ ทั้งคอมฯ แบบ Desktop  และ Notebook  จะเป็นเครื่องใหม่มือหนึ่ง  หรือ เครื่องที่ใช้งานแล้ว ได้ทั้งหมด  คอมฯที่บริจาค ไม่จำกัดสเปคขั้นต่ำ แต่ถ้าเป็นเครื่องเก่า ขอให้มีสภาพที่ใช้งานต่อได้ และหากมี Window License  หรือ Product Key กรุณาส่งมาพร้อมกับเครื่องด้วย

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ตั้งเป้าหมายว่า จะมีเครื่องคอมฯ บริจาค จำนวน  5,000 เครื่อง ภายใน 5 ปี (ปี 2568 – 2572) ให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลน กว่า 1,000 แห่ง  ซึ่งผ่านการพิจารณากลั่นกรอง จาก กสศ. และเครือข่ายชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร

ผู้บริจาคที่ร่วมโครงการนี้ นอกจากจะมีส่วนช่วยลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กไทยแล้ว  กรณีบริจาคเป็นคอมฯ มือ 1 ยังสามารถนำไป ลดหย่อนภาษี ได้อีกด้วย   เรียกว่า ได้ทั้งบุญ และได้ทั้งสิทธิประโยชน์ทางภาษี  โดยกรอกแบบฟอร์มแจ้งความประสงค์ร่วมสนับสนุนโครงการได้ที่  https://forms.office.com/r/2i50DXprvZ

ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  1. ฝ่ายกลยุทธ์ระดมความร่วมมือและภาคีสัมพันธ์ กสศ.  อีเมล [email protected]  โทร 02-079-5475   และ 2. ฝ่ายบริหารกิจกรรมเพื่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์ฯ  อีเมล [email protected]

คุณนายพารวย

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือกรุงศรี หนุน SME วัดคาร์บอน สู่เงินทุนเพื่อความยั่งยืน

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สนับสนุนผู้ประกอบการ SME ไทย สร้างรากฐานการเติบโตสู่ความยั่งยืน ผ่านความร่วมมือในการพัฒนาระบบนิเวศการเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance Ecosystem) เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ ด้วยการให้ความรู้ความเข้าใจในการดำเนินงานตามกรอบ ESG ควบคู่กับการสนับสนุนการใช้แพลตฟอร์ม SETCarbon เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการและรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร พร้อมส่งเสริมการจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่าน (Transition Plan) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม อันเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถและเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้าน Sustainable Finance ในอนาคต

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ข้อมูลคาร์บอนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะเมื่อกฎกติกาการค้าโลก และมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมถูกนำมาใช้เป็นเงื่อนไขทางการค้ามากขึ้น ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินและผู้ลงทุนได้ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศในการพิจารณาจัดสรรเงินทุน ดังนั้น การพัฒนาโครงสร้างข้อมูลที่มีคุณภาพและเชื่อมโยงสู่ภาคการเงิน จึงเป็นกลไกสำคัญในการเสริมความพร้อมของภาคธุรกิจไทยในระยะยาว

“ความร่วมมือกับกรุงศรีในครั้งนี้จะสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SME ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของห่วงโซ่อุปทาน ในการเตรียมความพร้อมรับมือกฎเกณฑ์ มาตรฐาน และเงื่อนไขด้านสภาพภูมิอากาศที่เข้มข้นขึ้น ผ่านการเข้าถึงเครื่องมือบริหารจัดการข้อมูลคาร์บอนอย่างเป็นระบบ โดย SETCarbon ไม่เพียงรองรับการรายงานข้อมูล แต่ยังช่วยให้ข้อมูลถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการเข้าถึงแหล่งทุน และการสนับสนุนทางการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจได้จริง ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังเดินหน้านำเทคโนโลยีมาพัฒนาระบบให้ใช้งานง่ายและเข้าถึงได้สะดวกอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีองค์กรใช้งานระบบ SETCarbon แล้วกว่า 380 บัญชี โดยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา จำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นกว่า 30% สะท้อนถึงความต้องการใช้เครื่องมือบริหารจัดการข้อมูลคาร์บอนที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ ผู้ใช้งานส่วนใหญ่เป็นบริษัทจดทะเบียนประมาณ 85% ขณะที่อีกประมาณ 15% เป็นองค์กรนอกตลาดหลักทรัพย์ สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ และกรุงศรีได้นำระบบ SETCarbon ไปประยุกต์ใช้กับลูกค้าของธนาคาร ส่งผลให้ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ฯ มีสถาบันการเงินพันธมิตรที่ร่วมขับเคลื่อนการใช้งานระบบ รวมทั้งสิ้น 3 แห่ง และมีแนวโน้มขยายความร่วมมือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต”

นางสาวดวงกมล ลิมป์พวงทิพย์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจ SME ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “กรุงศรีมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ให้สามารถเปลี่ยนผ่านสู่การดำเนินธุรกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยตระหนักว่ายังมีผู้ประกอบการจำนวนมากที่ต้องการองค์ความรู้และแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน เราจึงได้ดำเนินโครงการ Krungsri ESG Academy อย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมความรู้ด้านการเงินเพื่อความยั่งยืน และสนับสนุนให้ธุรกิจสามารถจัดทำแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในปีนี้ กรุงศรีได้รับการสนับสนุนการใช้แพลตฟอร์ม SETCarbon จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถจัดเก็บและบริหารข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นระบบ ข้อมูลดังกล่าวสามารถนำไปทวนสอบและขึ้นทะเบียนตามมาตรฐานขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เพิ่มความน่าเชื่อถือและรองรับโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้านความยั่งยืนในอนาคต”

“ทั้งนี้ กรุงศรียังพร้อมให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ประกอบการที่ต้องการปรับปรุงกระบวนการผลิตและบริการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผ่านสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษคงที่ต่ำสุด 3.5% ในช่วง 2 ปีแรก เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระต้นทุนและเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจสามารถลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างมั่นใจ”

ความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯ และกรุงศรีในครั้งนี้ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ เครื่องมือ และการสนับสนุนทางการเงินเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยและผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว พร้อมต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินด้านความยั่งยืนที่ตอบโจทย์ลูกค้าธุรกิจได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

องค์กรที่สนใจใช้งานระบบ SETCarbon ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายพัฒนาบริการด้านความยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โทร. 0 2009 9844 หรือ 0 2009 9597 สำหรับลูกค้ากรุงศรี ติดต่อ ศูนย์บริการลูกค้าธุรกิจกรุงศรี โทร. 0 2626 2626 วันจันทร์ถึงวันเสาร์ 08:00-20:00 น. ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ และวันหยุดธนาคาร

ถอดบทพิสูจน์โครงข่ายอัจฉริยะ AIS ในวันที่คลื่นมากสุด ผสานพลัง AI ยกระดับประสบการณ์-ความปลอดภัย เดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง 3.5 หมื่นล้านสู่ National Digital Infrastructure

0

ปี 2026 ผู้บริโภคไม่ได้มอง “เครือข่าย” เป็นแค่บริการสื่อสารอีกต่อไป แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศที่ขาดไม่ได้ และอยู่ในทุกโมเมนต์ของชีวิต ตั้งแต่การทำงานและการเรียนรู้แบบออนไลน์ การทำธุรกรรมการเงิน การค้าขายและสร้างคอนเทนต์ ไปจนถึงการเข้าถึงความบันเทิงและข้อมูลข่าวสารแบบเรียลไทม์ สิ่งที่ผู้คนคาดหวังจากเครือข่ายจึงยกระดับจาก “มีสัญญาณ” ไปสู่ “ประสบการณ์ใช้งานที่ดีที่สุด” ในทุกพื้นที่ ทุกสถานการณ์ และทุกช่วงเวลาที่สำคัญของสังคม
ในบริบทนี้ AIS เดินหน้าพัฒนาโครงข่ายอย่างเป็นระบบ ทั้งการเสริมศักยภาพคลื่นความถี่ การยกระดับเครือข่ายสู่ Autonomous Network และการนำ AI มาเป็นแกนกลางของการบริหารจัดการเพื่อให้เครือข่ายดูแลตัวเองได้มากขึ้น โดยในปี 2569 เอไอเอสวางกรอบงบลงทุน 30,000–35,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าในทุกมิติ ผ่านการพัฒนาโครงข่าย 5G ควบคู่การผนึกกำลังพันธมิตรระดับโลกเพื่อผลักดันการเป็นศูนย์รวม AI Ecosystem ครั้งใหญ่รายแรกของประเทศ ซึ่งทั้งหมดมุ่งสู่การยกระดับบทบาทของเครือข่ายให้เป็น National Digital Infrastructure ที่พร้อมรองรับการใช้งานของคนไทยอย่างเต็มศักยภาพ

นายกิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยี AIS กล่าวว่า “เมื่อเราพูดถึง National Digital Infrastructure สิ่งสำคัญคือ โครงข่ายต้องมีความพร้อมทั้งด้าน Coverage ที่กว้างไกลและคุณภาพการให้บริการที่เชื่อถือได้ โดยวันนี้ AIS ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ครอบคลุมมากกว่า 95% ของพื้นที่ประชากร และมีโครงข่ายบรอดแบนด์ครอบคลุมมากกว่า 20 ล้านครัวเรือน รวมถึงมีการขยายโครงสร้างดิจิทัลอัจฉริยะอย่าง Data Center และ Cloud ของประเทศ ขณะเดียวกัน เรายังเดินหน้าเสริมประสิทธิภาพคุณภาพเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความพร้อมในการเคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์ ผ่านการร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก เพื่อพัฒนาเครือข่ายสู่ Autonomous Network และยกระดับสู่ Trusted Connectivity ที่ปลอดภัยในทุกการใช้งาน เพื่อให้ลูกค้าอุ่นใจได้ทุกครั้งเมื่ออยู่กับ AIS”

คลื่นมากที่สุด การันตีด้วยรางวัลระดับโลก สู่ประสบการณ์ที่เชื่อมั่นได้
“คลื่นความถี่” คือทรัพยากรหลักที่กำหนดศักยภาพเครือข่ายทั้งด้านแบนด์วิธ ความครอบคลุม และการรองรับผู้ใช้งานพร้อมกัน ยิ่ง AIS มีคลื่นที่หลากหลายและบริหารจัดสรรได้มีประสิทธิภาพ เครือข่ายก็ยิ่งรองรับไลฟ์สไตล์ดิจิทัลที่หนาแน่นได้ดีขึ้นตั้งแต่เมืองใหญ่ถึงพื้นที่ท่องเที่ยวและภูมิภาค แต่ในมุมผู้ใช้ “ทรัพยากร” จะมีความหมายก็ต่อเมื่อแปลเป็นประสบการณ์ใช้งานจริงที่จับต้องได้ จึงเป็นเหตุผลที่ AIS ให้ความสำคัญกับการยืนยันผลผ่านเวทีที่สะท้อนการใช้งานจริง เช่น รางวัล Ookla (Speedtest) จากการทดสอบหลายล้านครั้งทั่วประเทศ และรางวัลจาก TM Forum ที่ตอกย้ำทิศทางการพัฒนาโครงข่ายและระบบปฏิบัติการสู่เครือข่ายอัจฉริยะอย่างต่อเนื่อง ทำให้ “คุณภาพเครือข่าย” ไม่ได้อยู่แค่คำเคลม แต่ถูกสะท้อนผ่านการใช้งานจริงในวงกว้าง

Autonomous Network เครือข่ายขับเคลื่อนด้วย AI ที่ทำให้ “ความอัจฉริยะ” กลายเป็นมาตรฐานใหม่
เมื่อดาต้าเติบโตและพฤติกรรมผู้ใช้หลากหลายขึ้น เครือข่ายยุคใหม่จึงต้อง “บริหารจัดการได้ด้วยตัวเอง” มากกว่าเดิม เพราะทราฟฟิกเปลี่ยนเร็วและความหนาแน่นสลับจุดได้ตลอดเวลา แนวคิด Autonomous Network จึงยกระดับเครือข่ายให้มีความอัจฉริยะ สามารถรับรู้สถานการณ์ ประเมินผลกระทบ และปรับการทำงานได้รวดเร็วขึ้น โดยใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเครือข่ายมหาศาลแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยบริหารทราฟฟิก จัดสรรทรัพยากร และดูแลคุณภาพสัญญาณให้แม่นยำตามพื้นที่และช่วงเวลา ส่งผลให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้นทั้งความต่อเนื่องของการใช้งาน การรองรับช่วงเวลาที่มีการใช้งานหนาแน่น และการจัดการสถานการณ์ต่าง ๆ ได้รวดเร็ว โดยไม่ต้องรอให้ปัญหาเกิดแล้วค่อยแก้

นวัตกรรมเครือข่าย และ AI ที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน และประสบการณ์ที่ดีขึ้น
พฤติกรรมผู้ใช้งานในไทยแตกต่างกันตามพื้นที่และช่วงเวลา บางจุดหนาแน่นจากจำนวนอุปกรณ์ 5G บางพื้นที่เด่นด้านอัปโหลดจากการไลฟ์และค้าขายออนไลน์ ขณะที่บางช่วงเป็นพีคจากกิจกรรมใหญ่หรือเทศกาลสำคัญ AIS จึงพัฒนานวัตกรรมเครือข่ายให้ตอบโจทย์การใช้งานจริงในแต่ละบริบท ทั้ง 5G Uplink 2CCเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการอัปโหลดผ่านการรวมคลื่น, Massive MIMO และ 5G Downlink 3CC เพื่อรองรับผู้ใช้งานพร้อมกันจำนวนมากในพื้นที่เมืองและศูนย์กลางธุรกิจ และ VoNR บน 5G SA เพื่อยกระดับคุณภาพการโทรให้คมชัดและใช้งานดาต้าควบคู่ได้อย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวางเทคโนโลยีให้เหมาะกับพื้นที่และพฤติกรรม ผลลัพธ์คือประสบการณ์โดยรวมที่ดีขึ้นอย่างจับต้องได้ และยังเป็นฐานให้ AIS ต่อยอดนวัตกรรมเครือข่ายใหม่ ๆ ได้ต่อเนื่องตามการใช้งานและบริการดิจิทัลที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา

เครือข่ายเชื่อมความสุขทุกที่ทั่วไทย…เมื่อ Coverage ที่ลูกค้าสัมผัสได้คือ “ความต่อเนื่อง”
ในปี 2026 คำว่า Coverage ไม่ได้หมายถึงแค่ “มีสัญญาณ” แต่คือ “ความต่อเนื่องของประสบการณ์” ตั้งแต่ย่านเศรษฐกิจใจกลางเมือง เส้นทางคมนาคมหลัก สถานีขนส่ง แหล่งท่องเที่ยว ไปจนถึงพื้นที่จัดกิจกรรมและช่วงเทศกาลที่การใช้งานพุ่งสูงพร้อมกัน โดย AIS สื่อสารการขยายเครือข่าย 5G ที่ครอบคลุมประชากรมากกว่า 95% เพื่อให้คนไทยทุกภูมิภาคเข้าถึงดิจิทัลได้ใกล้เคียงกัน และรองรับการใช้งานหลากหลายทั้งทำงาน เรียน เดินทาง ค้าขายออนไลน์ และเสพคอนเทนต์คุณภาพ พร้อมทำให้ลูกค้ารู้สึกได้ว่า “ใช้ต่อเนื่องได้จริง” ในจุดที่ใช้ชีวิตจริง ไม่ใช่เฉพาะบางพื้นที่หรือบางช่วงเวลา

เครือข่ายเคียงข้างคนไทย … “ความพร้อม” ที่จะอยู่กับคนไทยในทุกวิกฤต
บทบาทของ National Digital Infrastructure ไม่ได้มีไว้รองรับการใช้งานในวันปกติเท่านั้น แต่ต้อง “พร้อมสนับสนุน” เมื่อเกิดวิกฤตที่สังคมต้องพึ่งพาการสื่อสารอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุแผ่นดินไหว น้ำท่วม หรือสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ต่าง ๆ ที่ต้องมีเครือข่ายรองรับการประสานงาน การติดต่อของประชาชน และการทำงานของเจ้าหน้าที่ โดยจากแนวทางที่ AIS สื่อสารในหลายกรณี จะเห็นการเตรียมความพร้อมทั้งการตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ การมอนิเตอร์เครือข่าย 24 ชั่วโมง การจัดกำลังสำรองและอุปกรณ์สนับสนุน รวมถึงการระดมทรัพยากรและประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การสื่อสารและการช่วยเหลือดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง จึงสะท้อนว่าเครือข่าย AIS ไม่ได้เป็นเพียงโครงข่ายเพื่อการใช้งานทั่วไป แต่เป็นโครงสร้างที่ “อยู่กับคนไทย” ในช่วงเวลาที่การสื่อสารมีความหมายมากที่สุด

เมื่อ “ความปลอดภัย” ทุกการใช้งาน กลายเป็นมาตรฐานความอุ่นใจของคนไทย
เมื่อเทคโนโลยีดิจิทัลเกี่ยวกับทุกการดำเนินชีวิตประจำวัน ความปลอดภัยไซเบอร์จึงเป็น “ส่วนหนึ่งของประสบการณ์จากเครือข่าย” ผู้บริโภคต้องการความอุ่นใจ ว่าการใช้งานถูกดูแลตั้งแต่ต้นทาง ทั้งการลดความเสี่ยงจากสแปม ลิงก์อันตราย และกลโกงที่เกิดขึ้นทุกวัน AIS จึงขับเคลื่อนแนวทางเครือข่ายปลอดภัยผ่านการเฝ้าระวังและคัดกรองความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง พร้อมต่อยอดด้วยโซลูชันดิจิทัลและความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปกป้องคนไทยจากภัยออนไลน์ในภาพรวม สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการทั้ง “ประสบการณ์ที่ดี” และ “ความปลอดภัย” เป็นมาตรฐานเดียวกัน

AIS กำลังลงทุนเพื่อ “มาตรฐานประสบการณ์” ในระดับประเทศ ไม่ใช่เพียงการขยายเครือข่ายให้กว้างขึ้น แต่เพื่อยกระดับคุณภาพให้ตอบโจทย์ผู้ใช้ในทุกมิติ พร้อมกันนั้น การผนึกกำลังกับพันธมิตรระดับโลกเพื่อผลักดันการเป็นศูนย์รวม AI Ecosystem ครั้งใหญ่รายแรก ยังสะท้อนเกมใหม่ของความได้เปรียบในยุคที่เครือข่ายต้องทำหน้าที่มากกว่าการเชื่อมต่อ แต่ต้องเป็น National Digital Infrastructure ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล สนับสนุนสังคม และสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดให้คนไทยอย่างต่อเนื่อง.

เมืองไทยประกันชีวิต คว้ารางวัล “Best ESG Policy and Framework” เวที International Finance Awards 2025

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)  ตอกย้ำความเป็นผู้นำบริษัทประกันชีวิตไทยที่โดดเด่นด้านความยั่งยืนตามมาตรฐานสากล  ด้วยการคว้ารางวัลอันทรงเกียรติ Best ESG Policy and Framework – Insurance, Thailand จากเวที International Finance Awards 2025 ซึ่งจัดโดย International Finance Magazine สื่อการเงินและเศรษฐกิจชั้นนำจากสหราชอาณาจักร  สะท้อนถึงความเป็นเลิศในการพัฒนานโยบาย กรอบการดำเนินงาน และการกำกับดูแลด้าน ESG (Environmental, Social and Governance) ที่มีความครอบคลุม เป็นระบบ และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในทุกมิติของธุรกิจ ตั้งแต่การบริหารความเสี่ยง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การลงทุนอย่างยั่งยืน ไปจนถึงการดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากการที่ เมืองไทยประกันชีวิตได้พัฒนากรอบและนโยบายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่เชื่อมโยงกลยุทธ์องค์กรเข้ากับเป้าหมายความยั่งยืนในระยะยาว ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental) การบริหารจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการลงทุนอย่างยั่งยืน ด้านสังคม (Social) การยกระดับและเสริมสร้างการเข้าถึงประกันชีวิตและสุขภาพ การพัฒนาศักยภาพ และชีวิตความเป็นอยู่ของพนักงาน ด้านบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ (Governance & Economic) โครงสร้างบรรษัทภิบาลที่โปร่งใส การบริหารความเสี่ยงตามมาตรฐานสากล ความปลอดภัยทางไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

“การได้รับรางวัล International Finance Awards แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเราในการผสาน ESG เข้ากับกลยุทธ์ธุรกิจอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงนโยบายบนกระดาษ แต่เป็นกรอบการทำงานที่สร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้กับลูกค้า สังคม และสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการเติบโตขององค์กรในระยะยาวนอกจากนี้เรายังคงเดินหน้าพัฒนากลยุทธ์ด้าน ESG อย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับมาตรฐานสากล อาทิ UN SDGs, TCFD, ISSB และแนวปฏิบัติด้านการประกันภัยอย่างยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงให้กับระบบประกันภัยไทย พร้อมขับเคลื่อนอนาคตที่มั่นคง ยืดหยุ่น และยั่งยืนสำหรับทุกภาคส่วน”

ทั้งนี้  International Finance Awards 2025  ถือเป็นรางวัลระดับนานาชาติที่มอบให้แก่องค์กรที่มีผลงานโดดเด่นด้านนวัตกรรม การกำกับดูแล และการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยพิจารณาจากมาตรฐานสากล ความโปร่งใส และผลลัพธ์เชิงประจักษ์ในการดำเนินงาน  โดยในพิธีมอบรางวัล Best ESG Policy and Framework – Insurance, Thailand  มีนายปราโมทย์ ศักดิ์กำจร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส เป็นผู้แทนบริษัทฯ ขึ้นรับรางวัล งานจัดขึ้นณ โรงแรม Waldorf Astoria 

นักลงทุนสถาบัน-ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมพลังดันบจ.ไทย ลดก๊าซเรือนกระจกให้ถึงเป้าหมาย

0

สมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยร่วมแสดงเจตนารมณ์ในการทำงานเชิงรุกเพื่อผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนดำเนินงานโดยคำนึงถึงผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเพื่อสนับสนุนให้เป้าหมายด้านแผนการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย (Nationally Determined Contribution : NDC) ที่กำหนดขึ้นภายใต้ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) มีความก้าวหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม

นางชวินดา หาญรัตนกูล นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) ในฐานะตัวแทนบริษัทจัดการลงทุนได้กล่าวว่า “ความยั่งยืนหรือ ESG เป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งในตลาดทุนไทย ซึ่งที่ผ่านมาเราเน้นการหารืออย่างสร้างสรรค์ (Positive Engagement) และได้เห็นพัฒนาการที่ดีของบริษัทจดทะเบียนมาโดยตลอด สำหรับการก้าวไปข้างหน้าในมิติของ Climate Transition นั้น กลุ่มบริษัทจัดการลงทุนเองมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานด้าน ESG ภายใน บลจ. พร้อมมุ่งมั่นขับเคลื่อนพอร์ตการลงทุนไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Portfolio Emission) ให้บรรลุเป้าหมายของประเทศควบคู่ไปบริษัทจดทะเบียน เราจึงได้รวมพลังกันทั้งอุตสาหกรรมเพื่อทำ Climate Transition Engagement เป็นการเฉพาะ กำหนดมาตรการป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงของปัญหา จัดลำดับความสำคัญของกลุ่มเป้าหมาย บจ.ตามแนวทางที่สำนักงาน ก.ล.ต.กำหนด รวมถึงการวางแผนดำเนินงานในระยะยาวเพื่อติดตามความคืบหน้าของ บจ.ในการเปิดเผยและสอบทานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในกรณีที่ผลการดำเนินงานของ บจ.ไม่เป็นไปตามเป้าหมายหรือเกิดปัญหาอุปสรรคที่สำคัญ เราพร้อมจะร่วมกันดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติสากลในการทำ Positive Engagement ร่วมหารือกับบริษัทจดทะเบียนอย่างสร้างสรรค์ พร้อมกำหนดแนวทางการทำงานของผู้จัดการกองทุนกรณีที่ปัญหาไม่ได้รับการตอบสนองหรือไม่เกิดความคืบหน้าอย่างมีนัยยะสำคัญ
นอกจากนั้นเพื่อให้เกิด Big Impact เรายังได้ผสานความร่วมมือกับ กบข. เพื่อให้การทำ Collective Action ของนักลงทุนสถาบันมีน้ำหนักยิ่งขึ้นและได้ร่วมมือกับทางตลท.เพื่อให้ระบบนิเวศน์ของการดำเนินการในการสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนก้าวผ่านการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับประเด็นปัญหาด้านภูมิอากาศสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรมซึ่งจะเป็นการสนับสนุนแผนยุทธศาสตร์การลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยทั้งในระยะสั้นและยาวได้อีกทางหนึ่งด้วย”

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า “ในฐานะนักลงทุนสถาบันที่ยึดมั่นในหลักการลงทุนอย่างรับผิดชอบ (PRI) กบข. ให้ความสำคัญกับการบูรณาการปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) เข้าสู่กระบวนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือกับสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในครั้งนี้ จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แนวปฏิบัติที่ดี และสร้างมาตรฐานร่วมในการขับเคลื่อนประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศของตลาดทุนไทย

โดยที่ผ่านมา กบข. ได้เข้าหารือกับบริษัทจดทะเบียนในพอร์ตการลงทุนอย่างสร้างสรรค์ (Positive Engagement) ตั้งแต่ปี 2564 เพื่อส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน หนึ่งในประเด็นที่ กบข. ให้ความสำคัญคือการสนับสนุนการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ทั้งนี้หากมีกรณีที่บริษัทจดทะเบียนพบประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กบข. พร้อมร่วมมือกับ AIMC ในการติดตาม แนะนำ และผลักดันให้เกิดการแก้ไขอย่างเหมาะสม เพื่อมุ่งขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero ผ่านการลงทุนที่มีความรับผิดชอบอย่างยั่งยืน”

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า “การบรรลุเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนในตลาดทุน โดยเฉพาะบทบาทเชิงรุกของนักลงทุนสถาบันในการส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนลงมือดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ความร่วมมือนี้สอดคล้องกับบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มุ่งสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ และดำเนินการเปลี่ยนผ่านธุรกิจ (Climate Transition) ได้อย่างเป็นระบบ ดังนั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล เครื่องมือ และการเสริมสร้างขีดความสามารถของตลาดทุน เพื่อส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนตามแนวทางสากล ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพข้อมูลให้มีความโปร่งใส น่าเชื่อถือ และสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน รวมถึงติดตามความคืบหน้าของบริษัทจดทะเบียนได้จริง”

ในการนี้ทั้งสามองค์กรได้แสดงความเชื่อมั่นว่า ความมุ่งมั่นของผู้ลงทุนสถาบันไทยที่ให้ความสำคัญกับการทำหน้าที่ผู้จัดการกองทุนที่มีความรับผิดชอบ โดยการทำงานเชิงรุกด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ได้ริเริ่มเพิ่มเติมขึ้นในครั้งนี้จะช่วยlสร้างผลกระทบในวงกว้าง การมีส่วนร่วมของผู้ลงทุนสถาบันและตลาดหลักทรัพยฯ จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับประเทศ (NDC) ซึ่งที่สุดแล้วไม่เพียงเป็นแค่การลงทุนในธุรกิจที่ยั่งยืน แต่ยังเป็นการสร้างแรงจูงใจให้บริษัทจดทะเบียนกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนที่ชัดเจนและดำเนินการตามแผน Climate Transition อย่างต่อเนื่อง

เตือนภัย อย่ายอม หรือ ใจดี ใช้บัญชีธนาคารตัวเองเป็นทางผ่าน นึกว่าช่วยคน…ที่ไหนได้ กลายเป็น “บัญชีม้า” ติดคุกไม่รู้ตัว!

0

[เตือนภัย!] อย่าหาทำ! หลอกให้โอนเงินผ่านบัญชีตัวเอง นึกว่าช่วยคน…ที่ไหนได้ กลายเป็น “บัญชีม้า” ติดคุกไม่รู้ตัว! 📢⚠️

หลายคนอาจเคยเจอเหตุการณ์ที่มีคนทักมาขอความช่วยเหลือ หรืออ้างเหตุผลสารพัดเพื่อให้เรา “รับเงินเข้าบัญชีแล้วโอนต่อ” โดยให้ค่าตอบแทนเล็กน้อย หรืออ้างว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนทางธุรกิจ ฟังดูเหมือนไม่มีอะไร แต่รู้ไหมครับว่านี่คือกลโกงที่ทำให้คนบริสุทธิ์ต้องกลายเป็น “จำเลย” มานักต่อนักแล้ว!

จากหลายกรณีศึกษา มิจฉาชีพมักใช้จิตวิทยาความสงสาร หรือความโลภมาหลอกล่อ ดังนี้ครับ:

🔴 กลโกงที่มักใช้ล่อลวง:

  1. อ้างว่าบัญชีมีปัญหา: ขอใช้บัญชีเราเป็นทางผ่านรับเงินชั่วคราว แล้วให้เราโอนต่อให้คนอื่น
  2. หลอกจ้างงานออนไลน์: ให้เราช่วยโอนเงินไปมาเพื่อกระตุ้นยอดขาย หรืออ้างว่าเป็นงานแอดมินดูแลการเงิน
  3. ใช้ความสัมพันธ์ หรือตำแหน่งหน้าที่การงาน : ไม่ว่าจะเป็นปลอมโปรไฟล์เป็นคนรู้จัก หรือคนหน้าตาดีมาตีสนิท หรือ ใช้ความสัมพันธ์ทางตำแหน่งหน้าที่การงาน ใช้คำสั่ง หรือขอใข้บัญชีธนาคารในการรับเงินเข้าหรือโอนต่อ

⚠️ ผลกระทบที่คุณต้องรับ (หนักกว่าที่คิด!):

เมื่อเงินที่โอนเข้ามาในบัญชีเรา เป็นเงินที่มิจฉาชีพไปหลอกคนอื่นมาอีกทอดหนึ่ง “ชื่อของคุณ” จะปรากฏเป็นเจ้าของบัญชีปลายทางที่ผู้เสียหายแจ้งความทันที!

ถูกอายัดบัญชี: บัญชีธนาคารทุกบัญชีของคุณจะถูกระงับการใช้งานทันที

กลายเป็น “บัญชีม้า”: คุณจะถูกดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกงประชาชน หรือความผิดตาม พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

มีโทษหนัก: จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (แม้จะอ้างว่าไม่รู้เรื่อง กฎหมายใหม่ก็เอาผิดได้ครับ)

🛡️ วิธีป้องกันตัวเอง:

  • ปฏิเสธทุกกรณี: ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน คนรู้จัก หรือคนแปลกหน้า “อย่าให้ใครยืมบัญชี” และ “อย่ารับโอนเงินให้ใคร” เด็ดขาด
  • เช็กเงินเข้า: หากมีเงินโอนผิดเข้ามาในบัญชี อย่าโอนกลับเอง ให้ติดต่อธนาคารเพื่อให้ธนาคารเป็นผู้ดำเนินการดึงเงินคืนเท่านั้น
  • รักษาข้อมูลส่วนตัว: อย่าส่งรูปหน้าสมุดบัญชี หรือเลขบัตรประชาชนให้ใครพร่ำเพรื่อทางออนไลน์

ช่วยกันแชร์โพสต์นี้ออกไปเตือนคนที่คุณรัก อย่าให้ความใจดีหรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ กลายเป็นตราบาปที่ทำให้เราต้องเสียอนาคตและเสียประวัติครับ! ❌💰

AIS เสิร์ฟความสุขรับปีม้าไฟ เปิดแคมเปญ “อิ่มฟิน อร่อยฟรี” ปีที่ 8 รับตรุษจีนหนุนผู้ประกอบการร้านค้า ในงาน “อร่อยเลิศกับคุณหรีด – ยิ่งช้อป ยิ่งเฮง ยิ่งกิน ยิ่งรวย”

0

AIS ชวนลูกค้าร่วมฉลองเทศกาลตรุษจีนต้อนรับปีม้าไฟ พร้อมเดินหน้าเคียงข้างผู้ประกอบการไทย จัดแคมเปญ “อิ่มฟิน อร่อยฟรี” ปีที่ 8 มอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าอิ่มอร่อยฟรี ทั่วถึงทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ ร่วมกระตุ้นการจับจ่าย  สนับสนุนผู้ประกอบการร้านค้า และสร้างสีสันเศรษฐกิจช่วงเทศกาล โดยจับมือ “คุณหรีด รพีพรรณ เหลืองอร่ามรัตน์” กูรูอาหารชื่อดังของไทย คัดสรรร้านเด็ดกว่า 100 ร้าน รวมเมนูมงคลรสเลิศและอาหารหลากสไตล์ ทั้งอาหารไทย อาหารนานาชาติ เบเกอรี่ และเครื่องดื่ม เติมเต็มไลฟ์สไตล์สายกินและสายมู ในงานมหกรรมอาหารสุดยิ่งใหญ่แห่งปี “อร่อยเลิศกับคุณหรีด – ยิ่งช้อป ยิ่งเฮง ยิ่งกิน ยิ่งรวย” ระหว่างวันที่ 14–18 กุมภาพันธ์ 2569 ณ BCC Hall ชั้น 5 เซ็นทรัลลาดพร้าว  

ภายในงานพบกับบรรยากาศเทศกาลตรุษจีนสุดคึกคัก และกิจกรรมเสริมความปังตลอดทั้งงาน สัมผัสประสบการณ์ความเฮงแบบครบวงจรที่บูธ AIS ไม่ว่าจะเป็น บริการเปิดซิมเบอร์มงคล พร้อมหมอดูผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจเช็กและทำนายความหมายเลขเบอร์โทรศัพท์ฟรี เสริมความมั่นใจและความเป็นสิริมงคลรับปีใหม่จีน หรือแลกรับของพรีเมียมคอลเลคชั่นสุดคิวท์ ด้วย AIS Points พร้อมให้แลกและรับสินค้าได้ทันที  

พิเศษสำหรับลูกค้าเอไอเอส สามารถใช้คะแนน AIS Points แลกรับสิทธิพิเศษหลากหลายภายในงาน อาทิ ใช้ 40 คะแนน แลกรับอั่งเปาแทนส่วนลดมูลค่า 40 บาท สำหรับร้านค้าภายในงาน, ใช้ 69 คะแนน แลกรับสิทธิ์ทำนายดวงชะตากับนักพยากรณ์จาก HORO WORLD หรือ ใช้ 69 คะแนน แลกรับสิทธิ์ร่วมกิจกรรม “จุ่มพาเฮง” รับแผ่นทองมงคล ผ่านพิธีพุทธาภิเษกจากวัดมังกรกมลาวาส (เล่งเน่ยยี่ 1) และอีกมากมาย  

นางสาวโอปอล เลิศอุทัย หัวหน้าฝ่ายงานประสบการณ์และความผูกพันลูกค้า AIS กล่าวว่า “AIS Points มุ่งขยายการเข้าถึงลูกค้าผ่านแคมเปญ ‘อิ่มฟิน อร่อยฟรี’ ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 เปิดโอกาสให้ลูกค้าใช้ AIS Points แลกแทนเงินสดเพื่อซื้ออาหารในตลาดชุมชนและงานเทศกาลท้องถิ่นที่ร่วมรายการทั่วประเทศ เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายและสนับสนุนเศรษฐกิจในแต่ละพื้นที่ ครอบคลุมกว่า 90 เทศกาลตลอดทั้งปี สำหรับปีนี้ แคมเปญ ‘อิ่มฟิน อร่อยฟรี’ ประเดิมในช่วงเทศกาลตรุษจีน กับงาน ‘อร่อยเลิศกับคุณหรีด – ยิ่งช้อป ยิ่งเฮง ยิ่งกิน ยิ่งรวย’ ก่อนขยายสู่เทศกาลสำคัญในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศตลอดปี ตอกย้ำความแข็งแกร่งของ AIS Points ในฐานะพอยท์ที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ใกล้ตัว ตอบโจทย์ลูกค้าทั่วประเทศ พร้อมร่วมสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายในทุกช่วงเทศกาล”

ติดตามรายละเอียดและสิทธิพิเศษของกิจกรรม “อิ่มฟิน อร่อยฟรี” ได้ตลอดทั้งปีผ่าน AIS Privilege LINE Official และแอปพลิเคชัน myAIS

‘ลำพูนโมเดล’ บูรณาการ 3 พลัง ‘รัฐ-ชุมชน-เอกชน’ ป้องกันไฟป่า ลด PM 2.5 ที่ต้นเหตุ

0

ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ยังคงส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ระบุว่า แหล่งกำเนิดหลักของ PM 2.5 กว่าร้อยละ 64 มาจากภาคป่าไม้ ทำให้การป้องกันไฟป่าตั้งแต่ต้นทางเป็นกลไกสำคัญของการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

จังหวัดลำพูน จึงร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เปิดตัว “โครงการป้องกันไฟป่าและแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5” ณ อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ภายใต้ความร่วมมือกับ สำนักงาน ก.พ.ร. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กรมป่าไม้ และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (ซีพีเอฟ)

โครงการนำร่องครอบคลุมพื้นที่ป่าชุมชนตำบลทาปลาดุกและตำบลทาสบเส้า รวม 12 หมู่บ้าน พื้นที่กว่า 20,000 ไร่ ดำเนินการต่อเนื่อง 3 ปี (พ.ศ. 2569–2571) โดยมุ่งถ่ายทอดความรู้ด้านการป้องกันและควบคุมไฟป่า สนับสนุนอุปกรณ์ จัดตั้งจุดเฝ้าระวัง และส่งเสริมการแปรรูปเศษวัสดุธรรมชาติให้เกิดมูลค่าเพิ่ม

ภาครัฐ … บูรณาการทุกภาคส่วน สร้างต้นแบบความร่วมมือ

นายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน กล่าวว่า ช่วงปลายฤดูหนาวต่อเนื่องฤดูแล้งเป็นช่วงเสี่ยงสูง เนื่องจากมีใบไม้แห้งสะสมจำนวนมาก จังหวัดจึงออกประกาศห้ามเผาในที่โล่ง ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 31 พฤษภาคม 2569 รวม 120 วัน ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายและการขอความร่วมมือจากประชาชน

“ปัญหาไฟป่าส่วนใหญ่เกิดจากฝีมือคน การที่ภาคเอกชนและภาคประชาชนเข้ามาร่วมมือกับภาครัฐในครั้งนี้ ถือเป็นต้นแบบสำคัญของการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างบูรณาการ และจะช่วยเสริมกำลังให้การดูแลพื้นที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น”

ภาคเอกชน … สนับสนุนองค์ความรู้–อุปกรณ์ สร้างความยั่งยืนในพื้นที่

นายเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจอาหารสัตว์บก ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟดำเนินธุรกิจในจังหวัดลำพูนมานานเกือบ 50 ปี และยึดแนวนโยบาย 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืนของเครือซีพี

“ความร่วมมือครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันจากชุมชนเล็ก ๆ แห่งนี้ เรามีความพร้อมทั้งบุคลากรและองค์ความรู้ พร้อมสนับสนุนอุปกรณ์ เช่น เครื่องเป่าลม และจัดอบรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมศักยภาพชุมชนในการป้องกันไฟป่า และต่อยอดสร้างรายได้จากการแปรรูปเศษวัสดุเหลือใช้”

อีกหนึ่งกลไกสำคัญในการร่วมลด PM 2.5 คือ นโยบายการจัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ของซีพีเอฟ ที่ไม่รับซื้อและไม่นำเข้าข้าวโพดจากพื้นที่รุกป่าและพื้นที่เผาแปลง โดยดำเนินระบบตรวจสอบย้อนกลับตั้งแต่ปี 2559 ปัจจุบันข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่จัดหาในประเทศไทยสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ 100% ถึงแปลงปลูก ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลพิกัดแปลงกับเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อประเมินความเสี่ยงการเผา และส่งเสริมการจัดการเศษวัสดุหลังเก็บเกี่ยวแบบปลอดการเผา

ภาคชุมชน … จากแรงคนสู่การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

นายสุชาติ ยานะคำ ประธานวิสาหกิจชุมชนคนฮักป่าทาปลาดุก กล่าวว่า อำเภอแม่ทาเป็นพื้นที่เสี่ยงจุดความร้อนสูงของจังหวัด ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่และชุมชนช่วยกันดูแลป่าอย่างต่อเนื่อง

“เราเคยขาดแคลนอุปกรณ์หลายอย่าง เมื่อบริษัทเข้ามาสนับสนุนเครื่องมือและอบรมความรู้ ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังเห็นโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มจากเศษไม้ใบไม้ในพื้นที่”

ด้าน นายณนธวรรษ ลังกากาศ ประธานวิสาหกิจชุมชนฮักป่าป้องไฟทาสบเส้า กล่าวว่า ในช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมา อุปกรณ์หลักที่ใช้คือคราดและไม้กวาด การสนับสนุนเครื่องเป่าลมจำนวน 50 เครื่องในปีนี้ช่วยให้ควบคุมแนวไฟได้รวดเร็วขึ้น

“เมื่อมีอุปกรณ์และความรู้ที่เหมาะสม การป้องกันไฟป่าจะไม่ใช่ภาระของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งชุมชน”

ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การควบคุมไฟป่าเฉพาะหน้า แต่เป็นการจัดการต้นเหตุอย่างเป็นระบบ เปิดบทบาทให้ชุมชน สร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรท้องถิ่น และยกระดับการดำเนินงานของภาคธุรกิจอย่างโปร่งใสและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

“โครงการป้องกันไฟป่าและแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5” จึงเป็นต้นแบบความร่วมมือรัฐ–เอกชน–ประชาชน ที่มุ่งแก้ปัญหาถึงราก พร้อมต่อยอดสู่พื้นที่อื่นๆ เพื่ออากาศสะอาดและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน.