Home Blog Page 2

ไม่หยุดช่วย! ซีพี-ซีพีเอฟมอบอาหารถึงมือประชาชน ส่งต่ออาหารสัตว์เลี้ยง ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

0

เพราะน้ำยังไม่ลด ความช่วยเหลือจะยังเดินหน้าไม่หยุด ซีพีอาสาและจิตอาสาซีพีเอฟ จับมือเครือข่ายในหลายพื้นที่ ระดมกำลังส่งต่ออาหาร วัตถุดิบสำหรับโรงครัวอาสา ตลอดจนอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงถึงชุมชนที่ได้รับผลกระทบ เติมกำลังให้ผู้ประสบภัยและทุกชีวิตผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปด้วยกัน

ภายใต้โครงการ “ซีพี-ซีพีเอฟ ส่งอาหารจากใจ สู้ภัยน้ำท่วม” จิตอาสาซีพีเอฟร่วมกับกรุงเทพมหานครลงพื้นที่เขตสะพานสูง นำข้าวกล่องอุ่นร้อนจากห้าดาวไปมอบให้ชาวหมู่บ้านนักกีฬาแหลมทองและหมู่บ้านเคหะธานี พร้อมลุยน้ำเข้าถึงบ้านเรือนในจุดที่รถไม่สามารถสัญจรได้ เพื่อให้มื้ออาหารส่งถึงมือผู้ที่ยังต้องใช้ชีวิตท่ามกลางน้ำท่วมขัง

“น้ำท่วมขังมานานสัปดาห์กว่า ๆ ทุกคนลำบากกันหมด โดยเฉพาะผู้สูงอายุและครอบครัวที่อยู่ท้ายซอยยิ่งเดินทางลำบาก ดีใจมากๆ ที่เอาอาหารร้อนๆ มาให้ถึงหน้าบ้าน เห็นข่าวซีพีไปช่วยหลายพื้นที่ ไม่คิดว่าจะมาถึงสะพานสูง ขอบคุณจริงๆ”
เสียงจากชาวชุมชนสะท้อนความรู้สึกขณะรับอาหารและกำลังใจที่ส่งตรงถึงบ้าน

ด้าน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวขอบคุณซีพีและซีพีเอฟที่ร่วมกับ กทม. บรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชน โดยสำนักงานเขตสะพานสูงร่วมสนับสนุนการเข้าถึงพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกให้จิตอาสานำอาหารส่งถึงชุมชน ขณะที่ทีมจิตอาสายังคงลงพื้นที่แฟลตคลองจั่น ส่งมอบอาหารให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน กำลังจากทีมจิตอาสาโรงคัดไข่บ้านนา จ.นครนายก และธุรกิจไก่เนื้อจากโรงงานแปรรูปเนื้อไก่และอาหารแปรรูป มีนบุรี ยังคงเดินหน้าสนับสนุน ไข่ไก่สดและเนื้อไก่
เป็นวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหารให้โรงครัวอาสาหลายแห่ง ทั้งในจังหวัดฉะเชิงเทราและกรุงเทพฯ อาทิ กองพลทหารราบที่ 11 ค่ายสมเด็จพระนั่งเกล้า ศูนย์พัฒนากีฬากองทัพบก รามอินทรา และโรงครัวอาสาของชาวบ้านหมู่ 1 ต.คลองหลวงแพ่ง จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อร่วมเป็นกำลังสนับสนุนครัวที่กำลังเร่งปรุงอาหารแจกจ่ายให้ผู้ได้รับผลกระทบ

นอกจากอาหารสำหรับผู้ประสบภัยแล้ว ยังมีอีกหลายชีวิตที่ต้องการความช่วยเหลือไม่ต่างกัน นั่นคือ สุนัขและแมวที่เป็นสมาชิกของครอบครัว บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนลเพ็ทฟู้ด จำกัด ในกลุ่มซีพีเอฟ จึงส่งมอบอาหารและขนมสำหรับสุนัขและแมว JerHigh และ Jinny มากกว่า 7,000 ซอง ผ่านกรมปศุสัตว์ เพื่อส่งต่อไปยังชุมชนการเคหะออเงิน โดยมี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย น.สพ.ชัยวัฒน์ โยธคล อธิบดีกรมปศุสัตว์ และคณะ ร่วมลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และส่งมอบความช่วยเหลือ

เช่นเดียวกับภารกิจของ มูลนิธิองค์กรทำดี โดย ดร.บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ที่เดินหน้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยมาตั้งแต่ต้น โดยมีการสนับสนุนไข่ไก่สดและเนื้อไก่ เพื่อนำไปปรุงเป็นอาหารแจกจ่ายแก่ประชาชนในพื้นที่คูคตและรังสิต จ.ปทุมธานี พร้อมส่งมอบอาหารสุนัข Jerhigh More และอาหารแมวเลีย Jinny ผ่านทีมอาสาของมูลนิธิฯ เพื่อนำไปช่วยเหลือสัตว์เลี้ยงที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่บ้านแก่ง อ.เมือง จ.นครสวรรค์

เพราะในทุกวิกฤต ไม่มีชีวิตไหนควรถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังต้องเฝ้าระวังความช่วยเหลือจากหลายภาคส่วนยังคงเดินทางไปถึงชุมชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งอาหารสำหรับผู้ประสบภัย วัตถุดิบสำหรับโรงครัว และอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยง เพื่อให้ทุกชีวิตมีแรงก้าวผ่านวันที่ยากลำบาก และเดินหน้าต่อไปด้วยกัน

แพ็คกระเป๋า 3 ใบสู่วัยเกษียณ

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง"  หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

คุณนายพารวยขอส่งกำลังใจให้ทุกท่านที่กำลังประสบภัยน้ำท่วม สามารถผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้อย่างปลอดภัย ปัญหาและความเดือดร้อนต่างๆ จงคลี่คลายไปได้โดยเร็ว  ต่อจากนี้ไป เราคงต้องเตรียมตัวรับมือสถานการณ์น้ำ  ไม่ว่าจะเป็นการติดตามข่าวสารและประกาศจากภาครัฐ  การย้ายทรัพย์สินสิ่งของขึ้นที่สูง หรือวางแผนอพยพหนีน้ำ สิ่งที่เห็นได้จากบทเรียนครั้งนี้ คือ หากเรามีระบบระบายน้ำที่ดี  มีการตระเตรียมล่วงหน้า เช่นการขุดลอกคู ก็จะช่วยลดทั้งโอกาสการเกิดความสูญเสีย และมูลค่าความเสียหายได้

เรื่อง “วัยเกษียณ” ก็ไม่ต่างกันกับสถานการณ์น้ำท่วมที่ต้องอาศัยระบบการจัดการระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ  การใช้ชีวิตวัยเกษียณก็จำเป็นต้องมีระบบบริหารจัดการเงินที่ดี เพราะเราไม่มีทางรู้ว่า หลังเกษียณแล้วจะต้องใช้เงินไปอีกกี่ปี  หากไม่ได้กำหนดเส้นทางจัดการเงินให้ดีไว้ล่วงหน้า เงินก็จะทะลักออกไป และถูกใช้แบบไม่มีทิศทาง สร้างความเสียหายให้เกิดกับชีวิตวัยเกษียณของเรา จนทำให้เราต้องจมกับชีวิตเกษียณที่เจ็บปวด แทนที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขหลังจากทำงานมาครึ่งค่อนชีวิต

คุณนายพารวยอยากชวนทุกคนมาวางแผนบริหารเงินก้อนหลังเกษียณ ด้วยกลยุทธ์ง่ายๆ คือ “เงิน 3 กระเป๋า” เพื่อให้เงินที่มีอยู่ มีใช้และมีพอสำหรับวันข้างหน้า โดยอ้างอิงข้อมูลมาจากเว็บไซต์ SET Investnow ของตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่างแรกเลยเราต้องรู้ก่อนว่า เงินก้อนเกษียณของเรามาจากแหล่งใดบ้าง  สำหรับมนุษย์เงินเดือน เงินก้อนมาจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) เงินชราภาพจากประกันสังคม และเงินชดเชยตามกม.แรงงาน, ส่วนข้าราชการ  มีเงินจาก กบข. รวมถึงบำเหน็จหรือบำนาญ และ สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ ก็อาจมีทั้งเงินค่าหุ้น เงินปันผล หรือเงินเฉลี่ยคืน  แหล่งที่มาของเงินแต่ละแบบย่อมมีเงื่อนไขทางภาษีและวิธีรับเงินแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบสิทธิและเงื่อนไขให้ดี

คนที่เกษียณแล้วแต่ยังประกอบอาชีพ มีรายได้จากการลงทุนอยู่  กองทุน RMF และ Thai ESG เป็นอีกทางเลือกที่สามารณพิจารณาเพื่อลงทุนและวางแผนภาษีได้ แต่ต้องศึกษาหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของแต่ละกองทุนด้วย

เมื่อรู้จำนวนเงินและแหล่งที่มาแล้ว เราค่อยแบ่งเงินออกเป็น  3 กระเป๋าตามช่วงเวลา วิธีนี้จะช่วยให้เราไม่ใช้เงินทั้งหมดไปเสี่ยงกับการลงทุนระยะยาว และไม่ต้องเก็บทุกบาทไว้เป็นเงินสดจนเสียโอกาสสร้างผลตอบแทน เริ่มจาก  “กระเป๋าใบที่ 1”  คือเงินสำหรับใช้จ่ายระยะสั้น 1-2 ปีแรกหลังเกษียณ เน้นสภาพคล่องและรักษาเงินต้นเป็นหลัก เก็บไว้ในเงินฝากออมทรัพย์หรือกองทุนตลาดเงิน สภาพคล่องสูง ความเสี่ยงต่ำ

“กระเป๋าใบที่ 2”  ใส่เงินระยะกลาง  3-10 ปี ที่พอรับความเสี่ยงได้บ้าง เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ภาคเอกชนเกรดลงทุน หรือกองทุนผสม ที่สร้างผลตอบแทนมากกว่าเงินฝาก และใบสุดท้าย “กระเป๋าใบที่ 3”  เป็นเงินระยะยาว 10 ปีขึ้นไป  ที่รับความผันผวนได้มากขึ้น อาจพิจารณาลงทุนใน หุ้นพื้นฐานดี กองทุนรวม ETF หรือสินทรัพย์ลงทุนอื่นๆ ที่ให้ผลตอบแทน และเติบโตทันกับค่าครองชีพในระยะยาว เพราะศัตรูของเงินวัยเกษียณ คือ เงินเฟ้อ ที่กัดกินกำลังซื้อของเราอยู่ทุกปี

แพ็คกระเป๋าครบสามใบแล้ว อย่าลืมให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพตัวเองด้วย เพราะศัตรูตัวร้ายของวัยเกษียณ คือปัญหาสุขภาพ  หากเจ็บป่วยออดๆแอดๆ ต้องเทียวเข้าออกโรงพยาบาลแล้ว ต่อให้มีกระเป๋าเป็นสิบใบก็ไม่พอค่ะ

คุณนายพารวย

สรุปภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์เดือนกันยายน 2569

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สรุปภาวะตลาดหลักทรัพย์ฯ สิ้นเดือนกันยายน 2569 SET Index ปิดที่ 1,559.01 จุด ลดลง 2.3% จากเดือนก่อนหน้า สอดคล้องกับทิศทางของหลายตลาดในภูมิภาค แต่ยังเพิ่มขึ้น 23.8% จากสิ้นปี 2568 ท่ามกลางความผันผวนจากปัจจัยต่างประเทศ ได้แก่ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงานและแรงกดดันเงินเฟ้อ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและส่งสัญญาณดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) อยู่ในระดับสูง และกระแสเงินทุนในตลาดเกิดใหม่มีความผันผวน สะท้อนจากการขายสุทธิของผู้ลงทุนต่างชาติในหลายตลาดของภูมิภาคและตลาดหุ้นไทย นอกจากนี้ ยังมีสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศช่วงปลายเดือนกันยายน.

นายฉัตรชัย ทิศาดลดิลก CFA, FRM ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า SET Index เคลื่อนไหวใกล้ระดับ 1,600 จุดได้เป็นส่วนใหญ่ ก่อนเผชิญแรงขายช่วงท้ายเดือน ท่ามกลางความกังวลจากสถานการณ์น้ำท่วม อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนโดยรวมยังอยู่ในวงจำกัด ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานในประเทศยังมีแรงสนับสนุน โดยสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Fitch Ratings ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ประเทศไทยเป็น “มีเสถียรภาพ” (Stable) และคงอันดับความน่าเชื่อถือที่ BBB+ ขณะเดียวกันการลงทุนยังขยายตัวดี โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง สอดคล้องกับการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่ยังเติบโตต่อเนื่อง นอกจากนี้ มาตรการภาครัฐเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งการเยียวยาและฟื้นฟูหลังน้ำท่วม การกระตุ้นเศรษฐกิจ และการลงทุน โดยระยะต่อไปยังต้องติดตามทิศทางดอกเบี้ยและ Bond Yield รวมถึงพัฒนาการของภาวะเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในช่วงที่เหลือของปี

ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทยเดือนกันยายน 2569

  • สิ้นเดือนกันยายน SET Index ปิดที่ 1,559.01 จุด ปรับลดลงราว 2.3% จากเดือนก่อนหน้า แต่ปรับเพิ่มขึ้น 23.8% จากสิ้นปี 2568กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมและกลุ่มเทคโนโลยีให้ผลตอบแทนโดดเด่นในเดือนนี้ ขณะที่ตั้งแต่ต้นปีกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม
  • กลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่มทรัพยากรยังคงให้ผลตอบแทนนำตลาดในเดือนกันยายน 2569 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันรวมของ SET และ mai อยู่ที่ 70,151 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และใน 9 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 69,942 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
  • ในเดือนกันยายน 2569 ผู้ลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 26,328 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ผู้ลงทุนต่างประเทศยังคงมียอดซื้อสุทธิสะสม 24,856 ล้านบาท
  • ผู้ลงทุนต่างประเทศมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายที่ 57.0% ของมูลค่าการซื้อขายรวม ผู้ลงทุนรายย่อยในประเทศ 29.1% ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ และบริษัทหลักทรัพย์อยู่ที่ 6.7% และ 7.2% ตามลำดับ
  • เดือนกันยายน 2569 มีบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ซื้อขายใน mai 1 บริษัท คือ บมจ.ฟร้อนท์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง (FLE)
  • Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2569 อยู่ที่ระดับ 13.8 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 12.9 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 14.7 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 15.2 เท่า
  • อัตราเงินปันผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2569 อยู่ที่ระดับ 4.4% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 2.9%

ภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) เดือนกันยายน 2569

  • ในเดือนกันยายน 2569 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 546,158 สัญญา เพิ่มขึ้น 17.9% จากเดือนก่อนหน้า ที่สำคัญจากการเพิ่มขึ้นของ SET50 Index Futures และ Single Stock Futures อย่างไรก็ตาม ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันรวม อยู่ที่ 543,371 สัญญา เพิ่มขึ้น 28.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ผนึกพันธมิตร ยกระดับ SE ด้วยเครื่องมือระบบจัดการบัญชีออนไลน์ เสริมแกร่งธุรกิจยั่งยืน

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เดินหน้าส่งเสริมศักยภาพด้านธุรกิจให้กับผู้ประกอบการเพื่อสังคม (Social Enterprise: SE) ภายใต้วิสัยทัศน์ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” เส้นทางแห่งความเชื่อมั่น สู่โอกาสของทุกคน โดยล่าสุดได้ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม (สวส.) และพันธมิตรผู้ให้บริการระบบบัญชีออนไลน์ PEAK และ FlowAccount เปิดตัว “โครงการส่งเสริมโอกาสทางธุรกิจ SE ด้วย ระบบจัดการบัญชี” มุ่งยกระดับทักษะบริหารจัดการ และสร้างมาตรฐานบัญชีที่ถูกต้อง ผ่าน 2 กลไกหลัก ได้แก่ การสนับสนุนเครื่องมือระบบบัญชีออนไลน์ที่ได้มาตรฐานในแพ็กเกจพิเศษ และ การพัฒนาทักษะด้านบัญชี การเงิน และภาษี ให้แก่ผู้ประกอบเพื่อสังคม (SE)

นางพรรณวดี ลดาวัลย์ ณ อยุธยา รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานทรัพยากรบุคคลและพัฒนาองค์กร ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า การสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าถึงระบบบัญชีออนไลน์ที่ได้มาตรฐานจะช่วยจัดการด้านบัญชีและการเงินเป็นไปอย่างเป็นระบบและโปร่งใสตั้งแต่ระดับปฏิบัติการที่ช่วยเพิ่มความสะดวก อีกทั้งยังช่วยลดความผิดพลาดในการออกเอกสารทางบัญชี ไปจนถึงระดับการบริหารจัดการที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถประเมินสุขภาพทางการเงิน และวิเคราะห์กระแสเงินสดได้ทันที ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญที่จะยกระดับขีดความสามารถให้ธุรกิจ SE มีการเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

นายอัครพล ลีลาจินดามัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม (สวส.) กล่าวว่า การสนับสนุนให้ SE เข้าถึงระบบบัญชีออนไลน์ และองค์ความรู้ด้านบัญชี เป็นการวางรากฐานการบริหารจัดการองค์กรที่เข้มแข็ง ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ SE เติบโตทางธุรกิจ ควบคู่กับการขยายผลลัพธ์ทางสังคมอย่างยั่งยืน

นายภีม เพชรเกตุ CEO และผู้ก่อตั้ง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ กล่าวว่า การมีระบบบัญชีหลังบ้านที่ถูกต้องและมีมาตรฐาน ถือเป็นรากฐานสำคัญขับเคลื่อนธุรกิจ PEAK มุ่งส่งมอบคุณค่า 3 ด้าน ได้แก่ การจัดการธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้ข้อมูลให้เกิดประโยชน์จริง และการเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน ผ่านนวัตกรรม PEAK SMART Automation Hub ที่ผสานเทคโนโลยี AI จัดการระบบหลังบ้านครบวงจร ช่วยให้ธุรกิจ SE เติบโตยั่งยืนทั้งธุรกิจและชุมชน

นายกฤษฎา ชุตินธร CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง FlowAccount กล่าวว่า FlowAccount ออกแบบจากปัญหาจริงของผู้ประกอบการ ปัจจุบันได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล ISO/IEC 27001 และร่วมกับ AIS Infinite SMEs มอบสิทธิ์ FlowAccount Pro Business Package ฟรี 6 เดือน ให้ SE เติบโตได้อย่างเป็นระบบ เชื่อมต่อทั้ง POS หน้าร้าน แพลตฟอร์มออนไลน์ และธนาคาร พร้อม AI Connector ให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ AI ถามข้อมูลธุรกิจได้ทันที เพื่อตัดสินใจได้เร็วขึ้น

โครงการนี้เปิดรับผู้ประกอบการเพื่อสังคมทุกราย ทั้งผู้ประกอบการที่ยังไม่มีระบบบัญชี และผู้ประกอบการที่ต้องการยกระดับระบบบัญชีเดิม พร้อมฝึกปฏิบัติจริงกับผู้เชี่ยวชาญ โดยสามารถดูรายละเอียดและแจ้งความประสงค์ใช้ระบบบัญชีออนไลน์ได้ที่ https://www.setsocialimpact.com/Article/Detail/78076 และสอบถามเพิ่มเติม โทร 02 009 9601 และ 02 009 9511 หรือ E-mail [email protected] ฝ่ายพัฒนาเพื่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์ฯ

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้าบทบาทผู้สนับสนุนกลไกการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หนุนธุรกิจไทยเติบอย่างยั่งยืนเข้าถึงเงินทุนสีเขียว

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยขยายบทบาทสู่การเป็น “ผู้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน (Transition Enabler)” เพื่อส่งเสริมให้ภาคธุรกิจไทยปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ผ่านการพัฒนาเครื่องมือและกลไกที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ อาทิ ระบบประมูลคาร์บอนเครดิตเพื่อสนับสนุนกลไกตลาดคาร์บอน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเปิดประมูลได้ภายในปี 2570 และ SETCarbon Platform ระบบจัดการข้อมูลก๊าซเรือนกระจกเพื่อยกระดับคุณภาพและความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้านความยั่งยืนและก๊าซเรือนกระจกของธุรกิจ นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับ Singapore Management University (SMU) จัดงาน Climate Finance Forum ภายใต้ Bangkok Climate Action Week 2026 เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ และสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศด้าน Climate Finance ของประเทศไทย

เบญจรงค์ สุวรรณคีรี รองผู้จัดการสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์ฯ

นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี รองผู้จัดการสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ในระยะข้างหน้า บทบาทของตลาดหลักทรัพย์ฯ จะไม่จำกัดอยู่เพียง ‘ตัวกลางในการระดมทุน’ แต่กำลังขยายสู่การเป็น ‘ผู้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน’ ที่ช่วยส่งเสริมให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวและเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นระบบ พร้อมเสริมสร้างความสามารถในการรับมือและปรับตัวต่อความเสี่ยง (Resilience) ท่ามกลางความเสี่ยงจากภาวะโลกเดือด ที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ฯ สนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศด้าน Climate Finance อย่างต่อเนื่อง ทั้งการยกระดับความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้านความยั่งยืน รวมถึงส่งเสริมการรายงานและเปิดเผยข้อมูลตามข้อกำหนดของหน่วยงานการกำกับดูแล และสนับสนุนให้ผู้พัฒนาโครงการการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ‘The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities’”

ตัวอย่างแรกคือ การสนับสนุนกลไกตลาดคาร์บอน ผ่านโครงการ Low Carbon Cities and Carbon Market Development โดยได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากธนาคารโลก (World Bank) ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการนำกลไก Climate Finance มาใช้ในประเทศไทย โครงการนี้ช่วยให้อาคารสังกัดกรุงเทพมหานครใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพขึ้น

ก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จะขึ้นทะเบียนเป็นคาร์บอนเครดิตและนำมาประมูลผ่านระบบของตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มได้ภายในปี 2570 โดยรายได้จากการขายจะใช้เป็นเงินทุนเพิ่มเติมให้โครงการแก้ปัญหาโลกร้อนดำเนินต่อไปได้

อีกหนึ่งตัวอย่างคือการสนับสนุนให้ภาคธุรกิจเข้าถึงกลไกการเงินสีเขียว ทั้งการขอสินเชื่อหรือออกตราสารนี้ด้านความยั่งยืน โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับอย่างเพียงพอ ทั้งระบบข้อมูลด้าน ESG ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง และ SETCarbon Platform ที่ช่วยจัดการข้อมูลก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญต่อการตัดสินใจพิจารณาจัดสรรเงินทุนของสถาบันการเงินผู้ให้สินเชื่อ นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) พัฒนา Thailand Taxonomy เพื่อจำแนกกิจกรรมเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ ช่วยให้ภาคธุรกิจและภาคการเงินประเมินการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของตนเองและลูกค้า เพื่อใช้วางแผนปรับตัว การเข้าถึงเงินทุน และการบริหารจัดการความเสี่ยง

สำหรับเวที Climate Finance Forum ครั้งนี้ ผู้ร่วมเวทีเสนอว่า ควรเชื่อมโยงนโยบายระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ มาตรการสนับสนุน เงินทุน และข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศเข้าด้วยกัน ควบคู่กับการสร้างความรู้ความเข้าใจ เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ บรรลุเป้าหมาย Net Zero และพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนด้านสภาพภูมิอากาศในอนาคตได้อย่างเป็นรูปธรรม

ติดตามรายละเอียดงานสัมมนาและข่าวสารด้านความยั่งยืนของตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ทาง www.SETSustainability.com และ LINE Official: @SETsustainability

ออมสินเร่งบรรเทาความเดือดร้อนผู้ประสบภัยน้ำท่วม โอนเงินช่วยเหลือแล้วกว่า 27,000 ราย เป็นเงินกว่า 246 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าจ่ายตามรายชื่อที่ได้รับจาก ปภ.

0

ธนาคารออมสินโอนเงินเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมตามรายชื่อที่ ปภ. แจ้ง อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด ณ วันที่ 7 ต.ค. 69 มีผู้ได้รับการโอนเงินช่วยเหลือแล้วกว่า 27,000 ราย
เป็นเงินกว่า 246 ล้านบาท จากวงเงินช่วยเหลือทั้งหมด 4,700 ล้านบาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม >> https://to.gsb.or.th/zYu5PnJ

“

AIS ปูพรม 5G-ADVANCED Uplink ครบ 100% ทั่วกรุงเทพฯ ปักหมุดเมืองหลวงแห่งแรกของโลก อัปโหลดเร็วขึ้นสูงสุด 2 เท่า รับยุค AI–Creator Economy ปูทางไทยสู่ ASEAN AI Connectivity Hub

0

AIS ปูพรมขยาย 5G-ADVANCED ด้าน Uplink ครอบคลุมพื้นที่ให้บริการ 100% ทั่วกรุงเทพมหานคร ปักหมุดกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงแห่งแรกของโลกที่มี 5G-ADVANCED ด้าน Uplink ครอบคลุมทั้งเมือง ยกระดับประสบการณ์อัปโหลดด้วยเทคโนโลยี Uplink 2CC บนคลื่น 2600 MHz และ 700 MHz บนโครงข่าย 5G Standalone (5G SA) ช่วยเพิ่มความเร็ว Upload สูงสุด 2 เท่า รองรับพฤติกรรมดิจิทัลที่ผู้ใช้งานไม่ได้เพียงรับข้อมูล แต่กำลังสร้างและส่งข้อมูลขึ้นสู่เครือข่ายมากขึ้น ทั้งการใช้ AI, Social Media, Content Creation, Live Streaming และ Live Commerce พร้อมขยายศักยภาพสู่พื้นที่อำเภอเมืองครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่ง 5G-ADVANCED เป็นการยกระดับเครือข่าย 5G ไปอีกขั้น ด้วยการนำเทคโนโลยีบนโครงข่าย 5G SA มารวมศักยภาพของคลื่นความถี่หลายย่านเข้าด้วยกัน ทำให้เครือข่ายรองรับการรับส่งข้อมูลได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งด้าน Upload และ Download ตอบโจทย์การใช้งานแบบ Real-time และบริการดิจิทัลยุคใหม่ โดยลูกค้า AIS ที่ใช้อุปกรณ์รองรับสามารถสัมผัสประสบการณ์ 5G-ADVANCED ได้ โดยไม่ต้องสมัครแพ็กเกจเพิ่มเติม สะท้อนการเดินหน้าวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ เพื่อรองรับการเติบโตของ AI Economy และปูทางประเทศไทยสู่การเป็น ASEAN AI Connectivity Hub

นายกิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยี เอไอเอส กล่าวว่า “โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ AI จะไม่ได้อยู่เพียงบนหน้าจอหรือในแอปพลิเคชัน แต่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน การเดินทาง การดูแลสุขภาพ ภาคอุตสาหกรรม และชีวิตประจำวันของผู้คน ตั้งแต่ AI ที่ทำงานร่วมกับมนุษย์ ยานยนต์อัจฉริยะ ไปจนถึง Smart Health สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีทั้งความเร็ว ความเสถียร ความปลอดภัย และสามารถรับส่งข้อมูลจำนวนมากได้แบบ Real-time เราจึงมองว่า Network ในวันนี้ต้องก้าวไปไกลกว่าการเป็นเพียงโครงข่ายสำหรับเชื่อมต่อ แต่ต้องพัฒนาไปสู่ National Intelligent Infrastructure ที่พร้อมรองรับเทคโนโลยีและบริการแห่งอนาคต AIS จึงขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายใต้ WISE Framework โดยผสานศักยภาพของ Spectrum, Technology และ Expertise ให้ทำงานร่วมกันผ่าน 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่

  • Watch Ahead การนำ AI และ Automation มาช่วยวิเคราะห์ คาดการณ์ และบริหารเครือข่ายอย่างชาญฉลาด เพื่อให้พร้อมรับความต้องการก่อนที่จะเกิดขึ้น
  • Innovate Beyond การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของเครือข่ายและเปิดโอกาสให้เกิด Use Case ใหม่
  • Security & Trust การยกระดับความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ ซึ่งจะมีความสำคัญมากขึ้นเมื่อทุกสิ่งเชื่อมต่อเข้าหากัน
  • Energy Intelligence การบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ซึ่งหลังจากที่ AIS เปิดตัว 5G-ADVANCED ในช่วงกลางปีที่ผ่านมา เราเดินหน้าขยายขีดความสามารถของเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้าน Uplink เพราะพฤติกรรมของผู้ใช้งานกำลังเปลี่ยนจากการเป็นผู้รับข้อมูล ไปสู่การเป็นผู้สร้างและส่งข้อมูลจำนวนมากขึ้น วันนี้เราสามารถขยาย Uplink 2CC ครอบคลุมพื้นที่ให้บริการ 100% ทั่วกรุงเทพมหานคร ทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงแห่งแรกของโลกที่มี 5G-ADVANCED ด้าน Uplink ครอบคลุมทั้งเมือง พร้อมเพิ่มความเร็ว Upload สูงสุด 2 เท่า และขยายไปยังพื้นที่อำเภอเมืองครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของความเร็ว แต่เป็นการเตรียม Infrastructure ให้พร้อมรองรับเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI และวางรากฐานให้ประเทศไทยสามารถเชื่อมต่อกับโอกาสใหม่ของภูมิภาคในฐานะ ASEAN AI Connectivity Hub”

ขณะเดียวกัน AIS ยังเดินหน้าพัฒนา Downlink 3CC ด้วยการรวมคลื่น 2600 MHz, 700 MHz และ 2100 MHz ช่วยเพิ่มความเร็ว Download สูงสุด 1.5 เท่า เพื่อเติมเต็มประสบการณ์ 5G-ADVANCED ทั้งด้านการรับและส่งข้อมูล โดยปัจจุบัน Downlink 3CC ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของกรุงเทพฯ และตั้งเป้าขยายให้ครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯ ภายในสิ้นปี 2569

นายกิตติ กล่าวทิ้งท้ายว่า “การพัฒนา Network Innovation ของ AIS จะไม่หยุดอยู่ที่การทำให้เครือข่ายเร็วขึ้น หรือการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาเป็นรายแรก แต่สิ่งสำคัญคือเราจะทำอย่างไรให้เทคโนโลยีนั้น ใช้งานได้จริง ขยายผลได้จริง และสร้างประโยชน์ได้จริง เพราะในอนาคต ความต้องการจำนวนมากอาจยังเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็นในวันนี้ ทั้ง AI, Cloud, IoT, Intelligent Industry, Smart City, Smart Health, Automation ไปจนถึง Agentic AI แต่หน้าที่ของเราคือการทำให้ Infrastructure พร้อมก่อนที่ความต้องการเหล่านั้นจะมาถึง และเราเชื่อว่า AI จะสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ขณะที่ Intelligent Infrastructure จะเป็นรากฐานที่ทำให้ความเป็นไปได้เหล่านั้นเกิดขึ้นจริง AIS จึงจะเดินหน้าพัฒนาเครือข่ายและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยไม่เพียงพร้อมรองรับโลกอนาคต แต่สามารถเป็นหนึ่งในพลังสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยสร้างโอกาสใหม่ ขับเคลื่อน AI Economy และก้าวสู่การเป็น ASEAN AI Connectivity Hub ที่เชื่อมโยงเทคโนโลยี นวัตกรรม และการเติบโตของภูมิภาคในอนาคต”

หมายเหตุ: * ครอบคลุม 100% ของพื้นที่ให้บริการภายนอกอาคาร (Outdoor Coverage) ในกรุงเทพฯ ไม่รวมพื้นที่ภายในอาคาร ซึ่งคุณภาพสัญญาณอาจแตกต่างกันตามลักษณะอาคารและสภาพแวดล้อมการใช้

เปลี่ยนมื้อธรรมดา ให้มีความหมายมากขึ้น กับ “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้”

0

เหตุเพลิงไหม้ที่โรงพยาบาลบ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ส่งผลให้โรงพยาบาลได้รับความเสียหาย และต้องการการสนับสนุนด้านเครื่องมือและอุปกรณ์ เพื่อให้การดูแลและฟื้นฟูผู้ป่วยดำเนินต่อไปได้

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF จึงจัดโครงการ “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” ระหว่างวันที่ 7–9 ตุลาคม 2569 ณ C.P. Tower สีลม ชวนผู้บริโภคเปลี่ยนการจับจ่ายในชีวิตประจำวันให้เป็นอีกหนึ่งพลังของการแบ่งปันและช่วยเหลือสังคม

ภายในงาน CPF นำผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล มาจำหน่ายในราคาพิเศษ ทั้งอาหารพร้อมปรุง อาหารพร้อมทาน ของกินเล่น ซุป ซอส และผลิตภัณฑ์อีกหลากหลายรายการ โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปสมทบทุนจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ด้านกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์ฟื้นฟูให้แก่โรงพยาบาลบ้านแพ้ว เพื่อสนับสนุนการดูแลและฟื้นฟูผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่อง

ผู้ร่วมโครงการรายหนึ่ง กล่าวว่า “ปกติก็ซื้อผลิตภัณฑ์พวกนี้อยู่แล้วค่ะ ของที่นำมาขายก็ดูดี ตรงปก ราคาน่าสนใจ พอรู้ว่าการซื้อครั้งนี้ยังได้มีส่วนช่วยโรงพยาบาลบ้านแพ้วและผู้ป่วยด้วย ก็ยิ่งรู้สึกดีค่ะ”

อีกหนึ่งเสียงจากผู้ร่วมโครงการ กล่าวเช่นกันว่า “เป็นของที่เราซื้อทานกันอยู่แล้วค่ะ พอรู้ว่าการซื้อครั้งนี้ยังได้ร่วมทำสิ่งดี ๆ ไปพร้อมกัน ก็รู้สึกว่าการซื้อของธรรมดามีความหมายมากขึ้น”

บรรยากาศภายในงานมีประชาชนและคนทำงานย่านสีลมทยอยเข้ามาเลือกซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง สะท้อนการนำเรื่องใกล้ตัวอย่างการเลือกซื้ออาหารมาเชื่อมโยงกับการมีส่วนร่วมช่วยเหลือสังคม ในรูปแบบที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วมได้

โครงการ “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” สานต่อการทำดีเพื่อสังคมของ CPF ด้วยการส่งต่อความช่วยเหลือไปยังโรงพยาบาลต่าง ๆ ทั่วประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติหรือต้องการการสนับสนุน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการแบ่งปัน

ผู้สนใจสามารถร่วมโครงการ “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” ได้ถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2569 เวลา 07.00–18.00 น. ณ โถงชั้น 1 C.P. Tower สีลม.

100 ปีชาตกาล ศ.สังเวียน อินทรวิชัย ปูชนียบุคคลผู้วางรากฐานบรรษัทภิบาลตลาดทุนไทย

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดพิธีบำเพ็ญกุศลและงานรำลึก เนื่องในวาระครบรอบ 100 ปีชาตกาล ศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย ปูชนียบุคคลผู้วางรากฐานบรรษัทภิบาลตลาดทุนไทย โดยได้รับเกียรติจาก ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในวาระดังกล่าว และอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวเปิดงานพร้อมย้ำจุดยืนการทำงานภายใต้แนวคิด Integrity Always ที่เป็นหนึ่งในค่านิยมของชาวตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยมีผู้บริหาร อดีตผู้บริหาร บุคลากรในตลาดทุน ครอบครัวอินทรวิชัย และผู้สนใจร่วมงาน เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ณ หอประชุมศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ

AIS ครององค์กรน่าทำงานที่สุดในเอเชีย 8 ปีซ้อน คว้า 3 รางวัล HR Asia 2026 เดินหน้าสร้างองค์กรแห่งอนาคต ด้วยกลยุทธ์ “คน” ที่เติบโตไปพร้อมกับธุรกิจ

0

AIS คว้า 3 รางวัลจากเวที HR Asia Best Companies to Work for in Asia Awards 2026 พร้อมครองตำแหน่งองค์กรเดียวในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของไทยที่ได้รับรางวัล Best Companies to Work for in Asia ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ตอกย้ำกลยุทธ์การสร้างองค์กรและพัฒนาบุคลากรให้พร้อมรับโลกการทำงานแห่งอนาคต โดยให้ “คน” เป็นหัวใจสำคัญ ผ่านการดูแลพนักงานทุกเจเนอเรชัน การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง การส่งเสริมความหลากหลายและการยอมรับความแตกต่าง รวมถึงการนำเทคโนโลยีมายกระดับประสบการณ์การทำงานให้ตอบโจทย์พนักงานในแต่ละกลุ่ม

รางวัลแห่งความภาคภูมิใจที่ AIS ได้รับในปีนี้

  1. HR Asia Best Companies to Work for in Asia 2026 ตอกย้ำแนวทางการสร้างประสบการณ์การทำงานที่ตอบโจทย์พนักงานทุกเจเนอเรชัน ผ่านการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการทำงานและการมีส่วนร่วม ควบคู่กับการดูแลสุขภาพ การเรียนรู้ พัฒนาทักษะ และการเติบโตในสายอาชีพ โดยนับเป็น ปีที่ 8 ติดต่อกัน ที่เอไอเอสได้รับการยกย่องให้เป็นองค์กรที่น่าร่วมงานที่สุดในเอเชีย
  2. HR Asia Diversity, Equity & Inclusion Awards 2026 สะท้อนการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างและยอมรับความแตกต่าง ผ่านแนวทางการบริหารคนตามหลัก Diversity, Equity & Inclusion (DEI) ที่ส่งเสริมความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม พร้อมเปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนสามารถแสดงศักยภาพและเติบโตได้อย่างเท่าเทียม
  3. HR Asia People Transformation Awards 2026 องค์กรที่ให้ความสำคัญกับ “การเรียนรู้” เป็นหัวใจของกลยุทธ์ด้านบุคลากร โดยส่งเสริมให้พนักงานพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกระดับศักยภาพด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล เพื่อให้พร้อมรับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

ดร.ปรง ธาระวานิช หัวหน้าหน่วยธุรกิจด้านบริหารทรัพยากรบุคคล AIS กล่าวว่า “โลกธุรกิจวันนี้เปลี่ยนเร็วมาก โดยเฉพาะ AI ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ เราจึงเชื่อว่าการพัฒนาคนต้องเดินไปควบคู่กับการพัฒนาธุรกิจ เพราะต่อให้องค์กรมีเทคโนโลยีที่ดีแค่ไหน หากคนไม่พร้อมเรียนรู้และปรับตัว เราก็ไม่สามารถดึงศักยภาพของเทคโนโลยีออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่

“สิ่งที่ AIS พยายามทำจึงไม่ใช่การเตรียมคนให้พร้อมสำหรับงานใดงานหนึ่ง แต่คือการสร้างคนที่พร้อมเรียนรู้ได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราอยากให้พนักงานทุกเจเนอเรชันได้เติบโตในแบบของตัวเอง ได้ทำงานที่มีความหมาย จึงสร้างวัฒนธรรมและเวทีให้พนักงานได้เป็นตัวเอง กล้าคิด กล้าลอง และพร้อมที่จะใช้ AI มาต่อยอดความสามารถ ใช้ศักยภาพและความเชี่ยวชาญของตนเองสร้างคุณค่าให้กับองค์กรและสังคม”

“การได้รับ 3 รางวัลจาก HR Asia 2026 รวมถึงรางวัล Best Companies to Work for in Asia ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและความพยายามที่จะสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ ความเท่าเทียม และการเตรียมคนให้พร้อมสำหรับอนาคต เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความได้เปรียบที่ยั่งยืนไม่ได้อยู่ที่การมีเทคโนโลยีที่ดีที่สุด แต่อยู่ที่คนของเราที่พร้อมเรียนรู้ ปรับตัว และกล้ากำหนดอนาคตของตัวเอง”