Home Blog Page 2

ตามรอยเซียน โดย เจี๊ยบ บางกรวย “รักทอง ”

0

มาดูพระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่วันนี้ รักทองเก่าแห้ง ที่หลุดไปจากกาลเวลา ถูกสัมผัส เปลี่ยนเจ้าของมาหลายคน หลุมมวลสารที่หลุดไป ทำให้เห็นรักทองแทรกลงไป เกาะแน่น บอกได้ว่าพระองค์นี้ลงรักทั้งองค์
พระสมเด็จร้อยองค์ปิดทองเกิน95องค์ เป็นคุณค่าการเก็บรักษาพระ เพื่อเป็นของมงคลส่งมอบให้ลูกหลาน เก็บรักษาต่อไป

หลังมีรักทอง ถึงแม้ว่าจะไม่มีมากเหมือนด้านหน้า แต่ความแห้งของรักทอง เก่าเป็นธรรมชาติ ของอายุรักทองร้อยปี หลุมบ่อที่รักล่อนหลุด เห็นก้อนดำ เม็ดขาว คลื่นผิวหลุมบ่อเล็กๆ หย่นเหี่ยวต้องมีให้เห็น ขอบตอกตัด ทั้ง4ด้าน หยุบมนตามเวลา เป็นธรรมชาติ

เจอพระสมเด็จมีรักทองแบบนี้อย่าให้หลุดมือนะเธอ จ่ายจบพระสมเด็จวัดระฆังแจ่มๆมาหาแล้วจร้าาาา

“พระอาจารย์สอนเซียนเจี๊ยบบอกต่อ” หวานเจี๊ยบนะจ๊ะเธอ

เจี๊ยบบางกรวยเดินตามรอยพระอาจารย์ 087 0030897

Settrade Streaming  พร้อมเปิดจองซื้อพันธบัตรรัฐบาลออมพลัส 3–5 ส.ค. นี้

0

อมตี ประภาพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็ทเทรด ดอท คอม จำกัด ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการลงทุนออนไลน์ แอปพลิเคชัน Streaming พร้อมเปิดจองซื้อพันธบัตรรัฐบาลออมพลัส ผ่าน 15 โบรกเกอร์ 3–5 สิงหาคม 2569 ขั้นต่ำ 1,000 บาท เพียงเข้าเมนู “More” และเลือก “Bond”

Settrade คือหนึ่งในผู้ร่วมพัฒนาระบบ Bond Connect เพื่อรองรับการลงทุนพันธบัตรรัฐบาลออมพลัสครบวงจร ตั้งแต่การจองซื้อ จนถึงการจัดสรรแบบ Small Lot First เพื่อให้ผู้จองซื้อทุกรายมีโอกาสเข้าถึงพันธบัตรอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม โดยผู้ลงทุนสามารถตรวจสอบสถานะการจองและผลการจัดสรรได้ทาง www.settrade.com และอนาคตจะรองรับการซื้อขายเปลี่ยนมือ ซึ่งจะรวมพอร์ตการลงทุนทั้งพันธบัตรและหุ้นไว้ในพอร์ตเดียว และยังสามารถนำไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อต่อยอดการลงทุนได้อีกด้วย

พันธบัตรรัฐบาลออมพลัส เปิดให้จองซื้อผ่าน ระบบ Bond Connect ผ่านผู้จัดจำหน่ายที่เข้าร่วมโครงการ 24 ราย ในวันที่ 3 สิงหาคม ตั้งแต่เวลา 8.30 น. – 5 สิงหาคม ภายในเวลา 15.00 น. และจะจัดสรรในวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ภายใต้วงเงิน 2,000 ล้านบาท รวม 2 รุ่นคือ รุ่นอายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 1.8% ต่อปี รุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.8% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน ข้อมูลเพิ่มเติม www.set.or.th/bond และ www.setinvestnow.com/th/bond

สำหรับ บล. ที่สามารถจองซื้อ “พันธบัตรรัฐบาลออมพลัส” ผ่าน Settrade Streaming ทั้ง 15 ราย ได้แก่

บล. กรุงศรี, บล. กสิกรไทย, บล. โกลเบล็ก, บล. ดาโอ (ประเทศไทย), บล. บียอนด์, บล. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์, บล. เอเซีย พลัส, บล. ไอร่า, บล. บัวหลวง, บล. ทิสโก้, บล. เคจีไอ (ประเทศไทย), บล. อินโนเวสท์ เอกซ์, บล. หยวนต้า (ประเทศไทย), บล. ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) และ บล. ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย)

TSD ยกระดับการเฝ้าระวังระบบงาน TSD Investor Portal หลังตรวจพบเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ

0

บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) ตรวจพบการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการในระบบงาน TSD Investor Portal โดยไม่ได้รับอนุญาต ส่งผลให้เกิดการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลบางส่วน ซึ่ง TSD ได้ดำเนินการปิดกั้นการเข้าถึงระบบงานดังกล่าว และหยุดการรั่วไหลของข้อมูลโดยทันทีแล้ว รวมถึงได้ยกระดับมาตรการเฝ้าระวังป้องกันภัยไซเบอร์เพิ่มขึ้นด้วย

ทั้งนี้ หลังจากตรวจพบเหตุการณ์ดังกล่าว TSD ได้มีการทำตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งรวมถึงการรายงานต่อหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งแจ้งให้เจ้าของข้อมูลที่อาจได้รับผลกระทบรับทราบ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการซื้อขายหลักทรัพย์ ข้อมูลด้านการเงิน และทรัพย์สินต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้การดูแลรักษาของ TSD แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม TSD ขอแนะนำให้ผู้ใช้บริการเพิ่มความระมัดระวังต่ออีเมล ข้อความ SMS หรือโทรศัพท์ที่แอบอ้างเพื่อหลอกขอข้อมูล และไม่คลิกลิงก์หรือให้รหัสผ่าน/ข้อมูลส่วนตัวแก่ผู้ที่ติดต่อมาโดยไม่ทราบแหล่งที่มาชัดเจน รวมทั้งขอแนะนำให้เปลี่ยน password เป็นประจำ เพื่อรักษาความปลอดภัยของข้อมูลหากผู้ใช้บริการ TSD Investor Portal ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ TSD Contact Center โทร 0-2009-9999 หรือ https://www.set.or.th/th/about/contact-us/contact-center หรือหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ โปรดติดต่อบริษัทหลักทรัพย์ที่ใช้บริการอยู่

บล.บัวหลวง ชี้ SET ปลายปีนี้แตะ 1,700 จุด มีลุ้นฟันด์โฟลว์ซื้อสุทธิ 1.6 แสนล้านบาท พร้อมคัดหุ้นเด่นลงทุนครึ่งปีหลัง

0

นายพิริยพล คงวาณิช ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) บรรยายในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ปี 2569 ในหัวข้อ “เปิดกลยุทธ์ลงทุน-ปั้นพอร์ตทำกำไร” ว่า คาดดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 จะยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อ โดยมีโอกาสไปแตะ 1,700 จุดในช่วงปลายปีนี้ เนื่องจากเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ที่จะไหลเข้าต่อเนื่อง เพราะกำไรบริษัทจดทะเบียนปีนี้เติบโตเด่น ซึ่งตลาดคาดว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) ปีนี้ขึ้นแตะ 100 บาทต่อหุ้น โดยกลุ่มที่มีกำไรเติบโตเด่นคือ กลุ่มพลังงานปิโตรเคมี ฯลฯ และหุ้นไทยมีความโดดเด่นในเรื่องของการจ่ายเงินปันผลสูง ทำให้มีโอกาสที่ฟันด์โฟลว์ซื้อสุทธิหุ้นไทยปีนี้ 1.6 แสนล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันซื้อสุทธิแล้วประมาณ 7 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้การปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีหุ้นไทยในปีนี้ จะเป็นลักษณะ K-Shape คือขึ้นไม่เท่ากัน ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนต้องเลือกลงทุนเป็นตัว (Selective Buy) ในแต่ละอุตสาหกรรมที่มีปัจจัยบวก และแนวโน้มกำไรเติบโตในช่วงครึ่งปีหลังและต่อเนื่องในปีหน้า โดยกลุ่มหุ้นแนะนำคือ หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า เพราะได้ประโยชน์จาก FDI ที่ไหลเข้ามาในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันก่อสร้างเสร็จแล้ว เข้าสู่การเดินเครื่อง ทำให้มีความต้องการไฟฟ้าสีเขียว เลือก GULF,GPSC ,GUNKUL ,WHAUP เป็นหุ้นเด่น

กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ได้ประโยชน์จากวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์โลกเข้าสู่การฟื้นตัว จากทั้งภาคการผลิตโลก และการลงทุน ด้าน AI โดย แนะนำ KCE เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจจากได้รับผลดีจากการฟื้นตัวของอุปสงค์ในกลุ่มรถยนต์ยุโรป แม้จะมีความเกี่ยวข้องกับกระแส AI โลกน้อยกว่าหุ้นตัวอื่นในกลุ่มเดียวกัน

กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งมีความโดดเด่นในเรื่องของการจ่ายเงินปันผลที่สูง โดยหุ้นแนะนำคือ KBANK และ KTB เพราะมีรายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตดี และมีสำรองหนี้สูงสามารถรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจได้ , กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม จากกำไรผ่านจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 2/2569 แต่ต้องเลือกหุ้นที่มีฐานลูกค้าจีนและอินเดียที่เข้ามาท่องเที่ยวไทยมากขึ้น และได้ประโยชน์จากการจัดงาน Tomorrowland โดยเน้นบริษัทที่มีโรงแรมในกรุงเทพฯ ชลบุรี พัทยา แนะนำ ERW และ AWC

กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหาร จากกำไรผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2/2569 และได้รับผลดีที่อากาศจะร้อนมากขึ้นในช่วงปลายปีนี้ถึงปีหน้าจากปรากฏการณ์เอลนีโญ โดยหุ้นเด่นที่แนะนำคือ CBG เพราะน่าสนใจ เนื่องจากกำไรผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 และจะฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง จากธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลัง และธุรกิจจัดจำหน่ายแอลกอฮอล์ ที่ปรับตัวดีขึ้นมาก และหุ้นกลุ่มเนื้อสัตว์ แนะนำ CPF จากราคาหมูที่จะปรับตัวสูงขึ้นจากซัพพลายหมูลดน้อยลง จากสภาพอากาศที่จะร้อนขึ้น

นายเสริมศักดิ์ วงศ์สิทธิโชค ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายค้าตราสารการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การจัดพอร์ตการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลัง หากนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้ แนะนำลงทุนหุ้นประมาณ 60-70% ของพอร์ตการลงทุน แบ่งเป็นหุ้นไทย 30% และอีก 70% เป็นหุ้นต่างประเทศที่มีการเติบโตสูง

ส่วนอีก 30-40% ลงทุนในตราสารหนี้และพันธบัตร เน้นการลงทุนในตราสารหนี้ไทยเป็นหลัก และอาจมีการแบ่งส่วนเพียงเล็กน้อยไปลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ

บริหารพอร์ตให้เติบโตด้วย TFEX

0

นายตรีวิทย์ วังวรวุฒิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TFEX กล่าวบรรยายในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ปี 2569 ในหัวข้อ “รู้จัก TFEX : เครื่องมือบริหารความไม่แน่นอน และสร้างโอกาสในการลงทุน” ว่า ปัจจุบันบริบทการลงทุนเปลี่ยนไป เนื่องจากสินทรัพย์มีความผันผวนสูงมากขึ้น ปัจจุบันปรับตัวขึ้นเร็ว และปรับตัวขึ้น และลงเร็ว การใช้สถิติเพื่อใช้ในการลงทุนอาจจะใช้ไม่ได้แล้วจากสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงเร็ว

ดังนั้นการลงทุนเพื่อให้พอร์ตเติบโต จำเป็นต้องปกป้องสินทรัพย์ด้วย ซึ่งเครื่องมือในการปกป้องสินทรัพย์ที่ถูกกฎหมายมีที่เดียวในประเทศไทย คือ อนุพันธ์ หรือ TFEX ซึ่งเป็นการซื้อขายทิศทางของราคา โดยไม่ต้องถือสินทรัพย์จริง แต่ได้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวของราคา

โดยสินค้าใน TFEX คือ 1.สัญญาฟิวเจอร์ส (Futures) ใช้ในการล็อคราคาล่วงหน้า สามารถใช้ในการทำกำไร และป้องกันความเสี่ยงได้ด้วยการ “Short” (ขายล่วงหน้า) เพื่อทำกำไรมาชดเชยส่วนที่ขาดทุนจากสินทรัพย์จริง ซึ่งสินค้าใน สัญญาฟิวเจอร์สอ้างอิงมีทั้งหุ้น คือ SET50 Futures Stock Futures และที่ไม่ใช่หุ้นคือ Gold Futures ,Gold Online Futures, Mini Gold Online Futures,Silver Online Futures ,Rubber Futures ,USD Futures

2.สัญญาออปชัน (Options) จะมีลักษณะเหมือนกับการซื้อประกัน โดยจ่ายค่าธรรมเนียม (Premium) เพื่อซื้อสิทธิ์ในการขายหรือซื้อสินทรัพย์ตามราคาที่ตกลงกัน หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เราจะได้เงินชดเชยกลับมาบางส่วน เพื่อลดความสูญเสีย โดยมีสินค้าอ้างอิง คือ SET50 Options และ USD Options.

ทั้งนี้ก่อนลงทุนใน TFEX นักลงทุนจะต้องเข้าใจใน 3 เรื่องคือ 1.มูลค่าสัญญา จะต้องรู้ว่า 1. สัญญาที่เราถือนั้นมีมูลค่าจริงเท่าไหร่ เพื่อไม่ให้ลงทุนเกินตัว (Overtrade) 2.อัตราทด (Leverage) การใช้เงินน้อย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มาก มีทั้งข้อดีคือประหยัดเงินทุน แต่ก็มีข้อควรระวังคือหากราคาเคลื่อนที่ผิดทาง ผลขาดทุนก็จะทวีคูณเช่นกัน 3. วินัยในการจัดการเงินวางประกัน (Margin) จะต้องคอยติดตามสถานะและเติมเงินประกันให้เพียงพอเพื่อไม่ให้ถูกบังคับปิดสถานะ.

สำหรับสินค้าใหม่ใน TFEX ที่เปิดให้มีการซื้อขาย 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา คือ Mini Gold Online Futures ที่ย่อขนาดสัญญาให้เล็กลงกว่าเดิมถึง 10 เท่า จากเดิมที่สัญญามีขนาดเทียบเท่าทองคำแท่งน้ำหนักประมาณ 10 ทรอยออนซ์ต่อสัญญา ซึ่งสัญญาใหม่นั้นจะมีขนาดเพียง 1 ทรอยออนซ์ต่อสัญญา หรือประมาณ 2 บาททองคำ ซึ่งการย่อขนาดสัญญาลงมาเหลือ 1 ใน 10 ของสัญญาเดิม จะช่วยให้การวางเงินหลักประกันลดลงมาอยู่ในระดับที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ผู้ลงทุนสามารถเพิ่มโอกาสทำกำไรหรือใช้ทองคำเสริมพอร์ตการลงทุนได้สะดวกและตอบโจทย์มากขึ้น.

สำหรับMini Gold Online Futures (ชื่อย่อสัญญา MGO) ยังคงจุดเด่นของ Gold Online Futures ไว้อย่างครบถ้วน คือเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงทองคำแท่งความบริสุทธิ์ 99.5% เสนอราคาซื้อขายตามราคาทองคำในตลาดโลกที่เป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ขณะที่วางเงินหลักประกันและชำระกำไรขาดทุนเป็นเงินบาท แต่สิ่งที่แตกต่างจากสัญญาเดิม คือ มีตัวคูณราคา (Multiplier) อยู่ที่ 30 เท่าของราคาซื้อขาย หรือกำหนดให้ทุก ๆ ดอลลาร์สหรัฐที่เปลี่ยนแปลงไปมีค่าเท่ากับกำไร/ขาดทุน 30 บาท

นอกจากนี้ตลาด TFEX อยู่ระหว่างการศึกษาออกสินค้าใหม่ ๆ เพิ่มเติมที่เป็นกลุ่ม Non Equity เช่น น้ำมัน คริปโตเคอเรนซี ฯลฯ โดยคริปโตฟิวเจอร์ (Crypto Futures)

เอกนิติ ชี้จุดอันตรายศก. จับตาเงินเฟ้อสูง ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เร่งปฎิรูปเศรษฐกิจไทย 3 ด้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน แก้ปัญหาสังคมสูงอายุ และเพิ่มทักษะแรงงาน

0

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 ในหัวข้อ “ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยและมาตรการของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ”ว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยวันนี้หากถ้ามองเป็นเครื่องบินจะเห็นว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา เครื่องบินของเราบินเอียงมาตลอด เพราะเราพึ่งพาเครื่องยนต์เดียว คือ การส่งออกเมื่อโลกแย่ เราก็จะแย่ไปด้วย แต่ภาพในประเทศของไทยกลับยังอ่อนแอ ทั้งการลงทุน การบริโภค อยู่ในระดับต่ำมาต่อเนื่อง ในขณะที่การเข้าไปช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ทำให้หนี้สาธารณะของรัฐบาลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

การสร้างสมดุลของเครื่องยนต์ให้กับเศรษฐกิจไทย หัวใจของผมในขณะนี้คือ จะผลักดันการลงทุนภาคเอกชน และการลงทุนของรัฐบาล โดยการทำงานในหน้าที่ รองนายกฯ และรมว.คลัง 7 เดือนที่ผ่านมา คือ ความพยายามให้การลงทุนนำการขยายตัวของเศรษฐกิจ และผลที่ได้วันนี้ จะเห็นการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นในแทบทุกตัว โดยเห็นการลงทุนภาคเอกชนโตประมาณ 10% ในไตรมาสแรกของปีนี้ และต้องการให้การลงทุนภาครัฐ ทั้งหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจโต 9.4% ซึ่งการโตด้วยการลงทุนจะดีกว่าการโตด้วยบริโภคที่กินใช้หมดไป

อย่างไรก็ตาม ผมยังมีไฟแดงอยู่ 2 ตัวอันตรายที่ต้องจับตา คือ อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เพราะเครื่องบินของเราจะโตจากเครื่องยนต์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีน้ำมันดีๆ หยอดด้วย น้ำมันที่ดีคือ เสถียรภาพที่ดี และตัวที่วัดเสถียรภาพว่าดีไม่ดีคือ อัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเงินเฟ้อ ซึ่งจากที่เงินเฟ้อติดลบในไตรมาสแรกปีนี้ ไตรมาสที่ 2 ปีนี้ เงินเฟ้อขึ้นไปที่ 2.7% จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ส่วนนี้จะกระทบต่อค่าครองชีพ และการบริโภคของคนไทย ซึ่งเราต้องบริหารจัดการให้ดี ถ้าปล่อยให้น้ำมันไม่ดี เครื่องยนต์ก็จะน็อกได้

อีกตัวอันตรายที่ต้องจับตาคือ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งหมายถึงประเทศไทยมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ เงินในกระเป๋าของเราฟ้องว่าหายไป โดย 2 เดือนที่ผ่านมา เราขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 14,000 ล้านเหรียญฯ หรือประมาณ 6 แสนล้าบาท

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า โครงสร้าการค้าโลกที่เปลี่ยนไป ทำให้ทุกประเทศพยายามจับกลุ่มและเจรจาทางการค้าระหว่างกัน การเจรจาเอฟทีเอ เป็นเครื่องมือที่ประเทศไทยจำเป็นต้องใช้ และสิ่งที่ถือว่าเป็นโอกาส ท่ามกลางสงคราม คือ การย้ายฐานการผลิตของนักลงทุน ทุกคนต้องการหาประเทศใหม่ที่ปลอดภัยเพื่อขยายการลงทุน ซึ่งส่วนหนึ่งมาลงทุนในไทย เห็นได้จากการเพิ่มขึ้นของตัวเลขการขอส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่เพิ่มขึ้นสูงมาก และที่ดีกว่าคือ ที่เข้ามาเป็นอุตสาหกรรมอนาคต ซึ่งวันนี้ เราต้องคว้าโอกาสนี้ให้ได้เพื่อเป็นห่วงโซ่การผลิตใหม่ของโลก “นักลงทุนที่เข้ามาต้องการน้ำสะอาด ไฟสะอาด ผมก็ได้ปลอดล็อก Direct PPA ให้สามารถทำได้โดยไม่มีโควต้า ช่วยให้พลังงานสะอาดของไทยทำได้เร็วขึ้น ซึ่งสอดรับกับกฎเกณฑ์ CBAM ของยุโรป และยังสอดรับกับการลงทุนในด้าน AI และดาต้า เซนเตอร์ ที่กำลังเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้นข ณะที่อีกสิ่งที่ต้องทำคือ เราจะทำอย่างไรให้ศักยภาพเศรษฐกิจดีขึ้น จากเดิมที่เคยโต 5-7% แต่ตอนนี้เหลือแค่ 2.7% แต่ที่น่าเสียดายคือ คนไทยเกิดน้อย แต่ผู้สูงอายุมากขึ้น ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำ 3 อย่างคือ ทำอย่างไรให้คนไทยเก่งขึ้น ทำอย่างไรให้คนสูงอายุทำงานได้นานขึ้น และทำอย่างไรจะดึงคนเก่งเข้ามาทำงานในประเทศมากขึ้น โดยมีเป้าหมายยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้กลับมาโต 3%++

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า แนวทางที่ผมจะทำคือ ปฎิรูป 3 อย่าง คือ การปฎิรูปเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ ซึ่งจะทำอย่างโปร่งใส อย่างที่สอง ปฎิรูปเพื่อรองรับเศรษฐกิจสูงอายุ และปฎิรูปทักษะแรงงานไทย ซึ่งผมทำโครงการ Skill Bridge เพื่อเพิ่มทักษะให้แรงงานไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ เพราะในการส่งเสริมการลงทุน เราได้เน้นการใช้แรงงานไทยที่มีทักษะเพียงพอ และการใช้วัตถุดิบในประเทศ รวมไทยปรับให้เด็กไทย มีหลักสูตรเรียนให้ตรงกับความต้องการงาน ตรงกับอุตสาหกรรมใหม่ที่มีการจ้างงานอัตราค่าจ้างสูง รวมทั้งเร่งกระจายความเจริญ และคนเก่งๆ ไปในต่างจังหวัด เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้เพิ่มขึ้น “ภายใต้ กรอ.คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิต เอกชนเป็นกองหน้า รัฐบาลจะเป็นกองกลาง เป็นตัวจ่ายบอลให้เอกชนทำประตู ทำทั้งในเรื่องการคลัง ช่วยส่งเสริมการการค้า เพิ่มทักษะให้แรงงาน และลดกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคในการธุรกิจทั้งหมด เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ปรับโครงสร้่างการผลิต การสร้างโครงสร้างตาข่ายรองรับสังคม การผลักดันโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด ไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ฟันด์ ปรับกฎเกณฑ์ให้ทันสมัย ไทยแลนด์ ฟาสต์ พาส ขณะที่ กองหลัง คือ เสถียรภาพเศรษฐกิจ วินัยการคลังที่ดี ซึ่งทำให้ประเทศไทยได้รับความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นจากสถาบันจัดอันดับและนักลงทุนทั่วโลก ซึ่งผมเข้าใจว่า การจะได้แชมป์ไม่ได้เป็นเรื่องง่ายๆ นักกีฬาทุกคนต้องทำงานหนัก และผมเห็นว่าต้องทำ เพราะวันนี้อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายของประเทศไทย”

เอกนิติ ยันพร้อมคืนสิทธิบัตรสวัสดิการฯ ให้คนที่โดนหลอกเป็นกรรมการ หรือถือหุ้นบริษัท ย้ำงบไม่มีปัญหา จ่อทำโครงการเพิ่มทักษะ ช่วยคนวัยทำงานให้ลืมตาอ้าปาก

0

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับการลงทะเบียนและการคัดเลือกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่า ประเทศไทยไม่ได้มีการปรับปรุงข้อมูลของผู้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมากว่า 5 ปี และการอัปเดทข้อมูลครั้งนี้ เพราะต้องการที่จะช่วยคนที่จนจริงๆ ให้สามารถเข้าสู่ระบบสวัสดิการ และการคัดกรองครั้งนี้เราสามารถนำคนใหม่เข้ามาได้ 2.3 ล้านคน แต่คนที่เคยมีสิทธิแต่หายไป หรือคนที่อาจจะไม่ได้รับสิทธินั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่หลักเกณฑ์ในการคัดกรองแต่ปัญหาอยู่ที่ข้อมูลของภาครัฐในบางส่วนที่อาจจะไม่ได้อัปเดทเท่าที่ควร และข้อดีของการคัดกรองครั้งนี้ ยังช่วยให้คนที่ถูกหลอกเอาชื่อไปใช้เป็นผู้ถือหุ้น เป็นกรรมการบริษัท ได้รู้ตัวและมีการแก้ไข

“ผมมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่หลักเกณฑ์ แต่อยู่ที่ข้อมูล ที่อาจจะไม่สมบูรณ์ หรือไม่ได้อัปเดทเท่าที่ควร ทั้งในส่วนของการถือสินทรัพย์ของผู้ขอรับสิทธิและอื่นๆ แต่ถ้าคิดอีกอย่าง หากไม่มีการสำรวจใหม่ เราก็จะไม่ทราบว่าข้อมูลของประเทศเป็นอย่างไร และไม่ได้มีการแก้ไข คนที่ถูกหลอกให้จดทะเบียนหรืออื่นๆ อาจจะมากกว่านี้ ซึ่งผมเห็นคนไปแจ้งความจำนวนมาก กรณีนี้หากพิสูจน์ได้ว่า เราถูกหลอก เราจะต้องช่วยเหลือและคืนสิทธิให้”

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า การสำรวจผู้ที่ได้รับสิทธิใหม่ครั้งนี้ ยังช่วยให้เราเห็นข้อมูลด้วยว่า จากคนที่ได้รับสิทธิกว่า 9 ล้านคน มีคนที่อยู่ในวัยทำงานคือ 20-60 ปีมากกว่า 5 ล้านคน จุดนี้้ต้องได้รับการแก้ไข เราจะให้คนมีเงินไม่ถึง 100,000 บาทต่อปึต่อไปเรื่อยๆ คงไม่ได้ รัฐบาลจะต้องใช้ข้อมูลส่วนนี้ออกมาตรการในการจัดหางาน หรือเพิ่มทักษะแรงงานให้คนเหล่านี้สามารถที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นต่อไป“หลังจากการสำรวจและลงทะเบียนผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ในครั้งนี้สิทธิจะเพิ่มขึ้น หรือลดลงไม่ได้มีปัญหาในการจัดสรรงบประมาณ แต่เราต้องการที่จะช่วยคนที่ไม่มีอะไรเลยให้ได้ตรงกลุ่ม ตรงจุดจริงๆ เพราะหากพิจารณาจากงบประมาณปีหนึ่งเราใช้กวา 70,000 ล้านบาทอยู่แล้ว 5 ปีที่ผ่านมาก็เป็นเงินจำนวนไม่น้อย แต่นอกจากนั้นในส่วนของคนที่ไม่ได้บัตรสวัสดิการไม่ได้ว่าเราไม่ช่วย เพราะเรามีความช่วยเหลือให้กับกลุ่มอื่นๆ ทั้ง เบี้ยผู้สูงอายุ เบี้ยคนพิการ และอื่นๆ เพราะรัฐบาลต้องการช่วยเหลือคนทุกกลุ่มอยู่แล้ว”

ก้าวทันทุกโมเดล AI…ทรู ดันหลักสูตร “AI Mastery for Media by True” รุ่นแรก หนุนสื่อทำงานเร็วและลึกขึ้นด้วย AI

0

พร้อมใช้ทุกทักษะ AI ในงานข่าว ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับทรู ดิจิทัล อคาเดมี นำโดย ดร.ชนนิกานต์ จิรา ผู้อำนวยการ ทรู ดิจิทัล อคาเดมี ร่วมแสดงความยินดีแก่สื่อมวลชน รุ่นแรกกว่า 30 คน จากองค์กรวิชาชีพและสำนักข่าวชั้นนำของไทย ที่จบหลักสูตร AI Mastery for Media by True” คอร์สพิเศษเพื่อสื่อยุค AI โดยเฉพาะ หลังผ่านการเรียนรู้ ฝึกปฏิบัติ ประยุกต์ใช้ AI กับงานจริง อย่างเข้มข้นทุกวันเสาร์ ตลอด 4 สัปดาห์ สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการเรียนรู้เครื่องมือ สู่การออกแบบวิธีทำงานที่รวดเร็ว เป็นระบบ และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น บนพื้นฐานของความถูกต้อง จริยธรรม และความรับผิดชอบ สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของ ทรูในการก้าวสู่การเป็น AI-First Organization และนำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีมาสร้างคุณค่าให้แก่สังคม

ดร.ชนนิกานต์ จิรา ผู้อำนวยการ ทรู ดิจิทัล อคาเดมี

หลักสูตร “AI Mastery for Media by True” ได้รับการออกแบบขึ้นให้สอดคล้องกับบริบทการทำงานของสื่อมวลชนโดยเฉพาะ โดยผู้เข้าร่วมหลักสูตรได้เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจหลักการทำงานของ Generative AI เรียนรู้การเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะกับแต่ละภารกิจ ตลอดจนแยกแยะและแบ่งขอบเขตของงานที่ AI สามารถเข้ามาช่วยสนับสนุน และงานที่ยังคงต้องอาศัยวิจารณญาณ ประสบการณ์ และความเข้าใจบริบทของมนุษย์ พร้อมฝึกเขียน Prompt และใช้ Claude เพื่อช่วยค้นคว้า วิเคราะห์ข้อมูล พัฒนาแนวคิด และต่อยอดเนื้อหาสำหรับงานข่าวและงานสื่อสาร ก่อนยกระดับสู่การประยุกต์ใช้ AI กับกระบวนการทำงานจริง ผ่าน Gemini Notebook เพื่อรวบรวมและสรุปข้อมูลจากหลากหลายแห่ง และเชื่อมโยงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ รวมถึงเรียนรู้การออกแบบ AI Workflow และ Automation เพื่อช่วยลดขั้นตอนงานซ้ำๆ ได้อัตโนมัติ ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังคงเดินหน้านำศักยภาพของความเป็นเทคคอมปานี ทั้งองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และระบบนิเวศดิจิทัลครบวงจร มาร่วมยกระดับทักษะ AI ให้แก่คนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมกับทรู ดิจิทัล อคาเดมี ซึ่งมีบทบาทมากกว่าสถาบันการเรียนรู้ เชื่อมโยงเทคโนโลยีและโซลูชัน เพื่อพัฒนาหลักสูตรที่ตอบโจทย์การทำงานและนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง พร้อมขยายโอกาสในการเข้าถึงองค์ความรู้ไปสู่บุคลากรในหลากหลายสาขาวิชาชีพ ให้สามารถใช้ AI เพื่อเพิ่มศักยภาพ สร้างโอกาสใหม่ และต่อยอดการเติบโตได้อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้หลัก Responsible AI ที่มุ่งเน้นใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างปลอดภัย โปร่งใส และมีความรับผิดชอบ

7 ผลงานวิจัยคว้ารางวัล Capital Market Research Award in Equity Market

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) จัดโครงการ “Capital Market Research Award in Equity Market” สนับสนุนงานวิจัยสู่ระดับบุคคลทั่วไป สะท้อนวิสัยทัศน์ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” พร้อมมุ่งยกระดับงานวิจัยตลาดทุนไทยสู่การใช้งานจริง โดยมีนักวิจัยทั้งในและต่างประเทศส่งผลงานเข้าร่วมรวม 27 ผลงาน ผ่านการคัดเลือกเข้ารอบนำเสนอ 9 ผลงาน และมีผลงานได้รับรางวัลรวม 7 รางวัล จากการนำเสนอเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569

นายฉัตรชัย ทิศาดลดิลก ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า“งานวิจัยที่มีคุณภาพจะเกิดประโยชน์มากขึ้นเมื่อได้รับการถ่ายทอดและต่อยอดสู่การใช้งานจริง โครงการนี้จึงมุ่งเชื่อมโยงนักวิจัยกับผู้ปฏิบัติงานในตลาดทุน เพื่อนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ และพัฒนาตลาดทุนไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน”

นายจักรชัย บุญยะวัตรผู้จัดการ CMDFกล่าวว่า CMDF มุ่งสนับสนุนงานวิจัยตลาดทุนที่มีคุณภาพและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และแนวคิดใหม่ที่ตอบโจทย์ตลาดทุนไทย พร้อมส่งเสริมนักวิจัยที่มีศักยภาพ และเปิดโอกาสให้ผลงานได้รับการเผยแพร่และต่อยอดให้เกิดประโยชน์ในวงกว้าง

นายจอน วงศ์สวรรค์ กรรมการผู้จัดการ และหัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์และกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)กล่าวว่าผลงานที่ผ่านเข้ารอบมีคุณภาพ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ตอบโจทย์ตลาดทุนไทยได้จริง ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดทุนไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

การคัดเลือกผลงานวิจัยจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายภาคส่วน อาทิ ผู้แทนจากบริษัทจดทะเบียน บริษัทหลักทรัพย์ นักลงทุนสถาบัน และผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน โดยมีผลงานที่ได้รับรางวัลมีทั้งหมด 7 รางวัล ได้แก่

  • Best Paper Award จำนวน 1 รางวัล ได้แก่
    • งานวิจัย เรื่อง “Are ESG Ratings Noisy for Stock Returns? Evidence from Thailand Stock Market” นำเสนอโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วศิน ศิวสฤษดิ์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • Outstanding Paper Award จำนวน 2 รางวัล ได้แก่
    • งานวิจัย เรื่อง “Revisiting ESG as a Risk Factor: Evidence from ASEAN Stock Exchanges” นำเสนอโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุนทรี เหล่าพัดจัน คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา
    • งานวิจัย เรื่อง “Do Executives Walk Their ESG Talk? Forward-Looking ESG Signaling from Thailand’s Opportunity Day” นำเสนอโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ปฏิภาณ แซ่หลิ่ม บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
  • Runner-up Award จำนวน 4 รางวัล ได้แก่
    • งานวิจัย เรื่อง “AI-Driven ESG Disclosure Scoring for Thai Listed Firms: LLM-Based Text Extraction, Machine Learning Prediction, and Explainability for Capital Market Use” นำเสนอโดย ดร.ปริษา จินดาหลวง คณะบัญชี มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
    • งานวิจัย เรื่อง “Director Remuneration and Gender Pay Gap in Family and Non-Family listed firms in Thailand” นำเสนอโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุนทรี เหล่าพัดจัน คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัย

เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา

  • งานวิจัย เรื่อง “Gender differences and managerial earnings forecast bias: Are female executives less overconfident than male executives?” นำเสนอโดย รองศาสตราจารย์ ดร.รวี ลงกานี
    คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
    • งานวิจัย เรื่อง “Not size but attributes: the relationship between board attributes and cash holdings” นำเสนอโดย รองศาสตราจารย์ ดร.รวี ลงกานี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ผลงานที่ได้รับคัดเลือกครอบคลุมด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การกำกับดูแล การตัดสินใจลงทุน และการยกระดับความยั่งยืนของตลาดทุนไทย โดยจะมีพิธีมอบรางวัลในงาน CMDF/CMRI Capital Market Research Symposium 2569” ในวันที่ 9 กันยายน 2569 ซึ่งเปิดให้บุคคลทั่วไปร่วมรับฟังการนำเสนอผลงาน Best Paper Award

ติดตามรายละเอียดโครงการเพิ่มเติมได้ที่ https://www.set.or.th/th/education-research/research/research-grant/special-project  

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ผนึกพันธมิตรจัดงาน “CFO Annual Conference on Capital Markets 2026” เสริมแกร่งธุรกิจไทย

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ สภาวิชาชีพบัญชีฯ สำนักงาน ก.ล.ต. สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย และสมาคมบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ จัดงาน “CFO Annual Conference on Capital Markets 2026” เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2569 โดยได้รับเกียรติจาก ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Decoding the 2026 Economic Agenda: Strategic Imperatives for Thailand’s Leading CFOs ถอดรหัสวาระทางเศรษฐกิจปี 2026: สิ่งที่ CFO ชั้นนำของไทย ‘ต้อง’ ทำ” พร้อมด้วย อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ          ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ วินิจ ศิลามงคล นายกสภาวิชาชีพบัญชีฯ ร่วมเปิดงาน งานเสวนานี้มุ่งเสริมสร้างกลยุทธ์และเตรียมความพร้อมให้ CFO รับมือกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก ผ่านมุมมองจากผู้ทรงวุฒิขององค์กรชั้นนำ พร้อมอัปเดตข้อมูลสำคัญเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจไทยในอนาคต ทั้งนี้ งานได้รับความสนใจจาก CFO ของบริษัท     จดทะเบียน และบริษัทที่เตรียมความพร้อมเข้าจดทะเบียน เข้าร่วมกว่า 450 คน