Home Blog Page 2

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้าบทบาทผู้สนับสนุนกลไกการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หนุนธุรกิจไทยเติบอย่างยั่งยืนเข้าถึงเงินทุนสีเขียว

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยขยายบทบาทสู่การเป็น “ผู้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน (Transition Enabler)” เพื่อส่งเสริมให้ภาคธุรกิจไทยปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ผ่านการพัฒนาเครื่องมือและกลไกที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ อาทิ ระบบประมูลคาร์บอนเครดิตเพื่อสนับสนุนกลไกตลาดคาร์บอน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเปิดประมูลได้ภายในปี 2570 และ SETCarbon Platform ระบบจัดการข้อมูลก๊าซเรือนกระจกเพื่อยกระดับคุณภาพและความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้านความยั่งยืนและก๊าซเรือนกระจกของธุรกิจ นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับ Singapore Management University (SMU) จัดงาน Climate Finance Forum ภายใต้ Bangkok Climate Action Week 2026 เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ และสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศด้าน Climate Finance ของประเทศไทย

เบญจรงค์ สุวรรณคีรี รองผู้จัดการสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์ฯ

นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี รองผู้จัดการสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ในระยะข้างหน้า บทบาทของตลาดหลักทรัพย์ฯ จะไม่จำกัดอยู่เพียง ‘ตัวกลางในการระดมทุน’ แต่กำลังขยายสู่การเป็น ‘ผู้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน’ ที่ช่วยส่งเสริมให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวและเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นระบบ พร้อมเสริมสร้างความสามารถในการรับมือและปรับตัวต่อความเสี่ยง (Resilience) ท่ามกลางความเสี่ยงจากภาวะโลกเดือด ที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ฯ สนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศด้าน Climate Finance อย่างต่อเนื่อง ทั้งการยกระดับความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้านความยั่งยืน รวมถึงส่งเสริมการรายงานและเปิดเผยข้อมูลตามข้อกำหนดของหน่วยงานการกำกับดูแล และสนับสนุนให้ผู้พัฒนาโครงการการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ‘The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities’”

ตัวอย่างแรกคือ การสนับสนุนกลไกตลาดคาร์บอน ผ่านโครงการ Low Carbon Cities and Carbon Market Development โดยได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากธนาคารโลก (World Bank) ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการนำกลไก Climate Finance มาใช้ในประเทศไทย โครงการนี้ช่วยให้อาคารสังกัดกรุงเทพมหานครใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพขึ้น

ก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จะขึ้นทะเบียนเป็นคาร์บอนเครดิตและนำมาประมูลผ่านระบบของตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มได้ภายในปี 2570 โดยรายได้จากการขายจะใช้เป็นเงินทุนเพิ่มเติมให้โครงการแก้ปัญหาโลกร้อนดำเนินต่อไปได้

อีกหนึ่งตัวอย่างคือการสนับสนุนให้ภาคธุรกิจเข้าถึงกลไกการเงินสีเขียว ทั้งการขอสินเชื่อหรือออกตราสารนี้ด้านความยั่งยืน โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับอย่างเพียงพอ ทั้งระบบข้อมูลด้าน ESG ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง และ SETCarbon Platform ที่ช่วยจัดการข้อมูลก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญต่อการตัดสินใจพิจารณาจัดสรรเงินทุนของสถาบันการเงินผู้ให้สินเชื่อ นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) พัฒนา Thailand Taxonomy เพื่อจำแนกกิจกรรมเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ ช่วยให้ภาคธุรกิจและภาคการเงินประเมินการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของตนเองและลูกค้า เพื่อใช้วางแผนปรับตัว การเข้าถึงเงินทุน และการบริหารจัดการความเสี่ยง

สำหรับเวที Climate Finance Forum ครั้งนี้ ผู้ร่วมเวทีเสนอว่า ควรเชื่อมโยงนโยบายระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ มาตรการสนับสนุน เงินทุน และข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศเข้าด้วยกัน ควบคู่กับการสร้างความรู้ความเข้าใจ เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ บรรลุเป้าหมาย Net Zero และพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนด้านสภาพภูมิอากาศในอนาคตได้อย่างเป็นรูปธรรม

ติดตามรายละเอียดงานสัมมนาและข่าวสารด้านความยั่งยืนของตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ทาง www.SETSustainability.com และ LINE Official: @SETsustainability

ออมสินเร่งบรรเทาความเดือดร้อนผู้ประสบภัยน้ำท่วม โอนเงินช่วยเหลือแล้วกว่า 27,000 ราย เป็นเงินกว่า 246 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าจ่ายตามรายชื่อที่ได้รับจาก ปภ.

0

ธนาคารออมสินโอนเงินเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมตามรายชื่อที่ ปภ. แจ้ง อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด ณ วันที่ 7 ต.ค. 69 มีผู้ได้รับการโอนเงินช่วยเหลือแล้วกว่า 27,000 ราย
เป็นเงินกว่า 246 ล้านบาท จากวงเงินช่วยเหลือทั้งหมด 4,700 ล้านบาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม >> https://to.gsb.or.th/zYu5PnJ

“

AIS ปูพรม 5G-ADVANCED Uplink ครบ 100% ทั่วกรุงเทพฯ ปักหมุดเมืองหลวงแห่งแรกของโลก อัปโหลดเร็วขึ้นสูงสุด 2 เท่า รับยุค AI–Creator Economy ปูทางไทยสู่ ASEAN AI Connectivity Hub

0

AIS ปูพรมขยาย 5G-ADVANCED ด้าน Uplink ครอบคลุมพื้นที่ให้บริการ 100% ทั่วกรุงเทพมหานคร ปักหมุดกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงแห่งแรกของโลกที่มี 5G-ADVANCED ด้าน Uplink ครอบคลุมทั้งเมือง ยกระดับประสบการณ์อัปโหลดด้วยเทคโนโลยี Uplink 2CC บนคลื่น 2600 MHz และ 700 MHz บนโครงข่าย 5G Standalone (5G SA) ช่วยเพิ่มความเร็ว Upload สูงสุด 2 เท่า รองรับพฤติกรรมดิจิทัลที่ผู้ใช้งานไม่ได้เพียงรับข้อมูล แต่กำลังสร้างและส่งข้อมูลขึ้นสู่เครือข่ายมากขึ้น ทั้งการใช้ AI, Social Media, Content Creation, Live Streaming และ Live Commerce พร้อมขยายศักยภาพสู่พื้นที่อำเภอเมืองครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่ง 5G-ADVANCED เป็นการยกระดับเครือข่าย 5G ไปอีกขั้น ด้วยการนำเทคโนโลยีบนโครงข่าย 5G SA มารวมศักยภาพของคลื่นความถี่หลายย่านเข้าด้วยกัน ทำให้เครือข่ายรองรับการรับส่งข้อมูลได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งด้าน Upload และ Download ตอบโจทย์การใช้งานแบบ Real-time และบริการดิจิทัลยุคใหม่ โดยลูกค้า AIS ที่ใช้อุปกรณ์รองรับสามารถสัมผัสประสบการณ์ 5G-ADVANCED ได้ โดยไม่ต้องสมัครแพ็กเกจเพิ่มเติม สะท้อนการเดินหน้าวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ เพื่อรองรับการเติบโตของ AI Economy และปูทางประเทศไทยสู่การเป็น ASEAN AI Connectivity Hub

นายกิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยี เอไอเอส กล่าวว่า “โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ AI จะไม่ได้อยู่เพียงบนหน้าจอหรือในแอปพลิเคชัน แต่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน การเดินทาง การดูแลสุขภาพ ภาคอุตสาหกรรม และชีวิตประจำวันของผู้คน ตั้งแต่ AI ที่ทำงานร่วมกับมนุษย์ ยานยนต์อัจฉริยะ ไปจนถึง Smart Health สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีทั้งความเร็ว ความเสถียร ความปลอดภัย และสามารถรับส่งข้อมูลจำนวนมากได้แบบ Real-time เราจึงมองว่า Network ในวันนี้ต้องก้าวไปไกลกว่าการเป็นเพียงโครงข่ายสำหรับเชื่อมต่อ แต่ต้องพัฒนาไปสู่ National Intelligent Infrastructure ที่พร้อมรองรับเทคโนโลยีและบริการแห่งอนาคต AIS จึงขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายใต้ WISE Framework โดยผสานศักยภาพของ Spectrum, Technology และ Expertise ให้ทำงานร่วมกันผ่าน 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่

  • Watch Ahead การนำ AI และ Automation มาช่วยวิเคราะห์ คาดการณ์ และบริหารเครือข่ายอย่างชาญฉลาด เพื่อให้พร้อมรับความต้องการก่อนที่จะเกิดขึ้น
  • Innovate Beyond การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของเครือข่ายและเปิดโอกาสให้เกิด Use Case ใหม่
  • Security & Trust การยกระดับความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ ซึ่งจะมีความสำคัญมากขึ้นเมื่อทุกสิ่งเชื่อมต่อเข้าหากัน
  • Energy Intelligence การบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ซึ่งหลังจากที่ AIS เปิดตัว 5G-ADVANCED ในช่วงกลางปีที่ผ่านมา เราเดินหน้าขยายขีดความสามารถของเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้าน Uplink เพราะพฤติกรรมของผู้ใช้งานกำลังเปลี่ยนจากการเป็นผู้รับข้อมูล ไปสู่การเป็นผู้สร้างและส่งข้อมูลจำนวนมากขึ้น วันนี้เราสามารถขยาย Uplink 2CC ครอบคลุมพื้นที่ให้บริการ 100% ทั่วกรุงเทพมหานคร ทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงแห่งแรกของโลกที่มี 5G-ADVANCED ด้าน Uplink ครอบคลุมทั้งเมือง พร้อมเพิ่มความเร็ว Upload สูงสุด 2 เท่า และขยายไปยังพื้นที่อำเภอเมืองครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของความเร็ว แต่เป็นการเตรียม Infrastructure ให้พร้อมรองรับเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI และวางรากฐานให้ประเทศไทยสามารถเชื่อมต่อกับโอกาสใหม่ของภูมิภาคในฐานะ ASEAN AI Connectivity Hub”

ขณะเดียวกัน AIS ยังเดินหน้าพัฒนา Downlink 3CC ด้วยการรวมคลื่น 2600 MHz, 700 MHz และ 2100 MHz ช่วยเพิ่มความเร็ว Download สูงสุด 1.5 เท่า เพื่อเติมเต็มประสบการณ์ 5G-ADVANCED ทั้งด้านการรับและส่งข้อมูล โดยปัจจุบัน Downlink 3CC ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของกรุงเทพฯ และตั้งเป้าขยายให้ครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯ ภายในสิ้นปี 2569

นายกิตติ กล่าวทิ้งท้ายว่า “การพัฒนา Network Innovation ของ AIS จะไม่หยุดอยู่ที่การทำให้เครือข่ายเร็วขึ้น หรือการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาเป็นรายแรก แต่สิ่งสำคัญคือเราจะทำอย่างไรให้เทคโนโลยีนั้น ใช้งานได้จริง ขยายผลได้จริง และสร้างประโยชน์ได้จริง เพราะในอนาคต ความต้องการจำนวนมากอาจยังเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็นในวันนี้ ทั้ง AI, Cloud, IoT, Intelligent Industry, Smart City, Smart Health, Automation ไปจนถึง Agentic AI แต่หน้าที่ของเราคือการทำให้ Infrastructure พร้อมก่อนที่ความต้องการเหล่านั้นจะมาถึง และเราเชื่อว่า AI จะสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ขณะที่ Intelligent Infrastructure จะเป็นรากฐานที่ทำให้ความเป็นไปได้เหล่านั้นเกิดขึ้นจริง AIS จึงจะเดินหน้าพัฒนาเครือข่ายและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยไม่เพียงพร้อมรองรับโลกอนาคต แต่สามารถเป็นหนึ่งในพลังสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยสร้างโอกาสใหม่ ขับเคลื่อน AI Economy และก้าวสู่การเป็น ASEAN AI Connectivity Hub ที่เชื่อมโยงเทคโนโลยี นวัตกรรม และการเติบโตของภูมิภาคในอนาคต”

หมายเหตุ: * ครอบคลุม 100% ของพื้นที่ให้บริการภายนอกอาคาร (Outdoor Coverage) ในกรุงเทพฯ ไม่รวมพื้นที่ภายในอาคาร ซึ่งคุณภาพสัญญาณอาจแตกต่างกันตามลักษณะอาคารและสภาพแวดล้อมการใช้

เปลี่ยนมื้อธรรมดา ให้มีความหมายมากขึ้น กับ “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้”

0

เหตุเพลิงไหม้ที่โรงพยาบาลบ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ส่งผลให้โรงพยาบาลได้รับความเสียหาย และต้องการการสนับสนุนด้านเครื่องมือและอุปกรณ์ เพื่อให้การดูแลและฟื้นฟูผู้ป่วยดำเนินต่อไปได้

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF จึงจัดโครงการ “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” ระหว่างวันที่ 7–9 ตุลาคม 2569 ณ C.P. Tower สีลม ชวนผู้บริโภคเปลี่ยนการจับจ่ายในชีวิตประจำวันให้เป็นอีกหนึ่งพลังของการแบ่งปันและช่วยเหลือสังคม

ภายในงาน CPF นำผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล มาจำหน่ายในราคาพิเศษ ทั้งอาหารพร้อมปรุง อาหารพร้อมทาน ของกินเล่น ซุป ซอส และผลิตภัณฑ์อีกหลากหลายรายการ โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปสมทบทุนจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ด้านกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์ฟื้นฟูให้แก่โรงพยาบาลบ้านแพ้ว เพื่อสนับสนุนการดูแลและฟื้นฟูผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่อง

ผู้ร่วมโครงการรายหนึ่ง กล่าวว่า “ปกติก็ซื้อผลิตภัณฑ์พวกนี้อยู่แล้วค่ะ ของที่นำมาขายก็ดูดี ตรงปก ราคาน่าสนใจ พอรู้ว่าการซื้อครั้งนี้ยังได้มีส่วนช่วยโรงพยาบาลบ้านแพ้วและผู้ป่วยด้วย ก็ยิ่งรู้สึกดีค่ะ”

อีกหนึ่งเสียงจากผู้ร่วมโครงการ กล่าวเช่นกันว่า “เป็นของที่เราซื้อทานกันอยู่แล้วค่ะ พอรู้ว่าการซื้อครั้งนี้ยังได้ร่วมทำสิ่งดี ๆ ไปพร้อมกัน ก็รู้สึกว่าการซื้อของธรรมดามีความหมายมากขึ้น”

บรรยากาศภายในงานมีประชาชนและคนทำงานย่านสีลมทยอยเข้ามาเลือกซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง สะท้อนการนำเรื่องใกล้ตัวอย่างการเลือกซื้ออาหารมาเชื่อมโยงกับการมีส่วนร่วมช่วยเหลือสังคม ในรูปแบบที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วมได้

โครงการ “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” สานต่อการทำดีเพื่อสังคมของ CPF ด้วยการส่งต่อความช่วยเหลือไปยังโรงพยาบาลต่าง ๆ ทั่วประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติหรือต้องการการสนับสนุน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการแบ่งปัน

ผู้สนใจสามารถร่วมโครงการ “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” ได้ถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2569 เวลา 07.00–18.00 น. ณ โถงชั้น 1 C.P. Tower สีลม.

100 ปีชาตกาล ศ.สังเวียน อินทรวิชัย ปูชนียบุคคลผู้วางรากฐานบรรษัทภิบาลตลาดทุนไทย

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดพิธีบำเพ็ญกุศลและงานรำลึก เนื่องในวาระครบรอบ 100 ปีชาตกาล ศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย ปูชนียบุคคลผู้วางรากฐานบรรษัทภิบาลตลาดทุนไทย โดยได้รับเกียรติจาก ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในวาระดังกล่าว และอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวเปิดงานพร้อมย้ำจุดยืนการทำงานภายใต้แนวคิด Integrity Always ที่เป็นหนึ่งในค่านิยมของชาวตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยมีผู้บริหาร อดีตผู้บริหาร บุคลากรในตลาดทุน ครอบครัวอินทรวิชัย และผู้สนใจร่วมงาน เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ณ หอประชุมศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ

AIS ครององค์กรน่าทำงานที่สุดในเอเชีย 8 ปีซ้อน คว้า 3 รางวัล HR Asia 2026 เดินหน้าสร้างองค์กรแห่งอนาคต ด้วยกลยุทธ์ “คน” ที่เติบโตไปพร้อมกับธุรกิจ

0

AIS คว้า 3 รางวัลจากเวที HR Asia Best Companies to Work for in Asia Awards 2026 พร้อมครองตำแหน่งองค์กรเดียวในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของไทยที่ได้รับรางวัล Best Companies to Work for in Asia ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ตอกย้ำกลยุทธ์การสร้างองค์กรและพัฒนาบุคลากรให้พร้อมรับโลกการทำงานแห่งอนาคต โดยให้ “คน” เป็นหัวใจสำคัญ ผ่านการดูแลพนักงานทุกเจเนอเรชัน การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง การส่งเสริมความหลากหลายและการยอมรับความแตกต่าง รวมถึงการนำเทคโนโลยีมายกระดับประสบการณ์การทำงานให้ตอบโจทย์พนักงานในแต่ละกลุ่ม

รางวัลแห่งความภาคภูมิใจที่ AIS ได้รับในปีนี้

  1. HR Asia Best Companies to Work for in Asia 2026 ตอกย้ำแนวทางการสร้างประสบการณ์การทำงานที่ตอบโจทย์พนักงานทุกเจเนอเรชัน ผ่านการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการทำงานและการมีส่วนร่วม ควบคู่กับการดูแลสุขภาพ การเรียนรู้ พัฒนาทักษะ และการเติบโตในสายอาชีพ โดยนับเป็น ปีที่ 8 ติดต่อกัน ที่เอไอเอสได้รับการยกย่องให้เป็นองค์กรที่น่าร่วมงานที่สุดในเอเชีย
  2. HR Asia Diversity, Equity & Inclusion Awards 2026 สะท้อนการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างและยอมรับความแตกต่าง ผ่านแนวทางการบริหารคนตามหลัก Diversity, Equity & Inclusion (DEI) ที่ส่งเสริมความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม พร้อมเปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนสามารถแสดงศักยภาพและเติบโตได้อย่างเท่าเทียม
  3. HR Asia People Transformation Awards 2026 องค์กรที่ให้ความสำคัญกับ “การเรียนรู้” เป็นหัวใจของกลยุทธ์ด้านบุคลากร โดยส่งเสริมให้พนักงานพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกระดับศักยภาพด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล เพื่อให้พร้อมรับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

ดร.ปรง ธาระวานิช หัวหน้าหน่วยธุรกิจด้านบริหารทรัพยากรบุคคล AIS กล่าวว่า “โลกธุรกิจวันนี้เปลี่ยนเร็วมาก โดยเฉพาะ AI ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ เราจึงเชื่อว่าการพัฒนาคนต้องเดินไปควบคู่กับการพัฒนาธุรกิจ เพราะต่อให้องค์กรมีเทคโนโลยีที่ดีแค่ไหน หากคนไม่พร้อมเรียนรู้และปรับตัว เราก็ไม่สามารถดึงศักยภาพของเทคโนโลยีออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่

“สิ่งที่ AIS พยายามทำจึงไม่ใช่การเตรียมคนให้พร้อมสำหรับงานใดงานหนึ่ง แต่คือการสร้างคนที่พร้อมเรียนรู้ได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราอยากให้พนักงานทุกเจเนอเรชันได้เติบโตในแบบของตัวเอง ได้ทำงานที่มีความหมาย จึงสร้างวัฒนธรรมและเวทีให้พนักงานได้เป็นตัวเอง กล้าคิด กล้าลอง และพร้อมที่จะใช้ AI มาต่อยอดความสามารถ ใช้ศักยภาพและความเชี่ยวชาญของตนเองสร้างคุณค่าให้กับองค์กรและสังคม”

“การได้รับ 3 รางวัลจาก HR Asia 2026 รวมถึงรางวัล Best Companies to Work for in Asia ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและความพยายามที่จะสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ ความเท่าเทียม และการเตรียมคนให้พร้อมสำหรับอนาคต เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความได้เปรียบที่ยั่งยืนไม่ได้อยู่ที่การมีเทคโนโลยีที่ดีที่สุด แต่อยู่ที่คนของเราที่พร้อมเรียนรู้ ปรับตัว และกล้ากำหนดอนาคตของตัวเอง”

ม.เกษตรฯ–ซีพีเอฟ ต่อยอดองค์ความรู้พันธุกรรม พัฒนาพันธุ์ปลาเศรษฐกิจตอบโจทย์เกษตรกรและตลาด

0

ม.เกษตร- ซีพีเอฟ ผสานความเชี่ยวชาญดำเนินโครงการวิจัยเพื่อปรับปรุงพันธุกรรมปลาเศรษฐกิจที่สำคัญ เพื่อยกระดับขีดความสามารถภาคเกษตรไทยและความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อดำเนินโครงการวิจัยเพิ่มประสิทธิภาพการปรับปรุงพันธุกรรมสัตว์น้ำ โดยผสานองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านการเพาะเลี้ยงและพันธุศาสตร์สัตว์น้ำ สร้างองค์ความรู้ในการปรับปรุงพันธุกรรมปลาเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้เกษตรกร ได้มีพันธุ์สัตว์น้ำที่เติบโตเร็ว มีอัตรารอดสูงขึ้น ทนต่อโรค ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ตลอดจนช่วยลดต้นทุนการผลิต พร้อมศึกษาการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง ทั้งสภาพภูมิอากาศ โรคระบาด และคุณภาพน้ำ

ผศ.ดร.สุริยัน ธัญกิจจานุกิจ คณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ในแต่ละปี การเพาะเลี้ยงปลาช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศนับหมื่นล้านบาท และเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่สำคัญของคนไทย ขณะเดียวกัน เกษตรกรต้องรับมือกับต้นทุนการเลี้ยง สภาพอากาศที่แปรปรวน และความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไป ความร่วมมือวิจัยครั้งนี้จึงมุ่งสร้างข้อมูลและองค์ความรู้ด้านการปรับปรุงพันธุ์ที่เหมาะกับสภาพการผลิตจริง เพื่อเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงพันธุ์สัตว์น้ำที่ให้ผลผลิตดีและมีลักษณะตรงตามความต้องการของตลาด


“การนำความรู้ด้านพันธุกรรมมาผสานกับประสบการณ์จากภาคการผลิตและการตลาด จะช่วยกำหนดแนวทางพัฒนาพันธุ์สัตว์น้ำให้ตอบโจทย์การเลี้ยงจริง ผลการวิจัยยังอาจนำไปต่อยอดระบบและเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว” ผศ.ดร.สุริยัน กล่าว

นายพงษ์ วิเศษไพฑูรย์ รองประธานธุรกิจสัตว์น้ำ ซีพีเอฟ กล่าวว่า “ซีพีเอฟให้ความสำคัญการพัฒนาพันธุ์สัตว์น้ำที่มีคุณภาพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรมีพันธุ์สัตว์น้ำที่ให้ผลการผลิตที่ดีและสม่ำเสมอ ทั้งด้านการเติบโตและอัตรารอด มีต้นทุนการเลี้ยงที่เหมาะสม บริษัทนำความรู้ด้านการผลิตและการตลาดร่วมกับผู้เชี่ยวชาญของคณะประมงซึ่งมีเชี่ยวชาญด้านการปรับปรุงพันธุ์สัตว์น้ำ เพื่อให้ได้พันธุกรรมปลาเศรษฐกิจที่ตอบโจทย์ทั้งเกษตรกร และผู้บริโภค”

การเพิ่มประสิทธิภาพโครงการปรับปรุงพันธุกรรมปลาเพื่อรวบรวมข้อมูลและประเมินแนวทางปรับปรุงพันธุกรรมปลาเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย ทั้งด้านการเติบโต อัตรารอด และลักษณะที่ตลาดต้องการ ผลการศึกษาจะใช้ประกอบการพัฒนาสายพันธุ์และแนวทางการเพาะเลี้ยง ทดสอบในสภาพการเลี้ยงจริงเพื่อประเมินผลต่อผลผลิตและต้นทุนของเกษตรกรต่อไป.

‘ปลาหมอคางดำ’ แค่กระพี้! ส่องวิกฤต 3,500 เอเลี่ยนสปีชีส์ยึดไทย

0

ประเทศไทยกำลังพูดกันในวงกว้างเรื่อง “ปลาหมอคางดำ” แต่สิ่งที่สังคมไม่ควรมองข้ามคือ ปลาชนิดนี้เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างของปัญหาที่ใหญ่กว่ามากก็คือ วิกฤตชนิดพันธุ์ต่างถิ่น (Alien Species) ของประเทศไทย

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ระบุว่า ประเทศไทยมีชนิดพันธุ์ต่างถิ่นไม่น้อยกว่า 3,500 ชนิด และในจำนวนนี้มี 323 ชนิดที่มีศักยภาพรุกราน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ

แต่ต้องเข้าใจให้ถูกต้องก่อนว่า Alien Species ไม่ได้หมายความว่า Invasive Alien Species ทุกชนิด

“ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น” คือสิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในพื้นที่นั้นและถูกนำเข้ามาไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ขณะที่ “ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน” คือส่วนหนึ่งของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่สามารถตั้งถิ่นฐาน แพร่กระจาย และก่อผลกระทบในทางลบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศ เศรษฐกิจ หรือสุขภาพของมนุษย์

IPBES ประเมินว่า ทั่วโลกมีชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มีการบันทึกแล้วมากกว่า 37,000 ชนิด และมากกว่า 3,500 ชนิดเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานที่สร้างผลกระทบ ขณะที่ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานเป็นหนึ่งในห้าปัจจัยขับเคลื่อนโดยตรงที่สำคัญของการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ

ที่สำคัญ IPBES ระบุว่า ไม่ใช่ Alien Species ทุกชนิดจะกลายเป็น Invasive Species ดังนั้นการบริหารจัดการที่ถูกต้องจึงไม่ใช่การ “กำจัดสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นทุกชนิด” แต่ต้องเป็นระบบ เฝ้าระวัง ประเมินความเสี่ยง ป้องกัน ควบคุม กำจัด หรือจำกัดการแพร่กระจายตามระดับความเสี่ยง

ประเทศไทยมีตัวอย่างมากมายที่อยู่กับเรามานานหลายสิบปี ในน้ำมี ปลาซัคเกอร์หรือปลากดเกราะ ซึ่งมีรายงานการนำเข้ามาในไทยตั้งแต่หลายทศวรรษก่อน และปัจจุบันแพร่กระจายในแหล่งน้ำหลายพื้นที่ งานวิจัยพบว่าพฤติกรรมการหากินบริเวณพื้นท้องน้ำอาจกระทบต่อไข่ปลาพื้นเมืองและโครงสร้างระบบนิเวศ สผ. เองก็ระบุว่าปลาซัคเกอร์แพร่กระจายในแหล่งน้ำทั่วประเทศและอาจกินไข่ปลาท้องถิ่น รวมทั้งแข่งขันกับสิ่งมีชีวิตพื้นเมือง

หอยเชอรี่ ก็เป็นอีกตัวอย่างที่อยู่กับสังคมไทยมาหลายทศวรรษ งานศึกษาพบการแพร่กระจายครอบคลุมทุกภูมิภาค และมีผลกระทบต่อพื้นที่เกษตร โดยเฉพาะนาข้าว

บนบก เราพบ ไมยราบยักษ์ สาบเสือ ผกากรอง กระถิน และพืชต่างถิ่นรุกรานอีกจำนวนมาก ขณะที่ในแหล่งน้ำมี ผักตบชวา จอกหูหนูยักษ์ และวัชพืชน้ำอื่น ๆ ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น และบางชนิดอยู่กับประเทศไทยมานานหลายสิบปีแล้ว
ดร.สรณัฐ ศิริสวย อาจารย์ประจำคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า “ปัญหาชนิดพันธุ์ต่างถิ่นของไทยมีขนาดใหญ่กว่าปลาหมอคางดำมาก ปลาหมอคางดำเป็นเพียงหนึ่งกรณีในปัญหาที่ต้องบริหารจัดการทั้งระบบ”

กรณีปลาหมอคางดำควรรับฟังและพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะปลาชนิดนี้แตกต่างตรงที่มีเส้นทางการนำเข้าที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ในระดับหนึ่ง จึงเกิดคำถามเรื่องผู้รับผิดชอบและการชดใช้ความเสียหายอย่างกว้างขวาง แต่ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นจำนวนมากในอดีตเข้ามาผ่านการค้าสัตว์สวยงาม การปล่อยสัตว์ การขนส่ง หรือการลักลอบนำเข้า ทำให้วันนี้เราอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ใครคือผู้ก่อให้เกิดต้นทางของปัญหา

ดังนั้น อย่าปล่อยให้การถกเถียงเรื่อง “จะเรียกค่าเสียหายจากใคร” กลบคำถามที่สำคัญกว่า ที่ว่าประเทศไทยจะป้องกันไม่ให้ปัญหาแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกได้อย่างไร

คำตอบมีอยู่แล้วในหลักวิทยาศาสตร์ของ IPBES ระบุว่า ต้องป้องกันก่อนเกิดปัญหา ตรวจจับให้เร็ว และตอบสนองให้เร็ว เพราะการป้องกันการนำเข้าและการตั้งถิ่นฐานเป็นมาตรการที่คุ้มค่าที่สุด เมื่อชนิดพันธุ์รุกรานตั้งหลักและแพร่กระจายไปแล้ว การกำจัดให้หมดอาจทำได้ยากหรือเป็นไปไม่ได้

.​…บทเรียนราคาแพงจาก “ปลาหมอคางดำ” ในวันนี้ มันไม่ใช่แค่คดีตื่นตระหนกรายวัน ที่พอผ่านไปสองสามเดือนแล้วเรื่องก็เงียบหายไปกับสายน้ำ!
​และมันไม่ใช่แค่การชวนกันจับปลามาแปรรูปเป็นต้ม ยำ ทำ ปลาร้า เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ
​เพราะในทางวิทยาศาสตร์ระดับสากล IPBES เขายืนยันชัดเจนว่า “เมื่อสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นรุกรานมันตั้งถิ่นฐานได้แล้วการไล่กำจัดให้หมดสิ้น… แทบจะเป็นไปไม่ได้!”

​ต้นทุนที่สังคมต้องจ่ายในการตามเช็ดตามล้างวันนี้ มันสูงกว่าต้นทุนในการกักกันและป้องกันตั้งแต่แรกหลายเท่าตัว!

ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องมีระบบประเมินความเสี่ยงก่อนนำเข้า ระบบตรวจสอบเส้นทางการค้าและการขนส่ง ฐานข้อมูลระดับชาติ การเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง การตรวจจับตั้งแต่ระยะแรก และมาตรการตอบสนองที่รวดเร็ว รวมถึงกฎระเบียบที่ชัดเจนและบทลงโทษที่เหมาะสม

อย่าปล่อยให้ปลาหมอคางดำเป็นแค่ “ข่าวกระแส” แต่จงใช้เป็น “จุดเปลี่ยน” ครั้งใหญ่ของประเทศ!​ เพราะถ้ายังทำงานแบบตามแก้รายเคส… อีกไม่นาน เอเลี่ยนสปีชีส์อีกกว่า 3,500 ชนิดที่ซุ่มรออยู่ จะกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ที่ถล่มระบบนิเวศและปากท้องของคนไทยจนยากจะฟื้นฟู!

เมืองไทยประกันชีวิต จับมือ โนวาร์ตีส ยกระดับองค์ความรู้เสริมแกร่งตัวแทนประกันชีวิตจัดสัมมนา “Know the Now รู้รอบ นอกกรอบประกัน” ดูแลสุขภาพหัวใจ และ LDL-C ไขมันร้าย

0

เมืองไทยประกันชีวิต จับมือ โนวาร์ตีส เดินหน้าส่งเสริมองค์ความรู้ด้านสุขภาพแก่ตัวแทนประกันชีวิต ผ่านเวที “Know the Now รู้รอบ นอกกรอบประกัน” ชูประเด็นการดูแลสุขภาพหัวใจและการจัดการ LDL-C เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านสุขภาพสู่การดูแลลูกค้าและการวางแผนความคุ้มครองอย่างรอบด้าน

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เดินหน้ายกระดับศักยภาพตัวแทนประกันชีวิตสู่การเป็นที่ปรึกษาการเงินและสุขภาพมืออาชีพ ที่คอยอยู่เคียงข้างดูแลในทุกช่วงของชีวิต ล่าสุดจับมือ บริษัท โนวาร์ตีส (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทชั้นนำด้านเวชภัณฑ์ จัดงานสัมมนา “Know the Now รู้รอบ นอกกรอบประกัน” ในหัวข้อ “ปิดสวิตช์ LDL-C ไขมันร้าย หยุดวิกฤตโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ” ชี้ภัยเงียบอันดับต้น ๆ ของคนไทย พร้อมเจาะลึกมิติค่ารักษาพยาบาลและการวางแผนด้านประกันสุขภาพที่ครอบคลุม โดยมี นายศรายุธ ทินกร ณ อยุธยา รองกรรมการผู้จัดการ กล่าวเปิดงาน และ นพ.วุฒิวงศ์ สมบุญเรืองศรี รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ร่วมให้การต้อนรับ พร้อมด้วย ดร. อรชร อิงคานุวัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท โนวาร์ตีส (ประเทศไทย) จำกัด และ นพ.นิทัศน์ วิศวชัยพันธ์ อายุรแพทย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ร่วมในกิจกรรม งานจัดขึ้น ณ หอประชุมเมืองไทยประกันชีวิต สำนักงานใหญ่

โดยการสัมมนา “Know the Now รู้รอบ นอกกรอบประกัน”ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นศูนย์รวมองค์ความรู้ใหม่ ๆ ในทุกมิติ โดยไม่จำกัดอยู่เพียงแค่เรื่องผลิตภัณฑ์ประกันภัย ซึ่งการถ่ายทอดความรู้ในครั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่ภัยเงียบของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ซึ่งมักสะสมตัวโดยไม่แสดงอาการ โดยได้รับเกียรติจาก นพ.นิทัศน์ วิศวชัยพันธ์ อายุรแพทย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ มาร่วมถ่ายทอดความรู้เรื่องไขมันตัวร้าย (LDL-C) การอ่านผลตรวจเลือดเบื้องต้น และเวิร์กช็อปประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจ เพื่อให้ตัวแทนนำไปประยุกต์ใช้ในการให้คำแนะนำลูกค้าได้อย่างเหมาะสม พร้อมเน้นย้ำว่าเป้าหมายของระดับไขมัน LDL-C ของแต่ละคนจะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับความเสี่ยง ถ้าเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจแล้วต้องควบคุมให้ต่ำกว่า 55mg/dL ปัจจุบันมีทางเลือกในการรักษาเพื่อควบคุมค่า LDL-C โดยสามารถปรึกษาแพทย์เพิ่มเติมได้

ภายในงานยังมีการให้ความรู้ด้านการวางแผนค่าใช้จ่ายเมื่อเจ็บป่วย รวมถึงการอัปเดตสิทธิประโยชน์การบริการทางการแพทย์ไร้รอยต่อผ่านโครงการ MTL Smile Hospital Network และการเจาะลึกผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในยุคปัจจุบัน โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากเมืองไทยประกันชีวิตที่อัดแน่นไปด้วยเนื้อหาสาระที่มีคุณภาพอย่างเต็มอิ่ม

สำหรับความร่วมมือระหว่าง เมืองไทยประกันชีวิต และ โนวาร์ตีส ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการสร้างความตระหนักรู้ด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันเท่านั้น แต่ยังถือเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของเมืองไทยประกันชีวิต ในการยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืนให้กับสังคมไทย ผ่านบทบาทของตัวแทนประกันชีวิตยุคใหม่ที่เป็นมากกว่าผู้ขายประกัน

ปมส่งออกปลาหมอคางดำยังแคลงใจ เครือข่ายเสียงจากป่า เดินหน้ายื่น ป.ป.ช. ฟ้องรัฐอีกระลอก

0

ประเด็นปลาหมอคางดำกำลังขยับไปสู่การตรวจสอบบทบาทของภาครัฐอย่างเข้มข้นขึ้น หลังภาคประชาสังคมเดินหน้าตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผ่านทั้งศาลปกครองและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ก่อนหน้านี้ ดร.ชัยภัฏ จันทร์วิไล ประธานเครือข่ายเสียงจากป่า ยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง ขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของกรมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำกับดูแลการนำเข้า–ส่งออกสัตว์น้ำต่างถิ่น โดยเฉพาะข้อมูลช่วงปี 2556–2559 ที่พบรายการส่งออกซึ่งระบุชื่อวิทยาศาสตร์ Sarotherodon melanotheron รวมกว่า 320,000 ตัว จากบริษัทปลาสวยงาม 11 แห่ง จำนวน 222 ครั้ง

ดร.ชัยภัฏ ถามถึงระบบกำกับดูแลของรัฐว่า เหตุใดการส่งออกสัตว์น้ำต่างถิ่นที่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบ จึงปรากฏข้อมูลการส่งออกปลาชนิดดังกล่าวเป็นจำนวนมากและต่อเนื่องในช่วงหลายปี แต่หน่วยงานรัฐชี้แจงข้ออ้างว่าเป็น “ความเข้าใจคลาดเคลื่อนของผู้ส่งออก” โดยตั้งข้อสังเกตว่าการส่งออกสัตว์น้ำต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและถูกส่งไปยังกว่า 10 ประเทศ เหตุใดการระบุชนิดปลาคลาดเคลื่อน จึงเกิดขึ้นซ้ำมากกว่า 200 ครั้ง ตลอดช่วงเวลา 4 ปี

ล่าสุด ดร.ชัยภัฏ โพสต์ Facebook เพจเสียงจากป่า ยื่นเรื่องถึง “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ” หรือ ปปช. ฟ้องหน่วยงานราชการเกี่ยวกับการปล่อยปละ ละเลย การนำเข้า ส่งออก สัตว์น้ำต่างถิ่น (เอเลี่ยนสปีชี่ส์) จนเกิดการระบาดไปทั่ว ปล่อยให้มีการนำเข้าและซื้อขายกันอย่างโจ่งแจ้ง อย่างที่สำคัญ มีการออกเอกสาร ที่อาจจะเป็นการปกป้องผู้ส่งออกเอเลี่ยนส์สปีชี่ที่ไม่มีที่ไปที่มาจำนวนมหาศาล

การดำเนินการฟ้องทั้งศาลปกครอง และป.ป.ช. นี้ สะท้อนให้เห็นความคลางแคลงใจของภาคประชาสังคมต่อการปฏิบัติหน้าที่ และกลไกกำกับดูแลของรัฐ โดยเฉพาะข้อสงสัยว่ารัฐปล่อยให้มีการนำเข้า ครอบครอง ซื้อขาย และส่งออกสัตว์น้ำต่างถิ่นได้อย่างไร รวมถึงมีระบบตรวจสอบที่สามารถติดตามแหล่งที่มาและเส้นทางการเคลื่อนย้ายหรือไม่