Home Blog Page 2

เปิดด่านพิสูจน์! คดีปลาหมอคางดำ ศาลเปิด Class Action แต่ใครทำระบาด? ต้องงัดหลักฐานโจทก์-จำเลยสู้กัน!

0

หลังศาลอุทธรณ์ไฟเขียวให้คดี “ปลาหมอคางดำ” ดำเนินคดีแบบ Class Action (การฟ้องคดีแพ่งแบบกลุ่ม) นี่เป็นเพียง “ตั๋วผ่านประตู” นำหลักฐานเข้าสู่การพิจารณา ไม่ใช่คำพิพากษาชี้ขาดว่าใครคือตัวการหรือต้องจ่ายค่าเสียหายพันล้าน!

นับจากนี้ คำถามที่ว่า “ปลามาจากไหน?” จะถูกยกระดับเป็น “โจทย์ทางวิทยาศาสตร์และข้อกฎหมาย” ที่ทั้งโจทก์และจำเลยต้องหักล้างกันด้วยหลักฐานที่รัดกุม โดย “ห่วงโซ่ต้องไม่ขาดแม้แต่มักเดียว” ผ่าน 7 ประเด็น:

  1. ปลาที่พบคือประชากรเดียวกันหรือไม่? ต้องพิสูจน์ว่าเป็นชนิดเดียวกันและตรวจสอบพันธุกรรมอย่างแม่นยำ ผ่านตัวอย่างปลา วิธีเก็บ พิกัด วันเวลา ผู้เก็บรักษา ห้องปฏิบัติการ และ chain of custody แต่การพบว่าเป็นปลาหมอคางดำ ยังไม่เท่ากับพิสูจน์ว่ามาจากแหล่งใด
  2. แหล่งต้นทางอยู่ที่ไหน? ต้องนำตัวอย่างจากแหล่งต้องสงสัย (สถานที่เลี้ยง แหล่งน้ำ ประเทศต้นทาง) มาเปรียบเทียบ กรณีนำเข้า ต้องมีใบอนุญาต เอกสารจำนวน/รุ่นปลา สถานที่ทดลอง บันทึกการเลี้ยง การทำลาย/เคลื่อนย้าย และเอกสารราชการ ทั้งนี้ กรมประมงยืนยันว่ามีการอนุญาตนำเข้าเพื่อการวิจัย และมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงย้อนหลังทุกรายการ
  3. ปลาออกจากต้นทางเข้าสู่ธรรมชาติได้อย่างไร? ต้องพิสูจน์ “สะพาน” เชื่อมสู่ระบบนิเวศ เช่น ระบบน้ำ น้ำท่วม การขนย้ายโดยมนุษย์ หรือเหตุการณ์หลุดรอดที่มีหลักฐาน ซึ่งการเคยมีหรือเลี้ยงปลา ไม่ได้พิสูจน์ในตัวเองว่าปลาเข้าสู่ธรรมชาติ
  4. ลำดับเวลาสอดคล้องกันหรือไม่? ต้องสร้าง Timeline ตั้งแต่นำเข้า เลี้ยง ยุติการทดลอง จัดการตัวอย่าง วันที่พบในธรรมชาติ และการขยายพื้นที่ หลักฐานพันธุกรรมที่ดูสอดคล้อง แต่ไม่สอดคล้องกับเวลา อาจอธิบายไม่ได้ทั้งหมด
  5. เกี่ยวข้องหรือเป็นสาเหตุ? หัวใจของคดีคือ โจทก์ต้องพิสูจน์มากกว่า “เคยนำเข้า” แล้ว “ต่อมาพบระบาด” แต่ต้องเชื่อมให้เห็นว่าเป็นสาเหตุให้เกิดการระบาดที่เรียกร้องความรับผิด ส่วนจำเลยต้องโต้แย้งทุกจุดของห่วงโซ่เหตุ-ผลด้วยหลักฐาน
  6. มีต้นทางหรือเส้นทางอื่นหรือไม่? โจทก์ต้องตอบว่าทำไมหลักฐานสอดคล้องกับสมมติฐานตน ส่วนจำเลยสามารถเสนอหลักฐานต้นทาง/เส้นทาง/เหตุการณ์อื่น เช่น การตรวจสอบต้นทางการส่งออกปลาหมอคางดำของ 11 บริษัท
  7. การที่ “ปลาเคยนำเข้า” ต้องตรวจสอบละเอียดตั้งแต่เอกสาร ตัวปลา จำนวน สถานที่ การควบคุม ทดลอง ทำลาย และจัดเก็บตัวอย่าง แต่ในทางคดีต้องแยกให้ออกระหว่าง “เคยนำเข้า” กับ “ปลาที่ระบาดปัจจุบันมีต้นทางจากปลาที่นำเข้านั้น” เพราะน้ำหนักต่างกันมาก

หลักฐานทั้งสองฝ่ายต้องต่อกันเป็นห่วงโซ่เดียว:

  • เกษตรกร/ผู้เสียหาย: ควรเก็บหลักฐานพื้นที่ วันเวลา จำนวนปลา ความเสียหาย ภาพถ่าย พิกัด การจับปลา ใบรับซื้อ บัญชีต้นทุน–รายได้ และพยานบุคคล (กรมประมงมีแนวทางให้แจ้งแหล่งน้ำและเครื่องมือจับเพื่อทำฐานข้อมูล)
  • จำเลย: ควรรวบรวมเอกสารต้นฉบับการนำเข้า ทดลอง ควบคุมปลา ตรวจสอบสถานที่ และหลักฐานวิทยาศาสตร์ที่ทดสอบสมมติฐานเรื่องต้นทาง/เส้นทางอื่นได้

คดีนี้ไม่ควรตัดสินแค่ “ใครเคยนำปลาเข้าประเทศ?” แต่ต้องตอบให้ได้ว่า ปลาคืออะไร, ต้นกำเนิดจากประชากรใด, เข้าสู่ธรรมชาติอย่างไร, เกิดขึ้นเมื่อใด, เส้นทางนั้นทำระบาดได้จริงหรือไม่ และมีคำอธิบายอื่นหรือไม่

การสู้คดีไม่ใช่เรื่องความรู้สึก แต่คือการ ‘หักล้างกันด้วยข้อเท็จจริง’ เกษตรกรต้องเก็บบัญชีและภาพถ่าย จำเลยต้องกางเอกสารและงานวิจัย ส่วนศาลจะมองที่ ‘ห่วงโซ่หลักฐาน’ ว่าไร้ข้อสงสัยหรือไม่… เวลาและพยานหลักฐานบนชั้นศาลเท่านั้นจะเป็นผู้ให้คำตอบ!

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ผนึก ก.ล.ต. เปิดตัวหลักสูตร CTD ภายใต้มาตรฐานความรู้กรรมการไทย เพื่อยกระดับกรรมการสู่มืออาชีพ

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดทำหลักสูตรอบรมกรรมการ Certified Thai Director Program (CTD) ที่พัฒนาขึ้นภายใต้มาตรฐานความรู้กรรมการไทย (Thai Director Standard: TDS) โดยการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งครอบคลุม 6 องค์ความรู้ที่จำเป็นสำหรับกรรมการไทย โดยหลักสูตร CTD รุ่นแรกคาดว่าจะเปิดอบรมได้ภายในสิ้นปี 2569 ทั้งนี้ มาตรฐานและหลักสูตรดังกล่าวนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับกรรมการไทยสู่ความเป็นมืออาชีพ ขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างโปร่งใสตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ถือหุ้น ผู้ลงทุน ตลอดจนตลาดทุนไทย

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เปิดตัวหลักสูตร CTD ที่จัดทำขึ้นภายใต้มาตรฐาน TDS ในงานสัมมนา Professional Board Forum 2026: ยกระดับสู่กรรมการมืออาชีพ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 ซึ่งมีกรรมการบริษัทจดทะเบียนเข้าร่วมกว่า 300 ราย ภายในงานเปิดเวทีให้ผู้บริหารระดับสูงและผู้ทรงคุณวุฒิจากตลาดหลักทรัพย์ฯ สำนักงาน ก.ล.ต. และองค์กรชั้นนำ ร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์และแลกเปลี่ยนมุมมองต่อความหมายของการเป็นกรรมการมืออาชีพ (Professional Board) บทบาทที่ตลาดทุนคาดหวังจากกรรมการ และแนวทางการพัฒนาศักยภาพกรรมการไทยในบริบทธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า กรรมการคือ “ผู้นำทางความคิด” เป็นผู้กำหนดทิศทางองค์กรในระยะยาวและเป็นมันสมองขององค์กรในการทำหน้าที่ Professional Board จึงต้องมีรากฐานสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ Mindset กรอบความคิดที่เปิดกว้างและมองการณ์ไกล Knowledge ความรู้ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรฐาน และ Ethics จริยธรรมที่ยึดมั่นในความถูกต้อง หรือ 3 ม. มองไกล มองชัด และมองถูกต้อง รากฐานทั้ง 3 ด้านนี้จะนำไปสู่การพัฒนาทักษะและการปฏิบัติหน้าที่อย่างมืออาชีพ สร้าง CG in Substance ให้เกิดขึ้นจริงในองค์กร และได้รับความไว้วางใจจากผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียในระยะยาว

ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล

ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า Professional Board ในโลกวันนี้ไม่ได้หมายถึงคณะกรรมการที่รู้ทุกเรื่อง แต่คือคณะกรรมการที่รู้ว่าควรถามอะไร เรื่องใดควรให้ความสำคัญ เมื่อใดควรแสวงหาความรู้เพิ่มเติม และกล้าใช้วิจารณญาณในการทำสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อประโยชน์ของบริษัทและผู้ถือหุ้นในระยะยาว

อัสสเดช คงสิริ

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า หนึ่งในรากฐานสำคัญของความเชื่อมั่นคือการกำกับดูแลกิจการที่เข้มแข็ง ซึ่งเริ่มจากกรรมการที่มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมืออาชีพ และกำหนดความคาดหวังของตลาดทุนต่อบทบาทหน้าที่ของกรรมการให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงพัฒนาหลักสูตร CTD ขึ้นเพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว พร้อมกันนี้ ได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อกำหนดมาตรฐานความรู้ โครงสร้างหลักสูตร คุณสมบัติสถาบันฝึกอบรม และกระบวนการเรียนรู้ ให้มีคุณภาพอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำว่า “ความเชื่อมั่นคือทุนสำคัญที่สุดของตลาดทุน” สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities”

มาตรฐาน TDS ครอบคลุมพื้นฐาน 6 องค์ความรู้ ได้แก่ บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง บัญชีและการเงิน ความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ ความยั่งยืน และการรายงานและการเปิดเผยข้อมูล โดยในส่วนของหลักสูตร CTD มีเนื้อหาครบถ้วนตามมาตรฐาน TDS และออกแบบการเรียนในรูปแบบผสมผสาน (Blended Learning) ผ่าน E-learning ที่จัดทำโดยตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นเวลา 6 ชั่วโมง ก่อนต่อยอดสู่ Workshop 3 วันกับสถาบันฝึกอบรมที่ได้รับการรับรองจากตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อประยุกต์ใช้ความรู้ผ่านการฝึกปฏิบัติและกรณีศึกษา ปัจจุบันมีสถาบันที่แสดงความจำนงในการนำหลักสูตร CTD ไปเปิดอบรมแล้วจำนวน 3 ราย ได้แก่ มูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย และบริษัท เซ็ท เอสอี จำกัด ทั้งนี้ คาดว่าจะเปิดอบรมหลักสูตร CTD รุ่นแรกได้ภายในสิ้นปี 2569

ผู้ที่สนใจรายละเอียดหลักสูตร CTD หรือกิจกรรมเพื่อการพัฒนากรรมการบริษัท สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ www.set.or.th/ctd หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ [email protected] | โทร. 02 009 9874 และ [email protected] | โทร. 02 009 9876

ตั้งวงเล่า ชาวลงทุน ครั้งที่ 3

0

ชีวิตคนเราไม่มีสูตรสำเร็จ เช่นเดียวกันกับการลงทุนก็ไม่มีสูตรตายตัวว่าต้องลงทุนอะไรแล้วจะรวย “คุณนายพารวย” มีโอกาสฟังงานเสวนาดีๆ SET Zooom in Live “ตั้งวงเล่า ชาวลงทุน ครั้งที่ 3” จัดขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยขนทัพ 11 นักลงทุนจากหลายวงการหลายช่วงวัย มาเปิดพอร์ตเล่าประสบการณ์จริงเรื่องรายได้ การลงทุน และการวางแผนชีวิต

ข้อคิดสำคัญจากงานครั้งนี้ คือ ไม่มีสูตรลงทุนสำเร็จรูปที่ใช้ได้กับทุกคน งานช่วงเช้าเป็นการรวมตัวของอดีตนักวิเคราะห์ที่มาถ่ายทอดบทเรียน สิ่งที่น่าสนใจที่แนะนำตรงกันคือ เมื่อถึงวัยเกษียณ หรือเวลาต้องดูแลเงินตัวเอง “การบริหารความเสี่ยง” เป็นเรื่องสำคัญ โดย จรูญพันธ์ วัฒนวงศ์ จากเพจ “น้าแดง x นักลงทุน” ให้สติว่าเกษียณแล้วห้ามแพ้ ไม่ชนะไม่เป็นไร แต่ห้ามแพ้ พอร์ตหลังเกษียณจึงเน้นปิดความเสี่ยงล่วงหน้า เน้นหุ้นปันผลเป็นหลัก

ขณะที่อดีตนักวิเคราะห์ ถนอมศักดิ์ สหรัตน์ชัย เน้นความปลอดภัย ใส่เงินเกือบ 50% ไว้ในตราสารหนี้ อีก 30% ในหุ้นใหญ่ปันผลดี เหลือไว้เก็งกำไรเพียง 20% ส่วน มยุรี โชวิกรานต์ CFP® รอง ผอ.สมาคมนักวางแผนการเงินไทย เตือนว่า ต้องไม่ลืมป้องกันความเสี่ยงด้วยการซื้อประกันชีวิตและประกันสุขภาพให้เรียบร้อยก่อนลงทุน

บนเวทีช่วงบ่ายชวนทอล์กกันเรื่อง “สร้างรายได้จากงานสร้างโอกาสจากการลงทุน” จากกูรูต่างวัยหลายอาชีพ เริ่มด้วย นิลสุวรรณ ลีลารัศมี รองประธานสภาอุตสาหกรรมฯ แนะให้ใช้สถิติและเครื่องมือทางเทคนิคมาจับจังหวะตลาด พร้อมเทคนิคการซื้อหุ้น IPO ว่าอย่าเพิ่งรีบซื้อวันแรก ให้ใจเย็นๆ รอราคาปรับลงมาสัก 1-2 สัปดาห์ หรือ 1-2 เดือน แล้วค่อยเริ่มสะสมเพื่อถือยาว 10-20 ปี รศ.นพ.ทวีศักดิ์ ทองทวี จากเพจหมอส่องกล้อง เล่าประสบการณ์เจ็บจากการเก็งกำไร จนหันมาศึกษาวัฏจักรธุรกิจและคัดเฉพาะหุ้นผู้นำอันดับ 1 ของอุตสาหกรรมที่มีปันผลมากกว่า 5% เข้าซื้อช่วงวิกฤติหรือขาลง ถือรอ 3-5 ปี พอผลดำเนินงานฟื้นตัวค่อยขายล็อกกำไร ได้ทั้งปันผลและส่วนต่างราคาตามกลยุทธ์ปันผลสองเด้ง

ด้าน ผู้พันหนู ทฤฒมน ชี้กิ่ง เจ้าของเพจข้าราชการลงทุน ย้ำว่า ห้ามกู้เงินมาลงทุนเด็ดขาด และความมั่นคงทางการเงินต้องลงมือสร้างเอง แนะหารายได้เสริมนอกเวลางานลงทุนแบบระมัดระวังผ่าน Index Fund / SET50 / SET100 หรือเลือกหุ้นดี 3-5 ตัวจากดัชนี บุญชู จูระมงคล กรรมการสมาคมนักลงทุนประเทศไทย ชวนคนทำงานประจำแบ่งเงินไปลงทุน

ในกองทุนดัชนีโลก เพื่อเติบโตไปกับเศรษฐกิจโลก ให้หัดใช้ AI สรุปข่าวและวิเคราะห์งบการเงิน ส่วน เศรษฐวิชญ์ อัครเดชานันท์ และธนรัชต์ เจนธัญญารักษ์ ผู้ร่วมตั้งเพจ “หุ้นชิวชิว” ยึดพลังของหลักการทบต้น เน้นเรื่องเวลาและการเริ่มเลือกธุรกิจที่มีโอกาสเติบโต 3-5 ปีข้างหน้า!!

โดยผู้สนใจดูย้อนหลังงาน SET Zooom in Live ตั้งวงเล่า ชาวลงทุน ครั้งที่ 3 แบบเต็มๆ ได้ทาง SET Zooom in บน YouTube : https://www.youtube.com/live/onTi08mJV1M?si=HqwvNdSavGe9xd0t และ Facebook : https://www.facebook.com/share/v/1DBcoMtJc8/

ปิดท้าย “คุณนายพารวย” ฝากตอบแบบสอบถามสำรวจความคิดเห็นเพื่อนำข้อมูลไปพัฒนาเนื้อหาคอลัมน์ “รู้เก็บรู้ออมฯ” ให้ตอบโจทย์ความต้องการคุณผู้อ่านได้ดียิ่งขึ้น สแกน QR Code ด้านล่างนี้ได้เลย ขอขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ.

“อยู่เคียงข้างทุกวิกฤต” ซีพี-ซีพีเอฟ ส่งอาหารจากใจ สู้ภัยน้ำท่วม เติมพลังใจคนกรุงเทพ

0

ท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมที่ยังคงสร้างความเดือดร้อนให้กับหลายพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร บางครอบครัวต้องติดอยู่ในบ้าน บางคนต้องอพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว ขณะที่อีกหลายชีวิตกำลังเผชิญคืนอันยาวนานท่ามกลางความไม่แน่นอน

ในวันที่น้ำยังไม่ลด สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยหายไป คือ “น้ำใจ”

ภายใต้โครงการ “ซีพี-ซีพีเอฟ ส่งอาหารจากใจ สู้ภัยน้ำท่วม” กลุ่มซีพีและซีพีเอฟ ร่วมร้อยเรียงความดีส่งต่อความห่วงใยผ่านมื้ออาหาร เพื่อเป็นกำลังใจให้พี่น้องผู้ประสบภัยได้รับอาหารที่เพียงพอ และรู้ว่าพวกเขาไม่ได้ต่อสู้อยู่เพียงลำพัง

ทันทีที่น้ำท่วมและประชาชนได้รับความเดือดร้อน ซีพีเอฟ ได้นำวัตถุดิบอาหารสดทั้งเนื้อไก่ 200 กิโลกรัม และไข่ไก่อีก 6,000 ฟอง ส่งตรงถึง “โรงครัวจิตอาสากระทรวงวัฒนธรรม” ที่เร่งปรุงอาหารพร้อมรับประทาน และจัดเตรียมสิ่งของจำเป็นสำหรับประชาชนที่ยังติดค้างอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม ไม่สามารถเดินทางออกมาได้ อาหารที่กำลังปรุงจากวัตถุดิบสดของซีพีเอฟ กลายเป็นความหวังที่ถูกบรรจุลงในกล่องอาหารหลายพันกล่อง เพื่อส่งต่อไปยังผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ

ไม่เพียงเท่านั้น ความช่วยเหลือยังถูกส่งต่อไปยังโรงครัวใหญ่ลาดกระบัง ของกระทรวงมหาดไทย ที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวหอประชุมเจ้าพระยาสุรวงศ์วัยวัฒน์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ซึ่งกำลังเร่งประกอบอาหารให้ชาวบ้านย่านร่มเกล้า และตามศูนย์พักพิงชั่วคราวของผู้ประสบภัย

ขณะเดียวกัน ไข่ไก่สด CP จำนวน 5,000 ฟอง ได้ถูกส่งมอบแก่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อส่งต่อแก่สถานสงเคราะห์เด็กราชวิถี เพื่อนำไปทำอาหารร้อนๆให้เด็กๆในสถานสงเคราะห์ได้อิ่มท้อง

สำหรับหลายคน อาหารหนึ่งกล่องอาจเป็นเพียงมื้อหนึ่งของวัน แต่สำหรับผู้ที่ต้องเผชิญวิกฤต มันอาจหมายถึงกำลังใจที่ช่วยให้ผ่านพ้นวันอันยากลำบากไปได้อีกหนึ่งวัน

ด้วยความห่วงใยต่อผู้ประสบภัย ซีพีเอฟยังสนับสนุนกรมปศุสัตว์ส่งมอบไข่ต้ม CP จำนวน 2,500 แพ็ก (รวม 5,000 ฟอง) เพื่อส่งต่อไปยังเทศบาลนครรังสิต เป็นการกระจายถึงมือผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่ต่างๆ อย่างทั่วถึง

อีกด้านหนึ่ง ความช่วยเหลือยังถูกส่งผ่านเครือข่ายอาสาสมัครและภาคประชาชน โดยซีพีเอฟสนับสนุนไข่ไก่ 6,300 ฟอง และเนื้อไก่ 240 กิโลกรัม ให้แก่ มูลนิธิ “เพจอีจัน” สำหรับจัดทำข้าวกล่องวันละกว่า 2,000 กล่อง ส่งไปยังศูนย์พักพิงต่างๆ ทั้งในโรงเรียน และตามชุมชน

และในซอยรามคำแหง 53 ที่ยังมีประชาชนยังได้รับผลกระทบ จิตอาสาซีพีเอฟและห้าดาวได้ลงพื้นที่แจกน้ำดื่ม พร้อมเปิดบริการอาหารตลอด 24 ชั่วโมง ให้ผู้คนที่เหนื่อยล้าจากการต่อสู้กับน้ำท่วมได้มีที่แวะพัก เติมพลัง และรับกำลังใจกลับไป

เพราะเมื่อภัยพิบัติมาถึง สิ่งที่ผู้คนต้องการมากกว่าอาหาร คือความรู้สึกว่า “ยังมีคนห่วงใย” ซีพีเอฟยังคงเดินหน้าบริหารการผลิตและกระจายสินค้าอาหารอย่างต่อเนื่อง พร้อมประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อให้อาหารจำเป็นเข้าถึงประชาชนได้อย่างไม่สะดุด

แม้สายฝนจะสร้างความเสียหายและความไม่แน่นอน แต่พลังของการแบ่งปันยังคงไหลเวียนไม่หยุด เช่นเดียวกับหัวใจของชาวซีพีและซีพีเอฟที่พร้อมยืนหยัดเคียงข้างคนไทยในทุกวิกฤต

เพราะไม่มีใครควรต้องเผชิญความลำบากเพียงลำพัง และเราจะก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ผนึก FETCO ร่วมคณะรัฐบาลไทย โรดโชว์นิวยอร์ก-ลอนดอน กองทุนระดับโลกตอบรับคึกคัก ตอกย้ำความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ร่วมกิจกรรมโรดโชว์ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 22-25 กันยายน 2569 ตามภารกิจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในการเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (UNGA81) โดยนำทีมไทยแลนด์เสนอทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและโอกาสการลงทุนแก่ผู้ลงทุนสถาบันต่างประเทศ ร่วมด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีผู้ลงทุนสถาบันชั้นนำของโลกจาก 43 กองทุน  คิดเป็นสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) กว่า 48 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ* เข้าร่วมรับฟังข้อมูลและซักถามแลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้นำประเทศโดยตรง

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “ที่นิวยอร์ก ผู้ลงทุนให้น้ำหนักมากที่สุดกับจุดยืนความเป็นกลางของไทยท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยมองเป็น “โอกาส” มากกว่าความเสี่ยง และหากไทยรักษาจุดยืนนี้ได้ต่อเนื่อง จะดึงดูดเงินลงทุนจากหลายประเทศเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้ลงทุนยังจับตาสถานการณ์ตะวันออกกลางที่อาจกดดันราคาพลังงานและการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ตอบข้อกังวลนี้ด้วยแผนลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ผ่านการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนและการลงทุนโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ พร้อมชูโครงการ JUMP+ และ BOI to IPO เป็นกลไกดึงธุรกิจกลุ่ม New Economy เข้าสู่ตลาดทุนไทย

ส่วนที่ลอนดอน ผู้ลงทุนสถาบันอังกฤษให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางการเมืองเป็นอันดับแรก ตามด้วยแรงส่งของวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ ซึ่งสะท้อนผ่านยอดขอรับการส่งเสริมจาก BOI ที่ทำสถิติสูงสุด โดยไทยเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณการลงทุน และผู้ลงทุนยังให้น้ำหนักกับความต่อเนื่องของนโยบายรัฐบาลในการผลักดันผลลัพธ์ให้เป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญที่ช่วยเสริมความเชื่อมั่นระยะยาวของผู้ลงทุนกลุ่มนี้ต่อประเทศไทย”

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า “ตั้งแต่ต้นปี 2569 เงินทุนต่างชาติเริ่มไหลกลับเข้าตลาดหุ้นไทยแล้วราว 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 10% ของเงินทุนที่ไหลออกกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา นับเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่ดีและยังมีโอกาสให้ไหลกลับได้อีกมาก โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากเสถียรภาพทางการเมือง แผนเศรษฐกิจระยะยาวที่ชัดเจน และการกลับเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นของกำไรบริษัทจดทะเบียน นอกจากนั้น การที่ผู้บริหารระดับสูงของกองทุนชั้นนำในนิวยอร์กเดินทางมาร่วมรับฟังด้วยตนเอง ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกอย่างมากต่อตลาดทุนไทย เพราะกองทุนในสหรัฐฯ ส่วนมากมักสนใจเฉพาะตลาดพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่ที่มีขนาดใหญ่ รวมทั้งจะเข้ารับฟังข้อมูลก็ต่อเมื่อมั่นใจจริงในแนวโน้มระยะยาวของตลาดทุนนั้น ๆ ประเด็นที่ผู้ลงทุนให้ความสนใจมากคือความชัดเจนของนโยบายรัฐบาล ทั้งสิ่งที่รัฐบาลตั้งใจจะผลักดันและความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นในการนำนโยบายไปปฏิบัติ รวมทั้งเสถียรภาพทางการเงินและค่าเงินบาท ซึ่งนายกรัฐมนตรีและคณะได้ตอบข้อซักถามครบทุกประเด็นอย่างชัดเจน ผมเชื่อว่าการพบปะกับผู้ลงทุนในนิวยอร์กครั้งนี้ จะช่วยให้ผู้ลงทุนมั่นใจในทิศทางของเศรษฐกิจและโอกาสของตลาดทุนไทยมากขึ้น”

สรุปผลโรดโชว์ตลาดทุนร่วมกับรัฐบาลไทย นิวยอร์ก-ลอนดอน 22-25 กันยายน 2569

นครนิวยอร์ก: ได้รับความร่วมมือจากพันธมิตร ธนาคารแห่งอเมริกา เนชั่นแนล แอซโซซิเอชั่น ในการเชิญผู้ลงทุนสถาบันต่างประเทศ เกือบทั้งหมดตอบรับเข้าร่วมโรดโชว์ และการประชุมแบบกลุ่มมี 22 กองทุนชั้นนำ อาทิ BlackRock, Blackstone, Citadel, Fidelity, Schroders ซึ่งมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) รวมประมาณ 45 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และพบแบบ one-on-one อีก 2 ราย ได้แก่ Pacific Investment Management Company (PIMCO) และ Brookfield รวมทั้งองค์กรชั้นนำ Microsoft และ Google ได้ร่วมหารือกับนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ ยังมี Jefferies สถาบันวาณิชธนกิจชั้นนำของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรของตลาดหลักทรัพย์ฯ นำ 15 กองทุนชั้นนำ AUM รวมกันประมาณ 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ร่วมรับฟังข้อมูลจากนายกรัฐมนตรีโดยตรง

ลอนดอน: ร่วมกับ UBS โดยผู้ลงทุนสถาบันที่มาร่วมรับฟังข้อมูลเป็นผู้บริหารระดับสูงสุดจาก 8 กองทุน อาทิ BlackRock, Schroders  มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) รวมกันประมาณ 16.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในโอกาสเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange: NYSE) เกี่ยวกับกรอบความร่วมมือด้านการจดทะเบียนหลักทรัพย์ทั้งสองตลาด (Dual Listing) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ อาทิ ETF (Exchange-Traded Fund) ข้อมูลตลาดและผลิตภัณฑ์ดัชนี ผลิตภัณฑ์และบริการด้าน ESG รวมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลและองค์ความรู้ระหว่างกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทและผู้ลงทุนของทั้งสองประเทศ โดยมีนายกรัฐมนตรีร่วมเป็นสักขีพยาน นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ร่วมลั่นระฆังเปิดการซื้อขาย ณ NYSE เพื่อประชาสัมพันธ์ศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยต่อหน้าผู้ลงทุนระดับโลก

AIS ส่งต่อน้ำดื่มช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ผนึกกระทรวงกลาโหม – กองทัพอากาศเร่งส่งความช่วยเหลือ พร้อมเฝ้าระวังโครงข่ายทั่วประเทศ 24 ชั่วโมง

0

AIS เดินหน้าส่งต่อความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยระดมพนักงานอุ่นใจอาสาร่วมจัดเตรียมและส่งมอบน้ำดื่มรวม 1,000 โหล หรือ 12,000 ขวด ผ่านกระทรวงกลาโหม และกองทัพอากาศ เพื่อนำไปกระจายสู่พื้นที่ประสบภัย พร้อมยกระดับความพร้อมของโครงข่ายสื่อสารทั่วประเทศ เฝ้าระวังเชิงรุกตลอด 24 ชั่วโมง รับมือฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายพื้นที่

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า “เมื่อพี่น้องประชาชนต้องการความช่วยเหลือ AIS เชื่อว่าความห่วงใยต้องไปถึงผู้คนให้เร็วที่สุด เราจึงยึดหลัก “ทำทันที” ส่งมอบน้ำดื่มผ่านกระทรวงกลาโหมและกองทัพอากาศ เพื่อนำความช่วยเหลือไปสู่ผู้ประสบภัย ขณะเดียวกัน ทีมวิศวกรของเราก็เตรียมพร้อมดูแลโครงข่ายสื่อสารตลอด 24 ชั่วโมง เพราะในสถานการณ์เช่นนี้ การติดต่อครอบครัว การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และการประสานความช่วยเหลือ ล้วนมีความสำคัญ AIS จะนำทั้งพลังของคน เทคโนโลยี และเครือข่าย มาร่วมดูแลประชาชนอย่างเต็มกำลัง”

ทั้งนี้ AIS ส่งมอบให้กองทัพอากาศ 500 โหล โดยมี พลอากาศตรี สมบัติ วงศาโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน กรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ กองทัพอากาศ เป็นผู้แทนรับมอบ และส่งมอบน้ำดื่มให้กระทรวงกลาโหม 500 โหล โดยมี พ.อ.ณัฐพล บุญกระพือ เสนาธิการ กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ เป็นผู้แทนรับมอบ

ด้านการดูแลโครงข่าย AIS เฝ้าระวังสถานะเครือข่ายเชิงรุกตลอด 24 ชั่วโมง ควบคู่กับการติดตามข้อมูลสภาพอากาศ ระดับน้ำ และระบบไฟฟ้า พร้อมนำ AI มาช่วยวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยง เพื่อเตรียมรับมือในพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบ โดยให้ความสำคัญกับโครงข่ายที่รองรับโรงพยาบาล ศูนย์ช่วยเหลือประชาชน หน่วยงานภาครัฐ และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ

พร้อมกันนี้ AIS ได้เตรียมทีมวิศวกร เครื่องกำเนิดไฟฟ้า แบตเตอรี่และพลังงานสำรอง เชื้อเพลิง รวมถึงสถานีฐานเคลื่อนที่ เพื่อรองรับกรณีที่ระบบไฟฟ้าหรือเส้นทางเข้าพื้นที่ได้รับผลกระทบ และรักษาความต่อเนื่องของการสื่อสารสำหรับประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือ

AIS จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือและดูแลโครงข่ายสื่อสารให้พร้อมอยู่เคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์

ออมสิน ขานรับนโยบายรัฐ ประกาศพักหนี้อัตโนมัติ – ไม่คิดดอกเบี้ย 3 เดือน ช่วยลูกค้าตั้งหลักฝ่าภัยน้ำท่วม พร้อมชุดสินเชื่อฉุกเฉิน – ฟื้นฟู ปลอดจ่ายต้นและดอกเบี้ย 0% 3 เดือนแรก สำหรับการซ่อมบ้าน ฟื้นอาชีพและกิจการ

0

logo
สมัครสินเชื่อ
ตรวจสลาก
ลูกค้าบุคคล
ลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่
ลูกค้าผู้ประกอบรายย่อย
โปรโมชัน
ออมเพื่อสุข
เกี่ยวกับธนาคาร
การพัฒนาที่ยั่งยืน
ข่าวสาร
บริการทางการเงิน
อื่นๆ
ติดต่อเรา
บริการออนไลน์
ลูกค้าบุคคล
หน้าหลักลูกค้าบุคคล
สินเชื่อ
เงินฝาก
สลากออมสิน
บัตร
ประกัน
ลงทุน
บริการออนไลน์
โปรโมชันและสิทธิพิเศษ
GSB Metaverse
อัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม
ลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่
หน้าหลัก
เช็คสภาพธุรกิจ
ผลิตภัณฑ์สินเชื่อ
ข่าวสาร/บทความ
คู่มือการทำธุรกิจ
บริการอื่นๆ
ลูกค้าผู้ประกอบรายย่อย
หน้าหลัก
สินเชื่อ
บริการทางการเงิน
โปรโมชัน
เงินฝาก
สินเชื่อ
บัตรเครดิต
บัตรเดบิต
ออนไลน์
ประกัน
ที่คุณอาจสนใจ
ออมเพื่อสุข
เกี่ยวกับธนาคาร
ข้อมูลธนาคาร
คณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูง
แผนปฏิบัติและรายงานของธนาคาร
การกำกับดูแลกิจการธนาคาร
การพัฒนาที่ยั่งยืน
ข่าวสาร
ข่าวประชาสัมพันธ์
ข่าวธนาคาร
จัดซิ้อจัดจ้าง
บริการทางการเงิน
อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก
อัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อ
อัตราค่าธรรมเนียม
ช่องทางการให้บริการ
บริการชำระเงินออนไลน์
บริการอื่นๆที่น่าสนใจ
อื่นๆ
ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม
แผนผังเว็บไซต์
เว็บลิงก์ที่เกี่ยวข้อง
ติดต่อเรา
สาขา / จุดให้บริการ
สมัครงาน
รายงานการรับฟังเสียงลูกค้า
ศูนย์บริการข้อมูลข่าวสาร
บริการออนไลน์
บริการออนไลน์
TH
EN
GSB Society
social icon
social icon
social icon
social icon
social icon
social icon
banner
ข่าวสาร
ออมสิน ขานรับนโยบายรัฐ ประกาศพักหนี้อัตโนมัติ – ไม่คิดดอกเบี้ย 3 เดือน ช่วยลูกค้าตั้งหลักฝ่าภัยน้ำท่วม พร้อมชุดสินเชื่อฉุกเฉิน – ฟื้นฟู ปลอดจ่ายต้นและดอกเบี้ย 0% 3 เดือนแรก สำหรับการซ่อมบ้าน ฟื้นอาชีพและกิจการ
26 ก.ย. 2569
1790432267902

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า สถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องจนทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศ รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและการประกอบอาชีพของประชาชน ธนาคารออมสินพร้อมขานรับนโยบายของกระทรวงการคลัง ในการดำเนินมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างเร่งด่วนและเป็นรูปธรรม ด้วยการ ประกาศพักชำระเงินต้นและไม่คิดดอกเบี้ย นาน 3 เดือน เพื่อลดภาระทางการเงินให้กับลูกค้าทันที ให้สามารถตั้งหลัก และมีเวลารับมือกับสถานการณ์หรือเรื่องจำเป็นตรงหน้า พร้อมจัดชุดสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษรองรับผู้ที่จำเป็นต้องใช้จ่ายฉุกเฉิน การซ่อมแซมที่อยู่อาศัย และใช้ในการฟื้นฟูอาชีพหรือกิจการ เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย

มาตรการพักชำระเงินต้นและไม่คิดดอกเบี้ย นาน 3 เดือน โดยดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาพักหนี้ ธนาคารยกให้ทั้งหมด ลูกหนี้ไม่ต้องชำระคืนภายหลัง ส่วนเงินต้นที่พักไว้ 3 งวด จะถูกรวมไปชำระในงวดสุดท้าย และเมื่อครบกำหนดพักชำระหนี้แล้ว ลูกหนี้จะกลับมาชำระเงินงวดตามเงื่อนไขสัญญาเดิม ครอบคลุมลูกหนี้สินเชื่อทุกกลุ่ม (ยกเว้นบางประเภทตามเงื่อนไข*) ที่มีภูมิลำเนา ที่อยู่อาศัย หรือสถานที่ประกอบอาชีพในพื้นที่ภัยพิบัติตามประกาศของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โดยธนาคารจะทยอยแจ้งสิทธิ์ผ่าน SMS หรือจดหมายโดยตรง หากไม่ประสงค์เข้าร่วมมาตรการฯ สามารถติดต่อแจ้งได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา หรือ GSB Contact Center โทร. 1115 เพื่อชำระหนี้ได้ตามปกติ

ธนาคารยังจัดชุดสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษ ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก
โดยสำหรับผู้ที่จำเป็นต้องใช้เงินในช่วงวิกฤต ธนาคารมี สินเชื่อฉุกเฉินสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ เพื่อเป็นเงินทุนใช้จ่ายดำรงชีพในช่วงนี้ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาทต่อราย ไม่ต้องใช้หลักประกัน ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) = 0.60% ต่อเดือน ผ่อนชำระได้สูงสุด 24 เดือน ยื่นความประสงค์ได้ที่สาขาธนาคารออมสิน อีกทางเลือกคือ สินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 50,000 บาทต่อราย ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) = 0.50% ต่อเดือน ผ่อนชำระได้สูงสุด 60 เดือน

เมื่อถึงช่วงฟื้นฟู ผู้ที่ต้องซ่อมแซมเครื่องมือทำกินหรือใช้ทุนหมุนเวียนเพื่อกลับมาประกอบอาชีพ สามารถขอ สินเชื่อฟื้นฟูรายย่อยสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาทต่อราย
อัตราดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ย (Effective Rate) = 15.00% ต่อปี
ผ่อนชำระได้สูงสุด 7 ปี ส่วนผู้ที่บ้านได้รับความเสียหายและต้องการซ่อมแซม มี สินเชื่อฟื้นฟูบ้านสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 – 24 อัตราดอกเบี้ย 2.00% ต่อปี ปีที่ 3 = MRR – 3.35% ต่อปี และปีที่ 4 เป็นต้นไป = MRR – 0.75% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ย MRR ในปัจจุบัน ประกาศ ณ วันที่ 2 มีนาคม 2569 อยู่ที่ 6.045% ต่อปี) พร้อมสนับสนุน
ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์สูงสุดไม่เกิน 3,000 บาท

สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่สถานประกอบการได้รับความเสียหาย หรือจำเป็นต้องลงทุน
ในสิ่งป้องกันภัย ธนาคารมี สินเชื่อเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน SMEs ที่ประสบภัยพิบัติ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อราย กรณีใช้ บสย. ค้ำประกันเต็มวงเงินกู้ ให้กู้สูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย ผ่อนชำระได้สูงสุด 7 ปี อัตราดอกเบี้ยปีแรก = MLR – 2.65% ต่อปี ปีที่ 2 เป็นต้นไป = MLR (อัตราดอกเบี้ย MLR ในปัจจุบัน ประกาศ ณ วันที่ 2 มีนาคม 2569 อยู่ที่ 6.025% ต่อปี) ปลอดชำระหนี้เงินต้นสูงสุดไม่เกิน 1 ปี เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

ธนาคารออมสินพร้อมดูแลลูกค้าและประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ทั้งการแบ่งเบาภาระหนี้ในช่วงน้ำท่วม และสนับสนุนการฟื้นฟูบ้าน อาชีพ และกิจการเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ตามภารกิจ “ธนาคารเพื่อทุกชีวิต” และธนาคารออมสินขอส่งกำลังใจให้ผู้ประสบภัยทุกคนปลอดภัยและก้าวผ่านช่วงเวลานี้ไปด้วยกัน ศึกษารายละเอียดมาตรการและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th หรือ GSB Contact Center โทร. 1115

*หมายเหตุ : มาตรการพักหนี้ไม่รวมสินเชื่อบางประเภท เช่น สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่, สินเชื่อชีวิตสุขสันต์, สินเชื่อสำหรับผู้มีรายได้ประจำ โดยสินเชื่อ Soft loan สินเชื่อองค์กรชุมชน และสินเชื่อตามนโยบายรัฐ (PSA) และเงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

ธอส. รับรางวัล “การบริหารจัดการเรื่องร้องทุกข์โดดเด่น

0

นายณรงค์พล ประภานิรินธน์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เป็นผู้แทนเข้ารับรางวัล “การบริหารจัดการเรื่องร้องทุกข์โดดเด่น (CCEO Award) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569” ในระดับดีเด่น (Outstanding Award) จากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยได้รับเกียรติจาก นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี การมอบรางวัลนี้เพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติหน่วยงานภาครัฐที่เป็นต้นแบบที่ดี (BestPractice)ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างรวดเร็ว เป็นธรรม และเป็นรูปธรรม รางวัลการบริหารจัดการเรื่องร้องทุกข์โดดเด่น (CCEO Award) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ถือเป็นความภาคภูมิใจร่วมกันของผู้ปฏิบัติงาน ธอส. ทุกคน ที่ร่วมแรงร่วมใจขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรที่มุ่งเน้นลูกค้า เป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) ด้วยความใส่ใจและรับฟังเสียงลูกค้า เพื่อผลักดันให้ ธอส. ก้าวสู่ความเป็นเลิศในทุกมิติ และขับเคลื่อนสู่การเป็น Beyond Housing Bank อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ พิธีมอบรางวัลดังกล่าว จัดขึ้น ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569

ธอส. พร้อมดูแลลูกค้าทุกสถานการณ์ ออกมาตรการพักชำระหนี้ – ลดเงินงวด – ลดดอกเบี้ย – เคลมสินไหมเร่งด่วน จากเหตุการณ์ฝนตกหนักในหลายพื้นที่

0

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) พร้อมดูแลลูกค้าในทุกสถานการณ์ ออก 7 มาตรการช่วยเหลือและเยียวยา บรรเทาความเดือดร้อนที่ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักถึงหนักมาก จากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงเคลื่อนเข้าปกคลุมทั่วทั้งประเทศ ทำให้ฝนตกหนัก ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ ลูกค้าสามารถ ยื่นความประสงค์เข้าร่วมมาตรการได้ที่ ธอส. ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า จากสภาพอากาศในช่วงวันที่ 25 – 27 กันยายน 2569 ที่มีฝนตกหนักหลายพื้นที่และมีฝนตกหนักมากบางแห่ง จากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณประเทศกัมพูชาจะเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก ภาคกลางรวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ส่งผลให้ในหลายจังหวัดมีน้ำท่วมฉับพลัน กระทบต่อบ้านเรือน และความเป็นอยู่ ของประชาชน ธอส. ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ที่มีพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” จัดทำมาตรการช่วยเหลือและเยียวยา บรรเทาความเดือดร้อนผู้ที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ ผ่าน “มาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ปี 2569” โดยมีรายละเอียด ดังนี้

มาตรการที่ 1 : สำหรับลูกค้าปัจจุบัน กรณีหลักประกันได้รับผลกระทบสาธารณภัย พักชำระหนี้นาน 3 เดือน พร้อมลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เหลือ 0% ต่อปี เงินงวดผ่อนชำระ 0 บาท กรณีหลักประกันได้รับความเสียหายรุนแรงจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ พักชำระหนี้นาน 6 เดือน พร้อมลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เหลือ 0% ต่อปี เงินงวดผ่อนชำระ 0 บาท เมื่อครบระยะเวลาให้ความช่วยเหลือ ลูกค้าสามารถกลับไปใช้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เดิมต่อไป และลูกค้า ที่ต้องการกู้เพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยสามารถกู้ได้สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาทต่อราย ระยะเวลาการกู้นานสูงสุด 5 ปี โดยวงเงิน 1 แสนบาทแรก อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปีเพียง 1% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ย 1.99% ต่อปี ในวงเงิน 200,000 บาทถัดมา โดยไม่ต้องจดทะเบียนการจำนองเพิ่มที่สำนักงานที่ดิน (หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการให้สินเชื่อเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนดในผลิตภัณฑ์สินเชื่อซ่อม-แต่ง และสินเชื่อซ่อม-แต่ง Plus)

มาตรการที่ 2 : สำหรับลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าใหม่ กู้เพิ่มเพื่อซ่อมแซม หรือปลูกสร้างทดแทนหลังเดิม วงเงินกู้สูงสุดต่อราย ต่อหลักประกันไม่เกิน 2 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเดือนที่ 1 – 3 เท่ากับ 0% ต่อปี พร้อมปลอดชำระเงินงวด อัตราดอกเบี้ยเดือนที่ 4 – 24 เท่ากับ 2.00% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยปีที่ 3 เท่ากับ MRR-3.30% ต่อปี ปีที่ 4 เท่ากับ MRR-2.40% ต่อปี และปีที่ 5 จนถึงตลอดอายุสัญญา กรณีลูกค้ารายย่อย เท่ากับ MRR-0.50% ต่อปี ลูกค้าสวัสดิการ เท่ากับ MRR-1.00% ต่อปี และกู้เพื่อซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์

ในการอยู่อาศัย เท่ากับ MRR (อัตราดอกเบี้ย MRR ของ ธอส. ปัจจุบัน เท่ากับ 6.145% ต่อปี) ระยะเวลาการกู้ 40 ปี กู้ 1 ล้านบาท ผ่อนชำระเริ่มต้นเพียง 3,100 บาทต่อเดือนเท่านั้น ฟรีค่าธรรมเนียมประเมินราคาหลักประกัน (1,900 – 2,800 บาท) และค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการจำนองไม่เกิน 1% ของวงเงินจำนอง เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน

มาตรการที่ 3 : สำหรับลูกค้าสถานะ NPL ที่หลักประกันได้รับความเสียหาย ให้ประนอมหนี้ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี 6 เดือน โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปี นาน 6 เดือนแรก และไม่ต้องชำระเงินงวด จากนั้นเดือนที่ 7-18 อัตราดอกเบี้ย 1.00% ต่อปี โดยให้ผ่อนชำระเงินงวดไม่น้อยกว่าดอกเบี้ยรายเดือน และเมื่อครบระยะเวลาประนอมหนี้ ให้กลับมาใช้อัตราดอกเบี้ยตามสิทธิเดิมก่อนที่จะใช้มาตรการนี้

มาตรการที่ 4 : สำหรับลูกค้าสถานะ NPL ที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้ ให้ประนอมหนี้เป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปี นาน 6 เดือนแรก และผ่อนชำระเงินงวดเพียง 1,000 บาท จากนั้น เดือนที่ 7-12 อัตราดอกเบี้ย 1.00% ต่อปี โดยให้ผ่อนชำระเงินงวดไม่น้อยกว่าดอกเบี้ยรายเดือน บวกอีก 100 บาท และเมื่อ ผ่อนชำระครบระยะเวลาประนอมหนี้ ให้กลับมาใช้อัตราดอกเบี้ยตามสิทธิเดิมก่อนที่จะใช้มาตรการนี้

มาตรการที่ 5 : สำหรับลูกค้าสถานะบัญชีปกติและสถานะ NPL ที่เสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวร ให้ผ่อนชำระ โดยใช้อัตราดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี ตลอดระยะเวลาคงเหลือ (พิจารณาเป็นรายกรณี)

มาตรการที่ 6 : สำหรับลูกค้าสถานะบัญชีปกติและสถานะ NPL หากที่อยู่อาศัยได้รับความเสียหายทั้งหลัง และไม่สามารถซ่อมแซมได้ ให้ปลอดหนี้ในส่วนของราคาอาคาร และให้ผ่อนชำระต่อเฉพาะส่วนของที่ดินคงเหลือเท่านั้น (พิจารณาเป็นรายกรณี)

มาตรการที่ 7 : พิจารณาสินไหมเร่งด่วน (Fast Track) สำหรับลูกค้าที่ทำกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัย ซึ่งคุ้มครองภัยธรรมชาติกับบริษัทประกันภัยที่ธนาคารจัดให้ พิจารณาจ่ายค่าสินไหมให้กับลูกค้าที่ประสบภัยทุกราย อย่างเร่งด่วนเป็นกรณีพิเศษ โดยผู้เอาประกันสามารถแจ้งความเสียหายโดยใช้ภาพถ่าย จ่ายตามความเสียหายจริง ไม่เกิน 20,000 บาท และสำหรับลูกค้าที่มีกรมธรรม์เริ่มความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 เพิ่มความคุ้มครองภัยธรรมชาติตามความเสียหายจริงอีกไม่เกิน 30,000 บาท ต่อปี (รายละเอียดและเงื่อนไขเป็นไปตามกรมธรรม์)

ทั้งนี้ สามารถติดต่อยื่นความประสงค์เข้าร่วมมาตรการได้ที่ ธอส. ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ G H BANK Call Center โทร.0-2645-9000 หรือ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และติดตามข่าวสารของธนาคารได้ที่ G H BANK Social Media ทุกช่องทาง

เมืองไทยประกันชีวิต คว้ารางวัลสุดยอดผลิตภัณฑ์แห่งปี จาก “ประกันสุขภาพเหมาจ่ายระดับพรีเมี่ยม อีลิท เฮลท์ พลัส” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 ในงาน BUSINESS+ PRODUCT OF THE YEAR AWARDS 2026

0

ดร.สุธี โมกขะเวส กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)  ขึ้นรับรางวัลสุดยอดผลิตภัณฑ์แห่งปี  ประเภทผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพเหมาจ่ายระดับพรีเมี่ยม จากผลิตภัณฑ์ความคุ้มครองสุขภาพ “อีลิท เฮลท์ พลัส” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7  จากงาน “BUSINESS+ PRODUCT OF THE YEAR AWARDS 2026”  จัดโดย นิตยสาร Business+ ในเครือ บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมี ฯพณฯ นุรักษ์ มาประณีต องคมนตรี ประธานในพิธีเป็นผู้มอบรางวัล งานจัดขึ้น ณ ห้องบอลรูม โรงแรมจูบิลี่ เพรสทีจ โฮเทล รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ

สำหรับการมอบรางวัลในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด  “The Next Generation Mainstream” เพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติให้แก่ผลิตภัณฑ์และบริการ ที่มีความโดดเด่นและได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค โดยคัดเลือกผ่านกระบวนการวิจัยตลาดที่เข้มข้นโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและการสำรวจความคิดเห็นจากผู้บริโภคที่สะท้อนถึงผลิตภัณฑ์และบริการที่มีความโดดเด่น และได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง อีกทั้งรางวัลดังกล่าวยังเป็นเครื่องหมายแห่งความสำเร็จและความภาคภูมิใจขององค์กรธุรกิจ ตลอดจนเป็นแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการอย่างต่อเนื่อง ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค  และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยในอนาคต

โดยความคุ้มครองสุขภาพ  “อีลิท เฮลท์ พลัส (Elite Health Plus)” โดดเด่นด้วยการเป็นผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยยกระดับความคุ้มครองให้เหมาะกับการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคล ด้วยความคุ้มครองที่ยาวจนถึง         วัยเกษียณ ครอบคลุมการรักษาด้วยวงเงินความคุ้มครองสูง ผู้เอาประกันภัยซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมได้ตามต้องการ เลือกวงเงินเหมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลสูงถึง 20-100 ล้านบาทต่อปี คุ้มครองทั้งโรคระบาด โรคร้ายแรง โรคทั่วไป และอุบัติเหตุ ครอบคลุมการรักษาแบบผู้ป่วยใน (IPD) และผู้ป่วยนอก (OPD) ตามแผนความคุ้มครองที่ลูกค้าเลือก  รวมถึงการฟอกไต การรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีการเคมีบำบัด และแบบ Targeted Therapy ให้ลูกค้ามั่นใจในการเข้าถึงการรักษาด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย การวินิจฉัยโรคแบบ CT Scan และ MRI โดยไม่ต้องแอดมิต หรือกรณีเจ็บป่วยต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยห้องเดี่ยวมาตรฐานได้ทุกโรงพยาบาล  หรือค่าห้องเดี่ยวพิเศษ 10,000 – 25,000 บาทต่อวัน และห้องผู้ป่วยหนัก (ICU) เหมาจ่ายตามจริง รวมสูงสุด 365 วัน เข้ารักษาได้ทุกโรงพยาบาลทั่วไทย หรืออยากรักษาที่ไหน สามารถเลือกพื้นที่ความคุ้มครองได้จาก 4 พื้นที่ทั่วโลก สมัครได้ตั้งแต่อายุ 11– 90 ปี คุ้มครองยาวถึงอายุ 99 ปี

อีกทั้งยังสามารถพลัสความคุ้มครองเพิ่มได้ตามต้องการ อาทิ ความคุ้มครองการคลอดบุตร พลัส (Maternity Plus) และสุขภาพดี พลัส (Well-Being Plus) ซึ่งประกอบด้วย ตรวจสุขภาพ ฉีดวัคซีน  ค่ารักษาทางทันตกรรม ค่ารักษาทางสายตา ก็พลัสเพิ่มได้ตามความต้องการอีกด้วย ทั้งนี้เงื่อนไขรายละเอียดต่าง ๆ เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด