Home Blog Page 2

เมืองไทยประกันชีวิต ครอง Share of Voice 42% ขึ้นแท่นอันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 ตอกย้ำการสื่อสารที่เข้าถึงประชาชน เด่นด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ บริการลูกค้า และคอนเทนต์สุขภาพ “Go Healthier with MTL”

0

เมืองไทยประกันชีวิตตอกย้ำความแข็งแกร่งของแบรนด์ จากผล Social Monitoring & Listening เมษายน–มิถุนายน 2569 ซึ่งได้รับการกล่าวถึงรวม 256,448 Mentions คิดเป็น Share of Voice 42% จากทั้งหมด 613,411 Mentions ในกลุ่มแบรนด์ประกันชีวิตที่ทำการติดตาม ครองอันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกที่ 37% โดยมีแรงสนับสนุนจากการสื่อสารด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ การบริการลูกค้า และรายการออนไลน์ “Go Healthier with MTL” ซึ่งมี คุณสาริศา ล่ำซำ เป็นผู้ดำเนินรายการ

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)       เปิดเผยว่า “ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เมืองไทยประกันชีวิตสามารถเชื่อมโยงการสื่อสาร ผลิตภัณฑ์ บริการ และคอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์ เข้ากับความสนใจของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเสียงตอบรับที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์เป็นภาพสะท้อนสำคัญของการรับรู้ ความสนใจ และการมี       ส่วนร่วมของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์อย่างต่อเนื่อง”

เมื่อพิจารณาเป็นรายเดือน เมืองไทยประกันชีวิตได้รับการกล่าวถึงจำนวน 108,200 Mentions ในเดือนเมษายน  93,986 Mentions ในเดือนพฤษภาคม และ 54,262 Mentions ในเดือนมิถุนายน สะท้อนถึงการสื่อสารและกิจกรรมของบริษัทฯ ที่สามารถสร้างการรับรู้ได้อย่างต่อเนื่องตลอดไตรมาส ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ การบริการ ช่องทางดิจิทัล และเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

นอกจากนี้ เมืองไทยประกันชีวิตยังได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกรวม 1,676 Mentions โดยเดือนพฤษภาคมเป็นเดือนที่ได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกสูงสุดที่ 900 Mentions ตามด้วยเดือนเมษายน 561 Mentions และเดือนมิถุนายน 215 Mentions ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความสนใจของประชาชนที่มีต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ

ประเด็นที่ได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกส่วนใหญ่มาจากด้านผลิตภัณฑ์ 52% รองลงมาคือ บริการหลังการขาย 21% และภาพลักษณ์แบรนด์ 19% โดยแรงสนับสนุนสำคัญมาจากแคมเปญ D Health Lite และ BBPK กิจกรรมบนสื่อสังคมออนไลน์ ตลอดจนการให้บริการผ่าน MTL Customer Contact Center บริการ Video Call และ #MTLsmileservice ที่ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงข้อมูลและบริการได้สะดวกยิ่งขึ้น

อีกหนึ่งคอนเทนต์สำคัญที่มีส่วนช่วยสนับสนุนการเติบโตของ Share of Voice ในไตรมาสนี้ คือรายการออนไลน์ด้านสุขภาพและประกัน “Go Healthier with MTL” โดยมี คุณสาริศา ล่ำซำ เป็นผู้ดำเนินรายการ ถ่ายทอดความรู้จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในประเด็นสุขภาพใกล้ตัว อาทิ ฝุ่น PM2.5 อัลไซเมอร์ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไต การนอน เชื้อดื้อยา และ EP.7 ล่าสุด เรื่อง HYROX กับการเตรียมความพร้อมก่อนลงแข่งจริง ในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้จริง

ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวสะท้อนว่า Share of Voice ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขการกล่าวถึงบนโลกออนไลน์ แต่เป็นเสียงสะท้อนจากประชาชนที่แสดงถึงผลลัพธ์ของการดำเนินงาน ทั้งด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การยกระดับบริการ และการสื่อสารที่เข้าถึงผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน เมืองไทยประกันชีวิตจึงยังคงให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงของลูกค้าและประชาชน เพื่อนำข้อมูลเชิงลึกมาต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ลูกค้าให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การวิเคราะห์ครั้งนี้จัดทำโดย Wisesight ผู้ให้บริการด้าน Social Data Analytics และ Social Intelligence ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการรวบรวมและวิเคราะห์เสียงผู้บริโภคบนสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อนำไปสู่ข้อมูลเชิงลึกสำหรับการวางแผนและตัดสินใจขององค์กร โดยรวบรวมข้อความมากกว่า 15 ล้านข้อความต่อวัน และให้บริการแก่องค์กรกว่า 300 แห่ง

“เมืองไทยประกันชีวิตยังคงเดินหน้ารับฟังเสียงของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ คอนเทนต์ และช่องทางการสื่อสารที่เข้าถึงง่าย เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีในทุกมิติ ตลอดจนตอกย้ำบทบาทขององค์กรประกันชีวิตที่พร้อมดูแลและอยู่เคียงข้างลูกค้าในทุกช่วงของชีวิต พร้อมนำทุกเสียงสะท้อนมาต่อยอดสู่การพัฒนาที่ตอบโจทย์และสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าอย่างยั่งยืน” นายสาระกล่าวสรุป

AIS Academy จัดงาน “AIS ACADEMY For THAIs 2026” ชวนคนไทยอัปสกิล AI ฟรี! ในมหกรรมสัมมนา AI ครั้งใหญ่รวมวิทยากรจากพันธมิตรระดับโลก พร้อมจัดเต็ม Workshop–Masterclass 11–12 ก.ย.นี้

0

AIS Academy เตรียมจัดมหกรรมสัมมนาและนิทรรศการด้าน AI ครั้งใหญ่ AIS ACADEMY For THAIs 2026 ภายใต้แนวคิด “MASTERING AI BEYOND BORDERS” ระหว่างวันที่ 11–12 กันยายน 2569 ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ สานต่อ “ภารกิจคิดเผื่อเพื่อคนไทย” มุ่งสร้าง “แพลตฟอร์มแห่งโอกาส” ที่เชื่อมองค์ความรู้ เทคโนโลยี ผู้เชี่ยวชาญ และเครือข่ายทั้งในประเทศและระดับโลก เพื่อยกระดับความพร้อมของคนไทยให้สามารถประยุกต์ใช้ AI สร้างคุณค่าได้จริง โดยปีนี้ได้รวบรวม Speaker และผู้เชี่ยวชาญจากพันธมิตรเทคโนโลยีและองค์กรชั้นนำระดับโลก มาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ พร้อม Workshop และ Masterclass ที่เน้นการลงมือปฏิบัติ เรียนรู้จาก Use Case และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ทดลองสัมผัสเทคโนโลยีจริง ควบคู่กับการผนึกกำลังจากภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน และพันธมิตรทุกภาคส่วน เพื่อร่วมสร้าง Learning Ecosystem และ Innovation Ecosystem พร้อมลงนามความร่วมมือกับ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA และ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD เพื่อเชื่อมการเรียนรู้สู่การลงมือทำและการสร้างนวัตกรรม พร้อมขยายโอกาสการเข้าถึงองค์ความรู้ด้าน AI สู่คนไทยในวงกว้าง

สำหรับไฮไลต์ตลอด 2 วันของงาน ออกแบบให้ผู้เข้าร่วมได้ทั้งเรียนรู้ ทดลอง และลงมือทำ ผ่านกิจกรรมและประสบการณ์ด้าน AI ที่หลากหลาย ได้แก่

  • เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก พบกับ Speaker และผู้เชี่ยวชาญจากพันธมิตรเทคโนโลยีและองค์กรชั้นนำระดับโลก ได้แก่ AWS, BytePlus, Canva, Google, Huawei, Meta, Microsoft, NVIDIA, Pearson, Samsung และ ZTE  รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายอุตสาหกรรมกว่า 30 คน
  • ลงมือทำและเรียนรู้จาก Use Case จริง ผ่าน Workshop และ Masterclass มากกว่า 20 Sessions เพื่อให้ผู้เข้าร่วมเห็นแนวทางการนำ AI ไปประยุกต์ใช้กับการทำงาน ธุรกิจ และชีวิตได้จริง
  • สัมผัสเทคโนโลยี AI สุดล้ำ ผ่าน Booth ในรูปแบบ AI Interactive Experience จากพันธมิตรชั้นนำที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เห็น ทดลอง และสัมผัสประสบการณ์จากเทคโนโลยีจริง
  • เปิดมุมมอง AI ครบตั้งแต่ประเทศ ธุรกิจ ไปจนถึงคน ผ่านเนื้อหา 3 แกนหลัก ได้แก่ AI Ready Thailand ยกระดับความพร้อมของประเทศและทุกอุตสาหกรรม, AI Ready Business ยกระดับความพร้อมของภาคธุรกิจไทย และ AI Ready Skills ยกระดับทักษะของคนไทย ครอบคลุมตั้งแต่อนาคต AI กับประเทศไทย การปรับตัวขององค์กรและโลกการทำงาน การเตรียมพร้อมต่อ AGI ไปจนถึงกรณีศึกษาการนำ AI ไปสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ ตลอดจนการประยุกต์ใช้ AI ในด้านความคิดสร้างสรรค์ การออกแบบ Creator Economy, Animation และความปลอดภัยในโลกดิจิทัล
  • ร่วมลุ้นไอเดีย AI เพื่ออนาคตการศึกษาไทย กับ โครงการ JUMP Thailand Hackathon 2026 รอบ Final Pitching จาก 10 ทีมสุดท้าย ที่จะนำเสนอแนวคิดและโซลูชันบนเวทีภายในงาน

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า “AIS เชื่อมาโดยตลอดว่า การเติบโตขององค์กรเพียงองค์กรเดียวไม่ใช่การเติบโตที่ยั่งยืน เพราะความแข็งแกร่งของธุรกิจต้องเติบโตไปพร้อมกับสังคม เศรษฐกิจ และคนในประเทศ นี่จึงเป็นที่มาของ ‘ภารกิจคิดเผื่อ’ ของ AIS Academy ที่ไม่ได้มองเพียงว่า วันนี้องค์กรต้องการคนที่มีทักษะแบบใด แต่เรามองไปข้างหน้าว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอะไร และจะช่วยเตรียมคนไทยให้พร้อมได้อย่างไร เราจึงนำองค์ความรู้ของ AIS Academy เปิดออกสู่สังคมผ่าน AIS ACADEMY For THAIs พร้อมปรับโจทย์การพัฒนาคนให้สอดคล้องกับความท้าทายของประเทศในแต่ละช่วงเวลา ตั้งแต่ช่วงโควิด การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย จนถึงวันนี้ที่ AI กำลังเปลี่ยนทั้งเศรษฐกิจ การทำงาน และวิถีชีวิตอย่างรวดเร็ว โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเรามีหรือเข้าถึงเทคโนโลยี AI แล้วหรือยัง แต่คือ ‘คนของเราพร้อมใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นแล้วหรือยัง’ เพราะวันนี้ประเทศไทยกำลังขยับจากเรื่อง Access ไปสู่ Capability ขณะที่โลกกำลังก้าวจาก Generative AI ไปสู่วิวัฒนาการขั้นต่อไป รวมถึง Artificial General Intelligence หรือ AGI สิ่งที่ต้องเตรียมจึงไม่ใช่เพียงการเรียนรู้เครื่องมือ AI ตัวใดตัวหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แต่คือการสร้าง AI Capability ให้คนสามารถเรียนรู้ ปรับตัว ตั้งคำถาม ทำงานร่วมกับ AI และนำไปสร้าง Productivity ธุรกิจ นวัตกรรม และโอกาสใหม่ได้อย่างเข้าใจและรับผิดชอบ นี่จึงเป็นที่มาของแนวคิด ‘MASTERING AI BEYOND BORDERS’ ที่มุ่งให้คนไทยเข้าใจ ใช้เป็น รู้เท่าทัน ประยุกต์ และสร้างคุณค่าจาก AI ได้จริง พร้อมก้าวข้ามข้อจำกัดด้านความรู้ ทักษะ อาชีพ อายุ พื้นที่ และโอกาสในการเข้าถึงองค์ความรู้ เพราะประเทศไทยไม่ได้ต้องการเพียง AI Infrastructure ที่แข็งแกร่ง แต่ต้องมี AI-ready People ไปพร้อมกัน เพื่อเปลี่ยน AI ให้เป็นพลังในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดังนั้น สิ่งที่ AIS Academy ต้องการจึงไม่ใช่เพียงทำให้คนไทย ‘ตาม AI ให้ทัน’ แต่ต้องการให้คนไทย ‘ใช้ AI เพื่อก้าวไปได้ไกลกว่าเดิม’ ทั้งเพื่อตัวเอง องค์กร สังคม และประเทศไทย”

ปีนี้ AIS Academy ยังเดินหน้าขยายความร่วมมือกับ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ในการเพิ่มศักยภาพด้านเทคโนโลยีกับเครือข่าย Startup ผู้ประกอบการ นักลงทุน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานวิจัย เพื่อเสริม Innovation Ecosystem และ Future Talent Ecosystem พร้อมต่อยอดสู่โครงการ JUMP Thailand Hackathon 2026 ภายใต้โจทย์ AI for the Future of Thai Education โดย 10 ทีมสุดท้ายจะเข้าแข่งขันรอบ Final Pitching ภายในงาน AIS ACADEMY For THAIs 2026 ขณะเดียวกันยังร่วมมือกับ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD เพื่อเสริม Learning Ecosystem และขยายการเรียนรู้ด้าน AI สู่ภูมิภาค ผ่าน AIS Academy For THAIs 2026 Roadshow ตลอดเดือนสิงหาคม 2569 ใน 4 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก นครราชสีมา ฉะเชิงเทรา และนครศรีธรรมราช พร้อมกิจกรรม Workshop ด้านเทคโนโลยี AI เพื่อขยายโอกาสการเรียนรู้สู่คนไทยในพื้นที่ต่าง ๆ ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ AIS Academy ยังได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐที่มีพันธกิจในการยกระดับและพัฒนาศักยภาพคนอย่างต่อเนื่อง โดยได้ร่วมมือกับ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นำองค์ความรู้และเทคโนโลยีไปสนับสนุนกลุ่มเปราะบาง ทั้งผู้พิการและผู้สูงอายุ ให้สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม ขณะที่ ในปีนี้ ได้ต่อยอดความร่วมมือกับหน่วยงานภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ผ่านการพัฒนา Thailand AI Readiness Index (TARI) เพื่อประเมินและยกระดับความพร้อมด้าน AI ขององค์กรไทย และ เตรียมขยายความร่วมมือกับ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อพัฒนาทักษะ AI และเทคโนโลยีแห่งอนาคตให้กับ กลุ่มอาชีวศึกษา เตรียมกำลังคนให้พร้อมต่อความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต สะท้อนแนวทางของ AIS Academy ที่มุ่งทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้และเตรียมความพร้อมให้กับคนไทยในแต่ละกลุ่มอย่างตรงกับบริบทและความต้องการ

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงาน AIS ACADEMY For THAIs 2026” ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11–12 กันยายน 2569 เวลา 10.00–18.00 น. ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ สามย่านมิตรทาวน์ สามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://www.zipeventapp.com/e/AIS-Academy-for-THAIs-2026

มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์ฯ ผนึก สถาบันรักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป เปิดโครงการ “เด็ก EF คิดเป็น เก่งการเงิน” ปูรากฐานทักษะสมองควบคู่วินัยการเงิน   

0

มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ สถาบันรักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป (RLG) เปิดตัวโครงการ “เด็ก EF คิดเป็น เก่งการเงิน” บูรณาการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Functions: EF) เข้ากับความรู้ทางการเงิน มุ่งเสริมสร้างวินัยทางการเงินให้เด็กปฐมวัยถึงประถมศึกษา เพื่อยกระดับเด็กไทยให้เติบโตพร้อมกับทักษะการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society) ในขณะที่มีอัตราเด็กเกิดใหม่ลดลงต่อเนื่อง การเตรียมความพร้อมให้เด็กไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ โครงการนี้ มุ่งที่จะพัฒนาสื่อการเรียนรู้ที่ใช้ได้จริงทั้งในครอบครัวและสถานศึกษา ซึ่งประกอบด้วย หนังสือนิทานภาพสำหรับเด็กระดับปฐมวัย 5 เล่ม นิทานระดับประถมศึกษา 5 เล่ม และบอร์ดเกมความรู้ทางการเงิน สื่อการเรียนรู้ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมให้เด็กรู้คุณค่าของเงิน มีวินัยการออม สามารถวิเคราะห์และตัดสินใจได้อย่างรอบคอบระหว่างความจำเป็นและความอยาก และรู้จักแบ่งปันผู้อื่น ซึ่งล้วนเป็นการพัฒนาทักษะพื้นฐานเพื่อสร้างความมั่นคงทั้งทางด้านจิตใจและการเงินไปพร้อมๆ กัน โดยที่สำคัญ คือการที่เด็กไทยได้เติบโตขึ้นเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพพร้อมจะช่วยขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์ฯ

นางสุภาวดี หาญเมธี ประธานสถาบันรักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป กล่าวว่าการพัฒนาสื่อนิทานและบอร์ดเกมสำหรับเด็กปฐมวัยและประถมศึกษา รวมถึงการออกแบบกระบวนการฝึกทักษะ EF ผนวกกับความรู้ทางการเงิน เป็นการพัฒนาบนฐานวิทยาศาสตร์สมอง การปลูกฝังทักษะสมอง EF ตั้งแต่ปฐมวัย 3-6 ขวบ และเมื่อมีการฝึกต่อเนื่องไปจนเติบโต จะเป็นรากฐานที่ช่วยให้เด็กกำกับตนเองได้ในชีวิตประจำวัน เด็กที่จัดการตนเองได้จะสามารถเข้าใจและจัดการชีวิตทางการเงินของเขาได้เมื่อโตขึ้นตามวัย เช่น รู้จักวางแผน ไม่เป็นหนี้เกินตัว และมีภูมิคุ้มกันจากการถูกหลอกลวงทางการเงินได้ ไปจนถึงสามารถลงทุนอย่างมีเป้าหมายได้ในอนาคต ทักษะ EF ที่ดี จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ความรู้ทางการเงินเกิดผลสัมฤทธิ์จริง

นางธิดา พิทักษ์สินสุข นายกสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ฯ และผู้อำนวยการโรงเรียนเพลินพัฒนา กล่าวว่า การเงินไม่ใช่เรื่องยากเกินวัย หากสื่อสารให้ใกล้ตัวและเข้าใจง่าย ผ่านนิทานหรือกิจกรรมที่ลงมือทำได้จริง และเริ่มปลูกฝังตั้งแต่ปฐมวัยและส่งต่ออย่างต่อเนื่องทุกช่วงวัย จะเป็นรากฐานความมั่นคงทางการเงินอย่างยั่งยืนในอนาคต

นายวีรัตน์ สานุมิตร ผู้อำนวยการ กลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผล สำนักงานศึกษาธิการ จังหวัดเชียงรายกล่าวว่าจังหวัดเชียงรายมีรากฐานการขับเคลื่อนทักษะสมอง EF อย่างเข้มแข็ง การนำสื่อความรู้ทางการเงินมาประยุกต์ใช้ในรูปแบบการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ทำให้ครูบรรลุตามตัวชี้วัดของหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ และนักเรียน ครูผู้สอน รวมถึงผู้ปกครอง มีความรอบรู้ทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

นายกิตติพัฒน์ แสนทวีสุข ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้การลงทุน คณะบริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ และการสื่อสาร มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า ปัญหาการเงินของคนไทยส่วนใหญ่ คือขาดการถูกฝึกให้คิดก่อนตัดสินใจ และขาดการปลูกฝังนิสัยการใช้เงินมาตั้งแต่วัยเด็ก องค์ประกอบความรู้ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ต่างมีผลชี้ตรงกันว่าเด็กช่วงปฐมวัยคือโอกาสทองของการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Functions, EF) ให้ได้ผลดีที่สุด ทักษะ EF ส่วนแรกคือการยับยั้งชั่งใจ ไม่ทำตามแรงกระตุ้นหรือตามอารมณ์ทันที เป็นพื้นฐานสำคัญในการ “อดใจไม่ยอมซื้อ” หรือแม้กระทั่ง “ออมก่อนใช้” หรือการเลือก “ซื้อไว้ใช้ ไม่ใช่ซื้อไว้โชว์” ทักษะ EF ส่วนที่สอง คือความจำเพื่อใช้งาน ด้วยการตั้งเป้าหมายทางการเงิน และมีกระบวนการย้ำเตือนความจำ ทำให้จิตผูกพันกับเป้าหมายทางด้านการเงิน และทักษะ EF ส่วนที่สาม คือความยืดหยุ่นทางความคิด สามารถปรับเปลี่ยนแผนการเงิน ไปตามสถานการณ์ชีวิตที่อาจจะเกิดเรื่องฉุกเฉินขึ้นได้

สำหรับโครงการ “เด็ก EF คิดเป็น เก่งการเงิน”ต่อยอดความสำเร็จจากความร่วมมือที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2563 ในพื้นที่อำเภอนำร่อง 2 แห่งของจังหวัดเชียงราย จนกระทั่งครบทั้ง 18 อำเภอในปี 2567 และขยายผลไปยังจังหวัดน่านและลำปาง ต่อมาในปี 2568 ได้เริ่มบูรณาการความรู้ทางการเงินกับทักษะ EF ในสถานศึกษา 20 แห่ง และเตรียมที่จะขยายความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมไปยังสถานศึกษาระดับปฐมวัยและประถมทั่วประเทศ ที่มุ่งจะพัฒนาในเรื่องความรอบรู้ทางการเงิน รวมทั้งต่อยอดไปยังคณะครุศาสตร์ของสถาบันอุดมศึกษากว่า 10 แห่งเพื่อสร้างครูรุ่นใหม่ที่มีความรู้ ทักษะ และ   เจตคติในการสอนความรอบรู้ทางการเงินด้วย  นอกจากนี้ โครงการยังพร้อมเปิดรับความร่วมมือจากองค์กรภาคีเครือข่ายเพื่อขยายผลไปสู่พื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งนี้ สามารถติดตามรายละเอียดและความคืบหน้าของโครงการฯ ได้ที่ www.setfoundation.or.th

จากชุดซาแซถึงชุดไหว้มินิมอล! CPF รวมชุดไหว้สารทจีน 2569 ชวนทุก GEN ร่วมสืบสานความกตัญญู

0

โต๊ะไหว้สารทจีนยังคงความหมายสำคัญ ทั้งการไหว้เจ้าและบรรพบุรุษเพื่อแสดงความกตัญญู ขณะที่วิถีการไหว้ของแต่ละครอบครัวมีทางเลือกมากขึ้น จากชุดซาแซแบบดั้งเดิมไปจนถึงชุดไหว้กะทัดรัดสำหรับคนรุ่นใหม่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF จึงรวมชุดไหว้และเมนูมงคลจากซีพี ห้าดาว เป็ดเจ้าสัว และเชสเตอร์ รับเทศกาลสารทจีน ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 27 สิงหาคม 2569 เพื่อให้แต่ละครอบครัวร่วมสืบสานประเพณีได้สะดวกยิ่งขึ้น

“ไหว้ให้ได้ดี” ครบเมนูมงคลกับ CP ที่ Makro และ Lotus’s ทุกสาขา

ซีพีเอฟ ร่วมกับ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) จัดแคมเปญ “ไหว้ให้ได้ดี” ระหว่างวันที่ 10 สิงหาคม–14 กันยายน 2569 รวมชุดอาหารมงคลสำหรับเตรียมโต๊ะไหว้ในที่เดียว ได้แก่ ชุดซาแซ 3 อย่าง ประกอบด้วย เป็ดพะโล้ ไก่ต้มน้ำปลา และสะโพกหมูต้ม ราคา 699 บาท และชุดไหว้มงคล 3 อย่าง ได้แก่ ไก่ต้ม เนื้อเป็ดพะโล้ และสะโพกหมูต้ม ราคาเริ่มต้น 399 บาท พร้อมโปรโมชันพิเศษ รับส่วนลดทันที 20 บาท เมื่อซื้อสินค้าครบ 799 บาทที่ Lotus’s และส่วนลด 35 บาท เมื่อซื้อสินค้าครบ 1,399 บาทที่ Makro

ห้าดาว–เป็ดเจ้าสัว จัดเต็ม “ไหว้ปุ๊บเฮงปั๊บยกทั้งตระกูล”

ห้าดาว มีไก่ย่างไหว้เจ้าพร้อมเครื่องใน ชุดละ 199 บาท ไก่ต้มน้ำปลาไหว้เจ้าพร้อมเครื่องใน ชุดละ 199 บาท เป็ดพะโล้ไหว้เจ้าพร้อมเครื่องใน ชุดละ 380 บาท และไก่จ๊อห้าดาวสูตรต้นตำรับ ราคาพิเศษไม้ละ 20 บาท

ขณะที่ เป็ดเจ้าสัว คัดสรรเมนูมงคล ได้แก่ เป็ดย่างพร้อมเครื่องใน และเป็ดต้มน้ำปลาพร้อมเครื่องใน ราคาชุดละ 199 บาท เป็ดพะโล้พร้อมเครื่องใน ชุดละ 380 บาท และไก่จ๊อต้นตำรับ ราคา 20 บาทต่อไม้

เปิดรับสั่งจองสินค้าตั้งแต่วันที่ 17–27 สิงหาคม 2569 และรับสินค้าได้ตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2569 ณ จุดบริการที่สั่งจอง (สินค้ามีจำนวนจำกัด)

Chester’s ชู “สะดวก อร่อย ครบจบในกล่องเดียว” รับสารทจีน GEN ใหม่

สำหรับคนรุ่นใหม่และครอบครัวที่ต้องการให้การไหว้เป็นเรื่องง่ายขึ้น เชสเตอร์ จัดชุดไหว้ไก่ย่าง ราคา 359 บาท จากปกติ 390 บาท และชุดไหว้ไก่ย่าง & ไก่ทอด ราคา 369 บาท จากปกติ 498 บาท โปรโมชันถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2569 สำหรับซื้อกลับเท่านั้น

แม้วิถีการไหว้จะปรับไปตามวิถีชีวิต แต่หัวใจของสารทจีนยังคงเป็น “ความกตัญญูและครอบครัว” อาหารพร้อมไหว้จึงเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้การสืบสานประเพณีสะดวกขึ้น พร้อมส่งต่ออาหารจากโต๊ะไหว้สู่มื้อแห่งความสุขที่ครอบครัวได้กลับมาใช้เวลาร่วมกัน.

SME ต้องรอด 2026

0

ทุกวันนี้เจ้าของธุรกิจ คงรู้สึกเหมือนกันใช่ไหมคะว่าการทำธุรกิจยุคนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะโลกธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก ทั้งสภาพเศรษฐกิจ พฤติกรรมผู้บริโภค เทคโนโลยี แถมยังมีเรื่องของ AI ที่แทรกเข้ามาในทุกอุตสาหกรรมแบบไม่ทันตั้งตัว หากเราหยุดพัฒนาตัวเอง หรือตามไม่ทัน ก็อาจจะตกขบวน หลุดวงโคจร ตามไม่ทันคนอื่นเค้า

ผู้ประกอบการ SME ในยุคนี้ นอกจากจะต้องคิดหาทางให้ธุรกิจอยู่รอดแล้ว ยังต้องทำให้ธุรกิจพร้อมเติบโต เมื่อโอกาสมาถึงด้วย ซึ่งต้องใช้ทักษะการบริหารเงิน มองหาแหล่งทุน ใช้เทคโนโลยีให้เป็น และที่สำคัญคือรู้จักลูกค้าของตัวเองให้มากขึ้น

ความรู้ต่างๆที่จำเป็นเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการสามารถไปเรียนรู้และอัปเดตได้ในงาน “SME ต้องรอด 2026 : Unlock New Possibilities” ซึ่งจัดโดย LiVE Platform ภายใต้กลุ่มตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยงานจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00-17.00 น. ที่อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อช่วยพวกเราปลดล็อกโอกาสใหม่ๆในการทำธุรกิจ

งานนี้ขนกูรูระดับประเทศ ผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญมากันแบบอุ่นหนาฝาคั่ง พร้อมองค์กรพันธมิตรอีก 22 แห่งรวมไว้ในที่เดียว ภายในงานแบ่งออกเป็น 5 เวทีไฮไลต์ ให้เราเลือกฟังตามความสนใจ ประกอบไปด้วย NEXT STAGE อัปเดตเทรนด์เศรษฐกิจ ทิศทางธุรกิจ และพฤติกรรมผู้บริโภค, GROW STAGE เจาะลึกแหล่งเงินทุน การระดมทุน และเทคนิคการขยายธุรกิจให้โตอย่างยั่งยืน, BUILD STAGE ติดอาวุธการบริหาร การเงิน การตลาด และการสร้างแบรนด์ที่นำไปใช้ได้จริง, AI STAGE เรียนรู้การนำ AI มาเป็นผู้ช่วย เพิ่มยอดขาย และลดต้นทุนธุรกิจ และ PITCHING STAGE ฟังแผนธุรกิจเด็ดๆพร้อมโอกาสหาพันธมิตรและนักลงทุน

นอกจากเนื้อหาเข้มข้นบนสเตจแล้ว งานนี้ยังมี SME Business Clinic ให้เราเข้าปรึกษาปัญหาธุรกิจได้แบบตัวต่อตัวกับผู้เชี่ยวชาญจาก Big 4 (Deloitte, EY, KPMG, PwC) และตลาดหลักทรัพย์ฯอีกด้วยนะคะ เพื่อช่วยวิเคราะห์ปัญหา วางกลยุทธ์ และมองแนวทางต่อยอดธุรกิจให้ตรงกับสถานการณ์ของแต่ละกิจการ โอกาสดีๆแบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆ เลยค่ะ แถมยังมี Service Provider Zone รวมผู้ให้บริการด้านธุรกิจที่ SME ใช้จริงมาไว้ในโซนเดียว รับรองว่าผู้ร่วมงานจะได้ไอเดียและคอนเนกชันใหม่ๆติดตัวกลับไปด้วย ไม่กลับมือเปล่าแน่นอน

งานนี้เข้าฟรีตลอดงาน! เพียงลงทะเบียนล่วงหน้าที่ https://set-event-registration.setgroup.or.th/e/SME-Event-2026 หรือแสกนคิวอาร์โค้ดด้านล่างนี้ ส่วนใครที่สนใจ SME Business Clinic ก็อย่าลืมแจ้งความประสงค์ตามช่องทางที่เปิดไว้ เพราะรอบปรึกษามีจำนวนจำกัดค่ะ

“คุณนายพารวย” ขอเชิญชวนผู้ประกอบการมาร่วมงานนี้กันเยอะๆ จะได้ไม่พลาดความรู้และโอกาสที่จะทำให้ธุรกิจของเราอยู่รอดและโตอย่างยั่งยืนค่ะ

คุณนายพารวย

ตลาดหลักทรัพย์ฯ รับจดทะเบียน 19 DR ใหม่ อ้างอิงหุ้นเอเชียและสหรัฐฯ ออกโดย INVX เริ่มซื้อขาย 18 ส.ค. นี้

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รับจดทะเบียนตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) 19 หลักทรัพย์ใหม่ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการลงทุนต่างประเทศที่หลากหลายและเข้าถึงง่ายแก่ผู้ลงทุนไทย โดย DR ชุดใหม่นี้ ครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ เทคโนโลยี เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การผลิตขั้นสูง และพลังงานสะอาด โดยมีหลักทรัพย์อ้างอิงมาจาก 5 ตลาดหลักทรัพย์ชั้นนำ ได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (HKEX) ตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น (SZSE) ตลาดหลักทรัพย์โตเกียว (TSE) ตลาดหลักทรัพย์แนสแด็ก (Nasdaq) และตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) ออกโดย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (INVX) เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ไทย 18 สิงหาคม 2569

6 DR ใหม่ อ้างอิงหุ้นที่จดทะเบียนใน HKEX, SZSE และ TSE

ชื่อย่อ DRหลักทรัพย์อ้างอิงรายละเอียดธุรกิจ
AJINO23  Ajinomoto Co., Inc. (2802.T)ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหาร และเครื่องปรุงรส รวมถึงวัสดุอิเล็กทรอนิกส์สำหรับ Semiconductor
IBIDEN23  IBIDEN Co., Ltd. (4062.T)ผลิต Printed Circuit Board (PCB) และ Ceramic Components สำหรับอุตสาหกรรม Semiconductor และยานยนต์
MURATA23  Murata Manufacturing Co., Ltd. (6981.T)ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น Capacitor, Filter และ Sensor สำหรับอุปกรณ์มือถือและยานยนต์
SCREEN23  SCREEN Holdings Co., Ltd. (7735.T)ผลิตเครื่องจักรสำหรับกระบวนการผลิต Semiconductor เช่น ระบบล้างแผ่น Wafer และอุปกรณ์ Coating
TONGFU23  Tongfu Microelectronics Co., Ltd. (002156.SZ)ให้บริการบรรจุภัณฑ์และทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ (Packaging & Testing) หนึ่งในผู้รับจ้างผลิตชิปรายใหญ่ของจีน
YOFC23  Yangtze Optical Fibre and Cable JSC (6869.HK)ผลิตและจำหน่ายสายไฟเบอร์ออปติกและอุปกรณ์เครือข่าย สำหรับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม

13 DR ใหม่ อ้างอิงหุ้นที่จดทะเบียนใน Nasdaq และ NYSE

ชื่อย่อ DRหลักทรัพย์อ้างอิงรายละเอียดธุรกิจ
AAOI23Applied Optoelectronics, Inc. (AAOI)ผลิตตัวรับส่งสัญญาณแสง (Optical Transceiver) สำหรับ Data Center, Broadband และ Telecom
ALAB23Astera Labs, Inc. (ALAB)  พัฒนาชิปเชื่อมต่อ (Connectivity Chip) สำหรับ Data Center โดยเฉพาะรองรับระบบ AI Infrastructure
AMKR23Amkor Technology, Inc. (AMKR)ให้บริการบรรจุภัณฑ์และทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ (Packaging & Testing) แบบรับจ้างผลิต
ASTS23  AST SpaceMobile, Inc. (ASTS)พัฒนาเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมโดยตรงสู่มือถือ (Direct-to-Cell)
CRWV23  CoreWeave, Inc. (CRWV)ให้บริการ Cloud Computing เน้น GPU Infrastructure สำหรับงาน AI โดยเฉพาะ
DELL23Dell Technologies Inc. (DELL)ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ IT ทั้ง PC, Server, Storage รวมถึงโซลูชัน Infrastructure สำหรับองค์กร
EOSE23  Eos Energy Enterprises, Inc. (EOSE)พัฒนาระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่สังกะสี (Zinc Battery) สำหรับโครงข่ายไฟฟ้าและพลังงานทดแทน
IBM23  International Business Machines Corp. (IBM)ให้บริการด้าน IT ครบวงจร ทั้ง Cloud, AI, Consulting และ Software แก่ลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ทั่วโลก
NOW23  ServiceNow, Inc. (NOW)  ให้บริการแพลตฟอร์ม Cloud-based สำหรับจัดการกระบวนการทำงานระดับ Enterprise
ORCL23  Oracle Corporation (ORCL)ให้บริการซอฟต์แวร์ฐานข้อมูลและ Cloud ERP ระดับองค์กร มีฐานลูกค้าเดิมขนาดใหญ่และกำลังขยายธุรกิจ Cloud
QCOM23QUALCOMM Incorporated (QCOM)ออกแบบชิปประมวลผลและโมเด็มสำหรับสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ IoT มีรายได้หลักจากการขายชิปและค่าลิขสิทธิ์สิทธิบัตร
RGTI23  Rigetti Computing, Inc. (RGTI)พัฒนาคอมพิวเตอร์ควอนตัม (Quantum Computer) และให้บริการผ่าน Cloud
SMR23  NuScale Power Corporation (SMR)พัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor)

ศึกษารายละเอียด 19 DR ใหม่ได้ที่เว็บไซต์สำนักงาน ก.ล.ต. www.sec.or.th หรือบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์คือ
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด www.innovestx.co.th หรือศึกษาผลิตภัณฑ์ DR เพิ่มเติมได้ที่ www.set.or.th/dr

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือสมาคมนักลงทุนประเทศไทย จัดงาน “AI for Investors: ติดอาวุธนักลงทุนด้วย AI” เปิดตัวคอร์สออนไลน์ เรียนฟรี ก.ย.-ต.ค. นี้

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสมาคมนักลงทุนประเทศไทย ร่วมจัดโครงการ “AI for Investors: ติดอาวุธนักลงทุนด้วย AI” ส่งเสริมทักษะผู้ลงทุนไทยให้ก้าวทันเทคโนโลยี AI ตั้งแต่พื้นฐานสู่การวิเคราะห์และบริหารพอร์ตการลงทุนได้จริง โดยมี สรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์ฯ ทิวา ชินธาดาพงศ์ นายกสมาคมนักลงทุนประเทศไทย พร้อมด้วยผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ฯ และสมาคมฯ ร่วมเปิดงาน รวมถึงวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ร่วมให้ข้อมูลความรู้ในสัมมนาเปิดตัวโครงการ เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2569 มีผู้ร่วมงานคับคั่งกว่า 700 คน สะท้อนความมุ่งมั่นในการส่งเสริมผู้ลงทุนให้สามารถนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์เพื่อเพิ่มโอกาสในการลงทุน

“AI for Investors: ติดอาวุธนักลงทุนด้วย AI” เป็นคอร์สออนไลน์ที่สอนโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้าน AI และนักลงทุนระดับแนวหน้า ผู้ลงทุนสามารถเรียนรู้ได้ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 19.00 น. ระหว่างวันที่ 3 ก.ย.-29 ต.ค. 2569 ทาง YouTube “SET Thailand” และ “สมาคมนักลงทุนประเทศไทย” เรียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

เมืองไทยประกันชีวิตครอง Share of Voice 42% อันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2  ตอกย้ำการสื่อสารที่เข้าถึงประชาชน เด่นด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ บริการลูกค้า และคอนเทนต์สุขภาพ “Go Healthier with MTL”

0

เมืองไทยประกันชีวิตตอกย้ำความแข็งแกร่งของแบรนด์ จากผล Social Monitoring & Listening เมษายน–มิถุนายน 2569 ซึ่งได้รับการกล่าวถึงรวม 256,448 Mentions คิดเป็น Share of Voice 42% จากทั้งหมด 613,411 Mentions ในกลุ่มแบรนด์ประกันชีวิตที่ทำการติดตาม ครองอันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกที่ 37% โดยมีแรงสนับสนุนจากการสื่อสารด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ การบริการลูกค้า และรายการออนไลน์ “Go Healthier with MTL” ซึ่งมีคุณสาริศา ล่ำซำ เป็นผู้ดำเนินรายการ

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เมืองไทยประกันชีวิตสามารถเชื่อมโยงการสื่อสาร ผลิตภัณฑ์ บริการ และคอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์ เข้ากับความสนใจของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเสียงตอบรับที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์เป็นภาพสะท้อนสำคัญของการรับรู้ ความสนใจ และการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์อย่างต่อเนื่อง”

เมื่อพิจารณาเป็นรายเดือน เมืองไทยประกันชีวิตได้รับการกล่าวถึงจำนวน 108,200 Mentions ในเดือนเมษายน  93,986 Mentions ในเดือนพฤษภาคม และ 54,262 Mentions ในเดือนมิถุนายน สะท้อนถึงการสื่อสารและกิจกรรมของบริษัทฯ ที่สามารถสร้างการรับรู้ได้อย่างต่อเนื่องตลอดไตรมาส ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ การบริการ ช่องทางดิจิทัล และเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

นอกจากนี้ เมืองไทยประกันชีวิตยังได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกรวม 1,676 Mentions โดยเดือนพฤษภาคมเป็นเดือนที่ได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกสูงสุดที่ 900 Mentions ตามด้วยเดือนเมษายน 561 Mentions และเดือนมิถุนายน 215 Mentions ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความสนใจของประชาชนที่มีต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ

ประเด็นที่ได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกส่วนใหญ่มาจากด้านผลิตภัณฑ์ 52% รองลงมาคือ บริการหลังการขาย 21% และภาพลักษณ์แบรนด์ 19% โดยแรงสนับสนุนสำคัญมาจากแคมเปญ D Health Lite และ BBPK กิจกรรมบนสื่อสังคมออนไลน์ ตลอดจนการให้บริการผ่าน MTL Customer Contact Center บริการ Video Call และ #MTLsmileservice ที่ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงข้อมูลและบริการได้สะดวกยิ่งขึ้น

อีกหนึ่งคอนเทนต์สำคัญที่มีส่วนช่วยสนับสนุนการเติบโตของ Share of Voice ในไตรมาสนี้ คือรายการออนไลน์ด้านสุขภาพและประกัน “Go Healthier with MTL” โดยมี คุณสาริศา ล่ำซำ เป็นผู้ดำเนินรายการ ถ่ายทอดความรู้จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในประเด็นสุขภาพใกล้ตัว อาทิ ฝุ่น PM2.5 อัลไซเมอร์ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไต การนอน เชื้อดื้อยา และ EP.7 ล่าสุด เรื่อง HYROX กับการเตรียมความพร้อมก่อนลงแข่งจริง ในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้จริง

ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวสะท้อนว่า Share of Voice ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขการกล่าวถึงบนโลกออนไลน์ แต่เป็นเสียงสะท้อนจากประชาชนที่แสดงถึงผลลัพธ์ของการดำเนินงาน ทั้งด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การยกระดับบริการ และการสื่อสารที่เข้าถึงผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน เมืองไทยประกันชีวิตจึงยังคงให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงของลูกค้าและประชาชน เพื่อนำข้อมูลเชิงลึกมาต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ลูกค้าให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การวิเคราะห์ครั้งนี้จัดทำโดย Wisesight ผู้ให้บริการด้าน Social Data Analytics และ Social Intelligence ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการรวบรวมและวิเคราะห์เสียงผู้บริโภคบนสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อนำไปสู่ข้อมูลเชิงลึกสำหรับการวางแผนและตัดสินใจขององค์กร โดยรวบรวมข้อความมากกว่า 15 ล้านข้อความต่อวัน และให้บริการแก่องค์กรกว่า 300 แห่ง

“เมืองไทยประกันชีวิตยังคงเดินหน้ารับฟังเสียงของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ คอนเทนต์ และช่องทางการสื่อสารที่เข้าถึงง่าย เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีในทุกมิติ ตลอดจนตอกย้ำบทบาทขององค์กรประกันชีวิตที่พร้อมดูแลและอยู่เคียงข้างลูกค้าในทุกช่วงของชีวิต พร้อมนำทุกเสียงสะท้อนมาต่อยอดสู่การพัฒนาที่ตอบโจทย์และสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าอย่างยั่งยืน” นายสาระกล่าวสรุป

บำรุงราษฎร์ชู Complete Heart Failure Care เส้นทางการรักษาที่ครอบคลุม สู่โอกาสใหม่ของผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว

0

บำรุงราษฎร์ชู “Complete Heart Failure Care” ผสานทีมแพทย์และเทคโนโลยีขั้นสูง ดูแลผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวอย่างสมบูรณ์ ย้ำการส่งต่อผู้ป่วยตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและการตัดสินใจรักษาอย่างทันท่วงที เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสมในเวลาที่เหมาะสม เพิ่มโอกาสรอดชีวิต ครอบคลุมตั้งแต่การรักษาด้วยยา การใช้ ECMO และ Impella การปลูกถ่ายหัวใจ ไปจนถึงการฟื้นฟูเพื่อกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพ

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จัด Exclusive Afternoon Tea Conversation ภายใต้หัวข้อ “Bumrungrad’s Complete Heart Failure Care Pathway: A Second Chance at Life” นำเสนอแนวทางการดูแลผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวอย่างครอบคลุมและเชื่อมโยงทุกขั้นตอนการรักษา ผ่านการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดของทีมสหสาขาวิชาชีพและเทคโนโลยีขั้นสูง ตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษาในระยะเริ่มต้น การดูแลผู้ป่วยภาวะวิกฤต การใช้เทคโนโลยีพยุงการทำงานของหัวใจ ปอด และการไหลเวียนโลหิต การปลูกถ่ายหัวใจ ตลอดจนการฟื้นฟูและติดตามผลระยะยาว

หัวใจล้มเหลวไม่ใช่โรคเดี่ยว แต่เป็นปลายทางของโรคหัวใจหลายชนิด
พญ.ปิยฉัตร พิพัฒนพงศ์โสภณ แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ หัวใจล้มเหลว และการปลูกถ่ายหัวใจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ภาวะหัวใจล้มเหลวเป็นปลายทางของโรคหัวใจหลายชนิด อาทิ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคลิ้นหัวใจ และภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง ผู้ป่วยแต่ละรายจึงมีสาเหตุและระดับความรุนแรงแตกต่างกัน แนวทางรักษาจึงเป็นการดูแลแบบเฉพาะบุคคล โดยเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับสภาวะของผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด โดยปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิต คือการส่งต่อผู้ป่วยมายังทีม Advanced Heart Failure ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น (Early Referral) โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยเริ่มมีอาการทรุดลง หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษามาตรฐาน เพื่อให้ทีมแพทย์มีเวลาในการประเมินและพิจารณาทางเลือกการรักษาขั้นสูง ก่อนที่ภาวะหัวใจล้มเหลวจะส่งผลกระทบต่ออวัยวะสำคัญอื่น

โดยยกกรณีของคุณ Timothy ผู้ป่วยชายวัย 64 ปี ที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงมานานกว่า 15 ปี แม้ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง แต่อาการทรุดลงอย่างรวดเร็วจนเข้าสู่ภาวะวิกฤตและต้องใช้เทคโนโลยีพยุงการทำงานของหัวใจ ทั้งการใส่ Pacemaker การใช้ CRT-D การทำ MitraClip และการรักษาด้วยยา เมื่อประเมินว่าหัวใจไม่สามารถฟื้นตัวได้เพียงพอ การปลูกถ่ายหัวใจจึงเป็นทางเลือกสำคัญ โดยตลอดเส้นทางการรักษาต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของทีมสหสาขาวิชาชีพ ตั้งแต่อายุรแพทย์โรคหัวใจด้านหัวใจล้มเหลว ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก ทีม CCU วิสัญญีแพทย์ นักเทคโนโลยีหัวใจ เภสัชกรผู้เชี่ยวชาญด้านยาโรคหัวใจ รวมถึงทีมผู้ประสานงานภาวะหัวใจล้มเหลวและการปลูกถ่ายหัวใจ ซึ่งเชื่อมโยงการดูแลและประสานข้อมูลกับครอบครัวและทีมรักษา เพื่อให้การรักษาดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง

ECPELLA เทคโนโลยีพยุงชีวิต ซื้อเวลาให้อวัยวะสำคัญฟื้นตัว
ด้าน ร.ต.อ.นพ.สกลวัชร มนต์ไตรเวศย์ แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ มัณฑนากรหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า เมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวขั้นวิกฤตหรือภาวะช็อก ทุกนาทีมีความหมายต่อโอกาสรอดชีวิต ทีมแพทย์จึงต้องประเมินและเลือกใช้เทคโนโลยีพยุงชีพในจังหวะเวลาที่เหมาะสม โดยผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง อาจพิจารณาใช้ ECMO เพื่อช่วยพยุงการทำงานของหัวใจและปอด ร่วมกับ pVAD หรือ Impella ซึ่งช่วยลดภาระการทำงานและความดันภายในหัวใจ หรือที่เรียกว่า ECPELLA เพื่อรักษาการไหลเวียนเลือดไปยังอวัยวะสำคัญ และเปิดโอกาสให้ร่างกายฟื้นตัวจากภาวะวิกฤต

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความสำเร็จ ปัจจัยสำคัญคือการเลือกใช้เทคโนโลยีในเวลาที่เหมาะสม ประสบการณ์ของทีมผู้เชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะเป็น แพทย์มัณฑนากรหัวใจและหลอดเลือด ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก วิสัญญีแพทย์ นักเทคโนโลยีหัวใจและทรวงอก ทีม CCU และบุคลากรทุกฝ่ายที่ร่วมกันติดตามภาวะแทรกซ้อนอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง โดยในกรณีที่หัวใจไม่สามารถฟื้นกลับมาทำงานได้เพียงพอ เทคโนโลยีพยุงชีพขั้นสูงสามารถทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมสู่การปลูกถ่ายหัวใจ (Bridge to Transplant) เพื่อประคับประคองระบบไหลเวียนเลือด เปิดโอกาสให้อวัยวะสำคัญฟื้นตัว และเตรียมความพร้อมของผู้ป่วยสำหรับการปลูกถ่ายหัวใจเมื่อมีหัวใจบริจาคที่เหมาะสม

ปลูกถ่ายหัวใจ ภารกิจแข่งกับเวลาภายในกรอบไม่เกิน 4 ชั่วโมง
นพ.พัชร อ่องจริต แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า เมื่อได้รับแจ้งจากสภากาชาดไทยว่า มีหัวใจบริจาคที่เข้ากันได้กับผู้ป่วย ทุกฝ่ายต้องเข้าสู่กระบวนการทำงานแข่งกับเวลาทันที เนื่องจากหัวใจที่นำออกจากร่างผู้บริจาคมีระยะเวลาเก็บรักษานอกร่างกายโดยทั่วไปไม่เกิน 4 ชั่วโมง ขณะที่ทีมศัลยแพทย์เดินทางไปผ่าตัดนำหัวใจจากผู้บริจาค อีกทีมจะเตรียมผู้ป่วยและห้องผ่าตัดให้พร้อม โดยทุกขั้นตอนต้องดำเนินไปพร้อมกันอย่างเป็นระบบและไร้รอยต่อ รวมถึงการประสานด้านการเดินทางกับตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ เพื่อให้หัวใจบริจาคมาถึงผู้ป่วยภายในระยะเวลาที่กำหนด

การปลูกถ่ายหัวใจจึงไม่ใช่ภารกิจของศัลยแพทย์เพียงคนเดียว แต่เป็นการทำงานของทีมสหสาขาวิชาชีพ ทั้งศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก วิสัญญีแพทย์เฉพาะทางด้านการปลูกถ่ายอวัยวะ ทีมพยาบาลห้องผ่าตัด และบุคลากรทุกฝ่าย เพื่อให้การผ่าตัดดำเนินไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ สถาบันโรคหัวใจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีประสบการณ์ในการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจที่ประสบความสำเร็จมานานกว่า 20 ปี โดยได้รับอนุญาตจากสภากาชาดไทยให้เป็นศูนย์ปลูกถ่ายหัวใจ และได้รับการรับรองมาตรฐาน JCI Heart Failure จากสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ ยังได้รับการจัดอันดับจากนิตยสาร Newsweek ให้เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลเฉพาะทางที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2569 ด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ และเป็นโรงพยาบาลไทยเพียงแห่งเดียวที่ติดอันดับดังกล่าว รวมทั้งได้รับการจัดอันดับให้เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางที่ดีที่สุดในเอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2569 ด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจและศัลยศาสตร์หัวใจ เป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย

โดยผลลัพธ์การรักษา มีอัตราการเสียชีวิตภายใน 30 วันหลังการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจเป็น 0 (30-day mortality = 0) ขณะที่ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวขั้นสูงที่ได้รับการปลูกถ่ายหัวใจมีอัตราการรอดชีวิตหลังการผ่าตัดประมาณ 85–90% ขณะที่ผู้ป่วยกลุ่มนี้ หากไม่ได้รับการปลูกถ่ายหัวใจ อาจมีโอกาสเสียชีวิตภายใน 1–2 ปี

การปลูกถ่ายหัวใจไม่ใช่ปลายทาง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการกลับไปใช้ชีวิต
ขณะที่ คุณรุจิรา ทรงประโคน Division Director, Clinical Service Line-OPD 1 โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ทีมผู้ประสานงานการปลูกถ่ายหัวใจมีบทบาทสำคัญตลอดเส้นทางการรักษา โดยทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมสำคัญของ Integrated Patient Journey ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนรอรับบริจาคหัวใจกับสภากาชาดไทย การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างทีม Heart Failure ทีม ICU และทีมปลูกถ่ายหัวใจ ไปจนถึงการสื่อสารกับผู้ป่วยและครอบครัว โดยเฉพาะในช่วงรอรับบริจาคหัวใจที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าโอกาสจะมาถึงเมื่อใด ทุกฝ่ายจึงต้องมีความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ทีมแพทย์ ทีมดูแลผู้ป่วย และครอบครัวได้รับข้อมูลตรงกัน สามารถตัดสินใจร่วมกัน และพร้อมดำเนินการทันทีเมื่อมีหัวใจบริจาคที่เหมาะสม

หลังการปลูกถ่ายหัวใจ ผู้ป่วยจะเข้าสู่โปรแกรม Cardiac Rehabilitation โดยทีมสหสาขาวิชาชีพร่วมดูแลทั้งด้านการฟื้นฟูร่างกาย โภชนาการ การใช้ยา และการติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง พร้อมเตรียมความพร้อมให้ผู้ป่วยและครอบครัวสำหรับการดูแลตนเองหลังกลับบ้าน ภายใต้แนวคิด Family-centered Care ที่ให้ครอบครัวมีส่วนร่วมตลอดกระบวนการรักษา เพราะความสำเร็จของการปลูกถ่ายหัวใจไม่ได้หมายถึงเพียงการรอดชีวิตหรือผ่านการผ่าตัด แต่คือการช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิต ทำกิจวัตรประจำวัน และมีช่วงเวลาที่มีคุณค่าร่วมกับครอบครัวอีกครั้ง

การปลูกถ่ายหัวใจจึงไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการรักษา แต่เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ ขณะที่การวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว การส่งต่อผู้ป่วยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การตัดสินใจใช้เทคโนโลยีในเวลาที่เหมาะสม และการทำงานร่วมกันของทีมสหสาขาวิชาชีพ คือองค์ประกอบสำคัญในการเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้แก่ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สถาบันโรคหัวใจ ชั้น 14 อาคาร A (คลินิก) โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โทร. 065 509 9198 (8:00-20:00 น.) หรือ 02 066 8888 (20:00-8:00 น.)

รวมพลังพนักงานทรูทั่วประเทศ ลงพื้นที่ใกล้ชิดลูกค้า “เติมใจให้กัน ด้วยสัญญาณที่ถึงใจ” ยกระดับ True Customer Day 2026 สู่ภารกิจฟังเสียงลูกค้า ขับเคลื่อน Big Moves ด้านประสบการณ์ลูกค้าที่ดีกว่า

0

จาก “สัญญาณ” ที่เชื่อมต่อผู้คน สู่ “สัญญาณที่ถึงใจ” พร้อมก้าวใหญ่ เพื่อประสบการณ์ลูกค้าที่ดีกว่า…ทรู คอร์ปอเรชั่น ยกระดับ True Customer Day 2026 จากกิจกรรมขอบคุณลูกค้า สู่ภารกิจสำคัญของทั้งองค์กรในการลงพื้นที่พบลูกค้า รับฟังเสียงสะท้อนจากประสบการณ์จริง และนำอินไซต์ที่ได้กลับไปพัฒนาบริการในทุกมิติ สานต่อพันธกิจการเป็นองค์กรโทรคมนาคม-เทคโนโลยีที่ยึด “ลูกค้า” เป็นหัวใจสำคัญ ภายใต้แนวคิด “เติมใจให้กัน ด้วยสัญญาณที่ถึงใจ” นำโดย คุณซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมคณะผู้บริหารและพนักงานกว่า 2,000 คน ออกเดินสายพร้อมกันทั่วประเทศ ผ่าน 9 เส้นทางยุทธศาสตร์ ครอบคลุมกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่ ได้แก่ เชียงใหม่ นครปฐม ชลบุรี ขอนแก่น นครราชสีมา และสงขลา เพื่อพบปะลูกค้าอย่างใกล้ชิด ทั้งในแหล่งชุมชน ย่านธุรกิจ ศูนย์การค้า และพื้นที่การใช้ชีวิตจริงของผู้คน

ภารกิจครั้งนี้สะท้อนหนึ่งใน Big Moves สำคัญของทรู ด้าน Customer Experience ที่จะยกระดับประสบการณ์ลูกค้าอย่างเป็นระบบ ผ่านการทำงานร่วมกันของทุกทีมทั้งองค์กร ตั้งแต่ผู้บริหาร พนักงานหน้าร้าน ทีมเครือข่าย ทีมดิจิทัล ทีมบริการลูกค้า ไปจนถึงทีมดูแลความปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อให้ทุกเสียงสะท้อนจากลูกค้าไม่หยุดอยู่เพียงการรับฟัง แต่ถูกนำไปต่อยอดเป็นการพัฒนาบริการจริงในทุกจุดสัมผัส ตอกย้ำเป้าหมายของทรูในการส่งมอบประสบการณ์ที่เข้าถึง เข้าใจ และอยู่เคียงข้างลูกค้าในทุกวัน ทั้งด้านความมั่นใจในการเชื่อมต่อ ความคุ้มค่าในชีวิตประจำวัน และความปลอดภัยในโลกดิจิทัล

คุณซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “True Customer Day สะท้อนความมุ่งมั่นของทรูในการขับเคลื่อนวัฒนธรรมที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง ผ่านภารกิจที่พนักงานทุกคนมีเป้าหมายร่วมกันในการให้ความต้องการ และประสบการณ์ของลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญของทุกการตัดสินใจ และทุกกระบวนการทำงาน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของกลยุทธ์ก้าวใหญ่เพื่อประสบการณ์ที่ดีกว่า วันนี้ พนักงานด่านหน้าและทีมสนับสนุนกว่า 2,000 คน พร้อมใจกันลงพื้นที่เพื่อสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า ผ่านสิทธิพิเศษและของรางวัลแทนคำขอบคุณ พร้อมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากลูกค้าโดยตรง เพื่อนำเสียงสะท้อนเหล่านั้นไปต่อยอดและพัฒนาการให้บริการอย่างต่อเนื่อง สำหรับทรู เสียงของลูกค้าคือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทั่วทั้งองค์กร ตั้งแต่การพัฒนาเครือข่าย การออกแบบบริการ ไปจนถึงการสร้างประสบการณ์ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้รับความเข้าใจ การดูแล และการสนับสนุนในทุกวัน”

ภายใต้แนวคิด “เติมใจให้กัน” ทรูออกแบบสิทธิประโยชน์ของ True Customer Day 2026 ให้ครอบคลุมการดูแลลูกค้าใน 3 มิติสำคัญ ครอบคลุมทั้ง เติมความเชื่อมั่นในทุกการเชื่อมต่อ เติมความคุ้มค่าให้ทุกวันประทับใจ และเติมการปกป้องให้ใช้ชีวิตดิจิทัลได้อย่างมั่นใจ
1.เติมความเชื่อมั่นในทุกการเชื่อมต่อ (Network Leadership) ตอกย้ำความมั่นใจในคุณภาพเครือข่าย ด้วยสิทธิ์รับฟรีเน็ต True5G เต็มสปีด 3GB นาน 1 วัน และสิทธิเพิ่มความเร็วอินเทอร์เน็ตบ้านฟรีนาน 15 วัน เพื่อให้ลูกค้าใช้งานได้อย่างลื่นไหลและมั่นใจยิ่งขึ้น
2.เติมความคุ้มค่าให้ทุกวันประทับใจ (More Value Everyday) ส่งต่อสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน อาทิ คูปองบนมือถือ 7-Eleven มูลค่า 10 บาท ใช้แทนเงินสดในร้าน 7-Eleven, สิทธิ์ใช้งาน TrueVisions NOW ฟรี 7 วัน เพื่อรับชมคอนเทนต์ กีฬา และความบันเทิง, สิทธิ์ใช้งาน “ตาตั้ง by TrueID” ฟรี 7 วัน สำหรับรับชมซีรีส์สั้นแนวตั้งได้ไม่อั้น, ส่วนลด 30% สำหรับอุปกรณ์ Smart Home รุ่นที่ร่วมรายการบน TrueX และส่วนลดมือถือ 5G เพิ่มเติม 200 บาท เมื่อซื้อเครื่องพร้อมแพ็กเกจที่ร่วมรายการ ณ True Shop หรือ dtac hall
3.เติมการปกป้องให้ใช้ชีวิตดิจิทัลไร้กังวล (Care Beyond Service) มอบสิทธิ์ทดลองใช้งาน True CyberSafe PRO ฟรี 1 เดือน เพื่อช่วยปกป้องลูกค้าจากภัยไซเบอร์และมิจฉาชีพออนไลน์ พร้อมระบบบล็อก แจ้ง และเตือนภัยตลอด 24 ชั่วโมง สะท้อนความตั้งใจของทรูในการดูแลลูกค้าให้ครอบคลุมมากกว่าการให้บริการสัญญาณ แต่รวมถึงความปลอดภัยในชีวิตดิจิทัล

ลูกค้าสามารถรับสิทธิพิเศษได้หลากหลายช่องทาง ทั้งการพบทีม Troop ในพื้นที่กิจกรรม การเข้าร่วมผ่าน True Shop และ dtac hall ที่ร่วมรายการ หรือการกดรับสิทธิ์ผ่านช่องทางออนไลน์บนแอปทรู เพื่อให้ลูกค้าทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงความคุ้มค่าและการดูแลจากทรูได้อย่างสะดวก

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของกิจกรรมปีนี้ คือการรับฟังเสียงลูกค้าอย่างเป็นระบบผ่านแบบสอบถามหน้างาน โดยทีมพนักงานจะพูดคุยและบันทึกฟีดแบ็กจากลูกค้าอย่างเจาะจง เพื่อนำข้อมูลจริงจากพื้นที่กลับไปต่อยอดการพัฒนาบริการ รวมถึงการเซอร์ไพรส์ลูกค้าเก่าที่ใช้บริการกับทรูหรือดีแทคมากกว่า 10 ปี เพื่อแทนคำขอบคุณสำหรับความไว้วางใจที่มีให้กันมาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากการส่งมอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าแล้ว คณะผู้บริหารและพนักงานทรูยังเดินสายเยี่ยมเยียน True Shop และ dtac hall รวม 40 จุดทั่วประเทศ เพื่อขอบคุณและส่งกำลังใจให้พนักงานหน้าร้าน ซึ่งเป็นด่านหน้าสำคัญในการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด พร้อมมอบ “Heart Cookies” ภายใต้ข้อความ “We care. We appreciate.” เพื่อสะท้อนค่านิยม Compassion และตอกย้ำวัฒนธรรมองค์กรที่ให้ความสำคัญกับทั้งลูกค้าและคนทำงานที่อยู่เบื้องหลังประสบการณ์ที่ดีในทุกวัน

True Customer Day 2026 “เติมใจให้กัน ด้วยสัญญาณที่ถึงใจ ” จึงเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อน จากทรู คอร์ปอเรชั่น ในการขับเคลื่อนองค์กรด้วยพลังของลูกค้า เปลี่ยนทุกเสียงสะท้อนจากพื้นที่จริงให้กลายเป็นแนวทางพัฒนาบริการที่ตอบโจทย์มากขึ้น พร้อมตอกย้ำบทบาทของทรูในฐานะบริษัทโทรคมนาคม-เทคโนโลยีชั้นนำของประเทศไทย ที่มุ่งเชื่อมโยงผู้คน ครอบครัว ธุรกิจ และสังคมไทย ผ่านโครงข่ายคุณภาพสูง นวัตกรรมดิจิทัล และบริการที่ออกแบบโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อร่วมสร้างสังคมดิจิทัลที่เชื่อมต่อได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และยั่งยืน