Home Blog Page 2

เบื้องหลังอาหารหนึ่งมื้อ: CPF RD Center กับโจทย์ “อร่อยเหมือนเดิม แต่ดีต่อสุขภาพกว่าเดิม”

0

ในปัจจุบัน นิยามและความคาดหวังของผู้บริโภค เมื่อพูดถึง “อาหารที่ดี” มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก เมื่อก่อนเราอาจนึกถึงอาหารที่อร่อย สะอาด รับประทานแล้วอิ่มท้อง แต่ปัจจุบันอาหารที่ดี มีรายละเอียดมากกว่านั้น ผู้คนเริ่มใส่ใจมากขึ้น เกี่ยวกับปริมาณน้ำตาล โซเดียม โปรตีน ส่วนผสม ไปจนถึงที่มาของวัตถุดิบต่างๆ ที่ส่งผลต่อความปลอดภัยของสุขภาพ เพราะอาหารไม่ได้ถูกแยกออกจากเรื่องสุขภาพเหมือนเดิมอีกต่อไป แนวคิดเหล่านี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ต้องคิดให้ไกลกว่า “ความอร่อย” ในทุกขั้นตอนของการพัฒนาอาหาร

เมื่อเทรนด์สุขภาพเปลี่ยนวิธีเลือกอาหารของคนไทย

จากผลสำรวจ PwC Voice of the Consumer Survey 2025[1] ซึ่งสำรวจผู้บริโภคชาวไทย 521 คน พบว่านอกจากเรื่องของราคา (51%) และรสชาติ (47%) แล้ว อีกปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภคใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกซื้ออาหาร คือ “คุณค่าทางโภชนาการสูง” (43%) ขณะเดียวกัน ความปลอดภัยของอาหารก็เป็นอีกเรื่องที่คนให้ความสำคัญ โดย 55% กังวลเรื่องสารเติมแต่งหรือสารกันเสียในอาหาร และ 51% กังวลถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพจากอาหารแปรรูปสูง (Ultra-processed foods)

สิ่งที่น่าสนใจคือ ความใส่ใจเรื่องสุขภาพไม่ได้หยุดอยู่เพียงคำถามที่ว่า “ควร หรือ ไม่ควรรับประทานอะไร” แต่กำลัง เข้ามาอยู่ในรายละเอียดเล็กๆ ของ “การเลือก” ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การดูส่วนประกอบ การคำนวณแคลอรี่ เลือกคุณค่าทางโภชนาการ ไปจนถึงการเลือกรสชาติที่หวานหรือเค็มน้อยลง

เมื่อเริ่มคุ้นเคยกับทางเลือกใหม่ การรับรสชาติก็เปลี่ยนตามได้

หลังจากกระแสการลดน้ำตาลกลายเป็นวาระสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารทั่วโลกตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ‘การลดโซเดียม’ กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ด้านโภชนาการในยุคปัจจุบัน หลายประเทศได้กำหนดเป้าหมายการลดการบริโภคโซเดียมอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมผลักดันการรณรงค์ด้านสุขภาพและมาตรการทางนโยบายต่าง ๆ เพื่อมอบทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น โดยยังคงรสชาติและประสบการณ์การบริโภคที่ผู้บริโภคชื่นชอบ

องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดให้การบริโภคโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวันเป็นระดับที่เหมาะสมต่อสุขภาพ แต่ในความเป็นจริง ผู้คนทั่วโลกยังบริโภคโซเดียมเฉลี่ยมากกว่า 4,200 มิลลิกรัมต่อวัน ขณะที่คนไทยมีการบริโภคโซเดียมเฉลี่ยสูงกว่า 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งเกินกว่าคำแนะนำด้านสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญ

การลดโซเดียมก็มีแนวคิดคล้ายกัน คือการค่อย ๆ ปรับรสชาติให้ผู้บริโภคยังรู้สึกว่าอร่อย ขณะเดียวกันก็ลดปริมาณโซเดียมลง เพราะการบริโภคโซเดียมสูงอย่างต่อเนื่องสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง รวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไตเรื้อรัง
แต่หากมองให้กว้างกว่าการ “ลดเค็ม” การดูแลสุขภาพตัวเองผ่านอาหารไม่ได้มีเพียงการลดสิ่งที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพเท่านั้น การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกัน ไปจนถึงการดูแลผู้ที่มีความต้องการทางโภชนาการเฉพาะ จึงเป็นบทบาทของอาหารในอนาคต ซึ่งอาจไปไกลกว่าการให้ความอิ่ม อร่อยเพียงอย่างเดียว

โจทย์ของคนพัฒนาอาหารเปลี่ยนตามทิศทางการบริโภค

อาหารหนึ่งมื้อจะมีส่วนช่วยดูแลสุขภาพของผู้บริโภคได้อย่างไร หนึ่งในทิศทางที่ ซีพีเอฟ ให้ความสำคัญคือ อาหารเป็นยา (Food as Medicine) ซึ่งไม่ได้หมายถึงการนำอาหารมาแทนการรักษาด้วยยา แต่เป็นการมองว่าอาหารที่รับประทานในแต่ละวันสามารถมีส่วนช่วยดูแลสุขภาพได้มากขึ้น

บทบาทสำคัญประการหนึ่งของ ศูนย์วิจัยและพัฒนาซีพีเอฟ คือการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความเข้าใจผู้บริโภคมาทำงานร่วมกัน ตั้งแต่การเสริมโปรตีน ใยอาหาร หรือโอเมก้า 3 การลดน้ำตาล เกลือ และไขมันบางประเภท ไปจนถึงการพัฒนาอาหารสำหรับผู้ที่มีความต้องการทางโภชนาการเฉพาะ เพราะการเปลี่ยนส่วนประกอบแต่ละครั้งไม่ได้กระทบเพียงคุณค่าทางโภชนาการ แต่ยังเชื่อมโยงกับรสชาติ กลิ่น เนื้อสัมผัส และคุณภาพของอาหาร งานวิจัยจึงต้องหาคำตอบว่า จะทำให้อาหารมีคุณค่ามากขึ้น โดยยังคงความอร่อยที่ผู้บริโภคคุ้นเคยได้อย่างไร

ยกตัวอย่างในห้องแล็บ Food Biotechnology นักวิจัยศึกษาจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “โพรไบโอติก” เพื่อนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ส่วนห้องแล็บ Food Analysis มีเครื่องมือวิเคราะห์ที่ทันสมัย ใช้ตรวจคุณค่าทางโภชนาการในอาหารได้อย่างละเอียดถึงระดับโปรตีนสายสั้นและกรดอะมิโน ความรู้จากห้องแล็บเหล่านี้ถูกต่อยอดเป็นอาหารสำหรับคนที่มีความต้องการเฉพาะ เช่น NutriMax อาหารทางการแพทย์ที่พัฒนาร่วมกับโรงพยาบาลรามาธิบดี สำหรับผู้ป่วยและผู้สูงอายุที่เคี้ยวอาหารได้ลำบาก เป็นต้น

ขณะเดียวกัน อาหารปลอดภัย (Food Safety) ก็ถูกคำนึงถึงตั้งแต่กระบวนการพัฒนา ทั้งการควบคุมการปนเปื้อน การวิเคราะห์คุณสมบัติของอาหาร ตลอดจนการพัฒนาบรรจุภัณฑ์และกระบวนการผลิตที่ช่วยรักษาคุณภาพและยืดอายุอาหาร

เพราะต่อให้ได้สูตรที่ลงตัวในห้องทดลอง ก็ยังต้องตอบให้ได้ว่า “ผลิตจริงได้หรือไม่” สูตรจากห้องทดลองจึงต้องผ่าน โรงงานต้นแบบ (Pilot Plant) เพื่อทดสอบว่า เมื่อขยายจากปริมาณเล็กไปสู่การผลิตในระดับที่ใหญ่ขึ้น รสชาติ เนื้อสัมผัส และคุณภาพของอาหารยังคงเป็นไปตามที่ต้องการ ก่อนนำไปสู่การผลิตจริง

พื้นที่แห่งนี้ยังรองรับการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตอาหารที่หลากหลาย โดยครอบคลุมผลิตภัณฑ์ของซีพีเอฟ ทั้งสุกร ไก่ สัตว์น้ำ ไข่ ไส้กรอก โปรตีนจากพืช และอาหารพร้อมรับประทาน หนึ่งในเทคโนโลยีที่น่าสนใจคือ Microwave System ซึ่งทำให้อาหารถูกปรุงสุกและปิดผนึกในถาด ก่อนผ่านการฆ่าเชื้อด้วยคลื่นไมโครเวฟที่ออกแบบมาเฉพาะ ช่วยรักษารสชาติและกลิ่นของอาหาร พร้อมยืดอายุการเก็บรักษาโดยไม่ต้องเติมสารกันเสีย ปัจจุบันมีเมนูที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีนี้วางจำหน่ายแล้วในร้านสะดวกซื้อ เช่น แกงกะหรี่หมูคูโรบูตะ และมัสมั่นไก่

นวัตกรรมอาหารจึงไม่ได้อยู่ที่การสร้างสิ่งที่ “ใหม่” ที่สุด แต่อยู่ที่การนำความรู้และเทคโนโลยีมาทำให้อาหารที่ได้รับประทานอยู่ทุกวัน มีคุณค่ามากขึ้น ปลอดภัย และสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง

AIS ยกระดับสัญญาณ 5G ข้ามทะเลไทย เชื่อมต่อไกลถึงเกาะ! รายแรกในอาเซียนที่นำเทคโนโลยีSub-1 GHz Massive MIMO มาใช้ขยายสัญญาณไกลถึง 60 กม. รับฤดูท่องเที่ยวปลายปี

0

AIS ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านโครงข่ายคุณภาพของประเทศไทย เดินหน้ายกระดับประสิทธิภาพเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง ต่อยอดความสำเร็จจากการพัฒนาโครงข่าย 5G Sea Coverage ตั้งแต่ปี 2566 ที่มุ่งขยายสัญญาณครอบคลุมพื้นที่ท่องเที่ยวทางทะเล ทั้งชายฝั่ง หมู่เกาะ และเส้นทางเดินเรือสำคัญทั่วประเทศ สู่การยกระดับขีดความสามารถของโครงข่ายอีกขั้นภายใต้แนวคิด Sea First Coverage ด้วยการนำเทคโนโลยี Sub-1 GHz Massive MIMO มาใช้งานเป็นรายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการส่งสัญญาณข้ามทะเลให้ครอบคลุมระยะทางได้ไกลยิ่งขึ้น โดยผลการทดสอบเส้นทาง Ferry line ปากน้ำชุมพร ไปยังเกาะเต่า พบว่าสามารถขยายสัญญาณ 5G ครอบคลุมพื้นที่ทางทะเลได้ไกลถึง 60 กิโลเมตร จากเดิม 38 กิโลเมตร พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้ใช้งานและการรับส่งข้อมูล ตอบโจทย์การเชื่อมต่อของนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และชุมชนในพื้นที่ ตอกย้ำความพร้อมของโครงข่าย AIS ในการรองรับฤดูท่องเที่ยวปลายปี

สำหรับเทคโนโลยี Sub-1 GHz Massive MIMO เป็นการผสานศักยภาพของคลื่นความถี่ย่านต่ำกว่า 1 GHz ซึ่งมีคุณสมบัติในการส่งสัญญาณได้ไกลและครอบคลุมพื้นที่กว้าง ด้วยคลื่น 700 MHz และ 900 MHz เข้ากับเทคโนโลยี Massive MIMO ที่ใช้ระบบเสาอากาศหลายชุดในการรับส่งสัญญาณร่วมกัน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายสัญญาณและรองรับการใช้งานของอุปกรณ์จำนวนมากได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ทางทะเลที่มีข้อจำกัดในการติดตั้งสถานีฐานและมีระยะทางห่างจากชายฝั่ง การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวจึงช่วยเพิ่มขีดความสามารถของโครงข่ายในการเชื่อมต่อจากชายฝั่งข้ามผืนน้ำไปยังหมู่เกาะและเส้นทางเดินเรือ รองรับการใช้งานที่หลากหลาย ทั้งการติดต่อสื่อสาร การใช้อินเทอร์เน็ต การค้นหาข้อมูลและแผนที่นำทาง ตลอดจนการอัปโหลดภาพและวิดีโอเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ระหว่างเดินทาง

นายกิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยี เอไอเอส กล่าวว่า “สำหรับ AIS คุณภาพของโครงข่ายไม่ได้วัดเพียงความเร็วหรือพื้นที่ครอบคลุมของสัญญาณเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญคือการทำให้ลูกค้าสามารถใช้ชีวิตและเชื่อมต่อกับสิ่งที่ต้องการได้อย่างมั่นใจ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือกำลังทำอะไร เราจึงเดินหน้าพัฒนาโครงข่ายภายใต้กลยุทธ์ WISE Framework ที่ผสานศักยภาพของ Spectrum, Technology และ Expertise เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาโครงข่ายให้ชาญฉลาด ปลอดภัย และยั่งยืน โดยเฉพาะแนวทาง Innovate Beyond ที่มุ่งนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่มายกระดับขีดความสามารถของเครือข่ายให้ก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม ๆ ซึ่งการนำเทคโนโลยี Sub-1 GHz Massive MIMO มายกระดับการเชื่อมต่อทางทะเลในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นดังกล่าว โดยที่ผ่านมา AIS ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงข่ายในพื้นที่ท่องเที่ยวทางทะเลมาอย่างต่อเนื่อง เพราะเราเชื่อว่าการเชื่อมต่อที่ดีต้องไม่หยุดอยู่เพียงชายฝั่ง แต่ต้องสามารถตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าได้ตลอดการเดินทาง โดยเฉพาะช่วงไฮซีซันปลายปีที่ประเทศไทยเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก เราต้องการให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้รับประสบการณ์การเชื่อมต่อที่ดี ไม่ว่าจะอยู่บนชายฝั่ง ระหว่างล่องเรือ หรือเดินทางไปถึงเกาะต่าง ๆ สามารถติดต่อสื่อสาร ค้นหาข้อมูล ใช้แผนที่นำทาง รวมถึงแชร์ภาพและวิดีโอความประทับใจได้อย่างราบรื่น เพราะเราเชื่อว่าโครงข่ายที่ดีต้องพร้อมรองรับทุกจังหวะของชีวิต และเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างความประทับใจให้กับการเดินทาง พร้อมสนับสนุนศักยภาพการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง”

นายโชติวัฒน์ อุ่นพิกุล หัวหน้างานปฏิบัติการภูมิภาค – ภาคใต้ เอไอเอส กล่าวว่า “ภาคใต้ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลและหมู่เกาะที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก ซึ่งมีความท้าทายในการพัฒนาโครงข่ายแตกต่างจากพื้นที่ทั่วไป ทั้งลักษณะภูมิประเทศ ระยะทางระหว่างชายฝั่งกับเกาะ และเส้นทางเดินเรือที่มีการใช้งานกระจายตัวในหลายพื้นที่ การวางโครงข่ายจึงต้องมองให้ไกลกว่าการติดตั้งสถานีฐานบนเกาะ แต่ต้องออกแบบให้สัญญาณสามารถเชื่อมโยงพื้นที่ระหว่างทางได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย การนำเทคโนโลยี Sub-1 GHz Massive MIMO มาทดสอบในพื้นที่เกาะเต่าครั้งนี้ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาโครงข่ายในภาคใต้ โดยเราให้ความสำคัญกับการนำข้อมูลการใช้งานจริงมาวิเคราะห์ร่วมกับลักษณะภูมิประเทศ เพื่อวางแผนเพิ่มประสิทธิภาพสัญญาณให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะเส้นทางเดินเรือที่เชื่อมต่อแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการส่งสัญญาณให้ไปได้ไกลขึ้น แต่ต้องทำให้การเชื่อมต่อมีคุณภาพและตอบโจทย์การใช้งานจริง ทั้งสำหรับนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และชุมชนในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นแนวทางสำคัญในการต่อยอดการพัฒนาโครงข่ายทางทะเลของ AIS ในระยะต่อไป”

ที่ผ่านมา AIS มุ่งมั่นพัฒนาโครงข่ายคุณภาพให้ครอบคลุมทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยวทางทะเลและหมู่เกาะที่มีความท้าทายด้านภูมิประเทศ พร้อมเดินหน้านำนวัตกรรมและเทคโนโลยีโครงข่ายมาประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการเชื่อมต่อให้ครอบคลุมทั้งพื้นที่ชายฝั่ง หมู่เกาะ และเส้นทางเดินเรือ รองรับความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้น และมอบประสบการณ์การสื่อสารที่มีคุณภาพแก่ลูกค้าในทุกพื้นที่ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ AIS ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เชื่อมโยงผู้คนและทุกพื้นที่เข้าด้วยกัน พร้อมสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เศรษฐกิจดิจิทัล และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างยั่งยืน

ผลสำรวจ CGR 2569 ชี้บจ.ไทยเดินหน้ายกระดับธรรมาภิบาล

0

สถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) โดยการสนับสนุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เผยผลสำรวจคะแนน CGR ประจำปี 2569 พบว่า บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย 840 บริษัท มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 85 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีมากและสูงกว่าปี 2568 ที่มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 83 เปอร์เซ็นต์ เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของคะแนนเฉลี่ยเกือบทุกหมวด นอกจากนี้จากการประเมิน พบว่า บริษัทจดทะเบียนไทยให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนมากขึ้น โดยคณะกรรมการมีบทบาทเชิงรุกในการกำกับดูแลและขับเคลื่อนประเด็นสำคัญขององค์กร คำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสีย และปรับบทบาทภาวะผู้นำให้สอดคล้องกับหลักการ CG Code และความคาดหวังของนักลงทุน เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

หากพิจารณาคะแนนเฉลี่ยรายหมวดของผลสำรวจในปี 2569 พบว่าหมวดที่ได้รับคะแนนเฉลี่ยตั้งแต่ 80 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปมี 3 หมวด ได้แก่ สิทธิของผู้ถือหุ้นและการปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกัน การคำนึงถึงบทบาทของผู้มีส่วนได้เสียและการพัฒนาธุรกิจเพื่อความยั่งยืน และการเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 87 82 และ 88 คะแนน ตามลำดับ ส่วนหมวดที่มีคะแนนเฉลี่ยในระดับ 70 คะแนน ได้แก่ หมวดความรับผิดชอบของคณะกรรมการ ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 75 คะแนน

นอกจากนี้เมื่อเปรียบเทียบจำนวนบริษัทตามผลการสำรวจที่ได้รับในแต่ละระดับ ซึ่งมีการประกาศผลตามจำนวนสัญลักษณ์ของคณะกรรมการบรรษัทภิบาลแห่งชาติ พบว่า มีบริษัทจดทะเบียน 663 บริษัทที่ได้รับคะแนนเฉลี่ยตั้งแต่ 70 คะแนน ขึ้นไป หรือระดับดีขึ้นไป ในจำนวนนี้มีบริษัทที่ได้รับคะแนน 90 คะแนนขึ้นไปหรือระดับดีเลิศ 399 บริษัท (ร้อยละ 60) มีบริษัทที่ได้รับคะแนน 80-89 คะแนน หรือระดับดีมาก 141 บริษัท (ร้อยละ 21) และบริษัทที่ได้รับคะแนน 70-79 คะแนน หรือระดับดี 123 บริษัท (ร้อยละ 19)

นายรพี สุจริตกุล ประธานกรรมการ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) กล่าวว่า “ความสำเร็จของ CGR ไม่ได้วัดจากคะแนนการประเมินหรือจำนวนบริษัทที่ได้รับ 5 ดาวเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญคือการที่บริษัทจดทะเบียนนำหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีไปปฏิบัติอย่างจริงจังและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม IOD มุ่งมั่นที่จะส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนพัฒนาการกำกับดูแลกิจการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสีย อันจะนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัทและตลาดทุนไทยในระยะยาว”

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “CG คือ รากฐานของความเชื่อมั่น ช่วยให้ธุรกิจรับมือกับความท้าทายจากปัจจัยความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม สามารถปรับตัว และเติบโตได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของวิสัยทัศน์ตลาดหลักทรัพย์ฯ ‘The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities’ ผลประเมิน CGR ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำร่วมกับ ก.ล.ต. IOD และพันธมิตร บอกเราได้ทั้งจุดแข็งและจุดที่ต้องพัฒนา ขอแสดงความยินดีกับบริษัทจดทะเบียนที่พัฒนาดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อต่อยอดพัฒนาการนี้ โดยเริ่มจากจุดตั้งต้นของ CG ที่ดี นั่นคือคณะกรรมการบริษัท ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ก.ล.ต. จึงกำหนด มาตรฐานความรู้กรรมการไทย (Thai Director Standard: TDS) และหลักสูตร Certified Thai Director Program (CTD) เพื่อยกระดับกรรมการไทยสู่ความเป็นมืออาชีพ และเตรียมตลาดทุนให้พร้อมก่อนหลักเกณฑ์จะเข้มข้นขึ้น”

ครั้งแรกของไทย! AIS ผนึกกรมควบคุมมลพิษ–TGO เปิดตัว แพลตฟอร์มคำนวณและวัดผล E-Waste มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ยกระดับวัดผลขยะอิเล็กทรอนิกส์ มุ่งสู่ต้นแบบอาเซียน

0

AIS ผนึกกำลังกรมควบคุมมลพิษ (PCD) และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO เปิดตัวE-Waste Calculator Platform แพลตฟอร์มครั้งแรกของประเทศไทย ที่นำหลักการคำนวณตามมาตรฐานสากลมาใช้วัดผลการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์บนเกณฑ์เดียวกันทั่วประเทศ
ให้องค์กรสามารถรวบรวมข้อมูล ติดตามผล และประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นระบบ มุ่งสร้างมาตรฐานการวัดผลร่วมกัน พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลจากการดำเนินงานของแต่ละองค์กรสู่ภาพรวมที่สามารถนำไปใช้ประกอบการรายงานด้านความยั่งยืนและสนับสนุนการวางนโยบายระดับประเทศ เพื่อวางรากฐานความร่วมมือเพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นต้นแบบด้านการจัดการ E-Waste ในภูมิภาคอาเซียน

E-Waste Calculator Platform คือเครื่องมือที่ช่วยให้องค์กรเปลี่ยนข้อมูลการรวบรวมขยะอิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่วัดผลได้ โดยองค์กรสามารถบันทึกประเภทและปริมาณ E-Waste ที่รวบรวมได้ เพื่อให้ระบบคำนวณปริมาณขยะและประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ผ่านเว็บไซต์ https://sustainability.ais.co.th/th/sustainability-projects/e-waste-calculator/overviewพร้อมแสดงผลในรูปแบบรายงานที่ดาวน์โหลดได้ทั้ง PDF และ Excel ช่วยให้องค์กรนำข้อมูลไปใช้ติดตามผลการดำเนินงาน วางแผนจัดการ E-Waste และประกอบการจัดทำรายงานด้านความยั่งยืนได้อย่างเป็นระบบ อีกทั้งยังช่วยรวบรวมข้อมูลจากหลายองค์กรเพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์และวางแผนจัดการ E-Waste ในภาพรวมระดับประเทศ

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีขยะอิเล็กทรอนิกส์ประมาณ 700,000 ตันต่อปี โดยมีสัดส่วนที่เข้าสู่กระบวนการจัดการอย่างถูกต้องไม่ถึง 1% ขณะที่โครงการ “คนไทยไร้ E-Waste” ของ AIS มีเครือข่ายพันธมิตรกว่า 280 องค์กร และจุดรับทิ้งกว่า 3,200 จุดทั่วประเทศ โดยสามารถรวบรวมขยะอิเล็กทรอนิกส์สะสมได้แล้ว 1,301,912 ชิ้น  น้ำหนักรวม 288,346.74 กิโลกรัม และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เทียบเท่า 130,700 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO₂e) 

อย่างไรก็ตาม การจัดการ E-Waste ให้เกิดประสิทธิภาพและความยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ควบคู่กับข้อมูลที่น่าเชื่อถือและตรวจสอบได้ เพื่อให้สามารถติดตามปริมาณขยะที่เกิดขึ้นและรวบรวมได้ ตั้งแต่แหล่งที่มาและกระบวนการจัดการ ไปจนถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม

การพัฒนา E-Waste Calculator Platform จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงการทำงานของทุกภาคส่วน โดยผสานศักยภาพด้านเทคโนโลยีและเครือข่ายของ AIS การกำหนดนโยบายและผลักดันกฎหมายกรมควบคุมมลพิษ และมาตรฐานการคำนวณด้านก๊าซเรือนกระจกของ TGO เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างเครื่องมือที่ช่วยให้การจัดการ E-Waste มีข้อมูลรองรับและสามารถวัดผลได้อย่างเป็นระบบ พร้อมต่อยอดข้อมูลจากการดำเนินงานของแต่ละองค์กรให้เกิดประโยชน์ในภาพรวม และสนับสนุนการขับเคลื่อนการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยในระยะยาว

นายประเสริฐ ศิรินภาพร รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า “กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ความสำคัญกับการยกระดับการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การรับคืน การรวบรวม การคัดแยก ไปจนถึงการรีไซเคิลหรือกำจัดอย่างถูกต้อง โดยอยู่ระหว่างผลักดันร่างพระราชบัญญัติจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ตามหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต ควบคู่กับการส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ผ่านกลไกความร่วมมือของภาคเอกชนโดยความสมัครใจ ซึ่งโครงการ ‘คนไทยไร้ E-Waste’ เป็นตัวอย่างสำคัญของการบูรณาการข้อมูลและศักยภาพระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน พร้อมขยายความร่วมมือสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชน เพื่อเชื่อมโยงนโยบายสู่การปฏิบัติในระดับชุมชน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับกฎหมายในอนาคต ส่งเสริมการนำทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดมลพิษและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก”

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS กล่าวว่า “สำหรับ AIS เราเชื่อว่าการสร้างโลกที่ยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ภายใต้แนวคิด ‘ภารกิจคิดเผื่อ’ AIS จึงเดินหน้าโครงการ ‘คนไทยไร้ E-Waste’ ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร เพื่อส่งเสริมการคัดแยกและจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกวิธี โดยการจัดการ E-Waste ให้เกิดผลอย่างยั่งยืน ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเก็บรวบรวม แต่ต้องมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือและมาตรฐานการวัดผลที่ชัดเจน เพื่อให้สามารถประเมินผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม

AIS จึงนำศักยภาพด้านเทคโนโลยีมาสนับสนุนการพัฒนา E-Waste Calculator Platform เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถบันทึกและประเมินผลการจัดการ E-Waste ได้อย่างเป็นระบบ นำข้อมูลไปใช้ประกอบการดำเนินงานด้านความยั่งยืน และมองเห็นผลลัพธ์จากการดำเนินงานได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เราเชื่อว่าเทคโนโลยีจะมีคุณค่าอย่างแท้จริงเมื่อช่วยเปลี่ยนความตั้งใจในการดูแลสิ่งแวดล้อมให้เป็นการลงมือทำที่เกิดผลได้จริง”

ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า “ปัญหาสำคัญของการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ คือข้อจำกัดในการเก็บรวบรวมและส่งต่อซากผลิตภัณฑ์เข้าสู่ระบบการจัดการอย่างถูกต้อง ทำให้ซากส่วนหนึ่งถูกทิ้งปะปนกับขยะทั่วไปหรือถอดแยกอย่างไม่ถูกวิธี เสี่ยงต่อการปนเปื้อนของสารอันตรายในสิ่งแวดล้อมและส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน กรมฯ จึงได้หารือร่วมกับ AIS และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เพื่อจัดทำโครงการส่งเสริมการจัดการซากโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์ต่อพ่วง โดยนำองค์ความรู้ด้านการจัดการมลพิษมาผสานกับเทคโนโลยีและเครือข่ายของภาคี เพื่อพัฒนาระบบรับคืนและส่งต่อซากผลิตภัณฑ์ไปรีไซเคิลหรือกำจัดตามหลักวิชาการ พร้อมสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการขยายจุดรับคืนและสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนในการคัดแยกและส่งคืนอย่างถูกวิธี ควบคู่กับการเชื่อมโยงข้อมูลผ่าน E-Waste Calculator Platform เพื่อให้กรมฯ สามารถติดตามปริมาณซากผลิตภัณฑ์ที่รวบรวมและจัดการได้ นำมาใช้วางแผนปรับปรุงการดำเนินงานและขยายผลในพื้นที่ อันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บรวบรวมและลดปัญหาการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างไม่ถูกต้อง”

ด้านนายณกรณ์ตรรกวิรพัทผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กล่าวว่า “การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ ไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างโอกาสในการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตวัสดุใหม่ อย่างไรก็ตาม การแสดงผลลัพธ์ดังกล่าวจำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์การคำนวณที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือ อบก. จึงร่วมกับ AIS พัฒนาการคำนวณการลดก๊าซเรือนกระจกจากการคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) ประเภทโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อการรีไซเคิล เป็นครั้งแรกของประเทศไทย ภายใต้โครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (LESS: Low Emission Support Scheme) เพื่อให้การประเมินผลมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นมาตรฐานเดียวกัน และที่สำคัญ อบก. ยังมีเป้าหมายที่จะสนับสนุนการต่อยอดสู่วิธีการคำนวณ (Methodology) สำหรับโครงการคาร์บอนเครดิต T-VER ในอนาคต ซึ่งจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้ทุกภาคส่วนหันมาจัดการ E-Waste อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น”

AIS ขอเชิญชวนองค์กร หน่วยงาน และพันธมิตรทุกภาคส่วน ร่วมใช้งาน E-Waste Calculator Platform เพื่อเพิ่มการนำขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้าสู่กระบวนการจัดการที่ถูกต้อง และร่วมกันขับเคลื่อนการจัดการ E-Waste ของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพและวัดผลได้ พร้อมวางรากฐานสู่การเป็นศูนย์รวมองค์ความรู้และต้นแบบการจัดการ E-Waste ของอาเซียนอย่างยั่งยืน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://sustainability.ais.co.th/th/sustainability-projects/e-waste-calculator/overview

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับโครงสร้างกลุ่มอุตสาหกรรม จัดกลุ่ม “หุ้นเทคโนโลยี” เพิ่มความชัดเจน รองรับทิศทางธุรกิจดิจิทัล สร้างความน่าสนใจตลาดทุนไทย เริ่ม 1 มี.ค. 2570

0
สรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์ฯ

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปรับการจัด 2 กลุ่มอุตสาหกรรมให้สะท้อนรูปแบบธุรกิจในปัจจุบันมากขึ้น โดยเพิ่มหมวดธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี จากเดิม 2 เป็น 4 หมวดธุรกิจ เพื่อรองรับธุรกิจดิจิทัลที่มีความหลากหลาย ได้แก่ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและโทรคมนาคม บริการด้านเทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์และแพลตฟอร์มเทคโนโลยี พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อกลุ่มอุตสาหกรรมทรัพยากร เป็น “พลังงานและสาธารณูปโภค” แบ่งเป็น 2 หมวดธุรกิจ ได้แก่ เชื้อเพลิง และไฟฟ้าและสาธารณูปโภค มีผลตั้งแต่ 1 มีนาคม 2570

นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจเทคโนโลยีในตลาดทุนไทยมีการเติบโตและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เน้นธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน ได้ขยายไปสู่ธุรกิจอุปกรณ์ ซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์มดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มากขึ้น ในขณะที่การจัดกลุ่มธุรกิจรูปแบบเดิมยังไม่สามารถสะท้อนความหลากหลายของธุรกิจเทคโนโลยีในปัจจุบันได้อย่างชัดเจน

“การจัดหมวดธุรกิจใหม่ในครั้งนี้จะช่วยให้ผู้ลงทุนมองเห็นภาพและเข้าใจธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มเทคโนโลยีได้ชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงสามารถค้นหาและเปรียบเทียบหุ้นไทยกับบริษัทในธุรกิจเดียวกันในตลาดหลักทรัพย์ชั้นนำของภูมิภาค และยังช่วยให้นักวิเคราะห์สามารถประเมินมูลค่าหุ้นโดยเปรียบเทียบกับบริษัทที่มีลักษณะธุรกิจใกล้เคียงกันได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นการเตรียมรองรับบริษัทจดทะเบียนที่ดำเนินธุรกิจในรูปแบบใหม่ๆ และสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนในอนาคต เช่น กองทุน Thematic หรือ Sector ETF” นายสรวิศกล่าว

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้รับการสนับสนุนผ่านการรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในตลาดทุน เพื่อประกอบการพิจารณาปรับปรุงโครงสร้างหมวดธุรกิจดังกล่าวแล้ว โดยการยกระดับครั้งนี้สอดคล้องกับพันธกิจของตลาดหลักทรัพย์ฯ “Empowering Market Participants” และ “Trusted Marketplace” ที่มุ่งเสริมศักยภาพให้แก่ผู้ร่วมตลาด พร้อมพัฒนาตลาดทุนไทยให้มีความน่าเชื่อถือและสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล

สำหรับโครงสร้างใหม่ของกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี (Technology: TECH) จะแบ่งเป็น 4 หมวดธุรกิจ เพื่อสะท้อนลักษณะธุรกิจที่สร้างรายได้หลักของบริษัทจดทะเบียน (เดิมประกอบด้วย 2 หมวดธุรกิจ ได้แก่ ETRON และ ICT) ดังนี้

  1. ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Components: ETRON) คงหมวดเดิม สำหรับผู้ผลิต ออกแบบ และจัดจำหน่ายชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงสารกึ่งตัวนำและวงจรรวม (Chips) ตลอดจนผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง
  2. โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและโทรคมนาคม (Digital Infrastructure & Telecommunication: DINFRA) สำหรับผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร ระบบเครือข่าย เครื่องมืออุปกรณ์ การเชื่อมต่อ และผู้ให้บริการรับส่ง ประมวลผล หรือจัดเก็บข้อมูลดิจิทัล
  3. บริการด้านเทคโนโลยี (Technology Services & Solutions: TECHSS) สำหรับผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยี Hardware และ/หรือ Software รวมถึงการรับจ้างและบริหารจัดการระบบ การบำรุงรักษา และการสนับสนุนเทคนิคที่เกี่ยวข้อง
  4. ผลิตภัณฑ์และแพลตฟอร์มเทคโนโลยี (Technology Products & Digital Platform: TECHDP) สำหรับผู้ถือครองทรัพย์สินทางปัญญาบนผลิตภัณฑ์ และ/หรือบริการดิจิทัล ซอฟต์แวร์ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (SaaS) แพลตฟอร์ม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech)

พร้อมกันนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะปรับเปลี่ยนชื่อกลุ่มอุตสาหกรรมทรัพยากร (Resources: RESOURC) เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานและสาธารณูปโภค (Energy & Utilities: ENERGY) เพื่อให้สะท้อนลักษณะธุรกิจได้ชัดเจนสอดคล้องกับปัจจุบันมากขึ้น โดยแบ่งเป็น 2 หมวดธุรกิจ ได้แก่

  1. เชื้อเพลิง (Oil, Gas & Fuels: FUEL) สำหรับผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานธรรมชาติและเชื้อเพลิง ทั้งผู้ผลิต สำรวจ ขุดเจาะ กลั่น จำหน่าย ตลอดจนผู้ให้บริการขนส่ง คลังสินค้า ผู้ค้าส่งและผู้ค้าปลีก
  2. ไฟฟ้าและสาธารณูปโภค (Power & Utilities: POWERUT) สำหรับผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าทุกรูปแบบ น้ำดิบและน้ำประปา รวมถึงผู้ให้บริการสาธารณูปโภคต่อสาธารณะ เช่น ไฟฟ้า ประปา

โดยยกเลิกหมวดเหมืองแร่ (MINE) ที่ไม่มีบริษัทในธุรกิจนี้จดทะเบียนอยู่ในปัจจุบัน

หลังจากการปรับโครงสร้างกลุ่มอุตสาหกรรมในครั้งนี้ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะถูกแบ่งออกเป็น 8 กลุ่มอุตสาหกรรม 30 หมวดธุรกิจ ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีแนวทางจะทบทวนการจัดกลุ่มอุตสาหกรรมของบริษัทจดทะเบียนเป็นระยะในอนาคต เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจในตลาดทุน ผู้ลงทุนสามารถติดตามรายชื่อหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมและหมวดธุรกิจที่ปรับปรุงใหม่ได้ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2570 (ก่อนการปรับโครงสร้างจะมีผลวันที่ 1 มีนาคม 2570) ที่ www.set.or.th

ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เตรียมจัดหมวดธุรกิจให้ บจ. ใน เอ็ม เอ ไอ ช่วยผู้ลงทุนเปรียบเทียบหุ้นได้ชัดเจน เริ่ม 1 มี.ค. 2570

0
ประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai)

ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เตรียมจัดหมวดธุรกิจให้บริษัทจดทะเบียนทุกแห่ง โดยใช้โครงสร้างเดียวกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่จะปรับปรุงใหม่ ประกอบด้วย 8 กลุ่มอุตสาหกรรม 30 หมวดธุรกิจ มีผลพร้อมกันกับ SET คือ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2570 เป็นต้นไป

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ กล่าวว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนบริษัทจดทะเบียนใน mai เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว จาก 122 เป็น 229 บริษัท ขณะที่โลกธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้การจัดกลุ่มเพียงระดับกลุ่มอุตสาหกรรม (Industry Group) แบบเดิมไม่เพียงพอที่จะรองรับลักษณะธุรกิจที่หลากหลาย และเกิดช่องว่างในการวิเคราะห์ธุรกิจบริษัทกับกลุ่มเทียบเคียง การจัดหมวดธุรกิจครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญที่ยกระดับข้อมูลหุ้น mai โดยผู้ลงทุนและนักวิเคราะห์จะสามารถเปรียบเทียบบริษัทกับกลุ่มเดียวกันใน SET และประเมินมูลค่าด้วยตัวชี้วัด เช่น P/E และ P/BV ได้แม่นยำและครอบคลุม ช่วยให้บริษัทเพิ่มการรับรู้และเข้าถึงข้อมูลของผู้ลงทุนในบริษัทจดทะเบียนใน mai นำไปสู่การวิเคราะห์และประเมินมูลค่าอย่างเหมาะสม

“การจัดหมวดธุรกิจครั้งนี้ดำเนินการภายใต้หลักการ Single Standard คือ ใช้เกณฑ์ประเมิน ชื่อ และคำย่อหมวดธุรกิจเดียวกับ SET โดยนักวิเคราะห์สามารถวิเคราะห์หุ้นรายหมวดธุรกิจได้ครอบคลุมบริษัททุกขนาดทั้งใน SET และ mai รวมถึงรองรับการออกผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ในอนาคต เช่น กองทุน Thematic หรือ Sector ETF ที่อ้างอิงหุ้น mai ได้โดยตรง ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวได้รับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในตลาดทุนแล้ว” นายประพันธ์กล่าว

โครงสร้าง 8 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 30 หมวดธุรกิจ ที่ปรับปรุงใหม่ มีรายละเอียดดังนี้

  1. เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร (Agro & Food Industry: AGRO)   
    1. Agribusiness: ธุรกิจการเกษตร      
    1. Food & Beverage: อาหารและเครื่องดื่ม
  2. สินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Products: CONSUMP)
    1. Fashion: แฟชั่น  
    1. Home & Office Products: ของใช้ในครัวเรือนและสำนักงาน
    1.  
    1.  
    1. Personal Products & Pharmaceuticals: ของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์
  • พลังงานและสาธารณูปโภค (Energy & Utilities: ENERGY)
    • Oil, Gas & Fuels: เชื้อเพลิง
    • Power & Utilities: ไฟฟ้าและสาธารณูปโภค
  • ธุรกิจการเงิน (Financials: FINCIAL)
    • Banking: ธนาคาร
    • Finance & Securities: เงินทุนและหลักทรัพย์
    • Insurance: ประกันภัยและประกันชีวิต
  • สินค้าอุตสาหกรรม (Industrials: INDUS)             
    • Automotive: ยานยนต์      
    • Industrial Materials & Machinery: วัสดุอุตสาหกรรมและเครื่องจักร         
    • Paper & Printing Materials: กระดาษและวัสดุการพิมพ์            
    • Petrochemicals & Chemicals: ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์
    • Packaging: บรรจุภัณฑ์    
    • Steel & Metal Products: เหล็กและผลิตภัณฑ์โลหะ      
  • อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง (Property & Construction: PROPCON)
    • Construction Materials: วัสดุก่อสร้าง           
    • Construction Services: บริการรับเหมาก่อสร้าง          
    • Property Fund & REITs: กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์   
    • Property Development: พัฒนาอสังหาริมทรัพย์          
  • บริการ (Services: SERVICE)
    • Commerce: พาณิชย์        
    • Health Care Services: การแพทย์   
    • Media & Publishing: สื่อและสิ่งพิมพ์
    • Professional Services: บริการเฉพาะกิจ       
    • Tourism & Leisure: การท่องเที่ยวและสันทนาการ       
    • Transportation & Logistics: ขนส่งและโลจิสติกส์         
  • เทคโนโลยี (Technology: TECH)            
    • Digital Infrastructure & Telecommunication: โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและโทรคมนาคม        
    • Electronic Components: ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
    • Technology Products & Digital Platform: ผลิตภัณฑ์และแพลตฟอร์มเทคโนโลยี
    • Technology Services & Solutions: บริการด้านเทคโนโลยี

ผู้ลงทุนสามารถติดตามรายชื่อหุ้น mai ในแต่ละหมวดธุรกิจได้ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2570 (ก่อนการปรับโครงสร้างจะมีผลวันที่ 1 มีนาคม 2570) ที่ www.set.or.th

กรุงไทยจับมือตลาดหลักทรัพย์ฯ  พร้อม Grab  การบินไทย ACEIS  และ DriverAI พัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิต หนุนโครงการเมืองคาร์บอนต่ำ

0

ธนาคารกรุงไทย ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และพันธมิตรภาคธุรกิจ ประกาศความร่วมมือพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตภายใต้ โครงการเมืองคาร์บอนต่ำและการพัฒนาตลาดคาร์บอน (LCC) ที่ธนาคารโลกให้การสนับสนุน บนเวที “Low Carbon Cities and Energy Security – Building System at Scale, Mobilizing Private Capital, Creating Jobs” ในช่วงการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 เพื่อเชื่อมศักยภาพด้านการเงิน โครงสร้างพื้นฐานตลาด และความต้องการซื้อของภาคเอกชน รองรับการขยายการลงทุนคาร์บอนต่ำของประเทศ

ภายใต้ความร่วมมือ กรุงไทยสนับสนุนการรวบรวมคาร์บอนเครดิตที่ผ่านเกณฑ์เชื่อมโยงกับผู้ซื้อ ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ พัฒนาแพลตฟอร์มประมูลและค้นหาราคาที่โปร่งใส เพื่ออำนวยความสะดวกในการซื้อขายและเสริมความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ  โดยมี Grab, บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน), ACEIS Electric and Power และ DriverAI แสดงความสนใจเป็นผู้ซื้อในอนาคต ซึ่งจะช่วยสร้างอุปสงค์ในตลาดคาร์บอน เพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการลงทุน และเร่งการพัฒนาโครงการด้านพลังงานสะอาดและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในวงกว้าง ทั้งนี้ คาร์บอนเครดิตต้องผ่านการตรวจสอบและทวนสอบตามมาตรฐาน รวมถึงได้รับการออกเครดิตก่อนจำหน่าย โดยการซื้อขายจะเป็นไปตามข้อตกลงและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า  ตลาดคาร์บอนเครดิตเป็นโอกาสในการเปลี่ยนการลดก๊าซเรือนกระจกให้เป็นรายได้และการลงทุนใหม่ หัวใจสำคัญคือการเชื่อมโครงการที่ได้มาตรฐานกับผู้ซื้อที่มีความต้องการจริง ผ่านกลไกตลาดที่โปร่งใส เพื่อให้ผู้พัฒนาโครงการเห็นโอกาสสร้างผลตอบแทน และมีแรงจูงใจลงทุนด้านพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง กรุงไทยจึงร่วมกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ตลาดหลักทรัพย์ฯ และพันธมิตรภาคธุรกิจ เชื่อมโยงโครงการ ข้อมูล และกลไกซื้อขายเข้าด้วยกัน โดยมีภาคเอกชนแสดงความสนใจเป็นผู้ซื้อในอนาคต พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลดิจิทัลระดับประเทศ เพื่อช่วยลดต้นทุนการทำธุรกรรมและเปิดโอกาสให้โครงการขนาดเล็กเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น

“เรามุ่งขยายจากรายโครงการ สู่ตลาดคาร์บอนเครดิตที่รองรับธุรกิจทั่วประเทศและเชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศ บนกรอบการดำเนินงานและมาตรฐานความน่าเชื่อถือที่กลุ่มธนาคารโลกสนับสนุน เพื่อให้ตลาดคาร์บอนเป็นกลไกเชื่อมเงินทุนเอกชนสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และสร้างโอกาสเติบโตใหม่ให้ประเทศไทย”

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการผนึกกำลังของสถาบันการเงิน ภาคเอกชน และตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตลาดทุน เชื่อมการลงทุนในการจัดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้ากับความต้องการคาร์บอนเครดิตจากภาคเอกชนให้เกิดขึ้นได้จริง โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ผ่านแพลตฟอร์มการประมูลคาร์บอนเครดิต ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการสร้างระบบนิเวศคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจให้เกิดขึ้นด้วยกลไกการซื้อขายที่โปร่งใส น่าเชื่อถือ และเปิดกว้างสำหรับผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศ โดยคาดว่าการประมูลจะสามารถเริ่มได้ภายในไตรมาส 2 ปี 2570

“แพลตฟอร์มการประมูลคาร์บอนเครดิตจะเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดสู่แพลตฟอร์มการซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคบังคับตามร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นไปตามแผนกลยุทธ์ 3 ปี (2569–2571) ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มุ่งสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการซื้อขายคาร์บอนเครดิต และเตรียมความพร้อมให้ทุกภาคส่วน เมื่อร่างกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ตลาดหลักทรัพย์ฯ ‘The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities”

นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่  แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมา Grab ได้ส่งเสริมและเปิดโอกาสให้ผู้ใช้บริการของเรามีส่วนร่วมในกิจกรรมด้านคาร์บอนเครดิต ทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้โครงการเพื่อโลกสีเขียว (Green Programme) ผ่านการบริจาคด้วยความสมัครใจเพียง 1-2 บาทในทุกเที่ยวการเดินทางและการสั่งซื้อบนแพลตฟอร์มของเรา แม้ว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทานจะยังคงเป็นสิ่งที่ Grab ให้ความสำคัญสูงสุด แต่เราก็ตระหนักดีถึงความสำคัญอย่างยิ่งของการพัฒนาตลาดคาร์บอนที่น่าเชื่อถือ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำของประเทศไทย ดังนั้น Grab จึงพร้อมให้การสนับสนุนและแสวงหาโอกาสในการเข้าร่วมโครงการ LCC ในฐานะผู้ซื้อคาร์บอนเครดิตที่มีสิทธิตามเกณฑ์ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นความต้องการของตลาดและส่งเสริมโอกาสการลงทุนในธุรกิจคาร์บอนต่ำต่อไป   

นางเฉิดโฉม เทอดสถีรศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการเงินและการบัญชี บริษัท การบินไทย กล่าวว่า  การบินไทยเข้าร่วมโครงการ Low Carbon Cities (LCC) เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ พร้อมทั้งมุ่งศึกษาและพัฒนา Carbon Credit จากโครงการให้เป็น CEEUs (CORSIA Eligible Emission Units) ตามมาตรฐานของ the International Civil Aviation Organization (ICAO) เพื่อนำมาใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการบินระหว่างประเทศในอนาคต โดยการเข้าร่วมในฐานะ Potential Buyer ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของการบินไทยในการสนับสนุนการพัฒนาตลาดคาร์บอนของประเทศ ควบคู่กับการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ โครงการ LCC ได้รับการสนับสนุนจาก ธนาคารโลก (World Bank) ด้วยวงเงินกู้ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและพัฒนา (IBRD) ผ่าน EXIM BANK โดยรัฐบาลไทยค้ำประกัน เพื่อขยายการลงทุนพลังงานหมุนเวียนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในทรัพย์สินภาครัฐทั่วประเทศ โดยกรุงไทยเป็นหน่วยงานประสานงานและบริหารจัดการโครงการ (CME) สนับสนุนการรวบรวมโครงการขนาดเล็กและพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิต พร้อมใช้ระบบดิจิทัลตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ (dMRV) เพื่อเสริมความน่าเชื่อถือของข้อมูล   โดยแผนงานโครงการแบบกลุ่มได้ขึ้นทะเบียนกับ Gold Standard แล้ว โดยคาร์บอนเครดิตต้องผ่านการตรวจสอบและทวนสอบ รวมถึงได้รับการออกเครดิตตามมาตรฐานก่อนจำหน่าย โครงการนี้มุ่งเชื่อมรายได้จากคาร์บอนเครดิตกับการลงทุนพลังงานสะอาด เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วม และขยายผลการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำทั่วประเทศ

กรมศุลกากร ตรวจยึด “เครื่องในไก่แช่แข็ง” จากต่างประเทศ 372 กก. มูลค่ากว่า 20,000 บาท

0

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 กรมศุลกากร โดยด่านศุลกากรสุไหงโก-ลก บูรณาการร่วมกับด่านกักกันสัตว์นราธิวาส ทำการลาดตระเวนในพื้นที่ความรับผิดชอบ พบผ้าใบคลุมกล่องกระดาษที่มีภาษาต่างประเทศต้องสงสัยตั้งอยู่จำนวนหนึ่ง บริเวณหน้าโกดังร้างไม่มีเลขที่ บนบริเวณบ้านลูโบ๊ะสามา ต.สุไหงโก-ลก อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส

ผลการตรวจสอบพบ “เครื่องในไก่แช่แข็ง” เมืองกำเนิดต่างประเทศ จำนวน 372 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 20,000 บาท ไม่ปรากฎผู้มาแสดงตัวเป็นเจ้าของ ไม่ปรากฏหลักฐานการผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้อง จึงยึดของทั้งหมดไว้เป็นของกลางเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

กรณีเป็นความผิดฐานนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ประกอบพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558

AIS เสริมโครงข่าย 5G-ADVANCED รับขบวนพยุหยาตราทางชลมารค 6 พ.ย. นี้ เสริมสัญญาณครอบคลุมสองฝั่งเจ้าพระยา

0

AIS เตรียมความพร้อมโครงข่ายอัจฉริยะ 5G-ADVANCED เพื่อรองรับการใช้งานของประชาชนที่จะเดินทางมาร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ และชมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 โดยระดมทีมวิศวกรเสริมศักยภาพโครงข่ายตลอดสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ครอบคลุมพื้นที่สำคัญตามเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน ตั้งแต่บริเวณท่าวาสุกรีถึงวัดอรุณราชวราราม รวมระยะทางประมาณ 4.2 กิโลเมตร พร้อมนำเทคโนโลยี Autonomous Network มาช่วยยกระดับการบริหารจัดการโครงข่ายอัจฉริยะ เพื่อรองรับปริมาณการใช้งานที่คาดว่าจะหนาแน่นกว่าปกติ ให้ประชาชนสามารถติดต่อสื่อสารและแบ่งปันภาพความประทับใจในโอกาสสำคัญได้อย่างต่อเนื่อง

นายกิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยี เอไอเอส กล่าวว่า “AIS มีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนความพร้อมด้านการสื่อสารสำหรับพระราชพิธีอันสำคัญยิ่ง โดยเราได้เตรียมความพร้อมโครงข่ายล่วงหน้าอย่างเต็มกำลัง เพื่อรองรับประชาชนจำนวนมากที่คาดว่าจะเดินทางมาร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ ตลอดสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งการสำรวจพื้นที่ วิเคราะห์ปริมาณการใช้งาน และวางแผนเสริมศักยภาพโครงข่ายในจุดสำคัญ โดยใช้สถานีฐานเดิมในพื้นที่ควบคู่กับการเตรียมติดตั้งสถานีฐานชั่วคราวเพิ่มเติม พร้อมรถสถานีฐานเคลื่อนที่ (Mobile Base Station) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับการใช้งาน ทั้งการโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต การถ่ายทอดสด และการแชร์ภาพหรือวิดีโอผ่านโซเชียลมีเดีย

ขณะเดียวกัน เรายังนำศักยภาพของ Autonomous Network หรือโครงข่ายอัจฉริยะที่ผสาน AI และระบบ Automation มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเครือข่าย ควบคู่กับการจัดทีมวิศวกรและเจ้าหน้าที่ดูแลโครงข่ายประจำพื้นที่ เพื่อติดตามคุณภาพสัญญาณและปริมาณการใช้งานแบบเรียลไทม์ สามารถวิเคราะห์สถานการณ์และปรับบริหารจัดการทรัพยากรโครงข่ายได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสม โดย AIS พร้อมนำศักยภาพของเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญของบุคลากรมาสนับสนุนการจัดพระราชพิธีครั้งสำคัญอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้ทุกการเชื่อมต่อของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ”

ทั้งนี้ AIS ได้วางแผนบริหารจัดการโครงข่ายครอบคลุมพื้นที่สำคัญตลอดเส้นทางขบวนพยุหยาตราทางชลมารค โดยให้ความสำคัญกับจุดที่คาดว่าจะมีประชาชนรวมตัวหนาแน่น พร้อมเตรียมความพร้อมด้านอุปกรณ์และบุคลากรสนับสนุน เพื่อดูแลคุณภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาของการจัดงาน

เมืองไทยประกันชีวิต ประกาศเข้าร่วม UN Global Compact ตอกย้ำความมุ่งมั่นด้านการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนระดับสากล

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (United Nations Global Compact: UN Global Compact) ซึ่งเป็นโครงการภาคสมัครใจที่มุ่งเน้นการพัฒนา การนำไปปฏิบัติใช้ และการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับแนวปฏิบัติทางธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

บริษัทฯ มีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมเป็นเครือข่ายเดียวกับองค์กรชั้นนำหลายพันแห่งทั่วโลก ตลอดจนภาคธุรกิจประกันชีวิตและการเงินระดับภูมิภาค ที่มีความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์โลกที่เราทุกคนต้องการ

โครงการ UN Global Compact เป็นการเชิญชวนให้องค์กรต่าง ๆ ทั่วโลก ปรับการดำเนินงานและกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับหลักสากล 10 ประการ (Ten Universally Accepted Principles) ซึ่งครอบคลุมในด้านสิทธิมนุษยชน มาตรฐานแรงงาน การปกป้องสิ่งแวดล้อม และการต่อต้านการทุจริต รวมถึงการมุ่งดำเนินงานเพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ

UN Global Compact ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2543 ปัจจุบันนับเป็นโครงการริเริ่มด้านความยั่งยืนขององค์กรที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีบริษัทชั้นนำเข้าร่วมมากกว่า 20,000 แห่ง จากกว่า 160 ประเทศ และมีเครือข่ายระดับท้องถิ่น (Global Compact Networks) มากกว่า 60 แห่งทั่วโลก

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า “เมืองไทยประกันชีวิต ตระหนักดีว่าโครงสร้างประชากรโลกและประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้มีอายุยืน (Longevity Economy) ซึ่งประชากรมีอายุขัย (Lifespan) ยาวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังเผชิญช่องว่างระหว่างช่วงอายุขัย กับช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี (Healthspan) และช่วงชีวิตที่มีความมั่นคงทางการเงิน (Wealthspan) ควบคู่ไปกับภัยคุกคามเชิงระบบจากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างผลกระทบทางกายภาพต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญที่คุกคามสุขภาวะ สุขภาพกาย และสุขภาพจิตของมนุษย์ ทั้งความเสี่ยงเฉียบพลัน เช่น คลื่นความร้อน และอุทกภัย และความเสี่ยงเรื้อรัง เช่น มลพิษทางอากาศ (PM 2.5) และโรคอุบัติใหม่ เป็นต้น บริษัทฯ จึงได้มีการบูรณาการแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนผนวกเข้ากับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนองค์กรไปสู่การเป็น “ผู้นำด้านการประกันชีวิตและสุขภาพที่ยั่งยืน” (Leading Sustainable Insurer) ที่พร้อมรับมือกับสังคมอายุยืน และวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการพยายามให้บรรลุความสำเร็จของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติด้วย”

ความมุ่งมั่นในการดำเนินงานให้สอดคล้องตามมาตรฐานสากลเหล่านี้ สะท้อนความสำเร็จผ่านผลการดำเนินงานในรายงานความยั่งยืน ปี 2568 (Sustainability Report 2025) ซึ่งมีการบูรณาการหลัก 10 ประการของ UN Global Compact ไว้อย่างเป็นรูปธรรม โดยในด้านสิ่งแวดล้อม บริษัทฯ ได้เดินหน้าลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมประกาศเป้าหมายมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในขอบเขตที่ 1 และ 2 ภายในปี 2573 รวมถึงความสำเร็จในการผลักดันให้อาคาร 66 Tower และศูนย์การเรียนรู้ สรรค์สาระ ได้รับมาตรฐานอาคารอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมระดับสากล LEED ระดับ Gold 

สำหรับด้านสิทธิมนุษยชนและมาตรฐานแรงงาน เราให้ความสำคัญกับการสร้างความหลากหลายและการมีส่วนร่วมของบุคลากร ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตพนักงานจนได้รับรางวัลองค์กรที่น่าทำงานด้วยมากที่สุด “Best Places to Work 2025” ควบคู่ไปกับการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมผ่านการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงความคุ้มครองทางสุขภาพและการเงินได้อย่างเท่าเทียม (Democratizing Insurance) และในด้านการต่อต้านการทุจริต บริษัทฯ ยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสตามหลักบรรษัทภิบาล ให้ความสำคัญสูงสุดกับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนตอกย้ำความเป็นผู้นำด้วยการเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งแรกในประเทศไทย ที่เข้าร่วมลงนามเป็นภาคีสมาชิกหลักการลงทุนที่รับผิดชอบระดับสากล (UN-Supported Principles for Responsible Investment: PRI) รวมถึงภาคีสมาชิกโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หลักการประกันภัยที่ยั่งยืน หรือ UNEP FI PSI (Principle for Sustainable Insurance) อีกด้วย