Home Blog Page 2

การทุจริตคอร์รัปชันส่งผลอะไรกับชีวิตเราบ้าง และถ้าไม่อยากทนอยู่กับมัน เราจะเริ่มต้นแก้ไขจากตรงไหน ?

0

บางคนคิดว่า การทุจริตคอร์รัปชันอาจดูเป็นเรื่องไกลตัว เพราะเป็นเรื่องของการโกงงบประมาณภาครัฐ ประชาชนคนธรรมดาไม่เดือดร้อน  แต่แท้ที่จริงแล้วการทุจริตคอร์รัปชันใกล้ตัวกว่าที่คิด เพราะทุกการทุจริตคอร์รัปชัน คือการละเมิดสิทธิของพวกเราทุกคน

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) จึงเปิดพื้นที่พูดคุยเรื่องนี้ในงาน “CORRUPTOPIA มหานครคอร์รัปชัน Exhibition & Forum” ชวนฟังหลากหลายประสบการณ์และทัศนะ ทั้งจากผู้ที่ติดตาม ปัญหาคอร์รัปชัน ผู้ที่ลุกขึ้นเปิดโปง และประชาชนที่ไม่อยากปล่อยให้การโกง กลายเป็นเรื่องธรรมดา

🔷เปิด Forum ด้วย คุณพรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่ย้ำให้เห็นว่า การทุจริตเป็นการพรากสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานไปจากประชาชน ไม่ว่าจะเป็นในรูปของอาหารกลางวัน ที่เด็กที่ควรได้คุณภาพ ยาที่คนป่วยควรได้รับ หรือความปลอดภัยที่เราทุกคนควรมีโดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

🔷จากนั้นเวทีเริ่มต้นด้วยปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “คอร์รัปชันซินโดรม ประเทศไทยป่วยขั้นไหน?” โดยคุณบรรยง พงษ์พานิช กรรมการและกรรมการบริหาร องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) 

“ความเสียหายจากคอร์รัปชันไม่ได้มีเพียงเงินที่ถูกโกง แต่คือการที่ประชาชนต้องจ่ายเพื่อให้ได้สิทธิ ที่ควรเป็นของตน จนความผิดปกติกลายเป็นความเคยชิน ประเทศไทยจะหายจากโรคนี้ ไม่ได้ด้วยการเพิ่มหน่วยงานตรวจสอบเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ข้อมูลรัฐเปิดเผย ประชาชนสามารถตรวจสอบได้และคนที่กล้าเปิดโปงได้รับความคุ้มครอง เพราะเสียงของประชาชน จะทรงพลัง ก็ต่อเมื่อมีข้อมูลให้ตรวจสอบ มีพื้นที่ให้ลงมือ และมีความปลอดภัย พอที่จะไม่ต้องยอมจำนน”

.

🔷Session 1  “เปิดโปงแล้วใครปกป้อง ?” โดยคุณฐปณีย์ เอียดศรีไชย ชวนคุยกับคุณพัสนีย์ พูลสุข ผู้รวบรวมหลักฐานเปิดโปงขบวนการทุจริตยาในโรงพยาบาลทหารผ่านศึก คุณพรทิพย์ โม่งใหญ่ อดีตบรรณาธิการข่าวโต๊ะรายงานพิเศษ สถานีโทรทัศน์เวิร์คพอยท์ และคุณฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (หัวหน้าทีมสุดซอย) ทั้งหมดร่วมสะท้อนว่า การเปิดโปงทุจริตทำให้ผู้ที่ลุกขึ้นปกป้องประโยชน์ส่วนรวม ต้องเผชิญทั้งความหวาดกลัว การข่มขู่ คดีฟ้องปิดปาก และความบอบช้ำทางจิตใจ แม้จะมาจากภาคประชาชน สื่อมวลชน และฝ่ายการเมือง ซึ่งมีบทบาทในการตรวจสอบอำนาจแตกต่างกัน แต่ทุกคนต่างมีราคาต้องจ่ายให้กับการไม่ยอมจำนน เรื่องราวบนเวทีจึงชวนให้สังคมตั้งคำถามว่า เราจะปล่อยให้คนเปิดเผยการกระทำผิดต้องอยู่กับความหวาดกลัวอีกนานเพียงใด และใครจะกล้าพูดความจริงต่อไป หากคนที่ปกป้องประโยชน์สาธารณะยังต้องปกป้องตัวเองอย่างโดดเดี่ยว

“เมื่อเลือกเดินทางนี้แล้ว การเสียเงินตัวเองกับการเสียน้ำตาก็เป็นสิ่งที่ต้องเผชิญไปพร้อมกัน” 

คุณพัสนีย์ พูลสุข ผู้รวบรวมหลักฐานเปิดโปงขบวนการทุจริตยาในโรงพยาบาลทหารผ่านศึกกล่าว

.

🔷Session 2 เมื่อประชาชนไม่ยอมชินกับการทุจริตคอร์รัปชัน อีกต่อไป เราจะนับหนึ่งจากตรงไหน? ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) คุณนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภาและประธานคณะกรรมาธิการ การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค คุณปริศนา พรหมมา ผู้แทนสภาลมหายใจเชียงใหม่ และคุณจุมพล ขุนอ่อน รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมสะท้อนว่า การทุจริตมาจากการมีโครงสร้างอำนาจรวมศูนย์ ระบบอุปถัมภ์ และกลไกตรวจสอบที่อ่อนแอเอื้อให้ ปัญหาดำรงอยู่ ทางออกจึงเป็นการแก้ไขเชิงระบบ ทั้งปรับโครงสร้างอำนาจ เปิดเผยข้อมูลรัฐ ลดขั้นตอนที่เปิดช่องเรียกรับสินบน กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส ควบคู่กับการให้ประชาชนร่วมตัดสินใจและตรวจสอบอย่างแท้จริง เพราะการหยุดคอร์รัปชันไม่ควรขึ้นอยู่กับความกล้าของคนเพียงไม่กี่คน แต่ต้องมีระบบที่ทำให้ทุกคนปกป้องสิทธิของตนและประโยชน์ส่วนรวมได้อย่างปลอดภัย

ภายในงานมีผู้คนจากหลากหลายภาคส่วนมาร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนมุมมอง ทั้งหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และประชาชนทั่วไปที่อยากเห็นความเปลี่ยนแปลง

.แม้เวที Forum จะจบลงแล้ว แต่นิทรรศการ “CORRUPTOPIA มหานครคอร์รัปชัน” ยังเปิดให้ทุกคนมาสำรวจสถานการณ์คอร์รัปชันใกล้ตัว ตั้งแต่วันนี้ถึง 27 กันยายน 2569 เพื่อชวนมาทบทวนเรื่องที่เราอาจเคยมองผ่านด้วยความชินชา ว่าส่งผลต่อชีวิตเราอย่างไร และเราจะเริ่มเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง 

.

🌆 CORRUPTOPIA มหานครคอร์รัปชัน

📅 15–27 กันยายน 2569

📍 ห้องนิทรรศการ ชั้น 3 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

เข้าชมฟรีตลอดงาน

คนที่เจ็บจากการคอร์รัปชันหนักที่สุดคือคนที่มีอำนาจต่อรองน้อยที่สุด เงินทุกบาทที่ถูกโกง ไม่ใช่แค่เงินที่หายไป แต่คือสิทธิของพวกเราที่หายไปพร้อมกันด้วย

0
“งบประมาณแผ่นดินมาจากภาษีของประชาชน และต้องกลับไปเป็นสิทธิ สวัสดิการ และคุณภาพชีวิตของประชาชน เงินทุกบาทที่ถูกโกงจึงไม่ใช่แค่เงินที่หายไป แต่คือสิทธิของพวกเราที่หายไปพร้อมกันด้วย”

เมื่อวันพุธที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จัดงาน “CORRUPTOPIA มหานครคอร์รัปชัน Exhibition & Forum” ชวนมองปัญหาการทุจริตผ่านประสบการณ์จริงของคนทำงาน ผู้เปิดโปงการทุจริต และภาคประชาชน ที่ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

คุณพรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวย้ำว่า การทุจริตพรากสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานไปจากประชาชน ทั้งสิทธิด้านอาหาร การศึกษา การรักษาพยาบาล และความปลอดภัยในชีวิต พร้อมชวนตั้งคำถามว่า  เรายังรู้สึกไม่ยอมรับการทุจริต หรือเราชินกับมันไปแล้ว

“ขอต้อนรับทุกท่านสู่มหานครคอร์รัปชัน เมืองที่มีคำขวัญว่า ‘อยู่ให้เป็น เห็นจนชิน อยู่กินกับคอร์รัปชัน’ ฟังดูเหมือนเรื่องล้อเล่น แต่เมื่อเดินชมนิทรรศการจะพบว่าไม่ใช่เรื่องตลก หรือถ้าเป็น ก็คงเป็นตลกร้าย เพราะทุกฉากในเมืองสมมติแห่งนี้หยิบมาจากชีวิตจริงที่เกิดขึ้นกับคนไทย

“สังคมไทยรู้มานานแล้วว่าการทุจริตเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ แต่ความเข้าใจของเราส่วนมากยังอยู่ที่ตัวเลขงบประมาณที่รั่วไหลและความผิดตามกฎหมาย วันนี้จึงอยากชวนทุกคนมองอีกด้านหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือการทุจริตเป็นอาชญากรรมที่พรากสิทธิขั้นพื้นฐานไปจากประชาชน

“งบประมาณแผ่นดินมาจากภาษีของประชาชน และต้องกลับไปเป็นสิทธิ สวัสดิการ และคุณภาพชีวิตของประชาชน เงินทุกบาทที่ถูกโกงจึงไม่ใช่แค่เงินที่หายไป แต่คือสิทธิของพวกเราที่หายไปพร้อมกันด้วย งบอาหารกลางวันที่ถูกยักยอก คือสิทธิด้านอาหารและการศึกษาของเด็กที่ถูกพรากไป การหักหัวคิวจัดซื้อยาและเครื่องมือแพทย์กระทบสิทธิด้านสุขภาพ และบางครั้งก็คือโอกาสรอดชีวิตของเพื่อนมนุษย์ เหล็กที่ลดสเปก ปูนที่ลดเกรด ใบอนุญาตที่เซ็นด้วยซองเงิน และทางหนีไฟที่ไม่มีอยู่จริง ล้วนกระทบสิทธิในชีวิตและร่างกาย กากอุตสาหกรรมที่ถูกลักลอบฝังกลบในชุมชน มลพิษในแม่น้ำและอากาศ หรือที่ดินของชาวบ้านที่ถูกนายทุนยึดครอง ล้วนกระทบสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี สิทธิในการทำมาหากิน และสิทธิของชุมชนที่จะมีส่วนร่วมตัดสินใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นในบ้านของตัวเอง ส่วนตำแหน่งที่ซื้อขายได้ การสอบที่แก้ไขได้ และด่านที่เคลียร์ได้ คือหลักความยุติธรรมและความเสมอภาคที่ถูกแทนที่ด้วยเส้นสายและซองเงิน

“การทุจริตที่พรากสิทธิได้กว้างที่สุดเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนจัดสรรงบประมาณด้วยซ้ำ นั่นคือการทุจริตเลือกตั้ง หลายคนยังมองว่าการรับเงินซื้อเสียงเป็นเรื่องเล็ก เป็นเงินก้อนเดียวที่นาน ๆ จะตกมาถึงคนตัวเล็กตัวน้อยสักครั้ง แต่ผู้ลงทุนย่อมไม่ยอมเสียอะไรไปฟรี ๆ และต้องถอนทุนคืนจากงบประมาณแผ่นดินที่เป็นของเราทุกคน นโยบาย โครงการ และการจัดสรรงบประมาณจึงถูกออกแบบเพื่อผลประโยชน์ของเครือข่ายและพวกพ้อง แทนที่จะออกแบบเพื่อคนส่วนใหญ่ 

“คนที่เจ็บจากการคอร์รัปชันหนักที่สุดคือคนที่มีอำนาจต่อรองน้อยที่สุด ทั้งคนจน คนไร้สถานะ กลุ่มชาติพันธุ์ แรงงาน แรงงานข้ามชาติ คนพิการ ผู้สูงอายุ และชุมชนชายขอบ เงินใต้โต๊ะหลักร้อยหลักพันที่บางคนจ่ายได้โดยไม่รู้สึกอะไร สำหรับคนจนอาจหมายถึงค่าใช้จ่ายทั้งเดือนหรือค่าเทอมของลูก

“เมื่อความสะดวก ความปลอดภัย และความยุติธรรมกลายเป็นสิ่งที่ต้องซื้อ สังคมก็เกิดระบบสองมาตรฐานขึ้นทันที นี่คือการละเมิดหลักการไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งเป็นหัวใจของสิทธิมนุษยชนโดยตรง

“สิ่งที่กังวลที่สุดไม่ใช่การโกงเพียงอย่างเดียว แต่คือความชิน ความชินที่ทำให้เราพูดกันจนติดปากว่าใคร ๆ ก็ทำ หรือขอให้ทำงานให้ดีก็พอ ความชินเปลี่ยนสิ่งที่ไม่ควรเป็นเรื่องปกติให้กลายเป็นเรื่องปกติ และเปิดทางให้การทุจริตเติบโตต่อไป

“การทุจริตกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องที่หนุนกัน การทุจริตทำให้เกิดการละเมิด และการละเมิดก็เอื้อให้เกิดการทุจริต วงจรนี้จะไม่มีวันหยุด หากคนที่ลุกขึ้นมาพูดความจริงต้องต่อสู้เพียงลำพัง

“สำหรับ กสม. หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เราไม่ใช่องค์กรปราบปรามการทุจริต แต่เรามีหน้าที่ทำให้สังคมมองเห็นสิ่งที่มักถูกมองข้าม นั่นคือต้นทุนด้านสิทธิมนุษยชนที่ประชาชนต้องจ่ายให้กับการทุจริต ปีนี้เราจึงกำหนดเรื่องการทุจริตกับสิทธิมนุษยชนเป็นวาระที่จะขับเคลื่อน เพื่อให้ทุกคนรับรู้แนวคิดการต่อต้านการทุจริตบนฐานสิทธิมนุษยชน เราจะประมวลสิ่งที่ได้จากเวทีวันนี้และเวทีต่าง ๆ จัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อเสนอต่อรัฐบาล

“การจัดกิจกรรมและเวทีเสวนาวันนี้ต้องการชวนทุกคนตั้งคำถามกับตัวเองว่า เรายังรู้สึกไม่ยอมรับการทุจริต หรือเราชินไปแล้ว”

บีโอไอ ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ก.ล.ต. ผนึกกำลังส่งเสริมผู้ประกอบการอุตสาหกรรม New Economy สู่ตลาดทุน ผ่านโครงการ BOI to IPO

0

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การส่งเสริมการระดมทุนของผู้ประกอบการเป้าหมาย ครอบคลุมโครงการ BOI to IPO เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการโดยเฉพาะ 10 อุตสาหกรรม
New Economy ให้เติบโตและเข้าถึงแหล่งเงินทุนในตลาดทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้รับเกียรติจาก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการส่งเสริมการลงทุน เป็นสักขีพยาน พร้อมแสดงวิสัยทัศน์ถึงมาตรการ “BOI to IPO” หนึ่งในยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยการลงทุน ในวันที่ 17 กันยายน 2569 ณ กระทรวงการคลัง

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ห่วงโซ่อุปทานโลก และการแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์ Investment-led Growth โดยใช้การลงทุนเป็นเครื่องยนต์ในการสร้างศักยภาพการเติบโตใหม่ให้ประเทศ ซึ่งเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่เม็ดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้การลงทุนเหล่านั้นสร้าง “คุณค่า” ให้กับประเทศไทย ทั้งการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาในประเทศ การสร้างงานทักษะสูง การพัฒนาคนไทย และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมสมัยใหม่

BOI to IPO จึงเป็นอีกกลไกสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงนโยบายส่งเสริมการลงทุนเข้ากับตลาดทุน เพื่อให้กิจการในกลุ่ม New Economy ที่เข้ามาลงทุนและสร้างฐานธุรกิจในประเทศไทยสามารถเติบโตและขยายกิจการจากประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังช่วยเชื่อมเงินทุนในระบบเศรษฐกิจไทยไปสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพ และทำให้โครงสร้างของตลาดทุนไทยสะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของประเทศมากขึ้น

“BOI to IPO ไม่ใช่เพียงมาตรการเพื่อช่วยให้บริษัทเข้าถึงตลาดทุน แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่จะทำให้การลงทุนสร้างคุณค่าให้กับประเทศไทยในระยะยาว เราไม่ต้องการเพียงดึงบริษัทเทคโนโลยีหรือ New Economy เข้ามาตั้งฐานในประเทศไทย แต่ต้องการให้บริษัทเหล่านี้เติบโต ขยายธุรกิจ พัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากรจากประเทศไทย และสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่แข็งแรงขึ้น เมื่อการส่งเสริมการลงทุนและตลาดทุนเดินไปในทิศทางเดียวกัน การลงทุนจะไม่จบลงเพียงการตั้งโรงงานหรือการเริ่มต้นโครงการ แต่จะสามารถต่อยอดเป็นการเติบโตของธุรกิจและความสามารถใหม่ของประเทศได้ในระยะยาว”

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า การผนึกกำลังเพื่อขับเคลื่อนมาตรการส่งเสริมให้บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือ “BOI to IPO” ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นการเชื่อมต่อเครื่องมือของทั้ง 3 หน่วยงาน โดยบีโอไอเป็นผู้ให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเพื่อสร้างแรงจูงใจ ขณะที่ ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ก.ล.ต. จะสนับสนุนการเตรียมความพร้อมและกระบวนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หรือตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai)

มาตรการ BOI to IPO คือกลไกเชื่อมนโยบายส่งเสริมการลงทุนเข้ากับตลาดทุนไทย เปิดทางให้นักลงทุนศักยภาพสูงระดมทุนในประเทศไทยเพื่อใช้สำหรับการขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง และทำให้กิจการเหล่านี้หยั่งรากลึกอยู่กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ขณะเดียวกันยังเป็นการเปิดโอกาสให้คนไทยเข้ามามีส่วนร่วมและถือหุ้นในกิจการที่มีศักยภาพเติบโตสูง อีกทั้งเงื่อนไขการเข้าตลาดหลักทรัพย์ยังบังคับให้ทุกกิจการต้องยกระดับธรรมาภิบาลและบริหารจัดการธุรกิจอย่างโปร่งใส ซึ่งจะทำให้การลงทุนที่ได้รับส่งเสริมจากบีโอไอเติบโตอย่างยั่งยืนไปกับประเทศไทย” นายนฤตม์ กล่าว

ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีตัวอย่างความสำเร็จของบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนและตั้งฐานการผลิต ก่อนจะเติบโตและเข้าจดทะเบียนในตลาดทุนไทย เช่น บมจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) และ บมจ. แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) มาตรการ BOI to IPO จึงมุ่งต่อยอดความสำเร็จดังกล่าว โดยเฉพาะบริษัทในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ให้สามารถระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจในประเทศไทย รวมทั้งใช้ไทยเป็นฐานขยายธุรกิจออกสู่ตลาดโลกด้วย ทั้งนี้ บริษัทจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากที่ได้รับอยู่เดิม โดยบริษัทในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ที่ได้รับการรับรองจาก ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 3 ปี หรือลดหย่อนร้อยละ 50 เพิ่มเติม 5 ปี ส่วนบริษัททั่วไป จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 2 ปี หรือลดหย่อนร้อยละ 50 เพิ่มเติม 3 ปี ขึ้นกับประเภทกิจการ

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า โครงการ BOI to IPO นับเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยดึงดูดให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสูงเข้าถึงตลาดทุน โดยเชื่อมโยงกลไกการส่งเสริมการลงทุนเข้ากับตลาดทุนไทยอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งโครงการนี้ นับเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญในการผลักดันให้ผู้ประกอบการในกลุ่ม New Economy หันมาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หลังจากที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ปรับปรุงเกณฑ์การรับหลักทรัพย์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอ สามารถเข้าจดทะเบียนได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเข้าจดทะเบียนจากตลาดหลักทรัพย์ฯ และกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ตามรายละเอียดที่กำหนด ในขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ก.ล.ต. ได้อยู่ระหว่างการทดลองปรับปรุงกระบวนการ IPO ให้มีความกระชับและใช้ระยะเวลาสั้นลง ตลาดหลักทรัพย์ฯ เชื่อมั่นว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะยกระดับความน่าสนใจของตลาดทุนไทยและเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ประเทศไทยก้าวสู่เศรษฐกิจใหม่ได้อย่างยั่งยืน  

นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบนิเวศตลาดทุนให้เอื้อต่อการระดมทุนของบริษัทที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะธุรกิจในกลุ่ม New Economy ซึ่งมีบทบาทต่อการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ New growth ในระยะยาว ความร่วมมือภายใต้โครงการ BOI to IPO จะช่วยเชื่อมโยงผู้ประกอบการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน สามารถเตรียมความพร้อมและเข้าถึงตลาดทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดย ก.ล.ต. พร้อมทำงานร่วมกับ BOI และตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันโครงการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการปรับปรุงกระบวนการและแนวทางพิจารณา IPO ให้กระชับและรวดเร็วขึ้น สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลที่ครบถ้วนและเพียงพอต่อการตัดสินใจลงทุน รวมทั้งส่งเสริมความพร้อมของผู้ประกอบการและ
ผู้ที่เกี่ยวข้องในการยกระดับการควบคุมภายในของกิจการ เพื่อให้บริษัทที่มีคุณภาพสามารถเข้าสู่ตลาดทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม โดยคำนึงถึงการคุ้มครองผู้ลงทุนและการสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทย

ธุรกิจ New Economy ครอบคลุม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ การเกษตรและอาหารขั้นสูง เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ การแพทย์และสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ยานยนต์สมัยใหม่ การบินและโลจิสติกส์ ดิจิทัลและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงและยั่งยืน

ติดตามรายละเอียดโครงการ BOI to IPO ได้ที่ www.set.or.th สอบถามเพิ่มเติมโทร SET Contact Center 0 2009 9999

20 ปี PIM บทพิสูจน์จากมหาวิทยาลัยเซเว่น สู่มหาวิทยาลัยสร้างคน

0

จากจุดเริ่มต้นสู่เส้นทางเกือบ 20 ปีของสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การศึกษาไม่ควรหยุดเรียนรู้อยู่เพียงในห้องเรียน แต่ต้องเชื่อมโยงกับโลกการทำงานจริง เพื่อสร้างคนให้มีทักษะ พร้อมทำงาน และมีงานทำ

เบื้องหลังเส้นทางนี้ เริ่มต้นจากประสบการณ์ชีวิตและความเชื่อของ นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ ที่นำบทเรียนจากการ “เรียนไป ทำงานไป” ของตัวเอง มาสร้างเป็นโมเดลสร้างคนผ่านการศึกษา จนถึงวันที่บัณฑิตได้รับการยอมรับจากองค์กรต่าง ๆ เส้นทางของ PIM จึงไม่ใช่เพียงเรื่องราวของการสร้างมหาวิทยาลัย แต่คือการพิสูจน์ว่า “โอกาสทางการศึกษา” สามารถเปลี่ยนอนาคตของคนได้จริง

ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์

นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ชวนย้อนเรื่องราวเกือบ 20 ปี ว่า…

มีเรื่องเล่าหนึ่งที่ผมไม่เคยเล่าให้ใครฟังมากนัก มันเป็นเรื่องของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่อายุยังไม่ครบ 20 ปี ต้องเรียนภาคค่ำที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และทำงานไปด้วยกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ ในขณะที่เพื่อน ๆ หลายคนกำลังนั่งเรียนอยู่ในห้องเรียนช่วงกลางวัน เด็กหนุ่มคนนั้นกลับต้องรีบวิ่งจากที่ทำงานไปให้ทันเข้าเรียนตอนหกโมงเย็น บางวันเหนื่อยจนแทบหลับคาโต๊ะ แต่เขาก็ยังอดทน เพราะรู้ว่าการเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย คือหนทางที่จะทำให้เขาได้เข้าใจโลกแห่งความจริง และจากประสบการณ์ตรงนั้นเอง ทำให้ผมเห็นความจริงข้อหนึ่งที่เจ็บปวด…“คนจบปริญญาตรีออกมาทำงานไม่เป็น” ประโยคนี้ฟังดูรุนแรง แต่มันคือความจริงที่ผมพบเจอด้วยตัวเองทุกวัน บัณฑิตจบใหม่จำนวนไม่น้อยยังต้องกลับมาเรียนรู้และฝึกฝนกันใหม่ในองค์กร ต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะสามารถทำงานได้จริง ทั้งที่พวกเขาเพิ่งใช้เวลาถึงสี่ปีในมหาวิทยาลัย

ผมจึงตั้งคำถามกับตัวเองว่า “มหาวิทยาลัยควรเป็นสถานที่ที่นักศึกษาไปเดินเล่น เรียนไปวันๆ แล้วจบมาทำงานไม่เป็นจริงหรือ?” คำถามนี้ติดอยู่ในใจผมมาโดยตลอด วันที่ผมตัดสินใจสร้างสถาบัน PIM ผมอายุประมาณ 54-55 ปี หลายคนบอกว่าผมบ้า หลายคนหัวเราะเยาะ หลายคนนินทาว่า

“มหาวิทยาลัยเด็กร้าน”

“มหาวิทยาลัยรากหญ้า”

ผมได้ยินหมด แต่ผมไม่สนใจ เพราะผมรู้ว่าผมกำลังทำอะไร ผมกำลังสร้างสถาบันที่จะพิสูจน์ว่า การศึกษาไม่ควรแยกออกจากชีวิตจริง และคนที่ต้องทำงานไปเรียนไป ไม่ใช่คนที่ด้อยกว่าใคร ตรงกันข้าม ผมเชื่อว่าประสบการณ์เหล่านั้นจะกลายเป็นต้นทุนสำคัญของชีวิต โมเดลของเราคือ “เรียนไป ทำงานไป จบไปแล้วได้งานทำ” ฟังดูง่าย แต่รู้ไหมครับว่ามันยากแค่ไหน? ปีแรกที่เปิดรับนักศึกษา เรามีนักศึกษาเพียง 350 คน ปีที่สอง 550 คน รวมสองปีแรกได้เพียง 900 คน ทั้งที่เรามีทุน 100% ทั้งที่ระหว่างเรียนมีงานทำ และทั้งที่เราตั้งใจสร้างระบบการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับการทำงานจริง แต่ไม่มีใครเชื่อ…ผมเข้าใจครับ การที่จะให้สังคมยอมรับอะไรใหม่ ๆ มันต้องใช้เวลา ไม่ใช่หนึ่งปีหรือสองปี แต่ต้องใช้ “บัณฑิต” เป็นเครื่องพิสูจน์ เราต้องสร้างบัณฑิตรุ่นแล้วรุ่นเล่า ออกไปสู่สังคม ต้องให้พวกเขาพิสูจน์ตัวเองในการทำงาน ต้องให้หัวหน้างานยอมรับ ต้องให้เพื่อนร่วมงานยอมรับ และต้องให้สังคมยอมรับ

เราต้องสร้างบัณฑิตออกไปให้สังคมเห็นถึง สามรุ่น ฟังดูอาจไม่นาน แต่กว่าจะผ่านแต่ละรุ่นมาได้ มันคือความอดทน ความมุ่งมั่น และความเชื่อที่ไม่มีวันสั่นคลอน

วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว อึดไป อึดมา เกือบครบ 20 ปีแล้ว จากวันนั้นที่เราเคยรับนักศึกษาได้เพียง 350 คน วันนี้เราเคยรับนักศึกษาใหม่ได้สูงสุดเกือบ 7,000 คนต่อปี และปัจจุบันเรารับประมาณ 5,000-6,000 คนต่อปี จากวันที่เคยถูกเรียกว่า “มหาวิทยาลัยรากหญ้า” วันนี้บัณฑิตของเราได้รับการยอมรับจากองค์กรชั้นนำทั่วประเทศ

จากวันที่ผมอายุ 54 ปี วันนี้ผมอายุ 74 ปีแล้ว 20 ปีที่ผ่านไป…

ผมเห็นเด็กหนุ่มสาวที่ต้องทำงานไป เรียนไป ไม่ต่างจากผมเมื่อ 50 กว่าปีก่อน เดินเข้ามาในสถาบันแห่งนี้ พวกเขามีความฝัน มีความมุ่งมั่น และมีไฟที่อยากจะพิสูจน์ตัวเอง และผมก็เห็นพวกเขาจบออกไป มีงานทำ มีอาชีพ มีรายได้ ได้เติบโต และประสบความสำเร็จในชีวิต

นั่นคือสิ่งที่ทำให้ผมภูมิใจที่สุด

วันนี้ เมื่อผมมองย้อนกลับไป ผมไม่เสียใจเลยแม้แต่วินาทีเดียวที่ตัดสินใจสร้าง PIM

ผมภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างสถาบันแห่งนี้มาตลอดเกือบ 20 ปี

ผมภูมิใจที่ได้พิสูจน์ว่า “มหาวิทยาลัยรากหญ้า” ก็สามารถสร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพได้

ผมภูมิใจที่ได้พิสูจน์ว่า “คนขาดโอกาส” ก็มีสิทธิ์ได้รับการศึกษาที่ดี

ผมภูมิใจที่ได้พิสูจน์ว่า “การเรียนไป ทำงานไป” ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ

และที่สำคัญที่สุด…

ผมภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของบัณฑิตทุกคน ที่วันนี้พวกเขาสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง

เพราะการศึกษาไม่ควรเป็นเรื่องของชนชั้น ไม่ควรเป็นเรื่องของฐานะ

การศึกษาเป็นเรื่องของโอกาส และโอกาสควรเป็นของทุกคน

20 ปี… ไม่ใช่เวลาที่สั้น แต่ก็ไม่ใช่เวลาที่ยาวนานสำหรับการสร้างสถาบันการศึกษา

สิ่งที่เราเห็นในวันนี้ไม่ใช่ผลงานของผมคนเดียว แต่เป็นผลงานของทุกคนที่ร่วมกันสร้าง ทั้งอาจารย์ เจ้าหน้าที่ นักศึกษา บัณฑิต สถานประกอบการ และพันธมิตรทุกภาคส่วน ทุกคนช่วยกันพิสูจน์ว่า PIM ไม่ได้เป็นเพียงมหาวิทยาลัย แต่เป็น “บ้านหลังที่สอง” ของคนที่เชื่อว่า การศึกษาคือหนทางแห่งการเปลี่ยนแปลง

จากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง

จากห้องเรียนสู่สถานที่ทำงาน

จากความฝันสู่ชีวิตจริง

นี่คือเรื่องราวของ PIM ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

และผมเชื่อว่าอีก 20 ปีข้างหน้า PIM จะยังคงยืนหยัด เป็นที่พึ่งของเยาวชน เป็นมหาวิทยาลัยที่คนภาคภูมิใจ และเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ความฝันที่สร้างจากรากหญ้า สามารถเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาแก่คนทั้งประเทศได้

“ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่

แต่ผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมทำ จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของคนอื่น

และนั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับชีวิตคนคนหนึ่ง”

ด้วยความภาคภูมิใจ

ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์

จาก ‘ประชาชน’ สู่ ‘ประชาชิน’ กสม. ชวนคนไทยร่วมงานนิทรรศการ มหานครคอร์รับชั่น ‘CORRUPTOPIA’ ชมฟรีตลอดงาน 15-27 ก.ย. 69 นี้ที่หอศิลปกรุงเทพฯ

0

เราอาจมองเห็นผลของคอร์รัปชันอยู่รอบตัวบ่อยกว่าที่คิด เพียงแต่หลายครั้งมันไม่ได้ปรากฏตัวในรูปของซองเงินหรือการติดสินบนตรงหน้า แต่อาจมาในรูปของถนนที่สร้างแล้วสร้างอีกแต่ไม่เคยเสร็จ โครงการที่ใช้งบประมาณมหาศาลแต่ไม่ได้คุณภาพ หรือบริการสาธารณะที่ประชาชนควรได้รับอย่างเต็มที่ แต่กลับไม่ได้ 

เมื่อเห็นเรื่องเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากสิ่งที่ควรทำให้เรารู้สึกว่า “ไม่ถูกต้อง” วันหนึ่งเราอาจเริ่มรู้สึกเพียงว่า “ก็เป็นแบบนี้แหละ” และสิ่งนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ปัญหาคอร์รัปชันไม่มีวันหมดไป

🌆 นิทรรศการ CORRUPTOPIA มหานครคอร์รัปชัน จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) จึงไม่ได้เริ่มต้นด้วยการอธิบายว่าคอร์รัปชันคืออะไร หรือบอกเราว่าใครเป็นคนผิด แต่เลือกสร้าง “เมือง” ขึ้นมาหนึ่งเมือง เพื่อชวนให้เราเดินเข้าไปสำรวจว่า หากคอร์รัปชันแทรกซึมอยู่ในทุกส่วนของชีวิต เมืองที่เราอาศัยอยู่จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร

เมื่อมองกลับมายังสถานการณ์ของประเทศไทย ปัจจุบันดัชนีการรับรู้การทุจริต หรือ Corruption Perceptions Index (CPI) ปี 2025 ของไทยอยู่ที่ 33 คะแนน จาก 100 คะแนน และอยู่อันดับที่ 116 จาก 182 ประเทศ ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 42 คะแนน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการรับรู้ต่อปัญหาการทุจริตในภาครัฐ และประเทศไทยยังมีแนวโน้มคะแนนลดลงเมื่อเทียบกับปี 2012

แต่แทนที่จะพาเราไปมองคอร์รัปชันในฐานะปัญหาใหญ่ระดับประเทศเพียงอย่างเดียว นิทรรศการ CORRUPTOPIA กลับย่อเรื่องที่ดูใหญ่และซับซ้อนเหล่านั้นให้มาอยู่ในระดับที่ใกล้กับชีวิตของคนธรรมดาเพราะสำหรับประชาชนคนหนึ่ง เราอาจรู้สึกอยู่เสมอว่าเรื่องคอร์รัปชันใหญ่เกินกว่าที่ตัวเองจะทำอะไรได้ และอำนาจในการเปลี่ยนแปลงก็ดูเหมือนจะอยู่ในมือของคนอื่น

CORRUPTOPIA มหานครคอร์รัปชัน ชวนเรากลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เรากำลังอยู่กับความเคยชินกับการทุจริตอยู่หรือเปล่า” และ “ถ้าจะ ‘เลิกชิน’ เราจะทำอะไรได้บ้าง”

🔹เมืองที่ไม่มีอะไรเป็นอย่างที่ควรจะเป็น เพราะทุกอย่างถูกสร้างขึ้นจากคอร์รัปชัน

เมื่อเดินเข้าสู่นิทรรศการ เราจะพบกับเมืองจำลองขนาดเล็กที่ประกอบขึ้นจากแลนด์มาร์กและสถานที่ต่าง ๆ แต่ที่นี่ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบนัก เพราะทุกพื้นที่ล้วนมีร่องรอยของคอร์รัปชันซ่อนอยู่

มี “ถนนเจ็ดชั่วโคตร” ถนนที่สร้างเท่าไรก็ไม่เคยเสร็จ รื้อแล้วทำ ทำแล้วรื้อ วนกลับมาให้เห็นอยู่ซ้ำ ๆ จนความผิดปกติเริ่มกลายเป็นภาพคุ้นตา

มี “พิ‘พิษ’ภัณฑ์” ที่ไม่ได้จัดแสดงโบราณวัตถุหรืองานศิลปะ แต่เต็มไปด้วยขยะพิษจากต่างถิ่น ชวนให้คิดต่อว่า เมื่อการจัดการที่ไม่โปร่งใสเกิดขึ้น ผลที่ตามมาไม่ได้หยุดอยู่ในเอกสารหรือเม็ดเงิน แต่อาจเดินทางไปตกอยู่ที่บ้าน ชุมชน สุขภาพ และชีวิตของผู้คน

ยังมี สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พร้อมเสกความสำเร็จให้ หากรู้จักติดสินบนให้ถูกทาง สิ่งเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ระบบเดิมดำรงอยู่ต่อไป

แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในเมืองแห่งนี้อาจไม่ใช่สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง หากเป็น “ผู้คน” ที่อาศัยอยู่ในนั้น พวกเขาถูกเรียกว่า “ประชาชิน” ประชาชนธรรมดาที่มองเห็นสิ่งผิดปกติอยู่ทุกวัน แต่เมื่อพบมันบ่อยครั้งเข้า จากเคยสงสัย จากเคยไม่พอใจกลายเป็นยอมรับ คำว่า “ประชาชิน” จึงเป็นคำที่ฟังดูขำในครั้งแรก แต่พอเดินดูนิทรรศการไปเรื่อย ๆ มันกลับกลายเป็นคำที่ย้อนกลับมาถามคนดูว่า เราเองก็เคยเป็นประชาชินในบางเรื่องหรือเปล่า

🔹คอร์รัปชันไม่ได้หายไป เพียงเพราะเราไม่เห็นคนโกงตรงหน้า

ความน่าสนใจของ CORRUPTOPIA มหานครคอร์รัปชัน คือการพยายามขยับภาพของคอร์รัปชันออกจากเรื่อง “การโกงเงิน” เพียงอย่างเดียว แล้วพาไปมองให้เห็นถึง “การโกงสิทธิ” ที่พึงได้ของเราทุกคน เพราะเบื้องหลังงบประมาณที่หายไป อาจหมายถึงถนนที่ไม่ได้มาตรฐาน
เบื้องหลังการเอื้อผลประโยชน์ อาจหมายถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่ใครบางคนต้องแบกรับ และเบื้องหลังบริการสาธารณะที่ไม่มีประสิทธิภาพ อาจหมายถึงสิทธิหรือคุณภาพชีวิตบางอย่างที่ประชาชนควรได้รับ แต่กลับได้ไม่เต็มที่

นิทรรศการทำให้เราเห็นว่า บางทีจุดเริ่มต้นของการไม่ยอมรับคอร์รัปชัน อาจเริ่มจากวันที่เรามองเห็นสิ่งเดิม แล้วไม่พูดกับตัวเองอีกต่อไปว่า “ก็เป็นแบบนี้แหละ”

🌆 CORRUPTOPIA มหานครคอร์รัปชัน
📅 15–27 กันยายน 2569
📍 ห้องนิทรรศการ ชั้น 3 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

เข้าชมฟรีตลอดงาน

ก่อนกลับบ้าน อย่าลืมแวะรับของที่ระลึก “ไม้บรรทัด (ฐาน) วัดใจ” ที่จะชวนทุกคนมาเปลี่ยนทัศนคติและยกระดับบรรทัดฐานของสังคม มาเป็นประชาชนคนคุณภาพที่ไม่ชินและไม่ทนต่อการคอร์รัปชันในทุกรูปแบบ

.

กสม. ร่วมรณรงค์ต่อต้านการทุจริตไม่ให้สิทธิมนุษยชนถูกพรากไป เชิญชวนปชช.รับชมนิทรรศการ Corruptopia มหานครคอร์รัปชัน 15 – 27 ก.ย.นี้ ที่หอศิลปกรุงเทพฯ

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) จัดกิจกรรมเปิดนิทรรศการ “Corruptopia มหานครคอร์รัปชัน” และเวทีเสวนาสาธารณะ Corruptopia Forum ภายใต้แคมเปญ “ประชาชน: อย่าปล่อยให้ประชาชนถูกละเมิดสิทธิ เพราะการทุจริตคอร์รัปชันจนชินชา” โดยมุ่งสร้างความตระหนักถึงความเชื่อมโยงระหว่างการทุจริตคอร์รัปชันและการละเมิดสิทธิมนุษยชน พร้อมกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และปฏิเสธการทุจริตในทุกรูปแบบ ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

พรประไพ กาญจนินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

นางสาวพรประไพ กาญจนินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า การทุจริตเป็นอาชญากรรมที่พรากสิทธิขั้นพื้นฐานไปจากประชาชน เพราะงบประมาณแผ่นดินจากภาษีของประชาชนที่ต้องกลับไปเป็นสิทธิ สวัสดิการ และคุณภาพชีวิตของประชาชน เมื่อถูกโกงไป ไม่ใช่แค่เงินที่หาย แต่คือสิทธิของใครบางคนที่หายไปพร้อมกันด้วย การทุจริตที่พรากสิทธิมากที่สุดอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนงบประมาณจะถูกจัดสรร นั่นคือการทุจริตการเลือกตั้ง ที่ผู้ลงทุนซื้อเสียงถอนทุนคืนจากงบประมาณแผ่นดินที่เป็นของเราทุกคน นโยบาย โครงการ และการจัดสรรงบประมาณ จึงถูกออกแบบเพื่อผลประโยชน์ของเครือข่ายพรรคพวกแทนที่จะออกแบบเพื่อคนส่วนใหญ่

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่ากังวลในวันนี้อาจไม่ใช่การโกง แต่คือ “ความชิน” ต่อการทุจริตคอร์รัปชัน ที่ทำให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามมา กสม. ในฐานะสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีหน้าที่ทำให้สังคมมองเห็นสิ่งที่มักถูกมองข้าม นั่นคือต้นทุนด้านสิทธิมนุษยชนที่ประชาชนต้องจ่ายกับการทุจริต จึงผลักดันแนวคิดการต่อต้านการทุจริตบนสิทธิมนุษยชน หรือ Human Rights-Based Anti-Corruption เพื่อคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากการถูกฟ้องปิดปาก ทำให้ประชาชนไม่เป็น “ประชาชน” และทำให้คนพูดความจริงสามารถตรวจสอบการทุจริตได้อย่างปลอดภัย

ภายในงานมีการปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “คอร์รัปชันซินโดรม” ประเทศไทยป่วยขั้นไหน? โดยนายบรรยง พงษ์พานิช กรรมการและกรรมการบริหารองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ซึ่งได้กล่าวถึงสถานการณ์คอร์รัปชันของประเทศไทย สาเหตุหลักของคอร์รัปชันและกลไการตรวจสอบ รวมถึงความสำคัญของภาคประชาชนในการเข้ามาช่วยป้องกัน ตรวจสอบ และปราบปรามปัญหาคอร์รัปชันเพื่อรักษาสิทธิของตนเอง

จากนั้นมีการเสวนาหัวข้อ “เปิดโปงแล้วใครปกป้อง? เมื่อคนพูดความจริงมีราคาที่ต้องเจ็บ-ต้องจ่าย” โดยผู้ร่วมเสวนาได้แก่ นางสาวพัศนีย์ พูลสุข ผู้รวบรวมหลักฐานและเปิดโปงขบวนการทุจริตยาโรงพยาบาลทหารผ่านศึก นางสาวพรทิพย์ โม่งใหญ่ อดีตบรรณาธิการข่าวโต๊ะรายงานพิเศษ ช่องเวิร์คพอยท์ และนางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและหัวหน้าทีมสุดซอย ดำเนินการเสวนาโดย นางสาวฐูปณีย์ เอียดศรีไชย ซึ่งวิทยากรได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนถึงประสบการณ์จริงของคนทำงานที่เผชิญหน้ากับการทุจริตคอร์รัปชัน ตั้งแต่การรวบรวมหลักฐาน การนำเสนอความจริง แรงกดดันที่ได้รับ และกลไกการคุ้มครองความปลอดภัย

ต่อด้วยการเสวนาหัวข้อ “เมื่อประชาชนไม่ยอมชินกับคอร์รัปชันอีกต่อไป เราจะนับหนึ่งจากตรงไหน?” โดยผู้ร่วมเสวนาจากภาคส่วนต่าง ๆ ได้แก่ ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) นายนศเศรษฐ์ ปรัชยากร ประธานคณะกรรมการการพัฒนาการการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา นางสาวปริศนา พรหมมา ผู้แทนสภาลมหายใจเชียงใหม่ และนายจุมพล ขุนอ่อน รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดำเนินการเสวนาโดย นายสมภพ รัตนวลี ซึ่งวิทยากรได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนถึงแนวทางและกลไกในการป้องกันการทุจริตที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งในการตรวจสอบและสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. ขอเชิญนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมชมและสัมผัสประสบการณ์ “อยู่ให้เป็น เห็นจนชิน อยู่กินกับคอร์รัปชัน” ในงานนิทรรศการ “Coruptopia มหานครคอร์รัปชัน” ครั้งนี้ เพื่อร่วมกันตั้งคำถามกับตัวเองว่าหากเราต้องอยู่และเผชิญกับเหตุการณ์ทุจริตคอร์รัปชัน เราจะเป็น “ประชาชน” ที่เพิกเฉย หรือพร้อมเป็น “ประชาชน” ที่ลุกขึ้นมารักษาและปกป้องสิทธิ โดยสามารถรับชมนิทรรศการดังกล่าวได้ระหว่างวันที่ 15–27 กันยายน 2569 ณ ชั้น 3 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

“ทอดน่อง-ชมวัง-ปันเรื่องราว” พาเดินย้อนเวลายลพระราชวังหลวงอยุธยา

0

“ยินดีที่ได้เที่ยว” มีโอกาสดีได้ร่วมกิจกรรม “เดินทอดน่อง ชมวัง ปันเรื่องราว” ซึ่งเกิดขึ้นจากการร่วมมือของ 3 เพจที่มีความสนใจและหลงใหลเรื่องราวประวัติศาสตร์ยุคอยุธยาเหมือนกัน ประกอบด้วย เพจ Ayutthaya Revised (คุณปอนด์ นิสิตนักศึกษา ที่รักในประวัติศาสตร์ แถมยังสายตรงเป็นคนอยุธยา), เพจ ลลิธ-กำไล นามปากกา (คุณกำไล นักเขียนที่ชอบเที่ยวโบราณสถาน และชอบประวัติศาสตร์ เขียนนิยายพีเรียด เจ้าของนามปากกาชื่อเดียวกัน “กำไล” ) และ 3. เพจ ปันเรื่องปันราว (คุณปัณณพัทธิ์ คำนึง หรือ ไกด์ปัณ ผู้หลงใหลประวัติศาสตร์ เคยมีผลงานนำเสนอรื่องราวชาวอยุธยาในพม่ามาถ่ายทอดแบบเจาะลึก) ทั้งสามเพจตั้งใจจัดกิจกรรมนี้ขึ้น เพื่อชวนคนที่ความสนใจเหมือนกันไปเดินย้อนเวลาหา “พระราชวังหลวงอยุธยา” ตามรอยวังโบราณในพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธนา เริ่มต้นจากวัดพระศรีสรรเพชญ์ สู่หัวใจของราชสำนักกรุงศรีอยุธยา

จากซ้าย คุณปอนด์ เพจ Ayutthaya Reivse -ตุณปัณณ์ เพจปันเรื่องปันราว -คุณกำไล เพจ ลลิธ-กำไล นามปากกา

แอดมินเชื่อว่า หลายคนมีโอกาสได้มาเที่ยวชม อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา แวะชมความงดงามของ วัดพระศรีสรรเพชญ์ กันอยู่แล้ว แต่เชื่อว่า คนส่วนใหญ่ ก็จะเดินเที่ยวอยู่บริเวณวัดพระศรีสรรเพชญ ชมความงาม ถ่ายรูปเช็กอินกับจุดแลนด์มาร์กคือ เจดีย์ 3 องค์ของวัดนี้ แล้วก็เดินออกไปเพื่อแวะเที่ยวที่อื่นต่อ มีน้อยคนนักที่จะเดินทะลุไปถึงโซนพื้นที่ด้านหลัง ที่เป็นส่วนของพระราชวังหลวง

ขอบคุณภาพจาก facebook ปัณณพัทธิ์ คำนึง 

“ยินดีที่ได้เที่ยว” เมื่อทราบว่า มีกิจกรรมนี้ จึงไม่พลาดโอกาสครั้งนี้เพราะลำพังจะให้ไปเดินเที่ยวคนเดียว ก็ต้องสารภาพตามตรงว่า ไม่รู้จะไปดูอะไร เพราะมอวไปทางไหน ก็เห็นมีแต่กองซากอิฐ กระจายอยู่ตามจุดต่างๆ แต่ความจริงแล้ว พื้นที่กว้างใหญ่ที่เห็นอยู่ตรงหน้า ไม่ได้เป็นเพียงสนามหญ้าที่มีซากอิฐเท่านั้น แต่ครั้งหนึ่งที่นี่คือ “พระราชวังหลวงแห่งกรุงศรีอยุธยา”สถานที่ซึ่งเคยเป็นหัวใจของราชสำนัก เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ ใช้ประกอบพระราชพิธี ออกว่าราชการ และรับแขกบ้านแขกเมืองจากต่างแดน

ฉากองค์เจดีย์ใหญ่ 3 องค์ บริเวณสระแก้ว ด้านหลัง

ดังน้้น เมื่อกูรูจาก 3 เพจที่เห็นความสำคัญเรื่องนี้ มารวมตัวกันจัดกิจกรรมนี้ขึ้น ก็เหมือนมีผู้บรรยาย นักเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ เดินนำแถวพาคณะผู้คนที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน ไปเที่ยวชม แวะเล่าเรื่องตามจุดสำคัญต่างๆ แม้วันนี้พระราชวังหลวงอาจเหลือเพียงฐานอาคาร แนวกำแพง สระน้ำ และร่องรอยทางโบราณคดี แต่ถ้าเราค่อย ๆ เดินสำรวจไปทีละจุด จะพบว่าใต้ผืนดินและซากอิฐเหล่านี้ ยังมีเรื่องราวของกรุงศรีอยุธยาซ่อนอยู่มากมาย

ตามกำหนดเวลาที่คณะผู้จัดงานแจ้งให้ผู้ร่วมเดินทางทราบ คือ จะเริ่มตั้งแต่เวลา 13.00 น. และสิ้นสุดกิจกรรมเวลาประมาณ 18.00 น. แอดมินคิดในใจทีแรกว่า จะเดินอะไรนักหนาเกือบ 5 ชม. แต่เชื่อมั้ยว่า กิจกรรมนี้ใช้เวลาไปเต็มเวลาจริงๆ กับระยะทางเดินรวมประมาณ 6-7 กม. ตามที่มีผู้ร่วมคณะแจ้งให้ทราบในภายหลัง


🚶‍♂️ ออกเดินสำรวจ “อดีตเมืองหลวงภายในอุทยานฯ”

เมื่อเดินเข้ามาในเขตพระราชวัง สิ่งแรกที่อาจรู้สึกคือ “ทำไมพื้นที่กว้างขนาดนี้?”

คำตอบก็คือ พระราชวังหลวงไม่ได้เป็นเพียงอาคารหลังหนึ่งที่กษัตริย์ใช้ประทับ แต่เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยเขตพระราชฐานหลายส่วน มีพระที่นั่ง อาคารประกอบ กำแพง ประตู ป้อม สระน้ำ และพื้นที่ใช้งานต่าง ๆ

มีการแบ่งพื้นที่เป็น เขตพระราชฐานชั้นนอก ชั้นกลาง และชั้นใน โดยพระที่นั่งสำคัญหลายองค์ตั้งอยู่ในพื้นที่เหล่านี้ เดินไปตามแนวโบราณสถานจึงเหมือนกำลังตามรอย “แผนที่เมือง” ที่หายไป ตรงนี้เคยเป็นพระที่นั่ง
ตรงนั้นเคยเป็นกำแพง
อีกด้านเป็นประตู
ถัดไปเป็นสระน้ำ

พระที่นังจอมทอง

ยิ่งเดิน ก็ยิ่งเห็นภาพว่า พระราชวังหลวงในอดีตมีความเป็นระบบมากเพียงใด แต่ต้องขอออกตัวก่อนว่า บทความตอนนี้ไม่ได้เจาะลึกข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ของสถานที่แต่ละจุดเท่าไรนัก แต่ต้องการถ่ายทอด เล่าประสบการณ์ และความรู้สึกประทับใจของการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ตามเส้นทางของอดีตที่เคยยิ่งใหญ่ของอยุธยา ซึ่งต้องอาศัยการจินตนาการภาพไปพร้อมกับความตั้งใจฟังเสียงบรรยาย เล่าเรื่องของคณะผู้จัดงานที่สลับสับเปลี่ยนกันทำหน้าที่ถ่ายทอดข้อมูลที่ผู้ฟังสัมผัสว่า กิจกรรมนี้ เกิดจากความตั้งใจจริงที่ผ่านการศึกษา ค้นคว้าหาข้อมูลทางประวัติศาตร์กันแบบจริงจัง มีการค้นคว้า อ้างอิงหลักฐานแบบชัดเจน


🏛️ พระที่นั่งสรรเพชญมหาปราสาท

วันนี้สิ่งที่เราเห็นอาจเป็นเพียงแนวฐานอิฐและร่องรอยของสิ่งก่อสร้างเก่า แต่ลองนึกภาพย้อนกลับไปหลายร้อยปี…ที่นี่เป็นหนึ่งในพระที่นั่งสำคัญที่สุดของพระราชวังหลวง นั้นคือ พระที่นั่งสรรเพชญมหาปราสาท พระที่นั่งองค์นี้สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ และใช้เป็นสถานที่สำคัญในการออกว่าราชการ รวมถึงรับแขกเมืองและประกอบพระราชพิธีต่าง ๆ

ขอบคุณภาพจาก facebook ปัณณพัทธิ์ คำนึง 

ภาพของฐานสิ่งก่อสร้างที่เป็น “ซากอิฐ” ซึ่งเราเห็นตรงหน้า ถ้าเติมภาพของผู้คน เครื่องแต่งกาย สถาปัตยกรรม และบรรยากาศของราชสำนักเข้าไปในจินตนาการ เราจะเริ่มเห็นความยิ่งใหญ่ของพื้นที่แห่งนี้ได้มากขึ้น

พระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์

ผู้จัดงานนำพาคณะผู้เดินทางเดินฝ่าแดด ลุยพงหญ้า เพื่อไปชมกลุ่มพระที่นั่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพระที่นั่งวิหารสมเด็จ, พระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์ นอกจากพระที่นั่งแล้ว เรายังได้เดินชมกำแพง ป้อม ประตูบก ประตูน้ำ และส่วนอาคารต่าง ๆ ภายในเขตพระราชฐาน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นกองซากอิฐตั้งอยู่ หากขาดคนนำทางที่คอยให้ข้อมูลตลอดทางแล้ว เราก็คงไม่อาจเห็นความสำคัญ ไม่ทราบว่าจุดนี้คืออะไร และมองข้ามไปเฉยๆ ตลอดการเดินทางไกลบนสนามหญ้ากว้าง ๆ ในวันนี้

📱 เดินชมวัง ไม่ต้องใช้จินตนาการอย่างเดียวแล้ว

แน่นอนว่า การมาเที่ยวพระราชวังหลวงในปัจจุบัน เราไม่ได้เห็นพระราชวังที่สมบูรณ์เหมือนในอดีต สิ่งที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่คือฐานอาคาร แนวกำแพง และร่องรอยทางโบราณคดี

หลายคนอาจคิดว่า “ถ้าไม่ใช่คนที่รู้ประวัติศาสตร์มาก่อน จะเดินดูแล้วรู้เรื่องไหม?” จริง ๆ แล้วไม่ต้องกังวลครับ เพราะทุกวันนี้มีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้การชมโบราณสถานเข้าใจง่ายขึ้น ตามจุดสำคัญบางแห่งจะมี ป้ายข้อมูลเหล็กของกรมศิลปากร พร้อม QR Code ให้ใช้โทรศัพท์มือถือสแกนเพื่อเปิดข้อมูล และบางจุดสามารถชมภาพสันนิษฐานของโบราณสถานในรูปแบบ 3 มิติผ่านเทคโนโลยี AR Smart Heritage ได้ เพื่อให้ผู้ชมสามารถนำภาพสันนิษฐานของโบราณสถานมาผสานกับสถานที่จริง ช่วยให้มองเห็นภาพความรุ่งเรืองและรูปแบบสถาปัตยกรรมในอดีตได้ง่ายขึ้น โดยมีพื้นที่ของอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยารวมอยู่ในระบบด้วย

ประตูพระตำหนักสวนกระต่าย

ดังนั้น ถ้าเดินผ่านป้ายข้อมูลบริเวณพระที่นั่งสำคัญ ขอแนะนำว่า อย่าเดินผ่านไปเฉย ๆ ลองหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาสแกน QR Code → เปิดภาพ → แล้วมองกลับมายังฐานอาคารตรงหน้า จากซากอิฐที่เราเห็นอยู่ ก็จะมีภาพจำลองเข้ามาช่วยเติมช่องว่างให้กับจินตนาการ

และทราบมาว่า เดี่ยวนี้ยังมีการพัฒนาแอปฯ Retouch Ayutthaya เป็นอีกตัวช่วยสำหรับการมองย้อนอดีตผ่านมือถือ เห็นภาพจำลอง 3 มิติของโบราณสถานมาซ้อนทับกับภาพสถานที่จริงผ่าน AR พร้อมข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และกระบวนการสันนิษฐานรูปแบบสถาปัตยกรรม แม้วา ตอนนี้ยังครอบคลุมแค่สถานที่สำคัญบางแห่งเป็นหลัก แต่ในอนาคต เชื่อว่า กลุ่มพระที่นั่งต่างๆ ในอุทยานฯ น่าจะอยู่ในแผนงานนี้ด้วยในวันข้างหน้า

สำหรับการเดินพระราชวังหลวง เทคโนโลยีพวกนี้จึงเป็นเหมือน “ตัวช่วยเติมภาพ” จากเดิมที่ต้องอาศัยจินตนาการล้วนๆ

🏯 พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์

แผนผังพระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ ภาพจากมุมสูง
ขอบคุณภาพจาก facebook ปัณณพัทธิ์ คำนึง 
พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์
พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์

อีกมุมหนึ่งของพระราชวังที่ไม่ควรมองข้าม พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ ซึ่งอยู่บริเวณท้ายพระราชวัง เป็นที่มาของพระนามสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ เนื่องจากพระองค์เสด็จประทับและว่าราชการที่พระที่นั่งองค์นี้เป็นประจำ จัดเป็นหนึ่งในพระที่นั่งสำคัญที่อยู่ในพื้นที่ด้านท้ายของพระราชวังหลวง มีสระน้ำล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน แถมยังมีเขามอ และระบบน้ำพุอีกด้วย ทำให้เห็นได้ว่า วังหลวงในอดีต มีความทันสมัยอยู่ไม่น้อย และการออกแบบพระราชวังอยุธยาไม่ได้เน้นเพียงความโอ่อ่าของพระที่นั่ง แต่ยังให้ความสำคัญกับภูมิทัศน์และการใช้ประโยชน์จากพื้นที่โดยรอบด้วย ยิ่งได้เห็นภาพมุมสูงของการวางผังพระที่นั่งนี้แล้ว อยากบอกว่า เป็นภาพที่ดูงดงามมากทีเดียว

🧭 เดินพระราชวังหลวงอย่างไรให้สนุก

สิ่งที่ผมอยากแนะนำสำหรับคนที่จะมาเที่ยว คือ ไม่ต้องรีบร้อน ค่อยๆเดิน เพราะพื้นที่กว้าง และแต่ละจุดไม่ได้มีสิ่งปลูกสร้างสมบูรณ์เท่าไร

ลองใช้วิธีนี้ครับ

1. ดูแผนผังก่อนเดิน

จะช่วยให้รู้ว่าพระที่นั่งและโบราณสถานแต่ละแห่งอยู่ตรงไหน

2. เดินไปทีละจุด

ไม่ต้องพยายามเก็บทุกอย่างในครั้งเดียว

3. อ่านป้ายข้อมูล

เพราะบางครั้งฐานอิฐที่ดูเหมือนกัน อาจเป็นคนละอาคารและมีหน้าที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

4. เจอ QR Code ก็ลองสแกน

เทคโนโลยี AR สามารถช่วยเติมภาพให้เราเข้าใจพื้นที่มากขึ้น

5. มองซากจริงควบคู่กับภาพสันนิษฐาน

วิธีนี้สนุกที่สุด เพราะเราจะได้เปรียบเทียบว่า สิ่งที่เหลืออยู่ในวันนี้สัมพันธ์กับอาคารในอดีตอย่างไร

ในความเห็นส่วนตัวของแอดมิน ถ้าเดินกันเป็นหมู่คณะได้ จะรู้สึกมั่นใจกว่าเดินคนเดียว เพราะหากให้เดินคนเดียวจนเวลาล่วงไปเย็นย่ำใกล้ค่ำแล้วละก้อ ขอเดินเป็นหมู่คณะแบบนี้ จะสบายใจกว่า

บางครั้งการมาเที่ยวโบราณสถาน เราอาจเห็นเพียงซากอิฐแล้วคิดว่า

“ก็เหมือน ๆ กันหมด” แต่ถ้าเรารู้ว่าอิฐกองนั้นเคยเป็นฐานของพระที่นั่ง รู้ว่ากำแพงตรงนั้นเคยแบ่งเขตพระราชฐาน รู้ว่าพื้นที่โล่งที่กำลังเดินอยู่เคยเต็มไปด้วยอาคารและผู้คน

ความรู้สึกจะเปลี่ยนไปทันที เช่นเดียวกับที่แอดมินได้รับความรู้สึกนี้จากการร่วมทริปครั้งนี และแอบถามตัวเองในใจว่า… “ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ 400 ปี…ตรงจุดที่เรายืนอยู่นี้ จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างนะ?”

📍 พิกัดเที่ยว

พระราชวังหลวง (พระราชวังโบราณ)
อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

#ยินดีที่ได้เที่ยว #อยุธยา #พระราชวังหลวง #พระราชวังโบราณ #อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา #วัดพระศรีสรรเพชญ์ #เที่ยวอยุธยา #เที่ยวไทย #ประวัติศาสตร์ไทย #ตามรอยอดีต

AIS ผนึก ททท. ต้อนรับนักท่องเที่ยวจีน ช่วง Golden Week รับอินเทอร์เน็ตเพิ่มฟรีจำนวน 8GB เติมเต็มประสบการณ์เที่ยวไทย เชื่อมต่อทุกการเดินทางบนเครือข่ายอัจฉริยะ AIS 5G

0

AIS เดินหน้าสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “Nihao Month 2026” ซึ่งจัดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อส่งเสริมการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์และวันชาติจีน (Golden Week) พร้อมร่วมสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าประทับใจ ผ่านบริการและสิทธิพิเศษที่ตอบโจทย์ตลอดการเดินทาง โดยมี นางเบญจพร กำเพ็ชร หัวหน้าส่วนงานการตลาดกลุ่มลูกค้าพรีเพด AIS และ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมขับเคลื่อนความร่วมมือในครั้งนี้

ในโอกาสนี้ AIS สนับสนุนอินเทอร์เน็ต 5G เพิ่มให้ฟรีจำนวน 8GB ใช้งานได้ 1 วัน จำนวน 10,000 สิทธิ สำหรับนักท่องเที่ยวที่ถือหนังสือเดินทางจีน เพื่ออำนวยความสะดวกในการสื่อสาร ค้นหาข้อมูล และแชร์ประสบการณ์ตลอดการเดินทาง พร้อมรับสิทธิประโยชน์และบริการจากพันธมิตรที่สามารถใช้ได้จริงระหว่างทริป เพื่อเติมเต็มประสบการณ์และให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสการท่องเที่ยวไทยอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ AIS ยังร่วมสนับสนุนการกระตุ้นการท่องเที่ยวไทยผ่านกิจกรรม “Amazing Thailand Mid-Autumn KOLs FAM Trip” ระหว่างวันที่ 26–29 กันยายน 2569 นำสื่อมวลชนและอินฟลูเอนเซอร์จากสาธารณรัฐประชาชนจีนมาร่วมสัมผัสเสน่ห์ไทยและเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวในหลากหลายมิติ พร้อมทดลองใช้ AIS TOURIST SIM ซิมการ์ดที่ออกแบบเพื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติ รองรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างต่อเนื่องบนเครือข่าย AIS 5G ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ช่วยให้การสื่อสารเป็นไปอย่างสะดวก แชร์ทุกช่วงเวลาการเดินทางได้ทันที และเข้าถึงข้อมูลท่องเที่ยวได้ทุกที่ทุกเวลา เพิ่มความมั่นใจให้การเดินทางราบรื่นตลอดทริป  ที่มาพร้อมสิทธิพิเศษจากพันธมิตรมากมาย อาทิ บริการด้านการเดินทางและสถานที่ท่องเที่ยว ล่องเรือชมแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงสัมผัสประสบการณ์มวยไทยและกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ AIS LUCKY TOURIST SIM Website, AIS eSIM TOURIST Website และ AIS 5G Official Account on Weibo,WeChat,Douyin platform

ตลาดหลักทรัพย์ฯ CMDF จับมือ อว. NIA และพันธมิตร เปิดตัว PE Trust และ UHC Consortium2 กลไกหลัก หนุนธุรกิจ New Economy

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA) และพันธมิตรภาครัฐและเอกชน ประกาศจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน (Private Equity Trust: PE Trust) มูลค่าเริ่มต้น 1,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนในธุรกิจ New Economy และในโอกาสนี้ สถาบันอุดมศึกษา 15 แห่ง พร้อมบริษัทโฮลดิ้งของแต่ละสถาบัน และพันธมิตร ร่วมเปิดตัว University Holding Consortium เชื่อมศักยภาพและทรัพยากรของมหาวิทยาลัย เพื่อร่วมกันผลักดันธุรกิจ Deep-Tech จากงานวิจัยสู่การเติบโตเชิงพาณิชย์และการลงทุนในระดับที่ใหญ่ขึ้น โดยงานแถลงข่าวได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน
วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Thailand New Economy: From Knowledge to National Growth” ในวันที่ 15 กันยายน 2569 ณ ตลาดหลักทรัพย์ฯ

ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ประเทศไทยมีฐานองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี และผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีเชิงลึก หรือ Deep-Tech ซึ่งมีโอกาสต่อยอดไปสู่การจัดตั้งบริษัท Spin-off และธุรกิจ New Economy ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศได้ อย่างไรก็ตาม การผลักดันธุรกิจเหล่านี้ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องจำเป็นต้องอาศัยกลไกที่เชื่อมตั้งแต่การนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การจัดตั้งธุรกิจ การพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ ไปจนถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อขยายการเติบโต ตลอดจนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และตลาดทุน การจัดตั้ง PE Trust และ University Holding Consortium จึงเป็นสองกลไกสำคัญที่ช่วยเติมเต็มระบบนิเวศดังกล่าว โดย University Holding Consortium จะช่วยเชื่อมศักยภาพของมหาวิทยาลัย และร่วมกันพัฒนาธุรกิจจากงานวิจัยที่มีศักยภาพ ขณะที่ PE Trust เติมกลไกเงินทุนเพื่อสนับสนุนธุรกิจให้สามารถขยายการเติบโตได้ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสให้งานวิจัยและนวัตกรรมไทยสามารถพัฒนาไปสู่ธุรกิจที่เติบโต แข่งขันได้ และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในบริบทที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน New Economy ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่คือทิศทางที่ประเทศไทยต้องเดินหน้าอย่างจริงจัง PE Trust จะทำหน้าที่เติมเต็มช่องว่างด้านเงินทุนสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมให้สามารถเติบโตจากระยะเริ่มต้นไปสู่การเป็นกิจการที่พร้อมเข้าสู่ตลาดทุนได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ขณะที่ University Holding Consortium จะช่วยปลดล็อกองค์ความรู้จากห้องแล็บสู่การสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม นับเป็นการสร้างระบบนิเวศที่จะเอื้อต่อการขับเคลื่อนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวใหม่ที่ประเทศไทยต้องการอย่างแท้จริง

ยิ่งไปกว่านั้น กลไกนี้จะเชื่อมโยงกับการที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับเกณฑ์เปิดกว้างให้บริษัท New Economy ที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI เข้าระดมทุนในตลาดทุนไทยได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น จึงเป็นการเชื่อมต่อเส้นทางการเติบโตของธุรกิจที่ครบวงจร ตั้งแต่การบ่มเพาะในมหาวิทยาลัย การจัดตั้งบริษัท การเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่าน PE Trust ไปจนถึงการเข้าจดทะเบียนในตลาดทุนได้ตามความพร้อม ไม่ว่าจะเป็นตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx) ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) หรือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ทั้งนี้ PE Trust มุ่งลงทุนในธุรกิจ New Economy อาทิ เทคโนโลยีเชิงลึก ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีทางการแพทย์และสุขภาพ และเทคโนโลยีการเกษตรและอาหารแห่งอนาคต โดยเปิดโอกาสให้ทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมลงทุน นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เสนอแก้ไขกฎหมายโครงสร้างหุ้นสองระดับ (Dual-Class Shares) ต่อกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้เจ้าของธุรกิจ Startup และ New Economy ยังคงสามารถกำหนดทิศทางการดำเนินงานได้แม้จะเข้ามาระดมทุน ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ช่วยให้ผู้ประกอบการตัดสินใจเข้าสู่ตลาดทุนได้ง่ายขึ้น

นายจักรชัย บุญยะวัตร ผู้จัดการกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) กล่าวว่า ผู้ประกอบการ New Economy ไทยจำนวนมากมีศักยภาพในการเติบโต แต่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านเงินทุนในช่วงที่ธุรกิจกำลังขยายตัว PE Trust จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นกลไกเติมเต็มช่องว่างด้านเงินทุน โดยมุ่งช่วยยกระดับหรือ Value Up กิจการ ทั้งด้านกลยุทธ์ การบริหารจัดการ ธรรมาภิบาล และการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดทุน โดย CMDF เข้ามามีส่วนในการสนับสนุนเพื่อช่วยสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นให้ภาครัฐและภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนมากขึ้น รวมถึงเพิ่มโอกาสให้บริษัท New Economy ไทยสามารถเติบโตและก้าวเข้าสู่ตลาดทุนได้ในระยะยาว ทั้งนี้ จะเปิดรับสมัคร Trust Manager ในช่วงสิ้นเดือนกันยายนนี้ และดำเนินการหาผู้ร่วมลงทุนไปพร้อมกัน

ดร. กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมไทย หลังการเพิ่มบทบาทจากผู้ให้ทุนสนับสนุนสู่การเป็นผู้ร่วมลงทุนผ่านกลไก “NIA Venture” เพื่อเชื่อมรอยต่อระหว่างการรับทุนระยะเริ่มต้นกับการเข้าถึงเงินทุนขยายธุรกิจ โดยกลไกดังกล่าวจะช่วยลดความเสี่ยงในการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรม พร้อมสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนและภาคเอกชน ผ่านกรอบการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวง อว. ทั้งรูปแบบ PE Trust และ University Holding Consortium ทั้งนี้ NIA คาดหวังว่าความร่วมมือนี้จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดทุนและเวทีสากล ตลอดจนสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศในระยะยาว

ติดตามรายละเอียดของ PE Trust และการรับสมัคร Trust Manager ได้ที่เว็บไซต์ www.set.or.th และ www.cmdf.or.th สอบถามเพิ่มเติมโทร SET Contact Center 0 2009 9999

315 เยาวชนรับทุนบุญรอดฯ ศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาจนจบหลักสูตร ไม่ต้องใช้ทุนคืน

0

บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด จัดพิธีมอบ “ทุนบุญรอดพัฒนา นิสิต นักศึกษา” ประจำปี 2569 โดยมอบทุนแก่ผู้เรียนระดับอุดมศึกษา จำนวน 315 คน จาก 22 สถาบันทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้งนิสิต นักศึกษา นักเรียนนายร้อยจากสถาบันทหารและตำรวจ ซึ่งเป็นทุนต่อเนื่องจนจบการศึกษา และไม่ต้องใช้ทุนคืน เพื่อสนับสนุนเยาวชนเรียนดี ประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ได้ศึกษาต่อและพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ เพื่อนำความรู้และโอกาสที่ได้รับกลับมาสร้างประโยชน์แก่สังคมต่อไป

คุณปิติ ภิรมย์ภักดี กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด กล่าวว่า “ตลอด 45 ปีที่ผ่านมา ความภาคภูมิใจของทุนบุญรอดฯ คือการได้เห็นเยาวชนผู้ได้รับโอกาสเติบโตขึ้นเป็นกำลังสำคัญของสังคม เราเชื่อว่า การศึกษา คือรากฐานและประตูบานแรกสู่ความสำเร็จ และเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืน โดยในปีการศึกษา 2568 มีผู้รับทุนสำเร็จการศึกษาจำนวน 82 คน ในจำนวนนี้ 28 คนได้รับเกียรตินิยมอันดับ 1 ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี
และแสดงให้เห็นว่าสถาบันการศึกษามีส่วนสำคัญในการคัดสรรนิสิต นักศึกษาที่เรียนดีและประพฤติดีให้ได้รับทุน ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของทุนฯ นอกจากการสนับสนุนด้านการศึกษา เรายังส่งเสริมให้ผู้รับทุนร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคม รวมถึงช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติ เพื่อให้นำความรู้และโอกาสที่ได้รับไปส่งต่อแก่ผู้อื่นและคนรุ่นต่อไป”

นายหน่อบุญ ออตา นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะวิทยาลัยพลังงานทดแทน สาขาอนุรักษ์พลังงาน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เผยว่า “ครอบครัวผมมีฐานะค่อนข้างลำบาก การได้รับทุนบุญรอดฯ ทำให้ช่วยแบ่งเบาภาระค่าเทอมและค่าใช้จ่ายของที่บ้านได้มาก ทำให้ผมมีโอกาสได้เดินตามความฝันที่อยากไปทำงานบนแท่นขุดเจาะน้ำมันอย่างเต็มที่ ต้องขอบคุณทุนนี้ที่ให้โอกาส ซึ่งผมไม่ได้มองแค่ความสำเร็จของตัวเองเท่านั้น แต่ตั้งใจว่าจะนำประสบการณ์นี้กลับไปเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ ได้เห็นว่าการศึกษาสามารถเปิดโอกาสและเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้นได้จริงๆ”

บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เชื่อมั่นว่า “ทุนบุญรอดพัฒนา นิสิต นักศึกษา” เป็นมากกว่าการสนับสนุนโอกาสทางการเรียน แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างคนดีสู่สังคม ให้มีทั้งความรู้ ความสามารถ และจิตสาธารณะ พร้อมนำศักยภาพกลับไปสร้างประโยชน์และส่งต่อโอกาสแก่ผู้อื่น เพื่อร่วมพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน