Home Blog Page 2

พันธบัตรรัฐบาล “ออมพลัส” รอบใหม่ ปีงบประมาณ 2570 ครั้งที่ 1 เปิดจอง 27-29 ต.ค.นี้

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ชวนผู้ลงทุนจองซื้อพันธบัตรรัฐบาล “ออมพลัส” ปีงบประมาณ 2570 ครั้งที่ 1 ด้วยบัญชีหุ้นไทย ผ่านระบบ Bond Connect ในวงเงินรวม 2,000 ล้านบาท ให้เลือกลงทุนได้ตามเป้าหมายคือ รุ่นอายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 1.8% ต่อปี และรุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.8% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยสม่ำเสมอทุก 3 เดือน เริ่มต้นลงทุนขั้นต่ำเพียง 1,000 บาท ไม่จำกัดวงเงินซื้อสูงสุด และจัดสรรแบบ “Small Lot First” โดยจะกระจายสิทธิจัดสรรเป็นรอบ ให้ผู้จองซื้อครั้งละ 1,000 บาท เวียนจนครบผู้จองทุกราย เพื่อให้ได้รับโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินออมอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน

ออมมั่นคง ลงทุนมั่นใจ เสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนสม่ำเสมอ กับ พันธบัตรรัฐบาล “ออมพลัส” เปิดให้ผู้ลงทุนสามารถจองซื้อได้พร้อมกันทั่วประเทศ ตั้งแต่เวลา 8.30 น. ของวันที่ 27 ตุลาคม 2569 จนถึงเวลา 15.00 น. ของวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ผ่านบัญชีหุ้นไทยกับผู้จัดจำหน่ายที่ได้รับการแต่งตั้งจากกระทรวงการคลัง ทั้ง 23 ราย ผ่านช่องทางดิจิทัลและสาขา (6 ธนาคารพาณิชย์ และ 17 บริษัทหลักทรัพย์) รวมถึงแอปพลิเคชัน Streaming และจะมีการประกาศผลจัดสรรในวันที่ 30 ตุลาคม 2569 ติดตามข้อมูล www.setinvestnow.com/th/bondconnect-overview และ ดูช่องทางผู้จัดจำหน่าย ได้ที่ www.setinvestnow.com/th/bondconnect-selling-agent

AIS Sport Academy จับมือบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และ ตชด. ภาค 2 ปลุกพลังฝันเยาวชนไทย ผ่าน “THUNDER DREAM” เปิดโลกฟุตบอลอาชีพ สร้างแรงบันดาลใจสู่อนาคต

0

AIS Sport Academy ผนึกกำลังสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จัดโครงการ “THUNDER DREAM พลังสายฟ้า
จุดประกายฝันเด็กไทย” ณ สนามช้างอารีนา จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2569 เปิดโอกาสให้นักเรียนจากโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ในสังกัดกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 21 และ 22 ภายใต้กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 2 จากพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ยโสธร อำนาจเจริญ และสุรินทร์ จำนวน 80 คนได้สัมผัสโลกฟุตบอลอาชีพผ่านกิจกรรมสุดพิเศษ พร้อมเสริมสร้างทักษะชีวิต เติมเต็มประสบการณ์นอกห้องเรียน และจุดประกายความมุ่งมั่นในการก้าวตามความฝัน สะท้อนเจตนารมณ์ของพันธมิตรในการนำพลังแห่งกีฬามาขยายโอกาสทางการเรียนรู้ให้เข้าถึงเด็กไทยในพื้นที่ห่างไกลอย่างทั่วถึง

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร AIS กล่าวว่า “AIS และสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มีเจตนารมณ์ร่วมกันในการนำพลังแห่งกีฬามาสร้างสรรค์กิจกรรมที่เปิดโลกทัศน์และส่งเสริมศักยภาพเยาวชนไทย จึงเกิดเป็นโครงการ THUNDER DREAM โดยมีกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 2 เป็นพันธมิตรสำคัญในการเชื่อมโยงกิจกรรมไปสู่ชุมชนห่างไกล ให้น้อง ๆ ได้สัมผัสบรรยากาศฟุตบอลระดับอาชีพ เรียนรู้จากนักกีฬาต้นแบบ และค้นพบความสามารถของตนเอง เราหวังว่าประสบการณ์ในครั้งนี้จะช่วยเสริมความมั่นใจ กระตุ้นให้กล้าตั้งเป้าหมาย และเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง เพราะเด็กทุกคนควรได้รับโอกาสในการเติบโตอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใดของประเทศก็ตาม”

สำหรับกิจกรรมภายในงาน เยาวชนทั้ง 80 คน ได้ร่วมเปิดประสบการณ์ครั้งสำคัญ เริ่มต้นด้วย Stadium Tour เยี่ยมชมสนามช้าง อารีนา พร้อมเรียนรู้ประวัติศาสตร์และความสำเร็จของทัพปราสาทสายฟ้า ก่อนเข้าสู่ Football Clinic ฝึกฝนทักษะลูกหนังอย่างใกล้ชิดกับ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน อดีตผู้รักษาประตูทีมชาติไทย ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายพัฒนาเยาวชน สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด พร้อมทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่ร่วมถ่ายทอดเทคนิคการควบคุมลูกบอล การเคลื่อนไหว และการเล่นเป็นทีม ควบคู่กับการปลูกฝังระเบียบวินัย
ความสามัคคี และความมั่นใจ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่สร้างความประทับใจคือ “กระทบไหล่นักเตะบุรีรัมย์” เปิดโอกาสให้น้อง ๆ ได้พบปะนักฟุตบอลขวัญใจ พร้อมชมการฝึกซ้อมก่อนลงแข่งขันอย่างใกล้ชิด สัมผัสเบื้องหลังความทุ่มเทและวิถีของนักกีฬาอาชีพ ถ่ายทอดคุณค่าของความพยายามผ่านบุคคลต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ กระตุ้นให้เด็ก ๆ เห็นความสำคัญของการพัฒนาตนเองและไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค
ปิดท้ายด้วยการชมศึกฟุตบอลไทยลีกระหว่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด พบ ศรีสะเกษ ยูไนเต็ด ท่ามกลางเสียงเชียร์อันคึกคักจากแฟนบอลทั่วสนาม ให้นักเรียนได้สัมผัสความตื่นเต้นของเกมลูกหนังระดับสูงสุดของประเทศ พร้อมซึมซับน้ำใจนักกีฬาและพลังแห่งความสามัคคีจากการแข่งขันจริง นับเป็นช่วงเวลาแห่งความทรงจำที่ช่วยเปิดโลกทัศน์และเติมเต็มความฝันให้ก้าวไกลยิ่งขึ้น

โครงการ “THUNDER DREAM พลังสายฟ้า จุดประกายฝันเด็กไทย” นับเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่าง AIS และสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในการนำกีฬาเป็นสื่อกลางสร้างประสบการณ์การเรียนรู้นอกห้องเรียน
ลดข้อจำกัดด้านพื้นที่ และเปิดโลกทัศน์ให้เด็กไทยได้ค้นพบความสามารถของตนเอง พร้อมส่งเสริมให้เยาวชน
กล้าคิด กล้าฝัน และพัฒนาศักยภาพสู่อนาคต ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ AIS Sport Academy ในการขับเคลื่อนกิจกรรมที่สร้างคุณค่าแก่สังคม และส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เติบโตอย่างมีคุณภาพ

หุ้นปันผล 69 ทุบสถิติใหม่

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง"  หน้าศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ใครกำลังถือหุ้นปันผลอยู่ อ่านคอลัมน์รู้เก็บรู้ออมฯ สัปดาห์นี้แล้ว คงยิ้มกว้าง แถมอารมณ์ดีแน่ๆ  เพราะ “ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” เพิ่งเปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า ในช่วง 9 เดือนแรก (มกราคม-กันยายน) ของปี 2569 บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหุ้นไทย ทั้ง SET และ mai ทุบสถิติการจ่ายปันผลสูงสุดใหม่

จากรายงาน SET Note ฉบับล่าสุด ซึ่งจัดทำโดยฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ บจ.ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) รวม 585 บริษัท จ่ายเงินปันผลทั้งสิ้น 824 ครั้ง คิดเป็นมูลค่ารวม 806,778 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 35.81% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีการจ่ายเงินปันผลรวม 594,043 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน จำนวนครั้งของการจ่ายเงินปันผลในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ยังเพิ่มขึ้นเป็น 824 ครั้ง จาก 776 ครั้งในช่วงเดียวกันของปี 2568 สอดคล้องกับมูลค่าเงินปันผลที่จ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น

ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้ตลาดหุ้นจะมีความผันผวนขึ้นลงจนทำให้นักลงทุนหลายคนใจหายใจคว่ำไปบ้าง แต่การลงทุนในหุ้นก็ไม่ได้มีผลตอบแทนเฉพาะส่วนต่างจากราคาหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้นเท่านั้น เพราะยังมีเงินปันผลเป็นอีกหนึ่งช่องทางสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นด้วยค่ะ

นักลงทุนสายหุ้นปันผลคงทราบดีว่า ช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคมของทุกปี จะเป็นเทศกาลจ่ายเงินปันผลจากผลประกอบการประจำปี โดยปีนี้บจ.มีการจ่ายเงินปันผลรวม 560 ครั้ง คิดเป็น 67.96% ของจำนวนครั้งที่จ่ายเงินปันผลทั้งหมดในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 และเดือนพฤษภาคมเป็นเดือนที่มีการจ่ายเงินปันผลมากที่สุด รวม 476 ครั้ง หรือคิดเป็น 57.77% รองลงมาคือเดือนกันยายน ซึ่งมีการจ่ายเงินปันผลรวม 205 ครั้ง คิดเป็น 24.88%

มูลค่าเงินปันผลที่จ่ายในช่วงเทศกาลจ่ายเงินปันผลปีนี้ รวม  587,835 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40.44% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เดือนกันยายน 2569 มีการจ่ายเงินปันผลรวมอีกกว่า 158,420 ล้านบาท

เมื่อพิจารณาแยกรายหมวดธุรกิจ พบว่า 3 หมวดธุรกิจที่มีมูลค่าการจ่ายเงินปันผลสูงสุดในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ได้แก่ อันดับหนึ่ง หมวดธนาคาร จ่ายเงินปันผลรวม 203,577 ล้านบาท รองลงมาคือหมวดพลังงานและสาธารณูปโภค 175,317 ล้านบาท และหมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 136,288 ล้านบาท ทั้ง 3 หมวดธุรกิจมีมูลค่าการจ่ายเงินปันผลรวมกันถึง 515,182 ล้านบาท หรือ  63.86% ของมูลค่าเงินปันผลทั้งหมด นอกจากนี้ ยังมีหมวดพาณิชย์ อาหารและเครื่องดื่ม พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และการแพทย์ ที่ติดอันดับหมวดธุรกิจที่มีมูลค่าการจ่ายเงินปันผลสูงเช่นกันค่ะ

คุณนายพารวยเคยเขียนถึงเรื่องหุ้นปันผลไว้เมื่อตอนต้นปีว่า ปีนี้เป็นปีทองของหุ้นปันผล โดยดูจากตัวเลขการจ่ายเงินปันผลของปี 68 ที่ตอนนั้นก็ว่าสูงแล้ว  แต่พอเจอตัวเลขสถิติใหม่ของปี 69 แล้ว ก็ยิ่งทำให้เห็นว่า หุ้นปันผลเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหาผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ และให้ความสำคัญกับความมั่นคงในการลงทุน

นอกจากนี้ ข้อมูลดังกล่าวยังเป็นประโยชน์ต่อนักลงทุน ทั้งการจับจังหวะ, วางแผนลงทุน และคัดเลือกหุ้น อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต้องพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบด้วย ทั้งเรื่องความสามารถทำกำไร กระแสเงินสด แนวโน้มผลประกอบการ และปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจส่งผลต่อการดำเนินงานของบจ. ด้วยเช่นกัน

                                                                           คุณนายพารวย

AIS PLAY นับถอยหลังสู่ NBA 2026/27 ชมสดเต็มอิ่มจนถึง Finals ผ่านแพ็กเกจ PLAY ALL เนรมิต EM WONDER เป็น NBA Fan Zone ปลุกกระแสความตื่นเต้นรับฤดูกาล 2026/27

0

AIS PLAY ตอกย้ำบทบาทของแพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิงที่รวมคอนเทนต์กีฬาและความบันเทิงระดับโลกไว้ในที่เดียว จับมือกับสมาคมบาสเกตบอลแห่งชาติ (NBA) ประกาศความพร้อมสำหรับการถ่ายทอดสดการแข่งขันบาสเกตบอล NBA ฤดูกาล 2026/27 ที่จะเปิดฉากอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ด้วยการจัดงาน NBA Fan Zone ณ EM WONDER ชั้น 5 ศูนย์การค้า EMSPHERE ตั้งแต่วันที่ 22-25 ตุลาคมนี้

นางสาวรุ่งทิพย์ จารุศิริพิพัฒน์ หัวหน้าฝ่ายงานธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนท์ AIS กล่าวว่า “สำหรับการเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ของบาสเกตบอล NBA นั้น AIS PLAY ตั้งใจยกระดับประสบการณ์การรับชมกีฬาระดับโลกให้เข้าถึงได้ง่าย สะดวก และคุ้มค่ายิ่งขึ้น จากเดิมที่เป็นแพ็กเกจเฉพาะ NBA เราได้ปรับโฉมใหม่เป็นแพ็กเกจ PLAY ALL ที่ตอบโจทย์คอกีฬาอย่างแท้จริง แฟน ๆ สามารถรับชมได้ทั้งบาสเกตบอล NBA, อเมริกันฟุตบอล NFL, ฟุตบอลบุนเดสลีกา เยอรมนี, ฟุตบอลไทยลีก, เทนนิส ATP Tour, กอล์ฟ LPGA Tour, PGA Tour, DP World Tour และช่องพรีเมียมอีกกว่า 24 ช่อง ด้วยการสมัครเพียงครั้งเดียว”

“ยิ่งไปกว่านั้นความพิเศษของการชม NBA ผ่านทางแพ็กเกจ PLAY ALL ในปีนี้ คือจำนวนแมตช์ในฤดูกาลปกติที่เพิ่มขึ้น รวมถึงในรอบเพลย์ออฟ ที่จะได้ชมรอบชิงแชมป์สายตะวันตก (Western Conference Finals) ไปจนถึงรอบไฟนอลส์ (NBA Finals 2027) ซึ่งรับชมสดพากย์ไทยทุกแมตช์ พร้อมไฮไลต์ รีรันที่ AIS PLAY”

สาวกกีฬายัดห่วงชาวไทยสามารถติดตามความมันส์ของบาสเกตบอล NBA ฤดูกาล 2026/27 ผ่าน 2 แพ็กเกจของ AIS PLAY ดังนี้

  1. แพ็กเกจ PLAY ALL รับชมคอนเทนต์กีฬาชั้นนำระดับโลก ทั้ง บาสเกตบอล NBA, อเมริกันฟุตบอล NFL, ฟุตบอลบุนเดสลีกา เยอรมนี, ฟุตบอลไทยลีก, เทนนิส ATP Tour, กอล์ฟ LPGA Tour, PGA Tour, DP World Tour และช่องพรีเมียมอีกกว่า 24 ช่อง ด้วยความคมชัดระดับ Full HD (1080p)
  2. ลูกค้า AIS มือถือและเน็ตบ้าน: รับสิทธิ์ราคาพิเศษ รายเดือนเพียง 199 บาท/เดือน นาน 12 เดือน (จากปกติ 299 บาท/เดือน) สมัครกด *898 โทรออก หรือแบบรายปี 1,999 บาท/ปี (จากปกติ 2,999 บาท/ปี) สมัครกด *898*1 โทรออก หรือสมัครง่าย ๆ ที่แอป myAIS รับชมความคมชัดระดับ Full HD (1080p) ได้ 1 อุปกรณ์
  3. ลูกค้าทั่วไป: สมัครแพ็กเกจรายเดือน ราคา 299 บาท/เดือน หรือแบบรายปี 2,999 บาท/ปี รับชมความคมชัดระดับ Full HD (1080p) ได้ 1 อุปกรณ์ สมัครที่ www.ais.th/playall

รับชมได้ทางแอปพลิเคชัน AIS PLAY (มือถือ/แท็บเล็ต), AIS PLAYBOX, เว็บไซต์ https://aisplay.ais.th บน PC และโน้ตบุ๊ก, Android TV, Samsung Smart TV, LG Smart TV และ Apple TV

        2. แพ็กเกจ NBA สำหรับลูกค้า AIS ที่ต้องการรับชมถ่ายทอดสด NBA ทั้งบน AIS PLAY และ Prime Video สามารถสมัครแพ็กเกจ NBA แบบรายเดือนในราคา 249 บาท/เดือน (ไม่รวม VAT) รับชมการถ่ายทอดสดเกมในฤดูกาลปกติและอีเวนต์สำคัญของ NBA เช่น Emirates NBA Cup, SoFi NBA Play-in Tournament และรอบชิงแชมป์สายตะวันออก (Eastern Conference Finals) พร้อมรับสิทธิ์เข้าถึง Prime Video เพื่อรับชมความบันเทิงระดับโลก สามารถรับชมได้ 1 อุปกรณ์สำหรับ AIS PLAY และ 3 อุปกรณ์บน Prime Video

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ทางการ www.ais.th/consumers/entertainment/sport/nba

นอกเหนือจากการเสิร์ฟความมันส์แบบจุใจผ่านหน้าจอแล้ว การเปิดฤดูกาลใหม่ในครั้งนี้ AIS และ NBA ยังได้เตรียมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟเพื่อเฉลิมฉลองร่วมกับแฟนบาสเกตบอลชาวไทยโดยเฉพาะด้วยการเนรมิต NBA Fan Zone ที่ EM WONDER ชั้น 5 ศูนย์การค้า EMSPHERE ระหว่างวันที่ 22-25 ตุลาคม

เคลลี่ คุก (Kelly Cooke) หัวหน้าฝ่ายพาร์ทเนอร์ชิปคอนเทนต์และ DTC ของ NBA เอเชีย กล่าวว่า “AIS PLAY ยังคงเป็นพาร์ทเนอร์คนสำคัญในการนำประสบการณ์ NBA มาใกล้ชิดกับแฟนๆ ทั่วประเทศไทยมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากการถ่ายทอดสดการแข่งขันและอีเวนต์สำคัญของ NBA ตลอดฤดูกาลแล้ว AIS PLAY ยังสร้างสรรค์วิธีการที่มีความหมายเพื่อให้แฟนๆ ได้เชื่อมต่อกับเกมการแข่งขันผ่านประสบการณ์อย่าง NBA Fan Zone ที่ EM WONDER การนำแฟนๆ มารวมตัวกันผ่านความรักที่พวกเขามีต่อเกมกีฬานี้ จะช่วยสนับสนุนความแข็งแกร่งและขยายคอมมูนิตี้บาสเกตบอลในประเทศไทยให้เติบโตยิ่งขึ้น”

สำหรับกิจกรรมดังกล่าว เปิดให้คอมมูนิตี้บาสเกตบอลชาวไทยเข้าชมได้ฟรี ภายในพื้นที่ประกอบด้วยการจัดแสดงและประสบการณ์อินเทอร์แอกทีฟในธีมบาสเกตบอล ซึ่งรวมถึง:

  • Locker Room Installation: นิทรรศการจัดแสดงเสื้อแข่งขันอย่างเป็นทางการของเหล่าผู้เล่นระดับ All-Star จากทั้งสายตะวันออกและสายตะวันตก
  • Dunk Photo Booth: บูธถ่ายภาพอินเทอร์แอกทีฟที่ให้แฟนๆ ได้โพสท่ากระโดดสูงเทียบกับห่วงบาสเกตบอล และสร้างสรรค์ภาพจำลองการขึ้นดังก์
  • “Measure Up” Photo Wall: โซนถ่ายภาพที่เปิดโอกาสให้แฟนๆ ได้วัดส่วนสูงของตัวเองเทียบกับผู้เล่น NBA หลากหลายระดับความสูง
  • NBA Team Fan Board: แฟนบาสชาวไทยสามารถแสดงความภูมิใจในทีมโปรด ด้วยการติดสติกเกอร์บนบอร์ดที่รวบรวมทีม NBA ทั้ง 30 ทีม
  • Daily Giveaways: ร่วมสนุกและลุ้นรับของรางวัลสุดพิเศษ ทั้งเครื่องแต่งกาย NBA, สติกเกอร์ และรางวัลอื่นๆ อีกมากมายตลอดงาน

นอกจากนี้ในกิจกรรม NBA Fan Zone ยังมีไฮไลต์คือรายการ NBA Locker Room Live Talk ซึ่งดำเนินรายการโดย 2 อินฟลูเอนเซอร์สายบาส แอดมินเอ้ เเละ เเอดมินตูน จาก 23 Mania ที่จะมาร่วมพูดคุยแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับแขกรับเชิญสุดพิเศษอย่าง “โอม” ปัณฑพล ประสารราชกิจ, โค้ช J.O. รัชเดช เครือทิวา, แอดมินก๊อต Double Clutch, แอดมินบิว และแอดมินเต้ No Offense เจาะลึกเรื่องราวจากโลก NBA แลกเปลี่ยนมุมมอง และอัปเดตเรื่องราวที่แฟนบาสตัวจริงไม่ควรพลาด!

“เอกนิติ” กางยุทธศาสตร์ Thailand Next Economy 2027 ดันไทยสู่ Second Take-off รับมือ 5 คลื่นมรสุมโลก

0

“เอกนิติ” ชี้ไทยต้องใช้โอกาสจากเวที IMF-World Bank สร้างความเชื่อมั่นต่อยอดลงทุน ย้ำโลกผันผวนต้องอุดรอยรั่วเศรษฐกิจ ช่วยเหลือประชาชนตรงกลุ่ม เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน พร้อมยกระดับทักษะแรงงาน หวังสร้าง Second Take-off ให้เศรษฐกิจไทย

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Thailand Next Economy 2027 : อนาคตเศรษฐกิจไทย” ในงาน CEO Econmass Awards 2026 จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจว่า การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทและศักยภาพของไทยบนเวทีโลก โดยได้รับความสนใจจากนานาประเทศ ทั้งในด้านการจัดงาน วัฒนธรรม และโอกาสการลงทุน

“การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมใหญ่ประจำปี IMF และธนาคารโลก ครั้งนี้  สิ่งหนึ่งที่เห็นชัด คือ บทบาทเด่นของประเทศไทยในเวทีโลก วันนี้เดินไปที่ไหน เหมือนเป็นสปอร์ตไลท์ส่องว่าเมืองไทยจัดดีมาก ทุกคนพูดถึงการจัดงาน และทุกคนพูดถึงประเทศไทย และเชื่อว่าทุกคนสัมผัสสิ่งเดียวกัน”นายเอกนิติ กล่าว 

สิ่งสำคัญหลังจากนี้ คือ การเปลี่ยนความเชื่อมั่นที่ประเทศไทยได้รับให้เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว หรือ Thailand Next Economy ได้อย่างไร โดยใช้โอกาสจากการเป็นเจ้าภาพซึ่งเปรียบเสมือน โอลิมปิกทางการเงินของโลก แสดงศักยภาพของประเทศ และนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่ไทยดำเนินการได้จริง

และสิ่งสำคัญ คุณคริสตาลินา จอร์เจียวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการใหญ่ IMF ได้เปรียบการจัดงานครั้งนี้ว่าเป็นการจัดโอลิมปิกทางการเงิน และยกให้ประเทศไทยเป็นผู้ได้รับเหรียญทอง พร้อมทั้งชื่นชมโมเดลการพัฒนาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่นำไปจัดแสดงใน Royal Pavilion ขณะที่ประธาน IMFC ระบุว่าประเทศไทยได้สร้างมาตรฐานใหม่ระดับโลกที่ยากจะหาใครทำตามได้ 

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้นำเสนอแนวคิด Building Resilience in a Fragmented World  และโครงการ Low Carbon City ร่วมกับสมาคมเอกชน (กกร.) จนธนาคารโลกพร้อมสนับสนุนเงินทุนการศึกษาปัญหาน้ำท่วมและพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ รวมถึงการเผยแพร่ Soft Power วัฒนธรรมไทย ทั้งมวยไทย ผ้าไทย และสินค้าชุมชนจาก 37 จังหวัดสู่สายตาผู้นำเศรษฐกิจทั่วโลก

ชี้เศรษฐกิจโลกผันผวน ไทยต้องอุดรอยรั่ว-รักษาวินัยการคลัง

นายเอกนิติ กล่าวว่า โลกวันนี้มีความผันผวนมาก และการประชุม IMF-World Bank รวมถึงการประชุม คลัง APEC ยืนยันว่า นโยบายเศรษฐกิจไทย คิดล่วงหน้าว่า โลกมีความผันผวน สะท้อนให้เห็นความท้าทายสำคัญที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญ ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี AI และความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนทั่วโลก

สำหรับประเทศไทย เปรียบเสมือนเรือที่ล่องอยู่ในทะเลท่ามกลางคลื่นลมแรง โดยมี 5 อย่าง จึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน โดยเฉพาะการอุดรอยรั่วทางเศรษฐกิจ การบริหารหนี้สาธารณะ และการใช้ทรัพยากรภาครัฐที่มีจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด

1. โลกแตกขั้ว-สงครามการค้ายังเป็นความเสี่ยง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง และสงครามยูเครน ทำให้เศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอน ขณะที่สงครามการค้ายังมีอยู่ โดยเฉพาะมาตรการขึ้นภาษีที่อาจกลับมากระทบการค้าและการลงทุนได้ทุกเมื่อ

2. อัตราดอกเบี้ยสูงกดดันต้นทุนทางการเงิน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี อยู่ที่ระดับมากกว่า 5% ขณะที่ของไทยอยู่ที่ประมาณ 2.4% หรือต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง สะท้อนความแตกต่างด้านต้นทุนการกู้ยืมและความเชื่อมั่นของตลาด โดยวินัยการคลังของไทยยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่น และส่งผลต่อมุมมองของบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ปรับจากเชิงลบเป็นมีเสถียรภาพ

3. วินัยการคลังเป็นปัจจัยชี้ต้นทุนการกู้ยืม ในภาวะที่ต้นทุนทางการเงินทั่วโลกอยู่ในระดับสูง ประเทศที่ขาดวินัยการคลังและมีการขาดดุลในระดับสูงอาจเผชิญแรงกดดันจากตลาดผ่านต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ไทยพยายามควบคุมการขาดดุลให้อยู่ในระดับต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ในปีที่ผ่านมา ช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อสถานะการคลังของประเทศ

4. AI เปลี่ยนโลก ไทยต้องใช้เทคโนโลยียกระดับคนตัวเล็ก แม้ AI จะกลายเป็นเทคโนโลยีที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ แต่ไทยเริ่มนำ AI มาใช้เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อยผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส โดยเฉพาะนกกระซิบ ที่ช่วยพ่อค้าแม่ค้าวิเคราะห์ยอดขาย วางแผนการขาย และประเมินรายได้ย้อนหลัง 4-5 เดือน เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการขอสินเชื่อ สอดคล้องกับแนวคิด Small AI ที่มุ่งใช้เทคโนโลยีขนาดเล็กและเข้าถึงง่าย ช่วยให้คนตัวเล็กทำงานได้ดีขึ้นและมีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งไทยได้นำแนวทางดังกล่าวไปนำเสนอบนเวทีระหว่างประเทศแล้ว

5. ความเสี่ยงภูมิอากาศ เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ปัญหาสภาพภูมิอากาศมีความรุนแรงและคาดการณ์ได้ยาก โดยไทยเผชิญสถานการณ์น้ำท่วมหนักก่อนการประชุม IMF-World Bank ประมาณ 1 สัปดาห์ สะท้อนความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ แม้ภาครัฐจะสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้ แต่ยังต้องเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือความเสี่ยง โดยมีธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เข้ามาสนับสนุน ขณะเดียวกัน ต้องเตรียมรับมือความผันผวนด้านสภาพภูมิอากาศในระยะต่อไป รวมถึงความเสี่ยงจากปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญที่มีการกล่าวถึงในปีหน้า เพื่อป้องกันผลกระทบต่อเศรษฐกิจและประชาชนในระยะยาว

“ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกผันผวน ประเทศไทยเปรียบเสมือนเรือลำเล็กที่ต้องเผชิญคลื่นลมแรง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือพยากรณ์และประเมินความเสี่ยงล่วงหน้าว่ามีคลื่นลมตรงไหนบ้าง และเรือลำเล็กของเรา ต้องอุดรอยรั่วของเราด้วย เพราะเรามีรอยรั่วอยู่เยอะ จากปัญหาที่สะสมมาในอดีต ปัญหาหนี้ครัวเรือน ปัญหาหนี้สาธารณะ ต้องอุดรอยรั่วนั้น”นายเอกนิติ กล่าว 

อย่างไรก็ตาม ไทยจะต้องเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมา โดยเฉพาะการอุดรอยรั่วทางเศรษฐกิจและบริหารจัดการหนี้สาธารณะ ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรภาครัฐที่มีจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านนโยบายช่วยเหลือประชาชนที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย (Targeted Policy) พร้อมรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด เพราะหากใช้จ่ายจนทรัพยากรหมดโดยขาดวินัย ในที่สุดตลาดเงินและตลาดทุนจะเป็นผู้ลงโทษผ่านต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น โดยไทยยังมีข้อได้เปรียบจากการรักษาวินัยการคลังอย่างต่อเนื่อง

มุ่งช่วยคนตัวเล็กตรงกลุ่ม ใช้ AI เพิ่มรายได้ระยะยาว

นายเอกนิติกล่าวว่า การช่วยเหลือประชาชนในภาวะเศรษฐกิจผันผวนต้องให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่น ขณะที่งบประมาณภาครัฐมีจำกัด จึงไม่สามารถช่วยเหลือทุกคนด้วยมาตรการแบบเดียวกันได้ แต่ต้องใช้นโยบายที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย (Targeted Policy)

นอกจากนี้ การช่วยเหลือต้องไม่จำกัดอยู่เพียงการบรรเทาความเดือดร้อนระยะสั้น แต่ต้องสร้างโอกาสให้ประชาชนมีรายได้และความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นในระยะยาว ตัวอย่างสำคัญคือการนำ AI มาใช้ช่วยผู้ประกอบการรายย่อยผ่านนกกระซิบ ซึ่งช่วยวิเคราะห์ยอดขายและรายได้ของร้านค้า ทำให้พ่อค้าแม่ค้าสามารถวางแผนการขายได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงจากการขาดทุน และมีข้อมูลประกอบการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน

“คนตัวเล็กตัวน้อยถูกกระทบมากกว่า หลายคนจึงเข้าใจว่าทำไมโครงการไทยช่วยไทยพลัส ถึงไม่ได้ให้ โมเดิร์นเทรดแต่ให้กลุ่มคนตัวเล็กตัวน้อย แต่เพราะเรามีทรัพยากรจำกัด เราไม่มีเงินมากพอที่จะช่วยทุกคน และสำคัญคือ ช่วยคนบนทรัพยากรที่มีอยู่ และสร้างวินัยเพื่อให้เราสามารถดูแลภาพรวมเศรษฐกิจได้”นายเอกนิติ กล่าว 

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิด Small AI ที่เน้นการนำเทคโนโลยีขนาดเล็กมาเพิ่มประสิทธิภาพให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงได้จริง ไม่จำเป็นต้องลงทุนสูงหรือใช้ระบบที่ซับซ้อน พร้อมต่อยอดให้ประชาชนมีทักษะและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน ดันโซลาร์รูฟท็อปช่วยลดค่าไฟ

นายเอกนิติกล่าวว่า วิกฤตพลังงานโลกยังเป็นความเสี่ยงสำคัญ โดยไทยมีการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง ทำให้ได้รับผลกระทบโดยตรงเมื่อราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวขึ้น รัฐบาลจึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาด โดยไม่สามารถพึ่งพาการอุดหนุนราคาพลังงานเพียงอย่างเดียว

รัฐบาลเตรียมนำมาตรการส่งเสริมให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 26 ตุลาคมนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ครัวเรือนผลิตไฟฟ้าใช้เอง ลดภาระค่าไฟฟ้า และต่อยอดสู่การขายไฟฟ้าส่วนเกินให้การไฟฟ้า สร้างรายได้ในระยะยาว โดยเบื้องต้นกำหนดกรอบระยะเวลาไว้ 20 ปี

สำหรับประชาชนที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน จะให้สถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารออมสินและธนาคารอาคารสงเคราะห์ เข้ามาสนับสนุนแหล่งเงินทุน พร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทั้งระบบสายส่งและสมาร์ทมิเตอร์ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานสะอาดในวงกว้าง

นายเอกนิติย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวไม่ใช่เพียงการลดต้นทุนพลังงาน แต่เป็นการเปลี่ยนบทบาทประชาชนจากผู้บริโภคไฟฟ้าให้สามารถเป็นผู้ผลิตและสร้างรายได้ได้ด้วย

ลงทุนการศึกษา-ยกระดับทักษะแรงงาน สร้างเศรษฐกิจรอบใหม่

นายเอกนิติกล่าวว่า อีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือการลงทุนเพื่ออนาคต โดยเฉพาะการศึกษาและการพัฒนาทักษะแรงงาน เพราะการลงทุนในคนจะช่วยเพิ่มผลิตภาพและสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจในระยะยาว

แม้ไทยจะเผชิญความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า แต่ยังมีโอกาสดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ด้วยจุดแข็งด้านความเป็นกลางและโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ รัฐบาลจึงต้องใช้โอกาสนี้ยกระดับอุตสาหกรรมและพัฒนาบุคลากรไทยให้ตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุน

นายเอกนิติ ยกตัวอย่างการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารมูลค่า 23,000 ล้านบาท ซึ่งนักลงทุนเห็นศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหาร โดยรัฐบาลได้ประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเพื่อฝึกอบรมแรงงานให้มีทักษะตรงกับความต้องการของภาคธุรกิจ ผ่านแนวทางการพัฒนาทักษะที่เชื่อมโยงภาคการศึกษาและตลาดแรงงาน หรือ Skill Bridge

แม้แรงงานบางส่วนอาจย้ายไปทำงานกับบริษัทอื่นหลังผ่านการฝึกอบรม แต่ถือเป็นการยกระดับทักษะของแรงงานไทยโดยรวม ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

นายเอกนิติกล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF-World Bank ในปี 2534 ซึ่งวันนั้น ประเทศไทย คือ หรือ First Take-off ที่เศรษฐกิจไทยเริ่มทะยานขึ้นและก้าวสู่เวทีโลก ก่อนที่เศรษฐกิจจะเติบโตอย่างรวดเร็วและเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 วันนี้การกลับมาเป็นเจ้าภาพ โอลิมปิกทางการเงินโลก อีกครั้งในปี 2569 ไทยจะต้องใช้โอกาสนี้สร้างประเทศไทยให้กลับขึ้นบินอีกครั้ง หรือ Second Take-off โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งการรักษาวินัยการคลัง การลงทุนในคน การเปลี่ยนผ่านพลังงาน และการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

“สาระ ล่ำซำ” คว้ารางวัลเกียรติยศ “สุดยอดซีอีโอขวัญใจสื่อมวลชน” ประจำปี 2569 จากงานประกาศรางวัล CEO ECONMASS Awards 2026

0

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เข้ารับรางวัลเกียรติยศ  “สุดยอดซีอีโอขวัญใจสื่อมวลชน (Popular Vote) ประจำปี 2569”  จาก ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในพิธีประกาศรางวัลสุดยอดผู้นำองค์กร หรือ CEO ECONMASS Awards 2026 จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมกับ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ณ หอประชุมศาสตราจารย์ สังเวียน อินทรวิชัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

การได้รับรางวัลในครั้งนี้นับเป็นการคว้ารางวัล “สุดยอดซีอีโอขวัญใจสื่อมวลชน” ถือเป็นครั้งที่ 3 ของนายสาระ ล่ำซำ ซึ่งสะท้อนถึงการเป็นผู้นำองค์กรที่โดดเด่น ทั้งในด้านการบริหารงาน ความมีวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล และการให้ความร่วมมือ สนับสนุน รวมถึงสร้างสัมพันธ์อันดีกับสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่องเสมอมา โดยรางวัลดังกล่าวมาจากสมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจจำนวน 526 ราย ร่วมทำการเสนอชื่อและลงคะแนนโหวตซีอีโอในดวงใจ

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “รู้สึกมีความยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจและแรงสนับสนุนจากพี่น้องสื่อมวลชนสายเศรษฐกิจทุกท่าน รางวัลนี้ไม่ได้เป็นเพียงความภาคภูมิใจส่วนตัว แต่คือสะพานเชื่อมความผูกพันและคำยืนยันถึงความมุ่งมั่นของเมืองไทยประกันชีวิต ในการดำเนินธุรกิจด้วยความจริงใจ เปิดเผย และพร้อมเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์สังคมไทยอย่างยั่งยืน”

สำหรับงานมอบรางวัลสุดยอดซีอีโอ ประจำปี 2569 หรือ CEO ECONMASS Awards 2026 จัดขึ้นเพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติผู้นำองค์กรที่เป็นต้นแบบ (Role Model) ในการสร้างแรงบันดาลใจ ส่งเสริมการดำเนินธุรกิจตามแนวทางความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการที่ดี (ESG) ตลอดจนช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน     

AIS คว้า 3 รางวัลใหญ่ IAA Awards 2026 ต่อเนื่อง 6 ปีซ้อน ชูผู้นำ การเงิน นักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม สะท้อนความเชื่อมั่นจากนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุน

0

เอไอเอส ตอกย้ำความแข็งแกร่งของผู้นำอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย คว้า 3 รางวัล BEST CEO, BEST CFO และ BEST IR ในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและสื่อสาร จากเวที IAA Awards for Listed Companies 2026 จัดโดยสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน สานต่อความสำเร็จในการได้รับรางวัลอย่างต่อเนื่อง 6 ปีซ้อน สะท้อนการยอมรับจากนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนต่อวิสัยทัศน์ของผู้นำ ประสิทธิภาพการบริหารการเงิน และคุณภาพการสื่อสารกับนักลงทุน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผู้ถือหุ้นและส่งมอบคุณค่าแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน

            ความสำเร็จทั้ง 3 รางวัลสะท้อนศักยภาพของ AIS ที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่การกำหนดทิศทางธุรกิจจนถึงการสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน โดย รางวัล BEST CEO หรือ CEO ยอดเยี่ยม ตอกย้ำความสามารถของผู้นำในการวางวิสัยทัศน์และขับเคลื่อนกลยุทธ์ เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตและนำองค์กรก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม รางวัล BEST CFO หรือ CFO ยอดเยี่ยม สะท้อนความเป็นเลิศในการบริหารการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับความโปร่งใสและการบริหารความเสี่ยง เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจและการเติบโตในระยะยาว ขณะที่ รางวัล BEST IR หรือนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม สะท้อนคุณภาพการนำเสนอข้อมูลที่ชัดเจน ตรงประเด็น และสม่ำเสมอ ช่วยให้นักวิเคราะห์และนักลงทุนเข้าใจทิศทางธุรกิจและศักยภาพขององค์กรอย่างรอบด้าน

            เวที IAA Awards for Listed Companies 2026 เป็นเวทีที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคัดเลือกผู้บริหารและนักลงทุนสัมพันธ์ของบริษัทจดทะเบียน แบ่งตามหมวดอุตสาหกรรมของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตัดสินจากผลโหวตของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุน ภายใต้หลักเกณฑ์ที่ให้ความสำคัญกับความรู้ความสามารถในการบริหารงาน คุณภาพการเปิดเผยและนำเสนอข้อมูล จรรยาบรรณและบรรษัทภิบาล ตลอดจนความสามารถในการนำองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผู้ถือหุ้น รวมถึงการให้ความร่วมมือกับนักวิเคราะห์อย่างครบถ้วนและสม่ำเสมอ

            การได้รับรางวัลอย่างต่อเนื่องจึงเป็นเครื่องยืนยันถึงมาตรฐานการดำเนินงานที่ AIS รักษาและพัฒนามาโดยตลอด ผ่านการบริหารธุรกิจอย่างมีวิสัยทัศน์ การจัดการการเงินอย่างรอบคอบ และการสื่อสารข้อมูลอย่างโปร่งใส ความเชื่อมั่นจากผู้เชี่ยวชาญในตลาดทุนครั้งนี้ยังสะท้อนความสำคัญของการขับเคลื่อนทั้งสามด้านไปพร้อมกัน เพื่อสร้างองค์กรที่แข็งแกร่ง พร้อมรองรับโอกาสและความท้าทายในอนาคต

            AIS มุ่งนำความแข็งแกร่งดังกล่าวมาต่อยอดการพัฒนาเทคโนโลยีและบริการ เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า เพิ่มขีดความสามารถให้ภาคธุรกิจ และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาล โดยให้ความสำคัญกับการสร้างผลลัพธ์ระยะยาวแก่ผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า และสังคม เพื่อให้ทุกก้าวของการเติบโตสร้างคุณค่าร่วมกันอย่างยั่งยืน

ผู้ว่าฯ ลำพูน ชวน “ส่งต่อพลังแห่งการให้” ร่วมกับ รพ.ลำพูน–CPF สมทบทุนซื้อเครื่องมือแพทย์

0

โรงพยาบาลลำพูน ร่วมกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF จัดโครงการ “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” นำผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพดี สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล มาจำหน่ายในราคาประหยัด ให้ประชาชนเลือกซื้อได้อย่างคุ้มค่า พร้อมนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายสมทบทุนจัดซื้อเครื่องควบคุมการให้สารละลายทางหลอดเลือดดำ เพื่อเพิ่มความพร้อมในการดูแลรักษาผู้ป่วยของโรงพยาบาลลำพูน ในระหว่างวันที่ 20–22 ตุลาคม 2569 เวลา 07.00–16.00 น. ณ ทางเข้าอาคารศูนย์อาหาร บริเวณข้างเสาธง โรงพยาบาลลำพูน

นายปิยพงศ์ ชูวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน กล่าวว่า โครงการนี้เป็นตัวอย่างความร่วมมือที่สร้างประโยชน์ทั้ง 3 ฝ่าย ได้แก่ ภาคเอกชนที่ดำเนินธุรกิจควบคู่กับการช่วยเหลือสังคม ประชาชนที่ได้ซื้อสินค้าคุณภาพในราคาประหยัด และโรงพยาบาลที่ได้รับเงินสมทบทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ที่จำเป็น

ผู้ว่าฯ ลำพูน กล่าวเพิ่มเติมว่า โรงพยาบาลลำพูนเป็นศูนย์กลางการรักษาพยาบาลของจังหวัด แต่ยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและเครื่องมือแพทย์ ทำให้ผู้ป่วยบางกรณีต้องส่งต่อไปยังจังหวัดเชียงใหม่ ความร่วมมือจากภาคเอกชนจึงช่วยเสริมศักยภาพโรงพยาบาลให้รองรับการรักษาในพื้นที่ได้มากขึ้น พร้อมเชิญชวนประชาชนเลือกซื้อสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันในราคาประหยัด และร่วมสนับสนุนการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์เพื่อชาวลำพูน

ด้าน แพทย์หญิงลดาวรรณ หาญไพโรจน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำพูน กล่าวว่า โรงพยาบาลยังมีความต้องการเครื่องมือแพทย์เพิ่มเติม จึงขอขอบคุณ CPF ที่ร่วมจัดโครงการฯ สมทบทุนซื้อเครื่องควบคุมการให้สารละลายทางหลอดเลือดดำ ซึ่งช่วยควบคุมอัตราและปริมาณการให้สารละลายแก่ผู้ป่วยตามแผนการรักษา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลรักษาและยกระดับการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของชาวลำพูน

โครงการ “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” เปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมสนับสนุนระบบสาธารณสุขในชุมชนผ่านการเลือกซื้ออาหารคุณภาพ โดยจัดกิจกรรมระหว่างวันที่ 20–22 ตุลาคม 2569 เวลา 10.00-18.00 น. ณ ทางเข้าอาคารศูนย์อาหาร บริเวณข้างเสาธง โรงพยาบาลลำพูน./

“ทรีนีตี้” เปิดเวที Future Finance Innovation Hackathon 2026 ชวนนักศึกษารุ่นใหม่ เปลี่ยน Data & AI สู่ต้นแบบนวัตกรรมการเงินที่ใช้ได้จริง พร้อม Mentor จากธุรกิจจริง และโอกาส Fast-Track สู่การร่วมงานกับ Trinity

0

“ทรีนีตี้” เดินหน้าสร้าง Financial Innovation Community เปิดตัวโครงการ “Future Finance Innovation Hackathon 2026” เวทีพัฒนานวัตกรรมการเงินสำหรับนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้นำความรู้ด้าน Data Science, Big Data, Machine Learning และ AI Tools มาประยุกต์ใช้กับโจทย์ธุรกิจหลักทรัพย์และการเงิน เพื่อพัฒนาเป็นต้นแบบที่สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริงได้

โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างทั้ง Talent Pipeline และ Innovation Pipeline ผ่านรูปแบบการเรียนรู้ Learning + Mentoring + Hackathon ตั้งแต่การทำความเข้าใจเทรนด์และโจทย์ธุรกิจ การเรียนรู้ด้าน Data และ AI การพัฒนา Prototype ไปจนถึงการ Pitching และ Demo Day โดยมุ่งให้ผู้เข้าร่วมได้พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การออกแบบนวัตกรรม และการทำงานร่วมกันเป็นทีม Hackathon

ดร.วีรพัฒน์ เพชรคุปต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด กล่าวว่า “เราเชื่อว่านวัตกรรมทางการเงินไม่ได้เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการนำเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในธุรกิจ โครงการ Future Finance Innovation Hackathon 2026 จึงต้องการเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาได้ทดลองคิดและลงมือทำกับโจทย์จริง โดยมี Mentor จากทรีนีตี้คอยให้คำแนะนำตลอดกระบวนการ เพื่อเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็น Prototype ที่มีโอกาสนำไปต่อยอดได้จริง”

“สิ่งที่เราอยากให้นักศึกษาได้รับจากโครงการนี้ ไม่ใช่เพียงรางวัลจากการแข่งขัน แต่คือประสบการณ์ในการทำงานกับโจทย์ธุรกิจจริง ได้เรียนรู้จากคนทำงานจริง และได้เห็นว่า Data และ AI สามารถสร้าง Business Value ได้อย่างไร” ดร.วีรพัฒน์กล่าวเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการ ไม่จำเป็นต้องมีทักษะการเขียนโปรแกรมเป็นหลัก แต่ควรมีความสนใจในการเรียนรู้ การทำงานเป็นทีม และ Financial Literacy โดยทีมจะประกอบด้วยสมาชิกประมาณ 2-3 คน และผู้เข้าร่วมจะได้รับการสนับสนุนผ่านกิจกรรม Bootcamp, Workshop และ Mentor Clinic ก่อนเข้าสู่กระบวนการ Hackathon และ Demo Day Hackathon

ผลงานที่ส่งเข้าร่วมจะต้องประกอบด้วย Problem Statement, Solution Concept และ Business Value, MVP / Interactive Prototype / Proof of Concept, แนวทางการใช้ข้อมูลและสถาปัตยกรรมเบื้องต้น รวมถึง Risk, Limitation และ Roadmap สำหรับการนำไปใช้งานจริง โดยเกณฑ์การตัดสินให้ความสำคัญกับ Innovation, Business Value, Technical Feasibility, Problem Clarity และ Responsible AI Hackathon

จุดเด่นสำคัญของ Future Finance Innovation Hackathon 2026 คือการเปิดโอกาสให้ผลงานที่มีศักยภาพได้รับการพัฒนาต่อในรูปแบบ Pilot/Incubation ขณะที่ผู้ชนะเลิศจะได้รับโล่ห์รางวัล พร้อมโอกาส Paid Internship หรือ Job Offer และการนำไอเดียไปทดลองต่อยอดกับหน่วยธุรกิจ ส่วนรองชนะเลิศ 1–2 จะได้รับสิทธิ์ Fast-Track Interview และทีมที่ผ่านเข้าร่วมโครงการ 15 ทีม จะได้รับประกาศนียบัตร รวมถึงโอกาสเข้าสู่เครือข่าย Trinity Academy และ Alumni Hackathon

สำหรับการแข่งขันรูปแบบ Hybrid มีเงินรางวัลรวม 70,000 บาท แบ่งเป็น รางวัลชนะเลิศ 30,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน 20,000 บาท และรองชนะเลิศอันดับ 2 จำนวน 10,000 บาท

“ทรีนีตี้” เชื่อว่าโครงการนี้จะเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญในการเชื่อมโยง “คนรุ่นใหม่ – Data & AI – ธุรกิจการเงิน” พร้อมสร้างเครือข่าย Financial Innovation Community และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ ทดลอง และสร้างนวัตกรรมที่มีโอกาสก้าวจาก Prototype ไปสู่การใช้งานจริงในโลกธุรกิจ

เมืองไทยประกันชีวิต จับมือ Vital Club (VitalLife) เปิดประสบการณ์ดูแลสุขภาพครบทุกมิติ พร้อมยกระดับ Healthspan เพื่อคนยุคใหม่ภายใต้แนวคิด “GO LONGEVITY WITH MTL ชีวิตดี…ในเวอร์ชันคุณ”

0

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมืองไทยประกันชีวิตเดินหน้าขยายบทบาทจากการให้ความคุ้มครองเมื่อเกิดการเจ็บป่วย สู่การเป็นพันธมิตรที่สนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพดีและใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพในระยะยาว ล่าสุดได้จับมือกับ Vital Club โดย VitalLife Scientific Wellness Center ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพและการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ ภายใต้แนวคิด “GO LONGEVITY WITH MTL ชีวิตดี…ในเวอร์ชันคุณ” มุ่งผสานองค์ความรู้ทางการแพทย์และนวัตกรรมด้านสุขภาพเข้ากับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ยกระดับ Health & Wellness Ecosystem ที่ครบวงจร สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ

การผนึกกำลังในครั้งนี้ ชูจุดแข็งความเชี่ยวชาญที่โดดเด่นด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ จากทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพเชิงป้องกัน อายุยืนอย่างมีคุณภาพ (Longevity) มาร่วมออกแบบกิจกรรม Wellness เอกสิทธิ์เฉพาะที่เน้นเจาะลึกเฉพาะบุคคล เพื่อส่งเสริม Healthspan หรือช่วงเวลาของการมีสุขภาพที่ดีตลอดช่วงชีวิต ให้ทุกปีที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่เพียงแค่จำนวนอายุ แต่เป็นปีที่ได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพในแบบของตัวเอง

พร้อมเปิดประสบการณ์สุขภาพระดับเอ็กซ์คลูซีฟ ที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพเชิงลึกและตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล ผ่าน 4 กิจกรรมที่หลากหลาย ได้แก่ Red Light Yoga เพื่อส่งเสริมการผ่อนคลายและความสมดุลของร่างกาย, HYROX Performance เพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพร่างกาย, Trampoline Fitness เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและความฟิต และ Sound Healing เพื่อดูแลสุขภาวะทางจิตใจและอารมณ์

ทั้งหมดนี้มุ่งส่งเสริม Healthspan หรือช่วงเวลาของการมีสุขภาพที่ดี เพื่อให้ทุกปีของชีวิตที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่เพียงอายุที่ยืนยาวขึ้น แต่เป็นการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพในแบบของตนเอง โดยรายละเอียด 4 กิจกรรมมีดังนี้

1.      Red Light Yoga (8 พฤศจิกายน 2569): ยกระดับการเล่นโยคะด้วยศาสตร์แห่งบำบัดด้วยแสงสีแดง สิทธิพิเศษเฉพาะสมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ ระดับ The Ultimate, Beyond Prestige และ Prestige (ใช้คะแนนสะสม 50 Smile Points)

2.      Hyrox Performance (23 มกราคม 2570): เตรียมความพร้อมร่างกายก่อนลงแข่ง พร้อมฟังการบรรยายพิเศษจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการเตรียมร่างกายสำหรับสายสปอร์ต

3.      Trampoline Fitness (มิถุนายน 2570): สนุกกับกิจกรรมออกกำลังกายคาร์ดิโอแรงกระแทกต่ำ เพิ่มความฟิตและความหนาแน่นของกระดูก

4.      Sound Healing (ตุลาคม 2570): ศาสตร์แห่งการฟื้นฟูสภาวะจิตใจและอารมณ์ด้วยคลื่นเสียง เพื่อการผ่อนคลายลึกถึงระดับเซลล์

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการตอบโจทย์ความต้องการด้านการดูแลสุขภาพที่ครบทุกมิติเมืองไทยประกันชีวิต ยังให้ความสำคัญกับการสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องผ่านโปรแกรม Fit Point ซึ่งสามารถสะสมคะแนนจากกิจกรรมสุขภาพเพื่อนำไปแลกเป็นส่วนลดเบี้ยประกันภัยปีต่ออายุสำหรับประกันสุขภาพหรือโรคร้ายแรง (ตามเงื่อนไขที่โครงการกำหนด)  และนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ถูกพัฒนาขึ้นให้ตอบโจทย์ความต้องการด้านความคุ้มครองสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น D Health Lite และ Elite Health Plus เพื่อเป็นทางเลือกในการวางแผนความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล ควบคู่กับการวางแผนการเงินสำหรับอนาคต สะท้อนแนวทางการดูแลลูกค้าแบบองค์รวมที่เชื่อมโยงการส่งเสริมสุขภาพ การเข้าถึงสิทธิประโยชน์ และการบริหารความเสี่ยงทางการเงินไว้ด้วยกัน

สำหรับลูกค้าที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม MTL x Vital Club (VitalLife)  สามารถติดตามรายละเอียดและเงื่อนไขการแลกรับสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมตลอดปี ผ่านเว็บไซต์ www.muangthai.co.th  หรือ ช่องทางออนไลน์ของเมืองไทยประกันชีวิต และ MTL Click Application