Home Blog Page 2

สถิติใหม่! หุ้นไทย 9 เดือนแรกจ่ายปันผลทะลุ 8 แสนล้าน หมวด ‘แบงก์-พลังงาน-สื่อสาร’ แชมป์จ่ายหนักสุด

0

ฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยข้อมูลสถิติการจ่ายเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียนไทย (ทั้ง SET และ mai) ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค. – ก.ย. 2569) พบว่ามีการจ่ายเงินปันผลรวมกันสร้างสถิติสูงสุดใหม่ (All-time high)

พบว่า บริษัทจดทะเบียน จ่ายเงินปันผลรวม 585 บริษัท จำนวน 824 ครั้ง คิดเป็นมูลค่าเงินปันผลจ่ายสูงถึง 806,778 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35.81% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

เมื่อพิจารณามูลค่าเงินปันผลที่จ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นในช่วงเทศกาลจ่ายเงินปันผล (ในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม) พบว่า มีการจ่ายเงินปันผลรวม 587,835 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40.44% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และในเดือนกันยายน 2569 มีการจ่ายเงินปันผลรวมอีกกว่า 158,420 ล้านบาท

ช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม ของทุกปีเป็นเทศกาลจ่ายเงินปันผลจากผลประกอบการประจำปี  ซึ่งในช่วงดังกล่าวของปี 2569 บริษัทจดทะเบียนจ่ายเงินปันผล 560 ครั้ง คิดเป็น 67.96% ของจำนวนการจ่ายเงินปันผลรวมในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 และเดือนพฤษภาคม 2569 เป็นเดือนที่มีการจ่ายเงินปันผลมากที่สุดรวม 476 ครั้ง คิดเป็น 57.77% ของจำนวนการจ่ายเงินปันผลทั้งหมดในช่วงเวลาดังกล่าว ตามมาด้วยเดือนกันยายน 2569 ที่มีการจ่ายเงินปันผลรวม 205 ครั้ง คิดเป็น 24.88%

และเมื่อพิจาณาหมวดธุรกจิที่มีจ่ายปันผลมากที่สุด 3 อันดับแรก ประกอบด้วย หมวดธนาคาร จ่ายสูงสุดเป็นอันดับ 1 มูลค่ารวม 203,577 ล้านบาท ตามด้วย หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค มูลค่ารวม 175,317 ล้านบาท และ หมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร: มูลค่ารวม 136,288 ล้านบาท โดยทั้ง 3 หมวดนี้รวมกันคิดเป็น 63.86% ของมูลค่าเงินปันผลจ่ายทั้งหมดในช่วง 9 เดือนแรก

อย่างไรก็ตาม แม้นักลงทุนจะสามารถใช้สถิติและช่วงเวลาการจ่ายเงินปันผลในอดีตมาช่วยวางแผนคัดเลือกหุ้นเข้าพอร์ตได้ แต่เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวเป็นสถิติในอดีต นักลงทุนจึงควรพิจารณาปัจจัยพื้นฐาน ความสามารถในการทำกำไร กระแสเงินสด และแนวโน้มผลประกอบการในอนาคตควบคู่กันไปด้วย เพื่อสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอและลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนในระยะยาว

AIS เผยผล Thailand Cyber Wellness Index 2026 เปิด 5 สถานการณ์ดิจิทัลคนไทยสุขภาวะขยับสู่ระดับก้าวหน้า แต่ทักษะรู้เท่าทันยังต้องเร่งพัฒนา

0

AIS ตอกย้ำภารกิจสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัย เผยผลวิจัยดัชนีชี้วัดสุขภาวะดิจิทัลของไทย หรือ Thailand Cyber Wellness Index 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อสำรวจและติดตามความพร้อมของคนไทยในการใช้ชีวิตบนโลกดิจิทัล พร้อมนำข้อมูลมาใช้เป็นฐานในการพัฒนาทักษะและสร้างภูมิคุ้มกันให้ตรงกับความเสี่ยงของคนแต่ละกลุ่ม โดยพบว่า สุขภาวะดิจิทัลของคนไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 0.51 ในปี 2566 เป็น 0.724 ในปี 2569 ซึ่งเป็นการขยับสู่ระดับก้าวหน้า ขณะที่คนไทยใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างคล่องแคล่วแต่ทักษะการรู้เท่าทันและการตรวจสอบข้อมูลยังเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องพัฒนาควบคู่กัน สะท้อนผ่าน 5 สถานการณ์สำคัญที่คนไทยกำลังเผชิญบนโลกดิจิทัล ซึ่งมีความแตกต่างกันในแต่ละช่วงวัย

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร AIS กล่าวว่า “ผล Thailand Cyber Wellness Index ในปีนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนว่า คนไทยมีความพร้อมในการใช้ชีวิตบนโลกดิจิทัลดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้เราเห็นว่า การใช้เทคโนโลยีได้คล่อง ไม่ได้หมายความว่าเราจะรู้เท่าทันข้อมูลและความเสี่ยงที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์เสมอไป วันนี้โจทย์ของประเทศไทยจำเป็นต้องขยับจากการทำให้คนเข้าถึงและใช้เทคโนโลยีเป็น ไปสู่การสร้างคนไทยให้คิดเป็น ตรวจสอบเป็น ปลอดภัยเป็น และรับผิดชอบต่อผู้อื่นเป็น เพราะทักษะเหล่านี้คือพื้นฐานสำคัญของการใช้ชีวิตในยุคที่ AI ข้อมูลข่าวสาร และภัยออนไลน์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

            ผล TCWI 2026 ยังสะท้อนว่าการสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลไม่สามารถใช้แนวทางเดียวกับคนทุกกลุ่ม เพราะเด็ก เยาวชน วัยทำงาน และผู้สูงอายุ ต่างมีพฤติกรรมและความเสี่ยงไม่เหมือนกัน AIS จึงจะนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้เป็นฐานในการออกแบบการเรียนรู้ให้เหมาะกับคนแต่ละช่วงวัย ผ่าน Digital Health Check หลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ : AI Literacy และความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อให้คนไทยสามารถเติบโตไปพร้อมกับเทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน”

สำหรับดัชนีชี้วัดสุขภาวะดิจิทัลของคนไทย ประจำปี 2569 หรือ Thailand Cyber Wellness Index 2026 จัดทำขึ้นจากการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 77,492 คนทั่วประเทศ และวัดผลครอบคลุม 7 ด้าน ได้แก่ 1) การใช้งานดิจิทัล 2) ทักษะดิจิทัล 3) การสื่อสารและการทำงานร่วมกัน 4) อัตลักษณ์และสิทธิบนโลกดิจิทัล 5) ความปลอดภัยและความมั่นคง 6) การกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์ และ 7) ความสัมพันธ์ดิจิทัล โดยผล Thailand Cyber Wellness Index เผยให้เห็น 5 สถานการณ์สำคัญที่สะท้อนสุขภาวะดิจิทัลของคนไทยในวันนี้ ดังนี้

1. สุขภาวะดิจิทัลคนไทยสูงสุดในรอบ 4 ปี แต่ยังมีคนไทย 1 ใน 6 ที่ต้องเร่งพัฒนา

            คะแนนเฉลี่ยสุขภาวะดิจิทัลของคนไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 0.51 ในปี 2566 และเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็น 0.724 ในปี 2569 ทำให้ภาพรวมสุขภาวะดิจิทัลของประเทศขยับขึ้นสู่ระดับก้าวหน้า ขณะเดียวกัน คนไทย 1 ใน 6 ยังอยู่ในกลุ่มที่ต้องได้รับการพัฒนาความรู้และทักษะดิจิทัลเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

2. คนไทยใช้งานเทคโนโลยีได้คล่อง แต่ทักษะการรู้เท่าทันและตรวจสอบข้อมูลยังต้องพัฒนาควบคู่กัน

            เมื่อพิจารณาสุขภาวะดิจิทัลทั้ง 7 ด้าน พบว่า ความสามารถในการใช้งานดิจิทัลมีคะแนนเฉลี่ย 0.720 ขณะที่ทักษะการรู้เท่าทันดิจิทัลมีคะแนนต่ำที่สุด อยู่ที่ 0.653 สะท้อนถึงช่องว่างที่ต้องเร่งพัฒนาควบคู่กัน

            ช่องว่างดังกล่าวสะท้อนว่า การใช้อุปกรณ์ แพลตฟอร์ม หรือบริการดิจิทัลได้อย่างคล่องแคล่ว จำเป็นต้องพัฒนาควบคู่กับความสามารถในการตั้งคำถาม วิเคราะห์ความน่าเชื่อถือ และตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล โดยเฉพาะในยุค Generative AI ที่สามารถสร้างข้อความ ภาพ เสียง และวิดีโอที่ดูสมจริงได้อย่างรวดเร็ว การหยุดคิดและตรวจสอบก่อนเชื่อหรือส่งต่อจึงกลายเป็นทักษะสำคัญของผู้ใช้งานทุกคน

3. ภัยหลอกลวงออนไลน์อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด คนไทย 1 ใน 5 เคยมีประสบการณ์เกี่ยวข้อง

            ผล TCWI 2026 พบว่า คนไทย 20.7% หรือประมาณ 1 ใน 5 เคยมีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับภัยหลอกลวงออนไลน์อย่างน้อยหนึ่งรูปแบบ ทั้งลิงก์ปลอม ข้อความหลอกลวง การปลอมตัวเป็นบุคคลหรือหน่วยงาน และการชักชวนให้เปิดเผยข้อมูลหรือโอนเงิน สถานการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ความปลอดภัยบนโลกดิจิทัลในวันนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงการตั้งรหัสผ่านที่คาดเดายากหรือการป้องกันมัลแวร์ แต่ต้องรวมถึง “ความปลอดภัยในการตัดสินใจ” ตั้งแต่การตรวจสอบตัวตน แหล่งที่มา และความน่าเชื่อถือของข้อมูล ไปจนถึงการหยุดคิดก่อนคลิกลิงก์ เปิดเผยข้อมูลสำคัญ หรือโอนเงิน

4. เด็ก Gen Alpha อายุ 10–15 ปี แม้โตมากับเทคโนโลยี แต่สุขภาวะดิจิทัลยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ

            เด็ก Gen Alpha มีคะแนนสุขภาวะดิจิทัลเฉลี่ย 0.61 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ โดย 29.4% หรือเกือบ 3 ใน 10 ยังอยู่ในกลุ่มที่ต้องเร่งพัฒนา โดยเฉพาะด้านการรู้เท่าทันข้อมูล ความปลอดภัย ความสัมพันธ์บนโลกออนไลน์ และความเข้าใจเรื่องร่องรอยดิจิทัล หรือ Digital Footprint ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาคะแนนสุขภาวะด้าน Cyberbullying ตามช่วงวัย พบว่าคะแนนลดลงจาก 0.82 ในวัย 10–12 ปี เหลือ 0.76 ในวัย 13–15 ปี และ 0.75 ในช่วงอายุ 16–22 ปี สะท้อนว่า การป้องกันไม่ควรรอจนเด็กเข้าสู่ช่วงวัยที่ต้องให้ความสำคัญ แต่ควรเริ่มปูพื้นฐานตั้งแต่วัย 10–12 ปี ให้เด็กเข้าใจว่าทุกโพสต์ ความคิดเห็น และการส่งต่อข้อมูลสามารถสร้างผลกระทบและทิ้งร่องรอยบนโลกออนไลน์ได้ พร้อมเรียนรู้การปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล คิดก่อนโพสต์หรือแชร์ เคารพสิทธิและความรู้สึกของผู้อื่น ไม่ร่วมขยายความรุนแรง และกล้าขอความช่วยเหลือเมื่อเผชิญ Cyberbullying

5. คนไทยใช้และเข้าใจ AI ดีขึ้น แต่ช่องว่างระหว่างช่วงวัยยังชัดเจน

            คะแนนเฉลี่ยด้านการใช้และความเข้าใจ AI ของคนไทยในปี 2569 อยู่ที่ 3.30 จาก 5 เพิ่มขึ้นจาก 3.18 ในปี 2568 แสดงให้เห็นว่าคนไทยเริ่มคุ้นเคยและนำ AI มาใช้มากขึ้น แต่เมื่อพิจารณาตามช่วงวัย พบว่ากลุ่มอายุ 23–29 ปีมีคะแนนสูงที่สุดที่ 3.61 ขณะที่ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปมีคะแนนต่ำที่สุดที่ 2.53 ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนถึงช่องว่างด้านการเข้าถึง ความรู้ และความสามารถในการใช้ AI ระหว่างคนแต่ละช่วงวัย หรือความเหลื่อมล้ำทาง AI (AI Divide) ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงการมีหรือไม่มีโอกาสใช้เทคโนโลยี แต่รวมถึงความสามารถในการเลือกใช้ AI ให้เหมาะสมกับงาน ตั้งคำถาม ตรวจสอบความถูกต้องของผลลัพธ์ และเข้าใจข้อจำกัดของเทคโนโลยี เพราะ AI จะสร้างประโยชน์ได้อย่างแท้จริง เมื่อผู้ใช้งานยังสามารถคิด ตรวจสอบ และตัดสินใจได้ด้วยตนเอง

            จากผล Thailand Cyber Wellness Index ทั้งหมด AIS จะนำข้อมูลไปต่อยอดสู่การพัฒนาทักษะที่เหมาะกับบริบทและความเสี่ยงของคนแต่ละช่วงวัย ตั้งแต่การวางรากฐานด้านการรู้เท่าทัน ร่องรอยดิจิทัล และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นสำหรับเด็ก การรับมือ Cyberbullying และแรงกดดันจากสังคมออนไลน์สำหรับเยาวชน การใช้ AI และป้องกันภัยหลอกลวงสำหรับวัยทำงาน ไปจนถึงการเสริมความมั่นใจด้าน AI และความปลอดภัยให้แก่ผู้สูงอายุ

            AIS ทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ ครอบครัว สื่อมวลชน และพันธมิตร อย่างต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยนข้อมูลจากผลสำรวจให้เกิดการลงมือทำ ตั้งแต่การค้นหาช่องว่างผ่าน Digital Health Check การพัฒนาความรู้ผ่านหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์: AI Literacy ไปจนถึงการร่วมสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ปลอดภัยและรับผิดชอบ ยังคงเดินหน้าในฐานะผู้นำที่เป็นเพื่อนคู่คิดที่ไม่เพียงเชื่อมต่อคนไทยเข้ากับเทคโนโลยี แต่ร่วมสร้างความพร้อมให้ทุกคนสามารถ “ใช้เป็น คิดเป็น ตรวจสอบเป็น ปลอดภัยเป็น และรับผิดชอบเป็น” เพื่อให้สุขภาวะดิจิทัลของคนไทยเติบโตได้ทันกับเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน

            ผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะการใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน สามารถเรียนรู้ผ่านหลักสูตร AI Literacyเพื่อเสริมความเข้าใจในการเลือกใช้ ตรวจสอบข้อมูล และใช้ AI อย่างเหมาะสม ปลอดภัย และรับผิดชอบ ได้ที่ https://aunjaicyber.ais.th/pathway/162

เมืองไทยประกันชีวิต คว้า 2 รางวัลใหญ่ระดับสากลจาก The Global Economic Awards 2026 ตอกย้ำผู้นำด้านความยั่งยืนและการสร้างความสุขอย่างแท้จริง

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) (MTL) ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญด้วยการคว้ารางวัลระดับสากลจากเวที The Global Economic Awards ประจำปี 2026 จำนวน 2 รางวัล สะท้อนภาพลักษณ์การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมาย (Purpose-led organization) ที่บูรณาการความสุขของลูกค้า ความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน ความเป็นผู้นำด้าน ESG และความแข็งแกร่งทางการเงินเข้าไว้ด้วยกันเป็นโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน

โดยรางวัล “Outstanding Contributions towards Sustainable Life Insurance – Thailand 2026” มอบให้แก่ นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  จากความโดดเด่นในการเป็นผู้นำด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่นำหลัก ESG เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานหลักขององค์กรอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้พันธกิจ “Embedding Sustainability into our own Operations” โดยกำหนดยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นคุณค่าระยะยาวให้แก่ผู้เอาประกันภัย สร้างโอกาสในการเข้าถึงการประกันภัยและให้ความรู้แก่ลูกค้าและประชาชนอย่างทั่วถึง ตลอดจนดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใสจนได้รับการต่ออายุสมาชิกแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (CAC) อย่างต่อเนื่อง

พร้อมด้วยรางวัล “Leading Life Assurance Company for Sustainable Customer Well-being – Thailand 2026″ ซึ่งมอบให้แก่บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เพื่อเชิดชูเกียรติในฐานะองค์กรที่สร้างความเป็นอยู่ที่ดีและความสุขให้แก่ผู้บริโภคอย่างยั่งยืน ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนองค์กรผ่านการดูแลสุขภาวะแบบองค์รวมให้แก่พนักงาน มุ่งมั่นในการยกระดับการให้บริการลูกค้าเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินและสุขภาพที่ดีสำหรับทุกช่วงชีวิตในระยะยาว มีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง มีความยืดหยุ่น และมีความเป็นผู้นำในตลาดประกันชีวิตในประเทศไทย

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ความสำเร็จจาก 2 รางวัลในระดับสากลนี้ คือเครื่องยืนยันว่าเราได้ก้าวข้ามการเป็นเพียงบริษัทประกันชีวิตแบบดั้งเดิม สู่องค์กรยุคใหม่ที่มุ่งส่งมอบ ‘ความสุข’ ที่วัดผลได้จริงแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ทั้งลูกค้า พนักงาน ชุมชน และผู้ถือหุ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายทางโครงสร้างประชากร ทั้งวัยแรงงานที่ลดลงและภาระค่าใช้จ่ายหลังเกษียณที่สูงขึ้น เมืองไทยประกันชีวิตในฐานะพันธมิตรที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 75 ปี จึงเดินหน้าขับเคลื่อน Longevity Ecosystem อย่างเต็มกำลัง เรามุ่งสร้างสมดุลให้ชีวิตแบบครบมิติ ทั้ง Lifespan (อายุยืนยาว) Healthspan (สุขภาพแข็งแรง) และ Wealthspan (การเงินมั่นคง) เพื่อให้ทุกการเติบโตและทุกช่วงวัยของลูกค้าเป็นชีวิตที่เปี่ยมด้วยคุณภาพและพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง” 

เทรดดัชนี SET50 ตัวเดียวจบ

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง"  หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ดินฟ้าอากาศเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก ช่วงไหนมีคำเตือนว่าฝนจะตกหนักติดต่อกันหลายวัน หลายคนก็ต้องเตรียมรับมือ บางคนถึงกับลางาน พับแผนเที่ยว แต่พอถึงเวลาจริง บางพื้นที่แทบไม่มีฝนตก ขณะที่บางแห่งเจอฝนหนักจนอ่วมอรทัย เรียกว่า “ฝนตกไม่ทั่วฟ้า” นั่นแหละ

เรื่องนี้ไม่ต่างจากตลาดหุ้น บางวันเปิดหน้าจอเห็นดัชนีหุ้นไทยเขียวสดใส บวกขึ้นไปหลายจุด หุ้นใหญ่วิ่งกันคึกคัก แต่พอหันมาดูหุ้นในพอร์ตของตัวเอง กลับนิ่งสนิทไม่ขยับไปไหน บางตัวแดงสวนทางเสียอีก เพราะตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น ไม่ได้หมายความว่าหุ้นทุกตัวจะขึ้นตาม หุ้นแต่ละบริษัทมีปัจจัยพื้นฐานและแรงซื้อขายแตกต่างกัน การลงทุนในหุ้นรายตัวจึงไม่ใช่แค่มองทิศทางตลาดให้ถูก แต่ยังต้องเลือกหุ้นให้ถูกตัวด้วย

วันนี้ “คุณนายพารวย” เลยอยากชวนมารู้จักอีกหนึ่งทางเลือก นั่นคือ “การเทรดดัชนี SET50” ที่ช่วยให้นักลงทุนเปลี่ยนจากการจับตาหุ้นรายบริษัท มามองภาพใหญ่ของหุ้นชั้นนำในตลาดไทย โดยไม่ต้องเหนื่อยกับการคัดเลือกหุ้นทีละตัว

SET50 เป็นดัชนีที่คำนวณจากหุ้นของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่และมีสภาพคล่องสูงสุด  50 ตัวแรกของไทยที่ผ่านเกณฑ์คัดเลือกของ “ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ” เหมือนกับการคัดตัวนักกีฬาทีมชาตินั่นแหละ  SET50 คัดตัวหุ้นบจ.ไทยชั้นนำ 50 ตัวจากหุ้นทั้งหมดกว่า 800 ตัว มาเป็นดัชนีตัวเดียว ทำให้นักลงทุนไม่ต้องเสียเวลาเฟ้นหาและลดความเสี่ยงของหุ้นรายตัว  เพราะดัชนีได้กระจายความเสี่ยงข้ามกลุ่มอุตสาหกรรมหลักไว้แล้ว

เมื่อหุ้นขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักในดัชนีปรับตัวขึ้น SET50 ก็มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นตาม และเมื่อหุ้นเหล่านั้นปรับตัวลดลง ดัชนีก็มีแนวโน้มลดลงเช่นกัน จึงเป็นหนึ่งในเครื่องชี้วัดทิศทางของหุ้นขนาดใหญ่ในตลาดทุน หรือเป็นตัวแทนทิศทางเศรษฐกิจไทยก็ว่าได้ ทำให้นักลงทุนโฟกัสการลงทุนภาพใหญ่และวางแผนเทรดได้ชัดและทันที

นักลงทุนสามารถเทรดดัชนี SET50 ผ่านเครื่องมือ 2 ตัวใน “ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือ TFEX”   เครื่องมือตัวแรกคือ SET50 Index Futures สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับดัชนี SET50  ประกอบด้วยหุ้นขนาดใหญ่ 50 หลักทรัพย์ที่ผ่านเกณฑ์ด้านมูลค่าตลาด สภาพคล่อง และสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย  โดยทบทวนรายชื่อทุก 6 เดือน  ลงทุนด้วยการเปิดสถานะซื้อ (Long) หรือขาย (Short) โดยใช้เงินวางหลักประกันเพียงส่วนหนึ่งของมูลค่าสัญญา ส่วนเครื่องมือตัวที่สองคือ SET50 Index Options เป็นสัญญาที่ให้สิทธิแก่ผู้ซื้อในการรับประโยชน์จากการเคลื่อนไหวของดัชนีตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยจ่ายค่าพรีเมียมเพื่อแลกกับสิทธิ ขณะที่ผู้ขายได้รับค่าพรีเมียมพร้อมภาระผูกพัน

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรศึกษาและทำความเข้าใจเครื่องมือทั้งสองนี้ก่อนลงทุน  สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ www.tfex.co.th/th/education/knowledge/article/6-set50-index-futures    กับ www.tfex.co.th/th/education/knowledge/article/17-set50-index-options

ใครอยากเทิร์นโปรเป็นนักลงทุนมืออาชีพ อัพสกิล ปั้นพอร์ต ก็สามารถเข้าไปศึกษากลยุทธ์ลงทุนและโครงการ TFEX Academy+  แหล่งรวมความรู้ด้านการลงทุนใน Futures และ Options ที่มีหลักสูตรเรียนเพียบให้เลือกเรียนตามความสนใจได้ที่นี่เลย  www.tfex.co.th/th/activities/tfexacademyplus2026

คุณนายพารวย

AIS PLAY ยิงสด “เอเชียนพาราเกมส์ 2026” ดูกันจุใจ 14 ช่อง ชวนคนไทยร่วมส่งแรงใจเชียร์ทัพนักกีฬาไทยคว้าเหรียญทอง

0

AIS PLAY ตอกย้ำการเป็นผู้นำด้านบริการวิดีโอสตรีมมิงและศูนย์รวมคอนเทนต์กีฬาที่ครบวงจรที่สุดของไทย สานต่อความสำเร็จของทัพนักกีฬาไทยที่คว้ามาได้ถึง 18 เหรียญทองในศึกเอเชียนเกมส์ที่ผ่านมา ในฐานะที่ AIS PLAY ได้รับสิทธิ์ถ่ายทอดสดเอเชียนพาราเกมส์ 2026 บนแพลตฟอร์ม OTT และ Online อย่างเป็นทางการ (Official Broadcaster) ชวนแฟนกีฬาชาวไทยร่วมส่งแรงใจเชียร์ทัพนักกีฬาพาราทีมชาติไทยต่อเนื่อง ในมหกรรมกีฬา “เอเชียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 5 ไอจิ-นาโกย่า 2026” ณ ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 16-24 ตุลาคม 2569 ส่งตรงการแข่งขันแบบชิดขอบสนามสู่หน้าจอให้แฟนกีฬาได้รับชมอย่างจุใจ เต็มอรรถรสถึง 14 ช่อง ด้วยความคมชัดระดับ Full HD ผ่านแพ็กเกจ PLAY ALL

สำหรับการแข่งขันในครั้งนี้ สมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทยฯ ได้เตรียมความพร้อมอย่างเข้มข้น ตั้งเป้าหมายคว้าไม่น้อยกว่า 17 เหรียญทอง นำทัพโดยนักกีฬาระดับโลกอย่าง “กร” พงศกร แปยอ และ “ฟิวส์” อธิวัฒน์ แพงเหนือ 2 นักกีฬาวีลแชร์เรซซิ่งที่พกสถิติโลกไปล่าแชมป์ ซึ่งคาดว่าจะคว้าได้อย่างน้อย 6 เหรียญทอง นอกจากนี้ยังมีลุ้นจาก “แวว” สายสุนีย์ จ๊ะนะ ในกีฬาวีลแชร์ฟันดาบ รวมถึงกีฬาความหวังอย่าง กรีฑา, แบดมินตัน, ยิงปืน, และเทเบิลเทนนิส ที่พร้อมประชันฝีมือกับคู่แข่งสำคัญอย่าง จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น

เพื่อให้คนไทยได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์ระดับชาติได้อย่างสมบูรณ์แบบ AIS PLAY จัดเต็มการถ่ายทอดสดมากถึง 14 ช่อง ประกอบด้วยช่องพากย์ไทย 2 ช่อง (ช่อง Asian Para Games 901 และ 902) โดยทีมพากย์มืออาชีพพร้อมวิเคราะห์เกมการแข่งขัน รับชมได้ตลอด 24 ชั่วโมง และอีก 12 ช่องที่รับสัญญาณตรงจากเมืองนาโกย่า (ช่อง Asian Para Games 903-914) โดยจะเริ่มถ่ายทอดสดตั้งแต่วันที่ 16-24 ตุลาคม 2569 และมีพิธีเปิดในวันที่ 18 ตุลาคม 2569 แฟนกีฬาจะไม่พลาดทุกโมเมนต์สำคัญ ทั้งแมตช์ที่นักกีฬาไทยลงแข่ง แมตช์ลุ้นเหรียญทั้งของไทยและชาติอื่นๆ รวมถึงสามารถรับชมไฮไลต์และรีรันได้แบบ ครบ จบ ที่เดียว สะท้อนศักยภาพของแพลตฟอร์มในการยกระดับการรับชมกีฬาให้ได้อรรถรสอย่างเต็มอิ่ม

แฟนกีฬาชาวไทยสามารถรับชมการแข่งขันเอเชียนพาราเกมส์ 2026 พร้อมด้วยกีฬาระดับโลกอีกมากมาย อาทิ ฟุตบอลบุนเดสลีกา เยอรมนี, ฟุตบอลไทยลีก, บาสเกตบอล NBA, อเมริกันฟุตบอล NFL, เทนนิส ATP และทัวร์กอล์ฟระดับโลกอย่าง LPGA Tour, PGA Tour และ DP World Tour ผ่านแพ็กเกจ PLAY ALL นอกจากนี้ยังอัดแน่นด้วยช่องความบันเทิงพรีเมียมถึง 24 ช่อง ครอบคลุมภาพยนตร์ ซีรีส์ ข่าวสาร และสารคดีชั้นนำระดับโลก

  • สำหรับลูกค้า AIS: สมัครแพ็กเกจรายเดือน ราคาพิเศษเพียง 199 บาท (จากราคาปกติ 299 บาท ไม่รวม VAT) กด *898 โทรออก หรือ แพ็กเกจรายปี ราคาพิเศษเพียง 1,999 บาท (จากราคาปกติ 2,999 บาท ไม่รวม VAT) กด *898*1 โทรออก
  • สำหรับลูกค้าทั่วไป: สมัครแพ็กเกจรายเดือน 299 บาท (ไม่รวม VAT) หรือ แพ็กเกจรายปี 2,999 บาท (ไม่รวม VAT)

สามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 พฤศจิกายน 2569 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.ais.th/playall

ร่วมส่งแรงใจเชียร์ทัพนักกีฬาพาราไทยลงแข่งขันแบบเรียลไทม์ได้ที่ AIS PLAY ช่อง Asian Para Games 901-910 บนทุกช่องทาง ทั้งแอปพลิเคชัน AIS PLAY (มือถือ/แท็บเล็ต), กล่อง AIS PLAYBOX, เว็บไซต์ https://aisplay.ais.th บน PC และ โน้ตบุ๊ก, Android TV, Samsung Smart TV, LG Smart TV และ Apple TV นอกจากนี้ยังสามารถติดตามตารางการแข่งขันของนักกีฬาไทย รวมถึงการแข่งขันอื่น ๆ ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก AIS PLAY SPORTS คลิก www.facebook.com/AISPLAYSPORTS 

บทเรียนระดับโลก! สู้ศึก “ปลาหมอคางดำ” ต้องจับตรงจุด ใช้เทคโนโลยีชน ถึงเวลารีเซ็ตแหล่งน้ำไทย!

0

การแก้ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่การนับจำนวนตัวปลาที่จับได้ แต่คือการสกัดไม่ให้มันขยายพันธุ์ ลดประชากรปลาต่อเนื่อง และตีกรอบจำกัดพื้นที่ให้จนมุม

​บทเรียนจากเวทีโลก ทั้ง สหรัฐฯฟิลิปปินส์และไต้หวัน ไม่มีคำว่า “ฟลุก” หรือ “ยาวิเศษเข็มเดียวจบ” ทุกประเทศที่เอาอยู่ สู้ด้วย เทคโนโลยี + กฎหมายเหล็ก + การวางแผนเจาะจงพื้นที่ กันทั้งนั้น!

​ไทยเราจะพลิกเกมนี้อย่างไรไม่ให้งบประมาณละลายแม่น้ำ และคืนชีวิตให้สัตว์น้ำท้องถิ่นอย่างยั่งยืน!

ในสหรัฐฯ เริ่มแพร่ระบาดช่วงปี พ.ศ. 2505–2512 โดยพบครั้งแรกที่รัฐฟลอริดา ช่วงปี 2504-2505 บริเวณชายฝั่งทางตอนใต้และฝั่งตะวันออก มีสาเหตุหลุดรอดมาจากฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำทางการค้าและธุรกิจปลาสวยงาม และที่รัฐฮาวาย ปี 2505 เป็นการนำเข้าโดยหน่วยงานภาครัฐเพื่อใช้ทดลองเป็นเหยื่อล่อปลาทูน่า ก่อนจะหลุดรอดสู่ธรรมชาติและแพร่กระจาย

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ทางการสหรัฐได้ออกกฎหมายควบคุมเข้มงวด กำหนดให้ปลาหมอคางดำอยู่ในกลุ่มสัตว์น้ำต้องห้าม (Species of Concern หรือ Prohibited Species) ห้ามครอบครอง เพาะเลี้ยง หรือเคลื่อนย้ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ตลอดจนมีการเฝ้าระวังเชิงรุก และใช้เทคโนโลยี eDNA (environmental DNA) ตรวจหาสารพันธุกรรมที่หลงเหลือในแหล่งน้ำ เพื่อติดตามพื้นที่แพร่กระจาย และประเมินความเสี่ยงต่อระบบนิเวศ

นอกจากนี้ ยังมีการจับและกำจัดเฉพาะจุดโดยใช้อุปกรณ์กำจัดเฉพาะพื้นที่ เช่น เครื่องดักปลา ตาข่ายจับปลา และการช็อตด้วยไฟฟ้า (Electrofishing) ในแหล่งน้ำปิด และมีการปล่อยปลานักล่าท้องถิ่นเพื่อควบคุมประชากรลูกปลา

มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายการจำกัดพื้นที่ระบาด ซึ่งรัฐฟลอริดาพบว่าแม้จะหยุดการแพร่ระบาดให้หมดไม่ได้ 100% แต่สามารถจำกัดวงให้อยู่เฉพาะพื้นที่ชายฝั่งและป่าชายเลนเดิมได้โดยไม่ขยายวงกว้าง

ขณะที่ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศอาเซียน มีการพบปลาหมอคางดำที่อ่าวมะนิลาในปี 2558 และยังมีการพบในทะเลสาบเปิดตั้งแต่ปี 2554 ปลาต่างถิ่นจำนวนมากเข้าสู่ฟิลิปปินส์ผ่านธุรกิจปลาสวยงามและอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ อีกทั้งบทความใน Philippine Daily Inquirer ปี 2559 ระบุว่าปลาหมอคางดำถูกนำเข้ามาในฐานะปลาสวยงาม และอาจหลุดรอดสู่ธรรมชาติ

รัฐบาลฟิลิปปินส์ ลดประชากรปลาหมอคางดำด้วยการจับออกแบบเจาะจงพื้นที่ เริ่มจากบ่อเลี้ยงปลา คลองระบายน้ำ และแหล่งน้ำขนาดเล็กที่ยังควบคุมได้ ใช้อวนหรือกับดักที่เหมาะกับขนาดปลาและลดการจับปลาพื้นเมืองที่ติดไปด้วย และยังปิดเส้นทางการหลุดรอดของปลาหมอคางดำ โดยติดตั้งตะแกรงที่ทางระบายน้ำ ตรวจสอบระบบสูบน้ำและการขนส่งปลา และจัดการตะกอนหรือแอ่งน้ำที่อาจมีปลาหลงเหลือก่อนปล่อยน้ำออกจากบ่อ​ ที่สำคัญมีการตรวจหาพื้นที่ที่ยังมีปลาเหลืออยู่ สำรวจซ้ำหลังจับออก ใช้การจับตัวอย่างจริงร่วมกับ eDNA เพื่อค้นหาประชากรที่ยังหลงเหลือ โดยไม่ใช้ผล eDNA เพียงอย่างเดียวตัดสินว่ามีปลามีชีวิตอยู่หรือไม่

ตัวอย่างล่าสุด คือ ประเทศไต้หวัน พบการเริ่มแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำทางชายฝั่งตอนใต้และตะวันตกของประเทศตั้งแต่ปี 2567-2568 ซึ่งคาดว่าหลุดมาจากธุรกิจการค้าปลาสวยงาม (Ornamental Fish Industry)โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้วิธีผสมผสานเทคโนโลยีเข้ามาเสจากการจับปลาด้วยตาข่าย ควบคู่กับการใช้กระแสไฟฟ้าควบคุมปลาให้ชะงักชั่วคราว หรือ Electrofishing เข้ากับเบ็ดตกปลา สายเบ็ด และลอบดักปลา

สำหรับประเทศไทย ควรแบ่งพื้นที่ให้ชัดและรวมพลังให้ถูกวิธี

​“พลังชุมชน” มีประโยชน์มหาศาล แต่ต้องทำงานร่วมกับ “เทคโนโลยีและข้อมูลที่ถูกต้อง”

  • ​จุดระบาดใหม่: ต้องส่งทีมลุยฟัน ดักจับด้วยเครื่องมือที่ถูกต้อง ล่าล้างให้หมดก่อนกระจาย!
  • ​จุดเชื่อมต่อแหล่งน้ำ: ต้องปิดทางไหล ไม่ใช่ปล่อยไหลตามน้ำ
  • ​จุดระบาดหนัก: ต้องลงพื้นที่ต่อเนื่อง มีการบันทึกข้อมูล นำปลาไปใช้ประโยชน์จริง
    ​
    เมื่อไหร่ที่ภาครัฐใช้เทคโนโลยีอย่าง eDNA คุมเชิง กฎหมายบังคับใช้จริงจัง และชุมชนมีเป้าหมายชัดเจน… วันนั้นแหละที่การจับปลาจะไม่ใช่แค่ “กิจกรรมสร้างภาพเฉพาะหน้า” แต่เป็นการ “พลิกเกมสยบเอเลี่ยนชีวภาพ” คืนปลาไทย คืนแหล่งน้ำยั่งยืนให้คนไทยอย่างแท้จริง!

นักวิจัยไทยทำสำเร็จ ดันปลาหมอคางดำ สู่อุตสาหกรรม “ซูริมิ” ตัดวงจรปลาต่างถิ่น ถูกใจผู้บริโภค

0

ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์ “ ซูริมิ” (Surimi) หรือเนื้อปลาบดแช่เยือกแข็งมานานกว่า 40 ปี สินค้าซูริมิของไทย
ได้มาตรฐานและมีคุณภาพดี เป็นวัตถุดิบป้อนอุตสาหกรรมผลิตอาหารพร้อมบริโภค ส่วนใหญ่อยู่ในรูปของเนื้อปูเทียม ลูกชิ้นปลา ไส้กรอก ปลาเส้น เนื้อปลาบดชุบขนมปังป่น ฯลฯ

อุตสาหกรรมซูริมิในประเทศไทยใช้ปลาทะเลเนื้อขาวเป็นวัตถุดิบในการผลิต ซึ่งเป็นโปรตีนไมโอไฟบริลเข้มข้นที่มีเสถียรภาพ เป็นอาหารทะเลที่มีราคาถูก และมีปริมาณไขมันต่ำ จัดเป็นอาหารสุขภาพที่เหมาะสำหรับคนทุกเพศทุกวัย ขณะที่ซูริมิ ในตลาดโลกมีมูลค่า 6.34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต้องการของตลาดมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องเฉลี่ย 5.9% ต่อปี จนถึงปีค.ศ. 2032 แต่ข้อจำกัดด้านอุปทานและผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศทำให้จำเป็นต้องค้นหาสายพันธุ์ทางเลือกอื่นเพื่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

ปลาหมอคางดำ วัตถุดิบทางเลือกใหม่สำหรับอุตสาหกรรมซูริมิ
ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับการรุกรานทางน้ำของปลาหมอคางดำ ซึ่งแพร่กระจายไปยัง 19 จังหวัด ปลาชนิดนี้ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการแย่งอาหารกับสัตว์พื้นถิ่น โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา ภาครัฐสามารถกำจัดปลาหมอคางดำได้ถึง 1,300 ตัน

ปัจจุบันการควบคุมประชากรปลาหมอคางดำยังดำเนินต่อไปและจำเป็นต้องมีกลยุทธ์การจัดการที่สร้างสรรค์เพื่อเปลี่ยนสัตว์ต่างถิ่นรุกรานให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ปลาหมอคางดำก็เป็นสัตว์น้ำที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุมากมายไม่ว่าจะเป็นโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม สังกะสี มีโอเมก้า 3 ที่จำเป็นต่อร่างกาย และมีโปรตีนสูง ทุกๆ 100 กรัม มีปริมาณโปรตีน 18.6 – 21.6 กรัม สูงเทียบเท่าปลานิล พลังงาน 97 กิโลแคลอรี ไขมันต่ำเพียง 1.2 กรัม

เครือข่ายนักวิจัยจาก 5 สถาบันการศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ ภายใต้การนำของ รศ.ดร.ธีระพล เสนพันธุ์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เล็งเห็นปัญหาและโอกาสดังกล่าว จึงเปลี่ยน “ปลาหมอคางดำ” ให้กลายเป็นวัตถุดิบที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผ่านกระบวนการทำ ซูริมิ หรือเนื้อปลาบด ผลงานวิจัยดังกล่าวประสบความสำเร็จ และได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ Food Chemistry: X ในเดือนตุลาคม 2569

รศ.ดร.ธีระพล กล่าวว่า “ในระยะ 2 ปีที่ผ่านมาทีมนักวิจัยนำปัญหาปลาหมอคางดำมาเป็นโจทย์ในการศึกษาวิจัย โดยได้รับทุนสนับสนุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และพบว่าปลาหมอคางดำ มีลักษณะคล้ายปลานิล เมื่อนำมาแปรรูปเป็นซูริมิหรือเนื้อปลาบดจากหมอคางดำก็มีลักษณะเนื้อขาวสวย ไร้กลิ่นคาว ไม่แตกต่างจากซูริมิที่ผลิตจากปลาทะเลทั่วไป นอกจากนี้ ผมยังมีผลงานวิจัยในระดับห้องแลบ เรื่องการแปรรูปแคลเซียมจากกระดูกปลาหมอคางดำที่เผยแพร่ในวารสารระดับนานาชาติแล้ว และกำลังเตรียมยื่นขอทุนศึกษาวิจัยในเชิงพาณิชย์ต่อไป”

โจทย์ท้าทาย ซูริมิจากปลาน้ำจืด
เนื่องจากปลาหมอคางดำจัดอยู่ในกลุ่มปลาน้ำจืดเขตร้อน ศักยภาพของสายพันธุ์ปลาหมอคางดำในฐานะแหล่งทรัพยากรซูริมิทางเลือก จึงมีความท้าทายในการแปรรูปที่แตกต่างจากปลาทะเล ซึ่งจำเป็นต้องปรับกระบวนการแปรรูปให้เหมาะสม
ทีมนักวิจัยได้ใช้ปลาหมอคางดำสด น้ำหนักประมาณ 250–350 กรัมจากแพปลาในจังหวัดสมุทรสาคร ที่ผ่านหลักเกณฑ์การคัดเลือกปลาคือ ตาใสและเป็นประกาย เหงือกมีสีแดง เนื้อสัมผัสแน่น และไม่มีกลิ่นไม่พึงประสงค์หรือร่องรอยความเสียหายทางกายภาพ

ปลาถูกเก็บรักษาในน้ำแข็งที่ตลาดเป็นเวลาไม่เกิน 6 ชั่วโมงหลังการจับ ปลาที่ผ่านการคัดเลือกถูกส่งไปยังห้องปฏิบัติการภายในเวลา 20 นาทีหลังการซื้อ เพื่อรักษาความสดใหม่ให้เหมาะสมที่สุดสำหรับการแปรรูป ปลาถูกตัดหัว ควักไส้ ทำความสะอาด แล่เอาเฉพาะเนื้อ และลอกหนังออก จากนั้นนำเนื้อปลามาบดและบรรจุลงในถุงพลาสติกโพลิเอทิลีน โดยเก็บรักษาที่อุณหภูมิ -20 °C ในตู้แช่แข็งแบบเยือกแข็งฉับพลัน

ซูริมิจากเนื้อปลาหมอคางดำบดที่ผ่านการล้างน้ำและสะเด็ดน้ำ เพื่อแยกเอาไขมันและสารประกอบที่ไม่ต้องการออก ให้เหลือเฉพาะโปรตีนที่มีคุณสมบัติในการเกิดเจล ซึ่งจะทำให้ซูริมิที่ผลิตได้มีคุณภาพดีคือมีความเหนียวและยืดหยุ่น

ปลาหมอคางดำถูกมองว่าเนื้อปลามีสีหมองและกลิ่นคาวจัด ทีมนักวิจัยได้ใช้องค์ความรู้วิทยาศาสตร์การอาหารศึกษากระบวนการล้างและขั้นตอนการรีดน้ำออกหลังจากการล้างที่แตกต่างกัน ถึง 10 รูปแบบจนค้นพบเคล็ดลับสำคัญคือ กระบวนการล้างเนื้อปลาด้วยสารละลายเกลือที่มีความเข้มข้น 0.6 % เพียงครั้งเดียว สามารถดึงเมล็ดสีเลือดคาวออกได้เกลี้ยงโดยไม่ทำลายโครงสร้างโปรตีน

เคล็ดลับดังกล่าวช่วยให้ซูริมิจากเนื้อปลาหมอคางดำ ขาวเนียนขึ้น 76.47 % และมีคุณภาพเจลที่เหนือกว่า การสกัดด้วยกรดหรือด่างที่แม้จะได้โปรตีนเยอะกว่า แต่ทำให้เนื้อเจลสูญเสียความแข็งแรงไปถึง 82% จนเนื้อปลาเละ

ซูริมิที่ผลิตจากเนื้อปลาหมอคางดำจึงได้คุณภาพ มาตรฐาน และปลอดภัย ถูกนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่มีมูลค่าสูงเช่น ลูกชิ้นปลา ทอดมัน ปูอัด ฯลฯ ที่มีรสชาติอร่อย ถูกใจผู้บริโภค จากการประเมินลักษณะปรากฏ กลิ่น สี รสชาติ เนื้อสัมผัส และการยอมรับโดยรวม โดยใช้วิธีการให้คะแนนความชอบแบบ 9 ระดับ ซูริมิปลาหมอคางดำได้รับคะแนนโหวต ถึง 7.33 จากคะแนนเต็ม 9 คะแนน เรียกว่าอร่อยเด็ดไม่แพ้ซูริมิจากปลาทะเล ทำให้ผู้บริโภคยอมรับได้ง่ายขึ้น

ข้อดีของผลงานวิจัยชิ้นนี้นำเสนอโอกาสที่น่าสนใจในการเปลี่ยนปลาหมอคางดำ สัตว์น้ำต่างถิ่นให้กลายเป็นส่วนผสมโปรตีนที่ยั่งยืน แนวทางการแปรรูปซูริมิที่ได้รับการปรับให้เหมาะสมนี้เปลี่ยนความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจได้

หากผลักดันให้ปลาหมอคางดำ เข้าสู่อุตสาหกรรมซูริมิได้สำเร็จ เมื่อปลาหมอคางดำเป็นที่ต้องการของตลาด เท่ากับส่งเสริมให้เกิดการจับปลาออกจากแหล่งน้ำอย่างต่อเนื่อง เป็นการควบคุมจำนวนปลาต่างถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของอุตสาหกรรมการแปรรูปสัตว์น้ำที่จะนำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไปในอนาคต

ธอส. ขานรับมติ ครม. เดินหน้าโครงการสินเชื่อบ้านคนละหลัง PLUS จัดสรรวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท เพิ่มโอกาสคนไทยเข้าถึงที่อยู่อาศัย

0
ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ขานรับมติคณะรัฐมนตรี จัดสรรกรอบวงเงิน 50,000 ล้านบาท เดินหน้าโครงการสินเชื่อบ้านคนละหลัง PLUS อัตราดอกเบี้ยต่ำ 2 ปีแรกเริ่มต้นเพียง 2.60% ต่อปี กู้นานสูงสุด 40 ปี ผ่อนชำระเงินงวดเพียงล้านละ 3,600 บาท สร้างโอกาสผู้มีรายได้น้อยและปานกลางเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัย ง่ายขึ้น ภายใต้เงื่อนไขผ่อนปรนและอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมกับศักยภาพของตนเอง ช่วยวางแผนค่าใช้จ่าย เงินงวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ อัดฉีดเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจให้เติบโต อย่างแข็งแกร่ง

ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ภายหลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ ธอส. จัดสรรกรอบวงเงิน 50,000 ล้านบาท ดำเนินโครงการสินเชื่อบ้าน คนละหลัง PLUS อัตราดอกเบี้ยต่ำ สำหรับผู้ที่ต้องการกู้เพื่อซื้อ/ปลูกสร้าง ซื้อที่ดินพร้อมปลูกสร้าง ซื้อ/ปลูกสร้าง ที่อยู่อาศัยบนที่ดินของรัฐ และซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย ในราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท แบ่งเป็น ลูกค้ากลุ่มที่เข้าเกณฑ์ผ่อนปรนรายได้และค่าครองชีพ กรอบวงเงิน 40,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นปีที่ 1–2 เท่ากับ 2.80% ต่อปี ปีที่ 3 เท่ากับ 3.50% ต่อปี และปีที่ 4–5 เท่ากับ 4.00% ต่อปี ปีที่ 6–7 เท่ากับ MRR – 2.00% ต่อปี ตั้งแต่ปีที่ 8 จนตลอดอายุสัญญา ลูกค้ารายย่อย เท่ากับ MRR – 0.75% ต่อปี ลูกค้าสวัสดิการ เท่ากับ MRR – 1.00% ต่อปี และกู้เพื่อซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวก ที่เกี่ยวเนื่องกับการอยู่อาศัย เท่ากับ MRR (อัตราดอกเบี้ย MRR ของ ธอส. ปัจจุบันอยู่ที่ 6.145% ต่อปี) และลูกค้ากลุ่มที่เข้าเกณฑ์รายได้ปกติ กรอบวงเงิน 10,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นปีที่ 1–2 เท่ากับ 2.60% ต่อปี ปีที่ 3 เท่ากับ 3.40% ต่อปี และปีที่ 4–5 เท่ากับ 4.00% ต่อปี ปีที่ 6–7 เท่ากับ MRR – 2.00% ต่อปี ตั้งแต่ปีที่ 8 จนตลอดอายุสัญญา ลูกค้ารายย่อยเท่ากับ MRR – 0.75% ต่อปี ลูกค้าสวัสดิการ เท่ากับ MRR – 1.00% ต่อปี และกู้เพื่อซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องกับการอยู่อาศัย เท่ากับ MRR ระยะเวลาการกู้นานสูงสุด 40 ปี กรณีกู้ 1 ล้านบาท ผ่อนชำระเงินงวดเริ่มต้นเพียงเดือนละ 3,600 บาท เท่านั้น! ซึ่งสามารถช่วยลูกค้าวางแผน การใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“โครงการสินเชื่อบ้านคนละหลัง PLUS นอกจากจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง เข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยง่ายขึ้น ภายใต้เงื่อนไขผ่อนปรนและอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมกับศักยภาพของตนเองแล้ว โครงการดังกล่าวยังถือเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ อัดฉีดเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ซึ่ง ธอส. ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ พร้อมปรับบทบาทองค์กรสู่ Beyond Housing Bank มากกว่าการปล่อยกู้ ธอส. คือเพื่อนคู่คิดเรื่องบ้าน ที่เคียงข้างคนไทยทุกช่วงเวลาของการมีบ้านอย่างมั่นคงและยั่งยืน” ดร.มหัทธนะ กล่าว

ผู้สนใจสามารถยื่นคำขอกู้ได้ ณ ธอส. ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2573 หรือจนกว่าสินเชื่อจะเต็มกรอบวงเงินโครงการ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ G H BANK Call Center โทร. 0-2645-9000 หรือ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และติดตามข่าวสารของธนาคารได้ที่ G H BANK Social Media ทุกช่องทาง

AIS ขึ้นแท่นสุดยอดองค์กรด้าน Workplace & Culture บนเวที Techsauce Awards 2026 ตอกย้ำความสำเร็จในการสร้างคนและวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ รับอนาคตโลกการทำงานยุค AI

0

AIS คว้ารางวัล The Sauciest Workplace & Culture จากเวที Techsauce Awards 2026 ในหมวด People ที่มอบให้แก่องค์กรที่มีความโดดเด่นด้านการออกแบบ Workplace และวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมนวัตกรรม การทำงานร่วมกัน พร้อมการสร้างผลลัพธ์ที่แตกต่าง เพื่อสะท้อนแนวทางการบริหารบุคลากรที่ให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์การทำงาน การพัฒนาศักยภาพ และการเตรียมความพร้อมของพนักงานให้สามารถเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

ดร.ปรง ธาระวานิช หัวหน้าหน่วยธุรกิจด้านบริหารทรัพยากรบุคคล AIS กล่าวว่า “วันนี้ เทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีการทำงานของเราอย่างมาก แต่ในมุมองค์กร การนำเทคโนโลยีอะไรเข้ามาใช้ยังไม่สำคัญเท่าเราจะทำยังไงให้คนของเราปรับตัวและใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ได้จริง ๆ เพราะสิ่งที่ทำให้องค์กรเดินต่อไปได้ คือ คนที่พร้อมจะเรียนรู้ อยากจะเติบโต และกล้าที่จะสร้างอนาคตของตัวเอง

ดร.ปรง ธาระวานิช หัวหน้าหน่วยธุรกิจด้านบริหารทรัพยากรบุคคล AIS

            “สำหรับ AIS เราจึงมองเรื่อง Workplace ที่เป็นมากกว่าสถานที่ที่คนเข้ามาทำงานในแต่ละวัน แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนรู้สึกว่างานที่ทำมีความหมาย ตัวของเขาได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเอง ได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ และโดยที่ยังเป็นตัวเองได้ เพราะเมื่อคนมีความพร้อมและมีพื้นที่ที่จะคิดและลงมือทำ ความรู้ เทคโนโลยี และไอเดียต่าง ๆ ก็สามารถต่อยอดไปสู่สิ่งที่สร้างคุณค่าให้กับองค์กร ลูกค้า และสังคมได้”

แนวทางการบริหารบุคลากรของ AIS ขับเคลื่อนผ่าน 3 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่

  1. Learning Ecosystem สร้างพนักงานให้เป็นเจ้าของการเรียนรู้ ส่งเสริมให้บุคลากรรับผิดชอบต่อการพัฒนาตนเอง พร้อมเรียนรู้ทักษะใหม่ คิดใหม่ ปรับตัว และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการนำ AI มาใช้เป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพและต่อยอดความคิด เพื่อสร้างคุณค่าให้กับงาน
  2. Workplace & Culture สร้างพื้นที่ให้คนกล้าคิดและเติบโต ออกแบบทั้งประสบการณ์การทำงานและวัฒนธรรมองค์กรให้พนักงานสามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ มีพื้นที่สำหรับการทดลองแนวคิดใหม่ ทำงานร่วมกัน และเรียนรู้จากการลงมือทำ ควบคู่กับการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เติบโตและทำงานที่มีความหมาย
  3. Future Workforce เตรียมคนให้พร้อมสำหรับอนาคต พัฒนาบุคลากรให้มีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและโลกการทำงาน สามารถปรับตัวต่อบทบาทและโอกาสใหม่ พร้อมนำความรู้และความสามารถมาขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในยุคดิจิทัล

      ทั้ง 3 กลยุทธ์เชื่อมโยงตั้งแต่การเปิดโอกาสให้พนักงานเรียนรู้ การสร้างพื้นที่ให้นำความรู้มาทดลองและต่อยอด ไปจนถึงการพัฒนากำลังคนที่พร้อมรับมือกับอนาคต โดยมี “คน” เป็นศูนย์กลางของการเปลี่ยนผ่านองค์กรในยุค AI

            สำหรับรางวัล The Sauciest Workplace & Culture พิจารณาจากความโดดเด่นด้านนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ การนำแนวทางไปใช้และขยายผลได้ทั่วทั้งองค์กร ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นต่อพนักงานและองค์กร การสื่อสารวัฒนธรรมองค์กรทั้งภายในและภายนอก ตลอดจนบทบาทความเป็นผู้นำที่สามารถสร้างอิทธิพลเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมและสังคม

เซเว่น อีเลฟเว่น จับมือแอร์เอเชีย เปิดแคมเปญ “แสตมป์ to JAPAN” แลกตั๋วบินญี่ปุ่น พร้อมเสิร์ฟ All Café และ Tumbler รุ่นพิเศษบนเที่ยวบิน

0

เซเว่น อีเลฟเว่น ต่อยอดความร่วมมือกับแอร์เอเชีย ขยายช่องทางเข้าถึงผู้บริโภคจาก ร้านเซเว่น อีเลฟเว่นสู่การเดินทางทางอากาศ นำเครื่องดื่ม All Café 2 เมนูยอดฮิต พร้อมแก้ว Tumbler รุ่นพิเศษ วางจำหน่ายบน เที่ยวบิน ของ ไทยแอร์เอเชียและไทยแอร์เอเชียเอ็กซ์ เพิ่มทางเลือก ให้ผู้โดยสารได้ลิ้มรสชาติเครื่องดื่มที่คุ้นเคยตลอดการเดินทาง พร้อม เปิดแคมเปญ “แสตมป์ to JAPAN แลกตั๋วบินฟรี บินไปญี่ปุ่น” ให้สมาชิก ALL member ใช้ M-Stamp แลกตั๋วเครื่องบิน ต่อยอดสิทธิประโยชน์ จากการสะสมแสตมป์ สู่การเดินทาง ต่างประเทศ

หลังจากที่มีการผนึกกำลังกันระหว่างเซเว่น อีเลฟเว่นและแอร์เอเชีย ในการเชื่อมต่อไลฟ์สไตล์ และการเดินทางให้กับสมาชิก ALL member ไปนั้น ล่าสุด All Café ได้ขยายความร่วมมือด้วย การนำเครื่องดื่ม 2 เมนู ได้แก่ ชามะนาว All Café และเพียวมัทฉะ All Café ขึ้นจำหน่ายบน เที่ยวบินของไทยแอร์เอเชีย และไทยแอร์เอเชียเอ็กซ์

นอกจากนี้ ยังร่วมกันพัฒนา All Café x AirAsia Stainless Steel Tumbler รุ่นพิเศษ จำหน่าย บนเที่ยวบิน พร้อมรับพวงกุญแจ AirAsia Remove Before Flight ฟรี และสมาชิก ALL member รับเพิ่ม M-Coupon รีฟีลเครื่องดื่ม All Café เย็น/ปั่น Size L พร้อมสนับสนุนการใช้ภาชนะที่นำ กลับมาใช้ซ้ำได้

เซเว่น อีเลฟเว่นและแอร์เอเชียยังเดินหน้าเชื่อมต่อสิทธิประโยชน์สู่การเดินทาง ผ่านแคมเปญ    แสตมป์ to JAPAN แลกตั๋วบินฟรี บินไปญี่ปุ่น” ซึ่งเปิดให้สมาชิก ALL member ใช้ M-Stamp มูลค่า 7,000 บาท แลกตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นในเส้นทางกรุงเทพ (ดอนเมือง) – โตเกียว (นาริตะ) ผ่านช่องทางเซเว่น อีเลฟเว่น แอปพลิเคชัน โดยเปิดให้จองตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม–15 ธันวาคม 2569 และเดินทางตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ถึง 27 มีนาคม 2570 ตามเงื่อนไขที่กำหนด เพิ่มทางเลือกในการใช้ M-Stamp จากการสะสมในชีวิตประจำวันสู่การเดินทางต่างประเทศ ให้สมาชิกนำ M-Stamp ที่สะสมมาแลกรับประสบการณ์การท่องเที่ยวญี่ปุ่นได้

ความร่วมมือครั้งนี้ตอกย้ำวิสัยทัศน์ร่วมกันของเซเว่น อีเลฟเว่นและแอร์เอเชีย ในการเพิ่ม ทางเลือกให้ลูกค้าผ่านการพัฒนาสินค้า บริการ และสิทธิประโยชน์ที่สอดรับกับ ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ ทั้งการนำเครื่องดื่ม All Café พร้อมสินค้าพรีเมียมขึ้นจำหน่าย บนเที่ยวบิน และการต่อยอด M-Stamp สู่การเดินทางต่างประเทศ โดยมุ่งยกระดับประสบการณ์ ของลูกค้า พร้อมเชื่อมโยงความสะดวกสบาย ความคุ้นเคย และความประทับใจระหว่างการใช้ ชีวิตประจำวันกับการเดินทางเข้าด้วยกัน