Home Blog Page 2

KKP ชี้วิกฤตคนไทย “แก่ก่อนรวย” ลุยเปิดตัว Retirement Solution ชูแนวคิด “Set and Forget” ผนึกกำลัง Capital Group เปลี่ยนเงินก้อนเป็นรายได้ตลอดชีพ

0

กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เดินหน้าวิสัยทัศน์ Retirement Solution เปิดตัวกลุ่มกองทุนเรือธง KKP Ready Retire และ KKP Retirement Income ในฐานะเครื่องยนต์หลักด้านการลงทุน ชูแนวคิดการจัดพอร์ตแบบ “Set and Forget” เพียงระบุปีเกษียณแล้วปล่อยให้ระบบดูแล ตอบโจทย์คนไทยอายุยืนด้วยกลไกเปลี่ยนเงินก้อนเป็นกระแสเงินสดสม่ำเสมอ เสมือนมีเงินเดือน “ระยะที่สอง” ไปตลอดชีวิต

ปลดล็อกวิกฤตเงียบในแผนเกษียณคนไทย

KKP พบว่าภาวะการเกษียณของคนไทยกำลังเผชิญวิกฤตเชิงโครงสร้าง ในมิติที่สำคัญดังต่อไปนี้

  • แก่ก่อนรวย และ แก่เร็ว: ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปสูงถึงร้อยละ 24 และกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ในขณะที่ระดับรายได้ต่อหัวยังอยู่ในระดับต่ำ
  • สวัสดิการภาครัฐมีข้อจำกัด: แรงงานไทยกว่าร้อยละ 54 ยังอยู่นอกระบบประกันสังคม และเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุสามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายได้เพียงร้อยละ 7 เท่านั้น ขณะที่ระบบบำนาญและเงินสำรองประกันสังคมยังเผชิญแรงกดดันจากโครงสร้างประชากร ทำให้การพึ่งพาสวัสดิการรัฐเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการรักษาคุณภาพชีวิตหลังเกษียณ
  • ขาดการวางแผน และ “ออมผิดที่”: คนไทยถึงร้อยละ 86 ยังไม่ได้วางแผนการออมหรือยังทำตามแผนไม่ได้ ประกอบกับเม็ดเงินออมกว่าร้อยละ 80 กระจุกตัวอยู่ในเงินฝากหรือสินทรัพย์เสี่ยงต่ำที่ผลตอบแทนเติบโตไม่ทันเงินเฟ้อ ส่งผลให้ผู้สูงอายุเกือบร้อยละ 70 ยังคงต้องพึ่งพารายได้จากลูกหลานหรือจำเป็นต้องทำงานต่อไป
  • อายุขัยที่ยืนยาว ท่ามกลางวิกฤตเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาล: ผู้ที่อายุ 60 ปีในวันนี้ เกือบครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 47) จะมีอายุยืนยาวไปถึง 85 ปี ในขณะที่ต้นทุนค่ารักษาพยาบาลของไทยพุ่งสูงถึงร้อยละ 14.8 ในปี 2026 ทิ้งห่างอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ซ้ำเติมด้วยภาระค่าใช้จ่ายสุขภาพในอนาคตที่เพิ่มขึ้นจากแนวโน้มการปรับเงื่อนไขประกันสุขภาพสู่ระบบที่ผู้เอาประกันต้องร่วมจ่าย (Co-payment) มากขึ้น การลงทุนที่เติบโตชนะเงินเฟ้ออีกทั้งให้กระแสเงินสดที่เพียงพอกับการใช้ชีวิตจึงเป็นสิ่งจำเป็น

“Set and Forget” แค่เลือกปีเกษียณ

เพื่อแก้โจทย์การวางแผนการเงินเพื่อการเกษียณอายุที่ซับซ้อน KKP และ Capital Group ได้ร่วมออกแบบกลไกการลงทุนที่ทำงานต่อเนื่องกันอย่างไร้รอยต่อ ครอบคลุม 2 ช่วงชีวิต

  • ระยะที่ 1 สะสมความมั่งคั่ง (สำหรับผู้ที่กำลังเตรียมตัวเกษียณ): กองทุนกลุ่ม KKP Ready Retire ประกอบด้วย 4 กองทุน KKP Ready Retire 2035, KKP Ready Retire 2045, KKP Ready Retire 2035 RMF และ KKP Ready Retire 2045 RMF

ลูกค้าเพียงเลือก “ปีเป้าหมายที่จะเกษียณ” ระบบจะใช้กลไกปรับลดความเสี่ยงให้อัตโนมัติเมื่อใกล้วันเกษียณ แต่ยังคงสัดส่วนหุ้นที่เหมาะสมเพื่อรักษาโอกาสในการเติบโตของเงินลงทุนในระยะยาว และเมื่อถึงกำหนดเวลา กองทุนจะแปลงสภาพเข้าสู่กองทุนวัยเกษียณให้อัตโนมัติโดยที่ลูกค้าไม่ต้องดำเนินการใดๆ

  • ระยะที่ 2 รับกระแสเงินสด (สำหรับผู้ที่ใกล้เกษียณ หรือเกษียณแล้ว): กองทุนกลุ่ม KKP Retirement Income ประกอบด้วย 2 กองทุน KKP Lifelong Income และ KKP Advanced Income

กองทุนเกษียณที่ทลายกรอบเดิมที่เน้นแต่ตราสารหนี้ โดยผสมผสานหุ้นปันผลคุณภาพสูงเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ พร้อม “กลไกรับกระแสเงินสดอัจฉริยะ (Auto-Redemption)” ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้เกษียณอายุอย่างครอบคลุม ช่วยให้ลูกค้าออกแบบการรับเงินคืนรายงวดได้อย่างสม่ำเสมอ รองรับทั้งเป้าหมาย “การส่งต่อความมั่งคั่ง” ให้คนรุ่นถัดไป โดยเน้นสร้างกระแสเงินสดควบคู่กับการรักษาเป้าหมายของการดำรงมูลค่าเงินลงทุนในระยะยาว หรือ “การสร้างอิสรภาพ” ในการใช้ชีวิต ผ่านการรับกระแสเงินสดในระดับสูงและทยอยบริหารเงินต้นที่สะสมไว้ให้หมดไปตามแผน

ผสานความชำนาญ Capital Group

โซลูชันนี้เกิดจากการผนึกกำลังกับ Capital Group หนึ่งในผู้บริหารจัดการลงทุนแบบเชิงรุกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 90 ปี และมีสินทรัพย์เพื่อการเกษียณภายใต้การบริหารกว่า 2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ความเชี่ยวชาญในการจัดพอร์ตเพื่อการเกษียณระดับสากลของ Capital Group ที่ผสานเข้ากับความเข้าใจพฤติกรรมและบริบททางการเงินของคนไทยของ KKP ได้สร้างโซลูชันที่ตอบสนองเป้าหมายวัยเกษียณของนักลงทุนไทยได้อย่างแท้จริง

นายณฤทธิ์ โกสาลาทิพย์ หัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “KKP Retirement Solution ต้องการเปลี่ยนแผนเกษียณจากการออมเงินก้อน มาเป็นการสร้างสถาปัตยกรรมของกระแสเงินสด ที่ดูแลลูกค้าไปตลอด 30 ปีหลังหยุดทำงาน สิ่งที่ KKP ทำ ไม่ใช่เพียงการนำกองทุนต่างประเทศมาเสนอขาย แต่คือการนำโมเดลระดับโลกมาปรับแต่งให้เข้ากับสมการเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และค่ารักษาพยาบาลของไทยอย่างเจาะจง การร่วมมือกับ Capital Group จึงเป็นการเปลี่ยนกลไกที่ซับซ้อนเบื้องหลัง ให้ออกมาเป็นประสบการณ์ Set and Forget ที่เรียบง่ายที่สุดสำหรับคนไทย”

นายยุทธพล ลาภละมูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เกียรตินาคินภัทร จำกัด กล่าวถึงกลไกการลงทุนว่า “เพื่อตอบโจทย์แนวคิด Set and Forget บลจ.เกียรตินาคินภัทรนำเสนอโซลูชันการลงทุนเพื่อรองรับเป้าหมายทางการเงินที่แตกต่างในแต่ละช่วงชีวิต  ทั้งช่วงการสะสมความมั่งคั่งและช่วงการสร้างกระแสเงินสดหลังเกษียณ โดยใน “ระยะสะสมความมั่งคั่ง” กองทุนกลุ่ม KKP Ready Retire จะใช้กลไกปรับลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงลงโดยอัตโนมัติเมื่อเข้าใกล้วันเกษียณ (Glide Path) และใน “ระยะรับกระแสเงินสด” กองทุนกลุ่ม KKP Retirement Income จะทลายข้อจำกัดเดิมที่เน้นเพียงตราสารหนี้ และมุ่งจัดพอร์ตเชิงรุกเพื่อมุ่งสร้างผลตอบแทนที่ช่วยรับมือกับเงินเฟ้อ การมี Capital Group หนึ่งในผู้นำด้านการจัดพอร์ตเพื่อการเกษียณระดับโลก ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาการลงทุน ยิ่งช่วยให้มั่นใจได้ว่าโซลูชันนี้จะช่วยสนับสนุนให้คนไทยรับมือกับวัยเกษียณได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า “ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยในภาวะที่เรียกว่า ‘แก่ก่อนรวย’ โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปทำให้คนวัยทำงานต้องแบกรับภาระหนักขึ้น ในขณะที่ผู้สูงอายุเกือบร้อยละ 70 ยังต้องพึ่งพารายได้จากลูกหลานหรือทำงานต่อไป เมื่อบวกกับความท้าทายเรื่องอายุขัยที่ยืนยาวขึ้น และค่ารักษาพยาบาลที่พุ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปหลายเท่าตัว เราจึงไม่อาจฝากความหวังไว้กับระบบสวัสดิการของรัฐหรือการออมในเงินฝากเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป การมีเครื่องมือที่ช่วยให้เข้าถึงการลงทุนที่มีผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อได้ในระยะยาวอย่างเป็นระบบ จึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่คนไทยขาดไม่ได้”

กองทุนกลุ่ม KKP Ready Retire และ กลุ่ม KKP Retirement Income เป็นกองทุนรวมผสมที่กระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภททั้งในและต่างประเทศ โดย กองทุนกลุ่ม KKP Ready Retire จะปรับสัดส่วนการลงทุนตามระยะเวลาที่เหลือก่อนถึงเป้าหมายการลงทุน (Target Date) ในขณะที่กองทุนกลุ่ม KKP Retirement Income เป็นกองทุนที่ใช้ในการบริหารเงินออมหลังเกษียณสำหรับผู้ที่ต้องการรับกระแสเงินสดจากการลงทุนและทยอยถอนเงินลงทุน 

ข้อมูลการเสนอขาย

กองทุนกลุ่ม KKP Ready Retire ที่ไม่รวมกอง RMF และ KKP Retirement Income เสนอขายครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 26 ต.ค. – 2 พ.ย. ที่ผ่านมา ในขณะที่กองทุน KKP Ready Retire ประเภท RMFเสนอขายครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 26 ต.ค. – 3 พ.ย. เริ่มต้นลงทุนขั้นต่ำ 1,000 บาท ผู้ที่สนใจสามารถลงทุนผ่านแอปพลิเคชัน KKP Better และ Dime! หรือขอรับคำปรึกษาได้ที่ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร ทุกสาขา, ที่ปรึกษาการเงินส่วนบุคคล (RM) หรือเบอร์ 02-165-5555 ก่อนเตรียมพบกับการเชื่อมต่อนวัตกรรมประกันและฟีเจอร์แอปพลิเคชัน เพื่อเติมเต็มระบบนิเวศการเกษียณในเฟสต่อไป

AIS SIAM ยกขบวน 16 ผู้สื่อสารจาก THE POWER ศึกทรงพลัง เติมสีสันฮาโลวีนสุดปัง เปิดประสบการณ์สายมู ชวนลูกค้าเช็กดวงฟรี พร้อมทัพคนดังร่วมสร้างความสนุก

0

AIS SIAM เติมสีสันเทศกาลฮาโลวีนด้วยกิจกรรมสุดพิเศษ “Happy Halloween กับ THE POWER ศึกทรงพลัง” เอาใจลูกค้าสายมู เปิดประสบการณ์เช็กดวงแบบใกล้ชิดกับ 16 ผู้สื่อสารจากรายการ THE POWER ศึกทรงพลัง ที่ยกขบวนมารวมตัวกัน ณ AIS SIAM ในวันฮาโลวีน ให้ลูกค้าได้ร่วมลุ้นคำทำนาย ส่องอนาคต และไขความลับแห่งโชคชะตา ทั้งเรื่องความรัก การงาน และการเงินแบบตัวต่อตัว พร้อมมอบสิทธิพิเศษดูดวงฟรี 10 นาที เมื่อซื้อเครื่องดื่ม HALLOWEEN SPECIAL MENU จาก PLUG Cafe x LIN Syrup ทั้งเมนู Midnight Kokuto และ Daylight Strawberry ท่ามกลางบรรยากาศสุดคึกคักที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความสนุก และโมเมนต์ชวนเซอร์ไพรส์จากการเปิดดวง พร้อมเพิ่มดีกรีความพิเศษด้วยทัพแขกรับเชิญคนดัง นำโดย แมทธิว ดีน – ลีเดีย ศรัณย์รัชต์, รถเมล์ คะนึงนิจ, พีท ทองเจือ และแจ็ค แฟนฉัน ที่มาร่วมสร้างสีสันและเติมความสนุกให้เทศกาลฮาโลวีนปีนี้ยิ่งคึกคัก เปลี่ยน AIS SIAM ให้กลายเป็นจุดนัดพบของเหล่าสายมู ที่รวมทั้งความอร่อย ความสนุก และความปังไว้ในที่เดียว

กิจกรรมสนุกๆ แบบนี้เป็นอีกหนึ่งความพิเศษที่ AIS SIAM ตั้งใจมอบให้ทุกคนได้มาสนุกกับสิ่งที่ชอบ เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ และใช้เวลาร่วมกันในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม และน้ำตาแห่งความประทับใจ อึ้ง ทึ่ง ซึ้ง เพราะที่ AIS SIAM ไม่ได้มีแค่เรื่องเทคโนโลยี แต่ยังมีความสนุกและกิจกรรมดีๆ ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ สามารถติดตามกิจกรรมและความพิเศษเพิ่มเติมได้ทาง Instagram: @aissiam_official และสามารถติดตามชมรายการ The Power ศึกทรงพลัง พร้อมโหวตให้กำลังใจผู้สื่อสาร ได้ทุกวันอาทิตย์ ทางช่อง 3 เวลา 18.25 น. และชมย้อนหลังทาง AIS PLAY เวลา 21.00 น. เป็นต้นไป

4 ปี “หมูเถื่อน” ถล่มไทย ความเสียหายแค่ไหน และบทพิสูจน์การบังคับใช้กฎหมายที่ต้องเดินหน้าต่อ

0

ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา (2566-2569) ปัญหาเนื้อสัตว์เถื่อน (หมูเถื่อน) ได้กลายเป็นหนึ่งในวิกฤตสำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมสุกรไทย จากจุดเริ่มต้นของการตรวจพบจับกุม “เนื้อหมูแช่แข็ง” ผิดกฎหมาย 161 ตู้คอนเทนเนอร์ น้ำหนักกว่า 4.5 ล้านกิโลกรัม ที่ท่าเรือแหลมฉบัง เมื่อปี 2566 นำมาสู่การขยายผลเป็นคดีพิเศษ การตรวจสอบเครือข่ายนำเข้า การดำเนินคดีกับผู้ประกอบการ และการสอบสวนเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง

แม้ขบวนการลักลอบนำเข้าจะยังคงปรับเปลี่ยนรูปแบบอย่างไม่ลดละ แต่การทำงานเชิงรุกของกรมปศุสัตว์ กรมศุลกากร DSI ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยสกัดการลักลอบนำเข้าและกระจายสินค้าได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ส่งผลให้ปัญหาถูกเปิดโปงและนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างต่อเนื่อง

เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศรวมตัวเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหา เนื่องจากราคาสุกรหน้าฟาร์มตกต่ำอย่างหนัก ผู้เลี้ยงสุกรมองว่าหมูเถื่อนเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้อุปทานเนื้อหมูในตลาดสูงกว่าความเป็นจริง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกร โดยเฉพาะรายย่อยที่มีต้นทุนการผลิตสูงและขาดอำนาจต่อรอง

ปี 2567: จากการยึดสินค้า สู่การสาวถึงเครือข่าย

ซึ่งหลังการจับกุมล็อตใหญ่ รัฐเริ่มขยายผลเชิงลึกมากขึ้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยการดำเนินคดีกับ 3 บริษัท ที่ถูกกล่าวหาว่าปลอมแปลงเอกสารนำเข้าสินค้าประมง แต่กลับนำเข้าเนื้อสุกรแทน โดยประเมินมูลค่าความเสียหายต่อภาคเกษตรกรไทยเกือบ 3,000 ล้านบาท

ในช่วงเดียวกัน เกษตรกรทั่วประเทศยังคงสะท้อนว่าราคาสุกรหน้าฟาร์มไม่สามารถฟื้นตัวได้ตามกลไกตลาด เนื่องจากยังมีเนื้อสัตว์ผิดกฎหมายไหลเวียนอยู่ในระบบ

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเผยว่ามีคดีที่อยู่ระหว่างการสอบสวนอย่างน้อย 11 คดี สะท้อนว่าปัญหานี้ไม่ได้เป็นการลักลอบนำเข้าสินค้ารายครั้ง แต่เป็นขบวนการที่มีลักษณะเป็นเครือข่าย

ปี 2568: ขยายผลถึงเจ้าหน้าที่รัฐ
การดำเนินการในปี 2568 ถือเป็นการยกระดับอีกขั้น โดย DSI เปิดเผยว่าสอบสวนแล้วเสร็จ 11 จาก 12 คดี และส่งสำนวนที่เกี่ยวข้องกับตู้คอนเทนเนอร์ 161 ตู้ให้ ป.ป.ช. พิจารณา โดยมีผู้เกี่ยวข้องประมาณ 30 ราย

นอกจากนี้ ยังมีการขยายผลกรณีตู้คอนเทนเนอร์จำนวน 2,388 ตู้ โดยประสานข้อมูลกับ 7 ประเทศ เพื่อตรวจสอบเส้นทางการค้า แหล่งกำเนิดสินค้า และการสำแดงข้อมูลนำเข้า

ขณะเดียวกัน หน่วยงานรัฐยังตรวจพบการกระจายซากสุกรที่ไม่สามารถแสดงเอกสารแหล่งที่มาได้ รวมถึงสินค้าที่มีสภาพเน่าเสียในหลายพื้นที่

กรณีเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาหมูเถื่อนไม่ได้เป็นเพียงการลักลอบนำเข้า แต่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่การกระจายสินค้า การตรวจสอบย้อนกลับ และความโปร่งใสของระบบควบคุมสินค้านำเข้า

ปี 2569: เปลี่ยนรูปแบบจาก “หมูเถื่อน” สวมรอยเป็น “ผัก”
แม้มาตรการบังคับใช้กฎหมายจะเข้มข้นขึ้น แต่การตรวจยึดยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการกระทำผิดเริ่มซับซ้อนขึ้น โดยมีการสำแดงสินค้าเป็นประเภทอื่น เช่น สินค้าประมง ผัก หรือสินค้าเกษตร เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ

สถานการณ์ล่าสุดระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2569 มีการตรวจพบ จำนวนนับ 10 คดี พบชิ้นส่วนต่างๆที่เล็ดรอด อาทิเช่น จับกุมซากหมูป่า 250 กก. ที่ประจวบคีรีขันธ์ หนังหมู 720 กก. และซากหมู 1.7 ตัน ที่จ.มุกดาหาร หนังหมู 2 ตัน ที่ จ.นครพนม เนื้อหมูจากจีน 16.5 ตัน ที่ จ. เชียงราย หนังและเนื้อหมูจากลาว 16.4 ตัน ที่จ.น่าน และหนังหมู 3 ตัน ที่อุบลราชธานี

และเมื่อเร็วๆนี้ กรมปศุสัตว์ กรมศุลกากร ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้มีการตรวจสอบยึดอายัดสินค้า ชิ้นส่วนหมูอีกหลายคดี เช่น ไส้หมูหมักเกลือกว่า 5 ตัน และตรวจพบไส้สุกรอีก 8.55 ตัน ที่จังหวัดพิจิตร ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับโกดังในกรุงเทพฯ และยังมีการตรวจพบผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์นำเข้าจากฝรั่งเศสกว่า 2 ตัน ที่สนามบินสุวรรณภูมิ หลังสำแดงปะปนกับสินค้าประมง

ลูกโซ่ “ผลกระทบจากหมูเถื่อน”

ความเสียหายที่เกิดขึ้น อันดับแรก เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร เป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงมากที่สุด ราคาสุกรหน้าฟาร์มถูกกดดันจากอุปทานนอกระบบ ผู้เลี้ยงรายย่อยจำนวนมากเผชิญภาวะขาดทุน ฟาร์มขนาดเล็กจำนวนหนึ่งต้องลดการผลิตหรือออกจากธุรกิจ

ในช่วงที่อุตสาหกรรมสุกรกำลังฟื้นตัวจากโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร(ASF) การมีเนื้อหมูราคาถูกจากต่างประเทศเข้ามาแข่งขันยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์

แต่ไม่เพียงเท่านั้น ผู้เสียหายมากที่สุดคงหนีไม่พ้น ผู้บริโภค ความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่ราคาถูกเพียงอย่างเดียวแต่สินค้าเนื้อสัตว์เถื่อนเหล่านี้ ยังมีความเสี่ยงในด้านสุขอนามัย และโรคที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ติดต่อข้ามพรมแดนเข้ามาด้วย เพราะเนื้อสัตว์เถื่อนเหล่านี้ไม่ได้ผ่านการตรวจโรค ไม่ทราบแหล่งที่มา ไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ หรืออาจผ่านกระบวนการขนส่งและเก็บรักษาที่ไม่ได้มาตรฐาน

หากมีเชื้อโรคปนเปื้อน ผู้บริโภคอาจได้รับผลกระทบโดยตรง
หากเกิดมีการหลุดรอดของเชื้อโรค อาจจะมีผต่อความมั่นคงด้านโรคระบาดสัตว์ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ภาคปศุสัตว์ไทยกังวลมากที่สุด เพราะหากเกิดการระบาดซ้ำ อาจสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมสุกรหลายหมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม บทเรียน 4 ปีที่ผ่านมา ปัญหาหมูเถื่อนได้สร้างผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเกษตรกร ระบบอาหาร และความเชื่อมั่นต่อการกำกับดูแลของรัฐมามากพอแล้ว ทิศทางการปราบปรามในปัจจุบันสะท้อนชัดว่า หน่วยงานรัฐไม่ได้ปล่อยปละละเลย แต่มีการยกระดับการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การจับกุม ยึดสินค้า ขยายผลเครือข่าย ไปจนถึงการเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ มีบทลงโทษรุนแรงทั้งปรับทั้งจำคุก

สิ่งสำคัญต่อจากนี้คือการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง แต่การป้องกันปัญหาหมูเถื่อนไม่ใช่หน้าที่ของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว เพราะเรื่องนี้เป็นภารกิจร่วมกันของผู้ประกอบการ เกษตรกร ผู้บริโภค และสังคมไทยทั้งหมด เพื่อรักษาความมั่นคงทางอาหารและความสามารถแข่งขันของอุตสาหกรรมสุกรไทยในระยะยาว.

AIS เตรียมพร้อมเครือข่ายภาคใต้ รับสถานการณ์น้ำท่วมเสริมความแข็งแกร่งสถานีฐาน พร้อมทีมวิศวกรและอุปกรณ์สนับสนุนการสื่อสาร

0

AIS เตรียมความพร้อมโครงข่ายสื่อสารในพื้นที่ภาคใต้ รองรับสถานการณ์น้ำท่วม พร้อมทีมวิศวกรติดตามสถานการณ์และตรวจสอบความพร้อมของสถานีฐานในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงเตรียมรถสถานีฐานเคลื่อนที่ เครื่องปั่นไฟ และอุปกรณ์สนับสนุน เพื่อดูแลการสื่อสารให้ประชาชนสามารถติดต่อครอบครัว ติดตามข่าวสาร และประสานขอความช่วยเหลือได้อย่างต่อเนื่อง

          ที่ผ่านมา AIS ได้เสริมความแข็งแกร่งของโครงข่ายในพื้นที่ภาคใต้ โดยปรับปรุงฐานวางตู้ระบบสถานีฐานในพื้นที่เสี่ยงให้มีความสูง 3 เมตร เพื่อลดความเสี่ยงที่น้ำจะเข้าท่วมและสร้างความเสียหายต่ออุปกรณ์ พร้อมเพิ่มแบตเตอรี่สำรองไฟฟ้าตามสถานีฐานสำคัญ รวมถึงยกระดับฐานวางเครื่องปั่นไฟและติดตั้งจุดเชื่อมต่อเครื่องปั่นไฟฉุกเฉิน เพื่อรองรับกรณีไฟฟ้าดับหรือมีการตัดกระแสไฟฟ้าในพื้นที่น้ำท่วมเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

          AIS เตรียมความพร้อมเข้าดูแลและเสริมสัญญาณในพื้นที่ภาคใต้ตามสถานการณ์ โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่ชุมชน โรงพยาบาล และจุดประสานงานช่วยเหลือประชาชน พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อวางแผนเข้าถึงพื้นที่อย่างเหมาะสมและปลอดภัย สะท้อนความมุ่งมั่นในการเป็นเครือข่ายเคียงข้างคนไทย โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่การสื่อสารมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตและการขอความช่วยเหลือ

#AIS #เครือข่ายเคียงข้างคนไทย

AI Soft ใช้ AIS Cloud X จาก AIS Business ต่อยอด Software, AI และ Automation เชื่อมระบบหน้าบ้าน-หลังบ้าน ยกระดับการบริหารจัดการธุรกิจแบบครบวงจร

0
ภูผา เอกะวิภาต หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร เอไอเอส

AI Soft ผู้พัฒนาโซลูชันเทคโนโลยีแบบครบวงจร ใช้ AIS Cloud X บริการคลาวด์สำหรับธุรกิจ SME จาก AIS Business เป็นโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์สำหรับพัฒนาและให้บริการโซลูชันที่ผสาน Software, Artificial Intelligence (AI), Hardware และ Automation ให้ทำงานร่วมกันบนแพลตฟอร์มเดียว เพื่อเชื่อมโยงการทำงานตั้งแต่ระบบหน้าบ้านสำหรับให้บริการลูกค้า ทั้งการลงทะเบียน เช็กอิน เลือกบริการ รับข้อมูล ตลอดจนการขายและรับชำระเงิน ไปจนถึงระบบหลังบ้านสำหรับบริหารจัดการข้อมูลและกระบวนการภายในองค์กร

ทั้งนี้ การนำ AIS Cloud X มาเป็นโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว สอดรับกับความต้องการขององค์กรในปัจจุบันที่มองหาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน เชื่อมโยงข้อมูลและระบบต่าง ๆ ให้ทำงานร่วมกัน ลดขั้นตอนที่ต้องดำเนินการด้วยบุคลากร รวมถึงรองรับการปรับเปลี่ยนและขยายระบบตามการเติบโตของธุรกิจ

นอกจากนี้ ด้วยรูปแบบการดำเนินงานและความต้องการที่แตกต่างกันในแต่ละอุตสาหกรรม AI Soft จึงออกแบบโซลูชันให้เหมาะกับโจทย์เฉพาะของลูกค้าแต่ละราย ครอบคลุมทั้งธุรกิจท่องเที่ยวและการเดินทาง โรงแรม โรงพยาบาล ธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงธุรกิจบริการ โดยนำ Cloud มาเชื่อมโยงระบบและข้อมูลจากจุดให้บริการหน้าบ้านเข้ากับการบริหารจัดการหลังบ้าน เพื่อให้ข้อมูลสามารถทำงานต่อเนื่องระหว่างระบบต่าง ๆ และนำไปต่อยอดด้วย AI และ Automation ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีโซลูชันหลัก ดังนี้

  • Smart Kiosk ระบบให้บริการตนเองที่ช่วยลดขั้นตอนการให้บริการผ่านเจ้าหน้าที่ เช่น การลงทะเบียน เช็กอิน เลือกบริการ หรือทำรายการต่าง ๆ เหมาะสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวและการเดินทาง โรงแรม โรงพยาบาล ศูนย์บริการ และธุรกิจที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก ช่วยลดระยะเวลารอคอยและเพิ่มความคล่องตัวในการให้บริการ
  • Digital Signage ระบบแสดงข้อมูลและสื่อประชาสัมพันธ์ผ่านหน้าจอดิจิทัล สามารถเชื่อมโยงข้อมูลและอัปเดตเนื้อหาได้ตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นโปรโมชั่น ตารางให้บริการ ข้อมูลสินค้า หรือข้อมูลสำหรับผู้ใช้บริการ เหมาะสำหรับธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร โรงแรม สถานที่ท่องเที่ยว สนามกอล์ฟ และพื้นที่ให้บริการต่าง ๆ
  • Point of Sale (POS) ระบบบริหารการขายและรับชำระเงินที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมเข้ากับระบบหลังบ้าน เพื่อช่วยจัดการยอดขาย สินค้า และข้อมูลการให้บริการ เหมาะสำหรับธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหารและเครื่องดื่ม โรงแรม และธุรกิจบริการ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถติดตามข้อมูลการขายและบริหารจัดการธุรกิจผ่านระบบเดียว
  • AI และระบบจัดการเอกสารอัตโนมัติ ช่วยลดงานที่ต้องดำเนินการด้วยบุคลากร เช่น การอ่านและจัดหมวดหมู่เอกสาร การดึงข้อมูลจากเอกสารเข้าสู่ระบบ รวมถึงการใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้องค์กรสามารถนำข้อมูลไปประกอบการบริหารจัดการและตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น
  • Automation ช่วยเชื่อมโยงขั้นตอนการทำงานระหว่างระบบต่าง ๆ และลดกระบวนการที่ต้องดำเนินการซ้ำ เช่น การส่งต่อข้อมูลระหว่างระบบหน้าบ้านและหลังบ้าน หรือการดำเนินงานตามขั้นตอนที่กำหนดไว้โดยอัตโนมัติ ช่วยลดภาระของบุคลากรและลดความผิดพลาดจากกระบวนการทำงานแบบ Manual     

นายภูผา เอกะวิภาตหัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)
กล่าวว่า “ปัจจุบันภาคธุรกิจต้องการโซลูชันที่สามารถเชื่อมโยงเทคโนโลยีหลายส่วนให้ทำงานร่วมกัน และปรับเปลี่ยนได้ตามรูปแบบการดำเนินงานของแต่ละองค์กร AIS Cloud X เป็นโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ที่มีความยืดหยุ่น สามารถรองรับการพัฒนา การให้บริการ และการขยายระบบตามปริมาณการใช้งาน เมื่อนำมาทำงานร่วมกับความเชี่ยวชาญของ AI Soft ในด้าน Software, AI, Hardware และ Automation จึงช่วยให้สามารถพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์กระบวนการทำงานจริงของลูกค้าภาคธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ AIS Cloud X รองรับทั้งการพัฒนาระบบและการให้บริการโซลูชันของ AI Soft แก่ลูกค้าภาคธุรกิจ โดยสามารถปรับเพิ่มหรือลดทรัพยากรให้เหมาะสมกับปริมาณการใช้งาน ตลอดจนรองรับการขยายระบบเมื่อจำนวนผู้ใช้งาน ปริมาณข้อมูล หรือบริการเพิ่มขึ้น ทำให้ AI Soft สามารถบริหารจัดการทรัพยากรด้านไอทีได้อย่างคล่องตัวและสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าแต่ละราย

บริการ AIS Cloud X เป็นบริการ Local Enterprise Cloud ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับองค์กรที่ต้องการย้ายและต่อยอดระบบ IT เดิมขึ้นสู่ Cloud ได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ Workload บนเทคโนโลยีของ VMware และสนับสนุนให้องค์กรสามารถจัดเก็บและบริหารข้อมูลสำคัญภายในประเทศไทย รองรับมาตรฐานการกำกับดูแลข้อมูลสำคัญ (Data Sovereignty) พร้อมรองรับการออกแบบที่ยืดหยุ่นทั้ง Primary Site และ Disaster Recovery (DR) ตลอดจนเชื่อมต่อกับ Network และบริการอื่นๆ ใน AIS Ecosystem ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเสริมความมั่นใจสำหรับงานที่สำคัญของธุรกิจ (Critical Workload) ด้วยบริการด้าน Security, Backup, DR และ Managed Services แบบครบวงจร

คุณทักษะ บุนนาค ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอไอ ซอฟท์ คอนซัลติ้ง จำกัด

คุณทักษะ บุนนาค ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอไอ ซอฟท์ คอนซัลติ้ง จำกัด กล่าวว่า “การพัฒนาโซลูชันสำหรับลูกค้าภาคธุรกิจจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงและการขยายตัวของระบบ เนื่องจากลูกค้าแต่ละองค์กรมีรูปแบบการทำงาน จำนวนผู้ใช้งาน และความต้องการแตกต่างกัน การใช้ AIS Cloud X ช่วยให้เราสามารถบริหารทรัพยากรและปรับขนาดระบบให้เหมาะสมกับปริมาณการใช้งาน พร้อมเพิ่มความต่อเนื่องในการให้บริการ ทำให้ทีมสามารถมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาและต่อยอดโซลูชันได้อย่างเต็มที่

สำหรับลูกค้าของ AI Soft ประโยชน์สำคัญคือการมีระบบที่พร้อมรองรับการดำเนินงานและสามารถต่อยอดฟังก์ชันใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างคล่องตัว ช่วยลดภาระในการดูแลโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที ทำให้องค์กรสามารถให้ความสำคัญกับการพัฒนาบริการและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าได้มากขึ้น

ทั้งนี้ ในส่วนของ AI Soft โครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวช่วยให้ทีมสามารถมุ่งเน้นการพัฒนา Software, AI และ Automation รวมถึงออกแบบโซลูชันเฉพาะสำหรับแต่ละอุตสาหกรรมได้มากขึ้น เราคาดว่า AIS Cloud X จะเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้  AI Soft ขยายศักยภาพของแพลตฟอร์ม รองรับลูกค้าได้เพิ่มขึ้น และต่อยอดบริการไปยังกลุ่มธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อเติบโตไปพร้อมกับลูกค้าในระยะยาว”

AIS Business ยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน Network และ Cloud เพื่อรองรับความต้องการของภาคธุรกิจและผู้พัฒนาเทคโนโลยีไทย ให้สามารถนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้กับการดำเนินงานจริง พร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของภาคธุรกิจไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ภาคธุรกิจที่สนใจ AIS Cloud ดูรายละเอียดและติดต่อได้ที่ https://www.ais.th/business/enterprise/technology-and-solution/cloud-and-data-center

เมืองไทยประกันชีวิต ปรับโฉมเว็บไซต์ ‘เมืองไทยยูแอล พลัส’ ใหม่! ปลดล็อกแผนชีวิตให้ยั่งยืนรับเทรนด์ Longevity

0

เมืองไทยประกันชีวิต ปรับโฉมเว็บไซต์ ‘เมืองไทยยูแอล พลัส‘ ใหม่ ใช้งานง่าย สะดวกขึ้นด้วยฟังก์ชันตรวจสอบผลตอบแทนย้อนหลัง พร้อมติดตามความเคลื่อนไหวพอร์ตการลงทุนของแบบประกันได้ด้วยตัวเอง

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL เปิดเผยว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีมีบทบาทอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการสืบค้นข้อมูลและการติดตามข้อมูลข่าวสาร ล่าสุดบริษัทฯ ได้มุ่งมั่นพัฒนาบริการโดยเน้นความต้องการและประโยชน์สูงสุดของลูกค้าภายใต้แนวคิด MTL Trusted Lifetime Partner ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าด้านการวางแผนการเงินแบบครบวงจร เพื่อการใช้ชีวิตได้อย่างยืนยาวและมั่นคงในอนาคต (Longevity) ด้วยการพัฒนาเว็บไซต์ ‘เมืองไทยยูแอล พลัส’ ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลผลการดำเนินงานผลิตภัณฑ์ได้สะดวกรวดเร็วและโปร่งใสยิ่งขึ้น

“เว็บไซต์ ‘เมืองไทยยูแอล พลัส’ โฉมใหม่ จะช่วยยกระดับประสบการณ์ของผู้ถือกรมธรรม์ หรือผู้ที่สนใจให้สามารถใช้งานได้สะดวก เข้าใจง่าย ด้วยข้อมูลที่ครบถ้วน เพียงใช้งานผ่าน muangthai.co.th เลือกประกันชีวิตแบบยูนิเวอร์แซลไลฟ์ และเลือก ‘เมืองไทยยูแอล พลัส’ โดยสามารถเลือกดูผลการดำเนินงานของกรมธรรม์ตั้งแต่ปีกรมธรรม์แรกจนถึงปัจจุบัน พร้อมเครื่องมือช่วยคำนวณผลการดำเนินงานย้อนหลัง เพียงระบุเดือนและปีที่ซื้อกรมธรรม์ ระบบจะคำนวณและแสดงผลตอบแทนเฉลี่ยหรือผลตอบแทนรวมรายปีให้ตรวจสอบผลตอบแทนโดยประมาณของกรมธรรม์ในปัจจุบันได้ทันที ช่วยลดขั้นตอนในการค้นหาและเปรียบเทียบข้อมูลจากตารางด้วยตนเองได้ นอกจากนี้ ยังมีวิดีโอแนะนำการใช้งานเว็บไซต์และวิดีโออธิบายรายละเอียดผลิตภัณฑ์เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ศึกษาเพิ่มเติม” นายสาระกล่าว

ทั้งนี้ เมืองไทยประกันชีวิตได้มุ่งเน้นการดูแลลูกค้าผ่านผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลาย ออกแบบมาเพื่อการวางแผนการเงินแบบครบวงจร โดยเฉพาะการสร้างความมั่นคงทางการเงินตลอดชีวิต (Wealthspan) ที่ลดข้อจำกัดและขอบเขตของการประกันชีวิตแบบเดิม โดย ‘เมืองไทยยูแอล พลัส’ เป็นประกันชีวิตแบบยูนิเวอร์แซลไลฟ์ที่มีจุดเด่นคือการการันตีอัตราผลตอบแทนขั้นต่ำสำหรับมูลค่าการลงทุน ปีแรก 4% และ 1% ต่อปีตั้งแต่ปีกรมธรรม์ที่ 2 เป็นต้นไป พร้อมเลือกความคุ้มครองชีวิตได้สูง คุ้มครองถึงอายุครบ 99 ปี(1) สามารถกำหนดเบี้ยประกันภัยได้เอง เริ่มต้นเพียง 10,000 บาทต่อปี และยังเลือกจ่ายเบี้ยประกันภัยส่วนที่เป็นเงินออมเพิ่มเติมหรือเพิ่มความคุ้มครองสุขภาพได้ สามารถถอนเงินลงทุนออกบางส่วนจากกรมธรรม์ หรือหยุดพักชำระเบี้ยประกันภัย(2) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการแต่ละช่วงชีวิตได้ และคุ้มค่าด้วยการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาท(3) เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังมองหาเครื่องมือทางการเงินเพื่อเก็บออมระยะยาว ต้องการความคุ้มครองชีวิต พร้อมโอกาสรับผลตอบแทนที่เติบโตตามศักยภาพการลงทุน ด้วยกลไกการการันตีอัตราผลตอบแทนขั้นต่ำ (ในส่วนเงินลงทุน) ที่ช่วยจำกัดความเสี่ยงขาลง ขณะเดียวกันก็ยังได้รับสิทธิในการหักลดหย่อนภาษีควบคู่กันไปด้วย

ลูกค้าที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดผลิตภัณฑ์ ‘เมืองไทยยูแอล พลัส’ เพิ่มเติมได้ด้วยตัวเองตลอด 24 ชั่วโมงที่เว็บไซต์ https://www.muangthai.co.th/th/universal-life/muangthai-ul-plus หรือติดต่อตัวแทนเมืองไทยประกันชีวิต และ Call Center 1766

AIS คว้ารางวัล Best Innovative Company Awards จาก SET Awards 2026 ตอกย้ำผู้นำองค์กรนวัตกรรม ชูพลังคน เทคโนโลยี วัฒนธรรมองค์กร ผ่านโครงข่ายอัจฉริยะ

0

AIS ตอกย้ำความเป็นผู้นำองค์กรนวัตกรรม คว้ารางวัล Best Innovative Company Awards ในกลุ่มรางวัล Business Excellence จากเวที SET Awards 2026 จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยร่วมกับวารสารการเงินธนาคาร ด้วยผลงาน “นวัตกรรมโครงข่ายอัจฉริยะ” ที่นำ AI มายกระดับการบริหารจัดการโครงข่ายซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ สะท้อนผลจากการส่งเสริมนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ โดยเชื่อมศักยภาพของเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญของบุคลากร และวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนการพัฒนาสิ่งใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ยกระดับบริการ และเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจในระยะยาว

               นายธีร์ สีอัมพรโรจน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน เอไอเอส กล่าวว่า  “AIS ให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ธุรกิจและสร้างคุณค่าในระยะยาว โดยเฉพาะโครงข่าย ซึ่งเป็นทั้งรากฐานของการให้บริการและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล การนำ AI มาพัฒนาขีดความสามารถของโครงข่าย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และยกระดับคุณภาพบริการให้แก่ลูกค้า พร้อมสร้างความพร้อมในการรองรับความต้องการใช้งานและโอกาสทางธุรกิจในอนาคต จึงเป็นการลงทุนที่เชื่อมโยงการพัฒนาเทคโนโลยีเข้ากับความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตขององค์กร”

               “เบื้องหลังการพัฒนานวัตกรรมคือบุคลากรที่เข้าใจโจทย์ของธุรกิจและลูกค้า เราจึงให้ความสำคัญกับการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดโอกาสให้คนของ AIS ร่วมกันคิดค้น ทดลอง และนำความรู้ความเชี่ยวชาญมาพัฒนาเป็นผลงานที่นำไปใช้ได้จริง รางวัล Best Innovative Company Awards เป็นความภาคภูมิใจที่สะท้อนความสามารถของ AIS ในการนำนวัตกรรมมาขับเคลื่อนธุรกิจอย่างเป็นระบบ โดยมีบุคลากรเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เสริมความสามารถในการแข่งขัน และสร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้า ผู้ถือหุ้น ผู้ลงทุน และเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในระยะยาว”

               ผลงาน “นวัตกรรมโครงข่ายอัจฉริยะ” เป็นผลจากการส่งเสริมให้บุคลากรนำนวัตกรรมมาแก้โจทย์การดำเนินงาน โดยผสานศักยภาพของ AI เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านโครงข่ายและความเข้าใจความต้องการของลูกค้า ภายใต้กระบวนการที่เปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมตั้งแต่การริเริ่มแนวคิด การทดลอง ไปจนถึงการประยุกต์ใช้จริง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโครงข่ายและยกระดับการให้บริการอย่างต่อเนื่อง

               สำหรับ Best Innovative Company Awards เป็นรางวัลที่ยกย่ององค์กรที่มีผลงานนวัตกรรมโดดเด่น ควบคู่กับการบริหารจัดการที่สนับสนุนให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยพิจารณาทั้งผลลัพธ์ด้านการเงินและไม่ใช่การเงิน ตลอดจนประโยชน์ต่อธุรกิจ อุตสาหกรรม สังคม และประเทศ ผ่านการประเมินของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอิสระ รวมถึงการเข้าเยี่ยมชมและสัมภาษณ์ผู้บริหารและบุคลากรที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอนการคัดเลือก

               การได้รับรางวัลครั้งนี้ตอกย้ำความเป็นผู้นำองค์กรนวัตกรรมของ AIS ที่เชื่อมศักยภาพของคน เทคโนโลยี และวัฒนธรรมองค์กรเข้ากับการพัฒนาธุรกิจ พร้อมต่อยอดนวัตกรรมเพื่อยกระดับบริการและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล สนับสนุนการเติบโตของภาคธุรกิจและเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

ซีอีโอ KTB และ FSMART คว้ารางวัล Best CEO Awards พร้อม 9 บจ. รับรางวัล Supply Chain Management Awards ใน SET Awards 2026

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ วารสารการเงินธนาคาร ประกาศผลรางวัล SET Awards ประจำปี 2569 โดยกลุ่มรางวัล Business Excellence นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTB) และนายณรงค์ศักดิ์ เลิศทรัพย์ทวี กรรมการผู้จัดการ บมจ. ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส (FSMART) รับรางวัล Best CEO Awards ของ SET และ mai ตามลำดับ ขณะที่นายพาชัย จันทร์พิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. น้ำมันพืชไทย (TVO) รับรางวัล Young Rising Star CEO Awards

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า บริษัทที่ได้รับรางวัล SET Awards ในปีนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความโดดเด่นทั้งทางด้านธุรกิจและด้านความยั่งยืน ถือเป็นต้นแบบสำคัญของการดำเนินธุรกิจที่มีคุณภาพและสร้างคุณค่าในระยะยาว รวมทั้งผู้บริหารที่ได้รับรางวัล Best CEO Awards ที่นำพาองค์กรเดินหน้าภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่ธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน สู่การเป็นองค์กรต้นแบบให้แก่บริษัทอื่น ๆ ในการพัฒนาองค์กร คิดค้นนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง สร้างผลประกอบการที่ดี ควบคู่การดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล ที่เน้นย้ำพันธกิจในการสร้างตลาดน่าเชื่อถือที่ยั่งยืน (Trusted Marketplace) โดยการพัฒนาสินค้าคุณภาพ มีธรรมาภิบาลที่ดี ตอบโจทย์การลงทุน ผ่านการเสริมศักยภาพผู้ร่วมตลาด (Empowering Market Participants) ในมิติต่าง ๆ

นายสันติ วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานบรรณาธิการ วารสารการเงินธนาคาร ผู้ร่วมก่อตั้งรางวัล SET Awards และหนึ่งในคณะทำงานผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อพิจารณาตัดสินรางวัล SET Awards กล่าวว่า รางวัล SET Awards ถือเป็นรางวัลที่ได้รับการยอมรับจากภาคส่วนต่าง ๆ ในตลาดทุนไทย โดยปีนี้มีบริษัทที่ได้รับรางวัล SET Awards of Honor เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว โดยเฉพาะรางวัล Best Innovative Company Awards ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ

ควบคู่กับการบริหารจัดการนวัตกรรมภายในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันรางวัล Supply Chain Management Awards มีบริษัทที่ได้รับรางวัลเพิ่มขึ้น สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในยกระดับการดำเนินธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทานให้มีความยั่งยืน และร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อสร้างคุณค่าร่วมกัน

คณะทำงานผู้ทรงคุณวุฒิในการตัดสินรางวัล SET Awards ประจำปี 2569 ได้แก่ นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ นายเสรี จินตนเสรี นายสันติ วิริยะรังสฤษฎ์ นายยุทธ วรฉัตรธาร นางภัทรียา เบญจพลชัย นายธีรนันท์ ศรีหงส์  นายอัสสเดช คงสิริ   นายสรวิศ ไกรฤกษ์ และนายอำนวย จิรมหาโภคา

รางวัล SET Awards แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มรางวัล Business Excellence ประกอบด้วย 8 ประเภทรางวัล โดยมีบริษัทที่ได้รับรางวัล SET Awards of Honor ทั้งสิ้น 9 บริษัท และได้รับรางวัลยอดเยี่ยมรวมทั้งสิ้น 30 บริษัท ครอบคลุมทั้งบริษัทจดทะเบียน บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน บริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และผู้บริหารสูงสุดของบริษัทจดทะเบียน

กลุ่มรางวัล Sustainability Excellence มีบริษัทได้รับรางวัล Supply Chain Management Awards ทั้งสิ้น 9 บริษัท และมีบริษัทที่ได้รับการประกาศเกียรติคุณ Sustainability Recognitions ในวาระพิเศษครบรอบ 10 ปีของรางวัล Sustainability Awards ทั้งสิ้น 15 บริษัท

การจัดงาน SET Awards ในครั้งนี้ มีการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านลายเส้นดินสอ สะท้อนการเดินทางขององค์กรในตลาดทุนไทย ด้วยความมุ่งมั่น สู่การเติบโต พัฒนา และสร้างคุณค่าอย่างมั่นคงและยั่งยืน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” พร้อมส่งต่อคุณค่าจากงานสู่สังคม ด้วยการนำดินสอสีที่ใช้ตกแต่งในงานไปมอบให้แก่โรงเรียนที่ขาดแคลนต่อไป

ผู้สนใจดูรายชื่อผู้ที่ได้รับรางวัล SET Awards และรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.set.or.th/setawards

AIS เสริมแกร่งเครือข่าย 5G ADVANCED รับมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 เชื่อมต่อทุกประสบการณ์ พร้อมมอบสิทธิพิเศษลูกค้า ร่วมสนับสนุนงานสำคัญระดับนานาชาติ

0

AIS ในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะ เดินหน้าเสริมแกร่งเครือข่าย 5G ADVANCED รองรับการจัดงาน มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569  – 14 มีนาคม 2570 ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี ตลอดระยะเวลาการจัดงาน 134 วัน โดยยกระดับเครือข่ายครอบคลุมทั้งพื้นที่จัดงานและจุดเชื่อมต่อการเดินทางสำคัญ ทั้งสนามบิน สถานีรถไฟ และสถานีขนส่งผู้โดยสาร เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถติดต่อสื่อสาร ค้นหาข้อมูล และแบ่งปันประสบการณ์ได้อย่างราบรื่นตลอดการเดินทางและการเข้าชมงาน

                 ทีมวิศวกร AIS ได้เพิ่มขีดความสามารถของเครือข่ายเพื่อรองรับปริมาณการใช้งานที่เพิ่มขึ้น ด้วยการติดตั้งสถานีฐานชั่วคราว (Small Cell) และนำรถสถานีฐานเคลื่อนที่ (Mobile Base Station Car) เข้าสนับสนุนในจุดที่มีผู้เข้าร่วมงานหนาแน่น พร้อมเพิ่มจุดให้บริการ AIS Free WiFi บริเวณจุดจำหน่ายบัตร และนำเทคโนโลยี AI มาช่วยวิเคราะห์และปรับแต่งเครือข่าย (Network Optimization) ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานในแต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการจัดทีมวิศวกรติดตามและเฝ้าระวังการใช้งานเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมงรวมถึงติดตั้งอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานและอำนวยความสะดวกในการให้บริการผู้เข้าชม

มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 เป็นงานสำคัญระดับนานาชาติที่เปิดโอกาสให้จังหวัดอุดรธานีและภาคตะวันออกเฉียงเหนือก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยภาครัฐคาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าชมงานเฉลี่ยประมาณ 30,000 คนต่อวัน และก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจกว่า 20,000 ล้านบาท สร้างโอกาสให้แก่ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการท้องถิ่น เกษตรกร และชุมชนโดยรอบ ตลอดจนสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยด้านพืชสวน เทคโนโลยี และนวัตกรรมการเกษตรบนเวทีนานาชาติ

                 นอกเหนือจากการดูแลโครงข่าย AIS ยังร่วมอำนวยความสะดวกให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว ด้วยการจัดเตรียม เก้าอี้พักผ่อน กระจายตามจุดต่าง ๆ ภายในงาน เพื่อให้ผู้เข้าชมได้พักระหว่างเดินชมสวน นิทรรศการ และร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ช่วยเติมเต็มประสบการณ์การเที่ยวชมให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น

                 สำหรับลูกค้า  AIS ที่ซื้อสินค้า เปิดเบอร์ใหม่ หรือชำระค่าบริการที่ AIS Serenade Shop, AIS Shop, AIS Telewiz Shop, AIS Buddy Exclusive และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่เข้าร่วมโครงการในพื้นที่ภาคอีสาน โดยสังเกตร้านค้าที่มีสัญลักษณ์รับบัตรเข้าชม สามารถรับบัตรเข้าชมงานฟรีสำหรับ 1 ท่าน ต่อ 1 บิล นอกจากนี้ ลูกค้า AIS ที่ซื้อบัตรเข้าชมงาน ณ จุดจำหน่ายบัตรภายในงาน ยังสามารถรับพัดที่ระลึกงานพืชสวนโลกฟรี ทั้งนี้ บัตรเข้าชมงานและพัดที่ระลึกมีจำนวนจำกัด โดยสิทธิประโยชน์เป็นไปตามเงื่อนไขและจำนวนสิทธิ์ที่บริษัทกำหนด

                 AIS มุ่งมั่นพัฒนาโครงข่ายดิจิทัลเพื่อเชื่อมต่อทุกประสบการณ์ พร้อมร่วมสนับสนุนมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 ผ่านความพร้อมด้านการสื่อสาร การอำนวยความสะดวก และสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า เพื่อร่วมส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างยั่งยืน

AIS เปลี่ยนวันรับเครื่องเป็นวันเปิดมุมมองใหม่ ชวนลูกค้าเซเรเนดสัมผัสเวิร์กช็อปถ่ายภาพสุดเอ็กซ์คลูซีฟกับมือโปร พร้อมเปิดประสบการณ์ OPPO Find X10 Series

0

AIS Serenade ร่วมกับ OPPO สร้างประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟให้ลูกค้าในกิจกรรม “OPPO Find X10 Series First Day Pick-up | Ultimate Experience by AIS Serenade” เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ณ AIS Serenade Club เซ็นทรัล พาร์ค เปลี่ยนวันรับเครื่อง OPPO Find X10 Series ให้เป็นประสบการณ์สุดพิเศษสำหรับลูกค้า AIS Serenade ท่ามกลางวิวสวนลุมพินีและเส้นขอบฟ้ากรุงเทพฯ แบบพาโนรามา พร้อมเปิดมุมมองใหม่ในการถ่ายภาพผ่านเทคโนโลยีกล้องและเทคนิคจากมืออาชีพ

ไฮไลต์ภายในงาน พบกับเวิร์กช็อป “Change the Lens, Change the View with OPPO Find X10 & AIS Serenade” โดย คุณบอนด์ ช่างภาพและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ผู้ก่อตั้งเพจ “พ่อสอนลูกให้ถ่ายรูป” ที่มาร่วมแชร์เทคนิค การถ่ายภาพแบบ Pro Tips ให้ลูกค้าได้เรียนรู้และทดลองจริง พร้อมเติมแรงบันดาลใจจาก Photo Gallery กับโซนจัดแสดงภาพถ่ายจากกล้อง OPPO Find X10 Series และร่วมกิจกรรม “Find Your Shot” และ “Photo Challenge” ออกไปเก็บภาพประทับใจรอบแลนด์มาร์กเซ็นทรัล พาร์ค โดยเฉพาะช่วง Golden Hour พร้อมสัมผัสศักยภาพกล้อง Hasselblad ทั้ง 3 เลนส์ ก่อนปิดท้ายด้วยการประกวดภาพถ่าย “Best Shot of the Day” ลุ้นรับรางวัลพิเศษจาก OPPO

นอกจากประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ลูกค้า AIS Serenade ที่ซื้อ OPPO Find X10 Series กับ AIS ยังรับส่วนลดรวมสูงสุด 29,500 บาท (รวมส่วนลดเก่าแลกใหม่และเอไอเอส พอยท์) พร้อมของสมนาคุณมูลค่ารวมสูงสุด 31,296 บาท อาทิ ฟรี E-VIP Card พร้อมประกัน 2 ปี และกระเป๋า Capture Reality Portable Camera Bag มูลค่า 2,999 บาท พร้อมเลือกผ่อน 0% สูงสุด 36 เดือน หรือผ่อนผ่าน SG Finance+ ใช้เพียงบัตรประชาชนใบเดียว ที่ AIS Shop และ Telewiz ที่ร่วมรายการ

สัมผัสประสบการณ์เหนือระดับที่มากกว่าสิทธิประโยชน์ เติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์และความชื่นชอบของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ติดตามละเอียดข้อเสนอและสิทธิพิเศษเพิ่มเติมที่ https://m.ais.co.th/YyHyA7rrcE