Home Blog Page 2

TFEX เตรียมเปิดตัว “Mini Gold Online Futures” เริ่ม 25 พ.ค. นี้

0

นายตรีวิทย์ วังวรวุฒิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (TFEX) กล่าวว่า ท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลกและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ทองคำเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้ลงทุน และช่วงที่ผ่านมาราคาทองคำปรับตัวทำจุดสูงสุดอย่างต่อเนื่อง ทำให้การซื้อทองคำโดยตรงมีข้อจำกัดในการเข้าถึง หรือแม้แต่สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้าอย่าง Gold Online Futures ก็ต้องใช้เงินวางหลักประกัน (Margin) เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ TFEX จึงเตรียมเปิดซื้อขายสินค้าใหม่ Mini Gold Online Futures ที่ย่อขนาดสัญญาให้เล็กลงกว่าเดิมถึง 10 เท่า จากเดิมที่สัญญามีขนาดเทียบเท่าทองคำแท่งน้ำหนักประมาณ 10 ทรอยออนซ์ สัญญาใหม่นั้นจะมีขนาดเพียง 1 ทรอยออนซ์ หรือประมาณ 2 บาททองคำ ซึ่งการย่อขนาดสัญญาลงมาเหลือ 1 ใน 10 ของสัญญาเดิม จะช่วยให้การวางเงินหลักประกันลดลงมาอยู่ในระดับที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ผู้ลงทุนสามารถเพิ่มโอกาสทำกำไรหรือใช้ทองคำเสริมพอร์ตการลงทุนได้สะดวกและตอบโจทย์มากขึ้น

นายตรีวิทย์ วังวรวุฒิ กรรมการผู้จัดการ TFEX

Mini Gold Online Futures (ชื่อย่อสัญญา MGO) ยังคงจุดเด่นของ Gold Online Futures ไว้อย่างครบถ้วน คือเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงทองคำแท่งความบริสุทธิ์ 99.5% เสนอราคาซื้อขายตามราคาทองคำในตลาดโลกที่เป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ขณะที่วางเงินหลักประกันและชำระกำไรขาดทุนเป็นเงินบาท แต่สิ่งที่แตกต่างจากสัญญาเดิม คือ มีตัวคูณราคา (Multiplier) อยู่ที่ 30 เท่าของราคาซื้อขาย หรือกำหนดให้ทุกๆ ดอลลาร์สหรัฐที่เปลี่ยนแปลงไปมีค่าเท่ากับกำไร/ขาดทุน 30 บาท ทำให้ผู้ลงทุนไม่ต้องกังวลเรื่องความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และง่ายในการติดตาม วิเคราะห์ราคา และซื้อขาย โดยผู้ลงทุนสามารถซื้อขายได้ทุกวันทำการ ช่วงกลางวัน เวลา 9.15-16.55 น. และช่วงกลางคืน เวลา 18.45-3.00 น. ของวันถัดไป ทั้งนี้ Mini Gold Online Futures เป็นสัญญาที่ชำระราคาเป็นเงินสด (Cash Settlement) ไม่มีการส่งมอบทองคำจริง สำหรับหลักประกันที่ใช้ในการซื้อขาย คาดว่าจะอยู่ที่อัตราประมาณ 15,000 บาท หรือประมาณ 10-15% ของมูลค่าสัญญา โดยจะเริ่มซื้อขายวันที่ 25 พ.ค. 2569 เป็นต้นไป

“TFEX เชื่อมั่นว่า Mini Gold Online Futures จะเป็นเครื่องมือที่ตอบโจทย์ผู้ลงทุนให้สามารถเข้าถึงการลงทุนในทองคำได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเพื่อทำกำไร หรือใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความผันผวนของพอร์ตโดยรวม และเนื่องจากเป็นสินค้าที่เปิดให้ซื้อขายภายใต้ Exchange ผู้ลงทุนจึงมั่นใจได้กับระบบงานและการกำกับดูแลที่โปร่งใส ได้มาตรฐาน” นายตรีวิทย์กล่าว

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมแก่ผู้ลงทุน TFEX ได้ร่วมกับบริษัทสมาชิกจัดสัมมนาให้ความรู้เกี่ยวกับสินค้าใหม่ กลยุทธ์การเทรด และเครื่องมือซื้อขายอย่างต่อเนื่อง อาทิ สัมมนาพิเศษ “Gold Trading Day: วิกฤต VS โอกาส เสริมพอร์ต สร้างกำไร ด้วยทองคำ” ในวันอาทิตย์ที่ 24 พ.ค. 2569 เวลา 9.00-12.30 น. ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ (ไม่มีค่าใช้จ่าย) รวมถึงมีโปรโมชั่นพิเศษ “เทรดทองได้ทอง” สำหรับผู้ที่เปิดบัญชี TFEX ใหม่ และมีการซื้อขาย Mini Gold Online Futures ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้า สัมมนา และโปรโมชั่นต่างๆ ได้ที่ www.TFEX.co.th โทร. 0 2009 9999

AIS ผนึก กสิกรไทย ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้ลูกค้า SME ด้วยการเชื่อมโยงบริการดิจิทัลกับโซลูชันทางการเงิน

0

AIS ร่วมกับ ธนาคารกสิกรไทย ผนึกกำลังสนับสนุนธุรกิจ SME  ด้วยการนำศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและการเงิน มาผสานเป็นพลังขับเคลื่อนใหม่ เพื่อยกระดับคนไทยและภาคธุรกิจไทยให้เข้าถึงโอกาสในเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างทั่วถึง นำร่องเดินหน้าเสริมพลังและศักยภาพผู้ประกอบการ SME ไทย ให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ผ่านการเชื่อมโยงบริการดิจิทัล โซลูชันทางการเงิน และโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีแบบครบวงจร เพื่อปลดล็อกศักยภาพการแข่งขัน สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ และผลักดันการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในเศรษฐกิจดิจิทัล สะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมกันในการสร้าง “ระบบนิเวศธุรกิจดิจิทัล (Digital Business Ecosystem)” ที่ผสานความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และความเชี่ยวชาญด้านบริการทางการเงิน ความเข้าใจลูกค้า SME และแพลตฟอร์มการเงินดิจิทัล เพื่อยกระดับการเข้าถึงเครื่องมือธุรกิจยุคใหม่ ตอบโจทย์การเติบโตอย่างรวดเร็วและยั่งยืนในโลกดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

นายภูผา เอกะวิภาต หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร เอไอเอส

นายภูผา เอกะวิภาต หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า “AIS เชื่อว่าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลคือพลังสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการ SME ไทย โดยเฉพาะในยุคที่รูปแบบธุรกิจได้ก้าวข้ามข้อจำกัดของหน้าร้าน สู่การขับเคลื่อนบนโลกออนไลน์และแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ความร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทยในครั้งนี้ จะเป็นแรงผลักดันสำคัญในการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา เข้าถึงเครื่องมือดิจิทัลและโซลูชันทางธุรกิจได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อเสริมศักยภาพในการเติบโต เพิ่มโอกาสในการสร้างยอดขาย และต่อยอดธุรกิจสู่ความสำเร็จในอนาคต
นี่คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญของ AIS ในการร่วมขับเคลื่อนระบบนิเวศดิจิทัล และเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล”

บุญเติบ จีรภัทร์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย

นายบุญเติบ จีรภัทร์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า “ธุรกิจ SME เป็นกลุ่มธุรกิจที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย แต่ในปัจจุบันต้องเผชิญกับความท้าทายจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ต้นทุนที่สูงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี  ธนาคารกสิกรไทยมุ่งมั่นสนับสนุนผู้ประกอบการ SME มาโดยตลอด ทั้งด้านการเงินและองค์ความรู้เพื่อเพิ่มศักยภาพและโอกาสในการทำธุรกิจ โดยมุ่งหวังให้ธุรกิจ SME เติบโตได้อย่างยั่งยืน ธนาคารให้ความสำคัญกับการพัฒนาโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์ธุรกิจยุคใหม่อย่างครบวงจร เพิ่มความสะดวกในการทำธุรกรรมทั้งขารับและขาจ่าย มีข้อมูลเพื่อใช้ในการวางแผนจัดการธุรกิจได้อย่างคล่องตัว เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้พร้อมแข่งขันในโลกดิจิทัล ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งของระบบนิเวศธุรกิจ ที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และบริการทางการเงินที่เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ นำไปสู่การเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในเศรษฐกิจยุคใหม่อย่างแท้จริง

นำร่องความร่วมมือครั้งนี้ ด้วยการมอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้าเดิมที่ใช้บริการ K SHOP และ K BIZ รวมถึงลูกค้าที่สมัครใหม่ โดยจะได้รับสิทธิพิเศษในการสมัครแพ็กเกจมือถือของ AIS และเน็ตบ้าน AIS 3BB Fibre 3 ในราคาพิเศษตั้งแต่ 1 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2569 ประกอบด้วย

§  เบอร์มงคลเสริมดวงธุรกิจ สมัครแพ็กเกจรายเดือน AIS ขั้นต่ำเพียง 899 บาท/เดือน รับฟรีซิมการ์ด “เบอร์สวยพลิกชีวิต” เบอร์มงคลระดับพรีเมี่ยม โดย อ.นิติกฤตย์ (จากปกติ 1,199 บาท)

§  เครื่องพร้อมแพ็กเกจเบอร์มงคล  ราคาพิเศษสำหรับลูกค้านิติบุคคล คุ้ม ครบในดีลเดียว ไม่ต้องชำระล่วงหน้า เพิ่มความสะดวกและคุ้มค่าแก่ผู้ประกอบการ

§  SME FibreLAN โซลูชันอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงระดับกิกะบิต รองรับการใช้งานทุกห้องภายในออฟฟิศ เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการดำเนินธุรกิจ

ความร่วมมือในครั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทยและเอไอเอส มุ่งหวังต้องการสนับสนุนให้ธุรกิจ SME สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างคล่องตัว มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสใหม่ๆ ในการทำธุรกิจ โดยหลังจากนี้จะมีแผนการสนับสนุนออกมาอย่างต่อเนื่องในอนาคต ผู้ประกอบการ SME ที่สนใจ ศึกษารายละเอียด ข้อจำกัด เงื่อนไขเพิ่มเติมที่ https://www.ais.th/business/sme/sme-campaign/aisxkbank

สลากออมสินแจกแล้ว 13 ล้านบาท!!!

0

สลากออมสินแจกแล้ว 13 ล้านบาท!!!

😍 คนที่พลาดไม่เป็นไร ยังมีแจกต่ออีก 2 ครั้ง รวม 100 ล้านบาท!! รีบซื้อเลย คลิก > https://to.gsb.or.th/P3b6pTRตั้งแต่วันนี้ – 15 ก.ค. 69

ทั้งลูกค้าที่ซื้อสลากเพิ่ม และลูกค้าเดิมที่มีสลากออมสิน 1 ปี หรือ 2 ปี ที่ยังไม่ครบอายุ ทั้งแบบใบสลากและสลากดิจิทัล ก็มีสิทธิ์ลุ้นรางวัลพิเศษ ซื้อเพิ่ม แล้วมาลุ้นต่ออีก 2 ครั้ง รวม 100 ล้านบาท

💰 ครั้งที่ 2 ลุ้น 30 ล้านบาท: วันที่ 16 มิ.ย. 69 รางวัลละ 1 ล้านบาท จำนวน 30 รางวัล

💰 ครั้งที่ 3 ลุ้น 70 ล้านบาท: วันที่ 16 ก.ค. 69 รางวัลละ 10 ล้านบาท จำนวน 7 รางวัลซื้อได้แล้ววันนี้ ที่ MyMo หรือที่ธนาคารออมสินทุกสาขาทั่วประเทศ

⚠️เงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

รู้เก็บรู้ออม : รู้เขารู้เราก่อนลงทุน

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง"  หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

เวลาเราลงทุน เป็นเรื่องธรรมดาที่ใครๆก็อยากให้พอร์ต “ปัง” ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ แต่สำหรับนักลงทุนมือใหม่ ปัญหาใหญ่คือไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหนดี วันนี้ “คุณนายพารวย” จึงขอหยิบยกสุภาษิตที่คุ้นหูว่า “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” มาเป็นเข็มทิศนำทาง แม้ในโลกความจริงเราอาจไม่ได้ชนะทุกสนาม และอาจมีบาดแผลบ้างในบางครั้ง แต่การนำหลักการรู้เขารู้เรานี้ สามารถนำมาใช้กับการลงทุนได้อย่างถูกต้องที่สุด

เริ่มต้นที่ “รู้เรา” ก่อนจะควักเงินลงทุน เราต้องรู้จักตัวเองให้ดีก่อนค่ะ ว่าเราเป็นนักลงทุนแบบไหน ใจร้อนชอบลุ้น หรือใจเย็นเน้นชิลล์ มีภูมิต้านทานความเสี่ยงได้ขนาดไหน เพราะความถนัดของคนเราไม่เหมือนกัน ไม่มีวิธีไหนดีที่สุดสำหรับทุกคน มีแต่วิธีที่ “ถูกจริต” กับตัวเราที่สุดเท่านั้นเองค่ะ

ต่อมาคือ “รู้เขา” การรู้เขาก็คือการทำความรู้จักกับ “หุ้น” ที่เราสนใจนั่นเองค่ะ ในตลาดหลักทรัพย์บ้านเรามีหุ้นให้เลือกกว่า 800 ตัว! ก่อนเราจะเลือกลงทุนในหุ้นตัวไหน ก็ต้องดูให้ออกว่าหุ้นตัวไหนเป็นแบบไหน มีปันผลไหม หรือเน้นกำไรจากส่วนต่างราคา

“คุณนายพารวย” อ่านเจอบทความของ SETInvestnow ที่ยกหลักการแบ่งหุ้นของกูรูระดับโลกของ “ปีเตอร์ ลินช์” มาช่วยให้นักลงทุน “รู้เขา” มากขึ้น สามารถเข้าใจสไตล์ของหุ้น และเลือกลงทุนในหุ้นแบบที่โดนใจ

กูรูระดับโลกท่านนี้แบ่งหุ้นออกเป็น 6 แบบ ประกอบด้วย 

1.หุ้นโตช้า (Slow Growers) พี่ใหญ่ใจดี ธุรกิจอิ่มตัวแล้ว ไม่หวือหวาแต่จ่ายปันผลสม่ำเสมอ 

2.หุ้นแข็งแกร่ง (Stalwarts) บริษัทชื่อดังที่เติบโตเรื่อยๆ ปลอดภัยสูง อารมณ์แบบว่าฟ้าจะถล่มดินจะทลายก็ยังอยู่รอดปลอดภัย 

3.หุ้นเติบโต (Fast Growers) น้องใหม่ไฟแรง ส่วนใหญ่เป็นบริษัทเล็กที่กำลังขยายตัว มีสตอรีให้น่าติดตาม โอกาสทำกำไรสูงในเวลาสั้น

4.หุ้นวัฏจักร (Cyclical) หุ้นสายอารมณ์แปรปรวน กำไรขึ้นลงตามภาวะเศรษฐกิจ หรือราคาตลาด เช่น สินค้าเกษตรหรือโภคภัณฑ์ 

5.หุ้นฟื้นตัว (Turnaround) หุ้นที่เคยบาดเจ็บสาหัสหรือขาดทุนมาก่อน แต่เริ่มส่งสัญญาณว่าจะกลับมาผงาดได้อีกครั้ง ความเสี่ยงสูง แต่ถ้ามาจริงก็กำไรงามค่ะ และ 6.หุ้นสินทรัพย์มาก (Asset Play) หุ้นซ่อนรูป ที่มีสมบัติเก่าเก็บจำพวกที่ดินหรือเงินสดมูลค่าสูงๆซ่อนอยู่ในงบดุล

อย่างไรก็ตาม คุณนายอยากฝากไว้ว่า หุ้นตัวเดียวกัน แต่ละคนอาจมองไม่เหมือนกันก็ได้นะคะ บางคนอาจเห็นว่าเป็นหุ้นแข็งแกร่ง แต่บางคนอาจมองว่าเป็นหุ้นเติบโต อยู่ที่มุมมองและกลยุทธ์ของนักลงทุนแต่ละคนค่ะ

แต่สุดท้ายแล้ว ถ้าเรา “รู้เขา” จนเข้าใจสไตล์หุ้น และ “รู้เรา” จนมีกลยุทธ์ที่เหมาะกับตัวเอง รับรองได้ว่าความสำเร็จและผลตอบแทนที่วาดฝันไว้ ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอนค่ะ!

คุณนายพารวย

บริหารจัดการ “ปลาหมอคางดำ” จากการกำจัดสู่การใช้ประโยชน์ 4 มิติ พลิกเป็นวัตถุดิบเศรษฐกิจ-สร้างรายได้ชุมชนอย่างยั่งยืน

0

ทิศทางการบริหารจัดการ “ปลาหมอคางดำ” ในปัจจุบัน กำลังเปลี่ยนจากการมองเป็นปัญหาที่ต้องกำจัดเพียงด้านเดียว ไปสู่การจัดการเชิงระบบที่ใช้ประโยชน์จากปลาที่มีอยู่ในแหล่งน้ำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการควบคุมปริมาณและลดผลกระทบต่อระบบนิเวศโจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียง “จะกำจัดอย่างไร” แต่คือ “จะบริหารจัดการอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด” โดยทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ภาควิชาการ เกษตรกร หน่วยงานรัฐ และชุมชนท้องถิ่น เริ่มมองแนวทางร่วมกันในการเปลี่ยนปลาหมอคางดำให้เป็นวัตถุดิบทางเศรษฐกิจ ผ่านการรับซื้อ แปรรูป ใช้ในภาคเกษตร อาหารสัตว์ ปุ๋ยชีวภาพ และการต่อยอดด้วยงานวิจัย

แนวทางดังกล่าวสะท้อนการบริหารจัดการใน 4 มิติสำคัญ ดังนี้.

มิติที่ 1: นโยบายเชิงรุกจากวุฒิสภา เปลี่ยนปลาเป็นทรัพยากรสร้างรายได้ด้วยงานวิจัยจากเวทีสัมมนา “มิติใหม่แห่งการบริหารจัดการปลาหมอคางดำ : สู่การใช้ประโยชน์และเพิ่มมูลค่า” ที่รัฐสภา ทิศทางสำคัญคือการผลักดันแนวคิด “อยู่ร่วม จัดการ และใช้ประโยชน์” อย่างเป็นระบบ

นายธวัช สุระบาล ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ได้เสนอแนวทางรับซื้อปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปแปรรูปและใช้ประโยชน์ในหลายรูปแบบ รวมถึงการพิจารณาแก้ไขกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปิดทางให้ปลาหมอคางดำที่ผ่านการตรวจสอบแล้วว่าไม่สามารถแพร่ระบาดได้ สามารถขนย้ายเข้าสู่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น อุตสาหกรรมปลาป่น หรือการแปรรูปเชิงพาณิชย์

ภายในงานยังมีการนำเสนอผลงานวิจัยที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่ เช่น การนำก้างปลาหมอคางดำไปสกัดเป็น “แคลเซียม” ซึ่งพบว่ามีคุณค่าทางโภชนาการสูงใกล้เคียงกับปลาทะเลเศรษฐกิจบางชนิด สามารถต่อยอดสู่อุตสาหกรรมอาหารและสุขภาพได้ รวมถึงการนำปลาไปผลิตน้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ย หรือผลิตภัณฑ์ชุมชนอื่น ๆ สะท้อนว่า ปลาชนิดนี้มีศักยภาพมากกว่าการเป็นเพียงปัญหาในแหล่งน้ำ.

มิติที่ 2: เสียงจากเกษตรกร หนุนอุตสาหกรรมใหญ่ช่วยเร่งลดปริมาณปลาในพื้นที่แม้แนวทางการใช้ประโยชน์จะเริ่มชัดเจนขึ้น แต่ภาคเกษตรกรยังคงสะท้อนข้อห่วงใยต่อปริมาณปลาหมอคางดำในหลายพื้นที่ โดยต้องการให้ภาครัฐเดินหน้าแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง และเห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น

ข้อเสนอสำคัญจากภาคเกษตรกรคือ การนำปลาหมอคางดำเข้าสู่กลไกอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น การทำปลาป่น การผลิตปุ๋ย การทำน้ำหมักชีวภาพ หรือการใช้เป็นวัตถุดิบในระบบเกษตรและประมง เพื่อช่วยดูดซับปริมาณปลาออกจากแหล่งน้ำได้รวดเร็วกว่าแนวทางกำจัดรายจุดหากมีกลไกรับซื้อที่ต่อเนื่อง ราคาจูงใจ และจุดรวบรวมที่เหมาะสม การใช้ประโยชน์เชิงอุตสาหกรรมจะไม่เพียงช่วยลดปริมาณปลา แต่ยังเพิ่มรายได้ให้ชาวประมงพื้นบ้าน เกษตรกร และชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบ.

มิติที่ 3: ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ ฐานข้อมูลสำคัญเพื่อการจัดการที่แม่นยำการบริหารจัดการปลาหมอคางดำให้ตรงจุด จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เพียงการคาดการณ์จากสถานการณ์รายพื้นที่ล่าสุด งานวิจัยจากคณะนักวิจัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย ดร. พรเทพ พรรณรักษ์ พร้อมด้วยคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Aquaculture Reports ได้ศึกษารหัสพันธุกรรมของปลาหมอคางดำในประเทศไทย และพบรูปแบบพันธุกรรม 19 รูปแบบ สะท้อนว่าการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำในไทยอาจไม่ได้เกิดจากแหล่งกำเนิดเดียว แต่มีลักษณะของการนำเข้าหลายครั้งจากหลายแหล่งกำเนิด และมีการกระจายตัวไปยังพื้นที่ต่าง ๆ โดยมีมนุษย์เป็นปัจจัยสำคัญในการเคลื่อนย้ายข้อมูลดังกล่าวมีความสำคัญต่อการกำหนดมาตรการของภาครัฐ ทั้งการควบคุมการเคลื่อนย้าย การกำหนดพื้นที่เสี่ยง การเฝ้าระวังแหล่งน้ำ และการออกแบบมาตรการใช้ประโยชน์อย่างปลอดภัย เพื่อไม่ให้การแปรรูปหรือการขนย้ายกลายเป็นปัจจัยเพิ่มการแพร่ระบาดในอนาคต.

มิติที่ 4: การขับเคลื่อนของภาครัฐ ใช้นวัตกรรมควบคู่มาตรการชีวภาพ

ในระดับนโยบาย นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมประมง เดินหน้าบริหารจัดการปลาหมอคางดำด้วยมาตรการที่ชัดเจนและบูรณาการมากขึ้น

แนวทางสำคัญประกอบด้วย การส่งเสริมการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม สนับสนุนให้ชุมชนและผู้ประกอบการนำปลาหมอคางดำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้า สร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่

ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังเดินหน้ามาตรการทางชีวภาพ เช่น การปล่อย “ปลากะพง” ซึ่งเป็นปลานักล่าตามธรรมชาติ ลงในแหล่งน้ำที่เหมาะสม เพื่อช่วยควบคุมประชากรปลาหมอคางดำตามหลักนิเวศวิทยา ควบคู่กับการเร่งผลักดันมาตรการต่าง ๆ ให้เกิดผลสัมฤทธิ์โดยเร็วที่สุด

บทสรุป

การบริหารจัดการ “ปลาหมอคางดำ” ในวันนี้ กำลังขยับจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การวางระบบระยะยาวที่เชื่อมโยงทั้งงานวิจัย นโยบาย กลไกอุตสาหกรรม และเศรษฐกิจชุมชน

หากสามารถสร้างระบบรับซื้อที่ต่อเนื่อง มีมาตรฐานการขนย้ายที่ปลอดภัย มีศูนย์รวบรวมและแปรรูปในพื้นที่ และมีการใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์กำกับการดำเนินงานอย่างรอบคอบ ปลาหมอคางดำก็มีโอกาสเปลี่ยนจาก “ภาระของแหล่งน้ำ” ไปสู่ “วัตถุดิบเศรษฐกิจ” ที่ช่วยลดปริมาณปลา สร้างรายได้ให้ชุมชน และสนับสนุนการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของแนวทางนี้ต้องเดินคู่กับการรับฟังเสียงของเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่ เพราะเป้าหมายสูงสุดไม่ใช่เพียงการสร้างมูลค่าเพิ่มจากปลา แต่คือการลดผลกระทบ ฟื้นสมดุลแหล่งน้ำ และทำให้คนในพื้นที่อยู่กับปัญหานี้ได้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน.

ตามรอยเซียน โดย เจี๊ยบ บางกรวย “ พระรอดเขียวเหนี่ยวทรัพย์ ”

0

พระรอด 1ในเบญจภาคี ที่มีอายุมากที่สุดนับพันปี มีพิมพ์ใหญ่ กลาง เล็ก พิมพ์ตื้นและพิมพ์ต้อ
เนื้อมีหลายสี ขาว เหลือง แดง เขียว เกิดจากความร้อนของการเผาเนื้อดิน พระรอด พิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง พิมพ์เล็ก พิมพ์ต้อ พิมพ์ตื้นนั้น

ขนาดพระจะใหญ่จะเล็กนั้น เกิดจากความร้อน ถ้าเผาร้อนน้อย ก็ใหญ่ ร้อนปานกลาง ก็เล็กลงๆ สีเขียวแข็งสุดเดินสุกจนเป็นหิน ราดำไม่กินเนื้อพระ สีขาว เหลือง แดง มีราได้พระดินยังไม่สุกเต็มที่ พระอาจารย์สอนมา
มาดู”พระรอดเขียวเหนี่ยวทรัพย์ “องค์วันนี้ สวยแจ่มคมชัดลึก มีหน้าตา จมูกปากครบ เห็นมวยผมวิ่งเป็นเส้นๆ ฝ้าดินกรุขาวนวล เนื้อพระ ผิวผ่านแดงม่น อมเขียว

มีรอยนิ้วมือด้านขาซ้าย ตอนดึงพระออกจากพิมพ์ พระอาจารย์บอกเห็นรอยนิ้วมือด้านมักแท้ ตอนครึงพระที่นำพระออกจากพิมพ์ สีพระเนื้อผ่านแดงออกน้ำตาลไปเขียว มีรอยกระเทาะตรงฐาน3ชั้น เห็นเนื้อเขียวด้านใน
เจอเนื้อแบบนี้อย่าปล่อยผ่าน เป็นจุดพิจารณาพระเนื้อดินเผา

เจอมักแท้ ด้านหลังมีลายนิ้วมือคลึงเรียบร้อย รอยย่นรอยหดตัวของเนื้อดินเป็นธรรมชาติ แดงคราบเขียวสุกเต็มที่เนื้อแข็งเป็นหิน เจอแบบนี้พระรอดมาโปรดแล้วจร้าาา

“พระอาจารย์สอนเซียนเจี๊ยบบอกต่อ” หวานเจี๊ยบนะจ๊ะเธอ

เจี๊ยบบางกรวยเดินตามรอยพระอาจารย์ 087 0030897

ออมสินรุกตลาดเงินฝากเด็ก เปิดตัว ‘เงินฝากออมสิน ออมรัก’ เพิ่มความคุ้มครองอุบัติเหตุ สูงสุด 200,000 บาท ฝากเลยที่ออมสินทุกสาขา 

0

ออมเงินให้ลูก พร้อมคุ้มครองอุบัติเหตุกับ ‘เงินฝากออมสิน ออมรัก’ รับดอกเบี้ยเต็ม ไม่เสียภาษี 0.25% ต่อปี
รายละเอียดเพิ่มเติม > https://to.gsb.or.th/NQ4XZ2r

ฝากได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขาตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
หรือจนกว่าธนาคารจะมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขที่กำหนดไว้ภายหลัง

🔰 คุ้มครองอุบัติเหตุ

  • ผู้เยาว์ (ตั้งแต่แรกเกิด – ต่ำกว่า 10 ปีบริบูรณ์)
    คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ 1% ของยอดเงินฝากคงเหลือ สูงสุด 1,000 บาทต่อบัญชี (ต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง) ทั้งนี้ ไม่เกินจำนวนเงินที่จ่ายจริงและไม่จำกัดจำนวนครั้ง
  • ผู้ฝาก (ตั้งแต่ 20 – 65 ปีบริบูรณ์)
    คุ้มครองอุบัติเหตุ อบ.1 2 เท่าของยอดเงินฝากคงเหลือ สูงสุด 200,000 บาทต่อบัญชี (ไม่คุ้มครองอาชีพที่ใช้รถจักรยานยนต์ในการปฏิบัติงานเป็นประจำ)

หมายเหตุ :

  • ผู้ฝาก ต้องมีอายุตั้งแต่ 20 – 65 ปีบริบูรณ์ (นับวันชนวัน) ณ วันที่เปิดบัญชี และ ผู้เยาว์ ต้องมีอายุตั้งแต่แรกเกิด – ต่ำกว่า 10 ปีบริบูรณ์ (นับวันชนวัน) ณ วันที่เปิดบัญชี
  • ผู้ฝาก ต้องเป็นพ่อหรือแม่โดยกำเนิดเท่านั้น (ไม่รวมถึง พ่อ และ/หรือ แม่บุญธรรม) และ ผู้เยาว์ 1 คน เปิดได้สูงสุด 2 บัญชี (พ่อเพื่อเด็ก และ/หรือ แม่เพื่อเด็ก)
  • เปิดบัญชีขั้นต่ำ 1 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.25 ต่อปี (ไม่เสียภาษี)
  • ผู้ฝาก ได้รับความคุ้มครองจากอุบัติเหตุ อบ.1 และความคุ้มครองอุบัติเหตุขณะขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ วงเงินคุ้มครอง 2 เท่าของยอดเงินฝากคงเหลือในบัญชี ณ วันก่อนประสบอุบัติเหตุ 1 วัน สูงสุด 200,000 บาทต่อบัญชี
  • ผู้เยาว์ ได้รับค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ วงเงินคุ้มครอง 1% ของยอดเงินฝากคงเหลือในบัญชี ณ วันก่อนประสบอุบัติเหตุ 1 วัน สูงสุดไม่เกิน 1,000 บาทต่อบัญชี (ต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง) ซึ่งไม่เกินจำนวนเงินที่จ่ายจริง และ “ ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ” ทั้งนี้ กรณีประสบอุบัติเหตุในวันที่เปิดบัญชี วงเงินที่คุ้มครองจะคำนวณจากยอดเงินฝากคงเหลือในบัญชี ณ วันที่เปิดบัญชี และต้องมียอดเงินฝากคงเหลือตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป
  • คุ้มครองผู้ฝากและผู้เยาว์เป็นระยะเวลา 12 เดือน นับตั้งแต่วันที่เปิดบัญชี
  • ไม่คุ้มครองอาชีพที่ใช้รถจักรยานยนต์ในการปฏิบัติงานเป็นประจำ เช่น พนักงานส่งเอกสาร/ส่งอาหาร คนขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง ผู้ทำหรือใช้งานเกี่ยวกับวัตถุระเบิดหรือเหมืองใต้ดิน นักกีฬาอาชีพ พนักงานประจำเรือ แรงงานต่างด้าวที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในประเทศไทย ทหารและตำรวจขณะปฏิบัติหน้าที่ป้องกันและปราบปราม
  • ธนาคารเป็นผู้จ่ายเบี้ยประกันภัย รับประกันโดยบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)

เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

“มาดามแป้ง” สั่งเยียวยาด่วน! เมืองไทยประกันภัย เร่งจ่ายสินไหมเยียวยาเหยื่อรถไฟชนรถเมล์ ขสมก. มักกะสัน เปิดสายด่วน 1484 ดำเนินการทันที

0

บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์ ของ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์รถไฟชนรถโดยสารประจำทางปรับอากาศ บริเวณทางรถไฟมักกะสัน พร้อมเร่งดูแลด้านสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์

จากกรณีอุบัติเหตุรถไฟชนรถโดยสารประจำทางปรับอากาศ บริเวณทางรถไฟมักกะสัน เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ซึ่งส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต และสร้างความสะเทือนใจแก่ประชาชนในวงกว้างนั้นบริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ภายใต้การนำของ “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมส่งกำลังใจไปยังผู้ได้รับบาดเจ็บ ครอบครัวผู้เสียชีวิต และผู้ที่ได้รับผลกระทบทุกท่าน โดยได้มอบหมายให้ นายวาสิต ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดทันทีขณะนี้บริษัทฯ ได้เร่งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้เอาประกันภัยโดยทันที เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการตรวจสอบข้อมูล และดำเนินการด้านสินไหมทดแทนอย่างใกล้ชิด โดยเปิดช่องทางพิเศษสำหรับการสอบถามข้อมูลผ่าน Call Center 1484.

ทั้งนี้ บริษัทฯ พร้อมพิจารณาและดำเนินการด้านสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขความคุ้มครองของกรมธรรม์อย่างเต็มความสามารถ โปร่งใส เป็นธรรม และเร่งให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ได้รับผลกระทบและครอบครัวอย่างดีที่สุด

เมืองไทยประกันชีวิต บริจาคเงินและสนับสนุนกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุกลุ่มดูแลสถานสงเคราะห์เด็กบ้านตะวันใหม่

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) โดยนายปราโมทย์ ศักดิ์กำจร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส เป็นผู้แทนมอบเงินบริจาคสนับสนุนการดำเนินงาน และมอบกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุกลุ่มแก่มูลนิธิ พล.ต.อ.เภา สารสิน เพื่อใช้ในการดูแลสถานสงเคราะห์เด็กบ้านตะวันใหม่ ซึ่งมีหน้าที่หลักในการอุปการะ และพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชนกลุ่มเสี่ยงหรือขาดโอกาส โดยเน้นการฝึกทักษะชีวิต (Life Skills) การศึกษา และการฝึกอาชีพ เพื่อให้เด็กสามารถพึ่งพาตนเองและอยู่ในสังคมได้ ในงานมหกรรมการเงินกรุงเทพ ครั้งที่ 26 โดยมีนางเสาวภาคย์ สุขวัฒโน กรรมการเหรัญญิกและเลขานุการมูลนิธิ พล.ต.อ.เภา สารสิน เป็นผู้แทนรับมอบ พร้อมได้รับเกียรติจาก นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นายสันติ วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานจัดงาน มหกรรมการเงิน Money Expo นางสาวภาคนี วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานจัดงานร่วมงานมหกรรมการเงิน Money Expo นางสาวภริตา วิริยะรังสฤษฎ์  รองประธานจัดงานมหกรรมการเงิน Money Expo นางพิตราภรณ์ บุณยรัตพันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสและนายสหพล พลปัถพี รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)ร่วมในพิธีดังกล่าวด้วย ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 – 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความแข็งแกร่ง มั่นคง และตั้งอยู่บนหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด ควบคู่ไปกับพันธกิจในการส่งมอบความสุขและรอยยิ้มให้แก่สังคม ผ่านกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม การศึกษา ศิลปวัฒนธรรม ศาสนา รวมถึงสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพันธกิจสำคัญที่มุ่งมั่นถึงการเป็นองค์กรที่รับผิดชอบด้าน ESG อย่างจริงจัง

ครั้งแรกของไทย! “CLICX” ได้รับอนุญาตเป็น Virtual Bank รายแรกประกาศความพร้อมพลิกประวัติศาสตร์การเงินไทย ผสานพลัง KTB–AIS–OR เพื่อบริการทางการเงินที่เข้าถึงง่าย ปลอดภัย และตอบโจทย์ทุกชีวิตคนไทย

0

CLICX (คลิกซ์) ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาภายใต้ความร่วมมือของ 3 องค์กรชั้นนำของประเทศไทย ได้แก่ KTB, AIS และ OR สร้างหมุดหมายครั้งสำคัญให้กับอุตสาหกรรมการเงินไทย หลังได้รับอนุญาตประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา หรือ Virtual Bank จากธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ขึ้นแท่น Virtual Bank รายแรกของประเทศ  พร้อมเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของระบบการเงินไทย ด้วยธนาคารไร้สาขาที่เกิดจากพลังความร่วมมือขององค์กรไทย เพื่อยกระดับโอกาสทางการเงินให้คนไทยเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ปลอดภัย และตอบโจทย์ชีวิตมากขึ้น

การได้รับอนุญาตในครั้งนี้สะท้อนถึงความพร้อมของ “CLICX”  ในการก้าวสู่ธุรกิจธนาคารดิจิทัลเต็มรูปแบบ ทั้งด้านเทคโนโลยี ความปลอดภัย มาตรฐานการให้บริการ และความเข้าใจต่อพฤติกรรมทางการเงินของผู้ใช้งานยุคใหม่ จึงไม่ใช่เพียงการเกิดขึ้นของผู้เล่นรายใหม่ในตลาดการเงิน แต่คือก้าวยุทธศาสตร์สำคัญที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมธนาคารไทย สู่บริการทางการเงินดิจิทัลที่เข้าถึงง่าย คล่องตัว ปลอดภัย และเข้าใจชีวิตของคนไทยอย่างแท้จริง

CLICX เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด “Bank in One CLICX” ที่ยกระดับจากการเป็นเพียงธนาคารดิจิทัลสู่การเป็น Beyond Banking ที่ผสานบริการทางการเงินเข้ากับชีวิตประจำวันอย่างไร้รอยต่อ ผ่านการพัฒนาในหลายด้าน เช่น การประยุกต์ใช้ AI เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้า, การวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานจริง (real-life behavior)
และการใช้ Alternative Data เพื่อสร้างมุมมองทางการเงินที่ครอบคลุมและเข้าใจผู้ใช้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการใช้ชีวิต การสื่อสาร การเดินทาง หรือพฤติกรรมการใช้บริการในชีวิตประจำวัน ประกอบกับนโยบายการเปิดกว้างให้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลตามสิทธิของผู้ใช้บริการ(Open Data for Consumer Empowerment) ของธนาคารแห่งประเทศไทย จะทำให้สามารถเข้าใจลูกค้าได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น เพื่อนำไปสร้างแบบจำลองการประเมินเครดิตแบบใหม่ที่นำข้อมูลทางเลือกมาใช้เพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทยเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากยิ่งขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพในการประเมินความสามารถในการชำระหนี้ได้ดีกว่าแบบจำลองปัจจุบัน เพื่อยกระดับประสบการณ์ทางการเงินที่ “เข้าใจผู้ใช้มากกว่าข้อมูลบนเอกสาร” ครอบคลุมตั้งแต่การออม การบริหารเงิน ไปจนถึงการเข้าถึงสินเชื่อที่เหมาะสมแบบเฉพาะบุคคลโดย
ให้ความสำคัญกับความโปร่งใส ความปลอดภัย และความสอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า
อย่างแท้จริง

จากความร่วมมือของ 3 พันธมิตรไทย ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ผสานจุดแข็งจาก 3 มิติสำคัญ ทั้งเทคโนโลยีดิจิทัลที่เชื่อมโยงผู้คนในวงกว้าง ความเชี่ยวชาญทางการเงินที่มั่นคงและน่าเชื่อถือ รวมถึง ecosystem ที่อยู่ใกล้ชิดกับชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ทำให้ CLICX ไม่ได้เป็นเพียงแอปธนาคารใหม่ แต่เป็น “แพลตฟอร์มที่เชื่อมโลกการเงินเข้ากับชีวิตจริง” (Embedded Banking) อย่างสมบูรณ์ ที่ไม่ถูกจำกัดด้วยสาขา เอกสาร หรือกรอบบริการแบบเดิม แต่พร้อมอยู่ในทุกจังหวะชีวิตของผู้ใช้งาน ช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการทางการเงิน และเปิดโอกาสให้คนไทยบริหารเงิน ออมเงิน รวมถึงเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมกับชีวิตจริงได้ง่ายขึ้น ปลอดภัยขึ้น และเป็นธรรมมากขึ้น

หัวใจสำคัญของ CLICX  คือการขับเคลื่อน Financial Inclusion หรือการเปิดโอกาสทางการเงินให้คนไทยทุกกลุ่มเข้าถึงบริการได้อย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะกลุ่มที่ระบบการเงินเดิมยังตอบโจทย์ได้ไม่เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นผู้มีรายได้ไม่ประจำ แรงงานรายวัน ฟรีแลนซ์ ไรเดอร์ คนขับแท็กซี่ พนักงานจบใหม่ นักศึกษา แม่ค้าออนไลน์ และผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งอาจมีข้อจำกัดด้านเอกสารรายได้ ประวัติทางการเงิน หรือรูปแบบรายได้ การมีข้อมูลทางเลือกที่ช่วยให้เห็นภาพพฤติกรรมจริงของผู้คนในระบบนิเวศ ที่สามารถสร้างความเข้าใจลูกค้าได้ชัดกว่า ช่วยให้สามารถประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าได้ดีขึ้น เหล่านี้ทำให้มองเห็นภาพของลูกค้าในมิติใหม่ แม้จะไม่ใช่ข้อมูลทางการเงินโดยตรง ลดปัญหาหนี้นอกระบบและเศรษฐกิจนอกระบบ ควบคู่ไปกับการมุ่งเน้นการให้ความรู้ทางการเงินและสร้างพฤติกรรมทางการเงินที่ดีผ่านแนวคิดการเงินเชิงพฤติกรรม(Behavioral Finance) ในการส่งเสริมการออมเงินเพื่อสร้างพฤติกรรมทางการเงินที่ดีและความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว โดย CLICX มีแผนพร้อมให้บริการภายในเดือนมิถุนายน 2569 

CLICX เชื่อว่าธนาคารแห่งอนาคตไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงสถานที่หรือรูปแบบบริการแบบเดิม แต่ควรเป็นบริการที่เข้าถึงได้ทุกที่ เข้าใจชีวิตจริง และช่วยให้เรื่องเงินเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน การได้รับอนุญาตประกอบกิจการ Virtual Bank ในครั้งนี้จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการพลิกโฉมระบบการเงินไทย และเป็นก้าวสำคัญในการสร้างธนาคาร
ไร้สาขาโดยคนไทย เพื่อคนไทยอย่างแท้จริง ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ ทั้งในด้าน #SDGs1 การส่งเสริมการขจัดความยากจน #SDGs9 การนำนวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ #SDGs10 การลดความเหลื่อมล้ำ รวมถึง #SDGs17 ผนึกความร่วมมือที่แข็งแกร่งเพื่อเสริมสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน