Home Blog Page 2

ตลาดหลักทรัพย์ไทย เป็นตลาดหุ้นแห่งแรกในเอเชีย ร่วมงาน Ring the Bell for LGBTIQ+ Equality

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ UN Human Rights, UN SSE, UN Global Compact, Koppa, Open for Business, UNDP ประเทศไทย, TransTalents Consulting Group และธนาคารดอยซ์แบงก์ ในงาน Pride Show 2026 จัดงานลั่นระฆังเพื่อความเท่าเทียม (Ring the Bell for LGBTIQ+ Equality) เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่ผ่านมา

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งแรกในเอเชียและเป็นหนึ่งใน 16 ตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกที่เข้าร่วมแคมเปญนี้ ในโอกาสนี้ พรรณวดี ลดาวัลย์ ณ อยุธยา รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานทรัพยากรบุคคลและพัฒนาองค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วม ความหลากหลาย และความเท่าเทียม ในฐานะรากฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน พร้อมย้ำบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการเป็นเส้นทางแห่งความเชื่อมั่น สู่โอกาสของทุกคน ‘The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities’

AIS จับมือ Match Group และ Tinder ปลุกพลัง “Human Connection” เปิดแคมเปญเปลี่ยนความเหงาเป็นความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพ

0

AIS จับมือ Match Group และ Tinder เปิดตัว Human Connection Campaign Thailand เดินหน้าแคมเปญรณรงค์สร้างการเชื่อมต่อที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และสร้างสรรค์ ทั้งบนโลกดิจิทัล และในชีวิตจริง โดยนำศักยภาพเครือข่ายและการเชื่อมต่ออัจฉริยะของ AIS ผสานกับแพลตฟอร์มที่เข้าใจการสร้างความสัมพันธ์ของ Tinder เพื่อสร้างความตระหนักรู้ต่อปัญหาความเหงา ความโดดเดี่ยว และการขาดความเชื่อมต่อทางสังคม ซึ่งกำลังกลายเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของสังคมไทยยุคดิจิทัล โดยแคมเปญนี้ยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งกรมสุขภาพจิต, Global Initiative on Loneliness and Connection (GILC), Thailand Institute for Mental Health Sustainability (TIMS), Sati, Match Group, Tinder และ AIS เพื่อร่วมกันขับเคลื่อน Human Connection Campaign Thailand

ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางข้อมูลสำคัญจากผลสำรวจ Human Connection Survey โดย Ipsos ในนาม Match Group ซึ่งพบว่า 87% ของคนไทยกำลังมองหาความสัมพันธ์หรือการเชื่อมต่อใหม่ ๆ ขณะที่ 72% ต้องการความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและมีความหมาย มากกว่าการมีความสัมพันธ์จำนวนมากแต่ผิวเผิน สะท้อนให้เห็นว่า แม้เทคโนโลยีจะทำให้ผู้คนเชื่อมต่อกันได้ง่ายกว่าที่เคย แต่การสร้างความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพ ความปลอดภัย และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ยังคงเป็นโจทย์สำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันขับเคลื่อน

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า “ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่การเชื่อมต่อทางดิจิทัลกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และการสร้างสังคมที่เชื่อมโยงกันอย่างมีคุณภาพกำลังเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญของประเทศ แต่การเชื่อมต่อในยุคดิจิทัลต้องไม่ใช่เพียงการทำให้ผู้คนติดต่อกันได้สะดวกขึ้นเท่านั้น หากต้องเป็นการเชื่อมต่อที่สร้างความเข้าใจ ความสัมพันธ์ที่มีความหมาย และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะในวันที่ผู้คนเชื่อมต่อกันได้มากขึ้น ความท้าทายสำคัญคือการทำให้ผู้คนรู้สึกเชื่อมโยง เข้าใจกัน และเป็นส่วนหนึ่งของสังคมมากขึ้นเช่นกัน”

“สำหรับ AIS เราเชื่อว่าการพัฒนาประเทศในยุคใหม่ไม่สามารถมองเพียงโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพหรือโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานทางใจของผู้คนไปพร้อมกัน เราจึงเดินหน้าสร้าง Safe Digital Society ผ่านการส่งเสริม Digital Literacy และ AI Literacy เพื่อให้คนไทยสามารถใช้ชีวิตบนโลกดิจิทัลได้อย่างปลอดภัยและรับผิดชอบ ควบคู่กับการให้ความสำคัญกับ People Well-being และการสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งทั้งภายในองค์กรและสังคม”

AIS เดินหน้าขับเคลื่อนการสร้าง Safe Digital Society อย่างต่อเนื่องผ่านโครงการ AIS อุ่นใจไซเบอร์ ซึ่งมุ่งส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการใช้สื่อดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์ ปลอดภัย และรับผิดชอบ ให้แก่เด็ก เยาวชน ครู ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วประเทศ พร้อมต่อยอดสู่การส่งเสริม AI Literacy เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อภัยไซเบอร์ ข้อมูลเท็จ และความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยี AI ที่มีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวัน

ขณะเดียวกัน AIS ยังให้ความสำคัญกับ People Well-being ผ่านการดูแลสุขภาวะทั้งร่างกายและจิตใจของพนักงาน การสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ตลอดจนการเปิดพื้นที่ให้พนักงานได้เรียนรู้ เข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่น และพัฒนาทักษะด้านอารมณ์และความสัมพันธ์ผ่านกิจกรรมและหลักสูตรการเรียนรู้ดิจิทัลบนแพลตฟอร์ม AIS LearnDi โดยมองว่าการสร้าง Safe Relationship เป็นอีกหนึ่งทักษะสำคัญของสังคมยุคดิจิทัล โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์จำนวนมากเริ่มต้นและเติบโตบนโลกออนไลน์ การส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเรื่องการสร้างความสัมพันธ์อย่างปลอดภัย การเคารพขอบเขตของตนเองและผู้อื่น รวมถึงการสื่อสารอย่างรับผิดชอบ จึงเป็นส่วนสำคัญของการสร้างการเชื่อมต่อที่มีคุณภาพและยั่งยืน            

เพื่อต่อยอดแนวคิดดังกล่าวสู่การปฏิบัติ AIS ยังเตรียมขยายการสร้างประสบการณ์และพื้นที่แห่งการเชื่อมต่อในชีวิตจริง ผ่าน AIS SIAM ซึ่งได้รับการพัฒนาให้เป็น People Connected Hub สำหรับคนรุ่นใหม่ในการพบปะ แลกเปลี่ยนแรงบันดาลใจ และทำกิจกรรมร่วมกัน สะท้อนความเชื่อของ AIS ที่ว่าการเชื่อมต่อที่ดีไม่ควรเกิดขึ้นเพียงบนโลกดิจิทัล แต่ควรนำไปสู่ความสัมพันธ์ คุณค่า และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมในโลกจริงด้วยเช่นกัน

ด้าน Ms. Katie Peters, Senior Vice President and Head of Corporate Affairs, Match Group กล่าวว่า “ความสัมพันธ์และการเชื่อมต่อระหว่างผู้คนเป็นพื้นฐานสำคัญของสุขภาวะที่ดี อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาพบว่าผู้คนจำนวนมากกำลังเผชิญความท้าทายในการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมาย ขณะที่ผู้คนจำนวนมากยังคงมองหาการเชื่อมต่อและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม Human Connection Campaign จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างโอกาสให้เกิดการเชื่อมต่อที่มีคุณภาพ และช่วยให้ผู้คนรู้สึกถึงการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและสังคมมากยิ่งขึ้น”

ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นการรวมพลังขององค์กรจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งกรมสุขภาพจิต, Global Initiative on Loneliness and Connection (GILC), Thailand Institute for Mental Health Sustainability (TIMS), Sati, Match Group, Tinder และ AIS เพื่อร่วมกันขับเคลื่อน Human Connection Campaign Thailand ในการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาความเหงา ความโดดเดี่ยว และการขาดความเชื่อมต่อทางสังคม ซึ่งกำลังกลายเป็นความท้าทายสำคัญของสังคมไทย สะท้อนให้เห็นว่าการสร้างสังคมที่ผู้คนรู้สึกเชื่อมโยง เข้าใจกัน และมีความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และแพลตฟอร์มดิจิทัล ในการร่วมกันสร้างวัฒนธรรมใหม่ของการเชื่อมต่อที่มีทั้งความหมาย ความปลอดภัย และความรับผิดชอบร่วมกัน โดย Human Connection Campaign ตั้งเป้าขยายความร่วมมือไปสู่องค์กรมากกว่า 100 องค์กร และเข้าถึงพนักงานกว่า 20,000 คน ทั่วประเทศ ในปี 2570 ผ่านการผลักดัน Human Connection Pledge โดย AIS พร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมในการขยายความร่วมมือนี้ผ่านเครือข่ายพาร์ทเนอร์ ลูกค้าองค์กร และพนักงานทั่วประเทศ

ในวันที่เทคโนโลยีทำให้ผู้คนเชื่อมต่อกันได้มากกว่าที่เคย ความท้าทายสำคัญจึงไม่ใช่การทำให้ผู้คนติดต่อกันได้มากขึ้น แต่คือการทำให้ผู้คนรู้สึกเชื่อมโยง เข้าใจกัน และไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะการเชื่อมต่อที่มีคุณภาพไม่ใช่เพียงรากฐานของความสัมพันธ์ที่ดี หากยังเป็นรากฐานสำคัญของสังคมที่เข้มแข็ง และเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

AIS เสริมโครงข่ายอัจฉริยะทั่วกรุงเทพฯ รับดาต้าสูงช่วงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 28 มิ.ย. นี้ครอบคลุมจุดสำคัญและพื้นที่หน่วยเลือกตั้ง ให้ทุกการติดตามข่าวสารเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

0

AIS ผู้นำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะของไทย เชื่อมั่นว่าการเข้าถึงการสื่อสารและข้อมูลข่าวสารที่มีคุณภาพ คือรากฐานสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนในสังคมประชาธิปไตย จึงเดินหน้าเตรียมความพร้อมโครงข่ายสื่อสารอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อรองรับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 โดยเสริมศักยภาพเครือข่ายให้ครอบคลุมพื้นที่สำคัญทั่วกรุงเทพมหานคร รวมถึงบริเวณหน่วยเลือกตั้งในวันเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชน เจ้าหน้าที่ และสื่อมวลชนสามารถเชื่อมต่อ สื่อสาร และติดตามความเคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายทั้ง 4G, 5G และ 5G-ADVANCED และนำ AI รวมถึง Autonomous Network Monitoring มาช่วยวิเคราะห์ ดูแล และบริหารจัดการประสิทธิภาพการใช้งานเครือข่ายแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง

จากข้อมูลการใช้งานเครือข่ายของ AIS ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา พบว่าประชาชนมีการใช้งานดาต้าเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการรับชมการถ่ายทอดสด การติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ในสำนักข่าวต่างๆ ซึ่งมีการใช้งานดาต้าเพิ่มขึ้นถึง 70% รวมถึงการแชร์ข้อมูลและแสดงความคิดเห็นบนโซเชียลมีเดีย สะท้อนให้เห็นว่าช่องทางดิจิทัลกลายเป็นส่วนสำคัญของการติดตามเหตุการณ์สาธารณะ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประชาชนให้ความสนใจพร้อมกันในวงกว้าง

AIS ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีความเสถียร ครอบคลุม และพร้อมรองรับทุกสถานการณ์สำคัญของประเทศ พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่น โปร่งใส และเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถติดตามทุกความเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นใจบนโครงข่ายคุณภาพของ AIS

ปลาหมอคางดำ วิกฤตหรือโอกาส?

0

ปลาหมอคางดำอาจถูกมองว่าเป็น “เอเลี่ยนสปีชีส์” ที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ แต่หากมีการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม ก็สามารถเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสได้

ปลาชนิดนี้มีคุณค่าทางโภชนาการ โปรตีนสูง ไขมันต่ำ สามารถนำไปแปรรูปเป็นอาหาร ผลิตภัณฑ์ชุมชน อาหารสัตว์ และปุ๋ยอินทรีย์ ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้ให้ชุมชน ควบคู่ไปกับการลดจำนวนประชากรปลาในแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน

การ “ใช้ประโยชน์” ไม่ใช่การส่งเสริมการแพร่กระจาย แต่คือหนึ่งในแนวทางการจัดการที่ช่วยเปลี่ยนปัญหาให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อฟื้นฟูความสมดุลของระบบนิเวศในระยะยาว

ป้ายยาแอป wiset

0
คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง"  หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

นักลงทุน และผู้ชอบเรื่องการลงทุนที่มีโอกาสไปร่วมงาน SET In the City 2026 ที่เพิ่งจบไป คงมีโอกาสได้ทดลองใช้งานจริงแอปใหม่ที่ชื่อ wiset ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกันแล้ว  “คุณนายพารวย” อยากจะขอป้ายยาให้กับคนที่ยังไม่ได้ลองใช้งาน รีบไปหาติดตั้งแอปฯ มาใช้งานบนมือถือกัน เพราะของเค้าดีจริงๆ ค่ะ

แอป wiset  เป็นแอปที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ พัฒนาและออกแบบขึ้นเพื่อยกระดับความสะดวกให้นักลงทุนเข้าถึงบริการด้านการลงทุนได้ง่ายครบจบในแอปเดียว นักลงทุนที่มีหุ้น พันธบัตร หุ้นกู้ และกองทุนลดหย่อนภาษี กระจัดกระจายอยู่ในพอร์ตต่างๆ  แค่กดคลิกเดียว ข้อมูลการลงทุนทั้งหมดจะแสดงผลรวมกันบนหน้าจอเดียวแบบอัตโนมัติ

นอกจากข้อมูลลงทุนแล้ว wiset  ยังเป็นแหล่งรวมบริการผู้ลงทุนแบบครบวงจร “คุณนายพารวย” เชื่อว่า นักลงทุนทั้งหน้าใหม่และเก่าต้องเคยเจอปัญหาเดียวกัน คือ การตามเช็คเงินปันผล ใบหุ้น หรือเอกสารภาษีที่ส่งมากองอยู่เต็มบ้าน ยิ่งลงทุนเยอะ ยิ่งมีหลายบัญชี ก็ยิ่งมีเอกสารส่งมาเยอะแยะ แต่ตอนนี้ชีวิตเราจะง่ายขึ้น เพราะล่าสุด  บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ TSD  ได้ยกระดับการให้บริการผู้ถือหุ้นด้วย TSD e-Service บนแอป  wiset  ให้สามารถใช้บริการที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือหลักทรัพย์ผ่านโมบายล์แอปพลิเคชันได้อย่างเต็มรูปแบบ สะดวก ปลอดภัย ตอบโจทย์ชีวิตยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

ใน wiset แอปเดียว รวบรวม 7 บริการสำคัญที่นักลงทุนต้องใช้ไว้ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นการเช็กข้อมูลบัญชีผู้ถือหุ้น ตรวจสอบใบหุ้น หรือสมัคร e-Document เพื่อรับเอกสารทางอีเมล ช่วยลดโลกร้อนแถมเอกสารไม่สูญหาย  และบริการที่ “คุณนายพารวย” เชื่อว่า นักลงทุนต้องถูกใจสิ่งนี้ คือ บริการ Smart Notification คอยแจ้งเตือนเงินปันผลและสิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนให้อัตโนมัติ ช่วยให้นักลงทุนไม่พลาดโอกาสและสิทธิสำคัญต่างๆไปแบบน่าเสียดายอีกต่อไป

ไฮไลต์เด็ดที่คนรักหุ้นปันผลต้องกดเลิฟ คือ เราสามารถสมัคร e-Dividend เพื่อรับเงินปันผลเข้าบัญชีธนาคารได้โดยตรง แถมยังมีบริการยื่นภาษีเงินปันผลให้สรรพากรผ่านแอปได้ทันที พร้อมสรุปการคำนวณภาษีให้อีกต่างหาก รวมถึงใครที่ไม่ว่างไปประชุมผู้ถือหุ้น ก็มีระบบ e-Proxy Voting ให้เรามอบฉันทะและโหวตมติต่าง ๆ  อีกด้วย

บริการทั้งหมดนี้ ไม่ต้องห่วงหรือกังวลเรื่องความปลอดภัย  นักลงทุนสบายใจได้เลย เพราะระบบเขามีมาตรฐานความปลอดภัยสูงมาก มีการตรวจสอบข้อมูลบัตรประชาชนเชื่อมโยงกับกรมการปกครอง พิสูจน์ตัวตนผ่าน ThaID หรือ NDID และรัดกุมด้วยการสแกนใบหน้า (Face ID) หรือลายนิ้วมือ พร้อมรหัส OTP ทุกครั้งที่ทำธุรกรรม ปลอดภัยหายห่วงแน่นอน

TSD e-Service พร้อมให้ใช้งานแล้วบนแอป wiset  รีบไปดาวน์โหลดได้ทั้งบน App Store และ Google Play หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.set.or.th/wisetapp

คุณนายพารวย

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จัด “Integrity Day” เพื่อเน้นย้ำค่านิยมองค์กรที่ยึดมั่นในความถูกต้อง

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดงาน “Integrity Day” เพื่อเน้นย้ำถึงการเป็นเส้นทางแห่งความเชื่อมั่นเพื่อสร้างโอกาสแก่ทุกภาคส่วน ตามวิสัยทัศน์ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” โดยมีการเสวนาพิเศษในหัวข้อ “Integrity Always in Every Decision” เพื่อแสดงความรำลึกถึง ศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย ในวาระ “100 ปี ชาตกาล ศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย” ผู้วางรากฐานการกำกับดูแลกิจการที่ดีของตลาดทุนไทย ซึ่งได้รับเกียรติจาก คุณขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย คุณโสภาวดี เลิศมนัสชัย อดีตผู้บริหารและอดีตกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ศาสตราจารย์ ดร.วรภัทร โตธนะเกษม กรรมการผู้จัดการ มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาองค์กรภาครัฐ พร้อมด้วยผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ฯ คุณปวีณา ศรีโพธิ์ทอง มาร่วมกันแลกเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อหลักคิดการยึดมั่นในความถูกต้อง โดยมีคุณอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวเปิดงาน และมีปาฐกถาพิเศษจาก ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้วย

สำหรับการจัดงานครั้งนี้เป็นหนึ่งในกิจกรรมส่งเสริมค่านิยมองค์กรของตลาดหลักทรัพย์ฯ “Integrity Always” ให้แก่พนักงานได้นำไปใช้เป็นหลักคิดทั้งในการทำงานและในชีวิตจริง

ตลาดหลักทรัพย์ฯ รับจดทะเบียน DR “GOLDM01” ออกโดย BLS เริ่มซื้อขาย 25 มิ.ย. นี้

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รับจดทะเบียนตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) อ้างอิงกองทุน ETF ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) ออกโดย บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) (BLS) เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ไทย 25 มิถุนายน 2569

ชื่อย่อ DRหลักทรัพย์อ้างอิงรายละเอียดธุรกิจ
GOLDM01SPDR Gold MiniShares Trust (GLDM)กองทุน ETF บริหารโดย State Street Investment Management ลงทุนในทองคำแท่ง โดยมีเป้าหมายสะท้อนการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในตลาดโลก คล้ายกับ GLD แต่มีค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่าและราคาต่อหน่วยที่ถูกกว่า เหมาะสำหรับนักลงทุนรายย่อย

ผู้สนใจศึกษารายละเอียด DR ใหม่ได้ที่เว็บไซต์สำนักงาน ก.ล.ต. www.sec.or.th หรือบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์คือ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) www.bualuang.co.th/dr หรือศึกษาผลิตภัณฑ์ DR เพิ่มเติมได้ที่ www.set.or.th/dr

เอไอเอส เปิดผลวิจัยผลตอบแทนทางสังคม (SROI) ปี 2569 จากโครงการ Green Energy Green Network for THAIs ชี้ผลลัพธ์เชิงประจักษ์ สร้างคุณค่าทางสังคมให้พื้นที่ห่างไกลรวม 33.88 ล้านบาท

0

เอไอเอส เปิดเผยผลการศึกษาวิจัย “การประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment: SROI)” ของโครงการ Green Energy Green Network for THAIs ภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026) ซึ่งจัดโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยผลการศึกษาวิจัยต่อเนื่องพบว่า โครงการสามารถสร้างมูลค่าผลกระทบทางสังคมรวม 33.88 ล้านบาท จากมูลค่าการลงทุน 24.89 ล้านบาท หรือคิดเป็นผลตอบแทนทางสังคม 1.36 เท่า สะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงานสะอาดสามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตให้กับชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

โครงการ Green Energy Green Network for THAIs เป็นความร่วมมือระหว่าง บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (AIS) บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) (สวพส.)  ในการนำสถานีฐานโทรคมนาคมพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar-Powered Base Station) เข้าไปติดตั้งในพื้นที่ห่างไกล เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการสื่อสาร พร้อมสร้างโครงสร้างพื้นฐานแห่งโอกาสให้กับชุมชน โดยเพื่อให้สามารถประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงกับชุมชนได้อย่างเป็นระบบ จึงได้ดำเนินการศึกษาวิจัยผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำผลลัพธ์ที่ได้ไปต่อยอดการพัฒนาและยกระดับประสิทธิภาพของโครงการในอนาคต

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร AIS กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลาที่เอไอเอสดำเนินโครงการ Green Energy Green Network for THAIs ร่วมกับพันธมิตร เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในหลายชุมชน จากพื้นที่ที่ขาดทั้งไฟฟ้าและสัญญาณสื่อสาร สู่พื้นที่ที่ผู้คนสามารถเข้าถึงการศึกษา การรักษาพยาบาล และสร้างรายได้ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลได้ วันนี้ผลการวิจัยได้เข้ามาช่วยยืนยันสิ่งที่เราเชื่อมาตลอดว่า โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงานสะอาดไม่ได้สร้างเพียงการเชื่อมต่อ แต่สามารถสร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนได้จริง ผลการศึกษาจาก SROI พบว่า ปัจจุบันโครงการครอบคลุม 8 ชุมชน ใน 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน และตาก ครอบคลุมประชากรกว่า 3,520 คน จาก 918 ครัวเรือน ก่อให้เกิดประโยชน์ในหลายมิติ ทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข เศรษฐกิจชุมชน และสิ่งแวดล้อม“

หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนผลลัพธ์ของโครงการได้อย่างชัดเจน คือ ชุมชนบ้านแม่โขง จังหวัดเชียงใหม่ ที่สามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประชาสัมพันธ์ “น้ำตกห้วยน้ำเย็น” จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่สร้างรายได้หมุนเวียนให้กับชุมชนกว่า 2.5 ล้านบาทในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน สะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสามารถเปลี่ยนการเชื่อมต่อให้กลายเป็นโอกาสได้อย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ชุมชนมอโก้โพคี จังหวัดตาก สามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาต่อยอดการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรผ่านช่องทางออนไลน์ สร้างโอกาสทางรายได้และลดข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์ที่เคยเป็นอุปสรรคของชุมชนบนพื้นที่สูง ชุมชนยังสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ผ่านระบบ E-Learning และห้องสมุดดิจิทัล การใช้ Telemedicine และการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน ตลอดจนการสนับสนุนการเฝ้าระวังไฟป่า การแจ้งเตือนภัย และการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งล้วนเป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงจากการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการสื่อสาร

นอกจากนี้ เอไอเอสยังมีแนวคิดที่จะต่อยอดศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมให้สามารถสร้างประโยชน์ในมิติอื่น ๆ ได้ โดยเฉพาะการใช้เสาสัญญาณโทรศัพท์เป็นฐานสำคัญในการติดตั้งระบบเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีตรวจจับไฟป่าอัจฉริยะ ระบบแจ้งเตือนเหตุผิดปกติแบบเรียลไทม์ และการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดข้อมูลอุตุนิยมวิทยา เพื่อสนับสนุนการติดตามสถานการณ์สภาพอากาศ ฝุ่น PM2.5 และภัยแล้ง อันจะนำไปสู่การยกระดับบทบาทของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในการรับมือความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคต

“ผลการศึกษาครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงตัวเลขผลตอบแทนทางสังคมที่เกิดขึ้นจากโครงการ แต่สะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงานสะอาดสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงกับผู้คนได้ ตั้งแต่การเข้าถึงการศึกษา การรักษาพยาบาล การสร้างรายได้ ไปจนถึงการยกระดับศักยภาพของชุมชนในการรับมือกับความท้าทายในอนาคต สำหรับเอไอเอส ความสำเร็จของการพัฒนาไม่ได้วัดจากการเข้าถึงสัญญาณเพียงอย่างเดียว แต่วัดจากจำนวนโอกาสที่ถูกสร้างขึ้น คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และอนาคตที่กว้างขึ้นของผู้คน เพราะเมื่อคนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสได้อย่างเท่าเทียม นั่นคือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนโดยแท้จริง” นางสายชลกล่าวปิดท้าย

เอไอเอสยังคงเดินหน้านำองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อนการพัฒนาสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อว่าการสร้างความยั่งยืนที่แท้จริงไม่ได้เริ่มต้นจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มต้นจากการเข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้ง การทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน และการเปลี่ยนองค์ความรู้ให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงกับผู้คน เพื่อให้การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไม่ใช่เพียงการเชื่อมต่อสัญญาณ แต่เป็นการเชื่อมต่อคนไทยทุกคนเข้ากับโอกาส คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และอนาคตที่ยั่งยืนกว่าเดิม

SET in the City 2026 คึกคัก! ผู้ลงทุนกว่า 10,000 คน ฟิตพอร์ต อัปสกิลลงทุน

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับพันธมิตรตลาดทุน ประสบความสำเร็จในการจัดมหกรรมลงทุน “SET in the City 2026” ภายใต้แนวคิด “เทรนทุกก้าว ฟิตทุกสกิล” เมื่อวันที่ 20-21 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา โดยมีผู้เข้าร่วมงานคับคั่งกว่า 10,000 คน ผู้ลงทุนตื่นตัวเปิดโอกาสมองหาทางเลือกลงทุนเสริมพอร์ต พร้อมพัฒนาทักษะฟิตสกิลการลงทุนให้พร้อมรับทุกความเปลี่ยนแปลง

ทุกผลิตภัณฑ์การลงทุนได้รับความสนใจอย่างมากตลอดงาน ทั้งหุ้นไทยในโครงการ JUMP+ หุ้นต่างประเทศผ่าน DR ที่มีให้เลือกกว่า 400 ตัว รวมถึง TFEX Mini Gold และ DW รวมทั้งเสริมประสบการณ์โดยเรียนรู้การใช้งานแอปพลิเคชันและเครื่องมือลงทุนใหม่ๆ เพื่อเป็นตัวช่วยการลงทุนทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชัน AomWise สำหรับมือใหม่ และ Streaming เวอร์ชันใหม่ ที่เปิดให้ทดลองใช้ในงาน รวมถึง Trading Tools จากบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำ ด้านเวทีสัมมนามีผู้เข้าร่วมแน่นตลอดวันในทุกหัวข้อ และ AI Workshop ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม

สำหรับผู้ที่พลาดโอกาสเข้าร่วมงาน สามารถรับข้อมูล Stock & DR Recommend รวมถึงกิจกรรมต่างๆ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ที่แอปพลิเคชัน wiset และติดตามชมย้อนหลังได้ทาง YouTube: SET Thailand

ห้ามพลาดโอกาสรวย 70 ล้านบาท แจกหนักครั้งสุดท้ายแจกจริง 10 ล้านบาท 7 รางวัล กับสลากออมสินพิเศษ 1 ปี และ 2 ปี (แบบใบสลากและสลากดิจิทัล)

0

ห้ามพลาดโอกาสรวย 70 ล้านบาท แจกหนักครั้งสุดท้าย
แจกจริง 10 ล้านบาท 7 รางวัล กับสลากออมสินพิเศษ 1 ปี และ 2 ปี (แบบใบสลากและสลากดิจิทัล)
รีบซื้อเลย คลิก >> https://to.gsb.or.th/P3b6pTR

ทั้งลูกค้าที่ซื้อสลากเพิ่ม และลูกค้าเดิมที่มีสลากออมสิน 1 ปี หรือ 2 ปี ที่ยังไม่ครบอายุ ทั้งแบบใบสลากและสลากดิจิทัล ก็มีสิทธิ์ลุ้นรางวัลพิเศษ 3 ครั้ง รวมมูลค่า 113 ล้านบาท รวมจำนวน 63 รางวัล

  • แจกไปแล้ว ครั้งที่ 1 ลุ้น 13 ล้านบาท : วันที่ 16 พ.ค. 69 รางวัลละ 5 แสนบาท จำนวน 26 รางวัล
  • แจกไปแล้ว ครั้งที่ 2 ลุ้น 30 ล้านบาท : วันที่ 16 มิ.ย. 69 รางวัลละ 1 ล้านบาท จำนวน 30 รางวัล
  • และครั้งสุดท้าย ห้ามพลาด!! ยิ่งซื้อ ยิ่งมีโอกาสลุ้นรางวัล 💰 ครั้งที่ 3 ลุ้น 70 ล้านบาท วันที่ 16 ก.ค. 69 รางวัลละ 10 ล้านบาท จำนวน 7 รางวัล

ซื้อได้แล้ววันนี้ ที่ MyMo📱 หรือที่ธนาคารออมสินทุกสาขาทั่วประเทศ

  • ดอกเบี้ยและเงินรางวัล บุคคลธรรมดาไม่เสียภาษี
  • กรณีถอนก่อนครบกำหนด ให้เป็นไปตามเงื่อนไขผลิตภัณฑ์สลากออมสินพิเศษ
  • ผู้ถือสลาก ยังมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลปกติในแต่ละงวดพร้อมผลตอบแทนเหมือนเดิม

เงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด