Home Blog Page 2

เมืองไทยประกันชีวิต สนับสนุนเงิน 3 ล.ให้โครงการปรับปรุงอาคารและจัดซื้อเครื่องมือแพทย์เพื่อผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อโรคมะเร็งเต้านม

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เดินหน้าสนับสนุนการเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างมีคุณภาพแก่ประชาชน โดยมอบงบประมาณจำนวน 3,000,000 บาท เพื่อสนับสนุนโครงการปรับปรุงอาคารและจัดซื้อเครื่องมือแพทย์เพื่อผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ให้แก่ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถเพื่อโรคมะเร็งเต้านม เพื่อร่วมยกระดับประสิทธิภาพการดูแลรักษาผู้ป่วย และเสริมความพร้อมของสถานพยาบาลในการให้บริการทางการแพทย์ได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

การสนับสนุนในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเมืองไทยประกันชีวิตในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย โดยเฉพาะการสนับสนุนด้านสาธารณสุขและการรักษาพยาบาลที่มีความจำเป็นต่อผู้ป่วย ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มศักยภาพด้านสถานที่และอุปกรณ์ทางการแพทย์แล้ว ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างโอกาสให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในโอกาสนี้ นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เป็นผู้มอบเงินสนับสนุนจำนวน 3,000,000 บาท ให้แก่ นายขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ นางจันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ และ รศ.นพ.กฤษณ์ จาฏามระ หัวหน้าศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถเพื่อโรคมะเร็งเต้านม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โดยมี นายปราโมทย์ ศักดิ์กำจร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส นางพิตราภรณ์ บุณยรัตพันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส และ นางสาวจิตต์เกษม สุรธรรมานันท์ รองกรรมการผู้จัดการ ร่วมในพิธี ณ เมืองไทยประกันชีวิต สำนักงานใหญ่

เมืองไทยประกันชีวิตยังคงมุ่งดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าให้สังคม โดยให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนไทยมาอย่างต่อเนื่อง เพราะบริษัทเชื่อว่า สุขภาพที่ดีคือพื้นฐานสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข การได้มีส่วนร่วมสนับสนุนระบบสาธารณสุขไทย จึงไม่ใช่เพียงการส่งต่อความช่วยเหลือในวันนี้ แต่ยังสะท้อนถึงความตั้งใจในการขับเคลื่อน ESG ในมิติด้านสังคม หรือ Social ที่มุ่งสร้างโอกาส สร้างการเข้าถึง และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมไทยอย่างยั่งยืน

AIS ผนึก อว. และจุฬาฯ เปิดตัวคอร์ส “AI Literacy” ภายใต้หลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ เรียนฟรี! บนแพลตฟอร์ม Thai MOOC และอุ่นใจ CYBER

0

AIS ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดตัวคอร์สเรียน “อุ่นใจไซเบอร์ : AI Literacy” สื่อการเรียนรู้ในรูปแบบดิจิทัลที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับความรู้และทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของคนไทย พัฒนาโดยคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI จากหลากหลายสาขา ครอบคลุมตั้งแต่ความหมายของ AI การประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการใช้งานอย่างปลอดภัย สร้างสรรค์ และมีจริยธรรม โดยมี อว. รับรองมาตรฐานเนื้อหา นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการต่อยอดหลักสูตรให้นิสิตนักศึกษาสามารถสะสมชั่วโมงการเรียนรู้จากคอร์สดังกล่าว เพื่อนำไปเทียบเป็นหน่วยกิตได้ในอนาคต ศาสตราจารย์

ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มนุษย์ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วม ทำงานร่วม และใช้เทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณ ขณะเดียวกันสถาบันการศึกษาต้องก้าวสู่บทบาทการ ‘สร้างคน’ ที่พร้อมสำหรับโลกยุคใหม่อย่างมีคุณภาพ จุฬาฯ มุ่งพัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ภายใต้แนวทาง ‘Responsible AI’ เพื่อยกระดับการเรียนรู้ของนิสิต ผลิตบัณฑิตที่มีความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัล และสามารถประยุกต์ใช้ AI ได้จริงในอนาคต และด้วยความตระหนักถึงความสำคัญของ AI ต่อการพัฒนาคนและประเทศ ประกอบกับความพร้อมของจุฬาฯ ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาที่มีความเข้มแข็งด้านวิชาการ จึงได้ระดมคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI จากหลากหลายศาสตร์มาร่วมสนับสนุนความร่วมมือครั้งนี้ ทั้งในด้านการพัฒนาหลักสูตร การออกแบบเนื้อหา และการถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อให้การเรียนรู้มีความรอบด้าน ลุ่มลึก และสอดคล้องกับการนำไปใช้จริง ควบคู่กับการเปิดโอกาสการเรียนรู้ที่เข้าถึงได้สำหรับทุกภาคส่วน โดยความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลภายใต้หลักสูตร ‘อุ่นใจไซเบอร์ AI Literacy’ ถือเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมการเรียนรู้ด้าน AI และพลเมืองดิจิทัลในรูปแบบที่ยืดหยุ่นและเข้าถึงได้ เพื่อให้การเรียนรู้ด้าน AI ไม่ใช่เพียงโอกาสของบางกลุ่ม แต่เป็น ‘โอกาสของทุกคน’ ในการร่วมกันพัฒนากำลังคนของประเทศ และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง”

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า “กระทรวง อว. มุ่งพัฒนากำลังคนของประเทศผ่านระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัญญาประดิษฐ์ โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับ AI Literacy ควบคู่กับทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) และจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยี เพื่อสร้าง “พลเมืองดิจิทัล” ที่มีคุณภาพ ผ่านความร่วมมือในการพัฒนาหลักสูตร “อุ่นใจไซเบอร์ AI Literacy” ระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งเป็นการขยายโอกาสการเรียนรู้ไปยังนิสิต นักศึกษาทั่วประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมกำลังคนกว่า 1.8 ล้านคนให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอนาคต ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนเป้าหมายของ อว. ในการขับเคลื่อนระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการพัฒนาคนไทยให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างยั่งยืน”

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร AIS กล่าวว่า “AIS ในฐานะผู้นำด้านโครงข่ายและเทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะ ไม่เพียงมุ่งยกระดับเครือข่ายสู่ Autonomous Network และการนำ AI มาเป็นแกนหลักในการบริหารจัดการเท่านั้น แต่ยังเดินหน้าขับเคลื่อน ecosystem ของปัญญาประดิษฐ์ อย่างรอบด้าน ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนานวัตกรรมบริการที่ตอบโจทย์การใช้งาน AI ของลูกค้า อาทิ AISpace ศูนย์รวมบริการ AI, การส่งเสริมการสร้างทักษะดิจิทัลให้คนไทยทุกกลุ่มผ่านแพลตฟอร์ม LearnDi for Thais ตลอดจนการเสริมศักยภาพบุคลากรภายในองค์กรผ่านหลักสูตรด้าน AI โดยมี AIS Academy เป็นแหล่งความรู้ และล่าสุด เราตั้งใจยกระดับจาก Digital Literacy สู่ AI Literacy เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์ และยกระดับความรู้ด้าน AI ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ผ่านหลักสูตร ‘อุ่นใจไซเบอร์ AI Literacy : My AI Buddy’ ซึ่งเป็นการต่อยอดจากโครงการ ‘อุ่นใจไซเบอร์’ ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 และปัจจุบันมีผู้เรียนแล้วกว่า 1.05 ล้านคน โดยเชื่อว่าหลักสูตรนี้จะช่วยให้คนไทยใช้งาน AI ได้อย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ สนุกกับการใช้ AI ในฐานะ ‘บัดดี้’ หรือเพื่อนคู่คิด สามารถอยู่ร่วมกับ AI ได้อย่างมั่นใจ มีความรับผิดชอบ และก้าวสู่สังคมดิจิทัลอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน”ผู้ที่สนใจสามารถเรียนรู้หลักสูตร “อุ่นใจไซเบอร์ : AI Literacy” ได้ฟรี ทุกที่ทุกเวลา ผ่านแพลตฟอร์ม Thai MOOC https://thaimooc.ac.th/instructor/ais/, LearnDi for Thais บนเว็บไซต์ https://aunjaicyber.ais.th/pathway/162 และแอปพลิเคชัน อุ่นใจ CYBER

หลักสูตร “อุ่นใจไซเบอร์ : AI Literacy” ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางการเรียนรู้ในสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง เพื่อร่วมยกระดับทักษะด้าน AI และภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้แก่เยาวชนไทยในอนาคตอย่างยั่งยืน

ตามรอยเซียน โดย เจี๊ยบ บางกรวย “เกศบัวตูมวัดระฆัง”

0

เธอนะ”งูดินกินมังกร”หลอกชมใตายใจ ขายพระให้เรา ร้ายนะเธอ ก็ผมหาพระตามที่พระอาจารย์สอนนะครับ ไม่มีพระอาจารย์ก็ไม่มี เซียนเจี๊ยบบางกรวยครับพระอาจารย์
มาดูพระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์เกตุบัวตูม วันนี้

แจ่มสบายตา แต่ไม่สวย เส้นหน้าอก เส้นวิ่งเข้ารักแร้ ติดไม่ชัด เห็นเส้นนี้ก็แท้แล้วพระอาจารย์บอก จากการหดตัวของตังอิ๋ว มวลสาร หลุมบ่อที่มวลสารหลุดไป เป็นธรรมชาติ เนื้อพระด่างดำ สีไม่เท่ากัน แบบนี้เห็นแล้วจ่ายจบ


พลิกดูด้านหลัง หลุมบ่อรูพรุน เต็มหลัง แบบนี้เป็นธรรมชาติ ไม่ใช้น้ำยากัด ให้ผิวพระเป็นรู มีเศษไม้แห้งเก่าให้เห็น ช่วยในการพิจารณา ในการดูพระสมเด็จวัดระฆัง เศษรักดำดูดติดเศษทองในรูเล็กๆ ใต้เนื้อ บอกได้ว่าพระองค์นี้ลงรักปิดทองมา เจอรักซ่อนในใต้ผิว แบบนี้จ่ายจบ จะรอทำไมครับท่าน

เจี๊ยบบางกรวยเดินตามรอยพระอาจารย์ 087 0030897

ตลาดหลักทรัพย์ฯ แนะ 5 กลยุทธ์สร้างรายได้หลังเกษียณ

0
บทความโดย ศุทธวีร์ มงคลสินธุ์ CFP® สมาคมนักวางแผนการเงินไทย

เมื่อเกษียณไปแล้ว ทุกคนต่างก็ต้องการใช้ชีวิตตามแบบที่ตัวเองวางแผนเอาไว้ เช่น เดินทางท่องเที่ยว ทำกิจกรรมต่าง ๆ แต่สำหรับผู้ที่กังวลว่าเงินก้อนสุดท้ายของชีวิตจะไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายเพื่อดำรงชีพ ทางออกที่น่าสนใจ คือ การวางกลยุทธ์สร้างรายได้หลังเกษียณ ซึ่งควรวางแผนและวางกลยุทธ์ไว้ล่วงหน้าตั้งแต่เนิ่น ๆ อย่างรัดกุม เพื่อทำให้มีเงินเพียงพอสำหรับชีวิตหลังเกษียณที่มั่นคงและสบายใจ

การเกษียณอายุเป็นช่วงเวลาที่สำคัญในชีวิต เพราะเป็นช่วงเวลาใช้ชีวิตตามที่ต้องการ แต่หากมองในมุมการเงิน ผู้เกษียณควรทบทวนทรัพย์สิน หนี้สิน รายรับ รายจ่าย ที่สำคัญหากมีความกังวลว่ารายได้อาจไม่เพียงพอกับรายจ่าย ก็ต้องเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงิน สำหรับกลยุทธ์การสร้างรายได้หลังเกษียณควรเลือกให้สอดคล้องกับปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้

กลยุทธ์ที่ 1 สวัสดิการจากภาครัฐ

สวัสดิการภาครัฐสามารถช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ โดยในประเทศไทยมีสวัสดิการภาครัฐที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เกษียณ

  • เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ สำหรับผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จากหน่วยงานรัฐ ไม่ว่าจะเป็นบำนาญ เบี้ยหวัด อื่น ๆ จะได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นรายเดือน เมื่อมีอายุครบ 60 ปี โดยต้องไปลงทะเบียนกับสำนักงานเขต เทศบาล หรือ อบต. ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน โดยจะได้รับเงิน เริ่มต้นที่ 600 บาทต่อเดือน จะเพิ่มเป็น 700 บาท เมื่ออายุ 70 – 79 ปี จะเพิ่มเป็น 800 บาท เมื่ออายุ 80 – 89 ปี และจะได้รับ 1,000 บาท เมื่อมีอายุ 90 ปีขึ้นไป
  • บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สำหรับผู้มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 100,000 บาท มีทรัพย์สินทางการเงินไม่เกิน 100,000 บาท และมีคุณสมบัติอื่นตามที่โครงการกำหนด สามารถเลือกลงทะเบียนเข้าโครงการ เพื่อมีรายได้อุปโภคบริโภคที่จำเป็น ซึ่งเป็นการช่วยเหลือค่าครองชีพจากทางภาครัฐ

กลยุทธ์ที่ 2 บำนาญและประกันบำนาญ

  • บำนาญข้าราชการ สำหรับข้าราชการที่มีอายุราชการ 25 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีอายุราชการ 10 ปีขึ้นไป แล้วออกจากราชการด้วยเหตุ เกษียณ สูงอายุ ทุพพลภาพ หรือทดแทน จะทำให้มีสิทธิในการเลือกรับบำเหน็จหรือบำนาญ หากเลือกรับบำนาญจะได้รับกระแสเงินสดไปตลอดชีพ ซึ่งเป็นการลดความเสี่ยงที่จะมีเงินไม่เพียงพอหากมีอายุยืนยาว
  • บำนาญจากประกันสังคม สำหรับผู้ที่ระหว่างทำงานได้มีการจ่ายเงินเข้ากองทุนประกันสังคม เมื่อผู้ประกันตน มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป และนำส่งเงินเข้ากองทุนมากกว่า 180 เดือน (15 ปี) จะมีสิทธิรับเงินชราภาพ ซึ่งจะเป็นแบบบำเหน็จเงินก้อนหรือบำนาญรายเดือน โดยจำนวนเงินที่จะได้รับมากน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนเดือนหรือระยะเวลาที่นำส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคม
  • บำนาญจากประกันชีวิตแบบบำนาญ (Annuity) เป็นประกันชีวิตที่มีลักษณะคล้ายกับประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ โดยจะต้องชำระค่าเบี้ยประกันในช่วงต้นตามระยะเวลาของเงื่อนไขที่กรมธรรม์กำหนด หลังจากนั้นเมื่อครบกำหนด จะได้รับเงินคืนในรูปแบบเงินก้อนหรือเงินรายงวด ซึ่งเปรียบเหมือนการสร้างบำนาญภาคสมัครใจให้กับตนเองในช่วงเกษียณ ซึ่งอาจได้รับเงิน ณ ช่วงอายุต่าง ๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบของประกันชีวิตแบบบำนาญ ที่ผู้ทำประกันสามารถเลือกช่วงเวลาให้สอดคล้องกับแผนการเกษียณของตนเอง

กลยุทธ์ที่ 3 จัดสรรเงินลงทุนด้วยกลยุทธ์เงินสามถัง (Three-Bucket Strategy)

สำหรับผู้ที่มีเงินก้อน ณ วันเกษียณ ซึ่งอาจเป็นเงินที่ครบกำหนดเงื่อนไขกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ เงินส่วนนี้สามารถเลือกใช้กลยุทธ์เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนแทนที่จะเก็บเงินไว้ในบัญชีธนาคารเพียงอย่างเดียว สามารถใช้กลยุทธ์นี้ได้ด้วยการแบ่งเงินออกเป็น 3 ส่วน เพื่อสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนให้เหมาะกับช่วงระยะเวลาที่จะต้องถอนเงินมาใช้หลังเกษียณ

  • ส่วนที่ 1 ถังเงินสดระยะสั้น (Income or Cash Bucket) เป็นเงินส่วนที่ไว้ใช้จ่าย ในช่วงหลังเกษียณช่วง 1 – 2 ปีแรกของการเกษียณ ควรลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ เช่น เงินฝาก หรือกองทุนรวมตลาดเงิน กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น เป็นต้น
  • ส่วนที่ 2 ถังเติมเงินระยะกลาง (Conservative or Defensive Bucket) เป็นเงินที่ใช้ในช่วงปีที่ 3 ไปจนถึง ปีที่ 10 ของการเกษียณ โดยการแบ่งเงินออกมาเพื่อสร้างผลตอบแทนด้วยการลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้กระแสเงินสดสม่ำเสมอ เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ กองทุนรวมตราสารหนี้ หรือกองทุนรวมผสมที่ให้ปันผลสม่ำเสมอ
  • ส่วนที่ 3 ถังรักษาคุณภาพชีวิตระยะยาว (Aggressive or Growth Bucket) เป็นเงินที่ถือยาวได้ไว้ใช้หลังปีที่ 10 เป็นต้นไป ซึ่งจะสามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นในระยะยาว เช่น หุ้น กองทุนรวมหุ้น ที่มีโอกาสเติบโตได้ดีในระยะยาว เป็นต้น
Three-Bucket-Strategy-to-generate-income-after-retirement

กลยุทธ์ที่ 4 สร้างรายได้หลังเกษียณด้วยอาชีพเสริม

การเตรียมพร้อมสำหรับชีวิตหลังเกษียณด้วยการมีกิจกรรมหรือการทำงาน นอกจากจะเป็นการสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง เพื่อใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ ยังสามารถสร้างรายได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มกระแสเงินสดในช่วงวัยเกษียณได้ อีกทั้ง เป็นการลดการพึ่งพาการถอนเงินจากพอร์ตลงทุนมาใช้

  • การสร้างรายได้จากการทำงาน ในวัยเกษียณการสร้างรายได้จากอาชีพเสริม อาจพิจารณาจากความรู้ความสามารถ เนื้องานที่ชื่นชอบและให้ความสำคัญ มีลักษณะงานที่เหมาะกับเงื่อนไขด้านสุขภาพของผู้เกษียณ เช่น การรับเป็นที่ปรึกษาในสาขาวิชาชีพที่มีประสบการณ์ การรับสอนหนังสือ เขียนบทความ งานอิสระทางช่องทางออนไลน์ การประกอบกิจการส่วนตัวตามความถนัด เป็นต้น
  • การสร้างรายได้จากทรัพย์สินที่มี ซึ่งเป็นการบริหารสินทรัพย์ที่มีอยู่ให้เกิดรายได้ เช่น การปล่อยบ้านให้เช่า การใช้ที่ดินทำการเกษตร ปลูกผัก เลี้ยงปลา รวมถึงการแปลงบ้านให้กลายเป็นโฮมสเตย์สำหรับนักท่องเที่ยว หรือในกรณีที่มีความสนใจด้านการบริหารพอร์ตลงทุน อาจพิจารณาผันตัวไปเป็นนักลงทุนเต็มเวลา เลือกลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ในกองทุนรวม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านความรู้ การเงิน (เงินลงทุน) และต้องไม่ลืมแบ่งสัดส่วนพอร์ตลงทุน ไม่ให้พอร์ตการลงทุนระยะสั้นไปกระทบกับพอร์ตการลงทุนระยะยาวเพื่อการเกษียณส่วนอื่น

กลยุทธ์ที่ 5 การใช้สินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Reverse Mortgage)

Reverse Mortgage มีลักษณะเป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้เกษียณ โดยการนำบ้านไปจดจำนองกับธนาคาร โดยธนาคารจะพิจารณาวงเงินให้ไม่เกิน 70% ของราคาประเมิน โดยจะทยอยจ่ายเงินให้เป็นรายงวด ต่อเนื่องไปจนสิ้นสุดสัญญาเมื่อผู้กู้อายุ 85 ปี หากผู้กู้เสียชีวิตก่อนสิ้นสุดสัญญา ธนาคารจะนำบ้านขายทอดตลาด แล้วนำเงินค่าบ้านที่ขายได้ไปหักกลบยอดหนี้คงค้าง สำหรับมูลค่าส่วนเกิน จะส่งมอบให้กับทายาท แต่หากสิ้นสุดสัญญาแล้ว ผู้กู้ยังมีชีวิตอยู่ บ้านจะเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคาร ธนาคารมีสิทธิให้ออกจากบ้านหลังนั้น และขายบ้านทอดตลาด ทั้งนี้ธนาคารอาจเปิดโอกาสให้ผู้กู้อยู่บ้านต่อไปได้ โดยอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจในเงื่อนไขโดยละเอียดก่อนทำสัญญา

การสร้างรายได้หลังเกษียณเป็นเรื่องที่ต้องวางแผนล่วงหน้าอย่างรอบคอบ กลยุทธ์ในการสร้างรายได้หลังเกษียณเหล่านี้เป็นแนวทางการบริหารพอร์ตลงทุน และการบริหารจัดการทรัพย์สินให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้ง ยังเป็นส่วนเสริมที่เป็นแหล่งรายได้เพิ่มเติม ที่จะช่วยให้ผู้เกษียณมีรายได้ สร้างความมั่นคงทางการเงินในช่วงวัยหลังเกษียณ สามารถมีคุณภาพชีวิตได้ตามที่ต้องการ มีอิสระในการเดินทางท่องเที่ยว ได้ใช้เวลากับครอบครัว สามารถส่งเสริมให้ทุนการศึกษากับบุตรหลาน รวมถึงการส่งมอบทรัพย์สินที่เป็นมรดกให้กับทายาทได้ตามที่ต้องการ  

PM2.5 : วิกฤตอากาศไร้พรมแดน ความจริงที่ไม่ได้มีแค่ด้านเดียว 

0

“หมอกควัน” ได้กลายเป็น “ฤดูที่ 4” ของ เชียงใหม่ ไปแล้วอย่างไม่เป็นทางการ ฤดูที่ไม่มีในปฏิทิน แต่เกิดขึ้นซ้ำทุกปี และลดพื้นที่อากาศบริสุทธิ์ไปจากผู้คนทั้งเมือง

คำถามและคำอธิบายมากมายว่า “ใครคือคนผิด” ความจริงที่สำคัญกว่า คือ เรากำลังมองปัญหานี้ “ครบทุกมิติแล้วหรือยัง” เพราะฝุ่น PM2.5 ไม่ได้มีต้นตอเดียว และหากเราเริ่มต้นจากความเข้าใจที่ไม่ครบถ้วน ทางออกที่ตามมาอาจพาเราไปผิดทางมากกว่าเดิม

ข้อในช่วงปี 2024–2025 จากทั้งดาวเทียมและงานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมให้คำตอบที่ตรงกันอย่างมีนัยสำคัญ ว่า ฝุ่น PM2.5 ไม่ได้มาจากแหล่งเดียว แต่เป็นผลรวมของหลายปัจจัยที่ทำงานร่วมกันเป็นระบบ พบว่าแหล่งกำเนิดหลักประกอบด้วย การเผาในที่โล่ง (biomass burning), ไฟป่าและลักลอบเผาป่า, มลพิษจากภาคคมนาคมและเมือง, หมอกควันข้ามแดน

โดยเฉพาะในช่วงฤดูเผา (กุมภาพันธ์–เมษายน) การเผาชีวมวลและไฟป่าจะกลายเป็น “ตัวเร่งหลัก” ที่ทำให้ค่าฝุ่นพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในปี 2026 หลายจังหวัดในไทยมีค่าฝุ่นสูงถึง 37.6–75.6 มคก./ลบ.ม. (ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ซึ่งเกินค่ามาตรฐานความปลอดภัยของรัฐที่ 37.5 มคก./ลบ.ม. ขณะที่บางช่วงเวลา เมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่มีค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) เกิน 150 อยู่ในระดับ “อันตรายต่อสุขภาพ” 

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA รายงานล่าสุดจุดความร้อน วันที่ 7 เมษายน 2569 จังหวัดเชียงใหม่ พบจุดความร้อน จำนวน 17 จุด ในพื้นที่ อ.เชียงดาว 9 จุด อ.จอมทอง 3 จุด อ.ฮอด 3 จุด และ อ.ดอยเต่า 2 จุด สะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 6 เม.ย. 2569 จำนวน 6,926 จุด มีปริมาณฝุ่นเกินค่ามาตรฐานจำนวน 27 วัน
          
ด้านสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 สรุปสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 เฉลี่ยในวันเดียวกันของจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอน พบ PM2.5 มีค่าระหว่าง 65.5 – 197.0 มคก./ลบ.ม. คุณภาพอากาศอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ พื้นที่ ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ PM2.5 = 65.6 มคก./ลบ.ม.

ผลกระทบไม่ได้มีเพียงอาการแสบตาหรือไอ แต่รวมถึงความเสี่ยงระยะยาวต่อโรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจ และการลดคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งประเทศ

อย่างไรก็ตาม ต้นตอของปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นในเมืองไทยเพียงแห่งเดียว การค้นพบสำคัญจากข้อมูลดาวเทียมของ GISTDA คือ จำนวนจุดความร้อน (hotspots) เกิดในประเทศเพื่อนบ้านมักสูงกว่าไทยหลายเท่า เช่น ในปี 2025 มีรายงานว่าเมียนมามีจุดความร้อนสูงมากกว่า 55,000 จุด ในช่วงวิกฤต ขณะที่ลาวเคยมีจุดความร้อนกว่า 6,300 จุดในวันเดียว ซึ่งเกิดจากการเผาป่าและการเผาเพื่อเตรียมพื้นที่เกษตรในประเทศเหล่านี้ สามารถลอยข้ามพรมแดนเข้าสู่ไทยได้ตามทิศทางลม

แหล่งกำเนิดภายในประเทศยังคงมีบทบาทสำคัญ จากข้อมูลล่าสุด hotspot ของ GISTDA ยังพบว่าจุดความร้อนในไทยจำนวนมากเกิดในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรกรรม ทำให้ในบางช่วงประเทศไทยมี hotspot หลายพันจุดต่อวัน เช่น 6,713 จุดในเดือนมีนาคม 2025 สะท้อนว่า “การเผาในประเทศ” ยังเป็นตัวแปรสำคัญแม้จะไม่ใช่ทั้งหมดของปัญหา

สำหรับประเทศไทย ปัญหาถูกเล่าเพียงด้านเดียว เช่น โทษพืชเศรษฐกิจบางชนิด หรือโทษบริษัทเพียงฝ่ายเดียว เรากำลังลดทอนความซับซ้อนของปัญหาให้กลายเป็นเรื่องง่าย…แต่ผิดความจริง คนไทยจึงต้องยอมรับความจริงที่ “การเผา” ในประเทศยังมีอยู่ไม่น้อยและเป็นต้นตอสำคัญของปัญหาฝุ่น PM2.5

ความพยายามผลักดันให้ประเทศไทยประกาศใช้ “กฎหมายอากาศสะอาด” เพราะเชื่อว่าเป็นทางออกที่จำเป็นที่สุดขณะนี้ แต่ก็จำเป็นต้องมั่นใจว่ากฎหมายนี้ได้ผ่านการพิจารณาอย่าง “รอบคอบและรอบด้าน” เพื่อควบคุมและลงโทษผู้ก่อมลพิษ

หากกฎหมายมุ่งเน้นเพียง “บทลงโทษ” โดยไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ทางเลือกของเกษตรกร ต้นทุนการไม่เผา หรือปัญหาหมอกควันข้ามแดน ผลลัพธ์อาจกลายเป็นการผลักภาระไปยัง “เกษตรกรรายเล็ก” ซึ่งมีทรัพยากรจำกัดในการปรับตัว ขณะที่ภาคธุรกิจขนาดใหญ่สามารถปรับตัวตามมาตรฐานได้รวดเร็วกว่า

“สำคัญที่สุด คือ กฎหมายของไทย ไม่สามารถควบคุมการเผาในต่างประเทศได้”

ทางออกที่แท้จริงของปัญหาฝุ่น PM2.5 และควันข้ามแดนควรเริ่มจาก “ความเข้าใจที่ถูกต้อง” ที่วันนี้ข้อเท็จจริงชัดเจนแล้วว่า ฝุ่นไม่ได้มาจากแหล่งเดียว, ควันข้ามแดนมีบทบาทสูง, การเผาในไทยยังเป็นปัจจัยสำคัญ และปัญหานี้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยนโยบายด้านเดียว คนไทยจึงต้องเริ่มจากการยอมรับความจริงทั้งหมด เพื่อเป็นข้อมูลในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ให้คนไทยเข้าถึงอากาศสะอาดทุกคน.

AIS เปิดอินไซต์เครือข่ายสงกรานต์ 69 “หาดพัทยา” ครองแชมป์ใช้ดาต้าสูงสุด ชี้ 5G โตแรง 86% นักท่องเที่ยวใช้งานโรมมิ่งเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

0

AIS เปิดอินไซต์พฤติกรรมการใช้งานดิจิทัลของลูกค้าและคนไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2569 โดยนำเทคโนโลยี AI และ Autonomous Network มายกระดับโครงข่ายทั้งมือถือและเน็ตบ้าน เพื่อรองรับการใช้งานที่เพิ่มขึ้นตลอดช่วงเทศกาล โดยปีนี้พบว่า “หาดพัทยา จ.ชลบุรี” เป็นจุดเล่นน้ำที่มีการใช้งานดาต้าสูงสุด สะท้อนความนิยมของแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ ขณะเดียวกันแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook และ TikTok ครองอันดับแอปพลิเคชันยอดนิยม สอดคล้องกับการเติบโตของการรับชมคอนเทนต์รูปแบบวิดีโอสั้น (Short Video) และสตรีมมิ่งที่ขยายตัวต่อเนื่อง สะท้อนพฤติกรรมการรับชมคอนเทนต์ได้ทุกเวลา โดยเฉพาะคอนเทนต์ประเภท “กีฬา” ที่ได้รับความนิยมสูงสุดบน AIS PLAY

จากการเก็บข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานตั้งแต่วันที่ 13 – 15 เมษายน 2569 พบสถิติการใช้งานเครือข่ายมือถือและเน็ตบ้านของลูกค้าและคนไทยในช่วงเทศกาลแห่งความสุขที่น่าสนใจ ดังนี้

  • ปริมาณ Data 5G ที่ลูกค้าใช้ในช่วงสงกรานต์ มีอัตราการเติบโตของการใช้งานสูงขึ้น 86.7% เมื่อเทียบจากช่วงการใช้งานปกติ
  • 5 จุดเล่นน้ำยอดนิยมทั่วประเทศที่มีการใช้งานดาต้าสูงสุด หาดพัทยา จ.ชลบุรี, หาดบางแสน จ.ชลบุรี, หาดแสงจันทร์ จ.ระยอง, ถนนข้าวทิพย์ จ.จันทบุรี และ ถนนสีลม กรุงเทพมหานคร  
  • จังหวัดที่มีการใช้งานดาต้าผ่านมือถือสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, ชลบุรี, นครราชสีมา, สมุทรปราการ และเชียงใหม่
  • จังหวัดที่มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตบ้านสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, ชลบุรี, นนทบุรี, ปทุมธานี และสมุทรปราการ
  • อัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย (Inbound Roamer) เติบโตถึง 6.68% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อน (YoY) โดยนักท่องเที่ยวจาก จีน, สหรัฐอเมริกา และฮ่องกง เดินทางเข้ามามากที่สุดตามลำดับ
  • ถนนสายหลักที่ประชาชนใช้ในการเดินทางที่มีการใช้งานสูงสุด โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 11 – 15 เมษายน 2569 ได้แก่ ถนนเพชรเกษม, ถนนพหลโยธิน, ถนนสุขุมวิท และถนนมิตรภาพ
  • สถานที่ให้บริการขนส่งสาธารณะยอดฮิตที่มีการใช้งานสูงสุด โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 11 – 15 เมษายน 2569 ได้แก่ ท่าอากาศยานดอนเมือง, ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์, สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ และสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดนครราชสีมา
  • แอปพลิเคชันยอดนิยมที่มีการใช้งานสูงสุดผ่านมือถือ ได้แก่ Facebook, TikTok, YouTube, Instagram, Website และบนเน็ตบ้าน ได้แก่ YouTube, TikTok, AIS Play, Facebook และ Instagram โดยพบว่าประเภทคอนเทนต์ที่มียอดรับชมสูงสุดบน AIS PLAY คือคอนเทนต์กีฬา
  • อัตราการเติบโตของการแลกสิทธิเศษในช่วงสงกรานต์ ตั้งแต่วันที่ 11-15 เมษายน 2569 เพิ่มขึ้น 15%  โดย Top 3 อันดับ สิทธิพิเศษที่ลูกค้าใช้คะแนน AIS Points แลกมากที่สุด อันดับ 1 คือ แลกรับส่วนลด Café Amazon, แลกรับเน็ตไม่จำกัด ความเร็ว 2Mbps นาน 1 วัน และส่วนลด Swensen’s ไอศกรีมมะม่วงซันเด

สรุปภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์เดือนมีนาคม 2569

0

สิ้นเดือนมีนาคม 2569 SET Index ปิดที่ 1,448.14 จุด ลดลง 5.24% จากสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สะท้อนความกังวลของผู้ลงทุนต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ดี ตลาดหลักทรัพย์ไทยปรับตัวลดลงในระดับที่น้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์หลักในภูมิภาคเอเชีย โดยได้รับแรงสนับสนุนจากความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มเสถียรภาพและความคล่องตัวในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 SET Index ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้น 15%

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า แม้ว่าประเทศไทยในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันจะได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีมูลค่าการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสุทธิคิดเป็นสัดส่วนถึง 6% ของรายได้ประชาชาติ และ 58% ของปริมาณที่นำเข้าทั้งหมดมาจากแหล่งผลิตในตะวันออกกลาง แต่ SET Index ปรับตัวลดลงสะท้อนสถานการณ์วิกฤตพลังงานไปในระดับหนึ่งแล้ว ทั้งนี้ การวิเคราะห์โดยอิงจากประมาณการกำไรในอนาคตของนักวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าราคาบางหลักทรัพย์อาจปรับลดลงมากกว่าปัจจัยพื้นฐาน แม้ว่าตลาดสินทรัพย์เสี่ยงจะปรับลดลงจากความกังวลเกี่ยวกับวิกฤตด้านพลังงานไปพอสมควรแล้ว อย่างไรก็ดี ยังคงมีความไม่แน่นอนในหลายด้านที่ยังต้องติดตาม และอาจส่งผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์ต่างๆ ในระยะข้างหน้า ในส่วนของมาตรการภาครัฐ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบหลักการ 7 มาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล มีกำหนดแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 9-10 เมษายน 2569

ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทยเดือนมีนาคม 2569

  • ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 SET Index ปิดที่ 1,448.14 จุด ลดลง 5.24%  จากสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เป็นไปในทิศทางเดียวกับภูมิภาคจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม SET Index ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 ยังคงเพิ่มขึ้น 15% จากสิ้นปี 2568
  • กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี สินค้าอุตสาหกรรม และกลุ่มทรัพยากร
  • มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ mai เดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 75,322 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 95.69% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ในไตรมาส 1/2569 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวม อยู่ที่ 65,109 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
  • ผู้ลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 39,754 ล้านบาทในเดือนมีนาคม 2569 อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2569 ผู้ลงทุนต่างประเทศยังคงซื้อสุทธิสะสมที่ 19,152 ล้านบาท
  • ผู้ลงทุนต่างประเทศยังคงมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ระดับ 53.85% ของมูลค่าการซื้อขายรวม ตามด้วยผู้ลงทุนรายย่อยในประเทศ 32.17% ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ 7.36% และบริษัทหลักทรัพย์ 6.62%
  • Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นมีนาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 14.96 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 12.67 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 16.40 เท่า ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 16.36 เท่า
  • อัตราเงินปันผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นมีนาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 4.25% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 2.94%

ภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) เดือนมีนาคม 2569

  • ในเดือนมีนาคม 2569 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 714,006 สัญญา เพิ่มขึ้น 6.81% จากเดือนก่อน ที่สำคัญจากการเพิ่มขึ้นของ SET50 Index Futures  และ SET50 Index Options ส่งผลให้ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวม อยู่ที่ 613,979 สัญญา เพิ่มขึ้น 47.47% เมื่อเทียบกับปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยรายวันของปี 2568

AIS SIAM จับมือ PMCU จัดกิจกรรม Pet Club สำหรับเจ้าสี่ขาครั้งแรกกลางสยาม!ปักหมุดคอมมูนิตี้คนรักสัตว์เลี้ยง จัดต่อเนื่องทุกเสาร์ที่สองของเดือนตลอดปี

0

AIS SIAM ร่วมกับสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (PMCU) พร้อมด้วยคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ เปิดตัวกิจกรรม “Peturday” ด้วยการจัดงาน “AIS SIAM x SIAM SQUARE PET CLUB” เปิดพื้นที่ใจกลางเมืองครั้งแรกของสยามสแควร์ สร้างคอมมูนิตี้ของคนรักสัตว์เลี้ยง ให้ผู้ปกครองสามารถพาน้องสุนัขมาทำกิจกรรมและใช้เวลาร่วมกันในย่านสยาม

ภายในงานจัดเต็มกิจกรรมสุดพิเศษที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่ที่ใช้ชีวิตร่วมกับสัตว์เลี้ยงอย่างใกล้ชิด อาทิ โชว์เดินแบบผู้ปกครองและน้องสุนัข เวทีเสวนาจากผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์เลี้ยงตัวจริง พร้อมโซนช้อปสินค้า Pet Gadget สำหรับน้องสุนัข ทั้งอุปกรณ์ Pet Tracker และ AiCAM กล้องอัจฉริยะดูแลสัตว์เลี้ยง และอีกมากมาย

ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวว่า “ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘Chula for All’ ที่มุ่งพัฒนาพื้นที่ของจุฬาฯ รวมถึงย่านสยามสแควร์ ให้เป็นพื้นที่สำหรับทุกคนอย่างแท้จริง ไม่เว้นแม้แต่สัตว์เลี้ยงซึ่งถือเป็นสมาชิกสำคัญของครอบครัว จึงเป็นที่มาของความร่วมมือในการจัดงาน AIS SIAM x SIAM SQUARE PET CLUB ในครั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวนับเป็นการผสานพลังระหว่างภาคการศึกษา ภาคเอกชน และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์พื้นที่ที่ไม่เพียงเปิดกว้าง แต่ยังใส่ใจในคุณภาพชีวิตของทุกชีวิตในสังคมสำหรับกิจกรรม ‘Peturday’ ที่จะจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกเดือนนั้น นอกจากจะช่วยสร้างความสุขให้กับทั้งผู้เลี้ยงและสัตว์เลี้ยงแล้ว ยังมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักสัตว์ให้แข็งแรงยิ่งขึ้นในสังคมเมืองหวังเป็นอย่างยิ่งว่า AIS SIAM Pet Club จะเป็นอีกหนึ่งต้นแบบของการพัฒนาพื้นที่เมือง ที่ผสานทั้งความสนุก ความรู้ และความเข้าใจในความหลากหลายของการใช้ชีวิต และทำให้สยามสแควร์เป็นพื้นที่ของทุกคนได้อย่างแท้จริง”

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร AIS กล่าวว่า “การจัดงานในครั้งนี้ นับเป็นจุดเริ่มต้นของกิจกรรม ‘Peturday’ ที่สะท้อนเป้าหมายของ AIS SIAM ในการเป็นพื้นที่ที่เข้าใจไลฟ์สไตล์ของคนเมือง โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ชีวิตร่วมกับสัตว์เลี้ยงที่รักอย่างน้องสุนัข เราตั้งใจเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้ทำกิจกรรมและใช้เวลาร่วมกัน พบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และใกล้ชิดกับผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสัตว์เลี้ยง พร้อมสร้างช่วงเวลาดีๆ ร่วมกับน้องสุนัขอย่างต่อเนื่อง

ภายใต้ความร่วมมือกับ PMCU และทุกภาคส่วน เราเชื่อมั่นว่ากิจกรรมนี้จะช่วยสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักสัตว์ใจกลางเมือง และยกระดับคุณภาพชีวิตของทั้งผู้เลี้ยงและสัตว์เลี้ยงให้เติบโตไปด้วยกันอย่างมีความสุขและยั่งยืน”

ภายในงานยังได้รับความร่วมมือจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ มาร่วมเติมเต็มองค์ความรู้ด้านการดูแลสัตว์เลี้ยงตามหลักวิชาการ พร้อมกิจกรรมหลากหลายตลอดทั้งวัน อาทิ Pet Healthcare Zone บริการตรวจสุขภาพสุนัขเบื้องต้น, Pet Portrait Studio ถ่ายภาพที่ระลึกร่วมกับน้องสุนัข พร้อมแสดงบนจอกลางสยาม และ Pet Collar Workshop กิจกรรม DIY ทำปลอกคอสำหรับสัตว์เลี้ยงตัวโปรด

รวมถึงบูธสินค้าและเทคโนโลยีสำหรับสัตว์เลี้ยงจาก AIS และแบรนด์ชั้นนำ อาทิ อุปกรณ์ Pet Tracker สำหรับติดตามตำแหน่งสัตว์เลี้ยงแบบเรียลไทม์ รวมถึงโซลูชันดิจิทัล AiCAM และ Smart IP Camera กล้องอัจฉริยะที่ช่วยให้เจ้าของสามารถติดตามพฤติกรรมสัตว์เลี้ยงผ่านสมาร์ตโฟนได้อย่างใกล้ชิด ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่ในทุกมิติ

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน คือการปรากฏตัวของ “เจ้านาย จินเจษฎ์” และ “น้องมีโชค” สองนักแสดงนำจากภาพยนตร์ “โกฮัง..หัวใจโกโฮม” ที่มาร่วมสร้างสีสันภายในงานอย่างใกล้ชิด พร้อมร่วมโชว์เดินแบบ Green Carpet Walk เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองพาน้องสุนัขร่วมเดินแบบบนพรมเขียว ท่ามกลางบรรยากาศสุดคึกคักใจกลางสยามสแควร์

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม Pet Care Talk เสวนาในหัวข้อ “Growing Together” โดยหมอปิง น.สพ.ภคพล ฟู่เจริญ สัตวแพทย์ประจำคลินิกพฤติกรรมสัตว์ โรงพยาบาลสัตว์ศิริเวช และศิษย์เก่าจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ที่มาให้ความรู้เรื่องการดูแลพัฒนาการของสุนัขตลอดชีวิตอย่างถูกต้องและครบถ้วน

  • AIS ยังต่อยอดกิจกรรมผ่านแคมเปญสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า ด้วยการใช้คะแนน AIS Points เริ่มต้นเพียง 1 คะแนน ครอบคลุมไลฟ์สไตล์ของคนรักสัตว์เลี้ยงอย่างครบวงจร อาทิ ส่วนลดบริการดูแลสัตว์เลี้ยงที่โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ ใช้ 1 คะแนน แลกรับส่วนลด 100 บาท สำหรับบริการอาบน้ำและตัดขน (เฉพาะลูกค้าใหม่) หรือใช้ 1 คะแนน แลกรับส่วนลด 100 บาท เมื่อซื้อครบ 1,000 บาท สำหรับสินค้าแบรนด์ Dr.Choice ตั้งแต่วันนี้ – 28 กุมภาพันธ์ 2570
  • ส่วนลดที่พัก Pet-Friendly ใช้ 1 คะแนน แลกรับส่วนลด 100 บาท เมื่อจองห้องพักกับ GO Hotel ตั้งแต่วันนี้ – 20 พฤษภาคม 2569
  • ร่วมส่งต่อความห่วงใยสู่สังคม ใช้คะแนนเริ่มต้น 20 คะแนน เพื่อร่วมบริจาคให้กับมูลนิธิบ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ หรือมูลนิธิเดอะวอยซ์ (เสียงจากเรา) ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2569
  • พิเศษ! สำหรับลูกค้า AIS รับสิทธิ์ชมภาพยนตร์ “โกฮัง..หัวใจโกโฮม” ในราคาสุดคุ้ม พร้อมดีลเอ็กซ์คลูซีฟที่ Major Cineplex ใช้เพียง 1 คะแนน แลกรับส่วนลดบัตรชมภาพยนตร์ 40 บาท หรือใช้ 190 คะแนน แลกรับฟรีป๊อปคอร์น ขนาด 64 ออนซ์ รับสิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2569 – ตลอดโปรแกรมฉาย (หรือจนกว่าสิทธิ์จะหมด)

กิจกรรม “Peturday” เปิดโอกาสให้คนรักสุนัขพาน้องสุนัขมาร่วมสนุกและทำกิจกรรมสุดพิเศษได้ทุกวันเสาร์ที่สอง ของเดือนตลอดทั้งปี ณ AIS SIAM สยามสแควร์ ซอย 7 ติดตามข่าวสารและอัปเดตกิจกรรมใหม่ ๆ ได้ที่ Instagram: @aissiam_official

ตามรอยเซียน โดย เจี๊ยบ บางกรวย “ พระนางพญาเข่าโคล้ง องค์สงกรานต์ ปีใหม่ไทย พ.ศ.2569 ”

0

พระอาจารย์สอน หาพระนางพญามาใช้นะเธอ เหนียวสุดและเมตตามหานิยม ใครเห็นใครรัก นะจ๊ะเธอ ยิ่งตอนนี้เกิดสงคราม น้ำมันข้าวของแพง เงินทองหายาก หามาใช้นะ มีท่านอยู่อุ่นกายสบายใจ

มาดูพระนางพญาวันนี้ แจ่มจัดปลัดบอก ตาจมูกปากครบ ตามสูตรพระอาจารย์ พระมีหูตาจมูกปากครบทุกองค์ การหดตัวของเนื้อพระ ทำให้หน้าตาหายไป “มวลสารเม็ดแร่ใน พระนางพญาพิษณุโลก เป็นสิ่งสำคัญในการดู” มักพบเม็ดแร่ทั่วองค์พระ มีสีดำ แดง ชมพู ดอกจำปี ดอกพิกุล ว่าน108 เม็ดเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน แต่ถ้าเจอพระนางพญาสีดำมักพบแร่ทองขึ้นบนเนื้อพระ ทั้งองค์ เคยเห็นของพระอาจารย์ ด้านหลัง แร่ลอย เม็ดผดนูน ต้องโผ่ลนิดเดียวไม่เต็มเม็ด มักเจอรอยนิ้วมือแทบทุกองค์ ข้างตอกตัด เห็นรอยคูดของเม็ดแร่ เล็กใหญ่เป็นธรรมชาติ

นางองค์นี้สีหม้อใหม่ ดินเริ่มสุก มักพบราดำบนเนื้อพระ เพราะเนื้อยังอ่อน อยู่ในกรุมาหลายร้อยปี ฝนตกน้ำท่วม ร้อนชื้นเปียกแห้ง ผ่านมาหมด ถ้าสีเขียวแดง โดนไฟเต็มที่ จนจะเป็นหินแล้ว ราดำกินเนื้อพระไม่ได้ ฝ้านวลดินแบบองค์นี้ เป็นธรรมชาติ ห้ามล้างนะ เก็บไว้เป็นตัวช่วยในการดู พระเก่าหลายร้อยปี มักพบฝ้าดินเช่นนี้

สงกรานต์ปีใหม่ไทย เซียนเจี๊ยบของรดน้ำอวยพร ให้เพื่อน พี่ ลุงป้า น้าอา ปู่ย่าตายาย มีความสุข สุขกายสุขใจ สดชื่น สมหวัง รวย รวย รวย ทุกท่านครับ

“พระอาจารย์สอนเซียนเจี๊ยบบอกต่อ” หวานเจี๊ยบนะจ๊ะเธอ

เจี๊ยบบางกรวยเดินตามรอยพระอาจารย์ 087 0030897

ตลาดหลักทรัพย์ฯ สัญจร ระยอง

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง" หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

“คุณนายพารวย” มีข่าวดีมาบอกนักลงทุนและคนที่สนใจเรื่องการลงทุน โดยเฉพาะพี่น้องชาวระยองและพื้นที่ใกล้เคียง จะได้เตรียมตัวกันให้พร้อม เพราะเดือนเม.ย. ปี 2569 นี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ สัญจร กำลังจะกลับมาอีกครั้ง  หลังจากที่เดินสายมอบความรู้เรื่องการลงทุนและการเงินไปตามจังหวัดต่างๆ   ครั้งนี้ถึงคิวของ “ตลาดหลักทรัพย์ฯ สัญจร จ.ระยอง”  

ปีนี้ “ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” เจ้าภาพงานยกทัพกูรูตัวจริงเสียงจริงไปเสิร์ฟความรู้เรื่องการเงินและการลงทุนแบบจัดเต็มถึงที่ งานเดียวครบ จบทุกเรื่องลงทุน  ยิ่งในภาวะน้ำมันแพงแบบนี้ จะออกจากบ้านทั้งที่ต้องให้คุ้มค่าทั้งเรื่องเวลาและค่าเดินทาง ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่หัดออม หรือมือโปรที่อยากอัปสกิลเทรดก็ตาม ห้ามพลาดงานดีๆ แบบนี้

แน่นอนว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ จัดหนักจัดเต็มเหมือนทุกครั้ง โดยขนสาระความรู้และกิจกรรมดี ๆ มาเพียบ  ไม่ว่าจะเป็น สัมมนาจากกูรูชั้นนำในห้วข้อ “ลงทุนเป็น เห็นพอร์ตโต”  โดยพิชัย เลิศสุพงศ์กิจ CFP® บล.อินโนเวสท์ เอกซ์, จรูญพันธ์ วัฒนวงศ์ จากเพจ น้าแดง x นักลงทุน, อาร์ท ชัชวนันท์ สันธิเดช นายกสมาคมนักลงทุนหุ้นไทย, “ถอดสูตรลงทุน เลือกหุ้นฉบับมือใหม่ แบบ Step by Step”  โดยกวี  ชูกิจเกษม บล.พาย,  “สแกนตลาด หาโอกาสในหุ้นไทย หุ้นโลก”  โดยกิจพณ ไพรไพศาลกิจ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย), ธีร์ธนัตถ์ จิราศิริวัชร บล.หยวนต้า (ประเทศไทย),ชาญชัย พันทาธนากิจ บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย)  และปิดท้ายด้วยหัวข้อ Investor Toolkit ใช้เครื่องมือเทรดให้เป็น เห็นโอกาส”  โดยสินธนันทน์ บุญยอด บล.บัวหลวง , ณรงค์รักษ์ มหาปิยศิลป์ จากเพจ TFEX Station

ผู้ร่วมงานยังจะได้อัปสกิลการเทรด ติดอาวุธไอเดีย เรียนรู้วิธีการปรับพอร์ต กระจายความเสี่ยง เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาด, รับคำปรึกษาแบบใกล้ชิด วางแผนลงทุนและเปิดบัญชีได้ทันทีกับ 20 โบรกเกอร์ชั้นนำและกลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯ    นอกจากนี้ยังมีบริการครบเครื่องทุกเรื่องสินทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็น หุ้นไทย, หุ้นนอก, กองทุนรวม, ฟิวเจอร์ส หรือออปชัน มีให้เลือกตามความสนใจแบบครบถ้วน

นอกจากจะได้ความรู้ติดตัวกลับบ้านแล้ว ยังมีสิทธิพิเศษสำหรับคนที่ทำธุรกรรมภายในงานด้วย และที่สำคัญ! เพียงแค่ ลงทะเบียนล่วงหน้า ก็รับไปเลยฟรี ๆ กับ Gift Set กระเป๋า #investnow และ หนังสือ THE INVESTORS เอาไว้ไปอ่านเติมความรู้ และสะสมเป็นคอลเลคชั่นของสะสมของเอฟซีงานตลาดหลักทรัพย์ฯ สัญจร

ทราบตารางล่วงหน้ากันแล้ว แฟนๆ นักลงทุนกาปฏิทินล็อคคิวรอไว้เลย โดยงาน “ตลาดหลักทรัพย์ฯ สัญจร จ.ระยอง” จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 25 เมษายน 2569 นี้ ตั้งแต่เวลา 09.00  ถึง 17.00 น.  ที่โรงแรมโกลเด้นซิตี้ ระยอง (ห้องสร้อยเพชร 1–3) ใครที่สนใจสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่  https://www.setinvestnow.com/th/set-road-show-rayong-2026    หรือแสกน QR code นี้ได้เลย

การลงทุนมีความเสี่ยง แต่การไม่ลงทุนเลยอาจจะเสี่ยงกว่า ยิ่งสภาพเศรษฐกิจตอนนี้ การลงทุนที่ปลอดภัยและคุ้มค่าที่สุด คือการลงทุนในความรู้ เพราะฉะนั้นใครที่เป็นมือใหม่เพิ่งเริ่มออม หรือมือโปรที่อยากหาไอเดียใหม่ๆ งานนี้คือคำตอบ งานสัมมนาดี ๆ แบบนี้จัดมาให้ถึงที่ แถมยัง เข้าร่วมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย แล้วพบกันที่ระยองค่ะ!

คุณนายพารวย