Home Blog Page 18

TFEX แต่งตั้ง “ตรีวิทย์ วังวรวุฒิ” เป็นกรรมการผู้จัดการคนใหม่ มีผล 5 ม.ค. 2569

0

บมจ. ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) หรือ TFEX เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติแต่งตั้ง นายตรีวิทย์ วังวรวุฒิ ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

นายตรีวิทย์ วังวรวุฒิ เป็นผู้บริหารที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์รอบด้านกว่า 20 ปี ครอบคลุมทั้ง Financial Markets, Investment Banking และการพัฒนาโซลูชันเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับตลาดทุน มีความเข้าใจโครงสร้างระบบนิเวศตลาดทุน ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์หลักของ TFEX ทั้งการรุกขยายฐานผู้ลงทุนให้กว้างขวางขึ้น การพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ที่ตอบโจทย์โลกการลงทุนยุคใหม่ ตลอดจนการยกระดับสภาพคล่องและประสิทธิภาพของตลาดโดยรวม

ตรีวิทย์ วังวรวุฒิ

นายตรีวิทย์ร่วมงานกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตั้งแต่ปี 2563 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการสายงานการตลาด นอกจากนี้ ยังเคยดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็ทเทรด ดอท คอม จำกัด (Settrade) และบริษัท ดิจิทัล แอคเซส แพลตฟอร์ม จำกัด (DAP) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่สำคัญของตลาดทุนไทย

แผนการเงินปีม้า 2569 ล็อคเป้ารับมือ 3 ภัย ศก.แย่, แสกมเมอร์ และ ลูกหนี้อันตราย

0

สรุปสถานการณ์เศรษฐกิจและหลักการเบื้องต้น

จากการวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปี 2569 (2026) พบว่าการเติบโตยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต และยังคงมีความผันผวนและความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัย (เช่น นโยบายทางการค้า, ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์) ซึ่งส่งผลให้เราต้องวางแผนการเงินด้วยความระมัดระวังและเน้นการสร้าง “กันชนทางการเงิน” ให้แข็งแกร่ง

หลักการ 3 ข้อ เพื่อความมั่นคง:

  1. ความยืดหยุ่น (Flexibility): เตรียมเงินสดสำรองให้พร้อมรับมือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
  2. การป้องกัน (Protection): ปกป้องทรัพย์สินจากภัยคุกคามทางไซเบอร์และมิจฉาชีพ
  3. ความเด็ดขาด (Decisiveness): มีนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการให้ผู้อื่นยืมเงิน

1. แผนการเงินเพื่อรับมือเศรษฐกิจที่ไม่ดี (Financial Security Plan)

ในภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตช้า ความเสี่ยงในการถูกเลิกจ้างหรือรายได้ลดลงมีสูง ดังนั้นเป้าหมายหลักคือการสร้างสภาพคล่องและลดภาระหนี้

1.1 การสร้างงบประมาณและการควบคุมค่าใช้จ่าย (Budgeting & Cost Control)

ขั้นตอนรายละเอียดการปฏิบัติหมายเหตุ
จัดทำงบประมาณรายเดือนติดตามรายรับ-รายจ่ายจริงอย่างละเอียด (ใช้แอปพลิเคชันหรือ Excel) โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน: จำเป็น (ค่าอาหาร, ผ่อนบ้าน), ยืดหยุ่น (ค่าเดินทาง, ช้อปปิ้ง), เงินออม/ลงทุนระบุค่าใช้จ่าย “ยืดหยุ่น” ที่สามารถลดลงได้ทันทีหากเกิดวิกฤต
ทบทวนสัญญาบริการยกเลิกบริการสมัครสมาชิก (Subscription) ที่ไม่จำเป็น, พิจารณาแพ็กเกจโทรศัพท์/อินเทอร์เน็ตที่ถูกลงการลดรายจ่ายเล็กน้อยอย่างต่อเนื่องมีผลรวมที่สูง
ลดหนี้ดอกเบี้ยสูงมุ่งเน้นชำระหนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีดอกเบี้ยสูงให้หมดโดยเร็วที่สุด เพื่อลดภาระในระยะยาวหากมีเงินก้อน ให้พิจารณาปิดหนี้ก่อนการลงทุน

1.2 การสร้างเงินสำรองฉุกเฉิน (Emergency Fund)

นี่คือหัวใจสำคัญในการรับมือเศรษฐกิจซบเซา

  • เป้าหมาย: สะสมเงินสดหรือสินทรัพย์สภาพคล่องสูงให้เพียงพอต่อการใช้จ่าย 6-12 เดือน (จากเดิม 3-6 เดือน) เพื่อให้มีเวลาเพียงพอในการหางานใหม่หรือปรับตัวหากรายได้หยุดชะงัก
  • แหล่งเก็บ: ควรเก็บไว้ในบัญชีออมทรัพย์ที่ถอนง่าย หรือกองทุนตลาดเงิน (Money Market Fund) ที่มีความเสี่ยงต่ำ

1.3 การจัดการความเสี่ยงด้านการลงทุน (Investment Management)

  • เน้นความปลอดภัย: ชะลอการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง (เช่น หุ้นรายตัว, คริปโตเคอร์เรนซี) หากเงินสำรองฉุกเฉินยังไม่เต็มจำนวน
  • กระจายความเสี่ยง: หากลงทุนแล้ว ควรมีการกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ประเภทต่างๆ เช่น พันธบัตร, กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์, หรือกองทุนรวมที่มีการกระจายการลงทุนไปทั่วโลก
  • ทบทวนประกัน: ตรวจสอบกรมธรรม์ประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ และประกันชีวิต ให้ครอบคลุมภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล เพราะการป่วยฉุกเฉินคือหนึ่งในสาเหตุหลักของวิกฤตทางการเงิน

2. มาตรการป้องกันสแกมเมอร์ (Anti-Scammer Measures)

กลโกงทางการเงินในประเทศไทยที่พบบ่อยและสร้างความเสียหายสูงสุดคือ การหลอกให้ลงทุน (Investment Scams) และ การหลอกลวงผ่าน Call Center/SMS/ลิงก์ปลอม

2.1 การป้องกันภัยไซเบอร์ (Digital Security)

กลโกงยอดนิยมวิธีการป้องกันที่เข้มงวด
หลอกให้ลงทุน (Pig Butchering Scam)1. ไม่ลงทุนตามคนแปลกหน้า: ไม่ว่าจะเป็นจากแอปหาคู่ หรือการติดต่อส่วนตัวผ่านโซเชียลมีเดีย 2. ผลตอบแทนสูงผิดปกติ: หลีกเลี่ยงการลงทุนที่อ้างว่าให้ผลตอบแทนสูงและแน่นอน (เช่น 20-30% ต่อเดือน) เพราะมักเป็นแชร์ลูกโซ่ 3. ตรวจสอบบริษัท: ตรวจสอบชื่อบริษัทและใบอนุญาตกับสำนักงาน ก.ล.ต. (SEC Thailand) ก่อนเสมอ
Call Center / SMS ปลอม1. ไม่ให้ข้อมูลส่วนตัว: ห้ามให้รหัสผ่าน (Password), รหัส OTP, เลขบัตรประชาชน, หรือเลขบัญชีธนาคาร แก่ผู้ที่โทรมาแอบอ้าง 2. ไม่คลิกลิงก์ที่ไม่รู้จัก: หากได้รับ SMS ที่อ้างว่ามาจากธนาคาร, หน่วยงานราชการ (เช่น สรรพากร, ตำรวจ) หรือบริการขนส่ง ห้ามคลิกลิงก์โดยเด็ดขาด ให้โทรกลับไปยังเบอร์ทางการของหน่วยงานนั้นๆ เอง
บัญชีม้า1. เปิดใช้งานการแจ้งเตือน ทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหวในบัญชี 2. ตั้งค่าจำกัดวงเงินการโอนต่อวัน ให้ต่ำที่สุดเท่าที่จำเป็น เพื่อจำกัดความเสียหายหากถูกดูดเงิน
หลอกขายสินค้า/งานออนไลน์ระวังสินค้าที่ราคาถูกผิดปกติ หรือการเสนองานออนไลน์ที่อ้างว่า “แค่กดไลก์ก็ได้เงิน” ซึ่งมักเป็นขั้นตอนแรกของการหลอกให้โอนเงิน

2.2 การจัดการโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์

  • ติดตั้งแอปป้องกัน: พิจารณาติดตั้งแอปพลิเคชันที่ช่วยกรองเบอร์โทรและ SMS มิจฉาชีพ
  • ใช้ Two-Factor Authentication (2FA): เปิดใช้งานการยืนยันตัวตนสองชั้นสำหรับทุกบัญชีสำคัญ (ธนาคาร, อีเมล, โซเชียลมีเดีย)
  • แยกบัญชี: ไม่ควรใช้โทรศัพท์มือถือเครื่องเดียวทำธุรกรรมทุกอย่าง หากเป็นไปได้ ให้แยกบัญชีเงินจำนวนมากออกจากบัญชีที่ใช้ในชีวิตประจำวันหรือผูกกับแอปพลิเคชันที่ไม่ปลอดภัย

3. นโยบายการให้ยืมเงินแล้วไม่ได้คืน (Lending Policy)

ความสัมพันธ์ทางการเงินกับคนรอบข้างมีความสำคัญ การให้ยืมเงินควรทำด้วยนโยบายที่ชัดเจนเพื่อป้องกันความขัดแย้งและความเสียหายทางการเงิน

3.1 กำหนด “งบประมาณความช่วยเหลือ”

  • เปลี่ยนความคิด: ให้คิดว่าการให้ยืมเงินคือ “การให้ความช่วยเหลือ” ที่คุณพร้อมจะเสียเงินก้อนนั้นไปได้ หากลูกหนี้ไม่สามารถคืนได้จริง
  • วงเงินที่พร้อมเสีย: กำหนดวงเงินสูงสุดที่คุณ “สามารถให้ยืม” ได้ตลอดทั้งปี โดยไม่กระทบต่อเป้าหมายทางการเงินหลักของคุณ (เช่น ไม่แตะเงินสำรองฉุกเฉิน) หากคำขอเกินกว่าวงเงินนี้ ให้ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด

3.2 การพิจารณาคำขออย่างมีหลักการ (Due Diligence)

ก่อนตัดสินใจให้ยืมเงิน ให้พิจารณาคำถามเหล่านี้:

  • 1. ยืมไปทำอะไร?: หากยืมไปใช้หนี้พนัน, ลงทุนผิดกฎหมาย, หรือใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ควรปฏิเสธ
  • 2. แผนการคืนเงิน?: ขอให้ลูกหนี้ระบุวันที่แน่นอนและจำนวนเงินที่คืนเป็นงวดๆ อย่างชัดเจน
  • 3. ความสามารถในการชำระหนี้?: พิจารณาจากรายได้และภาระหนี้สินปัจจุบันของบุคคลนั้น (แต่ไม่ควรล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวมากเกินไป)

3.3 การจัดทำเอกสารและข้อตกลง (Documentation)

เพื่อให้การให้ยืมเงินมีความชัดเจนและเป็นไปตามกฎหมาย (แม้จะเป็นคนรู้จัก)

  • ทำสัญญากู้ยืมเป็นลายลักษณ์อักษร: ระบุยอดเงิน, อัตราดอกเบี้ย (หากมี), กำหนดชำระ, และลายเซ็นของผู้ยืมและผู้ให้ยืม อย่าให้ยืมเงินก้อนใหญ่ด้วยวาจาเด็ดขาด
  • หลักฐานการโอน: โอนเงินผ่านธนาคารเท่านั้น และเก็บบันทึกสลิปการโอนและข้อความที่ระบุว่า “โอนเพื่อการกู้ยืม” ไว้เป็นหลักฐาน
  • หลีกเลี่ยงการค้ำประกัน: หลีกเลี่ยงการเป็นผู้ค้ำประกันให้ผู้อื่น เพราะหากเขาผิดนัดชำระ คุณต้องรับผิดชอบหนี้สินทั้งหมดแทน

ทั้งหมดนี้ เราสามารถนำแผนการนี้ไปปรับใช้เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินเพื่อปี 2569 ดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย

รู้เก็บรู้ออม : ปรับพอร์ตรับปีม้า!!

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง" หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

สวัสดีปีใหม่แฟนๆคอลัมน์ “รู้เก็บรู้ออม” ทุกท่านค่ะ ตอนนี้หลายคนคงปรับโหมดกลับสู่ชีวิตการทำงานกันแล้ว หลังจากที่ได้ชาร์จแบต เที่ยวพักผ่อน ฉลองปีใหม่กับครอบครัว และเพื่อนสนิทมิตรสหายกันเต็มที่ ก็ได้เวลากลับมาทำงาน หารายได้เลี้ยงตัวเองและครอบครัวกันต่อ

“คุณนายพารวย” ย้ำทุกปีว่า อยากให้ใช้โอกาสปีใหม่นี้ในการทบทวน และวางแผนการเงินใหม่ในแต่ละปี โดยสามารถเริ่มต้นด้วยการสำรวจพอร์ตลงทุนของตัวเองว่า ปีนี้ต้องปรับเปลี่ยนแนวทางและสัดส่วนการลงทุนอย่างไร ถึงแม้ว่าหลายคนอาจพอใจกับผลตอบแทนจากการลงทุนของปีที่ผ่านมา แต่การทบทวนสัดส่วนสินทรัพย์ลงทุนนั้นเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อปรับให้เข้ากับสถานการณ์ลงทุนปัจจุบัน และบริหารความเสี่ยงในอนาคต

 เว็บ SET investnow ได้แนะนำเทคนิคกระจายความเสี่ยง ปรับพอร์ตให้แกร่ง เพิ่มผลตอบแทน โดยให้เหตุผลว่าถึงแม้ปีที่แล้ว หุ้นเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) สร้างผลตอบแทนให้ได้อย่างโดดเด่นตลอดปี แต่พอร์ตลงทุนที่ดูดีในวันนี้ อาจกลายเป็นพอร์ตลงทุนที่เสี่ยงกระจุกตัวเกินไปได้เหมือนกัน หากไม่ได้ทบทวนสัดส่วนสินทรัพย์ลงทุน

5 วิธีง่ายๆในการกระจายพอร์ตลงทุน และทำให้พอร์ตเราแข็งแกร่งขึ้นสำหรับปี 2569 เริ่มด้วย 1.ปรับสมดุลพอร์ต ปรับสัดส่วนพอร์ตลงทุนให้กลับมาอยู่ในสัดส่วนเดิม เพื่อไม่ให้รับความเสี่ยงมากเกินไป เพราะตอนหุ้นขึ้นแรงๆ พอร์ตเราก็จะมีสัดส่วนลงทุนสินทรัพย์ที่เป็นหุ้นเพิ่มขึ้น แต่หากตลาดหุ้นเกิดตกลงมาแรงๆ พอร์ตของเราจะเสียหายหนักกว่าที่คิด 

ซึ่งการปรับสัดส่วนสามารถทำได้ 2 แบบ คือ แบบแรก Overweight ขายสินทรัพย์ลงทุนประเภทที่เกินสัดส่วนเดิม แล้วนำไปซื้อสินทรัพย์อื่นเพื่อให้สัดส่วนเหมือนเดิมกับแบบ Under weight นำเงินมาเติมในพอร์ต เพื่อซื้อสินทรัพย์ที่มีสัดส่วนลดลงให้กลับมาเท่าเดิม

2.เพิ่มน้ำหนักพันธบัตร สร้าง “แนวกันชน” คุ้มครองพอร์ตรับวัยเกษียณ ช่วงวัยนี้ควรเริ่มลดความเสี่ยงในพอร์ตลงทุนลงบางส่วน และสร้างแนวกันชนด้วยสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น เช่น พันธบัตรคุณภาพดี อายุสั้นถึงปานกลาง และเงินสดบางส่วน ช่วยให้พอร์ตปลอดภัยมากขึ้นและมีโอกาสเติบโตระยะยาว 3.เพิ่มหุ้นต่างประเทศ (หุ้นนอกสหรัฐอเมริกา หรือ Non-US) ช่วยกระจายความเสี่ยงประเทศหรือสกุลเงิน และเปิดโอกาสได้รับผลตอบแทนจากหุ้นที่มีแนวโน้มให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดสหรัฐอเมริกา

4.เพิ่มหุ้นคุณค่าและหุ้นขนาดเล็ก ลดความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีหรือหุ้นยักษ์ใหญ่ (Mega cap) มากเกินไป และเป็นการเพิ่มโอกาสทำกำไรจากหุ้นที่ยังปรับตัวขึ้นไม่มาก

และ 5.เพิ่มหุ้นปันผล สร้างกระแสเงินสดและเสริมเสถียรภาพให้พอร์ตลงทุน ลดการพึ่งพาแค่ธีม AI หรือหุ้นเทคเท่านั้น ขณะเดียวกัน รายได้จากเงินปันผลก็ช่วยเพิ่มเสถียรภาพให้ผลตอบแทนรวมของพอร์ตลงทุนในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาหุ้นผันผวน

เริ่มต้นปีใหม่ด้วยการทำตามเทคนิคง่ายๆนี้ ก็จะช่วยบริหารความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน ขณะเดียวกันก็ทำให้พอร์ตแข็งแกร่งขึ้น และเติบโตไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ในปี 2569 ได้แน่ๆ.

คุณนายพารวย

AIS ยืนยัน เบอร์โทรเข้าจาก 1175 และ .AIS1175 ไม่ใช่มิจฉาชีพ อย่าหลงเชื่อ และโปรดอย่าส่งต่อข้อมูลอันเป็นเท็จ

0

AIS ขอชี้แจงกรณีที่มีการส่งต่อข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ อ้างว่า “หากรับสายจากหมายเลข 1175 หรือ .AIS1175 จะทำให้มิจฉาชีพเข้าถึงบัญชีการเงินและดูดเงินได้ทันที แม้ไม่ได้สนทนา” นั้น ไม่เป็นความจริง

ทาง AIS ขอยืนยันว่า “1175” เป็นเบอร์โทรของศูนย์บริการคอนแทคเซ็นเตอร์ของบริษัทฯ ใช้สำหรับให้ข้อมูลและอำนวยความสะดวกด้านบริการของ AIS เท่านั้น เช่น การสอบถามบริการ การสมัครแพ็กเกจ และการติดต่อดูแลการใช้งาน ไม่สามารถเข้าถึงบัญชีหรือแอปพลิเคชันทางการเงินของลูกค้าได้จากการรับสาย

ทั้งนี้ ชื่อผู้โทรเข้าอาจแสดงได้หลายรูปแบบ เช่น 1175, .AIS1175 หรือ .AIS Call Center ซึ่งอาจเคยถูกบันทึกไว้ในซิมเพื่อความสะดวก และลูกค้าสามารถ ลบหรือแก้ไขชื่อที่บันทึกได้ด้วยตนเอง หากลูกค้าสงสัยว่ามีความเสี่ยงจากการหลอกลวง สามารถแจ้งมาได้ที่ บริการ *1185# แจ้งอุ่นใจ ตัดสายโจร เพียงกด *1185# โทรออก หรือ 1185 AIS Spam Report Center ตลอด 24 ชั่วโมง โดย AIS จะประสานงานร่วมตรวจสอบกับฝ่ายความมั่นคงอย่าง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ตำรวจไซเบอร์ ตลอด 24 ชั่วโมง

ขอความร่วมมือประชาชนหยุดส่งต่อข้อความที่ไม่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด

เมืองไทยประกันชีวิต จัดพิธีทำบุญเสริมสิริมงคล ต้อนรับปีใหม่ ปี 2569

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) จัดพิธีทำบุญเสริมสิริมงคล เนื่องในโอกาสต้อนรับปีใหม่  ปี 2569  โดยมี นายโพธิพงษ์ ล่ำซำ ประธานกรรมการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนางยุพา ล่ำซำ  นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดร.สุธี โมกขะเวส กรรมการผู้จัดการ นายภูมิชาย ล่ำซำ   ที่ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  คณะผู้บริหารและพนักงานร่วมในพิธี 

พร้อมประกาศเดินหน้าดำเนินธุรกิจด้วยความมุ่งมั่นในการส่งมอบความสุขและรอยยิ้มให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ควบคู่ไปกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติ  ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ ช่องทางการขาย คุณภาพการให้บริการที่ดี เข้าถึงได้ง่าย นวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างลงตัว และการพัฒนาด้านบุคลากรรอบด้าน  โดยมีเป้าหมายในการเป็นคู่คิดด้านการวางแผนชีวิตและสุขภาพที่ลูกค้าวางใจ พร้อมอยู่เคียงข้างดูแลในทุกช่วงของชีวิต อีกทั้งยังรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจที่เติบโตอย่างมั่นคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง พิธีจัดขึ้น ณ เมืองไทยประกันชีวิต สำนักงานใหญ่ 

สรุปภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์เดือนธันวาคม และปี 2568

0
ในเดือนธันวาคม 2568 ตลาดหลักทรัพย์ไทยได้รับแรงหนุนจากหลายปัจจัย เช่น มูลค่า (Valuation) ของหลักทรัพย์ที่ปรับลดลงมาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์อื่นในภูมิภาค อัตราปันผลตอบแทนอยู่ในระดับที่น่าสนใจ  การเข้าซื้อกองทุน Thai ESG เพื่อได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ประกอบกับการกลับมาซื้อสุทธิของผู้ลงทุนต่างชาติ อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการลงทุนยังคงได้รับแรงกดดันจากความกังวลหลายประการ อาทิ การยุบสภา ผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อภาคส่งออกและการท่องเที่ยว และแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวในปี 2569 ดัชนี SET Index ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 ปิดที่ระดับ 1,259.67 จุด เพิ่มขึ้น 0.2% จากสิ้นเดือนก่อนหน้า แต่ลดลง 10.0% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2567

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เดือนธันวาคมได้รับปัจจัยสนับสนุนจากเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชียจากการปรับลดดอกเบี้ยของ Fed และการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาภาพรวมของปี 2568 ดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ แสดงถึงความยืดหยุ่นทางนโยบาย (Policy space) ที่เริ่มจำกัด ทำให้เห็นสัญญาณเงินลงทุนต่างชาติไหลออกจากหุ้นและพันธบัตรระยะสั้น ในส่วนของดัชนี SET Index ปรับตัวลงค่อนข้างมากจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์น่าสนใจ บริษัทจดทะเบียนหลายแห่งจึงดำเนินการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารสภาพคล่องและสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ลงทุน นอกจากนี้ ในภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ ผู้ที่สนใจการลงทุนระยะยาวอาจพิจารณาให้ความสำคัญกับกลุ่มหุ้นปันผล ทั้งนี้ Total Return Index (TRI) โดยเฉพาะ SETHD TRI สะท้อนผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สะสมมาอย่างสม่ำเสมอ

ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทยเดือนธันวาคม และปี 2568

  • SET Index ปิดที่ 1,259.67 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.2% จากเดือนก่อนหน้า แต่ลดลง 10.0% จากสิ้นปี 2567 โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2567 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี และ กลุ่มการเงิน
  • มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ mai อยู่ที่ 31,474 ล้านบาท ลดลง 22.7% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ในปี 2568 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมอยู่ที่ 41,405 ล้านบาท
  • ผู้ลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิ 6,202 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ยอดขายสุทธิสะสมทั้งปีอยู่ที่ 107,096 ล้านบาท
  • ผู้ลงทุนต่างประเทศยังคงมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ระดับ 54.08% ของมูลค่าการซื้อขายรวม ตามด้วยผู้ลงทุนรายย่อยในประเทศ 28.98% ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ 10.67% และบริษัทหลักทรัพย์ 6.27%
  • มีบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ซื้อขายใน mai 1 หลักทรัพย์ ได้แก่ บมจ. เอ็นทีเอฟ อินเตอร์กรุ๊ป (ประเทศไทย) (NTF)
  • Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 13.9 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 15.1 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 13.5 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 16.9 เท่า
  • อัตราเงินปันผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 4.04% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 2.85%

ภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) เดือนธันวาคม และปี 2568

  • ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 430,800 สัญญา เพิ่มขึ้น 30.9% จากเดือนก่อน ที่สำคัญจากการเพิ่มขึ้นของ Single Stock Futures  SET50 Index Futures และ Currency Futures ส่งผลให้ ในปี 2568 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 416,352 สัญญา ลดลง 13.9% จากปีก่อน ที่สำคัญจากการลดลงของ Single Stock Futures และ SET50 Index Futures

ตลาดหลักทรัพย์ฯ รับจดทะเบียน 8 DR ใหม่ อ้างอิงหุ้นชั้นนำฮ่องกง-สหรัฐฯ ออกโดย BLS เริ่มซื้อขาย 9 ม.ค. นี้

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รับจดทะเบียนตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) 8 หลักทรัพย์ใหม่ อ้างอิงหุ้นชั้นนำในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (HKEX) 3 หลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) 2 หลักทรัพย์ และตลาดแนสแด็ก (Nasdaq) 3 หลักทรัพย์ ออกโดย บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) (BLS) เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ไทย 9 มกราคม 2569

ชื่อย่อ DRหลักทรัพย์อ้างอิงรายละเอียดธุรกิจตลาดหลักทรัพย์ที่จดทะเบียน
BILIBILI01Bilibili Inc. (9626)บริษัทเทคโนโลยีของจีน ที่ให้บริการแพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์และคอนเทนต์บันเทิงHKEX
KUAISH01Kuaishou Technology (1024)แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นและไลฟ์สตรีมมิ่งชั้นนำของจีน ที่ให้บริการเนื้อหาเพื่อความบันเทิงและขายสินค้าออนไลน์HKEX
SMIC01Semiconductor Manufacturing International Corporation (981)ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ของจีน ที่ออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตชิป รวมถึงแผงวงจรรวมHKEX
ISRG01Intuitive Surgical, Inc. (ISRG)บริษัทเทคโนโลยีการแพทย์ชั้นนำ เชี่ยวชาญการออกแบบ พัฒนา และผลิตหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดNasdaq
MICRON01Micron Technology, Inc (MU)บริษัทผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ที่เน้นด้านหน่วยความจำและการจัดเก็บข้อมูลNasdaq
PLTR01Palantir Technologies Inc.  (PLTR)บริษัทซอฟต์แวร์ที่เชี่ยวชาญการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ที่ช่วยองค์กรในการตัดสินใจ การวางแผน และการจัดการข้อมูลNasdaq
CRM01Salesforce, Inc. (CRM)ผู้นำด้านซอฟต์แวร์การจัดการความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) ที่โดดเด่นด้าน AI และ CloudNYSE
ORCL01Oracle Corporation (ORCL)บริษัทเทคโนโลยีที่ให้บริการด้านซอฟต์แวร์ระดับองค์กรและโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ สำหรับประมวลผล จัดเก็บข้อมูล และระบบเครือข่ายNYSE

ผู้สนใจศึกษารายละเอียด 8 DR ใหม่ได้ที่เว็บไซต์สำนักงาน ก.ล.ต. www.sec.or.th หรือบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์คือ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) www.bualuang.co.th/dr หรือศึกษาผลิตภัณฑ์ DR เพิ่มเติมได้ที่ www.set.or.th/dr

“เนื้อปลาฟู” นวัตกรรมเพิ่มมูลค่าปลาหมอคางดำ ปรุงได้หลายเมนู หนุนบริโภคเพื่อลดสัตว์ต่างถิ่น

0
-สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิจัยและพัฒนา “เนื้อปลาฟู” จากปลาหมอคางดำ
-“เนื้อปลาฟู” เป็นผลิตภัณฑ์ขั้นต้นสามารถนำไปต่อยอดปรุงเป็นอาหารได้กว่า 10 เมนู อาทิเช่น น้ำพริกสูตรต่างๆ ผงโรยข้าว
-เก็บได้นาน 6 เดือนในสภาวะอุณหภูมิห้อง ไม่มีสารกันเสีย ตอบโจทย์ทั้งด้านโภชนาการ ส่งเสริมให้เกิดการ “กินเพื่อคุม” ปลาต่างถิ่น สร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการ และผู้บริโภคในพื้นที่ห่างไกล

“การใช้ประโยชน์ด้วยการบริโภค” เป็นแนวทางสำคัญในการจัดการและควบคุมประชากร “ปลาต่างถิ่น” โดยเฉพาะ ปลาหมอคางดำ (Blackchin tilapia) ทีมนักวิจัยของสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มองเห็นการวิจัยพัฒนาแปรรูปปลาเพื่อส่งเสริมการ “กินเพื่อคุมและกำจัด” ขยายวงกว้างขึ้น และมีผลลัพธ์ต่อยอดโอกาสทางธุรกิจของชุมชน จึงได้พัฒนากระบวนการแปรรูป “เนื้อปลาฟู” ให้อยู่ในรูปของผลิตภัณฑ์ขั้นต้น (Raw material) ที่สามารถนำไปต่อยอดเพิ่มมูลค่าในรูปผลิตภัณฑ์พร้อมบริโภค ช่วยส่งเสริมให้การบริโภคปลาชนิดนี้ง่ายและหลากหลายยิ่งขึ้น โดยเนื้อปลาฟูดังกล่าวเก็บได้นานถึง 6 เดือนในสภาวะอุณหภูมิห้อง พร้อมตอบโจทย์ทั้งด้านโภชนาการ สร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการ และผู้บริโภคในพื้นที่ห่างไกล

ปลาหมอคางดำจัดเป็นปลาต่างถิ่นที่สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลากหลาย ตั้งแต่อาหารจานหลัก ของกินเล่น น้ำพริก ไปจนถึงน้ำปลา หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปในครัวเรือนอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม มาตรการควบคุมและการเฝ้าระวังในการเคลื่อนย้ายปลา ทำให้ประชาชนในหลายพื้นที่อาจจะเข้าถึงปลาหมอคางดำนี้ได้ค่อนข้างยาก

สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปลี่ยน “ปัญหาในแหล่งน้ำ” ให้เป็น “โอกาสในจานอาหาร” ได้ดำเนินการ วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีแปรรูปปลาหมอคางดำ ให้อยู่ในรูปวัตถุดิบที่มีศักยภาพเก็บรักษาได้นาน ขนย้ายได้ง่าย ราคาเข้าถึงได้ ภายใต้แนวคิดการแปรรูปด้วยกระบวนการและเทคโนโลยีต้นทุนต่ำ โดยเน้นเพิ่มมูลค่าและยืดอายุการเก็บรักษา

การแปรรูปเป็น “เนื้อปลาฟู” จึงเป็นอีกหนึ่งทางออกที่ตอบโจทย์ต่อผู้บริโภคและธุรกิจแปรรูป เพราะสามารถนำไปเป็นวัตถุดิบหรือปรุงอาหารได้ทันที โดยไม่ต้องขอดเกล็ดหรือเลาะก้าง และจัดการได้ง่ายเหมือนมี “เนื้อปลาพร้อมปรุง” เก็บรักษาได้นาน 6 เดือน ภายใต้การผลิตและบรรจุที่ถูกสุขลักษณะ เพิ่มความสะดวกสบายหยิบมาปรุงได้ตลอดเวลา ช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการจับปลาขึ้นมาบริโภคอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมแปรรูปปลาขั้นต้นระดับชุมชน สร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรที่มีอยู่

อาจารย์ญาธิปวีร์ ปักแก้ว นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการ ฝ่ายโภชนาการและสุขภาพ และ อาจารย์พัทธินันท์ วาริชนันท์ นักวิจัยชำนาญการพิเศษ ฝ่ายจุลชีววิทยาประยุกต์ เป็นทีมวิจัยเบื้องหลังพัฒนานวัตกรรม “ปลาหมอคางดำฟู” กล่าวว่า ทีมวิจัยใช้หลักการเฮอเดิลเทคโนโลยี (Hurdle Technology) หรือ การถนอมอาหารแบบผสมผสาน ร่วมกับการใช้กระบวนการที่สำคัญ โดยเฉพาะ การแช่เนื้อปลาด้วยน้ำเกลือความเข้มข้น 5% เพื่อช่วยเพิ่มรสชาติให้กับเนื้อปลา ลดความคาวร่วมด้วยการทำแห้งด้วยลมร้อน ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นในช่วงที่เหมาะสม จนได้เนื้อปลาฟูที่มีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่ดีและเป็นที่ยอมรับ มีความฟูและกลิ่นหอมที่มีเอกลักษณ์เก็บรักษาได้นานถึง 6 เดือน โดยไม่มีวัตถุกันเสีย และยังคงคุณค่าทางโภชนาการของเนื้อปลาไว้ได้อย่างดี

ทีมนักวิจัยได้พัฒนาและทดสอบกระบวนการแปรรูปจนได้เนื้อปลาฟูที่ปลอดภัย มีรสชาติกลมกล่อม และสามารถนำไปปรุงเป็นอาหารได้หลากหลายกว่า 10 เมนู อาทิเช่น น้ำพริกสูตรต่างๆทั้งแบบดั้งเดิมและแบบประยุกต์ ผงโรยข้าว ยำปลาฟู รวมถึงเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่นๆในอนาคต

อาจารย์ญาธิปวีร์ มองว่า นวัตกรรม “เนื้อปลาฟู” จากปลาหมอคางดำ เป็นแนวทางการ เพิ่มมูลค่าให้กับปลา ที่สนับสนุนให้เกิดการ จับขึ้นมาใช้ประโยชน์และบริโภคอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “กินเพื่อคุม” ที่ใช้การบริโภคอย่างสร้างสรรค์เป็นกลไกควบคุมประชากรปลา ขณะเดียวกัน ยังสามารถต่อยอดเป็น “ธุรกิจของชุมชน” ในการแปรรูปขั้นต้น สร้างรายได้ และเสริมความมั่นคงทางอาหารไม่แพ้ปลาท้องถิ่นอื่นๆ.

AIS PLAY เปิดศักราชใหม่! คว้าลิขสิทธิ์ กอล์ฟ DP World Tour ประเดิมแมตช์แรก 15 ม.ค.นี้

0

AIS PLAY ผู้นำด้านบริการวิดีโอสตรีมมิงและคอนเทนต์กีฬาในประเทศไทย ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญกับ DP World Tour เพื่อถ่ายทอดสดการแข่งขันกอล์ฟอาชีพชาย DP World Tour ฤดูกาล 2026 การร่วมมือครั้งนี้จะนำสุดยอดวงสวิงจากนักกอล์ฟระดับโลก ส่งตรงถึงแฟนกอล์ฟชาวไทยให้ได้ร่วมลุ้นความตื่นเต้นตลอดฤดูกาลแข่งขัน “Race to Dubai” ผ่านสมาร์ตโฟน, แท็บเล็ต และสมาร์ตทีวี ให้รับชมได้ทุกที่ผ่าน AIS PLAY ตอกย้ำบทบาทของ AIS ในการยกระดับการเป็นศูนย์รวมคอนเทนต์ชั้นนำในด้าน Sports & Entertainment อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยกลยุทธ์ “เก็บครบ จบทุกกีฬาในแพลตฟอร์มเดียว” ครอบคลุมคอนเทนต์กีฬาระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลพรีเมียร์ลีก, บาสเก็ตบอล NBA, อเมริกันฟุตบอล NFL ตลอดจนกอล์ฟระดับโลกอย่าง PGA, LPGA จนถึง DP World Tour

รุ่งทิพย์ จารุศิริพิพัฒน์ หัวหน้าฝ่ายงานธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนท์ AIS

นางสาวรุ่งทิพย์ จารุศิริพิพัฒน์ หัวหน้าฝ่ายงานธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนท์ AIS กล่าวว่า “AIS PLAY พร้อมยกระดับเกมการแข่งขันในตลาดคอนเทนต์ไปอีกขั้น ด้วยการส่งตรงคอนเทนต์กอล์ฟระดับพรีเมียมตรงสู่กลุ่มเป้าหมายของเรา ขยายลิขสิทธิ์กอล์ฟจากเดิมที่มี PGA Tour และ LPGA Tour อยู่แล้ว ให้ครอบคลุมถึง DP World Tour ซึ่งเป็นสังเวียนระดับโลกอันทรงเกียรติ ที่รวมนักกอล์ฟระดับซูเปอร์สตาร์อย่าง รอรี่ แม็คอิลรอย และโปรแถวหน้าของโลกมาแข่งขันกันอย่างเข้มข้นในสนามต่างๆ 25 ประเทศ การจับมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแต่สะท้อนวิสัยทัศน์ของ AIS PLAY ในการเปลี่ยนผ่านจากผู้ให้บริการความบันเทิงทั่วไป ไปสู่ศูนย์กลางคอนเทนต์กีฬาอย่างแข็งแกร่ง แต่เรายังเชื่อมั่นว่าการเสริมทัพด้วย DP World Tour จะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ทำให้ AIS PLAY ก้าวขึ้นเป็น ผู้นำของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่ครองใจคอกีฬาและผู้ชมชาวไทยอย่างแท้จริง พร้อมมุ่งมั่นคัดสรรคอนเทนต์คุณภาพเพื่อส่งมอบความสุขและความบันเทิงที่ไร้ขีดจำกัดต่อไป”

นายริชาร์ด บันน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายได้และคอนเทนต์ของ DP World Tour  เสริมว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ AIS PLAY ในการนำความเข้มข้นของการแข่งขัน DP World Tour มาสู่สายตาแฟนกอล์ฟชาวไทย ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีฐานแฟนกอล์ฟที่เหนียวแน่นและเติบโตอย่างรวดเร็วในภูมิภาคเอเชีย เรามั่นใจว่าศักยภาพของ AIS PLAY จะยกระดับประสบการณ์การรับชมสู่มาตรฐานระดับเวิลด์คลาสให้กับผู้ชมชาวไทย พร้อมถ่ายทอดทุกอารมณ์และบรรยากาศจากสนามแข่งขันระดับไอคอนิกที่เราไปเยือนทั่วโลก ส่งตรงถึงหน้าจอผู้ชมได้อย่างสมบูรณ์แบบ”

สำหรับ DP World Tour เป็นทัวร์กอล์ฟระดับโลกที่รวบรวมซูเปอร์สตาร์ชั้นนำอย่าง รอรี่ แม็คอิลรอย และเหล่าโปรยอดฝีมือจากทั่วโลก มาประชันฝีมือในสนามระดับไอคอนิกตลอดทั้งฤดูกาล แฟนกีฬาสามารถติดตามชมการแข่งขัน DP World Tour ได้อย่างเต็มอรรถรส ที่จะเปิดฉากสนามแรกในรายการ Dubai Invitational ที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในวันที่ 15 มกราคม 2569 นี้

ลูกค้า AIS สามารถรับชมการแข่งขันกอล์ฟ DP World Tour ในแบบเอ็กซ์คลูซีฟ (Exclusive) ในปี 2026 ผ่าน AIS PLAY  เพียงเลือกสมัคร 1 ใน 3 แพ็กเกจมัดรวบคอนเทนต์เพื่อคอกีฬา  

  • แพ็กเกจ GOLF ราคา 499 บาท/เดือน (ไม่รวม VAT) สามารถรับชมการแข่งขันกอล์ฟอย่าง PGA Tour, LPGA Tour, DP World Tour และรายการกอล์ฟชั้นนำระดับโลก จบในแพ็กเดียว ลูกค้ามือถือสมัครกด *678*499# โทรออกหรือที่ https://www.ais.th/consumers/entertainment/sport/golf
  • แพ็กเกจ PLAY SPORTS ราคา 599 บาท/เดือน (ไม่รวม VAT) เปิดทางสู่คอนเทนต์กีฬาระดับโลกและช่องพรีเมียม อาทิ กอล์ฟ (PGA Tour, LPGA Tour, DP World Tour), เทนนิส ATP Tour, ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ, ลีกเอิง ฝรั่งเศส, อเมริกันฟุตบอล NFL, บาสเก็ตบอล NBA รวมถึงคอนเทนต์บันเทิงจาก Prime Video และ Monomax ลูกค้ามือถือสมัครกด *678*88 โทรออก หรือที่ https://www.ais.th/consumers/entertainment/ais-play/play-sports 
  • แพ็กเกจ PLAY ULTIMATE+SPORTS ราคา 1,499 บาท/เดือน (ไม่รวม VAT) ครบจบในแพ็กเดียว ทั้งคอนเทนต์กีฬาแบบเต็มอิ่ม อาทิ กอล์ฟ (PGA Tour, LPGA Tour, DP World Tour), เทนนิส ATP Tour, ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ, ลีก เอิง ฝรั่งเศส, อเมริกันฟุตบอล NFL, บาสเก็ตบอล NBA มาพร้อมสิทธิ์รับชมสตรีมมิงแอปชั้นนำอย่าง Netflix, HBO Max, Disney+, Prime Video, iQIYI, Viu, WeTV, Monomax และ oneD ครบถ้วนทั้งกีฬาและความบันเทิงในแพ็กเดียว ลูกค้ามือถือสมัครกด *678*1 โทรออก สมัครได้ที่ https://www.ais.th/consumers/entertainment/ais-play/play-ultimate

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ais.th/consumers/entertainment

กกร. เตือนศก.ไทยปี 69 โตต่ำกว่า 2% ต่ำสุดในรอบ 30 ปี เผชิญปัญหาเพียบรุมเร้ารอบด้าน

0

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย  เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เมื่อวันที่ 7 มกราคม พ.ศ.2569  โดยมีนายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทยและ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  ร่วมแถลงข่าว มีเนื้อหาว่า

เศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มโตต่ำกว่า 2% เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี หากไม่รวมช่วงวิกฤติ ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน และคาดว่าไทยจะโตต่ำสุดในภูมิภาค จากทั้งความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิมด้วยขนาดเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่และหนี้ ครัวเรือนสูง ขาดความสามารถทางการแข่งขันในโลกใหม่ ข้อจำกัดทางงบประมาณทางการคลัง และความท้าทายของภาครัฐที่มีกฎระเบียบจำนวนมากและข้อมูลขาดความเชื่อมโยง ประกอบกับผลกระทบจากภัยพิบัติในปีก่อนหน้า ค่าเงินบาทแข็งค่า อาชญากรรมทางไซเบอร์ การเคลื่อนย้ายเงินทุนเทา และความเสี่ยงจากกระบวนการจัดทำงบประมาณที่ล่าช้า

กกร. มีความกังวลต่อค่าเงินบาทที่แข็งค่า 8.2% ในปี ที่ผ่านมา เป็นอันดับที่สองของภูมิภาค ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันการส่งออกเสมือนการที่ภาคธุรกิจโดนเรียกเก็บภาษี (tariff) เพิ่มเติม เป็นการเซาะกร่อนภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ส่งออก จึงอยากให้หน่วยงานการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องดูแลการเคลื่อนไหวของค่าเงินที่มีการแข็งค่าตามราคาทองคำ และบทบาทของการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยต่อค่าเงินบาท โดย กกร. สนับสนุนให้ภาครัฐเร่งดำเนินการ connect the dots เพิ่มการรับรู้แหล่งที่มาของเงิน ข้อมูลเชิงลึกของเงินบาทของบุคคลที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักในประเทศไทย โดยไม่ยึดติดกับกรอบการกำกับเดิมๆ และป้องกันไม่ให้ธุรกรรมดังกล่าวบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันและภาคเศรษฐกิจจริงของประเทศ

ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 เพิ่มขึ้นจากปัจจัยภูมิรฐัศาสตร ์ สะท้อนผ่านเหตุการณ์สหรัฐฯเข้าแทรกแซงเวเนซูเอลา เป็นการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจการเมืองโลกชัดเจนขึ้น (New World Order) ซึ่งกระทบกับระบบเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะขยายตัวชะลอลงจากปีก่อน อีกทั้งผลจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะเริ่มเห็นผลมากขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อนที่สินค้าส่งออกไทย ที่ไม่รวมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เริ่มหดตัวสะท้อนความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจไทยที่สูงขึ้น ดังนั้นไทยต้องเท่าทันการเปลี่ยนแปลง 

กกร. มุ่งหวังให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งสานต่อแนวทางในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ผ่านการผันเศรษฐกิจเข้าสู่ในระบบและแก้ไขปัญหาหนี้ อย่างยั่งยืนซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อ พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ ลดอุปสรรคทางธุรกิจที่จะหนุนการลงทุนใหม่และสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งยกระดับการต่อต้านคอรัปชั่น สิ่งผิดกฎหมาย เพื่อสร้าง Trust & Confidence และลดต้นทุนแฝงในการประกอบธุรกิจ ตลอดจนอาศัยการร่วมมือกันตามแนวทาง “Reinvent Thailand” เพื่อปิดจุดอ่อนในการลดความท้าทายภายในประเทศ และเสริมจุดแข็งเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของไทย ซึ่ง กกร. ติดตามความคืบหน้าการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม New S-Curve อย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดย BOI (กองทุนเพิ่มขีดฯ) ที่ต้องเร่งให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมและพิจารณาขยายระยะเวลาการสมัครเข้าโครงการที่จะสิ้นสุดปลายเดือน ม.ค. นี้ ตลอดจนโครงการกลไกการค้าประกันสินเชื่อ ‘SMEs Credit Boost’ มาตรการ Soft Loan และมาตรการค้าประกันสินเชื่อโดย บสย. บนหลักการของการลดความซับซ้อนของกระบวนการ เชื่อมโยงทั้ง Supply chain ยกระดับทักษะ ก่อให้เกิดการจ้างงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง 

กกร. เล็งเห็นโอกาสครั้งสำคัญของไทย ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลก ประกอบด้วย การประชุม IMF-World Bank Group Annual Meeting 2026 “Thailand’s New Horizons: Empowering People , Building Resilience” ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจการเงินระดับโลก และแนวทางการรับมือกับความท้าทายต่างๆจากผู้บริหารเบอร์ 1 ของโลกจากทุกอุตสาหกรรม ผู้กำหนดนโยบาย และนักวิชาการทั่วโลก ซึ่งเป็นโอกาสที่มีค่ายิ่งในการส่งเสริมภาพลักษณ์ (ReBranding) ทำให้ประเทศไทยอยู่ใน Supply Chain ของโลก ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพิ่มผลิตภาพและในสิ่งที่ประเทศไทยต้องการ ซึ่งจะมีการจัดประชุมต่อเนื่องตลอดทั้งปีไปจนถึงงานประชุมใหญ่ในเดือนตุลาคมนี้ จึงต้องเร่งเตรียมความพร้อมโดยเร็วที่สุด โดย กกร. จะจัดตั้งคณะทำงานย่อยของ กกร. เพื่อประสานงานและร่วมเตรียมการกับภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป นอกจากนี้ประเทศไทยยังได้เป็นเจ้าภาพการประชุม “Gastech 2026””ซึ่งเป็นสุดยอดงานประชุมและจัดแสดงเทคโนโลยีด้านก๊าซธรรมชาติ LNG พลังงานไฮโดรเจน เทคโนโลยีภูมิอากาศ และ AI เป็นการรวมตัวผู้นำจากทุกภูมิภาคเพื่อผลักดันความร่วมมือเสนอแนะนโยบายด้านพลังงานในระดับโลก รวมถึงงานเทศกาลดนตรีระดับโลก Tomorrowland ที่จะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ดังนั้น ไทยควรใช้โอกาสนี้ ในการสร้างความเชื่อมั่นในเวทีนานาชาติ เชื่อมโยงแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยเข้ากับพลวัตของโลก ซึ่งหลายแนวทางสอดคล้องกับการดำเนินงานของ Reinvent Thailand ภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน อย่างเต็มศักยภาพ