Home Blog Page 159

AIS จับมือ คณะพาณิชย์ฯ จุฬาฯ พัฒนาหลักสูตรพิเศษจากประสบการณ์ของบุคลากรมืออาชีพ สร้างนักธุรกิจรุ่นใหม่

0

AIS จับมือ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chulalongkorn Business School) ร่วมกันจัดทำหลักสูตร “Strategic Leadership in the Future Digital by CBS x AIS” ถ่ายทอดประสบการณ์จากการทำงานของบุคลากรมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญเชิงกลยุทธ์การบริหาร การตลาด เทคโนโลยีและนวัตกรรมส่งต่อองค์ความรู้สู่คนรุ่นใหม่ สร้างภาวะความเป็นผู้นำให้นิสิต มีความพร้อมต่อการทำธุรกิจในยุคดิจิทัล 

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AIS กล่าวว่า “เอไอเอส ได้เดินหน้าผลักดันองค์ความรู้ให้คนไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสให้คนไทยเข้าถึงหลักสูตรการเรียนรู้ที่ทันสมัยผ่านแพลตฟอร์ม AIS Academy เสริมขีดความสามารถและการพัฒนาตนเองให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลกและเทคโนโลยี  ผ่านการใช้ศักยภาพความแข็งแกร่งของ AIS ในด้านโครงข่ายและดิจิทัลเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อเป็นการต่อยอด “ภารกิจ คิดเผื่อ เพื่อคนไทย” ที่จะยกระดับและพัฒนาขีดความสามารถของคนไทยให้มีทักษะความรู้ ความเข้าใจและเท่าทันต่อดิจิทัลที่มีการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ทั้งนี้นอกจากจะก้าวสู่ความเป็นผู้เชี่ยวชาญและชี้นำทิศทางของโลกดิจิทัลได้แล้ว ยังทำให้บุคลากรของเอไอเอสเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับการขับเคลื่อนประเทศจากทุนมนุษย์ได้อย่างยั่งยืนเช่นกัน

วันนี้ จึงเป็นที่มาของความร่วมมือระหว่าง AIS และคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการร่วมจัดทำหลักสูตร “Strategic Leadership in the Future Digital by CBS x AIS” ที่มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะในการคิดและการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ โดยมีเนื้อหาด้านการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่เกิดจากดิจิทัล การตัดสินใจและการวิเคราะห์ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเพื่อผลลัพธ์เชิงพาณิชย์  กลยุทธ์การตลาดดิจิทัล  การส่งเสริมนวัตกรรมการปฏิบัติและการเป็นผู้ประกอบการด้านดิจิทัล และการสร้างเครือข่ายเพื่อสร้างการเติบโตร่วมกัน  พร้อมนำ used case ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆที่เป็นความสำเร็จขององค์กรจากผู้เชี่ยวชาญของเอไอเอสในแต่ละด้าน มาถ่ายทอดให้แก่นิสิตระดับปริญญาตรี และปริญญาโทของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อสร้างภาวะความเป็นผู้นำและสามารถเผชิญกับความท้าทายในธุรกิจของโลกดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ”  

ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  หรือ Chulalongkorn Business School (CBS) กล่าวว่า “เราเล็งเห็นความสำคัญของเทรนด์การทำธุรกิจในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโลกธุรกิจที่เข้าสู่ยุคดิจิทัล เราจึงได้พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้ทันยุคสมัย พร้อมส่งเสริมให้นิสิตได้มีความรู้ ทักษะและมีประสบการณ์จริงจากผู้เชี่ยวชาญในโลกธุรกิจที่หลากหลาย รวมถึงการได้ลงมือฝึกปฏิบัติจากการทำงานจริง ซึ่งสอดคล้องกับนโนบายของคณะฯ ที่ได้มีการจัดตั้ง Chulalongkorn Business Enterprise ซึ่งเป็นบริษัทจริง เน้นการปฏิบัติงานจริงอยู่ในคณะฯ เพื่อให้นิสิตได้พัฒนาศักยภาพ เพิ่มพูนทักษะต่างๆ และสร้างเสริมประสบการณ์ตลอด 4 ปี

เช่นเดียวกับความร่วมมือกับเอไอเอสในครั้งนี้ เราเห็นถึงศักยภาพของบุคลากรมืออาชีพและมีประสบการณ์ด้านธุรกิจและเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งสามารถนำองค์ความรู้มาแลกเปลี่ยนให้กับนิสิตทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโท และยังเปิดกว้างให้แก่ศิษย์เก่าและประชาชนที่สนใจอีกด้วย  ในขณะเดียวกันการเป็นสถาบันการศึกษาที่มีผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารธุรกิจและมีความถนัดในการสร้างคน ทางคณะฯ ก็ได้จัดผู้ทรงคุณวุฒิเป็นวิทยากรในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้าน Digital Marketing และ Digital Engagement ให้แก่บุคลากรของเอไอเอสด้วยเช่นกัน เพื่อนำความรู้ไปต่อยอดในการทำงาน เพราะความมุ่งหวังของเราคือ การเป็น  Digital Social Enterprise School ที่เป็นสถาบันแห่งการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพเพื่อสร้างธุรกิจในโลกดิจิทัลที่แข็งแรงควบคู่ไปกับการแบ่งปันให้แก่สังคมในโลกยุคดิจิทัล สมกับแนวคิดของคณะฯ ที่ว่า Real business in the school”

โรงงานของ CPF 29 แห่ง ได้รับรางวัล CSR-DIW Award จากกรอ. รับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม

0

กรมโรงงานอุตสาหกรรม(กรอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม มอบรางวัล CSR-DIW Continuous Award โรงงานอุตสาหกรรมที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง และรางวัล CSR-DIW Award โรงงานอุตสาหกรรมที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ประจำปี 2566 ให้แก่สถานประกอบการของซีพีเอฟ 29 แห่ง มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ในพิธีมอบรางวัลโครงการส่งเสริมโรงงานอุตสาหกรรมให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชน เพื่อเป้าหมายการฟื้นฟูและยกระดับเศรษฐกิจและสังคม โดยมี คุณจุลพงษ์ ทวีศรี อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดงาน และมอบโล่รางวัลให้กับผู้บริหารและตัวแทนจากโรงงานของซีพีเอฟ ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัลในวันนี้ ซึ่งความสำเร็จที่ได้รับถือเป็นโรงงานอุตสาหกรรมต้นแบบที่จะช่วยเป็นแรงขับเคลื่อนให้ภาคอุตสาหกรรมไทย และเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน หวังว่าโรงงานที่ได้รับรางวัลจะสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้มีส่วนได้เสีย ชุมชน สร้างสังคมที่ดี สร้างทัศนคติ อยู่ร่วมกับชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืน

สถานประกอบการซีพีเอฟที่ได้รับรางวัล CSR-DIW Continuous Award ได้นำมาตรฐานสากล ISO 26000 มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานความรับผิดชอบต่อสังคมให้มีประสิทธิภาพ ทั้งด้านการกำกับดูแลองค์กร (Organizational Governance) สิทธิมนุษยชน (Human Rights) การปฏิบัติด้านแรงงาน (Labour Practices) สิ่งแวดล้อม ( Environment) การปฏิบัติดำเนินงานอย่างเป็นธรรม (Fair Operating Practices) ประเด็นด้านผู้บริโภค (Consumer Issues) การมีส่วนร่วมและพัฒนาชุมชน (Community Involvement and Development)

การได้รับรางวัลดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม คำนึงถึงความยั่งยืน ปฏิบัติตามมาตรฐานความรับผิดชอบของผู้ประกอบอุตสาหกรรม ส่งเสริมให้พนักงานมีส่วนร่วมดูแลชุมชน ตลอดจนการปฏิบัติตามมาตรฐานความรับผิดชอบของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่มีต่อสังคม ดำเนินธุรกิจอยู่ร่วมกับชุมชนโดยรอบได้อย่างยั่งยืน พัฒนาสู่ความเป็นอุตสาหกรรมสีเขียว และสอดคล้องตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

สำหรับโรงงานของซีพีเอฟที่ได้รับรางวัล CSR-DIW Continuous Award และ CSR-DIW Award จำนวน 29 แห่ง ประกอบด้วย โรงงานผลิตอาหารสัตว์บก 11 แห่ง ได้แก่ โรงงานผลิตอาหารสัตว์บกโคกกรวด โรงงานผลิตอาหารสัตว์บกปักธงชัย โรงงานผลิตอาหารสัตว์บกขอนแก่น โรงงานผลิตอาหารสัตว์บกธารเกษม โรงงานผลิตอาหารสัตว์บกท่าเรือ โรงงานผลิตอาหารสัตว์บกหนองแค โรงงานผลิตอาหารสัตว์บกศรีราชา โรงงานผลิตอาหารสัตว์บกหาดใหญ่ โรงงานผลิตอาหารสัตว์บกราชบุรี โรงงานผลิตอาหารสัตว์บกพิษณุโลก โรงงานผลิตอาหารสัตว์บกลำพูน

นอกจากนี้ ยังมี โรงงานแปรรูปเนื้อไก่ มีนบุรี โรงงานอาหารแปรรูปมีนบุรี 1 โรงงานอาหารแปรรูปมีนบุรี 2 โรงงานแปรรูปเนื้อไก่ สระบุรี โรงงานแปรรูปเนื้อไก่ นครราชสีมา โรงงานแปรรูปเนื้อไก่-เป็ดบางนา โรงงานอาหารสำเร็จรูปหนองจอก โรงงานอาหารสำเร็จรูปมหาชัย โรงงานอาหารสำเร็จรูปสระบุรี โรงงานอาหารสำเร็จรูปวังน้อย โรงงานอาหารสำเร็จรูปแปดริ้ว โรงงานอาหารแปรรูปสัตว์น้ำแกลง โรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำมหาชัย โรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำบ้านบึง โรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำบ้านพรุ โรงงานแปรรูปไข่หนองจอก โรงงานแปรรูปไข่บ้านนา ส่วนรางวัล CSR-DIW Award 1 แห่ง ได้แก่ โรงงานผลิตอาหารสัตว์กบินทร์บุรี ซึ่งในจำนวน 29 โรงงานที่ได้รับรางวัล เป็นโรงงานที่เข้าร่วมโครงการฯมาแล้วมากกว่า 10 ปี จำนวน 15 โรงงาน

กว่าจะได้เป็น ‘ไก่อวกาศ’ CPF เปิดโรงงานโชว์กระบวนการผลิตเนื้อไก่ปลอดภัย ส่งมอบผู้บริโภคด้วยมาตรฐานที่นักบินอวกาศยอมรับ

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ตอกย้ำผู้นำเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร มุ่งมั่นพัฒนากระบวนการผลิตเนื้อไก่ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน มีความปลอดภัยอาหารสูงสุด ปลอดสารตกค้าง สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคทั่วโลก ด้วยผลิตภัณฑ์ ไก่ซีพี ดีต่อสุขภาพ ดีต่อใจ แบรนด์ไทยหนึ่งเดียวที่ได้การรับรองมาตรฐานเดียวกับนักบินอวกาศรับประทาน วางรากฐาน 5 หลักการเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

น.สพ.พยุงศักดิ์ สมยานนทนากุล รองผู้อำนวยการด้านมาตรฐานฟาร์มและข้อกำหนดลูกค้า ธุรกิจไก่เนื้อ-เป็ดเนื้อ ครบวงจร ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทฯ ให้ความสำคัญเรื่อง คุณภาพ และความปลอดภัยทางอาหารอย่างจริงจัง เพื่อให้ผู้บริโภคทุกคนได้คุณค่ามากที่สุด มีการนำขีดความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ โดยยึดมาตรฐาน 5 ประการ ประกอบด้วย 1.) ไก่สายพันธุ์คัดเลือกพิเศษตั้งแต่ระดับ DNA ต้องแข็งแรงตั้งแต่พ่อแม่พันธุ์ 2.) การพัฒนาสูตรอาหารให้เหมาะสมกับไก่ในแต่ละช่วงวัยเพื่อให้เติบโตได้ดี พร้อมทั้งเสริมภูมิคุ้มกันไก่ด้วยจุลินทรีย์โปรไบโอติก เพื่อทำให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันจากภายในร่างกาย ส่งผลให้สัตว์มีสุขภาพที่ดี แข็งแรง ไม่ป่วย จึงไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะและสารฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโตตลอดการเลี้ยงดู อีกทั้งเสริมด้วยวิตามิน และเกลือแร่ 23 ชนิด

ส่วนมาตรฐานข้อที่ 3.) ตรวจสอบวิเคราะห์โรคแบบเรียลไทม์ เพื่อให้มั่นใจว่าไก่ปลอดภัยจากเชื้อโรคตลอดเวลาที่เลี้ยงดู 4.) ฟาร์มแลป (Farm Lab) ซึ่งเป็นจุดแข็งของซีพีเอฟ โดยเป็นบริษัทที่มีห้องปฏิบัติการตรวจสอบกระบวนการเผาผลาญอาหารของไก่และกำหนดโภชนาการได้อย่างแม่นยำ 5.) ฟาร์มระบบปิด มีมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพระดับสูง โดยเลี้ยงไก่ในโรงเรือนปิด มีการปรับสภาพสิ่งแวดล้อม อุณหภูมิ การระบายอากาศที่เหมาะสม ด้วยการดูแลตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare) เพื่อให้มั่นใจว่าไก่อยู่อย่างสบาย สุขภาพแข็งแรง ตามธรรมชาติ ทั้งนี้มาตรฐานทั้ง 5 ประการในการผลิตไก่ เป็นผลจากการรวบรวมมาตรฐานความปลอดภัยอาหารระดับสากล ควบคู่กับแนวคิดในการพัฒนาอาหาร เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยสูงให้ผู้บริโภค

“กระบวนการแปรรูปเนื้อไก่ของซีพีเอฟ ได้นำระบบ Smart Factory เทคโนโลยีที่ทันสมัยในกระบวนการผลิตอาหาร ประกอบด้วย ระบบอัตโนมัติ AI และ IoT เชื่อมการทำงานแบบอัจฉริยะ และติดตามผลได้แบบ Real Time ช่วยให้เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์อาหารมีความปลอดภัยสูง และเพิ่มความมั่นใจด้วยกระบวนการทดสอบในห้องปฏิบัติการ Food Lab ตรวจสอบสารตกค้าง และเชื้อก่อโรค ด้วยความแม่นยำสูงและรวดเร็ว ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย เสริมสร้างความมั่นใจว่า อาหาร ปลอดโรค ปลอดภัย ปลอดสารตกค้าง สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้” น.สพ.พยุงศักดิ์ กล่าว

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังผสมผสานมาตรฐานความปลอดภัยอาหารพื้นฐาน อาทิ GHP HACCP BRC รวมทั้งมาตรฐานสากลระดับโลกด้านคุณภาพความปลอดภัยอาหาร มาเป็นมาตรฐานของซีพีเอฟ (CPF Food Standard) ซึ่งเป็นจุดแข็ง ที่สามารถการันตีผลิตภัณฑ์ไก่ซีพี มีคุณภาพได้มาตรฐานระดับโลก คนไทยได้บริโภคที่มีมาตรฐานเดียวกับนักบินอวกาศ

สำหรับ ผลิตภัณฑ์ไก่ซีพี ยังการันตีด้วยรางวัล ‘KFC Asia Recipe For Good Award 2022’ สะท้อนความเป็นเลิศในการปฏิบัติตามข้อกำหนดและมาตรฐานด้านสวัสดิภาพสัตว์อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ที่สำคัญซีพีเอฟยังผ่านการประเมินผลการดำเนินงานด้านสวัสดิภาพสัตว์ตามมาตรฐานของเคเอฟซีได้ครบถ้วน 100% ตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายที่เคเอฟซีกำหนดไว้ปี 2571 ในการมีส่วนร่วมพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน (Responsible Supply Chain) เพื่อส่งมอบคุณภาพและความปลอดภัยอาหารให้กับผู้บริโภคอย่างยาวนาน

AIS 5G เตรียมวางจำหน่าย iPhone 15 และ 15 Plus

0

AIS 5G เตรียมวางจำหน่าย iPhone 15 และ iPhone 15 Plus ที่มาในดีไซน์ใหม่สวยงาม กล้องหลัก 48MP พร้อมเทเลโฟโต้ 2 เท่าอันทรงพลัง บวกกับชิป A16 Bionic และ ขั้วต่อ USB‑C; iPhone 15 Pro และ iPhone 15 Pro Max ซึ่งเป็นรุ่น Pro ที่เบาที่สุดของ Apple เท่าที่เคยมีมา ในดีไซน์จากไทเทเนียมที่ทั้งแข็งแกร่งและเบา กล้องอันทรงพลังที่ได้รับการอัปเกรดด้วยระบบกล้องหลัก 48MP ที่ล้ำสมัย ชิป A17 Pro และขั้วต่อ USB‑C; Apple Watch Series 9 และ Apple Watch Ultra 2 ใหม่สุดล้ำพร้อมคุณสมบัติใหม่ๆ ได้แก่ คำสั่งนิ้ว “แตะสองครั้ง” อันน่าทึ่ง; และ AirPods Pro (รุ่นที่ 2) ที่มาพร้อมชั้วต่อ USB-C

ลูกค้าสามารถสั่งจองกลุ่มผลิตภัณฑ์ iPhone 15 ล่วงหน้ากับ AIS ได้ตั้งแต่ วันที่ 15 กันยายน 2566 เวลา 19.00 น. โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 22 กันยายน 2566 เวลา 8.00 น. สำหรับ Apple Watch ใหม่ และ AirPods Pro โปรดตรวจสอบวันจำหน่ายอีกครั้ง ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  https://www.ais.th/consumers/store/recommend/apple/iphone/iphone-15-pro

ไฟเขียว ขยับฐานะ KCC เป็นโฮลดิ้ง ประมูลหนี้ Non bank

0

ผู้ถือหุ้น KCC อนุมัติแผนปรับโครงสร้าง ตั้ง “ไนท คลับ แคปปิตอล โฮลดิ้ง” เดินหน้าแลกหุ้น 1 หุ้น KCC ต่อ 1 หุ้น โฮลดิ้ง คาดกระบวนการทั้งหมดเสร็จสิ้นหุ้นโฮลดิ้งกลับเข้าเทรด mai ประมาณไตรมาส 2 ปี 67

นายทวี กุลเลิศประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บริหารสินทรัพย์ ไนท คลับ แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ KCC ผู้ดำเนินธุรกิจจัดหาและบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและธุรกิจบริหารจัดการทรัพย์สินรอการขายและการปรับปรุงทรัพย์สินรอการขายเพื่อจำหน่าย เปิดเผยว่า ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2566 มีมติอนุมัติแผนปรับโครงสร้างการถือหุ้น และการจัดการของบริษัทฯ (แผนปรับโครงสร้างฯ) และการดำเนินการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องของบริษัทฯ โดยจัดตั้ง “บริษัท ไนท คลับ แคปปิตอล โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)” (Knight Club Capital Holding Public Company Limited) (บริษัทโฮลดิ้ง)

ทวี กุลเลิศประเสริฐ

ทั้งนี้ หลังได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้น บริษัทจะดำเนินการตามเกณฑ์และขั้นตอนต่างๆ ของทางการ เช่น เดือนมี.ค. 2567 จะสามารถยื่นแบบคำขออนุญาตและแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์พร้อมกับการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ตามแบบ 69/247-1 หลัง ก.ล.ต. อนุมัติคำขอและหลังจากนั้นบริษัทโฮลดิ้งเริ่มทำคำเสนอซื้อหุ้นสามัญทั้งหมดของบริษัทฯ จากผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัท โดยมีจำนวนหุ้นทั้งหมด 620 ล้านหุ้น มีราคาตามมูลค่าที่ตราไว้ 0.50 บาท คิดเป็น 310 ล้านบาท โดยวิธีแลกหุ้นในอัตรา 1 หุ้นสามัญของบริษัทฯ ต่อ 1 หุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทโฮลดิ้ง และคาดว่า บริษัท ไนท คลับ แคปปิตอล โฮลดิ้ง  จะกลับเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ได้ประมาณไตรมาส 2 ปี 2567

นายทวี  กล่าวว่า วัตถุประสงค์หลักของการยกระดับเป็นบริษัทโฮลดิ้ง คือ 1.เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการขยายธุรกิจ ลดข้อจำกัดด้านการลงทุน โดยจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความแข็งแกร่งให้แก่กลุ่มบริษัทฯ เพิ่มผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว 2.เพื่อให้สามารถแบ่งแยกขอบเขตการบริหารธุรกิจและการบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจได้อย่างชัดเจน โดยจะสามารถจำกัดความเสี่ยงจากการลงทุนในธุรกิจใหม่ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของธุรกิจบริหารสินทรัพย์เดิมซึ่งเป็นธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัทฯ 3.เพื่อให้สามารถขยายการลงทุนไปยังธุรกิจใหม่ได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ ภายใต้การบริหารงานของผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสายธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลให้แต่ละธุรกิจสามารถเติบโตและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย นำไปสู่ผลการดำเนินงานที่ดีให้กับกลุ่มบริษัทในอนาคต และ 4.เพื่อเพิ่มศักยภาพของบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญในแต่ละธุรกิจเนื่องจากแต่ละธุรกิจสามารถกำหนดขอบเขต หน้าที่ ความรับผิดชอบของบุคลากรในแต่ละสายงานได้อย่างชัดเจน

“ การยกฐานะขึ้นเป็นโฮลดิ้งจะทำให้มีความคล่องตัว  สามารถลงทุนซื้อหนี้ที่ไม่ใช่เฉพาะหนี้จากหนี้สถาบันการเงินได้เท่านั้น เช่น เข้าไปซื้อหนี้ที่เกิดจากการปรับโครงสร้างหนี้หรือหนี้ที่เข้ากระบวนการฟื้นฟูกิจการ หนี้การค้าและหนี้หุ้นกู้ต่างๆ ได้มากขึ้น ซึ่งจะสนับสนุนให้ธุรกิจขยายฐานได้กว้างมากขึ้น เพราะบริษัทมีความชำนาญในเรื่องของการซื้อหนี้อยู่แล้ว ชึ่งการที่  KCC ดำเนินธุรกิจภายใต้ใบอนุญาต AMC จะซื้อได้เฉพาะหนี้จากสถาบันการเงินเท่านั้น”  นายทวีกล่าว

 นายทวี กล่าวว่า ในส่วนการทำธุรกิจของ KCC ช่วงครึ่งแรกปี 2566 ถือว่าเป็นไปตามเป้าหมาย บริษัทมีส่วนของเจ้าของหรือส่วนของผู้ถือหุ้นก็เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1,131.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2565 จำนวน 36.40 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน โดยงวด 6 เดือน และไตรมาส 2 ของปี  2566 บริษัทมีกำไรสุทธิ  49.53  ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ  20.62  ล้านบาทตามลำดับ ขณะเดียวกันบริษัทก็เห็นโอกาสจากการเข้าไปประมูลหนี้ที่อยู่ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการภายใต้ศาลล้มละลายที่เริ่มมีเพิ่มมากขึ้นในระบบขณะนี้

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นเจ้าภาพจัดประชุม ASEAN Exchanges CEOs Meeting ครั้งที่ 36 ร่วมกำหนดตัวชี้วัดด้านความยั่งยืน ยกระดับตลาดหลักทรัพย์อาเซียน

0
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม ASEAN Exchanges CEOs Meeting ครั้งที่ 36 โดยตลาดหลักทรัพย์อาเซียนทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และไทย ร่วมกำหนดตัวชี้วัดด้านความยั่งยืนตามมาตรฐานและแนวปฏิบัติในระดับสากล รวมถึงหารือแนวทางการพัฒนาความร่วมมือด้าน ESG ในภูมิภาคเพิ่มเติม เพื่อยกระดับตลาดหลักทรัพย์อาเซียนและการลงทุนที่ยั่งยืน เมื่อ 8 กันยายน 2566 ที่ผ่านมา

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นเจ้าภาพการประชุม ASEAN Exchanges CEOs Meeting ครั้งที่ 36 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2566 ระหว่างตลาดหลักทรัพย์อาเซียน 6 แห่ง จาก 6 ประเทศ เพื่อร่วมกำหนดแนวทางการทำงานร่วมกันในด้านต่างๆ อาทิ การขับเคลื่อนความยั่งยืน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงระหว่างกัน เพื่อขยายโอกาสการลงทุน พร้อมยกระดับตลาดหลักทรัพย์อาเซียนและการลงทุนที่ยั่งยืน

“จากการเติบโตของภูมิภาค ตลาดหลักทรัพย์อาเซียนมุ่งมั่นในการสร้างโอกาสการลงทุนต่อเนื่อง โดยในที่ประชุมผู้บริหารระดับสูงของตลาดหลักทรัพย์อาเซียนได้หารือร่วมกันถึงแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงระหว่างกัน (cross-border products) รวมถึงการขยายการรับรู้ถึงศักยภาพของตลาดหลักทรัพย์อาเซียนแก่ผู้ลงทุนต่างชาติ นอกจากนี้ ประเด็นด้าน ESG ยังเข้ามามีบทบาทสำคัญเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน ตลาดหลักทรัพย์อาเซียนจึงได้จัดทำตัวชี้วัดร่วม เพื่อเป็นแนวทางให้บริษัทจดทะเบียนได้เปิดเผยข้อมูล และให้ผู้ลงทุนต่างชาติสามารถเข้าถึงข้อมูล พร้อมช่วยส่งเสริมการไหลเข้าของเงินทุนสู่ภูมิภาค” นายภากรกล่าว

ในการประชุม ตลาดหลักทรัพย์อาเซียนได้ร่วมกำหนด 10 ตัวชี้วัดด้านบรรษัทภิบาล  (Governance) เพิ่มเติมจากการประชุมก่อนหน้านี้ ที่ตลาดหลักทรัพย์อาเซียนได้ประกาศตัวชี้วัดความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental) และสังคม (Social) ไปแล้ว เพื่อเป็นแนวทางให้แก่ตลาดหลักทรัพย์แต่ละแห่งนำไปใช้เป็นแนวปฏิบัติเพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อาเซียน โดยส่งเสริมให้มีการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG ครอบคลุมหัวข้อที่มีความสำคัญ เป็นการสนับสนุนการลงทุนอย่างยั่งยืนในภูมิภาค และสอดคล้องกับเทรนด์สากลที่ให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การประชุมครั้งนี้ทำให้มีการกำหนดตัวชี้วัดครบถ้วนทั้ง 3 มิติของ ESG ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกประเทศให้ความสำคัญ

สำหรับ 10 ตัวชี้วัดด้านบรรษัทภิบาลที่กำหนดร่วมกันในการประชุมครั้งนี้ ได้แก่

ลำดับที่ประเด็นด้านบรรษัทภิบาลตัวชี้วัด
1ความหลากหลายของคณะกรรมการร้อยละของจำนวนกรรมการชายและกรรมการหญิง
2ความเป็นอิสระของคณะกรรมการร้อยละของจำนวนกรรมการอิสระ
3ความเป็นอิสระของคณะกรรมการประธานกรรมการและผู้บริหารสูงสุดไม่เป็นบุคคลเดียวกัน (ใช่/ไม่ใช่)
4การเลือกตั้งกรรมการใหม่และกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งกลับมาใหม่หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกกรรมการใหม่ (มี/ไม่มี)
5การประชุมคณะกรรมการร้อยละการเข้าประชุมคณะกรรมการของกรรมการแต่ละคนในรอบปี
6การประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ประจำปีของคณะกรรมการการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการและการเปิดเผยหลักเกณฑ์และกระบวนการจัดการภายหลังประเมิน (มี/ไม่มี)
7การพัฒนาและอบรมคณะกรรมการนโยบายบริษัทเกี่ยวกับการส่งเสริมให้กรรมการพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่อง (มี/ไม่มี)
8จริยธรรมธุรกิจการเปิดเผยรายละเอียดจริยธรรมธุรกิจและ/หรือคู่มือจรรยาบรรณ (มี/ไม่มี)
9การปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกันนโยบายบริษัทเกี่ยวกับการป้องกันการใช้ข้อมูลภายในของกรรมการ ผู้บริหารและพนักงาน (มี/ไม่มี)
10การปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกันนโยบายบริษัทเกี่ยวกับการรายงานการมีส่วนได้เสียและความขัดแย้งทางผลประโยชน์ของกรรมการ (มี/ไม่มี)

การประชุม ASEAN Exchanges CEOs Meeting ร่วมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากตลาดหลักทรัพย์อาเซียน 6 แห่ง จาก 6 ประเทศ ได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย (Bursa Malaysia) ตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซีย (Indonesia Stock Exchange) ตลาดหลักทรัพย์ฟิลิปปินส์ (Philippine Stock Exchange) ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (Singapore Exchange Group) ตลาดหลักทรัพย์เวียดนาม (Vietnam Exchange) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (The Stock Exchange of Thailand) นอกจากนี้ ยังมีตลาดหลักทรัพย์กัมพูชา (Cambodia Stock Exchange) และ ตลาดหลักทรัพย์ลาว (Lao Securities Exchange) เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ด้วย

ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลตลาดหลักทรัพย์อาเซียน ข้อมูลการซื้อขาย บริษัทจดทะเบียน ได้ที่ www.aseanexchanges.org

กว่า 4 ทศวรรษ ซีพีเอฟ เดินหน้าส่งเสริมเกษตรยั่งยืน สู่ความสำเร็จ “3 หมู่บ้านเกษตรกรรม”

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เผยความสำเร็จ “หมู่บ้านเกษตรกรรม” 3 แห่ง ตลอด 46 ปี สร้างความมั่นคงในอาชีพแก่เกษตรกร ลดความเสี่ยงตลาดผันผวน สร้างรายได้แน่นอน ปีละกว่า 1 ล้านบาทต่อครอบครัว มุ่งยกระดับภาคเกษตรไทยต่อเนื่องทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผลักดันสู่ ‘เกษตรยั่งยืน’

นายสมพร เจิมพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจสุกร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์และซีพีเอฟมุ่งสนับสนุน อาชีพเกษตรกรรมแก่เกษตรกรรายย่อย ผ่านการส่งเสริมการรวมกลุ่มในรูปแบบ “หมู่บ้านเกษตรกรรม” มาตั้งแต่ปี 2520 เพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการแก่เกษตรกร ด้วยการนำขีดความสามารถของบริษัทมาประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการเลี้ยงสัตว์ ผสานกับการมีส่วนร่วมของเกษตรกร เพื่อเสริมสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ เพิ่มรายได้ และพัฒนาสู่สังคมพึ่งพาตนเอง ตลอดระยะเวลา 46 ปี ที่บริษัทร่วมกับเกษตรกรไทยพัฒนาอาชีพ ไปพร้อมกับการสร้างความเข้มแข็งในชุมชน นับจากโครงการหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา โครงการหมู่บ้านเกษตรกรรมกำแพงเพชร อ.เมือง จ.กำแพงเพชร และต่อยอดสู่โครงการหมู่บ้านเกษตรสันติราษฎร์ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี จนถึงปัจจุบันทำให้เกษตรกรกว่า 140 รายและครอบครัว มีความมั่นคงในอาชีพ มีรายได้ที่แน่นอน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสืบทอดอาชีพเกษตรกรรมสู่ลูกหลานจากรุ่นสู่รุ่น มุ่งเป็นสมาร์ทฟาร์ม (Smart Farm) เพื่อผลักดันสู่ ‘เกษตรยั่งยืน’

“ซีพีเอฟ มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน พร้อมส่งต่อความสำเร็จสู่พี่น้องเกษตรกร ในรูปแบบหมู่บ้านเกษตรกรรม ทั้ง 3 แห่ง ที่สามารถวัดความสำเร็จได้ในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สะท้อนผ่านรายได้เกษตรกรปีละกว่า 6 แสน ถึงมากกว่า 1 ล้านบาทต่อครอบครัว ตามประเภทสุกร ปริมาณการผลิต และอาชีพเสริมของแต่ละคน พร้อมส่งเสริมการจ้างงานในชุมชนเพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ และบริษัทยังร่วมกับเกษตรกรพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง นำไปสู่สังคมที่พึ่งพาตนเองได้ พร้อมต่อยอดสู่การสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี ตามนโยบายฟาร์มสีเขียว (green farm) ด้วยการพัฒนาพื้นที่ว่างในฟาร์มสุกรเป็นป่านิเวศในชุมชน เพื่อการอยู่ร่วมกับชุมชนรอบข้างอย่างมีความสุข สอดคล้องกับกลยุทธ์ 3 เสาหลักสู่ความยั่งยืน อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน และดินน้ำป่าคงอยู่” นายสมพร กล่าว

สำหรับ หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า เริ่มดำเนินการเมื่อปี 2520 ถือเป็นต้นแบบเกษตรผสมผสานยั่งยืน ด้วยแนวคิด 4 ประสาน คือ ภาครัฐ เอกชน สถาบันการเงิน และเกษตรกร โดยการพลิกฟื้นผืนดินทรายที่เสื่อมสภาพ เพาะปลูกไม่ได้ผล จำนวน 1,253 ไร่ มาจัดรูปที่ดินใหม่ แบ่งเป็นแปลงละ 24 ไร่ พร้อมสร้างบ้านพัก 1 หลัง และโรงเรือนเลี้ยงสุกร 1 หลัง ให้แก่เกษตรกร 50 ครอบครัว ที่มีฐานะยากจน ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง โดยเลี้ยงสุกรเป็นอาชีพหลัก และมีอาชีพเสริมที่เหมาะกับสภาพแวดล้อมและวิถีชุมชน อาทิ ทำสวนมะม่วง ปลูกยางพารา เลี้ยงไก่ไข่ออร์แกนิค เพาะเห็ดฟาง ปลูกผักปลอดสารพิษ ด้วยระบบการบริหารจัดการที่อาศัยกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการมีส่วนร่วม ช่วยให้ชุมชนเข้มแข็งและส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ดัชนีชี้วัดความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า คือ รายได้ จากเริ่มต้นที่มีรายได้เฉลี่ย 2,000 บาทต่อครอบครัวต่อเดือน ปัจจุบันเพิ่มเป็นประมาณปีละ 960,000 – 1,800,000 บาทต่อครอบครัว และกลายเป็นชุมชนเลี้ยงสุกรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่เป็นต้นแบบด้านการพัฒนาศักยภาพของเกษตรกร ที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ทุกคนมีที่ดิน ทรัพย์สิน มีความเป็นอยู่ที่ดี บุตรหลานมีโอกาสได้ศึกษาในระดับสูงเท่าที่ตนเองต้องการ ขณะเดียวกัน เกษตรกรยังมุ่งจัดการสภาพแวดล้อมและทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ผ่านโครงการป่าเชิงนิเวศเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ และโครงการธนาคารน้ำใต้ดิน ที่พัฒนาสู่แหล่งเรียนรู้เปิดให้ผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาดูงาน

ส่วน หมู่บ้านเกษตรกรรมกำแพงเพชร ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2522 ด้วยความมุ่งหวังที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย ด้วยการจัดสรรพื้นที่ดินกว่า 4,000 ไร่ สู่การเกษตรผสมผสานแบบทันสมัย โดยนำแนวคิด 4 ประสานมาใช้ เพื่อให้เกษตรกร 64 ครอบครัว ได้ร่วมกันพัฒนาอาชีพ นำวิชาการทางการเกษตรสมัยใหม่ นวัตกรรมเครื่องจักรกล และระบบการจัดการครบวงจรมาใช้ในกระบวนการผลิต ปัจจุบันมีเกษตรกรรวมทั้งสิ้น 81 ราย มีรายได้จากการเลี้ยงสุกรพันธุ์และสุกรขุน ซึ่งเป็นอาชีพหลักประมาณ 600,000 – 1,800,000 บาทต่อครอบครัวต่อปี และมีรายได้จากอาชีพเสริม ทั้งการเลี้ยงปลาดุก การปลูกผักกระเฉดน้ำ การปลูกผักสวนครัว และจำหน่ายปุ๋ยมูลสุกรราว 60,000 บาทต่อปี นอกจากนี้ ยังมุ่งดูแลสิ่งแวดล้อม ด้วยการสร้างกลไกความร่วมมือกับชุมชน สร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ป่าไม้ ผ่านศูนย์เรียนรู้สวนป่ารักษ์นิเวศ บนพื้นที่ 30 ไร่ ปลูกต้นไม้กว่า 18,000 ต้น มีพันธุ์ไม้กว่า 220 ชนิด ช่วยอนุรักษ์พันธุ์ไม้ท้องถิ่น สร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ เป็นแหล่งอาหารของชุมชน และเตรียมขยายเพิ่มอีก 27 ไร่ ในพื้นที่ข้างเคียง วันนี้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเอง มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี กลายเป็น หมู่บ้านสามัคคี เทคโนโลยีทันสมัย และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

หมู่บ้านเกษตรสันติราษฎร์ เกิดขึ้นจากการตระหนักถึงความสำคัญของอาชีพตำรวจและคุณภาพชีวิตหลังเกษียณอายุราชการ เครือซีพีและซีพีเอฟจึงได้ริเริ่มโครงการฯ ในปี 2549 ด้วยการจัดสรรที่ดินกว่า 230 ไร่ พร้อมสนับสนุนองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านการเลี้ยงสัตว์ แก่ข้าราชการตำรวจและครอบครัว จำนวน 31 ราย เพื่อให้มีรายได้เสริมและมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง โดยอาชีพหลักคือการเลี้ยงสุกรที่มีซีพีเอฟเข้าไปบริหารจัดการ เพื่อให้มีประสิทธิภาพการผลิตที่ดี โดยมีอาชีพเสริมอื่นๆตามความถนัดของแต่ละบุคคล ปัจจุบันมีการบริหารจัดการในรูปแบบ “บริษัท หมู่บ้านเกษตรสันติราษฎร์ จำกัด” ถือหุ้นโดยข้าราชการตำรวจทั้ง 31 ครอบครัว และเมื่อปี 2561 ทุกรายได้รับมอบกรรมสิทธิ์ที่ดินแล้ว

รู้เก็บรู้ออม : SET SOURCE ดูได้ดูดีทุกที่ทุกเวลา

0

คุณผู้อ่านแฟนคอลัมน์ “รู้เก็บรู้ออมฯ” เคยเจอปัญหานี้แบบคุณนายพารวยมั้ยคะ ตั้งใจจะค้นคว้าหาข้อมูล ศึกษาความรู้ในอินเตอร์เน็ต พอกดค้นหาเจอหัวข้อที่ต้องการ ก็ต้องพบกับ ปริมาณข้อมูลมากมายก่ายกอง พอคลิกเข้าไปอ่าน ก็เจอเนื้อหาตรงบ้างไม่ตรงบ้างกับเรื่องที่อยากรู้ ข้อมูลไม่อัปเดตกับสถานการณ์ ไม่ตอบโจทย์ความต้องการ จนทำให้ตัวคุณนายเอง หลายครั้งหลายหนต้องปวดหัวปวดตา แถมหมดเวลาไปเยอะแต่ไม่ได้อะไรเลย

บางเว็บไซต์ที่เคยเข้าไป แม้ว่าจะมีข้อมูลที่ใช่ เนื้อหาที่ชอบ แต่ก็ดันมาเจอกับปัญหาเรื่องการจัดการข้อมูล หรือไม่ก็หน้าตาเว็บที่ใช้งานยาก คนเข้าไปดูเว็บก็งง ไม่รู้ว่าจะไปค้นหรือกดดูหัวข้อที่อยากรู้ตรงไหน จนรู้สึกเคว้งคว้างเหมือนตัวเองติดอยู่ในห้องสมุดที่ไม่ได้จัดเรียงหนังสือขึ้นชั้นวาง

จนคุณนายได้ลองเข้าหน้า SET SOURCE บนเว็บตลาดหลักทรัพย์ฯ www.set.or.th/setsource อยากบอกแฟนๆ ว่า เจอของดีแล้วต้องขอบอกต่อ เพราะหน้านี้เค้ารวบทุกอย่าง ทั้งข่าวสารของตลาดหลักทรัพย์ฯ ความรู้การเงิน การลงทุน และความยั่งยืน มาไว้ที่เดียวกัน โดยจัดเรียงอย่างเป็นหมวดหมู่ ง่ายต่อการค้นหา และเปิดอ่าน

ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อธิบายว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯจัดทำหน้า SET SOURCE ขึ้นเพื่อเป็นแหล่งรวมคอนเทนต์ข่าวสารความเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์ฯ และข่าวเศรษฐกิจ การเงินการลงทุน ความยั่งยืน แบบเข้าใจง่ายสำหรับผู้ลงทุนและประชาชนที่จับมือกูรูแวดวงลงทุน และสื่อพันธมิตรร่วมกันสร้างสรรค์คอนเทนต์เพื่อเป็นประโยชน์กับการลงทุน

เนื้อหาก็เข้าใจง่าย มีทั้งคลิปวิดีโอ อินโฟ-โมชันกราฟิก บทความ สามารถเปิดดูย้อนหลังได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกอุปกรณ์ จะมือถือ แท็บเล็ต พีซี เปิดดูได้หมด เพื่อตอบโจทย์ความต้องการนักลงทุนและคนรุ่นใหม่

“SET SOURCE” ประกอบไปด้วยเนื้อหา 3 หมวดหลัก ได้แก่ 1.Insights เจาะลึกพัฒนาการ ความเคลื่อนไหวตลาดหลักทรัพย์ฯ ผ่านบทความ บทสัมภาษณ์ และวิดีโอ เช่น ‘ภาวะตลาดหลักทรัพย์ประจำเดือน’ ‘รู้ทันปากท้องกับตลาดหลักทรัพย์’ และชวนกูรูการลงทุนมาแบ่งปันความรู้เทคนิคการวางแผนการเงิน สิทธิผู้ลงทุน นอกจากนี้ ยังมีคอนเทนต์ ‘แยกแยะ’ ชวนให้ฉุกคิด และนำทักษะวิเคราะห์แยกแยะไปใช้ในชีวิตประจำวัน

2.SET SOURCE VDO รวมวิดีโอคอนเทนต์จากตลาดหลักทรัพย์ฯ และสื่อพันธมิตรไว้ในที่เดียว สามารถดูย้อนหลังได้ทุกเวลา ทั้งข้อมูลข่าวสารประกอบการตัดสินใจลงทุน รู้จักหุ้น IPO ความยั่งยืน บทความสร้างแรงบันดาลใจในการวางแผนการเงิน เป็นต้น

และ 3.SET SOURCE Release อัปเดตข่าวสาร ไฮไลต์ พัฒนาการสำคัญ ความเคลื่อนไหวล่าสุดจากตลาดหลักทรัพย์ฯ และข่าวสำคัญเตือนผู้ลงทุนในภาวะต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุน

เรียกได้ว่า ดูได้ ฟังดี เข้าใจง่าย ทุกที่ ทุกเวลา ข้อมูลก็อัปเดต ทันโลกปัจจุบัน และไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไป คลิกเดียวจบค่ะ!

“SET SOURCE” พร้อมให้บริการนักลงทุนและคนที่สนใจอัปเดตข่าวสารตลาดหลักทรัพย์ฯ เรื่องการเงินการลงทุน สามารถเข้าดูและอ่านคอนเทนต์ดีๆ ได้แล้วที่ www.set.or.th/setsource

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง" หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

สมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับรอรับขนมไหว้พระจันทร์ เมืองไทยประกันชีวิต จัดส่งแบบพรีเมี่ยมถึงบ้าน

0

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTLเปิดเผยว่า เมืองไทยประกันชีวิต โดยเมืองไทยสไมล์คลับ ส่งต่อพรจากพระจันทร์ เสริมความสิริมงคล มอบความสุข ความโชคดีในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ด้วยการมอบชุดขนมไหว้พระจันทร์ จากโรงแรม เดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ (The St. Regis Bangkok) แด่สมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ “ระดับสถานะ The Ultimate” จำนวน 1 ชุด/ท่าน ภายใต้ธีม Mythical Mooncake กล่องหนังเทียมสีครีมทองพร้อมด้วยลายดอกไม้ตกแต่งสวยงามบนกล่องอย่างปราณีต ที่เป็นได้ทั้งกล่องใส่ขนม และกล่องเครื่องสำอางค์สุดหรูในชีวิตประจำวัน หรือพกพาเมื่อเดินทาง

สาระ ล่ำซำ
สาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

โดยภายในบรรจุด้วยขนมไหว้พระจันทร์ที่คัดสรรมาด้วยกันทั้ง 4 รสชาติ ได้แก่ รสทุเรียนพันธุ์หมอนทอง นับเป็นรสมงคลเนื่องจากคนจีนเชื่อว่าการได้รับผลไม้สีเหลืองทองเสมือนกับการได้รับโชคลาภ รสถั่วแดง ถือเป็นสัญลักษณ์ของความรักอันบริสุทธิ์ที่เต็มไปด้วยความคิดถึงและความอบอุ่น รสโหงวยิ้ง เป็นธัญพืชรวม และ รสชาไทยผสมถั่วแมคคาเดเมีย ชาถือเป็นการอวยพรให้ผู้รับมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง อายุยืนยาว และยังส่งเสริมมิตรภาพให้มั่นคง ด้วยการส่งต่อความสุขความโชคดี ในเทศกาลวันไหว้พระจันทร์ ผ่านบริการจัดส่งแบบพรีเมี่ยมถึงบ้านโดย White Glove Delivery By Silver Voyage Club ในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑลและ Courier Service (Inter Express) ในเขตต่างจังหวัด

ทั้งนี้ เมืองไทยสไมล์คลับให้ความสำคัญกับทุกเทศกาลพร้อมทั้งยินดีในการดูแลและยืนอยู่เคียงข้างสมาชิกฯ ในทุกวันสำคัญ โดยสมาชิกฯ สามารถติดตามกิจกรรมรวมถึงสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ที่เมืองไทยสไมล์คลับคัดสรรมาพิเศษแบบครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ และตอบโจทย์ทุก Gen ได้ที่ MTL Click Application สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android หรือเว็บไซต์ www.muangthai.co.th ตลอดจนสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร. 1766 กด 4 เมืองไทยประกันชีวิต หรือศูนย์บริการลูกค้าทั่วประเทศ

“เมืองไทยประกันชีวิต เรายังเดินหน้าการส่งมอบความสุขและรอยยิ้มให้แก่ลูกค้าและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ผ่านกลยุทธ์ “Happiness Reinvented” เพราะความสุขคือทุกอย่าง…ร่วมสร้างความสุขสไตล์คุณไปกับเมืองไทยประกันชีวิตอย่างต่อเนื่อง ด้วยผลิตภัณฑ์ บริการ นวัตกรรม รวมไปถึงสิทธิพิเศษและกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านเมืองไทยสไมล์คลับ ซึ่งเราได้คัดสรรมาเป็นอย่างดี พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้บริโภค ครอบคลุมทุกเพศทุกวัย ทุกกลุ่มเป้าหมาย ทุกไลฟ์สไตล์ และทุกบทบาทของชีวิต” นายสาระ กล่าว

สรุปภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์เดือนส.ค. 2566

0

สุนทรพจน์ของประธานธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ในการประชุมวิชาการของ FED ที่เมือง Jackson Hole เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา ส่งสัญญาณว่ายังคงยืนยันเป้าหมายเงินเฟ้อระยะยาวที่ 2% (จากปัจจุบันอยู่ที่ 3.2%) ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ และตลาดแรงงานยังคงชะลอตัวช้ากว่าคาด ทำให้ผู้ลงทุนคาดว่าอาจเห็น FED คงดอกเบี้ยที่ 5.25 – 5.50% ไปจนถึงปลายปีนี้ อีกทั้งผู้ลงทุนยังกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีบริษัทใหญ่บางแห่งในอุตสาหกรรมส่งสัญญาณว่ามีปัญหาด้านสภาพคล่อง ทำให้ sentiment ผู้ลงทุนโดยรวมในตลาดโลกอยู่ในเชิงลบ

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า แม้ว่าสภาพัฒน์ฯ รายงานเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2566 ขยายตัว 1.8% ชะลอลงจาก 2.6% ในไตรมาสก่อนหน้าโดยเป็นผลมาจากการส่งออกที่หดตัว อย่างไรก็ดี ในเดือนสิงหาคม 2566 หลังจากการจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จเมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2566 ส่งผลให้ SET Index ปรับเพิ่มขึ้น 6 วันติดต่อกันอยู่ที่ 1,576.67 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่มีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2566 โดย SET Index ปรับลงไปจุดต่ำสุดที่ 1,466.93 จุด และหากพิจารณาจากอัตราส่วน Forward PE ของ SET Index ค่อนข้างต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ทำให้ผู้ลงทุนบุคคลและสถาบันในประเทศซื้อสุทธิ 7 เดือนต่อเนื่อง

ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทย

  • ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2566 SET Index ปิดที่ 1,565.94 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 0.6% จากเดือนก่อนหน้าซึ่งเป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามกับดัชนีหลักทรัพย์อื่นๆ ในภูมิภาค และปรับลดลง 6.2% เมื่อเทียบกับสิ้นปีก่อนหน้า
  • ในเดือนสิงหาคมปี 2566 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2565 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มการเงิน กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มบริการ
  • ในเดือนสิงหาคม 2566 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน SET และ mai อยู่ที่ 58,579 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า 21.1% โดยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน 8 เดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 57,904 ล้านบาท      ผู้ลงทุนต่างชาติขายสุทธิเป็นเดือนที่เจ็ด โดยในเดือนสิงหาคม 2566 ผู้ลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 14,755 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ผู้ลงทุนต่างประเทศมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16
  • ในเดือนสิงหาคม 2566 มีบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ซื้อขายใน SET 2 หลักทรัพย์ ได้แก่ บมจ.พี.เอส.พี.          สเปเชียลตี้ส์ (PSP) และ บมจ. เคซีจี คอร์ปอเรชั่น (KCG) และใน mai 1 หลักทรัพย์ ได้แก่ บมจ. ไอ ทู เอ็นเตอร์ไพรซ์ (I2)
  • Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2566 อยู่ที่ระดับ 17.4 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 12.9 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 23.8 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 13.4 เท่า
  • อัตราเงินปันผลตอบแทน ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2566 อยู่ที่ระดับ 2.99% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 3.55%

ภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า

  • ในเดือนสิงหาคม 2566 ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 528,209 สัญญา เพิ่มขึ้น 11.2% จากเดือนก่อน ที่สำคัญจากการเพิ่มขึ้นของ SET50 Index Futures และ Single Stock Futures และในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2566 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 544,291 สัญญา ลดลง 0.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่สำคัญจากการลดลงของ Single Stock Futures