Home Blog Page 157

CPF ชูความสำเร็จฟาร์มไก่ไข่รักษ์โลกใช้พลังงานทดแทน ตอบโจทย์ผู้บริโภคใส่ใจสินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ส่งเสริมคนไทยมีส่วนร่วมดูแลสิ่งแวดล้อม บริโภคไข่ไก่รักษ์โลก ที่มีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พัฒนาฟาร์มไก่ไข่ที่ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนภายในฟาร์ม จากการเปลี่ยนมูลไก่เป็นพลังงานด้วยระบบไบโอแก๊ส ลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอก และร่วมดูแลชุมชนรอบข้าง ส่งผลให้ ฟาร์มไก่ไข่ 2 แห่งของซีพีเอฟ ได้แก่ ฟาร์มจักราชและฟาร์มโพธิ์ประทับช้าง ได้รับรางวัลดีเด่น ด้านพลังงานทดแทน ประเภทโครงการที่ไม่เชื่อมโยงกับระบบสายส่งไฟฟ้า (Off-Grid) ปี 2022 จากกระทรวงพลังงาน
นอกจากนี้ ฟาร์มจักราชยังเป็นตัวแทนระดับภูมิภาครับรางวัล ASEAN Energy Awards 2022 จากศูนย์พลังงานอาเซียน ตอกย้ำความมุ่งมั่นของซีพีเอฟในการขับเคลื่อนการผลิตอาหารคาร์บอนต่ำ มีส่วนร่วมลดภาวะโลกร้อน

นายสมคิด วรรณลุกขี ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจไก่ไข่ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ฟาร์มไก่ไข่จักราช และฟาร์มโพธิ์ประทับช้างเป็นฟาร์มที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อควบคุมคุณภาพไข่ไก่มีความสด สะอาด ปลอดภัย ปลอดจากยาปฏิชีวนะ และที่สำคัญเป็นไข่ไก่ที่มาจากกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ การลำเลียงไข่จากฟาร์มมายังโรงคัดไข่ด้วยระบบสายพานอัตโนมัติ ช่วยลดการใช้พลังงานจากการขนส่งและการสูญเสียระหว่างการผลิต รวมถึงนำมูลสัตว์มาหมักในระบบการหมักก๊าซชีวภาพ เป็นเทคโนโลยีที่นำของเสีย หรือมูลไก่จากฟาร์มมาหมัก และนำก๊าซที่ได้จากการหมักมาใช้ปั่นกระแสไฟฟ้าสำหรับใช้ในฟาร์ม นอกจากนี้ ยังเป็นฟาร์มที่ป้องกันกลิ่นและไม่ปล่อยน้ำเสียออกสู่ชุมชนข้างเคียง นอกจากนี้ กากของเหลือที่เกิดจากการหมัก ฟาร์มยังนำไปใช้เพิ่มธาตุอาหารในดิน และแบ่งปันให้กับเกษตรกรที่อยู่รอบๆ ฟาร์ม ช่วยประหยัดต้นทุนและค่าปุ๋ยอีกด้วย

“การดำเนินโครงการเปลี่ยนของเสียเป็นพลังงานฟาร์มไข่ไก่ทั้งสองแห่ง เป็นการดำเนินงานของซีพีเอฟ ในการผลิตและส่งมอบผลิตภัณฑ์ไข่ไก่ที่สด สะอาด ปลอดภัย และมาจากกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนใช้ในฟาร์ม ลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอก รวมทั้งช่วยดูแลชุมชนรอบข้างเรื่องกลิ่นและของเสีย ถือเป็นการผลิตอาหารที่ส่งเสริมให้ผู้บริโภคได้มีส่วนร่วมลดโลกร้อน” นายสมคิดกล่าว

ปัจจุบัน ฟาร์มจักราชและฟาร์มโพธิ์ประทับช้าง มีการติดตั้งระบบผลิตก๊าซชีวภาพจากมูลไก่และน้ำเสียแบบบ่อหมักไร้อากาศ (Anaerobic Covered Lagoon) เปลี่ยนของเสียเป็นพลังงานไฟฟ้าใช้ในการดำเนินงานภายในฟาร์มได้ประมาณร้อยละ 70-80 ของการใช้พลังงานในฟาร์มทั้งหมด ช่วยลดค่าใช้จ่ายการซื้อไฟฟ้าจากภายนอกได้ โดยผลดำเนินงานโครงการก๊าซชีวภาพของฟาร์ม 2 แห่งสามารถผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้ารวมปีละกว่า 4 ล้านกิโลวัตต์ต่อชั่วโมง เทียบเท่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 2,477 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากนี้ ซีพีเอฟ ยังอยู่ระหว่างการศึกษาติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานจากแสงอาทิตย์เพิ่มเติม เพื่อพัฒนาสู่ “ฟาร์มไข่ไก่ต้นแบบที่ใช้พลังงานหมุนเวียนภายในฟาร์ม 100% พึ่งพาพลังงานจากภายนอกเป็นศูนย์ (RE100 Farm)

ผลิตภัณฑ์ไข่ไก่สดของซีพีเอฟยังใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลกถาดและกล่องใช้กระดาษและพลาสติกรีไซเคิล 100% ทั้งนี้ ไข่ไก่ Cage Free และไข่ไก่ปลอดสาร 21 รายการยังได้ขึ้นทะเบียนรับรองเป็นสินค้าช่วยลดโลกร้อน คาร์บอนฟุตพริ้นท์ หรือ “ฉลากลดโลกร้อน” และ ไข่ไก่ Cage Free แบรนด์ยูฟาร์ม 2 รายการ ได้รับ “ฉลากคาร์บอนนิวทรัล” เป็นรายแรกของไทยและภูมิภาคเอเชีย จากองค์การบริหารการจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. สร้างห่วงโซ่อุปทานอาหารที่สร้างความยั่งยืน เป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคที่ใส่ใจต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และเป็นความมุ่งมั่นสนับสนุนการขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมาย Net-Zero ปี 2050 อีกด้วย

AIS 5G จับมือ MONOMAX เปิดแพ็กแห่งปี Entertain Max อัดแน่นคอนเทนต์หนังดีซีรีส์ดัง

0

AIS 5G เดินหน้าส่งมอบประสบการณ์ดิจิทัลให้กับลูกค้าและคนไทย ผ่านการส่งมอบการรับชมคอนเทนต์ที่มีความหลากหลายครบครันมากที่สุด บนช่องทาง AIS PLAY ในฐานะผู้ให้บริการ Streaming Service Provider ชั้นนำของไทย ล่าสุดผนึกกำลังกับ MONOMAX ผู้ให้บริการคอนเทนต์ชั้นนำของไทยที่เป็นตัวจริงด้าน หนังดี ซีรีส์ดัง ที่มีคอนเทนต์หลากหลายประเภททั้ง ซีรีส์จีน ซีรีส์เกาหลี ซีรีส์ญี่ปุ่น มากกว่า 20,000 ชั่วโมง ร่วมกันเปิดตัวแพ็กเกจสุดคุ้มแห่งปี Entertain Max ที่มัดรวมความพิเศษคอนเทนต์แบบจุใจทั้งจาก MONOMAX และ PLAY FAMILY พร้อมรับเน็ตดูคอนเทนต์เพิ่มอีก 10GB พิเศษเพียงเดือนละ 119 บาท สำหรับลูกค้า AIS เท่านั้น

นางสาวรุ่งทิพย์ จารุศิริพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการพันธมิตรธุรกิจด้านบันเทิงและคอนเทนต์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS  กล่าวว่า “ความร่วมมือกับ MONOMAX อีกหนึ่งผู้ให้บริการคอนเทนต์ชั้นนำของไทยในครั้งนี้ จะเป็นการเติมเต็มประสบการณ์และสร้างทางเลือกในการรับชมคอนเทนต์บน AIS PLAY ที่จะมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น เพราะจุดเด่นของแพ็กเกจ Entertain Max ในครั้งนี้ เป็นการรวมคอนเทนต์ความบันเทิงจากแพลตฟอร์มของ MONOMAX ที่มีทั้งหนังดี ซีรีส์ดังมากมาย และสุดยอดคอนเทนต์จาก PLAY FAMILY ที่รวมความบันเทิงของคอนเทนต์ รายการทีวี  และช่อง พรีเมียมดังระดับโลก ซึ่งจะทำให้ลูกค้าได้ประสบการณ์การรับชมที่ครบครันยิ่งกว่าในราคาที่คุ้มค่ามากที่สุดในตลาด”

นายปฐมพงศ์ สิรชัยรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท โมโน เน็กซ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ร่วมส่งต่อคอนเทนต์ความบันเทิงบน MONOMAX ให้ลูกค้า AIS ได้รับชมทั้งหนังและซีรีส์ ที่มีคอนเทนต์หลายประเภททั้ง ซีรีส์ไทย ซีรีส์จีน ซีรีส์เกาหลี ซีรีส์ญี่ปุ่น ภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัล ภาพยนตร์ดังและนอกกระแส หรือคอนเทนต์เฉพาะกลุ่ม เช่น กีฬา การ์ตูน และสารคดีต่างๆ จากทั่วโลก ให้ได้รับชมมากกว่า 20,000 ชั่วโมง รองรับทั้งระบบเสียงภาษาไทยและ Soundtrack เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแพ็ก Entertain Max จะตอบโจทย์คอหนังและคอซีรีส์อย่างแน่นอน”

โดยลูกค้า AIS ทั้งรายเดือนและเติมเงิน สามารถสมัครแพ็กเกจ Entertain Max ที่มัดรวมคอนเทนต์จาก MONOMAX และ PLAY FAMILY พร้อมรับเน็ตดูคอนเทนต์เพิ่มอีก 10GB ได้ในราคาพิเศษเดือนละ 119 บาท สมัครกด *777*9288# โทรออก

ประกันชีวิตที่มั่นคง  “มีน – บอม เพจ คนจะไปก็ต้องไป” บอกเล่าความประทับใจที่เกิดขึ้นจริง

0

เมืองไทยประกันชีวิต ปล่อยแคมเปญ A True Story “Whole Life” เมืองไทยประกันชีวิตเข้าใจทุกชีวิต ถ่ายทอดเรื่องจริงจากหลากหลายกลุ่มคนในสังคม ต่อเนื่องเรื่องที่ 2 บอกเล่าความประทับใจ ความสุข ความสมหวัง และความรัก  เหตุผลที่อยากส่งต่อความมั่นคงด้วยประกันชีวิต  พร้อมวางแผนด้วยประกันชีวิตเพื่ออนาคตมั่นใจ เติมเต็ม ดูแลทุกความสุขของคุณ  มุมมองใหม่ของคู่ชีวิต “มีน-บอม เจ้าของเพจ คนจะไปก็ต้องไป” 

การนำเสนอรูปแบบประกันชีวิตที่มีความเท่าเทียมทางเพศเป็นเรื่องที่สำคัญของสังคมรูปแบบประกันชีวิตที่เป็นธรรมต่อทุกกลุ่มคนไม่ว่าจะเป็นเพศ อายุ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้เอาประกัน  ทั้งนี้ บริษัทฯ มองเห็นว่าเมื่อนำเสนอรูปแบบประกันชีวิตที่เท่าเทียมทางเพศ ควรให้ความสำคัญเท่าเทียมกันทุกคน

อย่างไรก็ตาม การนำเสนอรูปแบบประกันชีวิตที่มีความเท่าเทียมทางเพศไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีการเพิ่มสิทธิพิเศษหรือความคุ้มครองพิเศษที่แตกต่างหรือสร้างความเฉพาะกลุ่ม แต่ควรให้โอกาสอย่างเท่าเทียมในการเข้าถึงประโยชน์ที่มีความสอดคล้องกับความต้องการ และความต้องการของลูกค้าในทุกกลุ่มเสมอภาคเท่าเทียมกัน นอกจากนี้ยังควรสร้างความเข้าใจในความต้องการของผู้คนที่แตกต่างกันเพื่อให้การเลือกประกันชีวิตเป็นไปอย่างเหมาะสมกับทุกกลุ่มลูกค้า ในโอกาสนี้ เราได้รับเกียรติจาก  คุณมีน – จิรัฏฐ์ เกตุภู่ และ คุณบอม KPN หรือ บอม – อนุรักษ์ บุญเพิ่มพูล เจ้าของเพจ คนจะไปก็ต้องไป  และ YouTube : Takeyou2somewhere  เล่าเรื่องราวชีวิตดีของการประกันชีวิต   

จากไลฟ์สไตล์ที่ต่างกัน ความชอบแทบไม่เหมือนกันเลย แต่ปรับตัวและหาตรงกลางกันอยู่เสมอ เลยได้ใช้ชีวิตด้วยกัน โดยสร้างเพจขึ้นมาเป็นเหมือนพื้นที่ที่รวมความชอบของแต่ละคนไว้ด้วยกัน คุณมีนชอบเขียนคอนเทนต์ คุณบอม ชอบถ่ายรูป จึงเป็นที่มาของเพจ คนจะไปก็ต้องไป

ทั้งคุณมีน-บอม  คู่ชีวิตที่บอกกล่าวประสบการณ์จริงกับประกันชีวิตที่ประทับใจกับเมืองไทยประกันชีวิตเปิดเผยถึงความคิดครั้งแรกที่อยากจะทำประกันของมีนว่า  “จริง ๆ บอมจะชอบพูดประโยคหนึ่งที่บอกว่า ถ้าจะไปนี่ขอไปก่อน มันเลยทำให้มีนพยายามที่จะดูแลเขา” ในขณะที่บอมเองก็มองว่า “บอมไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตนี้เราจะเจอคนที่ใช่ จนมาได้คบกับมีน เรารู้สึกว่าทำไมคนหนึ่ง ที่สามารถรักอีกคนหนึ่งได้มากขนาดนี้ เรารู้สึกว่าอยากอยู่กับเขาไปตลอดชีวิตเลย”

ในขณะที่ไลฟ์สไตล์ของทั้ง 2 คน แตกต่างกัน  “มีนมองพี่บอมเค้าว่าพี่เขาจะติส ๆ อารมณ์ศิลปินประมาณนั้น เลยกลายเป็นว่า พอเวลาพี่บอมถ่ายรูปอะไรออกมา เราชอบเอารูปของเขามาสร้างเป็นเรื่องราวที่มันรีเลทกับชีวิตคู่ของเรา ก็เลยเกิดเป็นเพจคนจะไปก็ต้องไป จริง ๆ เพจคนจะไปก็ต้องไปเนี่ย คนนี้แหละจะไป (มีน) คนนี้เลยต้องไปด้วย (บอม)”

“บอมมองว่าการทำเพจมันมีข้อดีอย่างหนึ่ง คือเราได้เห็นมุมมองอื่นของกันและกัน มันทำให้ชีวิตคู่ของเรามีสีสันมากขึ้น ได้ใช้ชีวิตด้วยกันเยอะขึ้น มันก็เลยมีคำหนึ่งขึ้นมาก็คือคำว่าพาร์ทเนอร์ ความหมายของคำว่าพาร์ทเนอร์ของบอมคือการเดินไปข้างหน้าด้วยกันครับ” 

มีนยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “มีนมองว่าในปัจจุบันไปจนถึงอนาคต เรากลับเริ่มวางแผนอะไรหลายอย่าง คือเราไม่รู้หรอกว่าอนาคตมันจะเกิดอะไรขึ้น มันมีสิ่งที่จะจากเป็นและจากตาย เราคงใช้ชีวิตแทนเขาในวันที่เขาไม่อยู่ หรือเราอาจจะบอกให้เขาใช้ชีวิตแทนเราให้ดีที่สุดในวันที่เราไม่อยู่ คงเป็นมุมนั้นมากกว่า แต่ก่อนหน้านี้ไม่เคยคุยกันเรื่องนี้เลยนะ จนวันนี้ ตรงนี้เลย”     

“บอมขอเสริมตรงนี้ว่าคือทุกครั้งเวลาที่ผมนอน คือจะมองเขานอน เราก็คิดตลอดว่า ถ้าวันหนึ่งเขาไม่อยู่ตรงนี้แล้วเราจะรู้สึกยังไง มันทำให้เรารู้สึกไม่อยากให้มันเกิดขึ้น”   

การเลือกประกันชีวิตมีส่วนสำคัญ  โดยมีนยิ้มและพูดถึงเรื่องนี้ว่า “เรามาเจอกับเมืองไทยประกันชีวิต ก็เลยทำให้เรารู้ว่า อย่างน้อยแผนของเราที่เราวางมา สำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง เพราะเรายังไม่ได้นับถึงวันที่เราจากกัน นึกออกมั้ยครับ  เรารู้สึกดีและรู้สึกสบายใจมากที่อย่างน้อย ความคิดเราสามารถตอบโจทย์พาร์ทเนอร์ คำว่าชีวิตคู่ของเราจริงๆ  เมืองไทยประกันชีวิตเขาสามารถระบุ คู่ชีวิต ของเราเป็นผู้รับประโยชน์ได้”   

“และสำหรับบอมเอง บอมก็คิดเช่นเดียวกันว่าถ้าวันหนึ่งเราไม่อยู่แล้ว อย่างน้อยเราก็ได้ส่งต่ออะไรบางอย่างให้กับเขา เพื่อที่จะให้เขาหรือคนข้างหลังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ครับ และเราเลือกฝากอนาคตของคนที่เรารักอย่างมั่นใจ ด้วยประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองอย่างเท่าเทียมจากเมืองไทยประกันชีวิตครับ”  บอมกล่าวด้วยรอยยิ้มและความประทับใจในครั้งนี้

ติดตามชม A True Story “Whole Life” เมืองไทยประกันชีวิตเข้าใจทุกชีวิต

EP 2 : คุณมีน – คุณบอม   เจ้าของเพจ คนจะไปก็ต้องไป ได้ที่

YouTube:https://youtu.be/chyKemKYQr8
FB: https://www.facebook.com/watch/?v=849308766683329

“ทรีนีตี้” ชี้ครึ่งหลังของเดือนพ.ย.ตลาดหุ้นมีโอกาสทยอยฟื้นตัว

0

“ทรีนีตี้” ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของ SET ในเดือนพ.ย. จะมีแนวรับอยู่ที่ระดับ 1350 จุด และแนวต้านอยู่ที่ระดับ 1450 จุด เฟด-สงครามอิสราเอลและฮามาส-และผลประกอบการไตรมาส 3 ที่อ่อนแอ จะยังกดหุ้นในช่วงครึ่งเดือนแรก ส่วนครึ่งเดือนหลังมองดีขึ้น จากข่าวร้ายที่สะท้อนเข้าไปในราคา ความคาดหวังมาตรการภายใน และการฟื้นตัวของหุ้น DELTA แนะถือครองหุ้นที่ได้เข้าสะสมมาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีก อาทิ CPALL, CPAXT, BJC, CRC, HMPRO, GLOBAL, DOHOME, TNP

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยถึงทิศทางการลงทุนเดือนพฤศจิกายน 2566 ว่า สำหรับภาพตลาดหุ้นไทยในเดือนพ.ย. คาดว่าจะอยู่ในช่วงสุดท้ายของการสร้างฐานรอบนี้ โดยในช่วงแรกของเดือน ดัชนีอาจจะยังปรับตัว Overhang จากความไม่ชัดเจนของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) รวมไปถึง Noise รบกวนจากการสู้รบระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสที่ยังคงยืดเยื้อ และผลประกอบการไตรมาส 3 ของบจ.ไทยที่อ่อนแอ โดยเฉพาะกลุ่มที่อิงกับอุปสงค์ภายในประเทศ อย่างไรก็ดี พอเวลาดำเนินไป ประเมินว่าปัจจัยเหล่านี้จะสะท้อนเข้าไปอยู่ในราคาสินทรัพย์ต่างๆมากขึ้น จนทำให้ในช่วงครึ่งเดือนหลัง อาจเริ่มเห็นความคาดหวังเชิงบวกที่เข้ามากระทบได้บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากมีปัจจัยใดที่ทำให้เชื่อได้ว่า Fed ได้มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายครั้งสุดท้ายผ่านพ้นไปแล้ว ไม่นับรวมกับข่าวดีทางด้านนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศที่คาดว่าจะออกมามากขึ้น และการทยอยปรับตัวขึ้นของหุ้น DELTA หากข้อมูลการซื้อขายเดือนนี้ยืนยันการดำรงอยู่ของตัวหุ้นในดัชนีสำคัญต่อไปในปีหน้า ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของ SET ในเดือนพ.ย.จะมีแนวรับอยู่ที่ระดับ 1350 จุด และแนวต้านอยู่ที่ระดับ 1450 จ

สำหรับปัจจัยสำคัญที่น่าติดตามในเดือนนี้ได้แก่ 1.ความชัดเจนของมาตรการ Digital Wallet โดยต้องรอติดตามจากการประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่ 2.การประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนประจำไตรมาส 3/66 รวมถึงแนวโน้มในช่วงถัดไป ซึ่งจะส่งผลต่อการปรับประมาณการของนักวิเคราะห์ในตลาด รวมถึง Valuation ของดัชนีโดยอัตโนมัติ 3.ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯที่จะออกมาในเดือนนี้ รวมถึงความเห็นของกรรมการ Fed คนต่างๆ ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อไปยัง Fed Funds futures และการปรับตัวของ Bond yield และ 4.พัฒนาการของสงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส

ในเชิงกลยุทธ์ แนะถือครองหุ้นที่ได้เข้าสะสมมาก่อนหน้านี้ มองกลุ่มที่น่าสนใจยังคงได้แก่กลุ่มค้าปลีกที่อิงกับการบริโภคภายในประเทศ ได้ประโยชน์จากมาตรการลดค่าครองชีพ และเตรียมได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายในช่วงถัดไป ซึ่งส่วนใหญ่หุ้นในกลุ่มนี้ Earnings เตรียมจะปรับตัว Bottom out จากจุดต่ำในไตรมาส 3 ได้ อาทิ CPALL, CPAXT, BJC, CRC, HMPRO, GLOBAL, DOHOME, TNP

นายณัฐชาต กล่าวว่า วานนี้ (31 ตุลาคม) ธปท.รายงานตัวเลขฐานเงินอย่างกว้าง (M2) เดือนก.ย.พลิกกลับมาปรับตัวสูงขึ้น MoM ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน สร้างความคาดหวังเชิงบวกต่อสภาพคล่องในตลาดหุ้นไทยได้บ้าง ทั้งนี้ จากการศึกษาของเราพบว่าตัวเลขดังกล่าวมักมีความสัมพันธ์ในระดับสูงกับการมีส่วนร่วมของนักลงทุนทั่วไป รวมถึง Performance ของหุ้นขนาดกลาง-เล็กในช่วงถัดไป ดังนั้นหากสัญญาณ M2 ยังคงดีขึ้นต่อเนื่อง เราอาจคาดหวังการทยอยฟื้นตัวของหุ้นขนาดกลาง-เล็ก ทั้งในแง่ของสภาพคล่องและในมิติของผลตอบแทนขึ้นมาได้บ้าง หลังจากที่กลุ่มดังกล่าวปรับตัว Underperform มาตลอดทั้งปีนี้

ซีพีเอฟ เปิดกระบวนการผลิตไส้กรอกซีพี ปลอดภัย มาตรฐานระดับโลก

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ย้ำกระบวนการผลิตไส้กรอกซีพี ได้มาตรฐานระดับสากล ผ่านการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพสูง ตรวจสอบย้อนกลับได้ มั่นใจไส้กรอกซีพีทุกชิ้น มีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย ใส่ใจผู้บริโภค

นายเกริกพันธุ์ ดีประเสริฐ ผู้อำนวยการ ธุรกิจอาหารสำเร็จรูป บริษัท ซีพีเอฟ ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอร์เรจ จำกัด กล่าวว่า ซีพีเอฟ มุ่งมั่นผลิตไส้กรอกปลอดภัยควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในเรื่อง “คุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร” โดยกระบวนการผลิตใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ได้มาตรฐานระดับโลก ตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต สร้างหลักประกันความปลอดภัย มั่นใจในคุณภาพสินค้าทุกชิ้น สะอาด ปลอดภัย ส่งต่อสุขภาพที่ดีให้กับผู้บริโภค

“ไส้กรอกซีพี คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพสูง เนื้อไก่เป็นส่วนอกและเนื้อน่อง ปราศจากฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต ส่วนเนื้อหมู คัดเนื้อชิ้นใหญ่แบบเต็มชิ้น ปราศจากสารเร่งเนื้อแดง จัดเก็บรักษาควบคุมอุณหภูมิอยู่ที่ 0-4 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ป้องกันและยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ก่อโรค และให้คงความสดตลอดการขนส่งจากฟาร์มถึงโรงงานผลิต สู่กระบวนการผลิตอัตโนมัติแบบต่อเนื่องตลอดสายการผลิต และมีการควบคุมอุณหภูมิในทุกขั้นตอน ให้อยู่ในระดับต่ำที่ 0-12 องศาเซลเซียส เพื่อรักษาคุณภาพสินค้าให้คงสดใหม่และปลอดภัย ผู้บริโภคจึงมั่นใจได้ในคุณภาพและความปลอดภัย” นายเกริกพันธุ์ กล่าว

ซีพีเอฟ ยังใช้เทคโนโลยีการเบิกจ่ายเนื้อสัตว์ด้วยระบบ Radio – Frequency Identification ที่สามารถระบุข้อมูลวัตถุดิบเนื้อสัตว์ รวมถึงจัดเรียงลำดับการใช้ก่อนหลัง และตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบตั้งแต่ต้นทางได้ เพื่อนำเนื้อสัตว์เข้าสู่ขั้นตอนตรวจจับโลหะก่อนนำเข้าเครื่องบด เป็นการตรวจสอบความปลอดภัย เพื่อป้องกันสิ่งปนเปื้อน แม้เป็นเศษโลหะชิ้นเล็ก พร้อมนำมาผสมกับเครื่องปรุงที่คัดสรรมาอย่างดีเพื่อขึ้นรูปอัดแท่ง และรมควันด้วย “ระบบรมควันแบบปิด” โดยนำเทคโนโลยีในการดักแยกสารทาร์ (TARs) ออกจากไส้กรอกมาใช้ (TARs เป็นสารหนักจากควันที่มีองค์ประกอบของสารก่อมะเร็ง) และตรวจสอบซ้ำในห้องแล็บ สร้างความมั่นใจว่าไม่มีสารตกค้างปลอดจากสารทาร์ 100%

นอกจากนี้ เข้าสู่กระบวนการทำให้ไส้กรอกสุกด้วยเครื่องอบไอน้ำ ที่อุณหภูมิใจกลาง 79 องศาเซลเซียส (อุณหภูมิใจกลาง คืออุณหภูมิจุดกึ่งกลางของชิ้นอาหารซึ่งเป็นจุดที่ร้อนช้าที่สุด) เพื่อให้มั่นใจว่าไส้กรอกจะสุกที่อุณหภูมินี้อย่างทั่วถึง จากนั้นนำไปผ่านน้ำเย็นและลมเย็นลดอุณหภูมิให้เหลือ 0-4 องศาเซลเซียส เพื่อรักษาอุณหภูมิที่ปลอดภัยต่อการบริโภค

“ไส้กรอกซีพี ไม่ใช้สารกันเสีย ไม่ใช้สารไนเตรต สารบอแรกซ์ ดินประสิว และส่วนผสมที่ไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย รวมทั้งควบคุมการใส่ ‘เกลือไนไตรต์’ ให้อยู่ในปริมาณที่ต่ำกว่าที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำหนด โดยกระทรวงสาธารณสุขอนุญาตให้ใช้เพื่อยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียที่สร้างสารพิษ โดยมีการตรวจสอบในห้องปฏิบัติการตามมาตรฐานสากลอย่างเข้มงวด ตลอดจนควบคุมปริมาณโซเดียมให้อยู่ในเกณฑ์ตามที่องค์การอนามัยโลกกำหนด เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้บริโภค” นายเกริกพันธุ์ กล่าว

สำหรับขั้นตอนการบรรจุไส้กรอกลงบรรจุภัณฑ์ เป็นระบบซีลสุญญากาศแนบกับชิ้นไส้กรอก ด้วยบรรจุภัณฑ์ชนิดเทอร์โมฟอร์มแบบฟิล์มหลายชั้น (Multi-layer thermoform film) ป้องกันการซึมผ่านของออกซิเจน ช่วยรักษาความสดใหม่และคุณภาพของไส้กรอกไว้ได้ตลอดอายุการเก็บรักษา โดยไม่ต้องใช้สารกันเสีย และอุ่นร้อนกับไมโครเวฟได้อย่างปลอดภัย ทั้งนี้ก่อนส่งผลิตภัณฑ์ไส้กรอกสู่ผู้บริโภคต้องผ่านขั้นตอนตรวจสอบคุณภาพของสินค้าและการตรวจจับโลหะอีกครั้ง

นายเกริกพันธ์ แนะนำว่า การเลือกซื้อไส้กรอกอย่างปลอดภัย ผู้บริโภคควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่บรรจุภัณฑ์ปิดสนิทไม่ฉีกขาด มีฉลากระบุ วันผลิต วันหมดอายุ และสถานที่ผลิตอย่างชัดเจน สังเกตเครื่องหมายตราสัญลักษณ์ที่ผ่านการรับรองจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น เครื่องหมาย GMP GHP HACCP ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่บ่งชี้ว่าโรงงานผ่านการรับรองคุณภาพในการผลิตอาหารมีความปลอดภัย รวมถึงเลขสารบบอาหารและเครื่องหมาย อย.

นอกจากนี้ ขั้นตอนที่สำคัญอีกข้อคือ การเก็บรักษาหลังจากซื้อผลิตภัณฑ์ ควรเก็บรักษาในอุณหภูมิที่มีความเย็นตลอดเวลา ต่ำกว่า 6 องศาเซลเซียส หากยังไม่ได้รับประทานควรปิดให้มิดชิดป้องกันการปนเปื้อนหรือใส่ภาชนะให้สนิทและเก็บในอุณหภูมิดังกล่าว ผลิตภัณฑ์ที่อุ่นร้อนแล้วควรรับประทานในทันที เพื่อป้องกันจุลินทรีย์ก่อโรคที่อาจเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้ ซีพีเอฟให้ความสำคัญกับสุขภาพของผู้บริโภคสูงสุดเป็นอันดับแรก เพื่อสร้างสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

เมืองไทยประกันชีวิต ชวนสมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับร่วมกิจกรรม “แลก Smile Point ช้อปฟินเวอร์”

0

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการส่งมอบความสุขและรอยยิ้มในช่วงเทศกาลส่งท้ายปี เมืองไทยประกันชีวิต ร่วมกับ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) จัดแคมเปญ “แลก Smile Point ช้อปฟินเวอร์” ให้สมาชิกฯ ได้ฟินสุด ๆ  พร้อมความพิเศษรับฟรีคะแนน The1 Point 1,000 คะแนนที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทุกสาขาทั่วประเทศ  (เงื่อนไขเป็นไปตามที่กำหนด)

ทั้งนี้ สมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ สามารถช้อปฟินเวอร์ได้ง่าย ๆ  เพียงร่วมกิจกรรมผ่านการแลกคะแนนบน MTL Click  Application และนำรหัสที่ได้รับจาก Application ไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ ณ จุดแลกของสมนาคุณศูนย์การค้า ภายในระยะเวลาที่กำหนด  โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. ใช้ 35 Smile Points แลกรับบัตรกำนัล Magic Gift Card มูลค่า 100 บาท  สมาชิก 1 ท่าน แลกรับได้สูงสุด 2 สิทธิ์ / สัปดาห์  จำกัด 6,000 สิทธิ์ ตลอดโครงการ แต่ละสาขามีจำนวนจำกัด ระยะเวลาการใช้สิทธิ์  1 ตุลาคม 2566 – 31 มีนาคม 2567
  2. ช้อปครบรับฟรี คะแนน The1 Point 1,000 คะแนน เฉพาะเดือนธันวาคม 2566 – มกราคม 2567 ทุกวันอังคาร (Pink Day) เมื่อช้อปสินค้าร้านใดๆ ในศูนย์การค้าเซ็นทรัลครบ 1,000 บาทขึ้นไป / ใบเสร็จ สมาชิก 1 ท่าน แลกรับได้สูงสุด 1 สิทธิ์ / สัปดาห์ / หมายเลข The1 จำกัดสัปดาห์ละ 100 สิทธิ์ระยะเวลาการใช้สิทธิ์ วันที่ 5, 12, 19, 26 ธันวาคม 2566 และ 2, 9, 16, 23, 30 มกราคม 2567

เมืองไทยสไมล์คลับ ยังมีกิจกรรมและสิทธิพิเศษอีกมากมายที่ตั้งใจคัดสรรมาเพื่อให้ตรงตามไลฟ์สไตล์  และความต้องการในปัจจุบันของสังคมตลอดทั้งปี โดยลูกค้าเมืองไทยประกันชีวิต สมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ สามารถติดตามกิจกรรม และสิทธิพิเศษเพิ่มเติมได้ที่ MTL Click Application ซึ่งดาวน์โหลดได้ฟรีทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android หรือเว็บไซต์ www.muangthai.co.th ตลอดจนสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร. 1766 กด 4 เมืองไทยประกันชีวิต หรือศูนย์บริการลูกค้าทั่วประเทศ

“ธนูลักษณ์” ปลื้ม​ ยอดจองหุ้นกู้ 500 ล้านบาทขายหมดเกลี้ยง นักลงทุนเชื่อมั่นทิศทางธุรกิจและฐานเงินทุนแกร่ง

0

“ธนูลักษณ์” (TNL) ปลื้ม ยอดจองหุ้นกู้ล้นหลาม ผลตอบรับจากนักลงทุนดีตามคาด ต้องเพิ่มวงเงินหุ้นกู้ อีก 200 ล้านบาท เป็น 500 ล้านบาท ขายหมดเกลี้ยง!! หลังนักลงทุนให้ความเชื่อมั่นในทิศทางธุรกิจและฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง มั่นใจเดินหน้าลุยธุรกิจให้บริการการเงินเต็มพิกัด

น.ส.สุธิดา จงเจนกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนูลักษณ์ จำกัด (มหาชน) (TNL) เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัทได้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ ต่อผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือ ผู้ลงทุนรายใหญ่ วงเงินไม่เกิน 300 ล้านบาท ระหว่างวันที่ 24-26 ตุลาคม 2566  ที่ผ่านมา โดยแต่งตั้ง บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ ปรากฏว่าได้การตอบรับจากนักลงทุนอย่างล้นหลาม มีนักลงทุนทั้งนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ เสนอความต้องการซื้อเข้ามาจำนวนมาก ทำให้บริษัทได้ตัดสินใจ เพิ่มวงเงินการออกหุ้นกู้ในครั้งนี้ โดยนำหุ้นกู้สำรองมาเสนอขายเพิ่มจำนวน 200 ล้านบาท รวมเป็น 500 ล้านบาท ซึ่งได้ดำเนินการการขายเสร็จสิ้นแล้ว

สำหรับวัตถุประสงค์ของการเสนอขายหุ้นกู้ครั้งนี้ เพื่อนำเงินที่ได้ไปใช้ในการขยายพอร์ตสินเชื่อ และใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและทรัพย์สินรอการขาย จำนวน 400-500 ล้านบาท และเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน จำนวนไม่เกิน   100 ล้านบาท  

TNL ขอขอบคุณผู้ลงทุนทุกท่าน ที่ให้ความไว้วางใจจองซื้อหุ้นกู้ TNL ทำให้การระดมทุนออกหุ้นกู้ประสบความสำเร็จอย่างดี โดยสาเหตุที่นักลงทุนให้การตอบรับการเสนอขายหุ้นกู้ครั้งแรกของบริษัทในครั้งนี้ เพราะมีความมั่นใจในความน่าเชื่อถือของบริษัท และความแข็งแกร่งทางด้านเงินทุน ที่สำคัญยังมีความมั่นใจในทิศทางธุรกิจของบริษัท หลังมีการปรับโครงสร้างองค์กร และปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ โดยสยายปีกเข้าไปทำธุรกิจให้บริการทางการเงิน และอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย ซึ่งเป็นการเพิ่มเครื่องยนต์ใหม่ หรือ New Engines มาเสริมทัพธุรกิจเดิมให้บริษัทเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน”

น.ส.สุธิดา กล่าวต่อว่า หลังจากนี้ บริษัทจะเดินหน้ารุกธุรกิจให้บริการทางการเงินอย่างเต็มที่ ทั้งธุรกิจให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการที่มีหลักประกัน (Secured Lending) และธุรกิจบริหารจัดการสินทรัพย์ (AMC) โดยซื้อสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่มีหลักประกันจากสถาบันการเงินมาบริหารจัดการ รวมทั้งธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย (Real Estate for Sale) ที่เป็นการลงทุนในบริษัทร่วมทุน (JV) กับบริษัทอสังหาริมทรัพย์อย่าง บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (NOBLE) ขณะที่ยังคงดำเนินธุรกิจสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญที่ยังสามารถสร้างรายได้ให้บริษัทได้อย่างต่อเนื่อง

“ปัจจุบัน TNL มีผู้ถือหุ้นใหญ่คือ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) (SPI) และบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (BTSG) โดยผู้ถือหุ้นใหญ่ทั้ง 2 ราย มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะส่งเสริมให้ TNL เป็นองค์กรที่พร้อมเป็นผู้เล่นที่แข็งแกร่งในธุรกิจใหม่นี้ ขณะที่บริษัทยังมีทีมผู้บริหารที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ยาวนานในกลุ่มธุรกิจการเงินที่เป็นธุรกิจใหม่ ที่จะร่วมเป็นพลังผลักดันให้ TNL เป็นผู้เล่นที่สำคัญในธุรกิจนี้ในอนาคต” น.ส.สุธิดากล่าว 

ทั้งนี้ ณ 30 มิถุนายน 2566  TNL มีส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 10,288 ล้านบาท และมีหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้นต่ำเพียง 0.18 เท่า การออกหุ้นกู้ในครั้งนี้ยังอยู่ในวิสัยที่ไม่เกินความสามารถของบริษัท

AIS Go Green สานต่อภารกิจสร้างกำแพงกรองฝุ่นปลูกต้นไม้ล้านต้นกับกรุงเทพฯ ปลูกต้นไม้กว่า 7.5 หมื่นต้น

0

AIS ตอกย้ำเป้าหมายการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน มุ่งสร้าง Green Network ในทุกมิติ เพื่อร่วมสร้างสังคมไทยให้น่าอยู่และเป็นพื้นที่แห่งความสุขด้วยสภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีและช่วยแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ ผ่านโครงการ AIS Go Green โดยสานต่อความร่วมมือในการปลูกต้นไม้ร่วมกับกรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้สนับสนุนการปลูกต้นไม้ให้แก่กรุงเทพมหานครแล้ว 75,000 ต้น กับเป้าหมายการปลูก 100,000 ต้น ภายใน 4 ปี เพื่อเป็นกำแพงกรองฝุ่น ลดมลพิษ ดูดซับกลิ่น เพิ่มพื้นที่สีเขียว สร้างความร่มรื่นและสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กรุงเทพมหานคร

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS กล่าวว่า “การดูแลสิ่งแวดล้อม เป็นหนึ่งในเป้าหมายการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนของ AIS เราจึงได้ร่วมภารกิจปลูกต้นไม้ล้านต้น ตามนโยบายของ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผ่านโครงการ AIS Go Green โดยปีที่ผ่านมา ได้สนับสนุนการปลูกต้นไม้ไปแล้ว 25,000 ต้นกับเป้าหมายการปลูกต้นไม้ให้ครบ 100,000 ต้นภายใน 4 ปี ซึ่งได้ส่งมอบและปลูกต้นไม้ในพื้นที่เป้าหมายของกทม.แล้วในหลายพื้นที่ ได้แก่ สวนวชิรเบญจทัศ, ศูนย์การเรียนรู้เกษตรอินทรีย์โคกหนองนา พุทธมณฑล สาย 3, โรงกำจัดขยะหนองแขม, พื้นที่สวนสาธารณะของสำนักงานเขตพญาไท

สำหรับในปีนี้ AIS ได้ส่งมอบต้นกล้าไม้เพิ่มเติมให้แก่ กรุงเทพมหานคร อีกจำนวน 50,000 ต้น 10 สายพันธุ์ ประกอบด้วย ต้นมะฮอกกานี ต้นแคนา ต้นยางนา ต้นประดู่บ้าน ต้นกระถินพา ต้นกฤษณา ต้นมะค่าโมง ต้นกระโดน ต้นกัลปพฤกษ์ และต้นตะเคียนทอง ซึ่งเป็นต้นกล้าไม้ที่เพาะปลูกโดยกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่สำนักงานเขตหนองจอก จากโครงการผลิตกล้าไม้เพื่อปลูก สู่ล้านต้น โดยจะนำไปปลูกในพื้นที่จัดสรรของกรุงเทพมหานคร ที่โรงกำจัดขยะหนองแขม และที่ศูนย์การเรียนรู้เกษตรอินทรีย์โคกหนองนา พุทธมณฑล สาย 3 เพื่อเป็นกำแพงกรองฝุ่น ช่วยลดมลพิษ ดูดซับกลิ่น และสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้ชุมชนโดยรอบ

สำหรับการร่วมมือกับกรุงเทพมหานครครั้งนี้ นอกจากจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างพื้นที่สีเขียวและกำแพงกรองฝุ่นช่วยลดปัญหาก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ และดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมรายได้ให้แก่เกษตรกร ตามนโยบายด้านเศรษฐกิจของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสอดคล้องกับเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของ AIS” นายสมชัย กล่าวทิ้งท้าย

จ.เชียงใหม่ จับมือ องค์กรภาครัฐ และ กรุงเทพโปรดิ๊วส สร้างเครือข่ายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พิชิตหมอกควัน-ฝุ่น PM 2.5

0

จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับองค์กรภาครัฐ และ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) หรือ บีเคพี ภายใต้กลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ ผู้จัดหาวัตถุดิบหลักทางการเกษตรให้แก่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดตัว โครงการ “Partner to Green คู่ค้าข้าวโพดพันธมิตร พิชิตหมอกควัน” สนับสนุนคู่ค้าผู้รวบรวมและจัดหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เครือข่ายของบีพีเค ในเขตภาคเหนือ ใช้ข้อมูลจากระบบตรวจสอบย้อนกลับและภาพถ่ายดาวเทียมติดตามการเผาแปลง และร่วมดูแลห่วงโซ่อุปทานข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้ปลอดการเผาตอซัง

โดยได้รับเกียรติจาก นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีเปิด และมีนายทศพล เผื่อนอุดม รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมทั้ง ผู้บริหารกรมวิชาการเกษตร กรมควบคุมมลพิษ และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA และคู่ค้าพันธมิตรในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ ร่วมงาน ณ โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว จังหวัดเชียงใหม่

นายนิรัตน์ กล่าวว่า จ.เชียงใหม่ให้ความสำคัญสูงสุดหมอกควันแลทุกภาคส่วนอย่างเต็มกำลัง ในการจัดการสถานการณ์หมอกควันและฝุ่น PM 2.5 และโครงการ “Partner to Green คู่ค้าข้าวโพดพันธมิตร พิชิตหมอกควัน” เป็นความร่วมมือขององค์กรเอกชนที่นำเทคโลยีภาพถ่ายดาวเทียมในการตรวจจุดความร้อน เข้ามาช่วยสร้างการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายในภาคการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อจัดการปัญหาฝุ่นละอองในระยะยาว สอดคล้องกับนโยบายจัดการปัญหาฝุ่นควันในภาคเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนของรัฐบาล และจังหวัดเชียงใหม่

“ปัญหาฝุ่นละออง เป็นปัญหาระดับชาติ ต้องอาศัยความร่วมมือกันทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชนและประชาสังคมผนึกกำลังลงมือทำอย่างจริงจัง อย่างที่บีเคพีริเริ่มโครงการเพื่อลดการเผาในภาคการเกษตร เชื่อว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน” ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าว

ด้าน นายไพศาล เครือวงศ์วานิช ประธานคณะผู้บริหาร บีเคพี กล่าวว่า บีเคพีเป็นบริษัทแรกของไทยที่นำระบบตรวจสอบย้อนกลับมาใช้ในการจัดหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตั้งแต่ปี 2559 และเพื่อให้ระบบตรวจสอบย้อนกลับของซีพีเป็นต้นแบบอุตสาหกรรม รวมถึงการจัดการกับปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน รวมถึงพ่อค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้เข้ามาช่วยดูแลเกษตรกรและแปลงข้าวโพดในห่วงโซ่อุปทานของซีพี โดยใช้ประโยชน์จากข้อมูลจุดความร้อนจากดาวเทียม ช่วยลดปัญหาการเผาตอซัง

“บีเคพีจะขยายผลการดำเนินโครงการฯ ให้ครอบคลุมทั่วประเทศภายในปี 2566 นี้ โดยบริษัทฯ จะแบ่งปันข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมจุดความร้อนในพื้นที่รับซื้อข้าวโพด เพื่อให้คู่ค้าเป็นเครือข่ายติดตามแปลงเพาะปลูกที่ยังมีการเผา หากพบว่าเกษตรกรรายใดมีการเผาแปลง ทางบริษัทและคู่ค้าพร้อมร่วมมือกันเข้าไปดูแล ให้ความรู้และคำแนะนำ เพื่อให้เกษตรกรร่วมมืองดการเผาตอซัง และหาวิธีการจัดการที่เหมาะสมทดแทน” นายไพศาล กล่าว

ภายในงาน บริษัทฯ ยังร่วมมือกับ กรมวิชาการเกษตร กรมควบคุมมลพิษ และ GISTDA จัดอบรมสัมมนา ถึงสถานการณ์ ฝุ่น PM 2.5 ร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดเพื่อประชาชน พ.ศ. … และแนวทางการปรับตัวขององค์กรธุรกิจและภาคประชาชน ตลอดจนการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับควบคู่กับระบบติดตามการเผาแปลง

โครงการ “Partner to Green คู่ค้าข้าวโพดพันธมิตร พิชิตหมอกควัน” เป็นอีกหนึ่งความมุ่งมั่นของเครือซีพีในสร้างความร่วมมือระหว่างคู่ค้าของบริษัทฯ เพื่อร่วมจัดการกับปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง ซึ่งเป็นวาระสำคัญของประเทศ พร้อมกับการพัฒนาขีดความสามารถคู่ค้าพันธมิตรในกระบวนการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ดำเนินงานอย่างรับผิดชอบต่อโลก และสนับสนุนเครือซีพีและบริษัทในเครือฯ ให้บรรลุเป้าหมาย Net-Zero ในปี 2050

AIS โชว์ผลงานไตรมาส 3/2566 เติบโตแข็งแกร่งทั้ง มือถือ – เน็ตบ้าน – และบริการลูกค้าองค์กร เปิดรายได้ 9 เดือนแรก 1.3 แสนล้านบ.

0

AIS รายงานผลประกอบการในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2566 ทำรายได้ 137,555 ล้านบาท โต 0.6% จากปีที่ผ่านมา และมีกำไร 22,084 ล้านบาท เติบโตขึ้น 18% นับเป็นการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของทุกกลุ่มธุรกิจทั้ง ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่วันนี้มีผู้ใช้บริการ 5G รวมกว่า 8.5 ล้านราย โตพุ่งถึง 54% ทางด้านธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงอย่าง AIS Fibre ก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมสามารถโกยลูกค้ารวมทะลุ 2.38 ล้านราย ในส่วนของธุรกิจบริการลูกค้าองค์กรสามารถส่งมอบนวัตกรรมและโซลูชันที่ตอบโจทย์องค์กรภาคธุรกิจไปจนถึงผู้ประกอบการ SME ทั้งบริการดิจิทัล ICT คลาวด์ Data Center โดยสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในระดับ 14% จากไตรมาสที่ผ่านมา โดย AIS ยังคงเดินหน้าลงทุนในการเพิ่มขีดความสามารถของโครงข่ายที่ 27,000-30,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับประสบการณ์ดิจิทัลที่ดีที่สุด ให้กับลูกค้าและภาคอุตสาหกรรม พร้อมก้าวสู่การเป็นองค์กรเทคโนโลยีโทรคมนาคมอัจฉริยะ หรือ Cognitive Tech-Co

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS กล่าวว่า “ท่ามกลางสถานการณ์ทางเศรษฐกิจภายในประเทศที่มีการขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ และความผันผวนของเศรษฐกิจโลกทั้งผลกระทบต่อด้านความเชื่อมั่นด้านการลงทุนจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ หรือแม้แต่สถานการณ์วิกฤตของภาคอสังหาริมทรัพย์ในประเทศจีนที่เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อการบริโภคและการใช้จ่ายเดินทางของชาวจีนที่ลดลง ทำให้ช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาเราต้องปรับวิธีการทำงานอยู่ตลอดเวลา โดยเร่งพัฒนาโครงข่ายให้มีความอัจฉริยะสามารถตอบสนองการใช้งานได้แบบเรียลไทม์ มีความเข้าใจลูกค้าแบบ Personalization มากยิ่งขึ้น ส่งผลทำให้ AIS ทำผลการดำเนินงานออกมาได้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ จากตัวเลขรายได้และกำไรที่มีการเติบโตขึ้นในทุกกลุ่มธุรกิจเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา”

ผลประกอบการของ AIS ในไตรมาสที่ 3 ปี 2566 ทำรายได้รวมอยู่ที่ 46,069 ล้านบาท ลดลง 0.4% จากปีก่อน แต่เติบโต 2.9% จากไตรมาสก่อน ทางด้านกำไรสุทธิที่ระดับ 8,146 ล้านบาท เติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งถึง 35% จากปีก่อน และ 13% จากไตรมาสที่ผ่านมา สำหรับกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษีและค่าเสื่อมราคา (EBITDA) เท่ากับ 23,674 ล้านบาท เติบโต 7.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่งวด 9 เดือน AIS ก็ทำผลงานออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมโดยมีรายได้รวม 137,555 ล้านบาท เติบโต 0.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน และมีกำไรสุทธิที่ระดับ 22,084 ล้านบาท เติบโตขึ้น 18% โดยมีผลการดำเนินงานแยกตามรายธุรกิจดังนี้

• ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ ทำรายได้เติบโตขึ้น 0.7% จากปีก่อน โดยมีผู้ใช้บริการ 5G รวมแล้วกว่า 8.5 ล้านราย เติบโตขึ้นถึง 54% จากปีก่อน อีกทั้งโครงข่าย AIS 5G ยังคงครองตำแหน่งผู้นำเครือข่ายมือถือ 5G ถึงมาตรฐานและคุณภาพสัญญาณของเครือข่ายที่เร็วที่สุดในไทย จาก Ookla® ผู้ให้บริการทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตที่มีผู้นิยมใช้งานทั่วโลก
• ธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง สามารถสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของรายได้ที่ 19% จากปีก่อน และเติบโตต่อเนื่อง 5.8% จากไตรมาสก่อนด้วยเช่นกัน ด้วยจุดเด่นด้านคุณภาพของโครงข่ายเน็ตบ้านและการให้บริการที่เหนือกว่า ผ่านการส่งมอบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในบ้านของลูกค้าทุกรูปแบบตามเป้าหมาย Digital Experience for Thais ทำให้ AIS Fibre ได้รับความไว้วางใจมีจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นกว่า 52,000 รายต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนและมีฐานลูกค้ารวมกว่า 2.38 ล้านราย
• ธุรกิจบริการลูกค้าองค์กร เติบโต 14% จากไตรมาสก่อน และ 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลมาจากความมุ่งมั่นตั้งใจในการนำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่ง พร้อมโซลูชันและบริการด้านดิจิทัล อาทิ ICT คลาวด์ Data Center เข้าเชื่อมต่อกับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมหลักทั้ง Smart Manufacturing, Smart Property & Retails และ Smart Transportation & Logistics ตอกย้ำเป้าหมายสร้างการเติบโต อุ่นใจ ไปด้วยกัน

นายสมชัย กล่าวว่า “ภายใต้การขับเคลื่อนเป้าหมาย Cognitive Tech-Co เรายังคงเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่องตามแผนการดำเนินงานที่ 27,000-30,000 ล้านบาท โดยมุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างมาตรฐานให้กับโครงข่ายอัจฉริยะ ที่จะเป็นต้นแบบให้กับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในฐานะผู้นำตลาดตัวจริง ที่จะนำไปสู่การส่งมอบประสบการณ์ดิจิทัลที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า และเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างแข็งแกร่ง”