Home Blog Page 157

“เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 13 เดือน” ดอกเบี้ยเบิ้มๆ แบบไม่เกรงใจใคร รับเต็ม ไม่เสียภาษี

0

“การออม” เป็นรากฐานของความมั่นคงทางการเงิน  แม้ว่าในคนยุคใหม่ อาจเห็นความสำคัญของการออมน้อยลง เนื่องจากแนวคิด พฤติกรรมและบริบททางสังคมต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป  แต่ถึงกระนั้น การออมก็ยังมีความสำคัญอยู่มาโดยตลอด

“ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อสังคม”   ยังคงตระหนักถึงความสำคัญของการออมมาอย่างยาวนาน และที่ผ่านมา ได้ดำเนินภารกิจ เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการออมในภาคประชาชน  ผ่านการออกผลิตภัณฑ์เงินฝากที่หลากหลาย และนำเสนอสิทธิประโยชน์ต่างๆ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนไทยเห็นความสำคัญของการออมเพิ่มมากขึ้น

ล่าสุด ธนาคารออมสินได้ออกผลิตภัณฑ์  “เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 13 เดือน” ที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูง 1.75% ต่อปี เทียบเท่าเงินฝากประจำ 2.05% ต่อปี

สำหรับใครที่เป็นสายรักการออม สามารถเปิดบัญชีได้ โดยฝากเงินขั้นต่ำ 10,000 บาท และ ไม่จำกัดวงเงินรับฝากสูงสุด  และฝากเพิ่มได้ครั้งละไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท อีกทั้งสำหรับบุคคลธรรมดา ยังจะได้รับดอกเบี้ยเต็ม ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย

นอกจากนี้ ผู้ฝากสามารถถอนเงินได้ตามความต้องการทั้งจำนวนเงินและเวลา สามารถถอนครั้งละเท่าไรก็ได้ แต่การถอนหรือปิดบัญชีก่อนฝากครบ 13 เดือน  จำนวนเงินที่ถอนจะได้รับการคำนวณดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยของเงินฝากประเภทเผื่อเรียก

สามารถติดต่อขอเปิดบัญชี “เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 13 เดือน” กับธนาคารออมสินทุกสาขา ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2566 โดยศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/45Yp3ce

หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ GSB Contact Center โทร. 1115 หรือติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ www.gsb.or.th และ Facebook Fanpage  : GSB Society

อย่าพลาดโอกาสดีๆ  รับดอกเบี้ยเบิ้มๆ แบบไม่เกรงใจใคร รับเต็มไม่เสียภาษี  กับเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 13 เดือน ของธนาคารออมสิน

⚠ เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด 

รู้เก็บรู้ออม : “สินทรัพย์ดิจิทัล” กับ “ความยั่งยืน” ใน EU

0

โลกของการลงทุนยุคใหม่ ต้องยอมรับว่า “สินทรัพย์ดิจิทัล” และ “ความยั่งยืน” เป็นเรื่องใหม่ที่ได้รับความสนใจอย่างมากจนกลายเป็นเทรนด์การลงทุนสมัยใหม่ทั้งในตลาดทุนไทยและตลาดทุนในต่างประเทศ

“คุณนายพารวย” ทราบมาว่า เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา “ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” ได้ไปศึกษาดูงานที่สวิตเซอร์แลนด์และเยอรมนี โดยได้ประชุมหารือกับองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มธุรกิจเกี่ยวโยงกับด้านสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น SIX Digital Exchange, Deutsche Borse Group และกลุ่มที่เกี่ยวกับเรื่องความยั่งยืนและการกำกับดูแล อย่าง Gold Standard, European Energy Exchange, Swiss National Bank

ทั้งสองประเทศอยู่ในกลุ่ม EU ที่เป็นศูนย์กลางทางการเงิน และมีการพัฒนาเรื่องสินทรัพย์ดิจิทัลที่ก้าวหน้ากว่าประเทศอื่นๆในกลุ่ม เห็นได้จากการที่มีธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นจำนวนมาก เช่น SIX Digital Exchange ที่เคยทำธุรกิจตลาดหลักทรัพย์มาก่อน ก่อนจะขยายตัวมาทำสินทรัพย์ดิจิทัล ขณะที่ด้านความยั่งยืน 2 ประเทศนี้ ก็ไม่ต่างจากประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ที่ให้ความสำคัญกับเรื่อง ESG โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม สะท้อนถึงแนวโน้มการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในพันธบัตร Green Bond, Weather Derivatives (อนุพันธ์ที่เกี่ยวกับภูมิอากาศ) และคาร์บอนเครดิต

สังคมโลกให้ความสำคัญกับการจัดการด้านคาร์บอนมากขึ้นอย่างชัดเจน ขณะที่โครงการคาร์บอนเครดิตในไทย ส่วนใหญ่ยังเลือกใช้มาตรฐานของไทยเป็นหลัก มีเพียงส่วนน้อยที่เลือกขึ้นทะเบียนกับ Gold Standard หรือองค์กรอื่นในระดับสากล โดยเฉพาะคาร์บอนเครดิตที่เกี่ยวกับการปลูกป่า

ด้านสินทรัพย์ดิจิทัล ภาพรวมยังมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับสินทรัพย์แบบดั้งเดิมอย่างหุ้น, กองทุน อย่างไรก็ตาม ทั้งตลาดลงทุนสินทรัพย์ดั้งเดิม และสินทรัพย์ดิจิทัลยังคงดำเนินการควบคู่กันไป

ตลาดหลักทรัพย์ฯก็จะได้นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้ครั้งนี้มาพัฒนาแผนงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การพัฒนาโครงการเพื่อส่งเสริมให้ไทยมีคาร์บอนเครดิตตามมาตรฐานของ Gold Standard โดยกำลังพิจารณาข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง Gold Standard และตลาดหลักทรัพย์ฯในอนาคต นอกจากนี้ ยังจะสนับสนุนให้ผู้พัฒนาโครงการสามารถขอขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิตของ Gold Standard ได้มากขึ้น

รวมทั้งการพัฒนาระบบและเครื่องมือเพื่อช่วยให้ บจ.สามารถระบุและคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ตามเกณฑ์ของ ก.ล.ต.และการประเมินบริษัทจดทะเบียนในการคัดเลือกหุ้นยั่งยืน ซึ่งจะมีการประกาศผลรายชื่อหุ้นยั่งยืนในเดือน พ.ย.2566 นี้

ส่วนด้านสินทรัพย์ดิจิทัล ก็จะมีการเพิ่มช่องทางการระดมทุนในรูปแบบใหม่ๆ โดยเฉพาะโทเคนเพื่อการลงทุน (Investment Token) โดยมีแผนทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแล เช่น ก.ล.ต. กระทรวงคลัง แบงก์ชาติ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันการปรับปรุงกฎเกณฑ์ให้ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ในการพัฒนาตลาดทุนไทย.

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง" หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ไมโครเวฟอุ่นอาหารปลอดภัย แค่ใช้ให้ถูกวิธี

0

ผู้เชี่ยวชาญ จุฬาฯ ย้ำ อย่าตระหนก การใช้ไมโครเวฟอุ่นอาหารปลอดภัย และยังไม่มีงานวิจัยยืนยันว่าการนำน้ำหรืออาหารที่ใส่ภาชนะพลาสติกและให้ความร้อนด้วยไมโครเวฟอย่างถูกวิธีจะทำให้เกิดภาวะมีไมโครพลาสติกในกระแสเลือด

รศ.ดร.สุรเชษฐ์ หลิมกำเนิด ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การใช้เตาไมโครเวฟอุ่นอาหาร เป็นการทำให้อาหารสุกและร้อนด้วยคลื่นไมโครเวฟ มีความปลอดภัยไม่ได้ก่อให้เกิดอันตราย เพียงผู้ใช้คำนึงถึงการใช้อย่างถูกวิธี ใช้อุ่นอาหารอย่างเหมาะสม และตรวจสอบคุณภาพของเครื่องสม่ำเสมอให้อยู่ในสภาพดี ช่วยประหยัดเวลาและสะดวกสบาย ที่สำคัญคุณค่าทางอาหารยังสูญเสียน้อยกว่าวิธีอื่น เนื่องจากใช้เวลาในการให้ความร้อนน้อยกว่า

รศ.ดร.สุรเชษฐ์ หลิมกำเนิด

ส่วนกรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยเนแบรสกาในสหรัฐอเมริกา เรื่องการใช้เตาไมโครเวฟอุ่นพลาสติกและพบไมโครพลาสติกสลายออกมาในอาหาร ขอย้ำกับผู้บริโภคว่าอย่าเพิ่งตระหนกและกังวล เพราะยังไม่มีงานวิจัยที่ยืนยันว่าการนำน้ำหรืออาหารใส่ภาชนะพลาสติกไปให้ความร้อนด้วยเตาไมโครเวฟอย่างถูกวิธี โดยใช้ความร้อนและเวลาที่เหมาะสม จะทำให้เกิดภาวะมีไมโครพลาสติกในกระแสเลือดหลังจากรับประทานอาหารนั้น

ในงานวิจัยดังกล่าว นักวิจัยนำภาชนะที่ทำจากพลาสติกแบบพอลิโพรพิลีน (Poly-propylene: PP) ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) บรรจุน้ำ DI (Deionized water) และน้ำ DI ที่มีความเป็นกรดเล็กน้อย นำเข้าไปอุ่นในไมโครเวฟแบบ 1000 วัตต์ เป็นเวลา 3 นาที จากนั้นนักวิจัยได้ทำการวัดปริมาณ ไมโครพลาสติกและนาโนพลาสติก (Micro/nano plastics) ในน้ำ โดยเทียบกับน้ำที่เก็บอยู่ในภาชนะเดียวกันที่ปล่อยให้อยู่ในอุณหภูมิห้องเป็นเวลา 6 เดือน พบว่าทั้ง 2 การทดลองมีปริมาณพลาสติกขนาดเล็กอยู่เท่า ๆ กัน ดังนั้นไมโครพลาสติกจึงสามารถพบได้อยู่ทั่วไปไม่ใช่แค่เพียงการนำพลาสติกเข้าไปอุ่นในไมโครเวฟ นอกจากนี้นักวิจัยยังมีการนำเซลล์ไตตัวอ่อน (Human embryonic kidney cells) ไปแช่ในน้ำที่มีไมโครพลาสติกและนาโนพลาสติกเป็นเวลา 48 และ 72 ชั่วโมง และพบว่ามีการตายของเซลล์ประมาณ 78% อย่างไรก็ดี ในการทดลองนี้มีไมโครพลาสติกและนาโนพลาสติกอยู่มากกว่าที่พบในการทดลองอุ่นน้ำอยู่ 5,000 ถึง 10,000 เท่า

ทั้งนี้การทดลองไม่ได้เปรียบเทียบพลาสติกที่ปล่อยออกมาจากการอุ่นน้ำด้วยไมโครเวฟในภาชนะพลาสติก และการนำน้ำเดือดมาบรรจุในภาชนะพลาสติกเป็นเวลานานที่เท่ากัน จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่า พลาสติกที่พบนั้น เกิดจากผลของไมโครเวฟหรือเป็นผลของความร้อนของน้ำในภาชนะบรรจุ อีกทั้งการทดลองนี้ใช้ไมโครเวฟอุ่นน้ำในปริมาณที่น้อย และเวลาที่ใช้ในการต้มน้ำในไมโครเวฟไม่ได้สัดส่วนกับปริมาณน้ำ จึงทำให้น้ำร้อนมากเกินกว่าการอุ่นให้ร้อนตามการใช้งานปกติมาก ซึ่งแน่นอนว่าการให้ความร้อนที่มากเกินไปไม่ว่าจะโดยวิธีใด มีโอกาสที่จะทำให้พลาสติกเสียสภาพได้ ที่สำคัญงานวิจัยดังกล่าว ไม่ได้นำน้ำที่ต้มในภาชนะพลาสติกนั้นไปให้เด็กหรืออาสาสมัครดื่ม และไม่ได้มีการตรวจวัดไมโครพลาสติกในเลือดแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม อาหารแช่แข็งหรืออาหารแช่เย็นพร้อมรับประทานที่นำมาใช้อุ่นกับไมโครเวฟ สิ่งสำคัญที่ต้องระมัดระวัง คือ บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่นำเข้าเตาไมโครเวฟ ต้องทนความร้อน ในกลุ่มพอลิโพรพิลีน (Poly-propylene: PP) พอลิเอทิลีน (Poly-ethylene: PE) ซึ่งสามารถใช้กับเตาไมโครเวฟได้อย่างปลอดภัย และควรใช้พลาสติกชนิดที่ระบุว่าใช้กับเตาไมโครเวฟได้ เพราะเป็นพลาสติกคุณภาพดีและทนความร้อนเท่านั้น ที่สำคัญไม่ควรนำภาชนะใช้แล้วกลับมาอุ่นอาหารซ้ำอีก

“แม็คกรุ๊ป” จัดงานสัมมนาพันธมิตรธุรกิจ สร้างการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

0

บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) โดย นายเจมส์ ริชาร์ด อมตวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จัดงานสัมมนาพันธมิตรทางธุรกิจ “MC GROUP BUSINESS PARTNERS CONNECT” ตอกย้ำกลยุทธ์ของบริษัทฯ ที่ให้ความสำคัญกับพันธมิตรในการดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างความแข็งแกร่ง เพิ่มศักยภาพ ขยายโอกาสใหม่ๆ และสร้างการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

โดยภายในงานได้รับเกียรติจาก นายยศธน กิจกุศล นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย, นายเท็ตสึยะ มาเอโนะโซโนะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไคฮาระ (ประเทศไทย) จำกัด, นายภูผานที มีใหม่ หัวหน้าฝ่ายขายผลิตภัณฑ์ซิปและกระดุม บริษัท วายเคเค (ประเทศไทยจำกัด และนายไกรภพ แพ่งสภา ตัวแทนคอตตอน ยูเอสเอ ในกลุ่มประเทศอาเซียน ตลอดจนพันธมิตรทางธุรกิจ เข้าร่วมงานมากกว่า 50 บริษัท เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2566 ณ โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ ห้องรอยัล มณียา บอลรูม

AIS ส่งมอบเครื่อง iPhone 15 ให้ลูกค้ายาว 36 ชม.ทั้งวันทั้งคืน

0

สิ้นสุดการรอคอย!! หลังจากที่ AIS 5G เปิดให้ลูกค้าเป็นเจ้าของสั่งจอง iPhone รุ่นใหม่ล่าสุด ทั้ง iPhone 15, iPhone 15 Plus, iPhone 15 Pro และ iPhone 15 Pro Max ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งได้ผลการตอบรับจากลูกค้าและสาวกไอโฟนอย่างล้นหลาม

เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสการใช้งานบนเครือข่ายอัจฉริยะ AIS 5G อันดับ 1 เร็วสุด ครอบคลุมที่สุดทั่วไทย ชาว AIS ตั้งใจส่งต่อรักครั้งใหม่แบบ Day & Night ในการจำหน่าย iPhone 15 วันแรก ให้ลูกค้าที่สั่งจองล่วงหน้ากับ AIS สามารถรับเครื่องได้ทั้งวันทั้งคืน โดยปักหมุดใจกลางเมืองย่านสยามสแควร์ที่ช็อป AIS SIAM อำนวยความสะดวกให้ลูกค้ายิงยาวต่อเนื่อง 36 ชั่วโมง มากไปกว่านั้นยังเพิ่มจุดบริการ Grab & Go ให้ลูกค้าที่จองผ่าน AIS Online Store สามารถรับเครื่องได้แบบง่ายๆ โดยไม่ต้องลงจากรถได้เลย พิเศษไปกว่านั้นเอาใจสายคนเลิกงานดึก สำหรับลูกค้าที่มารับเครื่องช่วงกลางคืน AIS มีสเปเชียลเซอร์ไพรส์กับหม่าล่าเสียบไม้รสเด็ด จากร้านดัง เพิ่มความซี๊ดซ๊าดรอบดึกระหว่างการรอรับเครื่อง

นอกจากนี้ทาง AIS ยังพร้อมส่งมอบ iPhone 15 ผ่านทาง AIS Shop, AIS Telewiz ทุกสาขา และตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการให้กับลูกค้าที่สั่งจองล่วงหน้าอีกด้วย ร่วมเป็นเจ้าของ iPhone 15 ทุกรุ่น พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษที่เดียวเท่านั้น  กับ AIS ได้แล้ววันนี้ รายละเอียดเพิ่มเติมคลิก https://www.ais.th/consumers/store/recommend/apple/iphone

“โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” เดินหน้าหนุน รร.ประชาพัฒนาบ้านแฮด จ.ขอนแก่น สอนนักเรียนสร้างคลังอาหารในโรงเรียน-ชุมชน ปีที่ 11

0

อนาคตทางการศึกษาที่ดีคือสิ่งที่เด็กและเยาวชนควรได้รับ แต่ถ้าระหว่างทางของการศึกษานั้นเด็กๆได้เรียนรู้พื้นฐานอาชีพและปูพื้นฐานการใช้ชีวิตด้วยแล้ว การศึกษานั้นย่อมก่อประโยชน์สูงสุดกับเยาวชนยิ่งขึ้น นี่คือนโยบายที่ผู้บริหารของโรงเรียนประชาพัฒนาบ้านแฮด ต.บ้านแฮด อ.บ้านแฮด จ.ขอนแก่น คิดและดำเนินอย่างเป็นรูปธรรม

หนึ่งความมุ่งมั่นในการนำเอาพื้นฐานอาชีพมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน ให้กับเด็กๆบ้านแฮดทุกคน คือ “โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” จากความร่วมมือของโรงเรียน มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ และหอการค้าญี่ปุ่น (JCC) ที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องถึง 11 ปี

“จุดเริ่มต้นของความร่วมมือในโครงการเลี้ยงไก่ไข่ฯ เกิดจากการที่ท่านนายอำเภอมาแนะนำ เพราะเคยทำโครงการนี้มาก่อนจะย้ายมาประจำที่นี่ เมื่อเห็นว่าเป็นโครงการที่ดี จึงอยากให้ขยายมาในอำเภอบ้านแฮดด้วย เด็กๆจะได้มีไข่ไก่โปรตีนชั้นเยี่ยมมาทำเป็นอาหารกลางวัน ได้รับประทานไข่ที่สดใหม่ นักเรียนได้เรียนรู้การเลี้ยงไก่ จากนั้นมูลนิธิฯ เข้ามาสำรวจภาวะทุพโภชนาการของเด็กที่โรงเรียน ซึ่งตอนนั้นพบภาวะดังกล่าวแม้จะไม่มาก แต่ถ้าได้รับการสนับสนุนให้ได้บริโภคอาหารโปรตีนมากขึ้น ย่อมแก้ปัญหานี้ได้ เมื่อดูข้อมูลโรงเรียน ดูจำนวนนักเรียน และผ่านการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา จึงตกลงร่วมกันว่าจะทำโครงการฯนี้ในปี 2555 เริ่มเลี้ยงไก่ไข่ 150 ตัว สำหรับนักเรียน อนุบาล 1 – ประถม 6 ทั้ง 130 คน จากนั้นผู้อำนวยการและครูก็ได้เข้าร่วมอบรมการเลี้ยง และมีสัตวบาลซีพีเอฟเข้าดูแลมาตลอด” นางสาวกุลชญา สงวนศิลป์ หรือครูแหม่ม ครูผู้ดูแลโครงการเลี้ยงไก่ไข่ฯ กล่าว

ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นเจ้าหน้าที่ของบริษัทมาช่วยแนะนำ โดยมีครูผู้รับผิดชอบโครงการฯ และนักการภารโรง นายหาญชัย ปาณา และ นายสงวนศักดิ์ แผงตัน เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลัก ดูแลร่วมกับเด็กนักเรียนมาตลอด ในช่วงที่อากาศร้อนอาจมีปัญหาบ้าง ทางมูลนิธิฯและซีพีเอฟแนะนำให้ติดสปริงเกอร์บนหลังคา ติดพัดลมระบายอากาศในโรงเรือน และมีการจัดการของเสียในโรงเรือนด้วยการใช้ผ้าใบและปูแกลบไว้ใต้กรงเลี้ยง ที่ช่วยลดทั้งกลิ่นและทำให้จัดการง่ายขึ้น มูลไก่และแกลบยังเป็นปุ๋ยอินทรีย์สำหรับแปลงผักที่นักเรียนแต่ละชั้นเรียนรับผิดชอบ ในกิจกรรมเสริมการเรียน ตามนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลา(เรียน)รู้ อีกด้วย

สำหรับกิจกรรมในแต่ละวัน ครูแหม่มบอกว่า จะมีเด็กนักเรียนชั้นประถม 4-5-6 จัดเวรเข้ามาดูแลไก่ โดยมีพี่ประถม 6 เป็นหลัก 1-2 คน และน้องๆ ประถม 4-5 มาช่วยอีก 2 คน โดยนักเรียนทั้ง 3 ชั้นปี ทุกคนจะได้มีโอกาสหมุนเวียนเข้ามารับผิดชอบ เพื่อให้พวกเขาได้ฝึกความรับผิดชอบ เรียนรู้การมีส่วนร่วมทำงานเป็นทีม และเป็นการปูพื้นฐานด้านเศรษฐกิจพอเพียง น้องๆยังได้เรียนรู้เรื่องโภชนาการควบคู่ไปด้วย ที่สำคัญยังได้รู้ว่าอาหารที่รับประทานทุกวันมีแหล่งที่มาอย่างไร มีความปลอดภัยในอาหารจากฝีมือการเลี้ยงของพวกเขา นอกจากนี้ ยังได้ฝึกเรื่องบัญชีและการออม จากการทำบันทึกจำนวนไข่ไก่และการขายไข่ไก่เข้าโครงการอาหารกลางวัน ซึ่งปัจจุบันมีเงินทุนหมุนเวียนในโครงการเลี้ยงไก่ไข่ฯถึง 2 แสนกว่าบาทแล้ว

ด.ช.ธนวัฒน์ วงศ์ษา หรือน้องโน๊ต นักเรียนชั้นป.6 ที่รับผิดชอบโครงการฯ บอกว่า ชอบมากที่ได้มาเลี้ยงไก่ไข่ เพราะทำให้ได้ฝึกความรับผิดชอบ ฝึกการทำงานกันเป็นทีม คุณครูจะแบ่งเวรให้นักเรียนมาทำกิจกรรม ทั้งการเก็บไข่ไก่ นับและบันทึกจำนวนไข่ คิดราคาไข่ไก่ แล้วลงบัญชีที่คุณครูทำไว้ให้ และรวบรวมไข่ไก่ส่งเข้าโรงครัวทุกวัน ไข่ส่วนที่เหลือจะนำไปขายในชุมชน คุณยายของผมเคยมาซื้อไข่ไก่ที่โรงเรียนด้วย เพราะสด ใหม่ สะอาด ราคาถูกกว่าในตลาด บางครั้งต้องสั่งจองล่วงหน้าเพราะขายดีมาก ผมและเพื่อนๆชอบมากและตื่นเต้นทุกครั้งที่เก็บไข่ได้เยอะๆ เราภูมิใจทุกครั้งที่มีคุณครูจากโรงเรียนอื่นมาดูงานการเลี้ยงไก่ของโรงเรียนเรา มาดูวิธีการให้น้ำ ให้อาหาร และการดูแลไก่ โรงเรียนของเราได้เป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับคนอื่นๆ

ส่วน ด.ญ.พลอยพิชชา เสโส หรืออองฟอง นักเรียนชั้นป.6 บอกว่า รู้สึกดีใจมากที่ได้มีส่วนร่วมกับโครงการเลี้ยงไก่ไข่ฯ พอถึงเวลาชั่วโมงสุดท้ายก่อนเลิกเรียน ก็จะมาเก็บไข่กับเพื่อนๆและน้องๆห้องอื่น ทุกคนตื่นเต้นมากเพราะลุ้นว่าวันนี้จะเก็บไข่ได้กี่ฟอง น้องอองฟองทำหน้าที่ลงบัญชี ทำให้ได้ฝึกเรื่องการคิดคำนวณ ซึ่งเป็นเรื่องที่เธอชอบมาก และยังได้สอนน้องๆลงบัญชีให้ถูกต้องด้วย สำคัญที่สุดคือ ทุกคนได้รับประทานไข่ไก่เป็นอาหารกลางวัน แต่ละสัปดาห์ที่โรงครัวจะมีเมนูไข่ประมาณ 3 วัน เมนูที่ทุกคนชอบที่สุดคือ ไข่พะโล้ ทุกครั้งที่มีเมนูไข่ก็จะภูมิใจว่าเป็นไข่ที่มาจากไก่ของเราเอง ดูแลเอง เก็บเอง ขอขอบคุณ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท และซีพีเอฟมากๆ ที่สนับสนุนโครงการดีๆแบบนี้ ทำให้เราได้บริโภคไข่ไก่ที่สด สะอาด ปลอดภัย อยากให้มีโครงการดีๆแบบนี้ตลอดไป

“ตลอด 11 ปีที่ผ่านมา ที่โรงเรียนประชาพัฒนาบ้านแฮด ได้ร่วมโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน เราบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจสร้างความมั่นคงอาหารในโรงเรียน โดยมีโรงเรือนเลี้ยงไก่เป็นแหล่งฝึกสอนทักษะอาชีพ ให้นักเรียนมีประสบการณ์จากการลงมือปฏิบัติจริง ที่จะกลายเป็นทักษะติดตัวพวกเขาไปใช้ในอนาคต และยังได้ภูมิใจว่าเขาคือคนสร้างคลังอาหารที่มั่นคงให้กับทั้งเพื่อนนักเรียนและชุมชน ที่ได้รับประทานไข่สดใหม่ทุกวัน โรงเรียนได้กลายเป็นแหล่งอาหารชุมชน และเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับโรงเรียนหรือชุมชนอื่นๆเข้ามาศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง” ครูแหม่มกล่าว

ความสำเร็จของโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน โรงเรียนประชาพัฒนาบ้านแฮด สะท้อนความมุ่งมั่นของมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ซีพีเอฟ และองค์กรพันธมิตร ที่ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนในชนบทห่างไกลทั่วประเทศมาตลอด 35 ปี โครงการฯนี้ได้สร้างคลังอาหารในโรงเรียนไปแล้ว 959 โรงเรียน ทำให้เด็กและเยาวชนมากกว่า 188,000 คน เข้าถึงโปรตีนที่ดี ช่วยบรรเทาปัญหาทุพโภชนาการ สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ และเป็นพื้นฐานอาชีพให้กับเด็กๆอย่างเป็นรูปธรรม

ซีพีเอฟ ส่งเสริมศักยภาพเด็กไทยเข้าถึงการศึกษา ร่วมขับเคลื่อน”คอนเน็กซ์ อีดี”

0

ด้วยความมุ่งมั่นและเชื่อมั่นในศักยภาพของภาคเอกชน ให้มีบทบาทร่วมยกระดับการศึกษาของไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ “บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ” จึงมีนโยบายส่งเสริมการเรียนรู้ทั้งด้านวิชาการและประสบการณ์จากการลงมือปฏิบัติจริง สานต่อความร่วมมือสนับสนุนมูลนิธิสานอนาคตการศึกษาคอนเน็กซ์ อีดี (CONNEXT ED)ตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นโครงการฯในปีแรก จนถึงปัจจุบัน เข้าสู่ปีที่ 8 ที่ซีพีเอฟ เป็น 1 ใน 50 องค์กร ส่งเสริมเด็กไทยเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม

จากจำนวนโรงเรียนทั้งหมด 5,570 โรงเรียน ในความดูแลของมูลนิธิ CONNEXT ED เป็นโรงเรียนที่อยู่ในความรับผิดชอบของซีพีเอฟ 302 โรงเรียน ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด คือ จังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสระบุรี โดยในปี 2560-2566 ซีพีเอฟให้การสนับสนุนโครงการต่างๆของโรงเรียนไปแล้ว 351 โครงการ และในปีการศึกษา 2566 ได้พิจารณาโครงการของโรงเรียนเพื่อสนับสนุนงบประมาณดำเนินการจำนวน 74 โครงการ ทั้งด้านวิชาการ ด้านเกษตร และด้านวิชาชีพ อาทิ โครงการ Active Learning โครงการ STEM : Coding โครงการ Smart Kid-English โครงการฟาร์มไก่พันธุ์ไข่อัจฉริยะ โครงการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ โครงการเกษตรผสมผสาน และโครงการร้านกาแฟเด็กน้อย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการด้านเกษตรและวิชาชีพซึ่งตรงกับความรู้และความเชี่ยวชาญที่ซีพีเอฟมีอยู่ สามารถให้คำแนะนำคุณครูและนักเรียน ร่วมแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ผลักดันการดำเนินโครงการจนประสบความสำเร็จ สามารถเป็นต้นแบบให้กับโรงเรียนอื่นๆได้ เช่น โครงการฟาร์มไก่พันธุ์ไข่อัจฉริยะ เป็นโครงการที่ซีพีเอฟส่งสัตวบาลให้คำแนะนำการเลี้ยงไก่ การดูแลไก่ การให้อาหาร ฯลฯ โครงการร้านกาแฟเด็กน้อย เป็นโครงการที่โรงเรียนได้รับความช่วยเหลือในการดูแลความพร้อมด้านพื้นที่ วิทยากรจากสตาร์คอฟฟี่ หนึ่งในแฟรนไชส์ธุรกิจห้าดาวให้ความรู้ และให้คำแนะนำด้านการตลาด ฯลฯ สอดรับกับนโยบายของบริษัที่ส่งเสริมบุคลากร นำความรู้ ความสามารถ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม

นอกจากนี้ ซีพีเอฟ ตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี จึงได้เข้าร่วม “โครงการผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา หรือ ICT Talent เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยได้สนับสนุนบุคลากรที่มีความสามารถด้าน ICT ซึ่งมีภูมิลำเนาในพื้นที่และผ่านการคัคเลือกตามคุณสมบัติให้ประจำตามโรงเรียนภายใต้การดูแลของซีพีเอฟ ทำหน้าที่ให้ความรู้และส่งเสริมคุณครูใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการสถานศึกษาและจัดการเรียนรู้ให้กับโรงเรียน นำร่อง 3 โรงเรียน คือ โรงเรียนบ้านหัวยหัน จ.ชัยภูมิ โรงเรียนบ้านห้วยศาลา จ.บุรีรัมย์ และ โรงเรียนบ้านทองหลางน้อย จ.นครราชสีมา และโรงเรียนเครือข่ายรวมอีก 12 โรงเรียน โดยมีเป้าหมาย คือ ผู้อำนวยการโรงเรียนสามารถประยุกต์ใช้ ICT ในการบริหารจัดการสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณครูมีความชำนาญในการประยุกต์ใช้ ICT เพื่อจัดการเรียนการสอน นักเรียนมีทักษะและความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เข้าถึงสื่อดิจิทัลและและแหล่งเรียนรู้จากทั่วทุกมุมโลก ชุมชนสามารถประยุกต์ใช้ ICT ในการดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้ เป็นต้น

ผลสัมฤทธิ์ของโรงเรียนที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากซีพีเอฟ สามารถวัดผลได้จากรางวัลต่างๆที่โรงเรียนได้รับ โดยในปี 2565 โรงเรียน อาทิ รร.หินกอง (พิบูลอนุสรณ์) จ.สระบุรี ทำโครงการพัฒนาศักยภาพครูผู้สอน ได้รับรางวัลเหรียญทองแดง การแข่งขันหุ่นยนต์เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 จากชมรมวิทยาการหุ่นยนต์ประเทศไทย รร.ชุมชนบ้านประโดก-โคกไผ่ (สถิตย์วิริยคุณ) จ.นครราชสีมา ทำโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ทักษะชีวิต สร้างอาชีพการทำเส้นขนมจีน ได้รับรางวัลชนะเลิศเหรียญทอง โครงงานอาชีพการทำเส้นขนมจีนสีสมุนไพร จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 รร.บ้านห้วยจรเข้ จ.นครราชสีมา ทำโครงการนักเทคโนโลยีน้อยก้าวสู่อาชีพ PLC & INNOVATION ได้รับรางวัลชนะเลิศ โครงงาน โรงเรียนบ้านบุเขว้า จ.นครราชสีมา ทำโครงการฟาร์มไก่พันธุ์ไข่อัจฉริยะ ส่งผลให้กลุ่มยุวเกษตรโรงเรียน ได้รับรางวัลที่ 1 สถาบันเกษตรกรดีเด่นระดับประเทศ และได้รับรางวัลที่ 1 บุคคลทางการเกษตรดีเด่นระดับประเทศ

ปี 2566 โรงเรียนบ้านห้วยหัน ได้รับรางวัลชนะเลิศ การแข่งขันคอมพิวเตอร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น งานวันวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ นักเรียนโรงเรียนบ้านบุ(ประชารัฐพัฒนา) สพป.นครราชสีมา เขต 1 ได้รับรางวัลชนะเลิศ การแข่งขันประกวดนวัตกรรมการโปรแกรมหุ่นยนต์ ในงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เป็นต้น

ตลอด 7 ปี ที่ซีพีเอฟเป็นส่วนหนึ่งของการมีส่วนร่วมยกระดับคุณภาพการศึกษาของไทย ขับเคลื่อนเป้าหมายของมูลนิธิ CONNEXT ED มีการจัดระดับคุณภาพโรงเรียน (School Grading)และตัวชี้วัดคุณภาพโรงเรียน (KPIs) เป็นเกณฑ์ในการประเมินการดำเนินงานและติดตามพัฒนาการของโรงเรียนในแต่ละด้าน เช่น ด้านผู้เรียน ด้านการมีส่วนร่วม ด้านผู้สอนและผู้บริหารสถานศึกษา ด้านหลักสูตรและการสอน และด้านโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษาแล้ว เด็กๆยังสามารถนำประสบการณ์ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้จริงจากการลงมือปฏิบัติ เติบโตสมวัยทั้งทางร่างกายและสติปัญญา เพื่อเป็นกำลังในการขับเคลื่อนสังคม เศรษฐกิจ และประเทศชาติต่อไป

มูลนิธิเมืองไทยยิ้ม เดินหน้าหน่วยตรวจวัดสายตาประกอบแว่นเพื่อผู้สูงอายุที่ยากไร้ ปีที่ 5

0

มูลนิธิเมืองไทยยิ้ม จับมือเครือข่าย กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ บริษัท หอแว่น กรุ๊ป จำกัด และ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) มุ่งมั่นสานต่อการสร้างโอกาสแก่กลุ่มผู้สูงอายุที่ยากไร้ “ออกหน่วยตรวจวัดสายตาประกอบแว่นเพื่อผู้สูงอายุที่ยากไร้ ปีที่ 5” ส่งเสริมคุณภาพชีวิตและสุขภาพของผู้สูงอายุในสังคมไทย สร้างคุณภาพชีวิตและรอยยิ้มให้แก่ผู้สูงอายุ โดยมีนางสาวแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ นางพิตราภรณ์ บุณยรัตพันธุ์ รองประธานกรรมการมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม นายภาคี ประจักษ์ธรรม ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท หอแว่นกรุ๊ป จำกัด นายพุด แย้มพรหม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตะนาวศรี นายนันทโชค เกียรติ์ภูมิพัฒน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนรุจิรพัฒน์ นางสมพิศ หลวงแจ่ม พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดราชบุรี พร้อมด้วยผู้บริหารและจิตอาสาจาก เมืองไทยประกันชีวิต ร่วมกิจกรรม ณ โรงเรียนรุจิรพัฒน์ ตำบลตะนาวศรี อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี

โดย นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หนึ่งในเครือข่ายพันธมิตรที่ร่วมสนับสนุนโครงการ “ตรวจวัดสายตาประกอบแว่นเพื่อผู้สูงอายุ” กล่าวว่า บริษัทฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการอันเป็นประโยชน์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวนโยบายของเมืองไทยประกันชีวิตในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลสังคมในทุกมิติ พร้อมให้ความสำคัญต่อ “ผู้สูงอายุ” เพราะตระหนักดีว่าผู้สูงอายุ ได้มีส่วนร่วมในการสร้างคุณค่าให้แก่สังคมไทยมาโดยตลอด จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะได้รับการดูแล โดยเมืองไทยประกันชีวิตและมูลนิธิเมืองไทยยิ้มจะจัดกิจกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งรอยยิ้ม โดยผู้สูงอายุได้รับการดูแลเอาใจใส่ เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป

สำหรับวัตถุประสงค์โครงการ “ออกหน่วยตรวจวัดสายตาประกอบแว่นเพื่อผู้สูงอายุที่ยากไร้ ปีที่ 5” นั้น เพื่อการดูแลสายตาและการจัดหาแว่นตาให้แก่กลุ่มผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยและยากไร้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดการเอาใจใส่ในสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ โดยเน้นไปที่การดูแลสายตาที่เป็นสิ่งสำคัญในการรักษาคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องสายตา มีการรวบรวมข้อมูลการตรวจสอบสายตาอย่างถูกต้อง จากนั้นผู้ที่มีความจำเป็นจะได้รับแว่นตาที่เหมาะสมสำหรับสายตาของตน เป็นการสร้างโอกาสให้กับผู้สูงอายุในกลุ่มประชากรที่มีความจำเป็นแต่ไม่สามารถเข้าถึงบริการดังกล่าวได้ เนื่องจากปัญหาความยากจนและสภาพพื้นที่ห่างไกล

ในการดำเนินงานนั้น มีการตรวจวัดสายตาและการเสริมสร้างความตระหนักรู้ในการดูแลสายตาและสุขภาพที่สำคัญให้กับกลุ่มผู้สูงอายุที่ยากไร้ โดยการทำงานในขั้นตอนหลักไม่ว่าจะเป็น การตรวจวัดสายตา จากทีมผู้เชี่ยวชาญด้านสายตาได้ทำการตรวจวัดค่าสายตาของกลุ่มผู้สูงอายุที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อประเมินความเหมาะสมในการใช้แว่นตา การเลือกแว่นตาที่เหมาะสมจากผลการตรวจสอบ ทั้งนี้ผู้สูงอายุที่มีความจำเป็นในการใช้แว่นตาจะได้รับการเลือกแว่นตาที่เหมาะสมสำหรับสายตาของตน หรือ ตรงตามวัตถุประสงค์ของแต่ละคน ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้แว่นตาอย่างถูกต้องเหมาะสม เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถใช้แว่นตาอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยโครงการ “หน่วยตรวจวัดสายตาประกอบแว่นเพื่อผู้สูงอายุที่ยากไร้ ปีที่ 5” เป็นที่ยอมรับและได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม มีเครือข่ายสำคัญที่ร่วมกิจกรรม ได้แก่ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ บริษัท หอแว่น กรุ๊ป จำกัด และ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ตลอดจนได้รับความร่วมมืออย่างดีจากหน่วยงานภาครัฐและชุมชนต่าง ๆ ที่มูลนิธิเข้าไปจัดกิจกรรม ซึ่งโครงการนี้ได้สร้างโอกาสแก่กลุ่มผู้สูงอายุที่ยากไร้ในการเข้าถึงบริการตรวจวัดสายตาและแว่นตาที่เหมาะสม ไปแล้วกว่า 6,985 ราย ผ่านการออกหน่วยให้บริการ ทั้งสิ้น 53 ครั้ง ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและสวัสดิการของกลุ่มผู้สูงอายุที่ดีขึ้น โครงการนี้ยังเป็นต้นแบบที่ดีในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของกลุ่มที่มีความจำเป็นแต่ยากไร้ในสังคมไทย

ทั้งนี้ในปี 2566 มูลนิธิได้ร่วมออกหน่วยตรวจวัดสายตาประกอบแว่นเพื่อผู้สูงอายุที่ยากไร้ในภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ เป็นจำนวน 7 ครั้ง เป้าหมายการมอบแว่นตาให้ผู้สูงอายุ จำนวน 1,200 ราย โดยที่ผ่านมาได้จัดกิจกรรมไปแล้ว คือ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน อ.เถิน จ.ลำปาง อ.ด่านช้าง จ. สุพรรณบุรี อ.นาทม จ.นครพนม และที่กำลังจะเกิดขึ้นได้แก่ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง และ อ.บ้านแฮด จ.ขอนแก่น

โครงการ “หน่วยตรวจวัดสายตาประกอบแว่นเพื่อผู้สูงอายุที่ยากไร้ ปีที่ 5” ได้เป็นแรงบันดาลใจและก้าวไปข้างหน้าในการสร้างสังคมที่เข้าใจและเอื้อเฟื้อกับกลุ่มผู้สูงอายุที่อยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก หวังว่าความเอื้อเฟื้อและการเป็นกำลังใจในการให้บริการด้านสุขภาพและสวัสดิการจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องเพื่อประโยชน์ของกลุ่มผู้สูงอายุในอนาคต

AIS จับมือบัตรเครดิตกรุงศรี-กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ ให้ลูกค้าโอนคะแนนเป็น AIS Points

0

AIS ยกระดับประสบการณ์การแลกคะแนนสะสม ต่อยอดฟีเจอร์โดนใจให้ลูกค้าสามารถแลกคะแนนจากการใช้บริการของพาร์ทเนอร์กว่า 10 ราย หลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ ธุรกิจบริการน้ำมัน ประกันชีวิต และสถาบันการเงิน มาเป็น AIS Points ทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ความพิเศษจากคะแนนสะสมที่ไม่ใช่แค่เพียงการใช้สินค้าและบริการของ AIS เท่านั้น แต่ยังสามารถเชื่อมต่อคะแนนสะสมให้ลูกค้า โอนมาได้ แลกง่ายขึ้น ผ่านการใช้งานในทุกไลฟ์สไตล์ได้แบบครบครัน ล่าสุดขยายความร่วมมือกับบัตรเครดิต กรุงศรี และบัตรเครดิตกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ ให้ลูกค้าของ AIS ที่ถือบัตรซึ่งรวมกว่า 19 หน้าบัตร สามารถโอนคะแนนที่ได้รับจากทุกการใช้งานบัตรเครดิต 1,000 คะแนน มาเป็น AIS Points 100 คะแนน แบบง่ายๆ บนแอป UCHOOSE เพื่อแลกรับสิทธิพิเศษมากมาย ไม่ว่าจะเป็น แลกค่าโทร ค่าเน็ต แลกส่วนลดและแลกรับอาหารเครื่องดื่ม มากกว่า 1.8 ล้าน ร้านค้าทั่วประเทศ และอีก 20,000 Outlets จากแบรนด์ชั้นนำที่ครอบคลุมทุกดิจิทัลไลฟ์สไตล์ บนห้างสรรพสินค้า ร้านค้ารายย่อย ร้านสตรีทฟู้ด รถเข็น ทั่วประเทศ บนแอป myAIS

นางสาวใจพร ศรีสกุล รักษาการหัวหน้าหน่วยธุรกิจบริหารลูกค้าและการบริการ AIS กล่าวว่า “ที่ผ่านมา AIS ได้ยกระดับมาตรฐานการให้บริการเพื่อให้ตอบโจทย์ทุกความต้องการและไลฟ์สไตล์ลูกค้า ด้วยการนำขีดความสามารถของดิจิทัลเทคโนโลยี ประกอบกับ Data Analytic มาออกแบบโปรแกรมการดูแลลูกค้า หรือแม้แต่การพัฒนาระบบ API ให้มีความอัจฉริยะมากยิ่งขึ้น จนสามารถเชื่อมต่อการทำงานร่วมกับแอปพลิเคชันของพาร์ทเนอร์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการโอน แลกคะแนนสะสม ทำให้เราสามารถเปิดตัวบริการ Points Transfer กับพันธมิตรชั้นนำจากหลากหลายอุตสาหกรรม ผ่านการทำงานร่วมกันตามหลัก Inclusive Growth ซึ่งเป็นการช่วยกันสนับสนุน และสร้างการเติบโตอย่างมีส่วนร่วม พร้อมสร้างโอกาสในการขยายตัวอย่างเท่าเทียม”

นับเป็นบริการที่พลิกโฉมระบบคะแนนสะสมให้ยกระดับไปอีกขั้น ด้วยการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์กว่า 10 แบรนด์ชั้นนำ เพื่อเพิ่มทางเลือกใหม่ๆ ให้กับลูกค้าที่ใช้บริการอื่นๆ ของพาร์ทเนอร์สามารถโอนคะแนนมาเป็น AIS Points เพื่อแลกรับสิทธิพิเศษมากมายจาก AIS กับการผนึกกำลังกับบัตรเครดิต กรุงศรี และบัตรเครดิต กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ ในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญของบริการ Points Transfer เพราะบัตรเครดิต กรุงศรี และบัตรเครดิต กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ จัดเป็นผู้นำในตลาดบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล เป็นอันดับต้นๆ มีฟีเจอร์ และสิทธิประโยชน์ที่ตรงใจ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ อาทิ ช้อปปิ้ง ท่องเที่ยว การเดินทาง สุขภาพ และอีกมากมาย พร้อมนำดิจิทัลเทคโนโลยีมาใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพบริการ ให้แก่ลูกค้า AIS และลูกค้าบัตรเครดิต กรุงศรี และบัตรเครดิต กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ ให้ได้รับประสบการณ์การ Earn และ Burn คะแนนสะสมได้แบบไร้รอยต่อ ทั้งนี้ลูกค้าบัตรเครดิต กรุงศรี และบัตรเครดิต กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ สามารถเปลี่ยนคะแนนสะสม เป็น AIS Points ได้ง่ายๆ ได้ทุกที่ ผ่านโมบายแอป UCHOOSE

ซีพี ออลล์ จับมือหอการค้าไทย พัฒนา SME จัด Meeting with CEO โครงการ Big Brother Season 7

0

บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ ร่วมกับหอการค้าไทย เดินหน้าจัดกิจกรรมพิเศษส่งเสริมผู้ประกอบการ SME “Meeting with CEO & On-site Visit By พี่เลี้ยงซีพี ออลล์” ภายใต้โครงการ Big Brother Season 7 เป็นโครงการที่จัดทำเพื่อยกระดับผู้ประกอบการขนาดย่อมไปสู่ผู้ประกอบการขนาดกลาง และพัฒนาผู้ประกอบการขนาดกลางให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น นำไปสู่การจ้างงานและการหมุนเวียนของระบบเศรษฐกิจของประเทศ

ทั้งนี้ บริษัทน้องทั้งหมดจะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงลึก เพื่อยกระดับความรู้ ความเข้าใจ การพัฒนาทักษะในด้านต่างๆ เพื่อมาร่วมหาโอกาสใหม่ บนความเป็นไปได้ของธุรกิจ ด้วยกระบวนการ “พี่ช่วยน้อง” โดยบริษัทชั้นนำของประเทศ มาเป็นพี่เลี้ยงธุรกิจ SME อย่างใกล้ชิด ซึ่งซีพี ออลล์ได้ร่วมเป็นพี่เลี้ยงมาโดยตลอดนับตั้งแต่ Season ที่ 1 จนถึงปัจจุบัน Season ที่ 7 แล้ว โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ของซีพี ออลล์ คอยให้ความรู้ และคำแนะนำเชิงลึก ปัจจุบันมีบริษัทน้องเลี้ยงจากโครงการ Big Brother นำสินค้าเข้ามาจำหน่ายที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ได้แก่ เครื่องดื่มนมแพะ UHT จาก บริษัท เฮลธ์ชัวร์ นิวทริชัน จำกัด, ผักโขมอบชีส จาก บริษัท แวลู ซอร์สซิ่ง จำกัด , บัคกูเต๋แช่แข็ง จาก บริษัท ตี๊เล็กฟู้ดส์ จำกัด และ ห่อหมกพุดดิ้ง จาก บริษัท เอส พี เฮลธี โพรเซ่นฟู้ดส์ จำกัด เป็นต้น

การจัดงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากพี่เลี้ยงบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) โดยนายปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล รองประธานกรรมการบริหาร บรรยายพิเศษหัวข้อ “ยุทธศาสตร์ SME ไทย” และนายพลิษศร์ ภิรมย์ภักดี รองประธานกรรมการและประธานคณะกรรมการเพิ่มความเข้มแข็งให้สมาชิกให้เกียรติกล่าวต้อนรับ พร้อมกันนี้ ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิบรรยายพิเศษหลากหลายหัวข้อ อาทิ “นโยบายสนับสนุน SME ของ 7-Eleven” โดย นายสกล เตชะสถาพร ที่ปรึกษาอาวุโสคณะเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ซีพี ออลล์ “SME ยั่งยืนด้วยนวัตกรรม” โดย นายพูลสวัสดิ์ เผ่าประพัธน์ ที่ปรึกษาคณะเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ และ “ลดต้นทุนบริหาร ลดขั้นตอน ลดความผิดพลาด และเพิ่มประสิทธิภาพวงจรเงินสด ด้วย AI-OCR” โดย ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอ็คโคเมท จำกัด นอกจากนี้ ยังได้เยี่ยมชมศูนย์บริการด้านวิชาการ ALL FOOD TECH เป็นศูนย์ปฏิบัติการทดสอบที่ทันสมัย โดยมีบริษัทน้องจากโครงการ Big Brother Season 7 เข้าร่วมงานกว่า 50 ราย ณ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ถ.แจ้งวัฒนะ