Home Blog Page 156

มติ กนง. เอกฉันท์ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเป็น 2.5%ต่อปี

0

นายปิติ ดิษยทัต เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. วันที่ 27 กันยายน 2566 ว่า คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 2.25 เป็นร้อยละ 2.50 ต่อปี โดยให้มีผลทันที

เศรษฐกิจไทยในภาพรวมอยู่ในทิศทางฟื้นตัว แม้จะขยายตัวชะลอลงในปีนี้จากอุปสงค์ต่างประเทศ โดยอัตราการขยายตัวในปี 2567 จะเพิ่มสูงขึ้นจากทั้งอุปสงค์ในประเทศและต่างประเทศ ด้านอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้นในปี 2567 ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจกอปรกับแรงกดดันด้านอุปทานจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ทั้งนี้ ต้องติดตามแรงส่งเพิ่มเติมจากนโยบายภาครัฐต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ คณะกรรมการฯ ประเมินว่า ในบริบทที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวกลับเข้าสู่ระดับศักยภาพ นโยบายการเงินควรดูแลให้เงินเฟ้ออยู่ในกรอบเป้าหมายอย่างยั่งยืน และช่วยเสริมเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว รวมทั้งรักษาขีดความสามารถของนโยบายการเงินในการรองรับความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า จึงเห็นควรให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี ในการประชุมครั้งนี้

เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 2.8 และ 4.4 ในปี 2566 และ 2567 ตามลำดับ โดยมีแรงส่งสำคัญจากการบริโภคภาคเอกชน สำหรับปีนี้ การขยายตัวของเศรษฐกิจชะลอลงจากภาคการส่งออกสินค้าและภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด ส่วนหนึ่งจากเศรษฐกิจจีนและวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์โลกที่ฟื้นตัวช้า อย่างไรก็ดี อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยจะเร่งสูงขึ้นในปี 2567 จากอุปสงค์ในประเทศ ภายใต้บริบทที่ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่องและภาคการส่งออกสินค้ากลับมาขยายตัว อีกทั้งจะได้รับแรงส่งเพิ่มเติมจากนโยบายภาครัฐ

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในกรอบเป้าหมาย และคาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 1.6 และ 2.6 ในปี 2566 และ 2567 ตามลำดับ โดยมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำในปี 2566 จากผลของมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐและผลของฐานที่สูงในปีก่อนหน้า ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นในปี 2567 โดยคาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 1.4 และ 2.0 ในปี 2566 และ 2567 ตามลำดับ ทั้งนี้ ยังต้องติดตามความเสี่ยงด้านสูง โดยเฉพาะในปี 2567 จากแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่อาจเพิ่มขึ้นจากนโยบายภาครัฐ และต้นทุนราคาอาหารที่อาจปรับสูงขึ้นหากปรากฏการณ์เอลนีโญรุนแรงกว่าคาด

ระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ ธนาคารพาณิชย์มีระดับเงินกองทุนและเงินสำรองที่เข้มแข็ง แต่ต้องติดตามพัฒนาการของคุณภาพสินเชื่อที่อาจได้รับแรงกดดันจากความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ประกอบการ SMEs และครัวเรือนบางส่วนที่ยังเปราะบางจากภาระหนี้ที่สูงขึ้นและรายได้ที่ฟื้นตัวช้า คณะกรรมการฯ สนับสนุนการดำเนินมาตรการปรับโครงสร้างหนี้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมาตรการเฉพาะจุดและแนวทางแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนสำหรับกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะมาตรการการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending)

ภาวะการเงินโดยรวมตึงตัวขึ้นบ้าง แต่ยังเอื้อต่อการระดมทุนของภาคเอกชนและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยต้นทุนการกู้ยืมของภาคเอกชนโน้มสูงขึ้นสอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ขณะที่สินเชื่อภาคเอกชนชะลอลงหลังจากที่เร่งไปมากในช่วงวิกฤต แต่ประเมินว่าจะฟื้นตัวสอดคล้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ด้านตลาดการเงินมีความผันผวนสูงขึ้น โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับเพิ่มขึ้น และอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. อ่อนค่า ส่วนหนึ่งตามทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกอบกับนักลงทุนรอความชัดเจนของนโยบายภาครัฐที่อาจมีนัยต่อเศรษฐกิจและเสถียรภาพด้านการคลังในอนาคต

ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนและเต็มศักยภาพ และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ ประเมินว่าการทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่ผ่านมาจนถึงการประชุมครั้งนี้ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว ทั้งนี้ การดำเนินนโยบายการเงินในระยะข้างหน้าจะพิจารณาให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่อาจได้รับแรงส่งเพิ่มเติมจากนโยบายภาครัฐ

แบงก์ชาติ จับมือ Google และ TB-CERT จัดแคมเปญ #31Days31Tips ทำคอนเทนต์ความรู้ด้านดิจิทัลและความปลอดภัยไซเบอร์

0

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) Google ประเทศไทย และศูนย์ประสานงานด้านความมั่นคงปลอดภัยเทคโนโลยีสารสนเทศภาคการธนาคาร ภายใต้สมาคมธนาคารไทย (TB-CERT) ร่วมกันจัดแคมเปญ #31Days31Tips ที่จะนำเสนอคอนเทนต์ความรู้ด้านดิจิทัลและเคล็ดลับความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของแต่ละองค์กรตลอดเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งเป็นเดือนแห่งการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity Awareness Month) เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมและการแบ่งปันความรู้ความเข้าใจ ซึ่งจะช่วยให้คนไทยมีภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์และใช้เทคโนโลยีออนไลน์ได้อย่างปลอดภัย

ปัจจุบัน กลโกงบนโลกออนไลน์ยังคงเป็นปัญหาที่คนไทยยังต้องเผชิญอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลของกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พบว่ากลโกงของมิจฉาชีพมีหลากหลายรูปแบบ และที่พบบ่อย ได้แก่ หลอกซื้อขายสินค้าหรือบริการ หลอกให้โอนเงินเพื่อทำงาน หลอกให้กู้เงิน และหลอกให้ลงทุน เป็นต้น ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายจากการถูกหลอกลวงกว่า 9 พันล้านบาท ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา (17 มีนาคม – 25 สิงหาคม 2566)[1] โดยความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยทำให้การเตือนภัยทางออนไลน์สามารถเข้าถึงประชาชนในวงกว้างขึ้นผ่านเนื้อหาข้อมูลที่ถูกต้อง เป็นประโยชน์ และเข้าใจง่าย อยู่ในรูปแบบที่สามารถแบ่งปันผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียที่หลายหลากได้ เพื่อให้ความปลอดภัยบนโลกออนไลน์เป็นสิ่งที่ไม่ไกลตัวประชาชนอีกต่อไป

น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการย้ำเตือนจุดยืนว่า ธปท. ตระหนักและให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาภัยทางการเงินให้ได้ครบวงจร โดยการสื่อสารให้ความรู้และข้อมูลต่าง ๆ กับประชาชนในเชิงรุกและต่อเนื่อง จะช่วยให้ประชาชนรู้เท่าทัน สามารถป้องกันตนเอง และมีภูมิคุ้มกันจากภัยออนไลน์ ซึ่งจะสอดรับกับชุดมาตรการจัดการภัยทุจริตทางการเงินที่ ธปท. ได้ดำเนินการแล้วตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา เช่น การขอให้ธนาคารยกเลิกแนบลิงก์ SMS และการยืนยันตัวตนขั้นต่ำด้วย biometrics รวมถึงการให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการตาม พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี”

แจ็คกี้ หวาง Country Director, Google ประเทศไทย กล่าวว่า “ในระยะเวลา 25 ปีที่ Google ได้ดำเนินธุรกิจทั่วโลก เราได้ตระหนักและให้ความสำคัญในการเสริมสร้างความปลอดภัยบนโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่อง ในเดือนตุลาคมซึ่งเป็นเดือนแห่งการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เราจึงได้จัดแคมเปญ #31Days31Tips เพื่อให้คนไทยมีเครื่องมือและข้อมูลในการท่องโลกออนไลน์อย่างปลอดภัย รวมถึงสามารถแบ่งปันกับคนที่ห่วงใยได้ โดยแคมเปญนี้เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นของ Google ในการทำให้อินเทอร์เน็ตเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนผ่านกลยุทธ์ใน 3 ด้าน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ (Products) ที่มีความปลอดภัยโดยค่าเริ่มต้น พร้อมด้วยการรักษาความปลอดภัยในตัว เครื่องมือ (Tools) ที่ให้ผู้ใช้สามารถควบคุมข้อมูลส่วนตัวด้วยตนเอง เช่น การตรวจสอบความปลอดภัย (Security Checkup) ตรวจสอบความเป็นส่วนตัว (Privacy Checkup) รวมถึงเครื่องมือจัดการรหัสผ่าน (Password Manager) และโครงการ (Programs) ต่างๆ เพื่อเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ และช่วยให้คนไทยท่องอินเทอร์เน็ตได้อย่างมั่นใจ โดยเป็นการต่อยอดจากกิจกรรม “Safer Songkran” ภายใต้โครงการ Safer with Google ที่จัดขึ้นในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ในการส่งมอบความห่วงใยและส่งเสริมความปลอดภัยทางดิจิทัลให้กับตัวเองและครอบครัว”

ด้าน ดร.กิตติ โฆษะวิสุทธิ์ ประธานกรรมการ TB-CERT กล่าวว่า “วิถีชีวิตปัจจุบันในยุคดิจิทัล มีการใช้เทคโนโลยีในทุกช่วงเวลาไม่ว่าจะเพื่อการสื่อสาร ความบันเทิง สุขภาพ รวมถึงการทำงาน ซึ่งทำให้เกิดความสะดวกสบายในการดำเนินชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของผู้ใช้งาน แต่สิ่งสำคัญที่ต้องมีควบคู่กันคือ การยกระดับความตระหนักรู้ให้เท่าทันภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งศูนย์ประสานงานด้านความมั่นคงปลอดภัยเทคโนโลยีสารสนเทศภาคการธนาคารภายใต้สมาคมธนาคารไทยได้ให้ความสำคัญ โดยร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ในการจัดการภัยทางไซเบอร์ รวมทั้งสื่อสารให้ความรู้ที่เกี่ยวข้องอยู่เป็นประจำซึ่งถือเป็นหนึ่งในมาตรการหลักเพื่อสังคมไทย ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเสริมภูมิคุ้มกันให้สังคมไทยมีความแข็งแกร่งต่อการหลอกลวงในรูปแบบต่าง ๆ และภัยไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเช่นกัน”

ทั้งนี้ แคมเปญ #31Days31Tips ตลอดเดือนตุลาคมนี้ จะนำเสนอเคล็ดลับและเครื่องมือที่เสริมความปลอดภัยออนไลน์ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของ ธปท. Google และ TB-CERT โดยเนื้อหาจะประกอบด้วย 4 หมวดหมู่ ได้แก่ การรักษาความปลอดภัยของบัญชีออนไลน์ การป้องกันตัวเองจากสแกม การตรวจเช็คข่าวปลอมหรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และการปกป้องความเป็นส่วนตัวบนโลกออนไลน์ เพื่อเสริมทักษะดิจิทัลให้คนไทยรู้เท่าทันกลลวงออนไลน์รอบด้าน

AIS – ZTE และ MediaTek ร่วมทดสอบเทคโนโลยีใหม่ 5G RedCap คลื่นความถี่ 2.6GHz สำเร็จเป็นครั้งแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

0

AIS – ZTE Corporation (ZTE) และ MediaTek ประสบความสำเร็จในการทดสอบนวัตกรรม 5G RedCap บนคลื่นความถี่ 2.6 GHz ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการนำนวัตกรรมดิจิทัลเข้ายกระดับขีดความสามารถของโครงข่าย 5G โดยเฉพาะ 5G RedCap ที่จะเข้ามาพลิกโฉมวงการและทำให้การพัฒนา Internet of Things (IoT) มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และในขณะเดียวกันความร่วมมือนี้จะส่งเสริมการพัฒนา Ecosystem ของเทคโนโลยี RedCap และเป็นจุดเริ่มต้นในการนำ RedCap ขยายผลสู่การให้บริการเชิงพาณิชย์ทั่วโลก

RedCap ย่อมาจาก Reduced Capability บางครั้งเรียกว่า NR Light เป็นเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมใหม่ในมาตรฐาน 3GPP R17 ซึ่งได้รับข้อดีของต้นทุนต่ำและใช้พลังงานต่ำโดยการลดความซับซ้อนของเทอร์มินัลและสืบทอดความสามารถเฉพาะของ 5G เช่น larger bandwidth, network slicing, low latencyและความสามารถอื่นๆ ซึ่งให้โซลูชั่น IoT ที่คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

โดยความสำเร็จของการทดสอบ 5G RedCap ในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความร่วมมือและการทำงานร่วมกันของ AIS ในฐานะผู้ให้บริการโทรคมนาคมและผู้ให้บริการดิจิทัล ZTE Corporation ในฐานะผู้ให้บริการโซลูชั่นการสื่อสารชั้นนํา และ MediaTek ในฐานะผู้ผลิตและผู้พัฒนาชิปเซ็ตสมาร์ทโฟนรายใหญ่ที่สุดของโลก ที่ศูนย์นวัตกรรม A-Z Center ดำเนินการภายใต้คลื่นความถี่ 2.6GHz (Time Division Duplex) ได้ผลการทดสอบที่เป็นไปตามมาตรฐานโลก ด้วยค่าความเร็ว download ของระบบ TDD สามารถทำความเร็วได้ถึง 163 Mbps โดยใช้แบรนด์วิธ 20MHz และที่สำคัญ 5G RedCap มีความหน่วงต่ำอยู่ที่ประมาณ 10 มิลลิวินาที (ms)

สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการทดลองทดสอบนวัตกรรมและโชว์ความสำเร็จของเทคโนโลยี 5G RedCap เท่านั้น แต่เป็นการยืนยันถึงภารกิจในการยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของไทยให้มีมาตรฐานระดับโลก เพื่อรองรับการใช้งานของลูกค้า คนไทย และภาคส่วนต่างๆ ให้สามารถเชื่อมต่อและสัมผัสประสบการณ์การใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมนำนวัตกรรมไปต่อยอดสร้างประโยชน์ให้ประเทศก้าวไปยืนอยู่ในเวทีโลกต่อไป

AIS – Huawei ร่วมทดสอบเทคโนโลยี 5G RedCap บนเครือข่ายเชิงพาณิชย์ ครั้งแรกในเอเชียแปซิฟิก

0

AIS และ Huawei ได้เสร็จสิ้นการทดสอบเทคโนโลยี 5G RedCap (Reduced Capability) ในเชิงพาณิชย์เป็นรายแรกของไทยแล้ว การทดสอบนี้ได้ดําเนินการบนเครือข่ายเชิงพาณิชย์ ทั้งคลื่น 700MHz และ 2600MHz บนเครือข่ายจริงที่กำลังให้บริการหรือ Live Network ที่กรุงเทพฯ โดยใช้อุปกรณ์ที่รองรับเทคโนโลยี RedCap ที่หลากหลาย อาทิเช่น DTU (Data Transfer Units) และกล้องวงจรปิด โดยได้ทดสอบความสามารถในการทำงานด้านต่างๆ เช่น การดาวน์โหลดและอัพโหลด ที่ Peak Throughput, ประสิทธิภาพการทำงานเมื่ออุปกรณ์มีการเคลื่อนที่, ทดสอบการทำงานร่วมกันระหว่างอุปกรณ์ RedCap และอุปกรณ์รองรับโครงข่ายโทรศัพท์ทั่วๆไป ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่าทั้งเครือข่าย 5G ของ AIS และประสิทธิภาพของอุปกรณ์ RedCap สามารถทำงานได้ประสิทธิภาพตามวัตถุประสงค์ ซึ่งจะเป็นก้าวที่สําคัญของ RedCap ในการใช้งานเชิงพาณิชย์

5G RedCap เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่กําหนดไว้ในมาตรฐาน 3GPP Release 17 ที่ถูกออกแบบมาสําหรับการใช้งาน IoT ขนาดกลางและความเร็วสูง เช่น เซ็นเซอร์อุตสาหกรรม, อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ, กล้องวงจรปิด ด้วยการลดความซับซ้อนของอุปกรณ์ baseband, อุปกรณ์ส่งสัญญาณคลื่นวิทยุและเสาอากาศ เทคโนโลยี RedCap มีต้นทุนและการใช้พลังงานที่ต่ำกว่าอุปกรณ์ 5G ที่ใช้โครงข่ายสัญญาณโทรศัพท์ทั่วไปมาก เมื่อเทียบ 4G CAT4 UEs กับเทคโนโลยี RedCap ยังคงทำงานรองรับความสามารถพื้นฐานของอุปกรณ์ 5G เช่น ความจุสูงและเวลาความหน่วงที่ต่ำกว่า นอกจากนี้ RedCap ยังสนับสนุนความสามารถการทำธุรกิจ B2B ที่สําคัญ เช่น การทำ Network Slicing และการระบุตําแหน่ง

นายวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าหน่วยธุรกิจงานปฎิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ AIS กล่าวว่า “นอกเหนือจากการพัฒนาคุณภาพการให้บริการอย่างดีที่สุดแล้ว การเดินหน้านำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามายกระดับเทคโนโลยี 5G ถือเป็นหน้าที่สำคัญเพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคตอย่างยั่งยืน อย่างความร่วมมือในการทำงานกับพาร์ทเนอร์ระดับโลกอย่างหัวเว่ย ในการยกระดับโครงข่าย 5G ของไทยให้ก้าวให้มีมาตรฐานระดับโลก พร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีโทรคมนาคมอัจฉริยะ หรือ Cognitive Tech-Co เพื่อภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม ภาคประชาชน”

การทำงานร่วมกับหัวเว่ยในครั้งนี้ ได้ผลการทดลองที่ประสบความสําเร็จไปอีกขั้นกับเทคโนโลยี 5G RedCap บนคลื่นความถี่ทั้ง 2600MHz และ 700MHz ซึ่งมีเป้าหมายในการส่งมอบประสบการณ์การใช้งานที่เหนือระดับให้กับลูกค้าและคนไทย รวมถึงยังมุ่งพัฒนานวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและแอปพลิเคชัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของภาคอุตสาหกรรม

สำหรับเทคโนโลยี 5G RedCap คือความสําเร็จที่สําคัญของวิวัฒนาการเทคโนโลยี 5G จะช่วยลดค่าใช้จ่ายโมดูล 5G ได้ 70% และเร่งการใช้งาน 5G ในอุตสาหกรรม AISได้ร่วมมือกับหัวเว่ยและพันธมิตรในอุตสาหกรรม เพื่อนำเทคโนโลยี RedCap มาใช้ในระบบอุตสาหกรรมสาขาต่างๆ เช่น ระบบควบคุม, กลุ่มระบบพลังงาน, เมืองอัจฉริยะ, อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะและ อื่น ๆ

ด้านหัวเว่ย ระบุว่า “Redcap เป็นเทคโนโลยีที่จะมาเพิ่มศักยภาพให้เครือข่าย 5G และสามารถนํามาใช้ในรูปแบบที่หลากหลาย หัวเว่ยจะเดินหน้าและร่วมมือกับ AIS สร้างเครือข่าย 5G คุณภาพสูง ผ่านความร่วมมือทางนวัตกรรม โครงการ JIC เพื่อบ่มเพาะการใช้งาน 5G ร่วมกับพันธมิตรภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น สนับสนุนการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของอุตสาหกรรมไทย”

AIS พร้อมรับมือพายุดีเปรสชัน ระดมทีมวิศวกร 5 ภูมิภาค ดูแลเครือข่ายมือถือและเน็ตบ้านเต็มที่

0
AIS เตรียมความพร้อมเครือข่ายทั้งโทรศัพท์มือถือและเน็ตบ้านรับมือพายุเต็มที่ หลังกรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเตือนว่าจะมีพายุดีเปรสชัน เคลื่อนขึ้นบริเวณชายฝั่งประเทศเวียดนามตอนกลาง และจะเคลื่อนตามแนวร่องมรสุมที่พาดผ่านประเทศไทยตอนบน ในระหว่างวันนี้  – 29 กันยายน 2566 ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล  ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายพื้นที่ 

เอไอเอส จึงยกระดับความพร้อมดูแลเครือข่ายสื่อสารทั้งมือถือและเน็ตบ้านอย่างเต็มที่ จัดทีมวิศวกรประสานพลังทั้ง 5 ภูมิภาค ติดตาม เฝ้าระวังสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเตรียมรับมือ รักษาเครือข่ายสื่อสารให้พร้อมบริการลูกค้า และ ประชาชนอย่างดีที่สุด อาทิ

  • จัดตั้ง War room พร้อมทีมงานวิศวกรจาก 5 ภูมิภาค เฝ้าระวังสถานการณ์เครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง  
  • เฝ้าระวังระดับน้ำบริเวณชุมสาย สถานีฐานในพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ ด้วยการ Monitor ตัวเลขระดับน้ำที่ส่งผ่านจากอุปกรณ์เซ็นเซอร์ที่ online ตลอด 24 ชั่วโมง และหากมีการแจ้งเตือนระดับน้ำสูงผิดปกติ จนอาจส่งผลกระทบกับเครือข่ายบริเวณนั้น ทีมงานวิศวกรก็พร้อมจะบริหารจัดการสัญญาณ โดย Online จากส่วนกลางไปยังชุมสาย สถานีฐานในพื้นที่ใกล้เคียงให้มาช่วยรองรับ แบ่งเบาการใช้งานบางส่วนในพื้นที่ได้รับผลกระทบได้
  • เตรียมความพร้อมรถสถานีฐานเคลื่อนที่และทีมวิศวกรในพื้นที่เสี่ยง หากเกิดกรณีฉุกเฉิน ก็จะพร้อมออกตั้งจุดบริการสัญญาณให้แก่ลูกค้าและประชาชน
  • เตรียมอุปกรณ์เครื่องปั่นไฟและน้ำมันเชื้อเพลิงให้พร้อมเข้าพื้นที่ได้อย่างทันต่อสถานการณ์
  • ประสานงานกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) พื้นที่ และส่วนราชการในจังหวัดที่เป็นพื้นที่เสี่ยง เพื่อเตรียมความพร้อมเครือข่ายในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น โรงพยาบาล หรือ บริเวณพื้นที่อพยพของประชาชน

ทั้งนี้ เอไอเอสจะติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่เพื่ออยู่เคียงข้าง ให้ลูกค้าและประชาชน รวมถึงหน่วยงานต่างๆ สามารถใช้บริการสื่อสารทั้งการใช้โทรศัพท์มือถือและเน็ตบ้านได้อย่างไม่ติดขัด และก้าวผ่านสถานการณ์ภัยธรรมชาติได้อย่างดีที่สุด

LINE BK จับมือ เมืองไทยประกันชีวิต ต่อยอดบริการการเงิน นำเสนอประกัน จ่ายผ่านแอปฯ LINE

0
LINE BK เดินหน้าต่อยอดบริการทางการเงินให้ครอบคลุมตอบโจทย์ทุกความต้องการ พร้อมลุยธุรกิจนายหน้าประกันชีวิต ภายใต้บริษัท กสิกร ไลน์ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด เดินหน้าจับมือ บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต นำเสนอประกันที่สามารถจ่ายผ่าน LINE BK ครบจบบนแอปพลิเคชัน LINE พร้อมฉลองเปิดตัวบริการใหม่ มอบโปรโมชันสุดพิเศษให้กับลูกค้าเมื่อซื้อผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตและประกันสุขภาพผ่าน LINE BK ตั้งแต่วันนี้ - 15 พฤศจิกายน 2566

นายธนา โพธิกำจร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กสิกร ไลน์ จำกัด ผู้ให้บริการ Social Banking ภายใต้ชื่อ LINE BK เปิดเผยว่า LINE BK ตั้งเป้าที่จะเข้ามาทำให้เรื่องเงินเป็นเรื่องง่ายในแอปพลิเคชัน LINE โดยมุ่งพัฒนาบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการด้านการเงินของลูกค้าได้อย่างครอบคลุม ครบทั้ง 4 มิติ ได้แก่ การออม, สินเชื่อ , การป้องกันความเสี่ยง และการลงทุน โดยเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา LINE BK ได้มีการเปิดตัวบริการตามแผนที่วางไว้มาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ลูกค้าเข้าถึงบริการทางการเงินทั้ง ฝาก ถอน โอน จ่าย และยืมได้อย่างสะดวกสบาย และปลอดภัยในแอปฯ LINE ซึ่งล่าสุดได้เปิดตัวบริการ LINE BK Insurance Broker เพื่อเติมเต็มบริการในมิติของการป้องกันความเสี่ยง ภายใต้ บริษัท กสิกร ไลน์ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ตอกย้ำการเดินตามแผนที่วางไว้อย่างต่อเนื่องของบริษัทฯ

ทั้งนี้ มองว่าประกันเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ทางการเงินพื้นฐาน ที่จะเข้ามาช่วยให้ลูกค้า LINE BK สามารถวางแผนบริหารจัดการทางการเงิน เมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิดเกี่ยวกับสุขภาพและอุบัติเหตุได้ดีมากยิ่งขึ้น อีกทั้งมองว่าธุรกิจประกันชีวิต ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก จากปัจจัยต่าง ๆ เช่น ประชาชนเริ่มให้ความสำคัญของการทำประกันชีวิตและสุขภาพมากขึ้น จากการแพร่ระบาดโรคอุบัติใหม่ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา แนวโน้มค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการสนับสนุนจากภาครัฐเรื่องมาตรการลดหย่อนภาษีของประกันชีวิตและประกันสุขภาพ เป็นต้น นอกจากนี้ภาคธุรกิจยังได้ส่งเสริมให้บริษัทประกันนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบวนการเสนอขาย ซึ่งจะช่วยยกระดับการสร้างความพึงพอใจและความเชื่อมั่นของผู้ซื้อประกันมากขึ้น

LINE BK Insurance Broker ได้นำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าเข้าถึงความคุ้มครองชีวิตและสุขภาพได้อย่างรวดเร็ว สามารถเลือกซื้อและชำระเงินได้ครบจบบนแอปพลิเคชัน LINE นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นในการคัดเลือกผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมความคุ้มครองและเข้าใจง่ายเหมาะสมกับทุกไลฟ์สไตล์อีกด้วย

“ผลิตภัณฑ์ประกันที่ LINE BK นำเสนอในช่วงแรก ได้จับมือกับทาง เมืองไทยประกันชีวิต หรือ MTL เพื่อคัดสรรประกันที่มีความคุ้มครองที่เหมาะสมและครอบคลุมกับความต้องการคนในปัจจุบัน ด้วยราคาเบาๆ ภายใต้แนวคิด “ประกันโดนใจ ซื้อง่าย จ่ายเบา จบใน LINE” โดยอธิบายภาษาประกันให้เข้าใจง่าย รวมทั้งเลือกซื้อได้ง่ายด้วยตัวเองผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน LINE จบทุกขั้นตอนภายในแอปเดียว อีกทั้งสามารถ ถาม-ตอบ ข้อสงสัยการซื้อหรือข้อมูลผลิตภัณฑ์ทั่วไปกับพี่หมีที่เป็น Chat bot ผ่าน LINE BK Official Account (@LINEBK) ได้ตลอดเวลา สอดรับกับเทรนด์โลกที่คนส่วนใหญ่ต่างหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพและมองหาความคุ้มครองด้านสุขภาพมากขึ้น เพื่อคุ้มครองโรคภัยไข้เจ็บทั่วไป รวมถึงโรคร้ายต่างๆ จากสภาวะแวดล้อมในปัจจุบัน ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสในการเจาะตลาดประกันชีวิต โดยมุ่งไปที่กลุ่มอาชีพอิสระที่ไม่มีความคุ้มครองจากประกันกลุ่มของนายจ้าง หรือกลุ่มพนักงานประจำที่มองหาความคุ้มครองเพิ่มเติม รวมถึงกลุ่มลูกจ้างรายวันที่ไม่สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่มีค่าเบี้ยสูง เป็นต้น”

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นการสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญของการผสานความแข็งแกร่งของทั้งสององค์กรได้อย่างลงตัว ในการเป็นช่องทางที่จะช่วยทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแบบประกันชีวิตและความคุ้มครองสุขภาพ พร้อมสามารถเลือกความคุ้มครองที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของตนเองได้อย่างเหมาะสม พร้อมช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต หลักประกันที่มั่นคง และสร้างความอุ่นใจหากเกิดเหตุไม่คาดคิดได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตและความคุ้มครองสุขภาพของเมืองไทยประกันชีวิต ที่นำเสนอขายผ่านช่องทาง LINE BK ในช่วงแรกนั้น ได้คัดสรรแผนประกันที่มีความคุ้มครองครอบคลุมครบทุกด้าน เพื่อตอบโจทย์ลูกค้า LINE BK โดยเฉพาะกลุ่มคนตัวเล็กที่กำลังทรัพย์ไม่ได้เยอะ ตรงกับความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าแบบ Outside In เพื่อให้สามารถเข้าถึงความคุ้มครองจากเมืองไทยประกันชีวิตได้สะดวกขึ้น ซึ่งเป็นหัวใจที่บริษัทฯ ให้ความสำคัญมาโดยตลอด ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ชีวิตของทุกคนมีรอยยิ้มได้

โดยเบื้องต้น LINE BK ได้คัดสรร 5 ผลิตภัณฑ์ ของ บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต กับแพ็กเกจประกันชีวิตและสุขภาพมานำเสนอบนช่องทาง LINE BK ดังนี้

  1. ผู้ป่วยนอกเบาเบา – ช่วยแบ่งเบาค่ารักษาพยาบาลแบบผู้ป่วยนอก เลือกวงเงินความคุ้มครองได้สูงสุด 2,000 บาท (1) ต่อครั้ง สูงสุด 30 ครั้งต่อปี(2) เบี้ยเบาๆ เริ่มต้นเพียง วันละไม่ถึง 6 บาท(3) ซื้อได้โดยไม่ต้องซื้อพ่วงกับประกันสุขภาพผู้ป่วยใน ช่วยดูแลค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก ค่าธรรมเนียมปรึกษาแพทย์ ค่าวินิจฉัยและค่ายา และอื่นๆสามารถซื้อได้ตั้งแต่อายุ 20-58 ปี ไม่ว่าจะเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุก็คุ้มครอง
  2. โรคร้ายเจอจ่าย – รับเงินก้อนเมื่อตรวจเจอโรคร้ายทั้งระยะเริ่มต้นและระยะรุนแรง สูงสุด 500,000 บาท เพื่อใช้เป็นค่ารักษา หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ได้ตามต้องการ สามารถเลือกความคุ้มครองตามโรคที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มโรคมะเร็ง, กลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทและกล้ามเนื้อ หรือกลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือดและหัวใจ เบี้ยไม่แพง เริ่มต้นเพียงวันละไม่ถึง 1 บาท(4) สามารถซื้อได้ตั้งแต่อายุ 20-58 ปี
  3. ผู้ป่วยในท็อปอัพ – ช่วยเติมเต็มค่ารักษาส่วนเกินจากประกันหรือสวัสดิการที่มีอยู่เมื่อนอนโรงพยาบาล สูงสุด 500,000 บาท / ครั้ง (มีความรับผิดส่วนแรก 20,000 บาท/ครั้ง) ค่าห้อง 4,000 บาทต่อวัน และไม่จำกัดครั้งการเข้าแอดมิต(5) ครอบคลุมทั้งโรคร้ายแรง โรคทั่วไป โรคระบาด ผ่าตัด และอุบัติเหตุ เบี้ยเริ่มต้นเบาๆ เพียงวันละไม่ถึง 11 บาท(6) สามารถซื้อได้ตั้งแต่อายุ 20-69 ปี
  4. ผู้ป่วยในเหมาเหมา – เหมาจ่ายค่าห้องเดี่ยวมาตรฐานและค่ารักษาตามจริง สูงสุด 500,000บาท/ครั้ง ไม่จำกัดครั้งการเข้าแอดมิต(5) ครอบคลุมทั้งโรคร้ายแรง โรคทั่วไป โรคระบาด ผ่าตัด และอุบัติเหตุ เมื่อนอนโรงพยาบาล รวมถึงค่าห้องเดี่ยวมาตรฐานทุกโรงพยาบาล เบี้ยเริ่มต้นเบาๆ เพียงวันละไม่ถึง 22 บาท(7) สามารถซื้อได้ตั้งแต่อายุ 21-59 ปี
  5. ชดเชยไม่ขาดเงิน – ให้ความคุ้มครองค่าชดเชยรายวัน สูงสุด 1,000 บาท/วัน(1) สูงสุด 365 วันต่อครั้ง(5) กรณีลูกค้าได้รับบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยจนต้องนอนรักษาตัวเป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาล รับเพิ่ม 2 เท่าเมื่อนอน ICU หรือนอนโรงพยาบาลด้วยอุบัติเหตุ สูงสุด 45 วันต่อครั้ง(5) เบี้ยเริ่มต้นเบาๆ เพียงวันละไม่ถึง 3 บาท(8) สามารถซื้อได้ตั้งแต่อายุ 20-58 ปี

ทุกแบบประกันสามารถสมัครได้โดยไม่ต้องตรวจสุขภาพ เพียงตอบคำถามสุขภาพตามความเป็นจริง และไม่ต้องสำรองจ่ายเมื่อเข้ารักษาที่โรงพยาบาลคู่สัญญาที่มีมากกว่า 500 แห่งทั่วประเทศตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด โดยมีประกัน “ผู้ป่วยนอกเบาเบา” และ “โรคร้ายเจอจ่าย” เป็นผลิตภัณฑ์เรือธง และเพื่อฉลองการเปิดตัวบริการใหม่ LINE BK ขอมอบแคมเปญสุดพิเศษให้กับลูกค้าเมื่อซื้อผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตและประกันสุขภาพผ่าน LINE BK ตั้งแต่วันนี้ – 15 พฤศจิกายน 2566 คุ้ม 2 ต่อ

ต่อที่ 1: รับเงินคืน (cashback) 15% ของยอดชำระเบี้ยประกันภัยครั้งแรก ทุกกรมธรรม์ จำกัด 1 สิทธิ์/ 1 กรมธรรม์/ 1 บัญชีผู้ใช้งาน
ต่อที่ 2: ลุ้นรับจี้ทองคำนกกระเรียนเสริมมงคล หนัก 1 บาท 15 รางวัล มูลค่ารวมกว่า 500,000 บาท

ระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2566 – 15 พฤศจิกายน 2566 ทั้งนี้ เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

เกษตรกรปลื้ม ปุ๋ยเปลือกไข่-มูลไก่-น้ำปุ๋ย จากซีพีเอฟ ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ลดเสี่ยงแล้ง

0

การขาดแคลนน้ำและต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น นับเป็นปัญหาใหญ่ที่พี่น้องเกษตรกรผู้เพาะปลูกพืชต้องแบกรับ เนื่องจากต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีคิดเป็น 19-20% ของต้นทุนการเพาะปลูกพืชทั้งหมด ขณะที่น้ำเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช ที่ผ่านมาภาครัฐต่างผลักดันแนวทางการบริหารจัดการน้ำ และสนับสนุนแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการดินและปุ๋ยมาโดยตลอด

ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนหลายแห่งก็จัดโครงการเพื่อสนับสนุนแนวทางที่เหมาะสมสำหรับเกษตรกรควบคู่ไปด้วย เช่นเดียวกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ที่ดำเนินโครงการปันน้ำปุ๋ยสู่เกษตรกร จากความสำเร็จของฟาร์มสุกรที่ดำเนินการมากว่า 20 ปี ต่อยอดสู่ธุรกิจไก่ไข่ ที่เดินหน้าทั้งโครงการปันน้ำปุ๋ยสู่เกษตรกร และโครงการปุ๋ยมูลไก่ รวมถึงธุรกิจไก่เนื้อ ดำเนินโครงการปุ๋ยเปลือกไข่สู่ชุมชนและเกษตรกร ที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และลดความเสี่ยงจากปัญหาภัยแล้งแก่เกษตรกรในพื้นที่รอบข้างสถานประกอบการของบริษัทได้อย่างเป็นรูปธรรม

นายเกษม ลาดสันเที๊ยะ เกษตรกรผู้ปลูกอ้อย 20 ไร่ ที่อยู่ตรงข้าม Complex ไก่ไข่จักราช อ.จักราช จ.นครราชสีมา เล่าว่า ตนเองเป็นเกษตรกรรายแรกๆที่รับมูลไก่จากฟาร์มมาใช้กับต้นอ้อย พื้นที่ 20 ไร่ ซึ่งมูลไก่มีธาตุไนโตรเจนสูง ช่วยให้ผลผลิตดี เมื่อเพื่อนเกษตรกรรายอื่นเห็นว่าดีก็ใช้ตาม จากนั้นจึงปรึกษากับทีมงานซีพีเอฟเรื่องการรับน้ำปุ๋ยมาใช้ เพื่อทดลองว่าจะช่วยให้ต้นอ้อยได้ผลผลิตดีขึ้นหรือไม่ โดยบริษัทใช้รถแบคโฮตัวเล็กมาขุดร่องเหมืองเล็กๆเพื่อดึงน้ำมาใช้ โดยเริ่มให้น้ำปุ๋ยเมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตอนอ้อยรัดตอสูงประมาณ 75 เซนติเมตร – 1 เมตร พออ้อยตั้งลำได้ 3-4 ข้อ จึงเริ่มปล่อยน้ำให้ เมื่อเทียบการให้ปุ๋ยเคมี กับการใช้มูลขี้ไก่และน้ำปุ๋ย พบว่าอ้อยรากเดินดี ขยายกอใหญ่ ให้ลำเยอะ ลำใหญ่ ข้อยาว

“รอบที่ผ่านมาใช้น้ำปุ๋ยและมูลไก่ทำให้ได้ผลผลิตอ้อยสูงถึง 20-25 ตันต่อไร่ จากที่เคยใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียวได้ผลผลิตไร่ละ 18 ตัน รายได้จึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และยังช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยจากเมื่อก่อนตลอดการปลูก 1 ปี ใช้ปุ๋ยเคมี 20 กระสอบ ตอนนี้ลดปุ๋ยเคมีได้ 50% หรือใช้เพียง 10 กระสอบเท่านั้น ขอบคุณซีพีเอฟที่จัดโครงการนี้ดีๆแบบนี้ ทำให้ชุมชนและฟาร์มอยู่อย่างเกื้อกูลกัน ช่วยทั้งลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต แก้ปัญหาภัยแล้ง และเกษตรกรมีรายได้ดีขึ้น” นายเกษม กล่าว

ส่วน นายหล๊ะ ดุไหน เกษตรกรชาว ต.ตลิ่งชัน อ.จะนะ จ.สงขลา ต้นแบบเกษตรกรที่รับน้ำปุ๋ยจากฟาร์มไก่ไข่จะนะ บอกว่า ใช้น้ำปุ๋ยสำหรับรดแปลงปลูกหญ้าเนเปีย พื้นที่ 10 กว่าไร่ ใช้รดสวนปาล์มอีก 10 ไร่ และล่าสุดใช้กับแปลงปลูกฟักทอง 10 ไร่ รอบการปลูกที่ผ่านมาได้ผลผลิตฝักทองมากถึง 20,000 กิโลกรัม ได้กำไรประมาณ 200,000 บาท เพราะได้น้ำปุ๋ย ซึ่งเป็นปุ๋ยอินทรีย์ชั้นดี ที่มีแร่ธาตุที่ต้นพืชต้องการครบถ้วน ทำให้เถาฟักทองแข็งแรง ให้ดอกมาก ติดผลดก ลูกฟักทองใหญ่ น้ำหนักดี ผิวสวยขายได้ราคาดี ช่วยสร้างรายได้ที่ดี และวางแผนขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มอีก 10 ไร่ ในรุ่นต่อไป

ทางด้าน นายสิงห์คำ เป็งเรือน เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ในพื้นที่ ต.ห้วยทราย อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า เริ่มรับปุ๋ยเปลือกไข่ จากฟาร์มไก่ไข่สันกำแพง มาตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา เพื่อทดลองว่าจะใช้ได้ดีกับการปลูกข้าวหรือไม่ โดยพื้นที่นาข้าว 2.5 ไร่ ใช้ปุ๋ยเปลือกไข่ปริมาณ 1 ตันต่อไร่ นำมาโรยแล้วไถกลบ ช่วยปรับสภาพดินก่อนการเพาะปลูก ตอนนี้ข้าวอายุ 2 เดือน เห็นความแตกต่างจากแต่ก่อน เพราะได้ข้าวกอใหญ่ ลำใหญ่ เขียวดี เนื่องจากเปลือกไข่มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ที่ส่งผลดีต่อการเจริญเติบโตของต้นพืช คาดว่ารอบนี้จะได้ผลผลิตดีขึ้น และสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีลง จากปกติหนึ่งรอบใช้ 20 กิโลกรัมต่อไร่ รอบนี้น่าจะลดลงเหลือ 15 กิโลกรัมต่อไร่

“โครงการนี้ดีมาก ช่วยลดค่าปุ๋ย ช่วยประหยัดต้นทุน คาดว่าผลผลิตข้าวน่าจะเพิ่มมากขึ้นแน่นอน เพราะข้าวกอใหญ่ ตอนนี้เตรียมปุ๋ยเปลือกไข่สำหรับใส่นาปรังไว้แล้ว ขอบคุณที่บริษัทช่วยเหลือสนับสนุนเกษตรกรมาตลอด” นายสิงห์คำ กล่าว

สำหรับ ธุรกิจไก่ปู่-ย่าพันธุ์เนื้อของซีพีเอฟ โดยโรงฟักชัยภูมิ ดำเนินโครงการ “ปุ๋ยเปลือกไข่ สู่ชุมชน และเกษตรกร” โดยสนับสนุนเปลือกไข่และมูลไก่แก่ “โครงการสร้าง สาน สุข วิถีชุมชน ศูนย์เรียนรู้เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง บ้านซับรวงไทร จ.ชัยภูมิ” ที่เกษตรกร 62 คน รวมตัวกันผลิตปุ๋ยหมักเปลือกไข่ใช้เอง สามารถผลิตปุ๋ยหมักเปลือกไข่ได้ปีละ 10,000 กระสอบ เพื่อแจกจ่ายให้สมาชิกฯ เกษตรกรได้นำไปใช้กับไร่ นา สวน และมอบแก่ชุมชนนำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งทุกคนที่นำปุ๋ยหมักเปลือกไข่ไปใช้ พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าปุ๋ยที่ได้ช่วยปรับปรุงคุณภาพดินให้ร่วนซุย เหมาะแก่การเพาะปลูกและการเติบโตของพืช ได้ผลผลิตดีขึ้น ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ต้นทุนการเพาะปลูกจึงลดลง สภาพแวดล้อมในพื้นที่ดีขึ้น คนในชุมชนได้บริโภคผักปลอดสารเคมีที่ตัวเองปลูก นับเป็นการบริหารจัดการของเสียแบบบูรณาการด้วยการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม

ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างความมุ่งมั่นของซีพีเอฟ ในการดำเนินโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม มีส่วนร่วมสนับสนุนให้เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงสถานประกอบการ ได้พัฒนาประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน ก้าวผ่านวิกฤติภัยแล้ง และสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีจากการลดการใช้ปุ๋ยเคมีในการผลิต สอดรับตามกลยุทธ์สู่ความยั่งยืน 3 เสาหลักของบริษัท คือ อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน และ ดินน้ำป่าคงอยู่

สมาคมผู้เลี้ยงสุกร วอน ก.เกษตร-พาณิชย์ เร่งแก้ปัญหาราคาหมูตกต่ำด่วน โอดแบกขาดทุนต่อไม่ไหว

0

นายนิพัฒน์ เนื้อนิ่ม อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ และนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรจังหวัดราชบุรี กล่าวว่า ผู้เลี้ยงสุกรอยากขอร้องให้ทั้งกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ เร่งดำเนินการตามมติคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ (Pig Board) เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2566 ที่เห็นชอบโครงการรักษาเสถียรภาพราคาสุกร และให้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อดูแลราคาสุกรอย่างจริงจัง รวมถึงแนวทางการชดเชยดอกเบี้ยเพื่อเสริมสภาพคล่องให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร ปี 2566 เพื่อต่อชีวิตผู้เลี้ยงหมูให้สามารถขายหมูได้ในราคาที่เป็นธรรม

“ผู้เลี้ยงสุกร ขอให้กรมปศุสัตว์และกรมการค้าภายใน เร่งตั้งคณะทำงานที่มีผู้เกี่ยวข้องจากทุกฝ่ายทั้งสมาคมผู้เลี้ยงสุกร และผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่ของการจำหน่ายเนื้อสุกรทั้งหมด มาร่วมหารือเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นน้ำ คือ ผู้เลี้ยง เป็นการด่วนเพราะขาดเงินทุนหมุนเวียนเป็นเวลานาน หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ ผู้เลี้ยงหมูคงต้องเลิกกิจการแน่” นายพิพัฒน์ กล่าวและเสริมว่า ภาครัฐสามารถเร่งดำเนินการอย่างรวดเร็วได้โดยใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ภายใต้กระทรวงพาณิชย์

นอกจากนี้ Pig Board ยังเห็นชอบให้ขยายผลระบบฐานข้อมูล Big Data ด้านปศุสัตว์ โดยขยายขอบเขตการใช้งานสู่สาธารณะ เปิดโอกาสให้ผู้เลี้ยงสุกรของไทยสามารถใช้งานร่วมกันได้ทั้งระบบ สนับสนุนการกำหนดราคาขายสุกรมีชีวิตตามโครงสร้างต้นทุนการผลิต เพื่อประโยชน์สูงสุดของเกษตรกรในการรักษาเสถียรภาพราคา ภายใต้นโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้”

สำหรับปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มตกต่ำหนักขณะนี้ คือ กลไกราคาถูกบิดเบือนเนื่องจากการลักลอบนำเข้า “หมูเถื่อน” มาแทรกแซงตลาด ซึ่งขายในราคาต่ำกว่าหมูไทยมาก ส่งผลให้เกษตรกรขายหมูขาดทุนสะสมต่อเนื่อง ขาดเงินทุนหมุนเวียนอย่างหนัก จำเป็นต้องขายหมูในราคาที่ขาดทุนให้พ่อค้าเพื่อนำเงินมาบริหารจัดการฟาร์ม

นายนิพัฒน์ กล่าวว่า หลังไทยเริ่มควบคุมโรคระบาด ASF ได้ ผู้เลี้ยงสุกรมีความมั่นใจมากขึ้นในการนำหมูเข้าเลี้ยงหวังสร้างอาหารปลอดภัยและมีปริมาณเพียงพอต่อการบริโภคของคนไทย แต่ต้องประสบปัญหาหลายด้านต่อเนื่อง เริ่มจากต้นทุนวัตถุดิบอาหารปรับสูงขึ้นจากผลของสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ยืดเยื้อมาจนถึงวันนี้ ตามด้วยปัญหา “หมูเถื่อน” ที่การปราบปรามเริ่มจริงจังช่วงปลายปี 2565 ทำให้ราคาในประเทศบิดเบือน อีกทั้งมีการลักลอบนำเข้าหมูเถื่อนจำนวนมาก ในช่วงที่ผลผลิตหมูไทยจากการฟื้นฟูฟาร์มออกสู่ตลาด ยิ่งกดให้ราคาต่ำลง

“ปัจจุบันราคาประกาศหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มเฉลี่ยอยู่ที่ 64-66 บาทต่อกิโลกรัม แต่เกษตรกรขายได้จริงประมาณ 54-60 บาท เท่านั้น ขณะที่ต้นทุนสูงประมาณ 80 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเกษตรกรพยายามทุกวิถีทางเพื่อความอยู่รอดทั้งยอมจับหมูขนาดเล็ก หรือ จับหมุออกขายก่อนกำหนด ไปทำหมูหันและหมูย่าง เพื่อความอยู่รอด” นายนิพัฒน์ กล่าว

หลายประเด็นลงทุน : อย่าเข้าใจผิด ชีวิตเปลี่ยน

0
บทความโดย คุณสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน
การลงทุนมีทั้งโอกาสและความเสี่ยงควบคู่กัน การไม่ลงทุนเลยเป็นการปิดโอกาสของอนาคตที่น่าเสียดาย แต่ต้องไม่มั่นใจเกินความจริง เพราะโอกาสทายผิดเกิดขึ้นได้ในบางครั้งหลายปีที่ผ่านมา การที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารต่ำเตี้ยเรี่ยดินเพียง 0.50-1.50% เป็นเวลานาน มีผลทำให้เกิดผู้สนใจเข้าลงทุนในสินทรัพย์เพื่อการลงทุน ทั้งหุ้น ทอง กองทุน หุ้นกู้ หรือแม้กระทั่งคริปโท กันอย่างมากมาย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี ที่คนไทยได้หาทางออกในการออมเงินรูปแบบที่มากกว่าการฝากธนาคารเพียงอย่างเดียว โดยมีข้อมูลสถิติ และมีเหตุผลทางวิชาการสนับสนุนอย่างหนักแน่นว่า สินทรัพย์เพื่อการลงทุนนั้นมีผลตอบแทนระยะยาวดีกว่าเงินฝากแต่ก็มีความเสี่ยงที่สูงกว่าสอดคล้องกัน สำหรับหลักการในการลงทุนต่างๆ เช่น ความรู้ในสินทรัพย์ที่ลงทุน การกระจายความเสี่ยงการลงทุน ความรู้ทางการวิเคราะห์  เทคนิคและกลยุทธ์การลงทุน คุณผู้อ่านน่าจะเคยเห็น เคยฟังกันมามากพอสมควร  บทความวันนี้ ผมจะขอจับบางประเด็นของการลงทุนที่ต้องระวังการเข้าใจผิดเพราะชีวิตอาจเปลี่ยนไปสู่ความย่ำแย่ได้ มีประเด็นดังนี้ครับ
  • เรื่องของหุ้น หลายท่านรู้ว่า ให้ใช้หลักการกระจายการลงทุน จึงกระจายไปในหลายหุ้นแล้ว แต่ว่าหลายหุ้นนั้นเป็นธุรกิจประเภทเดียวกันหมดเลย เวลาธุรกิจนั้นแย่ จึงเเย่ไปทั้งหมด เช่นลงหุ้นเกี่ยวกับท่องเที่ยวทั้งหมด แล้วมาเจอภาวะโควิดอย่างยาวนาน  ที่จริงต้องกระจายหุ้นไปในหลายธุรกิจ (ที่เลือกแล้วว่าแนวโน้มธุรกิจดี)
  • เลือกหุ้นที่มี Volume ซื้อขายเยอะแสดงว่าหุ้นดีมีคนเข้าซื้อเยอะ  อันนี้จริงบางส่วน แต่มีหลายหุ้นที่ไม่จริงนะครับ โดยเฉพาะหุ้นที่ผลการดำเนินงานปัจจุบันยังไม่เคยมีแววดีเลย มีแต่ข่าวและการแสดงวิสัยทัศน์ที่น่าตะลึงพรึงเพริด กรณีนี้ นอกจากวิธีต้องไปตรวจจากงบการเงิน ดูกำไร และ Cashflow แล้ว ผมแนะให้ไปดูว่ามีบทวิเคราะห์ทางปัจจัยพื้นฐาน (IAA Consensus) ใน www.settrade.com หรือไม่นะครับ ปกติแล้ว  แม้ว่านักวิเคราะห์ไม่ค่อยเขียนหุ้นขนาดกลางถึงเล็กเพราะไม่มีกำลังคนมากพอ  แต่ถ้าเป็นหุ้นที่มีการซื้อขายมากและเป็นบริษัทดี  นักวิเคราะห์ไม่ทิ้งให้เหงาแน่  ต้องมีคนเข้าไปวิเคราะห์ไว้มากมาย ดังนั้น ถ้าไม่มีเลย หรือมีแค่ 1-2 ราย ทั้งๆ ที่มี Volume มากแบบนี้ โปรดไตร่ตรองให้ดีครับ 
  • ตลาดล่วงหน้าเปิดโอกาสให้ทำกำไรทั้งขาขึ้นและขาลง กรณีนี้ เป็นการเปิดโอกาสให้ท่านที่มีวิทยายุทธ์ที่ดีที่จะทายทิศทางให้ถูก จึงต้องเข้าใจตรงกันครับว่า ถ้าทายผิดก็ต้องขาดทุนครับ จึงไม่ควรทุ่มหนักตรงนี้เพราะเข้าใจว่าคงกำไรดีทั้งตอนขาขึ้นและขาลง
  • ทองคำ ตามรายงานข่าวมักเห็นคำว่า ทองคำเป็น Safe Haven หลายคนเลยเข้าใจว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยไม่เสี่ยง อันนี้ต้องเรียนว่า ตามสถิติเห็นได้ชัดเจนว่าทองคำเป็นสินทรัพย์เสี่ยงที่มีราคาขึ้นลงรุนแรงพอสมควร  สถิติรายปี บางครั้งขึ้น 7-8 ปีต่อเนื่อง  รวมแล้วหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่รอบที่ลงก็แย่ยาวไป 3-5 ปี รวมขาลง ร่วม 30-40% ทีเดียว แต่เฉลี่ยแล้วก็นับว่าให้กำไรระยะยาว เฉลี่ยปีละ 6% ดังนั้น แม้พวกเรารวมถึงผมด้วย จะสนใจลงทุนทองคำแต่ต้องเข้าใจตรงกันว่า เป็นของเสี่ยง มีโอกาสที่จะลงมากเป็นบางจังหวะครับ  สรุปแล้วทองคำแม้จะน่าสนใจ แต่ไม่ควรทุ่มหมดหน้าตัก ควรกระจายเงินไปในสินทรัพย์การเงินอื่นๆด้วย
  • หลายคนฟังมาว่า หุ้นกู้เสี่ยงน้อยกว่าหุ้นสามัญ ดังนั้นถ้าไม่อยากเสี่ยงมากก็เล่นหุ้นกู้ ประเด็นนี้เป็นจริงในกรณีที่เป็นหลักการกว้างๆ โดยเฉลี่ย และเป็นจริงแน่ในกรณีเป็นหุ้นกู้เทียบกับหุ้นสามัญของบริษัทเดียวกันหรือระดับความเสี่ยงเท่ากัน  แต่เนื่องจากหุ้นกู้นั้นมีหลายบริษัทเป็นผู้ออก  จึงมีระดับความเสี่ยงแตกต่างกันมาก  บางบริษัทมีอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) สูง หรือค่อนข้างสูง  ระดับ Investment Grade จึงสามารถให้อัตราดอกเบี้ยต่ำ  แต่บางบริษัทก็มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่า Investment Grade  ซึ่งจัดเป็น Speculative-grade Bond บางทีก็เรียกชื่อที่บาดใจว่า Junk Bond นอกจากนั้น บางหุ้นกู้ที่ขาย ถึงขั้นไม่มีการประกาศอันดับความน่าเชื่อถือเลย  แบบนี้ต้องใช้ความระมัดระวังมาก  แม้จะตั้งอัตราดอกเบี้ยให้สูงลิบลิ่ว  6-7 % ต่อปี  ก็ไม่ได้แปลว่าน่าสนใจที่สุดเพราะได้ดอกเบี้ยมากที่สุด รวมทั้งอย่านึกไปว่ายังเสี่ยงน้อยกว่าเล่นหุ้น  เพราะในเหตุการณ์จริงมีหุ้นกู้บางบริษัทที่ไม่สามารถจ่ายเงินคืนให้เห็น  ขณะที่หุ้นสามัญของบริษัทชั้นดีในตลาด  ก็ยังมีความแข็งแรงทางผลดำเนินงานและฐานะการเงิน  ในระยะยาวถ้าราคาลงก็ยังมีโอกาสขึ้นไปใหม่ จ่ายปันผลได้สม่ำเสมอ  ถ้าอยากจะขายหุ้นสามัญชั้นดีก็สะดวกสบายขายได้ทันที  ดูแล้วน่าสนใจกว่าไปลง Junk Bond ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ค่อยดีแบบนี้ครับ
  • คำว่าถ้าไม่ขายก็ไม่ขาดทุน  ประเด็นนี้ น่าจะเป็นคำสอนที่พาลงเหวไปก็มากนะครับ  เพราะคำนี้จะได้ผลก็ต่อเมื่อหุ้นที่ถือมีธุรกิจที่ดี  ยังไม่มีสถานการณ์วิกฤติทางธุรกิจหรือภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปในทางแย่ลงรุนแรง ในความจริงนั้น ถ้าราคาหุ้นลงก็ต้องยอมรับความจริงว่ากำลังขาดทุน  ส่วนจะสู้ต่อหรือมอบตัวแค่ตรงนี้ ก็เป็นอีกขั้นหนึ่ง  ดังนั้น ในกรณีหุ้นที่เราถืออยู่เกิดวิกฤติทางธุรกิจ หรือวิกฤติความน่าเชื่อถือ  ถ้าไม่ขายก็หายนะได้เลยนะครับ
  • เข้าหุ้นตามคุณ ABC ดีกว่า เขาเคยเล่นได้กำไรหลายร้อยเปอร์เซ็นต์จนรวยแล้ว  ไม่น่าจะพลาด  ประเด็นนี้ ก็ไม่ควรมั่นใจสุดขีดขนาดนั้นครับ  เพราะผลกำไรในอดีตไม่ได้รับประกันว่าจะได้เหมือนกันในอนาคต  รวมทั้งคนที่เคยกำไรมากๆ บางกรณีนั้นอาจมาจากเล่นแบบใจถึงแล้วเดาถูกก็มี  นอกจากนั้น เราก็น่าจะเคยเห็นการไปเล่นตามคนที่เคยกำไรดี พอครั้งหน้าเราทุ่มตามอย่างมั่นใจก็ขาดทุนเลยก็มี ดังนั้น เราอาจต้องไปดูก่อนว่า คุณ ABC มีหลักการเหตุผล วิธีการเลือกหุ้นลงทุนที่ดีน่าศึกษาเรียนรู้หรือไม่ ถ้าใช่ เราก็ลองศึกษาเรียนรู้ตามแนวทางที่เขาทำ  และถ้ามีบทวิเคราะห์ทางปัจจัยพื้นฐานของนักวิเคราะห์ให้ดู ก็เอามาพิจารณาความสมเหตุสมผลประกอบ  สุดท้ายเราเป็นผู้ไตร่ตรองตัดสินใจเองตามข้อมูล ดีกว่าเล่นตามคนอื่นเเบบไม่ดูเนื้อหานะครับ

สุดท้ายวันนี้ ขอเรียนว่า การลงทุนมีทั้งโอกาสและความเสี่ยงควบคู่กัน การไม่ลงทุนเลยเป็นการปิดโอกาสของอนาคตที่น่าเสียดาย แต่ต้องไม่มั่นใจเกินความจริง เพราะโอกาสทายผิดเกิดขึ้นได้ในบางครั้ง

 ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการลงทุนครับ

AIS เอาใจนทท.จีนด้วยซิมท่องเที่ยว “AIS LUCKY SIM CARD” ขานรับนโยบายฟรีวีซ่าจีน

0

AIS 5G ผนึกกำลัง Trip.com Group ผู้นําด้าน OTA (Online Travel Agent) อันดับ 1 ของจีน ขานรับนโยบายฟรีวีซ่าจีน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ ผ่านการเติมเต็มประสบการณ์การใช้งานให้นักท่องเที่ยวชาวจีนสามารถวางแผนการเดินทางท่องเที่ยวได้แบบ Seamless บนแพลตฟอร์ม Ctrip ตั้งแต่การจองตั๋วเครื่องบิน โรงแรม แพ็กเกจท่องเที่ยว ไปจนถึงบริการจาก AIS 5G ที่วันนี้เข้าไปอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวและนักเดินทางชาวจีนสามารถซื้อซิมการ์ดสำหรับนักท่องเที่ยว ก่อนการเดินทางมาไทย กับ AIS LUCKY SIM CARD เพื่อการเชื่อมต่อการสื่อสารได้แบบไร้รอยต่อบนโครงข่าย 5G ที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั้งกว้างสุด ไกลสุด สูงสุด ลึกสุดในไทย และแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมไม่ว่าจะเป็น วัดพระแก้ว ถนนข้าวสาร สวนจตุจักร ให้ทุกทริปการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวจีนได้รับประสบการณ์ดิจิทัลที่ดีที่สุด ทั้งการสื่อสาร เล่นโซเชียล และแชร์ความประทับใจได้ไม่สะดุดตลอดทริป

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS กล่าวว่า “ภาคการท่องเที่ยวถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย เห็นได้จากการที่รัฐบาลชุดใหม่ออกนโยบายในการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวยกเว้นวีซ่าแบบชั่วคราวให้กับประเทศจีนรวมระยะเวลา 5 เดือน ซึ่งครอบคลุมไปถึงช่วงโกลเด้นวีค หรือวันหยุดยาวสำคัญของชาวจีนทั้ง 2 ช่วง ได้แก่ วันชาติจีนช่วงวันที่ 1 ตุลาคม และเทศกาลตรุษจีนในเดือน กุมภาพันธ์ปีหน้า เพื่อกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวจีนให้กลับมาเที่ยวไทยอีกครั้ง ดังนั้น AIS ในฐานะองค์กรภาคเอกชนหลักของประเทศด้านสื่อสารและบริการดิจิทัลของประเทศ เราพร้อมสนับสนุน Ecosystem ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยให้กลับมาคึกคักและเติบโตอีกครั้ง ด้วยการทำงานกับ Strategic Partner อย่าง Trip.com group ในฐานะผู้ให้บริการ OTA อันดับ 1 ของจีน โดยมาร่วมกันเติมเต็มประสบการณ์ให้กับนักท่องเที่ยวชาวจีนที่กำลังวางแผนเดินทางมาเที่ยวยังประเทศไทยแบบ Seamless บนแพลตฟอร์ม Ctrip ตั้งแต่การจองตั๋วเครื่องบิน ที่พักโรงแรม แพ็กเกจท่องเที่ยว ไปจนถึงบริการสื่อสารจาก AIS อย่าง AIS LUCKY SIM CARD ที่นักเดินทางท่องเที่ยวชาวจีนสามารถซื้อและเปิดใช้งานซิมท่องเที่ยวได้ก่อนการเดินทาง เพื่อสัมผัสกับประสบการณ์ดิจิทัลรวมถึงการใช้งานสื่อสารในไทยได้อย่างอุ่นใจตลอดทริป เพราะเราเชื่อว่าการขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวต้องอาศัยแรงผลักดันจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยการทำงานร่วมกันครั้งนี้จะช่วยส่งต่อเรื่องราวความประทับใจของสถานที่ท่องเที่ยวไทยสู่สายตาชาวโลก และจะเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยพลิกฟื้นการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้อย่างแน่นอน”

ด้าน นางสาวฤดีพรรณ เต็มชื่น ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจของ Trip.com group กล่าวว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นที่วันนี้บริการของ Trip.com Group จะมีความหลากหลายและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ผ่านการทำงานร่วมกับผู้นำด้านโทรคมนาคมสื่อสารอันดับ 1 ของไทย อย่าง AIS เพื่อส่งมอบบริการสื่อสารให้นักท่องเที่ยวชาวจีนสามารถวางแผนการท่องเที่ยวได้แบบครบจบในที่เดียว ตั้งแต่การจองตั๋วเครื่องบิน โรงแรมที่พักไปจนถึงการวางแผนการเดินทาง รวมถึงเรื่องการสื่อสารอย่างซิมท่องเที่ยวจาก AIS ที่นักท่องเที่ยวสามารถออกแบบแผนการเดินทางได้ตามความต้องการ นับเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่กำลังมีแผนเดินทางมายังประเทศไทยให้ได้รับประสบการณ์ที่ครบครันและแตกต่าง เราคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือครั้งนี้จะไม่ใช่เป็นแค่เพียงการเพิ่มบริการสื่อสารบนแพลตฟอร์มเท่านั้น แต่ยังเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ อันจะนำมาซึ่งการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศต่อไป”

สำหรับนักท่องเที่ยว นักเดินทาง ชาวจีน ที่ต้องการเดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทย สามารถซื้อและเปิดใช้งานซิมท่องเที่ยว AIS LUCKY SIM CARD ได้บนแพลตฟอร์ม Ctrip โดยมีแพ็กเกจหลากหลายให้เลือกซื้อให้ตรงกับความต้องการนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาเที่ยวในประเทศไทย นอกจากนี้สำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ซื้อแพ็กเกจ AIS LUCKY SIM CARD ยังได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ อีกมากมาย ฟรีประกันการเดินทางคุ้มครองสูงสุด 50,000 บาท, ส่วนลดช้อปปิ้งกับร้านค้ายอดฮิต, โรงแรมที่พักและร้านอาหารร้านดังในไทยที่คัดสรรมาให้นักท่องเที่ยวชาวจีนโดยเฉพาะ

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง https://www.ais.th/en/consumers/package/international/tourist-plan/china