Home Blog Page 150

สิงห์อาสา – หน่วยซีล ร่วมสร้างหลักสูตรกู้ภัยทางน้ำ ปีที่ 6 เพิ่มทักษะการช่วยชีวิตให้ทีมอาสาฯ

0

สิงห์อาสา โดยมูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี และบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ร่วมกับ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ (หน่วยซีล) สร้างหลักสูตรกู้ภัยทางน้ำต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 จัดอบรม “หลักสูตรกู้ภัยทางน้ำ ประจำปี 2566” ต่อเนื่อง 5 วัน 5 คืน เพื่อเพิ่มทักษะและศักยภาพการกู้ภัยทางน้ำให้แก่อาสาสมัครกู้ภัย ที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 40 คน จาก 20 จังหวัด ได้เรียนรู้ ฝึกฝนภายใต้เหตุการณ์จำลองที่มีลักษณะใกล้เคียงกับความจริงมากที่สุด เช่น การจำลองช่วยเหลือตอนกลางคืน ณ ศูนย์ฝึกสงครามพิเศษทางเรือ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ สัตหีบ จ.ชลบุรี

ทั้งนี้ จากสถิติการเสียชีวิตจากการจมน้ำมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องทุกปี โดยเพาะจากกลุ่มเด็กอายุ 5-14 ปีทั่วโลกที่มีสถิติสูงถึง 236,000 คน สำหรับในประเทศไทย เมื่อรวบรวมข้อมูลย้อนกลับไป 10 ปี พบว่ามี ผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำกว่า 36,403 คน ซึ่งเป็นภาวะวิกฤตที่องค์การอนามัยโลก ถึงขั้นระบุว่าเป็นปัญหาสำคัญทางด้านสาธารณสุขทั่วโลก

นายอรรถสิทธิ์ พรหมสุข ผู้จัดการฝ่ายงานกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด กล่าวว่า “ในแต่ละปีสิงห์อาสาได้ร่วมงานกับทีมอาสากู้ภัยในหลายจังหวัด ทำให้ทราบว่าหนึ่งในการช่วยผู้ประสบเหตุที่มีความสำคัญมากคือการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุทางน้ำ ซึ่งมีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าการเกิดอุบัตเหตุทั่วไป การได้เรียนรู้ทักษะการช่วยเหลืออย่างถูกวิธี ไม่เพียงแค่จะเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตให้กับผู้ประสบเหตุ ยังช่วยทำให้ทีมอาสากู้ภัยได้เข้าช่วยเหลือด้วยความปลอดภัยด้วย ในแต่ละปีเราได้มีการพัฒนาหลักสูตรร่วมกับหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ บนความต้องการจากสถานการณ์จริง ซึ่งในปีนี้ได้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 โดยตลอดหลักสูตร ผู้เข้าอบรมทุกคนจะได้เรียนรู้ตั้งแต่การดำน้ำเบื้องต้นไปจนถึงการช่วยเหลือในทะเลที่มีความซับซ้อนของโจทย์ปัญหามากขึ้นเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ทักษะการให้ความช่วยเหลือที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง”

ทั้งนี้ หลักสูตรกู้ภัยทางน้ำ ถือเป็นหลักสูตรเดียวในประเทศไทย ที่ทางหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ(ซีล) จัดอบรมฝึกทักษะให้ทีมอาสาสมัครกู้ภัย ที่ผ่านการคัดเลือกเข้ารับการอบรมมาแบบเข้มข้น กับ 2 หลักสูตรใหญ่ ประกอบด้วย 1.กู้ภัยทางน้ำขั้นต้น และ 2.กู้ภัยทางน้ำแบบขั้นแอดวานซ์ โดยระดับแอดวานซ์ จะรับเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ผ่านระดับขั้นต้นมาแล้ว

พลเรือตรี อนันท์ สุราวรรณ์ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ อธิบายว่า “หลายครั้งที่หน่วยซีลได้เข้าไปมีส่วนร่วมในภารกิจกู้ภัยท่ามกลางสถานการณ์ภัยพิบัติที่รุนแรง โดยใช้ความรู้ความชำนาญที่เกิดจากการฝึกฝนอย่างหนักเพื่อดูแลพี่น้องประชาชนให้ปลอดภัย โดยหน่วยซีลได้เก็บข้อมูลและถอดบทเรียนต่างๆ ไว้เป็นแนวทางรับมือหากเกิดเหตุการณ์คล้ายคลึงกัน และเป็นที่ทราบดีว่าอาสาสมัครกู้ภัยคือบุคลากรสำคัญที่มีเครือข่ายกระจายอยู่ในทุกพื้นที่ และจะเป็นกลุ่มแรกที่เข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุได้เร็วที่สุด หลักสูตรกู้ภัยทางน้ำปี 6 จึงได้มีการออกแบบหลักสูตรที่จะยกระดับให้อาสาสมัครกู้ภัยมีความพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่ซับซ้อน ซึ่งการอบรมในครั้งนี้อาสาสมัครต้องฝึกปฏิบัติท่ามกลางอุปสรรคปัญหาเสมือนจริงที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก เช่น สภาพแวดล้อมวิกฤติรุนแรง น้ำขุ่นบดบังทัศนวิสัย หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงกลางคืนที่มืดมิด โดยการปิดตาดำดิ่งสู่น้ำลึกและหนาวเย็น ซึ่งหน่วยซีลจะสอนประกบอย่างใกล้ชิดอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในหลักสูตรใด เพื่อให้อาสาสมัครกู้ภัยสามารถเข้าให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยภายในระยะเวลาอันรวดเร็วและปลอดภัย ให้ทุกคนได้มีโอกาสกลับคืนสู่ครอบครัวอีกครั้ง”

นายตะวัน คงบุญวาสน์ ตัวแทนอาสาสมัครจากหน่วยกู้ภัยอโสกร่องคำ จ.กาฬสินธุ์ เล่าว่า “พื้นที่ปฏิบัติงานของผมครอบคลุมทั้งจังหวัดร้อยเอ็ดและกาฬสินธุ์ โดยที่ผ่านมามักพบเจอกับผู้ประสบเหตุทางน้ำจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กจมน้ำในช่วงปิดเทอม รวมทั้งในสถานที่เกิดเหตุไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะพบอุปสรรคใด ที่ผ่านมาอาสาสมัครมักบาดเจ็บจากสิ่งที่อยู่ใต้น้ำ ทั้งกิ่งไม้ อวนดักปลา และกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก การที่ได้เข้าอบรมหลักสูตรทางน้ำในครั้งนี้ มีประโยชน์ต่ออาสากู้ภัยอย่างผมมาก เพราะทำให้ได้เรียนรู้ทักษะต่างๆ ที่สามารถนำไปช่วยเหลือชีวิตคนในการปฏิบัติภารกิจได้โดยตรง เพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตของผู้ประสบเหตุ และลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บอีกด้วย

ทั้งนี้ สิงห์อาสา ยังมีโครงการอื่นๆ ที่จัดขึ้นเพื่อเพิ่มทักษะให้แก่อาสาสมัครกู้ภัยและกู้ชีพ ได้แก่ โครงการอบรม “กู้ภัยและเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไฟไหม้” ร่วมกับ สาขาวิชาศัลยศาสตร์อุบัติเหตุ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เพื่อพัฒนาทักษะการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุไฟไหม้ตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงการเคลื่อนย้าย-นำส่งจนถึงมือแพทย์อย่างถูกวิธี, “หลักสูตรกู้ชีพอุบัติภัย” ร่วมกับศูนย์กู้ชีพนเรนทร โรงพยาบาลราชวิถี เพื่อเพิ่มทักษะองค์ความรู้ในการดูแลรักษาชีวิตผู้ประสบเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มอัตราการรอดชีวิตและลดผลกระทบด้านสุขภาพระยะยาว และ “หลักสูตรอสรพิษวิทยา” ร่วมกับเพจ Nick wildlife ผู้เชี่ยวชาญด้านงู เพื่อพัฒนาศักยภาพ เสริมสร้างทักษะความรู้ และความปลอดภัยในการจับงูให้กับกลุ่มอาสากู้ภัยในการปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูฝนและในสถานการณ์น้ำท่วมที่มักพบเจองูตามบ้านเรือนจำนวนมาก

AIS ลงพื้นที่ร่วมกับ กสทช. กทม. กฟน. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำสายสื่อสารลงใต้ดิน ถ.หลังสวนและสารสิน

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ส่งทีมวิศวกร ร่วมกับ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กรุงเทพมหานคร การไฟฟ้านครหลวง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ดำเนินงานตามนำสายสื่อสารบริเวณถนนหลังสวนและถนนสารสินลงใต้ดิน

โดย AIS ในฐานะผู้ให้บริการดิจิทัล พร้อมสนับสนุนการทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนการจัดการสายสื่อสาร โดยเล็งเห็นถึงผลประโยชน์เรื่องของความปลอดภัย และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุของประชาชน นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างทัศนียภาพที่ดีให้กับพื้นที่อีกด้วย

ผู้ถือหุ้น MC ไฟเขียวจ่ายเงินปันผลงวดปีบัญชี 2565/2566 หุ้นละ 0.81 บาท

0

“แม็คกรุ๊ป” ตอกย้ำสถานะหุ้นโกรทและปันผลปีบัญชี 2566 โกยกำไรทะลุเป้า ผู้ถือหุ้นไฟเขียว    ปันผลงวดครึ่งปีหลังอีกหุ้นละ 0.36 บาท ดันทั้งปีจ่ายเต็มแม็กซ์เฉียด 100% ของกำไรสุทธิ พร้อมนำเสนอคอลเลกชั่นสุดพิเศษ แม็ค ดรากอน (Mc Dragon Collection) เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง และตอกย้ำ “แม็คยีนส์” แบรนด์ยีนส์ยอดนิยมอันดับ 1 ของไทย พร้อมเดินหน้าสู่ปีที่ 49 อย่างแข็งแกร่ง 

 บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ “MC” องค์กรธุรกิจค้าปลีก ประเภทสินค้าแฟชั่น และไลฟ์สไตล์ จัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2566 ณ ห้องประชุมเอนกประสงค์ แม็คสตูดิโอ บริษัท แม็คกรุ๊ป จํากัด (มหาชน) เลขที่ 2 ถนนสุขาภิบาล 2 ซอย 5 แขวงประเวศ ในรูปแบบการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Meeting) โดยมีนางไขศรี เนื่องสิกขาเพียร ประธานกรรมการบริษัท เป็นประธานที่ประชุม นางสาวสุณี เสรีภาณุ ประธานกรรมการบริหาร และรองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายเจมส์ ริชาร์ด อมตวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนายลักษณะน้อย พึ่งรัศมี ประธานกรรมการตรวจสอบ เข้าร่วมประชุม

 ทั้งนี้ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นมีวาระสำคัญ รายงานและขออนุมัติงบประจำปี 2565/2566 ซึ่งถือว่าเป็นปีที่ประสบความสำเร็จ เติบโตเกินเป้าหมายที่วางไว้ที่จะโต 20% และยังคงทำสถิติสูงสุด โดยบริษัทฯ     มีกำไรสุทธิ 644 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 158 ล้านบาท หรือ 32.5% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 486 ล้านบาท โดยมีอัตรากำไรสุทธิ 17.4% สูงกว่าปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 16.5% รวมทั้งยังคงรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ในระดับสูงที่ระดับ 64.8% บริษัทฯ มีรายได้จากการขายสินค้ารวม 3,670 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 747 ล้านบาท หรือ 25.6% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

นอกจากนี้ผู้ถือหุ้น มีมติเอกฉันท์อนุมัติจ่ายเงินปันผลตามที่มติคณะกรรมการบริษัทนำเสนอให้จ่ายเงินปันผล สำหรับผลดำเนินงานปีบัญชี 2566 ในอัตราหุ้นละ 0.81 บาท โดยจ่ายในงวดครึ่งปีแรกไปแล้ว 0.45 บาท และจ่ายในงวดครึ่งปีหลังอีกหุ้นละ 0.36 บาท จะขึ้นเครื่องหมาย XD (วันที่ไม่มีสิทธิได้รับเงินปันผล) ในวันที่ 2 พ.ย.2566 และในทุกๆ ปีบริษัทฯ จะจ่ายปันผลเกือบ 100% เกินนโยบาย

นายเจมส์ ริชาร์ด อมตวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. แม็คกรุ๊ป  ได้กล่าวกับผู้ถือหุ้นว่า คณะผู้บริหาร ให้ความมั่นใจกับผู้ถือหุ้นถึงแนวทางในการทำธุรกิจปีบัญชี 2566/2567 ว่ามีแนวโน้มผลดำเนินงานจะเติบโตและทำสถิติสูงสุดต่อเนื่อง บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายว่าในปีบัญชี 2567 ผลประกอบการจะเติบโตจากปีก่อน 10-17% ผ่านกลยุทธ์ทางธุรกิจที่วางไว้ รวมถึงการจับมือกับพันธมิตรในการทำธุรกิจ เพื่อสร้างความแข็งแกร่ง และถือเป็นโอกาสใหม่ๆ ในการทำธุรกิจ เช่น การจับมือกับขายหัวเราะ นำเสนอคอลเลกชั่นสุดพิเศษ หลังออกวางจำหน่ายได้รับผลตอบรับที่ดีมาก ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สนับสนุนให้ผลงานไตรมาสแรกของปีบัญชี 2567 ออกมาสดใส รวมไปถึงแนวโน้มเติบโตของภาคเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่ดีขึ้น มั่นใจจะสามารถรักษาอัตราการเติบโตของยอดขายและกำไรสุทธิได้อย่างต่อเนื่อง  

“AIS ZEED 5G” และ “YouTube Shorts” สร้างสถิติ 26 ล้านวิวแคมเปญ #ZEEDcallingyou

0

ต่อยอดออฟไลน์อีเวนต์สุดฟิน มินิคอนเสิร์ต “PiXXiE”

หลังจาก “AIS ZEED 5G” และ “YouTube Shorts” ได้เปิดตัวแคมเปญ #ZEEDcallingyou เปิดพื้นที่ให้วัยรุ่นสร้างสรรค์คอนเทนต์สู่การเป็นครีเอเตอร์หน้าใหม่ นำโดย 3 สาว T-POP เกิร์ลกรุ๊ปไอคอนนิกแห่งยุค “PiXXiE” ไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ก็ได้สร้างสถิติใหม่ในโลกโซเชียล เพราะในระยะเวลาแคมเปญไม่ถึง 1 เดือน (1 – 25 สิงหาคม 2566) ก็ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก มีผู้เข้าร่วมส่งคลิป Cover dance เพลง Calling you – PiXXiE ในแคมเปญมากกว่า 400 คลิปบน YouTube Shorts และคลิปจากแคมเปญดังกล่าว ก็ได้กวาดยอดวิวบนโลกโซเชียลไปกว่า 26 ล้านวิว รวมถึงถูกให้ความสนใจและมีส่วนร่วมกับแคมเปญไปมากกว่า 3 ล้านครั้ง

AIS ZEED 5G ยังได้ตอกย้ำความเป็นอันดับ 1 ของการครองใจวัยทีนชาว Gen Z ด้วยการขยับแคมเปญออนไลน์บน YouTube Shorts สู่พื้นที่ออฟไลน์ กับอีเวนต์ “MV Premiere & PiXXiE Mini Concert” ในวันที่ 15 ตุลาคม 2566 ณ Lido Connect Hall1 ซึ่งเป็นการขยายผลจากผู้เข้าร่วมแคมเปญ #ZEEDcallingyou ที่ได้รับสิทธิพิเศษเพียง 100 คน ในการเข้าชมโชว์พิเศษ รวมถึงเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับชม MV Calling you ที่มีทีมผู้ชนะอันดับ 1 ในแคมเปญร่วมแสดง MV กับ PiXXiE เป็นซีนที่ได้รับเสียงตอบรับจากแฟนคลับเป็นอย่างดี โดยเพลง Calling you ที่ได้วัยซี้ดร่วมฟีทเจอริ่ง ยังคงสร้างกระแสต่อบนโลกออนไลน์ สามารถรับชม MV ได้ผ่านช่องทาง YouTube LIT Entertainment

นางเบญจพร กำเพ็ชร หัวหน้าส่วนงานการตลาดกลุ่มลูกค้าพรีเพด AIS กล่าวว่า “แคมเปญ ZEED Calling you เป็นการ Collaboration ระหว่าง AIS ZEED 5G และพันธมิตรสำคัญอย่าง YouTube Shorts ที่เปิดพื้นที่ให้ทุกแรงบันดาลใจได้แจ้งเกิด จึงเป็นโปรเจกต์ร่วมที่ให้น้อง ๆ ได้โชว์ความสามารถอย่างเต็มที่ และทำให้เกิดกิจกรรมมินิคอนเสิร์ตนี้ขึ้นมา ในส่วนของ AIS ZEED 5G ยังคงเดินหน้าสนับสนุนกลุ่มวัยทีน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียนหรือการสร้างสรรค์คอนเทนต์ และคาดหวังว่าจะได้มีกิจกรรมต่อยอดความสามารถทั้งบนพื้นที่ออนไลน์ หรือออฟไลน์ ของน้อง ๆ วัยทีนอีกเร็ว ๆ นี้”

จากการคัดเลือกผู้ชนะในแคมเปญ #ZEEDcallingyou กว่า 400 คลิป ทีมผู้ชนะอันดับ 1 ได้ร่วมแสดง MV กับ PiXXiE ทีมอันดับที่ 2 ได้รับโทรศัพท์ SAMSUNG Galaxy Z Flip 4 256GB  1 เครื่อง และทีมอันดับที่ 3 ได้รับทุนการศึกษามูลค่า 10,000 บาท โดยทั้ง 3 ทีมยังได้รับแพ็กเกจรายเดือน เรียน เล่น เน็ตไม่อั้น จาก AIS ZEED 5G ไปใช้ฟรีเป็นระยะเวลา 1 ปีอีกด้วย สามารถติดตามแคมเปญและกิจกรรมอื่น ๆ ที่จะมาเอาใจชาว Gen Z จาก AIS ZEED 5G ได้ที่เว็บไซต์ https://www.ais.th/zeed และทุก Social media Platform ของ AIS

อาหารแปรรูป-แช่แข็ง อุ่นด้วยเตาไมโครเวฟได้ปลอดภัย

0
บทความ โดย รศ.ดร.กิติพงศ์ อัศตรกุล
​ภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร
​คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
รศ.ดร.กิติพงศ์ อัศตรกุล

วิถีการใช้ชีวิตของผู้บริโภคในปัจจุบัน เน้นความสะดวกและประหยัดเวลา การเลือกผลิตภัณฑ์อาหารที่ผ่านการปรุงสุกแล้ว โดยผ่านการถนอมอาหารด้วยการแช่เย็นหรือแช่งเยือกแข็ง และนำมาอุ่นร้อนด้วยเตาไมโครเวฟเพื่อเป็นอาหารพร้อมรับประทาน ทำให้ผู้บริโภคได้รับความสะดวกสบาย จึงตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่ต้องการความรวดเร็วได้เป็นอย่างดี

การอุ่นอาหารด้วยเตาไมโครเวฟ เกิดจากการที่คลื่นไมโครเวฟทำให้โมเลกุลของน้ำในอาหารเกิดการสั่นและทำให้เกิดความร้อนขึ้น ส่งผลให้อาหารร้อนและสุกอย่างรวดเร็ว โดยที่คลื่นไมโครเวฟไม่ได้เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

​สำหรับ​ผลิตภัณฑ์อาหารที่อุ่นด้วยเตาไมโครเวฟตามร้านสะดวกซื้อ เป็นผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป หรืออาหารแช่แข็ง ที่มาจากผู้ผลิตที่ได้มาตรฐาน และบรรจุภัณฑ์พลาสติกได้ผ่านการรับรองให้สามารถใช้กับเตาไมโครเวฟได้อย่างปลอดภัย ผู้บริโภคจึงสามารถรับประทานอาหารที่ผ่านการอุ่นร้อนด้วยเตาไมโครเวฟได้โดยไม่ต้องกังวล เพียงผู้บริโภคปฏิบัติตามคำแนะนำ เช่น ใช้ระยะเวลาอุ่นอาหารในเตาไมโครเวฟตามที่ระบุไว้บนผลิตภัณฑ์ หรือไม่นำบรรจุภัณฑ์พลาสติกหรือภาชนะที่มีสัญญลักษณ์ใช้ครั้งเดียวกลับมาใช้ซ้ำ เท่านี้ก็ทำให้ผู้บริโภคมีความปลอดภัยในการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกกับอาหารในการอุ่นด้วยเตาไมโครเวฟ

ส่วนผู้บริโภคที่มีความกังวลในการรับประทานอาหารแปรรูป หรืออาหารแช่แข็ง ขอยืนยันว่า สามารถรับประทานอาหารได้อย่างปลอดภัย โดยให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม ใช้หลักการเดินทางสายกลาง ไม่รับประทานอาหารบางประเภทเยอะจนเกินไป เพราะอาจทำให้ขาดสารอาหารที่จะได้รับจากอาหารอื่น ๆ จึงควรรับประทานอาหารให้หลากหลาย ควบคู่กับการออกกำลังและพักผ่อนให้เพียงพอ

​สำหรับคำแนะนำในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป หรืออาหารแช่แข็ง ควรให้ความสำคัญกับข้อมูลฉลากโภชนาการบนบรรจุภัณฑ์เพื่อการบริโภคอาหารอย่างเหมาะสมและปลอดภัย นอกจากนี้ ควรสังเกตวันผลิตและวันหมดอายุ หากอาหารหมดอายุไม่ควรบริโภคเพราะอาจส่งผลต่อสุขภาพได้

​ด้านผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการ ต้องปฏิบัติตามมาตฐานต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคว่าสินค้าดังกล่าวรับประทานได้อย่างปลอดภัย ทั้งนี้แนะนำว่าผู้บริโภคอย่ากังวลมากจนเกินไป เพราะความกังวลจะทำให้เกิดความเครียด ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพ ดังนั้นจึงแนะนำให้บริโภคอาหารให้หลากหลาย และไม่บริโภคมากจนเกินไป ก็จะปลอดภัยต่อผู้บริโภค

​สำหรับการใช้เตาไมโครเวฟอย่างปลอดภัย ผู้บริโภคควรอ่านคู่มือและปฏิบัติตามขั้นตอน หมั่นดูแลทำความสะอาดของเครื่องอย่างสม่ำเสมอ หากเตาไมโครเวฟเกิดสนิมหรือเป็นรอยทะลุ อาจเกิดรอยรั่วและเป็นอันตรายกับผู้ใช้ได้ ระวังตรวจสอบไม่ให้เกิดการชำรุดและควรส่งซ่อมโดยช่างผู้เชี่ยวชาญ ที่สำคัญควรเลือกภาชนะที่ทนความร้อน เช่น ชามแก้ว จานเซรามิก ชามกระเบื้อง พลาสติกที่เข้าเตาไมโครเวฟได้ ไม่ใช้ภาชนะโลหะทุกชนิดกับเตาไมโครเวฟ เพราะอาจทำให้เกิดประกายไฟและอาจทำให้ไฟลุกไหม้ได้

“สาระ ล่ำซำ” คว้ารางวัล “สุดยอดซีอีโอขวัญใจสื่อมวลชน” ปี 2566​ จากงานประกาศรางวัล​Thailand CEO ECONMASS Awards 2023

0

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) รับรางวัลเกียรติยศ “สุดยอดซีอีโอขวัญใจสื่อมวลชน (Popular Vote) ประจำปี 2566จากนายเศรษฐา  ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นการได้รับรางวัลดังกล่าวต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จากงานมอบรางวัลสุดยอดผู้นำองค์กรภาคเอกชน หรือ Thailand CEO ECONMASS Awards 2023  จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

รางวัลดังกล่าวมาจากการเปิดกว้างให้สมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจจำนวนกว่า 500 ราย ร่วมทำการเสนอชื่อและลงคะแนนโหวตซีอีโอในดวงใจ งานจัดขึ้น ณ โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์

AIS ผุดแคมเปญ ทิ้ง E-Waste รับ AIS Points หนุนภารกิจ Zero e-waste to landfill ทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกวิธี

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS  เดินหน้าเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางด้านการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หรือ Hub of e-waste อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เปิดตัวแคมเปญ “ทิ้ง E-Waste รับ AIS Points” ชวนลูกค้านำขยะอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค อุปกรณ์เสริมมือถือ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็ก มาทิ้งกับ AIS ที่ศูนย์บริการ AIS Shop ที่ร่วมรายการ ผ่านแอปพลิเคชัน E-Waste+ แพลตฟอร์มการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์บน Blockchain ที่จะทำให้เรารู้สถานะการทิ้งตั้งแต่ต้นจนเข้าสู่การบวนการรีไซเคิลอย่างถูกวิธีโดยปราศจากการฝังกลบหรือ Zero e-waste to landfill  รับทันที AIS Points สูงสุดถึง 5 คะแนน

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าหน่วยธุรกิจประชาสัมพันธ์และธุรกิจสัมพันธ์ AIS กล่าวว่า “เพื่อเป็นการตอกย้ำความพร้อมในการเป็น Hub of e-waste มุ่งสร้าง Ecosystem ในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่การสร้างองค์ความรู้ให้ตระหนักถึงปัญหา สร้างการมีส่วนร่วมไปจนถึงการสร้างกระบวนการจัดเก็บและรีไซเคิลแบบ Zero e-waste to landfill ตามมาตรฐานสากล โดยการทำงานครั้งนี้เราได้ต่อยอดเทคโนโลยี Blockchain กับแอปพลิเคชัน E-Waste+ ในแคมเปญทิ้ง E-Waste รับ AIS Points  เปลี่ยนทุกการทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นคะแนน AIS Points ซึ่งนอกเหนือจากการสร้างการมีส่วนร่วมให้คนไทยและลูกค้าตระหนักถึงการดูแลสิ่งแวดล้อมแล้ว การนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้จะช่วยทำให้ขยะ E-waste ทุกชิ้น สามารถตรวจสอบสถานะได้ทั้งกระบวนการ รวมถึงยังคำนวณขยะที่ได้ออกมาเป็น Carbon Scores เพื่อให้ทราบว่าเราช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปเป็นปริมาณเท่าไหร่จากการร่วมทิ้ง E-Waste ในครั้งนี้”

สำหรับลูกค้า AIS สามารถร่วมแคมเปญ “ทิ้ง E-Waste รับ AIS Points” ได้ง่ายๆ เพียงนำขยะอิเล็กทรอนิกส์ อาทิ โทรศัพท์มือถือเก่า แท็บเล็ตเสีย คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค อุปกรณ์เสริมมือถือ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กที่ไม่ใช้แล้ว มาทิ้งกับ AIS ที่ศูนย์บริการ AIS Shop ที่ร่วมรายการ โดยสามารถทิ้งผ่านแอปพลิเคชัน E-Waste + ก็รับทันที AIS Points สามารถดูรายละเอียดที่ https://sustainability.ais.co.th/th/update/e-waste/686/aisewaste-aispoints

ออมสิน กระตุ้นออมเงิน วันออมแห่งชาติ 31 ตค. 66 ฝาก 500 บาทขึ้นไป รับกระปุกออมสิน “บ้านชวนรักษ์โลก”

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในโอกาสวันออมแห่งชาติ ประจำปี 2566 วันที่ 31 ตุลาคม 2566 นี้ ธนาคารออมสิน รณรงค์เชิญชวนคนไทยให้ความสำคัญกับการออมเงิน ร่วมฝากเงินกับธนาคารตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป รับกระปุกออมสิน “บ้านชวนรักษ์โลก” เป็นที่ระลึก โดยเปิดลงทะเบียนจองสิทธิที่เว็บไซต์ www.gsb.or.th และ LINE OFFICIAL : GSB Society ตั้งแต่วันที่ 27 – 30 ตุลาคม 2566 และเปิดให้ฝากเงินพร้อมรับกระปุกในวันที่ 31 ตุลาคม – 3 พฤศจิกายน 2566 ณ สาขาธนาคารออมสินที่ลงทะเบียนจองสิทธิไว้ (1 กระปุก ต่อ 1 ท่าน) ของมีจำนวนจำกัด

สำหรับ กระปุกออมสิน ที่จัดทำขึ้นในโอกาสนี้ ได้นำผลงานวาดภาพของศิลปินเด็กออทิสติกจากมูลนิธิออทิสติกไทย ในโครงการ Artstory By AutisticThai มาออกแบบและพิมพ์ลวดลายลงบนกระปุกออมสิน มีลักษณะเป็นรูปทรงบ้าน 2 ชั้น ตัวบ้านบอกเล่าเรื่องราวที่สื่อถึงการกระตุ้นให้ประชาชนปลูกฝังจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพิ่มความโดดเด่นด้วยภาพแผงโซล่าเซลล์บนหลังคา ซึ่งถือเป็นพลังงานสะอาด ต้นแบบการรักษ์โลกอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับภารกิจของธนาคารออมสิน ในฐานะธนาคารเพื่อสังคมที่ดำเนินการตามกรอบ ESG (Environment-Social-Governance)

จากเส้นทางธุรกิจเสื้อผ้าสำเร็จรูป สู่ “มั่งคั่งแอนนิมอล” เกษตรกรอัจฉริยะ ในระบบคอนแทรคฟาร์ม

0

ความมั่นคงในอาชีพอาจจะวัดจากรายได้ต่อปี ยอดขาย หรือกำไรสุทธิ แต่สำหรับ “ภชภณ วนพงศ์ทิพากร” มองต่างไปถึงความต่อเนื่องของอาชีพแบบไร้ความเสี่ยง แต่เป็นความมั่นคงที่สร้างความมั่งคั่งให้กับเขาและคุณภาพชีวิตที่ดีของครอบครัว

ภชภณ เล่าว่า เดิมทำธุรกิจครอบครัวตัดเย็บเสื้อผ้าส่งประตูน้ำ แต่ตนเองมีมุมมองกับธุรกิจเสื้อผ้า คือการรอรับคำสั่งซื้อจากลูกค้า ที่เสี่ยงกับความไม่แน่นอน และมองว่าวัตถุดิบหลายอย่างที่ใช้ในการผลิต ไม่สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างเช่นในขั้นตอนผลิตมีเศษผ้าเหลือใช้กลายเป็นต้นทุนแฝง ขณะที่คู่แข่งของไทยอย่างฮ่องกงและจีน มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง เขาจึงมองหาช่องทางธุรกิจที่ตอบโจทย์ ทั้งการมีการสั่งซื้อที่แน่นอนและมีความเสี่ยงน้อยที่สุด

หนึ่งในธุรกิจที่สามารถตอบโจทย์นั้นได้มากที่สุด คือ การเลี้ยงไก่เนื้อในระบบเกษตรพันธสัญญา หรือ “คอนแทรคฟาร์ม” โดยภชภณเริ่มต้นเป็นเกษตรกร ภายใต้ชื่อ บริษัท มั่งคั่งแอนนิมอล จำกัด ทำประกันราคากับบริษัทชั้นนำแห่งหนึ่ง เมื่อปี 2546 หลังเห็นตัวอย่างความสำเร็จของญาติที่จังหวัดบุรีรัมย์ ก่อนเริ่มต้นธุรกิจเขาศึกษาสัญญาอย่างดี พบว่าไม่มีความเสี่ยงด้านการตลาด ปัญหาโรคน้อย ต้นทุนต่ำสุด และต้องทำให้ตนเองเป็นผู้รับจ้างเลี้ยงที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อผลตอบแทนที่ดีที่สุด

เมื่อเริ่มแรกเขาเรียนรู้การเลี้ยงไก่ด้วยตัวเอง จากการฝึกงานในฟาร์ม เรียกว่ากิน-นอนอยู่ในฟาร์ม ควบคู่กับการสรรหาบุคลากรที่มีความรู้มาช่วยงานในฟาร์มด้วยตัวเอง และเดินทางไปศึกษาความก้าวหน้าของระบบฟาร์ม ในงานแสดงเทคโนโลยีทางปศุสัตว์ระดับนานาชาติ เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาประยุกต์ใช้

ปัจจุบัน ภชภณยกเลิกสัญญากับบริษัทแรกไปหลายปีแล้ว และทำสัญญาคอนแทรคฟาร์มกับบริษัทผู้ผลิตและส่งออกเนื้อสัตว์รายใหญ่ 3 บริษัท เพื่อให้มีเงินทุนหมุนเวียนในธุรกิจต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นคือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ที่ร่วมงานกันมาตั้งแต่ปี 2562 เลี้ยงไก่เนื้อ 270,000 ตัว จำนวน 10 โรงเรือน ในจังหวัดนครราชสีมาและปราจีนบุรี

สำหรับการเป็นคู่สัญญากับ ซีพีเอฟ เขาบอกว่าต้องทำงานแข่งกับตัวเอง เลี้ยงให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดตามเกณฑ์ที่บริษัทกำหนด เช่นอัตราการตายไม่เกิน 2% และกำหนดน้ำหนักมาตรฐานในวันจับสัตว์ ที่สะท้อนความสามารถในการเลี้ยง เพื่อทำให้เกษตรกรได้ผลตอบแทนสูงสุด และเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างอาหารปลอดภัยให้ผู้บริโภค

ที่สำคัญ ซีพีเอฟ ถือเป็นคู่ค้าที่ดี ผู้บริหารและพนักงานช่วยเหลือทันทีเมื่อเกิดปัญหา โดยเฉพาะช่วงการระบาดของ โควิด-19 ได้รับเงินช่วยเหลือจากผลกระทบด้านการจับไก่เข้าโรงงานชำเเหละไม่ได้ตามเเผนที่กำหนดไว้ ทำให้มีผลต่อประสิทธิภาพต้นทุน ค่าใช้จ่ายฟาร์มเพิ่มขึ้น ซึ่งทางบริษัทก็ได้ให้ความช่วยเหลือ เพื่อลดภาระต้นทุน ทำให้ฟาร์มมีเงินทุนหมุนเวียนเป็นค่าใช้จ่าย

ภชภณ กล่าวย้ำว่า การเลี้ยงไก่ระบบคอนแทรคฟาร์มมิ่งให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด เป็นความท้าทาย และยังกระตุ้นตัวเองให้พัฒนาตลอดเวลา ที่สำคัญคือต้องรักษามาตรฐานอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการผลักดันให้ฟาร์มมั่งคั่งแอนนิมอล เป็นเกษตรกรอัจฉริยะ (Smart Farm) เพื่อยกระดับการบริหารจัดการฟาร์มให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“สำหรับเกษตรพันธสัญญา ผมไม่คิดเรื่อง “เอาเปรียบ” กับ “เสียเปรียบ” แต่ต้องมีความเข้าใจในบทบาทของแต่ละฝ่าย เราต้องแข่งกับตัวเอง แข่งกับต้นทุน รู้จังหวะในการทำธุรกิจ มีความสามารถในการบริหารจัดการ ถ้าสองฝ่ายพึงพอใจก็เป็นคู่สัญญาที่ win-win ทั้งคู่” ภชภณ กล่าว

จากความสำเร็จของระบบคอนแทรคฟาร์ม ทำให้ฟาร์มมั่งคั่งแอนนิมอล มีแผนขยายฟาร์มเพิ่มเติมในปี 2568 เพราะเห็นว่าธุรกิจนี้ยังเติบโตได้ ตราบใดที่คนยังต้องรับประทานอาหาร ส่วนหัวใจของความสำเร็จคือ การบริหารธุรกิจให้เร็ว และยังต้องสนุกกับการทำงาน ต้องเป็นแบบอย่างให้พนักงานและลูกชายได้เห็นอาชีพที่มีความก้าวหน้าและเติบโตตามเป้าหมาย

ทุกวันนี้ กิจวัตรประจำวันของ ภชภณ จึงไม่ใช่การตรากตรำทำงาน แต่คือการมีความสุขกับครอบครัว มีเวลาแวะเวียนไปตรวจเยี่ยมฟาร์มและพูดคุยกับพนักงาน และมีเวลามองหาธุรกิจอื่นๆที่อยากทำ ทั้งหมดนี้คือคำตอบของโจทย์ที่เขาตั้งไว้แต่แรกกับคอนแทรคฟาร์ม ที่สามารถสร้างอาชีพมั่นคงและความมั่งคั่งให้เขาได้อย่างแท้จริง

การคุ้มครองผู้ลงทุนตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ

0
บทความโดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

ก.ล.ต. มีภารกิจหลักตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ) ในการออกหลักเกณฑ์ กำกับดูแลการปฏิบัติงานของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในตลาดทุนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และบังคับใช้กฎหมายเมื่อมีการฝ่าฝืนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้มีส่วนได้เสียและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ลงทุน ดังนั้น “การคุ้มครองผู้ลงทุน” ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจที่ ก.ล.ต. ให้ความสำคัญและดำเนินการควบคู่ไปกับกระบวนการการทำงานด้านต่าง ๆ ของ ก.ล.ต. ตลอดทั้งสาย ตั้งแต่ด้านการระดมทุน เช่น ผ่านการออกหลักทรัพย์ การกำกับธุรกิจในตลาดทุน และการบังคับใช้กฎหมาย หรือที่เรียกกันว่า ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ

ในบริบทนี้ขอชวนมาทำความเข้าใจกับ “การคุ้มครองผู้ลงทุน” ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายซึ่งเป็นภารกิจที่อยู่ปลายน้ำ โดยอาจมองได้ทั้งมิติของกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวกับการกระทำผิดอันเนื่องจากการซื้อขายหรือการกระทำที่ไม่เป็นธรรมในตลาดทุน และการกระทำความผิดโดยทุจริตของกรรมการและ/หรือผู้บริหารในบริษัทจดทะเบียนหรือธุรกิจในตลาด

แม้การกระทำฝ่าฝืนกฎหมายจะเกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งเมื่อเทียบกับการดำเนินงานและธุรกรรมปกติในตลาดทุน แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำผิดเพียงไม่กี่ครั้ง มักส่งผลกระทบในวงกว้างต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน ก.ล.ต. จึงให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมายเพื่อลงโทษผู้กระทำผิด เช่น การเปิดเผยข้อมูลที่อาจทำให้ผู้ลงทุนหรือตลาดทุนเสียหาย การเอาเปรียบผู้ลงทุนโดยการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่ล่วงรู้มา การสร้างราคาหลักทรัพย์ เป็นต้น โดย ก.ล.ต. จะดำเนินการกับผู้กระทำผิดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในตลาดทุน

ความผิดที่เกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ ตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มความผิด ดังนี้

(1) กลุ่มการเปิดเผยข้อมูลที่อาจทำให้ผู้ลงทุนหรือตลาดทุนเสียหาย แบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ

1.1 มาตรา 240 การบอกกล่าวหรือเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นเท็จหรือที่ทำให้สำคัญผิด อาจเป็นข้อมูลเกี่ยวกับฐานะทางการเงิน ผลการดำเนินงานของบริษัท ราคาการซื้อขายหลักทรัพย์ และข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทที่ออกหลักทรัพย์นั้น

1.2 มาตรา 241 การวิเคราะห์หรือคาดการณ์ ที่ใช้ข้อมูลเท็จหรือบิดเบือนข้อมูล ซึ่งรู้ว่าข้อมูลนั้นเป็นเท็จหรือไม่ครบถ้วนแต่ยังเลือกใช้ข้อมูลนั้น ละเลยพิจารณาความถูกต้องของข้อมูล หรือบิดเบือนข้อมูลที่นำมาใช้ ซึ่งทั้ง 2 กรณี ได้ส่งผลกระทบต่อราคาหลักทรัพย์และส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ลงทุน โดยความผิดในมาตรา 240 และ 241 นั้น มีบทลงโทษตามมาตรา 296 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5 แสนบาท ถึง 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในกรณีที่ผู้ฝ่าฝืนเป็นกรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใด ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 1 ล้านบาท ถึง 5 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 296/2 ในส่วนของโทษปรับเป็นเงินไม่เกิน 2 เท่าของผลประโยชน์

(2) กลุ่มการเอาเปรียบผู้ลงทุนโดยการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่ล่วงรู้มา แบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ

2.1 มาตรา 242 การซื้อขายหลักทรัพย์โดยใช้ข้อมูลภายใน โดย “ข้อมูลภายใน” ในที่นี้หมายถึง ข้อมูลที่ยังไม่ได้เปิดเผยต่อประชาชนเป็นการทั่วไป ซึ่งเป็นสาระสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงราคาหรือมูลค่าของหลักทรัพย์ มีบทลงโทษตามมาตรา 296 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5 แสนบาท ถึง 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 296/2 ในส่วนของโทษปรับเป็นเงินไม่เกิน 2 เท่าของผลประโยชน์

2.2 มาตรา 244/1 และ 244/2 การซื้อขายหลักทรัพย์ตัดหน้าลูกค้า โดยใช้ข้อมูลคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ของลูกค้าซึ่งเป็นการที่ลูกค้า ส่งแก้ไข หรือยกเลิกคำสั่งซื้อหรือขายหลักทรัพย์/สัญญาซื้อขายล่วงหน้า ไปยังโบรกเกอร์ บลจ. พนักงาน หรือลูกจ้าง และบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องนำข้อมูลเหล่านั้นไปบอกต่อผู้อื่นโดยนำข้อมูลคำสั่งซื้อขายของลูกค้าไปใช้ประโยชน์ มีบทลงโทษตามมาตรา 296 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5 แสนบาท ถึง 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 296/2 ในส่วนของโทษปรับเป็นเงินไม่เกิน 2 เท่าของผลประโยชน์

(3) กลุ่มการสร้างราคาหลักทรัพย์ แบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ

3.1 มาตรา 244/3 (1) การซื้อขายหลักทรัพย์ที่ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจผิดเกี่ยวกับราคาหรือปริมาณการซื้อขาย ดังที่ปรากฏเป็นข่าวในช่วงที่ผ่านมา สร้างความเข้าใจผิดต่อผู้ลงทุนและประชาชนทั่วไป โดยการร่วมกันเข้าซื้อหุ้นของบริษัทจดทะเบียนทำให้เสมือนว่าหุ้นมีราคาหรือปริมาณการซื้อขายเปลี่ยนแปลงผิดปกติและไม่ได้ชำระเงินค่าหุ้นภายในเวลาที่กำหนด จึงส่งผลกระทบต่อบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งและผู้ลงทุนรายย่อย ซึ่งมีบทลงโทษตามมาตรา 296 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5 แสนบาท ถึง 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 296/2 ในส่วนของโทษปรับเป็นเงินไม่เกิน 2 เท่าของผลประโยชน์

3.2 มาตรา 244/3 (2) การซื้อขายหลักทรัพย์ในลักษณะต่อเนื่องกันโดยมุ่งหมายทำให้ราคาหรือปริมาณการซื้อขายผิดไปจากสภาพปกติของตลาด ซึ่งการกระทำผิดนี้มีบทลงโทษตามมาตรา 296/1 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับตั้งแต่ 1 ล้านบาท ถึง 5 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 296/2 ในส่วนของโทษปรับเป็นเงินไม่เกิน 2 เท่าของผลประโยชน์

ในกรณีที่มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับการกระทำอันไม่เป็นธรรมในการซื้อขายหลักทรัพย์ข้างต้น การไม่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมการหรือผู้บริหารตามมาตรา 89/7 หรือการใช้บัญชีบุคคลอื่นซื้อขายหลักทรัพย์ เป็นต้น ก.ล.ต. สามารถเลือกนำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้บังคับได้ โดยเสนอให้คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) เป็นผู้เห็นชอบและกำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่ง โดยพิจารณาถึงปัจจัย 4 ด้าน ได้แก่ (1) ความร้ายแรงของการกระทำ (2) ผลกระทบต่อตลาดทุน (3) พยานหลักฐาน (4) ความคุ้มค่าในการดำเนินการ เมื่อพิจารณาเสร็จสิ้นจะดำเนินมาตรการลงโทษ ดังนี้

  • 1. ชำระค่าปรับทางแพ่ง
  • 2. ชดใช้ผลประโยชน์ที่ได้รับหรือพึงที่จะได้รับจากการกระทำความผิด
  • 3. ห้ามซื้อขายหลักทรัพย์/สัญญาซื้อขายล่วงหน้าเป็นเวลาไม่เกิน 5 ปี
  • 4. ห้ามเป็นผู้บริหาร/กรรมการ ของบริษัทจดทะเบียนหรือบริษัทหลักทรัพย์เป็นเวลาไม่เกิน 10 ปี
  • 5. ชดใช้ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบคืนแก่ ก.ล.ต.

ทั้งนี้ มาตรการลงโทษดังกล่าวขึ้นอยู่กับคณะกรรมการ ค.ม.พ. พิจารณาบังคับใช้ ไม่จำเป็นต้องใช้ทุกมาตรการ โดยหากผู้กระทำความผิดไม่ยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่ง ก.ล.ต. มีอำนาจฟ้องต่อศาลแพ่ง เพื่อขอให้ศาลพิจารณากำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่งให้ผู้กระทำความผิดปฏิบัติต่อไป

สำหรับการกระทำความผิดโดยทุจริตของกรรมการและ/หรือผู้บริหารในบริษัทจดทะเบียนหรือธุรกิจในตลาดทุน พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ยังกำหนดแนวทางการทำหน้าที่ของกรรมการและผู้บริหารของบริษัท ว่าต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ความระมัดระวัง และความซื่อสัตย์สุจริต รวมทั้งต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ ข้อบังคับของบริษัท มติคณะกรรมการตลอดจนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น ตามมาตรา 89/7 โดยหากพบว่ากรรมการและผู้บริหารปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่สุจริต เช่น การมีพฤติการณ์ร่วมกันกระทำหรือยินยอมให้มีการลงข้อความเท็จ ทำบัญชีไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นปัจจุบันหรือไม่ตรงต่อความเป็นจริง การเปิดเผยงบการเงินที่เชื่อได้ว่ามีการตกแต่งงบการเงิน เป็นต้น จะมีบทลงโทษตามมาตรา 312 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 – 10 ปี และปรับตั้งแต่ 5 แสน ถึง 1 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี การดำเนินการกับผู้กระทำผิดในแต่ละกรณีมีความแตกต่างกัน ตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในการพิสูจน์การกระทำความผิดตามองค์ประกอบของกฎหมาย ซึ่งในบางกรณีการรวบรวมและแสวงหาหลักฐานทำได้ไม่ง่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เกี่ยวกับอาชญกรรมทางเศรษฐกิจ บางกรณีสามารถดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่พิสูจน์การกระทำผิดได้อย่างชัดเจน ประกอบกับเป็นข้อมูลที่ผู้กำกับดูแลสามารถเรียกตรวจสอบได้ทันที แต่ในขณะเดียวกันมีการกระทำความผิดหลายกรณีที่พยานหลักฐานส่วนใหญ่อยู่กับผู้กระทำผิดที่ต้องการปกปิดหรือกระทำอำพรางความผิดของตน อย่างกรณี “การกระทำทุจริตของผู้บริหารในบริษัทจดทะเบียน” ที่จำเป็นต้องแสวงหาข้อมูลและพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์การกระทำผิดและต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ

ทั้งนี้ ก.ล.ต. ได้จัดลำดับความสำคัญในการดำเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่ส่งผลกระทบต่อผู้ลงทุนและตลาดทุนในวงกว้าง โดยบูรณาการความร่วมมือและร่วมทำงานกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่นอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นเมื่อมีกรณีบังคับใช้กฎหมาย เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บชก.) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นต้น เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุน

นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังเดินหน้ามาตรการส่งเสริมและยกระดับการคุ้มครองผู้ลงทุน โดยการจัดทำโครงการยกระดับทั้งองคาพยพในตลาดทุนในส่วนที่เป็นต้นน้ำและกลางน้ำ เพื่อให้ป้องกันเหตุที่ไม่สมควรเกิดในตลาดทุน (ปลายน้ำ) ได้มากขึ้น ได้แก่ (1) การคัดกรองคุณภาพและกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ให้ดำเนินธุรกิจโดยยึดหลักแห่งธรรมาภิบาล การปรับปรุงเกณฑ์เกี่ยวกับการจดทะเบียนโดยอ้อม (backdoor listing) ให้เข้มข้นยิ่งขึ้น และ (2) การยกระดับบุคลากรในตลาดทุนที่เกี่ยวข้องอย่างผู้สอบบัญชี ที่ปรึกษาทางการเงิน บุคลากรของบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างชอบธรรมและรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นและการคุ้มครองผู้ลงทุนอย่างแท้จริง และ (3) การสร้างกลไกที่เอื้ออำนวยให้ผู้ลงทุนมีความรู้และสามารถปกป้องสิทธิตนเองได้

ก.ล.ต. มุ่งเน้นการดำเนินการตามพันธกิจภายใต้ พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ โดยการปฏิบัติหน้าที่บนหลักของความถูกต้อง เป็นธรรม กำกับและพัฒนาตลาดทุนให้น่าเชื่อถือ มีประสิทธิภาพ โดยสามารถติดตามความคืบหน้า การดำเนินการกับผู้กระทำความผิดและการบังคับใช้กฎหมายได้ที่เว็บไซต์สำนักงาน ก.ล.ต. www.sec.or.th หากผู้ใดพบเห็นการกระทำความผิดในตลาดทุนสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ศูนย์บริการประชาชนโทร 1207 หรืออีเมล [email protected]