Home Blog Page 142

AIS แสดงพลังต่อต้านคอร์รัปชัน พร้อมขับเคลื่อนองค์กรอย่างโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล เนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล 2566

0

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล  AIS และกลุ่มอินทัช เปิดเผยว่า เนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชันสากลปี 2566 AIS ในฐานะผู้นำตลาดของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรวมพลังต่อต้านคอร์รัปชัน แสดงจุดยืนองค์กรโปร่งใส พร้อมเดินหน้าผลักดันนโยบายบรรษัทภิบาลร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แสดงพลังต่อต้านคอร์รัปชัน ภายใต้แนวคิด “ไม่ทำ ไม่ทน ไม่เฉย รวมไทยต้านโกง” ควบคู่ไปกับการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดีสู่สังคมผ่านการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส ตามหลักธรรมาภิบาล ตอกย้ำการเป็นองค์กรต่อต้านการทุจริตในทุกรูปแบบ

“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา AIS ดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส ตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและบรรษัทภิบาล หรือ ESG (Environment, Social, Governance) เพื่อนำไปสู่การเป็นองค์กรที่สามารถสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งมีนโยบายและแนวทางการปฏิบัติงานขององค์กรที่ต่อต้านการทุจริต และการคอร์รัปชันทุกรูปแบบ (Zero Tolerance Policy) ภายใต้ธีม “Zero-Fraud society starts with us” โดยสนับสนุนให้พนักงานทุกคนเกิดจิตสำนึกที่ดีมีความสุจริตและซื่อตรงในการทำงาน จนกลายเป็นค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กรในหน้าที่ของคน AIS ที่มีต่อทุกภาคส่วน ทั้งลูกค้า พาร์ทเนอร์ และหน่วยงานต่างๆ” 

สำหรับกิจกรรมวันต่อต้านคอร์รัปชันสากลในปีนี้ ชาว AIS ทั้งผู้บริหารและพนักงาน ขอร่วมแสดงพลังในการต่อต้านคอร์รัปชัน ร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ช. และภาคีเครือข่าย ด้วยการขับเคลื่อนองค์กรอย่างโปร่งใส และร่วมแสดงเจตนารมณ์ในการต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชันทุกรูปแบบ เพื่อยืนยันความมุ่งมั่นในการสร้างสังคมและประเทศไทย อย่างยั่งยืนต่อไป

ผลสำรวจความคิดเห็น CEO ในตลาดทุน เชื่อปีหน้า ศก.ดีขึ้น มองการเมืองในประเทศเป็นปัจจัยเสี่ยง และเป็นห่วงเรื่องต้นทุนการผลิตสูงขึ้น

0
ฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งเทศไทย ร่วมมือกับสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย เผยผลสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนใน SET และ mai (CEO Survey: Economic Outlook 2023 - 2024) ซึ่งรวบรวมข้อมูลในช่วงวันที่ 16 สิงหาคม  - 30 กันยายน 2566 สรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้

CEO ส่วนใหญ่คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2566 ปรับตัวดีขึ้นแต่ลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ในครั้งก่อน และคาดกว่า GDP จะเติบโตที่ระดับ 2% ถึง 3% และคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2567 จะเติบโตที่ระดับ 3% ถึง 4%

สำหรับปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย CEO คาดว่า การท่องเที่ยว นโยบายการคลังและการใช้จ่ายภาครัฐ และเสถียรภาพการเมืองในประเทศ จะเป็นเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2566 และต่อเนื่องในปี 2567 ขณะที่เสถียรภาพการเมืองในประเทศ กำลังซื้อในประเทศ และการส่งออกจะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ในปี 2566 โดยคาดว่ากำลังซื้อในประเทศจะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญในปี 2567 ตามมาด้วยหนี้สิ้นภาคครัวเรือน การส่งออก ปัญหาเรื่องอัตราเงินเฟ้อ และค่าครองชีพที่สูงขึ้น และในปีหน้า CEO มองว่า  “หนี้สิ้นภาคครัวเรือน” จะกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2567 ตามมาด้วยเสถียรภาพทางการเมืองไทย และเสถียรภาพทางการเมืองโลก ที่อาจเป็นตัวถ่วงการเติบโตของเศรษฐกิจไทย

ด้านแนวโน้มอุตสาหกรรม และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) 58% ของ CEO คาดว่าผลประกอบการในปี 2566 จะดีขึ้น โดย 52% ของ CEO คาดการณ์ว่าผลประกอบการปี 2566 จะเติบโตมากกว่า 10% โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการกลับมาใช้ชีวิตรูปแบบปกติ อาทิ ธุรกิจในหมวดของใช้ในครัวเรือนและสำนักงาน หมวดของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์ หมวดขนส่งและโลจิสติกส์ หมวดอาหารและเครื่องดื่ม และหมวดวัสดุก่อสร้าง

ส่วนการลงทุนในปี 2566 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปี 2567 โดย 56% ของ CEO ที่ตอบแบบสอบถามคาดว่าจะมีการลงทุนเพิ่มในปี 2566 และ 73%  คาดว่าจะมีการลงทุนเพิ่มในปี 2567 และพบว่าบริษัทจดทะเบียนในหมวดบริการรับเหมาก่อสร้าง หมวดขนส่งและโลจิสติกส์ หมวดสื่อและสิ่งพิมพ์ หมวดเงินทุนและหลักทรัพย์ เป็นต้น คาดว่าจะลงทุนเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ยังได้มีการสำรวจความคิดเห็นด้านปัจจัยการผลิตและแนวโน้ม พบว่า CEO ส่วนใหญ่ คาดว่า ปัจจัยการผลิต ทั้งต้นทุนแรงงาน ต้นทุนด้านพลังงาน และราคาวัตถุดิบ มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างชัดเจน เช่นเดียวกับแนวโน้มของราคาสินค้าและบริการ ด้านภาพคล่องและอัตราการจ้างงานมีแนวโน้มทรงตัว ส่วนแนวโน้มในการลงทุนในต่างประเทศในปี 2566 มีแนวโน้มดีขึ้น สังเกตได้จากจำนวนบริษัทที่ตอบว่ามีการลงทุนเพิ่มเติมมีสัดส่วนอยู่ที่ 42% กระจายในหมวดธุรกิจต่างๆ อาทิ บริษัทจดทะเบียนในหมวดพลังงานและสาธารณูปโภค เป็นต้น โดยประเทศเป้าหมายในการลงทุน ได้แก่ ประเทศในกลุ่มอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม (CLMV) อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และประเทศนอกกลุ่มอาเซียน ได้แก่ จีน ซาอุดิอาระเบีย ขณะที่ชะลอการลงทุนในจีน และสิงคโปร์

เมื่อสอบถามถึงความวิตกกังวลในการประกอบธุรกิจ พบว่า ในปี 2566 CEO มีความวิตกกังวลสูงเกี่ยวกับปัจจัยการผลิตด้านต่างๆ ทั้ง  “ต้นทุนราคาเชื้อเพลิง” และ “ต้นทุนวัตถุดิบ” และในด้านกำลังซื้อภายในประเทศ อัตราดอกเบี้ย และค่าเงินบาทที่ผันผวนของลูกค้า ขณะที่ “การเปิดประเทศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ” และ “การให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน” จะเป็นปัจจัยที่คาดว่าจะส่งผลบวกมากต่อบริษัท นอกจากนี้ CEO ยังแสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับความสามารถในการฟื้นตัวของกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย การแทรกแซงตลาดของภาครัฐที่บิดเบือนกลไกตลาด และปัญหาจากภัยคุกคามทางไซเบอร์

นอกจากนี้ ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน คาดว่า การปรับเปลี่ยนนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา เสถียรภาพการเมืองโลก เสถียรภาพการเมืองภายในประเทศ ความผันผวนของค่าเงินบาท และนโยบายการปรับเพิ่มอัตราค่าแรงขั้นต่ำ จะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจของประเทศและการดำเนินงานของบริษัท ขณะที่ทิศทางนโยบายการเงินการคลังของรัฐบาลใหม่จะส่งผลบวก

เปิดโผ 196 ร้านอาหาร คว้าสัญลักษณ์ ‘บิบ กูร์มองด์’ ในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ประเทศไทย ปี 2567

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า งานประกาศผลรางวัลดาวมิชลินมีกำหนดจะจัดขึ้นในวันที่ 13 ธันวาคม 2566 มิชลินได้เผยรายชื่อร้านอาหารและสตรีตฟู้ดคุณภาพดีราคาย่อมเยาที่ผ่านการคัดเลือกให้ได้รับสัญลักษณ์ ‘บิบ กูร์มองด์’ (Bib Gourmand) ประจำปี 2567 รวมทั้งสิ้น 196 ร้าน ในจำนวนนี้เป็นร้านที่ได้รับสัญลักษณ์ ‘บิบ กูร์มองด์’ ครั้งแรก 32 ร้าน โดยเป็นร้านที่ติดอันดับในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ประเทศไทย ครั้งแรก 28 ร้าน และร้านที่ปีก่อนอยู่ในประเภท MICHELIN Selected 4 ร้าน นอกจากนี้ ในจำนวนร้านที่ติดอันดับครั้งแรก 12 ร้านตั้งอยู่ที่เกาะสมุยและสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นสองจุดหมายปลายทางใหม่ที่คู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ประเทศไทย ฉบับประจำปี 2567 (The MICHELIN Guide Thailand 2024) ขยายขอบเขตเข้าดำเนินการสำรวจและจัดอันดับเป็นปีแรก

ทั้งนี้ ‘มิชลิน ไกด์’ มอบสัญลักษณ์ ‘บิบ กูร์มองด์’ ซึ่งแสดงภาพ ‘บิเบนดัม’ หรือ ‘มิชลินแมน’ ให้แก่ร้านอาหารและร้านอาหารริมทาง หรือ “สตรีตฟู้ด” ซึ่งผู้ตรวจสอบของมิชลิน ไกด์ พิจารณาแล้วว่านำเสนออาหารคุณภาพดีในราคาที่ย่อมเยาคุ้มค่า

นาย เกว็นดัล ปูลเล็นเนค ผู้อำนวยการฝ่ายจัดทำคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ทั่วโลก เปิดเผยว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศที่สามารถหาอาหารคุณภาพดีทานได้ในราคาประหยัด ผู้ตรวจสอบของมิชลิน ไกด์ ยังคงตื่นตาตื่นใจที่ได้ค้นพบอาหารคุณภาพเยี่ยมหลากหลายรูปแบบในราคาสบายกระเป๋าทั่วทุกภูมิภาคของไทย รวมถึงเกาะสมุยและสุราษฎร์ธานี”

“เราหวังว่ารายชื่อร้านอาหารที่ได้รับสัญลักษณ์ ‘บิบ กูร์มองด์’ จะจุดประกายให้นักชิมและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเกิดแรงบันดาลใจที่จะออกเดินทางไปค้นพบและเพลิดเพลินกับอาหารคุณภาพดีในราคาย่อมเยาคุ้มค่าตามเมืองใหญ่ในภูมิภาคต่าง ๆ ของไทย”

ร้านอาหารที่ผ่านการคัดเลือกให้ได้รับสัญลักษณ์ ‘บิบ กูร์มองด์’ ประจำปี 2567 ประกอบด้วยร้านที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 68 ร้าน (ติดอันดับครั้งแรก 7 ร้าน), ในพระนครศรีอยุธยา 15 ร้าน (ติดอันดับครั้งแรก 2 ร้าน), ในเชียงใหม่ 27 ร้าน (ติดอันดับครั้งแรก 3 ร้าน), ใน 4 เมืองตัวแทนภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือ “ภาคอีสาน” 38 ร้าน โดยมี 13 ร้าน ในขอนแก่น (ติดอันดับครั้งแรก 2 ร้าน), 10 ร้านอยู่ในนครราชสีมา (ติดอันดับครั้งแรก 1 ร้าน), 6 ร้าน ในอุบลราชธานี (ทุกร้านเป็นร้านที่รักษาสถานะ ‘บิบ กูร์มองด์’ เอาไว้ได้) และ 9 ร้าน ในอุดรธานี (ขยับมาจากประเภท MICHELIN Selected 2 ร้าน), ในพังงา 11 ร้าน (ทุกร้านเป็นร้านที่รักษาสถานะ ‘บิบ กูร์มองด์’ เอาไว้ได้), ในภูเก็ต 25 ร้าน (ติดอันดับครั้งแรก 1 ร้าน และขยับมาจากประเภท MICHELIN Selected 2 ร้าน) รวมทั้งอีก 12 ร้าน ในเกาะสมุยและสุราษฎร์ธานี (ทุกร้านเป็นร้านติดอันดับครั้งแรก เนื่องจากเป็นสองจุดหมายใหม่ที่คู่มือ มิชลิน ไกด์ ประเทศไทย ขยายขอบเขตเข้าดำเนินการสำรวจและจัดอันดับเป็นปีแรก) โดย 4 ร้านอยู่ในเกาะสมุย และ 8 ร้าน อยู่ในแผ่นดินใหญ่ของสุราษฎร์ธานี

ทั้งนี้ ร้านอาหารที่ได้รับสัญลักษณ์ ‘บิบ กูร์มองด์’ ครั้งนี้ ครอบคลุมประเภทอาหารที่หลากหลายถึง 13 ประเภท ได้แก่ อาหารจีน, อาหารยุโรปร่วมสมัย, อาหารอีสาน, อาหารญี่ปุ่น, ก๋วยเตี๋ยว, อาหารเหนือ, อาหารทะเล, อาหารใต้, อาหารริมทาง, อาหารไทย, อาหารไทยร่วมสมัย, อาหารไทย-จีน และอาหารเวียดนาม ความหลากหลายดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงบรรยากาศที่คึกคักและมีชีวิตชีวาในแวดวงอาหารของไทย ซึ่งนักชิมสามารถท่องไปในโลกของความอิ่มอร่อยกับอาหารคุณภาพดีหลากประเภทในราคาที่เป็นมิตรได้อย่างสะดวกง่ายดาย

สำหรับร้านอาหารซึ่งได้รับสัญลักษณ์ ‘บิบ กูร์มองด์’ ประจำปี 2567 โดยติดอันดับในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์ ประเทศไทย’ เป็นครั้งแรก มีจำนวนทั้งสิ้น 28 ร้าน อาทิ

  • กรุงเทพฯ และปริมณฑล: อั้งโล่ บาย ย่างแรก ร้านอาหารไทยร่วมสมัยที่เสิร์ฟอาหารไทยสไตล์สตรีตฟู้ด โดยทำอาหารบนเตาอั้งโล่แบบโบราณ ส่งกลิ่นหอมอบอวลทั่วทั้งร้าน, เปลว ก๋วยเตี๋ยวต้มยำโบราณ (นครปฐม) ร้านก๋วยเตี๋ยวที่ใช้วัตถุดิบคุณภาพดีและอาหารทะเลไซส์จัมโบ้ เมนูห้ามพลาด ได้แก่ บะหมี่ต้มยำและหมูเด้งทำเอง, ข้าวมันไก่นายโฮ ร้านอาหารริมทางที่เสิร์ฟข้าวมันไก่สูตรครอบครัวเชฟเจ้าของร้านชาวสิงคโปร์ที่รู้จักกันในนาม “ลุงโฮ” เมนูนี้โดดเด่นด้วยไก่หนังบางโปะบนข้าวมันร้อนๆ ที่ปรุงด้วยน้ำซุปไก่รสกลมกล่อม
  • อยุธยา: บ้านผู้การ ร้านอาหารเรียบง่ายซึ่งตั้งอยู่ในบ้านเชฟเจ้าของร้าน ให้บริการอาหารไทยรสเยี่ยมปรุงจากวัตถุดิบในท้องถิ่นและอาหารทะเลสดใหม่ที่หาทานได้ยากในจังหวัดอยุธยา, อู่ข้าว ร้านอาหารที่เสิร์ฟเมนูซึ่งหาทานได้ยากในปัจจุบันและคงไว้ซึ่งรสชาติดั้งเดิมชวนให้คิดถึงวัยเด็ก โดยปรุงจากสูตรคุณแม่เจ้าของร้านด้วยวิธีการปรุงแบบดั้งเดิมและนำเสนอด้วยวิธีร่วมสมัยอย่างสวยงาม
  • เชียงใหม่: เอกฉันท์ ร้านอาหารแนว Slow Food ซึ่งเน้นอาหารท้องถิ่นสดใหม่จากวัตถุดิบภายในชุมชน อาหารจานเด่น ได้แก่ แกงระแวง และข้าวผัดเคยกุ้งหวาน, เสน่ห์ ไทย คูซีน ร้านอาหารริมทางที่เสิร์ฟเมนูฮาลาลประเภทเนื้อหลากหลายรายการซึ่งล้วนผ่านการปรุงรสอย่างดีให้มีรสชาติกลมกล่อม จานเด็ดที่ต้องสั่ง คือ ข้าวมันเนื้อโปะไข่แดง และต้มยำไทยเนื้อน่อง
  • ขอนแก่น: เฝอท่าบ่อ ร้านอาหารริมทางที่ดำเนินกิจการโดยครอบครัวชาวเวียดนามและปรุงเฝอทุกเมนูจากสูตรดั้งเดิมของครอบครัว เคล็ดลับความอร่อยอยู่ที่เส้นเฝอเหนียวนุ่ม เติมความอร่อยด้วยลูกชิ้นเนื้อทำเองและเนื้อวัวสไลด์ เมนูแนะนำอื่น ๆ ได้แก่ ปอเปี๊ยะสด, ปอเปี๊ยะทอด, ไส้อั่วเลือด และเลือดแปลง
  • นครราชสีมา: ฤาสภัตร บาย นีน่าส์ ร้านอาหารที่นำเสนออาหารรสชาติกลมกล่อมจากวัตถุดิธรรมชาติและผ่านการปรุงอย่างดี ใช้พืชผักสมุนไพรที่ส่วนใหญ่ปลูกเอง จานเด่น ได้แก่ ฟักทองผัดซอสไข่เค็ม และปลากะพงผัดพริกเกลือ
    ภูเก็ต: ต้นมะยม ร้านอาหารริมทางที่นำเสนออาหารอร่อยรสชาติจัดจ้านแบบคนใต้แท้ๆ เมนูเด็ดได้แก่ ปลาทอดเครื่องหอมสมุนไพร และแกงส้มปลากะพงยอดมะพร้าวอ่อน
  • เกาะสมุย: บ้านสวนลุงไข่ ร้านอาหารในสวนมะพร้าวของเชฟเจ้าของร้านที่เสิร์ฟอาหารท้องถิ่นและอาหารใต้ ปรุงอย่างพิถีพิถันด้วยวัตถุดิบสดใหม่เพื่อนำมารังสรรค์เมนูวันต่อวัน, กะปิ สะตอ ร้านอาหารที่นำเสนออาหารตำรับชาวใต้แท้ ๆ และอาหารท้องถิ่นที่หาทานได้ยาก อาทิ หนวดปลาหมึกในน้ำกะทิหวานกับตะไคร้
  • สุราษฎร์ธานี: ลัคกี้ ภัตตาคาร ร้านอาหารที่ดำเนินกิจการโดยครอบครัวเชฟเจ้าของร้านและรักษาความคงเส้นคงวาของการทำอาหารที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น ที่นี่เสิร์ฟอาหารไทย-จีน อาหารไทยภาคใต้และอาหารทะเลที่ล้วนปรุงจากวัตถุดิบสดใหม่, ยกเข่ง ร้านอาหารที่เสิร์ฟอาหารประจำท้องถิ่นหลากหลายเมนูให้เลือกทาน เช่น “โล่งโต้ง” อาหารถิ่นเมืองสุราษฎร์ธานีที่ปรุงจากเส้นบะหมี่แห้งราดซอสเปรี้ยวหวานสีชมพูชุ่มฉ่ำ อัดแน่นด้วยเครื่อง เช่น เลือดหมู หนังหมู และเนื้อหมูนุ่ม, เลี่ยนไถ่ ร้านสตรีตฟู้ดปาท่องโก๋ในตำนานซึ่งใช้แป้งหมักสูตรดั้งเดิมที่คุณพ่อเจ้าของร้านคิดค้นขึ้นเมื่อกว่า 50 ปีก่อน

สำหรับร้านอาหารซึ่งได้รับสัญลักษณ์ ‘บิบ กูร์มองด์’ ประจำปี 2567 โดยที่ผ่านมาเคยติดอันดับอยู่ในประเภท MICHELIN Selected มีจำนวนทั้งสิ้น 4 ร้าน ได้แก่

  • อุดรธานี: ข้าวเปียกอุดร ร้านอาหารเวียดนามซึ่งเคยเป็นเพียงร้านสตรีตฟู้ดมาก่อน เมนูที่เป็นเอกลักษณ์ของร้าน คือ ข้าวเปียกซึ่งโดดเด่นด้วยน้ำซุปหมูที่ใช้เวลาเคี่ยวนานกว่า 8 ชั่วโมงเพื่อให้กระดูกและเนื้อตุ๋นเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน เมนูอื่นที่ไม่ควรพลาด ได้แก่ หมูย่างตะไคร้เสียบไม้ และหมูยอ, ซาหมวย & ซันส์ ร้านอาหารไฟน์ไดน์นิ่งซึ่งนำเสนออาหารอีสานร่วมสมัย ทั้งอาหารจานเดียวจากเมนูอะลาคาร์ท (À La Carte) และอาหารเป็นคอร์สจาก “เมนูชวนลิ้มลอง” หรือ Tasting Menu ที่แต่ละจานนอกจากจะอร่อยแล้ว ยังอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ
  • ภูเก็ต: ครัวพระยาภูเก็ต ร้านอาหารที่นำเสนออาหารไทยปักษ์ใต้ โดยเฉพาะตำรับเก่าแก่ของภูเก็ต ซึ่งมีรสชาติเข้มข้นและกลิ่นหอม เมนูเด็ด ได้แก่ หมูสามชั้นผัดพริกแกงรสเข้มข้นและยอดมะพร้าวอ่อน จานแนะนำสำหรับคนไม่ชอบเผ็ด คือ หมูฮ้องหรือหมูสามชั้นต้มซีอิ๊วแบบฉบับภูเก็ต, หมูกรอบ (จี้ฮอง) ร้านสตรีตฟู้ดที่มีข้าวหน้าหมูกรอบเป็นเมนูดาวเด่นประจำร้าน โดดเด่นด้วยหมูกรอบชิ้นโตที่ไม่เพียงกรอบนอกแต่ยังนุ่มชุ่มลิ้นแบบไม่เลี่ยน และมีรสชาติเข้มข้นกำลังดี ปรุงด้วยสูตรลับที่ตกทอดกันมาหลายรุ่นภายในครอบครัว

นอกจากรายชื่อร้านอาหารแล้ว คู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ยังบรรจุรายชื่อโรงแรมที่พักทั่วโลกซึ่งผ่านการคัดสรร ว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นเอาไว้ด้วย ทั้งนี้ โรงแรมที่พักทุกแห่งซึ่งครอบคลุมทางเลือกสำหรับทุกระดับงบประมาณ ล้วนผ่านกระบวนการคัดสรรจากผู้เชี่ยวชาญของ ‘มิชลิน ไกด์’ โดยพิจารณาจากอัตลักษณ์เฉพาะตัว บริการ และสไตล์ที่โดดเด่น ผู้สนใจสามารถสำรองโรงแรมที่พักผ่านเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นของ ‘มิชลิน ไกด์’ ได้โดยตรง อนึ่ง คู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ไม่เพียงได้รับยกย่องว่าเป็นบรรทัดฐานของวงการอาหาร แต่ยังมีบทบาทในการกำหนดมาตรฐานใหม่ให้กับธุรกิจโรงแรมที่พักด้วย

15 ปี “รักษ์ลำน้ำมูล” ซีพีเอฟ ร่วมอนุรักษ์ต้นน้ำ-สร้างแหล่งอาหารยั่งยืน

0

ป่าไม้ มีความสำคัญต่อทุกชีวิต ความร่วมมือในการอนุรักษ์ ปกป้อง และรักษา เพื่อให้ทรัพยากรคงอยู่อย่างยั่งยืน ถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน เพื่อส่งต่อความอุดมสมบูรณ์ไปยังคนรุ่นต่อๆ ไป

“โครงการรักษ์ลำน้ำมูล” ที่ดำเนินการ โดย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เป็นอีกหนึ่งโครงการที่บริษัทฯ มุ่งมั่นมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำร่วมกับชุมชน อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ฟื้นฟู และดูแลสภาพของน้ำลำน้ำมูล ลำน้ำสายหลักของภาคอีสาน ไหลผ่านจังหวัดนครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ซึ่งถือเป็นแหล่งน้ำหลักของชุมชนที่ใช้ประโยชน์ในการอุปโภคบริโภค ทำการเกษตร และใช้ในอุตสาหกรรม มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ด้วยกิจกรรมปลูกต้นไม้ เพิ่มพื้นที่สีเขียว และปล่อยพันธุ์ปลา เกิดผลกระทบเชิงบวกทั้งมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ตลอด15 ปีที่ผ่านมา ของความร่วมมือระหว่างซีพีเอฟ หน่วยงานภาครัฐ และชุมชนในพื้นที่ ร่วมดูแลรักษาลำน้ำมูล โครงการนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาฟื้นฟูป่าต้นน้ำ สร้างความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำ เพื่อให้มีน้ำใช้เพียงพอตลอดสาย ทั้งยังช่วยเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในพื้นที่ ส่งเสริมรายได้สู่ชุมชนประมงท้องถิ่น สร้างสภาพแวดล้อมที่ดี และยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหาร สอดรับกับกลยุทธ์ 3 เสาหลักสู่ความยั่งยืนของซีพีเอฟ คือ “อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน ดินน้ำป่าคงอยู่” และบริษัทฯ ยังคงเดินหน้าสานต่อความร่วมมือกับภาครัฐ และชุมชนในพื้นที่ ส่งเสริมการให้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม ถ่ายทอดให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ ในโครงการ “นักสืบสายน้ำ” ฝึกปฏิบัติและเรียนรู้วิธีการศึกษาคุณภาพน้ำ สร้างความตระหนักสู่เยาวชนมีส่วนร่วมรักษาระบบนิเวศของแหล่งน้ำ ดูแลทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

แพทย์แนะ “โปรไบโอติก” เสริมภูมิคุ้มกัน ช่วยดูแลสุขภาพ

0
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แนะ “โปรไบโอติก” ช่วยระบบภูมิคุ้มกันให้ดีขึ้น ควบคุมภูมิแพ้ และช่วยเรื่องระบบทางเดินอาหาร ส่วนการนำโปรไบโอติกใส่ในอาหารสัตว์อาจส่งผลให้สัตว์แข็งแรงปลอดจากการใช้ยาปฏิชีวนะหรือสารเร่งต่างๆ
นายแพทย์จิรวัฒน์ เชี่ยวเฉลิมศ

นายแพทย์จิรวัฒน์ เชี่ยวเฉลิมศรี อาจารย์แพทย์อนุสาขาโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันทางคลินิก สาขาวิชาอายุรกรรม ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า โปรไบโอติก เป็นจุลินทรีย์ที่ดีมีชีวิต ซึ่งอยู่ในลำไส้ของมนุษย์และจะสร้างสารต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย อาทิ ช่วยเรื่องภูมิคุ้มกันให้ดีขึ้น ควบคุมภูมิแพ้ได้ดีขึ้น โดยมีงานวิจัยหลายชิ้นรับรองว่าโปรไบโอติก ช่วยเสริมในเรื่องการป้องกัน และช่วยให้ผู้ป่วยที่มีอาการภูมิแพ้ดีขึ้น

นอกจากนี้ยังพบว่าโปรไบโอติกช่วยในเรื่องของทางเดินอาหาร ระบบย่อย ระบบขับถ่ายต่างๆ หากระบบขับถ่ายดี ของเสียไม่สะสมในร่างกาย ไม่เกิดการอักเสบ สุขภาพก็ดีด้วย รวมถึงในช่วงหลังมีการนำมาวิเคราะห์ในโรคต่างๆ เพิ่มขึ้น เช่น โรคกลุ่มมะเร็งหรือกลุ่มอื่นๆ ด้วย เพื่อในอนาคตจะขยายผลไปสู่นวัตกรรมทางการแพทย์ต่อไป

“ทุกคนมี จุลินทรีย์ที่มีชีวิตอยู่ในลำไส้ มีทั้งตัวที่ดีและตัวที่ไม่ดี กรณีร่างกายติดเชื้อไม่สบายและไปกินยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อ ยาจะฆ่าจุลินทรีย์ทั้งที่ดีและไม่ดีไปด้วย รวมไปถึงพฤติกรรมต่างๆ เช่น ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่ออกกำลังกาย ไม่ดูแลตัวเอง โดยมีการวิเคราะห์จุลินทรีย์ที่อยู่ในลำไส้ในคนแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน โดยลักษณะของคนที่เป็นโรคจุลินทรีย์ที่ดีจะถูกเปลี่ยนแปลงไป” นายแพทย์จิรวัฒน์ กล่าว

ส่วน พรีไบโอติก คือ อาหารที่ไว้หล่อเลี้ยง โปรไบโอติก ช่วยให้โปรไบโอติกทำงานได้ดียิ่งขึ้น หากกินโปรไบโอติกเข้าไปอย่างเดียวโดยไม่ได้รับพรีไบโอติกซึ่งเป็นอาหารของจุลินทรีย์เข้าไปด้วย สุดท้ายโปรไบโอติกในลำไส้จะเจริญไม่ดี หรือแบ่งตัวได้ไม่ดี ซึ่งอาหารที่มีพรีไบโอติก ได้แก่ อาหารที่มีไฟเบอร์ อาหารที่มีกากใย พวกธัญญพืชต่างๆ อาทิ ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เล่ย์ ลูกเดือย ส่วนในผลไม้ อาทิ กล้วย มะเขือเทศ ดังนั้นจึงควรเลือกรับประทานอาหารที่มีโปรไบโอติกควบคู่กับอาหารที่มีพรีไบโอติก เพื่อประสิทธิภาพในการทำงานของจุลินทรีย์ที่ดี

สำหรับการรับประทานพรีไบโอติก และโปรไบโอติก ในผู้ที่มีสุขภาพดี ไม่ได้มีโรคประจำตัว ให้รับประทานในปริมาณที่พอเหมาะและสมดุลกัน ไม่ได้บังคับต้องรับประทานทุกวัน โดยปกติแล้วอาหารที่มีพรีไบโอติกจะเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพอยู่แล้ว ให้เพิ่มอาหารที่มีโปรไบโอติกเข้าไปด้วย ส่วนใหญ่พบใน นม หรือโยเกิร์ต

ล่าสุด มีการนำโปรไบโอติกไปผสมกับอาหารสัตว์ เพื่อช่วยปรับสมดุลลำไส้ของสัตว์ ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียก่อโรคที่ทำให้สัตว์ป่วย ลดปัญหาสุขภาพสัตว์ ทำให้สัตว์แข็งแรง ไม่เจ็บป่วย ไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ไม่ต้องใช้สารเร่งการเจริญเติบโต ซึ่งเนื้อสัตว์ที่ได้จากสัตว์ที่มีสุขภาพดี ปลอดโรค อาจส่งผลให้คนที่รับประทานเนื้อสัตว์มีสุขภาพที่ดีปลอดจากยาและสารต่างๆ

นายแพทย์จิรวัฒน์ ย้ำว่า นอกจากจะรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์แล้ว ผู้บริโภคควรปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยที่ดีด้วย เช่น การพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรค เกิดอาการไม่สบายหรือเกิดการติดเชื้อขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การใช้ยาปฎิชีวนะหรือการใช้ยาฆ่าเชื้อโดยไม่จำเป็น และการใช้ยาฆ่าเชื้อจะไปทำลายโปรไบโอติกซึ่งเป็นจุลินทรีย์ดีและแบคทีเรียที่ดีในร่างกาย สุดท้ายจะเหลือเพียงแบคทีเรียร้ายๆ ในลำไส้ของเรา

เอไอเอส ลงพื้นที่ หนองบัวลำภู-อุดรฯ ให้ความรู้ชาวบ้านรับมือภัยไซเบอร์

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เดินหน้าจัดเต็มกิจกรรมส่งต่อความรู้ทักษะดิจิทัลให้แก่ประชาชน ในพื้นที่ต่างจังหวัดต่อเนื่อง โดยล่าสุดลงพื้นที่ จังหวัดหนองบัวลำภู อำเภอสุวรรณคูหา ในโอกาสการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ในพื้นที่ภาคอีสาน โดยมีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย รัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ อาทิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายไชยา พรหมา ร่วมพบปะประชาชน ทั้งนี้ ทีมเอไอเอสได้เปิดบูธแนะนำการรับมือภัยไซเบอร์ที่มาจากมิจฉาชีพในหลากหลายรูปแบบ พร้อมเปิดให้ตรวจสอบการลงทะเบียน แสดงตัวตนอย่างถูกต้อง เพื่อดูแลความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ป้องกันการแอบอ้าง และไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ

นอกจากนี้ยังทำงานร่วมกับ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกรมกิจการผู้สูงอายุ ในการส่งเสริมการเรียนรู้ทักษะด้านดิจิทัลด้วยหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ ให้แก่ผู้สูงอายุ ณ ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมผู้สูงอายุ ต.นาพู่ อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี โดยมี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมคณะผู้บริหาร กระทรวง พม. ร่วมในกิจกรรมนำร่องในครั้งนี้ โดยมีเป้าหมายในการสร้างความรู้ความเข้าใจ รณรงค์ให้ผู้สูงอายุ ไม่ตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงบนโลกออนไลน์ รวมถึงสามารถใช้เทคโนโลยีมาสร้างประโยชน์ในหลากหลายด้าน อันจะเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

AIS Serenade – มิลเลนเนียมออโต้กรุ๊ป ส่งดีลพิเศษแห่งปี จองรถพร้อมรับสิทธิพิเศษ 3 ต่อ

0

AIS Serenade ผนึกกำลัง มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป ผู้จำหน่ายรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู, มินิ และมอเตอร์ไซค์ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด อย่างเป็นทางการ ภายใต้บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) ร่วมกันส่งมอบประสบการณ์สุดพิเศษส่งท้ายปี รับสิทธิพิเศษสุดยิ่งใหญ่ 3 ต่อ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ธันวาคม 2566
ที่งาน มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 40, M TOWN by MILLENNIUM AUTO ชั้น 2 ดิ เอ็มสเฟียร์ หรือรับข้อเสนอสุดพิเศษได้ที่โชว์รูม มิลเลนเนียม ออโต้ ทุกสาขา

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS กล่าวว่า “เรารู้สึกตื่นเต้น ที่จะได้ส่งมอบประสบการณ์สุดล้ำให้กับลูกค้าเซเรเนด ผ่านความร่วมมือกับ มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จัดเต็มความพิเศษ 3 ต่อเมื่อจองยนตรกรรมในเครือ มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป และ นับเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงความตั้งใจในการดูแลลูกค้า
ทุกกลุ่ม โดยเฉพาะลูกค้า High Value อย่างเซเรเนด ที่เราพยายามคัดสรรค์สิ่งที่ดีที่สุด มาให้ลูกค้าได้สัมผัส ทั้งคุณภาพการใช้งาน บริการ และสิทธิพิเศษที่เหนือกว่า

ด้าน ดรสัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมมือกับ AIS Serenade รังสรรค์กิจกรรมแห่งความสุข ‘Endless Joy at Millennium Auto : Year End Sale Event’ มอบแคมเปญและประสบการณ์สุดพิเศษส่งท้ายปี
กับสิทธิพิเศษสุดยิ่งใหญ่ 3 ต่อ สำหรับลูกค้าที่ออกรถวันนี้ ถึง 31 ธันวาคม 2566 พร้อมยกทัพยนตรกรรมหลากรุ่น หลายแบรนด์ มาให้สัมผัสอย่างใกล้ชิด”

สำหรับลูกค้า AIS Serenade สามารถเลือกรับสิทธิพิเศษที่หลากหลายมากถึง 3 ต่อด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น

·       ต่อที่ 1 สิทธิพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับลูกค้า AIS Serenade สามารถนำ AIS Points จำนวน 500 คะแนน มารับส่วนลด 10,000 บาท เมื่อซื้อรถ BMW, MINI และ BMW Motorrad ทุกรุ่น

·       ต่อที่ 2  ลูกค้า AIS Serenade สามารถรับ AIS Points ไปเลย 10,000 คะแนน เมื่อจองหรือออกรถ BMW, MINI, BMW MOTORRAD ทุกรุ่น

·       ต่อที่ 3 ลูกค้า AIS Serenade ที่นำรถเก่ามาแลกซื้อรถใหม่ (Trade in) รับ AIS Points เพิ่มอีก 10,000 คะแนน

พิเศษสุดสำหรับลูกค้าทุกคนที่ซื้อรถยนต์ BMW และ MINI ทุกรุ่น สามารถรับสิทธิ์เลือกเบอร์โฟร์ เบอร์มงคล เบอร์โทรที่ตรงกับทะเบียนรถ จาก AIS ได้ ก่อนใคร พร้อมใช้งานฟรี 1 ปี สูงสุดกว่า 40,000 บาท* (สิทธิพิเศษมีจำนวนจำกัด) โดยลูกค้า AIS Serenade สามารถดูรายละเอียดการรับสิทธิ์ได้ที่แอป myAIS ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธันวาคม 2566

4 ธ.ค. วันสิ่งแวดล้อม ซีพีเอฟ เดินหน้า “ลงมือทำ” ร่วมดูแลสิ่งแวดล้อม สร้างสมดุลธรรมชาติอย่างยั่งยืน

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจตลอดห่วงโซ่คุณค่า คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ดิน น้ำ ป่า และอากาศที่ดี พร้อมทั้งส่งเสริมผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ตั้งแด่เกษตรกร คู่ค้าธุรกิจ พนักงาน ชุมชน และเยาวชน ตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ ร่วมสร้างสมดุลธรรมชาติคืนสู่สังคม สนับสนุนความมุ่งมั่นในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ

นางกอบบุญ ศรีชัย ผู้บริหารสุงสุด สายงานกิจการองค์กรและลงทุนสัมพันธ์ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่ทั่วโลกต้องร่วมมือกันลดผลกระทบจากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อมุ่งสู่การเติบโตบนพื้นฐานของความยั่งยืน ตามแนวทาง ESG (Environment Social Governance) และคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน ความเสมอภาคที่ประชาชนทุกคนในการเข้าถึงสิ่งแวดล้อมที่ดี ทั้งทรัพยากรป่า ไม้ น้ำ และได้รับอากาศที่บริสุทธิ์ตามสิทธิขั้นพื้นฐาน สนับสนุนความมุ่งมั่นในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

“เราตระหนักดีว่า ในการดำเนินธุรกิจ ต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ซีพีเอฟ มุ่งมั่นขับเคลื่อนองค์กรสู่ธุรกิจสีเขียว (Green Business) คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ทั้งน้ำ อากาศ ต้นไม้ ความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อสร้างธรรมชาติที่ดีให้กับสังคม และสร้างพื้นที่สีเขียวให้กับประเทศ ”

ซีพีเอฟกำหนดประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางสู่ความยั่งยืนของบริษัทฯ อาทิ การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ (Water Management) การปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ ( Biodiversity and Ecosystem) การจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Climate Change Management and Net-Zero)

การดำเนินธุรกิจของซีพีเอฟคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการผลิต พัฒนามาตรฐานฟาร์มสีเขียว (Green Farm) บริหารจัดการฟาร์มสุกรรักษ์โลกที่เน้นลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เลี้ยงสุกรในโรงเรือนระบบปิดที่ทำความเย็นด้วยการระเหยของน้ำหรือระบบอีแวป (EVAP) ใช้ระบบบำบัดน้ำด้วยไบโอแก๊ส (Biogas) ช่วยลดกลิ่น กระบวนการผลิตอาหารสัตว์ ลดผลกระทบต่อชุมชนรอบข้าง โดยนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย และระบบอัตโนมัติมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิตอาหารสัตว์ กระบวนการผลิตอาหาร ให้ความสำคัญกับการออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน โดยร่วมมือกับ กลุ่ม SCG พัฒนาบรรจุภัณฑ์อาหารเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

นอกจากนี้ บริษัทฯได้จัดทำนโยบายด้านการจัดหาอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าหมายร้อยละ 100 ของการจัดหาวัตถุดิบหลัก ได้แก่ ข้าวโพด ปลาป่น น้ำมันปาล์ม กากถั่วเหลือง และมันสำปะหลัง ต้องไม่มาจากแหล่งที่มีการตัดไม้ทำลายป่า เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยึดแนวทาง “ไม่เขา ไม่เผา เราซื้อ” พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดมาใช้ในการจัดหาผลผลิต รวมทั้งการถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกร ส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเพิ่มผลผลิต ปลอดการเผาตอซัง แก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 บรรเทาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เกษตรกรได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สุขภาพ ความปลอดภัย

ซีพีเอฟ ยังได้ส่งเสริมความตระหนักของพนักงาน รู้คุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ และสร้างการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ปกป้องและดูแลสิ่งแวดล้อม ผ่านการดำเนินโครงการต่างๆ อาทิ โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำและป๋าชายเลน โครงการปลูกต้นไม้ในสถานประกอบการทั้งกิจการในประเทศไทยและกิจการต่างประเทศ กิจกรรมกับดักขยะทะเล ในโครงการ CPF Restore the Ocean ที่นำแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาประยุกต์ใช้ ด้วยการนำฝาขวดน้ำพลาสติกที่ไม่ใช้แล้วมาแปรรูปเป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานได้ อาทิ กระถางต้นไม้ และถาดใส่ของ ซึ่งโครงการดังกล่าว สร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งด้านเศรษฐกิจ คือ สร้างรายได้เสริมให้กับชุมชน จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ด้านสังคม สร้างการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาขยะ และด้านสิ่งแวดล้อม แก้ปัญหามลพิษจากขยะพลาสติก รักษาระบบนิเวศทางทะเล

นางกอบบุญ กล่าวว่า บริษัทฯ ส่งเสริมให้คู่ค้าตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เสริมสร้างความรู้ให้คู่ค้า SMEs ช่วยพัฒนากระบวนการผลิต เพื่อให้ผู้ประกอบการนำส่วนของผลประหยัดที่เกิดขึ้น มาลงทุนกับโครงการลดการปล่อยคาร์บอนฯของตัวเอง ขณะเดียวกัน ได้จัด โครงการ “ปันรู้ ปลูกรักษ์” โดยร่วมมือกับโรงเรียนในพื้นที่ที่ซีพีเอฟเข้าไปดำเนินโครงการด้านสิ่งแวดล้อมให้ความรู้กับเยาวชนเข้าใจในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ร่วมมือกันอนุรักษ์และดูแลสิ่งแวดล้อมไปด้วยกัน

เมืองไทยประกันชีวิต ปลื้ม “อีลิท เฮลท์ พลัส” ชนะเลิศสุดยอดผลิตภัณฑ์แห่งปี 4 ปีซ้อน

0

เมืองไทยประกันชีวิต (MTL) ปลื้มผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพแบบ อีลิท เฮลท์ พลัส ได้รับรางวัล “BUSINESS+ PRODUCT OF THE YEAR AWARD 2023” รางวัลสินค้าและบริการยอดเยี่ยมแห่งปี 2566 จากนิตยสาร Business+ ในเครือ บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ตอกย้ำสุดยอดผลิตภัณฑ์แห่งปีต่อเนื่องเป็นปีที่ 4

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บริษัทฯ มุ่งเน้นการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการเฉพาะแต่ละบุคคล (Personalization) ให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น โดยการพัฒนาเทคโนโลยีด้านข้อมูลต่างๆ เพื่อนำมาใช้ในการวิเคราะห์และคาดการณ์พฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อให้มีความเข้าใจและตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างแท้จริง ตลอดจนมุ่งมั่นที่จะให้บริการที่ครอบคลุมทั้งด้านสุขภาพ โดยการออกแบบผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพที่ตอบโจทย์ความคุ้มครองสุขภาพรอบด้านและสอดคล้องกับมาตรฐานประกันสุขภาพฉบับใหม่ ทั้งนี้ประชาชนมีความสนใจในผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพมากขึ้น เพื่อเป็นการบริหารด้านค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของตัวเองและครอบครัว

สำหรับรางวัลสินค้าและบริการยอดเยี่ยมแห่งปี 2566 จากนิตยสาร Business+ ในครั้งนี้ นายสาระกล่าวเพิ่มเติมว่า “รางวัล “BUSINESS+ PRODUCT OF THE YEAR AWARD 2023” สินค้าและบริการยอดเยี่ยมแห่งปี 2566 ประเภทผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพเหมาจ่ายระดับพรีเมี่ยม เพื่อมอบรางวัลให้แก่ผู้ผลิตผู้จำหน่ายและผู้แทนสินค้าหรือบริการที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นสุดยอดสินค้าและบริการแห่งปี 2566 นี้ ซึ่งเป็นการแสดงถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการที่บริษัทฯ สามารถตอบโจทย์ตามความต้องการของผู้บริโภคและลูกค้าอย่างแท้จริง อีกทั้งยังเป็นการแสดงถึงความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมของผลิตภัณฑ์และบริการ เพื่อสร้างการเติบโตให้กับองค์กรได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยบริษัทฯ ได้รับรางวัลนี้ตั้งแต่ปี 2563 – 2566 นับเป็นปีที่ 4 ติดต่อกันที่แสดงถึงความสำเร็จของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตลอดมา

ทั้งนี้ความคุ้มครองสุขภาพ “อีลิท เฮลท์ พลัส (Elite Health Plus)” ตอบโจทย์ความคุ้มครองสุขภาพแบบเหมาจ่าย สามารถให้ผู้เอาประกันภัยซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมได้ตามต้องการ โดยสามารถเลือกวงเงินเหมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลสูงถึง 20-100 ล้านบาทต่อปี คุ้มครองทั้งโรคระบาด โรคร้ายแรง โรคทั่วไป และอุบัติเหตุ ครอบคลุมการรักษาแบบผู้ป่วยใน (IPD) และผู้ป่วยนอก (OPD) ตามแผนความคุ้มครองที่ลูกค้าเลือก รวมถึงการฟอกไต การรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีการเคมีบำบัด และแบบ Targeted Therapy ให้ลูกค้ามั่นใจในการเข้าถึงการรักษาด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย การวินิจฉัยโรคแบบ CT Scan และ MRI โดยไม่ต้องแอดมิท หรือกรณีเจ็บป่วยต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยห้องเดี่ยวมาตรฐานได้ทุกโรงพยาบาล หรือค่าห้องเดี่ยวพิเศษ 10,000 – 25,000 บาทต่อวัน และห้องผู้ป่วยหนัก (ICU) เหมาจ่ายตามจริง รวมสูงสุด 365 วัน เข้ารักษาได้ทุกโรงพยาบาลทั่วไทย หรืออยากรักษาที่ไหน สามารถเลือกพื้นที่ความคุ้มครองได้จาก 4 พื้นที่ทั่วโลก สมัครได้ตั้งแต่อายุ 11- 90 ปี คุ้มครองยาวถึงอายุ 99 ปี หลังเกษียณแล้วก็อุ่นใจ เจ็บป่วยขึ้นมาก็มีผู้ช่วยดูแลค่ารักษา อีกทั้งยังสามารถพลัสความคุ้มครองเพิ่มได้ตามต้องการ อาทิ ความคุ้มครองการคลอดบุตร พลัส (Maternity Plus) และสุขภาพดี พลัส (Well-Being Plus) ซึ่งประกอบด้วย ตรวจสุขภาพ ฉีดวัคซีน ค่ารักษาทางทันตกรรม ค่ารักษาทางสายตา ก็พลัสเพิ่มได้ตามความต้องการอีกด้วย ทั้งนี้เงื่อนไขรายละเอียดต่างๆ เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

“บริษัทฯ มีความยินดีและภูมิใจที่ได้รับรางวัลนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากความมุ่งมั่นของทีมงานทุกคนในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า บริษัทฯให้ความสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ในอนาคตเรามุ่งหวังที่จะเป็นผู้นำในตลาดและยังคงนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณค่าสูงสุดให้กับผู้บริโภค ตลอดจนขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ไว้วางใจและมอบให้บริษัทฯ เป็นผู้ดูแลความมั่นคงของชีวิตและสุขภาพของทุกคน”

รู้เก็บรู้ออม : DR หุ้นไทย–สิงคโปร์!!

0

สำหรับนักลงทุนที่เปิดโอกาสการเรียนรู้ให้กับตัวเอง หมั่นอัปเดตความรู้ ข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนทำความรู้จัก และการใช้งานเครื่องมือการลงทุนใหม่ๆอยู่เสมอ ถึงตอนนี้แล้ว “คุณนายพารวย” เชื่อว่า DR หรือตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ คงทำให้นักลงทุนไทยมีประสบการณ์การลงทุนแบบโกอินเตอร์ และเพิ่มโอกาสกับการลงทุนในหุ้นชั้นนำระดับโลกกันแล้ว

ส่วนนักลงทุนหน้าใหม่ หรือที่ยังไม่รู้จัก DR “คุณนายพารวย” ขออธิบายให้เข้าใจกันง่ายๆ ว่า เปรียบเหมือนกับการยกหลักทรัพย์ต่างประเทศ ให้มาซื้อขายบนตลาดหุ้นไทย โดยมี “ใบรับฝาก” หรือ DR ที่จะทำให้สามารถซื้อขายหลักทรัพย์ต่างประเทศ ด้วยบัญชีเทรดหุ้นไทยที่ใช้อยู่ โดยไม่จำเป็นต้องไปเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นต่างประเทศ แถมยังสามารถชำระเงินค่าซื้อ DR เป็นเงินบาทปกติเหมือนซื้อขายหุ้นไทย

การเปิดตัว DR โดย “ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” ได้ช่วยพลิกโฉมของการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ เพราะเป็นเครื่องมือการลงทุนที่ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้สนับสนุนให้มีการพัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มโอกาสและกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศให้กับนักลงทุนไทย โดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อย มากยิ่งขึ้น

และล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์ไทย และตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) ได้มีความร่วมมือกันในการเปิดขายหลักทรัพย์ของ 2 ประเทศผ่าน DR ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการเพิ่มทางเลือกและโอกาสในการลงทุนให้แก่นักลงทุนของทั้งสองประเทศ

คุณ “ภากร ปีตธวัชชัย” กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ อธิบายว่าตลาดหุ้นไทย และสิงคโปร์ ได้เริ่มความร่วมมือในโครงการ “Thailand–Singapore DR Linkage” เมื่อปี 2564 โดยเป็นความร่วมมือครั้งแรกระหว่างตลาดหลักทรัพย์อาเซียนที่มีการเชื่อมโยง DR ระหว่างกัน และตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมที่จะขยายความร่วมมือแบบนี้กับตลาดหลักทรัพย์อื่นในอาเซียนเพิ่มเติมในอนาคต

ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสิงคโปร์เปิดซื้อขาย DR อ้างอิงหุ้นไทยไปแล้ว 3 หลักทรัพย์ ได้แก่ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT) บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) และ บมจ.ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) และในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ไทยได้เปิดซื้อขาย DR อ้างอิงหุ้น Singapore Airlines (SIA) และมีผู้ออกหลักทรัพย์อยู่ระหว่างยื่นขออนุมัติเสนอขาย DR หุ้นสิงคโปร์ เพิ่มเติม

ปัจจุบัน ตลาดหุ้นไทย มี DR จดทะเบียนอยู่ 18 หลักทรัพย์และ DRx 5 หลักทรัพย์ โดยมีหลักทรัพย์อ้างอิงอยู่ในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ฮ่องกง เวียดนาม สหรัฐอเมริกา และประเทศในยุโรป มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมของ DR และ DRx ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2566 มีมูลค่าสูงถึง 17,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

โอกาสและทางเลือกการลงทุนใหม่ที่เปิดกว้างขึ้น พร้อมกับการอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนได้เข้าถึงหุ้นต่างประเทศ ผ่านตลาดหุ้นไทยแบบสะดวก รวดเร็ว “คุณนายพารวย” จึงอยากเชิญชวนให้นักลงทุนที่สนใจ อยากสัมผัสประสบการณ์ลงทุนหุ้นโลก สามารถไปศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ DR เพิ่มเติมกันได้ที่ www.set.or.th 

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง"  หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ