Home Blog Page 142

CPF ใช้บล็อกเชน ตรวจสอบย้อนกลับสินค้า สร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ ความปลอดภัย ลดโลกร้อน

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ นำเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain)มาใช้ ตรวจสอบย้อนกลับสินค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพและความปลอดภัยอาหารให้กับผู้บริโภค ตลอดห่วงโซ่การผลิตอาหาร แหล่งที่มาของสินค้า ข้อมูลการได้รับรองมาตรฐานสากลด้านคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร และข้อมูลด้านผลิตภัณฑ์ยั่งยืน นำร่องติดคิวอาร์โค้ดผลิตภัณฑ์กลุ่มไก่สดและหมูสด ผลิตภัณฑ์ไข่ไก่ ผลิตภัณฑ์กุ้งสด ผลิตภัณฑ์ไก่ปรุงสุก ผลิตภัณฑ์ไส้กรอก

นางสาวอรพรรณ มั่งมีศรี ผู้อำนวยการสำนักระบบมาตรฐานสากล ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการส่งมอบอาหารปลอดภัยและมีคุณภาพสู่ผู้บริโภค ด้วยการนำเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ที่มีความถูกต้องแม่นยำและรวดเร็ว มาใช้ในการตรวจสอบย้อนกลับสินค้า เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลด้วยการสแกนคิวอาร์โค้ด(QR Code) ที่อยู่บนบรรจุภัณฑ์ สามารถตรวจสอบที่มาของผลิตภัณฑ์ตลอดห่วงโซ่การผลิตอาหารได้อย่างถูกต้อง อาทิ แหล่งที่มาของสินค้า ข้อมูลการได้รับรองมาตรฐานสากลด้านคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร ข้อมูลด้านผลิตภัณฑ์ยั่งยืน ปริมาณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

“บริษัทฯ ได้จัดทำระบบการตรวจสอบย้อนกลับในผลิตภัณฑ์ไก่สดและหมูสด ตั้งแต่ ปี 2565 ขยายสู่ผลิตภัณฑ์ไข่ไก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์กุ้งสด ในปี 2566 และมีเป้าหมายภายในปี 2567 ขยายไปยังผลิตภัณฑ์ไก่ปรุงสุก ผลิตภัณฑ์ไส้กรอก โดยมีแผนขยายครอบคลุมผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในระยะต่อไป” นางสาวอรพรรณ กล่าว

ระบบการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าแบบดิจิทัล ช่วยสร้างความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ด้วยข้อมูลที่โปร่งใส สอดรับกับเป้าหมาย
การปรับองค์กรสู่ธุรกิจแบบดิจิทัลด้วยเทคโนโลยีบล็อคเชน ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ

ซีพีเอฟกำหนดนโยบายการตรวจสอบย้อนกลับการผลิตอาหาร เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในการยกระดับการดำเนินกิจการของซีพีเอฟทั่วโลก ด้านคุณภาพ อาหารปลอดภัย โดยสามารถตรวจสอบย้อนกลับข้อมูลได้อย่างโปร่งใสในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิตอาหารสัตว์ การเลี้ยงสัตว์ในฟาร์ม การแปรรูปอาหาร ระบบขนส่งและคลังสินค้า และครอบคลุมไปถึงวัตถุดิบ วัตถุเจือปนอาหาร ส่วนประกอบอาหาร และบรรจุภัณฑ์

กรุงเทพโปรดิ๊วส ชูระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพด-เทคโนโลยี พิชิตฝุ่น PM 2.5

0

บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ผู้จัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด หรือ ซีพีเอฟ ได้พัฒนาและใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มาตั้งแต่ปี 2559 นับเป็นบริษัทแรกของไทยที่นำระบบนี้มาใช้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการจัดหาวัตถุดิบหลักทางเกษตรสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งปลูกที่ไม่มีการตัดไม้ทำลายป่า และการเผา ตามนโยบายของเครือซีพี “ไม่รับและไม่นำเข้าผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากพื้นที่รุกป่า และพื้นที่ที่มาจากการเผา” เพื่อดูแลสิ่งแวดล้อม และมีส่วนร่วมแก้ปัญหาหมอกควัน และฝุ่น PM 2.5

ระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพด (Corn Traceability) ช่วยให้บริษัททราบถึงข้อมูลสำคัญของเกษตรกรและที่มาของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงพื้นที่ปลูกที่ไม่ได้มาจากการตัดไม้ทำลายป่า รวมถึง วิธีการปลูก ตลอดจนสามารถติดตามการเผาแปลง ซึ่งปัจจุบัน ปัจจุบัน มีเกษตรกรปลูกข้าวโพดกว่า 40,000 ราย และพ่อค้าพืชไร่ อีกกว่า 600 ราย เป็นผู้รวบรวมข้อมูลเกษตรกร ลงทะเบียนซื้อขายผลผลิตผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับ ครอบคลุมพื้นที่ปลูก กว่า 2 ล้านไร่

ปัจจุบัน การจัดหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สำหรับกิจการในประเทศไทยของซีพีเอฟ สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาได้ทั้งหมด ขณะเดียวกัน กรุงเทพโปรดิ๊วส ยังขยายผลการนำระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดไปใช้ใน 7 ประเทศ ได้แก่ ลาว กัมพูชา เวียดนาม เมียนมา ฟิลิปปินส์ อินเดีย และบังคลาเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการจัดหาวัตถุดิบทางการเกษตรอย่างรับผิดชอบของกรุงเทพโปรดิ๊วส และซีพีเอฟที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้มาจากแหล่งผลิตที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่บุกรุกพื้นที่ป่า
กรุงเทพโปรดิ๊วส ใช้ เทคโนโลยีบล็อกเชน เพิ่มความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสของข้อมูล สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคและใช้ เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียม ติดตามการเผาแปลงแบบวันต่อวัน หากพบจุดความร้อนตรงกับแปลงปลูกของเกษตรกรที่จำหน่ายผลผลิตให้ เจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่ให้แนะนำและส่งเสริมวิธีการไถกลบแทนการเผา
ทั้งนี้ กรุงเทพโปรดิ๊วส ยังสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน Public-Private Partnership ป้องกันการเผาแปลงข้าวโพด ลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 สร้างห่วงโซ่การผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่รับผิดชอบต่อโลก โดยสนับสนุนให้คู่ค้าได้ใช้ข้อมูลจุดความร้อนจากภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อตรวจจับการเผาแปลงแบบระบุเป็นรายแปลง และกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทานข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่รับผิดชอบ ตามเป้าหมายของโครงการ “Partner To Green คู่ค้าข้าวโพดพันธมิตร พิชิตหมอกควัน รวมถึงพัฒนาขีดความสามารถคู่ค้าพันธมิตรข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ก้าวสู่เป้าหมาย Net-Zero ในปี 2050

กรุงเทพโปรดิ๊วสยังส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ชวนคนไทยร่วมยุติการเผาแปลง พิชิตปัญหาฝุ่น PM 2.5 ได้เข้ามามีส่วนช่วยเฝ้าระวังการเผาแปลงของเกษตรกร เปิดช่องทางการร้องเรียนพบการเผาแปลงข้าวโพด ผ่านแอปพลิเคชั่น “ฟ.ฟาร์ม” เจอเผาแปลง แจ้งแอป ฟ.ฟาร์ม หรือแจ้งผ่านเว็บไซต์ระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพด ชวนเกษตรกรและประชาชนทั่วไปร่วมมือป้องกันเผาแปลงเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

สามารถชมคลิปได้ https://youtu.be/z7Qa3uZK7bM?si=NFbpakIMN8izuy2g

“สาระ ล่ำซำ” คว้ารางวัลสุดยอดผู้นำองค์กร “Best Life Insurance CEO” เวที International Finance Magazine ประเทศอังกฤษ

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัล “Best Life Insurance CEO – Mr. Sara Lamsam” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2  จากงานประกาศรางวัลInternational Finance Awards 2023  จัดโดยนิตยสาร International Finance นิตยสารด้านธุรกิจและการเงินชั้นนำระดับโลกจากประเทศอังกฤษ รางวัลดังกล่าวเป็นรางวัลที่มอบให้แก่สุดยอดผู้นำองค์กรที่มีวิสัยทัศน์ มีกลยุทธ์ทางธุรกิจ มีการบริหารงานที่เป็นเลิศและโดดเด่นที่สุด

และในงานมอบรางวัลเดียวกันนี้ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ยังได้รับรางวัล  Best New Life Insurance Initiative – Silver Readiness by MTL  โดยมีนางสาวนิรัตน์ บูชาสุข  รองกรรมการผู้จัดการ เป็นตัวแทนขึ้นรับรางวัล  ซึ่งรางวัลดังกล่าวตอกย้ำถึงความสำเร็จขององค์กรในการมุ่งเน้นการตอบโจทย์ที่หลากหลายรอบด้านเพื่อการดูแลกลุ่มผู้สูงอายุยุคใหม่ (Silver Age) ให้มีความสุขและใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ ด้วยการช่วยสร้างความอุ่นใจและเติมเต็มชีวิตสมาร์ทของวัยซิลเวอร์อย่างครบถ้วน ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ บริการ นวัตกรรม และเครือข่ายพันธมิตรที่ครอบคลุมทุกรูปแบบการใช้ชีวิตที่สามารถดูแลลูกค้าครบวงจร  โดยงานจัดขึ้น ณ โรงแรม Waldorf Astoria กรุงเทพฯ.

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชวนร่วมงาน “Green Economy: Next growth and survive” เดินหน้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) องค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (USAID) และ The Gold Standard Foundation จัดงาน “Green Economy: Next growth and survive” ? เพื่อรับฟังวิสัยทัศน์ นโยบายจากรัฐในการมุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียว และรับฟังเสวนาแลกเปลี่ยนข้อมูล แนวคิดและรับทราบถึง โมเดลและรูปแบบนวัตกรรมทางสังคมที่ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและสังคมไปพร้อมกัน รวมถึงการนำกลไกคาร์บอนเครดิตมาร่วมพัฒนาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งจะเป็นตัวอย่างหรือกรณีศึกษาให้ภาคเอกชนร่วมขับเคลื่อนการดูแลสิ่งแวดล้อมเพื่อมุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียว

โดยงานจะมีขึ้นในวันพฤหัสบดี ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 13.00 – 16.00 น. ที่หอประชุมศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ผู้สนใจเข้าร่วมงานสามารถลงทะเบียนตอบรับร่วมงานได้ที่ https://forms.office.com/r/3FWjjkcu24?origin=lprLink ภายในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับเกณฑ์เปิดเผยรายชื่อผู้ถือหลักทรัพย์ตั้งแต่ 0.5% เริ่ม 19 ก.พ. 67

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปรับปรุงเกณฑ์การเปิดเผยรายชื่อผู้ถือหลักทรัพย์ เพื่อให้ผู้ลงทุนมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนครบถ้วนยิ่งขึ้น จากเดิมที่กำหนดให้บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยรายชื่อผู้ถือหลักทรัพย์รายใหญ่หรือผู้ถือหลักทรัพย์ 10 รายแรก เป็นให้บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยรายชื่อผู้ถือหลักทรัพย์ที่มีสัดส่วนการถือครองหลักทรัพย์ตั้งแต่ 0.5% ของทุนชำระแล้ว แต่ไม่น้อยกว่า 10 ราย ทั้งนี้ ให้ใช้กับบริษัทจดทะเบียน ทรัสต์เพื่อการลงทุน กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ โดยจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 เป็นต้นไป

ผู้ลงทุนและผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเกณฑ์เปิดเผยรายชื่อผู้ถือหลักทรัพย์ตั้งแต่ 0.5% ได้ที่เว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ www.set.or.th ภายใต้หัวข้อ “กฎเกณฑ์/การกำกับ” และ “กฎเกณฑ์ – หนังสือเวียนส่วนที่เกี่ยวกับหลักทรัพย์จดทะเบียน” ทั้งนี้ สามารถติดตามการเปิดเผยรายชื่อผู้ถือหลักทรัพย์ของแต่ละบริษัทตามเกณฑ์ที่ปรับปรุงใหม่ โดยพิมพ์ชื่อย่อหลักทรัพย์ และเลือกเมนู “ข้อมูลผู้ถือหุ้น” เริ่มตั้งแต่ 19 กุมภาพันธ์ 2567

เดินทอดน่องเที่ยว 3 วัดงามเลียบคลองผดุงกรุงเกษม

0

“บิ๊กเกรียน” มีโอกาสติดสอยห้อยตามคณะผู้จัดทำเพจ รัตนโกสิเนหา ซึ่งขยันคลอดทริปท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ยุคสมัยรัตนโกสินทร์ออกมาเป็นระยะๆ และแต่ละทริปที่จัดนั้น จะร้อยเรียงสถานที่ที่มีความเป็นมาเกี่ยวเนื่องกันในแง่มุมประวัติศาสาตร์ไว้อย่างน่าสนใจ เช่นเดียวกับทริปล่าสุดที่ตั้งชื่อชวนให้ต้องติดตามมาร่วมทริปว่า “สีมากรุงเกษม

ทริปที่พาเราชมความงดงามของวัดอารามหลวงเก่าแก่ 3 แห่ง ที่ตั้งอยู่แนวคลองผดุงกรุงเกษม โดยแต่ละวัด สร้างขึ้นตามพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประกอบไปด้วย วัดเทพศิรินทราวาส, วัดโสมนัสราชวรวิหาร และ วัดมกุฏกษัตริยาราม ซึ่งล้วนเป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ช่วงสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5

เราเริ่มต้นทริปท่องเวลาหาวัดงามครั้งนี้กันที่ วัดเทพศิรินทราวาส ตั้งอยู่บนถนนกรุงเกษม เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ ซึ่งสำหรับตัวแอดมินแล้ว มีโอกาสมาที่วัดนี้บ่อยครั้ง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการมาเพื่อร่วมงานขาวดำเสียมากกว่า ไม่เคยมีโอกาสได้มาเยี่ยมชมความงามอย่างจริงจัง ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสมาเที่ยวชมวัดเทพศิรินทราวาสแห่งนี้ จากข้อมูลประกอบกับการบรรยายที่ได้อรรถรสยิ่งของ อาจารย์ไพศาลย์ เปี่ยมเมตตาวัฒน์ วิทยากรรับเชิญ ทำให้ทราบว่า วัดเทพศิรินทร์ฯ เป็นวัดที่ร.5 ทรงสร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายพระราชมารดา สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ซึ่งได้เสด็จสวรรคตตั้งแต่พระองค์ยังทรงพระเยาว์ โดยออกแบบสร้างให้พื้นที่ตรงส่วนกลางเป็นส่วนของพุทธาวาสมีเพียงพระอุโบสถ ไม่มีการสร้างวิหาร และเจดีย์ ภายในวัด ขนาบข้างด้วยส่วนที่เป็นพื้นที่อยู่อาศัยของพระสงฆ์ หรือ สังฆาวาส นอกจากนี้ พื้นที่ด้านหลัง ยังโปรดให้สร้างสุสานหลวงไว้ภายในวัด เพื่อใช้เป็นฌาปนสถานสำหรับพระราชวงศ์ซึ่งไม่ได้สร้างพระเมรุฯ ที่ท้องสนามหลวงและสำหรับชนทุกชั้นด้วย

พระอุโบสถวัดเทพศิรินทร์ฯ มีความงดงามทางสถาปัตยกรรม และมีขนาดที่ใหญ่มาก ภายในอุโบสถ เราจะถูกสะกดสายตาด้วยฉากความงามตรงหน้าของพระประธานที่ประดิษฐานอยู่ในพลับพลา บนฐานชุกชีสูงครึ่งหนึ่งของพระอุโบสถ ซึ่งถือว่าใหญ่ที่สุดในประเทศ จึงทำให้ชุดเครื่องตั้งพระประธานทั้งหมดสูงเทียมเพดาน อันเป็นเอกลักษณ์ซึ่งไม่พบในที่อื่นใด และไม่อาจละสายตาเมื่อแหงนหน้าขึ้นไปพบกับความวิจิตรตระการตาของเพดานที่ประดับลายสลักเป็นรูปเครื่องราชอิสริยาภรณ์แบบเต็มเพดาน ขณะที่ผนังก็ประดับเป็นลวดลายดอกรำเพยไว้อย่งางงดงามตา ซึ่งคล้องกับชื่อที่ร.4 โปรดใช้เรียกสมเด็จพระเทพศิรินทราฯ ว่า “แม่รำเพย” นั่นเอง

จากนั้น เราเดินทางต่อไปยังวัดโสมนัสราชวรวิหาร และวัดมกุฏกษัตริยาราม วัดเก่าแก่ทั้งสองแห่งนี้ถูกสร้างเคียงคู่กันในสมัยรัชกาลที่ 4 เดิมมีพื้นที่ติดกัน แต่ในภายหลังมีการตัดถนนราชดำเนินกลาง คั่นแยกพื้นที่ของวัดทั้งสองแห่งออกจากกัน สำหรับการออกแบบก่อสร้างวัดทั้งสองนี้ก็เป็นไปตามรูปแบบนิยมกัน คือ มีการสร้างครบทั้งพระวิหาร เจดีย์ และอุโบสถ โดยพื้นที่ส่วนของพระอุโบสถ พระวิหาร และ พระเจดีย์ และระเบียงคดของทั้งสองวัด ปกติจะไม่เปิดโดยทั่วไป นอกจากเวลาทำวัตร หรือ มีกิจกรรมวันพระ หรือ พิธีสำคัญเท่านั้น ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสดีที่เราจะได้เดินชมความงามของวัดทั้งสองนี้กันอย่างเต็มที่

วัดโสมฯ ตั้งอยู่บนถนนกรุงเกษม แขวงโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ เป็นวัดที่รัชกาลที่ 4 ทรงสร้างเพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแก่ สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี พระอัครมเหสีพระองค์แรกที่สิ้นพระชนม์ตั้งแต่ต้นรัชกาล ภายในพระอุโบสถ ตกแต่งฝาผนังเป็นลวดลายภาพจากเรื่องอิเหนา และเป็นที่ประดิษฐานของ พระสัมพุทธโสมนัสวัฒนาวดีนาถบพิตร พระประธานที่มีความงดวามยิ่ง นอกจากนี้ยังมี พระพุทธรูปยืนทรงเครื่องประดิษฐานคู่กัน 2 องค์ คือ พระพุทธรูปฉลองพระองค์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 และ พระพุทธรูปฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี ตั้งอยู่บริเวณผนังด้านหลังพระวิหารอีกด้วย และอีกความโดดเด่น่ของวัดนี้ คือ เจดีย์ทองขนาดใหญ่สูง 55 เมตร ปิดกระเบื้องโมเสคสีทองทั้งองค์ รูปทรงแบบลังกา ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุซึ่งอัญเชิญมาจากประเทศอินเดีย

อีกจุดเด่นของวัดโสมฯ คือ ส่วนของระเบียงคด ที่สร้างทอดยาวล้อมรอบเจดีย์ทอง ซึ่งมีความเป็นระเบียบ สบายตายิ่ง โดยจะมีพระพุทธรูปปางสมาธิตั้งคั่นระหว่างพระพุทธรูปปางอื่นๆ ที่ตั้งอยู่ตลอดทาง ใช้เป็นสถานที่สำหรับเดินจงกรม นั่งสมาธิ หรือเดินเวียนเทียนในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา

และส่งท้ายทริปที่ประทับใจนี้ที่วัดมกุฏกษัตริยาราม ตั้งอยู่บนถนนกรุงเกษม แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพฯ กับการเปิดให้เข้าชมพระตำหนักพิพิธภัณฑ์แบบเอ็กคลูซีพ จนรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเดินอยู่ในท่ามกลางกรุสมบัติ ของล้ำค่านับไม่ถ้วน พร้อมฟังการบรรยายของอ.ไพศาลย์ ซึ่งเป็นนักสะสมของเก่าตัวยงคนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น พระบรมสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เทคนิคภาพพิมพ์หิน สภาพสมบูรณ์มาก, พระบรมรูปหล่อร. 5 ทั้งแบบฐานเหลี่ยม และฐานกลม ที่หายาก และมีราคา ซึ่งหล่อจากโรงงานในฝรั่งเศสแห่งเดียวกับที่หล่อพระบรมรูปทรงม้า , กรุตาลปัดสำคัญในโอกาสพิธีต่างๆ ของทางราชสำนัก, ถ้วย จานชามโบราณ และวัตถุมีค่าอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งปกติแล้ว พิพิธภัณฑ์ที่นี่ ยังไม่ได้เปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการ ต้องทำเรื่องขออนุญาตเป็นครั้งๆไป

หลังจากนั้น เราใช้เวลาที่เหลือกับการชมความงามของพระวิหาร ที่มีลายพระมหามงกุฏอันเป็นตราประจำรัชกาลที่ 4 ประดับอยู่ที่หน้าบันและด้านบนของซุ้มประตูและหน้าต่าง และเดินชมระเบียงคต ซึ่งใต้ฐานพระพุทธรูปรอบระเบียง เป็นที่บรรจุอัฐิของราชสกุลที่สืบเนื่องมาจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

จบทริปไปด้วยความอิ่มเอมใจ พร้อมกับความประทับใจในเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของเนื้อหาความเป็นมาของวัดทั้งสามที่มีความเกี่ยวโยงกัน และถ่ายทอดออกมาได้ดีและน่าสนใจยิ่ง

ขอบคุณ ข้อมูลจาก เพจรัตนโกสิเนหา

TB-CERT ยืนยัน ไม่สามารถใช้เสียงในการยืนยันตัวตนเพื่อโอนเงิน

0

ศูนย์ประสานงานด้านความมั่นคงปลอดภัยเทคโนโลยีสารสนเทศภาคการธนาคาร (TB-CERT) ภายใต้สมาคมธนาคารไทย และธนาคารสมาชิก ออกหนังสือชี้แจงกรณีที่มีข่าวการดูดเงินเพียงการโทรพูดคุย 2 นาที โดยไม่ต้องกดลิงก์ว่า ปัจจุบันธนาคารไม่มีการใช้เสียงในการยืนยันตัวตนเพื่อโอนเงิน ดังนั้นเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริงและยังไม่พบเหตุการณ์ความเสียหายเกิดขึ้นจากกรณีดังกล่าว ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก

ระบบของธนาคารมีการป้องกันและพัฒนาการพิสูจน์ยืนยันตัวตนอย่างต่อเนื่อง เช่น มาตรการให้ยืนยันตัวตนผ่านการสแกนหน้า ควบคู่กับข้อมูลส่วนบุคคล และรวมถึงการกำหนดวงเงินในการทำธุรกรรม

นอกจากนี้ TB-CERT ภายใต้สมาคมธนาคารไทย รวมถึงธนาคารสมาชิก ได้ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection) ของลูกค้าทุกคน พร้อมปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อความปลอดภัยในการใช้บริการธนาคาร และสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าและประชาชน

อย่างไรก็ดี ประชาชนต้องพึงระวัง

1. ไม่ดาวน์โหลด รวมถึงกดลิงก์ใด ๆ โดยเฉพาะจากบุคคลที่ไม่รู้จัก

2. ไม่สแกนหน้ากับโปรแกรมจากแหล่งอื่น ๆ นอกเหนือจากแหล่งที่ได้รับการควบคุมและรับรองความปลอดภัยจากผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการที่เป็น Official Store

3. เมื่อรู้ตัว หรือสงสัยว่ากำลังคุยกับมิจฉาชีพ ไม่แนะนำให้คุยต่อ เพราะอาจจะหลงเชื่อมิจฉาชีพ เนื่องจากมิจฉาชีพอาจจะมีข้อมูลจริงทำให้พูดคุยแล้วยิ่งหลงเชื่อ

4. หากสงสัย ให้โทรสอบถามที่เบอร์ทางการของหน่วยงานโดยตรง

หากลูกค้าธนาคารพบธุรกรรมผิดปกติเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว หรือมีข้อสงสัย ขอให้ติดต่อคอลเซ็นเตอร์ หรือสาขาของธนาคารที่ลูกค้าใช้งานทันที หรือ ติดต่อ ศูนย์ AOC สายด่วน 1441 เพื่อแจ้งตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของการทำธุรกรรม โดยธนาคารจะดูแลแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด

ตลท. จัดสัมมนา “SET Sustainability Forum1/2024: Grounding Greater Governance for Good” 15 ก.พ.นี้

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ขอเชิญผู้ประกอบการและผู้สนใจร่วมสัมมนา  SET Sustainability Forum 1/2024 หัวข้อ “Grounding Greater Governance for Good” รับฟังมุมมองความสำคัญของการกำกับดูแลกิจการที่ดีอันเป็นรากฐานสำคัญทั้งต่อการพัฒนาธุรกิจและการลงทุนอย่างยั่งยืน โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ประธานอนุกรรมการบรรษัทภิบาลและความยั่งยืน และอนุกรรมการกฎหมาย ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปาฐกถาพิเศษ  “Grounding Greater Governance for Good” และการบรรยายโดย Helena Fung Head of Sustainable Finance and Investment, Asia Pacific, London Stock Exchange Group (LSEG)  หัวข้อ “Re-examining the Importance of Governance in Corporate Sustainability and ESG Investing” ถึง  Global Sustainable Investment Trend ในปีนี้

นอกจากนี้ ยังมีเสวนาอีก 2 ช่วง โดยช่วงแรก “Rebuilding Trust: The Rise of Governance in Investment Decisions and Corporate Sustainability ” แลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ในการลงทุนอย่างยั่งยืน ผ่านมุมมองผู้ใช้ข้อมูล และช่วงที่สอง “Communicating Greater Governance through Responsible Data ” แลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ผ่านมุมมองผู้ให้ข้อมูล ผู้ลงทุนรุ่นใหม่ หน่วยงานกำกับดูแล รวมถึงแนวทางการตอบสนองความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียในทุกมิติ งานสัมมนา SET Sustainability Forum 1/2024 หัวข้อ “Grounding Greater Governance for Good”กำหนดจัดขึ้นวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 13.00-17.30 น. ณ หอประชุมศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย ชั้น 7 อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ ลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://shorturl.at/pzO48  ไม่มีค่าใช้จ่าย

CPFGS ยกระดับการดูแลสุขภาพผู้บริโภค ชู NutriMax อาหารทางการแพทย์ สูตรครบถ้วนพร้อมรับประทาน

0

CPFGS หนุนโรงพยาบาลรามาธิบดี ส่งเสริมสุขภาพผู้ป่วยและผู้สูงวัย ให้เข้าถึงอาหารที่ดีมีคุณค่าทางโภชนาการและปลอดภัย ตอบโจทย์ความต้องการสารอาหารแต่ละชนิดได้ตามความต้องการ

ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าว ในการประชุมวิชาการแพทยศาสตรศึกษาแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 23 ว่า การดูแลสุขภาพและการทำให้สุขภาพดีขึ้น อาหารเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่ง ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ซึ่งประชากรกลุ่มนี้ต้องการอาหารที่ไม่เหมือนกับวัยอื่นๆ ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ป่วยในแต่ละโรคมีความต้องการอาหารที่เฉพาะแตกต่างกัน เช่น ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ต้องการอาหารที่ไม่ทำให้น้ำตาลสูงขึ้น โรคไตและโรคความดันโลหิตสูง ต้องคำนึงถึงอาหารโซเดียมต่ำ ดังนั้นการมีอาหารที่เฉพาะเจาะจงต่อสุขภาพของแต่ละคน จะทำให้ผู้ป่วยได้รับอาหารที่เหมาะสมกับตนเองและสุขภาพดีขึ้น จึงเป็นหนึ่งในโจทย์ใหญ่ ของทีมวิจัยและผู้ผลิตอาหาร ในการทำให้ผู้ป่วยและผู้สูงอายุ มีอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาที่ส่งผลให้สุขภาพดีขึ้น มีอายุยืนยาวและแข็งแรงพร้อมทำงานให้กับสังคมได้

ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์อาทิตย์ อังกานนท์

สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ นูทริแม็กซ์ (NutriMax) ที่นำสูตรของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารสูตรครบถ้วนพร้อมรับประทาน เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงได้ เป็นโครงการที่ดี เพราะโรงพยาบาลฯ มีองค์ความรู้ ในการที่จะทำอาหารสำหรับผู้ป่วยมาอย่างยาวนาน แต่ทำได้เฉพาะในโรงพยาบาล ไม่มีช่องทางจำหน่ายไปยังผู้ป่วยทั่วไป การที่ภาคเอกชนเข้ามาร่วมพัฒนาอาหารที่เหมาะกับผู้ป่วย และผู้สูงอายุ เป็นการทำให้องค์ความรู้แพร่หลายไปสู่สังคมอย่างกว้างขวาง และกระจายไปสู่คนไข้ได้มากขึ้น นับเป็นการส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาพดีขึ้นไปด้วยกัน

ด้านนายวรุณ ศิลปสุวรรณชัย ผู้อำนวยการธุรกิจเพื่อสุขภาพ บริษัท ซีพีเอฟ โกลบอล ฟู้ด โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CPFGS ซึ่งดําเนินธุรกิจจัดจําหน่ายผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปของ ซีพีเอฟ ภายในประเทศไทยและจําหน่ายในต่างประเทศมากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก กล่าวว่า NutriMax ภายใต้แบรนด์ Innoweness เป็นการยกระดับอาหารปั่นผสมที่คิดค้นร่วมกันของนักโภชนาการของโรงพยาบาลรามาธิบดีและ ซีพีเอฟ โดยผลิตจากส่วนผสมธรรมชาติ ได้แก่ ฟักทอง อกไก่ ไข่ และน้ำมันรำข้าว มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน ไม่มีส่วนผสมของนมและนมผง สามารถรับประทานได้ทันที หรือให้ทางสายให้อาหารได้เช่นกัน เหมาะกับผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยที่ขาดสารอาหารหรือมีปัญหาด้านการกลืนอาหาร ให้พลังงาน 278 กิโลแคลอรี โปรตีน 13.4 กรัม วิตามินมากกว่า 13 ชนิด และแร่ธาตุ 7 ชนิดที่จำเป็นต่อการฟื้นฟูร่างกายของผู้ป่วย โดย NutriMax ได้ผ่านการวิจัยในมนุษย์ (Clinical Study) และตีพิมพ์ลงในวารสารทางการแพทย์ของโรงพยาบาลฯ ยืนยันถึงประสิทธิภาพในการช่วยฟื้นฟูสุขภาพของผู้ป่วยได้จริง

NutriMax ผลิตโดย ซีพีเอฟ ที่มุ่งมั่นวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียในหลายภาคส่วน ด้วยเทคโนโลยีนวัตกรรมทันสมัย เพื่อสร้างระบบการผลิตอาหารที่ยั่งยืนและปลอดภัย สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพสู่ผู้บริโภคทั่วโลก

สำหรับช่องทางการจำหน่าย ผลิตภัณฑ์นูทริแม็กซ์ สามารถซื้อได้ที่

  • ร้านขายยา ตึก 1 ชั้น 1 โรงพยาบาลรามาธิบดี
  • ร้านขายยา อาคารภูมิพล ชั้น 2 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
  • ร้านค้าสวัสดิการ ชั้น 1 คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล
  • ร้านค้าสวัสดิการ ชั้น 1 สถาบันมะเร็งแห่งชาติ
  • ห้างสรรพสินค้าโลตัส

หรือ ผ่านทางออนไลน์ Facebook chat เพจ Innoweness, Line official Innoweness, Lazada, Shopee, เพจ cooking helper & Innoweness, Tiktokshop และ Lotus’s Shop Online

ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังมุ่งมั่นดูแลสุขภาพเชิงรุกผู้บริโภคผ่านเนื้อสัตว์ ด้วยนวัตกรรมการเลี้ยงสัตว์ที่นำเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ใช้ในโรงพยาบาลมาประยุกต์ใช้ เพื่อให้สัตว์มีสุขภาพดี โดยไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ อาทิ การใช้โปรไบโอติกดูแลลำไส้สัตว์เพื่อสุขภาพสัตว์แข็งแรงตามธรรมชาติ การวิจัยอาหารสัตว์ เพื่อให้เข้าใจถึงความต้องการสารอาหารและโภชนาการที่สำคัญ รวมถึงใช้เทคโนโลยีตรวจสอบสารเคมีตกค้างและเชื้อโรคปนเปื้อนในเนื้อสัตว์ ทำให้เนื้อไก่ซีพีได้รับมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยระดับโลก พร้อมพิชิตมาตรฐานอวกาศ (Space Food Safety Standard) เร็วๆ นี้

ตลาดหลักทรัพย์ฯ คว้า 2 รางวัลองค์กรที่ดึงดูดใจพนักงานที่สุด

0

ผู้สื่อข่าวรายจงานว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยคว้า 2 รางวัลจากงานประกาศรางวัลสุดยอดผู้นำนวัตกรรมและเทรนด์แห่งปี – Future Trends Ahead & Awards 2024 โดยได้รับรางวัล “Most Attractive Employer” ติด 1 ใน 10 องค์กรที่ดึงดูดใจพนักงานที่สุด ประเภทรางวัลจากการโหวตของผู้มีอายุมากกว่า 30 ปี และรางวัลจากการโหวตของผู้มีอายุน้อยกว่า 30 ปี

รางวัลดังกล่าว สะท้อนการเป็นแบรนด์แห่งอนาคตที่สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ก่อให้เกิดคุณค่าต่อสังคมในวงกว้าง ซึ่งเป็นองค์กรที่พนักงานแสวงหาและอยากร่วมงานด้วย โดยมีนางสาวจิตติยา ธรรมสรณ์ ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้าสายงานทรัพยากรบุคคลและพัฒนาองค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นตัวแทนรับมอบ ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพและการดูแลพนักงาน โดยมีวัฒนธรรมองค์กร “SET DNA” ได้แก่การเป็นผู้นำ การทำงานเชิงรุก มีความเชี่ยวชาญเป็นมืออาชีพ การทำงานอย่างเป็นพันธมิตร และปฏิบัติงานโดยคำนึงถึงความยั่งยืนของเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม