Home Blog Page 135

AIS บุกรร. กทม. จัดกิจกรรม “วัยรุ่นตัว TOP STOP ภัยไซเบอร์” เดินหน้าสู่โรงเรียนอุ่นใจไซเบอร์ 100% ผ่าน “หลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์”

0

ผลการศึกษาดัชนีชี้วัดสุขภาวะดิจิทัลของคนไทย หรือ Thailand Cyber Wellness Index (TCWI) พบว่าในกลุ่มเด็กนักเรียนอายุ 10-15 ปี ในพื้นที่ กรุงเทพฯ กว่า 82.97% อยู่ในระดับที่ต้องพัฒนา นั่นหมายความว่าเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อภัยไซเบอร์ นอกจากนี้ยังพบอีกว่า 81.49% ขาดทักษะด้านการจัดสรรเวลาในการใช้งานบนโลกออนไลน์ และ 75.15% ขาดความรู้ความเข้าใจในการป้องกันตัวเองจากภัยในโลกไซเบอร์ ซึ่งที่ผ่านมา AIS อุ่นใจ CYBER และ กรุงเทพมหานคร ได้ทำงานร่วมกันผ่านการนำหลักสูตรการเรียนรู้ด้านทักษะดิจิทัล “หลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ ให้ครู บุคลากรทางการศึกษาและนักเรียนในโรงเรียสังกัด กทม. ทั้ง 437 แห่ง ได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้

ล่าสุดเดินหน้าจัดกิจกรรม “กทม. x AIS อุ่นใจ CYBER School Tour วัยรุ่นตัว TOP STOP ภัยไซเบอร์” ด้วยแนวคิด Gamification หรือ โลกแห่งการเรียนรู้ผ่านเกม นำร่องใน 4 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนนาหลวง, โรงเรียนวัดยายร่ม (วัฒนราษฎร์รังสรรค์), โรงเรียนประชาอุทิศ(จันทาบอนุสรณ์) และ โรงเรียนบ้านบางกะปิ ตั้งเป้าเป็น โรงเรียนอุ่นใจไซเบอร์ พร้อมขยายผลการสร้างพลเมืองดิจิทัล ยกระดับการใช้งานสื่อและโลกออนไลน์ให้บุคลากรทางการศึกษาและนักเรียนของโรงเรียนในสังกัด กทม.กว่า 250,000 คน เข้าศึกษาหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์และได้รับประกาศนียบัตรทุกโรงเรียนรวม 437 แห่ง ภายในปีการศึกษา 2567 โดยเอไอเอสจะได้ร่วมกับสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร จัดรูปแบบการส่งเสริมที่เหมาะสมโดยบูรณาการการเรียนรู้หลักสูตร “อุ่นใจไซเบอร์” ให้สอดคล้องกับตัวชี้วัดของการเรียนการสอนที่สนับสนุนทักษะวิทยาการคำนวณ และการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) แก่โรงเรียนในสังกัด กทม.ต่อไป

นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “กลุ่ม Gen Z หรือเด็กในที่อยู่ในช่วงประถม มัธยม เป็นกลุ่มที่เติบโตมาพร้อมกับโลกดิจิทัล ทำให้พวกเขามีความคุ้นเคยกับการใช้งานในรูปแบบต่างๆ แต่ในอีกแง่หนึ่งก็เป็นการที่เด็กๆ ต้องใกล้ชิดกับภัยที่แฝงมากับการใช้งานอย่างไม่รู้ตัว โดยที่ผ่านมาเราให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการใช้งานดิจิทัลเพื่อให้เด็กและเยาวชนรู้เท่าทันภัยไซเบอร์ สอดคล้องกับภารกิจด้านการศึกษาของกรุงเทพมหานครในปีนี้ที่เราต้องการสร้างทักษะการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ หรือ Critical Thinking ให้กับเด็กๆ นักเรียน

อย่างการทำงานร่วมกับ AIS โดยนำหลักสูตรดิจิทัลอย่าง หลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ มาใช้ในโรงเรียน กทม. เรามุ่งหวังให้เข้าไปบูรณาการเป็นสื่อการเรียนการสอนของครู ผ่านไปยังนักเรียนในโรงเรียนสังกัด กทม. ทั้ง 437 แห่ง จึงได้ร่วมกันจัดกิจกรรมนำร่องใน 4 พื้นที่ได้แก่ โรงเรียนนาหลวง, โรงเรียนวัดยายร่ม (วัฒนราษฎร์รังสรรค์), โรงเรียนประชาอุทิศ(จันทาบอนุสรณ์) และ โรงเรียนบ้านบางกะปิ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างโรงเรียนต้นแบบที่ ครู นักเรียน และบุคลากร ผ่านการศึกษาหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ มีทักษะด้านดิจิทัลแบบครบถ้วน และเราต้องการที่จะทำงานร่วมกันไปอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะสร้างโรงเรียนอุ่นใจปลอดภัยไซเบอร์ 100% ในปีการศึกษา 2567 ในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา ให้นักเรียนและเยาวชนในพื้นที่ กทม. ใช้งานโลกออนไลน์อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และสร้างสรรค์

ด้าน นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าหน่วยธุรกิจประชาสัมพันธ์และงานธุรกิจสัมพันธ์ AIS กล่าวว่า “กิจกรรมวัยรุ่นตัว TOP STOP ภัยไซเบอร์ เกิดขึ้นจากความตั้งใจระหว่าง AIS กับ กทม. ในการส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ด้านดิจิทัลให้กับน้องๆ นักเรียน ด้วยการถ่ายทอดเนื้อหาจากหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ออกมาในรูปแบบ Gamification เพื่อให้เข้าถึงเด็กนักเรียนได้ง่าย ที่นอกจากจะมีความสนุกสนานแล้วยังสอดแทรกไปด้วยความรู้ และนำไปสู่การเข้าไปเรียนรู้บทเรียนเต็มต่อไป กิจกรรมในครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์ให้กับน้องๆ นักเรียน เยาวชน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมนี้จะทำให้ระดับสุขภาวะด้านดิจิทัลของนักเรียนใน กทม. ดียิ่งขึ้น จนนำไปสู่การแก้ไขและลดปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้งานออนไลน์ทุกรูปแบบ AIS อุ่นใจ CYBER พร้อมเป็นแกนกลางในการสร้างความตระหนักรู้เพราะเราเชื่อว่าจะเป็นการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาภัยไซเบอร์ได้อย่างยั่งยืน

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมของหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ได้ที่ https://sustainability.ais.co.th/th/sustainability-projects/thailands-cyber-wellness-index

รู้เก็บรู้ออม : SET SE 101 บัญชีง๊ายง่าย

0

สำหรับผู้ประกอบการ และเจ้าของกิจการแล้ว เรื่องการจัดทำบัญชี ดูจะเป็นเรื่องที่ยาก เคร่งเครียด และน่ากลัว เพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นตรงไหนและอย่างไร แต่ถึงกระนั้นก็ตาม เจ้าของธุรกิจไม่สามารถหลีกเลี่ยงเรื่องการทำบัญชีได้ เพราะตามกฎหมายแล้ว การจัดทำบัญชีถือเป็นหน้าที่ของบริษัทที่ต้องจัดทำและยื่นให้ถูกต้องต่อกรมสรรพากรทุกเดือน กิจการรายใดทำบัญชีดี เสียภาษีถูกต้อง ก็หมดห่วงเรื่องมีปัญหากับกรมสรรพากร

ประโยชน์อีกอย่างของการจัดทำบัญชี คือ เจ้าของธุรกิจจะได้รู้สถานะการเงินที่แท้จริงของบริษัทตัวเองว่า ผลประกอบการมีกำไรขาดทุนเท่าไร รวมทั้งรู้ตัวเลขรายได้และค่าใช้จ่ายต่างๆ ของธุรกิจตัวเอง เพื่อนำไปใช้วางแผนธุรกิจ ตลอดจนการควบคุมค่าใช้จ่าย และการลงทุนต่างๆ

แต่บัญชีจะไม่ใช่เรื่องยากของเจ้าของธุรกิจอีกต่อไป เพราะ “ตลาดหลักทรัพย์ฯ” ได้นำเอาความรู้เรื่องบัญชีมาถ่ายทอดให้เข้าใจแบบง่ายๆ ผ่านโปรแกรมเรียนรู้ SET SE 101 : Online Offering ปีที่ 4 โดยในปี 2567 นี้ ตลาดหลักทรัพย์ได้ร่วมมือกับบริษัท PwC (ประเทศไทย) ที่มีความเชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี ผลิตคอนเทนต์ที่มีเนื้อหาว่าด้วยความรู้ความเข้าใจการจัดทำงบการเงินอย่างง่าย 4 หัวข้อ ภายใต้แนวคิด “บัญชีง๊ายง่าย” ประกอบด้วย “เรียนรู้…พื้นฐานบัญชีที่ SE ต้องรู้,” “SE…กับบัญชีรายรับ”, “SE…กับบัญชีรายจ่าย และต้นทุน” และ “SE…กับภาษีมูลค่าเพิ่ม”

“ภากร ปีตธวัชชัย” กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ อธิบายว่า เป็นการเดินหน้าต่อยอดความรู้การเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise (SE) เพื่อส่งเสริมความรู้สร้างศักยภาพการทำธุรกิจ ทั้งนี้ SE เป็นข้อต่อที่สำคัญในการสร้างและขยายผลลัพธ์ทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างยั่งยืน สอดคล้องวิสัยทัศน์ “To Make the Capital Market ‘Work’ for Everyone”

โดยมีเส้นทางการให้ความรู้ SE ตั้งแต่ในปีแรก ด้วยการปูพื้นฐานเรื่องการสร้างผลลัพธ์ทางสังคม ทักษะการประกอบธุรกิจ ขยายผลสู่นวัตกรรมการสร้างความยั่งยืน และโมเดลธุรกิจเพื่อสังคม ด้วยเนื้อหาแบบ How-to ที่ SE สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทันที

ขณะที่โปรแกรมการเรียนรู้ SET SE 101: Online Offering 2024 ได้ถูกพัฒนา ให้เป็นหลักสูตรความรู้เรื่องบัญชีอย่างง่าย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของ SE ที่ยังขาดทักษะความรู้ด้านบัญชีและวิธีทำงบการเงิน โดยเป็นเนื้อหาที่เข้าใจง่าย นำไปใช้ได้ทันที พร้อมเทคนิคตัวอย่างการลงงบการเงินที่ถูกต้อง เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจ

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เชื่อว่า SET SE101: Online Offering ปีนี้จะช่วยส่งเสริมทักษะการทำธุรกิจของ SE ให้แข็งแกร่งมากขึ้น เพื่อขยายผลลัพธ์ทางสังคมต่อไป

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการเพื่อสังคมและผู้สนใจสามารถรับชมผ่านช่องทางออนไลน์ ทาง SETSocialImpact.com สังคมยั่งยืน…เศรษฐกิจยั่งยืน คลิกเลือกเมนู impact program หรือทาง Facebook: SET Social Impact และ Facebook: SET Social Impact และสามารถดูย้อนหลังได้ตลอดเวลา

แล้วจะรู้ว่าบัญชี ง๊ายง่าย ไม่ยากอย่างที่คิด!

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง"  หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

“บ้านธรรมชาติล่าง” ร่วมมือ ร่วมคิด ร่วมทำ โมเดลต้นแบบเติบโตยั่งยืน

0

ด้วยต้นทุนทางธรรมชาติที่สวยงาม ประกอบกับชาวชุมชน “บ้านธรรมชาติล่าง” ต.คลองใหญ่ อ.แหลมงอบ จ.ตราด มองเห็นโอกาสของพื้นที่ตั้ง แม้จะเป็นชุมชนเล็กๆ ที่ล้อมรอบด้วยหุบเขาและอีกด้านติดทะเลอ่าวไทย แต่ที่นี่เป็นทางผ่านของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่มีจุดหมายสู่เกาะช้าง เนื่องจากมีท่าเรือเฟอร์รี่ข้ามไปยังเกาะช้างอยู่ใจกลางหมู่บ้าน

ชาวชุมชนบ้านธรรมชาติล่างส่วนใหญ่ มีอาชีพทำประมงพื้นบ้านและเกษตรกรรม วิถีการดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างเรียบง่าย แต่มีอัตลักษณ์ในหลายๆ ด้าน อาทิ วิถีชีวิตชุมชนภูมิปัญญาท้องถิ่น อาหารพื้นบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อัตลักษณ์ของการเป็นชุมชนที่มีการรวมตัวกันด้วยความเข้มแข็ง พร้อมที่จะรับฟังและเปิดรับโอกาสใหม่ๆ ที่เข้ามา

ตลอดเส้นทางของการยกระดับจากชุมชนเล็กๆ สู่การเป็น “วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวบ้านธรรมชาติล่าง จ.ตราด” ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนอย่าง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ที่เข้าไปดำเนินกิจการโรงเพาะฟักลูกกุ้งภาคตะวันออกในพื้นที่มาเป็นเวลานาน จนเรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ และดูแลคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ไม่ต่างไปจากการเป็นลูกหลานที่ต้องตอบแทนคุณให้กับพื้นที่บ้านเกิด

ซีพีเอฟ เข้ามาดำเนินธุรกิจในพื้นที่นี้ ตั้งแต่ปี 2544 เดินหน้าเติบโตไปพร้อมกับการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับชุมชน ต่อยอดสู่การส่งเสริมให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ผ่านโครงการต่างๆ อาทิ โครงการปุ๋ยอินทรีย์นาโน ช่วยแก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีในภาคการเกษตรของชุมชน ซึ่งเกิดจากแนวคิดนำปุ๋ยอินทรีย์ที่ฟาร์มทำใช้เองมาพัฒนาร่วมกับผู้นำชุมชน กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้

จากจุดเริ่มต้นเรื่องปุ๋ยเพื่อชุมชน ซีพีเอฟ เล็งเห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของผู้นำชุมชน และทุนทางธรรมชาติของบ้านธรรมชาติล่าง มีทั้งสวนผลไม้ที่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ช่วยเพิ่มผลผลิต ผนวกกับวิถีประมงพื้นบ้าน และยังมีทะเลสวยที่ชายหาดมีความพิเศษด้วยหินลาวา เกิดเป็นหาดทรายแดง รวมถึงปะการังน้ำตื้น ภูเขารายลอบที่สวยงามด้วยวิวหลักล้าน เมื่อเชื่อมโยงกับนักท่องเที่ยวที่ต้องผ่านไปเกาะช้างอยู่แล้ว บริษัทจึงอาสาเข้ามาผสานพลังกับชุมชน ขีด คิด ร่วมข่าย จัดเป็นเส้นทางการท่องเที่ยวบ้านธรรมชาติล่าง ภายใต้ชื่อ “โครงการปุ๋ยอินทรีย์นาโน สู่การท่องเที่ยว” และผลักดันสู่การขอจดทะเบียนเป็น วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวบ้านธรรมชาติล่าง ต.คลองใหญ่

ด้วยพลัง 3 วัย วัยเก๋า วัยรุ่น และวัยเด็ก ที่ช่วยกันนำจุดแข็งของแต่ละวัยมาใช้ ผนวกกับความเข้มแข็งของผู้นำ และพลังของคนรุ่นใหม่ที่รักบ้านเกิดมาร่วมกันผลักดันกับทีมงานของซีพีเอฟ จึงเกิดโครงการเชื่อมโยงอีกหลากหลายโครงการ อาทิ “โครงการน้ำดื่มชุมชน” จากโรงงานน้ำดื่มที่ต้องปิดตัวลงเพราะขาดองค์ความรู้ ซีพีเอฟ ได้นำความเชี่ยวชาญไปถ่ายทอดและสร้างมาตรฐานใหม่ เกิดการสร้างรายได้แก่ชุมชน ขยายกำลังการผลิตน้ำดื่มรองรับการท่องเที่ยว ปัจจุบันมีสมาชิกถือหุ้น 142 ครัวเรือน มีผู้ได้รับผลประโยชน์ถึง 2,582 คน รายได้เกือบล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ ยังมี “โครงการนวัตกรรมถังหมักรักษ์ดิน” เพื่อแก้ไขปัญหาขยะอย่างยั่งยืน ที่ขยายผลสำเร็จจากฟาร์มเพาะฟักลูกกุ้งภาคตะวันออก ไปยังศูนย์เพาะฟักลูกกุ้งของซีพีเอฟทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ นำไปสู่การขยายการจัดการขยะสู่ชุมชนและสร้างมูลค่าเพิ่ม เกิดศูนย์เรียนรู้การจัดการขยะชุมชน กลายเป็นโมเดลต้นแบบ Waste to Value ที่สอดคล้องกับนโยบายของจังหวัด “โครงการบ้านสะอาด เมืองตราด สวยสะหงาด”

อีกหนึ่งไฮไลท์ที่กลายเป็นกิจกรรมยอดนิยมของนักท่องเที่ยว คือ “โครงการผ้าสามป่า อ.แหลมงอบ” ผลิตภัณฑ์ผ้าประจำพื้นถิ่นของ จ.ตราด ที่ใช้ภูมิปัญญาพัฒนาผ้าสามป่า ทั้งป่าชุมชน ป่าสมุนไพร ป่าชายเลน ขยายผลสู่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยว อาทิ เสื้อสามป่า แก้ว กระเป๋า ตุ๊กตา สร้างอาชีพและรายได้แก่ชาวชุมชน ต่อยอดสู่การจำหน่ายผ่านออนไลน์ สื่อโทรทัศน์ ออกร้านจำหน่าย โครงการนี้สร้างรายได้ถึง 800,000 บาท ในเวลา 2 ปี มีรายได้เสริมครอบครัวละ 5,000 บาท ปัจจุบันมีสมาชิก 30 ครัวเรือน และผ้าสามป่า กลายเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ของชุมขนที่สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัด ได้รับโอกาสขึ้นโชว์บนเวทีประกวด Miss Grand Trat 2023 ที่ผ่านมา

วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวบ้านธรรมชาติล่าง เป็นต้นแบบของโครงการที่สร้างความภาคภูมิใจสู่จังหวัด สะท้อนความสำเร็จที่เกิดจากการอาศัยจุดแข็งและประสบการณ์ของภาคเอกชนที่เข้าดำเนินธุรกิจในพื้นที่ ทำงานร่วมกับคนในพื้นที่ เพื่อสร้างประโยชน์ ทั้งมิติทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม สร้างคุณค่าร่วมทางสังคม โดย ณ สิ้นปี 2566 ชุมชนมีรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์มากกว่า 5 ล้านบาท ด้านสังคม ช่วยสร้างคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้ชุมชนที่มีสมาชิก 21,757 คน ด้านสิ่งแวดล้อม ลดปริมาณขยะได้เฉลี่ยปีละ 5 ตัน เปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ Upcycling

ผลสัมฤทธิ์และความสำเร็จที่เกิดขึ้น ทำให้ในรอบปี 2565-2566 มีรางวัลที่ชุมชนได้รับจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ รางวัลการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ระดับประเทศ รางวัลอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย (Thailand Tourism Awards) การประกวดนวัตกรรมโครงการ NIA รางวัลผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ จากกระทรวงมหาดไทย รางวัลผลิตภัณฑ์ผ้ามัดย้อมสามป่า ผลิตภัณฑ์ “ดี” ระดับจังหวัด วิสาหกิจชุมชนดีเด่น จ.ตราด มาตรฐานการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (STGs) และล่าสุด ยังรับรางวัลสูงสุด จากการจัดประกวดโครงการด้านความยั่งยืน (Sustainability) ของซีพีเอฟทั่วประเทศ ซึ่งมีผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก เป็นคณะกรรมการร่วมตัดสิน

วันนี้…วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวบ้านธรรมชาติล่าง ต.คลองใหญ่ อ.แหลมงอบ จ.ตราด ไม่ใช่ชุมชนทางผ่านอีกต่อไป แต่ที่นี่ คือ ชุมชนแห่งรอยยิ้ม ที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยว สนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ จากความร่วมมือ ร่วมคิด ร่วมทำ เพื่อผลักดันให้วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวบ้านธรรมชาติล่างเติบโตได้อย่างยั่งยืน

แนะวิธีเลือกซื้อ เนื้อหมู-ไก่ อย่างปลอดภัยช่วงตรุษจีน

0

ผู้เชี่ยวชาญ ม.มหิดล แนะเลือกซื้อเนื้อหมู เนื้อไก่ ในช่วงเทศกาลตรุษจีนจากผู้ผลิตและผู้จำหน่ายที่ได้มาตรฐาน มีตราสัญลักษณ์รับรอง เป็นหลักประกันความสด สะอาด และปลอดภัย ย้ำ ผู้บริโภคต้องปรุงเนื้อสัตว์ให้สุกก่อนบริโภค หรืออุ่นร้อนเสมอเพื่อความปลอดภัย

รศ.ดร.นายสัตวแพทย์กัมพล แก้วเกษ ภาควิชาเวชศาสตร์คลินิกและการสาธารณสุข คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เทศกาลตรุษจีน เป็นเทศกาลที่คนไทยเชื้อสายจีนจัดพิธีไหว้เจ้าและเคารพบรรพบุรุษที่ล่วงลับ โดยลูกหลานนิยมนำอาหารมาไหว้ โดยเครื่องไหว้ที่สำคัญ คือ อาหารกลุ่มเนื้อสัตว์ อาทิ หมู เป็ด ไก่ วิธีการเลือกซื้อจึงควรคำนึงถึงความสด สะอาด และปลอดภัย เพราะหลังจากเสร็จพิธีจะนิยมนำมาบริโภคภายในครอบครัว เพื่อความเป็นสิริมงคลและได้รับคุณค่าทางโภชนาการที่ดี โดยเฉพาะโปรตีนจากเนื้อสัตว์

รศ.ดร.นายสัตวแพทย์กัมพล แก้วเกษ

“การเลือกซื้อเนื้อสัตว์อย่างปลอดภัย ควรใส่ใจในการเลือกซื้อ โดยเลือกจาร้านจำหน่ายที่เชื่อถือได้ หรือที่มีเครื่องหมายรับรองความปลอดภัยจากหน่วยงานภาครัฐ เพราะหลังจากไหว้เจ้าและบรรพบุรุษ ผู้บริโภคตัวจริงคือ ตัวเราและครอบครัว ที่สำคัญต้องปรุงสุกเพื่อการบริโภคอย่างปลอดภัย” รศ.ดร.นายสัตวแพทย์กัมพล กล่าวย้ำ

สำหรับวิธีการเลือกซื้อเนื้อหมู ให้สังเกตลักษณะภายนอก เนื้อหมูต้องมีสีแดงธรรมชาติ ไม่เป็นสีแดงเข้ม หรือ เขียวคล้ำ เมื่อกดเนื้อไม่กระด้าง ไม่มีเม็ดสาคู ซึ่งเสี่ยงที่จะเป็นไข่พยาธิ นอกจากนี้แนะเลือกร้านจำหน่ายที่มีความสะอาด มีมาตรการป้องกันความปลอดภัย หรือสังเกตตราสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” จากกรมปศุสัตว์ เพราะเนื้อสัตว์ผ่านการรับรองมาตรฐานความความปลอดภัยสำหรับการบริโภค มีการตรวจสอบสารปนเปื้อน สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาได้ ตั้งแต่ฟาร์ม โรงชำแหละ จนถึงสถานที่จำหน่าย

ส่วนเนื้อหมูที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์ ควรสังเกตฉลากรับรองมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร จากกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงวันผลิตและวันหมดอายุ ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคได้ ที่สำคัญอุณหภูมิตู้เย็นที่เก็บรักษาต้องได้ตามมาตฐานตั้งแต่ที่ 0-4 องศาเซลเซียส และไม่ควรเกิน 8 องศาเซลเซียส ทั้งนี้ อาหารที่ไหว้ แม้จะผ่านการทำให้สุกแล้วแต่ก่อนนำไปรับประทาน ต้องปรุงสุกซ้ำโดยปรุงสุกผ่านความร้อนที่อุณภูมิอย่างน้อย 70 องศาเซลเซียส

ด้าน ดร.สัตวแพทย์หญิงระพีวรรณ ธรรมไพศาล ภาควิชาเวชศาสตร์คลินิกและการสาธารณสุข คณะสัตวแพทยศาสตร์ ม.มหิดล แนะนำการเลือกซื้อเนื้อไก่ หากซื้อเป็นตัว ให้สังเกตจากลักษณะภายนอก มีความสดใหม่ สีขาวอมชมพู ไม่มีสีคล้ำ ผิวหนังเป็นมัน ไม่มีรอยช้ำเลือดหรือจ้ำเลือด โดยเฉพาะบริเวณของปีกหรือใต้ปีก ไม่มีลักษณะของเหลวเมือกๆ และไม่มีกลิ่นเหม็น

รศ.ดร.นายสัตวแพทย์กัมพล แก้วเกษ

นอกจากนี้ให้เลือกซื้อจากผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายที่น่าเชื่อถือ หากเลือกซื้อเนื้อสัตว์อยู่ในบรรจุภัณฑ์ ให้ดูวันผลิตและวันหมดอายุ และสังเกตตราสัญลักษณ์รับรองมาตรฐานว่าผ่านเกณฑ์อาหารปลอดภัย ตรวจสอบย้อนกลับได้

ที่สำคัญต้องปรุงเนื้อไก่ให้สุก ด้วยอุณหภูมิที่ 100 องศาเซลเซียส 1 นาที หรือ 60 องศาเซลเซียส 4-5 นาที สำหรับเนื้อไก่ที่สุกแล้ว หลังไหว้ไม่ควรนำมารับประทานทันที ก่อนรับประทานให้นำมาอุ่นอย่างน้อย 70 องศาเซลเซียส ประมาณ 2 นาที เพื่อทำลายเชื้อแบคทีเรียและเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค

สำหรับเป็ด ไก่ ที่บริโภคไม่หมด ให้เก็บไว้ในช่องแช่แข็งเพื่อหยุดการเจริญของแบคทีเรีย โดยการเก็บรักษาที่ถูกต้อง ควรแบ่งประเภทของเนื้อสัตว์ นำใส่ภาชนะที่สะอาด มีฝามิดชิด แยกจากผักเพื่อป้องกันการปนเปื้อนข้ามจากเนื้อสัตว์สู่ผัก และให้มีช่องว่างในการแช่เพื่อให้ความเย็นกระจายทั่วถึง ช่วยยืดอายุของการเก็บรักษาได้นานยิ่งขึ้น และควรแบ่งเก็บเป็นส่วนๆ ให้พอดีกับการรับประทานในแต่ละครั้ง เพื่อเลี่ยงการอุ่นอาหารซ้ำไปมา เพราะจะทำให้สูญเสียคุณค่าทางโภชนาการ และที่สำคัญควรจัดเก็บในอุณหภูมิที่เหมาะสมคือ ต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส

ความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกปี 2024

0
บทความโดย Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์

เศรษฐกิจโลกในปี 2024 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงเป็น 2.5% จาก 2.7% ในปี 2023 จากผลกระทบของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วมาอยู่ในระดับสูงสุดในรอบเกือบสองทศวรรษ ตลาดแรงงานที่เริ่มอ่อนแรง รวมถึงเงินออมส่วนเกินจากช่วงโควิดที่เริ่มหมดลงในหลายประเทศ อีกทั้ง เศรษฐกิจจีนยังมีแนวโน้มเติบโตชะลอลงจากปัจจัยระยะสั้นและปัจจัยเชิงโครงสร้างหลายด้าน นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกในปี 2024 ยังอาจต้องเผชิญความเสี่ยงด้านลบอีกหลายเรื่อง เช่น

 (1) นโยบายการเงินของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักอาจตึงตัวนานกว่าคาด

ในกรณีฐาน SCB EIC ประเมินว่าธนาคารกลางหลักของโลก เช่น ธนาคารกลางของสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และยูโรโซน จะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2024 ตามอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง อย่างไรก็ดี หากเงินเฟ้อชะลอตัวลงช้าหรือเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นอีกครั้งอย่างไม่คาดคิด ก็อาจส่งผลให้ธนาคารกลางหลักชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายออกไป ส่งผลต่อเนื่องให้ภาคการเงินยังคงตึงตัวกดดันแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกต่อไป

(2) สงครามอิสราเอลและฮามาสอาจขยายวงและยาวนานขึ้น

ในปัจจุบันสงครามฯ นี้ ยังจำกัดอยู่ในพื้นที่อิสราเอลและปาเลสไตน์เป็นสำคัญแม้จะมีการขยายวงไปยังพื้นที่รอบข้างบ้าง โดยเฉพาะในเยเมนและบริเวณทะเลแดง อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์ลุกลามทำให้ประเทศผู้นำในภูมิภาค เช่น อิหร่าน เข้าร่วมสงครามโดยตรง จะกระทบเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อโลกผ่านหลายช่องทาง ทั้งในด้านมูลค่าความเสียหายโดยตรงต่อเศรษฐกิจประเทศที่ทำสงคราม รวมถึงผลกระทบทางอ้อมผ่านราคาน้ำมันโลกและความผันผวนในตลาดการเงินโลกที่สูงขึ้น เศรษฐกิจโลกอาจขยายตัวลดลงจากกรณีฐานได้มากถึง -0.4 percentage point (pp) และอัตราเงินเฟ้อโลกอาจเพิ่มขึ้นมากถึง +0.54 pp

(3) ปัญหาห่วงโซ่อุปทานโลกอาจปะทุขึ้นอีกครั้ง 

ห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงใหม่จากเหตุการณ์โจมตีเรือขนส่งสินค้าของกบฏฮูตีในบริเวณทะเลแดงที่เป็นทางผ่านไปยังคลองสุเอซและนับเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญระหว่างยุโรปและเอเชีย มีปริมาณการขนส่งคิดเป็น 12% ของการขนส่งทางทะเลของโลก ส่งผลให้บริษัทขนส่งหลายรายหลีกเลี่ยงเส้นทางคลองสุเอซและเปลี่ยนไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮปในประเทศแอฟริกาใต้แทน นอกจากนี้ ยังมีเหตุการณ์ความแห้งแล้งในคลองปานามาที่เชื่อมระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกและแปซิฟิก และเป็นหนึ่งในเส้นทางหลักในการขนส่งสินค้าระหว่างเอเชียและสหรัฐฯ คิดเป็น 5% ของการขนส่งสินค้าทางทะเลของโลก ส่งผลให้องค์การบริหารคลองปานามาจำเป็นต้องจำกัดจำนวนเรือสัญจรผ่านคลองปานามาในแต่ละวัน เหตุการณ์ทั้งสองส่งผลให้ระยะเวลาและต้นทุนการขนส่งสินค้าระหว่างทวีปสูงขึ้นมาก ซึ่งมีความเสี่ยงที่ผลกระทบจะรุนแรงขึ้นหากการโจมตีในทะเลแดงไม่จบลงได้เร็ว

(4) ผลการเลือกตั้งสำคัญในหลายประเทศอาจเพิ่มความผันผวนของเศรษฐกิจโลก 

ในปี 2024 จะมีการเลือกตั้งใหญ่ใน 60 ประเทศ ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจรวมสูงกว่า 60% และครอบคลุมจำนวนประชากรกว่า 50% ของโลก หลายการเลือกตั้งมีนัยต่อเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก เช่น หากทรัมป์ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน อาจทำให้สหรัฐฯ กลับมาใช้นโยบายกีดกันทางการค้าเข้มงวดขึ้นและขาดดุลงบประมาณมากขึ้นจากนโยบายลดภาษี หรือการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีในสหราชอาณาจักรช่วงครึ่งของปี อาจต้องเผชิญความเสี่ยงที่จะไม่มีผู้ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงสูงมากพอที่จะทำให้การบริหารประเทศราบรื่น ซ้ำเติมความผันผวนจากการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีบ่อยถึง 4 ครั้งตั้งแต่ปี 2019 หรือการเลือกตั้งประธานาธิบดีในแอฟริกาใต้ช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม อาจได้พรรคที่สนับสนุนนโยบายประชานิยมสุดโต่งร่วมพรรครัฐบาล การเลือกตั้งประธานาธิบดีในอินโดนีเซียเดือนกุมภาพันธ์จะมีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจย้ายเมืองหลวง การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ และนโยบายห้ามส่งออกแร่บางชนิด การเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภายุโรปในเดือนมิถุนายนจะมีผลต่อการกำหนดทิศทางนโยบายสำคัญของสหภาพยุโรป โดยเฉพาะประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการปรับข้อกำหนดทางการคลังของประเทศสมาชิกให้ยืดหยุ่นมากขึ้นหลังวิกฤติโควิด

(5) การแบ่งขั้วระหว่างจีน-สหรัฐฯ และความตึงเครียดจีน-ไต้หวันอาจรุนแรงขึ้น

หากทรัมป์ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อาจชูนโยบาย America first และแข่งขันทางยุทธศาสตร์กับจีนที่รุนแรงมากขึ้นทั้งด้านการค้า การลงทุน และเทคโนโลยี ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจจีน นอกจากนี้ การชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในไต้หวันของพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) อีกสมัยหนึ่ง ซึ่งมีนโยบายไม่สนับสนุนจีน จะทำให้ความตึงเครียดกรณีจีน-ไต้หวัน-สหรัฐฯ มีต่อไป หากความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวันรุนแรงบานปลายจนเกิดเป็นสงครามจะส่งผลร้ายแรงต่อเศรษฐกิจโลกผ่านทั้งช่องทางการค้าและการลงทุน อีกทั้ง ยังอาจทำให้เกิดการชะงักของอุปทานโลกอย่างรุนแรง ขณะที่โอกาสการแบ่งขั้วระหว่างจีน-สหรัฐฯ จะรุนแรงขึ้นนั้นมีสูงกว่า แต่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกน้อยกว่า

จะเห็นได้ว่า ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกส่วนใหญ่มาจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยปัญหาห่วงโซ่อุปทานโลกอาจเป็นความเสี่ยงเพิ่มเติมที่เกิดจากสงครามอิสราเอลและฮามาส อีกทั้ง การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจระหว่างจีน-สหรัฐฯ ความตึงเครียดในบริเวณช่องแคบไต้หวัน และการเลือกตั้งในหลายประเทศยังมีความเชื่อมโยงกันในหลายมิติ อาจเป็นตัวแปรสำคัญกระทบอัตราเงินเฟ้อและการพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบายในกลุ่มเศรษฐกิจหลักได้ นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกยังอาจต้องเผชิญความเสี่ยงเพิ่มเติมหลายด้าน เช่น เศรษฐกิจจีนชะลอตัวมากกว่าคาด สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงรุนแรงกว่าคาด ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี รวมถึงสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครนรุนแรงขึ้นและกระทบเศรษฐกิจยุโรปเพิ่มเติม หากความเสี่ยงเหล่านี้เกิดขึ้นก็จะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจำเป็นต้องอาศัยภาครัฐช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจเพิ่มเติม

แต่ในปัจจุบันรัฐบาลประเทศต่าง ๆ มีความสามารถรับมือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้น้อยลงกว่าเดิมมาก จากแรงกดดันทางการคลังที่เพิ่มขึ้นหลังกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ในช่วงโควิด อีกทั้ง ยังมีรายจ่ายประชากรสูงวัย รายจ่ายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และรายจ่ายทางการทหารที่มากขึ้นจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์รุนแรงขึ้นทั่วโลก นอกจากนี้ดอกเบี้ยจ่ายหนี้สาธารณะยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นภายใต้ภาวะดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เนื่องจากหนี้เดิมที่เคยกู้ไว้ในช่วงดอกเบี้ยต่ำต้องต่ออายุด้วยต้นทุนเงินกู้แพงขึ้น ทั้งนี้หากความเสี่ยงเหล่านี้เกิดขึ้นจริงก็จะส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยได้หลายช่องทาง เช่น การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกย่อมส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออก การท่องเที่ยว และการลงทุนจากต่างประเทศ ขณะที่ความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานโลกอาจส่งผลให้ค่าครองชีพสูงขึ้นและกดดันการบริโภค รวมถึงภาครัฐไทยเองก็มีความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้น้อยลงจากข้อจำกัดทางการคลังที่เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน ทำให้เศรษฐกิจไทยมีกันชนภาครัฐไม่มากเท่าเดิมในภาวะที่ยังฟื้นตัวเปราะบางและความไม่แน่นอนสูงมากเช่นนี้

บอร์ดตลท. มีมติเลือก “พิชัย ชุณหวชิร” เป็นประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ คนที่ 18

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2567 มีมติเลือกนายพิชัย ชุณหวชิร ให้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ คนที่ 18 แทนนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ที่ครบวาระการดำรงตำแหน่ง พร้อมทั้งได้มีมติเลือก นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย ให้ดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ต่ออีกวาระหนึ่ง โดยทั้งสองท่านจะมีวาระดำรงตำแหน่ง 3 ปี นับแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567  

พิชัย ชุณหวชิร ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ

นายพิชัย ชุณหวชิร จบการศึกษาบัญชีบัณฑิต (การบัญชี) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโท บริหารธุรกิจ Master of Business Administration, Indiana University of Pennsylvania, USA ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ทางบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาบริหารการเงิน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และ ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ทางบัญชี มหาวิทยาลัยศรีปทุม นายพิชัยเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง อาทิ กรรมการ ธนาคารแห่งประเทศไทย นายกสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์  และปัจจุบันนายพิชัยยังดำรงตำแหน่งสำคัญในองค์กรธุรกิจ อาทิ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และองค์กรสำคัญระดับประเทศต่าง ๆ อาทิ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษาคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

พิเชษฐ สิทธิอำนวย

นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย จบการศึกษาวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโท บริหารธุรกิจ University of Texas at Austin สหรัฐอเมริกา นายพิเชษฐมีประสบการณ์ทำงานในภาคตลาดทุนมาอย่างยาวนาน โดยเคยดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มาแล้วก่อนหน้านี้ และปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) นอกจากนี้ ยังมีตำแหน่งสำคัญในภาคตลาดทุน อาทิ รองประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย  

คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ชุดปัจจุบัน มีจำนวน 11 ท่าน ประกอบด้วย นายพิชัย ชุณหวชิร เป็นประธานกรรมการ นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย เป็นรองประธานกรรมการ ส่วนอีก 9 ท่าน ได้แก่ นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ นายกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ นายคมกฤช เกียรติดุริยกุล ม.ล. ทองมกุฎ ทองใหญ่ นายธิติ ตันติกุลานันท์ นายรวินทร์ บุญญานุสาสน์ นายศุภโชค ศุภบัณฑิต นางสาวโสภาวดี เลิศมนัสชัย และนายภากร ปีตธวัชชัย ซึ่งเป็นกรรมการและผู้จัดการ

ซีพีเอฟ ขอบคุณรัฐแก้ปัญหานำเข้ากากถั่วทันการณ์ พร้อมลดราคาอาหารสัตว์ช่วยเกษตรกร

0

นายเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจอาหารสัตว์บก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ขอขอบคุณรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่เข้าใจปัญหาของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เป็นอย่างดีที่อนุมัติการนำเข้ากากถั่วเหลืองได้ทันเวลา และคงภาษีนำเข้าที่ 2% ไม่เปลี่ยนแปลง ส่งผลดีต่อการผลิตภาคปศุสัตว์ของไทยให้เดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดชะงัก

ขณะที่ซีพีเอฟมีนโยบายมุ่งมั่นสนับสนุนและพัฒนาเกษตรกรไทยให้มีอาชีพอย่างยั่งยืน ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทฯช่วยแบ่งเบาภาระต้นทุนอาหารสัตว์ทุกชนิด ด้วยการให้ส่วนลดราคาผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์อย่างแก่เกษตรกรมาอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 รวม 30 บาทต่อถุงและในปี 2567 นี้ได้เพิ่มเติมส่วนลดพิเศษให้เกษตรกรไก่เนื้ออีก 3-4 บาท/ถุง

ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ของซีพีเอฟ ได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพจากเกษตรกรทั่วประเทศไทยและทั่วโลก มีนักวิจัยพัฒนาที่คิดค้นนวัตกรรมอาหารสัตว์ ออกแบบสูตรอาหารอันสอดคล้องกับชนิดสัตว์ สายพันธุ์ และอายุแต่ละช่วงวัยของสัตว์ โดยมีมาตรฐานรับรองระบบคุณภาพและความปลอดภัยอาหารสัตว์ในระดับสากล GMP+ เป็นรายแรกและรายเดียวของไทยที่ได้รับการรับรอง ตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิตอาหารสัตว์ (Feed Value Chain) ส่งผลให้ซีพีเอฟเป็นผู้นำการผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัย เพื่อผลิตอาหารปลอดภัยสู่ผู้บริโภคทั่วโลกมาโดยตลอด

นอกจากนี้ การจัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ของซีพีเอฟ ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตอาหารสัตว์คุณภาพสูง ภายใต้นโยบายการจัดหาอย่างยั่งยืน โดยวัตถุดิบทุกชนิดต้องตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาได้และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น นโยบายไม่รับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากพื้นที่รุกป่าและพื้นที่ที่มาจากการเผา ซึ่งขณะนี้บริษัทสามารถดำเนินการได้แล้ว 100%./

ซีพีเอฟช่วยเกษตกรกรเลี้ยงหมูหาตลาดรองรับ ส่งเนื้อหมูจากฟาร์มเกษตรกรรายย่อย สู่ร้านค้าโมเดิร์นเทรด

0

อุตสาหกรรมหมูไทยที่ถูกหมูเถื่อนเข้ามาตีตลาด กระทบกับอาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูอย่างหนักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บางรายต้องเลิกเลี้ยงเพราะทนแบกรับภาวะขาดทุนไม่ไหว แต่เรื่องนี้สำหรับกลุ่มเกษตรกรรายย่อย ร่วม 5,000 ราย ในโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสุกรกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ไม่ได้รับผลกระทบดังกล่าว เพราะมีบริษัทรับหน้าที่ช่วยหาตลาดรับซื้อผลผลิตหมูของเกษตรกรทั้งหมด เพื่อนำมาเข้ากระบวนการผลิตเป็นเนื้อหมูคุณภาพ สำหรับส่งจำหน่ายในร้านค้าปลีก-ค้าส่งขนาดใหญ่ (โมเดิร์นเทรด) อาทิ แม็คโคร โลตัส เป็นการตอกย้ำความมั่นใจให้กับเกษตรกร ว่าเป็นผู้ผลิตที่มีตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอน ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็มั่นใจได้ว่าได้บริโภคเนื้อหมูที่มีมาตรฐาน มีคุณภาพ และยังมีส่วนร่วมสนับสนุนเกษตรกรไทยให้มีอาชีพที่ยั่งยืน

ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจสุกร ซีพีเอฟ นายสมพร เจิมพงศ์ กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาราคาหมูผันผวนมาก จากหมูเถื่อนที่มาตีตลาดหมูไทย สำหรับซีพีเอฟที่ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมอาชีพเกษตรกร ในรูปแบบคอนแทรคฟาร์มมิ่ง ที่ปัจจุบันมีเกษตรกรย่อยอยู่ในโครงการนี้ร่วม 5,000 ราย ถือเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรไม่ต้องเผชิญปัญหาความผันผวนของราคาหมู เนื่องจากเกษตรกรและบริษัทฯ มีการทำสัญญาตกลงราคากันไว้ และบริษัทฯ เป็นผู้รับซื้อผลผลิตทั้งหมดของเกษตรกรไว้ จึงไม่ต้องกังวลว่าผลิตแล้วจะไม่มีตลาดรองรับ ทำให้เกษตรกรมีอาชีพที่ไร้ความเสี่ยงทั้งด้านราคาและการตลาด มีหลักประกันรายได้ที่มั่นคง

ที่สำคัญ ผลผลิตหมูจากฝีมือเกษตรกรไทย ถูกส่งเข้าโรงงานเชือดชำแหละที่ได้มาตรฐานของซีพีเอฟ ผลิตเป็นเนื้อหมูที่จำหน่ายผ่านตลาดสด ร้านจำหน่ายเนื้อสัตว์ ร้านค้าปลีก และร้านโมเดิร์นเทรดต่างๆ เพื่อให้เนื้อหมูคุณภาพส่งตรงถึงมือผู้บริโภค

นอกจากนี้ ซีพีเอฟยังถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเลี้ยงสัตว์ และสนับสนุนด้านการตลาดให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายกลางอีกร่วม 500 ราย ที่ถือเป็นการสร้างห่วงโซ่การผลิตอาหารปลอดภัยเพื่อผู้บริโภคชาวไทย

การรับบท ‘ผู้ช่วยหาตลาดรองรับผลผลิต’ จากเกษตรกรรายย่อย ที่ซีพีเอฟทำมาตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี จึงมีส่วนช่วยให้เกษตรกรไม่ต้องกังวลเรื่องตลาดผันผวน ช่วยตัดวงจรเสี่ยงด้านราคาให้แก่เกษตรกร และยังเป็น “ตัวกลาง” ในการส่งต่อเนื้อหมูที่ผลิตจากฝีมือคนไทยเพื่อผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างแท้จริง

เมืองไทยประกันชีวิต ร่วมจัดงาน “Bangkok Design Week 2024” ตอบรับภาคีเซาท์สุขุมวิท

0

เมืองไทยประกันชีวิต ตอบรับภาคีเซาท์สุขุมวิท  ร่วมจัดงานใหญ่  “Bangkok Design Week 2024”  ครั้งแรก  นำเสนองานศิลปะให้ชุมชน  พร้อมเปิดอาคาร 66 Tower ให้ประชาชนได้เข้าร่วมกิจกรรม  เพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาชุมชนย่านเซาท์สุขุมวิท เป็นชุมชนแห่งการสร้างสรรค์

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า “บริษัทฯ มีแนวคิดในการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์ในด้านศิลปวัฒนธรรม และมีพันธกิจที่จะส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และความหลากหลายทางศิลปวัฒนธรรม โดยในโอกาสนี้บริษัทฯ ได้ร่วมกับภาคีเซาท์สุขุมวิท (South Sukhumvit) ผนึกกำลังของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในย่านพระโขนง – บางนา ระดมพลังความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ร่วมขับเคลื่อนและพัฒนาย่านเซาท์สุขุมวิท เป็น Creativity Playground  และเพื่อยกระดับย่านสุขุมวิทตอนใต้ที่เต็มเปี่ยมด้วยศักยภาพ สู่ย่านนวัตกรรมใหม่ ที่ทั้งน่าอยู่ น่าทำงาน และเปิดโอกาสสำหรับทุกคน โดยในครั้งนี้ได้ผลักดันย่านเซาท์สุขุมวิทเข้าร่วมเป็น 1 ในพื้นที่สร้างสรรค์ ภายในเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2567 (Bangkok Design Week 2024) ถ่ายทอดวิถีชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์ของชุมชน 

ในโอกาสนี้ เมืองไทยประกันชีวิต ได้ร่วมรังสรรค์นิทรรศการ “The Museum of Happiness”   เพื่อเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาล  Bangkok  Design  Week  2024  ณ ชั้น 2 อาคาร  66  Tower   ตั้งแต่วันนี้จนถึง วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 10:00-19:00  สำหรับนิทรรศการดังกล่าวถูกออกแบบภายใต้แนวคิด “Happiness Means Everything”  เพราะความสุขคือทุกอย่าง  โดยผู้เข้าชมจะได้พบกับกิจกรรมวาดรูป ระบายสีบนกระดาษ บอกเล่าความสุขในแบบของตนเอง เพื่อนำรูปวาดเข้าเครื่องสแกนพร้อมกับส่งต่อความรู้สึกผ่านการเขียนข้อความบนจอ Touch Screen  แล้วถ่ายรูป พร้อมสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อบันทึกภาพ และร่วมแชร์ผลงาน ผ่านจอแอลอีดีภายในงาน  โดยมี AI ช่วยเสริมจินตนาการรูปวาดของผู้เข้าร่วมให้ออกมาเป็นผลงานศิลปะชิ้นพิเศษ นอกจากนั้นภายในงานนิทรรศการผู้เข้าร่วมงานจะได้พบกับมุมถ่ายรูป โดยบริษัทฯ     ได้จำลองสถานที่แห่งความสุข สระน้ำ (บ่อลูกบอล) เก้าอี้ผ้าใบ    พร้อมทิวทัศน์ที่รายล้อมไปด้วยหน้าต่าง      ในมิติจินตนาการ 

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ ภายในเทศกาล Bangkok Design Week 2024 ที่จัดขึ้นในย่านสุขุมวิทตอนใต้ให้เข้าชมอีกกว่า 20 ผลงาน “เซาท์สุขุมวิท… ความลงตัวของนวัตกรรมและเสน่ห์ชุมชน” ผ่าน โปรแกรมสร้างสรรค์ที่มีทั้งนิทรรศการ ตลาดเสวนา เวิร์กชอป และทัวร์ ตลอด 9 วัน ระหว่างวันที่ 27 มกราคม – 4 กุมภาพันธ์ 2567 ตลอดแนวถนนสุขุมวิท ตั้งแต่ BTS สถานีอ่อนนุชจนถึง BTS สถานีบางนา

“บริษัทฯ มีความยินดีที่จะเข้าร่วม Bangkok Design Week 2024 เพื่อสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจในด้านงานออกแบบ ศิลปะและวัฒนธรรม โดยขอเชิญชวนทุกท่านเข้าร่วมกิจกรรมที่สนุกสนาน เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์จินตนาการความสุขในแบบตัวคุณ กับนิทรรศการ “The Museum of Happiness   หวังว่าทุกท่านจะมีประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมและได้รับความสุขพร้อมรอยยิ้มจากเรา” นายสาระกล่าวสรุป

“ทรีนีตี้” คัดกลุ่มหุ้นน่าลงทุนเดือนแห่งความรัก !! หุ้นปันผล – หุ้นคล้ายพันธบัตร

0

“ทรีนีตี้” มองหุ้นเดือนก.พ. แกว่ง Sideways ตลาดยังขาดสภาพคล่อง เงินยังไม่ไหลเข้า ให้กรอบดัชนีแนวรับอยู่ที่ระดับ                1340 จุด และแนวต้านอยู่ที่ระดับ 1410 จุด  จับตากำไรบจ.งวดไตรมาส 4 จุดเปลี่ยนมุมมองกำไรตลาด                    แนะ 3 กลุ่มน่าสนใจ หุ้นปันผลสูง ADVANC, AP, BCH, INTUCH, PTT, SIRI, TISCO หุ้นอิงการบริโภค CPALL, CPAXT, BJC, MASTER และกลุ่มคล้ายพันธบัตร เช่น REIT, IFF และ Utilities

  นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์  บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด  เปิดเผยถึงทิศทางตลาดหุ้นไทยเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ว่า  สำหรับภาพตลาดหุ้นไทยในเดือนกุมภาพันธ์ คาดว่าจะแกว่ง Sideways โดยปัจจัยที่ยังขาดอยู่สำหรับหุ้นไทยก็คือสภาพคล่อง ที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนผ่านการเติบโตของ M2 ที่อยู่เพียงระดับ 2% โดยเงินส่วนใหญ่ยังคงกองอยู่ในบัญชีเงินรับฝากสกุลเงินตราต่างประเทศ ซึ่งตราบใดที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐฯยังคงอยู่ในระดับสูง เงินก้อนใหญ่จะยังคงอยู่ในบัญชีนี้ต่อไป จนทำให้ตลาดหุ้นยังคงขาดแคลนสภาพคล่องส่วนเกินดังกล่าว นอกจากนั้น อาจต้องติดตามปัจจัยการเมืองที่อาจเป็น Noise ระหว่างทาง อาทิเช่น การมีผู้นำผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา ไปยื่นต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อเอาผิดพรรคก้าวไกล และนำไปสู่กระบวนการตัดสินยุบพรรค หรือรวมถึงความเป็นไปได้ในการยื่นฟ้องป.ป.ช. เพื่อเอาผิดด้านจริยธรรมของคุณพิธาและส.ส.ท่านอื่น เป็นต้น 

ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของ SET ในเดือนนี้จะมีแนวรับอยู่ที่ระดับ 1340 จุด และแนวต้านอยู่ที่ระดับ 1410 จุด มองปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของดัชนีในเดือนนี้ได้แก่ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนประจำไตรมาส 4/66 ที่จะประกาศออกมา ซึ่งจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนประมาณการกำไรในตลาดได้ ทั้งนี้ ประเมินกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจได้แก่ 1. หุ้นปันผลสูงที่อยู่ในช่วง High season ได้แก่ ADVANC, AP, BCH, INTUCH, PTT, SIRI, TISCO 2. หุ้นที่อิงกับการบริโภคภายในประเทศ ได้แก่ CPALL, CPAXT, BJC, MASTER และ 3. หุ้นปลอดภัยที่มีคุณลักษณะคล้ายพันธบัตร เช่น กลุ่ม REIT, IFF และกลุ่มสาธารณูปโภค

สำหรับปัจจัยสำคัญอื่นๆที่น่าติดตามในเดือนกุมภาพันธ์ ได้แก่  1.โมเมนตัมของตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งหากจะลดทอนความกังวล Recession fear ของตลาด จำเป็นต้องออกมาดีกว่าตลาดคาดเป็นส่วนใหญ่ เริ่มตั้งแต่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่จะออกมาในวันที่ 2 ก.พ.นี้ 2. การประชุมกนง.ในวันที่ 7 ก.พ. ซึ่งคาดว่าจะมีมติคงดอกเบี้ยต่อไปที่ระดับ 2.5%  และ 3. พัฒนาการความขัดแย้งในทะเลแดง ซึ่งอาจส่งผลให้ค่าระวางเรืออยู่ในระดับสูงต่อไป ส่งผลกดดันต่อผู้ส่งออกในระดับสูงขึ้น