Home Blog Page 134

กองทัพไทย ผนึกพลัง เครือซีพี-ซีพีเอฟ และข้าวตราฉัตร ส่งอาหารคุณภาพจากใจ ช่วยผู้ประสบอุทกภัย พื้นที่ภาคเหนือ

0

พลโท ธีรพงศ์ ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหาร เป็นผู้แทนกองบัญชาการกองทัพไทย รับมอบน้ำดื่มซีพีและข้าวตราฉัตร จาก นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหาร ด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ภายใต้โครงการ ‘CP-CPF ส่งอาหารจากใจ สู้ภัยน้ำท่วม’ พร้อมด้วยผู้บริหารข้าวตราฉัตร จิตอาสา เครือซีพี-ซีพีเอฟ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และส่งกำลังใจให้พี่น้องผู้ประสบอุทกภัย จ.เชียงราย นอกจากนี้ ซีพีเอฟ ยังตระหนักถึงผลกระทบกับสัตว์เลี้ยงในพื้นที่ประสบอุทกภัย โดยนำอาหารสัตว์เลี้ยงแบรนด์เจอร์ไฮและจินนี่ มามอบในครั้งนี้อีกด้วย ณ กองบัญชาการกองทัพไทย

พลโท ธีรพงศ์ ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา กล่าวว่า กองทัพไทยมีศักยภาพด้านกำลังพลและยุทโธปกรณ์ในการเข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ต่างๆ รวมทั้งอุทกภัยในครั้งนี้ ขอขอบคุณทางเครือซีพีและซีพีเอฟ ที่นำอาหารแห้ง อาหารสด และน้ำดื่ม มาสนับสนุน ซึ่งกองทัพไทยขอน้อมรับและจะนำสิ่งของเหล่านี้ไปบรรจุลงถุงยังชีพ เพื่อกระจายส่งถึงมือพี่น้องในพื้นที่โดยเร็วที่สุด

ด้าน นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ กล่าวว่า เครือซีพีและซีพีเอฟ ดำเนินการช่วยเหลือพี่น้องคนไทยในภาวะวิกฤติอย่างเร่งด่วน ตามนโยบายของประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ โดยนำขีดความสามารถของบริษัทฯ มอบอาหารและน้ำดื่ม ร่วมสนับสนุนภารกิจ รวมถึงแก้ปัญหาพื้นที่ที่เกิดเหตุอุทกภัย ครั้งนี้ได้ร่วมมือกับกองทัพไทย ซึ่งมีกำลังคนเข้าถึงพื้นที่ต่างๆ ในการช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนได้อย่างทั่วถึง

นอกจากนี้ ในวันที่ 12 กันยายน 2567 จิตอาสา ซีพี-ซีพีเอฟ จะลงพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย นำผลิตภัณฑ์อาหารของซีพีเอฟ ประกอบด้วย เนื้อหมูสด ไข่ไก่สด รวมถึงอาหารสัตว์เลี้ยงสุนัขและแมว มอบผ่าน พ.อ.สิงหนาท โลสุยะ รักษาราชการรองเสนาธิการ มณฑลทหารบกที่ 37 ค่ายเม็งรายมหาราช เชียงราย และมูลนิธิเพชรเกษม เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ต่อไป

เครือซีพี-ซีพีเอฟ เดินหน้าช่วยเหลือพี่น้องที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์น้ำท่วม โดยส่งมอบผลิตภัณฑ์อาหาร สิ่งของที่จำเป็น ภายใต้โครงการ ‘CP-CPF ส่งอาหารจากใจ สู้ภัยน้ำท่วม’ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในครั้งนี้ มาตั้งแต่เดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่สด เนื้อเป็ดสด ไข่ไก่ อาหารพร้อมรับประทานจากห้าดาว น้ำดื่มซีพี ข้าวตราฉัตร ถุงยังชีพ เป็นต้น ใน 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน และสุโขทัย ผ่านหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ โรงครัวของศูนย์ประสานการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จ.สุโขทัย โรงครัวพระราชทาน กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 17 ในองค์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โรงครัว 10 แห่ง ของกลุ่มแม่บ้านจิตอาสา โรงครัวมูลนิธิเพชรเกษม วัดคลองกระโจง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย และเทศบาลเมืองดอกคำใต้ จ.พะเยา และจะส่งความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะคลี่คลาย .

AIS เตรียมออกหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืนครั้งแรกในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย

0

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS เตรียมเสนอขาย ‘หุ้นกู้เพื่อความยั่งยืน’ เป็นครั้งแรกในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย อายุ 4 ปี และ 7 ปี ให้แก่ประชาชนเป็นการทั่วไป คาดว่าเปิดจองซื้อระหว่างวันที่ 8 และ 11 – 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 มั่นใจเป็นการสร้างโอกาสการลงทุนในธุรกิจที่มีความมั่นคงเติบโตและสอดคล้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ชูจัดอันดับความน่าเชื่อถือหุ้นกู้ที่ระดับ “AAA(tha)” (เครดิตพินิจแนวโน้มเป็นลบ) จากบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2567 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งในธุรกิจ และสถานะทางการเงินที่มีความมั่นคง พร้อมแต่งตั้ง 7 สถาบันการเงินชั้นนำเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ ได้แก่ ธ.กรุงเทพ ธ.กสิกรไทย ธ.กรุงไทย ธ.ไทยพาณิชย์ ธ.กรุงศรีอยุธยา ธ.ยูโอบี และ บล.เกียรตินาคินภัทร

มนตรี คงเครือพันธุ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน AIS

นายมนตรี คงเครือพันธุ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน AIS กล่าวว่า “การออกหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืนในครั้งนี้จะเป็นการเสริมความแข็งแกร่งและช่วยสร้างการเติบโตให้กับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของ AIS ภายใต้วิสัยทัศน์การขับเคลื่อนสู่การเป็นองค์กรโทรคมนาคมเทคโนโลยีอัจฉริยะ หรือ Cognitive Tech-Co ภายใต้แนวคิด Sustainable Nation ที่มุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศไทยบนเศรษฐกิจแบบร่วมกัน หรือ ECOSYSTEM ECONOMY ทั้ง ผู้คน สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ในโลกดิจิทัล โดยเฉพาะการมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพ ทั้งโครงข่าย 5G ที่วันนี้ครอบคลุมพื้นที่การให้บริการแล้วกว่า 95% ของพื้นที่ประชากร โครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่เข้าถึงกว่า 13.3 ล้านครัวเรือน ทั่วประเทศ และนวัตกรรมแพลตฟอร์มสำหรับองค์กรที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมหลักของประเทศ โดยการออกหุ้นกู้ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลงทุนในโครงการที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการขยายโครงข่าย 5G เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้ประชาชนหรือกลุ่มครัวเรือนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล

โดยหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืนในครั้งนี้จะเสนอขายแก่ผู้ลงทุนทั่วไป (Public Offering) จำนวน 2 รุ่น อายุ 4 ปี และ 7 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการที่หลากหลายของผู้ลงทุน กำหนดการชำระดอกเบี้ยทุก 6 เดือนตลอดอายุหุ้นกู้ ผู้ลงทุนทั่วไปจองซื้อขั้นต่ำ 100,000 บาท และทวีคูณครั้งละ 100,000 บาท ทั้งนี้รายละเอียดอัตราดอกเบี้ยจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง บริษัทมั่นใจว่าหุ้นกู้ที่เสนอขายในครั้งนี้จะได้รับการตอบรับจากผู้ลงทุนที่เป็นประชาชนทั่วไปที่ต้องการลงทุนในบริษัทที่มีความมั่นคงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ”

สำหรับการดำเนินงานของบริษัทในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2567 มีรายได้จากการให้บริการหลักอยู่ที่ 79,665 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 18 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากการเติบโตของรายได้การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.0 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามการเติบโตของการใช้ข้อมูลและรายได้ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว ประกอบกับธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่ยังเติบโตอย่างแข็งแกร่งกว่าร้อยละ 159 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนจากการรับรู้รายได้ TTTBB และการเติบโตไปยังพื้นที่ใหม่ๆ ร่วมกับการปรับตัวเพิ่มขึ้นของ ARPU จากกลยุทธ์ส่งเสริมการขายพ่วงบริการคอนเทนต์ สำหรับรายได้บริการลูกค้าองค์กรและอื่น ๆ เติบโตขึ้นร้อยละ 33 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการรับรู้รายได้ TTTBB และการเติบโตขึ้นของความต้องการบริการเชื่อมต่อสื่อสารดิจิทัลและคลาวด์ บริษัทมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษีและค่าเสื่อมราคา (EBITDA) เติบโตร้อยละ 21 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการรับรู้ผลประกอบการของ TTTBB และการเติบโตของธุรกิจปกติโดยกำไรสุทธิในงวดครึ่งปีแรกของปี 2567 อยู่ที่ 17,028 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ตามผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นและการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก 3BBIF

นายมนตรี อธิบายต่อไปอีกถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของ AIS ว่า “นอกเหนือจากความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจจากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะที่ทำให้เราคงความเป็นผู้นำมาโดยตลอด AIS ยังมีเป้าหมายใหญ่ในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติของการขับเคลื่อนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ เพื่อสนับสนุนให้ผู้คนและภาคธุรกิจเติบโตได้ใน Digital Economy รวมถึงในมิติของการสร้างสังคมดิจิทัล ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์และปลอดภัยให้มีทักษะและเป็นพลเมืองดิจิทัล และมิติสุดท้ายคือ ด้านการยืนหยัดเพื่อสิ่งแวดล้อม ที่วันนี้เรามุ่งลดผลกระทบผ่านการบริหารจัดการ กระบวนการดำเนินธุรกิจและห่วงโซ่อุปทาน ด้วยนวัตกรรม โซลูชั่น รวมถึงกิจกรรมต่าง ๆ ที่ส่งผลในการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงลดและรีไซเคิลของเสียจากการดำเนินธุรกิจและส่งเสริมให้คนไทยร่วมกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกวิธี ทั้งหมดคือเป้าหมายการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนที่เดินหน้า สร้างการเติบโตร่วมกันของคนและสิ่งแวดล้อมในโลกดิจิทัล”

โดยฟิทช์ เรทติ้งส์ ประเมินว่า AIS มีสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งในธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยมีส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการประมาณร้อยละ 48 และเชื่อว่าอุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่จะได้รับประโยชน์จากการแข่งขันด้านราคาที่สมเหตุสมผลมากขึ้นในประเทศไทย ซึ่งจะสนับสนุนรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการ และการเติบโตของรายได้ของ AIS

ทั้งนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายตราสารหนี้ และร่างหนังสือชี้ชวนต่อสำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่งยังไม่มีผลใช้บังคับ สำหรับผู้ลงทุนที่สนใจจองซื้อหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืนของ AIS สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายตราสารหนี้ และร่างหนังสือชี้ชวนที่ www.sec.or.th หรือข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://investor-th.ais.co.th/news.html/id/2510123/group/sustainable_finance หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ทั้ง 7 แห่ง ได้แก่

  • ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (ยกเว้นสาขาไมโคร) โทร. 1333 หรือจองซื้อผ่านแอปพลิเคชั่น Bangkok Bank Mobile Banking สำหรับผู้ลงทุนทั่วไปที่เป็นบุคคลธรรมดา
  • ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ทุกสาขา โทร. 02-888-8888 กด 869 หรือจองซื้อทางออนไลน์ผ่าน https://www.kasikornbank.com/kmyinvest (ยกเว้นบุคคลสัญชาติต่างด้าว และนิติบุคคล สามารถจองซื้อผ่านสำนักงานใหญ่และสาขา) และรวมถึงบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะหน่วยงานขายของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ทุกสาขา โทร. 02-111-1111 หรือจองซื้อทางออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชั่น Krungthai NEXT เฉพาะผู้ลงทุนที่เป็นบุคคลธรรมดาเท่านั้น)
  • ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ทุกสาขา หรือ โทร. 02-777-6784 หรือจองซื้อทางออนไลน์ผ่านแอป SCB EASY และรวมถึงบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ในฐานะหน่วยงานขายของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ทุกสาขา หรือ โทร.1572
  • ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) ทุกสาขา หรือ โทร. 02-285-1555
  • บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) โทร. 02-165-5555 หรือจองซื้อทางออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชั่น Dime! และรวมถึง ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ในฐานะหน่วยงานขายของบริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)

มากกว่า 1 เดือน…ซีพีเอฟ ร่วมมือกรมประมงเดินหน้าปราบปลาหมอคางดำในทุกพื้นที่ หลายแห่งปริมาณปลาเบาบางต่อเนื่อง

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)​ หรือ ซีพีเอฟสนับสนุนกรมประมงปราบปลาหมอคางดำอย่างจำนวนปลาหมอคางดำผ่านการดำเนิน 5 โครงการเชิงรุกมามากกว่า 1 เดือนแล้ว มีส่วนช่วยขับเคลื่อนกำจัดปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำไปแล้วมากกว่า 1,300,000 กิโลกรัม และยังไม่หยุดระดมความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อกำจัดปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำอย่างต่อเนื่อง

นายอดิศร์ กฤษณวงศ์ ผู้บริหารสูงสุดสายงานรัฐกิจและเอกชนสัมพันธ์ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลามากกว่า 1 เดือนที่บริษัทได้สนับสนุนกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินงาน 5 โครงการเชิงรุก ร่วมจัดการปัญหาปลาหมอคางดำอย่างจริงจัง มีความคืบหน้าทั้ง 5 โครงการ โดยเฉพาะการพยายามลดจำนวนปลาในแหล่งน้ำอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ โครงการรับซื้อปลาหมอคางดำเพื่อทำปลาป่น ร่วมมือกับโรงงานศิริแสงอารำพี จังหวัดสมุทรสาครรับซื้อปลาหมอคางดำจากชาวประมงและแพปลา 18 แห่งทั้งในสมุทรสาคร และจังหวัดที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งจนถึงวันนี้โรงงานปลาป่นรับซื้อปลาสำหรับทำปลาป่นไปแล้ว 1,300,000 กิโลกรัม และยังเปิดรับซื้ออย่างต่อเนื่องตามเป้าหมาย​ที่ 2 ล้านกิโลกรัม

“ตลอดระยะเวลามากกว่า 1 เดือนที่ซีพีเอฟได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วนสนับสนุนกรมประมงขับเคลื่อนการกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำอย่างเข้มข้นใน 15 จังหวัด ได้มีส่วนช่วยให้ปลาหมอคางดำถูกจับออกจากแหล่งน้ำมากกว่า 1.3 ล้านกิโลกรัมแล้ว ส่งผลให้แหล่งน้ำหลายพื้นที่มีปริมาณปลาหมอคางดำเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด และยังเดินหน้าระดมความร่วมมือหยุดยั้งการแพร่พันธุ์ปลาชนิดนี้อย่างต่อเนื่อง”​ นายอดิศร์กล่าว

โครงการที่ 2 ซีพีเอฟสนับสนุนการปล่อยปลานักล่าลงสู่แหล่งน้ำเพื่อช่วยกำจัดลูกปลาหมอคางดำ ตามแผนงานของกรมประมง หลังจากแหล่งน้ำนั้นมีการกำจัดปลาหมอคางดำตัวใหญ่ออกไป โดยซีพีเอฟได้ร่วมส่งมอบปลากะพงขาวขนาด 4-5 นิ้วขึ้นไป จำนวน 70,000 ตัวเพื่อปล่อยลงสู่แหล่งน้ำในจังหวัดสมุทรสงคราม สมุทรสาคร จันทบุรี และระยอง ทั้งนี้ บริษัทยังได้ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญของกรมประมงในการวางแผนปล่อยปลานักล่าในแหล่งน้ำจนครบ 200,000 ตัว เพื่อให้ปลานักล่าช่วยกินปลาหมอคางดำขนาดเล็กซึ่งต้องใช้เวลา 2-3 เดือนจะสามารถประเมินผลได้

ประมงสมุทรสงครามได้นำปลากะพงขาวที่ได้รับการสนับสนุนจากซีพีเอฟมอบให้กลุ่มเกษตรกรในเครือข่าย 4,000 ตัวทำหน้าที่ช่วยกำจัดปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร โดยมีเงื่อนไขให้เกษตรกรนำปลากะพงขาวมาคืนให้ประมงจังหวัด 10% ของจำนวนที่ได้รับเพื่อขยายผลช่วยเกษตรกรรายอื่นต่อไป

โครงการที่ 3 สนับสนุนกรมประมงจัดกิจกรรมจับปลาออกจากแหล่งน้ำ เป็นกิจกรรมที่ระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในพื้นที่ทั้งภาครัฐ อาทิ ผู้ว่าราชการจังหวัด กรมราชทัณฑ์ กองทัพบก ช่วยกันจับปลาคางดำออกแหล่งน้ำให้เร็วที่สุด เพื่อตัดวงจรการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้ร่วมจัดกิจกรรมจับปลาในจังหวัดที่พบปลาของประมงจังหวัด โดยสนับสนุนเครื่องมือจับสัตว์น้ำ อาหารและน้ำดื่มสำหรับผู้ร่วมกิจกรรม จนถึงวันนี้ สนับสนุนการจัดกิจกรรมรวม 32 ครั้ง สามารถจับปลาตัวใหญ่ๆ ออกจากแหล่งน้ำได้มากกว่า 25,000 กิโลกรัม และบริษัทยังเดินหน้าสนับสนุนการจัดกิจกรรมจับปลาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ซีพีเอฟยังร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญและมหาวิทยาลัยชั้นนำในการกำจัดปลาหมอคางดำในระยะยาว ดำเนินโครงการพัฒนาแนวทางการใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ เช่น การพัฒนาเมนูอาหารส่งเสริมการบริโภค และโครงการพัฒนาแนวทางหรือเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อควบคุมการแพร่พันธุ์ปลาหมอคางดำ ล่าสุด ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังเตรียมนำเทคโนโลยี eDNA สำรวจจำนวนประชากรของปลาเพื่อนำไปสู่การควบคุมการแพร่ระบาดของปลาต่างถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว.

โอกาสลงทุนหุ้นแห่งอนาคต ฝั่งตะวันออก VS ตะวันตก

0

เมื่อตอนนี้ โลกของเรากำลังถูกขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม และเทคโนโลยี ที่ล้ำสมัยขึ้นในทุก ๆ วัน จนช่วยสร้างความสะดวกสบาย ให้กับชีวิตคนนับล้าน ได้แบบไร้พรมแดนจนยุคนี้ถูกเรียกว่า เป็นยุคแห่ง “โลกาภิวัตน์ของโลกดิจิทัล และเอไอ” ที่เข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เพิ่มด้วย ซึ่งนี่ก็เป็นอีกสาเหตุสำคัญ ที่บอกเราว่าทำไมบริษัทต่าง ๆ จากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางฝั่งตะวันออก หรือทางฝั่งตะวันตก ถึงต้องแข่งขันการพัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ อยู่เสมอ

แล้วในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านแบบนี้ มีบริษัทจากฝั่งตะวันออก และฝั่งตะวันตกอะไรที่น่าสนใจ และมีแผนใหญ่ ที่จะมาครองใจผู้บริโภคทั่วโลกอย่างไรบ้าง มาลองออกเดินทางไปสำรวจพร้อม ๆ กันได้เลย

➡️ รู้จักกลุ่ม “หุ้นแดนตะวันออก” ดาวรุ่งมาแรง
– อุตสาหกรรมรถ EV ? 
ปัจจุบัน อุตสาหกรรม EV ถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตแบบเร่งตัวสูงขึ้นมาก ทั้งจากความใส่ใจในเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มมากขึ้น และการช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายแฝงต่าง ๆ เช่น ค่าน้ำมัน เป็นต้น 

ซึ่งในปี 2567 นี้เอง Statista ก็ได้คาดการณ์ว่ารายได้ของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก จะพุ่งสูงถึง 6.23 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีเจ้าแห่งโลกตะวันออกอย่างจีน เป็นผู้นำที่ทำรายได้สูงถึง 3.19 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เลยทีเดียว

ซึ่งแบรนด์ EV ที่น่าสนใจจากแดนตะวันออก แน่นอนว่าคงหนีไม่พ้น BYD แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากจีน ที่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของโลกได้ ด้วยยอดจำหน่ายรถยนต์ EV ทั่วโลกกว่า 3.02 ล้านคันในปี 2566 ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นกว่า 62% หากนับจากยอดจำหน่ายในปี 2565 ตามการอ้างอิงจาก CNN เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2567 ที่ผ่านมา และยอดขายของ BYD ก็ยังคงมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องจนน่าจับตามอง

– อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซ
แน่นอนว่าตลาดอีคอมเมิร์ซจากจีน ยังคงเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดอีคอมเมิร์ซทั่วโลกที่ไม่อาจปฏิเสธได้ จากจำนวนรายได้รวมในปี 2566 ที่สามารถทำได้รวมกันสูงถึง 2.17 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามการอ้างอิงโดย Statista ซึ่งถือว่าทิ้งห่างอันดับ 2 อย่างสหรัฐฯ เป็นอย่างมาก

โดยหนึ่งในบริษัทที่น่าสนใจ คงหนีไม่พ้น Alibaba บริษัทอีคอมเมิร์ซจากจีน มูลค่ากว่า 1.95 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ไม่ได้มีดีแค่การเติบโตทางด้านอาณาจักรอีคอมเมิร์ซ แต่ยังมีการต่อยอดไปที่การพัฒนาระบบ Cloud Computing และแพลตฟอร์มชำระเงินออนไลน์ด้วย ซึ่งถือว่ามีแนวโน้มการเติบโตที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก

– อุตสาหกรรมโทรคมนาคม ?
สิงคโปร์ ถือเป็นหนึ่งในประเทศ ที่มีโครงข่ายสัญญาณความเร็วสูงทั่วประเทศเป็นลำดับแรก ๆ ของโลก จากการพัฒนานโยบาย Smart City โดยปัจจุบัน มีฐานผู้ใช้งานถึง 2 เท่าของจำนวนประชากร (เฉลี่ยที่คนละ 2 เบอร์) ซึ่งช่วยสร้างกระแสรายได้คงที่ กับผู้ให้บริการโทรคมนาคมในสิงคโปร์ เช่น Singtel บริษัทโทรคมนาคมชั้นนำของเอเชีย ที่ทำธุรกิจเครือข่ายมือถือ อินเทอร์เน็ต ขายอุปกรณ์ ที่ยังมีโอกาสเติบโตขึ้นจากการพัฒนาธุรกิจ Cybersecurity และ Data Analytic อีกด้วย

– อุตสาหกรรมวิดีโอเกม ? 
รู้หรือไม่ วงการวิดีโอเกม ถือเป็นอีกหนึ่งตลาดที่มีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากพฤติกรรมของผู้คนที่ให้ความสำคัญกับการเล่นเกมมากขึ้น ซึ่งหากมองไปที่ “ตลาดเกมคอนโซล” ที่เป็นอีกหนึ่งตลาดที่น่าลงทุน ก็จะพบว่า Yahoo Finance ได้คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดเกมคอนโซลจะเติบโตจาก 2.67 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2566 ไปเป็น 6.37 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2576 โดยที่ “เอเชีย” จะเป็นหนึ่งในฐานการผลิต และฐานรายได้ที่สำคัญเป็นอย่างมาก

ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะในช่วงตลอดหลาย 10 ปีที่ผ่านมา หากเราสังเกตให้ดี จะพบว่าผู้พัฒนาเครื่องเกมคอนโซล ที่เป็นเจ้าตลาด ล้วนเป็นบริษัทจากประเทศญี่ปุ่นทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น Nintendo หรือ PlayStation จาก Sony ที่สินค้าทั้ง 2 ค่ายนี้ ได้ครอบครองส่วนแบ่งในตลาดเกมคอนโซลทั่วโลก ณ ปี 2566 รวมกันมากถึง 85% ตามการอ้างอิงจาก 360 Research Reports 

⬅️ รู้จักกลุ่ม “หุ้นแดนตะวันตก” ยักษ์ใหญ่ที่ยังตื่นตัวตลอด
– อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ? 
“เซมิคอนดักเตอร์” นับเป็นจิกซอว์ชิ้นสำคัญต่อการยกระดับนวัตกรรม ทั้งอุปกรณ์ดิจิทัลใหม่ ๆ และเอไอที่กำลังเปลี่ยนโลกของเราจากเดิมไปตลอดกาล

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ทั้ง สหรัฐฯ และยุโรป ต่างพยายามชิงความได้เปรียบด้านเซมิคอนดักเตอร์ ผ่านการสนับสนุน และการกีดกันอีกมากมาย เช่น การออกข้อกฎหมาย CHIPS for America Act เป็นต้น

พลังของเซมิคอนดักเตอร์นี่เองที่ทำให้ หลายบริษัทในสหรัฐฯ และยุโรป ยังคงเป็นผู้นำในด้านเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งพิสูจน์ได้จากรายชื่อบริษัทต่าง ๆ เช่น ASML บริษัทจากเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องผลิตชิป แบบ DUV และ EUV เพียงเจ้าเดียวของโลก ที่นับเป็นต้นน้ำในอุตสาหกรรมชิป รวมถึงยังมีผู้นำตลาดด้านนี้จากสหรัฐฯ อย่าง Nvidia ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดเป็นอันดับที่ 3 ของโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

– อุตสาหกรรมความบันเทิง
คงไม่มีใครปฏิเสธว่า Netflix คือแบรนด์ที่ปฏิวัติการเสพความบันเทิงให้เข้าสู่ยุคดิจิทัล ด้วยระบบสตรีมมิง ที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งความแข็งแกร่งที่เกิดขึ้นจนถึงปัจจุบัน ยังคงพิสูจน์ได้จากการรายงานของ L.A. Times เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2567 ที่ระบุไว้ว่า Netflix เองก็ยังคงครองความเป็นหนึ่งในตลาดโลก ด้วยจำนวนสมาชิกทั้งหมดกว่า 260 ล้านคนทั่วโลก และมีมูลค่าบริษัทที่สูงถึง 2.73 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าสนใจ

นอกจากนี้ ธุรกิจจากฝั่งตะวันตก ยังมีธุรกิจที่สามารถสร้างมูลค่าสินค้าผ่านทางอารมณ์ให้ผู้คนได้ลงทุนเพื่อเป็นเจ้าของอย่าง สินค้าแบรนด์หรู ?️ ในเครือ LVMH เช่น Louis Vuitton, Celine, Fendi, Dior เป็นต้น ที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว ที่ถึงแม้ว่ารายได้ในช่วงนี้อาจจะลดลงไปบ้าง แต่รายได้แบบปีต่อปี ก็ยังคงเติบโตขึ้น จากยอดรายได้รวมทั่วโลกกว่า 9.33 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงปี 2566 ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก ปี 2565 มากถึง 13% เลยทีเดียว

โดยนอกเหนือจากสินค้าแบรนด์หรูแล้ว ก็ยังมีแบรนด์สินค้าบริโภคที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเรามากมาย เช่น Starbucks ☕ เป็นต้น

? ทั้งหมดนี้ คือตัวอย่างของกลุ่มธุรกิจจากแดนตะวันออก และแดนตะวันตก ที่กำลังพัฒนานวัตกรรมให้ตอบสนองความต้องการในชีวิตประจำวันของเราเป็นอย่างมาก และจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นต่อเศรษฐกิจในยุคที่เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคดิจิทัลยุคใหม่ และยุคเอไอ อีกด้วย 

อ่านมาถึงตรงนี้ ถ้าใครเริ่มมองเห็นโอกาสแห่งอนาคตจากธุรกิจเหล่านี้ การลงทุนผ่าน DR และ DRx จึงเป็นโอกาสที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม

? โดย “DR” หรือ Depositary Receipt นั้น คือตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ ที่เกิดจากผู้ออกตราสาร (ได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต.) ซื้อหลักทรัพย์อ้างอิงต่างประเทศ เช่น หุ้น หรือ ETF มา และนำมาจดทะเบียนเป็นตราสาร DR ในตลาดหลักทรัพย์ไทย เพื่อให้นักลงทุนสามารถซื้อขายได้ในรูปแบบของสกุลเงินบาท ซึ่งในปัจจุบันมี DR ให้เลือกลงทุนกว่า 24 ตัว โดยมีหุ้นจากแดนตะวันออก เช่น
– Alibaba (BABA80) บริษัทอีคอมเมิร์ซระดับโลก จากจีน

– Baidu (BIDU80) บริษัทเซิร์ชเอนจินยักษ์ใหญ่ จากจีน

– BYD (BYDCOM80) บริษัทรถยนต์ EV จากจีน ที่สร้างยอดจำหน่ายรถยนต์ EV ได้สูงที่สุดในโลก

– NetEase (NETEASE80) บริษัทผู้พัฒนาเกม และอีคอมเมิร์ซ ระดับโลก จากจีน

– Ping An Insurance (PINGAN80) บริษัทประกันภัย และการเงินแบบครบวงจรชั้นนำ จากจีน

– Singapore Airlines (SIA19) สายการบินที่ได้รางวัลสายการบินที่ดีที่สุดในโลก เมื่อปี 2566 จากสิงคโปร์

– Singtel (SINGTEL80) บริษัทโทรคมนาคมชั้นนำของเอเชีย จากสิงคโปร์

– Tencent (TENCENT80) บริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในจีน จากธุรกิจเทคฯ ที่หลากหลาย

– Xiaomi (XIAOMI80) บริษัทผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำระดับครอบจักรวาล จากจีน

รวมถึงยังมีหุ้นมาใหม่ที่กำลังจะเปิดให้เทรดอย่าง Nintendo, Sony และ Toyota เป็นต้น ซึ่ง DR มีจุดเด่นที่น่าสนใจ คือ
– แค่มีบัญชีหุ้นไทย ก็เริ่มลงทุนผ่าน DR ได้ทันที 

– ซื้อขายสะดวก เพราะใช้สกุลเงินบาท

– เริ่มต้นขั้นต่ำเพียง 1 หน่วย (ค่าธรรมเนียมเท่ากับการเทรดหุ้นไทย)

แอบกระซิบอีกนิด DR ยังมีตัวเลือกหุ้นที่น่าสนใจ จากแดนตะวันตกบางส่วนให้เลือกอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ASML หรือ LVMH

? ส่วน “DRx” หรือ Fractional Depositary Receipt ก็เหมือนกับ DR แต่เป็นการลงทุนอีกรูปแบบหนึ่งที่สามารถซื้อขายเป็นหน่วยย่อยได้ (เศษหุ้น) ซึ่งในปัจจุบันมีตัวเลือกการลงทุนเป็นหุ้นจากแดนตะวันตก อย่างหุ้นยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็น 
– Alphabet (GOOG80X) บริษัทผู้ให้บริการเซิร์ชเอนจินยักษ์ใหญ่ ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก

– Amazon (AMZN80X) บริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่จากสหรัฐฯ ที่มีการดำเนินธุรกิจในหลากหลายด้าน

– Apple (AAPL80X) บริษัทผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ ชื่อดัง ที่มีมูลค่าบริษัทสูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก

– Booking Holdings (BKNG80X) แพลตฟอร์มออนไลน์ในการจองที่พัก เที่ยวบิน รถเช่า และร้านอาหารระดับโลก

– Meta (META80X) บริษัทผู้ถือครองแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ชื่อดังต่าง ๆ มากมาย ที่นิยมไปทั่วโลก

– Microsoft (MSFT80X) บริษัทผู้ผลิต และพัฒนาซอฟต์แวร์รายใหญ่ ที่มีมูลค่าบริษัทสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก 

– Netflix (NFLX80X) บริษัทผู้นำด้านสื่อบันเทิงสตรีมมิง ที่มียอดผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก 

– Nvidia (NVDA80X) บริษัทผู้นำด้านเซมิคอนดักเตอร์ ที่มีมูลค่าบริษัทสูงที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก

– Starbucks (SBUX80X) ร้านกาแฟชื่อดัง ที่มีสาขากระจายอยู่ทั่วโลกกว่า 38,038 สาขา

– Tesla (TSLA80X) บริษัทผู้พัฒนารถยนต์ EV ที่มีเทคโนโลยีสุดล้ำหน้า

รวมทั้งยังมีหุ้นมาใหม่ที่กำลังจะเปิดให้เทรดอย่าง Coca-Cola, Pepsi และ Berkshire Hathaway อีกด้วย ซึ่งจุดเด่นของ DRx ที่น่าสนใจนั้น คือ
– เลือกส่งคำสั่งได้ทั้งแบบจำนวนเงิน และจำนวนหน่วย

– ซื้อขายตามเวลาของตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศที่หลักทรัพย์นั้นอ้างอิง (20.00-04.00 น. ตามเวลาประเทศไทย)

– งบน้อยก็ลงทุนได้ 

ใครสนใจจะลงทุนใน DRx หากมีบัญชีหุ้นแล้ว ก็แค่แจ้งความประสงค์ขอซื้อขาย DRx เพิ่มกับโบรกเกอร์ที่ให้บริการ ซึ่งทำผ่านแอป Streaming เองได้เลย โดยกดไปที่ “My Menu” เลือก “DRx” และกดปุ่ม “Request DRx Trading” และรออนุมัติ (ระยะเวลาขึ้นอยู่กับแต่ละโบรกเกอร์) 

? ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ DR www.setinvestnow.com/th/newdr

? ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ DRx www.setinvestnow.com/drx

หากใครยังไม่มีบัญชีหุ้นและสนใจ ก็เริ่มต้นลงทุนด้วยตัวเองได้ทันที เพียงเปิดบัญชีลงทุนผ่าน Streaming ตั้งแต่วันนี้ ?

https://www.settrade.com/th/services-and-tools/trading-program/basic/main

“ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย www.setinvestnow.com”

ม.แม่โจ้ จับมือ ซีพี-เมจิ ผลักดันงานวิจัย หนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในภาคเหนือ เข้าถึงเทคโนโลยีทันสมัย

0

มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และ บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการและงานวิจัยด้านโคนม เพื่อถ่ายทอดความรู้และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการผลิต รวมถึงการสร้างฟาร์มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมตัวอย่าง เดินหน้าพัฒนาเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในภาคเหนือ คู่ขนานกับการสร้างนักวิชาการรุ่นใหม่ สร้างรายได้ที่มั่นคง นำไปสู่อาชีพเกษตรกรโคนมที่ยั่งยืน โดยมี รศ.จักรพงษ์ พิมพ์พิมล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และนางสาวสลิลรัตน์ พงษ์พานิช กรรมการผู้จัดการ ซีพี-เมจิ ร่วมลงนาม พร้อมด้วย ผศ.ดร.ประภากร ธาราฉาย คณบดีคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยแม่โจ้

รศ.จักรพงษ์ พิมพ์พิมล กล่าวว่า มหาวิทยาลัยฯ พร้อมสนับสนุนงานด้านวิชาการและเป็นกลไกหลักในการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพและผลผลิตโคนม นอกจากนั้นยังจะเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงเกษตรกรให้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้านวิชาการ และการจัดการสิ่งแวดล้อมทางด้านเกษตรและปศุสัตว์ที่เหมาะสม ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ จะเป็นโอกาสที่ดีของเกษตรกรในการเข้าร่วมการอบรมทฤษฎีใหม่ๆ ที่ทันสมัย โดยมหาวิทยาลัยฯ มีนักวิชาการและวิทยากรที่เชี่ยวชาญ การพัฒนาองค์ความรู้ในการจัดการฟาร์มและจัดการโคนม เพื่อให้ได้ผลผลิตของน้ำนมดิบที่มีคุณภาพ ตรงตามมาตรฐาน และมีปริมาณที่เพียงพอต่อการบริโภคทั้งไทยและทั่วภูมิภาค” รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าว

นางสาวสลิลรัตน์ พงษ์พานิช กรรมการผู้จัดการ ซีพี-เมจิ เปิดเผยว่า บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะยกระดับอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์นมในประเทศไทย ให้มีมาตรฐานที่เป็นเลิศโดยมีความประสงค์ ที่จะสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบจากต้นน้ำ ให้ไปสู่กลางน้ำ จนเป็นผลิตภัณฑ์นมที่มีคุณภาพถึงมือผู้บริโภค ภายใต้เจตนารมณ์ขององค์กรในการเพิ่มคุณค่าชีวิต ซีพี-เมจิ ตระหนักดีว่า การเติบโตทางธุรกิจ จำเป็นต้องทำไปควบคู่ไปกับการดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ให้เติบโตไปพร้อมกับบริษัท ซึ่งเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ถือเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่สำคัญบนห่วงโซ่การพัฒนาอุตสาหกรรมนม

“ซีพี-เมจิ ได้รับเกียรติจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีการเรียนการสอน งานวิจัย และผู้เชี่ยวชาญที่โดดเด่นด้านวิชาการโคนม เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นก้าวเริ่มต้นที่สำคัญอันจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ ในการยกระดับขีดความสามารถของเกษตรกรโคนมไทย สร้างฟาร์มตัวอย่าง ตลอดจนผู้บริโภค สังคม และสิ่งแวดล้อมต่อไป” นางสาวสลิลรัตน์ กล่าว

ด้าน นายอาทิตย์ นุกูลกิจ รองผู้อำนวยการด้านการจัดการน้ำนมดิบ ซีพี-เมจิ กล่าวว่า ซีพี-เมจิ ที่เป็นหน่วยงานสนับสนุนและส่งเสริมเกษตรกรโคนมทั่วประเทศ จากการลงพื้นที่ทำงานตลอดระยะเวลาหลายปี พบว่าเกษตรกรโคนมมีเป้าหมายในการพัฒนาตนเอง รวมถึงพื้นที่ฟาร์มและการเลี้ยงให้มีประสิทธิภาพ ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ บริษัทฯ มีความตั้งใจในการทำงานร่วมกับอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้านโคนมจากคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ คาดว่าจะเป็นการเพิ่มโอกาสในการสนับสนุนด้านองค์ความรู้และการจัดการฟาร์มให้ได้มาตรฐาน มีส่วนช่วยเกษตรกรให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของน้ำนมดิบต่อตัว โดยก้าวข้ามปัจจัยท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ อีกทั้งอาหารหยาบที่ขาดแคลน ซึ่งส่งผลทางตรงต่อปริมาณและคุณภาพน้ำนมดิบ

สำหรับ การลงนามบันทึกข้อตกลงในการทำงานร่วมกันนี้ ซีพี-เมจิและคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จะเดินหน้าโครงการนำร่องร่วมกับฟาร์มโคนม 14 แห่งที่เป็นสมาชิกสหกรณ์โคนมเชียงใหม่ โดยทีมการจัดการน้ำนมดิบ ซีพี-เมจิ จะลงพื้นที่ปฏิบัติงาน เพื่อรวบรวมข้อมูล ควบคู่กับการให้ความรู้ด้านการจัดการฟาร์มที่ถูกต้องแก่เกษตรกร

ออมสิน เปิดฝากเงินฝากระยะสั้นดอกเบี้ยสูง เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 7 เดือน และ 10 เดือน ฝากตั้งแต่วันนี้ – 30 ก.ย. 67

0

? เงินฝากดอกเบี้ยคุ้ม ชอบแบบไหนเลือกฝากได้เลย ดอกเบี้ยรับเต็มไม่เสียภาษี กับเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 7 เดือน และเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 10 เดือน ฝากเลยที่ธนาคารออมสินทุกสาขา ตั้งแต่วันที่ 1 – 30 ก.ย. 67 เท่านั้น
รายละเอียดเพิ่มเติม > https://fwuj.short.gy/tKUNZh

▶ เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 10 เดือน รับดอกเบี้ยสูง 1.82% ต่อปี
(เทียบเท่าเงินฝากประจำ 2.14% ต่อปี)
▶ เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 7 เดือน รับดอกเบี้ยสูง 1.65% ต่อปี
(เทียบเท่าเงินฝากประจำ 1.94% ต่อปี)

เงื่อนไข

  • เปิดบัญชีขั้นต่ำ 10,000 บาท
  • ฝากเพิ่มครั้งละไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท
  • ฝากได้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ไม่จำกัดวงเงินรับฝากสูงสุด
  • *บุคคลธรรมดาไม่เสียภาษี ณ ที่จ่าย
  • ถอนหรือปิดบัญชีก่อนครบกำหนด ได้รับดอกเบี้ยเผื่อเรียก

? เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

เร่งไล่ล่า “ปลาหมอคางดำ” สานพลังความร่วมมือทุกภาคส่วน

0

“ปลาหมอคางดำ” ถูกยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ หลังจากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ปี 2567-2570 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2567 ที่ผ่านมา เพื่อหยุดการแพร่พันธุ์ของประชากรปลาหมอคางดำในทุกพื้นที่ มีเป้าหมายไม่น้อยกว่า 5 ล้านกิโลกรัม ในแหล่งน้ำ 19 จังหวัด ภายในปี 2570 โดยกรมประมงบูรณาการความร่วมมือ ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ซึ่งหนึ่งในภาคส่วนที่ร่วมแรงร่วมใจช่วยแก้ปัญหานี้มาอย่างต่อเนื่อง คือ ซีพีเอฟ ที่ให้การสนับสนุนกรมประมง ด้วยการระดมทุกสรรพกำลังในการสนับสนุนการแก้ปัญหา ผ่านแผนปฏิบัติการเชิงรุก 5 โครงการ ได้แก่

โครงการร่วมกับกรมประมงรับซื้อปลาเพื่อทำปลาป่น 2 ล้านกิโลกรัม ที่ปัจจุบันร่วมกับโรงงานปลาป่นในสมุทรสาครจัดซื้อปลาไปแล้วกว่า 8 แสนกิโลกรัม

โครงการปล่อยปลากะพงขาวปลานักล่า 2 แสนตัว จนถึงวันนี้ปล่อยปลากะพงลงแหล่งน้ำแล้ว 64,000 ตัว,

โครงการสนับสนุนกรมประมง ร่วมกับประมง 13 จังหวัด เปิดปฏิบัติการ “ลงแขกลงคลอง” ล่าปลาหมอคางดำ มอบอุปกรณ์จับปลา สนับสนุนกำลังคน อาหาร และน้ำดื่ม พร้อมมอบถังพลาสติกใช้แล้วทำน้ำหมักชีวภาพปลาหมอคางดำ เพื่อเกษตรกรชาวสวนยาง

โครงการร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง นำปลาไปใช้ประโยชน์ เช่น แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร

และโครงการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญและมหาวิทยาลัยในการศึกษาวิจัยนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีเพื่อตัดวงจรและควบคุมการแพร่พันธุ์ของปลาชนิดนี้ในระยะยาว โดยมีมหาวิทยาลัยแสดงเจตนารมณ์ร่วมโครงการวิจัย ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยแม่โจ้

โครงการเชิงรุกที่ยังคงเดินหน้า เพื่อเร่งกำจัดและควบคุมประชากรปลาหมอคางดำอย่างจริงจัง ส่งผลให้ปริมาณปลาหมอคางดำในหลายพื้นที่ลดลงอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งหมดนี้เพื่อร่วมฟื้นฟูความสมดุลของระบบนิเวศและทรัพยากรสัตว์น้ำของไทย.

AIS เตือนภัย มิจฯ ส่ง SMS แนบลิงก์ไปเว็บปลอม ห้ามคลิกเด็ดขาด!

0

AIS เตือนลูกค้า ระวังมิจฉาชีพ ส่ง SMS ลวงแอบอ้าง มีลิงก์ไปเว็บไซต์ปลอม
เตือน!! ห้ามคลิกเด็ดขาด ยืนยันไม่มีนโยบายส่ง SMS ให้ลูกค้ากรอกข้อมูลส่วนตัว

จากกรณีที่มีลูกค้าได้รับ SMS หลอกลวงจากมิจฉาชีพที่แอบอ้างชื่อผู้ส่ง (Sender Name) หลากหลายรูปแบบ ทั้งเป็นเบอร์มือถือ หรือ ชื่อต่างๆ ในลักษณะของการกระตุ้นให้คลิก เช่น คะแนนสะสมกำลังหมดอายุ เพื่อให้ลูกค้าหลงเชื่อ โดยมิจฉาชีพจะมีลิงก์ไปยังเว็บไซต์ปลอม เพื่อหลอกให้กดเข้าไปกรอกข้อมูลสำคัญอันอาจนำสู่ความเสี่ยงในการสูญเสียทรัพย์สิน ความเสียหายอื่นๆ หรือ ข้อมูลส่วนบุคคล

AIS ขอยืนยันว่า ไม่มีนโยบายในการใช้ช่องทาง SMS เพื่อขอข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า อาทิ เลขบัตรประชาชน, เลขบัตรเครดิต และ วันเดือนปีเกิด รวมถึงรหัส OTP ในการทําธุรกรรมใดๆ รวมถึงขอยืนยันว่า การสื่อสารในส่วนของการตรวจสอบ หรือ แลกคะแนนของเอไอเอส พอยท์ สามารถทำได้บนช่องทางแอปพลิเคชัน myAIS เท่านั้น

ทั้งนี้หากพบความผิดปกติของเบอร์โทร หรือ SMS ข้อความ ที่ติดต่อเข้ามา สามารถแจ้งผ่านสายด่วน 1185 AIS Spam Report Center ได้ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง โดย AIS จะตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

3 DR ใหม่ลุยหุ้นซามูไร

0

รู้เก็บรู้ออมฯ โดย คุณนายพารวย

ประเทศญี่ปุ่นเป็นจุดหมายปลายทางในฝันของหลายคนที่อยากเดินทางไปท่องเที่ยว ชมซากุระ ดูวิวภูเขาไฟฟูจิ ชิมอาหาร หรือช็อปปิ้ง ซึ่งต้องแลกกับการเดินทางไปเองเพื่อสัมผัสประสบการณ์เหล่านั้น แต่สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดต่างประเทศที่มีอัตราการเติบโตที่น่าสนใจนั้น นักลงทุนไม่จำเป็นต้องตีตั๋วเครื่องบินมาเอง แต่สามารถซื้อขายหุ้นญี่ปุ่นผ่านเครื่องมือ DR บนตลาดหุ้นไทยได้แบบสะดวกสบาย

ดัชนีนิคเคอิ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเคยทำสถิติพุ่งทะยานไปแตะจุดสูงสุดในรอบ 35 ปี เมื่อต้นเดือน ก.ค. 2567 ที่ผ่านมา แม้ว่าหลังจากนั้น ดัชนีจะร่วงลงและตลาดหุ้นญี่ปุ่นต้องประสบกับความผันผวนเนื่องจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเงินเยนแข็งค่าขึ้น, การปรับอัตราดอกเบี้ยของแบงก์ชาติญี่ปุ่น (BOJ) และเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ชะลอตัว

แต่นักวิเคราะห์ยังมีมุมมองเป็นบวกต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่น โดยเห็นว่าหลังจากผ่านพ้นช่วงวิกฤติมาแล้ว ตอนนี้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นกลับมามีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะที่ราคาหุ้นเองก็ถือว่าลงมาเยอะแล้ว ดัชนีนิคเคอิมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น และอาจทำสถิติสูงสุดใหม่ได้ในปี 2568 ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคของสหรัฐฯออกมาดีขึ้น และการส่งสัญญาณชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของแบงก์ชาติญี่ปุ่น

ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย http://www.setinvestnow.com ระบุสาเหตุที่ทำให้มองว่าหุ้นญี่ปุ่นจะเติบโตแบบโดดเด่นว่า มาจากความมั่นใจในศักยภาพของกลุ่มธุรกิจญี่ปุ่น และนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย ซึ่งจะทำให้ค่าเงินมีแนวโน้มอ่อนลง เป็นผลดีกับนักลงทุนต่างชาติ เพราะราคาซื้อขายหุ้นญี่ปุ่นจะถูกลง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต้องติดตามดูปัจจัยอื่นอย่างใกล้ชิดด้วย เช่น อัตราเงินเฟ้อ นโยบายของ BOJ และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP)

แนวโน้มที่ดีขึ้นของตลาดญี่ปุ่น ถือเป็นโอกาสของนักลงทุนไทยที่ต้องการกระจายการลงทุน ซึ่งที่ผ่านมา มี DR หุ้นญี่ปุ่นซื้อขายบนตลาดหุ้นไทยอยู่แล้ว เช่น JAPAN13 NINTENDO19 SMFG19 SONY80 TOYOTA80 และ UNIQLO80

ล่าสุด เมื่อวันที่ 5 ก.ย.2567 ตลาดหุ้นไทยเพิ่งจะต้อนรับ DR น้องใหม่ อ้างอิงหุ้นญี่ปุ่น เพิ่มอีก 3 ตัวซึ่งออกโดย บล.หยวนต้า คือ “HONDA19” อ้างอิงหุ้น Honda Motor Co., Ltd. ผู้ผลิตและจำหน่ายรถจักรยานยนต์ รถยนต์ เครื่องยนต์, “MITSU19” อ้างอิงหุ้น Mitsubishi Heavy Industries, Ltd. บริษัทชั้นนำด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีด้านพลังงาน อากาศยาน และเครื่องจักรอุตสาหกรรม, “MUFG19” อ้างอิงหุ้น Mitsubishi UFJ Financial Group, Inc. หนึ่งในกลุ่มสถาบันการเงินชั้นนำ มีเครือข่ายธนาคารทั่วโลกและเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา

นักลงทุนที่อยากลุยหุ้นในแดนซามูไร สามารถทำรายการโดยใช้บัญชีเทรดหุ้นที่มีอยู่ได้เลย ผ่านแอปฯ Streaming หรือหากยังไม่มีบัญชี ก็สามารถติดต่อเปิดบัญชีกับบริษัทหลักทรัพย์ ผู้สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดหรือรายชื่อ DR ทั้งหมดได้ที่นี่ https://www.setinvestnow.com/th/newdr  

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง" หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

AIS ชวนลูกค้าสายกรีน ทิ้ง E-Waste รับคะแนน AIS Points และลุ้นรางวัลตลอดแคมเปญ

0

AIS ตอกย้ำภารกิจเดินหน้าสู่ Hub of E-Waste หรือศูนย์กลางการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านการจัดแคมแปญ “ทิ้ง E-Waste รับ AIS Points” ให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์กลับมามีค่าอีกครั้ง โดยในปีนี้กลับมาพร้อมความพิเศษยิ่งกว่าเดิม ทั้งรับ AIS Points สูงสุด 10 คะแนน พร้อมขยายจุดรับทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ผ่านแอปพลิเคชัน AIS E-Waste+ ไม่ว่าจะเป็นที่ AIS Shop, AIS Telewiz, AIS Buddy Exclusive และ Serenade Club รวมกว่า 622 สาขาที่ร่วมรายการทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถทิ้งขยะ E-Waste ได้ง่าย ใกล้บ้านคุณ นอกจากนี้ทุกการทิ้ง E-Waste 1 ชิ้น ยังมีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลกับโปรแกรม แลกพอยท์ ลุ้นโชค กับ เอไอเอส ทุกเดือนตลอดแคมเปญ เริ่มตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน – 31 ธันวาคม 2567 นี้

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าหน่วยธุรกิจประชาสัมพันธ์และงานธุรกิจสัมพันธ์ AIS กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา AIS ได้จัดแคมเปญ “ทิ้ง E-Waste รับ AIS Points” อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความตระหนักรู้และปลูกฝังความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมให้แก่ลูกค้าและคนไทย โดยส่งเสริมการนำขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกวิธีโดยปราศจากการฝังกลบ เพื่อป้องกันไม่ให้สารพิษจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ตกค้างอยู่ในธรรมชาติ โดยตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่ช่วยลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยได้อย่างมีนัยสำคัญเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่ลูกค้าและคนไทยอีกด้วย ในปีนี้ซึ่งเป็นปีที่ 4 เราจึงยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องในการขยายผลการรณรงค์ พร้อมร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ในการขยายจุดรับทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปยังกว่า 622 แห่งทั่วประเทศ ทั้ง AIS Shop, AIS Telewiz, AIS Buddy Exclusive และ Serenade Club เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงการทิ้งขยะที่ใกล้บ้าน ได้รับความสะดวกสบายยิ่งขึ้น และเป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกวิธีต่อไป”

สำหรับความพิเศษในปีนี้ กับแคมเปญ “ทิ้ง E-Waste รับ AIS Points” เพียงแค่นำขยะอิเล็กทรอนิกส์ มาทิ้งกับ AIS รับไปเลยความพิเศษถึง 2 ต่อ ดังนี้

  • ต่อที่ 1 รับ AIS Points สูงสุด 10 คะแนน!! ต่อขยะ 1 ชิ้น (จำกัดสูงสุด 1 หมายเลข / 50 AIS Points / เดือน) แล้วนำคะแนนมาแลกรับส่วนลดค่าโทร ค่าเน็ต ส่วนลดมือถือใหม่ ส่วนลดค่าอาหาร และเครื่องดื่มจากร้านดังทั่วไทย และสิทธิพิเศษอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย
  • ต่อที่ 2 ลุ้นโชครางวัลใหญ่กับโปรแกรม แลกพอยท์ ลุ้นโชค กับ เอไอเอส ที่ ทุกๆ การทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ 1 ชิ้น จะได้รับสิทธิ์ลุ้นรับรางวัล ยิ่งทิ้งมาก ยิ่งมีสิทธิ์มาก

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมแคมเปญ “ทิ้ง E-Waste รับ AIS Points” สามารถนำขยะอิเล็กทรอนิกส์ มาทิ้งที่ AIS Shop, AIS Telewiz, AIS Buddy Exclusive และ Serenade Club รวมกว่า 622 สาขาที่ร่วมรายการทั่วประเทศ ผ่านทางแอปพลิเคชัน AIS E-Waste+ เริ่มตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน – 31 ธันวาคม 2567 นี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://sustainability.ais.co.th/th/update/news/792/ทิ้ง-e-waste-รับ-เอไอเอสพอยท์