Home Blog Page 134

รู้เก็บรู้ออม : บริหารเงินรับสงกรานต์

0

ช่วงสัปดาห์นี้ เป็นเวลาแห่งความสุขของเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นวันหยุดยาวของไทย ขณะที่รัฐบาลคาดหวังให้งานมหาสงกรานต์ปีนี้ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศโดยให้ช่วงเวลาของการเที่ยวฉลองสงกรานต์ปีนี้ยาวนานขึ้น และกระจายการจัดอีเวนต์และกิจกรรมในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อหวังเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ

ตลาดหลักทรัพย์ฯ สถาบันการเงิน ตลอดจนบริษัทห้างร้านหยุดยาว ตั้งแต่ 12-16 เม.ย. 67 ให้พนักงานได้หยุดพัก หลายคนเดินทางกลับต่างจังหวัดไปเยี่ยมพ่อแม่พี่น้อง ท่องเที่ยวพักผ่อน หรือใช้เวลาอยู่กับครอบครัวที่บ้าน หน่วยงานด้านเศรษฐกิจคาดว่าจะมีเงินสะพัดจากสงกรานต์ปีนี้ราว 4.7 หมื่นล้านบาท จากการใช้จ่ายเพื่อซื้อของกินของใช้ และค่าเดินทางที่จะเกิดขึ้นในช่วงเทศกาล ส่วนนักลงทุนอย่างเราๆจะได้ถือโอกาสนี้ไปพักร่างพักสมองหลังจากลุยศึกลงทุนกันมาตั้งแต่ต้นปี

สำหรับคนที่วางแผนใช้วันหยุดสงกรานต์ไปเที่ยวพักผ่อน จะไปเดี่ยว ไปคู่ หรือไปกันเป็นแก๊ง หรือมีนัดพบปะสังสรรค์กับญาติสนิทมิตรสหาย “คุณนายพารวย” ขอนำทริกดีๆ และไม่ล้าสมัยของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่เคยนำเสนอ 3 เทคนิคจัดการเงินแบบง่ายๆ ต้อนรับสงกรานต์ มาทบทวนอีกหน เพื่อพวกเราจะได้ไม่ต้องเผชิญกับปัญหาการเงินตามมาให้ว้าวุ่นใจกันทีหลัง

ประกอบไปด้วย 1.ตั้งงบก่อนใช้ บังคับตัวเองให้ “คิดก่อนใช้จ่าย” งบที่ตั้งไว้จะถูกจะแพงก็ขอให้เหมาะสมกับสถานะการเงินของตัวเองไว้ก่อน อย่าเผลอเที่ยวสนุกจนเกินตัวไม่งั้นจะมีปัญหาจนหมดสนุกแน่นอน 2.จัดลำดับความสำคัญของกิจกรรม ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ “ต้องทำ” มากกว่าสิ่งที่ “อยากทำ” หากจัดลำดับผิดชีวิตอาจขิตก่อนพ้นสงกรานต์ และ 3. สรุปการใช้เงินในแต่ละกิจกรรม และทำตามแผนอย่างตั้งใจ เพื่อไม่ให้งบบานปลายจนต้องเดือดร้อนในภายหลัง

อีกประการที่สำคัญ คือ อย่าลืมวางแผนเผื่อเหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดกับชีวิตและทรัพย์สิน ด้วยการถือเงินสดให้เพียงพอ และพกบัตรเดบิต/เครดิตสำรองไว้ หากมีแผนจะเดินทางท่องเที่ยว ก็ต้องซื้อประกันอุบัติเหตุหรือประกันเดินทางไว้ เพราะจะช่วยผ่อนหนักเป็นเบาจากภาระค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นได้จากเหตุไม่คาดคิด ตัวอย่างประเภทเสียค่าทิปหลักพัน แต่ต้องมาควักเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาลหลักแสน ก็เกิดขึ้นกับหลายคนที่ไม่ได้ทำประกันไว้มาแล้ว

ส่วนคนที่ไม่ได้ไปไหน ตั้งใจจะใช้เวลาพักผ่อนนอนหลับแบบเต็มอิ่มอยู่กับบ้าน ก็สามารถใช้โอกาสพิเศษนี้นอกจากเก็บข้าวของในห้อง และบ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว ยังสามารถใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ด้วยการเรียนรู้ และอัปเลเวลตัวเอง โดยเข้าเว็บไซต์ set.or.th เพื่อตักตวงความรู้เรื่องการเงินการลงทุน จากบทความต่างๆ ที่มีอยู่มากมาย หรือจะลงทะเบียนเข้าไปเรียนคอร์สออนไลน์ที่มีเนื้อหาหลักสูตรเพื่อเตรียมตัวสำหรับการลงทุนหลังสงกรานต์

และเนื่องในโอกาสวันปีใหม่ไทย สงกรานต์นี้ “คุณนายพารวย” ขออวยพรให้แฟนๆคอลัมน์ “รู้เก็บรู้ออมฯ” โชคดีมีชัย เดินทางปลอดภัย ประสบความสุขความเจริญในชีวิต คิดประสงค์สิ่งใดก็ให้ได้สิ่งนั้น มีวินัยในการออม และขวนขวายหาความรู้เรื่องการลงทุนให้กับตัวเอง เพื่อเดินหน้าลงทุนอย่างมีคุณภาพไปด้วยกันค่ะ.

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง"  หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

สังคมผู้สูงวัย ควรตระหนักรู้ถึงโภชนาการที่ดีและเหมาะสม

0
แพทย์ แนะ ผู้สูงอายุควรรับประทานอาหารที่มีโปรตีนเพียงพอ และพลังงานเหมาะสม ควบคู่กับการออกกำลังกาย เพื่อเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อ และต้องระมัดระวังการลื่นหกล้ม พร้อมป้องกันการพลัดหลงจากระบบความจำที่เสื่อมลง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์ปริย พรรณเชษฐ์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ (Complete-aged society) โดยข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2566 มีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวน 13,064,929 คน “อาหาร” จึงเป็นส่วนสำคัญในการดูแลผู้สูงอายุ ที่จะทำให้ผู้สูงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยเฉพาะการกินอาหารที่เหมาะสม จะช่วยให้มีภาวะโภชนาการที่ดี ไม่อ้วนเกินไปหรือผอมเกินไป ป้องกันการเกิดกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases : NCDs) ไม่ว่าจะเป็น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจและหลอดเลือด หรือในผู้ที่ป่วยเป็นโรค NCDs แล้ว ควรกำหนดหรือควบคุมอาหารเพื่อไม่เกิดภาวะการเจ็บป่วยกำเริบจนทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์ปริย พรรณเชษฐ์

“อาหาร” เป็นโภชนาการหลักของร่างกาย อาทิ โปรตีน และ ไขมัน ส่วนอาหารรอง ได้แก่ วิตามิน แร่ธาตุต่างๆ ที่ร่างกายของคนแต่ละช่วงวัยจะมีความต้องการที่แตกต่างกัน โดยในกลุ่มผู้สูงอายุ มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะทุพโภชนาการ (Malnutrition) หรือ สภาวะที่ร่างกายได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน หรือได้รับในปริมาณที่ไม่เหมาะกับความต้องการของร่างกาย ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ภาวะโภชนาการเกิน เกิดจากได้รับสารอาหารมากเกินไป เกิดการสะสมของพลังงาน ไขมัน จนเป็นภาวะโรคอ้วน และ ภาวะทุพโภชนาการ ที่เป็นภาวะขาดสารอาหาร หรือสารอาหารไม่เพียงพอ เกิดจากกินอาหารได้น้อยลง หรือการเบื่ออาหาร

ผศ. นพ.ปริย ย้ำว่า เนื่องจากผู้สูงอายุ มีกิจกรรมไม่มากเท่ากับวัยอื่นๆ การใช้พลังงานลดลง ออกแรงน้อยลง การเผาผลาญพลังงานลดลง จึงควรกินอาหารให้พอเหมาะ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในดัชนีมวลกายที่เหมาะสม และกินอาหารให้มีปริมาณโปรตีนเพียงพอเพื่อสร้างมวลกล้ามเนื้อ เพราะผู้สูงอายุมวลกล้ามเนื้อน้อยลง ร่างกายจึงต้องการปริมาณโปรตีนที่มากกว่าคนวัยอื่น การเพิ่มโปรตีนจะทำให้กล้ามเนื้อฝ่อน้อยลง โดยปริมาณโปรตีนที่ต้องการคือ 1.0-1.3 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน ควบคู่กับการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มมวลกล้ามเนื้อและความแข็งแรง หรือให้ผู้สูงอายุทำกิจวัตรประจำวันด้วยตนเอง เพื่อไม่ให้กำลังถดถอย หากลูกหลานหรือผู้ดูแลห่วงการเกิดอุบัติเหตุ ให้คอยดูแลใกล้ๆ

สำหรับภาวะร่างกายผู้สูงวัย เหงือกและฟันอาจไม่ค่อยสมบูรณ์ รวมทั้งกระเพาะอาหารจะหลั่งกรดย่อยโปรตีนได้น้อยลง การกินโปรตีนอาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ควรเลือกกินโปรตีนที่ย่อยง่าย อาทิ เนื้อปลา หรือจะเป็น เนื้อหมู หรือเนื้อไก่ บดสับละเอียด ต้มตุ๋นจนนุ่ม ให้สามารถย่อยได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงโปรตีนจาก ไข่ เต้าหู้ และนม ส่วน ผัก ให้ต้มจนนิ่ม หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ และดื่มน้ำให้เพียงพอ 2 ลิตรต่อวัน ยกเว้นในผู้ป่วยที่จำกัดปริมาณน้ำ ควรหลีกเลี่ยง อาหารรสหวานจัด เค็มจัด มันจัด และแอลกอฮอล์

นอกจากนี้ ผู้สูงอายุ ยังมีภาวะเบื่ออาหาร ไม่อยากกินอาหาร เกิดจากภาวะจิตใจ หรือการเปลี่ยนแปลงของกลไกในร่างกาย ต่อมน้ำลายหลั่งได้น้อยลง เหงือกล่น ฟันไม่ครบ มีปัญหาท้องอืด อาหารไม่ย่อย จำเป็นต้องระวังภาวะขาดโปรตีนและขาดสารอาหาร เพราะจะทำให้มวลกล้ามเนื้อลดลงไปเรื่อยๆ จนกระทบกับความแข็งแรง เรี่ยวแรงน้อยลง แนะนำหาเครื่องดื่มที่มีสารอาหารครบถ้วนทดแทน หรือจะเป็น นม โยเกิร์ต นมสูตรแลคโตสฟรี รวมไปถึง อาหารทางการแพทย์ เพิ่มในระหว่างมื้ออาหาร เติมเต็มในส่วนมื้ออาหารที่กินได้น้อย เพื่อให้ได้รับพลังงานและสารอาหารครบถ้วน

ทั้งนี้ ข้อควรระวังในผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นวัยที่กล้ามเนื้อน้อย กำลังลดลง ทำให้เกิดการทรงตัวไม่ดี หกล้มได้ง่าย หากล้มกระดูกหัก จำนวน 1 ใน 3 เท่านั้นที่จะกลับมาปกติ เพราะอีกส่วนหนึ่งอาจร้ายแรงถึงแก่ชีวิตหรือพิการ ดังนั้น จึงควรระวังการลื่น หกล้ม พลัดตก ระวังพื้นภายในบ้าน ในห้องน้ำต้องมีราวจับ และที่สำคัญเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยคือ การพลัดหลง การหายตัวไป ที่เกิดจากความจำไม่ดี เกิดอาการหลงลืม เดินออกจากบ้านไปกลับบ้านเองไม่ได้และหายไป ลูกหลานหรือผู้ดูแลควรติดริสแบรนด์ (Wristband) ที่มีชื่อและเบอร์โทรศัพท์ไว้กับตัวผู้สูงอายุ

เมืองไทยประกันชีวิต จับมือ แมกซ์ โซลูชัน มอบ “กรมธรรม์ประกันภัยกลุ่มสงกรานต์คลายร้อน (ไมโครอินชัวรันส์)” ให้สมาชิก Max Card

0

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ นายพร้อมศักดิ์ จรัญญากรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แมกซ์ โซลูชัน เซอร์วิส จำกัด ผนึกกำลังส่งมอบความสุขและรอยยิ้มที่ยั่งยืน  ให้กับสมาชิก Max Card ทั่วประเทศผ่าน “กรมธรรม์ประกันภัยกลุ่มสงกรานต์คลายร้อน (ไมโครอินชัวรันส์)”  พร้อมความอุ่นใจในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2567 ที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมทั้งด้านชีวิตและค่ารักษาพยาบาลเนื่องจากอุบัติเหตุ เพียงสมาชิก Max Card  ใช้คะแนน 100 คะแนน แลกรับสิทธิ์ผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน Max Me

โดย นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า เมืองไทยประกันชีวิต เราตั้งใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เทศกาลสงกรานต์ปีนี้เต็มไปด้วยความสุข รอยยิ้ม และสนุกสนานอย่างแท้จริง  จึงได้ร่วมกับ แมกซ์ โซลูชัน เซอร์วิส จัดโครงการนี้ขึ้น เพื่อส่งมอบความอุ่นใจให้กับลูกค้าคนสำคัญ อีกทั้งยังเป็นการขานรับกับนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ในการส่งเสริมให้ประชาชนมีหลักประกันความคุ้มครองอุบัติเหตุให้กับตนเองและครอบครัว และเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากระบบการประกันภัยเพื่อบริหารความเสี่ยงจากอุบัติเหตุได้สะดวก เข้าถึงได้ง่าย และรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของเมืองไทยประกันชีวิต มีความมุ่งมั่นในการสร้างการเข้าถึงได้ของประกันชีวิตให้กับทุก ๆ คนในสังคม (Democratizing Insurance)  เพื่อเป็นส่วนช่วยให้ทุกคนได้มีความอุ่นใจ มีหลักประกันที่มั่นคง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

ด้าน นายพร้อมศักดิ์  จรัญญากรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แมกซ์ โซลูชัน เซอร์วิส จำกัด  กล่าวว่า ยังคงเป็นพันธกิจสำคัญที่เรายึดมั่นและดำเนินการมาเป็นประจำทุกเทศกาล นั่นคือ การรณรงค์ลดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลสงกรานต์และวันหยุดยาว  ในครั้งนี้เช่นกัน  แมกซ์ โซลูชัน เซอร์วิส บริษัทในเครือพีทีจี จับมือ เมืองไทยประกันชีวิต พันธมิตรที่เหนียวแน่นยาวนาน ร่วมมอบความสบายใจ คลายกังวลให้กับสมาชิก  Max Card  กว่า  21  ล้านสมาชิก ด้วย “กรมธรรม์ประกันภัยกลุ่มสงกรานต์คลายร้อน (ไมโครอินชัวรันส์ เพียงสมาชิก Max Card  ใช้คะแนน 100 คะแนน แลกรับสิทธิ์ผ่านช่องทาง แอปพลิเคชัน Max Me สมัครง่าย คุ้มครองยาวนานถึง 30 วัน นับจากวันเริ่มต้นระยะเวลาเอาประกันภัย จำนวน 5,000 สิทธิ์ เพื่อให้สมาชิกทุกท่านได้เดินทางอย่างอุ่นใจ คลายกังวล และมีความสุขตลอดการเดินทาง

ทั้งนี้ความคุ้มครอง “กรมธรรม์ประกันภัยกลุ่มสงกรานต์คลายร้อน (ไมโครอินชัวรันส์)” ที่ลูกค้าจะได้รับ ประกอบด้วย  

1. ความคุ้มครองการเสียชีวิต การสูญเสียมือ เท้า การสูญเสียสายตา หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง เนื่องจากอุบัติเหตุ ไม่รวมการถูกฆาตกรรมลอบทำร้ายร่างกาย และ/หรือ อุบัติเหตุขณะขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท 

2. ความคุ้มครองการเสียชีวิต การสูญเสียมือ เท้า การสูญเสียสายตา หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง จากการถูกฆาตกรรมลอบทำร้ายร่างกาย และ/หรือ อุบัติเหตุขณะขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ จำนวนเงินเอาประกันภัย 50,000 บาท

3. ความคุ้มครองการเสียชีวิต การสูญเสียมือ เท้า การสูญเสียสายตา หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง เนื่องจากอุบัติเหตุสาธารณะ จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท 

4. ผลประโยชน์ค่ารักษาพยาบาลเนื่องจากอุบัติเหตุตามจำนวนที่จ่ายจริง ไม่รวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการจ้างพยาบาลพิเศษ อุปกรณ์ค้ำยันต่าง ๆ (ยกเว้นไม้ค้ำยัน) รถเข็นผู้ป่วย อวัยวะเทียมภายนอกร่างกาย ค่ารักษาพยาบาลโดยแพทย์ทางเลือก (Alternative medicine) การฝังเข็ม จำนวนเงินเอาประกันภัย 5,000 บาท

โดย “กรมธรรม์ประกันภัยกลุ่มสงกรานต์คลายร้อน (ไมโครอินชัวรันส์)”  มีระยะเวลาคุ้มครอง 30 วัน  นับจากวันเริ่มต้นระยะเวลาเอาประกันภัย ซึ่งผู้ที่จะได้รับสิทธิ์จะต้องถือสัญชาติไทยเท่านั้น และมีอายุตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ ถึง 70 ปีบริบูรณ์ ณ วันที่ทำประกันภัย  โดยสมาชิก Max Card ที่สนใจสามารถแลกคะแนนได้ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน  – 31 พฤษภาคม 2567 (จำนวนสิทธิ์ 5,000 สิทธิ์)

ไขข้อสงสัย ที่มาราคาหุ้น IPO

0
บทความโดย สมภพ กีระสุนทรพงษ์ กรรมการผู้อำนวยการ บล.ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน)

ราคาหุ้น IPO ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนตัดสินใจว่าจะจองซื้อหุ้นหรือไม่ ซึ่งการที่จะรู้ว่าราคามีความเหมาะสมหรือไม่ก็ต้องศึกษา รู้ที่มาที่ไปว่าทำไมถึงกำหนดออกมาเป็นราคานี้

ถ้าพูดถึงราคาหุ้น IPO ทุกวันนี้ยังมีนักลงทุนสงสัยและมีคำถามว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีส่วนร่วมในการกำหนดราคาหุ้น IPO ด้วยหรือไม่ ซึ่งความจริงนั้นทั้งสองหน่วยงานไม่มีหน้าที่หรือมีส่วนร่วมในการกำหนดราคาหุ้น IPO เลย ผู้ที่มีส่วนร่วมในการกำหนดราคาหุ้น IPO มี 3 ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้จัดการการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ (Lead Underwriter) ที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisor หรือ FA) และบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ (Issuer)

สำหรับการกำหนดราคาหุ้น IPO นั้น จะมี 2 ลักษณะ คือ หากเป็นกรณีที่มีการเสนอขายให้กับนักลงทุนประเภทสถาบัน ก็จะมีกระบวนการสำรวจความต้องการจองซื้อหุ้นของนักลงทุนสถาบันหรือที่เรียกกันว่า Book Building โดยผู้จัดการการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ที่ปรึกษาทางการเงิน และบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ จะร่วมกันกำหนดช่วงราคา IPO (IPO Price Range) ที่จะเสนอขายต่อนักลงทุนสถาบัน เช่น กำหนดช่วงราคา 5.00 – 5.50 บาท

จากนั้นก็จะส่งแบบฟอร์มแสดงความสนใจที่จะจองซื้อหุ้น IPO (Book Building Form) ไปให้นักลงทุนสถาบัน โดยนักลงทุนสถาบันที่สนใจจะส่งแบบฟอร์มกลับมา พร้อมทั้งระบุระดับราคาที่สนใจและระบุจำนวนหุ้นที่ต้องการในแต่ละระดับราคามาด้วย

โดยผู้จัดการการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์จะรวบรวมแบบฟอร์มแสดงความสนใจฯ ที่ได้รับกลับมาจากนักลงทุนสถาบัน เพื่อนำมาสรุปว่าในแต่ละระดับราคา นักลงทุนสถาบันให้ความสนใจและมีความต้องการที่จะจองซื้อหุ้นจำนวนมากน้อยเพียงใด และนำผลสรุปดังกล่าวมาพิจารณากำหนดเป็นราคา IPO ร่วมกับบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์

ดังนั้น การทำ Book Building เป็นการนำกลไกตลาด (Market Mechanism) ที่มี Demand และ Supply เข้ามาช่วยในการกำหนดราคา ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การตั้งราคาหุ้น IPO มีความเหมาะสม เพราะนักลงทุนสถาบันจะเป็นผู้ให้ข้อมูลว่าราคาใดอยู่ในระดับที่นักลงทุนสถาบันสนใจซื้อและคิดว่าเหมาะสม

ลักษณะที่ 2 เป็นกรณีที่ผู้จัดการการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ประเมินแล้วว่า อาจไม่มีนักลงทุนสถาบันให้ความสนใจ เนื่องด้วยขนาดหรือด้วยลักษณะธุรกิจของบริษัทก็ตาม จึงเสนอขายให้นักลงทุนทั่วไปได้เท่านั้น กระบวนการทำ Book Building ก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะการทำ Book Building จะทำกับนักลงทุนสถาบันเท่านั้น ดังนั้น การกำหนดราคาหุ้น IPO ของกรณีนี้ ผู้จัดการการจำหน่ายหลักทรัพย์ ที่ปรึกษาทางการเงิน และบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ จะร่วมกันพิจารณากำหนดราคา IPO ที่เหมาะสมที่จะเสนอขายให้กับนักลงทุน หรือที่เรียกว่า Fixed Price

นอกจากนี้ ที่มาในการกำหนดราคาหุ้น IPO ส่วนใหญ่แล้วจะใช้ ค่า P/E Ratio (อัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรต่อหุ้น) มาพิจารณา โดยเปรียบเทียบค่า P/E Ratio ของบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์กับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ทำธุรกิจประเภทเดียวกัน หรือมีลักษณะธุรกิจเหมือนหรือคล้ายคลึงกัน   

โดยค่า P/E Ratio จะมี 2 ประเภท ได้แก่ P/E Ratio ที่ใช้ผลการดำเนินงานของบริษัท 4 ไตรมาสย้อนหลังมาคำนวณ ซึ่งจะได้ค่าในอดีต หรือเรียกว่า Historical P/E โดยนักลงทุนสามารถดู Historical P/E ของบริษัทจดทะเบียนได้จากเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือใน Trading Application ของบริษัทหลักทรัพย์ต่าง ๆ ได้เป็นการทั่วไป

สำหรับ P/E Ratio ที่ใช้ผลการดำเนินงาน EPS ของบริษัทในอนาคตมาคำนวณ หรือที่เรียกว่า Forward P/E  จะเป็นค่าที่จะสะท้อนการเติบโตในอนาคตของบริษัท โดยในเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ ในแบบไฟลลิ่งหรือหนังสือชี้ชวนจะไม่มีค่า Forward P/E แสดงอยู่ เนื่องจากเป็นการใช้ตัวเลขผลการดำเนินงานในอนาคตของบริษัทมาคำนวณ ดังนั้น โดยทั่วไปแล้วจะเห็น Forward P/E ในบทวิเคราะห์ ซึ่งนักวิเคราะห์จะเป็นผู้ประเมินและจัดทำประมาณการผลการดำเนินงานของบริษัทออกมา

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ใช้ในการพิจารณา คือ ดูการเติบโตของธุรกิจโดยรวม การเติบโตของยอดขายและกำไรสุทธิจะเติบโตได้มากน้อยเพียงใดในอีก 2 – 3 ปีข้างหน้า ความเป็นผู้นำในธุรกิจ ความสามารถในการทำกำไร ไม่ว่าจะเป็นอัตรากำไรขั้นต้น อัตรากำไรสุทธิ ผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น รวมถึงอัตราหนี้สินต่อทุน ที่จะรองรับการเติบโตได้ในอนาคต

โดยผู้จัดการการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ก็จะนำข้อมูลข้างต้นเหล่านี้มาพิจารณาเพื่อกำหนดช่วงราคา IPO หรือราคา IPO ที่เหมาะสมต่อไป เช่น หากประเมินแล้วว่าบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์มีการดำเนินธุรกิจที่เติบโตสูงกว่า ความสามารถในการทำกำไรดีกว่า ก็ควรมีค่า P/E Ratio ที่สูงกว่า

ในทางกลับกัน หากบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์มีการดำเนินธุรกิจที่มีการเติบโตต่ำกว่า ความสามารถในการทำกำไรน้อยกว่า ก็ควรมีค่า P/E Ratio ที่ต่ำกว่า ซึ่งมีผลต่อการกำหนดราคาหุ้น IPO โดยอยากจะให้นักลงทุนเข้าใจว่า P/E Ratio สูงไม่ได้หมายความว่าหุ้นแพงเสมอไป และ P/E Ratio ต่ำก็ไม่ได้หมายความว่าหุ้นถูกเสมอไปเช่นกัน นักลงทุนต้องเข้าไปพิจารณาให้ถ่องแท้ว่าสาเหตุที่ P/E Ratio สูงนั้น สูงเพราะอะไร P/E Ratio ต่ำ ต่ำเพราะอะไร เมื่อทราบถึงสาเหตุแล้วก็จะสามารถสรุปผลได้ว่าหุ้นแต่ละตัวถูกหรือแพง

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนมักจะได้ยินเสมอว่า ราคาหุ้น IPO ที่กำหนดขึ้นมาเป็นราคาที่มีส่วนลด (Discount) ส่วนการที่จะให้ส่วนลดมากน้อยแค่ไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ภาวะตลาดโดยรวม แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจ ปริมาณและความต้องการและความสนใจของนักลงทุน เช่น ในช่วงที่ตลาดไม่ดี มีความผันผวนสูง นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในการลงทุน ในการกำหนดราคาอาจให้ Discount มากพอสมควร เช่น 20 – 30%

ถ้าในภาวะที่ตลาดสดใส นักลงทุนมีความเชื่อมั่น มีความสนใจสูงก็อาจจะให้ Discount ที่ลดลง ทั้งนี้การกำหนดราคาและให้ส่วนลดไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์การตั้งราคาของผู้จัดการการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ที่ปรึกษาทางการเงิน และบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ในแต่ละกรณี แต่ละสถานการณ์

การที่ราคา IPO มี Discount ก็เพื่อทำให้หุ้นมีความน่าสนใจและลดความเสี่ยงให้กับนักลงทุน รวมทั้งเพื่อให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมในการลงทุน ยกตัวอย่างเช่น บริษัทผู้ออกหลักทรัพย์กับบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ดำเนินธุรกิจเดียวกัน มีอัตราการเติบโต มีความสามารถในการทำกำไร และมีอัตราส่วนทางการเงินที่เหมือนกันทุกประการ

คำถาม คือ ถ้าบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ตั้งราคาเสนอขายหุ้น IPO เท่ากับ Valuation ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ นักลงทุนคงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องจองซื้อหุ้น IPO ของบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ เพราะสามารถที่จะซื้อหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่เหมือนกันในตลาดหลักทรัพย์ได้ทันที และไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะตลาด เช่น สมมติว่า ตลาดหุ้นเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันทำให้ตลาดปรับลดลง นักลงทุนก็สามารถขายหุ้นเพื่อลดความเสี่ยงได้ทันที แต่ถ้าจองซื้อหุ้น IPO และมีปัจจัยลบเข้ามากระทบและส่งผลต่อตลาดหุ้นโดยรวมในช่วงวันจองซื้อหุ้น ก็อาจทำให้นักลงทุนมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นได้

ดังนั้น ก่อนตัดสินใจจองซื้อหุ้น IPO นักลงทุนควรศึกษาและอ่านข้อมูลจากหนังสือชี้ชวน บทวิเคราะห์ เพื่อให้เข้าใจธุรกิจ โอกาสและการเติบโตในอนาคต รวมถึงความเสี่ยงของบริษัท เพื่อดูให้แน่ใจว่าราคาหุ้น IPO เหมาะสมแล้วหรือไม่ ซึ่งบทวิเคราะห์ก็จะเป็นตัวช่วยให้กับนักลงทุน สามารถทราบราคาเป้าหมายที่นักวิเคราะห์ได้ประเมินเอาไว้ รวมถึงประเมินข้อมูลอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น P/E Ratio อัตราส่วนทางการเงินต่าง ๆ รวมถึงติดตามการให้ข้อมูลจากผู้จัดการการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ที่ปรึกษาทางการเงิน และบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ เช่น การจัดโรดโชว์นำเสนอข้อมูลของผู้ออกหลักทรัพย์ รวมถึงการประเมิน Valuation ที่เหมาะสม

สุดท้ายนี้ อยากจะให้ข้อคิดกับนักลงทุนว่า เวลาซื้อของสักชิ้น เช่น โทรศัพท์มือถือก็ยังต้องดูแล้วดูอีกว่าจะซื้อยี่ห้อไหน แต่ละรุ่นใช้งานอะไรได้บ้าง เปรียบเทียบราคา และคุณสมบัติของแต่ละยี่ห้อ ดังนั้น เวลาจองซื้อหุ้น IPO ก็ต้องศึกษาข้อมูลให้ละเอียดถี่ถ้วนเหมือนซื้อของด้วยเช่นกัน

และอย่าลืมว่า การลงทุนในหุ้นเป็นการซื้ออนาคต ดังนั้น ทุกข้อมูลจึงมีความสำคัญในการประเมินการดำเนินธุรกิจของบริษัทในอนาคตว่าเป็นอย่างไร เพราะถ้าประเมินถูกต้องก็จะรู้ว่าราคาหุ้น IPO นั้นถูกหรือแพง

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่สนใจลงทุนหุ้น IPO การศึกษาข้อมูลและรายละเอียดก่อนลงทุนเป็นเรื่องสำคัญ โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อบริษัทที่อยู่ระหว่างคำขอเข้าจดทะเบียน (Upcoming IPO) รอเสนอขาย และสามารถดาวน์โหลดหนังสือชี้ชวน รวมถึงบทวิเคราะห์ ได้ฟรี!!! ที่ >> คลิกที่นี่

และสำหรับนักลงทุนมือใหม่ ที่อยากเรียนรู้และทำความเข้าใจปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้น ตลอดจนการนำแนวคิดและขั้นตอนในการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานมาใช้เพื่อคัดกรองบริษัทที่มีพื้นฐานดีเหมาะแก่การลงทุน สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมผ่าน e-Learning หลักสูตร “ลงทุนหุ้นมั่นใจ ต้องเข้าใจปัจจัยพื้นฐาน” ได้ฟรี!!! >> คลิกที่นี่

สรุปภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์เดือนมีนาคม 2567

0

ในไตรมาสแรกปี 2567 เศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณชะลอตัวลง แม้ว่าจะยังไม่เข้าสู่สภาวะถดถอย แต่อัตราเงินเฟ้อไม่ได้ลดลงตามที่ธนาคารกลางหลายแห่งคาดหวัง ทำให้ทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของแต่ละประเทศแตกต่างกันไป โดยตัวเลขของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ล่าสุด การจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น และ อัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำ มีส่วนทำให้เงินเฟ้อชะลอตัวลงช้ากว่าที่นักวิเคราะห์คาด แม้ Fed ได้ประกาศว่ายังมีแนวโน้มจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ แต่ผู้ลงทุนกังวลว่า FED อาจชะลอการลดดอกเบี้ยออกไป ส่งผลให้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า นอกจากนี้ ยังเห็นสัญญาณเงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะในหุ้นขนาดใหญ่ อย่างไรก็ดีหุ้นขนาดกลางและเล็กได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนมากยิ่งขึ้น

ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าในเดือนมีนาคม 2567 การประชุมสองสภาของจีนได้ตั้งเป้าการเติบโต GDP ในปี 2567 อยู่ที่ 5% อีกทั้งทางการจีนเปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) เดือน มี.ค. เพิ่มเป็น 50.8 จากระดับ 49.1 ในเดือน ก.พ. และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ เป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2566 ซึ่งเป็นช่วงหลังยกเลิกมาตรการคุมเข้ม Covid-19 ซึ่งการกลับมาเติบโตของเศรษฐกิจจีนจะยิ่งสนับสนุนให้การส่งออกสินค้าและบริการของไทย รวมถึงการบริโภคภายในประเทศให้ฟื้นตัวได้ดียิ่งขึ้น โดยนักวิเคราะห์เริ่มปรับประมาณการกำไรของบริษัทในกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ในขณะที่ราคาหลักทรัพย์กลุ่มดังกล่าวให้ผลตอบแทนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด

ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทย

  • ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2567 SET Index ปิดที่ 1,377.94 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 0.5% จากเดือนก่อนหน้าซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับตลาดหลักทรัพย์อื่นในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ปรับลดลง 2.7% เมื่อเทียบกับสิ้นปีก่อนหน้า
  • ในเดือนมีนาคม 2567 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2566 ได้แก่ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มบริการ กลุ่มการเงิน และ กลุ่มทรัพยากร
  • ในเดือนมีนาคม 2567 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน SET และ mai อยู่ที่ 42,782 ล้านบาท ลดลง 30.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ผู้ลงทุนต่างชาติกลับมาขายสุทธิหลังจากซื้อสุทธิในเดือนก่อนหน้า โดยในเดือนมีนาคม 2567ผู้ลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 41,238 ล้านบาท ทำให้ใน 3 เดือนแรกของปีนี้ ผู้ลงทุนต่างชาติขายสุทธิรวม 68,862 ล้านบาท โดยผู้ลงทุนต่างชาติมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 23
  • ในเดือนมีนาคม 2567 มีบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ซื้อขายใน SET 1 หลักทรัพย์ ได้แก่ บมจ. แบงคอกจีโนมิกส์อินโนเวชั่น (BKGI)
  • Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2567 อยู่ที่ระดับ 14.6 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 12.5 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 16.7 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 15.5 เท่า
  • อัตราเงินปันผลตอบแทน ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2567 อยู่ที่ระดับ 3.30% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 3.23%

ภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า

  • ในเดือนมีนาคม 2567 ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 499,897 สัญญา เพิ่มขึ้น 26.9% จากเดือนก่อน ที่สำคัญจากการเพิ่มขึ้นของ SET50 Index Futures และ Single Stock Futures และในไตรมาส 1/2567 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 432,895 สัญญา ลดลง 27.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่สำคัญจากการลดลงของ Single Stock Futures และ SET50 Index Futures

ซีพีเอฟ เดินหน้าร่วมยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย คอนเน็กซ์ อีดี สร้าง “เด็กดี มีคุณธรรม”

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ร่วมยกระดับคุณภาพการจัดการการศึกษาของไทย สร้างเด็กดี มีคุณธรรม สานต่อโครงการสานอนาคตการศึกษา (CONNEXT ED) หนุน 74 โรงเรียน ในปีการศึกษา 2567 ถ่ายทอดความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ให้กับเด็กและเยาวชน ควบคู่ไปกับการสร้างผู้นำทางการศึกษารุ่นใหม่ (School Partner : SP) ร่วมวางแผนพัฒนาโรงเรียน สู่โรงเรียนระดับคุณภาพยอดเยี่ยม (Excellent)

นางสาวพิมลรัตน์ รีพัฒนาวิจิตรกุล ประธานคณะบริหารโครงการสานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED ของซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟตระหนักถึงความสำคัญของการยกระดับคุณภาพการจัดการการศึกษาไทย และการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา จึงมุ่งมั่นสนับสนุนการดำเนินโครงการสานอนาคตการศึกษา หรือ CONNEXT ED มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโครงการฯ ในปี 2559 จนถึงปัจจุบัน ก้าวสู่ปีที่ 9

นางสาวพิมลรัตน์ รีพัฒนาวิจิตรกุล

ตลอด 9 ปี บริษัทฯ ให้การสนับสนุนโครงการด้านวิชาการ ส่งเสริมทักษะด้านภาษาอังกฤษและทักษะดิจิทัล เพิ่มความเข้าใจและใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยในยุคดิจิทัล นอกจากนั้น บริษัทฯ ยังส่งเสริมทักษะด้านวิชาชีพ ได้แก่ โครงการฟาร์มไก่พันธุ์ไข่อัจฉริยะ โครงการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ โครงการร้านกาแฟเด็กน้อย โดยล่าสุด ในปีการศึกษา 2567 ได้สนับสนุนโครงการต่างๆ ของโรงเรียน รวม 74 โรงเรียน อยู่ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสระบุรี

นางสาวพิมลรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การสนับสนุนโรงเรียนภายใต้การดูแล เป็นไปได้อย่างดี เพราะความร่วมมือของ บุคลากรของบริษัทที่อาสาเป็น ผู้นำทางการศึกษารุ่นใหม่ หรือ School Partner (SP) เข้ามาร่วมวางแผนพัฒนาโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง ในปัจจุบัน บริษัทฯ มี SP ทั้งสิ้น 93 คน เป็นคู่คิดพัฒนาโรงเรียน โดยร่วมทำงานและวางแผนการพัฒนากับผู้บริหารสถานศึกษาและคณะครู เพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาของไทย ตอบโจทย์ความต้องการและสอดคล้องบริบทของโรงเรียน และปรัชญาสามประโยชน์สู่ความยั่งยืนขององค์กร

AIS ส่งทีม Engineer Cute Boy & Girl จัดเต็มโครงข่าย 5G และเทคโนโลยี mmWave พร้อมรองรับงานสงกรานต์สยามฯ

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า AIS เตรียมความพร้อมของโครงข่ายสัญญาณทั้งมือถือและเน็ตบ้านทั่วประเทศเพื่อรองรับปริมาณการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ตามพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่จะมีการจัดกิจกรรมและคาดว่าจะมีประชาชนคนไทยเข้าร่วมการเล่นน้ำสงกรานต์คลายร้อนเป็นจำนวนมากแล้ว   AIS ก็ยังเข้าเสริมศักยภาพโครงข่ายสื่อสารเต็มกำลังและเพิ่มรถสถานีฐานเคลื่อนที่ (Mobile Base Station Car) พร้อมนำ AI และ Autonomous Network มาช่วยมอนิเตอร์ปริมาณการใช้งานในการบริหารจัดการเครือข่าย เพื่อให้สามารถแก้ปัญหา ดูแลคุณภาพเครือข่ายได้แบบ Real Time เรียบร้อยแล้วด้วย

โดยเฉพาะในพื้นที่ใจกลางเมืองอย่างสยามสแควร์ที่มีการจัดกิจกรรม “งานสงกรานต์สยาม ผ้าขาวม้า อยู่เย็น เป็นสนุก” ที่งานนี้ทีม Engineer Cute Boy & Girl จาก AIS พร้อมปล่อยของโชว์นวัตกรรมโครงข่าย 5G mmWave แบบจัดเต็มให้วัยรุ่นสยามใช้งานออนไลน์ ทำคอนเทนต์ พร้อมแชร์ประสบการณ์ความจอย ความสนุก ได้อย่างราบรื่นไม่สะดุด

เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าจะได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ยอดเยี่ยมจาก AIS ในช่วงเวลาแห่งความสุขอย่างเทศกาลสงกรานต์ พวกเราชาว AIS ได้เตรียมความพร้อมของบุคลากรทีมวิศวกรอย่างเต็มกำลังในการเสริมศักยภาพของโครงข่ายทั้งพื้นที่หน้างานตามจุดสำคัญต่างๆ รวมถึงเส้นทางสำคัญในการเดินทางกลับภูมิลำเนาทั่วประเทศ และในห้องปฏิบัติการ War Room เพื่อมอนิเตอร์การใช้งานของลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง มากไปกว่านั้นเราไม่เคยหยุดยั้งในการนำนวัตกรรมเข้ามายกระดับขีดความสามารถของโครงข่ายสัญญาณเพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ให้แก่คนไทย

อย่างการปูพรมเน็ตเวิร์ค AIS 5G ในพื้นที่ไอคอนนิคของวัยรุ่น สยามสแควร์ ที่วันนี้ครอบคลุมการใช้งาน 100% รวมถึงวันนี้เรายังเป็นผู้ให้บริการรายแรกที่พร้อมนำเทคโนโลยี mmWave บนคลื่นความถี่ย่าน 26 GHz ที่จะเป็นการปลดล็อคศักยภาพของ 5G ได้อย่างเต็มที่ ด้วยคุณสมบัติทั้งความเร็ว แรง และความหน่วงต่ำ ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้ลูกค้าที่มาเล่นน้ำสงกรานต์ที่สยามสแควร์สามารถใช้งานมือถือบนโครงข่าย 5G ได้อย่างราบรื่น ทั้งการทำคอนเทนต์ LIVE สดแชร์ประสบการณ์ หรือแม้แต่อัพโหลดวีดีโอความเย็นฉ่ำและสนุกสุดมัน

นอกเหนือจากสุดยอดประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับจากการใช้งานบนโครงข่าย AIS 5G แล้ว วันนี้เรายังเตรียมความพิเศษไอเทมยอดฮิตอุ่นใจซองกันน้ำ ในงานสงกรานต์สยาม ผ้าขาวม้า อยู่เย็น เป็นสนุก 2567 ที่ AIS SIAM ในวันที่ 13 -15 เม.ย.67 หรือ AIS SHOP และบูธ AIS ที่จัดงานสงกรานต์ ทั่วประเทศไทยเพียงใช้ AIS Points 1 คะแนน เท่านั้น

เมืองไทยประกันชีวิต มอบฟรีประกันอุบัติเหตุ “กรมธรรม์ประกันภัยกลุ่มสงกรานต์คลายร้อน (ไมโครอินชัวรันส์)” อุ่นใจรับสงกรานต์

0

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการตอกย้ำนโยบายของเมืองไทยประกันชีวิต ที่มีความมุ่งมั่นในการสร้างการเข้าถึงได้ของประกันชีวิตให้กับทุก ๆ คนในสังคม (Democratizing Insurance) เพื่อเป็นส่วนช่วยให้ทุกคนได้มีความอุ่นใจ มีหลักประกันที่มั่นคง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ในการส่งเสริมให้ประชาชนมีหลักประกันความคุ้มครองอุบัติเหตุให้กับตนเองและครอบครัว สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากระบบการประกันภัยเพื่อบริหารความเสี่ยงจากอุบัติเหตุได้สะดวก เข้าถึงได้ง่าย และรวดเร็วยิ่งขึ้น

เมืองไทยประกันชีวิต จึงขอมอบความอุ่นใจที่มากขึ้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นเทศกาลแห่งความสุขของทุกคน ด้วยการมอบความคุ้มครอง “กรมธรรม์ประกันภัยกลุ่มสงกรานต์คลายร้อน (ไมโครอินชัวรันส์)” ฟรี… ซึ่งเป็นประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่มที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมทั้งด้านชีวิตและค่ารักษาพยาบาลเนื่องจากอุบัติเหตุ ให้กับประชาชาชนทั่วไป โดยสามารถกดรับสิทธิ์และลงทะเบียนผ่าน Link หรือ QR Code บนช่องทาง Social Media ของบริษัทฯ ประกอบด้วย ช่องทาง Facebook, Instagram, Line Official Account ของ Muang Thai Life โดยสามารถรับสิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 8 – 30 เมษายน 2567 หรือ มีผู้รับสิทธิ์ครบจำนวน 50,000 สิทธิ์ โดยผู้ที่ลงทะเบียนสำเร็จจะได้รับ SMS ยืนยันความคุ้มครอง

สำหรับข้อตกลงความคุ้มครองที่จะได้รับจาก “กรมธรรม์ประกันภัยกลุ่มสงกรานต์คลายร้อน (ไมโครอินชัวรันส์)” ประกอบด้วย 1. ความคุ้มครองการเสียชีวิต การสูญเสียมือ เท้า การสูญเสียสายตา หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง เนื่องจากอุบัติเหตุ ไม่รวมการถูกฆาตกรรมลอบทำร้ายร่างกาย และ/หรือ อุบัติเหตุขณะขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท 2. ความคุ้มครองการเสียชีวิต การสูญเสียมือ เท้า การสูญเสียสายตา หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง จากการถูกฆาตกรรมลอบทำร้ายร่างกาย และ/หรือ อุบัติเหตุขณะขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ จำนวนเงินเอาประกันภัย 50,000 บาท 3. ความคุ้มครองการเสียชีวิต การสูญเสียมือ เท้า การสูญเสียสายตา หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง เนื่องจากอุบัติเหตุสาธารณะ จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท และ 4. ผลประโยชน์ค่ารักษาพยาบาลเนื่องจากอุบัติเหตุตามจำนวน

ที่จ่ายจริง ไม่รวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการจ้างพยาบาลพิเศษ อุปกรณ์ค้ำยันต่าง ๆ (ยกเว้นไม้ค้ำยัน) รถเข็นผู้ป่วย อวัยวะเทียมภายนอกร่างกาย ค่ารักษาพยาบาลโดยแพทย์ทางเลือก (Alternative medicine) การฝังเข็ม จำนวนเงินเอาประกันภัย 5,000 บาท

โดย“กรมธรรม์ประกันภัยกลุ่มสงกรานต์คลายร้อน (ไมโครอินชัวรันส์)” มีระยะเวลาคุ้มครอง 30 วัน นับจากวันเริ่มต้นระยะเวลาเอาประกันภัย ซึ่งผู้ที่จะได้รับสิทธิ์จะต้องถือสัญชาติไทยเท่านั้น และมีอายุตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ ถึง 70 ปีบริบูรณ์ ณ วันที่ทำประกันภัย

ทั้งนี้ผู้ที่สนใจ สามารถกดรับสิทธิ์และลงทะเบียนผ่านช่องทาง Social Media ของบริษัทฯ ได้ที่ช่องทาง Facebook, Instagram, Line Official Account : Muang Thai Life หรือคลิก https://webmtl.co/4cGSFiu สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.muangthai.co.th หรือติดต่อเมืองไทยประกันชีวิต โทร.1766 ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

AIS เปิดปฏิบัติการ “ตัดขาแก๊งคอลจีนเทา สะพายเป้ใส่เครื่องเกี่ยวสัญญาณ ตระเวณส่ง sms หลอกเหยื่อ ย่านสยาม” 

0

เอไอเอส ร่วมมือกับ ตำรวจกองบังคับการสืบสวนสอบสวนอาญากรรมทางเทคโนโลยี 3 กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เปิดปฏิบัติการ “หักขาแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติ” ทั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ที่ให้เร่งระดมปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 

จากเบาะแสที่ได้รับจากประชาชนเกี่ยวกับข้อมูล sms ปลอม ซึ่งเป็นของกลุ่มคนร้ายเชื่อว่ามีการกระทำความผิดหลอกลวงประชาชน จึงได้ทำการสืบสวนร่วมกับเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการเครือข่ายเอไอเอส ของขบวนการแก๊งคอลเซนเตอร์ที่มีลักษณะส่งข้อความ(SMS) หลอกลวงประชาชน โดยนำอุปกรณ์เครื่องจำลองสถานี(False base station) ซึ่งเป็นเครื่องที่ไม่ใช่ของผู้ให้บริการโดยถูกต้อง จากการสืบสวนและประสานกับ ผู้ให้บริการเครือข่ายพบว่า เครื่องจำลองสถานีดังกล่าวได้มีการใช้งานอยู่ในพื้นที่บริเวณย่านศูนย์การค้าสยามพารากอน ซึ่งจากการสันนิษฐานเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมเชื่อว่ากลุ่มคนร้ายน่าจะมีการใช้เครื่องจำลองสถานีแบบพกพา

พล.ต.ต.สถิตย์ พรมอุทัย ผบก.สอท.3 จึงได้สั่งการให้ พ.ต.อ.คัมภีร์ พรหมสนธิ รอง ผบก.สอท.3 พร้อมด้วย พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 นำกำลังข้าราชการตำรวจบก.สอท.3 เปิดปฏิบัติการ “หักขาแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติ” ลงพื้นที่หาข่าวร่วมกับเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการเครื่อข่ายเอไอเอส เพื่อทำการสืบสวนหาเครื่องจำลองสถานีดังกล่าวจนกระทั้งเมื่อ วันที่  8 เม.ย.67 เวลา 18.00 น. พบชายต้องสงสัยจำนวน 2 คน ทราบภายหลังเป็นชาวฮ่องกง เดินอยู่ที่ห้างสยามพารากอน โดยชายคนหนึ่งนั้นสะพายกระเป๋าเป้เหมือนมีสิ่งของมีน้ำหนักอยู่ภายใน เชื่อว่าน่าจะเป็นเครื่องจำลองสถานีแบบพกพา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้ทำการเดินติดตาม จนพบบุคคลดังกล่าวท่าทางมีพิรุธต้องสงสัย เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้แสดงตัวขออนุญาตตรวจค้นสิ่งของที่อยู่ภายในกระเป๋าเป้ของชายคนดังกล่าว ผลการตรวจค้นพบเครื่องจำลองสถานี(False base station) จำนวน 1 เครื่องเป็นเครื่องส่งข้อความ(SMS) ซึ่งเป็นในลักษณะของการจำลองเสา(False base station) ส่งสัญญาณปลอมของเครือข่ายเอไอเอส ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวนี้เป็นเครื่องวิทยุโทรคมนาคมซึ่งจากการตรวจสอบเครื่องดังกล่าวไม่พบข้อมูลผ่านการตรวจสอบหรือได้รับอนุญาตจาก กสทช.แต่อย่างใด

จากการตรวจสอบอุปกรณ์ พบว่าเป็นการจำลองสถานีส่งสัญญาณคลื่นความถี่เดียวกับเครือข่ายเอไอเอส โดยทำหน้าที่ในการส่งข้อความ(SMS) ให้กับผู้คนที่อยู่ใกล้เครื่องดังกล่าวในรัศมีส่งไม่เกิน 1 กม. โดยมีการเชื่อมต่อไวไฟกับโทรศัพท์มือถือของกลุ่มผู้ต้องหา เพื่อส่งข้อความโดยปรากฎข้อความว่า “บริการคะแนน AIS แจ้งบัญชีคะแนนบัญชีปัจจุบันของคุณว่า (3,2022 คะแนนกำลังจะหมดอายุเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่ตามมาแลกคะแนนของคุณทันที) :https://ais-th.buzz/mypoint” จากการซักถามข้อมูลทราบว่าผู้ต้องหาชาวฮ่องกงดังกล่าว ได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเมื่อวันที่ 30 มี.ค.67 โดยผ่านด่านตำรวจตรวจคนเข้าเมืองสะเดา จว.สงขลา ให้เข้าอยู่ในประเทศไทย 30 วัน สิ้นสุดวันอนุญาต 28 เม.ย.67   พักอาศัยอยู่ที่โรงแรมไอสนุก 118 ซ.สองพระ แขวงมหาพฤฒาราม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร โดยเมื่อวันที่ 8 เม.ย.67 เวลา 09.00 น. ได้ออกจากที่พักไปที่ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ และห้างสยามพารากอน

จากปฏิบัติการดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการจับกุมผู้ต้องหา

๑.   นายยิป อายุ 44 ปี สัญชาติ จีน

๒.   นายลี  อายุ 26 ปี สัญชาติ จีน

และได้ตรวจยึดของกลางและทรัพย์สินหลายรายการ

             1.เครื่องจำลองสถานี(False base station) 1 เครื่อง

             2.โทรศัพท์มือถือ 4 เครื่อง

             3.กระเป๋าสะพาย 1 ใบ

             4.รถจักรยานยนต์ 1 คัน

โดยได้แจ้งข้อกล่าวหา “ร่วมกัน ทำ มี ใช้ นำเข้า นำออก หรือค้าซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต ตามมาตรา 6 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498, ร่วมกันตั้งสถานีวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตตามมาตรา 11 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498,ร่วมกันใช้คลื่นความถี่ในการประกอบกิจการโทรคมนาคม โดยไม่ได้รับอนุญาตอันมีลักษณะที่เป็นการประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สาม ตามมาตรา 67(3) ตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม” แล้วนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

        ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลไปถึงตัว ผู้จ้างวาน เครือข่ายของขบวนการนี้  เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย  และให้การป้องกันปราบปรามขบวนการดังกล่าวให้เป็นไปด้วยความรวดเร็วและเด็ดขาด ตลอดจนฝากประชาสัมพันธ์พี่น้องประชาชนหากได้รับข้อความ(SMS) ในลักษณะแนบลิงค์ดังกล่าวข้างต้นห้ามกดลิงค์โดยเด็ดขาด มิเช่นนั้นอาจตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้

วรุณเทพ วัชราภรณ์ หัวหน้าฝ่ายงานธุรกิจสัมพันธ์ AIS

นายวรุณเทพ วัชราภรณ์ หัวหน้าฝ่ายงานธุรกิจสัมพันธ์ AIS กล่าวว่า “จากกรณีปัญหามิจฉาชีพละเมิดการใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ของประชาชน ได้สร้างความเดือดร้อน รำคาญ ไปจนถึงความเสียหายต่อทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคล มากขึ้นตามลำดับ อีกทั้งปัจจุบันมิจฉาชีพ ได้พลิกแพลงรูปแบบการละเมิดเพิ่มเติมขึ้น อย่างการส่ง SMS จากเครือข่ายปลอมด้วยอุปกรณ์ผิดกฎหมายไปยังมือถือประชาชน ที่เรียกว่า False Base Station (FBS) หรือ Fake Base Station โดยใช้ชื่อผู้ส่ง (Sender name) ปลอมแปลงในนามขององค์กรต่างๆ อาทิ ธนาคาร,  บริการประเภทต่างๆ เพื่อหลอกให้ประชาชนที่ได้รับข้อความหลงเชื่อว่าเป็น SMS จากหน่วยงานนั้นๆ จริง และล่อลวงให้กดลิงก์, แอดไลน์ หรือ รูปแบบอื่นๆ จนก่อให้เกิดความเสียหาย ทั้งทรัพย์สิน หรือ ข้อมูลส่วนบุคคล 

ซึ่ง AIS ในฐานะผู้ให้บริการเครือข่าย ได้ตรวจสอบพบความผิดปกติจากในระบบเครือข่าย และทีมวิศวกร ได้ร่วมทำงานกับฝ่ายความมั่นคงทุกฝ่ายอย่างเต็มกำลังมาอย่างต่อเนื่องในการเฝ้าดูและติดตามพฤติกรรมของมิจฉาชีพตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านเทคโนโลยี Tracking & Monitoring จนสามารถคำนวณเส้นทางการเคลื่อนตัวอย่างละเอียดเพื่อค้นหาให้ถึงแหล่งกบดานของกลุ่มนี้ และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ภารกิจการทลายแก๊งมิจฉาชีพกลุ่มนี้สำเร็จลงได้”

ด้วยความห่วงใย บริษัทฯ จึงขอแจ้งไปยังประชาชนว่า อย่าหลงเชื่อ และให้ข้อมูลส่วนบุคคลผ่านการกดลิงก์, แอดไลน์ หรือ ตอบกลับ SMS รวมถึงงดให้ข้อมูลส่วนบุคคล อาทิ  เลขบัตรประชาชน, เลขบัตรเครดิต และ วันเดือนปีเกิด รวมทั้งรหัส OTP ในการทําธุรกรรมใดๆ แก่แหล่งที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ และหากเป็นลูกค้า AIS หากพบกรณีผิดปกติ สามารถโทรแจ้งผ่านสายด่วน 1185 AIS Spam Report Center  ได้ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง โดย AIS จะตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

“สาระ ล่ำซำ” รับรางวัล CEO Thailand Prime Awards ควบ Brand Maker Award

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสาระ ล่ำซำ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)  รับรางวัลเกียรติยศแห่งปี “2024 CEO Thailand Prime Awards”  จากนิตยสาร BrandAge   ผู้นำสื่อนิตยสารการตลาดชั้นนำของประเทศ  สำหรับรางวัล 2024 CEO Thailand Prime Awards  นับเป็นการจัดมอบรางวัลเป็นครั้งแรกของนิตยสาร BrandAge มีการประกาศและมอบรางวัลนี้ โดยได้ร่วมมือกับบริษัท โอเชี่ยน สกาย เน็ตเวิร์ค จำกัด ผู้พัฒนา Mandala AI Engine and Solutions  นำเทคโนโลยี AI มาผนวกกับงานวิจัยของ BrandAge  พร้อมกับนำผลที่ได้จากการใช้ Mandala AI มาให้คณะกรรมการอีก 6 ท่าน ร่วมพิจารณา  ซึ่งประกอบด้วย คณบดีคณะวารสารศาตร์และสื่อสารมวลชนมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์  คณบดีคณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มหาวิทยาลัยขอนแก่น  ผู้ช่วยอธิการบดีและผู้อำนวยการศูนย์ BrandKU มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย และผู้ทรงคุณวุฒิ 

สาระ ล่ำซำ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

โดยในปีนี้ นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัลดังกล่าว และเป็นผู้รับรางวัลคนแรกและคนเดียวของการจัดมอบรางวัลดังกล่าว ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลในการบริหารเมืองไทยประกันชีวิต

ทั้งนี้นายสาระ ล่ำซำ ยังได้รับรางวัลพิเศษ “Brand Maker Award” จากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ     ที่มอบให้แก่ “นายสาระ ล่ำซำ” ผู้บริหารที่สามารถสร้างแบรนด์ที่นำพาเมืองไทยประกันชีวิตให้ประสบความสำเร็จมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง  สร้างความโดดเด่นมีความเป็นผู้นำตลาด และมุ่งสร้างสรรค์ในทุกมิติทั้งด้านผลิตภัณฑ์ บริการ และนวัตกรรม นอกจากนี้ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ยังคว้ารางวัล 2024 Thailand’s Most Admired Brand ปีนี้เป็นอีกหนึ่งปีที่ “เมืองไทยประกันชีวิต” สามารถรักษาความเป็นที่ 1 จากผลสำรวจวิจัยในหมวด “ธนาคารและบริการทางการเงิน” กลุ่ม “ประกันชีวิตดิจิทัล” (InsurTech)  ได้อย่างต่อเนื่อง  สะท้อนความเป็น “องค์กรแห่งนวัตกรรม” ที่พร้อมเดินหน้าส่งมอบความสุขและรอยยิ้มไปสู่กลุ่มเป้าหมายผ่านเทคโนโลยีมากมาย  อาทิ AI, Machine Learning, Automation  ตลอดจนการนำ Digital Tools มาประยุกต์ใช้ในทุกกระบวนการทำงาน ทั้งด้านการขาย การพิจารณารับประกัน การพิจารณาสินไหม การให้บริการหลังการขายด้วยแอปพลิเคชัน MTL Click  เป็นต้น