Home Blog Page 132

ลุ้นเงินรางวัลใหญ่สุด ! 111 ล้านบาท ออมเงินกับสลากออมสินพิเศษ 1 ปี ฉลองครบรอบ 111 ปี ธนาคารออมสิน

0

การเก็บเงินด้วยการเปิดบัญชีออมเงินให้กับตัวเอง หรือคนสำคัญในครอบครัว  เป็นของขวัญที่หลายคนนิยมทำในโอกาสพิเศษอย่างเช่นวันเกิด ตลอดจนวันและเดือนสำคัญต่างๆ   แม้จะดูเหมือนเป็นของขวัญที่เรียบง่าย แต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่า เมื่อได้เห็นรอยยิ้มและสัมผัสความสุขของผู้ให้และผู้รับ 

เช่นเดียวกันกับธนาคารออมสิน ธนาคารที่ส่งเสริมการออมมาอย่างยาวนาน ซึ่งที่ปีนี้ครบรอบ 111 ปี ออมสินขอใช้โอกาสพิเศษนี้เป็นผู้ส่งต่อความสุข มอบให้กับลูกค้าคนสำคัญของธนาคาร ด้วยการจัดโปรโมชันพิเศษ แจกรางวัลใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์กับรางวัลที่หนึ่ง 111 ล้านบาท !!! กับ สลากออมสินพิเศษ 1 ปี ทั้งใบสลาก และ ดิจิทัล  

คนที่อยากลุ้นเป็นเศรษฐีใหม่ร้อยล้าน ต้องไม่พลาดโอกาสนี้  กับการออมเงินที่มีแต่ได้กับได้ เพราะนอกจากลุ้นรางวัลใหญ่ 111 ล้านบาทที่จะทำการออกรางวัลวันที่ 16 พฤษภาคม 67 นี้แล้ว ยังได้ลุ้นเงินล้านกันได้อีกทุกเดือนทำให้มีโอกาสได้ลุ้นติดต่อกันกันไปยาวๆ ตลอด 12 เดือน พร้อมกับเงินรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย  นอกจากนี้เมื่อถือสลากจนครบอายุยังได้รับดอกเบี้ย 0.35 % ต่อปี ที่สำคัญดอกเบี้ยและรางวัลที่ได้รับ ก็ไม่ต้องหักภาษีบุคคลธธรมดาอีกด้วย

ใครที่อยากมีสิทธิลุ้นรางวัลใหญ่ 111 ล้านบาท ต้องรีบหน่อย เพราะต้องเป็นผู้ฝากสลากออมสินพิเศษ 1 ปี ทั้งแบบใบสลากและดิจิทัลตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. – 15 พ.ค. 67 เท่านั้น   สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  https://shorturl.asia/CdTDK

งานนี้ขอให้รวยขอให้ปัง แค่กำเงินร้อยเดียวก็มีสิทธิลุ้นโชคใหญ่  โดยธนาคารออมสินเปิดให้ผู้สนใจฝากสลากออมสินพิเศษ 1 ปี  สามารถฝากขั้นต่ำ 100 บาทต่อหน่วย และไม่จำกัดวงเงินรับฝากสูงสุดอีกด้วย

มาร่วมฉลองครบรอบ 11 ปี ธนาคารออมสิน พร้อมมอบของขวัญพิเศษให้กับตัวเองหรือคนสำคัญ ด้วยการออมเงินผ่านสลากออมสินพิเศษ 1 ปี พร้อมกับลุ้นเงินรางวัลใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ 111 ล้านบาท โดยสามารถฝากแบบใบสลากได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา และแบบดิจิทัล ที่แอปพลิเคชัน MyMo 

หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ GSB Contact Center โทร. 1115 หรือ ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ www.gsb.or.th และ Facebook  : GSB Society

# # #

ซีพี – ซีพีเอฟ สนับสนุนโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” รุ่นที่ 42 ส่งเสริมเยาวชนรุ่นใหม่ ตอบแทนคุณแผ่นดิน

0
เครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ มอบผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพ สนับสนุนโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” รุ่นที่ 42 ร่วมสร้างโอกาสการเรียนรู้แก่เยาวชนจากพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้ มุ่งพัฒนาทัศนคติแนวคิด สู่การพัฒนาตนเองและครอบครัว สู่การเป็น “คนดีของสังคม” พร้อมนำความรู้ไปต่อยอดสร้างโอกาสทางการศึกษาในอนาคต ณ สโมสรทหารบก (ส่วนกลาง) วิภาวดี กรุงเทพมหานคร

โครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” รุ่นที่ 42 ได้รับเกียรติจาก พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกมูลนิธิ “สานใจไทย สู่ใจใต้” เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการฯ พร้อมด้วย นายอารีย์ วงศ์อารยะ ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิฯ โดยมี นายจอมกิตติ ศิริกุล ผู้บริหารสูงสุด สายงานด้านบริหารกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และผู้ช่วยบริหารสำนักประธานคณะกรรมการบริหาร ซีพีเอฟ เป็นผู้แทนบริษัท ร่วมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำศาสนา ครอบครัวอุปถัมภ์ เยาวชนผู้ร่วมโครงการฯ และครูพี่เลี้ยง เข้าร่วมกิจกรรมรวมกว่า 350 คน

พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ กล่าวว่า “สานใจไทย สู่ใจใต้” ชื่อโครงการนี้ได้แสดงออกถึงความร่วมมือของทุกคนในประเทศไทย ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจกันช่วยเหลือดูแล ส่งเสริม ให้ความอนุเคราะห์แก่เยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีโอกาสได้รับสิ่งที่พวกเขาใฝ่ฝันไว้ นอกจากนี้ ขอฝากถึงเยาวชนให้จดจำดำริของ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ที่ว่า “ความเป็นไทย และความเป็นธรรม” ความเป็นไทย หมายถึง ความรัก ความผูกพัน โอบอ้อมอารี โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องมีความเชื่อเหมือนกัน แต่เมื่อมารวมกันเป็นคนไทยแล้ว ก็จะมีสิ่งนั้นอยู่ในความรู้สึกอยู่ในความคิดของทุกคน และเมื่อมีความเป็นไทย มีความผูกพันกันแล้ว การให้ “ความเป็นธรรม” ก็เกิดขึ้นได้ไม่ยาก จากความยุติธรรม มีความเท่าเทียมกัน ภายใต้กรอบวัฒนธรรมและกฎหมายของสังคม

ด้าน นายจอมกิตติ ศิริกุล กล่าวว่า ซีพีและซีพีเอฟ โดยมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ ให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรมโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 สำหรับโครงการฯในรุ่น 42 นี้ บริษัทมอบผลิตภัณฑ์อาหาร ไข่ไก่สดซีพี และข้าวตราฉัตร ให้แก่เยาวชนและพี่เลี้ยง จำนวน 350 คน สำหรับนำไปประกอบอาหารบริโภคตลอดช่วงที่พักอาศัยกับครอบครัวอุปถัมภ์ ในระหว่างวันที่ 17 เมษายน – 27 พฤษภาคม 2567 ตลอดระยะเวลาการจัดกิจกรรมเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการฯ จะได้ร่วมกิจกรรมเสริมสร้างความรู้ ประสบการณ์ทักษะอาชีพ และได้พำนักกับครอบครัวอุปถัมภ์ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง ได้พัฒนาทัศนคติแนวคิด สู่การพัฒนาตนเองและครอบครัว เพื่อเป็นคนดีของสังคม พร้อมนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดสร้างโอกาสทางการศึกษาต่อไปในอนาคต

ทางด้าน อาวาตีฟ โชติจันทร์ ตัวแทนเยาวชน กล่าวถึงสาเหตุที่ตัดสินใจสมัครเข้าร่วมโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” ว่าต้องการพัฒนาตนเอง และออกจากกรอบ ประกอบกับอยากลองทำสิ่งใหม่ๆ โดยหวังว่าจะได้นำประสบการณ์ที่ได้รับไปพัฒนาในด้านต่างๆ และโครงการฯ นี้ถือเป็นโอกาสที่ดีและเป็นประสบการณ์ที่ไม่อาจหาได้จากที่อื่น

กิจกรรมในครั้งนี้ เป็นการจัดในนาม มูลนิธิ “สานใจไทย สู่ใจใต้” เป็นครั้งแรก โดยมูลนิธิฯ มีเป้าหมาย สนับสนุนให้เยาวชนไทยได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมเดียวกัน มีความเป็นธรรม ความเป็นไทยเท่าเทียมกัน โดยโครงการ “สานใจไทย สู่ ใจใต้” เกิดขึ้นจากดำริของพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ.

ส.ธนาคารไทย ประกาศลดดอกเบี้ย MRR 0.25% นาน 6 เดือน ช่วยกลุ่มเปราะบาง ทั้งลูกค้าบุคคล และ SME

0

‘สมาคมธนาคารไทย’ หั่นดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ลง 0.25% เป็นเวลา 6 เดือน เพื่อลดภาระดอกเบี้ยให้กลุ่มเปราะบาง ทั้งลูกค้าบุคคล และ SME

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 25 เม.ย.67 นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการสมาคมธนาคารไทย เห็นชอบปรับลดอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) 0.25% สำหรับลูกค้ากลุ่มเปราะบาง ทั้งลูกค้าบุคคล และ SME เป็นเวลา 6 เดือน เพื่อลดภาระดอกเบี้ย และมีโอกาสฟื้นตัว ปรับตัว ซึ่งเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาครัฐ ที่มีทั้งมาตรการระยะสั้นรองรับการเปลี่ยนผ่าน และมาตรการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะกลางและระยะยาว สอดคล้องกับมาตรการการแก้หนี้อย่างยั่งยืน และการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ของธนาคารแห่งประเทศไทย

ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย

โดยธนาคารสมาชิก จะเร่งพิจารณาดำเนินการตามหลักการดังกล่าว และเตรียมความพร้อมของระบบงาน เพื่อตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มเปราะบางของแต่ละธนาคาร ตามบริบทที่เหมาะสมโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ในตลาดเงินตลาดทุน สมาคมธนาคารไทย และธนาคารสมาชิก ให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้า และตระหนักถึงการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมและผู้มีส่วนได้เสียในวงกว้าง (Corporate Responsibility) ซึ่งการช่วยเหลือลูกค้า ประชาชน และผู้ประกอบการรายย่อย ยังต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคส่วนอื่นๆ ในระบบเศรษฐกิจ รวมถึงมาตรการระยาวในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อนำไปสู่ความสามารถในการแข่งขัน และการสร้างรายได้ที่พอเพียงและยั่งยืน

เมืองไทยประกันชีวิต คว้ารางวัลสุดยอดองค์กรธุรกิจไทย “THAILAND TOP COMPANY AWARDS 2024” ต่อเนื่องปีที่ 6

0

เมืองไทยประกันชีวิต ปลื้มอีกครั้ง รับรางวัลแห่งเกียรติยศ รางวัลสุดยอดองค์กรธุรกิจไทย “THAILAND TOP COMPANY AWARDS 2024” รางวัลที่มอบให้องค์กรที่มีผลการดำเนินงานยอดเยี่ยมและมีความเป็นเลิศ ประจำปี 2567 ซึ่งจัดขึ้นโดยนิตยสาร BUSINESS+  บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า จากนโยบายการดำเนินธุรกิจด้วยการตั้งเป้าหมายการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในทุกมิติ (Sustainable Growth) เป็นการใช้แนวทางยุทธศาสตร์ที่เป็นรากฐานของบริษัทในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อลูกค้าและสังคมโดยรวม โดยได้กำหนดยุทธศาสตร์หลายด้านเพื่อให้บริษัทสามารถเติบโตและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเป็นอย่างดี โดยเน้นการพัฒนาและขยายธุรกิจผ่านพันธมิตรธุรกิจใหม่ การนำเสนอประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้า การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความยั่งยืนในการเติบโตผ่านสุขภาพที่ดีทั้งทางกาย ใจ และการเงินของลูกค้า โดยยึดหลักการมีลูกค้าเป็นศูนย์กลางและตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์และเงื่อนไขของชีวิตทุกคน

จากนโยบายการดำเนินงานดังกล่าว ทำให้บริษัทฯ ได้รับรางวัล THAILAND TOP COMPANY AWARDS 2024″ รางวัลสุดยอดองค์กรธุรกิจไทยต่อเนื่องปีที่ 6  ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันและเสริมสร้างความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน และรางวัลนี้เป็นแรงบันดาลใจและกำลังใจสำคัญที่จะกระตุ้นให้บริษัทฯ เร่งพัฒนาศักยภาพและการบริหารจัดการในธุรกิจอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพ เสริมสร้างชุมชนธุรกิจที่เข้มแข็งและยั่งยืน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ส่งเสริมการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว โดยการให้บริการและผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดอย่างมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพสูงสุด

ทั้งนี้ความมุ่งมั่นในการพัฒนาและเติบโตของบริษัทฯ ในทุกมิติเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ได้รับรางวัล  การมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีคุณภาพและตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของลูกค้า การนำเสนอนวัตกรรมในกระบวนการการทำงาน  ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ นอกจากนี้ยังพิจารณาถึงการสร้างดำเนินธุรกิจอย่างมั่นคงยั่งยืนและมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมการทำงานร่วมกับชุมชนและการสนับสนุนโครงการสังคมในระดับต่างๆ การรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

“เนื่องด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาและการเติบโตอย่างมั่นคงและต่อเนื่องของบริษัท ได้เป็นที่ยอมรับจากทุกภาคส่วน การพัฒนานวัตกรรมที่สร้างประสิทธิภาพและการทำงานที่มีความสามารถที่จะตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้บริษัทได้รับรางวัล “Thailand Top Company Awards 2024” ได้เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายในวงการธุรกิจและสังคมโดยรวม บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาในทุกมิติเพื่อให้เติบต่อมั่นคงและยั่งยืนโดยแท้จริง” นายสาระกล่าว

AIS จับมือ Gulf Binance มอบสิทธิพิเศษลูกค้ารายเดือน เปิดบัญชีคริปโตฯ รับเหรียญ BNB มูลค่า 150 บาท

0
AIS จับมือ Gulf Binance เดินหน้าเชื่อมต่อดิจิทัลไลฟ์สไตล์ รับเทรนด์การลงทุนในโลกสินทรัพย์ดิจิทัล มอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้า AIS รายเดือนรับทันที เหรียญ BNB มูลค่า 150 บาท เพียงเปิดบัญชี และยืนยันตัวตนสำเร็จ บนแพลตฟอร์ม BinanceTH by Gulf Binance ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลและนายหน้าสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต. ตอบโจทย์การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้า ให้ซื้อขาย คริปโตฯ ได้อย่างสะดวกสบาย และปลอดภัย

นายคณาธิป ธีรทีป หัวหน้าแผนกงานการตลาดด้านผลิตภัณฑ์และลูกค้าโพสต์เพด AIS กล่าวว่า “AIS มุ่งมั่นที่จะพัฒนาสินค้า และการบริการเพื่อตอบโจทย์ดิจิทัลไลฟ์สไตล์ของลูกค้าผ่านการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ในทุกมิติ ซึ่งในครั้งนี้เราได้ Gulf Binance ในฐานะผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีบล็อกเชน และการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีความปลอดภัยในประเทศไทยบนแพลตฟอร์ม BinanceTH by Gulf Binance ที่ร่วมกันส่งมอบประสบการณ์การซื้อขาย ลงทุนในตลาดคริปโตเคอร์เรนซี ที่กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเราได้ร่วมกันมอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้า เราเชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นตั้งใจมุ่งตอบโจทย์ทุกดิจิทัลไลฟ์สไตล์ลูกค้าได้เป็นอย่างดี”

ทางด้าน นายนิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ไบแนนซ์ จำกัด กล่าวเสริมว่า “ความร่วมมือระหว่างกัลฟ์ ไบแนนซ์ และ เอไอเอส เกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นที่ต้องการสร้างสรรค์นวัตกรรม เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการเงิน เพื่อให้ตอบรับกับวิสัยทัศน์ที่ต้องการสร้างโลกดิจิทัลที่เชื่อมต่อกันมากขึ้น ซึ่งนอกจากแคมเปญที่ทั้งสองบริษัทได้ทำร่วมกันจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลให้แก่กลุ่มลูกค้าของเอไอเอส พร้อมกับมอบรางวัลพิเศษเมื่อเปิดบัญชีสำเร็จแล้ว แคมเปญนี้ยังจะช่วยสร้างการรับรู้และส่งมอบความรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศดิจิทัลที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศไทยไปยังผู้คนในวงกว้างอีกด้วย โดยเรายังคงมองหาโอกาสในการขยายความร่วมมือในด้านอื่นต่อไปอนาคต เพื่อจับมือเดินหน้าสู่เป้าหมายที่การเข้าถึงเทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องไกลเกินจริง”

สำหรับลูกค้า AIS ที่ใช้แพ็กเกจรายเดือน สามารถรับสิทธิ์เหรียญ BNB มูลค่า 150 บาท ได้ง่ายๆ เพียง เปิดบัญชี และยืนยันตัวตนสำเร็จ บนแพลตฟอร์ม BinanceTH by Gulf Binance พร้อมทำ 3 ขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้

1.) กดรับสิทธิ์ผ่าน *545*790#  และนำโค้ดที่ได้รับผ่านทาง SMS ไปกรอกในช่องรหัสแนะนำสมาชิก (ช่อง Referral Code) เมื่อสมัครเปิดบัญชีครั้งแรกบนแพลตฟอร์ม Binance TH by Gulf Binance

2.) ยืนยันตัวตนเพื่อความปลอดภัย (KYC) ภายในระยะเวลาที่กำหนด

3.) รอรับเหรียญ BNB มูลค่าเทียบเท่า 150 บาท ภายใน 14 วันทำการหลังจากกิจกรรมสิ้นสุดลง

สามารถรับสิทธิ์ได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2567 (จำกัด 10,000 สิทธิ์ สำหรับลูกค้าที่ยืนยันตัวตนสำเร็จเท่านั้น) อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://m.ais.co.th/WxHmoeBhB

‘เจ้าสัวธนินท์’ ปิดโรงยกครอบครัวซีพีดูหนัง “หลานม่า” ยกให้เป็นหนังของครอบครัว

0

คุณธนินท์ เจียรวนนท์ พาครอบครัวพร้อมหน้าลูก-หลานมาดูหนัง “หลานม่า”

หนังไทยที่ทำให้คุณธนินท์ หลั่งน้ำตาด้วยความซาบซึ้ง และยกให้เป็นหนังของครอบครัว

จินา โอสถศิลป์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด พร้อมด้วยโปรดิวเซอร์ จิระ มะลิกุล, วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์ และผู้กำกับภาพยนตร์ หลานม่า  พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์,  ปรียาวรรณ ภูวกุล ผู้อำนวยการฝ่ายจัดจำหน่ายในโรงภาพยนตร์อาวุโส ให้การต้อนรับ คุณธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ พร้อมด้วยลูกหลาน โดยมี คุณสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ เครือฯ , คุณศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือฯ,  คุณณรงค์ เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือฯ, คุณวรรณี เจียรวนนท์ รอสส์, คุณทิพพาภรณ์ อริยวรารมย์,ดร.ชวัลวัฒน์ อริยวรารมย์ ฯลฯ ที่ให้เกียรติมาร่วมชมภาพยนตร์ “หลานม่า” กันทั้งครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ณ โรงภาพยนตร์ เอ็มบาสซี ดิโพลแมทสกรีน ชั้น 6 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี เมื่อวันก่อน

คุณธนินท์ กล่าวความรู้สึกว่า “วันนี้ได้มาดูภาพยนตร์หลานม่ากับครอบครัว ซึ่งหนังทำให้เกิดความรู้สึกซาบซึ้ง ประทับใจ และมีความพิเศษตรงที่ผู้ชมที่ได้มาดูกันทุกวัย ต่างชอบหนังเรื่องนี้ ผมดูแล้วน้ำตาไหล ปกติผมน้ำตาไหลยากมาก แต่หนังทำให้เราค่อยๆ ตามดู ค่อยๆ ซึ้งใจ จนถึงตอนบทสรุปสุดท้าย ความสัมพันธ์ระหว่างอาม่าและหลานเป็นความซาบซึ้งและน่าประทับใจมาก ในส่วนของนักแสดง ผู้กำกับ ตลอดจนทีมงานเบื้องหลังเก่งมากๆ หนังเรื่องนี้เหมาะกับทุกวัย ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ อย่างวันนี้ผมก็พาหลานๆ มาดู มากันหมดเลยทั้งบ้านเพราะหนังเรื่องนี้เลย อย่างหลานที่เป็นเด็กรุ่นใหม่ น้ำตาเขาก็ไหลด้วยความซาบซึ้ง หนังเรื่องนี้มีความพิเศษตรงที่ คนที่มาดูชอบตั้งแต่อายุน้อยๆ ไปจนถึงหนุ่มสาว ตลอดจนผู้สูงอายุ ทุกคนชอบ ทุกคนซาบซึ้งกันหมด สำคัญที่สุดคือมีความหมายที่ดีเรื่องของความกตัญญู ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ผมให้ความสำคัญมากในการทำธุรกิจ ซึ่งเป็นหนังที่รัฐบาลควรจะส่งเสริม ให้การสนับสนุน หวังว่าต่อไปจีดีเอช จะสร้างหนังที่ประสบความสำเร็จมากกว่านี้อีกหลายๆ เรื่องครับ”

ทิสโก้ แจกฟรีหนังสือ “NCDs โรคร้ายที่คนไทย (อาจ) หนีไม่พ้น!”

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มทิสโก้ ได้จัดทำหนังสือ “NCDs โรคร้ายที่คนไทย (อาจ) หนีไม่พ้น!” โดยรวบรวมองค์ความรู้ด้านการดูแลตนเองให้ห่างไกลโรค NCDs (คือ กลุ่ม “โรคไม่ติดต่อ” เรื้อรัง คือ ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคและไม่สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้ แต่เป็นโรคที่เกิดจากนิสัยหรือพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ซึ่งจะมีการดำเนินโรคอย่างช้าๆ ค่อยๆ สะสมอาการอย่างต่อเนื่อง และเมื่อมีอาการของโรคแล้วมักจะเกิดการเรื้อรังของโรค) จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านอาหาร การพักผ่อนนอนหลับ และการออกกำลังกาย พร้อมแนวทางการรักษาและนวัตกรรมรักษา 8 โรค NCDs (ได้แก่ โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมอง โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคถุงลมโป่งพอง โรคอ้วนลงพุง และ โรคไขมันในเลือดสูง)

โดยคณะแพทย์ผู้มีประสบการณ์ยาวนาน ในแต่ละด้าน และรวบรวมรายชื่อแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มโรค NCDs ทั้งจากโรงพยาบาลภาครัฐและเอกชน ด้วยความมุ่งหวังให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดี

ดาวน์โหลดหนังสือ >> https://link.tisco.co.th/5RSijn

CPF ร่วมรณรงค์วันคุ้มครองโลก เดินหน้าลดการใช้พลาสติก ตลอดห่วงโซ่การผลิต

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมรณรงค์ลดการใช้พลาสติก รับวันคุ้มครองโลก (Earth Day)ภายใต้แนวคิด “Planet vs. Plastics : ลดพลาสติก กู้วิกฤตโลก” ลดการใช้พลาสติกตลอดห่วงโซ่การผลิต โดยเฉพาะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single Use) พัฒนาการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ง่ายต่อการนำกลับมารีไซเคิล รวมไปถึงปลูกฝังพนักงานมีส่วนร่วมแก้ปัญหาขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน

นางกอบบุญ ศรีชัย ผู้บริหารสูงสุด สายงานกิจการองค์กรและลงทุนสัมพันธ์ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟ ในฐานะบริษัทผู้ผลิตอาหารชั้นนำของโลก นอกจากให้ความสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารที่ดีต่อสุขภาพของผู้บริโภคแล้ว ยังตระหนักถึงสุขภาวะที่ดีด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทฯมุ่งมั่นมีส่วนร่วมแก้ปัญหาขยะพลาสติก โดยนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน และหลัก BCG Model มาใช้ เดินหน้าลดการใช้พลาสติกตลอดกระบวนการผลิต ลดการใช้บรรจุภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียว (Single Use) ส่งเสริมและพัฒนาการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ง่ายต่อการนำกลับมารีไซเคิล และง่ายต่อการคัดแยกขยะ รวมไปถึงปลูกฝังความตระหนักสู่พนักงานในองค์กรมีส่วนร่วมจัดการขยะพลาสติกอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

บรรจุภัณฑ์ของซีพีเอฟจึงถูกการออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อนำไปสู่การรีไซเคิล (Design for Recycling) โดยหน่วยงานวิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ของซีพีเอฟได้ร่วมกับคู่ค้าพัฒนาออกแบบบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนที่ใช้วัสดุชนิดใหม่ๆ ลดความหนา ปรับขนาด หรือ เปลี่ยนรูปแบบของบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหาร ในขณะที่ยังคงรักษาคุณสมบัติและประสิทธิภาพในการปกป้องผลิตภัณฑ์ให้ปลอดภัยและคงคุณค่าอาหารตามหลักโภชนาการไว้อย่างสมบูรณ์ด้วย โดยล่าสุด ซีพีเอฟ ร่วมกับพันธมิตร 2 บริษัทในกลุ่ม SCG ได้แก่ บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP และบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ในการพัฒนาด้านนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์จากเยื่อกระดาษและพอลิเมอร์ และด้านนวัตกรรมพลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Polymer) ซึ่งจะช่วยให้บรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารในเครือซีพีเอฟ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยิ่งขึ้น

บริษัทยังเป็นหนึ่งในผู้นำการใช้พลาสติกที่ย่อยสลายได้ในประเทศไทย นำร่องใช้พลาสติกชีวภาพที่ผลิตจาก polylactic acid (PLA) ตั้งแต่ปี 2558 ในการผลิตถาดบรรจุหมูสดและไก่สดแช่เย็น การออกแบบบรรจุภัณฑ์สินค้าที่ง่ายต่อการรีไซเคิล โดยใช้บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากพลาสติกฟิล์มชนิดเดียวกัน (Mono Plastic) ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่สามารถรีไซเคิลได้ 100% โดยไม่ต้องแยกวัสดุต่างชนิดกัน นอกจากนี้ ยังมุ่งเพิ่มสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลตามความเหมาะสม โดยไม่กระทบกับคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร อาทิ พัฒนาถาดไข่ไก่จากพลาสติกรีไซเคิล 100% โดยร่วมมือกับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC และบริษัทในเครือเอ็กซ์เซล (Excel Group) และการใช้ถาดไข่ไก่ที่ทำจากกระดาษรีไซเคิล 100% (สำหรับผลิตภัณฑ์ไข่ไก่เคจฟรี และถาดไข่ไก่ขนาด 30 ฟอง) เป็นต้น ส่งผลให้ใน 2566 สามารถลดการใช้พลาสติกใหม่ได้มากกว่า 1,000 ตัน

นอกจากนี้ ซีพีเอฟ ลดการใช้พลาสติกในกระบวนการผลิตและขนส่ง โดยสายธุรกิจการผลิตอาหารสัตว์บกใช้ Bulk Feed Tank ทดแทนการใช้ถุงพลาสติกบรรจุอาหารสัตว์ สามารถลดการใช้พลาสติกได้ 13,216 ตัน ในปีที่ผ่านมา สายธุรกิจสัตว์น้ำ เปลี่ยนจากการใช้ถุงพลาสติกบรรจุลูกพันธุ์กุ้ง มาเป็นใช้กล่อง Q-Pass Tank ลดการใช้พลาสติกได้มากกว่า 10,000 ตัน ที่สำคัญ บริษัทฯสร้างความตระหนักสู่พนักงานในองค์กร มีส่วนร่วมแก้ปัญหาขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน ด้วยการถ่ายทอดความรู้และการจัดการขยะพลาสติกอย่างถูกวิธี รวมไปถึงการให้ความรู้กับชุมชนและสถานศึกษารอบสถานประกอบการของซีพีเอฟด้วย

เอไอเอส ชูพลังจากสุดยอดพันธมิตรช่องทางจัดจำหน่ายที่1 ตัวจริง ส่งมอบประสบการณ์ดิจิทัลจากมือถือและเน็ตบ้านที่ดีที่สุดให้คนไทย

0

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าทั่วไป และ นายธีร์ สีห์อัมพรโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายธุรกิจบรอดแบนด์ AIS ร่วมกันกล่าว ในโอกาสมอบรางวัล “ผลการดำเนินงานยอดเยี่ยมทางด้านงานขาย และงานบริการของปี 2566”  ให้กับพันธมิตรตัวแทนจำหน่าย เพื่อเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นและเป็นการขอบคุณที่ดำเนินธุรกิจร่วมกันมาอย่างดีเยี่ยม  ว่า “ทุกวันนี้ Digital Lifestyle คือ วิถีการใช้ชีวิตของทุกคน เป้าหมายของ AIS จึงมุ่งมั่นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับวิถีดังกล่าว จนปัจจุบันเรามีโครงข่าย 5G ครอบคลุมแล้ว 90% ทั่วประเทศ และโครงข่ายไฟเบอร์ บรอดแบนด์ ที่เข้าถึงกว่า 13.3 ล้านครัวเรือนทั่วไทย  เพื่อให้คนไทยได้รับความสะดวกจากการใช้ดิจิทัลอย่างไร้ข้อจำกัด”

“ด้วยนโยบายของ AIS ที่ให้ความสำคัญสูงสุดกับการส่งมอบบริการแก่ลูกค้าด้วยคุณภาพที่เป็นเลิศ ร่วมกับพาร์ทเนอร์ช่องทางจัดจำหน่ายในหลากหลายกลุ่ม เพื่ออำนวยความสะดวกลูกค้าผ่าน Customer Service Touchpoint ที่ปัจจุบันขยายตัวต่อเนื่อง ในปัจจุบันที่มีแล้วมากกว่า 25,000 แห่งทั่วประเทศ ที่นอกจากจะมอบประโยชน์แก่ลูกค้า คนไทย แล้ว ยังถือได้ว่าเป็นการร่วมสร้างการเติบโตของพาร์ทเนอร์ตัวแทนจำหน่ายไปพร้อมๆกัน ตามหลักคิด ECOSYSTEM ECONOMY – เศรษฐกิจแบบร่วมกัน อีกด้วย”

            ปัจจุบัน AIS มีช่องทางการจัดจำหน่ายและบริการลูกค้า ที่ดูแลทั้งการใช้งานมือถือ และ การใช้งานเน็ตบ้าน ที่ร่วมกับพาร์ทเนอร์หลากหลายรูปแบบ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละกลุ่ม ประกอบด้วย

·               ร้านเอไอเอส ร้านเอไอเอส เทเลวิซ ,ร้านเอไอเอส บัดดี้ เอ็กซ์คลูซีฟ ที่จำหน่ายทั้งโทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์เสริมต่างๆ ซิมแบบรายเดือน และเติมเงิน พร้อมเครื่องในโครงการพิเศษเพื่อลูกค้าเอไอเอสเท่านั้น รวมไปถึงการสมัครบริการเน็ตบ้าน ทั้ง AIS Fibre และ 3BB รวมถึงการทำธุรกรรมต่างๆ  ที่ ปัจจุบันมีกว่า 800 สาขาทั่วประเทศ

·         ร้านค้าเทคโนโลยีชั้นนำที่มีความเชี่ยวชาญด้านสินค้า และบริการที่ตอบสนอง Digital Lifestyle อาทิ Jaymart, TG , iStudio by SPVi, iStudio by Copperwired และ iStudio by Uficon ที่จำหน่ายสินค้าเทคโนโลยี สมาร์ตโฟน และดิจิทัล แก็ดเจ็ต โดยภายในร้านจะมีบริการของ AIS ที่มาพร้อมสินค้าและบริการต่างๆ อาทิ โทรศัพท์มือถือ ซิมแบบรายเดือน และเครื่องในโครงการพิเศษเพื่อลูกค้าเอไอเอสเท่านั้น หลากหลายรูปแบบ  โดยร้านค้าในกลุ่มนี้ปัจจุบันมีกว่า 700 สาขา

·               ร้านค้ารายย่อย ที่กระจายตัวอยู่ตามชุมชน และพื้นที่ห่างไกล จำหน่ายทั้งโทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์เสริม ซิมแบบรายเดือน และเติมเงิน พร้อมบริการด้านธุรกรรมต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนกว่า 20,000 ร้านทั่วประเทศ 

นายปรัธนา และ นายธีร์ ร่วมกันย้ำว่า “นอกจากนี้เรายังทำงานร่วมกับพันธมิตรช่องทางจัดจำหน่ายในการยกระดับเทคโนโลยี รวมถึงองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่จะช่วยให้สามารถมอบประสบการณ์งานบริการที่ตอบโจทย์ Digital Lifestyle อยู่เสมอ พร้อมร่วมพัฒนาทักษะพนักงาน ให้มีความรู้ ความชำนาญ เกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้มอบคำแนะนำและให้บริการลูกค้าได้อย่างเป็นเลิศ ภายใต้มาตรฐานเอไอเอสอีกด้วย เพราะเราเชื่อมั่นเสมอว่า การมีพันธมิตรที่มีความรู้ ความชำนาญ และจุดแข็งที่แตกต่าง หลากหลาย กระจายอยู่ทั่วประเทศ  เป็นหัวใจหลักที่จะส่งมอบประสบการณ์ดิจิทัลที่ดี และแตกต่างได้ ที่สำคัญคือ มีส่วนร่วมลดข้อจำกัด สร้างความเท่าเทียมให้ลูกค้าและคนไทยสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการคุณภาพของเอไอเอสอย่างสะดวกสบายได้ทั่วประเทศ” 

ซีพีเอฟ – กระทรวงแรงงานฯ เซ็น MOU ขับเคลื่อนองค์กรสีขาว ขับเคลื่อนต้นแบบองค์กรเอกชนปลอดยาเสพติด

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน​) หรือซีพีเอฟ ร่วมมือกับกระทรวงแรงงานขับเคลื่อนต้นแบบองค์กรเอกชนปลอดยาเสพติด ดูแลพนักงานในสถานประกอบกิจการห่างไกลยาเสพติด มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน หนุนสร้างสังคมเข้มแข็ง เศรษฐกิจเติบโตอย่างมั่นคง ตั้งเป้าภายในปี 2567 นี้ ฟาร์มและโรงงานกว่า 400 แห่งทั่วไทยผ่านการรับรองโรงงานสีขาว

ในวันที่ 19 เมษายน 2567 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด “องค์กรสีขาว เพื่อย่างก้าวที่ยั่งยืน” ระหว่าง กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.)​ และ ซีพีเอฟ พร้อมกับมอบธงนำร่องสถานประกอบกิจการผ่านเกณฑ์โรงงานสีขาว และการดำเนินงานมาตรฐานการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานประกอบกิจการ (มยส.) แก่นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ และผู้บริหารบริษัทในกลุ่มซีพีเอฟ โดยมีนางโสภา เกียรตินิรชา อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงแรงงานและซีพีเอฟร่วมด้วย ณ ห้องประชุมกระทรวงแรงงาน

นายพิพัฒน์​ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน กล่าวว่า ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาระดับชาติที่รัฐบาลมีนโยบายดำเนินการจัดการอย่างเร่งด่วน เพื่อสนับสนุนให้ประเทศพัฒนาอย่างเข้มแข็งและมั่นคง กระทรวงแรงงานมุ่งเน้นสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ และเอกชนบูรณาการดำเนินแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานประกอบกิจการอย่างเป็นระบบตามหลักเกณฑ์โรงงานสีขาว สำหรับการลงนามบันทึกข้อตกลงในวันนี้เป็นหลักประกันว่าพนักงานของซีพีเอฟทุกคนได้ทำงานในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย มีระบบและกลไกในการแก้ไขและป้องกันปัญหายาเสพติดแบบครบ วงจร เป็นตัวอย่างที่ดีขององค์กรที่มีแนวปฏิบัติด้านแรงงานที่ดี ดูแลพนักงานทุกคนด้วยความเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชน เพื่อให้พนักงานทุกคนที่ทำงานในประเทศไทยมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน

“ขอชื่นชมซีพีเอฟที่ให้ความร่วมมือกับภาครัฐบรรลุเป้าหมายในการป้องกัน และหยุดยั้งปัญหายาเสพติดในสถานประกอบกิจการอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพและได้มาตรฐาน และยังมีการต่อยอดดูแลชุมชนที่อยู่รอบๆ หน่วยงานให้มีความเข้มแข็ง และห่างไกลจากยาเสพติดอย่างจริงจัง”​ นายพิพัฒน์ กล่าว

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า พนักงานเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนบริษัทฯ บรรลุวิสัยทัศน์การเป็นครัวของโลก ซีพีเอฟให้ความสำคัญกับการจัดการปัญหายาเสพติดมาอย่างต่อเนื่อง การลงนามบันทึกความร่วมมือในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด “ขับเคลื่อนองค์กรสีขาว เพื่อย่างก้าวที่ยั่งยืน” กับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เป็นการประกาศเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการต่อต้านยาเสพติด นำหลักเกณฑ์และแนวทางของโรงงานสีขาว และการดำเนินงานมาตรฐานการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานประกอบกิจการ (มยส.) นำมาปฏิบัติ ส่งเสริมแบบจริงจังอย่างเป็นระบบ เพื่อพัฒนาสถานประกอบการของซีพีเอฟกว่า 437 แห่งทั่วประเทศ ให้เป็นองค์กรที่ปลอดจากยาเสพติด ซึ่งครอบคลุมพนักงานทั้งคนไทยและ พนักงานจากประเทศเพื่อนบ้านกว่า 70,000 คน โดยการตั้งเป้าหมายภายในปีนี้ สถานประกอบกิจการทุกแห่งในประเทศไทย ได้รับการรับรองโรงงานสีขาวและมาตรฐานการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานประกอบกิจการ (มยส.) ร่วมสร้างความยั่งยืนขององค์กร ชุมชนและประเทศต่อไป

“ซีพีเอฟมีความยินดีร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน และภาคีเครือข่ายพัฒนาสถานประกอบกิจการของบริษัทฯ ทุกแห่งทั่วประเทศเป็นต้นแบบองค์กรดูแลพนักงานทุกคน และชุมชนรอบข้างมีภูมิคุ้มกันห่างไกล สนับสนุนสังคมไทยมีความเข้มแข็ง และเศรษฐกิจเติบโตอย่างมั่นคง ซึ่งสอดคล้องกับหลักปรัชญาสามประโยชน์สู่ความยั่งยืนที่ผู้บริหารและพนักงานซีพีเอฟยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติเป็นลำดับแรก ประโยชน์ของประชาชนเป็นลำดับที่สอง และประโยชน์ของบริษัทเป็นลำดับสุดท้าย”​ นายประสิทธิ์กล่าว

ซีพีเอฟ ให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนขับเคลื่อนองค์กรปลอดยาเสพติดและเป็นโรงงานสีขาว ตามโครงการ “ซีพีเอฟ องค์กรสีขาว เพื่อย่างก้าวที่ยั่งยืน” โดยให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติที่ดี เคารพหลักสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่การให้ความรู้ความเข้าใจให้พนักงานมีความตระหนักและร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายด้านยาเสพติดอย่างจริงจัง การอบรมพัฒนาศักยภาพผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติดเป็นเครือข่ายที่สำคัญในการเป็นเกราะป้องกันไม่ให้พนักงานมีความเสี่ยงไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด รวมทั้งมีนโยบายช่วยเหลือพนักงานในการบำบัดรักษาและฟื้นฟู และให้โอกาสพนักงานที่รักษาหายสามารถกลับมาทำงานกับองค์กรได้ เพื่อสนับสนุนให้สถานประกอบกิจการทุกแห่งของซีพีเอฟปลอดจากยาเสพติด เป็นสมาชิกที่ดีและอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข มั่นคงและยั่งยืน