Home Blog Page 131

กรุงเทพโปรดิ๊วส ตรวจประเมินระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพด สร้างความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทานข้าวโพด

0

บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ผู้จัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้กับ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ตรวจประเมินระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดของบริษัทฯ ครอบคลุม คู่ค้า เกษตรกร และ โรงงานอาหารสัตว์ ของ ซีพีเอฟ ทั่วประเทศ โดยมีบริษัท อีอาร์เอ็ม-สยาม จำกัด บริษัทที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนชั้นนำ เป็นผู้ดำเนินการตรวจประเมินประสิทธิภาพระบบตรวจสอบย้อนกลับย้อนกลับข้าวโพด (Corn Traceability System) ของบริษัทฯ ในฐานะผู้ตรวจสอบอิสระจากภายนอก (Third-party verifier)

ผู้เชี่ยวชาญของอีอาร์เอ็มได้ลงพื้นที่ตรวจประเมินการใช้งานระบบจริงทุกขั้นตอน ครอบคลุม 4 หัวข้อหลัก คือ นโยบายการจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน การใช้งานระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดของบริษัท การนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ ตั้งแต่ ขั้นตอนการลงทะเบียนสถานประกอบการคู่ค้า การซื้อขายข้าวโพดจากเกษตรกรและจากผู้รวบรวม จนถึง การขายข้าวโพดให้กับบริษัทฯ และการจัดการด้านข้อมูลกรณีเหตุสุดวิสัย เพื่อติดตามประเมินผลการทำงานของคู่ค้าให้สอดคล้องกับแนวปฎิบัติตามหลักสากล ของระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตร รวมถึงนโยบายของเครือซีพี ไม่รับซื้อและไม่นำเข้าผลผลิตข้าวโพดจากพื้นที่รุกป่าและพื้นที่เผาแปลง อย่างเคร่งครัด

นายวรพจน์ สุรัตวิศิษฎ์ รองกรรมการผู้จัดการบริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส กล่าวว่า ขั้นตอนการใช้งานรวมถึงการจัดการข้อมูลในระบบตรวจสอบย้อนกลับมีรายละเอียด ที่ช่วยให้พ่อค้าสามารถเห็นข้อมูลของข้าวโพดที่รับซื้อจากเกษตรกรว่ามาจากแปลงไหน รวมถึงมีภาพถ่ายดาวเทียมจากบริษัทมาตรวจว่ามาจากแหล่งปลูกที่ไม่รุกป่าและไม่เผาแปลง การมีผู้เชี่ยวชาญของอีอาร์เอ็มลงพื้นที่ตรวจประเมินการใช้งานระบบช่วยให้พ่อค้าผู้ใช้งานจริงมีข้อมูลในการปรับปรุงขั้นตอนและขบวนการใช้งานระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดให้เป็นไปตามมาตรฐานของซีพีได้อย่างมีประสิทธิภาพดีขึ้น

หลังจากการตรวจประเมิน ทางอีอาร์เอ็มจะนำส่งรายงานรวมถึงคำแนะนำเพื่อเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพให้กับคู่ค้า ร่วมสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับให้เป็นเครื่องมือจัดหาผลผลิตทางการเกษตรที่ช่วยจัดการและป้องกันปัญหาบุกรุกพื้นที่ป่า และฝุ่นควัน PM2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ตามเป้าหมายโครงการคู่ค้าข้าวโพดพันธมิตร พิชิตหมอกควัน (Partner to Green) เพื่อสร้างความมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทันสมัยเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นควันอย่างยั่งยืน

กรุงเทพโปรดิ๊วส เป็นบริษัทรายแรกที่ได้พัฒนา ระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพด ตั้งแต่ปี 2559 ใช้ในกระบวนการจัดซื้อข้าวโพดเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เพื่อยืนยันได้ว่าข้าวโพดที่จัดซื้อสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงแหล่งปลูกที่มีเอกสารสิทธิ์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่บุกรุกพื้นที่ป่า และไม่เผาหลังเก็บเกี่ยว และมีการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมายกระดับความโปร่งใสของระบบ นอกจากนี้ ยังนำเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมมาช่วยติดตามและกำกับดูแลการเผาแปลงของเกษตรกร ที่ผ่านมา บริษัทฯ มีการทวนสอบระบบตรวจสอบย้อนกลับด้วยตนเอง (Self-Audit) และปีที่ผ่านมาได้ดำเนินการตรวจประเมินระบบตรวจสอบย้อนกลับโดยองค์กรตรวจสอบอิสระจากภายนอก

47 ปี “หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า จ.ฉะเชิงเทรา”ต้นแบบเกษตรกรสร้างชุมชนเติบโตอย่างยั่งยืน

0

ที่ดินแห้งแล้งรกร้างว่างเปล่า 1,253 ไร่ ในตำบลบ้านซ่อง อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้รับการพลิกฟื้นจนมีความอุดมสมบูรณ์ สร้างชุมชนเกษตรกรที่เข้มแข็งภายใต้ชื่อ “หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า” เปลี่ยนชาวบ้านยากไร้สู่กลุ่มเกษตรกรผู้มั่งคั่ง ด้วยการทำเกษตรกรรม มีการเลี้ยงสุกรเป็นอาชีพหลัก ปลูกพืชไร่และไม้ผลเป็นอาชีพเสริม จนสามารถส่งต่อความสำเร็จจากรุ่นสู่รุ่น กลายเป็นชุมชนต้นแบบของการพัฒนาอย่างยั่งยืน มานานกว่า 47 ปี นับตั้งแต่ปี 2520 พวกเขาทำได้อย่างไร?

ภักดี ไทยสยาม ประธานกรรมการ บริษัท หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า จำกัด มาให้คำตอบกับคำถามนี้ เขาบอกว่าที่นี่เมื่อ 47 ปีที่แล้ว ชาวบ้านต่างเผชิญปัญหาความยากจน ไร้โอกาส ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งเป็นโจทย์ปัญหาใหญ่ที่สุดที่ทำให้เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี ต้องการเข้ามาแก้ไข ด้วยการรวบรวมผืนดินที่แห้งแล้ง รกร้างมาพัฒนาให้กับเกษตรกร พร้อมทั้งให้ความรู้ที่ทันสมัยในการเลี้ยงสัตว์ควบคู่กับการเพาะปลูก จัดหาแหล่งเงินทุน และหาตลาดในการจัดจำหน่าย ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง

ด้วยโมเดล “3 ประโยชน์ 4 ประสาน” ซึ่งเป็นรูปแบบความร่วมมือ 4 ฝ่าย คือ รัฐบาล เอกชน สถาบันการเงิน และเกษตรกร เพื่อรองรับการพัฒนาเกษตรกรรมทันสมัย ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ 3 ประการ คือ ประโยชน์ต่อประเทศ ต่อประชาชน และสุดท้ายเป็นประโยชน์ต่อองค์กร โครงการฯ นี้ ช่วยสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันผลิตเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง ทำให้พวกเขาเข้าถึงที่ดิน เทคโนโลยีการเลี้ยงสุกร และแหล่งเงินทุน

โครงการฯ นี้ มีเครือซีพี โดย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ รับหน้าที่ดูแลและส่งเสริมเกษตรกรในการเลี้ยงสุกรที่มีคุณภาพ ในรูปแบบประกันราคา ด้วยเทคโนโลยีด้านสายพันธุ์สุกรพันธุ์ดี อาหารสัตว์ที่มีคุณภาพ พร้อมปัจจัยการผลิตที่จำเป็น รวมทั้งรับผิดชอบสนับสนุนทั้งการผลิตและการหาตลาดแทนเกษตรกร ด้วยการรับซื้อลูกสุกรที่โตได้ขนาดกลับคืนในราคาประกัน เกษตรกรจึงมีรายได้มั่นคง เพียงพอที่จะดูแลครอบครัวให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ สามารถจัดสรรรายได้ชำระคืนเงินกู้ครบในระยะเวลา 10 ปี ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน บ้านอยู่อาศัย และโรงเรือนเลี้ยงสุกร เปลี่ยนจากเกษตรกรยากไร้ สู่ครอบครัวที่มีฐานะพออยู่พอกินและมีที่ดินเป็นของตนเอง

หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้าก้าวสู่มาตรฐานสากล ด้วยการนำนวัตกรรมการเลี้ยงสุกรที่ทันสมัยยิ่งขึ้น เลี้ยงสุกรในโรงเรือนปิดแบบ EVAP ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทั้งด้านการเจริญเติบโตและสุขภาพของสุกร เกษตรกรสามารถขยายการผลิตจากเดิมเลี้ยงรายละ 30 แม่ เป็น 150-500 แม่ ตามกำลังความสามารถของแต่ละราย มีการใช้ระบบไบโอแก๊ส เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมให้กับชุมชนและเป็นส่วนหนึ่งในการลดภาวะโลกร้อน

ในทศวรรษที่ 4 หมู่บ้านแห่งนี้ไม่เคยหยุดพัฒนา มีการต่อยอดจากองค์ความรู้ด้านการจัดการและการใช้เทคโนโลยีทันสมัย สู่การสร้างสรรค์โครงการที่หลากหลายเพื่อสมาชิกหมู่บ้านและชุมชนโดยรอบ โดยมีเยาวชนลูกหลานร่วมขับเคลื่อนกิจกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดรับอาชีพเสริมที่หลากหลายเพื่อเพิ่มพูนรายได้ จากอาชีพเลี้ยงสุกรปัจจุบันมี 22 ครอบครัว มีแม่สุกรเพิ่มจาก 30 แม่ เป็น 100- 700 แม่ มีรายได้ 300,000 – 2,000,000 บาท/เดือน ส่วนอาชีพเสริมเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์ 6 ครอบครัว มีรายได้ 90 -150,000 บาท/เดือน ปลูกผักอินทรีย์ 2 ครอบครัว สร้างรายได้ 50,000-100,000 บาท/เดือน ปลูกยางพารา 2 ครอบครัว มีรายได้ 50,000-100,000 บาท/เดือน และเพาะเห็ดฟาง 2 ครอบครัว สร้างรายได้ 50,000-100,000 บาท/เดือน

“ทั้งอาชีพหลักและอาชีพเสริมส่งผลให้เกษตรกรมีความมั่นคง มั่งคั่ง และมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ที่สำคัญเรายังให้ความสำคัญกับระบบนิเวศชุมชน สมาชิกของหมู่บ้านทุกคนมีส่วนร่วมขับเคลื่อนชุมชนสู่ความยั่งยืนผ่านหลากหลายโครงการ อาทิ ธนาคารน้ำใต้ดิน เพื่อให้การทำการเกษตรมีผลผลิตตลอดปี ถือเป็นอีกหนึ่งรูปแบบการเก็บกักน้ำไว้ใช้ยามจำเป็นได้อย่างเหมาะสมที่สุด สามารถลดค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำได้ถึง 1 ล้านบาท/ปี และกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ต้อนรับผู้ที่สนใจเช่นเดียวกับ ป่านิเวศเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ บนเนื้อที่ 14 ไร่ ของหมู่บ้าน มีพรรณไม้ถึง 109 ชนิด จำนวน 5 หมื่นต้น และเกษตรกรยังต่อยอดความสำเร็จป่านิเวศฯ สู่การพัฒนาการใช้สมุนไพรเพื่อลดการใช้ยาปฏิชีวนะในการเลี้ยงสัตว์ สามารถลดค่าใช้จ่ายจากการใช้ยาปฏิชีวนะได้ 2.8 ล้านบาท/ปี” ภักดี กล่าว

นอกจากนี้ ชาวหนองหว้ายังได้ร่วมกันระดมทุนจัดตั้งโรงชำแหละสุกรร่วมกับซีพีเอฟ เป็นโรงชำแหละทันสมัย สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน เพื่อให้เป็นปลายทางการผลิตอาหารที่มีคุณภาพสู่ผู้บริโภค นับเป็นก้าวย่างสำคัญของชาวหนองหว้าที่ได้วางรากฐานที่เหนียวแน่นสู่ลูกหลาน ได้เข้าศึกษาเรียนรู้และต่อยอดอาชีพของตนเองได้ พร้อมสืบสานองค์ความรู้ของชุมชนสู่ลูกหลานรุ่นต่อไปอย่างเป็นระบบ

“หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า” พลิกฟื้นผืนดินแห้งแล้ง ให้กลายเป็นพื้นที่เกษตรสีเขียว เกษตรกรมีอาชีพเลี้ยงสัตว์และอาชีพเสริมที่มั่นคง สร้างอนาคตการศึกษาที่ดีให้กับลูกหลาน ที่สำคัญซีพีและซีพีเอฟ ได้มอบความรู้อันเป็นทรัพย์สินที่มีค่าให้กับเกษตรกร เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน ชาวหนองหว้าพิสูจน์แล้วว่าโจทย์ที่ยากที่สุดแต่พวกเขาก็ทำได้ ด้วยความเข้มแข็งของชาวชุมชน วันนี้เกษตรกรชาวหนองหว้ายังคงช่วยกันคิดสร้างสรรค์ เปิดรับสิ่งใหม่ พร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อการพัฒนาชุมชนสู่ความยั่งยืนต่อไป./

เมืองไทยประกันชีวิต – รพ.จักษุรัตนิน ร่วมทุนตั้งบ.เมืองไทยรัตนิน เปิดตัว “แคร์คัฟเวอร์ สหคลินิก”

0

บริษัท ฟูเชีย เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด และ โรงพยาบาลจักษุ รัตนิน ผนึกกำลังครั้งสำคัญ ร่วมลงทุนก่อตั้งบริษัท เมืองไทยรัตนิน จำกัด พร้อมประกาศเปิดตัว “แคร์คัฟเวอร์ สหคลินิก (CareCover Clinic)” ทางเลือกใหม่สำหรับการดูแลรักษา การป้องกัน และการส่งเสริมสุขภาพ เพื่อช่วยให้คนไทยสามารถเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เพราะสุขภาพดีคือพื้นฐานของความสุข

“แคร์คัฟเวอร์ สหคลินิก” เปิดให้บริการสาขาแรกที่อาคารเมืองไทยภัทร คอมเพล็กซ์ ชั้น 4 โซนพลาซ่า โดยให้บริการการดูแลสุขภาพที่ครอบคลุมทั้งการตรวจรักษาโรคทั่วไปและโรคเรื้อรัง การทำกายภาพบำบัด การตรวจสุขภาพประจำปี และการฉีดวัคซีน

นายสาระ ล่ำซำ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทย กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด และกรรมการ บริษัท ฟูเชีย เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด (Fuchsia Venture Capital) เปิดเผยว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเราเห็นถึงแนวโน้มที่เติบโตของประกันสุขภาพและสิ่งที่ตามมาคือความต้องการในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพและสะดวกสบาย เราจึงเห็นโอกาสในการเข้ามาตอบโจทย์ในจุดนี้ทั้งสำหรับลูกค้าประกันชีวิตและบุคคลทั่วไป อย่างไรก็ตามเราดีใจเป็นอย่างมากที่ได้โรงพยาบาลจักษุ รัตนิน ซึ่งมีประสบการณ์และเชี่ยวชาญในด้านธุรกิจสถานพยาบาลและมีวิสัยทัศน์ที่ตรงกัน มาช่วยกันสร้างแคร์คัฟเวอร์ สหคลินิก ขึ้นมา” 

นางสาววรัดดา รัตนิน รองประธานกรรมการ โรงพยาบาลจักษุ รัตนิน  กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีที่ได้ผนึกกำลังร่วมเป็นพันธมิตรกับฟูเชีย เวนเจอร์ แคปิทัล โรงพยาบาลจักษุ รัตนิน เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางตาแห่งแรกและให้บริการควบคู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน วันนี้เราได้ก้าวสู่การให้บริการในด้านการรักษาระดับปฐมภูมิ (Primary Care) เพื่อช่วยให้คนไทยสามารถเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพและสะดวกมากยิ่งขึ้น เราเชื่อว่า  แคร์คัฟเวอร์ สหคลินิก จะสามารถก้าวขึ้นเป็นสหคลินิกที่มีคุณภาพและเป็นตัวเลือกแรกของใครหลาย ๆ คน”

นางสาวฤทัย  สุทธิกุลพานิช  กรรมการ บริษัท เมืองไทยรัตนิน จำกัด  เปิดเผยว่า แคร์คัฟเวอร์ สหคลินิก เจาะกลุ่มลูกค้า White Collar ครอบคลุมพนักงานบริษัท, มนุษย์เงินเดือน โดยจัดตั้งขึ้นตามวิสัยทัศน์ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการรักษาระดับปฐมภูมิ เพราะการรักษาระดับปฐมภูมิมีความสำคัญอย่างมาก และถือเป็นการดูแลสุขภาพด่านแรก ซึ่งเป็นการรักษาทั้งโรคทั่วไป การป้องกัน และการส่งเสริมสุขภาพ  เพื่อจัดการกับโรคที่ไม่รุนแรงและแก้ไขปัญหาสุขภาพได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อช่วยป้องกันและ ลดความเจ็บป่วยที่อาจเกิดขึ้นได้รวมถึงช่วยลดค่าใช้จ่ายที่จะตามมา  วันนี้เราได้มีการเปิดให้บริการสาขาแรกและเรามีแผนที่จะขยายสาขาอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการของเราได้มากขึ้น

แพทย์หญิงเชอรี่วิน คงมา  ผู้อำนวยการคลินิก บริษัท เมืองไทยรัตนิน จำกัด กล่าวว่า “แคร์คัฟเวอร์ สหคลินิก สาขาแรก เราให้บริการทั้งในด้านเวชกรรมและกายภาพบำบัด  โดยในด้านเวชกรรม บริการจะครอบคลุมการดูแลรักษาโรคทั่วไปและโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง รวมไปถึงการส่งเสริมและป้องกันสุขภาพ เช่น การตรวจสุขภาพ การฉีดวัคซีนประจำปี และการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ เป็นต้น ทั้งนี้ แคร์คัฟเวอร์ สหคลินิก   มีวิสัยทัศน์ว่าแพทย์ประจำคลินิกจะเปรียบเสมือนแพทย์ส่วนตัวของคนไข้และผู้มารับบริการทุกคน ดังนั้นหากมีความจำเป็นที่จะต้องส่งต่อคนไข้ไปรักษาต่อในโรงพยาบาลหรือเพื่อพบแพทย์เฉพาะทาง  คลินิกจะทำหน้าที่ประสานงานกับโรงพยาบาลปลายทางเพื่อให้กระบวนการการดูแลและรักษาคนไข้มีความต่อเนื่องและสมบูรณ์ที่สุด  ในด้านกายภาพบำบัด เราเน้นการดูแลรักษาโรคระบบกระดูกและกล้ามเนื้อเช่น กลุ่มอาการที่เกิดจากการทำงานหรือ Office Syndrome“

และย้ำถึงพันธกิจของคลินิกที่เน้นถึงการรักษาที่มีคุณภาพสะดวกสบายและเข้าถึงได้ว่า “โดยในทุก ๆ บริการเราจะมุ่งเน้นไปที่การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและการให้การรักษาที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของแต่ละบุคคล และในอนาคตเรามีแผนที่จะขยายไปยังบริการอื่น ๆ มากขึ้น ทั้งบริการปรึกษาทางไกล หรือ Telemedicine โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนช่วยเหลือการบริการอื่น ๆ ในสาขาใหม่ที่ตอบโจทย์มากขึ้น   โดยคลินิกสามารถรองรับทั้งลูกค้าที่เป็นบุคคลทั่วไป ลูกค้าองค์กร รวมถึงลูกค้าประกันทั้งแบบรายกลุ่ม และรายเดี่ยว ซึ่งเรามีเป้าหมายที่จะเชื่อมต่อกับทุกบริษัทประกันภัยเพื่อให้ผู้เข้ารับบริการไม่ต้องสำรองจ่าย”  

กสทช. ผนึก AIS ร่วมสร้างระบบเตือนภัยฉุกเฉินผ่านมือถือ แจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย เชื่อมต่อศูนย์บัญชาการกลางของรัฐ

0

กสทช. – AIS เดินหน้าสร้างระบบเตือนภัยฉุกเฉินผ่านมือถือ ด้วยระบบ Cell Broadcast Service เจาะจงเฉพาะพื้นที่เกิดเหตุด่วนเหตุร้ายได้ทันที พร้อมเชื่อมต่อกับศูนย์บัญชาการกลางของภาครัฐ หวังสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว หลังเกิดเหตุการณ์รุนแรง กราดยิง และภัยพิบัติทางธรรมชาติหลายครั้ง โดยทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันแถลงข่าวความสำเร็จการพัฒนาระบบเตือนภัยผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ พร้อมสาธิตการใช้งานระบบเตือนภัย เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2567 ณ ห้องประชุมสายลม 5021 ชั้น 2 อาคารหอประชุม สำนักงาน กสทช.

ศาสตราจารย์คลินิก นพ. สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. กล่าวว่า ในช่วงปีที่ผ่านมาประเทศไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และเหตุการณ์รุนแรงไม่คาดคิด เช่น เหตุกราดยิงในห้างสรรพสินค้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างมาก กสทช. ในฐานะหน่วยงานกำกับกิจการโทรคมนาคม จึงทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร และผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกรายอย่างต่อเนื่อง ในการพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยจากภาครัฐแบบเจาะจงพื้นที่ (Cell Broadcast Service) โดยได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (USO)

ทั้งนี้ ระบบแจ้งเตือนภัยแบบเจาะจงพื้นที่ดังกล่าว จะเป็นการส่งข้อความเตือนภัยแบบส่งตรงจากเสาส่งสัญญาณสื่อสารในพื้นที่ ไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกเครื่องในบริเวณนั้น แตกต่างจากระบบ SMS ทั่วไป เพราะไม่จำเป็นต้องใช้หมายเลขโทรศัพท์ ซึ่งจะทำให้การสื่อสารข้อมูลเตือนภัยทำได้รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และครอบคลุมทั้งพื้นที่เกิดเหตุ โดยประชาชนไม่ต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชันใดๆ

“การทดสอบระบบแจ้งเตือนภัย Cell Broadcast Service ซึ่ง กสทช.เริ่มต้นกับ AIS ในวันนี้ ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ และพร้อมที่จะเชื่อมต่อกับศูนย์บัญชาการกลางของภาครัฐ (Command Center) เพื่อเป็นเครื่องมือหรือช่องทางในการเตือนภัยได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ทำให้ประเทศไทยมีระบบเตือนภัยได้มาตรฐานสากลสร้างความอุ่นใจให้แก่ประชาชน ส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และความปลอดภัยทางสังคมให้กับประเทศต่อไป” ประธาน กสทช. กล่าว

ด้าน นายวรุณเทพ วัชราภรณ์ หัวหน้าฝ่ายงานธุรกิจสัมพันธ์ เอไอเอส ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “เราได้ร่วมทำงานกับ กสทช. และภาครัฐ ในการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับระบบเตือนภัยของประเทศตามมาตรฐานสากล นั่นคือ  เทคโนโลยี Cell Broadcast Service หรือ ระบบสื่อสารข้อความตรงไปที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ของประชาชน ซึ่งระบบนี้มีความเหมาะสมกับการนำมาใช้เพื่อแจ้งเตือนเหตุฉุกเฉิน เนื่องจากสามารถส่งข้อความไปยังโทรศัพท์มือถือทุกเครื่องที่อยู่ในพื้นที่ครอบคลุมของสถานีฐานบริเวณนั้น ๆ ในเวลาเดียวกัน  ด้วยรูปแบบของการแสดงข้อความที่หน้าจอโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Pop UP Notification) แบบ Near Real Time Triggering เพื่อให้สามารถรับรู้สถานการณ์ได้ทันที  โดยล่าสุดได้ทดลอง ทดสอบเทคโนโลยีดังกล่าว ได้ผลตามเป้าหมายที่ต้องการเรียบร้อยแล้ว และพร้อมที่จะขยายผลเชื่อมโยงกับระบบเตือนภัยของประเทศได้อย่างเต็มประสิทธิภาพต่อไป”

โดยโครงสร้างของการนำเทคโนโลยี Cell Broadcast Service มาใช้งานนั้น แบ่งเป็น 2 ฝั่ง

ฝั่งที่ 1 : ดำเนินการและดูแล โดย ศูนย์บัญชาการกลางของภาครัฐ ผ่านระบบ Cell Broadcast Entities (CBE) ซึ่งเป็นระบบที่ใช้ในการกำหนดเนื้อหาและพื้นที่ในการจัดส่งข้อความ ประกอบไปด้วยฟังก์ชั่นต่างๆ อาทิ การบริหารจัดการระบบ (Administrator), การจัดการข้อความที่จะสื่อสาร (Message Creator ) และ การอนุมัติยืนยันความถูกต้อง (Approver)

ฝั่งที่ 2 : ดำเนินการและดูแล โดย ผู้ให้บริการโครงข่าย ผ่านระบบ Cell Broadcast Center (CBC) ซึ่งเป็นระบบที่ทำหน้าที่นำเนื้อหาข้อความ ไปจัดส่งในสถานีฐานตามพื้นที่ที่กำหนดได้อย่างถูกต้อง โดยจะประกอบไปด้วย การบริหารระบบและการตั้งค่า (System & Configuration), การส่งต่อข้อความสื่อสารที่ได้รับมาผ่านโครงข่าย (Message Deployment Function) และ การบริหารโครงข่ายสื่อสาร (Network Management)   

CPF โดดเด่นบนโซเชียล คว้ารางวัลเวที Thailand Social Award 2024

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ สร้างผลงานยอดเยี่ยมบนโลกโซเชียลมีเดีย ติดอันดับแบรนด์ที่มีผลงานโดดเด่นที่สุด คว้ารางวัล FINALIST สาขา BEST BRAND PERFORMANCE ON SOCIAL MEDIA กลุ่มธุรกิจอาหารและขนมขบเคี้ยว สาขา Food & Snacks ในงาน Thailand Social Award 2024 ครั้งที่ 12 จัดโดย บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูลโซเชียล ด้วยการวัดประสิทธิผลด้านการสื่อสารผ่านช่องทางหลักและช่องทางที่คนอื่นพูดถึงแบรนด์ เก็บคะแนนใน 2 รูปแบบ คือ Online Creators และ Celebrities โดย Online Creator จะทำการเก็บข้อมูลจากสื่อช่องทางของตนเอง (Owned) จาก 5 แพลตฟอร์มหลัก คือ Facebook, Instagram, X, TikTok และ YouTube และ Celebrities จะทำการเก็บข้อมูล Owned จาก Official Account และช่องทางที่คนพูดถึงแบรนด์หรือสินค้า (Earned) จาก Person Keyword

นางสาวอนรรฆวี ชูรัตน์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานการตลาดกลาง ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทฯ รู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก ที่ได้รับรางวัลนี้อีกครั้ง ปัจจุบันโซเชียลมีเดียเข้ามามีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตของทุกคน ไม่เพียงแค่ช่องทางการสื่อสาร แต่ยังเป็นสิ่งเชื่อมต่อและเข้าถึงความต้องการของผู้บริโภค ทำให้เห็นพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายมากขึ้น นำไปสู่การคิดค้นกลยุทธ์การสื่อสารทางการตลาดเชิงรุก ควบคู่ไปกับการพัฒนาคอนเทนต์ต่างๆ และแคมเปญที่ส่งเสริมให้กลุ่มเป้าหมายมีส่วนร่วมกับแบรนด์

ปี 2566 โครงการ ‘ไก่ไทยจะไปอวกาศ’ สร้างกระแสทอล์กออฟเดอะทาวน์ระดับโลก เพียงเปิดตัวสร้างปรากฏการณ์จำนวนของการโพสต์ถึง 1,300 ล้านครั้ง ภายในเวลา 1 เดือน ทำให้แฮชแท็ก #ไก่ไทยจะไปอวกาศกับซีพี #CPMissiontoSpace ทะยานขึ้นอันดับ 1 เทรนด์ X Thailand อันดับ 3 เทรนด์ X Worldwide ขณะที่หนังโฆษณา ‘ครั้งแรกของโลก! ไก่ไทยจะไปอวกาศ กับ ซีพี’ มียอดผู้ชมมากกว่า 100 ล้านวิวในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย สร้างความเชื่อมั่นแก่คู่ค้าเพิ่มขึ้นจากการตอบรับสินค้ามากกว่า 1,000 ร้านค้า ภายใน 1 เดือน

ด้าน แคมเปญ ‘ไข่ตุ๋น CP’ ที่ได้ บิวกิ้น-พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล พรีเซ็นเตอร์ขวัญใจคนรุ่นใหม่ ด้วยหนังโฆษณาสุดน่ารักชวนพักซอฟต์ใจ พร้อมกลยุทธ์การสื่อสารด้านการตลาด ที่มียอดวิวสูงกว่า 26 ล้านวิวในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย และยังนำนวัตกรรม AR สร้างภาพสามมิติให้ทุกคนได้พักใจกับ ไข่ตุ๋น CP เพียงสแกนบนสื่อโฆษณาและสื่อ ณ จุดขาย พร้อมทั้ง แพลตฟอร์มใหม่ อย่าง ZEPETO โดยเลือกไอเท็มสุดพิเศษจากแบรนด์เพียง 30 วัน มีผู้เข้าร่วมเล่นเกม ทุบสถิติมากกว่า 14 ล้านยูสเซอร์ เป็นแคมเปญการตลาดผ่านโฆษณาภายในโลกเสมือนจริง ที่มีการเข้าชมสูงสุด อันดับ 2 ของโลกในปีที่ผ่านมา

ส่วน แคมเปญที่ประสบความสำเร็จ คือ ‘CP โบโลน่า สไปซี่’ พีพี-กฤษฏ์ อำนวยเดชกร ศิลปินเบอร์ 1 ของยุค ร่วมถ่ายทอดความเผ็ดร้อนและรสชาติแปลกใหม่ของผลิตภัณฑ์ สร้างปรากฏการณ์ #ซีพีโบโลน่าพริกxพีพี ขึ้นอันดับ 1 เทรนด์ X Thailand ภายใน 14 นาที ยอดรีโพสต์มากกว่า 40,000 ครั้ง สร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่วงการโฆษณาของไทยอีกด้วย

ซีพีเอฟ มุ่งผลิตและส่งมอบอาหารคุณภาพ ปลอดภัย มาตรฐานระดับโลก ควบคู่กับการคำนึงถึงคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพที่ดีสู่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ นวัตกรรม (Innovation) สุขภาพ (Wellness) และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Planet) ตลอดห่วงโซ่คุณค่า พร้อมกับศึกษาความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก เพื่อนำมาต่อยอดงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมทั้งออกแบบการสื่อสารและสร้างสรรค์แคมเปญที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคและเทรนด์ต่างๆ

ส.วิทยาศาสตร์สัตว์ปีกโลก หนุนกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน ในงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี

0

สมาคมวิทยาศาสตร์สัตว์ปีกโลก สาขาประเทศไทย (World’s Poultry Science Association Thailand Branch : WPSA THAI) ชี้การขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนของอุตสาหกรรมนี้ ต้องมุ่งเน้นความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม การเพิ่มประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมสัตว์ปีก ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ให้กับสังคม ชุมชน และเศรษฐกิจโดยรวม มุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)

นายสัตวแพทย์ศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ นายกสมาคมวิทยาศาสตร์สัตว์ปีกโลก สาขาประเทศไทย เปิดเผยว่า สมาคมฯ มุ่งมั่นพัฒนาอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ปีกให้สอดคล้องกับมาตรฐานระดับโลก ด้วยการสนับสนุนการพัฒนาและค้นคว้าวิจัยในห่วงโซ่การผลิต ทั้งระบบฟาร์มและอาหารสัตว์ เพื่อลดการสูญเสียในกระบวนการผลิต เช่น การวิจัยและพัฒนาสูตรอาหารให้เหมาะกับการเติบโตของสัตว์ในแต่ละช่วงวัย เป็นนวัตกรรมที่จะช่วยส่งเสริมการทำงานระบบการย่อยอาหารของสัตว์ทั้งกระเพาะอาหารและสำไส้ ให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และจะมีส่วนช่วยลดการปล่อยของเสียจากสัตว์ได้ เพิ่มความสมดุลให้กับสิ่งแวดล้อมก้าวตามเป้าหมายของโลกในการเข้าสู่ Net Zero

นายสัตวแพทย์ศักดิ์ชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า สมาคมฯ มุ่งมั่นในการพัฒนาอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ปีกให้สอดคล้องกับมาตรฐานระดับโลก พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารให้ผู้บริโภคทั่วโลก การประชุมและสัมมนาเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมประชุมเข้าถึงข้อมูลด้านวิชาการการผลิตสัตว์ปีก พร้อมเผยแพร่ความรู้ แนวความคิด และติดตามข้อมูลข่าวสาร วิทยาการใหม่ๆ จากผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการและคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ในอุตสาหกรรมสัตว์ปีก ทั้งยังเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกันเพื่อที่จะเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมผลิตสัตว์ปีกต่อไป

สำหรับการประชุมใหญ่สามัญ และงานสัมนาวิชาการประจำปี 2566 ในครั้งนี้ มุ่งเน้นความรู้และนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการผลิตสัตว์ปีกที่ยั่งยืน ภายใต้หัวข้อ Precision Poultry Nutrition for Sustainability ที่จะช่วยบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากฟาร์มปศุสัตว์ ซึ่งงานวิจัยพบว่าภาคปศุสัตว์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อการผลิตอาหาร 1 กิโลกรัม มากที่สุดคือ ฟาร์มวัว (99 กิโลกรัม) ฟาร์มแกะเนื้อ ฟาร์มวัวนม ฟาร์มกุ้ง ฟาร์มปลา ฟาร์มหมู และฟาร์มเลี้ยงไก่ (9.9 กิโลกรัม) ตามลำดับ ซึ่งการนำเทคโนโลยีมาใช้จัดการตั้งแต่ต้นทางวัตถุดิบอาหารสัตว์ ส่วนผสม และนวัตกรรมสูตรอาหารสัตว์ จะช่วยทำให้สัตว์สามารถย่อยอาหารได้สมบูรณ์ ลดของเสียในกระบวนการผลิต โดยเฉพาะช่วยลดการปล่อยก๊าซไนโตรเจน ที่มาจากมูลสัตว์ และมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม ซึ่งผู้ผลิตเนื้อสัตว์และฟาร์มจำเป็นต้องตระหนักในเรื่องเหล่านี้

ประเทศไทยเป็นผู้นำและมีชื่อเสียงด้านอุตสาหกรรมสัตว์ปีกในระดับสากลมาอย่างยาวนาน และการส่งออกสัตว์ปีกของไทยติดอันดับต้นๆ ของโลกมาโดยตลอด เป็นอุตสาหกรรมที่สร้างงานสร้างรายได้ให้กับทุกภาคส่วน ทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการภาคธุรกิจ โดยตัวเลขการส่งออกเนื้อไก่ ปี 2566 ทั้งเนื้อไก่สด และเนื้อไก่แปรรูป ทั้งหมดจำนวน 1.097 ล้านตัน มูลค่ากว่า 1.47 แสนล้านบาท แบ่งเป็นการส่งออกไปประเทศญี่ปุ่นเป็นอันดับ 1 ที่ 42% อันดับ 2 ประเทศอังกฤษ 15% อันดับ 3 กลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) 13% และจีน 11% ขณะที่เนื้อเป็ดทั้งสดและแปรรูป มีการส่งออก ในปี 2566 รวมทั้งหมด 4.79 พันตัน แบ่งเป็นส่งออกไปประเทศญี่ปุ่น 52% รองลงมาประเทศอังกฤษ และอียู

ทั้งนี้ การศึกษาค้นคว้าวิจัย และพัฒนาด้านเทคโนโลยีการผลิต ทั้งระดับฟาร์ม ระดับโรงงาน และการแปรรูป มีความจำเป็นและสำคัญมากต่อการส่งออก รวมถึงเรื่องการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงพาณิชย์ ทูตเกษตรที่อยู่ในต่างประเทศ เพื่อหาตลาดใหม่ และขยายตลาดให้เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับการแข่งขันที่สูง รวมทั้งสถานการณ์สงครามที่ยืดยื้อ เป็นสิ่งที่ต้องตระหนักและเฝ้าระวัง เพื่อเตรียมพร้อมปรับรูปแบบการผลิตให้ทันต่อสถานการณ์โลก โดยเฉพาะเรื่องการผลิตอย่างยั่งยืน ที่เป็นเทรนด์โลกอยู่ในขณะนี้

ตลาดหลักทรัพย์ฯ แจง หุ้น MGI ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำ short selling

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ออกหนังสือชี้แจงกรณีหุ้น MGI มีเนื้อหาว่า ตามที่ปรากฏข่าวการให้สัมภาษณ์ของผู้บริหาร MGI ในหลายสื่อ เนื้อหาระบุว่า มีการทำ Naked short selling โดยใช้ Robot trading และมีการเข้ามาแอบแฝงเก็บหุ้นผ่าน NVDR ในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2567 นั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอให้ข้อเท็จจริง เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องก่อนเข้าซื้อขาย MGI ดังนี้

  1. MGI เป็นหลักทรัพย์ที่ไม่ได้รับการอนุญาตให้ทำ short selling: โดยหลักการหลักทรัพย์ที่ได้รับอนุญาตต้องเป็นหลักทรัพย์มีขนาดใหญ่และสภาพคล่องสูงเท่านั้น โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะประกาศรายชื่อให้ผู้ลงทุนทราบผ่าน SET website
  2. การซื้อขายในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ และ 1 มีนาคม 2567 (ราคาปิด MGI อยู่ที่ -30.27% และ +6.59% ตามลำดับ) พบว่า
    • เป็นการซื้อขายของผู้ลงทุนรายย่อยประมาณ 98% ในขณะที่ซื้อขายด้วย Program trading มีประมาณ 2% ซึ่งมีหุ้นในจำนวนเพียงพอก่อนขาย ทั้งนี้ สัดส่วนการซื้อขายของ Program trading ตั้งแต่เข้าซื้อขายวันแรก – 1 มีนาคม 2567 ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ คือ อยู่ที่ประมาณ 3%
    • ผู้ลงทุนไทยที่ซื้อขายผ่าน Thai NVDR อยู่ที่ 2.8% โดยจากการปิดสมุดทะเบียนล่าสุด (9 มกราคม 2567) ผู้ถือผ่าน Thai NVDR รายใหญ่ เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้น 10 อันดับแรกของ MGI (สามารถทราบรายชื่อผู้ถือ Thai NVDR ได้จาก SET website)
    • สภาพการซื้อขายมีความผันผวน และเก็งกำไรสูง โดยมีราคาเกินกว่าปัจจัยพื้นฐาน และไม่พบ Material information สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ดังนี้
      • P/E และ P/BV ที่ 85.41 และ 22.40 เท่า ตามลำดับ
        • อัตราการหมุนเวียนเปลี่ยนมือที่แสดงภาวะการเก็งกำไร อยู่ที่ประมาณวันละ 7% (ในขณะที่ mai อยู่ที่ 0.25%)
        • สารสนเทศที่แจ้งเพิ่มเติมในวันที่ 1 และ 4 มีนาคม 2567 เป็นการดำเนินการตามธุรกิจปกติของบริษัท ที่ได้เปิดเผยลักษณะธุรกิจดังกล่าวในหนังสือชี้ชวนเสนอขายหุ้นต่อประชาชน (IPO) แล้ว  

ปัจจุบัน MGI เป็นหลักทรัพย์ที่อยู่ในมาตรการกำกับการซื้อขายระดับสูงสุด ดังนั้นหากสภาพการซื้อขายเปลี่ยนแปลงไม่สอดรับกับพื้นฐานและเข้าตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ MGI จะถูกพักการซื้อขายเป็นเวลา 1 วัน จากนั้นเมื่ออนุญาตให้ซื้อขาย จะยังคงห้าม Net settlement ห้ามนำเป็นหลักประกันในการคำนวณวงเงินซื้อขาย และต้องซื้อด้วยบัญชี Cash Balance เท่านั้น เป็นเวลา 3 สัปดาห์ นับแต่วันที่ประกาศใหม่ ซึ่งเกณฑ์ดังกล่าวกำหนดใช้กับทุกหลักทรัพย์ที่มีสภาพผิดปกติ

ตามไปดู “บ้านธรรมชาติล่าง จ.ตราด” CPF หนุนชุมชนต้นแบบยั่งยืน

0

“วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวบ้านธรรมชาติล่าง” ต.คลองใหญ่ อ.แหลมงอบ จ.ตราด จากชุมชนทางผ่านสู่เกาะช้าง สู่การพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง โดยการสนับสนุนของ CPF ทั้งการช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ และดูแลคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนอย่างต่อเนื่อง ด้วยเป้าหมาย “สร้างคุณค่าร่วมทางสังคม” สร้างประโยชน์ในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

กระทั่งเป็น “โมเดลต้นแบบการเติบโตอย่างยั่งยืน” กลายเป็นชุมชนแห่งรอยยิ้ม ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว สนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง…

รู้เก็บรู้ออม : ประกันชีวิตแบบที่ใช่!!

0

สัปดาห์ที่แล้ว “คุณนายพารวย” พูดถึงการวางแผนการเงินในแต่ละช่วงอายุ รวมถึงการวางแผนการเงินล่วงหน้าเพื่อตระเตรียมตัวก่อน/หลังแต่งงาน แต่ถึงแม้ว่าเราจะสามารถออกแบบชีวิตเราเองได้ แต่ชีวิตคนเราไม่มีอะไรแน่นอน

หลายคนคิดเรื่องการทำประกันชีวิต เพื่อคุ้มครองตัวเราและครอบครัว จากความไม่แน่นอนของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บไข้ได้ป่วย, อุบัติเหตุ หรือเหตุการณ์อื่นๆ ที่ไม่ได้คาดคิด อย่างไรก็ตาม เราควรจะศึกษาและทำความเข้าใจกับประเภทของประกันชีวิต เพื่อจะได้เลือกประกันที่ตอบโจทย์และความต้องการของตัวเองได้ดีที่สุด

บทความเรื่อง “ประกันชีวิตแบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ” โดยคุณพิชญา ซุ่นทรัพย์, นักวางแผนการเงิน สมาคมนักวางแผนการเงินไทย บนเว็บไซต์ set.or.th ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พูดถึงประกันชีวิตแบบพื้นฐานที่ต้องรู้ และเลือกให้เหมาะกับตัวเอง โดยแบ่งตามลักษณะการคุ้มครองและผลประโยชน์ ออกเป็น 4 แบบประกันหลัก ที่ช่วยปกป้องความมั่งคั่งทั้งชีวิตของเรา

ประกอบไปด้วย 1.ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความคุ้มครองการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร หรือคุ้มครองหนี้สินในกำหนดเวลา เช่น 5 ปี 10 ปี 15 ปี หรือ 20 ปี โดยบริษัทประกันจะจ่ายเงินคืนให้หากเสียชีวิตภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่คนไทยไม่ค่อยนิยมประกันแบบนี้เท่าไร เพราะแม้ว่าจะให้ทุนประกันสูง แต่เบี้ยประกันเป็นแบบจ่ายทิ้ง และไม่ได้เงินคืนตอนครบกำหนดกรมธรรม์

2.ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ เหมาะสำหรับคนที่เป็นเสาหลักหาเลี้ยงครอบครัว อยากเหลือมรดกไว้ให้กับลูกหลาน โดยเป็นประกันแบบคุ้มครองตลอดชีพ จ่ายเงินคืนให้ผู้รับประโยชน์เมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิต หรือจ่ายเงินคืนให้ผู้เอาประกันเมื่อผู้เอาประกันมีอายุครบ 99 ปี เบี้ยประกันที่ส่งไม่ใช่แบบจ่ายทิ้ง นอกจากนี้ หากเกิดเหตุจำเป็นต้องใช้เงิน ก็สามารถขอกู้หรือเวนคืนกรมธรรม์ เพื่อนำเงินออกมาใช้ได้

3.ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ เป็นประกันแบบผสมระหว่างการคุ้มครองชีวิตและการออมเงิน บริษัทประกันจะจ่ายเงินคืนให้เมื่อเสียชีวิตหรืออยู่จนครบสัญญา ประกันแบบนี้จึงเหมาะสำหรับคนที่ต้องการออมเงินระยะยาว ให้ดอกเบี้ยสูงกว่าฝากเงินธนาคาร

และ 4.ประกันชีวิตแบบเงินได้ประจำ หรือแบบบำนาญ บริษัทประกันจะจ่ายเงินคืนให้เป็นงวดๆ เหมือนกับเงินบำนาญ ตั้งแต่อายุครบ 55 ปี หรือ 60 ปี ไปจนครบสัญญาหรือเสียชีวิต จึงเหมาะกับคนที่อยากเก็บเงินออมไว้ใช้จ่ายหลังเกษียณ ประกันแบบนี้จะมีเบี้ยที่สูงกว่า และความคุ้มครองที่น้อยกว่าประกันชีวิตแบบอื่น เพราะเป็นประกันที่เน้นการออมเงินเป็นหลัก

และเรายังสามารถเลือกทำประกันสุขภาพหรือประกันอุบัติเหตุแบบสัญญาเพิ่มเติม เพื่อให้กรมธรรม์ครอบคลุมค่าห้อง ค่ารักษา ค่าชดเชยรายวัน นอกจากนี้ เบี้ยประกันที่จ่ายไป ยังสามารถนำมาใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีตอนจ่ายภาษีประจำปีได้อีกด้วย

รู้แบบนี้แล้ว ก็จะช่วยให้เราสามารถเลือกทำประกันชีวิตให้ตรงกับความต้องการของตัวเอง และความสามารถในการจ่ายค่าเบี้ยประกันได้!

ผู้เลี้ยงหมูวอนรัฐ ขอขายหมูตามโครงสร้างต้นทุน หลังหมูเถื่อนทำอ่วมขาดทุนสะสม

0
สุนทราภรณ์ สิงห์รีวงศ์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ

ผู้เลี้ยงหมู ขอร้องรัฐบาลพิจารณานำกลไกตลาดและโครงสร้างต้นทุนมาใช้ เพื่อยกระดับราคาหมูในประเทศให้เป็นธรรมกับทุกฝ่าย เนื่องจากต้นทุนการผลิตยังสูงและราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มยังไม่สามารถแตะต้นทุนที่ 80 บาทต่อกิโลกรัมได้ ซ้ำร้ายโดนราคาประกาศของราชการปรับลดสองสัปดาห์ต่อเนื่องรวม 4 บาทต่อกิโลกรัม

นายสุนทราภรณ์ สิงห์รีวงศ์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปี 2567 เกษตกรผู้เลี้ยงหมูคาดหวังว่าราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มจะปรับขึ้นสู่ระดับ 80 บาทต่อกิโลกรัม ช่วงก่อนตรุษจีนที่ผ่านมา แต่สถานการณ์ไม่เป็นไปตามที่คาดไว้เนื่องจากผลผลิตจากการฟื้นฟูฟาร์มหลังโรคระบาด ASF ออกสู่ตลาดมากขึ้น ประกอบกับหมูเถื่อนยังถูกลักลอบระบายออกจากห้องเย็นมาสมทบกับผลผลิตหมูไทย ทำให้หมูล้นตลาดและกดราคาในประเทศจนต่ำกว่าต้นทุน เกษตรกรจึงต้องอยู่ในสภาพขาดทุนต่อเนื่อง ที่สำคัญหมูเถื่อนซึ่งมีผลต่อราคาตกต่ำในขณะนี้ ยังไม่สามารถปราบปรามให้หมดได้

สองสัปดาห์ที่ผ่านมา กรมการค้าภายในประกาศลดราคาแนะนำหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มต่อเนื่องรวม 4 บาทต่อกิโลกรัม โดยราคาปัจจุบันอยู่ที่ 64 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติปรับราคาคละสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มขึ้น 2 บาท อยู่ที่ 66 บาทต่อกิโลกรัม นอกจากจะเป็นราคาที่ไม่คุ้มทุนของเกษตรกรแล้ว ยังเป็นราคาที่ทำให้เกษตรกรขาดทุนสะสมเพิ่มมากขึ้น ทั้งที่เกษตรกรต้องอดทนแบกขาดทุนสะสมมานานกว่า 11 เดือนแล้ว

“ผู้เลี้ยงหมูขอเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณานำกลไกตลาด มาเป็นเครื่องมือสร้างความเป็นธรรมด้านราคาให้กับทุกฝ่าย ซึ่งจะเป็นแนวทางที่ทำให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ตามโครงสร้างต้นทุน เพราะต้นทุนเฉลี่ยของเกษตรกร 80-82 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับราคาประกาศของภาครัฐยังขาดทุนมาก” นายสุนทราภรณ์ กล่าว

นายสุนทราภรณ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติและสมาคมผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศ มีการหารือร่วมกันกับภาครัฐ ภาคเอกชน เพื่อหาแนวทางในการรักษาเสถียรภาพราคาสุกรในประเทศ เพื่อสร้างระบบอาหารมั่นคงให้กับคนไทยและสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างมั่นใจ ทั้งเรื่องมาตรฐาน คุณภาพ ความปลอดภัย และราคา หากแต่เกษตรกรยังต้องอยู่ในสภาพขาดทุนสะสมต่อเนื่องและราคาถูกกดให้ต่ำตลอดเวลาเช่นนี้ วงการหมูไทยคงไปไม่รอด ต้องมีคนออกจากอาชีพอีกจำนวนมาก

2 ปีที่ผ่านมา วงการหมูไทยประสบปัญหาราคาตกต่ำอย่างหนัก ซึ่งเป็นผลกระทบมาจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ 1.โรคระบาด ASF ทำให้ผลผลิตหายไป 50% 2.หมูเถื่อนระบาดทั่วประเทศ เข้าแทรกแซงกลไกตลาด กดราคาหมูไทย และ 3. สงครามรัสเซีย-ยูเครน ยืดเยื้อ ทำให้วัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับขึ้นมากกว่า 30% แม้จะปรับลงบ้างก็ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงต้นทุนพลังงาน ทำให้ต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ เกษตรกร ยังมีค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงฟาร์มเพื่อป้องกันโรคเพิ่มขึ้น จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาและอุปสรรคของคนเลี้ยงอย่างเป็นระบบและใช้กลไกตลาดในการปรับราคาให้เกิดความเป็นธรรมกับเกษตรกร และเร่งปราบปรามหมูเถื่อนให้หมดไป ซึ่งจะเป็นนโยบายที่สนับสนุนการสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศในระยะยาว