Home Blog Page 122

LH Bank -​ MTL ออกบัญชีเงินฝากออมทรัพย์คุ้มครองโรคร้าย LHB Health Care Savings “เจอ จ่าย จริง” คุ้มครองสูงสุด 1 ล.ไม่ต้องจ่ายค่าเบื้ยฯ

0

นายฉี ชิง – ฟู่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากข้อมูลปัจจุบันพบว่า คนไทยมีอัตราการเสียชีวิตมากที่สุดจาก 6 โรคร้าย อาทิ โรคมะเร็งและเนื้องอก โรคเบาหวาน โรคหัวใจขาดเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดในสมอง และโรคไต ซึ่งส่วนใหญ่มีผลมาจากพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิต ธนาคารจึงออกผลิตภัณฑ์เงินฝากออมทรัพย์ที่ให้มากกว่าดอกเบี้ย ที่คุ้มครองโรคร้ายสูงสุดมากถึง 30 โรคร้าย ที่ตอบโจทย์การออมเงินและการดูแลสุขภาพ เพิ่มความอุ่นใจ หมดความกังวลหากตรวจพบโรคร้าย ซึ่งความโดดเด่นของบัญชีเงินฝากออมทรัพย์คุ้มครองโรคร้าย “LHB Health Care Savings” คือ เจอ จ่าย จริง โดยลูกค้าจะได้รับความคุ้มครองสูงสุดถึง 30 โรคร้าย โดยมีวงเงินคุ้มครองสูงสุด 1 ล้านบาท โดยลูกค้าไม่ต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันภัย และยังได้รับดอกเบี้ยทุกเดือน อัตราดอกเบี้ย 0.75% ต่อปี ฝาก ถอน โอน จ่าย สะดวก ยิ่งฝากมากยิ่งรับความคุ้มครองมาก

บัญชีเงินฝากออมทรัพย์คุ้มครองโรคร้าย “LHB Health Care Savings” สำหรับบุคคลธรรมดา ที่มีอายุตั้งแต่ 18 – 65 ปี สามารถเปิดบัญชีได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ฝากขั้นต่ำเพียง 100,000 บาท ไม่จำกัดจำนวนเงินฝากสูงสุด แต่วงเงินคุ้มครองสูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาท รับประกันภัยโดยบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ซึ่งเชื่อว่า “บัญชีเงินฝากออมทรัพย์คุ้มครองโรคร้าย (LHB Health Care Savings)” ที่ธนาคารได้คัดสรรมาเป็นพิเศษนี้จะเป็นตัวเลือกที่ดีและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม ให้สามารถวางแผนจัดการค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพได้ในอนาคต

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เมืองไทยประกันชีวิต รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ยกระดับการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์บัญชีเงินฝากออมทรัพย์คุ้มครองโรคร้าย “LHB Health Care Savings” ซึ่งสามารถ ตอบโจทย์ได้ทั้งการสร้างความมั่งคั่งจากการออมเงิน ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิต และการเข้าถึงความคุ้มครอง ด้านสุขภาพจากโรคร้ายแรงที่ครอบคลุมถึง 30 โรค ซึ่งช่วยสร้างความอุ่นใจให้กับลูกค้า หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน ก็สามารถรับเงินก้อนเพื่อดูแลรักษาสุขภาพได้โดยไม่กระทบเงินออม โดยความคุ้มครอง 30 โรคร้ายแรงนี้ ครอบคลุมทั้งโรคมะเร็งระยะลุกลาม โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง โรคไวรัสตับอักเสบขั้นรุนแรง โรคหลอดเลือดสมองแตกหรืออุดตันโรคสมองเสื่อมชนิดอัลไซเมอร์ โรคเยื่อหุ้มสมองและไขสันหลังอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย และโรคหลอดลมปอดอุดกั้นเรื้อรังขั้นรุนแรงหรือโรคปอดระยะสุดท้าย เป็นต้น

นอกจากนี้ ลูกค้าผลิตภัณฑ์บัญชีเงินฝากออมทรัพย์คุ้มครองโรคร้าย “LHB Health Care Savings” ยังสามารถเข้าถึงนวัตกรรมด้านการบริการของเมืองไทยประกันชีวิต เช่น MTL Click Application ที่รวบรวมทุกบริการของเมืองไทยประกันชีวิต ให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับคุณ ในเรื่องการเช็คกรมธรรม์เพื่อดูผลประโยชน์และความคุ้มครอง รวมถึงบริการ MTL Health Buddy ผู้ช่วยด้านสุขภาพครบวงจร สามารถปรึกษาปัญหาสุขภาพกับแพทย์อายุรกรรมผู้เชี่ยวชาญ แพทย์เฉพาะทาง ค้นหาแพทย์ที่เหมาะกับโรค การทำนัดหมายติดต่อเข้ารับการรักษาผ่านเครือข่ายโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ เพียงโทร. 0 2290 2424 กด 3 และ MTL Fit Application ตัวช่วยด้านการออกกำลังกายที่จะทำให้คุณรู้จักสุขภาพของตัวเองได้ดียิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการสร้างการเข้าถึงได้ของประกันชีวิตให้กับทุกๆ คนในสังคม (Democratizing Insurance) ด้วยการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างได้อย่างเข้าใจ และเข้าถึงได้จริง เพื่อเป็นส่วนช่วยให้ทุกคนได้มีหลักประกันที่มั่นคง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความสุข และรอยยิ้มแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย
ลูกค้าที่สนใจสามารถเปิดบัญชี เงินฝากออมทรัพย์คุ้มครองโรคร้าย “LHB Health Care Savings” ได้แล้วที่ LH Bank ทุกสาขาทั่วประเทศ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.lhbank.co.th หรือ โทร.1327

หมายเหตุ

  • ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะนายหน้าประกันชีวิต เป็นผู้นำเสนอผลิตภัณฑ์ด้านประกันชีวิต และอำนวยความสะดวกในการรับชำระเบี้ยประกันภัยเท่านั้น โดย บมจ. เมืองไทยประกันชีวิต จะเป็นผู้รับผิดชอบเงื่อนไขความคุ้มครอง และสิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไข ซึ่งระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย
  • เงื่อนไขเป็นไปตามที่ บมจ.เมืองไทยประกันชีวิตกำหนด
  • การพิจารณารับประกันภัยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของบริษัทฯ
  • บริการ MTL Health Buddy บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต เป็นเพียงผู้แนะนำการบริการให้กับลูกค้าเท่านั้น/การบริการนี้สำหรับคำแนะนำให้การรักษาพยาบาลกรณีบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยที่ไม่ฉุกเฉิน หรือไม่เร่งด่วน เท่านั้น /เงื่อนไขเป็นไปตามที่ บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต และโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการกำหนด
  • ระยะเวลาของความคุ้มครองภายใต้กรมธรรม์ประกันชีวิตกลุ่มแบบชั่วระยะเวลา และสัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยซีไอกลุ่ม ในโครงการนี้จะมีผลตามเงื่อนไขที่ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กำหนด

ตามไปดูน้องๆ รร.บ้านหนองโบสถ์ นครสวรรค์ เรียนรู้ทักษะเลี้ยงไก่ไข่ “โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” ต่อยอดสู่อาชีพ สร้างแหล่งอาหารชุมชน

0

มื้อกลางวันของ โรงเรียนบ้านหนองโบสถ์ อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์ ภายใต้ “โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” ดำเนินการโดยมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ในการสนับสนุนของ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของไข่เจียว เมนูโปรดของนักเรียนทุกคน โดยมีเด็กๆร่วมกับครูผู้รับผิดชอบกำลังช่วยกันปรุงเป็นอาหารกลางวันในวันนี้ ที่สำคัญไข่ไก่ที่นำมาปรุงเป็นเมนูต่างๆ ทั้งไข่ตุ๋นทรงเครื่อง ไข่พะโล้ และไข่ลูกเขย ที่เด็กๆ โหวตให้เป็นเมนูแสนอร่อยในดวงใจ ก็ได้มาจากฝีมือการเลี้ยงของทุกคน ไข่ไก่จึงไม่ใช่แค่ “อาหารกลางวัน” ของน้องๆ แต่ยังเป็น “ความภูมิใจ” ที่พวกเขาได้ลงมือเลี้ยงแม่ไก่ไข่ให้ได้ผลผลิตไข่ไก่คุณภาพปลอดภัยสำหรับทุกคน

ประเสริฐศรี ฉิมปาน ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองโบสถ์ บอกว่า สุขภาพร่างกายของเด็กนักเรียนเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะสุขภาพที่ดีย่อมทำให้เด็กๆมีกำลังกายในการศึกษาเล่าเรียน และอาหารโปรตีนคุณภาพดีอย่างไข่ไก่ก็จะเป็นผู้ช่วยชั้นดีในการบำรุงร่างกายและสมองของพวกเขา จึงเป็นที่มาของการสมัครเข้าร่วม “โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน”

โรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนขนาดเล็กมีนักเรียน 60 กว่าคน และมีเด็กๆในศูนย์เด็กเล็กก่อนวันเรียนอีก 50 คน จึงได้รับการพิจารณาให้เข้าร่วมโครงการเลี้ยงไก่ไข่ฯ โดยรุ่นแรกได้รับการสนับสนุนแม่พันธุ์ไก่ไข่ 100 ตัว พร้อมอาหารไก่ไข่ รวมทั้งการสร้างโรงเรือนเลี้ยงไก่มาตรฐาน และมีนักสัตวบาลผู้เชี่ยวชาญจากซีพีเอฟมาให้ความรู้สนับสนุนวิชาการด้านการเลี้ยงไก่ไข่ การดูแลตั้งแต่เริ่มต้นเลี้ยงจนถึงปลดแม่ไก่ เพื่อให้ครูผู้ดูแลและน้องๆ นักเรียนมีพื้นฐานที่สามารถบริหารจัดการโครงการได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งแนะนำการขาย การตลาด และบริหารให้มีเงินทุนส่งให้รุ่นต่อไป ทำให้โรงเรียนพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนและดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง

“ปัจจุบันเราเลี้ยงไก่ไข่เป็นรุ่นที่ 2 โดยรุ่นแรกได้รับการสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์แม่พันธุ์และอาหารสัตว์ฟรีจากโครงการฯ ในแต่ละวันผลผลิตไข่ไก่ที่ได้จะจำหน่ายเข้าสู่ระบบสหกรณ์ เพื่อจำหน่ายต่อให้กับโครงการอาหารกลางวัน สำหรับใช้ปรุงประกอบเป็นอาหารกลางวันนักเรียน ส่วนที่เหลือจะจำหน่ายให้กับผู้ปกครองและชาวชุมชน โครงการฯ นี้จึงไม่เพียงเป็นแหล่งอาหารที่มั่นคงของนักเรียนทุกคน แต่ยังเป็นคลังอาหารของชุมชนด้วย” ผอ.ประเสริฐศรี กล่าว

โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน รุ่นแรกสร้างรายได้กลายเป็นเงินทุนสะสมสำหรับดำเนินโครงการได้ถึงกว่า 50,000 บาท สามารถนำไปต่อยอดการเลี้ยงไก่รุ่นใหม่ โดยขยายการเลี้ยงไก่เป็น 150 ตัว รองรับความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้น ส่วนแม่ไก่รุ่นแรกที่เลี้ยงมาแล้ว 1 ปี ซึ่งได้อายุปลดระวางแล้ว ผอ.ประเสริฐศรี ครูและนักเรียน มีความเห็นตรงกันว่าควรทำการศึกษาต่อจากสมมุติฐานที่ว่า แม่ไก่ยังคงให้ผลผลิตที่ดี น่าจะสามารถเลี้ยงต่อไปได้ จึงย้ายแม่ไก่ทั้งหมดลงเลี้ยงในโรงเรือนใหม่ในรูปแบบปล่อยพื้น เป็นแม่ไก่ไข่อารมณ์ดี พร้อมบันทึกการให้ผลผลิตต่อเนื่อง และวางแผนเลี้ยงต่อให้ได้ 1 ปีครึ่ง จึงจะปลดแม่ไก่ นี่จึงไม่ใช่เพียงการสร้างคลังอาหารในโรงเรียน แต่ยังเป็นการศึกษาทดลอง จากการเด็กๆรู้จักสังเกต เกิดการตั้งคำถาม และพิสูจน์สมมุติฐาน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในการเรียนรู้ ที่ประยุกต์สู่การเรียนการสอนและการทดลองอย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน นักเรียนยังได้ฝึกความรับผิดชอบ โดยมีพี่ๆชั้นประถมปีที่ 6 เป็นพี่ใหญ่นำน้องๆ แบ่งเวรกันเก็บไข่ไก่ในเวลา 09.00 น. ของทุกวัน จากนั้นเวลา 15.00 น. จึงช่วยกันเกลี่ยอาหารและให้อาหารเพิ่ม ทักษะเหล่านี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันและพัฒนาทักษะด้านอาชีพได้ และไข่ไก่คุณภาพดีที่ผลิตได้ ทำให้เด็กๆได้รับประทานไข่ไก่สด สะอาด ปลอดภัย นอกจากนั้น ยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับโรงเรียนและชุมชน ทั้งไข่ไก่ และผักต่างๆที่นักเรียนรับผิดชอบในการปลูก ดูแล และเก็บเกี่ยวผลผลิต ทั้งผักบุ้ง ผักสวนครัว พืชสมุนไพร และเห็ดนางฟ้า ที่นำเข้าโครงการอาหารกลางวัน และส่วนที่เหลือนำไปจำหน่ายแก่ชาวชุมชนในราคาย่อมเยา เกิดเป็นกิจกรรมสร้างเสริมหลักการประกอบอาชีพ รู้จักการขาย การตลาด ซึ่งรายได้ที่เกิดขึ้นนำมาเป็นกองทุนหมุนเวียนโครงการฯ ต่อยอดเป็นกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญนักเรียนยังมีเงินออมจากการขายไข่ กลายเป็นเงินออมเพื่อศึกษาต่อ โดยหลังจากปลดแม่ไก่รุ่นแรก สามารถจัดสรรเงินทุนเพื่อการศึกษาต่อให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ทุนละ 1,500 บาท ได้ถึง 6 ทุน

นอกจากนี้ เด็กๆยังนำไข่ไก่ไปแปรรูปเป็นขนมโดนัทและขนมวาฟเฟิล เพื่อจำหน่ายให้กับนักเรียนและชุมชน เกิดเป็นกิจกรรมเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียน ช่วยส่งเสริมทักษะอาชีพ และโรงเรียนยังส่งเสริมให้นักเรียนนำผลิตภัณฑ์แปรรูป ร่วมมอบในงานบุญ โรงทาน และงานการกุศลต่างๆ เป็นการฝึกให้พวกเขารู้จักการแบ่งปันแก่ผู้อื่น

ด.ช.พงศธร ก้อนทอง หรือน้องปอน นักเรียนชั้นป.6 บอกว่า ดีใจที่ได้ร่วมโครงการเลี้ยงไก่ไข่ฯ ทำให้นักเรียนได้รับประทานไข่ไก่สด สะอาด ที่เด็กๆเป็นผู้ดูแลด้วยตัวเอง ช่วยให้ได้ฝึกทักษะอาชีพที่สามารถนำไปต่อยอดในชีวิตประจำวัน และเป็นพื้นฐานอาชีพในอนาคตได้ ส่วน ด.ช.ธีวสุ บุรินทร์ หรือน้องภูผา นักเรียนชั้นป.5 เสริมว่า โครงการฯนี้ ช่วยฝึกความซื่อสัตย์ มีวินัย และรู้จักการทำงานเป็นทีม ทางด้าน ด.ญ.ศุภาพิชญ์ มหาพันธ์ หรือน้องออย กล่าวขอบคุณเครือซีพี ซีพีเอฟ และมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ที่ช่วยสนับสนุนโครงการฯ พวกเราจะดูแลโครงการฯนี้ให้ดีที่สุด ให้มีความต่อเนื่องไปถึงน้องๆรุ่นต่อไป เราภูมิใจที่ได้เป็นต้นทางอาหารปลอดภัย และดีใจที่โรงเรียนของเรากลายเป็นแหล่งศึกษาดูงานของโรงเรียนต่างๆ

โรงเรียนบ้านหนองโบสถ์ กลายเป็นต้นแบบของความสำเร็จในการบริหารจัดการโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน ที่บรรลุวัตถุประสงค์ในการสร้างแหล่งอาหารมั่นคงในโรงเรียนเพื่อสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนมีสุขภาพดีจากการได้บริโภคไข่ไก่ และยังสามารถต่อยอดความสำเร็จของโครงการฯ สู่โครงการเกษตรอื่นๆ และยังเป็นแหล่งอาหารของชุมชนได้อย่างยั่งยืน

Carbon Emission ของบริษัทจดทะเบียนไทย

0

ภาวะโลกร้อนที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในอนาคต คือปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของโลก ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ทุกภาคส่วนต้องมีการบริหารจัดการความเสี่ยงเพื่อลดโอกาสที่จะเกิดความเสียหายต่อทรัพยากรขององค์กรและผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่จัดขึ้นที่ประเทศสกอตแลนด์หรือ COP26 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการรวมพลังกันหลายองค์กรเพื่อแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยมีการเสนอแนวทางและบทบาทของสถาบันการเงินและการลงทุนในการสนับสนุนเทคโนโลยีสะอาดและการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการการเงินที่มีเป้าหมายในการลดการปล่อยคาร์บอนภายในปี 2030 และปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี 2050

ปัจจุบันมีเกณฑ์ และมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนองค์กรเพิ่มขึ้นมากมายทั่วโลก โดยข้อมูลก๊าซเรือนกระจกเป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่รวมอยู่ในเกณฑ์ และมาตรฐานดังกล่าว ทั้งนี้ ภารกิจสำคัญประการหนึ่งของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คือ การพัฒนาตลาดทุนให้ยั่งยืน ด้วยการช่วยเสริมสร้างรากฐานที่แข็งแรง แก่ผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อให้พร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ในส่วนของบริษัทจดทะเบียน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้มีการช่วยยกระดับคุณภาพและพัฒนา ศักยภาพให้ธุรกิจสามารถเติบโตและมีผลประกอบการที่ขยายตัวต่อเนื่อง อีกทั้งมีความมั่นคงทางการเงินไปพร้อมกับการดำเนินงานอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมภายใต้หลักบรรษัทภิบาล และยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความมั่นใจให้กับผู้ลงทุน โดยเฉพาะในกลุ่มของผู้ลงทุนที่มุ่งหวังที่จะลงทุนอย่างยั่งยืนและเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกสำรวจการกำกับดูแลกิจการของบริษัทจดทะเบียน (Corporate Governance Report: CGR) เป็นประจำทุกปี อีกทั้ง ยังส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนสมัครใจเข้าร่วมประเมินความยั่งยืนเพื่อได้รับผลประเมินหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings นอกจากนี้ยังได้จัดให้มีการมอบรางวัลด้านความยั่งยืน (Sustainability Awards) เพื่อประกาศเกียรติคุณบริษัทจดทะเบียนที่มีความโดดเด่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและยกย่องให้เป็นแบบอย่างแก่บริษัทอื่นๆ รวมถึงเป็นกำลังใจให้ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานของบริษัทจดทะเบียนที่มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจสู่ความยั่งยืนอีกด้วย โดยรายงานฉบับนี้จะพาไปสำรวจแนวทางการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนไทย ประโยชน์จากการใช้ข้อมูล ESG Data Platform สภาวะการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและความพร้อมในการเปิดเผยข้อมูล รวมถึงความท้าทายในการจัดการข้อมูลข้างต้น และการก้าวข้ามความท้าทาย

ข้อมูลด้านความยั่งยืนเป็นข้อมูลที่แสดงถึงนโยบาย ผลกระทบ และผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมของธุรกิจ ภายใต้ระบบการกำกับดูแลกิจการที่ดี หรือที่เรียกว่าข้อมูล ESG ซึ่งจะช่วยให้ผู้ลงทุนและผู้ใช้ข้อมูลได้เห็นถึงมุมมอง การดำเนินธุรกิจในมิติที่กว้างกว่าข้อมูลทางการเงิน ซึ่งจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นต่อองค์กรทั้งในด้านความสามารถในการจัดการธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส มีศักยภาพในการแข่งขัน และการสร้างผลตอบแทนในระยะยาว บริษัทควรมีการเผยแพร่ข้อมูลด้านความยั่งยืนให้ผู้มีส่วนได้เสียรับทราบเกี่ยวกับผลการดำเนินงานด้าน ESG อย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางต่างๆ เช่น รายงานประจำปี รายงานความยั่งยืน หรือเว็บไซต์ ซึ่งมีประโยชน์ต่อการตัดสินใจลงทุนเช่นเดียวกับข้อมูลทางการเงิน รวมถึงประโยชน์ด้านอื่นๆ เช่น ทำให้บริษัทสามารถนำข้อมูลผลการดำเนินงานด้าน ESG ไปพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงาน รวมถึงลดความเสี่ยงและสร้างโอกาสในการหารายได้ หรือลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ หรือ ทำให้ธุรกิจเข้าใจประเด็นสำคัญด้าน ESG ที่สอดคล้องกับกลยุทธ์องค์กรและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งจะนำไปสู่การบริหารจัดการอย่างเหมาะสม เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ โดยมีหลักการสำคัญ ดังนี้

บริษัทจดทะเบียนถูกกำหนดให้เปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานที่ครอบคลุมประเด็นด้าน ESG ตามแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี/รายงานประจำปี (แบบ 56-1 One Report) ที่เริ่มใช้บังคับตั้งแต่รอบบัญชีปี 2565 ทั้งนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้พัฒนาระบบ ESG Data Platform โดยเป็นนวัตกรรมโครงสร้างพื้นฐานที่จัดทำขึ้นร่วมกับภาคส่วนในตลาดทุน เพื่อให้เป็นระบบจัดการข้อมูลด้าน ESG ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ โดยระบบ ESG Data Platform มีจุดเด่น คือ การออกแบบชุดข้อมูลที่มีการจัดเรียงโครงสร้างอย่างชัดเจนหรือ Structured Data ที่เน้นนำเสนอข้อมูลเชิงปริมาณที่สามารถเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรม และข้อมูลทางการเงินอย่างสะดวก (ภาพที่ 3) โดยจะรวบรวมข้อมูล ESG พื้นฐานที่จำเป็นและเริ่มเผยแพร่ข้อมูลผ่านช่องทางต่างๆ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในระบบ SETSMART ภายในไตรมาสที่ 2 ของปี 2566 โดย SET ESG Data Platform นี้ประกอบด้วย 3 มิติหลักๆ ได้แก่

• มิติด้านสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย การจัดการพลังงาน (14 ตัวชี้วัด) การจัดการน้ำ (3 ตัวชี้วัด) การจัดการขยะและของเสีย (9 ตัวชี้วัด) การจัดการก๊าซเรียนกระจก (7 ตัวชี้วัด)
• มิติด้านสังคม ประกอบด้วย การพัฒนาพนักงาน (2 ตัวชี้วัด) การส่งเสริมความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมกับพนักงาน (2 ตัวชี้วัด) ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของพนักงาน (5 ตัวชี้วัด) ค่าตอบแทนของพนักงาน (3 ตัวชี้วัด) จำนวนพนักงาน จำแนกตามเพศ (5 ตัวชี้วัด) จำนวนพนักงาน จำแนกตามระดับตำแหน่ง (3 ตัวชี้วัด) จำนวนพนักงาน จำแนกตามอายุ (3 ตัวชี้วัด) จำนวนพนักงานชาย/หญิง จำแนกตามระดับตำแหน่ง (4 ตัวชี้วัด)จำนวนพนักงานชาย/หญิง จำแนกตามระดับตำแหน่ง (4 ตัวชี้วัด) พนักงานที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (4 ตัวชี้วัด)
• มิติด้านบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ องค์ประกอบของคณะกรรมการบริษัท (31 ตัวชี้วัด) ค่าตอบแทนรวมของกรรมการบริษัท (3 ตัวชี้วัด) ค่าตอบแทนรวมของผู้บริหารระดับสูง (3 ตัวชี้วัด)

เมื่อพิจารณาตัวเลขจากฐานข้อมูล ESG Data Platform บริษัทจดทะเบียนไทยมีแนวโน้มการเปิดเผยข้อมูลก๊าซเรือนกระจกเพิ่มมากขึ้น โดยจากจำนวนบริษัทจดทะเบียนใน SET และ mai ในปี 2023 ทั้งหมด 884 บริษัท มีบริษัทที่รายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) 445 บริษัท (คิดเป็น 50.3% ของบริษัททั้งหมด) เพิ่มขึ้นจาก 342 ในปี 2022 (คิดเป็นเพิ่มขึ้น 30%) ขณะที่จำนวนบริษัทที่ผ่านการทวนสอบการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์โดยผู้ทวนสอบเพิ่มขึ้น 47% (ตารางที่ 1) โดยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่รายงานมาบนระบบ ESG Data Platform ในปีล่าสุดอยู่ที่ 634 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ลดลงจากที่รายงานมาในปี 2022 ที่ 675 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (คิดเป็นลดลง 6.1%) นอกจากนี้ยังพบว่าปริมาณการปล่อย GHG ยังสัมพันธ์กับปริมาณการใช้ไฟฟ้าอีกด้วย โดย บจ. ที่เปิดเผยข้อมูลการใช้ไฟฟ้ามีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2021 ถึง 2023 แต่ปริมาณการใช้ไฟฟ้ารวมในปี 2023 กลับลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับปริมาณการปล่อย GHG (ภาพที่ 4) โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีปริมาณการปล่อย GHG สูง ได้แก่ กลุ่มพลังงาน กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และวัสดุก่อสร้าง และกลุ่มบริการ ตามลำดับ (ภาพที่ 5)

ในที่ประชุม COP26 ตัวแทนของไทยให้คำมั่นว่าจะบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emission) ภายในปี 2065 การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดเอง (Nationally Determined Contribution: NDC) ของประเทศไทยจะดำเนินการผ่านแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (NDC Roadmap on Mitigation) ระหว่างปี 2021-2030 ซึ่งแสดงศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดในปี 2030 เป็นจำนวน 115.6 ล้านตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สาขาที่มีศักยภาพสูงสุดในการลดคือภาคพลังงานและการขนส่ง โดยมีมาตรการสำคัญคือ การส่งเสริมการเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นแหล่งพลังงานหลักและการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานในกิจกรรมอุตสาหกรรมและการขนส่งจากโจทย์ Carbon Neutrality และ Net Zero ที่ได้ทำการตั้งเป้าหมายไว้ ทำให้มีคำถามว่าภาคธุรกิจมีการปรับตัวในเรื่องดังกล่าวมากน้อยเพียงใด ซึ่งการลดการปล่อยคาร์บอนไม่เพียงแต่เป็นการกระทำที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการลงทุนที่มีประโยชน์ต่อธุรกิจในระยะยาว เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดต้นทุนการดำเนินงาน และเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับบริษัท บริษัทควรตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยคาร์บอนเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังช่วยให้บริษัทปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับที่เข้มงวด และดึงดูดนักลงทุนที่มองหาการลงทุนที่ยั่งยืนและมีความรับผิดชอบต่อสังคม อย่างไรก็ดี บริษัทจดทะเบียนใน SET และ mai ที่มีการตั้งเป้าหมายเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะสั้นคิดเป็น 24% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด (ภาพที่ 6) และมีส่วนต่างระหว่าง เป้าหมายการปล่อยและปริมาณการปล่อย GHG จริงในปี 2023 อยู่ที่ 2.1 เท่า โดยกลุ่มอุตสาหกรรมมีจำนวนบริษัทที่มีการตั้งเป้าควบคุมการปล่อย GHG มากที่สุดได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี คิดเป็น 41% ของจำนวนบริษัทในกลุ่ม อีกทั้งหากพิจารณาส่วนต่างระหว่างเป้าหมายและปริมาณการปล่อย GHG ในปี 2023 ของกลุ่มเทคโนโลยีอยู่ที่ 0.9% เท่านั้น ในส่วนของกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีปริมาณการปล่อย GHG สูงอย่างเช่น กลุ่มพลังงาน กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง รวมถึง กลุ่มบริการ มีการตั้งเป้าหมายเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะสั้นค่อนข้างท้าทาย แสดงให้เห็นว่าบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวตระหนักถึงความสำคัญ และจำเป็นต้องเร่งจัดทำแผนงานการติดตามความคืบหน้าที่ชัดเจนเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Emissions) แบ่งออกเป็น 3 ขอบเขต (Scopes) ตามแนวทางของมาตรฐาน GHG Protocol เพื่อช่วยองค์กรประเมินและรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างครอบคลุมและเป็นระบบ โดย Scope 1 คือ การปล่อยโดยตรงซึ่งเป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากแหล่งที่บริษัทเป็น

เจ้าของหรือควบคุมโดยตรง เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงในหม้อต้ม เครื่องยนต์ และยานพาหนะที่ใช้ในการดำเนินงาน ส่วน Scope 2 การปล่อยทางอ้อมจากการใช้พลังงานซึ่งเป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการใช้พลังงานที่องค์กรซื้อจากภายนอก เช่น การใช้ไฟฟ้า ไอน้ำ ความร้อน และในส่วนของ Scope 3 คือ เป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมขององค์กร แต่เกิดขึ้นในแหล่งที่องค์กรไม่สามารถควบคุมได้โดยตรง ซึ่งรวมถึงการปล่อยก๊าซจากซัพพลายเชน การขนส่งสินค้า การเดินทางของพนักงาน การกำจัดขยะ

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้กำหนดให้บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยข้อมูลตามเกณฑ์ 56-1 One Report ซึ่งเกณฑ์ดังกล่าวครอบคลุมการเปิดเผยข้อมูลการปล่อย GHG Scope 1 และ Scope 2 อย่างไรก็ตามเกณฑ์ดังกล่าวยังเป็นแบบ comply or explain คือ มีเกณฑ์ให้ต้องเปิดเผยข้อมูล แต่หากไม่เปิดเผยสามารถชี้แจงเหตุผลได้ ในปี 2023 บริษัทจดทะเบียนไทยมีการเปิดเผยข้อมูลการปล่อย Scope 1, Scope 2 และ Scope 3 อยู่ที่ 56% 57% และ 39% ตามลำดับ (ภาพที่ 7) จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นว่าการเปิดเผยข้อมูลการปล่อย Scope 1 และ Scope 2 ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่บริษัทจดทะเบียนต้องเปิดเผยใน 56-1 One Report มีสัดส่วนมากกว่า Scope 3 ซึ่งยังเป็นการเปิดเผยตามความสมัครใจ นอกจากนี้ การรายงาน Scope 3 เป็นเรื่องยากเนื่องจากมีความซับซ้อนหลายประการที่ทำให้การเก็บรวบรวมข้อมูลและการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในส่วนนี้ท้าทายมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น ความซับซ้อนของซัพพลายเชน การต้องพึ่งพาข้อมูลจากหลายแหล่งโดยเฉพาะที่อยู่นอกการควบคุมของบริษัทมักมีปัญหาเรื่องความถูกต้องโปร่งใส มีรูปแบบและมาตรฐานที่แตกต่างกัน ทำให้การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเป็นเรื่องยากและมีต้นทุนส่วนเพิ่มซึ่งอาจเหมาะกับบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรในด้านต่างๆ พร้อมกว่า โดยสัดส่วนการเปิดเผยข้อมูลการปล่อย GHG Scope 1-3 เรียงจากมากไปน้อยได้แก่ SET50 SET100 non-SET100 และ mai ตามลำดับ

การเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) เป็นกระบวนการที่ท้าทายสำหรับบริษัทจดทะเบียนหลายๆ แห่ง เนื่องจากต้องเผชิญกับอุปสรรคและความซับซ้อนหลายประการ เช่น การเก็บรวบรวมข้อมูลการปล่อย GHG จากแหล่งต่างๆ ในบริษัทและซัพพลายเชนต้องใช้ทรัพยากรและเวลามาก การติดตามและรวบรวมข้อมูลจากกระบวนการผลิต การขนส่ง และการใช้พลังงานในกิจกรรมต่างๆ ของบริษัทอาจซับซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบริษัทที่มีขนาดเล็ก อาจมีหลายแห่งขาดความเชี่ยวชาญและทรัพยากรที่เพียงพอในการดำเนินการเก็บรวบรวม วิเคราะห์ การขาดทีมงานที่มีความรู้ความเข้าใจด้านนี้อาจทำให้การรายงานเป็นเรื่องยาก อีกทั้งการรายงานการปล่อย GHG ใน Scope 3 ต้องพึ่งพาข้อมูลจากผู้ขาย ผู้ผลิต และผู้ให้บริการในซัพพลายเชน การขาดความโปร่งใสและการไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่เชื่อถือได้จากบุคคลภายนอกเป็นอุปสรรคสำคัญในการรายงานข้อมูลที่ครบถ้วนและถูกต้อง การทำให้ระบบการจัดการข้อมูลมีประสิทธิภาพและการตรวจสอบข้อมูลโดยบุคคลที่สามอาจมีต้นทุนสูง อีกทั้งข้อมูลที่จัดเก็บไว้อาจพบว่าไม่ตรงหรือไม่ครอบคลุมกับมาตรฐานในประเทศหรือในระดับสากลที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น และยังมีพลวัตการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
การเผชิญกับความท้าทายเหล่านี้ บริษัทจำเป็นต้องมีการวางแผนและจัดการที่ดี ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเปิดเผยข้อมูลการปล่อย GHG ของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งไม่เพียงแต่ที่กำหนดเกณฑ์ภาคบังคับที่บริษัทจดทะเบียนต้องปฎิบัตติตาม ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังสนับสนุนในอีกหลายๆ รูปแบบ เช่น
• Facilitate โดยการสร้างระบบ SET ESG Data Platform ให้บริษัทจดทะเบียนได้ประโยชน์จากการเปิดเผยข้อมูลเพียงครั้งเดียวแล้วระบบจะนำไปคำนวณและแปลงค่าต่างๆ ให้สัมพันธ์กับมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG ต่างๆ เช่น GHG Protocol, Global Reporting Initiative (GRI), หรือ Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD) การกำหนดมาตรฐานเหล่านี้จะช่วยให้การรายงานมีความสม่ำเสมอ โปร่งใส และสามารถเปรียบเทียบได้ระหว่างบริษัทต่างๆ ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียว่าบริษัทปฏิบัติตามแนวทางที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา Carbon Calculator หรือเครื่องคำนวณคาร์บอน เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจไทยสามารถคำนวณคาร์บอนฟุตพรินท์ได้ด้วยตัวเอง
• Incentivize โดยสร้างแรงจูงใจให้บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยข้อมูลการปล่อย GHG โดยการนำเสนอสิ่งจูงใจทางการเงิน เช่น ลดค่าธรรมเนียม หรือนำเสนอรางวัลและการยกย่องบริษัทที่มีการดำเนินงานด้านความยั่งยืนและการลดการปล่อย GHG อย่างเป็นเลิศ การสร้างแรงจูงใจจะกระตุ้นให้บริษัทต่างๆ เห็นความสำคัญและมีความตั้งใจในการรายงานข้อมูลมากขึ้น
• Educate: โดยร่วมกับทางกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) พัฒนาโปรเจ็กต์นำร่องเพื่อเปิดโค้ชชิ่งธุรกิจต่างๆ เพื่อสามารถนำไปต่อยอดเพื่อวางระบบขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนให้กับธุรกิจของตัวเอง รวมทั้งการจับมือกับ 7 มหาวิทยาลัยชั้นนำ เพื่อร่วมพัฒนาหลักสูตรด้านการจัดการคาร์บอนเครดิต เพื่อช่วย

เพิ่มปริมาณบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเข้ามารองรับภายใน Ecosystem มากขึ้น การเสริมสร้างความรู้และทักษะนี้จะช่วยให้บริษัทสามารถรายงานข้อมูลได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ
• Collaborate: สร้างความร่วมมือกับองค์กรภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรด้านสิ่งแวดล้อม หรือสถาบันการเงิน เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูลการปล่อย GHG และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ในปี 2023 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนเพื่อความยั่งยืนของประเทศไทยตามที่กระทรวงการคลังเสนอการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thailand ESG Fund) เพื่อสนับสนุนการลงทุนในกองทุนรวมเป็นกลไกที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติด้านความยั่งยืน รวมทั้งเป็นการสนับสนุนการออมระยะยาวโดยให้ ก.ล.ต. ออกหลักเกณฑ์รองรับกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นที่อยู่ใน SET และ mai ที่ได้รับการคัดเลือกจาก SET ว่ามีความโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม หรือด้านความยั่งยืน (ESG) โดยมีการเปิดเผยข้อมูลการปล่อย GHG แผนการจัดการ และการตั้งเป้าหมายเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดปริมาณการปล่อย GHG ที่ผ่านการทวนสอบการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์โดยผู้ทวนสอบ จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีบจ. ที่ไม่ได้อยู่ใน SET ESG มีแรงจูงใจในการเปิดเผยข้อมูลการปล่อย GHG มากขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 43%

ด้วยวิธีการเหล่านี้ ตลาดหลักทรัพย์สามารถมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความโปร่งใส การตระหนักรู้ และการเปิดเผยข้อมูลการปล่อย GHG ให้มากขึ้น ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์และเกิดการต่อยอดไปถึงธุรกิจใหม่ๆ เช่น ตลาดคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งที่จะทำให้บริษัทสามารถบริหารจัดการการปล่อยมลพิษให้เหมาะสมกับแผนและมาตรการที่จะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ดียิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างของการนำข้อมูลส่วนหนึ่งใน SET ESG Data Platform มาทำการวิเคราะห์เท่านั้น ยังมีข้อมูลอีกหลายมิติที่นำมาใช้ประโยชน์หากท่านสนใจอย่าลืมเข้าไปติดตาม SETNOTE ที่เกี่ยวกับ SET ESG Data Showcase ได้ผ่านทาง SET Research ต่อไป


ปศุสัตว์นครราชสีมา ร่วมกับซีพีเอฟ เปิดตัว “โครงการสัตว์ปลอดโรค อาหารปลอดภัย”

0

ปศุสัตว์จังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดตัว “โครงการสัตว์ปลอดโรค อาหารปลอดภัย ครั้ง 1/2567” เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้และสร้างความเข้าใจให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกในพื้นที่และชุมชน เป็นการป้องกันและเฝ้าระวังโรคระบาดในสัตว์ปีกเชิงรุก ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคระบาด ให้เกษตรกรได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ ทำให้ได้วัตถุดิบเนื้อสัตว์ปลอดโรคและอาหารปลอดภัย

โครงการนี้เป็นการผนึกกำลังระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับธุรกิจของซีพีเอฟ ประกอบด้วย ธุรกิจไก่กระทง ธุรกิจไก่พ่อ-แม่พันธุ์ โรงงานแปรรูปเนื้อไก่ สายธุรกิจไก่เนื้อ1 และฟาร์มคอมเพล็กซ์ไก่ไข่จักราช โดยเปิดตัวกิจกรรมวานนี้ (18 มิถุนายน 2567) ที่ สำนักสงฆ์บ้านดอนทะยูง ตำบลสารภี อำเภอหนองบุญมาก จังหวัดนครราชสีมา โดยมี กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมงานกว่า 250 คน

นายพศวีร์ สมใจ ปศุสัตว์จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า กิจกรรมในวันนี้ปศุสัตว์จังหวัดนครราชสีมาและซีพีเอฟ นำเจ้าหน้าที่และสัตวแพทย์ลงพื้นที่ร่วมให้ความรู้เรื่องโรคระบาดของสัตว์ พร้อมสาธิตการผสมวัคซีนและการให้วัคซีนป้องกันโรคระบาดในสัตว์ปีกกับเกษตรกรในจังหวัด เพื่อให้ประชาชนที่รับมอบวัคซีนจากปศุสัตว์สามารถนำวัคซีนไปใช้ป้องกันโรคกับไก่ภายในครัวเรือนได้เอง เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดโรคติดต่อในสัตว์ปีกเกิดขึ้นในพื้นที่ทั้งในส่วนของฟาร์มไก่และไก่พื้นบ้านของประชาชน

โดยกิจกรรมเริ่มต้นที่อำเภอหนองบุญมาก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการเพาะเลี้ยงสัตว์ปีกมากที่สุดของจังหวัดนครราชสีมา มีฟาร์มในพื้นที่ 6 แห่ง และมีการส่งสัตว์ปีกออกสู่ตลาดต่อรุ่นมากกว่า 7.5 ล้านตัวต่อปี นอกจากนี้ยังมีไก่พื้นเมืองที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้กว่า 1 แสนตัว ดังนั้นการสร้างองค์ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกันโรคระบาดในสัตว์ปีกจึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะทำให้เกษตรกรลดความเสี่ยงในการสูญเสียผลผลิต และสร้างความมั่นใจในการบริโภคเนื้อสัตว์ปีกแก่ผู้บริโภคว่าได้บริโภคอาหารที่มีคุณภาพปลอดภัยปราศจากโรค

ด้าน นายสาคร ทวรรณกุล รองผู้อำนวยการด้านการผลิตไก่กระทง ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทได้ริเริ่มโครงการ “สัตว์ปลอดโรค อาหารปลอดภัย” ร่วมกับปศุสัตว์จังหวัด เพื่อป้องกันโรคระบาดที่เกิดขึ้นในสัตว์และให้ความรู้กับประชาชนป้องกันโรคระบาดในสัตว์ปีก โดย ซีพีเอฟ ได้ลงพื้นที่ฉีดวัคซีนให้แก่สัตว์ปีกในชุมชนรอบฟาร์มทุกปีเป็นระยะเวลามากกว่า 10 ปีแล้ว และจะขยายไปในทุกพื้นที่ของจังหวัดนครราชสีมา โดยในปีนี้มีเป้าหมายการฉีดวัคซีนในไก่พื้นเมืองให้ได้ รวม 40,000 ตัว

“ซีพีเอฟในฐานะผู้ผลิตอาหารให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพของอาหารและการป้องกันโรคเพื่อไม่ให้มีการปนเปื้อนเกิดขึ้นในอาหาร การให้ความรู้เรื่องการเลี้ยงสัตว์ตามหลักวิชาการกับชุมชนรอบโรงงานและฟาร์มของบริษัทฯ เป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญที่บริษัทยึดมั่น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคตระหนักถึงความสำคัญของอาหารปลอดภัย สัตว์ปลอดโรค โดยการป้องกันโรคสัตว์ และการฉีดวัคซีนในสัตว์เลี้ยง เพื่อยกระดับการบริโภคให้ถูกต้องตามหลักอนามัยและสุขภาพที่ดี และยังเป็นการลดความเสี่ยงและลดโอกาสในการเกิดโรคระบาดในสัตว์ปีกและป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ฟาร์มของบริษัทฯ” นายสาคร กล่าว

ซีพีเอฟ ตระหนักดีถึงความปลอดภัยทางอาหารและมีนโยบายส่งเสริมให้คนในชุมชนและผู้บริโภค รับทราบถึงข้อมูลการเลี้ยงสัตว์อย่างปลอดภัย โดยปัญหาด้านโรคที่เกิดจากสัตว์เลี้ยงในชุมชนเป็นปัญหาที่หน่วยงานราชการและประชาชนต้องร่วมกันเฝ้าระวัง เพราะโรคที่เกิดจากสัตว์หากเกิดการระบาดขึ้นจะเป็นปัญหาระดับประเทศได้ สร้างความเสียหายและส่งผลกระทบต่อภาคปศุสัตว์ไทย ทั้งมูลค่าทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศ ที่เป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกเนื้อสัตว์ชั้นนำ การรณรงค์การป้องกันโรคอย่างถูกวิธี จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีในการบรรเทาปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับชุมชน เกษตรกร และประเทศในอนาคต

บริษัทยึดหลักปรัชญา 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ คือประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประชาชน และบริษัท สำหรับโครงการดังกล่าวฯ บริษัทฯ ช่วยดูแลชุมชนในพื้นที่ และประชาชนได้นำความรู้กลับไปปรับปรุงและป้องกันสัตว์เลี้ยง และสภาพแวดล้อมของชุมชนให้ดีขึ้น เป็นการปลูกฝังจิตสำนึกในการสร้างความปลอดภัยทางอาหารของทุกคนที่จะต้องร่วมมือกันรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนตระหนักรู้ ซึ่งถือเป็นการตอบแทนคุณของแผ่นดินตามปรัชาสู่ความยั่งยืน

ซีพี ออลล์-เซเว่นฯ เดินหน้าสร้าง “ผู้ประกอบการจิ๋ว”  6 ภูมิภาคสร้างโอกาสเยาวชนนำสินค้าขายร้านเซเว่นฯ​

0

ซีพี ออลล์-เซเว่น อีเลฟเว่น เดินหน้าโครงการ CONNEXT ED ต่อเนื่องในปี 67 สนับสนุนงบประมาณ-ผู้นำรุ่นใหม่-องค์ความรู้-อุปกรณ์การศึกษา สู่โรงเรียนเป็นเฟสที่ 6 สะสม 610 โรงเรียน ครอบคลุมนักเรียนกว่า 160,000 คน ยกระดับการศึกษา สร้างอาชีพ สร้างรายได้อย่างยั่งยืน เดินหน้าโมเดล “ผู้ประกอบการจิ๋ว” พัฒนาทักษะการเรียนรู้-ทักษะอาชีพ-ทักษะชีวิต สอดคล้องร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เปิดทางนักเรียนสู่เส้นทางผู้ประกอบการ สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ชุมชน พร้อมโอกาสนำสินค้าขายร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ตั้งเป้าพัฒนาผู้ประกอบการจิ๋วแจ้งเกิดใน 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ

นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่นและเซเว่น เดลิเวอรี่ กล่าวว่า ซีพี ออลล์ ได้กำหนดกรอบกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน 2024-2025(CP ALL Sustainability framework) “2ลด 4สร้าง 1DNA” ยึดมั่นเป็นองค์กรที่อยู่เคียงคู่ชุมชน สร้างสรรค์สังคมยั่งยืน โดย CONNEXT ED  เป็น 1 ในโครงการภายใต้กรอบกลยุทธ์การสร้างคนผ่านการศึกษา ในปีการศึกษา 2567 นี้ บริษัทยังคงเดินหน้า    โรดแมปขับเคลื่อนแผนงานสร้างอนาคตการศึกษาไทย ภายใต้มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี (CONNEXT ED)อย่างต่อเนื่องเป็นเฟสที่ 6 โดยมีแผนสนับสนุนทั้งงบประมาณ องค์ความรู้ อุปกรณ์การศึกษา วัสดุอุปกรณ์ ตลอดจนบุคลากรในเครือที่ผ่านการพัฒนาทักษะและมีจิตสาธารณะ เข้าไปเป็นผู้นำรุ่นใหม่ (School Partner) ร่วมลงพื้นที่เป็นคู่คิดพัฒนาโรงเรียน ให้แก่โรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศเพิ่มเติม คาดว่าบริษัทจะพัฒนาโรงเรียนสะสมตลอดช่วง 6 เฟส รวม 610 โรงเรียน คิดเป็นจำนวนนักเรียนที่เข้าร่วมสะสมกว่า 160,000 คนทั่วประเทศ

ทั้งนี้ ตั้งแต่เฟสที่ 6 เป็นต้นไป บริษัทจะร่วมกับโรงเรียน CONNEXT ED ที่มีศักยภาพในการพัฒนา “ผู้ประกอบการจิ๋ว” จัดหลักสูตรการเรียนการสอน ที่ช่วยพัฒนาทักษะการเรียนรู้ ทักษะอาชีพ และทักษะชีวิตที่สอดคล้องและ    เท่าทันพัฒนาการของโลก ตามแนวทาง ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ให้นักเรียนมีทั้งความรู้ด้านวิชาการ และด้านวิชาชีพ สำหรับก้าวไปประกอบกิจการของตัวเองในอนาคต เริ่มจากการช่วยพัฒนาและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่มาจากองค์ความรู้ชุมชน

“ทักษะทางวิชาการเพียงอย่างเดียว จะไม่เพียงพอสำหรับโลกในอนาคตอีกต่อไป การพัฒนาผู้ประกอบการจิ๋ว        จะเป็นทั้งการสร้างโอกาส สร้างอาชีพ และเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืนให้แก่ทั้งโรงเรียน CONNEXT ED ชุมชน และตัวนักเรียน ถือเป็นการต่อยอดสร้างเด็กเก่ง เด็กดี มีความสามารถผ่านการศึกษา ได้มีโอกาสก้าวไปสู่เส้นทางการเป็นผู้ประกอบการ หรือ Entrepreneur หากผลิตภัณฑ์ใดที่นักเรียนและโรงเรียนร่วมกันสร้างสรรค์ขึ้นมาแล้วมีความ โดดเด่น ผ่านมาตรฐานคุณภาพสินค้า SME ของบริษัท ก็จะมีโอกาสได้รับการพิจารณาจำหน่ายในร้านเซเว่น     อีเลฟเว่น ต่อไปด้วย” นายยุทธศักดิ์ กล่าว

นายยุทธศักดิ์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน มีโรงเรียน CONNEXT ED จำนวน 2 แห่งที่คาดว่า สามารถบูรณาการหลักสูตรการเรียนการสอนด้านวิชาการและวิชาชีพเข้ากันได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมทั้งมีผลิตภัณฑ์ชุมชนฝีมือเยาวชนที่       โดดเด่น ได้แก่ 1.โรงเรียนบ้านสันป่าสัก อ.หางดง จ.เชียงใหม่กับผลิตภัณฑ์ยาดมสมุนไพร ฝีมือเด็กระดับประถมศึกษาตอนต้น และ 2.โรงเรียนวังไพรพิทยาคม อ.วังสมบูรณ์ จ.สระแก้ว กับผลิตภัณฑ์กระเป๋าผ้ามัดย้อมจากสีดอกดาวเรือง ฝีมือเด็กระดับมัธยมศึกษา ที่เป็นงานทำมือ (Handmade) ที่ทุกคนจะได้ลายผ้าไม่เหมือนกัน ปัจจุบัน ทั้ง 2 ผลิตภัณฑ์อยู่ระหว่างการพัฒนาแพ็กเก็จจิ้ง(ผลิตภัณฑ์) และตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานเพื่อการพัฒนาเพิ่มเติม คาดว่าจะมีบางผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพิจารณาเข้าจำหน่ายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่นภายในสิ้นปีนี้

“ยังมีอีกอย่างน้อย 15 โรงเรียน ที่เราเล็งเห็นแล้วว่าเป็นโรงเรียนที่มีศักยภาพ และอยู่ระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนฝีมือเยาวชนให้แข็งแกร่ง ผลิตภัณฑ์ของโรงเรียนเหล่านี้ ต่างได้รับความร่วมมือจากชุมชน ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้โดยปราชญ์ชาวบ้าน จนทำให้เกิดการใช้วัตถุดิบท้องถิ่น ใช้องค์ความรู้อันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ เราตั้งเป้าว่าเราอยากจะพัฒนาให้เกิดผู้ประกอบการจิ๋วขึ้นในทั้ง 6 ภูมิภาคทั่วไทย และกลายเป็นต้นแบบให้แก่โรงเรียน CONNEXT ED อื่นๆ ในการพัฒนาทั้งทักษะอาชีพ และทักษะชีวิต ให้แก่เยาวชน สอดคล้องกับทิศทางโลก” นายยุทธศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ นอกเหนือจากการพัฒนาให้เกิดผู้ประกอบการจิ๋วแล้ว ทุกโครงการยังมีการดำเนินการพัฒนาเป็นหลักสูตรท้องถิ่น ก่อให้เกิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชน ช่วยเสริมสร้างอาชีพให้แก่คนในชุมชนที่ต้องการเรียนรู้ทักษะวิชาชีพ เพื่อนำไปสร้างรายได้เพิ่มเติมอีกด้วย

สำหรับบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในพันธมิตรผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์ อีดี (CONNEXT ED) และเป็น 1 ใน 52 องค์กรเอกชนที่เล็งเห็นความสำคัญและตอบรับการมีส่วนร่วมทางการศึกษา โดยขับเคลื่อนโครงการตามปณิธานองค์กร “Giving and sharing”  วางเป้าดูแลโรงเรียนในโครงการ CONNEXT ED 6 เฟส จำนวนกว่า 610 แห่งทั่วประเทศ ร่วมสนับสนุนโรงเรียนให้สามารถดำเนินโครงการด้านต่างๆ ทั้งโครงการที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ โครงการพัฒนาคุณภาพคน โครงการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน โครงการส่งเสริมอาชีพ โครงการด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีผู้นำรุ่นใหม่ หรือ School Partner ซึ่งเป็นอาสาสมัครจากในองค์กรร่วมลงพื้นที่และคอยให้คำแนะนำในการพัฒนาโครงการของโรงเรียนต่างๆ อย่างใกล้ชิด

Chef Cares เปิดประสบการณ์ ‘โจ๊กหมูแดง-ข้าวหมูแดงกวางตุ้งฮ่องเต้’ สัมผัสความอร่อยสไตล์ฮ่องกง

0

เชฟแคร์ส (Chef Cares) ส่งต่อความอร่อย ผ่าน 2 เมนูใหม่ โจ๊กหมูแดงและข้าวหมูแดงกวางตุ้งฮ่องเต้ รังสรรค์เมนูโดย เชฟเหลียง ชิง ฮอย ผู้คร่ำหวอดในวงการอาหารจีน ด้วยประสบการณ์ความเชี่ยวชาญ ใส่ใจในรายละเอียด จึงเลือกใช้วัตถุดิบเนื้อหมูคุณภาพ ที่คัดสรรอย่างดี คำนึงถึงคุณค่าทางโภชนาการผู้บริโภค พร้อมจำหน่ายแล้ว ที่ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ทั่วประเทศ

เริ่มที่ ‘โจ๊กหมูแดง’ เปิดประสบการณ์สไตล์ฮ่องกง เหมือนบินลัดฟ้าไปรับประทานด้วยตนเอง ด้วยโจ๊กเนื้อเนียนนุ่ม ทำจากข้าวหอมมะลิคัดพิเศษ พร้อมหมูแดงเนื้อแน่น พอดีคำ ราดด้วยซอสหมูแดงรสชาติกลมกล่อม ในราคา 49 บาท

สำหรับ ‘ข้าวหมูแดงและกวางตุ้งฮ่องเต้’ เชฟเหลียง ชิง ฮอย ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ต้นฉบับแท้ ด้วยเนื้อหมูแดงชิ้นใหญ่ เต็มคำ ราดด้วยซอสสูตรพิเศษที่ปรุงอย่างพิถีพิถัน รสหวานเค็มลงตัว รับประทานคู่กับข้าวหอมมะลิคัดเกรดอย่างดี เสิร์ฟพร้อมกับกวางตุ้งฮ่องเต้ลวกสุกกำลังดี ราคา 69 บาท

เชฟแคร์ส เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม ภายใต้บริษัท เชฟแคร์ส จำกัด โดยความร่วมมือกับเชฟแถวหน้าของประเทศไทย ผลิตอาหารพร้อมรับประทาน และนำกำไร 100% คืนสู่สังคม เพื่อสร้างโอกาส และมอบแนวทางการประกอบอาชีพในวงการอาหาร แก่เด็กและเยาวชนผู้ห่างไกล ร่วมถึงผู้ด้อยโอกาส ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ออมสินเปย์หนัก ! แจกทองคำแท่งและรถยนต์ไฟฟ้า​ เพียงสมัครบัตรหรือใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิตออมสิน

0

แค่รูดใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิต ‼️ ก็มีสิทธิ์ได้ลุ้นรถได้ลุ้นทองกับธนาคารออมสิน ครอบรอบ 111 ปี แจกใหญ่ แจกจริง เพียงสมัครบัตรเดบิตออมสิน หรือใช้จ่ายผ่านบัตร ก็มีสิทธิ์ลุ้นทันที ไม่ต้องลงทะเบียน สมัครปุ๊ป! จ่ายปั๊ป! ลุ้นรับรางวัลสุดปัง! รวมทั้งสิ้น 111 รางวัล มูลค่ารวม 4 ล้านบาท!
?? ลุ้น! รถยนต์ไฟฟ้า BYD รุ่น Dolphin สี Coral Pink จำนวน 3 รางวัล
?? ลุ้น! ทองคำแท่งหนัก 2 สลึง จำนวน 108 รางวัล
เงื่อนไขรับสิทธิ์
✨ เข้าร่วมแคมเปญได้ทั้งผู้ถือบัตรเดบิตปัจจุบันและผู้สมัครบัตรใหม่
✨ สมัครบัตรใหม่ (ยกเว้นบัตรเดบิตออมสิน เบสิค): รับ 5 สิทธิ์

  • บัตรเดบิตออมสิน สมาร์ทไลฟ์, บัตรเดบิตออมสิน สมาร์ทแคร์, บัตรเดบิตออมสิน แอคซิเดนท์, บัตรเดบิตออมสิน สบายใจ, และ บัตรเดบิตออมสิน อุ่นใจ​
  • บัตรเดบิตออมสิน อินสแตนท์: รับ 1 สิทธิ์

✨ ชำระค่าสินค้า หรือใช้บริการผ่านบัตรเดบิตออมสินทุกประเภทที่หน้าร้าน หรือออนไลน์โดยมียอดใช้จ่าย 300 บาท ขึ้นไป/เซลล์สลิป รับ 1 สิทธิ์
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม > https://shorturl.asia/o0jY3
ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2567 – 30 กันยายน 2567
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
หมายเหตุ: ตามใบอนุญาตจัดให้มีการเล่นแถมพกหรือรางวัลในการเสี่ยงโชค โดยวิธีใด ๆ ในการประกอบกิจการค้าหรืออาชีพเลขที่ 479/2567 จากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย

รู้เก็บรู้ออม : AomWise แอปสายชิลล์!!

0

เดี๋ยวนี้ การลงทุนในตลาดหุ้นบ้านเรา ไม่ได้เป็นเรื่องที่ยาก ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว และไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะของคนไม่กี่กลุ่มเหมือนที่หลายคนคิดเมื่อก่อน เพราะต้องยอมรับว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในโลกลงทุนสมัยใหม่ ได้ทำให้เรื่องของการลงทุนอยู่ใกล้ตัวคนที่เห็นความสำคัญเรื่องการลงทุนมากกว่าแต่ก่อน

รวมทั้งการพัฒนาระบบบริการซื้อขายหุ้น และเครื่องมือ-เทคโนโลยีในการลงทุนต่างๆ อย่างเช่น ระบบสตรีมมิ่ง ซื้อขายหุ้นออนไลน์ในมือถือ แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นงานของบริษัท เซ็ทเทรด ดอทคอม จำกัด หรือ Settrade บริษัทที่อยู่ในกลุ่มของตลาดหลักทรัพย์ฯ จัดตั้งขึ้นมาเพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มลงทุนออนไลน์ ล่าสุด Settrade เปิดตัวแอปฯใหม่ “AomWise” หรือออมไวซ์ แพลตฟอร์มการออมและลงทุนที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ช่วยทำให้เรื่องลงทุนง่าย สะดวก และปลอดภัย

เพราะโลกของการลงทุนปัจจุบันอะไรๆก็เปลี่ยนแปลงและแตกต่างไปจากเดิม ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรม และไลฟ์สไตล์ของผู้ลงทุน Settrade จึงได้พัฒนาเครื่องมือลงทุนให้ตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนยุคใหม่ โดยแอปฯ Aomwise พัฒนาขึ้นให้เป็นแพลตฟอร์มลงทุนที่เป็นทางเลือกให้ทุกคนสามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้ ภายใต้แนวคิด “แอปฯ ออมสุดชิลล์ ลงทุนแบบชิลล์สุด

ชูจุดเด่นเรื่องของการเปิดบัญชีที่ทำได้ง่าย อนุมัติรวดเร็ว เปิดปุ๊บเทรดได้ปั๊บ พร้อมกับการเป็น One-stop platform คือ เปิดบัญชีเดียว สามารถลงทุนได้ทั้งหุ้น กองทุน DR และ ETF แถมยังไม่ต้องห่วงเรื่องการจัดการเงินในบัญชีที่ทำได้สะดวกและปลอดภัย ไม่ว่าจะฝาก-ถอน, ซื้อ-ขาย สามารถทำรายการได้เอง ไม่มีขั้นต่ำ เพียงใส่ตัวเลขจำนวนเงินที่ต้องการซื้อ แอปฯจะช่วยคำนวณให้เสร็จสรรพว่า ซื้อหุ้น/กองทุนได้กี่หน่วย

นอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์ใช้งานแบบโดนๆ ไม่ว่าจะเป็น ดูข้อมูลพื้นฐานของหุ้น กองทุน แบบครบถ้วน เช่น ราคาหุ้นย้อนหลัง ข้อมูลการเงินบริษัท, สามารถดูพอร์ตลงทุนแบบภาพรวม, เครื่องมือช่วยคัดกรองหุ้น-กองทุนตามสไตล์และแนวทางลงทุนของตัวเอง

ทั้งหมดนี้ถูกออกแบบหน้าตาให้อยู่ในหน้าจอที่ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน เหมาะกับมือใหม่หัดลงทุนทุกคน

นักลงทุนทุกรุ่นสามารถไปกดดาวน์โหลดแอปฯ มาใช้งาน และติดต่อขอเปิดบัญชีได้กับบริษัทหลักทรัพย์นำร่อง 3 ราย ได้แก่ บล.โกลเบล็ก, บลจ.เคจีไอ (ประเทศไทย) และ บล. หยวนต้า (ประเทศไทย) โดย Settrade มีแผนขยายการให้บริการแอปฯ AomWise กับ บล. พันธมิตรรายอื่นๆ เพิ่มเติมต่อไป

หรือใครที่มีแผนจะไปเดินเที่ยวงาน Set in the city 2024 สามารถแวะเยี่ยมชมบูธ Aomwise และเข้าร่วมสัมมนาเพื่อเจาะลึกทุกฟังก์ชันใช้งานได้ก่อนใครกับหัวข้อ “สร้างพอร์ตฉบับมือใหม่ ออมไวให้ว้าว กับแอป AomWise” ในวันเสาร์ที่ 15 มิ.ย.67 เวลา 13.00-13.20 น. ที่เวที mini stage สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 และพิเศษสำหรับผู้เปิดบัญชี Aomwise ภายในงาน จะได้รับ Central Voucher มูลค่า 200 บาท นอกจากนี้ ยังมีสิทธิร่วมลุ้นรางวัลจากการร่วมกิจกรรมภายในบูธอีกด้วย

ดาวน์โหลดแอปฯ “AomWise” ได้แล้ววันนี้ ทั้ง App Store และ Google Play ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.settrade.com/aomwise หรือสอบถาม 0-2009-9999

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง"  หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

บอร์ดตลาดหลักทรัพย์ฯ มีมติเลือก “อัสสเดช คงสิริ” เป็นผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ คนที่ 14 มีผล 19 ก.ย. 2567 นี้

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยวันที่ 14 มิ.ย. 67 ได้มีมติเป็นเอกฉันท์เลือกนายอัสสเดช คงสิริ ให้ดำรงตำแหน่งกรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ คนที่ 14 แทนนายภากร ปีตธวัชชัย ที่กำลังจะครบวาระ หลังจากผ่านกระบวนการสรรหาและพิจารณาคัดเลือกอย่างถี่ถ้วน นายอัสสเดช คงสิริ จะเริ่มงานในวันที่ 1 สิงหาคม 2567 เพื่อเตรียมการก่อนเข้ารับตำแหน่งกรรมการและผู้จัดการอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 กันยายน 2567 โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านตำแหน่งสูงสุดขององค์กร เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ นายอัสสเดช คงสิริ เป็นผู้มีความรู้ความสามารถและมีความเชี่ยวชาญตลาดทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ รวมทั้งด้านการเงิน นอกจากนี้ ยังมีประสบการณ์การทำงานกับองค์กรชั้นนำในตลาดทุนและองค์กรระดับสากลกว่า 30 ปี ทำให้คณะกรรมการเชื่อมั่นว่าจะสามารถผลักดันนโยบายสำคัญของตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และองค์กรจำเป็นต้องปรับตัวให้ทัน เพื่อเร่งสร้างความเชื่อมั่น รวมทั้งสร้างความน่าสนใจของตลาดทุนไทยให้กับผู้ลงทุนทุกกลุ่มทั้งผู้ลงทุนในไทย และผู้ลงทุนต่างประเทศ  อีกทั้งสานต่อการเชื่อมโยงตลาดทุนไทยสู่ตลาดทุนโลก พร้อมไปกับการขับเคลื่อนความยั่งยืนในทุกมิติ เพื่อให้ตลาดทุนเป็นประโยชน์แก่ทุกภาคส่วน ตามวิสัยทัศน์ตลาดหลักทรัพย์ฯ “To Make the Capital Market ‘Work’ for Everyone”

สำหรับประวัติของนายอัสสเดช ปัจจุบันมีอายุ 53 ปี จบการศึกษาปริญญาโทบริหารธุรกิจ MIT Sloan School of Management (ประเทศสหรัฐอเมริกา) และปริญญาตรี Mechanical Engineering จาก The University of Manchester (ประเทศอังกฤษ) เคยร่วมงานกับองค์กรในตลาดทุนระดับสากล มีประสบการณ์ในด้านวาณิชธนกิจ เป็นที่ปรึกษาทางการเงินแก่ธุรกิจหลากหลายทั้งในและนอกประเทศ ล่าสุดทำงานในตำแหน่ง Lead Partner for Financial Advisory ให้กับ Deloitte Thailand สำหรับประสบการณ์ที่ผ่านมา นายอัสสเดชเคยดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ฟินันซ่า จำกัด Head of Thailand ที่ Bank of America Merrill Lynch และ VP Investment Banking ที่ J.P. Morgan ประเทศไทย รวมทั้งเคยมีประสบการณ์ทำงานด้านการเงินในบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ ที่ บมจ. ปตท. ในส่วนบทบาทในองค์กรภาคสังคม คือ รองประธานกรรมการมูลนิธิหมอเสม พริ้งพวงแก้ว

ซีพีเอฟ ชูระบบฟาร์มปลอดโรค “คอมพาร์ทเมนต์” ย้ำผลิตเนื้อไก่ปลอดภัยระดับสูงสุด

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ประยุกต์ระบบฟาร์มปลอดโรค “คอมพาร์ทเมนต์ (Compartment)” ตามมาตรฐานสากลมาใช้ ป้องกันและเฝ้าระวังโรคในฟาร์มสัตว์ปีกอย่างเข้มแข็ง เพื่อยืนยันเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์อาหารที่ส่งมอบให้กับผู้บริโภคมีความปลอดภัยสูงสุด มั่นใจในผลิตภัณฑ์ของซีพีเอฟ ปลอดโรค ปลอดภัย ปลอดสาร สร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประชากรโลก

น.สพ.พยุงศักดิ์ สมยานนทนากุล

น.สพ.พยุงศักดิ์ สมยานนทนากุล รองผู้อำนวยการด้านมาตรฐานฟาร์มและข้อกำหนดลูกค้า ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทฯ ประยุกต์ใช้มาตรฐานคอมพาร์ทเมนต์ ตามแนวทางขององค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (World Organization for Animal Health หรือ WOAH) มาตั้งแต่ปี 2549 โดยดำเนินการอย่างเคร่งครัด เพื่อยกระดับการปกป้องและป้องกันสัตว์ปีกในฟาร์มให้มีสุขภาพดีและปลอดภัยจากโรคระบาดต่างๆ โดยเฉพาะไข้หวัดนก (Avian Influenza หรือ Bird Flu) ด้วยระบบมาตรฐานนี้ ทำให้สัตว์ปีกได้การคุ้มครองและดูแลให้มีสุขภาพดีโดยไม่มีโรคระบาดในฟาร์มมานานกว่า 15 ปี

“ซีพีเอฟ ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัยสูงสุดในผลิตภัณฑ์อาหารที่จะส่งตรงถึงผู้บริโภค การเลี้ยงไก่ของบริษัทฯ ให้ความสำคัญสวัสดิภาพสัตว์ อีกทั้งระบบการป้องกันโรคที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ ซึ่งระบบคอมพาร์ทเมนต์เป็นหนึ่งในมาตรการเชิงรุก ในการสร้างความมั่นใจสูงสุดให้กับผู้บริโภค” น.สพ.พยุงศักดิ์ กล่าว

หลักการของระบบคอมพาร์ทเมนต์ มีมาตรการในการควบคุม ป้องกันและเฝ้าระวังโรคที่เข้มแข็งอย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้ความสำคัญใน 4 มาตรการหลัก คือ

  1. มาตรการด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity Management System) เน้นการประเมินความเสี่ยง ด้าน คน สัตว์พาหะ ยานพาหนะและสิ่งของ ที่จะเข้าสู่ฟาร์ม ควบคู่กับมาตรการเข้มงวดของบริษัทเพิ่มเติมจากมาตรฐานป้องกันโรคทั่วไป เพื่อให้ทราบถึงความเสี่ยงของแต่ละฟาร์มในแต่ละพื้นที่ ซึ่งมีปัจจัยและความเสี่ยงในการที่ไข้หวัดนกจะเข้าสู่ฟาร์มที่แตกต่างกัน
  2. การเฝ้าระวังไข้หวัดนกในฟาร์มและรัศมีโดยรอบ 1 กิโลเมตร (Surveillance) ตามข้อกำหนดของกรมปศุสัตว์ ให้ทราบสถานะว่ามีโรคอยู่ในฝูงไก่หรือไม่ โดยอาศัยการตรวจจากห้องปฏิบัติการ ซึ่งฟาร์มไก่เนื้อของ ซีพีเอฟ จะเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจโรคและตรวจสถานะไข้หวัดนกทุกรุ่นก่อนการปลดไก่ ก่อนส่งไปยังโรงงานแปรรูป
  3. มาตรการควบคุมโรคของคอมพาร์ทเมนต์ คือ การป้องกันไม่ให้เกิดโรค และมีแผนฉุกเฉิน ซึ่งระบบคอมพาร์ทเมนต์ จะทำให้สามารถทราบสถานะของการเกิดปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ด้วยระบบการเตือนภัยล่วงหน้า
  4. การตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability System) จะทำให้ทราบสถานะของตัวไก่ ซึ่งหลักสำคัญ คือ การติดตามข้อมูล สอบสวน วิเคราะห์ปัญหาและวางแผนแนวทางในอนาคต ของกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับในห่วงโซ่การผลิต

น.สพ.พยุงศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบคอมพาร์ทเมนต์ เป็นอีกหนึ่งหลักประกันอาหารปลอดภัยและความสำเร็จในการป้องกันโรคไข้หวัดนกที่ ซีพีเอฟ ยึดเป็นหลักปฏิบัติมาโดยตลอด ทำให้เนื้อไก่ แบรนด์ซีพี ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภค และยังได้การรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับอวกาศ (Space Food Safety Standard) ซึ่งเป็นมาตรฐานตามหลักเกณฑ์ความปลอดภัยด้านอาหารขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) สร้างหลักประกันอาหารปลอดภัย ปลอดโรค ปลอดสาร ด้วยมาตรฐานสูงสุดเพื่อผู้บริโภค