Home Blog Page 11

เมืองไทยประกันชีวิต คว้ารางวัล “Best ESG Policy and Framework” เวที International Finance Awards 2025

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)  ตอกย้ำความเป็นผู้นำบริษัทประกันชีวิตไทยที่โดดเด่นด้านความยั่งยืนตามมาตรฐานสากล  ด้วยการคว้ารางวัลอันทรงเกียรติ Best ESG Policy and Framework – Insurance, Thailand จากเวที International Finance Awards 2025 ซึ่งจัดโดย International Finance Magazine สื่อการเงินและเศรษฐกิจชั้นนำจากสหราชอาณาจักร  สะท้อนถึงความเป็นเลิศในการพัฒนานโยบาย กรอบการดำเนินงาน และการกำกับดูแลด้าน ESG (Environmental, Social and Governance) ที่มีความครอบคลุม เป็นระบบ และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในทุกมิติของธุรกิจ ตั้งแต่การบริหารความเสี่ยง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การลงทุนอย่างยั่งยืน ไปจนถึงการดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากการที่ เมืองไทยประกันชีวิตได้พัฒนากรอบและนโยบายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่เชื่อมโยงกลยุทธ์องค์กรเข้ากับเป้าหมายความยั่งยืนในระยะยาว ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental) การบริหารจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการลงทุนอย่างยั่งยืน ด้านสังคม (Social) การยกระดับและเสริมสร้างการเข้าถึงประกันชีวิตและสุขภาพ การพัฒนาศักยภาพ และชีวิตความเป็นอยู่ของพนักงาน ด้านบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ (Governance & Economic) โครงสร้างบรรษัทภิบาลที่โปร่งใส การบริหารความเสี่ยงตามมาตรฐานสากล ความปลอดภัยทางไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

“การได้รับรางวัล International Finance Awards แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเราในการผสาน ESG เข้ากับกลยุทธ์ธุรกิจอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงนโยบายบนกระดาษ แต่เป็นกรอบการทำงานที่สร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้กับลูกค้า สังคม และสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการเติบโตขององค์กรในระยะยาวนอกจากนี้เรายังคงเดินหน้าพัฒนากลยุทธ์ด้าน ESG อย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับมาตรฐานสากล อาทิ UN SDGs, TCFD, ISSB และแนวปฏิบัติด้านการประกันภัยอย่างยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงให้กับระบบประกันภัยไทย พร้อมขับเคลื่อนอนาคตที่มั่นคง ยืดหยุ่น และยั่งยืนสำหรับทุกภาคส่วน”

ทั้งนี้  International Finance Awards 2025  ถือเป็นรางวัลระดับนานาชาติที่มอบให้แก่องค์กรที่มีผลงานโดดเด่นด้านนวัตกรรม การกำกับดูแล และการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยพิจารณาจากมาตรฐานสากล ความโปร่งใส และผลลัพธ์เชิงประจักษ์ในการดำเนินงาน  โดยในพิธีมอบรางวัล Best ESG Policy and Framework – Insurance, Thailand  มีนายปราโมทย์ ศักดิ์กำจร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส เป็นผู้แทนบริษัทฯ ขึ้นรับรางวัล งานจัดขึ้นณ โรงแรม Waldorf Astoria 

นักลงทุนสถาบัน-ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมพลังดันบจ.ไทย ลดก๊าซเรือนกระจกให้ถึงเป้าหมาย

0

สมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยร่วมแสดงเจตนารมณ์ในการทำงานเชิงรุกเพื่อผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนดำเนินงานโดยคำนึงถึงผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเพื่อสนับสนุนให้เป้าหมายด้านแผนการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย (Nationally Determined Contribution : NDC) ที่กำหนดขึ้นภายใต้ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) มีความก้าวหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม

นางชวินดา หาญรัตนกูล นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) ในฐานะตัวแทนบริษัทจัดการลงทุนได้กล่าวว่า “ความยั่งยืนหรือ ESG เป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งในตลาดทุนไทย ซึ่งที่ผ่านมาเราเน้นการหารืออย่างสร้างสรรค์ (Positive Engagement) และได้เห็นพัฒนาการที่ดีของบริษัทจดทะเบียนมาโดยตลอด สำหรับการก้าวไปข้างหน้าในมิติของ Climate Transition นั้น กลุ่มบริษัทจัดการลงทุนเองมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานด้าน ESG ภายใน บลจ. พร้อมมุ่งมั่นขับเคลื่อนพอร์ตการลงทุนไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Portfolio Emission) ให้บรรลุเป้าหมายของประเทศควบคู่ไปบริษัทจดทะเบียน เราจึงได้รวมพลังกันทั้งอุตสาหกรรมเพื่อทำ Climate Transition Engagement เป็นการเฉพาะ กำหนดมาตรการป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงของปัญหา จัดลำดับความสำคัญของกลุ่มเป้าหมาย บจ.ตามแนวทางที่สำนักงาน ก.ล.ต.กำหนด รวมถึงการวางแผนดำเนินงานในระยะยาวเพื่อติดตามความคืบหน้าของ บจ.ในการเปิดเผยและสอบทานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในกรณีที่ผลการดำเนินงานของ บจ.ไม่เป็นไปตามเป้าหมายหรือเกิดปัญหาอุปสรรคที่สำคัญ เราพร้อมจะร่วมกันดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติสากลในการทำ Positive Engagement ร่วมหารือกับบริษัทจดทะเบียนอย่างสร้างสรรค์ พร้อมกำหนดแนวทางการทำงานของผู้จัดการกองทุนกรณีที่ปัญหาไม่ได้รับการตอบสนองหรือไม่เกิดความคืบหน้าอย่างมีนัยยะสำคัญ
นอกจากนั้นเพื่อให้เกิด Big Impact เรายังได้ผสานความร่วมมือกับ กบข. เพื่อให้การทำ Collective Action ของนักลงทุนสถาบันมีน้ำหนักยิ่งขึ้นและได้ร่วมมือกับทางตลท.เพื่อให้ระบบนิเวศน์ของการดำเนินการในการสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนก้าวผ่านการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับประเด็นปัญหาด้านภูมิอากาศสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรมซึ่งจะเป็นการสนับสนุนแผนยุทธศาสตร์การลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยทั้งในระยะสั้นและยาวได้อีกทางหนึ่งด้วย”

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า “ในฐานะนักลงทุนสถาบันที่ยึดมั่นในหลักการลงทุนอย่างรับผิดชอบ (PRI) กบข. ให้ความสำคัญกับการบูรณาการปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) เข้าสู่กระบวนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือกับสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในครั้งนี้ จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แนวปฏิบัติที่ดี และสร้างมาตรฐานร่วมในการขับเคลื่อนประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศของตลาดทุนไทย

โดยที่ผ่านมา กบข. ได้เข้าหารือกับบริษัทจดทะเบียนในพอร์ตการลงทุนอย่างสร้างสรรค์ (Positive Engagement) ตั้งแต่ปี 2564 เพื่อส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน หนึ่งในประเด็นที่ กบข. ให้ความสำคัญคือการสนับสนุนการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ทั้งนี้หากมีกรณีที่บริษัทจดทะเบียนพบประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กบข. พร้อมร่วมมือกับ AIMC ในการติดตาม แนะนำ และผลักดันให้เกิดการแก้ไขอย่างเหมาะสม เพื่อมุ่งขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero ผ่านการลงทุนที่มีความรับผิดชอบอย่างยั่งยืน”

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า “การบรรลุเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนในตลาดทุน โดยเฉพาะบทบาทเชิงรุกของนักลงทุนสถาบันในการส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนลงมือดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ความร่วมมือนี้สอดคล้องกับบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มุ่งสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ และดำเนินการเปลี่ยนผ่านธุรกิจ (Climate Transition) ได้อย่างเป็นระบบ ดังนั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล เครื่องมือ และการเสริมสร้างขีดความสามารถของตลาดทุน เพื่อส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนตามแนวทางสากล ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพข้อมูลให้มีความโปร่งใส น่าเชื่อถือ และสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน รวมถึงติดตามความคืบหน้าของบริษัทจดทะเบียนได้จริง”

ในการนี้ทั้งสามองค์กรได้แสดงความเชื่อมั่นว่า ความมุ่งมั่นของผู้ลงทุนสถาบันไทยที่ให้ความสำคัญกับการทำหน้าที่ผู้จัดการกองทุนที่มีความรับผิดชอบ โดยการทำงานเชิงรุกด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ได้ริเริ่มเพิ่มเติมขึ้นในครั้งนี้จะช่วยlสร้างผลกระทบในวงกว้าง การมีส่วนร่วมของผู้ลงทุนสถาบันและตลาดหลักทรัพยฯ จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับประเทศ (NDC) ซึ่งที่สุดแล้วไม่เพียงเป็นแค่การลงทุนในธุรกิจที่ยั่งยืน แต่ยังเป็นการสร้างแรงจูงใจให้บริษัทจดทะเบียนกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนที่ชัดเจนและดำเนินการตามแผน Climate Transition อย่างต่อเนื่อง

เตือนภัย อย่ายอม หรือ ใจดี ใช้บัญชีธนาคารตัวเองเป็นทางผ่าน นึกว่าช่วยคน…ที่ไหนได้ กลายเป็น “บัญชีม้า” ติดคุกไม่รู้ตัว!

0

[เตือนภัย!] อย่าหาทำ! หลอกให้โอนเงินผ่านบัญชีตัวเอง นึกว่าช่วยคน…ที่ไหนได้ กลายเป็น “บัญชีม้า” ติดคุกไม่รู้ตัว! 📢⚠️

หลายคนอาจเคยเจอเหตุการณ์ที่มีคนทักมาขอความช่วยเหลือ หรืออ้างเหตุผลสารพัดเพื่อให้เรา “รับเงินเข้าบัญชีแล้วโอนต่อ” โดยให้ค่าตอบแทนเล็กน้อย หรืออ้างว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนทางธุรกิจ ฟังดูเหมือนไม่มีอะไร แต่รู้ไหมครับว่านี่คือกลโกงที่ทำให้คนบริสุทธิ์ต้องกลายเป็น “จำเลย” มานักต่อนักแล้ว!

จากหลายกรณีศึกษา มิจฉาชีพมักใช้จิตวิทยาความสงสาร หรือความโลภมาหลอกล่อ ดังนี้ครับ:

🔴 กลโกงที่มักใช้ล่อลวง:

  1. อ้างว่าบัญชีมีปัญหา: ขอใช้บัญชีเราเป็นทางผ่านรับเงินชั่วคราว แล้วให้เราโอนต่อให้คนอื่น
  2. หลอกจ้างงานออนไลน์: ให้เราช่วยโอนเงินไปมาเพื่อกระตุ้นยอดขาย หรืออ้างว่าเป็นงานแอดมินดูแลการเงิน
  3. ใช้ความสัมพันธ์ หรือตำแหน่งหน้าที่การงาน : ไม่ว่าจะเป็นปลอมโปรไฟล์เป็นคนรู้จัก หรือคนหน้าตาดีมาตีสนิท หรือ ใช้ความสัมพันธ์ทางตำแหน่งหน้าที่การงาน ใช้คำสั่ง หรือขอใข้บัญชีธนาคารในการรับเงินเข้าหรือโอนต่อ

⚠️ ผลกระทบที่คุณต้องรับ (หนักกว่าที่คิด!):

เมื่อเงินที่โอนเข้ามาในบัญชีเรา เป็นเงินที่มิจฉาชีพไปหลอกคนอื่นมาอีกทอดหนึ่ง “ชื่อของคุณ” จะปรากฏเป็นเจ้าของบัญชีปลายทางที่ผู้เสียหายแจ้งความทันที!

ถูกอายัดบัญชี: บัญชีธนาคารทุกบัญชีของคุณจะถูกระงับการใช้งานทันที

กลายเป็น “บัญชีม้า”: คุณจะถูกดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกงประชาชน หรือความผิดตาม พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

มีโทษหนัก: จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (แม้จะอ้างว่าไม่รู้เรื่อง กฎหมายใหม่ก็เอาผิดได้ครับ)

🛡️ วิธีป้องกันตัวเอง:

  • ปฏิเสธทุกกรณี: ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน คนรู้จัก หรือคนแปลกหน้า “อย่าให้ใครยืมบัญชี” และ “อย่ารับโอนเงินให้ใคร” เด็ดขาด
  • เช็กเงินเข้า: หากมีเงินโอนผิดเข้ามาในบัญชี อย่าโอนกลับเอง ให้ติดต่อธนาคารเพื่อให้ธนาคารเป็นผู้ดำเนินการดึงเงินคืนเท่านั้น
  • รักษาข้อมูลส่วนตัว: อย่าส่งรูปหน้าสมุดบัญชี หรือเลขบัตรประชาชนให้ใครพร่ำเพรื่อทางออนไลน์

ช่วยกันแชร์โพสต์นี้ออกไปเตือนคนที่คุณรัก อย่าให้ความใจดีหรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ กลายเป็นตราบาปที่ทำให้เราต้องเสียอนาคตและเสียประวัติครับ! ❌💰

AIS เสิร์ฟความสุขรับปีม้าไฟ เปิดแคมเปญ “อิ่มฟิน อร่อยฟรี” ปีที่ 8 รับตรุษจีนหนุนผู้ประกอบการร้านค้า ในงาน “อร่อยเลิศกับคุณหรีด – ยิ่งช้อป ยิ่งเฮง ยิ่งกิน ยิ่งรวย”

0

AIS ชวนลูกค้าร่วมฉลองเทศกาลตรุษจีนต้อนรับปีม้าไฟ พร้อมเดินหน้าเคียงข้างผู้ประกอบการไทย จัดแคมเปญ “อิ่มฟิน อร่อยฟรี” ปีที่ 8 มอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าอิ่มอร่อยฟรี ทั่วถึงทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ ร่วมกระตุ้นการจับจ่าย  สนับสนุนผู้ประกอบการร้านค้า และสร้างสีสันเศรษฐกิจช่วงเทศกาล โดยจับมือ “คุณหรีด รพีพรรณ เหลืองอร่ามรัตน์” กูรูอาหารชื่อดังของไทย คัดสรรร้านเด็ดกว่า 100 ร้าน รวมเมนูมงคลรสเลิศและอาหารหลากสไตล์ ทั้งอาหารไทย อาหารนานาชาติ เบเกอรี่ และเครื่องดื่ม เติมเต็มไลฟ์สไตล์สายกินและสายมู ในงานมหกรรมอาหารสุดยิ่งใหญ่แห่งปี “อร่อยเลิศกับคุณหรีด – ยิ่งช้อป ยิ่งเฮง ยิ่งกิน ยิ่งรวย” ระหว่างวันที่ 14–18 กุมภาพันธ์ 2569 ณ BCC Hall ชั้น 5 เซ็นทรัลลาดพร้าว  

ภายในงานพบกับบรรยากาศเทศกาลตรุษจีนสุดคึกคัก และกิจกรรมเสริมความปังตลอดทั้งงาน สัมผัสประสบการณ์ความเฮงแบบครบวงจรที่บูธ AIS ไม่ว่าจะเป็น บริการเปิดซิมเบอร์มงคล พร้อมหมอดูผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจเช็กและทำนายความหมายเลขเบอร์โทรศัพท์ฟรี เสริมความมั่นใจและความเป็นสิริมงคลรับปีใหม่จีน หรือแลกรับของพรีเมียมคอลเลคชั่นสุดคิวท์ ด้วย AIS Points พร้อมให้แลกและรับสินค้าได้ทันที  

พิเศษสำหรับลูกค้าเอไอเอส สามารถใช้คะแนน AIS Points แลกรับสิทธิพิเศษหลากหลายภายในงาน อาทิ ใช้ 40 คะแนน แลกรับอั่งเปาแทนส่วนลดมูลค่า 40 บาท สำหรับร้านค้าภายในงาน, ใช้ 69 คะแนน แลกรับสิทธิ์ทำนายดวงชะตากับนักพยากรณ์จาก HORO WORLD หรือ ใช้ 69 คะแนน แลกรับสิทธิ์ร่วมกิจกรรม “จุ่มพาเฮง” รับแผ่นทองมงคล ผ่านพิธีพุทธาภิเษกจากวัดมังกรกมลาวาส (เล่งเน่ยยี่ 1) และอีกมากมาย  

นางสาวโอปอล เลิศอุทัย หัวหน้าฝ่ายงานประสบการณ์และความผูกพันลูกค้า AIS กล่าวว่า “AIS Points มุ่งขยายการเข้าถึงลูกค้าผ่านแคมเปญ ‘อิ่มฟิน อร่อยฟรี’ ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 เปิดโอกาสให้ลูกค้าใช้ AIS Points แลกแทนเงินสดเพื่อซื้ออาหารในตลาดชุมชนและงานเทศกาลท้องถิ่นที่ร่วมรายการทั่วประเทศ เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายและสนับสนุนเศรษฐกิจในแต่ละพื้นที่ ครอบคลุมกว่า 90 เทศกาลตลอดทั้งปี สำหรับปีนี้ แคมเปญ ‘อิ่มฟิน อร่อยฟรี’ ประเดิมในช่วงเทศกาลตรุษจีน กับงาน ‘อร่อยเลิศกับคุณหรีด – ยิ่งช้อป ยิ่งเฮง ยิ่งกิน ยิ่งรวย’ ก่อนขยายสู่เทศกาลสำคัญในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศตลอดปี ตอกย้ำความแข็งแกร่งของ AIS Points ในฐานะพอยท์ที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ใกล้ตัว ตอบโจทย์ลูกค้าทั่วประเทศ พร้อมร่วมสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายในทุกช่วงเทศกาล”

ติดตามรายละเอียดและสิทธิพิเศษของกิจกรรม “อิ่มฟิน อร่อยฟรี” ได้ตลอดทั้งปีผ่าน AIS Privilege LINE Official และแอปพลิเคชัน myAIS

‘ลำพูนโมเดล’ บูรณาการ 3 พลัง ‘รัฐ-ชุมชน-เอกชน’ ป้องกันไฟป่า ลด PM 2.5 ที่ต้นเหตุ

0

ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ยังคงส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ระบุว่า แหล่งกำเนิดหลักของ PM 2.5 กว่าร้อยละ 64 มาจากภาคป่าไม้ ทำให้การป้องกันไฟป่าตั้งแต่ต้นทางเป็นกลไกสำคัญของการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

จังหวัดลำพูน จึงร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เปิดตัว “โครงการป้องกันไฟป่าและแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5” ณ อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ภายใต้ความร่วมมือกับ สำนักงาน ก.พ.ร. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กรมป่าไม้ และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (ซีพีเอฟ)

โครงการนำร่องครอบคลุมพื้นที่ป่าชุมชนตำบลทาปลาดุกและตำบลทาสบเส้า รวม 12 หมู่บ้าน พื้นที่กว่า 20,000 ไร่ ดำเนินการต่อเนื่อง 3 ปี (พ.ศ. 2569–2571) โดยมุ่งถ่ายทอดความรู้ด้านการป้องกันและควบคุมไฟป่า สนับสนุนอุปกรณ์ จัดตั้งจุดเฝ้าระวัง และส่งเสริมการแปรรูปเศษวัสดุธรรมชาติให้เกิดมูลค่าเพิ่ม

ภาครัฐ … บูรณาการทุกภาคส่วน สร้างต้นแบบความร่วมมือ

นายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน กล่าวว่า ช่วงปลายฤดูหนาวต่อเนื่องฤดูแล้งเป็นช่วงเสี่ยงสูง เนื่องจากมีใบไม้แห้งสะสมจำนวนมาก จังหวัดจึงออกประกาศห้ามเผาในที่โล่ง ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 31 พฤษภาคม 2569 รวม 120 วัน ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายและการขอความร่วมมือจากประชาชน

“ปัญหาไฟป่าส่วนใหญ่เกิดจากฝีมือคน การที่ภาคเอกชนและภาคประชาชนเข้ามาร่วมมือกับภาครัฐในครั้งนี้ ถือเป็นต้นแบบสำคัญของการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างบูรณาการ และจะช่วยเสริมกำลังให้การดูแลพื้นที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น”

ภาคเอกชน … สนับสนุนองค์ความรู้–อุปกรณ์ สร้างความยั่งยืนในพื้นที่

นายเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจอาหารสัตว์บก ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟดำเนินธุรกิจในจังหวัดลำพูนมานานเกือบ 50 ปี และยึดแนวนโยบาย 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืนของเครือซีพี

“ความร่วมมือครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันจากชุมชนเล็ก ๆ แห่งนี้ เรามีความพร้อมทั้งบุคลากรและองค์ความรู้ พร้อมสนับสนุนอุปกรณ์ เช่น เครื่องเป่าลม และจัดอบรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมศักยภาพชุมชนในการป้องกันไฟป่า และต่อยอดสร้างรายได้จากการแปรรูปเศษวัสดุเหลือใช้”

อีกหนึ่งกลไกสำคัญในการร่วมลด PM 2.5 คือ นโยบายการจัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ของซีพีเอฟ ที่ไม่รับซื้อและไม่นำเข้าข้าวโพดจากพื้นที่รุกป่าและพื้นที่เผาแปลง โดยดำเนินระบบตรวจสอบย้อนกลับตั้งแต่ปี 2559 ปัจจุบันข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่จัดหาในประเทศไทยสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ 100% ถึงแปลงปลูก ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลพิกัดแปลงกับเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อประเมินความเสี่ยงการเผา และส่งเสริมการจัดการเศษวัสดุหลังเก็บเกี่ยวแบบปลอดการเผา

ภาคชุมชน … จากแรงคนสู่การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

นายสุชาติ ยานะคำ ประธานวิสาหกิจชุมชนคนฮักป่าทาปลาดุก กล่าวว่า อำเภอแม่ทาเป็นพื้นที่เสี่ยงจุดความร้อนสูงของจังหวัด ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่และชุมชนช่วยกันดูแลป่าอย่างต่อเนื่อง

“เราเคยขาดแคลนอุปกรณ์หลายอย่าง เมื่อบริษัทเข้ามาสนับสนุนเครื่องมือและอบรมความรู้ ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังเห็นโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มจากเศษไม้ใบไม้ในพื้นที่”

ด้าน นายณนธวรรษ ลังกากาศ ประธานวิสาหกิจชุมชนฮักป่าป้องไฟทาสบเส้า กล่าวว่า ในช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมา อุปกรณ์หลักที่ใช้คือคราดและไม้กวาด การสนับสนุนเครื่องเป่าลมจำนวน 50 เครื่องในปีนี้ช่วยให้ควบคุมแนวไฟได้รวดเร็วขึ้น

“เมื่อมีอุปกรณ์และความรู้ที่เหมาะสม การป้องกันไฟป่าจะไม่ใช่ภาระของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งชุมชน”

ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การควบคุมไฟป่าเฉพาะหน้า แต่เป็นการจัดการต้นเหตุอย่างเป็นระบบ เปิดบทบาทให้ชุมชน สร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรท้องถิ่น และยกระดับการดำเนินงานของภาคธุรกิจอย่างโปร่งใสและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

“โครงการป้องกันไฟป่าและแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5” จึงเป็นต้นแบบความร่วมมือรัฐ–เอกชน–ประชาชน ที่มุ่งแก้ปัญหาถึงราก พร้อมต่อยอดสู่พื้นที่อื่นๆ เพื่ออากาศสะอาดและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน.

เกษตรกรบ้านแพ้ว แชร์เคล็ดลับทำให้ลำไยเนื้อแน่น หวานกรอบ เมล็ดเล็ก แห้ง

0

ลำไยพันธุ์พวงทอง ของดีบ้านแพ้ว เพิ่งปิดฤดูกาลเก็บเกี่ยวไปไม่นาน รวมถึงผลผลิตจากสวน 14 ไร่ของ ลุงไพรัช เทียนทอง ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ปลูกลำไยพวงทองบ้านแพ้ว ที่จำหน่ายหมดสวน ได้กำไรเป็นที่น่าพอใจ ผลผลิตออกมาตรงตามเป้าหมาย ทั้งขนาด ความหวาน และคุณภาพที่ตลาดต้องการ

ความสำเร็จในปีนี้ไม่ได้เกิดจากโชค หากแต่เป็นผลจากการปรับแนวคิดการทำสวนอย่างจริงจัง ลุงไพรัชค่อย ๆ ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี หันมาใช้ปุ๋ยหมักอินทรีย์ควบคู่กับ น้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำ อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลำไยพวงทองโดดเด่นด้านคุณภาพ “เนื้อแน่น เมล็ดเล็ก หวานกรอบ” ตามเอกลักษณ์ของบ้านแพ้ว

ลุงไพรัชเล่าว่า เดิมทีสวนใช้ปุ๋ยเคมีเป็นหลัก กระทั่งเมื่อ 5 ปีก่อน เจ้าหน้าที่พัฒนาที่ดินเข้ามาส่งเสริมการทำปุ๋ยหมักจากเศษใบไม้ วัสดุเหลือใช้ในสวน ผลไม้คัดทิ้ง แกลบ ขี้ไก่ และขี้วัว ใช้จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลาย ทำให้ต้นทุนลดลงและดินเริ่มฟื้นตัวต่อมา กรมประมงร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน มาสนับสนุนให้เกษตรกรในอำเภอบ้านแพ้ว และอำเภออื่นๆ ในสมุทรสาคร นำปลาหมอคางดำใช้เป็นวัตถุดิบผลิตน้ำหมักชีวภาพ ผลลัพธ์ที่ได้เกินความคาดหมาย พืชมีความสมบูรณ์ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ใบเขียวเข้ม หนา เงาสวย ใบร่วงน้อยลง ลำต้นใหญ่และแข็งแรงขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตต่อต้นเพิ่มขึ้น และรสชาติหวานกรอบตามมาตรฐาน GI

จุดเด่นของน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำ คือการเป็นแหล่งธาตุอาหารธรรมชาติ ทั้งธาตุหลักและธาตุรอง ช่วยบำรุงดิน ใบ และผลอย่างสมดุล เมื่อใช้สม่ำเสมอสามารถลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีได้ชัดเจน ต้นทุนการผลิตลดลง ขณะที่คุณภาพผลผลิตกลับเพิ่มขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกร
สูตรการทำน้ำหมักชีวภาพของลุงไพรัช ใช้ปลาหมอคางดำบดหรือหั่น 3 ส่วน กากน้ำตาล 1 ส่วน สับปะรดทั้งหัว หรือเปลือกสับปะรด 1 ส่วน และจุลินทรีย์ EM หรือ พด.2 1 ส่วน ผสมให้เข้ากัน หมักในที่ร่มประมาณ 3 เดือน แต่ต้องหมั่นคนเป็นประจำทุกวัน เมื่อหมักได้ที่ลุงไพรัชจะนำน้ำหมักมาผสมน้ำในอัตรา 1 ต่อ 100 ใช้ฉีดพ่นและรดต้นลำไย ลดได้บ่อย ยิ่งบ่อยยิ่งดี

นอกจากประโยชน์ด้านการเกษตรแล้ว การนำปลาหมอคางดำมาแปรรูปเป็นน้ำหมักชีวภาพ ยังช่วยลดปริมาณปลาต่างถิ่นในแหล่งน้ำของสมุทรสาคร เป็นแนวทางจัดการทรัพยากรที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม ชาวบ้านสามารถจับปลาเพื่อนำมาผลิตน้ำหมัก หรือจำหน่ายเป็นวัตถุดิบ สร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชน

สวนของลุงไพรัชได้รับตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของลำไยบ้านแพ้วตั้งแต่ปี 2563 ไม่เพียงเป็นเครื่องการันตีคุณภาพ แต่ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์เรียนรู้ให้เกษตรกรและผู้สนใจเข้ามาศึกษาดูงาน แนวทางการใช้น้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำจึงสะท้อนภาพเกษตรกรรมที่พึ่งพาธรรมชาติอย่างชาญฉลาด

เรื่องราวจากสวนลำไยบ้านแพ้วพิสูจน์ให้เห็นว่า นวัตกรรมที่เรียบง่ายและใช้ทรัพยากรในท้องถิ่น สามารถยกระดับทั้งผลผลิต รายได้ และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน พร้อมเติบโตไปกับสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล

รู้เก็บรู้ออม : SET Fin Quizz เครื่องมือเช็กระดับความรู้การเงินการลงทุนของคนไทย

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง"  หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

“ความไม่รู้”  นับเป็นอุปสรรคสำคัญที่กีดขวางความเจริญก้าวหน้าในชีวิตของคนเรา  เพราะ “ความรู้”  เป็นรากฐานสำคัญของชีวิตและการพัฒนาตัวเองแล้ว  การใช้ชีวิตแบบช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย จะทำให้ชีวิตไม่มีแบบแผน  และไม่รู้จักตัวเอง  ย่อมก่อให้เกิดปัญหาหนี้สินล้นพันตัว, มีรายได้แต่ไม่พอใช้,  ไม่มีเงินเก็บออม ทั้งหมดนี้ ล้วนแต่เกิดมาจากความไม่รู้ หรือ ขาดทักษะพื้นฐานทางด้านการเงินและการลงทุน

“ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย”  จึงเห็นว่า การจะแก้ปัญหาเหล่านี้แบบตรงจุด คือ ต้องเริ่มจากการส่งเสริมให้คนไทยมีความรู้เรื่องการเงินการลงทุน จึงได้พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล  SET Fin Quizz  มาตั้งแต่ปี 2564 เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยเช็กระดับความรู้เรื่องการเงินการลงทุนว่า อยู่ในระดับ  “เริ่มรู้” “เรียนรู้” หรือ “รอบรู้” จะได้เติมเต็มและต่อยอดความรู้ได้แบบถูกต้อง

SET Fin Quizz  มีแบบทดสอบ 3 ชุด เริ่มจาก 1. แบบทดสอบความรู้การเงินในชีวิตประจำวัน “Know Your Money”  มีคำถามและเนื้อหาครอบคลุมเรื่องการบริหารรายรับ, การบริหารรายจ่าย, การบริหารหนี้สิน, การบริหารเงินออม, การบริหารการลงทุน และการบริหารความเสี่ยงของชีวิตและทรัพย์สิน, 2. แบบทดสอบความรู้การลงทุนในหลักทรัพย์  “Ready to Invest”   โดยมีคำถามและเนื้อหาครอบคลุมเรื่องอัตราผลตอบแทนและความเสี่ยง, การกระจายการลงทุน, ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับหลักทรัพย์, ประเภทของกลุ่มสินทรัพย์ลงทุน/จัดสรรกลุ่มสินทรัพย์ลงทุนที่เหมาะสม และการสร้างประสบการณ์การลงทุน และ  3.   แบบทดสอบความรู้การเลือกหุ้น “Fit to Invest”   ครอบคลุมเนื้อหาเรื่องหลักการวิเคราะห์หุ้นและเศรษฐกิจ, การวิเคราะห์อุตสาหกรรม, การวิเคราะห์บริษัท, การประเมินมูลค่าหุ้น และการวิเคราะห์ทางเทคนิค

ล่าสุดในปี 2568 มีผู้ทำแบบทดสอบทั้งหมด 61,498 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้ทำแบบทดสอบ Know Your Money  40,237 คน พบว่า เกือบครึ่ง (47.01%) อยู่ในระดับ “เรียนรู้” แม้จะมีความเข้าใจเรื่องพื้นฐานได้ดี แต่ยังมีจุดที่ต้องระวัง เพราะเรื่องที่ตอบผิดกันมากที่สุดคือ ผลตอบแทนจากการลงทุน (49%) การจัดพอร์ตลงทุน (41%) และดอกเบี้ยทบต้น (36%)

เมื่อขยับมาดูเรื่องความพร้อมก่อนลงสนามลงทุนกับแบบทดสอบ  Ready to Invest  ที่มีผู้ทดสอบ 19,271 คน พบว่า ส่วนใหญ่กว่า 59% ยังอยู่ในระดับ “เริ่มรู้” เท่านั้น และมีจุดอ่อนสำคัญคือความเข้าใจเรื่อง การเปิดบัญชีซื้อขายหุ้น  ที่มีคนตอบผิดสูงถึง 62% ตามด้วย มูลค่าพอร์ตการลงทุน 60% และความสามารถในการรับความเสี่ยง 59%  

ส่วนความรู้ในการเลือกหุ้นกับแบบทดสอบ Fit to Invest   มีผู้ทดสอบ 1,990 คน  เกือบ 38% ยังอยู่แค่ระดับเริ่มรู้ และไม่มีทักษะเลือกหุ้นที่ดีพอ เห็นได้จากเรื่องที่ตอบผิดมากที่สุด คือ  การวิเคราะห์หุ้น (56%) วัตถุประสงค์ของการวิเคราะห์หุ้น (50%) และการประเมินมูลค่าหุ้นจากเงินปันผล (46%)

“คุณนายพารวย” อยากชวนให้พวกเราก้าวข้าม “ความไม่รู้”  เข้าร่วมทำแบบทดสอบ SET Fin Quizz   และไม่ต้องกังวลไปเรื่องผลการทดสอบ เพราะเราจะได้รู้จุดอ่อนด้านการเงินของตัวเอง ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็มีเครื่องมือที่จะช่วยเราอุดช่องโหว่ให้กับเรา โดยแบบทดสอบทั้ง 3 ชุดจะเชื่อมโยงไปยังแหล่งความรู้ที่ตรงจุดหลังจากทดสอบเสร็จ ไม่ต้องเสียเวลาค้นหา ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตร SET e-Learning , สื่อเรียนรู้บนเว็บ SET Investnow , INVESTORY  และเว็บไซต์ห้องสมุดมารวย ใครที่อยากเช็กความพร้อมของตัวเอง สามารถลองเข้าไปทำแบบทดสอบได้เลย ฟรี ที่  https://finquizz.setgroup.or.th

คุณนายพารวย

AIS Academy จับมือ BOI เปิด 9 คอร์สสกิลดิจิทัลมาแรง ให้คนไทยเรียนฟรี!รับ “Digital Badge” ทันที หนุนไทยปั้นกำลังคน Digital Talents สู่ศูนย์กลางเทคของอาเซียน

0

ด้วยความเชื่อว่า “คน” คือพลังสำคัญที่สุดของการขับเคลื่อนประเทศ AIS Academy จึงเดินหน้า “ภารกิจคิดเผื่อเพื่อคนไทย” ผนึกกำลังกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และพันธมิตรบริษัทเทคชั้นนำระดับโลก อย่าง HUAWEI และ Microsoft เปิดตัวโครงการ “AIS Academy X BOI STEM++” แจกคอร์สเรียนพัฒนาทักษะเชิงลึกด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี เพื่อยกระดับศักยภาพกำลังคนไทยให้พร้อมแข่งขันในเศรษฐกิจยุคดิจิทัล ผ่านการเรียนรู้แบบออนไลน์ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย บนแพลตฟอร์ม LearnDi for Thais ที่ออกแบบให้คนไทยเข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างสะดวก ยืดหยุ่น และเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา เรียนจบ รับ “Digital Badge” ทันที เพื่อต่อยอดสู่โอกาสในสายงานเทคได้อย่างมั่นใจ พร้อมมุ่งสร้าง High-Skill Workforce รองรับความต้องการทักษะแห่งอนาคตของภาคอุตสาหกรรม และเสริมความพร้อมของประเทศไทยสู่การเป็นฐานลงทุนเทคโนโลยีสำคัญ ทั้ง AI, Data Center และ Cloud ตอกย้ำศักยภาพไทยในการก้าวสู่ ศูนย์กลาง Digital Talents ของอาเซียน บนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับประเทศอย่างแข็งแกร่ง นางสาวกานติมา

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า “AIS เชื่อว่ารากฐานสำคัญของประเทศในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่ใช่แค่โครงข่ายหรือเทคโนโลยี แต่คือ ‘คน’ ดังนั้นโครงการที่ AIS Academy ร่วมมือกับ BOI ในครั้งนี้ จึงเป็นอีกก้าวของภารกิจคิดเผื่อเพื่อคนไทย ที่ต้องการให้คนไทยทุกคนเข้าถึงทักษะแห่งอนาคตได้จริง เรียนได้จริง และนำไปใช้ได้จริง เพื่อยกระดับขีดความสามารถของแรงงานไทยให้พร้อมต่อการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม และรองรับการเติบโตของระบบนิเวศดิจิทัลของประเทศ โดยเฉพาะโอกาสที่ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของอาเซียน และเป็นจุดหมายการลงทุนของผู้ให้บริการ Hyperscaler จากทั่วโลกเข้ามาลงทุน ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่า ‘Digital Talents’ คือกำลังหลักในการขับเคลื่อนประเทศให้ใช้ประโยชน์จากโอกาสดังกล่าวได้อย่างเต็มศักยภาพ ขณะเดียวกัน โครงการนี้ยังเป็นอีกทางเลือกสำคัญสำหรับองค์กรที่ต้องการสนับสนุนการพัฒนาทักษะบุคลากรให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง เอไอเอสหวังว่า โครงการนี้จะเป็นพื้นที่ที่ทุกคน ทั้งบุคคลทั่วไปและองค์กร ได้เริ่มต้นอัปสกิลอย่างมั่นใจ สร้างโอกาสใหม่ในสายงานเทค และร่วมกันยกระดับขีดความสามารถของประเทศอย่างยั่งยืน”โครงการ

โครงการ AIS Academy X BOI STEM++ เปิดให้เรียนฟรี 9 หลักสูตรทักษะดิจิทัลแห่งอนาคต ที่กำลังมาแรง ครอบคลุม 3 สายหลัก ได้แก่ AI & Automation, Cloud และ Cybersecurity โดยเนื้อหาหลักสูตรได้รับการออกแบบโดย AIS Academy ร่วมกับพันธมิตรเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก เพื่อให้สอดคล้องกับทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการและการใช้งานจริงในโลกการทำงาน ขณะเดียวกันทุกหลักสูตรยังได้รับการรับรองโดย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งประกอบด้วยเนื้อหา

Build Intelligent Workflow with Power Automate and AI Builder : สร้างระบบอัตโนมัติในองค์กรด้วย Power Automate และ AI Builder

  1. Build Apps Fast and Easy with Power Apps : สร้าง Apps แบบ No-code ด้วย Power Apps
  2. Build Intelligent Chatbots with Copilot Studio : สร้าง Chatbot อัจฉริยะด้วย Copilot Studio
  3. Cloud Essential and Cloud Migration with Microsoft Azure : ยกระดับความเข้าใจ Cloud และการย้ายระบบสู่ Microsoft Azure
  4. Cybersecurity for General Professional by Huawei & AIS Academy : หลักสูตรเข้มข้นด้าน Cybersecurity ที่ปูพื้นทั้งเทคโนโลยีความปลอดภัย การตระหนักรู้ภัยไซเบอร์
  5. Cybersecurity for IT Professional by Huawei & AIS Academy : ลงลึกด้านความปลอดภัยสารสนเทศ ความปลอดภัยเครือข่าย และการเข้ารหัสข้อมูล ครบทั้งนโยบาย มาตรการป้องกัน และการประยุกต์ใช้จริง
  6. Cloud Infrastructure & Service by Huawei & AIS Academy : พื้นฐาน Cloud Computing และบริการ
  7. Compute/Network/Storage บน Huawei Cloud Cloud
  8. Business Professional by AIS Academy : หลักสูตรสำหรับองค์กรไทยที่ต้องการวางกลยุทธ์ ออกแบบ และดูแลระบบบน Cloud ให้ปลอดภัย คุ้มค่า และสอดคล้องข้อกฎหมายไทย
  9. Prompt Engineering & Agentic AI by AIS Academy : แนวทางการอบรมนี้มุ่งเน้นเสริมทักษะด้าน Digital, Data และ AI ให้ผู้เรียนเข้าใจและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะในงานจริง

รูปแบบการเรียนเป็น E-Learning บนแพลตฟอร์ม LearnDi for Thais มาพร้อมระบบแบบทดสอบ การประเมินผล การแจ้งเตือน และรายงานความก้าวหน้าการเรียนรู้ โดยแต่ละหลักสูตรใช้เวลาเรียนเฉลี่ย 10–20 ชั่วโมง เปิดสอนทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และเมื่อเรียนจบ จะได้รับ Digital Badge ทันที เพื่อยืนยันทักษะอย่างเป็นทางการ พร้อมต่อยอดสู่การพัฒนาสายอาชีพดิจิทัลและการเป็นกำลังคนทักษะสูงที่ตลาดแรงงานต้องการความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการผสานพลังภาครัฐและเอกชน เพื่อขยายโอกาสการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีให้แก่คนไทยในวงกว้าง ต่อยอดสู่ความชำนาญที่ตลาดต้องการจริง ช่วยให้ภาคธุรกิจปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างมั่นใจ และเพิ่มศักยภาพประเทศในการรองรับโครงการขนาดใหญ่บนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับโลก

ทั้งนี้ โครงการ AIS Academy X BOI STEM++ เปิดโอกาสให้ บุคคลทั่วไป พนักงานองค์กร และผู้เริ่มต้นทำงาน/บัณฑิตจบใหม่ ที่มีวุฒิการศึกษา ปวส. ขึ้นไป เข้าร่วมการเรียนรู้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เปิดรับลงทะเบียนแล้วตั้งแต่วันนี้ – 31 มีนาคม 2569 ที่ https://www.aisacademy.com/thskillbridge

ยกระดับ “ถนนพระราม 6” เป็นถนนปลอดบุหรี่มวน-บุหรี่ไฟฟ้า 100% รับวันวาเลนไทน์ 69 ปกป้องคนเมืองจากควันบุหรี่มือสอง

0

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ สำนักงานเขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร และ13 องค์กรย่านถนนพระราม 6 จัดกิจกรรมรณรงค์ “ถนนพระราม 6 ปลอดบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้า” ชูแนวคิดการแบ่งปันความรักด้วยอากาศบริสุทธิ์ มุ่งคุ้มครองสิทธิของผู้ไม่สูบบุหรี่ และสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยจากควันบุหรี่มือสองบนพื้นที่สาธารณะ รวมถึงทางเดินเท้าที่มีคนสัญจรจำนวนมากศาสตราจารย์คลินิก

นายแพทย์อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “ในฐานะสถาบันการแพทย์ที่ตั้งอยู่บนถนนเส้นนี้ เราตระหนักถึงอันตรายของควันบุหรี่มือสองและละอองไอจากบุหรี่ไฟฟ้าที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ป่วย เด็ก และบุคลากรทางการแพทย์ที่สัญจรไปมา การทำให้ถนนพระราม 6 ปลอดบุหรี่ จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคระบบทางเดินหายใจและโรคหัวใจเฉียบพลัน ซึ่งเป็นภัยเงียบที่มากับอากาศที่เราหายใจร่วมกันในที่สาธารณะ”

รองศาสตราจารย์ ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า “การยกระดับถนนพระราม 6 ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของการบริหารจัดการเมืองตามนโยบายสุขภาพดี (Healthy City) ของ กรุงเทพมหานคร เราเล็งเห็นว่าถนนเส้นนี้เป็นย่านนวัตกรรมสุขภาพที่มีโรงพยาบาลและสถานศึกษาหนาแน่น การปล่อยให้มีควันบุหรี่และละอองฝอยจากบุหรี่ไฟฟ้าในที่สาธารณะ เป็นการซ้ำเติมสุขภาพของผู้ป่วยและประชาชนที่สัญจรไปมา”

นายอภิชาต แสนมาโนช ผู้อำนวยการเขตราชเทวี กล่าวว่า “สำนักงานเขตราชเทวีมีความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนนโยบาย ‘มหานครปลอดบุหรี่’ เพื่อก้าวไปสู่การเป็น Healthy City อย่างเต็มรูปแบบ ตามนโยบายของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร การนำร่องที่ถนนพระราม 6 ซึ่งเป็นย่านสถาบันการแพทย์ที่สำคัญ ถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการจัดการพื้นที่สาธารณะ โดยเราจะเน้นการจัดระเบียบทางเท้าและจุดรอรถโดยสารให้เป็นเขตปลอดบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถใช้ชีวิตในเมืองได้อย่างมีสุขภาวะที่ดี”

ด้าน เรืออากาศเอก นายแพทย์สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า “สารพิษในบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสาเหตุหลักของโรคมะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะมะเร็งปอด ซึ่งผู้ที่ได้รับควันมือสองมีความเสี่ยงไม่ต่างจากผู้สูบเอง การรณรงค์ครั้งนี้จึงเป็นการป้องกันตั้งแต่ต้นเหตุ เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยรายใหม่และสร้างค่านิยมใหม่ให้สังคมตระหนักว่า การไม่สูบบุหรี่ในที่สาธารณะคือการแสดงความรับผิดชอบต่อเพื่อนมนุษย์”

ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เปิดเผยว่า ถนนพระราม 6 เป็นเส้นทางที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ด้านสาธารณสุข เนื่องจากเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลหลายแห่ง สถาบันวิจัย และสถานที่ราชการ การทำให้ถนนสายนี้เป็น “ถนนปลอดบุหรี่” เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมในการปกป้องสิทธิของคนไม่สูบบุหรี่ที่จะไม่ต้องได้รับควันบุหรี่มือสองในพื้นที่ทางเดินเท้าและจุดรอรถโดยสารสาธารณะ ซึ่งมีประชาชนร้องเรียนมาทางช่องทางของสำนักงานเขตราชเทวีและทางโรงพยาบาลรามาธิบดี การรณรงค์ครั้งนี้มุ่งหวังเพื่อให้ถนนพระราม 6 เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับลมหายใจของทุกคน และผมหวังว่า “ถนนพระราม 6 ปลอดบุหรี่” เส้นนี้ จะเป็นต้นแบบถนนปลอดบุหรี่ของกรุงเทพมหานครต่อไป”

นพ.ประกิต กล่าวกิจกรรมภายในงานประกอบด้วยการปักหมุดสัญลักษณ์ “ถนนปลอดบุหรี่” ตลอดเส้นทางถนนพระราม 6 เพื่อตอกย้ำความปลอดภัยของประชาชนทุกคนในย่านการแพทย์ราชเทวี รวมถึงการเชิญชวนร้านค้าและสถานประกอบการริมทางร่วมเป็นเครือข่ายเฝ้าระวัง ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 กำหนดให้พื้นที่สาธารณะและทางเท้าเป็นเขตปลอดบุหรี่ ผู้ที่ฝ่าฝืนสูบบุหรี่มีโทษปรับทางกฎหมายไม่เกิน 5,000 บาท จึงขอเชิญชวนประชาชนผู้สัญจรบนถนนพระราม 6 ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมไร้ควัน หากพบเห็นการสูบบุหรี่ในพื้นที่ห้ามสูบ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่หรือช่วยกันรณรงค์อย่างสุภาพ เพื่อให้เกิดสังคมปลอดบุหรี่อย่างยั่งยืน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม:งานสร้างเสริมสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

AIS 3BB FIBRE 3 จับมือ CIB ลุยแม่สาย กวาดล้างมิจฉาชีพ ลักลอบเชื่อมต่ออุปกรณ์เถื่อนข้ามแดน ตัดวงจรภัยออนไลน์

0

AIS 3BB FIBRE3 เดินหน้าตรวจสอบการใช้งานโครงข่ายอย่างเชิงรุก และต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยมีการทำงานร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเพื่อสกัดการนำอินเทอร์เน็ตไปใช้ในทางผิดกฎหมาย ล่าสุด ได้ประสานความร่วมมือกับตำรวจสอบสวนกลาง (CIB)ลงพื้นที่ตรวจสอบอพาร์ทเมนต์ใน อ.แม่สาย จ.เชียงราย หลังตรวจพบรูปแบบการใช้งานที่ผิดปกติและเข้าข่ายต้องสงสัย จึงเข้าตรวจสอบเชิงเทคนิคเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงและดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย เพื่อป้องกันการนำโครงข่ายไปใช้ในทางผิดกฎหมาย และสกัดความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์

ในการปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ CIB พร้อมทีมเทคนิคจาก AIS 3BB FIBRE3 เข้าตรวจสอบจุดต้องสงสัยภายในอพาร์ทเมนต์ดังกล่าว พบห้องบางส่วนไม่มีการอยู่อาศัย แต่ตรวจพบการติดตั้งอุปกรณ์เครือข่ายและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะดัดแปลงเพื่อทำหน้าที่เป็น “จุดรวม–กระจายสัญญาณ” รวมถึงการตั้งค่าระบบ VPN และอุปกรณ์เชื่อมต่อที่มีพฤติการณ์มุ่งส่งผ่านทราฟฟิกไปยังปลายทางต่างประเทศ

จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า มิจฉาชีพมีการลับลอบใช้งานเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของผู้ให้บริการมากกว่า 1 ราย เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการระงับสัญญาณที่เกี่ยวข้องทันที พร้อมตรวจยึดอุปกรณ์สำคัญไว้เป็นของกลาง เพื่อใช้ประกอบการสืบสวนขยายผล ทั้งในส่วนของผู้เกี่ยวข้อง เส้นทางการได้มาของอุปกรณ์ และความเชื่อมโยงด้านธุรกรรมการเงินที่อาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ร่วมขบวนการ สะท้อนรูปแบบการติดตั้งที่พยายามกระจายช่องทางการเชื่อมต่อเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียดเชิงเทคนิคเพิ่มเติมอย่างรัดกุม

AIS 3BB FIBRE3 ยืนยันเดินหน้าความร่วมมือกับหน่วยงานความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง ยกระดับมาตรการเฝ้าระวังการใช้งานผิดปกติในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะแนวชายแดน เพื่อป้องกันการลักลอบใช้โครงข่ายไปสนับสนุนการกระทำผิด และร่วมปกป้องประชาชนจากภัยหลอกลวงและอาชญากรรมออนไลน์อย่างจริงจัง ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเร่งขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องทุกส่วนที่เชื่อมโยงกับการกระทำผิด